ประเด็น

กระบวนการยุติธรรม

มี 33 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
  • หลังจาก กกต. เปิดเผยเอกสารนโยบาย (ณ วันที่ 26 ม.ค. 2569) ทีมงานได้อัปเดตข้อมูลงบประมาณและแหล่งที่มาของงบประมาณที่ตรงกันระหว่างเอกสารนโยบายและเว็บไซต์พรรค โดยแสดงด้วยตัวอักษรสีเขียว
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • บทบาทของพนักงานอัยการที่เข้ามามีส่วนร่วมในคดีเฉพาะช่วงปลาย ทั้งที่เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีต่อศาล
  • การแยกบทบาทระหว่างตำรวจในชั้นสอบสวนกับอัยการในชั้นพิจารณาสำนวน ทำให้การคัดกรองคดีขาดความรอบคอบและขาดกลไกถ่วงดุลอำนาจตั้งแต่ต้นทาง
  • ตำรวจใช้เวลาทำสำนวนเฉลี่ย 61.8 วัน ก่อนส่งให้อัยการ มักอยู่ใกล้ครบกำหนดฝากขังครั้งสุดท้าย ส่งผลให้อัยการมีเวลาพิจารณาสำนวนจำกัด เฉลี่ยเพียง 11.7 วัน จึงเกิดแนวโน้ม “สั่งฟ้องไว้ก่อน” แล้วให้การพิสูจน์ข้อเท็จจริงไปตัดสินในชั้นศาล มากกว่าการพิจารณาความหนักแน่นของพยานหลักฐานตั้งแต่ต้น
  • อัยการไทยมีอัตราการสั่งฟ้องสูงถึง ร้อยละ 97.2 แต่มีอัตราชนะคดีเพียง ร้อยละ 72
  • ระบบปัจจุบันยังขาดกลไกกลั่นกรองก่อนการจับกุมและคุมขัง ตำรวจสามารถยื่นขอหมายจับ หมายขัง และหมายค้นต่อศาลได้โดยตรง ทำให้มีกรณีที่ประชาชนถูกค้น จับ และขัง ทั้งที่พยานหลักฐานยังไม่ชัดเจน
  • ความเสียหายต่อเสรีภาพ ชื่อเสียง และชีวิตของผู้ถูกกล่าวหาก็เกิดขึ้นไปแล้ว แม้ท้ายที่สุดอัยการจะสั่งไม่ฟ้อง

จะทำอะไร (Action)

  • กำกับดูแลการสอบสวนโดยอัยการ
  • พนักงานสอบสวนต้องรายงานความคืบหน้าของคดีให้พนักงานอัยการรับทราบ
  • พนักงานอัยการสามารถเข้าไปตรวจสอบหรือให้ข้อเสนอแนะในการสอบสวนได้
  • การขอหมายจับ หมายค้น หรือหมายขัง ต้องได้รับความเห็นชอบจากพนักงานอัยการเสียก่อน ก่อนที่จะนำไปยื่นต่อศาล
  • ผู้ต้องหาหรือผู้เสียหายในคดีอาญามีสิทธิที่จะได้รับทราบพยานหลักฐานในชั้นการสอบสวน
  • แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา) มาตรา 17, 18, 19, 57, 121 และมาตรา 131
  • รองรับการมีส่วนร่วมของพนักงานอัยการตั้งแต่ขั้นตอนการสอบสวน
  • กำหนดให้ความเห็นชอบของอัยการเป็นเงื่อนไขก่อนการขอหมายจากศาล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มประสิทธิภาพ กระบวนการสอบสวนคดีอาญาของไทย
  • คุ้มครองสิทธิประชาชน
  • สร้าง Checks and Balances ในกระบวนการยุติธรรม
  • อัยการ สามารถประเมินความเพียงพอของพยานหลักฐานตั้งแต่ต้น
  • อัยการ สามารถไม่เห็นชอบต่อการออกหมายจับหรือหมายขังหากรูปคดียังไม่ชัดเจน
  • ช่วยคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
  • ลดคดีที่อ่อนหลักฐาน
  • ทำให้การฟ้องคดีตั้งอยู่บนความจริง มากกว่าความเร่งรีบของกระบวนการ
  • ผู้ต้องหาหรือผู้เสียหาย ใช้สิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • พนักงานอัยการ
  • พนักงานสอบสวน
  • ผู้ต้องหา
  • ผู้เสียหายในคดีอาญา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ผู้ต้องหาถูกละเมิดสิทธิในชั้นจับกุม: ผู้ถูกจับกุมและผู้ต้องหาจำนวนมากไม่ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น สิทธิในการพบและปรึกษาทนายความทันทีภายหลังถูกจับกุม ซึ่งอาจนำไปสู่การบังคับให้ยอมรับสารภาพ หรือการถูกละเมิดสิทธิอื่น ๆ โดยเจ้าพนักงาน
  • การคุมขังเกินความจำเป็น: ระบบการปล่อยตัวชั่วคราวที่ยังไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ทำให้มีการนำผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดเข้าไปควบคุมในเรือนจำเป็นเวลานาน ทั้งที่ท้ายที่สุดอาจมีคำสั่งไม่ฟ้อง หรือศาลอาจพิพากษายกฟ้องได้
  • ความเสียหายที่ไม่อาจเยียวยา: การคุมขังที่ยืดเยื้อสร้างความเสียหายรุนแรงต่อสุขภาพอนามัย หน้าที่การงาน ความสัมพันธ์ในครอบครัว และทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลย ซึ่งเป็นความเสียหายที่ไม่อาจเยียวยาให้กลับคืนสู่ภาวะปกติได้

จะทำอะไร (Action)

  • ให้ผู้ต้องหามีสิทธิพบและปรึกษาทนายความก่อนทำบันทึกการจับกุม
  • ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจัดหาทนายความให้ก่อนที่จะดำเนินการใด ๆ ต่อไป หากผู้ต้องหาประสงค์จะมีทนายความแต่ไม่สามารถจัดหาได้เอง
  • ให้ศาลต้องดำเนินการไต่สวนก่อนจะมีคำสั่งขังจำเลย
  • กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อเปิดช่องให้มีการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีการควบคุมผู้ต้องหาหรือผู้กระทำผิดด้วยวิธีอื่นนอกเหนือจากการจำคุกในเรือนจำ (เช่น การกักบริเวณ หรือใช้กำไล EM) สำหรับฐานความผิดที่ไม่ร้ายแรงหรือไม่กระทบความสงบสุขของส่วนรวม
  • กำหนดหลักเกณฑ์ให้นำ เทคโนโลยีการประชุมผ่านจอภาพ มาใช้กับกรณีที่จำเลยถูกคุมขังและถูกดำเนินคดีในหลายศาล (การพิจารณาคดีพร้อมกันได้) โดยไม่ต้องรอให้ถูกปล่อยในคดีแรกก่อน จึงจะสามารถเริ่มกระบวนพิจารณาของคดีหลังได้
  • กำหนดบทลงโทษเป็นการเฉพาะ สำหรับเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมที่ละเมิดสิทธิของผู้ต้องหาหรือฝ่าฝืนบทกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองผู้ต้องหาอย่างร้ายแรง
  • แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา): มาตรา 88 (สิทธิในการมีทนายความ), มาตรา 106 (หลักการไต่สวนก่อนขัง), มาตรา 108, มาตรา 108/1 (การปล่อยตัวชั่วคราวและวิธีการควบคุมอื่น) และ มาตรา 172 วรรคห้า (การใช้เทคโนโลยีในการพิจารณาคดี)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดผลกระทบต่อหน้าที่การงานและครอบครัวจากการคุมขังที่เกินความจำเป็น
  • สร้างความยุติธรรมที่ไม่อาจย้อนคืนได้
  • คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการยุติธรรม
  • ศาลจะไม่สามารถรับฟังถ้อยคำใด ๆ ของผู้ต้องหาที่ไม่ได้รับโอกาสให้มีทนายความได้
  • เกิดความรอบคอบในการจำกัดเสรีภาพ
  • ลดความหนาแน่นของผู้ต้องขังในเรือนจำ
  • ลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริสุทธิ์ในกรณีมีคำพิพากษายกฟ้องในภายหลัง
  • ช่วยให้การพิจารณาคดีพร้อมกันได้ โดยไม่ต้องรอให้ถูกปล่อยในคดีแรกก่อน จึงจะสามารถเริ่มกระบวนพิจารณาของคดีหลังได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ต้องหา
  • ผู้ถูกจับกุม
  • จำเลย
  • ผู้กระทำผิด
  • ผู้ต้องขัง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • กฎหมายหลักที่ใช้กำกับดูแลวิชาชีพคือ พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 ไม่ได้มีการแก้ไขให้สอดคล้องกับยุคสมัยมาเกือบ 40 ปี
  • ประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อทนายความในด้านความสามารถ มาตรฐานจริยธรรม และความไม่โปร่งใส
  • มีช่องว่างทางกฎหมายที่เปิดให้ใช้คำว่า "ที่ปรึกษากฎหมาย" หลีกเลี่ยงการขึ้นทะเบียนกับสภาทนายความ เพื่อใช้ประกอบธุรกิจสีเทาหรือหาประโยชน์โดยชาวต่างชาติ
  • ผู้มีรายได้น้อยหรือด้อยโอกาสประสบปัญหาในการว่าจ้างทนายความที่มีคุณภาพ
  • ระบบทนายความอาสา (Pro Bono) ในปัจจุบันยังคงพึ่งพา "ความเสียสละ" ขาดแรงจูงใจ ทำให้ทนายความต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายและเวลาส่วนตัว
  • ทนายความใหม่ขาดทักษะปฏิบัติงานที่จำเป็น
  • ทนายความที่มีประสบการณ์ไม่ได้เพิ่มพูนความรู้ใหม่ ๆ ทำให้วิชาชีพขาดการยกระดับมาตรฐาน

จะทำอะไร (Action)

  • ออกมาตรการจูงใจเพิ่มทนายอาสา
  • สร้างระบบจูงใจให้ทนายความและสำนักงานกฎหมายทำคดีอาสา (Pro Bono) โดยนำชั่วโมงทำงานมาหักลดหย่อนภาษีได้
  • รัฐบาลจะส่งเสริมให้นักกฎหมายและสำนักงานกฎหมาย ให้บริการทางกฎหมายแก่ประชาชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ครอบคลุมทั้งการให้คำปรึกษา การระงับข้อพิพาท (ทั้งในศาลและวิธีการทางเลือก) การดำเนินคดี และการบังคับคดี โดยไม่จำกัดว่าเป็นฝ่ายโจทก์ จำเลย ผู้กล่าวหา หรือผู้ถูกกล่าวหา
  • สำหรับทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมาย (ส่วนบุคคล): สามารถนำค่าบริการดังกล่าวมาใช้เป็น "ค่าลดหย่อนภาษีเงินได้"
  • สำหรับนิติบุคคล (สำนักงานกฎหมาย): ได้รับ สิทธิประโยชน์ทางภาษีในลักษณะเดียวกับทนายความบุคคลธรรมดา
  • สำหรับสิทธิในการเป็นคู่สัญญากับภาครัฐ: มีสิทธิเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐ เพื่อเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายหรือช่วยรัฐดำเนินคดี
  • จัดทำระบบบริหารจัดการ: กระทรวงยุติธรรม และ/หรือ สภาทนายความ จะร่วมกันสร้างระบบลงทะเบียน ระบบบันทึกชั่วโมงการทำงาน (Pro Bono) ระบบประเมินความพึงพอใจ และระบบตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
  • ปรับปรุงกฎหมายภาษี: แก้ไขปรับปรุงพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 774) พ.ศ. 2566 เพื่อรองรับการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ "นิติบุคคล" ให้สอดคล้องกับเงื่อนไขใหม่
  • กำชับแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่สรรพากร: กรมสรรพากรจะสื่อสารไปยังสำนักงานสรรพากรทุกพื้นที่ เพื่อให้ข้อมูลและกำชับเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติตามกฎหมายภาษีฉบับปรับปรุงใหม่ได้อย่างถูกต้อง
  • กำหนดเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ: คณะรัฐมนตรีจะมีมติให้หน่วยงานรัฐสามารถว่าจ้างนักกฎหมายหรือสำนักงานกฎหมายได้ "เฉพาะ" ผู้ที่ให้บริการ Pro Bono ตามเกณฑ์ที่กำหนดเท่านั้น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชนอย่างมีคุณภาพ
  • ทนายความและสำนักงานกฎหมาย ได้รับ ลดหย่อนภาษีได้
  • ประชาชน ได้รับ บริการทางกฎหมายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
  • นิติบุคคล ได้รับ สิทธิประโยชน์ทางภาษี
  • นักกฎหมายหรือสำนักงานกฎหมาย ได้รับ สิทธิเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ทนายอาสา
  • ทนายความ
  • สำนักงานกฎหมาย
  • ประชาชน
  • นักกฎหมาย
  • ที่ปรึกษากฎหมาย (ส่วนบุคคล)
  • นิติบุคคล
  • ผู้มีรายได้น้อยหรือด้อยโอกาส
  • สภาทนายความ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยมีปัญหา "โทษอาญาเฟ้อ" (Overcriminalization) หรือการกำหนดโทษทางอาญาเกินความจำเป็นในคดีที่มีความผิดเล็กน้อย
  • ส่งผลให้มีคดีความเข้าสู่ศาลจำนวนมาก และประชาชนต้องมีประวัติอาชญากรรมติดตัวจากความผิดเล็กน้อยเหล่านั้น
  • กฎหมายก็ยังมีปัญหาที่ส่งผลซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในสังคม นั่นคือการกำหนดอัตราค่าปรับแบบ “อัตราคงที่” (Fixed Rate)
  • อัตราค่าปรับแบบ "อัตราคงที่" (Fixed Rate) ขัดต่อหลักความได้สัดส่วนของการลงโทษ
  • ผู้มีรายได้น้อยต้องแบกรับภาระที่หนักอึ้งเกินสัดส่วนรายได้ของตนเองอย่างรุนแรง
  • การใช้ระบบอัตราค่าปรับคงที่ ทำให้ต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อปรับปรุงอัตราโทษอยู่เรื่อย ๆ เพื่อให้ทันกับภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ จึงขาดความคล่องตัวในการบังคับใช้กฎหมาย

จะทำอะไร (Action)

  • แก้ไขกฎหมาย เปลี่ยนโทษปรับจากคงที่เป็นพิจารณาโทษใหม่ที่คำนึงถึงรายได้ผู้กระทำผิด
  • ปรับเปลี่ยน "โทษอาญา" สำหรับความผิดเล็กน้อย (เช่น ทะเลาะกันหรือส่งเสียงดังในที่สาธารณะ จอดรถกีดขวา่งการจราจร) ให้เป็น "โทษพินัย"
  • เปลี่ยนระบบโทษปรับทางพินัยจากแบบ "อัตราคงที่" (Fixed Rate Fine) เป็นระบบ “ค่าปรับตามรายได้” (Day-Fine) โดยคิดค่าปรับแปรผันตรงกับความหนักเบาของความผิดและรายได้ของผู้กระทำผิด
  • แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 โดย ยกเลิก การใช้ระบบอัตราค่าปรับคงที่ (Fixed Rate Fine) และเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การพิจารณาโทษทางพินัยใหม่
  • แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา นำเอา ความผิดลหุโทษ (ความผิดเล็กน้อย) ออกจากการเป็นโทษทางอาญา โดยปรับเปลี่ยนให้เป็นโทษทางพินัย หรือ มาตรการบังคับทางปกครองแทน
  • เพิ่มมาตรการบังคับทางปกครอง ในบทบัญญัติของกฎหมายปกครองฉบับต่าง ๆ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • มุ่งยกระดับกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งให้มีความยุติธรรมและทันสมัย
  • ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้กระทำผิดที่เป็นคนรวยและคนจน
  • การปฏิรูปการกำหนดโทษปรับให้มีความยุติธรรมมากขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้กระทำผิด
  • ผู้มีรายได้น้อย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การฟ้องปิดปากคือการใช้กระบวนการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือในการสร้างความยุ่งยากและจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์หรือตรวจสอบประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ
  • สถานการณ์การฟ้องปิดปากมีความรุนแรงมากขึ้น
  • การฟ้องปิดปากทำลายเสรีภาพในการแสดงออก: การฟ้องปิดปาก ไม่ได้มุ่งหวังที่ผลของคดีว่าจะชนะหรือแพ้ แต่ต้องการใช้กระบวนการทางกฎหมายสร้างภาระแก่ผู้ถูกฟ้อง ทั้งภาระค่าใช้จ่ายและความเครียด เพื่อให้ผู้ถูกฟ้องหยุดตรวจสอบประเด็นสาธารณะ ซึ่งปลายทางเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสังคม
  • สังคมตกอยู่ใน "ภาวะหวาดกลัว" (Chilling Effect): เมื่อเห็นตัวอย่างผู้ที่ถูกฟ้อง ประชาชน สื่อมวลชน และนักวิชาการ อาจเลือกที่จะเซ็นเซอร์ตัวเอง และเพิกเฉยต่อการตรวจสอบอำนาจรัฐและภาคธุรกิจที่อาจส่งผลกระทบต่อสังคม
  • การฟ้องปิดปากบั่นทอนหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลในระบอบประชาธิปไตย: เมื่อกลไกการตรวจสอบโดยประชาชนถูกปิดกั้น ผู้มีอำนาจหรือผู้มีอิทธิพลก็ลอยนวลพ้นผิดได้ง่ายขึ้น
  • การใช้คดีอาญาคุกคามประชาชน สื่อ และนักกิจกรรมที่วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างสุจริต

