ประเด็น

PM 2.5 และมลพิษทางอากาศ

มี 12 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาฝุ่น PM 2.5
  • การเผาป่าเผาไร่
  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • การใช้พลังงานที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • การจราจร การขนส่งสาธารณะ และการเดินทาง สร้างมลพิษ

จะทำอะไร (Action)

  • เอาผิดกับคนเผาป่าเผาไร่อย่างจริงจัง
  • สร้าง Mobile Application – เครือข่ายปราบการเผาไร่ เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน และเครือข่ายอาสาป้องกันการเผาไร่
  • ปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกเพื่อลดการเผา
  • ส่งเสริมการไถกลบตอซังเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ และผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์
  • ส่งเสริมการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง (Wet & Dry)
  • ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไม้ยืนต้น ไม้ป่า ไม้หายาก เพื่อทดแทนการเกษตรที่ต้องเผาตอซัง
  • จัดตั้งเขตส่งเสริมพิเศษ บนเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 40,000 ไร่ ในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อเป็นพื้นที่ปลูกป่า สร้างรายได้ ให้เกษตรกร ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 60 จังหวัด
  • สร้างรายได้จากการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้มีมูลค่าขายเป็นเงินได้
  • หาช่องทางการจัดจำหน่ายและหาคนมารับซื้อกับเกษตรกรโดยตรง
  • ใช้กองทุน SMEs และกองทุน Startup เป็นแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่เป็นโรงงานผลิตรถโดยสารและรถยนต์ไฟฟ้า ดอกเบี้ยไม่เกิน 3%-4%
  • ใช้กองทุนวิสาหกิจชุมชนเป็นแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ สนับสนุนเกษตรกรรวมตัวกันร่วมกันใช้เครื่องจักรสมัยใหม่เพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก และผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง
  • ลดการใช้พลังงานที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • สนับสนุนให้ติดตั้ง Solar Rooftop หรือ Solar Cell บนพื้นที่ว่าง อย่างน้อย 5 KW จำนวน 2 ล้านครอบครัว โดยรัฐเป็นผู้ลงทุน
  • ออกมาตรการทางภาษีให้สิทธิลดหย่อนภาษี และการหักค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น สำหรับผู้ประกอบการที่สนับสนุนนโยบาย "สลับ-เหลื่อมเวลาการทำงานและเวลาเรียน" และนโยบาย "Work from home หรือ Learn from home"
  • ออก “โครงการสร้างไทยมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้า” ให้คนไทยที่ทำมาหากินด้วยมอเตอร์ไซด์คู่ใจ สามารถกู้เงินดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน 5% ต่อปี ซื้อมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้าได้ จำนวน 1 ล้านคัน
  • ให้สิทธิหักลดหย่อนภาษีที่ดินแก่เจ้าของที่ดินที่สมัครใจเข้าร่วม "โครงการสวนสีเขียวที่เที่ยวชุมชน (Volk Green Park)" ที่เน้นการขับเคลื่อนประเทศไทย ให้เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดปัญหาฝุ่น PM 2.5
  • เพิ่มโอกาสการสร้างรายได้ให้ชาวนาจากการขายคาร์บอนเครดิต
  • สร้างรายได้จากการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร
  • ลดการเผาในแปลงเพาะปลูก
  • ลดค่าไฟฟ้ารายเดือน
  • ลดก๊าซมีเทนในดิน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • ประชาชน
  • ผู้ประกอบการ
  • เจ้าของที่ดิน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ไทยต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างก้าวกระโดด หากล่าช้าภาคเศรษฐกิจจะต้องแบกรับต้นทุนคาร์บอนที่สูงขึ้น รวมถึงผลกระทบจากภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดนของยุโรป (CBAM) หากไทยยังใช้ไฟฟ้าจากฟอสซิล สินค้าส่งออกของเราจะถูกเก็บภาษีเพิ่ม ทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
  • โรงไฟฟ้าถ่านหินคือแหล่งกำเนิดหลักของก๊าซเรือนกระจกและฝุ่น PM2.5 รวมถึงก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่กระทบคุณภาพอากาศโดยตรง การปล่อยมลพิษสะสมไม่เพียงทำให้ระบบนิเวศเสื่อมโทรม แต่ยังสร้างต้นทุนด้านสาธารณสุขมหาศาลจากโรคทางเดินหายใจที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตประชาชน
  • แหล่งถ่านหินในประเทศที่ลดลงบีบให้ต้องนำเข้าถ่านหินจากต่างประเทศมากขึ้นและยืดอายุของเทคโนโลยีล้าหลังออกไป รัฐจึงต้องเร่งวางแผนรองรับพื้นที่แม่เมาะ (ลำปาง) บางปะกง (ฉะเชิงเทรา) และสระบุรี เพื่อป้องกันเศรษฐกิจท้องถิ่นล่มสลายจากการปิดเหมืองแบบไร้ทิศทาง

