ประเด็น

กระบวนการยุติธรรม

มี 26 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • บทบาทของพนักงานอัยการที่เข้ามามีส่วนร่วมในคดีเฉพาะช่วงปลาย ทั้งที่เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีต่อศาล
  • การแยกบทบาทระหว่างตำรวจในชั้นสอบสวนกับอัยการในชั้นพิจารณาสำนวน ทำให้การคัดกรองคดีขาดความรอบคอบและขาดกลไกถ่วงดุลอำนาจตั้งแต่ต้นทาง
  • ตำรวจใช้เวลาทำสำนวนเฉลี่ย 61.8 วัน ก่อนส่งให้อัยการ มักอยู่ใกล้ครบกำหนดฝากขังครั้งสุดท้าย ส่งผลให้อัยการมีเวลาพิจารณาสำนวนจำกัด เฉลี่ยเพียง 11.7 วัน จึงเกิดแนวโน้ม “สั่งฟ้องไว้ก่อน” แล้วให้การพิสูจน์ข้อเท็จจริงไปตัดสินในชั้นศาล มากกว่าการพิจารณาความหนักแน่นของพยานหลักฐานตั้งแต่ต้น
  • อัยการไทยมีอัตราการสั่งฟ้องสูงถึง ร้อยละ 97.2 แต่มีอัตราชนะคดีเพียง ร้อยละ 72
  • ระบบปัจจุบันยังขาดกลไกกลั่นกรองก่อนการจับกุมและคุมขัง ตำรวจสามารถยื่นขอหมายจับ หมายขัง และหมายค้นต่อศาลได้โดยตรง ทำให้มีกรณีที่ประชาชนถูกค้น จับ และขัง ทั้งที่พยานหลักฐานยังไม่ชัดเจน
  • ความเสียหายต่อเสรีภาพ ชื่อเสียง และชีวิตของผู้ถูกกล่าวหาก็เกิดขึ้นไปแล้ว แม้ท้ายที่สุดอัยการจะสั่งไม่ฟ้อง

จะทำอะไร (Action)

  • กำกับดูแลการสอบสวนโดยอัยการ
  • พนักงานสอบสวนต้องรายงานความคืบหน้าของคดีให้พนักงานอัยการรับทราบ
  • พนักงานอัยการสามารถเข้าไปตรวจสอบหรือให้ข้อเสนอแนะในการสอบสวนได้
  • การขอหมายจับ หมายค้น หรือหมายขัง ต้องได้รับความเห็นชอบจากพนักงานอัยการเสียก่อน ก่อนที่จะนำไปยื่นต่อศาล
  • ผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายในคดีอาญามีสิทธิที่จะได้รับทราบพยานหลักฐานในชั้นการสอบสวน
  • แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา) มาตรา 17, 18, 19, 57, 121 และมาตรา 131
  • รองรับการมีส่วนร่วมของพนักงานอัยการตั้งแต่ขั้นตอนการสอบสวน
  • กำหนดให้ความเห็นชอบของอัยการเป็นเงื่อนไขก่อนการขอหมายจากศาล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มประสิทธิภาพ กระบวนการสอบสวนคดีอาญาของไทย
  • คุ้มครองสิทธิประชาชน
  • สร้าง Checks and Balances ในกระบวนการยุติธรรม
  • อัยการ สามารถประเมินความเพียงพอของพยานหลักฐานตั้งแต่ต้น
  • อัยการ สามารถไม่เห็นชอบต่อการออกหมายจับหรือหมายขังหากรูปคดียังไม่ชัดเจน
  • ช่วยคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
  • ลดคดีที่อ่อนหลักฐาน
  • ทำให้การฟ้องคดีตั้งอยู่บนความจริง มากกว่าความเร่งรีบของกระบวนการ
  • ผู้ต้องหาหรือผู้เสียหาย ใช้สิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • พนักงานอัยการ
  • พนักงานสอบสวน
  • ผู้ต้องหา
  • ผู้เสียหายในคดีอาญา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ผู้ต้องหาถูกละเมิดสิทธิในชั้นจับกุม: ผู้ถูกจับกุมและผู้ต้องหาจำนวนมากไม่ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น สิทธิในการพบและปรึกษาทนายความทันทีภายหลังถูกจับกุม ซึ่งอาจนำไปสู่การบังคับให้ยอมรับสารภาพ หรือการถูกละเมิดสิทธิอื่น ๆ โดยเจ้าพนักงาน
  • การคุมขังเกินความจำเป็น: ระบบการปล่อยตัวชั่วคราวที่ยังไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ทำให้มีการนำผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดเข้าไปควบคุมในเรือนจำเป็นเวลานาน ทั้งที่ท้ายที่สุดอาจมีคำสั่งไม่ฟ้อง หรือศาลอาจพิพากษายกฟ้องได้
  • ความเสียหายที่ไม่อาจเยียวยา: การคุมขังที่ยืดเยื้อสร้างความเสียหายรุนแรงต่อสุขภาพอนามัย หน้าที่การงาน ความสัมพันธ์ในครอบครัว และทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลย ซึ่งเป็นความเสียหายที่ไม่อาจเยียวยาให้กลับคืนสู่ภาวะปกติได้

จะทำอะไร (Action)

  • ให้ผู้ต้องหามีสิทธิพบและปรึกษาทนายความก่อนทำบันทึกการจับกุม
  • ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจัดหาทนายความให้ก่อนที่จะดำเนินการใด ๆ ต่อไป หากผู้ต้องหาประสงค์จะมีทนายความแต่ไม่สามารถจัดหาได้เอง
  • ให้ศาลต้องดำเนินการไต่สวนก่อนจะมีคำสั่งขังจำเลย
  • กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อเปิดช่องให้มีการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีการควบคุมผู้ต้องหาหรือผู้กระทำผิดด้วยวิธีอื่นนอกเหนือจากการจำคุกในเรือนจำ (เช่น การกักบริเวณ หรือใช้กำไล EM) สำหรับฐานความผิดที่ไม่ร้ายแรงหรือไม่กระทบความสงบสุขของส่วนรวม
  • กำหนดหลักเกณฑ์ให้นำ เทคโนโลยีการประชุมผ่านจอภาพ มาใช้กับกรณีที่จำเลยถูกคุมขังและถูกดำเนินคดีในหลายศาล (การพิจารณาคดีพร้อมกันได้) โดยไม่ต้องรอให้ถูกปล่อยในคดีแรกก่อน จึงจะสามารถเริ่มกระบวนพิจารณาของคดีหลังได้
  • กำหนดบทลงโทษเป็นการเฉพาะ สำหรับเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมที่ละเมิดสิทธิของผู้ต้องหาหรือฝ่าฝืนบทกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองผู้ต้องหาอย่างร้ายแรง
  • แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา): มาตรา 88 (สิทธิในการมีทนายความ), มาตรา 106 (หลักการไต่สวนก่อนขัง), มาตรา 108, มาตรา 108/1 (การปล่อยตัวชั่วคราวและวิธีการควบคุมอื่น) และ มาตรา 172 วรรคห้า (การใช้เทคโนโลยีในการพิจารณาคดี)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดผลกระทบต่อหน้าที่การงานและครอบครัวจากการคุมขังที่เกินความจำเป็น
  • สร้างความยุติธรรมที่ไม่อาจย้อนคืนได้
  • คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการยุติธรรม
  • ศาลจะไม่สามารถรับฟังถ้อยคำใด ๆ ของผู้ต้องหาที่ไม่ได้รับโอกาสให้มีทนายความได้
  • เกิดความรอบคอบในการจำกัดเสรีภาพ
  • ลดความหนาแน่นของผู้ต้องขังในเรือนจำ
  • ลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริสุทธิ์ในกรณีมีคำพิพากษายกฟ้องในภายหลัง
  • ช่วยให้การพิจารณาคดีพร้อมกันได้ โดยไม่ต้องรอให้ถูกปล่อยในคดีแรกก่อน จึงจะสามารถเริ่มกระบวนพิจารณาของคดีหลังได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ต้องหา
  • ผู้ถูกจับกุม
  • จำเลย
  • ผู้กระทำผิด
  • ผู้ต้องขัง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • กฎหมายหลักที่ใช้กำกับดูแลวิชาชีพคือ พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 ไม่ได้มีการแก้ไขให้สอดคล้องกับยุคสมัยมาเกือบ 40 ปี
  • ประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อทนายความในด้านความสามารถ มาตรฐานจริยธรรม และความไม่โปร่งใส
  • มีช่องว่างทางกฎหมายที่เปิดให้ใช้คำว่า "ที่ปรึกษากฎหมาย" หลีกเลี่ยงการขึ้นทะเบียนกับสภาทนายความ เพื่อใช้ประกอบธุรกิจสีเทาหรือหาประโยชน์โดยชาวต่างชาติ
  • ผู้มีรายได้น้อยหรือด้อยโอกาสประสบปัญหาในการว่าจ้างทนายความที่มีคุณภาพ
  • ระบบทนายความอาสา (Pro Bono) ในปัจจุบันยังคงพึ่งพา "ความเสียสละ" ขาดแรงจูงใจ ทำให้ทนายความต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายและเวลาส่วนตัว
  • ทนายความใหม่ขาดทักษะปฏิบัติงานที่จำเป็น
  • ทนายความที่มีประสบการณ์ไม่ได้เพิ่มพูนความรู้ใหม่ ๆ ทำให้วิชาชีพขาดการยกระดับมาตรฐาน

จะทำอะไร (Action)

