ประเด็น

การจัดการขยะและน้ำเสีย

มี 8 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตการจัดการขยะมูลฝอยอย่างรุนแรง
  • มีหลุมฝังกลบไม่ได้มาตรฐานมากกว่า 2,000 แห่ง
  • ระบบบริหารจัดการขยะที่ขาดเอกภาพมายาวนาน ซึ่งยังคงยึดแนวคิด "เก็บ–ขน–กำจัด" แบบเศรษฐกิจเส้นตรง (Linear Economy) ทำให้มลพิษตกค้างที่ปลายทาง
  • โครงสร้างการบริหารที่รวมศูนย์และขาดการบูรณาการในระดับจังหวัด
  • อปท. ส่วนใหญ่ขาดงบประมาณและความเชี่ยวชาญ ทำให้การจัดการขยะขาดประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
  • ขาดความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์: การกำหนดคลัสเตอร์ตามเขตปกครองทำให้หลายพื้นที่มีปริมาณขยะไม่เพียงพอต่อการลงทุนที่คุ้มค่า
  • การจัดการขาดมาตรฐาน: การคัดแยกยังพึ่งพาความสมัครใจ ระบบรีไซเคิลพึ่งพาภาคไม่เป็นทางการ (ซาเล้ง) ส่วนปลายทางยังคงใช้การ เทกองและการเผา เป็นกลไกหลัก
  • ท้องถิ่นขาดอำนาจและทรัพยากร: อปท. ขาดงบประมาณ บุคลากร และความเชี่ยวชาญในการจัดการอย่างยั่งยืน

จะทำอะไร (Action)

  • เปลี่ยนระบบจัดการจากเส้นตรงสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน
  • บังคับท้องถิ่นคัดแยกขยะต้นทาง 100%
  • เลิกการเทกองขยะที่ไม่เป็นธรรมต่อสิ่งแวดล้อม
  • จัดทำ พ.ร.บ.บริหารจัดการของเสียและการหมุนเวียนทรัพยากร ให้ครอบคลุมทุกประเภทของขยะ
  • จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะด้าน เพื่อกำกับดูแลการจัดการขยะทั่วประเทศอย่างเป็นเอกภาพ
  • ปรับบทบาทท้องถิ่น: อบจ. เป็น ผู้บริหารจัดการขยะระดับจังหวัด
  • ปรับบทบาทท้องถิ่น: อปท.ระดับล่าง มุ่งเน้นภารกิจ คัดแยกต้นทาง
  • ควบรวมคลัสเตอร์ขยะให้เหลือประมาณ 90 แห่ง ทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดปริมาณขยะที่มากพอต่อการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า
  • กำหนดมาตรฐานเทคโนโลยีและระบบอนุญาตสำหรับทุกกิจกรรมจัดการขยะ
  • เปลี่ยนจากระบบสมัครใจไปสู่ระบบที่มี มาตรฐานขั้นต่ำร่วมกันทั่วประเทศ โดยกำหนดการคัดแยกขยะประเภทหลัก ได้แก่ อินทรีย์ พลาสติก แก้ว กระดาษ และขยะอันตราย
  • จัดทำฐานข้อมูลการจัดเก็บที่เป็นระบบ เพื่อกำหนดเป้าหมายการเก็บขนขยะให้ครอบคลุม 100%
  • กำหนดแนวทางคำนวณต้นทุนการเก็บขนที่สะท้อนต้นทุนจริง เพื่อให้ค่าธรรมเนียมสนับสนุนการบริหารจัดการของท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน
  • ให้อบจ.ทำหน้าที่วางระบบขนส่งรวมแทนการปล่อยให้แต่ละ อปท. ดำเนินการแบบแยกส่วน
  • เปลี่ยนรูปแบบจากการใช้รถเก็บขยะเป็น รถบรรทุกพ่วงที่ขนส่งจากสถานีขนถ่าย ในจุดต่าง ๆ
  • แยกบทบาทระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลและผู้ดำเนินการอย่างชัดเจน
  • กำหนดให้ทุกโครงการต้องเสนอ การประเมินด้านเศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อประกอบการอนุญาต
  • เปิดพื้นที่ที่เหมาะสมให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการ เผาขยะเพื่อผลิตพลังงาน และระบบจัดการเถ้าตามข้อประเมินของแต่ละพื้นที่
  • ติดตามและควบคุมการขนส่งขยะที่ต้องการการควบคุมเป็นพิเศษ (เช่น ขยะติดเชื้อ ขยะอุตสาหกรรม) ผ่าน ระบบอิเล็กทรอนิกส์
  • จัดการ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซากรถยนต์ บรรจุภัณฑ์ และขยะจากการก่อสร้าง ผ่านกลไก ความรับผิดชอบของผู้ก่อมลพิษ (Extended Producer Responsibility: EPR)
  • ใช้กองทุนสิ่งแวดล้อมในการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน
  • จัดทำหลักสูตร “สิ่งแวดล้อมศึกษา” ในทุกระดับการศึกษา
  • ส่งเสริมกระบวนการรีไซเคิล และจัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์รีไซเคิลให้มีความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ระยะที่ 1: ออกกฎหมายและเตรียมความพร้อม
  • วางรากฐานกฎหมาย การบังคับใช้ และการสร้างแรงจูงใจทางการเงิน
  • เร่งจัดทำ ร่าง พ.ร.บ.การจัดการขยะและการหมุนเวียนทรัพยากร
  • จัดทำแนวทางปฏิบัติเฉพาะสำหรับแต่ละจังหวัดและแหล่งท่องเที่ยว
  • กำหนด กรอบความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) สำหรับบรรจุภัณฑ์และสินค้าเฉพาะประเภท
  • เตรียมนำระบบ AI มาใช้ในการควบคุมการขนส่ง เพื่อติดตามขยะพิเศษ
  • เริ่มมาตรการรีไซเคิลในอาคารขนาดใหญ่แบบสมัครใจ
  • กำหนดเป้าหมายให้การจัดการขยะที่ไม่ถูกหลักวิชาการ (เช่น การเทกอง) ลดลงเป็นศูนย์
  • ปรับปรุงประกาศที่เกี่ยวข้อง ระยะที่ 2: การบังคับใช้กฎหมายและการยกระดับมาตรฐาน
  • ออก กฎกระทรวง เพื่อรองรับการจัดการขยะแต่ละประเภทและระบบ EPR อย่างเป็นรูปธรรม
  • ยกระดับมาตรการรีไซเคิลให้เป็นข้อบังคับในอาคารขนาดใหญ่
  • กำหนดให้ผู้ประกอบการเสนอแนวทางจัดการขยะตามมาตรฐานเพื่อลดการจัดการที่ไม่ถูกหลักวิชาการ
  • บังคับใช้ พ.ร.บ.และกฎกระทรวงเต็มรูปแบบ
  • ออกกฎกระทรวงควบคุมดินและน้ำใต้ดินปนเปื้อน ระยะที่ 3: การสร้างความยั่งยืนและการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ
  • ทบทวนเป้าหมายด้านรีไซเคิลและ EPR อย่างสม่ำเสมอ
  • เปิดเผยข้อมูลสาธารณะเกี่ยวกับการจัดการขยะเพื่อความโปร่งใส
  • ควบคุมมลพิษจากโรงงานเผาขยะให้เข้มงวดยิ่งขึ้น
  • เตรียมระบบจัดการขยะที่ต้องควบคุมเป็นพิเศษ รวมถึงการจัดการเถ้าจากการเผา
  • นำแนวทาง ซื้อขายคาร์บอน มาใช้