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน ปลดระวางถ่านหิน
  • ปรับปรุงระบบพลังงานและเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ผ่าน 4 แกนหลัก เพื่อประเทศไทยหยุดใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้า โดยยึดหลักความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กับความยุติธรรมต่อประชาชนทุกภาคส่วน
  • ประกาศจุดยืนโลก: ตั้งเป้าให้ไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ปลอดถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า
  • ให้คำมั่นสัญญา: เข้าร่วมความตกลง No New Coal Country Pledge เพื่อหยุดสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่อย่างเด็ดขาด
  • ดึงทุนโลกมาลงทุน: ใช้เวทีประชุมโลกร้อน COP30 และกลไก JETPs เจรจาดึงเงินทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาช่วยปิดโรงไฟฟ้าก่อนกำหนด (Early Coal Phase-Out)
  • ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย
  • ออก พ.ร.บ. ปลดระวางถ่านหิน: เพื่อกำหนดแผนการปิดโรงไฟฟ้าเป็นขั้นเป็นตอน ห้ามใช้ถ่านหินนำเข้าแทนถ่านหินในประเทศ และปรับบางแห่งให้เป็น โรงไฟฟ้าสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Reserve) เพื่อความมั่นคงยามฉุกเฉินเท่านั้น
  • เดินหน้า พ.ร.บ. มาตรการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: มีเนื้อหาสำคัญคือ
    • บังคับให้ทุกภาคส่วนต้องรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG)
    • บังคับใช้กลไกราคาคาร์บอน ทั้งภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซฯ (ETS)
    • จัดตั้ง กองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund) เพื่อสนับสนุนโครงการลดคาร์บอนและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
  • ใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่าน
    • เก็บภาษีนำเข้าถ่านหิน: ปรับอัตราภาษีให้สะท้อน "ต้นทุนแฝง" ด้านสุขภาพและมลพิษที่สังคมต้องแบกรับ
    • ใช้มาตรฐานนิยามสีเขียว (Thailand Taxonomy): กำหนดเกณฑ์ให้ธนาคารและตลาดทุนส่งเสริมเฉพาะธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
    • นวัตกรรมทางการเงิน: ระดมทุนผ่าน พันธบัตรสีเขียว (Green Bonds) และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำเงินมาลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและระบบโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid)
  • สร้างการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม
    • เยียวยาพื้นที่ยุทธศาสตร์: ตั้งกองทุนการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition Fund) เพื่อดูแลพื้นที่ที่พึ่งพาถ่านหินสูง เช่น แม่เมาะ, บางปะกง, สระบุรี
    • พัฒนาทักษะแรงงาน: ออกแบบแผนพัฒนาทักษะ (Reskilling/Upskilling) ฝึกอาชีพใหม่ให้แรงงานเดิมเข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมที่เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน (BCG)
    • ปรับปรุงอุตสาหกรรมหนัก: หนุนภาคผลิตซีเมนต์และเหล็กเข้าสู่ระบบ อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry)
    • ยึดหลักสิทธิมนุษยชน: ดำเนินการตามมาตรฐานสากล หลักการชี้แนะเรื่องสิทธิมนุษยชนสำหรับธุรกิจ (UNGP) และ การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมของสหภาพยุโรป (EU Just Transition) เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมออกแบบการพัฒนาพื้นที่หลังการปลดระวางถ่านหิน
  • รัฐบาลพรรคประชาชนจะเปลี่ยนผ่านจากถ่านหินไปสู่ระบบพลังงานสะอาด โดย “ไม่ช็อกระบบไฟฟ้า ไม่ทิ้งแรงงาน และไม่ทำลายเศรษฐกิจท้องถิ่น” ออกแบบแผนแบ่งเป็น 3 ระยะ
    • ระยะที่ 1 (ปี 2025–2027): การวางรากฐานทางกฎหมายและข้อมูล
      • บังคับใช้กฎหมายภูมิอากาศ: เริ่มใช้ พ.ร.บ. มาตรการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อจัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ และวางหลักการการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) และ โครงสร้างกองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund)
      • กำหนดเส้นตายการเลิกถ่านหิน: จัดทำร่าง พ.ร.บ. ปลดระวางถ่านหิน เพื่อประกาศเป้าหมายเลิกใช้ถ่านหินในปี 2040 อย่างเป็นทางการ
      • ควบคุมมลพิษเข้มงวด: ติดตั้งระบบตรวจวัดการปล่อยมลพิษแบบต่อเนื่อง (CEMS) ในโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงงานขนาดใหญ่
      • นำร่องการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม: ตั้ง กองทุนการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition Fund) ในพื้นที่แม่เมาะ บางปะกง และสระบุรี พร้อมเริ่มโครงการฟื้นฟูเหมืองและเปลี่ยนโรงไฟฟ้าเก่าเป็นพลังงานสะอาด (Solar/RE-for-Coal Swap)
    • ระยะที่ 2 (ปี 2028–2030): การขับเคลื่อนกลไกการเงินสีเขียว
      • เปิดตลาดคาร์บอนเต็มรูปแบบ: เริ่มใช้ระบบจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และตลาดซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซฯ (ETS) ครอบคลุมภาคพลังงานฟอสซิลและอุตสาหกรรมหลัก โดยมี ฐานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกระดับชาติ เป็นตัวกลางในการตรวจวัดและจัดเก็บมลพิษอย่างเป็นธรรมตามปริมาณที่ปล่อยจริง
      • ขยายโครงการเปลี่ยนเหมืองและโรงไฟฟ้าเก่าเป็นพลังงานสะอาด (Solar/RE-for-Coal Swap)
      • ระดมทุนจากต่างประเทศ: ใช้เครื่องมือทางการเงินแบบผสมผสาน (Blended Finance) และความร่วมมือ JETPs เพื่อหาทุนดอกเบี้ยต่ำมาสนับสนุนการปิดโรงไฟฟ้าก่อนกำหนด
      • สร้างงานใหม่ในพื้นที่: เร่งแผนพัฒนาทักษะให้แรงงานเดิม และดึงกลุ่มธุรกิจ SMEs เข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมสะอาดและเศรษฐกิจ BCG
    • ระยะที่ 3 (ปี 2031–2040): การก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเต็มรูปแบบ
      • ปิดจบโรงไฟฟ้าถ่านหิน: ทยอยปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมด
      • สร้างเมืองแห่งอนาคต: เปลี่ยนพื้นที่เหมืองและโรงไฟฟ้าเดิมให้เป็น เมืองพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy City) และศูนย์กลางอุตสาหกรรม BCG Cluster
      • ยกระดับสู่มาตรฐานสากล: เชื่อมโยงระบบคาร์บอนของไทยกับมาตรการ CBAM ของยุโรป