จะทำอะไร (Action)

ผลักดันชุดร่างกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP) โดยการแก้ไขกฎหมายหลัก 4 ฉบับ:

  1. ประมวลกฎหมายอาญา [มาตรา 1, 326, 329(5), 330, 393]
  • ยกเลิกโทษจำคุก ฐานหมิ่นประมาท (ม.326) และดูหมิ่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา (ม.393) โดยเปลี่ยนไปใช้โทษ ปรับทางพินัย แทน (หมิ่นประมาทไม่เกิน 10,000 บาท และดูหมิ่นไม่เกิน 5,000 บาท)
  • เพิ่มเหตุยกเว้นความผิด (ม.329(5), ม.330) กรณีแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตเพื่อ ประโยชน์สาธารณะ และอนุญาตให้พิสูจน์ความจริงได้ (เว้นแต่เป็นเรื่องส่วนตัว) โดยมีการ เพิ่มบทนิยาม "การมีส่วนร่วมเพื่อประโยชน์สาธารณะ" ใน ม.1
  1. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา) (มาตรา 2, 133 จัตวา, 143/1, 161/1, 165/3)
  • หยุดยั้งคดีตั้งแต่เริ่มต้น: สร้างกลไกยุติคดีปิดปากในชั้นศาล (ม.161/1, ม.165/3) โดยให้จำเลยขอให้ศาลยกฟ้องคดีอาญาที่เข้าข่าย SLAPP ได้ภายใน 30 วันนับจากวันที่ศาลรับคำแถลง
  • อำนาจอัยการในการยุติคดี: ให้อำนาจพนักงานอัยการในการยุติคดี (ม.143/1) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมเพื่อประโยชน์สาธารณะ และให้ความคุ้มครองการสั่งคดีโดยสุจริต
  • ป้องกันในชั้นสอบสวน: กำหนดกลไกป้องกันในชั้นสอบสวน (ม.133 จัตวา, ม.2) ให้พนักงานสอบสวนเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน และกำหนดข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษในหลายท้องที่หรือไม่เกี่ยวข้อง
  1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (มาตรา 423 วรรคสาม และสี่)
  • ยกเว้นความรับผิดทางแพ่ง (ม.423 วรรคสามและสี่) กรณีการเผยแพร่ข้อมูลโดยไม่รู้ว่าเป็นความเท็จ หากการเผยแพร่นั้นเป็นเรื่อง ประโยชน์สาธารณะ และได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอตามภาวะ วิสัย และพฤติการณ์แล้ว
  1. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.แพ่ง) (มาตรา 1(15), 24/1, 24/2, 24/3)
  • ให้อำนาจศาลยกฟ้องคดีแพ่งที่เข้าข่าย SLAPP (ม.24/1) โดยจำเลยสามารถยื่นคำร้องได้ภายใน 15 วันนับจากวันที่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง และกำหนดให้ ชะลอกระบวนพิจารณาคดี ทั้งหมดระหว่างการพิจารณาคำร้อง (ม.24/1)
  • ให้อำนาจศาลสั่งให้โจทก์ชดใช้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี และจ่ายค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษ (ม.24/2, ม.24/3) ได้ หากปรากฏความจริงว่าเป็นการฟ้องคดีเพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ป้องกันการใช้คดีอาญาคุกคามประชาชน สื่อ และนักกิจกรรมที่วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างสุจริต
  • คุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก
  • สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนในการตั้งคำถาม ตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ หรือแสดงความเห็นในเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • นักกิจกรรม
  • ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการใหญ่
  • สื่อมวลชน
  • นักการเมือง
  • นักวิชาการ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • วัฒนธรรม “ลอยนวลพ้นผิด” เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมายาวนาน ไม่เพียงแต่ทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบยุติธรรมและการเยียวยาต่อผู้เสียหาย แต่ยังเป็นการทำลาย หลักนิติธรรม (Rule of Law) ของสังคม
  • ระบบกฎหมายปัจจุบันมี ช่องโหว่ ที่ถูกใช้เป็น “เกราะคุ้มกันทางกฎหมาย” เอื้อให้ผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะ เจ้าหน้าที่รัฐ และ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ได้กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงต่อประชาชน สามารถหลบหนี/ประวิงเวลา เพื่อรอให้ คดีอาญาขาดอายุความ ตามกฎหมาย

จะทำอะไร (Action)

  • แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 เพื่อกำหนดให้ อายุความสะดุดหยุดลง นับแต่วันที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยหลบหนีหรือวันที่ศาลสั่งงดการพิจารณา
  • แก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 เพิ่มบทบัญญัติ ยกเว้น ไม่ให้นำ พ.ร.ป. นี้มาใช้บังคับกับ คดีที่มีประชาชนหรือผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมหรือเป็นผู้เสียหายโดยตรง แต่ให้คดีเหล่านี้โอนกลับสู่กระบวนการยุติธรรมปกติ
  • แก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร เพิ่มข้อยกเว้นว่า คดีอาญาที่ผู้เสียหายเป็นพลเรือน จะต้องไม่อยู่ในอำนาจของศาลทหาร แต่ให้โอนไปพิจารณาในศาลยุติธรรมพลเรือน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • หยุดพฤติกรรมลอยนวลพ้นผิด
  • สังคมไทยต้องไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย
  • เจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้อำนาจโดยมิชอบจะต้องถูกติดตามเพื่อนำมาสู่การรับผิดชอบตลอดไป
  • ป้องกันมิให้เจ้าหน้าที่รัฐที่ก่ออาชญากรรมโดยรัฐอาศัยข้อจำกัดด้านเขตอำนาจศาลในการหลบเลี่ยงจากการถูกดำเนินคดีอาญาโดยกระบวนการยุติธรรมพลเรือน
  • ป้องกันไม่ให้ผู้ต้องหาใช้การหลบหนีเพื่อให้คดีขาดอายุความ
  • ประชาชนและญาติมีสิทธิฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อศาลยุติธรรมชั้นต้นได้ทันที โดยไม่ต้องผ่าน ป.ป.ช.
  • เจ้าหน้าที่รัฐที่ก่อเหตุต้องรับผิดชอบภายใต้กระบวนการยุติธรรมปกติ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้เสียหาย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้วงจรความขัดแย้งทางการเมืองที่ยาวนานเกือบสองทศวรรษ
  • มีประชาชนถูกกล่าวหาและดำเนินคดีทางการเมืองนับพันคดี
  • กระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องมีการตีความและบังคับใช้กฎหมายที่แตกต่างหลากหลาย รวมถึงการลงโทษที่หนักและรุนแรงโดยไม่ได้พิจารณาถึง "มูลเหตุจูงใจทางการเมือง"
  • ปัญหาเหล่านี้สั่นคลอนความเชื่อมั่นศรัทธาที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมและเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้สังคมไทยก้าวพ้นจากปัญหาความขัดแย้งที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานนี้ได้

จะทำอะไร (Action)

ยื่นร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมแก่บุคคลซึ่งได้กระทำความผิด อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ที่ให้มีคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดการกระทำความผิดเพื่อนิรโทษกรรม โดยคณะกรรมการดังกล่าวมีสัดส่วนจากสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี ศาล และอัยการ โดยให้วินิจฉัยภายใน 60 วันนับตั้งแต่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • คืนสิทธิให้ผู้เห็นต่าง
  • สังคมไทยก้าวพ้นจากปัญหาความขัดแย้งที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานนี้ได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชนทุกคนที่ถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่การชุมนุมเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน โดยไม่รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นผู้ปฏิบัติและผู้สั่งการที่ใช้อำนาจเกินสมควรกว่าเหตุ และการทำรัฐประหารยึดอำนาจ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • คณะกรรมการ วินิจฉัยภายใน 60 วันนับตั้งแต่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ศาลทหาร ถูกวิพากษ์วิจารณ์มายาวนานว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองและแหล่งฟอกขาวความผิดสำหรับนายทหารระดับสูง โดยมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ขัดต่อหลักนิติธรรมสากล
  • เครื่องมือทางการเมือง: ในช่วงรัฐประหาร ศาลทหารมักถูกใช้เพื่อดำเนินคดีกับพลเรือนและผู้เห็นต่างทางการเมือง แทนที่จะทำหน้าที่พิจารณาคดีวินัยทหารตามปกติ
  • การฟอกขาวและวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด: คดีทุจริตสำคัญในกองทัพ เช่น คดีเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด GT200 และ คดี Alpha 6 มักไม่มีความคืบหน้าเมื่อเข้าสู่กระบวนการของศาลทหาร รวมถึงคดีซ้อมทรมานพลทหารจนเสียชีวิต และเหตุการณ์ใช้อาวุธสงครามสลายการชุมนุม (เช่น กรณีวัดปทุมวนาราม) ที่ผู้กระทำผิดมักรอดพ้นการตรวจสอบ
  • โครงสร้างไม่เป็นอิสระ: ศาลทหารสังกัด กรมพระธรรมนูญซึ่งอยู่ภายใต้ สำนักปลัดกระทรวงกลาโหมทำให้ขาดการถ่วงดุลอำนาจเพราะเป็นการ "ตรวจสอบกันเอง" ภายในสายบังคับบัญชา เปิดช่องให้ระบบอุปถัมภ์ช่วยเหลือพวกพ้อง

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของกองทัพ (ศาลทหาร)
  • เลิกศาลทหารสำหรับพลเรือนและคดีทุจริต
  • โอนอำนาจสู่ศาลยุติธรรม
  • ปฏิรูปเขตอำนาจศาลทหารผ่านการแก้ไขกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498, พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559, พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
  • ปรับปรุง พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498
    • แยกคดีออกจากศาลทหาร: คดีทุจริต: ให้ขึ้นศาลอาญาคดีทุจริตฯ เหมือนข้าราชการอื่น
    • แยกคดีออกจากศาลทหาร: คดีซ้อมทรมาน/อุ้มหาย: ให้ขึ้นศาลอาญาคดีทุจริตฯ
    • แยกคดีออกจากศาลทหาร: คดีอาญาต่อพลเรือน: (เช่น ทำร้ายร่างกาย ฆ่าผู้อื่น) ให้ขึ้นศาลยุติธรรม
    • แยกคดีออกจากศาลทหาร: คดีชำนาญพิเศษ: ให้ขึ้นศาลเฉพาะทาง เช่น ศาลเยาวชนและครอบครัว, ศาลแรงงาน ฯลฯ
    • ปฏิรูปโครงสร้างศาล: ตั้งคณะกรรมการตุลาการทหาร (กตท.): ดึงผู้เชี่ยวชาญ หรือนักวิชาการนิติศาสตร์ภายนอกเข้าร่วม
    • ปฏิรูปโครงสร้างศาล: เปลี่ยนประธานพิจารณาคดี: ต้องเป็นตุลาการพระธรรมนูญผู้มีอาวุโสสูงสุด
    • คุ้มครองสิทธิ: กำหนดให้ผู้เสียหาย ที่มิได้เป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร มีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาเองได้ทั้งในเวลาปกติและไม่ปกติ
    • คุ้มครองสิทธิ: กำหนดให้ห้ามอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลทหารในเวลาไม่ปกติ เฉพาะในเวลาที่มีการรบ หรือสถานะสงคราม และศาลอาญาศึกเท่านั้น
    • คุ้มครองสิทธิ: แก้ไขให้การพิจารณา และการสืบพยานในศาลทหาร จะต้องดำเนินการอย่างเปิดเผยต่อหน้าจำเลย
  • ปรับปรุง พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559
    • กำหนดให้คดีทุจริตและประพฤติมิชอบภายในกองทัพ ที่แต่เดิมอยู่ในอำนาจของศาลทหาร ให้มาอยู่ในอำนาจของศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ
    • โอนบรรดาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ที่ศาลทหาร หากล่วงเลยจากระยะเวลาที่กำหนด ให้โอนไปพิจารณาคดีที่ศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบแทน
  • ปรับปรุง พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
    • ยกเลิกมาตรา 96 ที่ให้อำนาจ อัยการทหาร เป็นผู้ฟ้องคดีทุจริตแทนอัยการสูงสุด

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด
  • สร้างกองทัพที่มีเกียรติภูมิ
  • คดีที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวินัยทหารโดยตรง ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติที่เป็นกลาง
  • ความโปร่งใสและคุ้มค่าของงบประมาณ ในการพิจารณาคดีทุจริต
  • ป้องกันการประวิงเวลาผ่านคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ในคดีซ้อมทรมาน/อุ้มหาย
  • ยกระดับมาตรฐาน ของคณะกรรมการตุลาการทหาร ให้เท่าเทียมมาตรฐานศาลยุติธรรม
  • การพิจารณา และการสืบพยานในศาลทหาร ดำเนินการอย่างเปิดเผยต่อหน้าจำเลย สอดคล้องกับการพิจารณา และการสืบพยานในศาลยุติธรรม
  • ขั้นตอนการฟ้องร้องทหารทุจริตเป็นมาตรฐานเดียวกับข้าราชการอื่นทั่วประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • พลเรือน
  • ผู้เห็นต่างทางการเมือง
  • พลทหาร
  • ประชาชน
  • ข้าราชการอื่น
  • ผู้เสียหาย ที่มิได้เป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร
  • จำเลย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ระยะสั้น: แก้ไขกฎหมายวิธีพิจารณาความและธรรมนูญศาล
  • ระยะกลาง: แก้ไขกฎหมาย ป.ป.ช.