  • ออกมาตรการจูงใจเพิ่มทนายอาสา
  • สร้างระบบจูงใจให้ทนายความและสำนักงานกฎหมายทำคดีอาสา (Pro Bono) โดยนำชั่วโมงทำงานมาหักลดหย่อนภาษีได้
  • รัฐบาลจะส่งเสริมให้นักกฎหมายและสำนักงานกฎหมาย ให้บริการทางกฎหมายแก่ประชาชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ครอบคลุมทั้งการให้คำปรึกษา การระงับข้อพิพาท (ทั้งในศาลและวิธีการทางเลือก) การดำเนินคดี และการบังคับคดี โดยไม่จำกัดว่าเป็นฝ่ายโจทก์ จำเลย ผู้กล่าวหา หรือผู้ถูกกล่าวหา
  • สำหรับทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมาย (ส่วนบุคคล): สามารถนำค่าบริการดังกล่าวมาใช้เป็น "ค่าลดหย่อนภาษีเงินได้"
  • สำหรับนิติบุคคล (สำนักงานกฎหมาย): ได้รับ สิทธิประโยชน์ทางภาษีในลักษณะเดียวกับทนายความบุคคลธรรมดา
  • สำหรับสิทธิในการเป็นคู่สัญญากับภาครัฐ: มีสิทธิเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐ เพื่อเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายหรือช่วยรัฐดำเนินคดี
  • จัดทำระบบบริหารจัดการ: กระทรวงยุติธรรม และ/หรือ สภาทนายความ จะร่วมกันสร้างระบบลงทะเบียน ระบบบันทึกชั่วโมงการทำงาน (Pro Bono) ระบบประเมินความพึงพอใจ และระบบตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
  • ปรับปรุงกฎหมายภาษี: แก้ไขปรับปรุงพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 774) พ.ศ. 2566 เพื่อรองรับการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ "นิติบุคคล" ให้สอดคล้องกับเงื่อนไขใหม่
  • กำชับแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่สรรพากร: กรมสรรพากรจะสื่อสารไปยังสำนักงานสรรพากรทุกพื้นที่ เพื่อให้ข้อมูลและกำชับเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติตามกฎหมายภาษีฉบับปรับปรุงใหม่ได้อย่างถูกต้อง
  • กำหนดเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ: คณะรัฐมนตรีจะมีมติให้หน่วยงานรัฐสามารถว่าจ้างนักกฎหมายหรือสำนักงานกฎหมายได้ "เฉพาะ" ผู้ที่ให้บริการ Pro Bono ตามเกณฑ์ที่กำหนดเท่านั้น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชนอย่างมีคุณภาพ
  • ทนายความและสำนักงานกฎหมาย ได้รับ ลดหย่อนภาษีได้
  • ประชาชน ได้รับ บริการทางกฎหมายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
  • นิติบุคคล ได้รับ สิทธิประโยชน์ทางภาษี
  • นักกฎหมายหรือสำนักงานกฎหมาย ได้รับ สิทธิเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ทนายอาสา
  • ทนายความ
  • สำนักงานกฎหมาย
  • ประชาชน
  • นักกฎหมาย
  • ที่ปรึกษากฎหมาย (ส่วนบุคคล)
  • นิติบุคคล
  • ผู้มีรายได้น้อยหรือด้อยโอกาส
  • สภาทนายความ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยมีปัญหา "โทษอาญาเฟ้อ" (Overcriminalization) หรือการกำหนดโทษทางอาญาเกินความจำเป็นในคดีที่มีความผิดเล็กน้อย
  • ส่งผลให้มีคดีความเข้าสู่ศาลจำนวนมาก และประชาชนต้องมีประวัติอาชญากรรมติดตัวจากความผิดเล็กน้อยเหล่านั้น
  • กฎหมายก็ยังมีปัญหาที่ส่งผลซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในสังคม นั่นคือการกำหนดอัตราค่าปรับแบบ “อัตราคงที่” (Fixed Rate)
  • อัตราค่าปรับแบบ "อัตราคงที่" (Fixed Rate) ขัดต่อหลักความได้สัดส่วนของการลงโทษ
  • ผู้มีรายได้น้อยต้องแบกรับภาระที่หนักอึ้งเกินสัดส่วนรายได้ของตนเองอย่างรุนแรง
  • การใช้ระบบอัตราค่าปรับคงที่ ทำให้ต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อปรับปรุงอัตราโทษอยู่เรื่อย ๆ เพื่อให้ทันกับภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ จึงขาดความคล่องตัวในการบังคับใช้กฎหมาย

จะทำอะไร (Action)

  • แก้ไขกฎหมาย เปลี่ยนโทษปรับจากคงที่เป็นพิจารณาโทษใหม่ที่คำนึงถึงรายได้ผู้กระทำผิด
  • ปรับเปลี่ยน "โทษอาญา" สำหรับความผิดเล็กน้อย (เช่น ทะเลาะกันหรือส่งเสียงดังในที่สาธารณะ จอดรถกีดขวา่งการจราจร) ให้เป็น "โทษพินัย"
  • เปลี่ยนระบบโทษปรับทางพินัยจากแบบ "อัตราคงที่" (Fixed Rate Fine) เป็นระบบ “ค่าปรับตามรายได้” (Day-Fine) โดยคิดค่าปรับแปรผันตรงกับความหนักเบาของความผิดและรายได้ของผู้กระทำผิด
  • แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 โดย ยกเลิก การใช้ระบบอัตราค่าปรับคงที่ (Fixed Rate Fine) และเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การพิจารณาโทษทางพินัยใหม่
  • แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา นำเอา ความผิดลหุโทษ (ความผิดเล็กน้อย) ออกจากการเป็นโทษทางอาญา โดยปรับเปลี่ยนให้เป็นโทษทางพินัย หรือ มาตรการบังคับทางปกครองแทน
  • เพิ่มมาตรการบังคับทางปกครอง ในบทบัญญัติของกฎหมายปกครองฉบับต่าง ๆ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • มุ่งยกระดับกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งให้มีความยุติธรรมและทันสมัย
  • ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้กระทำผิดที่เป็นคนรวยและคนจน
  • การปฏิรูปการกำหนดโทษปรับให้มีความยุติธรรมมากขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้กระทำผิด
  • ผู้มีรายได้น้อย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การฟ้องปิดปากคือการใช้กระบวนการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือในการสร้างความยุ่งยากและจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์หรือตรวจสอบประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ
  • สถานการณ์การฟ้องปิดปากมีความรุนแรงมากขึ้น
  • การฟ้องปิดปากทำลายเสรีภาพในการแสดงออก: การฟ้องปิดปาก ไม่ได้มุ่งหวังที่ผลของคดีว่าจะชนะหรือแพ้ แต่ต้องการใช้กระบวนการทางกฎหมายสร้างภาระแก่ผู้ถูกฟ้อง ทั้งภาระค่าใช้จ่ายและความเครียด เพื่อให้ผู้ถูกฟ้องหยุดตรวจสอบประเด็นสาธารณะ ซึ่งปลายทางเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสังคม
  • สังคมตกอยู่ใน "ภาวะหวาดกลัว" (Chilling Effect): เมื่อเห็นตัวอย่างผู้ที่ถูกฟ้อง ประชาชน สื่อมวลชน และนักวิชาการ อาจเลือกที่จะเซ็นเซอร์ตัวเอง และเพิกเฉยต่อการตรวจสอบอำนาจรัฐและภาคธุรกิจที่อาจส่งผลกระทบต่อสังคม
  • การฟ้องปิดปากบั่นทอนหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลในระบอบประชาธิปไตย: เมื่อกลไกการตรวจสอบโดยประชาชนถูกปิดกั้น ผู้มีอำนาจหรือผู้มีอิทธิพลก็ลอยนวลพ้นผิดได้ง่ายขึ้น
  • การใช้คดีอาญาคุกคามประชาชน สื่อ และนักกิจกรรมที่วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างสุจริต

จะทำอะไร (Action)

ผลักดันชุดร่างกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP) โดยการแก้ไขกฎหมายหลัก 4 ฉบับ:

  1. ประมวลกฎหมายอาญา [มาตรา 1, 326, 329(5), 330, 393]
  • ยกเลิกโทษจำคุก ฐานหมิ่นประมาท (ม.326) และดูหมิ่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา (ม.393) โดยเปลี่ยนไปใช้โทษ ปรับทางพินัย แทน (หมิ่นประมาทไม่เกิน 10,000 บาท และดูหมิ่นไม่เกิน 5,000 บาท)
  • เพิ่มเหตุยกเว้นความผิด (ม.329(5), ม.330) กรณีแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตเพื่อ ประโยชน์สาธารณะ และอนุญาตให้พิสูจน์ความจริงได้ (เว้นแต่เป็นเรื่องส่วนตัว) โดยมีการ เพิ่มบทนิยาม "การมีส่วนร่วมเพื่อประโยชน์สาธารณะ" ใน ม.1
  1. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา) (มาตรา 2, 133 จัตวา, 143/1, 161/1, 165/3)
  • หยุดยั้งคดีตั้งแต่เริ่มต้น: สร้างกลไกยุติคดีปิดปากในชั้นศาล (ม.161/1, ม.165/3) โดยให้จำเลยขอให้ศาลยกฟ้องคดีอาญาที่เข้าข่าย SLAPP ได้ภายใน 30 วันนับจากวันที่ศาลรับคำแถลง
  • อำนาจอัยการในการยุติคดี: ให้อำนาจพนักงานอัยการในการยุติคดี (ม.143/1) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมเพื่อประโยชน์สาธารณะ และให้ความคุ้มครองการสั่งคดีโดยสุจริต
  • ป้องกันในชั้นสอบสวน: กำหนดกลไกป้องกันในชั้นสอบสวน (ม.133 จัตวา, ม.2) ให้พนักงานสอบสวนเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน และกำหนดข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษในหลายท้องที่หรือไม่เกี่ยวข้อง
  1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (มาตรา 423 วรรคสาม และสี่)
  • ยกเว้นความรับผิดทางแพ่ง (ม.423 วรรคสามและสี่) กรณีการเผยแพร่ข้อมูลโดยไม่รู้ว่าเป็นความเท็จ หากการเผยแพร่นั้นเป็นเรื่อง ประโยชน์สาธารณะ และได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอตามภาวะ วิสัย และพฤติการณ์แล้ว
  1. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.แพ่ง) (มาตรา 1(15), 24/1, 24/2, 24/3)
  • ให้อำนาจศาลยกฟ้องคดีแพ่งที่เข้าข่าย SLAPP (ม.24/1) โดยจำเลยสามารถยื่นคำร้องได้ภายใน 15 วันนับจากวันที่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง และกำหนดให้ ชะลอกระบวนพิจารณาคดี ทั้งหมดระหว่างการพิจารณาคำร้อง (ม.24/1)
  • ให้อำนาจศาลสั่งให้โจทก์ชดใช้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี และจ่ายค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษ (ม.24/2, ม.24/3) ได้ หากปรากฏความจริงว่าเป็นการฟ้องคดีเพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ป้องกันการใช้คดีอาญาคุกคามประชาชน สื่อ และนักกิจกรรมที่วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างสุจริต
  • คุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก
  • สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนในการตั้งคำถาม ตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ หรือแสดงความเห็นในเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • นักกิจกรรม
  • ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการใหญ่
  • สื่อมวลชน
  • นักการเมือง
  • นักวิชาการ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • วัฒนธรรม “ลอยนวลพ้นผิด” เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมายาวนาน ไม่เพียงแต่ทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบยุติธรรมและการเยียวยาต่อผู้เสียหาย แต่ยังเป็นการทำลาย หลักนิติธรรม (Rule of Law) ของสังคม
  • ระบบกฎหมายปัจจุบันมี ช่องโหว่ ที่ถูกใช้เป็น “เกราะคุ้มกันทางกฎหมาย” เอื้อให้ผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะ เจ้าหน้าที่รัฐ และ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ได้กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงต่อประชาชน สามารถหลบหนี/ประวิงเวลา เพื่อรอให้ คดีอาญาขาดอายุความ ตามกฎหมาย