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เลิกการเทกองขยะที่ไม่เป็นธรรมต่อสิ่งแวดล้อม
  • เก็บขนขยะครอบคลุม 100%
  • ค่าธรรมเนียมสนับสนุนการบริหารจัดการของท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน
  • ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ (การขนส่ง)
  • ลดภาระของท้องถิ่น (จาก EPR)
  • สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
  • การจัดการขยะที่ไม่ถูกหลักวิชาการ (เช่น การเทกอง) ลดลงเป็นศูนย์
  • ประเทศบรรลุอัตรารีไซเคิลไม่น้อยกว่า 35%
  • ทุกโครงการกำจัดขยะต้องได้รับใบอนุญาตตามมาตรฐาน
  • เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของระบบจัดการขยะโดยรวม
  • ความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (สำหรับผลิตภัณฑ์รีไซเคิล)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ท้องถิ่น
  • สิ่งแวดล้อม
  • เอกชน
  • ชุมชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • การขับเคลื่อนการปฏิรูประบบจัดการขยะมูลฝอยและทรัพยากรอย่างจริงจัง ภายใน 4 ปี
  • การจัดการขยะที่ไม่ถูกหลักวิชาการ (เช่น การเทกอง) ลดลงเป็นศูนย์ภายใน 3 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • เงินลงทุนรวม 180,000 ล้านบาท (CAPEX)
  • ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 26,300 ล้านบาท (OPEX)