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบ “ตั๋ว” ตำรวจ
  • การซื้อขายตำแหน่ง
  • อำนาจในการจัดสรรบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายถูกรวมศูนย์อยู่ที่ ผบ.ตร. เพียงผู้เดียว ทำให้ขาดกลไกการถ่วงดุลอำนาจ
  • ระบบตรวจสอบขาดความเป็นอิสระ มักขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาโดยตรง
  • กลไกที่มีอยู่ (กร.ตร., ก.พ.ค.ตร.) มีอำนาจหน้าที่ไม่ชัดเจน และขาดหน่วยงานกำกับดูแลจากภายนอก ทำให้ขาดความโปร่งใส
  • วัฒนธรรมอุปถัมภ์และการขาดจิตสำนึกต่อหน้าที่ ทำให้การตรวจสอบการทุจริตเป็นไปได้ยาก
  • สวัสดิการย่ำแย่ (เช่น ที่พักอาศัยไม่เพียงพอหรือไม่ได้รับการสำรวจจริง ระบบสวัสดิการการรักษาพยาบาลมีข้อจำกัด)
  • ขาดแคลนงบประมาณจัดซื้อวัสดุครุภัณฑ์ และอาวุธยุทโธปกรณ์/เทคโนโลยีที่ไม่ทันสมัย
  • ทั้งหมดนี้ส่งผลต่อขวัญกำลังใจและประสิทธิภาพการทำงาน ที่ลดลง

จะทำอะไร (Action)

  • ใช้อำนาจนายกฯ ออกระเบียบภายในสกัดการซื้อขายตำแหน่ง
  • สร้างระบบประเมินผลงานที่วัดผลได้จริง
  • ดำเนินการปฏิรูปตำรวจอย่างเป็นระบบใน 3 ด้านหลัก
  • สร้างระบบ ประเมิน 360 องศา ที่เน้นผลสัมฤทธิ์ของงาน (KPIs)
  • ลดการประเมินเชิงพฤติกรรมหรือความเห็นส่วนตัว
  • สร้างระบบ รับเรื่องร้องเรียน ที่ครอบคลุมทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์
  • ปรับโครงสร้างเงินเดือน
  • จัดสรรงบประมาณสำหรับเทคโนโลยีที่ทันสมัย
  • จัดสรรงบประมาณพื้นฐานที่จำเป็นในสถานีตำรวจ (เช่น อุปกรณ์สำนักงาน ฯลฯ)
  • จัดระบบบ้านพักอาศัยอย่างเป็นธรรม
  • ให้เบิกค่าเช่าบ้านได้ตามจริง
  • ขยายสิทธิ รักษาพยาบาล
  • นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ต.ช. และ ก.ตร. ใช้อำนาจในการออก ระเบียบภายใน เพื่อบังคับใช้มาตรการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและการซื้อขายตำแหน่งบางส่วน
  • สร้าง แอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับการร้องเรียนและรับฟังความเห็น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กระจายอำนาจและลดการใช้ดุลพินิจส่วนบุคคล
  • สร้างความเป็นธรรม (ในการปฏิรูปตำรวจ)
  • เพิ่มประสิทธิภาพ (ในการปฏิรูปตำรวจ)
  • ยกระดับคุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่
  • การก่ออาชญากรรมลดลง
  • จำนวนคดีที่ทำสำเร็จ เพิ่มขึ้น
  • คุณภาพของสำนวน ดีขึ้น
  • ผลงานด้านบริการประชาชน ดีขึ้น
  • ลดการใช้ดุลพินิจของผู้บังคับบัญชา
  • ประชาชนสามารถร้องเรียนและส่งความเห็นเกี่ยวกับการทำงานของตำรวจได้อย่างรวดเร็วและสะดวกสบาย
  • เงินเดือน ให้เหมาะสม
  • เบิกจ่ายตรงกับโรงพยาบาลในพื้นที่ได้ (จากสิทธิรักษาพยาบาล)
  • สิทธิประโยชน์ครอบคลุมทุกโรค รวมถึงบริการด้านสุขภาพจิตและทันตกรรม (จากสิทธิรักษาพยาบาล)
  • ได้ผลเร็วที่สุด (ในการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและการซื้อขายตำแหน่ง)
  • มีระบบการติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการที่รวดเร็วและตรวจสอบได้โดยสาธารณะ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ตำรวจ (เจ้าหน้าที่)
  • ประชาชน
  • สาธารณะ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ทันที (สำหรับสกัดการซื้อขายตำแหน่ง)
  • เร็วที่สุด (สำหรับบังคับใช้มาตรการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและการซื้อขายตำแหน่ง โดยไม่ต้องรอการแก้ไข พ.ร.บ.)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ภารกิจที่กว้างขวางเกินขอบเขตมาตรฐานสากล
  • เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องรับผิดชอบงานที่หลากหลายเกินไป ทำให้ขาดความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในหลายด้าน
  • ทรัพยากรที่มีอยู่ถูกกระจายออกจาก ภารกิจหลักที่แท้จริง คือการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม
  • ตัวชี้วัดความสำเร็จไม่ตรงจุด
  • ความไม่เชื่อมั่นในคดีสำคัญ

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปภารกิจตำรวจ
  • โอนงานเฉพาะทางออกจากตำรวจไปยังหน่วยงานที่เชี่ยวชาญตรงจุด
  • ปรับโครงสร้างภารกิจให้เป็นไปตามหลักสากล
  • เสริมสร้างระบบถ่วงดุลในกระบวนการยุติธรรม
  • โอนภารกิจเฉพาะทาง ออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปยังหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ หรือมีความเกี่ยวข้องกับงานนั้นโดยตรง
  • โอนงานนิติเวชและพิสูจน์หลักฐานให้กระทรวงยุติธรรม
  • โอนงานป้องกันปราบปรามการทุจริต (บก.ปปป.) ให้ ป.ป.ช.
  • โอนงานจราจรให้กรุงเทพมหานคร หรือท้องถิ่น
  • โอนงานตรวจคนเข้าเมืองให้กระทรวงมหาดไทย
  • โอนงานตำรวจตระเวนชายแดนไปสังกัดหน่วยบัญชาการพิทักษ์ชายแดนไทย
  • จัดตั้งหน่วยบัญชาการพิทักษ์ชายแดนไทย ภายใต้กระทรวงมหาดไทย
  • โอนงานเฉพาะทางอื่นๆ (เช่น ปอศ., ปทส., คุ้มครองผู้บริโภค) ให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องโดยตรง (เช่น กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ, สคบ.)
  • ดำเนินการโอนอำนาจหน้าที่และหน่วยงานภายใน สตช. ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบใหม่ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย
  • ร่างพระราชกฤษฎีกา สำหรับการโอนหน่วยงานภายในของ สตช. ไปยังส่วนราชการอื่นที่มีฐานะเป็น กระทรวง ทบวง กรม
  • โอนงานกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ไปยังกระทรวงพาณิชย์
  • โอนงานกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ
  • โอนงานกองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ไปยังกระทรวงคมนาคม
  • ร่างพระราชบัญญัติ สำหรับการโอนหน่วยงานไปสู่การจัดตั้งหน่วยงานใหม่ หรือโอนไปยังองค์กรอิสระ
  • โอนงาน บก.ปปป. ไปยัง ป.ป.ช.
  • โอนงานตำรวจตระเวนชายแดน ไปจัดตั้งหน่วยบัญชาการพิทักษ์ชายแดนไทย
  • ออกระเบียบและแนวทางปฏิบัติเพื่อรองรับการถ่ายโอนบุคลากรและทรัพย์สิน
  • ปรับปรุงตัวชี้วัด (KPIs)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ตำรวจมุ่งเน้นภารกิจหลักด้านป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพสูงสุดตามมาตรฐานสากล
  • เสริมสร้างระบบถ่วงดุลในกระบวนการยุติธรรม
  • ลดโอกาสการใช้อำนาจโดยมิชอบ
  • สร้างความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือในการตรวจพิสูจน์
  • เพิ่มความเป็นอิสระในการตรวจสอบและปราบปรามการคอร์รัปชัน
  • คนในพื้นที่จัดการปัญหาจราจรได้ตรงจุดและรวดเร็วขึ้น
  • ผู้เชี่ยวชาญมุ่งเน้นการบริหารจัดการพลเมืองและการเข้าออกประเทศ
  • ระบบบังคับบัญชาเฉพาะด้านในการจัดการอาชญากรรมข้ามชาติและความมั่นคงชายแดน
  • การป้องกันเหตุร้ายและมาตรวัดความสงบสุขของสังคม ควบคู่ไปกับตัวเลขการจับกุม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ตำรวจ
  • คนในพื้นที่
  • พลเมือง
  • ประชาชน
  • สังคม

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • รากฐานของปัญหาตำรวจไทยมาจาก การรวมศูนย์อำนาจ การบริหาร การแต่งตั้งโยกย้าย และการจัดสรรงบประมาณไว้ที่ส่วนกลางเกือบทั้งหมด
  • การรวมศูนย์อำนาจทำให้ขาดความยืดหยุ่นในการแก้ปัญหาในพื้นที่
  • นโยบายจากส่วนกลางมักไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่แตกต่างกันในแต่ละจังหวัด
  • การแยกตำรวจออกจากกระทรวงมหาดไทย ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดขาดอำนาจในการตรวจสอบควบคุมตำรวจ แม้จะต้องรับผิดชอบการรักษาความสงบเรียบร้อยตามกฎหมายก็ตาม

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปตำรวจ
  • ยกเลิกรวมศูนย์อำนาจส่วนกลาง
  • กระจายการบริหารสู่ตำรวจระดับจังหวัดโดยมีคณะกรรมการท้องถิ่นร่วมตรวจสอบ
  • เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจไปสู่ การกระจายอำนาจไปยังจังหวัด
  • ปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อสร้างตำรวจยุคใหม่ที่มี Service Mind และยึดโยงประชาชน
  • ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจหลัก (ยกเลิก พ.ร.บ. เดิม)
  • เปลี่ยนสำนักงานตำรวจแห่งชาติในรูปแบบปัจจุบันไปเป็น คณะกรรมการนโยบายและการบริหารงานตำรวจ ซึ่งประกอบด้วย 4 ภารกิจหลักภายใต้โครงสร้างการบริหารเดียวกัน โดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
  • กระจายอำนาจสู่ระดับจังหวัด โดยมีคณะกรรมการในจังหวัดทำหน้าที่กำกับดูแลและตรวจสอบ (สำหรับตำรวจส่วนพื้นที่)
  • ดูแลงานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่มีความเฉพาะทางหรือซับซ้อน (สำหรับตำรวจส่วนกลาง)
  • ทำหน้าที่ถ่วงดุลการทำงานของตำรวจส่วนอื่น ๆ (สำหรับตำรวจส่วนกลาง)
  • ตรวจสอบการทำงานของตำรวจด้วยกันเองอย่างเป็นธรรมและเด็ดขาด โดยเป็นเจ้าหน้าที่ที่รับบรรจุมาเพื่อภารกิจนี้โดยเฉพาะ (สำหรับตำรวจส่วนตรวจสอบ)
  • อยู่ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายฯ (สำหรับส่วนบริหารงบประมาณและงานอำนวยการ)
  • บริหารจัดการงานในภาพรวม (สำหรับส่วนบริหารงบประมาณและงานอำนวยการ)
  • ดูแลด้านงบประมาณทั้งหมด (สำหรับส่วนบริหารงบประมาณและงานอำนวยการ)
  • ปฏิรูปสถาบันการศึกษาตำรวจ
  • ยกเลิกระบอบทหาร
  • ปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อลดการขัดเกลาในระบอบทหารที่เน้นการรับคำสั่ง
  • ยกระดับวิชาการ
  • เปลี่ยนรูปแบบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ (สามพราน) ไปสู่การเป็น สถาบันวิชาการตำรวจหรือสถาบันการบังคับใช้กฎหมาย
  • จัดตั้งสถาบันใหม่นี้โดย พ.ร.บ. เฉพาะ
  • ให้สถาบันใหม่นี้อยู่นอกสำนักงานตำรวจแห่งชาติและได้รับความเป็นอิสระทางวิชาการ
  • ยกระดับคุณวุฒิ
  • เปิดหลักสูตรจนถึงระดับปริญญาโทและปริญญาเอก
  • ยกเลิกการแบ่งชั้นยศ
  • กำหนดคุณวุฒิการศึกษาสูงสุดถึงระดับปริญญาเอก
  • จัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูป
  • ตั้งคณะกรรมการที่มีผู้บริหารภาครัฐ, ผู้แทนจากภาคประชาชน, และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำการศึกษาวิจัยและจัดทำแผนงาน
  • คณะกรรมการนี้จะทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบการจัดสรรงบประมาณ, การพัฒนากฎระเบียบ และตรวจสอบประสิทธิภาพของตำรวจในทุกระดับ
  • ตรากฎหมายหลักเพื่อเปลี่ยนโครงสร้าง
  • ยกเลิก พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565
  • เสนอร่างกฎหมายใหม่ คือ พ.ร.บ. คณะกรรมการนโยบายและการบริหารงานตำรวจ พ.ศ. ... เพื่อแยกอำนาจตำรวจออกเป็น 4 ภารกิจหลัก (ตำรวจส่วนพื้นที่, ส่วนกลาง, ส่วนตรวจสอบ, ส่วนบริหาร)
  • พัฒนาระบบฝึกอบรมและสถาบันวิชาการ
  • พัฒนาเนื้อหาการฝึกอบรม
  • ปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้มุ่งเน้นการเข้าใจประชาชน, การให้บริการ, การสร้างจิตสำนึกในการรักษาสิทธิมนุษยชน และการใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงาน
  • จัดตั้งสถาบันวิชาการตำรวจ
  • เปิดหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับระบบไต่สวนและพัฒนาทักษะผู้บริหารหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่นในประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ตำรวจยึดโยงประชาชน
  • เข้าใจปัญหาในพื้นที่อย่างแท้จริงและยั่งยืน
  • ยกระดับมาตรฐานการให้บริการ
  • สร้างความเชื่อมั่นจากประชาชน
  • ทำให้ตำรวจกลับมาเป็นหน่วยงานที่ยึดโยงกับหลักการประชาธิปไตยและการเคารพสิทธิมนุษยชน
  • สร้างตำรวจยุคใหม่ที่มี Service Mind และยึดโยงประชาชน
  • ตำรวจเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน
  • ทำหน้าที่ถ่วงดุลการทำงานของตำรวจส่วนอื่น ๆ
  • ตัดขาดจากการแทรกแซงในระบบผู้บังคับบัญชาแบบเดิม
  • ลดการขัดเกลาในระบอบทหารที่เน้นการรับคำสั่ง
  • ได้รับความเป็นอิสระทางวิชาการ
  • เสริมสร้างความรู้ความสามารถตามหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ตำรวจ
  • ประชาชน
  • คณะกรรมการท้องถิ่น
  • ผู้ว่าราชการจังหวัด
  • ผู้บริหารภาครัฐ
  • ผู้แทนจากภาคประชาชน
  • ผู้เชี่ยวชาญ
  • ผู้บริหารหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่นในประเทศ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระเบียบและข้อกำหนดภายในของศาลยุติธรรมหลายฉบับ ซึ่งมีสถานะเป็นเพียงกฎหมายลำดับรอง กลับเป็นช่องทางให้ผู้บริหารศาลสามารถแทรกแซงการใช้ดุลพินิจโดยอิสระของผู้พิพากษาที่ทำหน้าที่ตัดสินคดีได้

จะทำอะไร (Action)

  • จำกัดขอบเขตการตรวจแก้ร่างคำพิพากษา กำหนดรูปแบบและวิธีการในการตรวจแก้ร่างคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลไว้อย่างชัดเจนใน พ.ร.บ. พระธรรมนูญศาลยุติธรรม โดยให้จำกัดเฉพาะการตรวจสอบในเชิงรูปแบบเท่านั้น คือ การตรวจสอบข้อผิดพลาดในการพิมพ์ การสะกดคำ รูปแบบการให้เหตุผล รวมถึงการอ้างอิงข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย
  • กำหนดเงื่อนไขเเละหลักเกณฑ์ที่เคร่งครัดในการเรียกคืนและโอนสำนวนคดีไว้ใน พ.ร.บ. พระธรรมนูญศาลยุติธรรมให้มีการโอนสำนวนได้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดเท่านั้น เช่น ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนมีพฤติกรรมที่ไม่สุจริตและฝ่าฝืนกฎหมาย
  • แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. พระธรรมนูญศาลยุติธรรมโดยเฉพาะ มาตรา 5 และมาตรา 33 เพื่อจำกัดขอบเขตการตรวจแก้ร่างคำพิพากษาและการเรียกคืนและโอนสำนวนคดี
  • แก้ไขปรับปรุงระเบียบ/ข้อกำหนดภายในของศาล ที่มอบอำนาจแก่ผู้บริหารและกระทบต่อความเป็นอิสระของศาลและผู้พิพากษาโดยตรง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • คืนความเป็นอิสระให้ผู้พิพากษา
  • คุ้มครองความเป็นอิสระของผู้พิพากษา
  • ป้องกันอคติและการครอบงำกระบวนการยุติธรรม
  • จำกัดอำนาจของผู้บริหารศาล
  • การตัดสิน เป็นไปอย่างเที่ยงธรรมและปราศจากอคติ
  • มีการโอนสำนวนได้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดเท่านั้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้พิพากษา
  • ศาล
  • กระบวนการยุติธรรม