จะทำอะไร (Action)

  • แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 เพื่อกำหนดให้ อายุความสะดุดหยุดลง นับแต่วันที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยหลบหนีหรือวันที่ศาลสั่งงดการพิจารณา
  • แก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 เพิ่มบทบัญญัติ ยกเว้น ไม่ให้นำ พ.ร.ป. นี้มาใช้บังคับกับ คดีที่มีประชาชนหรือผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมหรือเป็นผู้เสียหายโดยตรง แต่ให้คดีเหล่านี้โอนกลับสู่กระบวนการยุติธรรมปกติ
  • แก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร เพิ่มข้อยกเว้นว่า คดีอาญาที่ผู้เสียหายเป็นพลเรือน จะต้องไม่อยู่ในอำนาจของศาลทหาร แต่ให้โอนไปพิจารณาในศาลยุติธรรมพลเรือน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • หยุดพฤติกรรมลอยนวลพ้นผิด
  • สังคมไทยต้องไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย
  • เจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้อำนาจโดยมิชอบจะต้องถูกติดตามเพื่อนำมาสู่การรับผิดชอบตลอดไป
  • ป้องกันมิให้เจ้าหน้าที่รัฐที่ก่ออาชญากรรมโดยรัฐอาศัยข้อจำกัดด้านเขตอำนาจศาลในการหลบเลี่ยงจากการถูกดำเนินคดีอาญาโดยกระบวนการยุติธรรมพลเรือน
  • ป้องกันไม่ให้ผู้ต้องหาใช้การหลบหนีเพื่อให้คดีขาดอายุความ
  • ประชาชนและญาติมีสิทธิฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อศาลยุติธรรมชั้นต้นได้ทันที โดยไม่ต้องผ่าน ป.ป.ช.
  • เจ้าหน้าที่รัฐที่ก่อเหตุต้องรับผิดชอบภายใต้กระบวนการยุติธรรมปกติ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้เสียหาย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้วงจรความขัดแย้งทางการเมืองที่ยาวนานเกือบสองทศวรรษ
  • มีประชาชนถูกกล่าวหาและดำเนินคดีทางการเมืองนับพันคดี
  • กระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องมีการตีความและบังคับใช้กฎหมายที่แตกต่างหลากหลาย รวมถึงการลงโทษที่หนักและรุนแรงโดยไม่ได้พิจารณาถึง "มูลเหตุจูงใจทางการเมือง"
  • ปัญหาเหล่านี้สั่นคลอนความเชื่อมั่นศรัทธาที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมและเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้สังคมไทยก้าวพ้นจากปัญหาความขัดแย้งที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานนี้ได้

จะทำอะไร (Action)

ยื่นร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมแก่บุคคลซึ่งได้กระทำความผิด อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ที่ให้มีคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดการกระทำความผิดเพื่อนิรโทษกรรม โดยคณะกรรมการดังกล่าวมีสัดส่วนจากสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี ศาล และอัยการ โดยให้วินิจฉัยภายใน 60 วันนับตั้งแต่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • คืนสิทธิให้ผู้เห็นต่าง
  • สังคมไทยก้าวพ้นจากปัญหาความขัดแย้งที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานนี้ได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชนทุกคนที่ถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่การชุมนุมเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน โดยไม่รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นผู้ปฏิบัติและผู้สั่งการที่ใช้อำนาจเกินสมควรกว่าเหตุ และการทำรัฐประหารยึดอำนาจ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • คณะกรรมการ วินิจฉัยภายใน 60 วันนับตั้งแต่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ศาลทหาร ถูกวิพากษ์วิจารณ์มายาวนานว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองและแหล่งฟอกขาวความผิดสำหรับนายทหารระดับสูง โดยมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ขัดต่อหลักนิติธรรมสากล
  • เครื่องมือทางการเมือง: ในช่วงรัฐประหาร ศาลทหารมักถูกใช้เพื่อดำเนินคดีกับพลเรือนและผู้เห็นต่างทางการเมือง แทนที่จะทำหน้าที่พิจารณาคดีวินัยทหารตามปกติ
  • การฟอกขาวและวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด: คดีทุจริตสำคัญในกองทัพ เช่น คดีเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด GT200 และ คดี Alpha 6 มักไม่มีความคืบหน้าเมื่อเข้าสู่กระบวนการของศาลทหาร รวมถึงคดีซ้อมทรมานพลทหารจนเสียชีวิต และเหตุการณ์ใช้อาวุธสงครามสลายการชุมนุม (เช่น กรณีวัดปทุมวนาราม) ที่ผู้กระทำผิดมักรอดพ้นการตรวจสอบ
  • โครงสร้างไม่เป็นอิสระ: ศาลทหารสังกัด กรมพระธรรมนูญซึ่งอยู่ภายใต้ สำนักปลัดกระทรวงกลาโหมทำให้ขาดการถ่วงดุลอำนาจเพราะเป็นการ "ตรวจสอบกันเอง" ภายในสายบังคับบัญชา เปิดช่องให้ระบบอุปถัมภ์ช่วยเหลือพวกพ้อง

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของกองทัพ (ศาลทหาร)
  • เลิกศาลทหารสำหรับพลเรือนและคดีทุจริต
  • โอนอำนาจสู่ศาลยุติธรรม
  • ปฏิรูปเขตอำนาจศาลทหารผ่านการแก้ไขกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498, พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559, พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
  • ปรับปรุง พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498
    • แยกคดีออกจากศาลทหาร: คดีทุจริต: ให้ขึ้นศาลอาญาคดีทุจริตฯ เหมือนข้าราชการอื่น
    • แยกคดีออกจากศาลทหาร: คดีซ้อมทรมาน/อุ้มหาย: ให้ขึ้นศาลอาญาคดีทุจริตฯ
    • แยกคดีออกจากศาลทหาร: คดีอาญาต่อพลเรือน: (เช่น ทำร้ายร่างกาย ฆ่าผู้อื่น) ให้ขึ้นศาลยุติธรรม
    • แยกคดีออกจากศาลทหาร: คดีชำนาญพิเศษ: ให้ขึ้นศาลเฉพาะทาง เช่น ศาลเยาวชนและครอบครัว, ศาลแรงงาน ฯลฯ
    • ปฏิรูปโครงสร้างศาล: ตั้งคณะกรรมการตุลาการทหาร (กตท.): ดึงผู้เชี่ยวชาญ หรือนักวิชาการนิติศาสตร์ภายนอกเข้าร่วม
    • ปฏิรูปโครงสร้างศาล: เปลี่ยนประธานพิจารณาคดี: ต้องเป็นตุลาการพระธรรมนูญผู้มีอาวุโสสูงสุด
    • คุ้มครองสิทธิ: กำหนดให้ผู้เสียหาย ที่มิได้เป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร มีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาเองได้ทั้งในเวลาปกติและไม่ปกติ
    • คุ้มครองสิทธิ: กำหนดให้ห้ามอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลทหารในเวลาไม่ปกติ เฉพาะในเวลาที่มีการรบ หรือสถานะสงคราม และศาลอาญาศึกเท่านั้น
    • คุ้มครองสิทธิ: แก้ไขให้การพิจารณา และการสืบพยานในศาลทหาร จะต้องดำเนินการอย่างเปิดเผยต่อหน้าจำเลย
  • ปรับปรุง พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559
    • กำหนดให้คดีทุจริตและประพฤติมิชอบภายในกองทัพ ที่แต่เดิมอยู่ในอำนาจของศาลทหาร ให้มาอยู่ในอำนาจของศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ
    • โอนบรรดาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ที่ศาลทหาร หากล่วงเลยจากระยะเวลาที่กำหนด ให้โอนไปพิจารณาคดีที่ศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบแทน
  • ปรับปรุง พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
    • ยกเลิกมาตรา 96 ที่ให้อำนาจ อัยการทหาร เป็นผู้ฟ้องคดีทุจริตแทนอัยการสูงสุด

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด
  • สร้างกองทัพที่มีเกียรติภูมิ
  • คดีที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวินัยทหารโดยตรง ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติที่เป็นกลาง
  • ความโปร่งใสและคุ้มค่าของงบประมาณ ในการพิจารณาคดีทุจริต
  • ป้องกันการประวิงเวลาผ่านคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ในคดีซ้อมทรมาน/อุ้มหาย
  • ยกระดับมาตรฐาน ของคณะกรรมการตุลาการทหาร ให้เท่าเทียมมาตรฐานศาลยุติธรรม
  • การพิจารณา และการสืบพยานในศาลทหาร ดำเนินการอย่างเปิดเผยต่อหน้าจำเลย สอดคล้องกับการพิจารณา และการสืบพยานในศาลยุติธรรม
  • ขั้นตอนการฟ้องร้องทหารทุจริตเป็นมาตรฐานเดียวกับข้าราชการอื่นทั่วประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • พลเรือน
  • ผู้เห็นต่างทางการเมือง
  • พลทหาร
  • ประชาชน
  • ข้าราชการอื่น
  • ผู้เสียหาย ที่มิได้เป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร
  • จำเลย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ระยะสั้น: แก้ไขกฎหมายวิธีพิจารณาความและธรรมนูญศาล
  • ระยะกลาง: แก้ไขกฎหมาย ป.ป.ช.