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ร้อยละ 86 ของแหล่งน้ำ 56 แห่ง ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน สะท้อนวิกฤตการจัดการน้ำเสียเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมายาวนานหลายทศวรรษ
  • ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณน้ำเสียชุมชนมากกว่า 5,300 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี แต่มีน้ำเสียเข้าสู่ระบบบำบัดเพียง 11% (582 ล้าน ลบ.ม.) ส่วนน้ำเสียอีก 89% ยังคงถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำโดยตรง
  • ความล่าช้าในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: ยุทธศาสตร์ชาติมีเป้าหมายก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย 780 แห่งภายในปี 2580 แต่ในช่วง 2564–2567 กลับอนุมัติระบบใหม่เพียง 4 แห่งเท่านั้น หากยังดำเนินการด้วยอัตรานี้ จะต้องใช้เวลากว่า 60 ปี จึงจะบรรลุเป้าหมาย
  • ปัญหาประสิทธิภาพของระบบเดิม: ระบบบำบัดที่สร้างไว้แล้วจำนวนมากไม่สามารถเดินระบบได้เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจาก ขาดงบประมาณสำหรับเดินระบบและบำรุงรักษา (O&M)
  • กว่า 7,000 อปท. ยังไม่มีระบบบำบัดน้ำเสียรวม
  • โครงสร้างท่อแบบท่อรวม (Combined Sewer), การบังคับใช้กฎหมายที่ขาดประสิทธิภาพ, การขาดบุคลากรเชี่ยวชาญ และการไม่มีฐานข้อมูลระดับประเทศ เป็นปัจจัยที่ทำให้ปัญหาซับซ้อน
  • วิกฤตสิ่งปฏิกูล: ประเทศไทยเผชิญปัญหาการจัดการสิ่งปฏิกูลในระดับวิกฤต โดยมีเพียง 16% ของสิ่งปฏิกูลที่ถูกขนส่งไปกำจัดอย่างถูกต้อง ส่วนที่เหลือ 84% ถูกลักลอบทิ้ง ลงแหล่งน้ำหรือดินโดยตรง
  • ปัญหาการจัดการน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน

จะทำอะไร (Action)

  • เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้: แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 โดยให้ กรมทรัพยากรน้ำเป็นเจ้าภาพกลาง แผนยกระดับระบบจัดการน้ำเสียชุมชนและสิ่งปฏิกูลของประเทศภายใน 8 ปี
  • นำกลไกการควบคุมการอนุญาตประกอบกิจการโดยใช้หลักการ ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principles) และ ความสามารถในการรับภาระของแหล่งน้ำ (Load-based Permitting) มาใช้พิจารณารายลุ่มน้ำ
  • กำกับดูแลเชิงรุก: สนับสนุนการกำกับดูแลเชิงรุกบนฐานข้อมูลจากระบบตรวจวัดออนไลน์
  1. แผนเร่งรัดการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย
  • ใช้หลักการคัดเลือกลำดับพื้นที่เป้าหมายอย่างมีกลยุทธ์ เพื่อให้การลงทุนเกิดผลสูงสุดต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ โดยแผนนี้ประกอบด้วย
  • พื้นที่เป้าหมาย: ระบบบำบัดน้ำเสียรวมจำนวน 780 โครงการ ครอบคลุม 464 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
  • หลักเกณฑ์การคัดเลือก: อิงตามลำดับความสำคัญของพื้นที่ เช่น พื้นที่ติดแหล่งน้ำผิวดิน, พื้นที่ท่องเที่ยว, และพื้นที่ที่ลุ่มน้ำเสื่อมโทรม
  • กรอบลงทุน: เร่งรัดการจัดสรรงบประมาณและลดระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 8 ปี ทำให้เกิดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 60,000 ล้านบาท
  1. แผนเร่งรัดการก่อสร้างระบบบำบัดสิ่งปฏิกูล
  • เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตสิ่งปฏิกูล เราจะใช้หลักการ 1 อำเภอ 1 ระบบบำบัดสิ่งปฏิกูล เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
  • พื้นที่เป้าหมาย: ลงทุนก่อสร้างระบบบำบัดสิ่งปฏิกูลจำนวน 878 โครงการในทุกอำเภอ
  • รูปแบบการจัดการ: รถจัดเก็บสิ่งปฏิกูลจะจัดเก็บตามตำบลต่าง ๆ เพื่อนำมากำจัดรวมที่ระบบบำบัดสิ่งปฏิกูลของอำเภอ
  • กรอบการลงทุน: แผนนี้จะเร่งรัดการจัดสรรงบประมาณและลดระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 8 ปี ทำให้เกิดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 7,000 ล้านบาท