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยุติการใช้ถ่านหิน
  • เศรษฐกิจไทยที่ยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับสากล
  • ประเทศไทยหยุดใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้า
  • ความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กับความยุติธรรมต่อประชาชนทุกภาคส่วน
  • ไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ปลอดถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า
  • หยุดสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่อย่างเด็ดขาด
  • ช่วยลดภาระงบประมาณรัฐ
  • กำหนดแผนการปิดโรงไฟฟ้าเป็นขั้นเป็นตอน
  • ห้ามใช้ถ่านหินนำเข้าแทนถ่านหินในประเทศ
  • ปรับบางแห่งให้เป็น โรงไฟฟ้าสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Reserve) เพื่อความมั่นคงยามฉุกเฉินเท่านั้น
  • ทุกภาคส่วนต้องรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG)
  • เปลี่ยนมลพิษให้เป็นต้นทุนที่ต้องจ่าย จูงใจให้ภาคอุตสาหกรรมเร่งปรับตัวสู่พลังงานสะอาด
  • สนับสนุนโครงการลดคาร์บอนและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
  • อัตราภาษี สะท้อน "ต้นทุนแฝง" ด้านสุขภาพและมลพิษที่สังคมต้องแบกรับ
  • ธนาคารและตลาดทุนส่งเสริมเฉพาะธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • นำเงินมาลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและระบบโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid)
  • ดูแลพื้นที่ที่พึ่งพาถ่านหินสูง เช่น แม่เมาะ, บางปะกง, สระบุรี
  • ฝึกอาชีพใหม่ให้แรงงานเดิมเข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมที่เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน (BCG)
  • หนุนภาคผลิตซีเมนต์และเหล็กเข้าสู่ระบบ อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry)
  • ชุมชนมีส่วนร่วมออกแบบการพัฒนาพื้นที่หลังการปลดระวางถ่านหิน
  • เตรียมเครื่องมือและกติกาให้พร้อมก่อนเริ่มลดการใช้ถ่านหิน
  • จัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ
  • วางหลักการการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) และ โครงสร้างกองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund)
  • ประกาศเป้าหมายเลิกใช้ถ่านหินในปี 2040 อย่างเป็นทางการ
  • คุมเข้มการก่อมลพิษทางอากาศและน้ำเสีย
  • เริ่มโครงการฟื้นฟูเหมืองและเปลี่ยนโรงไฟฟ้าเก่าเป็นพลังงานสะอาด (Solar/RE-for-Coal Swap)
  • การเลิกใช้ถ่านหินเกิดขึ้นจริงด้วยกลไกราคาและการลงทุน
  • ระบบจัดเก็บภาษีคาร์บอน และตลาดซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซฯ ครอบคลุมภาคพลังงานฟอสซิลและอุตสาหกรรมหลัก โดยมี ฐานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกระดับชาติ เป็นตัวกลางในการตรวจวัดและจัดเก็บมลพิษอย่างเป็นธรรมตามปริมาณที่ปล่อยจริง
  • หาทุนดอกเบี้ยต่ำมาสนับสนุนการปิดโรงไฟฟ้าก่อนกำหนด
  • สร้างงานใหม่ในพื้นที่
  • ไทยเลิกใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าได้ 100%
  • เชื่อมโยงกับกติกาการค้าระหว่างประเทศ
  • ทยอยปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมด
  • ปรับบางแห่งให้เป็นโรงไฟฟ้าสำรอง พร้อมควบคุมมลพิษอย่างเข้มงวด
  • เปลี่ยนพื้นที่เหมืองและโรงไฟฟ้าเดิมให้เป็น เมืองพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy City) และศูนย์กลางอุตสาหกรรม BCG Cluster
  • สินค้าไทย (เช่น ซีเมนต์ และเหล็ก) ส่งออกได้ทั่วโลกโดยไม่ถูกกีดกัน และสอดคล้องกับมาตรฐานแผนการปฏิรูปสีเขียวของสหภาพยุโรป (EU Green Deal)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เศรษฐกิจไทย
  • สินค้าส่งออก
  • ระบบนิเวศ
  • ประชาชน
  • รัฐ
  • เศรษฐกิจท้องถิ่น
  • โรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่
  • โรงไฟฟ้า
  • ทุกภาคส่วน ที่ต้องรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • ภาคอุตสาหกรรม
  • กลุ่มเปราะบาง
  • สังคม
  • ธนาคารและตลาดทุน
  • ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • พื้นที่ที่พึ่งพาถ่านหินสูง เช่น แม่เมาะ (ลำปาง), บางปะกง (ฉะเชิงเทรา), สระบุรี
  • ชุมชน
  • ระบบไฟฟ้า
  • แรงงาน
  • โรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงงานขนาดใหญ่
  • กลุ่มธุรกิจ SMEs
  • โรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมด
  • พื้นที่เหมืองและโรงไฟฟ้าเดิม
  • สินค้าไทย (เช่น ซีเมนต์ และเหล็ก)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ปลอดถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า ภายในปี 2040
  • ดำเนินการในช่วงระยะที่ 1 (ปี 2025–2027) การวางรากฐานทางกฎหมายและข้อมูล
  • ดำเนินการในช่วงระยะที่ 2 (ปี 2028–2030) การขับเคลื่อนกลไกการเงินสีเขียว
  • ดำเนินการในช่วงระยะที่ 3 (ปี 2031–2040) การก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเต็มรูปแบบ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • จัดตั้ง กองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund)
  • เก็บ ภาษีนำเข้าถ่านหิน
  • ระดมทุนผ่าน พันธบัตรสีเขียว (Green Bonds) และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำเงินมาลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและระบบโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid)
  • จัดตั้ง กองทุนการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition Fund) ระยะที่ 1 (ปี 2025–2027)
  • ระดมทุนจากต่างประเทศ เครื่องมือทางการเงินแบบผสมผสาน (Blended Finance) และ ความร่วมมือ JETPs เพื่อหาทุนดอกเบี้ยต่ำมาสนับสนุนการปิดโรงไฟฟ้าก่อนกำหนด ระยะที่ 2 (ปี 2028–2030)
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบบัญชาการปัญหา PM2.5
  • ภัยจากมลพิษทางอากาศ PM2.5 เป็นสาธารณภัยร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคเหนือมานานกว่า 15 ปี
  • ปัญหานี้มีความซับซ้อนและคาบเกี่ยวกับแทบทุกกระทรวง
  • ขาดการจัดการอย่างเป็นระบบ: ปัญหา PM2.5 เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง (ทรัพยากรฯ, เกษตรฯ, คมนาคม, อุตสาหกรรม, สาธารณสุข ฯลฯ) แต่ขาดกลไกการบัญชาการที่เป็นเอกภาพ
  • เกิดปัญหารัฐไม่มีข้อมูลอย่างเพียงพอและไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน
  • ทำงานล่าช้า: รัฐบาลมักเริ่มทำงานจริงจังเมื่อเกิดฝุ่นไปแล้ว ทำให้ขาดการเตรียมพร้อมรับมือล่วงหน้ากับภัยพิบัติที่มีวงจรเกิดซ้ำเดิมทุกปี
  • การวัดผลที่ผิดพลาด: การดำเนินงานที่ผ่านมาไม่สามารถประเมินผลและถอดบทเรียนได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากขาดตัวชี้วัดที่มีประสิทธิภาพ
  • การจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอต่อความรุนแรงของปัญหา

จะทำอะไร (Action)