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบ “ตั๋ว” ตำรวจ
  • การซื้อขายตำแหน่ง
  • อำนาจในการจัดสรรบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายถูกรวมศูนย์อยู่ที่ ผบ.ตร. เพียงผู้เดียว ทำให้ขาดกลไกการถ่วงดุลอำนาจ
  • ระบบตรวจสอบขาดความเป็นอิสระ มักขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาโดยตรง
  • กลไกที่มีอยู่ (กร.ตร., ก.พ.ค.ตร.) มีอำนาจหน้าที่ไม่ชัดเจน และขาดหน่วยงานกำกับดูแลจากภายนอก ทำให้ขาดความโปร่งใส
  • วัฒนธรรมอุปถัมภ์และการขาดจิตสำนึกต่อหน้าที่ ทำให้การตรวจสอบการทุจริตเป็นไปได้ยาก
  • สวัสดิการย่ำแย่ (เช่น ที่พักอาศัยไม่เพียงพอหรือไม่ได้รับการสำรวจจริง ระบบสวัสดิการการรักษาพยาบาลมีข้อจำกัด)
  • ขาดแคลนงบประมาณจัดซื้อวัสดุครุภัณฑ์ และอาวุธยุทโธปกรณ์/เทคโนโลยีที่ไม่ทันสมัย
  • ทั้งหมดนี้ส่งผลต่อขวัญกำลังใจและประสิทธิภาพการทำงาน ที่ลดลง

จะทำอะไร (Action)

  • ใช้อำนาจนายกฯ ออกระเบียบภายในสกัดการซื้อขายตำแหน่ง
  • สร้างระบบประเมินผลงานที่วัดผลได้จริง
  • ดำเนินการปฏิรูปตำรวจอย่างเป็นระบบใน 3 ด้านหลัก
  • สร้างระบบ ประเมิน 360 องศา ที่เน้นผลสัมฤทธิ์ของงาน (KPIs)
  • ลดการประเมินเชิงพฤติกรรมหรือความเห็นส่วนตัว
  • สร้างระบบ รับเรื่องร้องเรียน ที่ครอบคลุมทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์
  • ปรับโครงสร้างเงินเดือน
  • จัดสรรงบประมาณสำหรับเทคโนโลยีที่ทันสมัย
  • จัดสรรงบประมาณพื้นฐานที่จำเป็นในสถานีตำรวจ (เช่น อุปกรณ์สำนักงาน ฯลฯ)
  • จัดระบบบ้านพักอาศัยอย่างเป็นธรรม
  • ให้เบิกค่าเช่าบ้านได้ตามจริง
  • ขยายสิทธิ รักษาพยาบาล
  • นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ต.ช. และ ก.ตร. ใช้อำนาจในการออก ระเบียบภายใน เพื่อบังคับใช้มาตรการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและการซื้อขายตำแหน่งบางส่วน
  • สร้าง แอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับการร้องเรียนและรับฟังความเห็น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กระจายอำนาจและลดการใช้ดุลพินิจส่วนบุคคล
  • สร้างความเป็นธรรม (ในการปฏิรูปตำรวจ)
  • เพิ่มประสิทธิภาพ (ในการปฏิรูปตำรวจ)
  • ยกระดับคุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่
  • การก่ออาชญากรรมลดลง
  • จำนวนคดีที่ทำสำเร็จ เพิ่มขึ้น
  • คุณภาพของสำนวน ดีขึ้น
  • ผลงานด้านบริการประชาชน ดีขึ้น
  • ลดการใช้ดุลพินิจของผู้บังคับบัญชา
  • ประชาชนสามารถร้องเรียนและส่งความเห็นเกี่ยวกับการทำงานของตำรวจได้อย่างรวดเร็วและสะดวกสบาย
  • เงินเดือน ให้เหมาะสม
  • เบิกจ่ายตรงกับโรงพยาบาลในพื้นที่ได้ (จากสิทธิรักษาพยาบาล)
  • สิทธิประโยชน์ครอบคลุมทุกโรค รวมถึงบริการด้านสุขภาพจิตและทันตกรรม (จากสิทธิรักษาพยาบาล)
  • ได้ผลเร็วที่สุด (ในการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและการซื้อขายตำแหน่ง)
  • มีระบบการติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการที่รวดเร็วและตรวจสอบได้โดยสาธารณะ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ตำรวจ (เจ้าหน้าที่)
  • ประชาชน
  • สาธารณะ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ทันที (สำหรับสกัดการซื้อขายตำแหน่ง)
  • เร็วที่สุด (สำหรับบังคับใช้มาตรการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและการซื้อขายตำแหน่ง โดยไม่ต้องรอการแก้ไข พ.ร.บ.)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ภารกิจที่กว้างขวางเกินขอบเขตมาตรฐานสากล
  • เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องรับผิดชอบงานที่หลากหลายเกินไป ทำให้ขาดความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในหลายด้าน
  • ทรัพยากรที่มีอยู่ถูกกระจายออกจาก ภารกิจหลักที่แท้จริง คือการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม
  • ตัวชี้วัดความสำเร็จไม่ตรงจุด
  • ความไม่เชื่อมั่นในคดีสำคัญ

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปภารกิจตำรวจ
  • โอนงานเฉพาะทางออกจากตำรวจไปยังหน่วยงานที่เชี่ยวชาญตรงจุด
  • ปรับโครงสร้างภารกิจให้เป็นไปตามหลักสากล
  • เสริมสร้างระบบถ่วงดุลในกระบวนการยุติธรรม
  • โอนภารกิจเฉพาะทาง ออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปยังหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ หรือมีความเกี่ยวข้องกับงานนั้นโดยตรง
  • โอนงานนิติเวชและพิสูจน์หลักฐานให้กระทรวงยุติธรรม
  • โอนงานป้องกันปราบปรามการทุจริต (บก.ปปป.) ให้ ป.ป.ช.
  • โอนงานจราจรให้กรุงเทพมหานคร หรือท้องถิ่น
  • โอนงานตรวจคนเข้าเมืองให้กระทรวงมหาดไทย
  • โอนงานตำรวจตระเวนชายแดนไปสังกัดหน่วยบัญชาการพิทักษ์ชายแดนไทย
  • จัดตั้งหน่วยบัญชาการพิทักษ์ชายแดนไทย ภายใต้กระทรวงมหาดไทย
  • โอนงานเฉพาะทางอื่นๆ (เช่น ปอศ., ปทส., คุ้มครองผู้บริโภค) ให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องโดยตรง (เช่น กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ, สคบ.)
  • ดำเนินการโอนอำนาจหน้าที่และหน่วยงานภายใน สตช. ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบใหม่ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย
  • ร่างพระราชกฤษฎีกา สำหรับการโอนหน่วยงานภายในของ สตช. ไปยังส่วนราชการอื่นที่มีฐานะเป็น กระทรวง ทบวง กรม
  • โอนงานกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ไปยังกระทรวงพาณิชย์
  • โอนงานกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ
  • โอนงานกองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ไปยังกระทรวงคมนาคม
  • ร่างพระราชบัญญัติ สำหรับการโอนหน่วยงานไปสู่การจัดตั้งหน่วยงานใหม่ หรือโอนไปยังองค์กรอิสระ
  • โอนงาน บก.ปปป. ไปยัง ป.ป.ช.
  • โอนงานตำรวจตระเวนชายแดน ไปจัดตั้งหน่วยบัญชาการพิทักษ์ชายแดนไทย
  • ออกระเบียบและแนวทางปฏิบัติเพื่อรองรับการถ่ายโอนบุคลากรและทรัพย์สิน
  • ปรับปรุงตัวชี้วัด (KPIs)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ตำรวจมุ่งเน้นภารกิจหลักด้านป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพสูงสุดตามมาตรฐานสากล
  • เสริมสร้างระบบถ่วงดุลในกระบวนการยุติธรรม
  • ลดโอกาสการใช้อำนาจโดยมิชอบ
  • สร้างความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือในการตรวจพิสูจน์
  • เพิ่มความเป็นอิสระในการตรวจสอบและปราบปรามการคอร์รัปชัน
  • คนในพื้นที่จัดการปัญหาจราจรได้ตรงจุดและรวดเร็วขึ้น
  • ผู้เชี่ยวชาญมุ่งเน้นการบริหารจัดการพลเมืองและการเข้าออกประเทศ
  • ระบบบังคับบัญชาเฉพาะด้านในการจัดการอาชญากรรมข้ามชาติและความมั่นคงชายแดน
  • การป้องกันเหตุร้ายและมาตรวัดความสงบสุขของสังคม ควบคู่ไปกับตัวเลขการจับกุม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ตำรวจ
  • คนในพื้นที่
  • พลเมือง
  • ประชาชน
  • สังคม