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สัดส่วนการบำบัดน้ำเสียชุมชนเพิ่มขึ้นจาก 11% เป็น 60%
  • ระบบบำบัดน้ำเสียรวมจำนวน 780 โครงการ ครอบคลุม 464 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
  • ระบบบำบัดสิ่งปฏิกูลจำนวน 878 โครงการในทุกอำเภอ
  • กระตุ้นเศรษฐกิจ: กระตุ้นภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมต้นน้ำ–ปลายน้ำ ผ่านการจัดซื้อวัสดุ ระบบท่อ เครื่องจักร เทคโนโลยี และงานโยธาขนาดใหญ่
  • สร้างการจ้างงาน: สร้างการจ้างงานในกว่า 400 ชุมชน ครอบคลุมสายงานวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม ช่างเทคนิค และแรงงานก่อสร้าง
  • ส่งเสริม Green Jobs: เอื้อต่อการเติบโตของ งานสีเขียว (Green Jobs) จากการเดินระบบและบำรุงรักษาระบบบำบัดน้ำเสียตลอดอายุโครงการ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ชุมชน
  • แหล่งน้ำ
  • พื้นที่วิกฤต
  • ประเทศไทย
  • อปท.
  • กรมทรัพยากรน้ำ
  • ผู้ก่อมลพิษ
  • ผู้ประกอบกิจการ
  • ภาคพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม
  • ภาคครัวเรือน
  • อุตสาหกรรมด้านน้ำเสีย
  • ทุกภาคส่วน
  • พื้นที่เศรษฐกิจ
  • พื้นที่ริมแม่น้ำ
  • พื้นที่ที่ระบบเดิมหยุดเดิน
  • กว่า 400 ชุมชน (สำหรับ การจ้างงาน)
  • สายงานวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม ช่างเทคนิค และแรงงานก่อสร้าง
  • อำเภอ (สำหรับการจัดตั้งระบบกำจัดสิ่งปฏิกูล)
  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายใน 8 ปี (สำหรับเพิ่มการบำบัดน้ำเสียชุมชนจาก 11% เป็น 60% และระบบบำบัดน้ำเสียรวมจำนวน 780 โครงการ)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 60,000 ล้านบาท (สำหรับแผนเร่งรัดการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย)
  • 7,000 ล้านบาท (สำหรับ แผนเร่งรัดการก่อสร้างระบบบำบัดสิ่งปฏิกูล)*

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • วิกฤตแม่น้ำสายหลักปนเปื้อนโลหะหนัก: ตลอดปี 2567-2568 มีการตรวจพบสารหนู ตะกั่ว และปรอทเกินมาตรฐานในแม่น้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน กระทบระบบประปา การเกษตร คุณภาพชีวิต และการทำประมงอย่างรุนแรง
  • ข้อมูลการตรวจพบสารพิษสะสมในร่างกายประชาชนสะท้อนถึงความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงทั้งด้านการสื่อสารความเสี่ยง การแจ้งเตือนภัย การรับมือปัญหาภายในประเทศ รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอกับประเทศเพื่อนบ้านของภาครัฐ
  • มลพิษจากห่วงโซ่เหมืองแร่ข้ามแดน: มลพิษเชื่อมโยงโดยตรงกับกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านที่ไหลผ่านลำน้ำสาขามาสะสมในไทย
  • การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำของรัฐไม่ต่อเนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร
  • ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นในการป้องกันตนเอง ส่งผลให้ขาดความเชื่อมั่นต่อการจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐ
  • การขาดกฎหมายภายในถึงการตรวจสอบที่มาของการนำเข้าแร่ที่สำคัญต่าง ๆ มายังประเทศไทย
  • การบริหารจัดการที่ไร้บูรณาการ: รัฐบาลยังขาดการใช้กลไกทางการทูตและพหุภาคี (เช่น ความร่วมมือระหว่างไทย จีน เมียนมา ลาว หรือกลไกลุ่มน้ำโขง) อย่างมีประสิทธิภาพในการจัดการต้นตอของมลพิษ
  • ผลลัพธ์คือประชาชนต้องแบกรับต้นทุนความเสี่ยงเพียงลำพัง โดยที่รัฐไม่มีการจัดการปัญหาทั้งที่ต้นเหตุในต่างประเทศและปลายเหตุภายในประเทศด้วย

จะทำอะไร (Action)