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การออกกฎ ระเบียบ และข้อกำหนดภายในที่เกินขอบเขตการจำกัดสิทธิของประชาชนโดยผิดหลักการ
  • กำหนดความผิดโดยกฎหมายลำดับรอง: ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ซึ่งรายละเอียดและพฤติการณ์ที่ถือเป็นความผิดไม่ได้ถูกกำหนดไว้อย่างละเอียดชัดเจนในกฎหมายแม่บท (เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 30-33) แต่กลับถูกกำหนดโดยประกาศหรือระเบียบของแต่ละศาล ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
  • ขาดความเป็นเอกภาพทางกฎหมาย: การกำหนดความผิดและโทษโดยระเบียบภายในศาล ทำให้เกิดความไม่แน่นอนและขาดความเป็นเอกภาพทางกฎหมาย เช่น กรณีประกาศของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดอำนาจศาลในกรณีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชนโดยกฎหมายลำดับรอง

จะทำอะไร (Action)

  • จำกัดการกำหนดความผิด/ความรับผิด ผ่านกฎหมายลำดับชั้นพระราชบัญญัติหรือกฎหมายแม่บทเท่านั้น ไม่อนุญาตให้กฎหมายลำดับรองของศาลมากำหนดความผิดและโทษที่ไม่มีฐานอำนาจชัดเจน
  • กำหนดแนวทางให้การออกกฎ ระเบียบ และข้อบังคับต่าง ๆ ของศาลต้องเป็นไปในระบบเดียวกัน
  • แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.แพ่ง) มาตรา 30 - 33 (ส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจของศาลในการดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดอำนาจศาล) เพื่อกำหนดขอบเขตความผิดให้ชัดเจนในกฎหมายแม่บท
  • ยกเลิกกฎ ระเบียบ และข้อกำหนดภายในของศาล ที่มีเนื้อหาเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างไม่ถูกต้องตามหลักการว่าด้วยการจำกัดสิทธิโดยกฎหมายลำดับชั้นพระราชบัญญัติ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กำหนดขอบเขตความผิดให้ชัดเจนในกฎหมายแม่บท สร้างความแน่นอนทางกฎหมาย
  • คุ้มครองเสรีภาพตามหลักนิติธรรม
  • มีความเป็นเอกภาพและมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความล่าช้าและสิ้นเปลืองทรัพยากร: ในการพิจารณาคดี โดยเฉพาะการสืบพยาน ผู้พิพากษายังคงต้อง บันทึกคำเบิกความพยานด้วยการสรุปความ และบันทึกเสียงไว้ หลังจากนั้นต้องให้พยานตรวจสอบและลงลายมือชื่อรับรองอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นการ สิ้นเปลืองเวลาและทรัพยากร เป็นอย่างมาก
  • ความเสี่ยงในการคลาดเคลื่อนของข้อมูล: การบันทึกคำเบิกความโดยการสรุปความของผู้พิพากษา อาจเกิดข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อน ของข้อมูลที่ไม่ตรงกับคำเบิกความจริงของพยานได้

จะทำอะไร (Action)

  • ตราพระราชบัญญัติเฉพาะ เพื่อใช้เป็น กฎหมายกลาง ในการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศ มาปรับใช้ในกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ
  • ปฏิรูปการทำงานของศาลสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ
  • แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายโดยให้มีการเสนอคดีต่อศาลผ่านระบบ e-Filing เป็นหลัก (Digital-First) และให้การใช้กระดาษเป็นเพียงข้อยกเว้นเท่านั้น
  • กำหนดให้ฝ่ายบริหาร (เช่น กระทรวงที่เกี่ยวข้องด้านเทคโนโลยี) เป็นผู้จัดทำและสนับสนุนระบบ e-Filing แทนฝ่ายตุลาการ
  • นำระบบ e-Hearing รวมถึงเทคโนโลยี Speech-to-Text (Live Transcription) หรือการถอดเสียงแบบทันท่วงที มาปรับใช้ในกระบวนการสืบพยาน
  • นำคำพิพากษาฉบับเต็มเข้าสู่ระบบ Public Online Database สร้างความโปร่งใสด้วยฐานข้อมูลออนไลน์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กระบวนการยุติธรรมสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส
  • พลเมือง มีความสะดวก
  • การพัฒนาระบบมีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานสากล
  • ผู้พิพากษาไม่ต้องเสียเวลาบันทึกคำเบิกความด้วยการสรุปความ
  • ลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูล
  • เพิ่มความรวดเร็วในการพิจารณาคดี
  • สาธารณชนสามารถเข้าถึงคำพิพากษาได้
  • สร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในกระบวนการตัดสินคดีของศาล
  • ส่งเสริมการวิจัยทางกฎหมาย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • พลเมือง
  • ผู้พิพากษา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การศึกษาในเรือนจำไม่ทั่วถึงและจำกัด
  • ระบบการศึกษาในเรือนจำปัจจุบันจำกัดอยู่เฉพาะหลักสูตรพื้นฐาน หรือโครงการเฉพาะจากสถาบันบางแห่ง (เช่น กศน. หรือมหาวิทยาลัยบางแห่ง) เท่านั้น ทำให้ผู้ต้องขังจำนวนมาก ขาดโอกาสในการพัฒนาทักษะอาชีพ หรือเรียนต่อในสาขาใหม่ ๆ อย่างทั่วถึง
  • ทักษะผู้ต้องขังไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงานยุคใหม่
  • ผู้ต้องขังที่ขาดโอกาสในการเรียนรู้ทักษะเหล่านี้มักประสบปัญหา ไม่สามารถหางานได้เมื่อพ้นโทษ หรือมีโอกาสกลับไปอยู่ในวงจรเดิม นำไปสู่การ “กระทำผิดซ้ำ” สูง

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างห้องเรียนออนไลน์เพื่อคืนคนสู่สังคมในเรือนจำทุกแห่ง
  • จัดซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์) ของส่วนกลางในแต่ละเรือนจำให้เพียงพอ
  • ระบบการเรียนออนไลน์ต้องปลอดภัย โดยไม่เปิดให้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตภายนอก เพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและการควบคุม
  • แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 43 (สิทธิในการได้รับการศึกษา) โดยเพิ่มข้อความ “การเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่”
  • จัดทำ แพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ของประเทศ ที่เชื่อมต่อระบบ e-Learning ของกรมราชทัณฑ์ (ซึ่งมีระบบความปลอดภัย) เข้ากับ Thai MOOC ภายใต้กระทรวง อว. เพื่อให้ผู้ต้องขังเข้าถึงหลักสูตรจากมหาวิทยาลัย และ กศน. ที่หลากหลายขึ้น
  • จัดให้มีแพลตฟอร์มออนไลน์ และออกแบบหลักสูตรร่วมกับเครือข่ายสถาบันการศึกษา รวมถึงออกใบรับรอง โดย Thai MOOC สังกัด กระทรวง อว.
  • พัฒนาและรับรองการเรียนเพื่อ เทียบโอนผลการเรียนสู่การจ้างงานจริง โดย สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ
  • จัดทำ ระบบล็อกอินเฉพาะรายบุคคล เพื่อเก็บข้อมูลการเรียนรู้ของผู้ต้องขังแบบต่อเนื่อง
  • ยกระดับระบบ e-Learning เดิมให้สามารถรองรับวิดีโอสตรีมมิ่ง, การทดสอบออนไลน์ และระบบสะสมผลการเรียน (Credit Bank) เป็นต้น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้ต้องขัง เข้าถึงหลักสูตรมหาวิทยาลัยและทักษะดิจิทัล
  • ยกระดับความรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคปัจจุบัน
  • ส่งเสริมการลดการกระทำผิดซ้ำ
  • ผู้ต้องขังมี ทางเลือกใหม่ ๆ ในการดำเนินชีวิตเมื่อกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพ
  • ผู้ต้องขัง เข้าถึงหลักสูตรจากมหาวิทยาลัย และ กศน. ที่หลากหลายขึ้น
  • เรือนจำสามารถใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
  • ผลการเรียน เทียบโอนสู่การจ้างงานจริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ต้องขัง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ขาดการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน: หน่วยงานหลักในกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ, อัยการ, ศาล, และกรมราชทัณฑ์) ต่างมีระบบฐานข้อมูลของตนเองที่แยกออกจากกัน ทำให้ไม่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ไม่สามารถติดตามเส้นทางผู้กระทำผิดได้ครบวงจร: เนื่องจากข้อมูลไม่เชื่อมต่อกัน ภาครัฐจึงขาดเครื่องมือในการติดตามเส้นทางของผู้กระทำผิด ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่กระบวนการจนถึงวันที่พ้นโทษและกลับคืนสู่สังคม
  • ขาดข้อมูลเพื่อการป้องกัน: การขาดฐานข้อมูลที่บูรณาการกัน ทำให้ไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์เพียงพอในการออกแบบมาตรการเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ
  • ปัญหาข้อมูลแยกส่วนภายในกรมราชทัณฑ์: แม้แต่ในหน่วยงานเดียวอย่างกรมราชทัณฑ์ ยังมีระบบฐานข้อมูลย่อยถึง 17 ระบบ ที่ไม่เชื่อมโยงกันเอง ทำให้การเห็นภาพรวมของผู้ต้องขังทำได้ยาก
  • อุปสรรคต่อการคืนคนดีสู่สังคม: ความไม่เป็นเอกภาพของข้อมูลส่งผลโดยตรงต่อการวิเคราะห์ ประเมิน และการพัฒนาระบบราชทัณฑ์เพื่อลดการกระทำผิดซ้ำอย่างเป็นระบบ

จะทำอะไร (Action)

  • การดำเนินการจะเน้นที่การบูรณาการข้อมูล (Integration) การสร้างโปรไฟล์ (Profiling) และการจับคู่ (Matching)
  • จัดตั้ง "ระบบฐานข้อมูลกลางกรมราชทัณฑ์" เพื่อบูรณาการข้อมูลทั้งหมดของผู้ต้องขังในแต่ละเรือนจำเข้าด้วยกัน
  • รวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกหน่วยงานภายในกรมราชทัณฑ์ เรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศไว้ในฐานข้อมูลเดียว
  • จัดทำโปรไฟล์ดิจิทัลผู้ต้องขังรายบุคคลเพื่อวิเคราะห์ความต้องการฟื้นฟูเฉพาะด้าน ทั้งประวัติคดี สุขภาพ พฤติกรรมในเรือนจำ ไปจนถึงข้อมูลการศึกษา, การฝึกอาชีพ และหลักสูตรฟื้นฟูพฤตินิสัยที่เข้าร่วม เพื่อเตรียมความพร้อมคืนคนสู่สังคม
  • วิเคราะห์และประเมินความต้องการฟื้นฟูเฉพาะบุคคล
  • เชื่อมข้อมูลทักษะและหลักสูตรที่ผู้ต้องขังผ่าน กับระบบจัดหางานของกระทรวงแรงงาน
  • จัดเก็บใบรับรองดิจิทัล: สำหรับหลักสูตรฝึกอาชีพ และการเรียนในเรือนจำ เพื่อใช้ยืนยันทักษะเมื่อสมัครงาน
  • จัดให้มีระบบติดตามและประเมินผลการฟื้นฟูผู้ต้องขังอย่างต่อเนื่องหลังพ้นโทษ
  • ติดตามสถานะของผู้พ้นโทษ: เช่น การมีงานทำ, การมีที่อยู่อาศัย, การกระทำผิดซ้ำ
  • บูรณาการข้อมูลร่วมกับกรมคุมประพฤติและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดการกระทำผิดซ้ำ
  • ผู้ต้องขัง สามารถคืนสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมีคุณภาพ
  • ลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ
  • อำนวยความสะดวกในการหางาน
  • ได้ ประเมินประสิทธิผลของการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ต้องขัง
  • ผู้พ้นโทษ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความกังวลหลักของผู้ต้องขังเมื่อพ้นโทษคือการขาดโอกาสทางอาชีพและการเงิน ซึ่งอาจนำไปสู่การกระทำผิดซ้ำและกลับเข้าสู่วงจรเดิม
  • รัฐยังคงต้องแบกรับภาระงบประมาณในการบริหารจัดการเรือนจำต่อไป
  • กฎหมายไม่ครอบคลุมการฝึกอบรม: บทบัญญัติเดิม ยังไม่ครอบคลุมการฝึกอบรมอาชีพแก่ผู้ต้องขังที่ยังอยู่ในเรือนจำ ทำให้ผู้ต้องขังขาดการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัว
  • ปัญหาการบังคับใช้จริง: บุคลากรและเจ้าหน้าที่สรรพากรในแต่ละพื้นที่ ขาดความรู้ความเข้าใจในบทบัญญัติของกฎหมายฉบับนี้ ส่งผลให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จริงตามกฎหมาย
  • ขาดแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ: เมื่อนิติบุคคลไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ที่ชัดเจนและปฏิบัติได้จริง จึง ขาดแรงจูงใจ ในการเข้ามาฝึกอบรมอาชีพ ฝึกงาน และจ้างงานผู้ต้องขัง/ผู้พ้นโทษอย่างต่อเนื่อง

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนร่วม "คืนคนสู่สังคม" ผ่านมาตรการภาษีและเงินอุดหนุนจ้างงาน
  • พรรคประชาชนจะสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจแก่ภาคเอกชน บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้เข้ามาฝึกอบรมอาชีพ ฝึกงาน และจ้างงานผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษ
  • ให้สิทธิในการลงรายจ่ายทางภาษีได้ 2 เท่า (สำหรับนิติบุคคล) หากมีการฝึกอบรมอาชีพให้กับ ผู้ต้องขัง (ที่อยู่ในเรือนจำ) ไม่น้อยกว่า 120 ชั่วโมง/ปี
  • รัฐจะอุดหนุนเงินเดือนให้ครึ่งหนึ่ง โดยสูงสุดไม่เกิน 8,000 บาท/เดือน ให้กับการจ้างผู้พ้นโทษ
  • ปรับปรุงพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 774) พ.ศ. 2566
  • ขยายขอบเขตสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับนิติบุคคลให้ครอบคลุมเงื่อนไขตามกรณีข้างต้น
  • กรมสรรพากรออกหนังสือไปยังสำนักงานสรรพากรในทุกพื้นที่ เพื่อให้ข้อมูลและกำชับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้ปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาฉบับปรับปรุงใหม่อย่างถูกต้อง
  • กรมราชทัณฑ์จัดทำระบบเก็บข้อมูลชั่วโมงการฝึกอบรมอาชีพของนิติบุคคล ให้แก่ผู้ต้องขัง
  • กรมราชทัณฑ์รับรองเอกสาร สำหรับให้นิติบุคคลสามารถใช้สิทธิประโยชน์มาตรการภาษีกับสำนักงานสรรพากรในแต่ละพื้นที่ได้
  • กรมราชทัณฑ์ จัดทำกฎหมายอนุบัญญัติ เพื่อรับรองสิทธิประโยชน์มาตรการภาษีสำหรับนิติบุคคล
  • กรมราชทัณฑ์ กำหนดหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้ต้องขังที่สอดคล้องกับเงื่อนไขข้างต้น
  • กรมราชทัณฑ์ ทำ MOU ร่วมกับภาคเอกชน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้พ้นโทษมีรายได้เลี้ยงชีพ
  • ผู้พ้นโทษ ไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำ / ลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ
  • รัฐ ไม่ต้องแบกรับภาระงบประมาณในการบริหารจัดการเรือนจำต่อไป
  • บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
  • ผู้พ้นโทษได้รับการจ้างงาน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้พ้นโทษ
  • นายจ้าง
  • บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
  • ผู้ต้องขัง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การดำเนินงานด้านราชทัณฑ์ในปัจจุบันขาดการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนอื่นในสังคม
  • นโยบายขาดความโปร่งใสและไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการคืนคนสู่สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เรือนจำเป็นสถานที่คุมขังที่มีความเสี่ยงสูงเรื่องการกระทำทรมาน และการละเมิดสิทธิมนุษยชน
  • เรือนจำไม่ได้รับการตรวจสอบจากองค์กรภายนอกอย่างสม่ำเสมอ
  • ในการเข้าตรวจมักต้องมีการแจ้งล่วงหน้า ทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการ "ผักชีโรยหน้า" หรือการเตรียมการให้เรือนจำอยู่ในสภาพที่ดีเพียงชั่วคราว ก่อนมีการเข้าตรวจเยี่ยมตามวันเวลาที่กำหนด
  • กลไกการร้องเรียนของเรือนจำ มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้ร้องเรียน ขาดความเป็นอิสระ และไม่สามารถติดตามสถานะของเรื่องร้องเรียนได้
  • ไม่สามารถแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาระบบราชทัณฑ์เพื่อดูแลสิทธิของผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่ได้อย่างตรงจุด