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • รากฐานของปัญหาตำรวจไทยมาจาก การรวมศูนย์อำนาจ การบริหาร การแต่งตั้งโยกย้าย และการจัดสรรงบประมาณไว้ที่ส่วนกลางเกือบทั้งหมด
  • การรวมศูนย์อำนาจทำให้ขาดความยืดหยุ่นในการแก้ปัญหาในพื้นที่
  • นโยบายจากส่วนกลางมักไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่แตกต่างกันในแต่ละจังหวัด
  • การแยกตำรวจออกจากกระทรวงมหาดไทย ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดขาดอำนาจในการตรวจสอบควบคุมตำรวจ แม้จะต้องรับผิดชอบการรักษาความสงบเรียบร้อยตามกฎหมายก็ตาม

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปตำรวจ
  • ยกเลิกรวมศูนย์อำนาจส่วนกลาง
  • กระจายการบริหารสู่ตำรวจระดับจังหวัดโดยมีคณะกรรมการท้องถิ่นร่วมตรวจสอบ
  • เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจไปสู่ การกระจายอำนาจไปยังจังหวัด
  • ปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อสร้างตำรวจยุคใหม่ที่มี Service Mind และยึดโยงประชาชน
  • ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจหลัก (ยกเลิก พ.ร.บ. เดิม)
  • เปลี่ยนสำนักงานตำรวจแห่งชาติในรูปแบบปัจจุบันไปเป็น คณะกรรมการนโยบายและการบริหารงานตำรวจ ซึ่งประกอบด้วย 4 ภารกิจหลักภายใต้โครงสร้างการบริหารเดียวกัน โดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
  • กระจายอำนาจสู่ระดับจังหวัด โดยมีคณะกรรมการในจังหวัดทำหน้าที่กำกับดูแลและตรวจสอบ (สำหรับตำรวจส่วนพื้นที่)
  • ดูแลงานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่มีความเฉพาะทางหรือซับซ้อน (สำหรับตำรวจส่วนกลาง)
  • ทำหน้าที่ถ่วงดุลการทำงานของตำรวจส่วนอื่น ๆ (สำหรับตำรวจส่วนกลาง)
  • ตรวจสอบการทำงานของตำรวจด้วยกันเองอย่างเป็นธรรมและเด็ดขาด โดยเป็นเจ้าหน้าที่ที่รับบรรจุมาเพื่อภารกิจนี้โดยเฉพาะ (สำหรับตำรวจส่วนตรวจสอบ)
  • อยู่ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายฯ (สำหรับส่วนบริหารงบประมาณและงานอำนวยการ)
  • บริหารจัดการงานในภาพรวม (สำหรับส่วนบริหารงบประมาณและงานอำนวยการ)
  • ดูแลด้านงบประมาณทั้งหมด (สำหรับส่วนบริหารงบประมาณและงานอำนวยการ)
  • ปฏิรูปสถาบันการศึกษาตำรวจ
  • ยกเลิกระบอบทหาร
  • ปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อลดการขัดเกลาในระบอบทหารที่เน้นการรับคำสั่ง
  • ยกระดับวิชาการ
  • เปลี่ยนรูปแบบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ (สามพราน) ไปสู่การเป็น สถาบันวิชาการตำรวจหรือสถาบันการบังคับใช้กฎหมาย
  • จัดตั้งสถาบันใหม่นี้โดย พ.ร.บ. เฉพาะ
  • ให้สถาบันใหม่นี้อยู่นอกสำนักงานตำรวจแห่งชาติและได้รับความเป็นอิสระทางวิชาการ
  • ยกระดับคุณวุฒิ
  • เปิดหลักสูตรจนถึงระดับปริญญาโทและปริญญาเอก
  • ยกเลิกการแบ่งชั้นยศ
  • กำหนดคุณวุฒิการศึกษาสูงสุดถึงระดับปริญญาเอก
  • จัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูป
  • ตั้งคณะกรรมการที่มีผู้บริหารภาครัฐ, ผู้แทนจากภาคประชาชน, และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำการศึกษาวิจัยและจัดทำแผนงาน
  • คณะกรรมการนี้จะทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบการจัดสรรงบประมาณ, การพัฒนากฎระเบียบ และตรวจสอบประสิทธิภาพของตำรวจในทุกระดับ
  • ตรากฎหมายหลักเพื่อเปลี่ยนโครงสร้าง
  • ยกเลิก พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565
  • เสนอร่างกฎหมายใหม่ คือ พ.ร.บ. คณะกรรมการนโยบายและการบริหารงานตำรวจ พ.ศ. ... เพื่อแยกอำนาจตำรวจออกเป็น 4 ภารกิจหลัก (ตำรวจส่วนพื้นที่, ส่วนกลาง, ส่วนตรวจสอบ, ส่วนบริหาร)
  • พัฒนาระบบฝึกอบรมและสถาบันวิชาการ
  • พัฒนาเนื้อหาการฝึกอบรม
  • ปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้มุ่งเน้นการเข้าใจประชาชน, การให้บริการ, การสร้างจิตสำนึกในการรักษาสิทธิมนุษยชน และการใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงาน
  • จัดตั้งสถาบันวิชาการตำรวจ
  • เปิดหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับระบบไต่สวนและพัฒนาทักษะผู้บริหารหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่นในประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ตำรวจยึดโยงประชาชน
  • เข้าใจปัญหาในพื้นที่อย่างแท้จริงและยั่งยืน
  • ยกระดับมาตรฐานการให้บริการ
  • สร้างความเชื่อมั่นจากประชาชน
  • ทำให้ตำรวจกลับมาเป็นหน่วยงานที่ยึดโยงกับหลักการประชาธิปไตยและการเคารพสิทธิมนุษยชน
  • สร้างตำรวจยุคใหม่ที่มี Service Mind และยึดโยงประชาชน
  • ตำรวจเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน
  • ทำหน้าที่ถ่วงดุลการทำงานของตำรวจส่วนอื่น ๆ
  • ตัดขาดจากการแทรกแซงในระบบผู้บังคับบัญชาแบบเดิม
  • ลดการขัดเกลาในระบอบทหารที่เน้นการรับคำสั่ง
  • ได้รับความเป็นอิสระทางวิชาการ
  • เสริมสร้างความรู้ความสามารถตามหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ตำรวจ
  • ประชาชน
  • คณะกรรมการท้องถิ่น
  • ผู้ว่าราชการจังหวัด
  • ผู้บริหารภาครัฐ
  • ผู้แทนจากภาคประชาชน
  • ผู้เชี่ยวชาญ
  • ผู้บริหารหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่นในประเทศ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระเบียบและข้อกำหนดภายในของศาลยุติธรรมหลายฉบับ ซึ่งมีสถานะเป็นเพียงกฎหมายลำดับรอง กลับเป็นช่องทางให้ผู้บริหารศาลสามารถแทรกแซงการใช้ดุลพินิจโดยอิสระของผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่ตัดสินคดีได้

จะทำอะไร (Action)

  • จำกัดขอบเขตการตรวจแก้ร่างคำพิพากษา กำหนดรูปแบบและวิธีการในการตรวจแก้ร่างคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลไว้อย่างชัดเจนใน พ.ร.บ. พระธรรมนูญศาลยุติธรรม โดยให้จำกัดเฉพาะการตรวจสอบในเชิงรูปแบบเท่านั้น คือ การตรวจสอบข้อผิดพลาดในการพิมพ์ การสะกดคำ รูปแบบการให้เหตุผล รวมถึงการอ้างอิงข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย
  • กำหนดเงื่อนไขเเละหลักเกณฑ์ที่เคร่งครัดในการเรียกคืนและโอนสำนวนคดีไว้ใน พ.ร.บ. พระธรรมนูญศาลยุติธรรมให้มีการโอนสำนวนได้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดเท่านั้น เช่น ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนมีพฤติกรรมที่ไม่สุจริตและฝ่าฝืนกฎหมาย
  • แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. พระธรรมนูญศาลยุติธรรมโดยเฉพาะ มาตรา 5 และมาตรา 33 เพื่อจำกัดขอบเขตการตรวจแก้ร่างคำพิพากษาและการเรียกคืนและโอนสำนวนคดี
  • แก้ไขปรับปรุงระเบียบ/ข้อกำหนดภายในของศาล ที่มอบอำนาจแก่ผู้บริหารและกระทบต่อความเป็นอิสระของศาลและผู้พิพากษาโดยตรง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • คืนความเป็นอิสระให้ผู้พิพากษา
  • คุ้มครองความเป็นอิสระของผู้พิพากษา
  • ป้องกันอคติและการครอบงำกระบวนการยุติธรรม
  • จำกัดอำนาจของผู้บริหารศาล
  • การตัดสิน เป็นไปอย่างเที่ยงธรรมและปราศจากอคติ
  • มีการโอนสำนวนได้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดเท่านั้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้พิพากษา
  • ศาล
  • กระบวนการยุติธรรม

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การออกกฎ ระเบียบ และข้อกำหนดภายในที่เกินขอบเขตการจำกัดสิทธิของประชาชนโดยผิดหลักการ
  • กำหนดความผิดโดยกฎหมายลำดับรอง: ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ซึ่งรายละเอียดและพฤติการณ์ที่ถือเป็นความผิดไม่ได้ถูกกำหนดไว้อย่างละเอียดชัดเจนในกฎหมายแม่บท (เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 30-33) แต่กลับถูกกำหนดโดยประกาศหรือระเบียบของแต่ละศาล ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
  • ขาดความเป็นเอกภาพทางกฎหมาย: การกำหนดความผิดและโทษโดยระเบียบภายในศาล ทำให้เกิดความไม่แน่นอนและขาดความเป็นเอกภาพทางกฎหมาย เช่น กรณีประกาศของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดอำนาจศาลในกรณีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชนโดยกฎหมายลำดับรอง

จะทำอะไร (Action)