  • จัดทำระบบฐานข้อมูล รวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วน และเปิดเผยต่อประชาชน
  • จัดทำฐานข้อมูลกลาง ด้านมลพิษทางน้ำ เปิดเผยผลการตรวจคุณภาพน้ำ ดิน พืช สัตว์น้ำ และสุขภาพประชาชน ต่อสาธารณะในรูปแบบที่เข้าถึงและเข้าใจได้
  • จัดให้มีการตรวจคุณภาพ น้ำดิบ ตะกอนดิน น้ำประปา พืช สัตว์น้ำ และสุขภาพประชาชน อย่างต่อเนื่องและครอบคลุม
  • เพิ่มจุดตรวจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
  • เพิ่มอุปกรณ์การตรวจที่ได้รับมาตรฐานอย่างแท้จริง
  • กำหนดเกณฑ์การแจ้งเตือน และมาตรการป้องกันเชิงรุกอย่างชัดเจน เช่น ค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำที่ปลอดภัยและไม่ปลอดภัย ค่ามาตรฐานการบริโภคพืชและสัตว์น้ำ โดยระบุปริมาณและความถี่ที่เหมาะสมตามน้ำหนักตัวของผู้บริโภค เพื่อเป็นแนวปฏิบัติในการป้องกันตนเองจากสารปนเปื้อน
  • จัดหาแหล่งน้ำทดแทนที่ปลอดภัย สำหรับการอุปโภค บริโภค และการเกษตร
  • จัดทำหลักเกณฑ์การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
  • จัดการบทบาทไทยในห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ
  • ทบทวนการนำเข้า-แปรรูป-ส่งออกแร่ที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อมลพิษข้ามพรมแดน
  • กำหนดให้ระบุพิกัดเหมืองต้นทางที่ต้องการนำเข้า พร้อมกำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบตลอดสายการผลิต
  • สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ สำหรับบริษัทผู้นำเข้าและส่งออกแร่ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสกัดกั้นแร่ที่ได้จากกระบวนการผลิตที่ไม่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
  • บูรณาการข้อมูลมลพิษเข้ากับนโยบายศุลกากรและการส่งเสริมอุตสาหกรรม
  • ใช้ความร่วมมือพหุภาคี เช่น ไทย จีน เมียนมา ลาว และกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (LMC) เป็นกลไกหลักในการเจรจาแก้ปัญหามลพิษจากเหมืองแร่และอุตสาหกรรมต้นน้ำ
  • กำหนดแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่มีกรอบเวลา ตัวชี้วัด และกลไกติดตามผลอย่างจริงจัง
  • สร้างต้นแบบฐานข้อมูล: พัฒนาระบบฐานข้อมูลของไทยให้เป็นโมเดลสำหรับอาเซียน ตามข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติและภาวะฉุกเฉิน (AADMER) และกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้างด้านสิ่งแวดล้อม (LMEC)
  • ใช้หลักฐานจริงเรียกร้องความรับผิดชอบ: นำผลตรวจคุณภาพน้ำ ดิน ผลผลิตทางการเกษตร และสถิติด้านสุขภาพของประชาชน มาใช้เป็นหลักฐานยืนยันเพื่อเรียกร้องความรับผิดจากประเทศต้นตอ
  • ดำเนินการกำหนดค่ามาตรฐานสารโลหะหนักร่วม
  • ดำเนินการตรวจคุณภาพน้ำ ดิน ผลผลิตในต่างประเทศร่วมด้วยวิธีอ้างอิงเดียวกัน
  • สร้างอำนาจต่อรองผ่านห่วงโซ่เศรษฐกิจ: เชื่อมโยงมลพิษข้ามแดนเข้ากับข้อตกลงด้านแร่ พลังงาน และการค้า
  • ปักหมุดจุดยืนไม่แลกสุขภาพกับตัวเลขเศรษฐกิจ: กำหนดนโยบายความร่วมมือระหว่างประเทศที่ชัดเจนว่า การพัฒนาเศรษฐกิจต้องไม่แลกด้วยความเสื่อมโทรมของทรัพยากร สิ่งแวดล้อม หรือสุขภาพของประชาชน
  • ยกระดับไทยสู่ผู้นำการจัดการมลพิษ: ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการจัดการมลพิษข้ามแดนของภูมิภาค
  • ผลักดันวาระสู่สากล: ยกระดับปัญหาเข้าสู่การพิจารณาขององค์การอนามัยโลก (WHO)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยุติมลพิษผ่านสายน้ำข้ามแดน
  • ไม่ให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้กลายเป็นการซ้ำเติมปัญหามลพิษที่ประชาชนต้องแบกรับ
  • ไม่ปล่อยให้การทูตเชิงสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงถ้อยแถลงที่ไร้ผลในทางปฏิบัติ
  • ไม่ปล่อยให้การเจรจาจบลงที่แผ่นกระดาษแถลงการณ์ที่ไร้ซึ่งผลลัพธ์
  • สร้างน้ำหนักในการเจรจาให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
  • ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการจัดการมลพิษข้ามแดนของภูมิภาค ไม่ใช่เพียงผู้รับผลกระทบที่ไร้เสียงต่อรอง
  • สร้างมาตรฐานสากลในการปกป้องสุขภาพประชาชนจากมลพิษทางน้ำข้ามแดน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน ในพื้นที่เสี่ยง
  • เกษตรกร
  • ผู้บริโภค
  • บริษัทผู้นำเข้าและส่งออกแร่ทั้งในและต่างประเทศ
  • ประเทศในลุ่มน้ำและห่วงโซ่เหมืองแร่