  • รวมอำนาจและหน้าที่: เกี่ยวกับการบัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษที่มีกรมควบคุมมลพิษ เป็นหน่วยงานหลัก โดยมี กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และ GISTDA เป็นหน่วยงานสนับสนุนใน “ศูนย์บัญชาการมลพิษทางอากาศ”
  • จัดตั้งศูนย์บัญชาการมลพิษทางอากาศ (Clean Air Command Center, CACC)
  • CACC จะถูกแต่งตั้งโดยอำนาจของนายกรัฐมนตรี (ตาม ม.9 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม) และมีอำนาจในการเรียกข้อมูล ติดตาม และกำกับดูแลทุกภาคส่วน
  • CACC ทำหน้าที่เป็น คลังข้อมูลของทุกหน่วยงานจากทุกกระทรวง รวมถึงเปิดการมีส่วนร่วมจากข้อมูลของภาคประชาชน
  • รวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่ เช่น แผนที่พื้นที่เผาไหม้จากดาวเทียม, แผนที่โรงงานอุตสาหกรรม, แผนที่เสี่ยงการปล่อยมลพิษทางตรงและฝุ่นทุติยภูมิ (NOx, SOx, VOCs) และแผนที่แบ่งพื้นที่ Attainment area และ Non-attainment area
  • จัดเกณฑ์พื้นที่ที่ประสบปัญหาหนัก กลาง เบา เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดสรรงบประมาณ
  • พัฒนาแผนที่ภูมิศาสตร์อากาศ(Airshed) เข้ากับการจัดทำผังเมืองในแต่ละระดับ
  • การสั่งการ 3 ส่วนหลัก:
  • ก่อนเกิดเหตุ: สั่งการเพื่อเตรียมการล่วงหน้า กำกับมาตรการบังคับ/สนับสนุน และจัดสรรงบประมาณ
  • ช่วงเผชิญเหตุ: สั่งการเพื่อบรรเทาปัญหาที่ได้เตรียมการรับมือไว้อย่างเต็มที่
  • ประเมินผล: ประเมินผลการดำเนินการและการใช้งบประมาณของทุกหน่วยงาน พร้อมเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยง่าย
  • เตรียมพร้อมรับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพื่อให้สามารถตั้ง ศูนย์บัญชาการระดับท้องถิ่น (Local-CACC) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ใช้ประโยชน์จากดาวเทียมของไทย (THEOS-2) ประกอบกับดาวเทียมต่างประเทศ (Sentinel, Landsat, Gaofen) ให้เต็มประสิทธิภาพที่สุด
  • พัฒนาดาวเทียมขนาดเล็ก 3U เพื่อตรวจจับจุดความร้อนได้แบบ Real-time
  • ใช้ UAV เพื่อเข้าติดตามและกำกับในพื้นที่ที่ดาวเทียมมีข้อจำกัด (เช่น มีเมฆมาก)
  • Thermal UAV ใช้ตรวจจับการเผาแบบรายชั่วโมงในพื้นที่ที่เกิดมลพิษจากการเผา
  • Hyperspectral UAV ใช้ตรวจจับค่า NOx, SOx, HONO หรือ VOCs (สารตั้งต้นของฝุ่นทุติยภูมิ) เพื่อจัดการฝุ่นพิษที่ต้นตอ
  • Thermal Drone ต้องติดตั้งในทุกทีมดับไฟของป่าอนุรักษ์และป่าสงวน
  • ปรับ KPI จากจุดความร้อน (Hotspot) เป็น พื้นที่เผาไหม้ (Burnscar) จากภาพถ่ายทางดาวเทียมบวกการตรวจสอบโดยพื้นที่ (Ground Check)
  • ดำเนินการควบคู่กับอัตราการระบายอากาศ (Ventilation Rate) ที่คำนวณจากระดับความสูงของชั้นบรรยากาศที่มลพิษไม่สามารถเคลื่อนผ่านได้ คูณความเร็วของลม
  • แสดงเป็น PM2.5:Ventilation-rate Ratio
  • พิจารณาร่วมกับ ความชื้นในอากาศและปริมาณฝนสะสมรายวัน
  • พิจารณาร่วมกับ จำนวนผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สามารถเตรียมพร้อมรับมือปัญหาก่อนที่จะเกิดขึ้นซ้ำทุกปี
  • รัฐมีข้อมูลอย่างเพียงพอและสามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน
  • รัฐมีการเตรียมพร้อมรับมือล่วงหน้ากับภัยพิบัติ
  • สามารถประเมินผลและถอดบทเรียนได้อย่างถูกต้อง
  • มีตัวชี้วัดที่มีประสิทธิภาพ
  • การจัดสรรงบประมาณเพียงพอต่อความรุนแรงของปัญหา
  • สามารถใช้ดาวเทียมของไทยและต่างประเทศ อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • สามารถวัดผลความคุ้มค่าของงบประมาณที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • CACC สามารถวัดผลการดำเนินการของรัฐบาล และประเมินความคุ้มค่าของงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับปัญหามลพิษทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่า ค่า PM2.5 ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง เป็นเพราะการดำเนินการของรัฐบาล หรือเพราะสภาพภูมิอากาศตามธรรมชาติกันแน่

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจาก PM2.5

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ฝุ่นพิษ PM2.5 ในประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือคือ ไฟป่า ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมากว่า 10 ปี
  • "งบประมาณ" ที่มักถูกตัดลดอย่างมหาศาล และระเบียบที่ล็อกสเปกจนเจ้าหน้าที่ไม่มีอุปกรณ์ที่ใช้งานได้จริง
  • งบประมาณไม่เพียงพอและล่าช้า: ท้องถิ่นที่รับผิดชอบไฟป่าในป่าสงวนมักถูกตัดงบประมาณจากระดับพันล้านเหลือเพียงหลักร้อยล้านบาททั่วประเทศ ทำให้ต้องรอ "งบกลาง" ซึ่งมักจะมาถึงหลังจากไฟดับไปแล้ว
  • ขาดแคลนอุปกรณ์และเทคโนโลยี: เจ้าหน้าที่ขาดอุปกรณ์ทุ่นแรงพื้นฐาน เช่น รถมอเตอร์ไซค์วิบาก, เครื่อง AED, และที่สำคัญที่สุดคือ โดรนตรวจจับความร้อน ทำให้หลายครั้งเจ้าหน้าที่ต้องเดินเท้าเข้าป่าลึกอย่างยากลำบากแต่กลับ "หลงพิกัด" เพราะไม่มีข้อมูลที่แม่นยำ
  • สวัสดิการย่ำแย่และอุปกรณ์ใช้ไม่ได้จริง: อาสาดับไฟป่าได้รับค่าตอบแทนน้อยนิด รัฐไม่สามารถจัดซื้อประกันชีวิตให้ได้เนื่องจากติดระเบียบ และการบังคับซื้ออุปกรณ์ที่ใช้งานไม่ได้จริง เช่น "ลาโค่" หรือไม้ตบไฟ ในพื้นที่ที่ควรใช้เครื่องเป่าลมหรือโดรน
  • ข้อมูลไม่ทันการณ์: ข้อมูลจุดความร้อนจากดาวเทียมที่รายงานเพียง 2 ครั้งต่อวัน ไม่เพียงพอต่อการควบคุมไฟที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว

จะทำอะไร (Action)

  • พัฒนาการใช้ดาวเทียมตรวจจับ Hotspot ให้มีความถี่สูงขึ้น
  • ส่งเสริมดาวเทียมขนาดเล็กของไทยเองเพื่อให้ตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์
  • บูรณาการใช้เฮลิคอปเตอร์และโดรน
  • ปรับกฎระเบียบให้เจ้าหน้าที่ใช้โดรนในพื้นที่ภัยพิบัติได้อย่างคล่องตัวโดยไม่ผิดกฎหมาย
  • ใช้ระบบดิจิทัลติดตามว่าพื้นที่ไหนมีการชิงเผาหรือจัดการเชื้อเพลิงไปแล้วบ้าง
  • แก้ไขระเบียบจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้ท้องถิ่นซื้ออุปกรณ์ที่ "เหมาะกับป่าในพื้นที่"
  • จัดสรรงบประมาณให้ อบจ. ทำงานร่วมกับชุมชนในการสร้างแนวกันไฟและเตรียมทีมตอบสนองไว
  • ปรับสัญญาจ้างทีมดับไฟป่า: เปลี่ยนแรงงานรายวันเป็นสัญญาจ้าง 3-5 ปี
  • รัฐสนับสนุนงบประมาณซื้อประกันชีวิตและอุบัติเหตุให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทุกคน
  • จัดหา GPS และวิทยุสื่อสารที่ใช้งานได้แม้อยู่ในจุดอับสัญญาณ
  • จัดหาเครื่อง AED และชุดออกซิเจนประจำทีม
  • แก้ไขปัญหาไฟป่าที่ต้นตอโดยเชื่อมโยงกับการจัดการสิทธิที่ดินทำกินในเขตป่า