  • จำกัดการกำหนดความผิด/ความรับผิด ผ่านกฎหมายลำดับชั้นพระราชบัญญัติหรือกฎหมายแม่บทเท่านั้น ไม่อนุญาตให้กฎหมายลำดับรองของศาลมากำหนดความผิดและโทษที่ไม่มีฐานอำนาจชัดเจน
  • กำหนดแนวทางให้การออกกฎ ระเบียบ และข้อบังคับต่าง ๆ ของศาลต้องเป็นไปในระบบเดียวกัน
  • แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.แพ่ง) มาตรา 30 - 33 (ส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจของศาลในการดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดอำนาจศาล) เพื่อกำหนดขอบเขตความผิดให้ชัดเจนในกฎหมายแม่บท
  • ยกเลิกกฎ ระเบียบ และข้อกำหนดภายในของศาล ที่มีเนื้อหาเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างไม่ถูกต้องตามหลักการว่าด้วยการจำกัดสิทธิโดยกฎหมายลำดับชั้นพระราชบัญญัติ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กำหนดขอบเขตความผิดให้ชัดเจนในกฎหมายแม่บท สร้างความแน่นอนทางกฎหมาย
  • คุ้มครองเสรีภาพตามหลักนิติธรรม
  • มีความเป็นเอกภาพและมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความล่าช้าและสิ้นเปลืองทรัพยากร: ในการพิจารณาคดี โดยเฉพาะการสืบพยาน ผู้พิพากษายังคงต้อง บันทึกคำเบิกความพยานด้วยการสรุปความ และบันทึกเสียงไว้ หลังจากนั้นต้องให้พยานตรวจสอบและลงลายมือชื่อรับรองอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นการ สิ้นเปลืองเวลาและทรัพยากร เป็นอย่างมาก
  • ความเสี่ยงในการคลาดเคลื่อนของข้อมูล: การบันทึกคำเบิกความโดยการสรุปความของผู้พิพากษา อาจเกิดข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อน ของข้อมูลที่ไม่ตรงกับคำเบิกความจริงของพยานได้

จะทำอะไร (Action)

  • ตราพระราชบัญญัติเฉพาะ เพื่อใช้เป็น กฎหมายกลาง ในการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศ มาปรับใช้ในกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ
  • ปฏิรูปการทำงานของศาลสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ
  • แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายโดยให้มีการเสนอคดีต่อศาลผ่านระบบ e-Filing เป็นหลัก (Digital-First) และให้การใช้กระดาษเป็นเพียงข้อยกเว้นเท่านั้น
  • กำหนดให้ฝ่ายบริหาร (เช่น กระทรวงที่เกี่ยวข้องด้านเทคโนโลยี) เป็นผู้จัดทำและสนับสนุนระบบ e-Filing แทนฝ่ายตุลาการ
  • นำระบบ e-Hearing รวมถึงเทคโนโลยี Speech-to-Text (Live Transcription) หรือการถอดเสียงแบบทันท่วงที มาปรับใช้ในกระบวนการสืบพยาน
  • นำคำพิพากษาฉบับเต็มเข้าสู่ระบบ Public Online Database สร้างความโปร่งใสด้วยฐานข้อมูลออนไลน์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กระบวนการยุติธรรมสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส
  • พลเมือง มีความสะดวก
  • การพัฒนาระบบมีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานสากล
  • ผู้พิพากษาไม่ต้องเสียเวลาบันทึกคำเบิกความด้วยการสรุปความ
  • ลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูล
  • เพิ่มความรวดเร็วในการพิจารณาคดี
  • สาธารณชนสามารถเข้าถึงคำพิพากษาได้
  • สร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในกระบวนการตัดสินคดีของศาล
  • ส่งเสริมการวิจัยทางกฎหมาย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • พลเมือง
  • ผู้พิพากษา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การศึกษาในเรือนจำไม่ทั่วถึงและจำกัด
  • ระบบการศึกษาในเรือนจำปัจจุบันจำกัดอยู่เฉพาะหลักสูตรพื้นฐาน หรือโครงการเฉพาะจากสถาบันบางแห่ง (เช่น กศน. หรือมหาวิทยาลัยบางแห่ง) เท่านั้น ทำให้ผู้ต้องขังจำนวนมาก ขาดโอกาสในการพัฒนาทักษะอาชีพ หรือเรียนต่อในสาขาใหม่ ๆ อย่างทั่วถึง
  • ทักษะผู้ต้องขังไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงานยุคใหม่
  • ผู้ต้องขังที่ขาดโอกาสในการเรียนรู้ทักษะเหล่านี้มักประสบปัญหา ไม่สามารถหางานได้เมื่อพ้นโทษ หรือมีโอกาสกลับไปอยู่ในวงจรเดิม นำไปสู่การ “กระทำผิดซ้ำ” สูง

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างห้องเรียนออนไลน์เพื่อคืนคนสู่สังคมในเรือนจำทุกแห่ง
  • จัดซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์) ของส่วนกลางในแต่ละเรือนจำให้เพียงพอ
  • ระบบการเรียนออนไลน์ต้องปลอดภัย โดยไม่เปิดให้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตภายนอก เพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและการควบคุม
  • แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 43 (สิทธิในการได้รับการศึกษา) โดยเพิ่มข้อความ “การเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่”
  • จัดทำ แพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ของประเทศ ที่เชื่อมต่อระบบ e-Learning ของกรมราชทัณฑ์ (ซึ่งมีระบบความปลอดภัย) เข้ากับ Thai MOOC ภายใต้กระทรวง อว. เพื่อให้ผู้ต้องขังเข้าถึงหลักสูตรจากมหาวิทยาลัย และ กศน. ที่หลากหลายขึ้น
  • จัดให้มีแพลตฟอร์มออนไลน์ และออกแบบหลักสูตรร่วมกับเครือข่ายสถาบันการศึกษา รวมถึงออกใบรับรอง โดย Thai MOOC สังกัด กระทรวง อว.
  • พัฒนาและรับรองการเรียนเพื่อ เทียบโอนผลการเรียนสู่การจ้างงานจริง โดย สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ
  • จัดทำ ระบบล็อกอินเฉพาะรายบุคคล เพื่อเก็บข้อมูลการเรียนรู้ของผู้ต้องขังแบบต่อเนื่อง
  • ยกระดับระบบ e-Learning เดิมให้สามารถรองรับวิดีโอสตรีมมิ่ง, การทดสอบออนไลน์ และระบบสะสมผลการเรียน (Credit Bank) เป็นต้น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้ต้องขัง เข้าถึงหลักสูตรมหาวิทยาลัยและทักษะดิจิทัล
  • ยกระดับความรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคปัจจุบัน
  • ส่งเสริมการลดการกระทำผิดซ้ำ
  • ผู้ต้องขังมี ทางเลือกใหม่ ๆ ในการดำเนินชีวิตเมื่อกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพ
  • ผู้ต้องขัง เข้าถึงหลักสูตรจากมหาวิทยาลัย และ กศน. ที่หลากหลายขึ้น
  • เรือนจำสามารถใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
  • ผลการเรียน เทียบโอนสู่การจ้างงานจริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ต้องขัง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ขาดการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน: หน่วยงานหลักในกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ, อัยการ, ศาล, และกรมราชทัณฑ์) ต่างมีระบบฐานข้อมูลของตนเองที่แยกออกจากกัน ทำให้ไม่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ไม่สามารถติดตามเส้นทางผู้กระทำผิดได้ครบวงจร: เนื่องจากข้อมูลไม่เชื่อมต่อกัน ภาครัฐจึงขาดเครื่องมือในการติดตามเส้นทางของผู้กระทำผิด ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่กระบวนการจนถึงวันที่พ้นโทษและกลับคืนสู่สังคม
  • ขาดข้อมูลเพื่อการป้องกัน: การขาดฐานข้อมูลที่บูรณาการกัน ทำให้ไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์เพียงพอในการออกแบบมาตรการเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ
  • ปัญหาข้อมูลแยกส่วนภายในกรมราชทัณฑ์: แม้แต่ในหน่วยงานเดียวอย่างกรมราชทัณฑ์ ยังมีระบบฐานข้อมูลย่อยถึง 17 ระบบ ที่ไม่เชื่อมโยงกันเอง ทำให้การเห็นภาพรวมของผู้ต้องขังทำได้ยาก
  • อุปสรรคต่อการคืนคนดีสู่สังคม: ความไม่เป็นเอกภาพของข้อมูลส่งผลโดยตรงต่อการวิเคราะห์ ประเมิน และการพัฒนาระบบราชทัณฑ์เพื่อลดการกระทำผิดซ้ำอย่างเป็นระบบ

จะทำอะไร (Action)