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตการจัดการขยะมูลฝอยอย่างรุนแรง
  • มีหลุมฝังกลบไม่ได้มาตรฐานมากกว่า 2,000 แห่ง
  • ระบบบริหารจัดการขยะที่ขาดเอกภาพมายาวนาน ซึ่งยังคงยึดแนวคิด "เก็บ–ขน–กำจัด" แบบเศรษฐกิจเส้นตรง (Linear Economy) ทำให้มลพิษตกค้างที่ปลายทาง
  • โครงสร้างการบริหารที่รวมศูนย์และขาดการบูรณาการในระดับจังหวัด รวมถึงการที่ อปท. ส่วนใหญ่ขาดงบประมาณและความเชี่ยวชาญ ทำให้การจัดการขยะขาดประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
  • ขาดความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์: การกำหนดคลัสเตอร์ตามเขตปกครองทำให้หลายพื้นที่มีปริมาณขยะไม่เพียงพอต่อการลงทุนที่คุ้มค่า
  • การจัดการขาดมาตรฐาน: การคัดแยกยังพึ่งพาความสมัครใจ ระบบรีไซเคิลพึ่งพาภาคไม่เป็นทางการ (ซาเล้ง) ส่วนปลายทางยังคงใช้การ เทกองและการเผา เป็นกลไกหลัก
  • ท้องถิ่นขาดอำนาจและทรัพยากร: อปท. ขาดงบประมาณ บุคลากร และความเชี่ยวชาญในการจัดการอย่างยั่งยืน

จะทำอะไร (Action)

  • จัดทำ พ.ร.บ.บริหารจัดการของเสียและการหมุนเวียนทรัพยากร
  • จัดตั้งหน่วยงานเพื่อกำกับดูแลการจัดการขยะทั่วประเทศ
  • ปรับบทบาทท้องถิ่น: อบจ. เป็นผู้บริหารจัดการขยะระดับจังหวัด
  • ปรับบทบาทท้องถิ่น: อปท.ระดับล่าง มุ่งเน้นภารกิจ คัดแยกต้นทาง
  • ควบรวมคลัสเตอร์ขยะให้เหลือประมาณ 90 แห่ง ทั่วประเทศ
  • กำหนดมาตรฐานเทคโนโลยีและระบบอนุญาตสำหรับทุกกิจกรรมจัดการขยะ
  • เปลี่ยนจากระบบสมัครใจไปสู่ระบบที่มี มาตรฐานขั้นต่ำร่วมกันทั่วประเทศ โดยกำหนดการคัดแยกขยะประเภทหลัก ได้แก่ อินทรีย์ พลาสติก แก้ว กระดาษ และขยะอันตราย
  • จัดทำฐานข้อมูลการจัดเก็บที่เป็นระบบ เพื่อกำหนดเป้าหมายการเก็บขนขยะ
  • กำหนดแนวทางคำนวณต้นทุนการเก็บขนที่สะท้อนต้นทุนจริง
  • ให้อบจ.ทำหน้าที่วางระบบขนส่งรวมแทนการปล่อยให้แต่ละ อปท. ดำเนินการแบบแยกส่วน
  • เปลี่ยนรูปแบบจากการใช้รถเก็บขยะเป็น รถบรรทุกพ่วงที่ขนส่งจากสถานีขนถ่าย ในจุดต่าง ๆ
  • แยกบทบาทระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลและผู้ดำเนินการอย่างชัดเจน
  • กำหนดให้ทุกโครงการต้องเสนอ การประเมินด้านเศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อประกอบการอนุญาต
  • เปิดพื้นที่ที่เหมาะสมให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการ เผาขยะเพื่อผลิตพลังงาน และระบบจัดการเถ้าตามข้อประเมินของแต่ละพื้นที่
  • ควบคุมขยะที่ต้องการการควบคุมเป็นพิเศษ (เช่น ขยะติดเชื้อ ขยะอุตสาหกรรม) โดยต้องได้รับการติดตามและควบคุมการขนส่งผ่าน ระบบอิเล็กทรอนิกส์
  • ใช้กลไก ความรับผิดชอบของผู้ก่อมลพิษ (Extended Producer Responsibility: EPR) สำหรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซากรถยนต์ บรรจุภัณฑ์ และขยะจากการก่อสร้าง
  • ใช้กองทุนสิ่งแวดล้อมในการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน
  • จัดทำหลักสูตร “สิ่งแวดล้อมศึกษา” ในทุกระดับการศึกษา
  • ส่งเสริมกระบวนการรีไซเคิล
  • จัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์รีไซเคิลให้มีความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
  • วางเป้าหมายการเก็บขนขยะให้ ครอบคลุม 100% ทั่วประเทศ
  • จัดทำแนวทางปฏิบัติเฉพาะสำหรับแต่ละจังหวัดและแหล่งท่องเที่ยว
  • กำหนด กรอบความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) สำหรับบรรจุภัณฑ์และสินค้าเฉพาะประเภท
  • เตรียมนำระบบ AI มาใช้ในการควบคุมการขนส่ง เพื่อติดตามขยะพิเศษ
  • เริ่มมาตรการรีไซเคิลในอาคารขนาดใหญ่แบบสมัครใจ
  • ออก กฎกระทรวง เพื่อรองรับการจัดการขยะแต่ละประเภทและระบบ EPR
  • ยกระดับมาตรการรีไซเคิลให้เป็นข้อบังคับในอาคารขนาดใหญ่แบบสมัครใจ และกำหนดเป้าหมายให้การจัดการขยะที่ไม่ถูกหลักวิชาการ (เช่น การเทกอง) ลดลงเป็นศูนย์ภายใน 3 ปี
  • บังคับใช้ พ.ร.บ.และกฎกระทรวงเต็มรูปแบบ
  • ออกกฎกระทรวงควบคุมดินและน้ำใต้ดินปนเปื้อน
  • ทบทวนเป้าหมายด้านรีไซเคิลและ EPR อย่างสม่ำเสมอ
  • เปิดเผยข้อมูลสาธารณะเกี่ยวกับการจัดการขยะ
  • ควบคุมมลพิษจากโรงงานเผาขยะให้เข้มงวดยิ่งขึ้น
  • เตรียมระบบจัดการขยะที่ต้องควบคุมเป็นพิเศษ รวมถึงการจัดการเถ้าจากการเผา
  • นำแนวทาง ซื้อขายคาร์บอน มาใช้