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างกลไกตรวจสอบเรือนจำที่โปร่งใส เป็นอิสระ
  • เสนอให้มีการตรวจเยี่ยมเรือนจำโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า
  • ลงนามเป็นภาคี พิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานฯ (Optional Protocol to the Convention against Torture : OPCAT)
  • จัดตั้งกลไกป้องกันการทรมานระดับชาติ (National Preventive Mechanism : NPM)
  • คณะกรรมการว่าด้วยการป้องกันการทรมาน (SPT) สามารถเข้าตรวจเยี่ยมสถานที่คุมขังทุกประเภทในประเทศไทยได้
  • คณะกรรมการ SPT จะจัดทำ ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อให้ประเทศไทยนำไปยกระดับมาตรฐานสถานที่คุมขัง
  • NPM จะเป็น องค์กรอิสระ
  • NPM สามารถเข้าตรวจเยี่ยมสถานที่คุมขังได้ โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า หรือแจ้งเป็นช่วงเวลากว้าง ๆ (semi-announced)
  • NPM มีอำนาจในการ เข้าถึงข้อมูล เอกสาร รวมถึง การสัมภาษณ์บุคคล (ผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่) หรือแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
  • NPM นำข้อมูลที่ได้มาใช้เป็น ข้อเสนอในการปรับปรุง สถานที่คุมขังและระบบราชทัณฑ์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เรือนจำโปร่งใส
  • สิทธิของผู้ต้องขังและสวัสดิภาพของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม
  • ป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน การทรมาน หรือการกระทำที่ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  • ผู้ตรวจเยี่ยมเห็นถึงสภาพเรือนจำและคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้โดยแท้จริง
  • คุณภาพชีวิตได้รับการดูแลตามมาตรฐานสากลและหลักสิทธิมนุษยชน
  • มาตรฐานสถานที่คุมขังให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานสากล
  • แสดง เจตจำนงทางการเมือง ที่จะป้องกันการกระทำทรมาน
  • ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีโลกด้านสิทธิมนุษยชน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ต้องขัง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การเลือกปฏิบัติเชิงโครงสร้าง
  • ประชาชนบางกลุ่มถูกปฏิเสธโอกาสในการทำงาน
  • ถูกกีดกันจากบริการสาธารณะ
  • ถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในชีวิตประจำวัน
  • กฎหมายกระจัดกระจาย
  • ขาดบรรทัดฐานที่ชัดเจน ยังไม่มีกลไกกลางที่ทำหน้าที่วินิจฉัยอย่างเป็นระบบว่า "การกระทำใดเข้าข่ายการเลือกปฏิบัติ"
  • ขาดมาตรการเยียวยา

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ
  • จัดตั้ง คณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติ เพื่อ วินิจฉัยว่าการกระทำใดที่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ และ เป็นผู้แทนของบุคคลผู้ถูกเลือกปฏิบัติในการดำเนินคดีตามกฎหมาย
  • กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเป็นหน่วยงานเลขานุการ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • คุ้มครองสิทธิให้ครอบคลุมและเป็นระบบ
  • คำวินิจฉัยของคณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติมีผลผูกพันตามกฎหมาย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • แก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้เป็นประชาธิปไตย
  • อํานวยการให้ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐ เป็นไปด้วย ความยุติธรรม เสมอภาค

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สิทธิเสรีภาพของประชาชน
  • ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  • ความผาสุกของประชาชน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • กฎหมายที่ไม่จําเป็น ไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชน
  • กฎหมายที่บัญญัติขึ้นในขณะที่ประเทศไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย
  • ระบบที่ให้อำนาจคณะกรรมการในการใช้ดุลพินิจพิจารณาอนุญาต อนุมัติ หรือสั่งการ ซึ่งเป็นต้นเหตุหนึ่งของความไม่เป็นธรรมและเป็นช่องทางในการทุจริต
  • ประชาชน ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในทางอาญา
  • การแทรกแซงที่ไม่เป็นธรรม (ในการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง)
  • การตายที่เกิดจากการวิสามัญฆาตกรรม หรือ การตายที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ (ซึ่งยังขาดกระบวนการสอบสวนที่เป็นกลางและรวดเร็ว)
  • ผู้ต้องขังแออัดและสุขอนามัยขัดหลักสิทธิมนุษยชน
  • ปฏิบัติต่อผู้ต้องหาหรือจำเลยก่อนคำพิพากษาคดีถึงที่สุด...เหมือนนักโทษเด็ดขาด (ซึ่งถือว่ายังไม่ใช่ผู้กระทำผิด)

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดันให้มีการยกเลิกและปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่ไม่จําเป็น ไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชน
  • มีการบัญญัติหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับระบบอนุญาตไว้ในกฎหมาย
  • ยกเลิกระบบที่ให้อำนาจคณะกรรมการในการใช้ดุลพินิจพิจารณาอนุญาต อนุมัติ หรือสั่งการ
  • ส่งเสริมให้ทนายความ นักกฎหมาย และนักวิชาการ รวมทั้งสถาบันการศึกษา ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง
  • การร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่ต้องให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีส่วนร่วม
  • มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและให้นำผลการรับฟังความคิดเห็นมาแสดงให้สาธารณะ ได้ทราบและมีสิทธิโต้แย้งคัดค้านได้ด้วย
  • จัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคที่เป็นอิสระในจำนวนที่เหมาะสม ซึ่งมาจากการเลือกกันเองของบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และหลากหลายอาชีพ
  • ส่งเสริมให้มีหน่วยงานคณะกรรมการกฤษฎีกาประจำจังหวัดหรือท้องถิ่นบางแห่งที่มีความจำเป็น
  • ปฏิรูปองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ (ให้มีที่มาจากตัวแทนสหวิชาชีพและมีความยึดโยงกับประชาชน ตลอดจนมีกลไกในการตรวจสอบและถ่วงดุลคำสั่งหรือคำพิพากษา)
  • ปรับปรุงและพัฒนากระบวนการยุติธรรม ได้แก่ งานตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ กรมบังคับคดี และกระทรวงยุติธรรม รวมถึงหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่นๆ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมและมีการตรวจสอบถ่วงดุล
  • มีการช่วยเหลือประชาชน ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในทางอาญาเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิพื้นฐานในกระบวนพิจารณา เช่น สิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราว
  • ขั้นตอนการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือองค์กรที่มีหน้าที่สอบสวนในทางอาญา ต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานและมาตรฐานการสอบสวน
  • กระทำ (การสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง) ในรูปขององค์คณะเพื่อป้องกันการแทรกแซงที่ไม่เป็นธรรมและให้ถือมติเสียงข้างมากในการ มีความเห็นทางคดี
  • มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ศาลเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางและต้องไม่ใช่หน่วยงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำให้ตาย ร่วมเป็นผู้สอบสวนสาเหตุการตายที่เกิดจากการวิสามัญฆาตกรรม หรือ การตายที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ
  • ดำเนินการไต่สวนอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม (สำหรับสาเหตุการตายที่เกิดจากการวิสามัญฆาตกรรม หรือ การตายที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ)
  • ปฏิรูประบบราชทัณฑ์
  • ปฏิบัติต่อผู้ต้องหาหรือจำเลยก่อนคำพิพากษาคดีถึงที่สุดตามรัฐธรรมนูญซึ่งถือว่ายังไม่ใช่ผู้กระทำผิด จะปฏิบัติเหมือนนักโทษเด็ดขาดไม่ได้
  • ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีด้านการจัดการข้อมูล ได้แก่ ระบบข้อมูลขนาดใหญ่ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง ระบบคลาวด์ และปัญญาประดิษฐ์ มาใช้ในงานด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
  • ตรวจสอบทบทวนสัญญา รวบรวม คัดกรองข้อมูลเกี่ยวกับคดี รวมถึงการใช้คลังข้อมูลที่จัดเก็บในรูปแบบที่สามารถนำไปวิเคราะห์ช่วยเหลือประชาชนด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ไม่ให้กฎหมายที่ไม่จําเป็นเป็นภาระแก่ประชาชน
  • ประชาชนได้รับ ความช่วยเหลือทางกฎหมายอย่างทั่วถึง
  • ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีส่วนร่วม (ในการร่างกฎหมาย)
  • สาธารณะ ได้ทราบและมีสิทธิโต้แย้งคัดค้านได้ด้วย (ผลการรับฟังความคิดเห็น)
  • มีองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคที่เป็นอิสระ
  • มีหน่วยงานคณะกรรมการกฤษฎีกาประจำจังหวัดหรือท้องถิ่นบางแห่งที่มีความจำเป็น
  • องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ มีที่มาจากตัวแทนสหวิชาชีพและมีความยึดโยงกับประชาชน
  • มีกลไกในการตรวจสอบและถ่วงดุลคำสั่งหรือคำพิพากษา (จากองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ)
  • เป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ (จากการพัฒนากระบวนการยุติธรรม)
  • ประชาชน ได้มาซึ่งสิทธิพื้นฐานในกระบวนพิจารณา เช่น สิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราว
  • ป้องกันการแทรกแซงที่ไม่เป็นธรรม (ในกระบวนการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง)
  • ศาลเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางและต้องไม่ใช่หน่วยงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำให้ตาย ร่วมเป็นผู้สอบสวนสาเหตุการตาย
  • ปฏิบัติต่อผู้ต้องหาหรือจำเลยก่อนคำพิพากษาคดีถึงที่สุดตามรัฐธรรมนูญซึ่งถือว่ายังไม่ใช่ผู้กระทำผิด
  • อำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน (โดยใช้เทคโนโลยี)
  • ป้องกันการละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคล (โดยใช้เทคโนโลยี)
  • สนับสนุนการดำเนินการ การตรวจสอบถ่วงดุลเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม และผู้บังคับใช้กฎหมายอื่น (โดยใช้เทคโนโลยี)
  • ประชาชนได้รับบริการด้านกฎหมายอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม (โดยใช้เทคโนโลยีและคลังข้อมูล)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้ต้องขัง
  • ผู้ต้องหาหรือจำเลยก่อนคำพิพากษาคดีถึงที่สุด

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • กฎหมาย PDPA ใช้แบบ “ห้ามก่อน” ทำรัฐทำงานช้า
  • หน่วยงานรัฐไม่สามารถเชื่อมโยงหรือใช้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการบริการประชาชนและความปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การช่วยเหลือ การกำหนดนโยบาย และการป้องกันความเสี่ยงล่าช้า
  • ประชาชนเสียสิทธิ แต่ฟ้องร้องยาก
  • เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลถูกละเมิด ผู้เสียหายต้องเผชิญขั้นตอนทางกฎหมายที่ซับซ้อน ค่าใช้จ่ายสูง และเข้าถึงความยุติธรรมได้ยาก
  • เศรษฐกิจดิจิทัลและ SMEs ถูกจำกัด
  • การเข้าถึงและใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนานวัตกรรม ธุรกิจ และบริการใหม่ทำได้ยาก แม้เป็นข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือไม่ระบุตัวตน

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับ PDPA จากกฎหมายเชิง “ปิดและห้าม” เป็นกฎหมายที่ คุ้มครองสิทธิ + ใช้ข้อมูลเพื่อสาธารณะได้อย่างปลอดภัย
  • ปรับปรุง PDPA ให้สามารถใช้และเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อความปลอดภัย การบริการสาธารณะ และนโยบายสาธารณะ ภายใต้เงื่อนไขที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ และไม่ละเมิดสิทธิ
  • จัดให้มี Data Trust หรือ Data Intermediary ทำหน้าที่เป็นตัวกลางกำกับการแลกเปลี่ยนข้อมูล
  • กำหนดให้คดีเกี่ยวกับ PDPA ดำเนินการในลักษณะเดียวกับคดีผู้บริโภค
  • เปิดช่องให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถฟ้องร้องได้โดยวาจา
  • เปิดช่องให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถฟ้องร้องได้ผ่านระบบ e-Filing ของศาลยุติธรรม
  • คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างจริงจัง ควบคู่กับการใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ความปลอดภัย และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สามารถใช้และเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อความปลอดภัย การบริการสาธารณะ และนโยบายสาธารณะ ภายใต้เงื่อนไขที่ชัดเจน และตรวจสอบได้ และไม่ละเมิดสิทธิ
  • ข้อมูลถูกกฎหมาย ปลอดภัย และเคารพสิทธิส่วนบุคคล
  • ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้รวดเร็ว
  • ลดภาระค่าใช้จ่ายและขั้นตอนผู้ได้รับผลกระทบ
  • สร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัยและนวัตกรรม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เศรษฐกิจดิจิทัล
  • SMEs
  • ผู้ได้รับผลกระทบ PDPA

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 76) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 76) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • องค์กรตรวจสอบขาดความยึดโยงกับประชาชน: ที่มาและกระบวนการแต่งตั้งขององค์กรอิสระจำนวนมากไม่สะท้อนเจตจำนงของประชาชน ทำให้ความชอบธรรมและความไว้วางใจลดลง
  • ระบบถ่วงดุลไม่ทำงานอย่างแท้จริง: โครงสร้างวุฒิสภาและองค์กรอิสระบางส่วนมีความซ้ำซ้อนกับฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แต่กลับไม่สามารถตรวจสอบถ่วงดุลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความเสี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน: กติกาหลังพ้นตำแหน่งของผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในองค์กรตรวจสอบยังสั้นเกินไป เปิดช่องให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์และบ่อนทำลายความเป็นอิสระของระบบ

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับรื้อโครงสร้างองค์กรตรวจสอบการทุจริต และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • ปฏิรูปเชิงโครงสร้างผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • ปรับที่มาวุฒิสภา: แก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ
  • เพิ่มความยึดโยงกับประชาชน: ปรับที่มาขององค์กรอิสระ โดยเปิดช่องให้ประชาชนมีสิทธิ ยับยั้งการเสนอชื่อ และ ถอดถอน คณะกรรมการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
  • ปิดช่องผลประโยชน์ทับซ้อน: ขยายระยะเวลา ห้ามดำรงตำแหน่ง กรรมการ ที่ปรึกษา หรือพนักงานในหน่วยงานรัฐและเอกชน เป็น 5 ปีหลังพ้นตำแหน่ง จากเดิม 2 ปี สำหรับคณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงขององค์กรตรวจสอบ
  • เสริมความเป็นอิสระเชิงระบบ: ปรับกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้อง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ฟื้นฟูความน่าเชื่อถือของระบบตรวจสอบ
  • ความชอบธรรมและความไว้วางใจ ไม่ลดลง
  • ระบบถ่วงดุล ทำงานอย่างแท้จริง และ ตรวจสอบถ่วงดุลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความเสี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน ลดลง (ปิดช่อง)
  • ความเป็นอิสระของระบบ ไม่ถูกบ่อนทำลาย
  • วุฒิสภา เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง
  • วุฒิสภา ไม่มีบทบาทซ้ำซ้อนกับสภาผู้แทนราษฎร
  • องค์กรอิสระ ตรวจสอบได้มากขึ้น
  • ประชาชน มีสิทธิ ยับยั้งการเสนอชื่อ และ ถอดถอน คณะกรรมการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
  • ระยะเวลา ห้ามดำรงตำแหน่ง เพิ่มขึ้น เป็น 5 ปีหลังพ้นตำแหน่ง (จากเดิม 2 ปี)
  • การทำงานขององค์กรอิสระมีมาตรฐานความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่ถูกครอบงำจากอำนาจทางการเมืองหรือผลประโยชน์อื่น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • องค์กรตรวจสอบการทุจริต และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
  • ประชาชน
  • วุฒิสภา
  • ปวงชนชาวไทย
  • คณะกรรมการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
  • คณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงขององค์กรตรวจสอบ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • การดำเนินการเป็นการเร่งด่วน
  • ผลลัพธ์ (การห้ามดำรงตำแหน่ง) เกิด 5 ปีหลังพ้นตำแหน่ง