  • การดำเนินการจะเน้นที่การบูรณาการข้อมูล (Integration) การสร้างโปรไฟล์ (Profiling) และการจับคู่ (Matching)
  • จัดตั้ง "ระบบฐานข้อมูลกลางกรมราชทัณฑ์" เพื่อบูรณาการข้อมูลทั้งหมดของผู้ต้องขังในแต่ละเรือนจำเข้าด้วยกัน
  • รวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกหน่วยงานภายในกรมราชทัณฑ์ เรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศไว้ในฐานข้อมูลเดียว
  • จัดทำโปรไฟล์ดิจิทัลผู้ต้องขังรายบุคคลเพื่อวิเคราะห์ความต้องการฟื้นฟูเฉพาะด้าน ทั้งประวัติคดี สุขภาพ พฤติกรรมในเรือนจำ ไปจนถึงข้อมูลการศึกษา, การฝึกอาชีพ และหลักสูตรฟื้นฟูพฤตินิสัยที่เข้าร่วม เพื่อเตรียมความพร้อมคืนคนสู่สังคม
  • วิเคราะห์และประเมินความต้องการฟื้นฟูเฉพาะบุคคล
  • เชื่อมข้อมูลทักษะและหลักสูตรที่ผู้ต้องขังผ่าน กับระบบจัดหางานของกระทรวงแรงงาน
  • จัดเก็บใบรับรองดิจิทัล: สำหรับหลักสูตรฝึกอาชีพ และการเรียนในเรือนจำ เพื่อใช้ยืนยันทักษะเมื่อสมัครงาน
  • จัดให้มีระบบติดตามและประเมินผลการฟื้นฟูผู้ต้องขังอย่างต่อเนื่องหลังพ้นโทษ
  • ติดตามสถานะของผู้พ้นโทษ: เช่น การมีงานทำ, การมีที่อยู่อาศัย, การกระทำผิดซ้ำ
  • บูรณาการข้อมูลร่วมกับกรมคุมประพฤติและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดการกระทำผิดซ้ำ
  • ผู้ต้องขัง สามารถคืนสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมีคุณภาพ
  • ลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ
  • อำนวยความสะดวกในการหางาน
  • ได้ ประเมินประสิทธิผลของการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ต้องขัง
  • ผู้พ้นโทษ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความกังวลหลักของผู้ต้องขังเมื่อพ้นโทษคือการขาดโอกาสทางอาชีพและการเงิน ซึ่งอาจนำไปสู่การกระทำผิดซ้ำและกลับเข้าสู่วงจรเดิม
  • รัฐยังคงต้องแบกรับภาระงบประมาณในการบริหารจัดการเรือนจำต่อไป
  • กฎหมายไม่ครอบคลุมการฝึกอบรม: บทบัญญัติเดิม ยังไม่ครอบคลุมการฝึกอบรมอาชีพแก่ผู้ต้องขังที่ยังอยู่ในเรือนจำ ทำให้ผู้ต้องขังขาดการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัว
  • ปัญหาการบังคับใช้จริง: บุคลากรและเจ้าหน้าที่สรรพากรในแต่ละพื้นที่ ขาดความรู้ความเข้าใจในบทบัญญัติของกฎหมายฉบับนี้ ส่งผลให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จริงตามกฎหมาย
  • ขาดแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ: เมื่อนิติบุคคลไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ที่ชัดเจนและปฏิบัติได้จริง จึง ขาดแรงจูงใจ ในการเข้ามาฝึกอบรมอาชีพ ฝึกงาน และจ้างงานผู้ต้องขัง/ผู้พ้นโทษอย่างต่อเนื่อง

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนร่วม "คืนคนสู่สังคม" ผ่านมาตรการภาษีและเงินอุดหนุนจ้างงาน
  • พรรคประชาชนจะสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจแก่ภาคเอกชน บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้เข้ามาฝึกอบรมอาชีพ ฝึกงาน และจ้างงานผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษ
  • ให้สิทธิในการลงรายจ่ายทางภาษีได้ 2 เท่า (สำหรับนิติบุคคล) หากมีการฝึกอบรมอาชีพให้กับ ผู้ต้องขัง (ที่อยู่ในเรือนจำ) ไม่น้อยกว่า 120 ชั่วโมง/ปี
  • รัฐจะอุดหนุนเงินเดือนให้ครึ่งหนึ่ง โดยสูงสุดไม่เกิน 8,000 บาท/เดือน ให้กับการจ้างผู้พ้นโทษ
  • ปรับปรุงพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 774) พ.ศ. 2566
  • ขยายขอบเขตสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับนิติบุคคลให้ครอบคลุมเงื่อนไขตามกรณีข้างต้น
  • กรมสรรพากรออกหนังสือไปยังสำนักงานสรรพากรในทุกพื้นที่ เพื่อให้ข้อมูลและกำชับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้ปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาฉบับปรับปรุงใหม่อย่างถูกต้อง
  • กรมราชทัณฑ์จัดทำระบบเก็บข้อมูลชั่วโมงการฝึกอบรมอาชีพของนิติบุคคล ให้แก่ผู้ต้องขัง
  • กรมราชทัณฑ์รับรองเอกสาร สำหรับให้นิติบุคคลสามารถใช้สิทธิประโยชน์มาตรการภาษีกับสำนักงานสรรพากรในแต่ละพื้นที่ได้
  • กรมราชทัณฑ์ จัดทำกฎหมายอนุบัญญัติ เพื่อรับรองสิทธิประโยชน์มาตรการภาษีสำหรับนิติบุคคล
  • กรมราชทัณฑ์ กำหนดหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้ต้องขังที่สอดคล้องกับเงื่อนไขข้างต้น
  • กรมราชทัณฑ์ ทำ MOU ร่วมกับภาคเอกชน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้พ้นโทษมีรายได้เลี้ยงชีพ
  • ผู้พ้นโทษ ไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำ / ลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ
  • รัฐ ไม่ต้องแบกรับภาระงบประมาณในการบริหารจัดการเรือนจำต่อไป
  • บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
  • ผู้พ้นโทษได้รับการจ้างงาน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้พ้นโทษ
  • นายจ้าง
  • บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
  • ผู้ต้องขัง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การดำเนินงานด้านราชทัณฑ์ในปัจจุบันขาดการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนอื่นในสังคม
  • นโยบายขาดความโปร่งใสและไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการคืนคนสู่สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เรือนจำเป็นสถานที่คุมขังที่มีความเสี่ยงสูงเรื่องการกระทำทรมาน และการละเมิดสิทธิมนุษยชน
  • เรือนจำไม่ได้รับการตรวจสอบจากองค์กรภายนอกอย่างสม่ำเสมอ
  • ในการเข้าตรวจมักต้องมีการแจ้งล่วงหน้า ทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการ "ผักชีโรยหน้า" หรือการเตรียมการให้เรือนจำอยู่ในสภาพที่ดีเพียงชั่วคราว ก่อนมีการเข้าตรวจเยี่ยมตามวันเวลาที่กำหนด
  • กลไกการร้องเรียนของเรือนจำ มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้ร้องเรียน ขาดความเป็นอิสระ และไม่สามารถติดตามสถานะของเรื่องร้องเรียนได้
  • ไม่สามารถแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาระบบราชทัณฑ์เพื่อดูแลสิทธิของผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่ได้อย่างตรงจุด

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างกลไกตรวจสอบเรือนจำที่โปร่งใส เป็นอิสระ
  • เสนอให้มีการตรวจเยี่ยมเรือนจำโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า
  • ลงนามเป็นภาคี พิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานฯ (Optional Protocol to the Convention against Torture : OPCAT)
  • จัดตั้งกลไกป้องกันการทรมานระดับชาติ (National Preventive Mechanism : NPM)
  • คณะกรรมการว่าด้วยการป้องกันการทรมาน (SPT) สามารถเข้าตรวจเยี่ยมสถานที่คุมขังทุกประเภทในประเทศไทยได้
  • คณะกรรมการ SPT จะจัดทำ ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อให้ประเทศไทยนำไปยกระดับมาตรฐานสถานที่คุมขัง
  • NPM จะเป็น องค์กรอิสระ
  • NPM สามารถเข้าตรวจเยี่ยมสถานที่คุมขังได้ โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า หรือแจ้งเป็นช่วงเวลากว้าง ๆ (semi-announced)
  • NPM มีอำนาจในการ เข้าถึงข้อมูล เอกสาร รวมถึง การสัมภาษณ์บุคคล (ผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่) หรือแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
  • NPM นำข้อมูลที่ได้มาใช้เป็น ข้อเสนอในการปรับปรุง สถานที่คุมขังและระบบราชทัณฑ์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เรือนจำโปร่งใส
  • สิทธิของผู้ต้องขังและสวัสดิภาพของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม
  • ป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน การทรมาน หรือการกระทำที่ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  • ผู้ตรวจเยี่ยมเห็นถึงสภาพเรือนจำและคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้โดยแท้จริง
  • คุณภาพชีวิตได้รับการดูแลตามมาตรฐานสากลและหลักสิทธิมนุษยชน
  • มาตรฐานสถานที่คุมขังให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานสากล
  • แสดง เจตจำนงทางการเมือง ที่จะป้องกันการกระทำทรมาน
  • ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีโลกด้านสิทธิมนุษยชน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ต้องขัง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การเลือกปฏิบัติเชิงโครงสร้าง
  • ประชาชนบางกลุ่มถูกปฏิเสธโอกาสในการทำงาน
  • ถูกกีดกันจากบริการสาธารณะ
  • ถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในชีวิตประจำวัน
  • กฎหมายกระจัดกระจาย
  • ขาดบรรทัดฐานที่ชัดเจน ยังไม่มีกลไกกลางที่ทำหน้าที่วินิจฉัยอย่างเป็นระบบว่า "การกระทำใดเข้าข่ายการเลือกปฏิบัติ"
  • ขาดมาตรการเยียวยา

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ
  • จัดตั้ง คณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติ เพื่อ วินิจฉัยว่าการกระทำใดที่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ และ เป็นผู้แทนของบุคคลผู้ถูกเลือกปฏิบัติในการดำเนินคดีตามกฎหมาย
  • กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเป็นหน่วยงานเลขานุการ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • คุ้มครองสิทธิให้ครอบคลุมและเป็นระบบ
  • คำวินิจฉัยของคณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติมีผลผูกพันตามกฎหมาย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • แก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้เป็นประชาธิปไตย
  • อํานวยการให้ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐ เป็นไปด้วย ความยุติธรรม เสมอภาค

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สิทธิเสรีภาพของประชาชน
  • ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  • ความผาสุกของประชาชน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • กฎหมายที่ไม่จําเป็น ไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชน
  • กฎหมายที่บัญญัติขึ้นในขณะที่ประเทศไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย
  • ระบบที่ให้อำนาจคณะกรรมการในการใช้ดุลพินิจพิจารณาอนุญาต อนุมัติ หรือสั่งการ ซึ่งเป็นต้นเหตุหนึ่งของความไม่เป็นธรรมและเป็นช่องทางในการทุจริต
  • ประชาชน ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในทางอาญา
  • การแทรกแซงที่ไม่เป็นธรรม (ในการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง)
  • การตายที่เกิดจากการวิสามัญฆาตกรรม หรือ การตายที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ (ซึ่งยังขาดกระบวนการสอบสวนที่เป็นกลางและรวดเร็ว)
  • ผู้ต้องขังแออัดและสุขอนามัยขัดหลักสิทธิมนุษยชน
  • ปฏิบัติต่อผู้ต้องหาหรือจำเลยก่อนคำพิพากษาคดีถึงที่สุด...เหมือนนักโทษเด็ดขาด (ซึ่งถือว่ายังไม่ใช่ผู้กระทำผิด)