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • มีการ ใช้ดาวเทียมตรวจจับ Hotspot ที่มีความถี่สูงขึ้น
  • มีการ ตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ (จาก ดาวเทียมขนาดเล็กของไทยเอง)
  • เจ้าหน้าที่ใช้โดรนในพื้นที่ภัยพิบัติได้อย่างคล่องตัวโดยไม่ผิดกฎหมาย
  • มีการ ประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า (จาก Tracking การจัดการเชื้อเพลิง)
  • ท้องถิ่นซื้ออุปกรณ์ที่ "เหมาะกับป่าในพื้นที่"
  • มีการ สร้างแนวกันไฟและเตรียมทีมตอบสนองไว (โดย อบจ. ทำงานร่วมกับชุมชน)
  • มีการ สร้างความมั่นคงและสะสมความเชี่ยวชาญ (จากการ เปลี่ยนแรงงานรายวันเป็นสัญญาจ้าง 3-5 ปี)
  • ประกันชีวิต 100% (สำหรับ เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทุกคน)
  • มี GPS และวิทยุสื่อสารที่ใช้งานได้แม้อยู่ในจุดอับสัญญาณ
  • มี เครื่อง AED และชุดออกซิเจนประจำทีม
  • ชาวบ้านร่วมเป็นหูเป็นตาและดูแลรักษาป่าร่วมกับรัฐ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ท้องถิ่น
  • อาสาดับไฟป่า

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • มลพิษจากภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะการเผาเศษวัสดุจาก ข้าว ข้าวโพด และอ้อย เป็นแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 ที่สำคัญและเกิดซ้ำเป็นวงจรทุกปี
  • โครงสร้างการผลิต ที่ขาดทางเลือกในการจัดการเศษวัสดุ
  • รัฐขาดฐานข้อมูลที่แม่นยำในการวางแผนล่วงหน้า
  • ตัวชี้วัดคลาดเคลื่อน: รัฐยังใช้ "จุดความร้อน" (Hotspot) เป็นตัววัดหลัก ซึ่งบอกเพียงจุดที่เกิดไฟ แต่ไม่สะท้อนถึง "ขนาด" หรือ "พื้นที่ความเสียหาย" (Burnscar) ทำให้ประเมินงบประมาณและความรุนแรงผิดพลาด
  • ข้อมูลแยกส่วน: ประเทศไทยขาดฐานข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงระหว่าง "พื้นที่ปลูกพืช - อายุพืช - ปริมาณเศษวัสดุ" ทำให้การส่งเสริมเครื่องจักรกลหรือการจัดการเชื้อเพลิงทำได้ไม่ถูกที่ถูกเวลา
  • ขาดเครื่องจักรและแรงจูงใจ: เกษตรกรขาดเครื่องจักรทุ่นแรง
  • ขาดแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่จะ "ไม่เผา" เนื่องจากต้นทุนการจัดการเศษวัสดุด้วยวิธีอื่นมีราคาสูงกว่าการเผา

จะทำอะไร (Action)

  • เปลี่ยน KPI การวัดผล: จากจุดความร้อน (Hotspot) เป็นพื้นที่เผาไหม้จริง (Burnscar)
  • จัดทำระบบฐานข้อมูลและการติดตามเชิงรุก
  • ใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมตรวจวัดพื้นที่เผาไหม้จริง
  • ร่วมกับการลงตรวจสอบภาคสนาม (Ground Check)
  • เชื่อมโยงข้อมูลที่ดิน (กรมพัฒนาที่ดิน/สปก./กรมส่งเสริมการเกษตร/กรมวิชาการ/กรมการข้าว) กับข้อมูลอายุพืชจากภาพถ่ายทางดาวเทียม (GISTDA)
  • จัดทำ "แผนที่เสี่ยงการเผาตามช่วงเวลา"
  • ส่งเครื่องจักรหรือมาตรการอุดหนุนลงไป
  • สนับสนุนมาตรการจัดการเศษวัสดุพืชรายชนิด
  • (ข้าว) สนับสนุนการย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์
  • (ข้าว) สนับสนุนการดำเนินการวิธีไม่เผา
  • (ข้าว) กำหนดมาตรการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่เผาซ้ำซาก
  • (ข้าวโพด) ส่งเสริมการผลิต ไบโอชาร์ (Biochar) ปุ๋ยอัดเม็ด และอาหารสัตว์ในพื้นที่
  • (ข้าวโพด) ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกที่ไม่เหมาะสม
  • (อ้อย) สนับสนุนการตัดอ้อยสด
  • (อ้อย) ออกมาตรการการสนับสนุนและการบังคับโทษ ให้เกษตรกรได้วางแผน
  • (อ้อย) ไถกลบ
  • (อ้อย) เชื่อมโยงโรงไฟฟ้าชีวมวลให้รองรับเศษอ้อยได้อย่างเพียงพอ
  • สร้างเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสำหรับสินค้าที่ไม่ใช้การเผาในกระบวนการผลิต
  • ออกมาตรฐานบังคับการทำการเกษตรแบบไม่เผา
  • ใช้กลไกห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) ตรวจสอบและกำกับการไม่เผาในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่แปลงเกษตรจนถึงผู้รับซื้อ
  • สนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรสำหรับการจัดการเศษวัสดุ
  • เปิดให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วม
  • จัดทำระบบข้อมูลตำแหน่ง จำนวน และการเคลื่อนย้ายเครื่องจักร

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลด PM2.5
  • หยุดฝุ่นพิษที่ต้นตออย่างยั่งยืน
  • สามารถ "คาดการณ์" ช่วงเวลาเสี่ยงเผาก่อนที่ฝุ่นจะเกิด
  • ประเมินผลงานรัฐตามความเป็นจริง
  • รัฐคาดการณ์ได้ว่าพื้นที่ไหนพืชมีอายุใกล้เก็บเกี่ยว หรือ เก็บเกี่ยวแล้ว ใกล้เผาแล้ว
  • สามารถส่งเครื่องจักรหรือมาตรการอุดหนุนลงไปก่อนที่เกษตรกรจะเริ่มเผา
  • จัดการตามพื้นที่เสี่ยงได้อย่างแม่นยำ
  • สร้างรายได้+ผลผลิตมากกว่าการเผา (สำหรับการปลูกข้าว)
  • เพิ่มธาตุในดิน
  • เพิ่มปริมาณผลผลิต
  • สร้างรายได้มากกว่าการเผา
  • เพิ่มมูลค่า (ของสินค้า) (จากฉลากเกษตรไม่เผา)
  • ดึงดูดผู้บริโภค (จากฉลากเกษตรไม่เผา)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • ผู้บริโภค

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 250 บาทต่อไร่ (สำหรับการดำเนินการวิธีไม่เผาสำหรับข้าว)
  • 2,000 บาทต่อไร่ (สำหรับการสนับสนุนปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ไม่เหมาะสม)