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 65) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 65) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ผู้เสียหาย*(จากความรุนแรงต่อเด็กและสตรี)*เข้าถึงความยุติธรรมยากและล่าช้า: ผู้เสียหายต้องเดินทางไปสถานีตำรวจ เผชิญขั้นตอนซับซ้อน ทำให้หลายกรณีไม่กล้าแจ้งความหรือแจ้งล่าช้า
  • บาดแผลซ้ำจากกระบวนการสอบสวน: การต้องเล่าเหตุการณ์ซ้ำหลายครั้งสร้างความกระทบกระเทือนทางจิตใจ โดยเฉพาะคดีความรุนแรงทางเพศและทำร้ายเด็ก
  • การคุ้มครองและการติดตามคดีไม่ทั่วถึง: การประสานงานหลายหน่วยงานไม่ราบรื่น ทำให้ผู้เสียหายเข้าถึงความช่วยเหลือและความยุติธรรมไม่เท่าเทียม

จะทำอะไร (Action)

  • แพลตฟอร์ม My Police: ให้ผู้เสียหายร้องเรียนได้ มีระบบให้คำแนะนำ บันทึกคำให้การ และจัดหมวดหมู่คดี พร้อมตั้งค่าเร่งด่วนสำหรับคดีความรุนแรง
  • ใช้ระบบบันทึกคำให้การแบบครั้งเดียว
  • มีระบบติดตามคดีเชื่อมโยงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • เสริมกำลังบุคลากรหญิงในกระบวนการสอบสวน
  • ปรับโทษให้เหมาะสมกับความรุนแรงของคดี

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดความรุนแรงต่อเด็ก และสตรี
  • กระบวนการยุติธรรมปลอดภัย รวดเร็ว และยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง
  • ผู้เสียหายร้องเรียนได้ทันที ไม่ต้องไปสถานีตำรวจ
  • ลดการเล่าเรื่องซ้ำ และลดการกระทบกระเทือนทางจิตใจของผู้ร้องทุกข์
  • ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความยุติธรรม
  • สร้างความไว้วางใจและความปลอดภัยแก่ผู้เสียหาย
  • ยับยั้งอาชญากรรม และคุ้มครองผู้เสียหายอย่างจริงจัง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เด็ก
  • สตรี
  • ผู้เสียหาย
  • ผู้ร้องทุกข์

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 52) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 52) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • นโยบายและงบประมาณไม่สะท้อนความแตกต่างระหว่างเพศ: การออกแบบนโยบายและการจัดสรรงบประมาณจำนวนมากยังใช้กรอบกลางเดียว ทำให้ความต้องการเฉพาะของแต่ละเพศไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเป็นธรรม
  • ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างมองไม่เห็น: การขาดข้อมูลที่จำแนกตามเพศ ทำให้ปัญหาค่าจ้าง โอกาสก้าวหน้า และการเข้าถึงบริการสาธารณะไม่ถูกวิเคราะห์และแก้ไขอย่างตรงจุด
  • คนข้ามเพศขาดการรับรองทางกฎหมาย: การไม่มีเอกสารยืนยันเพศสภาพทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเลือกปฏิบัติ ความรุนแรง และอุปสรรคในการเข้าถึงบริการพื้นฐาน

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับระบบนโยบายของรัฐให้ใช้ “มุมมองความเท่าเทียมทางเพศ” เป็นกลไกหลักในการตัดสินใจ
  • ตั้งเจ้าหน้าที่ด้านความเสมอภาคระหว่างเพศ (CGO): ให้หน่วยงานมี Chief Gender Officer ทำหน้าที่วิเคราะห์นโยบาย แผนงาน และโครงการด้วย Gender Lens และเสนอแนวทางปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณให้เป็นธรรม
  • จัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงความเท่าเทียมทางเพศ
  • บังคับใช้ Gender-Responsive Budgeting
  • พัฒนาฐานข้อมูลจำแนกตามเพศ โดยจัดเก็บ Sex-Disaggregated Data ในมิติต่าง ๆ เช่น การจ้างงาน ค่าจ้าง ความก้าวหน้า และการเข้าถึงสวัสดิการ
  • รับรองเพศสภาพตามกฎหมาย (GRC) โดยจัดให้มี Gender Recognition Certificate สำหรับคนข้ามเพศ
  • จัดให้มีคณะกรรมการรับรองเพศสภาพแบบสหวิชาชีพ โดยให้แพทย์ นักจิตวิทยา นักกฎหมาย และผู้แทนสิทธิมนุษยชนร่วมกันกลั่นกรองและออกเอกสารยืนยันเพศสภาพอย่างรอบคอบและเป็นธรรม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ความต้องการเฉพาะของแต่ละเพศได้รับการตอบสนองอย่างเป็นธรรม
  • ปัญหาค่าจ้าง โอกาสก้าวหน้า และการเข้าถึงบริการสาธารณะถูกวิเคราะห์และแก้ไขอย่างตรงจุด
  • ปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างถูกแก้ไขอย่างเป็นระบบ
  • การจัดสรรงบประมาณเป็นธรรม
  • การจัดสรรทรัพยากรของรัฐสะท้อนความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละเพศ
  • ความเสี่ยงจากความรุนแรงหรือการเลือกปฏิบัติลดลง
  • ลดอุปสรรคในการเข้าถึงบริการพื้นฐาน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนข้ามเพศ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 51) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 51) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ร้องเรียนยาก คดีล่าช้า: ผู้บริโภคที่ถูกเอาเปรียบต้องร้องเรียนรายบุคคล ใช้เวลานาน ค่าใช้จ่ายสูง และเสียเปรียบเมื่อต้องต่อสู้กับธุรกิจขนาดใหญ่
  • ความเสียหายชัด แต่แก้ไม่ได้ทันที: กรณีของปลอม ไม่ส่งของ หรือหลักฐานชัดเจน ยังต้องรอขั้นตอนหลายหน่วยงาน ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับการเยียวยาอย่างทันท่วงที
  • เสี่ยงอันตรายจากบริการความงาม: ผู้บริโภคไม่สามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าแพทย์เป็นแพทย์จริงหรือไม่ และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้รับการรับรองหรือไม่ ส่งผลต่อความปลอดภัยโดยตรง

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับ สคบ. ให้เป็นกลไกคุ้มครองผู้บริโภคเชิงรุก ด้วยระบบดิจิทัลและอำนาจที่ใช้ได้จริง
  • ฟ้องคดีผู้บริโภคแบบกลุ่มอัตโนมัติ ใช้ระบบ AI คัดกรองและจับคู่ผู้เสียหาย (Group Matching) เมื่อพบการร้องเรียนในสินค้า/บริการเดียวกันจำนวนมาก
  • ให้อำนาจ สคบ. ออกคำสั่งทางปกครองเพื่อสั่งปรับหรือสั่งคืนเงินได้ทันทีในกรณีหลักฐานชัดเจน โดยไม่ต้องรอกระบวนการตำรวจหรือศาล
  • บังคับให้ผู้ให้บริการด้านสุขภาพและความงามมีระบบยืนยันตัวตนแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ผู้บริโภคตรวจสอบแพทย์ ผู้ให้บริการ และผลิตภัณฑ์ได้ก่อนตัดสินใจ
  • สร้างระบบตรวจสอบเชื่อมตรงกับฐานข้อมูลของ อย. และแพทยสภา

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดต้นทุนและเพิ่มอำนาจต่อรองของประชาชน
  • มีการสั่งปรับหรือสั่งคืนเงินได้ทันที
  • ผู้บริโภคตรวจสอบแพทย์ ผู้ให้บริการ และผลิตภัณฑ์ได้ก่อนตัดสินใจ
  • ลดความเสี่ยงต่อชีวิตและสุขภาพ
  • ลดภาระค่าใช้จ่ายและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้บริโภค

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้บริโภค
  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 50) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 50) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประชาชนต้องผ่อนชำระสินค้าหรือบริการมูลค่าสูง แต่กลับใช้ไม่ได้จริง สินค้าชำรุดซ้ำซาก หรือบริการไม่เป็นไปตามที่โฆษณา โดยต้องแบกรับภาระหนี้ที่ไม่เป็นธรรม
  • ค่าอะไหล่ ค่าแรงซ่อม และค่าใช้จ่ายหลังการซื้อ โดยเฉพาะรถยนต์และรถยนต์ไฟฟ้า สูงเกินมาตรฐานจากการผูกขาดข้อมูลและการซ่อม
  • บริการด้านสุขภาพ ความงาม บ้านและคอนโด มีมูลค่าสูงและกระทบชีวิตโดยตรง แต่ระบบคุ้มครองผู้บริโภคยังไม่ทันต่อความเสี่ยงจริง

จะทำอะไร (Action)

  • รื้อและยกระดับองค์กรที่กำกับสินค้าและบริการจำเป็นต่อค่าครองชีพ เช่น คมนาคม พลังงาน โทรคมนาคม และสินค้าอุปโภคบริโภค
  • ให้ผู้บริโภคเลือกรับเงินคืนเต็มจำนวนหรือเปลี่ยนสินค้าใหม่ได้
  • บังคับให้ผู้ผลิตรถยนต์เปิดเผยคู่มือและจำหน่ายอะไหล่ให้อู่มาตรฐานเอกชน
  • กำหนดเพดานราคาแบตเตอรี่สำรองและค่าแรงไว้ล่วงหน้าในสัญญาซื้อขาย
  • บังคับใช้บัญชีกลางสำหรับเงินจองและเงินดาวน์ เบิกใช้ได้เมื่อผ่านการตรวจรับโดยวิศวกรอิสระ พร้อมขยายการรับประกันโครงสร้าง 10 ปี และงานระบบ 3 ปี

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มอำนาจคุ้มครองผู้บริโภคอย่างแท้จริง
  • ผู้บริโภค เลือกรับเงินคืนเต็มจำนวนหรือเปลี่ยนสินค้าใหม่ได้
  • ลดการผูกขาดราคาอะไหล่ แบตเตอรี่ และค่าแรงซ่อม
  • ป้องกันค่าเบี้ยประกันภัยพุ่งสูงจนประชาชนแบกรับไม่ไหว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้บริโภค

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 49) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 49) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาอาชญากรรมที่เพิ่มสูง แต่ไทยขาดระบบวิเคราะห์เชิงรุก
  • เจ้าหน้าที่ต้องใช้แรงคนตรวจสอบภาพจำนวนมาก ทำให้ล่าช้า
  • การตอบสนองเหตุฉุกเฉินยังขาดการประสานงานแบบเรียลไทม์
  • ประชาชนขาดช่องทางตรวจสอบและมีส่วนร่วมด้านความปลอดภัย
  • เมืองใหญ่และแหล่งท่องเที่ยวยังไม่มีระบบสั่งการกลางแบบ Smart City

จะทำอะไร (Action)

  • จัดตั้งระบบกลางเชื่อมโยงข้อมูลจากกล้อง CCTV ทุกหน่วยงาน
  • พัฒนา AI Surveillance & Crime Detection System ใช้ Computer Vision และ Deep Learning วิเคราะห์ภาพแบบเรียลไทม์ เพื่อตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ (anomaly detection), ใบหน้า (face recognition), หมายเลขทะเบียน (plate recognition), และเหตุการณ์ฉุกเฉิน
  • ใช้ AI สำหรับ Traffic & Crowd Management วิเคราะห์ความหนาแน่นของจราจรและฝูงชนแบบ real-time พร้อมระบบ Dynamic Signal Control และ Emergency Routing สำหรับหน่วยกู้ภัย
  • พัฒนา “National Crime Analytics Platform” รวมข้อมูลคดี เหตุอาชญากรรม และการแจ้งเหตุจากหลายแหล่ง เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มและจุดเสี่ยงล่วงหน้า
  • เสริมความปลอดภัยไซเบอร์: ใช้ AI Threat Detection & Network Monitoring ป้องกันการโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงไฟฟ้า สนามบิน ศูนย์ข้อมูล กล้อง และระบบจราจร

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดอัตราอาชญากรรมในเมืองหลักและพื้นที่ท่องเที่ยว
  • ทำให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยขึ้นในชีวิตประจำวัน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการของรัฐ
  • (ในการ) แก้ไขรัฐธรรมนูญ
  • (ในการ) ปฏิรูปประเทศ
  • ภายใต้ยุทธศาสตร์ ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง หยุดยั้งการทุจริต สร้างเศรษฐกิจทันสมัย กระจายรายได้อย่างเป็นธรรม ลดเหลื่อมล้ำทางสังคม สร้างอุดมคติรัฐสวัสดิการ พัฒนาฐานรากประชาธิปไตย
  • ส่งเสริมการตีความกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย ตามหลักของกฎหมายมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน
  • ให้มีการพัฒนากฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประโยชน์ของปวงชนชาวไทย
  • ความเสมอภาคเท่าเทียมกัน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • บริหารงานในกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม เพื่อบ้านเมือง และไม่เลือกปฏิบัติ
  • ทำให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก รวดเร็ว และไม่เสียค่าใช้จ่ายสูงเกินสมควร
  • ให้มีมาตรการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยเคร่งครัด ปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงำใด ๆ
  • ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่จำเป็นและเหมาะสมแก่ผู้ยากไร้หรือผู้ด้อยโอกาส

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพ
  • ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้รวดเร็ว
  • ค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมลดลง
  • เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยเคร่งครัด ปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงำใด ๆ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้ยากไร้
  • ผู้ด้อยโอกาส

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ให้ มีการบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด
  • ปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
  • พัฒนากฎหมายทุกฉบับ ให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสถานะการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
  • ให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น
  • ยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็น
  • ดำเนินการให้ประชาชนเข้าถึงตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ได้โดยสะดวก