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดันให้มีการยกเลิกและปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่ไม่จําเป็น ไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชน
  • มีการบัญญัติหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับระบบอนุญาตไว้ในกฎหมาย
  • ยกเลิกระบบที่ให้อำนาจคณะกรรมการในการใช้ดุลพินิจพิจารณาอนุญาต อนุมัติ หรือสั่งการ
  • ส่งเสริมให้ทนายความ นักกฎหมาย และนักวิชาการ รวมทั้งสถาบันการศึกษา ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง
  • การร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่ต้องให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีส่วนร่วม
  • มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและให้นำผลการรับฟังความคิดเห็นมาแสดงให้สาธารณะ ได้ทราบและมีสิทธิโต้แย้งคัดค้านได้ด้วย
  • จัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคที่เป็นอิสระในจำนวนที่เหมาะสม ซึ่งมาจากการเลือกกันเองของบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และหลากหลายอาชีพ
  • ส่งเสริมให้มีหน่วยงานคณะกรรมการกฤษฎีกาประจำจังหวัดหรือท้องถิ่นบางแห่งที่มีความจำเป็น
  • ปฏิรูปองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ (ให้มีที่มาจากตัวแทนสหวิชาชีพและมีความยึดโยงกับประชาชน ตลอดจนมีกลไกในการตรวจสอบและถ่วงดุลคำสั่งหรือคำพิพากษา)
  • ปรับปรุงและพัฒนากระบวนการยุติธรรม ได้แก่ งานตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ กรมบังคับคดี และกระทรวงยุติธรรม รวมถึงหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่นๆ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมและมีการตรวจสอบถ่วงดุล
  • มีการช่วยเหลือประชาชน ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในทางอาญาเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิพื้นฐานในกระบวนพิจารณา เช่น สิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราว
  • ขั้นตอนการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือองค์กรที่มีหน้าที่สอบสวนในทางอาญา ต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานและมาตรฐานการสอบสวน
  • กระทำ (การสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง) ในรูปขององค์คณะเพื่อป้องกันการแทรกแซงที่ไม่เป็นธรรมและให้ถือมติเสียงข้างมากในการ มีความเห็นทางคดี
  • มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ศาลเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางและต้องไม่ใช่หน่วยงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำให้ตาย ร่วมเป็นผู้สอบสวนสาเหตุการตายที่เกิดจากการวิสามัญฆาตกรรม หรือ การตายที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ
  • ดำเนินการไต่สวนอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม (สำหรับสาเหตุการตายที่เกิดจากการวิสามัญฆาตกรรม หรือ การตายที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ)
  • ปฏิรูประบบราชทัณฑ์
  • ปฏิบัติต่อผู้ต้องหาหรือจำเลยก่อนคำพิพากษาคดีถึงที่สุดตามรัฐธรรมนูญซึ่งถือว่ายังไม่ใช่ผู้กระทำผิด จะปฏิบัติเหมือนนักโทษเด็ดขาดไม่ได้
  • ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีด้านการจัดการข้อมูล ได้แก่ ระบบข้อมูลขนาดใหญ่ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง ระบบคลาวด์ และปัญญาประดิษฐ์ มาใช้ในงานด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
  • ตรวจสอบทบทวนสัญญา รวบรวม คัดกรองข้อมูลเกี่ยวกับคดี รวมถึงการใช้คลังข้อมูลที่จัดเก็บในรูปแบบที่สามารถนำไปวิเคราะห์ช่วยเหลือประชาชนด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ไม่ให้กฎหมายที่ไม่จําเป็นเป็นภาระแก่ประชาชน
  • ประชาชนได้รับ ความช่วยเหลือทางกฎหมายอย่างทั่วถึง
  • ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีส่วนร่วม (ในการร่างกฎหมาย)
  • สาธารณะ ได้ทราบและมีสิทธิโต้แย้งคัดค้านได้ด้วย (ผลการรับฟังความคิดเห็น)
  • มีองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคที่เป็นอิสระ
  • มีหน่วยงานคณะกรรมการกฤษฎีกาประจำจังหวัดหรือท้องถิ่นบางแห่งที่มีความจำเป็น
  • องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ มีที่มาจากตัวแทนสหวิชาชีพและมีความยึดโยงกับประชาชน
  • มีกลไกในการตรวจสอบและถ่วงดุลคำสั่งหรือคำพิพากษา (จากองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ)
  • เป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ (จากการพัฒนากระบวนการยุติธรรม)
  • ประชาชน ได้มาซึ่งสิทธิพื้นฐานในกระบวนพิจารณา เช่น สิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราว
  • ป้องกันการแทรกแซงที่ไม่เป็นธรรม (ในกระบวนการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง)
  • ศาลเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางและต้องไม่ใช่หน่วยงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำให้ตาย ร่วมเป็นผู้สอบสวนสาเหตุการตาย
  • ปฏิบัติต่อผู้ต้องหาหรือจำเลยก่อนคำพิพากษาคดีถึงที่สุดตามรัฐธรรมนูญซึ่งถือว่ายังไม่ใช่ผู้กระทำผิด
  • อำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน (โดยใช้เทคโนโลยี)
  • ป้องกันการละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคล (โดยใช้เทคโนโลยี)
  • สนับสนุนการดำเนินการ การตรวจสอบถ่วงดุลเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม และผู้บังคับใช้กฎหมายอื่น (โดยใช้เทคโนโลยี)
  • ประชาชนได้รับบริการด้านกฎหมายอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม (โดยใช้เทคโนโลยีและคลังข้อมูล)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้ต้องขัง
  • ผู้ต้องหาหรือจำเลยก่อนคำพิพากษาคดีถึงที่สุด

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาอาชญากรรมที่เพิ่มสูง แต่ไทยขาดระบบวิเคราะห์เชิงรุก
  • เจ้าหน้าที่ต้องใช้แรงคนตรวจสอบภาพจำนวนมาก ทำให้ล่าช้า
  • การตอบสนองเหตุฉุกเฉินยังขาดการประสานงานแบบเรียลไทม์
  • ประชาชนขาดช่องทางตรวจสอบและมีส่วนร่วมด้านความปลอดภัย
  • เมืองใหญ่และแหล่งท่องเที่ยวยังไม่มีระบบสั่งการกลางแบบ Smart City

จะทำอะไร (Action)

  • จัดตั้งระบบกลางเชื่อมโยงข้อมูลจากกล้อง CCTV ทุกหน่วยงาน
  • พัฒนา AI Surveillance & Crime Detection System ใช้ Computer Vision และ Deep Learning วิเคราะห์ภาพแบบเรียลไทม์ เพื่อตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ (anomaly detection), ใบหน้า (face recognition), หมายเลขทะเบียน (plate recognition), และเหตุการณ์ฉุกเฉิน
  • ใช้ AI สำหรับ Traffic & Crowd Management วิเคราะห์ความหนาแน่นของจราจรและฝูงชนแบบ real-time พร้อมระบบ Dynamic Signal Control และ Emergency Routing สำหรับหน่วยกู้ภัย
  • พัฒนา “National Crime Analytics Platform” รวมข้อมูลคดี เหตุอาชญากรรม และการแจ้งเหตุจากหลายแหล่ง เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มและจุดเสี่ยงล่วงหน้า
  • เสริมความปลอดภัยไซเบอร์: ใช้ AI Threat Detection & Network Monitoring ป้องกันการโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงไฟฟ้า สนามบิน ศูนย์ข้อมูล กล้อง และระบบจราจร

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดอัตราอาชญากรรมในเมืองหลักและพื้นที่ท่องเที่ยว
  • ทำให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยขึ้นในชีวิตประจำวัน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการของรัฐ
  • (ในการ) แก้ไขรัฐธรรมนูญ
  • (ในการ) ปฏิรูปประเทศ
  • ภายใต้ยุทธศาสตร์ ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง หยุดยั้งการทุจริต สร้างเศรษฐกิจทันสมัย กระจายรายได้อย่างเป็นธรรม ลดเหลื่อมล้ำทางสังคม สร้างอุดมคติรัฐสวัสดิการ พัฒนาฐานรากประชาธิปไตย
  • ส่งเสริมการตีความกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย ตามหลักของกฎหมายมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน
  • ให้มีการพัฒนากฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประโยชน์ของปวงชนชาวไทย
  • ความเสมอภาคเท่าเทียมกัน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • บริหารงานในกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม เพื่อบ้านเมือง และไม่เลือกปฏิบัติ
  • ทำให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก รวดเร็ว และไม่เสียค่าใช้จ่ายสูงเกินสมควร
  • ให้มีมาตรการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยเคร่งครัด ปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงำใด ๆ
  • ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่จำเป็นและเหมาะสมแก่ผู้ยากไร้หรือผู้ด้อยโอกาส

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพ
  • ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้รวดเร็ว
  • ค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมลดลง
  • เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยเคร่งครัด ปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงำใด ๆ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้ยากไร้
  • ผู้ด้อยโอกาส

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ให้ มีการบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด
  • ปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
  • พัฒนากฎหมายทุกฉบับ ให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสถานะการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
  • ให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น
  • ยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็น
  • ดำเนินการให้ประชาชนเข้าถึงตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ได้โดยสะดวก

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กฎหมายมีความสอดคล้องและเหมาะสมกับสถานการณ์
  • ไม่เป็นภาระแก่ประชาชน
  • ประชาชน สามารถเข้าใจกฎหมายได้ง่าย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ลดค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม
  • ทำให้กระบวนการยุติธรรมและการดำเนินการทางการปกครองรวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบและวัดผลได้

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ลดลง
  • กระบวนการยุติธรรมและการดำเนินการทางการปกครองรวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบและวัดผลได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