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาฝุ่นพิษข้ามแดนเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ไทย โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสาน เผชิญวิกฤตคุณภาพอากาศอย่างรุนแรง
  • ปัญหาที่เกินขอบเขตอำนาจรัฐของประเทศใดประเทศหนึ่ง และไม่สามารถแก้ได้ด้วยมาตรการภายในประเทศเพียงลำพัง
  • กลไกอาเซียนเดิมยังมีลักษณะเชิงสมัครใจ ขาดการบังคับใช้ และไม่เชื่อมโยงกับภาคการผลิตและการค้าอย่างจริงจัง
  • กลไกระหว่างประเทศยังขาดสภาพบังคับ
  • ความร่วมมืออาเซียนในปัจจุบันยังเน้นเชิงนโยบายทั่วไป ขาดการเชื่อมโยงข้อมูลและการบังคับใช้กฎหมายข้ามพรมแดนที่เป็นรูปธรรม
  • ธุรกิจการเกษตรเชื่อมโยงกับการเผาในประเทศเพื่อนบ้าน
  • สินค้าเกษตรและชีวมวลในห่วงโซ่การค้าระดับภูมิภาคในประเทศไทย มีส่วนเชื่อมโยงกับการเผาในประเทศเพื่อนบ้าน แต่กลับยังไม่มีมาตรการกำกับด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด
  • ขาดศูนย์กลางข้อมูล
  • ไทยยังไม่มีกลไกกลางที่สามารถรวบรวม วิเคราะห์ และแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าข้ามพรมแดน เพื่อใช้ในการเจรจาระดับรัฐต่อรัฐและจัดสรรความช่วยเหลือได้ตรงจุด

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับ CACC ให้เป็นศูนย์ประสานข้อมูลด้านมลพิษทางอากาศ ระดับอาเซียนหรืออนุภูมิภาค (ไทย–เมียนมา–ลาว–กัมพูชา–เวียดนาม) ตามกลไกของข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยการจัดการมลพิษทางอากาศข้ามแดน (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution - AATHP)
  • รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียมบนฐานข้อมูลชุดเดียวกัน
  • ขับเคลื่อน CRN ให้เป็นกลไกหลักในการผลักดัน "เกษตรไม่เผา"
  • พัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตร GAP (No-Burning) ในระดับอาเซียน
  • ตรวจสอบและกำกับห่วงโซ่อุปทานของสินค้านำเข้า-ส่งออกที่มีความเสี่ยงสูง
  • เชื่อมโยงมาตรการสิ่งแวดล้อมเข้ากับนโยบายการค้า
  • ออกประกาศห้ามนำเข้า-ส่งออกสินค้าที่ก่อมลพิษข้ามแดน โดยอาศัยอำนาจการออกหลักเกณฑ์ตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานจากพ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าเกษตร
  • ใช้กรอบความร่วมมืออาเซียนด้านการจัดการภัยพิบัติและการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน (AADMER) เพื่อเข้าจัดการไฟป่าข้ามแดนและฝุ่นพิษในฐานะสาธารณภัยเร่งด่วน
  • ยกระดับปัญหาฝุ่นข้ามแดนพร้อมปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดน เข้าสู่การพิจารณาขององค์การอนามัยโลก (WHO)
  • ใช้กลไกความร่วมมือด้านการพัฒนา เช่น โครงการจากสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน NEDA และจากกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA)
  • สนับสนุนประเทศเพื่อนบ้านในการลดมลพิษทางอากาศ
  • ขยายแนวคิด PRTR ไปสู่ภาคการขนส่งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเดินเรือขนส่งขนาดใหญ่ที่เข้ามาในประเทศไทย
  • ควบคุมและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษทางทะเล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลด PM2.5
  • สร้างแรงจูงใจในการไม่เผา
  • ความยั่งยืนของอากาศในระดับภูมิภาค
  • แจ้งเตือนภัยและวางแผนจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษข้ามแดนจากแต่ละประเทศสมาชิกล่วงหน้าอย่างแม่นยำ
  • สร้างมาตรฐานสากลในการปกป้องสุขภาพประชาชนจากมลพิษข้ามแดน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน NEDA
  • กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA)
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ในเขตเมืองที่หนาแน่น ต้นตอหลักของฝุ่นพิษมาจาก ยานพาหนะเครื่องยนต์สันดาป ที่ปล่อยไอเสียโดยตรงสู่ทางเดินหายใจของประชาชน
  • ระบบบริหารจัดการที่ขาดข้อมูลเชิงลึก และโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่สามารถดึงคนออกจากรถส่วนบุคคลได้จริง
  • ขาดข้อมูลเชิงพื้นที่: รัฐไม่มีฐานข้อมูลที่ระบุได้ว่าในแต่ละเขตเมืองมีรถประเภทใด อายุเท่าไหร่ และปล่อยมลพิษเท่าใด ทำให้การออกมาตรการควบคุมเป็นแบบ "เหมาเข่ง" ทั้งประเทศ ไม่ตอบโจทย์ความวิกฤตที่ต่างกันในแต่ละถนน
  • รถยนต์เก่าสะสม: แม้จะเริ่มใช้มาตรฐาน EURO 5 และ EURO 6 ในรถใหม่ แต่รถเก่าที่ปล่อยมลพิษสูงยังคงใช้งานอยู่เป็นจำนวนมาก
  • ไทยยังไม่มีกฎหมายกำหนดอายุการใช้งานรถยนต์และระบบจัดการรถสิ้นสภาพที่ชัดเจน
  • ขนส่งสาธารณะยังไม่ตอบโจทย์: การเชื่อมโยง ล้อ-ราง-เรือ ยังมีรอยต่อ ทั้งเรื่องความสะดวกและราคา ทำให้ประชาชนยังจำเป็นต้องใช้รถส่วนบุคคลและรถจักรยานยนต์

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปฐานข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการเชิงพื้นที่
  • พัฒนาระบบฐานข้อมูลยานพาหนะระดับประเทศ (Digital Vehicle Database) ที่ระบุอัตราการระบายสารมลพิษจริง เพื่อรองรับ ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด
  • ประเมินศักยภาพการรองรับมลพิษในแต่ละเขตเมือง และจัดทำรายชื่อยานพาหนะที่เหมาะสม (Green List) เพื่อกำหนดมาตรการจูงใจหรือจำกัดการเข้าพื้นที่
  • บังคับใช้มาตรฐาน EURO 5/6 อย่างเข้มงวด: ครอบคลุมทั้งรถยนต์ใหม่ รถที่ใช้งานอยู่ รวมถึงยานพาหนะทางน้ำและทางราง
  • การเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจการปล่อยมลพิษ กับรถยนต์แบ่งตามประเภท อายุของรถ และประเภทของพื้นที่ (Attainment area หรือ Non-attainment area)
  • กำหนดนโยบายสนับสนุนการเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้า ควบคู่กับ มาตรการจัดการยานพาหนะสิ้นสภาพ (End-of-Life Vehicle) เพื่อคัดกรองรถเก่าที่ปล่อยมลพิษสูงออกจากระบบอย่างเป็นธรรม
  • จัดการพื้นที่มลพิษต่ำ (Low Emission Zone - LEZ)
  • กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น: ให้อำนาจท้องถิ่นประกาศเขต Low Emission Zone ในพื้นที่วิกฤต โดยสามารถกำหนดเกณฑ์จำกัดรถมลพิษสูงเข้าพื้นที่ในช่วงเวลาที่ฝุ่นหนาแน่น ภายใต้เกณฑ์มาตรฐานที่รัฐบาลกำหนด
  • พัฒนาระบบตั๋วเดียวที่ใช้ได้ทั้ง เรือ รถไฟ และรถเมล์ เพื่อความสะดวกและลดต้นทุนการเดินทางของประชาชน
  • ประเมินผลการดำเนินการและการใช้งบประมาณด้านการจัดการมลพิษจากภาคคมนาคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงของแต่ละพื้นที่