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • [การจัดการขยะเป็น] เศรษฐกิจหมุนเวียน
  • เลิกการเทกองขยะที่ไม่เป็นธรรมต่อสิ่งแวดล้อม
  • คัดแยกขยะต้นทาง 100%
  • [การจัดการขยะ] สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
  • [กฎหมาย] ครอบคลุมทุกประเภทของขยะ
  • [การจัดการขยะ] เกิดปริมาณขยะที่มากพอต่อการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า
  • ลดการเทกอง
  • บังคับให้ทุกพื้นที่ปรับปรุงให้ได้มาตรฐาน
  • ค่าธรรมเนียมสนับสนุนการบริหารจัดการของท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน
  • [ระบบขนส่ง] ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ
  • ลดภาระของท้องถิ่น
  • สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
  • [กฎหมาย] เป็นรากฐานการบริหารจัดการขยะอย่างมีเอกภาพและครบวงจร
  • การเก็บขนขยะให้ ครอบคลุม 100% ทั่วประเทศ
  • การจัดการขยะที่ไม่ถูกหลักวิชาการ (เช่น การเทกอง) ลดลงเป็นศูนย์
  • บรรลุอัตรารีไซเคิลไม่น้อยกว่า 35%
  • ทุกโครงการกำจัดขยะต้องได้รับใบอนุญาตตามมาตรฐาน
  • เปิดเผย [ข้อมูล] สาธารณะเกี่ยวกับการจัดการขยะ เพื่อความโปร่งใส
  • เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของระบบจัดการขยะโดยรวม
  • สร้างแรงจูงใจให้เกิดการจัดการที่ยั่งยืน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • อปท.
  • ผู้ประกอบการกิจกรรมจัดการขยะ
  • เอกชน
  • ผู้ผลิต

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายในกรอบเวลา 4 ปี
  • การจัดการขยะที่ไม่ถูกหลักวิชาการ (เช่น การเทกอง) ลดลงเป็นศูนย์ ภายใน 3 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • เงินลงทุนรวม 180,000 ล้านบาท (CAPEX)
  • ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 26,300 ล้านบาท (OPEX)