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กฎหมายมีความสอดคล้องและเหมาะสมกับสถานการณ์
  • ไม่เป็นภาระแก่ประชาชน
  • ประชาชน สามารถเข้าใจกฎหมายได้ง่าย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาเชิงโครงสร้างของ สถาปัตยกรรมอำนาจรัฐ ที่ถูกออกแบบให้รวมศูนย์และทับซ้อนหน้าที่ไว้ในองค์กรเดียวอย่างยาวนาน จนขัดกับหลักนิติรัฐสมัยใหม่โดยพื้นฐาน
  • โครงสร้างตำรวจไทยในปัจจุบันถือครองอำนาจครบวงจรตั้งแต่การตรวจจับ การกล่าวหา การรวบรวมสำนวน การใช้ดุลพินิจในการเปรียบเทียบปรับ ไปจนถึงการจัดการผลลัพธ์ทางปฏิบัติในระดับพื้นที่ ซึ่งในเชิงทฤษฎีรัฐศาสตร์และกฎหมายมหาชน นี่คือโครงสร้างที่มี conflict of interest เชิงสถาบัน ฝังอยู่ในตัวเอง
  • โครงสร้างตำรวจไทยกลับผูกบทบาทการจับกุมเข้ากับแรงจูงใจด้านค่าปรับ โควตาผลงาน และแรงกดดันจากสายบังคับบัญชาในระดับพื้นที่
  • การบังคับใช้กฎหมายไม่สามารถหลีกเลี่ยงการถูก “บิดรูป” ด้วยตรรกะทางเศรษฐศาสตร์ของแรงจูงใจได้
  • เมื่อผู้บังคับใช้กฎหมายมีอำนาจครบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ กลไกตรวจสอบจะอ่อนแรงลงโดยโครงสร้าง
  • ระบบพึ่งพา “ดุลพินิจเฉพาะหน้า” มากกว่ากติกาที่เป็นมาตรฐานเดียวทั่วประเทศ
  • ระบบจะผลักพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่จากบทบาท “ผู้รักษากฎหมาย” ไปสู่บทบาท “ผู้จัดการผลลัพธ์จากกฎหมาย” โดยอัตโนมัติ เมื่อดุลพินิจถูกใช้ในสภาพแวดล้อมที่มีแรงจูงใจทางรายได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าปรับอย่างเป็นทางการหรือผลประโยชน์นอกระบบ
  • แรงจูงใจที่ฝังอยู่ในโครงสร้างกลับให้รางวัลกับจำนวนการจับ จำนวนใบสั่ง หรือความสามารถในการจัดการสถานการณ์เฉพาะหน้า มากกว่าการลดอุบัติเหตุ การป้องกันอาชญากรรม หรือการสร้างความไว้วางใจของประชาชน
  • ผลลัพธ์เชิงระบบปรากฏในรูปแบบที่ประชาชนคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นด่านลอยที่ไม่มีฐานข้อมูลรองรับ การเลือกปฏิบัติในการบังคับใช้กฎหมาย การใช้ข้อกฎหมายเป็นเครื่องต่อรอง และความไม่สม่ำเสมอในการปฏิบัติหน้าที่ระหว่างพื้นที่หรือระหว่างกลุ่มประชาชน
  • ความไม่ไว้วางใจของประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ ต่อกฎหมาย และต่อรัฐ จะสะสมจนกลายเป็นปัญหาเชิงความชอบธรรม (legitimacy crisis) ในระดับฐานราก เมื่อพฤติกรรมเหล่านี้ดำรงอยู่เป็นเวลานาน
  • ระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมและตำรวจอยู่ในระดับต่ำกว่าสถาบันรัฐหลักอื่นอย่างมีนัยสำคัญ
  • ประเทศที่ระบบบังคับใช้กฎหมายรวมศูนย์อำนาจและผูกกับแรงจูงใจทางรายได้ มักเผชิญปัญหาการเลือกปฏิบัติและความไม่เสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมายสูงกว่าประเทศที่แยกบทบาทการจับ การตัดสิน และการจัดเก็บรายได้ออกจากกันอย่างชัดเจน
  • โครงสร้างการบังคับบัญชาแบบรวมศูนย์ ทำให้แรงกดดันจากบนลงล่างสามารถแปลงเป็นพฤติกรรมในระดับพื้นที่ได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นแรงกดดันเชิงผลงาน เชิงสถิติ หรือเชิงผลประโยชน์
  • การตั้งเป้าผลงานโดยอาศัยตัวเลขการจับหรือการปรับ โดยไม่ผูกกับผลลัพธ์ด้านความปลอดภัยหรือความพึงพอใจของประชาชน ทำให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการถูกบังคับให้ “ทำให้ตัวเลขสวย” มากกว่าทำให้พื้นที่ปลอดภัย
  • มาตรการอบรมคุณธรรม การรณรงค์จริยธรรม หรือการเพิ่มโทษทางวินัย เพียงอย่างเดียวพยายามแก้ “พฤติกรรมของคน” ในขณะที่ปล่อยให้ “โครงสร้างของแรงจูงใจ” คงอยู่เหมือนเดิม จึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้
  • หากโครงสร้างรางวัลและบทลงโทษยังเหมือนเดิม ระบบจะยังคงผลิตผลลัพธ์แบบเดิมไม่ว่าคนในระบบจะเปลี่ยนไปกี่รุ่นก็ตาม
  • เจ้าหน้าที่จะถูกบีบให้ปรับพฤติกรรมให้สอดคล้องกับระบบ หรือไม่ก็ถูกผลักออกจากระบบในที่สุด หากพวกเขาทำงานอยู่ในระบบที่ให้รางวัลกับการใช้ดุลพินิจแบบไม่โปร่งใส และลงโทษความเคร่งครัดตามกติกาที่ไม่เอื้อต่อ “ผลงานเชิงตัวเลข” ในระยะสั้น
  • อำนาจการใช้กำลังของรัฐถูกผูกเข้ากับผลประโยชน์จากการใช้กฎหมายนั้นเอง ซึ่งบ่อนทำลายความเป็นกลางของกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ำ และกัดกร่อนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายในสายตาประชาชนอย่างช้า ๆ แต่ต่อเนื่อง
  • การปราบปรามคอร์รัปชันเชิงปัจเจกจะเป็นเพียงการตัดยอดวัชพืช โดยปล่อยให้รากของปัญหายังคงอยู่และงอกใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากไม่แก้ที่โครงสร้าง
  • คอร์รัปชันในกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นไม่ได้เกิดจาก “คนไม่ดีจำนวนมาก” แต่เกิดจากการออกแบบระบบที่เปิดพื้นที่ให้ผลประโยชน์ทับซ้อนกลายเป็นเรื่องปกติ
  • หากยังมีช่องให้ตำรวจเป็นผู้ปิดจบหรือมีแรงจูงใจทางรายได้ ระบบจะไม่เปลี่ยนจริง
  • หากช่องทางโต้แย้งมีต้นทุนสูง ประชาชนจะไม่รู้สึกว่าระบบยุติธรรมขึ้น และจะยอมจำนนหรือเข้าสู่การต่อรองเหมือนเดิม
  • หากระบบข้อมูลไม่ปลอดภัยและตรวจสอบไม่ได้ จะเกิดความไม่ไว้วางใจรูปแบบใหม่
  • ระบบที่พึ่งพาดุลพินิจและความเชื่อใจในตัวบุคคล ของรัฐ
  • การใช้อำนาจและผลประโยชน์ทางการเงินผูกพันกันอย่างแยกไม่ออกมาเป็นเวลานาน
  • เดิมรัฐมักเรียกร้องความเชื่อถือจากประชาชนผ่านคำประกาศ
  • ต้นทุนจากการรีดไถ ความไม่แน่นอนในการบังคับใช้กฎหมาย หรือความเสี่ยงเชิงสถาบันที่นักลงทุนต้องเผชิญ
  • หากยังวัดตำรวจด้วยยอดจับ ระบบจะผลักให้ตำรวจทำงานแบบ “เพิ่มการเผชิญหน้า” มากกว่าการ “ลดความเสี่ยง” และทำให้การใช้กฎหมายกลายเป็นเครื่องมือสร้างตัวเลขแทนการสร้างความปลอดภัย

จะทำอะไร (Action)