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดมลพิษทางอากาศจากรถยนต์
  • ลด PM2.5
  • จำกัดเขตมลพิษต่ำ
  • คัดกรองรถเก่าที่ปล่อยมลพิษสูงออกจากระบบอย่างเป็นธรรม
  • ลดต้นทุนการเดินทางของประชาชน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนเมือง
  • ท้องถิ่น

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • มลพิษอากาศอุตสาหกรรม
  • PM2.5 และฝุ่นทุติยภูมิ (NOx, SOx, VOCs) จากโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในเขตปริมณฑลและภาคตะวันออก
  • ไทยยังขาดระบบข้อมูลที่โปร่งใสและการจัดการเชิงพื้นที่ที่สอดคล้องกับสภาพความจริง
  • ปัญหาการสะสมมลพิษเกินขีดความสามารถของระบบนิเวศ
  • ขาดกฎหมายเปิดเผยข้อมูล (PRTR)
  • รัฐไม่ทราบข้อมูลที่ชัดเจนว่าโรงงานแต่ละแห่งปล่อยมลพิษชนิดใดและปริมาณเท่าใด
  • การกำกับดูแลเป็นแบบแยกส่วนและเน้นแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเมื่อมีการร้องเรียน
  • ละเลยศักยภาพการรองรับมลพิษของพื้นที่
  • การอนุญาตตั้งหรือขยายโรงงานยังไม่เชื่อมโยงกับศักยภาพการรองรับมลพิษของพื้นที่ (Carrying Capacity) จริง
  • มลพิษสะสมจนกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างรุนแรง
  • เป็นสาธารณภัยเชิงโครงสร้าง: ภัยที่เกิดซ้ำซากจากการขาดฐานข้อมูลรายแหล่งที่ครบถ้วน และการทำงานแบบต่างคนต่างทำของหน่วยงานรัฐ

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดันกฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) บังคับโรงงานรายงานชนิดและปริมาณสารมลพิษที่ปล่อยออกมา รวมถึงการเคลื่อนย้ายกากมลพิษเข้าสู่ฐานข้อมูลกลาง
  • เปิดเผยข้อมูลมลพิษต่อสาธารณะ
  • ใช้ข้อมูลจาก PRTR มาแบ่งพื้นที่ที่ผ่านเกณฑ์ (Attainment area) และไม่ผ่านเกณฑ์ (Non-attainment area) อย่างเป็นทางการ
  • กำหนดมาตรการจำกัดการปล่อยมลพิษที่เข้มงวดขึ้นเป็นพิเศษ ในพื้นที่ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ (Non-attainment)
  • กำหนดพื้นที่ศักยภาพรองรับมลพิษพิเศษ (Special Pollution Carrying Capacity Area) เพื่อจำกัดการตั้งหรือขยายโรงงานใหม่หากมลพิษในพื้นที่นั้นเกินศักยภาพที่ระบบนิเวศจะรองรับได้
  • บูรณาการเข้าสู่ CACC: เชื่อมโยงข้อมูลโรงงานเข้ากับศูนย์บัญชาการมลพิษทางอากาศ (CACC)
  • เชื่อมโยงข้อมูลไอเสียจากโรงงาน เข้ากับข้อมูลอุตุนิยมวิทยา คุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ และข้อมูลสุขภาพ เพื่อจัดการปัญหาฝุ่นที่ต้นตอ
  • ใช้ Hyperspectral UAV/Drone ที่สามารถตรวจจับการปล่อยค่ามลพิษทางอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดระดับรายโรงงานได้
  • กำหนดให้เจ้าพนักงานท้องถิ่น เป็น เจ้าพนักงานควมคุมมลพิษ และ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพ.ร.บ.โรงงาน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลด PM2.5
  • ประชาชนร่วมตรวจสอบและเฝ้าระวังแหล่งกำเนิดฝุ่นพิษรอบตัวได้อย่างทั่วถึง
  • การวางแผนและประเมินผลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส
  • สร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและสุขภาพของประชาชน
  • ประชาชนในพื้นที่สามารถตรวจสอบและเฝ้าระวังแหล่งกำเนิดมลพิษรอบตัวได้อย่างทั่วถึง
  • มาตรการจำกัดการปล่อยมลพิษที่เข้มงวดขึ้นเป็นพิเศษ
  • จำกัดการตั้งหรือขยายโรงงานใหม่หากมลพิษในพื้นที่นั้นเกินศักยภาพที่ระบบนิเวศจะรองรับได้
  • ตรวจสอบอย่างละเอียดระดับรายโรงงานได้ (จากเทคโนโลยี)
  • ให้อำนาจท้องถิ่นในการเข้าตรวจสอบ และเชื่อมโยงกับอำนาจการสั่งระงับ ควบคุมกิจการตามพ.ร.บ.สาธารณสุขที่มีอยู่ได้อย่างตรงจุด

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น / เจ้าพนักงานท้องถิ่น

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหามลพิษทางอากาศของไทยไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการ "บังคับ" เพียงอย่างเดียว
  • การปล่อยมลพิษมี "ราคาถูกเกินจริง" เนื่องจากผู้ก่อมลพิษไม่ได้แบกรับต้นทุนด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แต่กลับโยนภาระให้สังคมและรัฐแบกรับแทน
  • การปล่อยมลพิษมีต้นทุนต่ำกว่าการบำบัดหรือการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี ทำให้ผู้ประกอบการและบุคคลไม่มีแรงจูงใจที่จะลดการปล่อยมลพิษตั้งแต่ต้นทาง
  • งบประมาณแผ่นดินมีจำกัด
  • การใช้เพียงงบประมาณภาษีทั่วไปในการแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียวนั้นอาจไม่เพียงพอและไม่เป็นธรรมต่อผู้ที่ไม่ได้ก่อมลพิษ
  • กลไกกฎหมายเดิมขาดมาตรการบังคับ
  • มาตรการเชิงบังคับ (Command and Control) ตามกฎหมายเดิมมักใช้เวลานานและมีช่องว่างในการหลบเลี่ยง

จะทำอะไร (Action)