  • แยกอำนาจตามหน้าที่เพื่อเปลี่ยน “จุดเผชิญหน้า” ระหว่างประชาชนกับรัฐให้มีมาตรฐานเดียว
  • ปลดตำรวจออกจากการเป็นคู่ขัดแย้งทางผลประโยชน์โดยโครงสร้าง
  • ทำให้เงินค่าปรับกลับเป็นรายได้รัฐจริง
  • ตัดการจูงใจเชิงรายได้
  • แยกบทบาทให้ชัด และสร้างจุดถ่วงดุล
  • ตำรวจทำหน้าที่ตรวจจับ ป้องปราม เก็บพยานหลักฐาน
  • หน่วยพิจารณากลาง/ศาล ทำหน้าที่ชี้ขาดความผิดและลงโทษ
  • หน่วยจัดเก็บ ทำหน้าที่รับชำระและนำส่งคลัง
  • สร้างมาตรฐานขั้นต่ำ เช่น หลักฐานขั้นต่ำที่ต้องมีต่อข้อกล่าวหา, รูปแบบใบสั่งดิจิทัล, ช่องทางโต้แย้ง, ระยะเวลาพิจารณา
  • ระบบใหม่ต้องทำให้ทุกเหตุการณ์มีร่องรอยดิจิทัล
  • ใช้ข้อมูลจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ จุดอาชญากรรมซ้ำซ้อน และช่วงเวลาความเสี่ยง เพื่อวางกำลัง
  • เปลี่ยนการตั้งด่านจาก “ด่านเพื่อจับ” เป็น “ด่านเพื่อป้องกัน” โดยต้องมีเหตุผลเชิงข้อมูลและการอนุมัติล่วงหน้า
  • แยก “ภารกิจความปลอดภัย” ออกจาก “ภารกิจรายได้” อย่างเด็ดขาด
  • ทุกการเรียกตรวจต้องสร้าง “เหตุการณ์ดิจิทัล (Digital Event)” ทันที
  • กำหนดว่าการกล่าวหาเกิดได้ต่อเมื่อมีหลักฐานขั้นต่ำครบ (เช่น ภาพ/วิดีโอ/พิกัด/ข้อมูลจากกล้องเมือง/อุปกรณ์ตรวจจับ)
  • หลักฐานต้องถูกส่งขึ้นระบบกลางทันทีเพื่อตัดช่อง “เลือกส่ง–เลือกไม่ส่ง”
  • ใบสั่ง/ข้อกล่าวหาเข้าสู่ศูนย์พิจารณากลางหรือศาลจราจรดิจิทัล
  • ระบบคัดกรองเบื้องต้นทำได้ แต่ต้องมีหลัก “มนุษย์ทบทวนได้เสมอ”
  • ประชาชนโต้แย้งได้ในช่องทางเดียว มาตรฐานเดียวทั่วประเทศ
  • ค่าปรับชำระผ่านช่องทางรัฐ/ธนาคาร/ดิจิทัลที่ตรวจสอบได้
  • ตำรวจ “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” กับกระบวนการรับเงินโดยสิ้นเชิง
  • จุดตรวจทุกจุดต้องมีเหตุผล วัตถุประสงค์ ระยะเวลา และผู้อนุมัติ
  • ระบบ Geo-fencing ชี้ว่าด่านอยู่ในพิกัดอนุมัติหรือไม่
  • ข้อกล่าวหาประเภทต่าง ๆ ต้องมี “ชุดหลักฐานขั้นต่ำ” ไม่ใช่คำกล่าวอ้าง
  • ถ้าหลักฐานไม่ครบ ต้องส่งกลับให้จัดทำเพิ่มหรือยกเลิก ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนพิสูจน์ความบริสุทธิ์ฝ่ายเดียว
  • ประชาชนโต้แย้งได้ในเวลาที่กำหนดผ่านแอปหรือเว็บ
  • ประชาชนสามารถแนบหลักฐานเพิ่มได้ เช่น Dashcam พยานบุคคล
  • ผู้ถูกกล่าวหาต้องขอให้มนุษย์พิจารณาได้เสมอ
  • ต้องมีเหตุผลคำวินิจฉัยที่อ่านเข้าใจได้ ไม่ใช่คำตอบแบบกล่องดำ
  • KPI หลักต้องย้ายจาก Output ไป Outcome จากจำนวนใบสั่ง/จับกุม ไปสู่ “อุบัติเหตุลดลง อาชญากรรมลดลง”
  • ใช้ข้อมูลภายนอกช่วยตรวจ เช่น สถิติการบาดเจ็บ/เสียชีวิตจากหน่วยสาธารณสุข เพื่อกันการปั่นตัวเลข
  • โบนัสและความก้าวหน้าผูกกับผลลัพธ์พื้นที่และความโปร่งใสของข้อมูล
  • ตัดความเชื่อมโยงกับค่าปรับโดยสิ้นเชิง
  • ในระยะที่ 1 ออกแบบใบสั่งดิจิทัลมาตรฐานเดียว
  • ในระยะที่ 1 ตั้งศูนย์พิจารณากลางนำร่อง
  • ในระยะที่ 1 เปิดช่องทาง ODR
  • ในระยะที่ 1 บังคับมาตรฐานหลักฐานขั้นต่ำ
  • ในระยะที่ 2 ย้ายคดีที่เหมาะสมเข้าสู่กระบวนการพิจารณากลาง
  • ในระยะที่ 2 ปรับระบบสำนวน/การส่งต่อให้อัยการให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น
  • ในระยะที่ 2 วางระบบตรวจสอบและสุ่มตรวจคุณภาพหลักฐาน
  • ในระยะที่ 3 ปรับระบบประเมินและการเลื่อนขั้นให้ยึดผลลัพธ์ความปลอดภัย
  • ในระยะที่ 3 ทำให้มาตรฐานข้อมูลและการตรวจสอบเป็น “งานประจำ” ไม่ใช่โครงการ
  • แยก “เงิน” ออกจากตำรวจแบบเด็ดขาด
  • มีช่องโต้แย้งต้นทุนต่ำ
  • ระบบข้อมูลต้องปลอดภัยและตรวจสอบได้
  • ตัดขาดความเชื่อมโยงระหว่าง “อำนาจบังคับใช้” กับ “ผลลัพธ์เชิงทรัพยากร”
  • ปลดตำรวจออกจากแรงจูงใจที่บิดเบี้ยว
  • ออกแบบระบบที่การบังคับใช้กฎหมายไม่ถูก “เอนเอียง” ไม่ว่าด้วยเงิน แรงกดดันทางการเมือง ความคาดหวังจากผู้บังคับบัญชา หรือแรงกดดันจากตัวชี้วัดผลงานที่ผิดทิศผิดทาง
  • ออกแบบกระบวนการยุติธรรมใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำในลักษณะสายพานคุณค่า โดยแยกบทบาทอย่างชัดเจนในแต่ละช่วง ตั้งแต่การป้องกัน การจับกุม การสอบสวน ไปจนถึงการตัดสินและการจัดเก็บรายได้
  • ตำรวจจะทำหน้าที่ลาดตระเวนและป้องปรามบนฐานข้อมูลอุบัติเหตุ อาชญากรรม และพฤติกรรมเสี่ยง โดยใช้เทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นหลัก แทนการตั้งด่านเพื่อสร้างรายได้
  • จัดกำลังจะต้องสะท้อนแผนความปลอดภัยเชิงพื้นที่ โดยทุกการปฏิบัติการเชิงพื้นที่ต้องมีเหตุผลเชิงข้อมูลรองรับ
  • การปราบปรามและจับกุมจะต้องอาศัยหลักฐานดิจิทัลครบถ้วน มีการบันทึกผ่านอุปกรณ์ที่ตรวจสอบย้อนหลังได้ทุกครั้ง
  • บทบาทของตำรวจสอบสวนจะถูกกำหนดให้เป็นผู้รวบรวมข้อเท็จจริงอย่างเป็นมืออาชีพ ไม่ใช่ผู้ตัดสินลงโทษ โดยยึดมาตรฐานสำนวนและมาตรฐานพยานหลักฐานที่ส่งต่อให้พนักงานอัยการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การพิจารณาความผิด การปรับ หรือการยกเลิกใบสั่ง จะถูกโอนเข้าสู่กระบวนการพิจารณากลางผ่านระบบดิจิทัลของศาลหรือหน่วยงานอิสระ ซึ่งมีมาตรฐานเดียวทั่วประเทศและตรวจสอบได้
  • ค่าปรับทั้งหมดจะถูกจัดเก็บเข้าสู่คลังหลวง 100 เปอร์เซ็นต์ โดยตัดขาดความเชื่อมโยงระหว่างการจับกุมกับรายได้ของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างสิ้นเชิง
  • ทุกการปฏิบัติหน้าที่ต้องทิ้งร่องรอยดิจิทัลที่แก้ไขไม่ได้ ตั้งแต่การบันทึกภาพและเสียง การแจ้งข้อหา ไปจนถึงตำแหน่งและเวลาการปฏิบัติงาน
  • ระบบจะดำเนินการบันทึกเหตุการณ์ที่เป็นมาตรฐานเดียวทั่วประเทศ
  • ระบบจะดำเนินการสร้างไฟล์หลักฐานที่มีห่วงโซ่การครอบครอง (chain of custody) ที่ตรวจสอบได้
  • ระบบจะดำเนินการส่งข้อมูลขึ้นระบบกลางแบบอัตโนมัติ
  • ระบบจะดำเนินการกำหนดสิทธิประชาชนในการเข้าถึงหลักฐานของตนเองเพื่อโต้แย้งได้ภายในเวลาที่กำหนด
  • การบันทึกผ่านอุปกรณ์ดิจิทัลและการส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบกลางแบบอัตโนมัติ
  • เปลี่ยนระบบประเมินผลของตำรวจจากการวัดผลเชิงปริมาณแบบหยาบ เช่น จำนวนการจับหรือจำนวนใบสั่ง ไปสู่การวัดผลเชิงคุณภาพและผลลัพธ์ต่อสังคม
  • ตัวชี้วัดจะเน้นอัตราการเกิดอุบัติเหตุและอาชญากรรมที่ลดลง ความพึงพอใจและความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่ และความครบถ้วนโปร่งใสของข้อมูลการปฏิบัติงาน
  • ความก้าวหน้าในอาชีพและผลตอบแทนจะเชื่อมโยงกับงบประมาณกลางแบบ performance-based ซึ่งตัดขาดจากค่าปรับโดยสิ้นเชิง
  • ย้ายฐานอำนาจของรัฐ” จากระบบที่พึ่งพาดุลพินิจและความเชื่อใจในตัวบุคคล ไปสู่ระบบที่ตั้งอยู่บนโครงสร้าง แรงจูงใจ และมาตรฐานที่ออกแบบมาให้ตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้น
  • แยกอำนาจการจับออกจากอำนาจการปรับและการตัดสิน
  • ออกแบบให้ “ไม่มีใครได้ประโยชน์ส่วนตัวจากการบังคับใช้กฎหมาย”
  • รัฐจะสร้างความเชื่อถือ” ผ่านหลักฐาน มาตรฐาน และกระบวนการที่ตรวจสอบได้
  • เปลี่ยนระบบยุติธรรมเบื้องต้นของไทยจากระบบที่พึ่งพา “คุณธรรมของคน” ไปสู่ระบบที่พึ่งพา “คุณภาพของโครงสร้าง”
  • การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางจริยธรรมของรัฐ (Ethical Infrastructure of the State)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ความยุติธรรมเป็นกระบวนการ ไม่ใช่การต่อรอง
  • ประชาชนตัดสินใจว่า “รัฐยุติธรรมหรือไม่” มากกว่าที่จะตัดสินจากคำประกาศนโยบายหรือการสื่อสารของรัฐ
  • คืนศักดิ์ศรีและความเชื่อถือให้วิชาชีพ ตำรวจ
  • หากไม่ตัดการจูงใจเชิงรายได้ระบบจะบิดเบี้ยวสู่การทำยอด ไม่ใช่การทำให้ปลอดภัย
  • การแยกบทบาทจะเกิดขึ้นจริงทางระบบงาน
  • จะเกิดมาตรฐานเดียวทั่วประเทศ
  • ประชาชนต้องรู้ว่าถูกเรียกตรวจแล้วจะเกิดอะไรต่อ ไม่ใช่ขึ้นกับว่าเจอใคร เวลาไหน ที่ไหน
  • ทุกเหตุการณ์จะสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทุกเคส
  • หากไม่มีการตรวจสอบย้อนหลังระบบจะกลับไปพึ่งคำบอกเล่าและดุลพินิจเหมือนเดิม
  • การตั้งด่านจะเป็นด่านเพื่อป้องกัน
  • ภารกิจความปลอดภัยแยกขาดจาก ภารกิจรายได้
  • เหตุการณ์ดิจิทัล (Digital Event) สร้างขึ้นทันที
  • มีเวลา พิกัด ผู้ปฏิบัติ และเหตุอันควรสงสัย
  • การกล่าวหาเกิดขึ้นได้เมื่อมีหลักฐานขั้นต่ำครบ
  • ตัดช่อง “เลือกส่ง–เลือกไม่ส่ง” หลักฐาน
  • เงินเข้าคลัง 100%
  • มีรายงานสาธารณะเชิงข้อมูล
  • ระบบขึ้นสัญญาณผิดปกติ (red flag) อัตโนมัติให้ฝ่ายตรวจการ หากตั้งนอกพิกัดที่อนุมัติ
  • จุดตัด “ด่านลอย” แบบโครงสร้าง โดยไม่ต้องรอร้องเรียน
  • ทำให้ตำรวจทำงานง่ายขึ้นในระยะยาว
  • ลดข้อโต้แย้ง ลดแรงปะทะ และลดการร้องเรียน
  • ต้องมี SLA ระยะเวลาพิจารณา เช่น 7–14 วันในคดีจราจรทั่วไป
  • หากโต้แย้งแล้วยังต้องเสียเวลาเท่าเดิม ระบบจะไม่ถูกใช้ และความไม่ศรัทธาจะคงอยู่
  • ป้องกันระบบกลายเป็น “เผด็จการอัลกอริทึม”
  • อุบัติเหตุลดลง อาชญากรรมลดลง
  • ประชาชนเชื่อว่าตำรวจไม่ทำเพราะเงิน
  • ระบบจะไม่เปลี่ยนจริง หากไม่แยก “เงิน” ออกจากตำรวจแบบเด็ดขาด
  • ประชาชนจะไม่รู้สึกว่าระบบยุติธรรมขึ้น หากไม่มีช่องโต้แย้งต้นทุนต่ำ
  • จะเกิดความไม่ไว้วางใจรูปแบบใหม่ หากระบบข้อมูลไม่ปลอดภัยและตรวจสอบไม่ได้
  • การเปลี่ยนสถานะเชิงสถาบัน (Institutional Repositioning) ขององค์กรตำรวจไทยอย่างชัดเจนและเป็นระบบ
  • ตำรวจกลับไปสู่แก่นแท้ของวิชาชีพด้านความปลอดภัย นั่นคือการป้องกัน ปราบปราม และตรวจจับบนฐานกฎหมายและพยานหลักฐาน โดยไม่แบกรับบทบาทที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของงาน เช่น การตัดสินลงโทษหรือการจัดการผลประโยชน์ทางการเงินที่เกิดจากการบังคับใช้กฎหมาย
  • การใช้อำนาจไม่ถูกตั้งคำถามจากสังคมมาอย่างยาวนาน
  • ระบบจะเปิดพื้นที่ให้วิชาชีพตำรวจทำงานอย่างเป็นกลางโดยไม่ต้องต่อรองศีลธรรมกับความอยู่รอดขององค์กร
  • เปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานของตำรวจจากองค์กรที่ประชาชน “หวาดระแวง” ไปสู่องค์กรบริการความปลอดภัยที่ประชาชน “ต้องการให้เข้ามาอยู่ใกล้ชีวิตประจำวัน”
  • ตำรวจปลอดข้อครหาตั้งแต่ต้น และไม่ถูกบีบให้ต้องพิสูจน์ความสุจริตของตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าในโครงสร้างที่เอื้อต่อความเข้าใจผิด
  • ความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจกับประชาชนจะเปลี่ยนจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจไปสู่ความสัมพันธ์เชิงสัญญาทางสังคม (social contract)
  • ประชาชนจะมองตำรวจในฐานะผู้ช่วยลดความเสี่ยงในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ผู้ถืออำนาจลงโทษที่ต้องหลีกเลี่ยง
  • ตำรวจเองจะสามารถยืนอยู่บนศักดิ์ศรีของวิชาชีพได้โดยไม่ต้องกังวลว่าการปฏิบัติหน้าที่จะถูกตีความว่าเป็นการแสวงหาผลประโยชน์
  • รัฐไทยกำลังยกระดับการบังคับใช้กฎหมายจากระบบที่อาศัยดุลพินิจบุคคล ไปสู่ระบบมาตรฐานที่ไม่เอนเอียง และตรวจสอบได้
  • รีเซ็ตความหมายของตำรวจไทย” จากผู้ใช้อำนาจที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง ไปสู่ผู้รักษากฎหมายที่ปลอดจากแรงจูงใจแฝง
  • ฟื้นฟูนิติรัฐ เพราะกฎหมายจะกลับมาศักดิ์สิทธิ์ได้ก็ต่อเมื่อผู้บังคับใช้กฎหมายไม่ถูกผูกพันกับผลประโยชน์ใด ๆ จากการบังคับใช้นั้นเอง
  • ไม่มีอำนาจใดอำนาจหนึ่งครอบงำทั้งระบบ
  • ความยุติธรรมเป็นกระบวนการ” ไม่ใช่ “การปิดจบเฉพาะหน้า”
  • ตำรวจทำงานแบบ “ลดความเสี่ยง” ไม่ใช่ “เพิ่มการเผชิญหน้า”
  • ลดพื้นที่สีเทาของการใช้อำนาจเฉพาะหน้าและลดการโต้เถียงที่ไม่มีข้อยุติ
  • หลักฐาน...เป็น “เกราะคุ้มครองตำรวจ” ที่ปฏิบัติถูกต้องและลดช่องให้ผู้ไม่หวังดีโจมตีการทำงานของเจ้าหน้าที่
  • ลดปัญหาคดีอ่อน ลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่เป็นมาตรฐาน และลดการพึ่งพาความสัมพันธ์นอกระบบ
  • ความยุติธรรมไม่ขึ้นกับอารมณ์ สถานการณ์ หรือความสัมพันธ์เฉพาะหน้า
  • ไม่มีใครได้ประโยชน์ส่วนตัวจากการบังคับใช้กฎหมาย
  • กฎหมายกลับมาเป็นกติกากลาง มากกว่าทรัพยากรที่ต่อรองได้
  • การใช้อำนาจรัฐอยู่ภายใต้ความโปร่งใสแบบค่าเริ่มต้น
  • ลดโอกาสการแก้ไข การลบ หรือการเลือกส่งหลักฐานเฉพาะส่วนที่ได้เปรียบ
  • ลดข้อพิพาท ลดข้อครหา และสร้างความชัดเจนในกระบวนการยุติธรรม
  • ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องจะได้รับการคุ้มครองจากข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรม
  • ประชาชนได้รับหลักประกันว่าการใช้อำนาจจะอยู่ภายใต้กติกาที่ตรวจสอบได้
  • รัฐกลับมาชนะความไว้วางใจด้วยหลักฐานและมาตรฐาน ไม่ใช่ด้วยอำนาจและคำสั่ง
  • ตำรวจทำงานแบบ “ลดความเสี่ยง” มากกว่าการ “เพิ่มการเผชิญหน้า”
  • การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือสร้างความปลอดภัย
  • อัตราการเกิดอุบัติเหตุและอาชญากรรมที่ลดลง
  • ความพึงพอใจและความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่ เพิ่มขึ้น
  • ความครบถ้วนโปร่งใสของข้อมูลการปฏิบัติงาน เพิ่มขึ้น
  • ตำรวจที่ทำให้พื้นที่ปลอดภัยขึ้นจริงจะได้รับการยอมรับและความก้าวหน้า มากกว่าตำรวจที่ทำยอดใบสั่งสูง
  • แรงจูงใจของตำรวจสอดคล้องกับผลประโยชน์สาธารณะ
  • ประชาชนมั่นใจว่าการบังคับใช้กฎหมายไม่ได้เกิดจากแรงจูงใจเรื่องเงิน
  • ตำรวจมีแรงจูงใจทำงานเชิงป้องกันและสร้างความปลอดภัยอย่างแท้จริง แทนการไล่จับเพื่อสร้างสถิติ
  • ตำรวจกลับมาเป็นวิชาชีพด้านความปลอดภัยที่สังคมต้องการ ไม่ใช่วิชาชีพที่สังคมพยายามหลบเลี่ยง
  • ลดเม็ดเงินนอกระบบที่รั่วไหลจากการรีดไถและค่าปรับเถื่อน ซึ่งมีมูลค่าสูงมากในแต่ละปี
  • คืนเงินเหล่านั้นเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างถูกต้อง
  • ลดต้นทุนแฝงในการทำธุรกิจและการใช้ชีวิต ซึ่งกระทบโดยตรงต่อภาคขนส่ง ภาคบริการ และ SME
  • เมื่อต้นทุนแฝงลดลง การแข่งขันของธุรกิจไทยจะดีขึ้นโดยไม่ต้องใช้งบอุดหนุน
  • ความโปร่งใสในด่านหน้าจะส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนและการท่องเที่ยว
  • ฟื้นฟูนิติรัฐจากฐานราก
  • กฎหมายกลับมามีศักดิ์ศรีเพราะไม่มีใครได้ประโยชน์จากการบังคับใช้กฎหมาย
  • ประชาชนกลับมาเชื่อว่ากฎหมายมีไว้เพื่อความยุติธรรม ไม่ใช่เพื่อการต่อรอง
  • เมื่อความเชื่อเชิงสถาบันกลับมา สังคมจะร่วมมือกับรัฐมากขึ้นโดยสมัครใจ
  • ความมั่นคงภายในประเทศจะยั่งยืนขึ้นกว่าการใช้กำลังหรือการปราบปรามเป็นครั้ง ๆ
  • ตัดวงจรแรงจูงใจที่ทำให้การใช้อำนาจและผลประโยชน์ทางการเงินผูกพันกันอย่างแยกไม่ออกมาเป็นเวลานาน
  • ฟื้นฟูหลักนิติรัฐ (Rule of Law) จากระดับปฏิบัติการ
  • กฎหมายจะมีความศักดิ์สิทธิ์ได้ก็ต่อเมื่อผู้บังคับใช้กฎหมายไม่สามารถได้ประโยชน์จากการบังคับใช้นั้นเอง
  • ประชาชนสามารถคาดการณ์ได้ว่าการใช้อำนาจจะเป็นไปตามมาตรฐานเดียว ไม่ขึ้นกับสถานที่ เวลา บุคคล หรือสถานการณ์เฉพาะหน้า
  • หากต้นทุนการใช้อำนาจโดยมิชอบสูง ระบบจะคัดกรองพฤติกรรมที่บิดเบี้ยวออกโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องพึ่งการตรวจสอบเชิงลงโทษอย่างถาวร
  • การลงทุนนี้ให้ผลตอบแทนในระยะยาวมากกว่าการกวาดล้างหรือการตั้งคณะกรรมการสอบสวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
  • ความโปร่งใสและการตรวจสอบได้กลายเป็น “ค่าเริ่มต้น” ของระบบ ไม่ใช่ “เงื่อนไขพิเศษ” ที่ต้องเรียกร้องเป็นครั้ง ๆ
  • ความชอบธรรมจึงไม่ได้เกิดจากอำนาจตามกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสามารถของรัฐในการพิสูจน์ว่าการใช้อำนาจนั้นเป็นธรรมและไม่เอนเอียง
  • ลดต้นทุนแฝงของระบบเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ
  • ประเทศที่มีกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นที่โปร่งใสและคาดการณ์ได้ จะมีต้นทุนธุรกรรมต่ำกว่า มีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่า และดึงดูดการลงทุนระยะยาวได้มากกว่าโดยไม่ต้องพึ่งสิทธิพิเศษเฉพาะกิจ
  • ยกระดับความน่าเชื่อถือของรัฐไทยจาก “ภายในสู่ภายนอก”
  • ประเทศจะก้าวสู่ความเป็นสากลได้อย่างมั่นคงก็ต่อเมื่อสถาบันภายในมีมาตรฐานเดียวกับที่ประกาศต่อโลก ไม่ใช่เพราะได้รับการจัดอันดับดีขึ้นชั่วคราว แต่เพราะโครงสร้างการใช้อำนาจถูกออกแบบให้สอดคล้องกับหลักสากลอย่างแท้จริง
  • คืนศักดิ์ศรีให้ตำรวจ คืนความเป็นธรรมให้ประชาชน และคืนความน่าเชื่อถือให้รัฐในฐานะผู้ใช้อำนาจตามกฎหมาย
  • ประเทศไทยสามารถยืนอยู่ในโลกสมัยใหม่ได้อย่างมั่นคง ด้วยสถาบันที่น่าเชื่อถือจริง ไม่ใช่เพียงด้วยถ้อยคำหรือภาพลักษณ์ชั่วคราว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ตำรวจ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ในระยะที่ 1 ออกแบบใบสั่งดิจิทัลมาตรฐานเดียว
  • ในระยะที่ 1 ตั้งศูนย์พิจารณากลางนำร่อง
  • ในระยะที่ 1 เปิดช่องทาง ODR
  • ในระยะที่ 1 บังคับมาตรฐานหลักฐานขั้นต่ำ
  • ในระยะที่ 2 ย้ายคดีที่เหมาะสมเข้าสู่กระบวนการพิจารณากลาง
  • ในระยะที่ 2 ปรับระบบสำนวน/การส่งต่อให้อัยการให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น
  • ในระยะที่ 2 วางระบบตรวจสอบและสุ่มตรวจคุณภาพหลักฐาน
  • ในระยะที่ 3 ปรับระบบประเมินและการเลื่อนขั้นให้ยึดผลลัพธ์ความปลอดภัย
  • ในระยะที่ 3 ทำให้มาตรฐานข้อมูลและการตรวจสอบเป็น “งานประจำ” ไม่ใช่โครงการ
  • ระยะที่ 1 เห็นผลเร็วใน “จราจร” (6–12 เดือน)
  • ระยะที่ 2 ขยายสู่คดีลหุโทษและงานภาคสนามอื่น (12–24 เดือน)
  • ระยะที่ 3 ปรับโครงสร้างกำกับและวัฒนธรรมองค์กร (24–36 เดือน)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบประมาณกลาง
โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ลดค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม
  • ทำให้กระบวนการยุติธรรมและการดำเนินการทางการปกครองรวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบและวัดผลได้

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ลดลง
  • กระบวนการยุติธรรมและการดำเนินการทางการปกครองรวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบและวัดผลได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