  • กำหนดแนวทางอัตราค่าธรรมเนียมให้ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย
  • เพิ่มสิทธิในการลดหย่อน หรือขอคืนค่าธรรมเนียมมลพิษสำหรับผู้ที่สามารถลดการปล่อยมลพิษได้ดีกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
  • มีระบบอุทธรณ์ที่ตรวจสอบได้
  • กำหนดปริมาณการระบายมลพิษรวมสูงสุดตามศักยภาพของพื้นที่ ในระบบ Emission Trading System (ETS)
  • เปิดให้ผู้ประกอบการ ซื้อขายสิทธิในการระบายมลพิษ ในระบบ Emission Trading System (ETS)
  • นำระบบฝากไว้ได้คืน (Deposit-Refund System) มาใช้กับผลิตภัณฑ์หรือสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อมลพิษ (เช่น บรรจุภัณฑ์สารเคมีเกษตร หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์)
  • กำหนดหลักประกันในการขอใบอนุญาตในกิจการที่มีความเสี่ยงสูง
  • จัดตั้งกองทุนกลางเพื่อรวบรวมรายได้จากค่าธรรมเนียมมลพิษ ค่าปรับ และเงินชดเชยตามหลัก PPP
  • นำ รายได้จากกองทุนกลาง ไปใช้ในภารกิจ:
  • สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอากาศสะอาด
  • ช่วยเหลือและเยียวยากลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพ
  • สนับสนุนท้องถิ่นในการจัดการเหตุฉุกเฉินด้านฝุ่นพิษ
  • ใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loans) และสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อ มาตรการอุดหนุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบต้นทุนทางสังคมและสุขภาพที่เกิดขึ้นจริง
  • เกิดการป้องกันและบำบัดมลพิษที่ต้นทาง
  • เปลี่ยนผ่านในภาคการผลิต ขนส่ง และบริโภคสู่เทคโนโลยีปล่อยมลพิษต่ำ
  • บริหารจัดการอากาศสะอาดในระยะยาว
  • เปลี่ยนโครงสร้างแรงจูงใจ ทางเศรษฐศาสตร์ในการลดการปล่อยมลพิษ
  • สร้างการแข่งขันในการรักษาสิ่งแวดล้อม
  • จูงใจให้นำ ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อมลพิษ กลับเข้าสู่ระบบจัดการที่ถูกต้อง แทนการเผาหรือทิ้งในพื้นที่เปิด
  • SMEs เกษตรกร และชุมชน สามารถเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรหรือเทคโนโลยีที่ปล่อยมลพิษต่ำได้โดยไม่แบกรับภาระต้นทุนเพียงลำพัง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ประกอบการและบุคคล
  • กลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพ
  • SMEs

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความเสี่ยงถูกผูกขาดในเทคโนโลยี
  • การขาดนโยบายในการพัฒนาด้านอวกาศ

จะทำอะไร (Action)

  • สนับสนุนอุตสาหกรรมอวกาศ
  • ใช้ดาวเทียมและข้อมูลอวกาศจัดการน้ำท่วม ไฟป่า และฝุ่น PM 2.5
  • ลงทุนเทคโนโลยีป้องกันประเทศ
  • ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ '3 เสาหลักอวกาศไทย'
  • เพิ่มขีดความสามารถในการเก็บข้อมูล
  • ปรับปรุงแผนดาวเทียม
  • เปิดข้อมูลสู่สาธารณะ
  • จัดสรรงบประมาณแบบต่อเนื่องหลายปี
  • ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
  • เร่งออกกฎหมายกำกับกิจการอวกาศ
  • เพิ่มสัดส่วนการใช้อุปกรณ์ที่ออกแบบและประกอบในไทยให้ใกล้เคียง 100%

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สามารถแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ
  • สร้างเศรษฐกิจอวกาศ
  • มีความมั่นคงและอธิปไตยทางข้อมูล
  • ส่งเสริมการจดสิทธิบัตรด้านอวกาศ
  • ยกระดับสู่มาตรฐานสากล

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • รัฐ
  • ผู้ประกอบการรายเล็ก
  • นักศึกษา
  • ผู้เชี่ยวชาญ
  • ผู้ประกอบการรายใหญ่

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • สุขภาพถูกคุกคามจากฝุ่นและสารก่อมะเร็ง: ประชาชนต้องสูดอากาศที่มี PM2.5 ปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง เช่น Benzene, VOCs, ไอเสียดีเซล และ Black carbon ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงโรคเรื้อรังและมะเร็งในระยะยาว
  • ขาดข้อมูลที่ใช้จัดการปัญหาอย่างตรงจุด: ระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศในปัจจุบันยังไม่สามารถวัดสารพิษเชิงลึกใน PM2.5 ได้ ทำให้มาตรการแก้ปัญหายังไม่แม่นยำ
  • ฝุ่นข้ามพรมแดนควบคุมยาก: การเผาในภาคเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านส่งผลให้ประชาชนไทยต้องรับมลพิษ ทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อปัญหา

จะทำอะไร (Action)

  • ติดตั้ง Super Sensor ทั่วประเทศ พัฒนาระบบตรวจวัดอากาศที่สามารถตรวจจับสารก่อมะเร็งใน PM2.5 ได้โดยตรง
  • นำข้อมูลจาก Super Sensor มาเชื่อมโยงกับการกำหนดมาตรการด้านสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และการควบคุมแหล่งปล่อยฝุ่น
  • งดนำเข้าผลิตผลทางการเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่มาจากการเผาพื้นที่ทำการเกษตร
  • ใช้นโยบายการค้าเป็นเครื่องมือกดดันให้การผลิตสินค้าเกษตรต้องไม่สร้างมลพิษ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ฝุ่น PM2.5 ลดได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยเผชิญวิกฤตมลพิษทางอากาศ
  • ฝุ่น PM2.5 กระทบต่อสุขภาพพี่น้องประชาชน กระทบเศรษฐกิจประเทศ คุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
  • ปัญหาเกิดจากหลายแหล่งกำเนิด ทั้งการเผาในภาคเกษตร อุตสาหกรรม การคมนาคม และไฟป่า
  • กฎหมายและกลไกการจัดการอากาศยังแยกส่วน ขาดเอกภาพ

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับปัญหา PM2.5 ให้เป็นวาระแห่งชาติ
  • ดำเนินมาตรการลดฝุ่นจากต้นทาง
  • ส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด
  • เริ่มสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ ท้องถิ่น และภาคเอกชน ในการควบคุมการเผาและการจัดการไฟป่า
  • เร่งผลักดันให้กฎหมายอากาศสะอาดมีผลบังคับใช้จริง พร้อมกลไกกำกับ ตรวจสอบ และบทลงโทษที่มีประสิทธิภาพ
  • เชื่อมระบบข้อมูลอากาศและการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ให้เป็นเอกภาพ
  • ขยายบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการคุณภาพอากาศในพื้นที่ของตนเอง
  • เดินหน้าความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อรับมือมลพิษข้ามพรมแดน
  • เพิ่มพื้นที่สีเขียวและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กฎหมายอากาศสะอาดบังคับใช้ได้จริง ครอบคลุมทุกแหล่งมลพิษ มีมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ
  • การขนส่งไม่ปล่อยมลพิษ
  • มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น
  • การจัดการคุณภาพอากาศแบบบูรณาการ
  • เพิ่มพื้นที่สีเขียวและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ท้องถิ่น

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