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ร้อยละ 86 ของแหล่งน้ำ 56 แห่ง ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน สะท้อนวิกฤตการจัดการน้ำเสียเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมายาวนานหลายทศวรรษ
  • แม้จะมีการลงทุนสร้างระบบบำบัดน้ำเสียรวม แต่ผลลัพธ์โดยรวมยังไม่สามารถแก้ปัญหามลพิษได้อย่างยั่งยืน
  • ประเทศไทยมีปริมาณน้ำเสียชุมชนมากกว่า 5,300 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี แต่มีน้ำเสียเข้าสู่ระบบบำบัดเพียง 11% (582 ล้าน ลบ.ม.) ส่วนน้ำเสียอีก 89% ยังคงถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำโดยตรง
  • ความล่าช้าในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: ยุทธศาสตร์ชาติมีเป้าหมายก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย 780 แห่งภายในปี 2580 แต่ในช่วง 2564–2567 กลับอนุมัติระบบใหม่เพียง 4 แห่งเท่านั้น
  • หากยังดำเนินการด้วยอัตรานี้ จะต้องใช้เวลากว่า 60 ปี จึงจะบรรลุเป้าหมาย
  • ระบบบำบัดที่สร้างไว้แล้วจำนวนมากไม่สามารถเดินระบบได้เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจาก ขาดงบประมาณสำหรับเดินระบบและบำรุงรักษา (O&M)
  • กว่า 7,000 อปท. ยังไม่มีระบบบำบัดน้ำเสียรวม
  • โครงสร้างท่อแบบท่อรวม (Combined Sewer)
  • การบังคับใช้กฎหมายที่ขาดประสิทธิภาพ
  • การขาดบุคลากรเชี่ยวชาญ
  • การไม่มีฐานข้อมูลระดับประเทศ
  • ประเทศไทยเผชิญปัญหาการจัดการสิ่งปฏิกูลในระดับวิกฤต โดยมีเพียง 16% ของสิ่งปฏิกูลที่ถูกขนส่งไปกำจัดอย่างถูกต้อง ส่วนที่เหลือ 84% ถูกลักลอบทิ้ง ลงแหล่งน้ำหรือดินโดยตรง

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับปรุงกฎหมายและระบบกำกับดูแล
  • เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้: แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 โดยให้ กรมทรัพยากรน้ำเป็นเจ้าภาพกลาง
  • นำกลไกการควบคุมการอนุญาตประกอบกิจการโดยใช้หลักการ ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principles) และ ความสามารถในการรับภาระของแหล่งน้ำ (Load-based Permitting) มาใช้พิจารณารายลุ่มน้ำ
  • กำกับดูแลเชิงรุก: สนับสนุนการกำกับดูแลเชิงรุกบนฐานข้อมูลจากระบบตรวจวัดออนไลน์
  • ลงทุนระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียอย่างมีเป้าหมาย
  • ลงทุนก่อสร้าง–ฟื้นฟูระบบบำบัดในพื้นที่วิกฤต พื้นที่เศรษฐกิจ พื้นที่ริมแม่น้ำ และพื้นที่ที่ระบบเดิมหยุดเดิน
  • ปรับเพิ่มสัดส่วนน้ำเสียที่เข้าระบบบำบัด
  • สร้างกลไกเศรษฐศาสตร์ที่ยั่งยืนและเป็นธรรม
  • พัฒนาระบบค่าธรรมเนียมที่สะท้อนต้นทุนจริงตามหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย”
  • ใช้กลไก อุดหนุนข้ามกลุ่ม (Cross-subsidy) โดยกำหนดให้ภาคพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมชำระค่าบริการในอัตราที่สูงกว่า เพื่อช่วยลดภาระของภาคครัวเรือน
  • สร้างงานสีเขียว (Green Jobs) เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมด้านน้ำเสียและลดการพึ่งพางบอุดหนุนจากรัฐ
  • พัฒนาฐานข้อมูลน้ำเสียแห่งชาติ: จัดทำฐานข้อมูลน้ำเสียแห่งชาติแบบ Real-time ใช้ระบบ Online Monitoring เพื่อบริหารจัดการและมีศูนย์สนับสนุนด้านเทคนิคระดับภูมิภาคเพื่อช่วยเหลือ อปท.
  • สร้างองค์ความรู้และยกระดับการมีส่วนร่วม: สร้างหลักสูตรและชุดความรู้สำหรับทุกภาคส่วน และจัดกระบวนการมีส่วนร่วมในพื้นที่ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ
  • พัฒนาระบบกำจัดสิ่งปฏิกูลแบบกลุ่มพื้นที่ (Cluster)
  • จัดตั้งกลุ่มพื้นที่กำจัดสิ่งปฏิกูลโดยใช้อำเภอเป็นขอบเขต
  • ใช้ระบบบำบัดน้ำเสียรวมเดิมรองรับ (Co-treatment)
  • ติดตั้งระบบบำบัดสิ่งปฏิกูลเพิ่มในระบบบำบัดน้ำเสียรวมเดิม (Co-treatment) เพื่อนำน้ำเสียที่ได้จากการบำบัดสิ่งปฏิกูลไปบำบัดร่วมกับระบบที่มีศักยภาพ
  • ปรับปรุงมาตรฐานและระบบกำกับดูแล
  • กำหนดมาตรฐานถังเก็บกัก การออกใบอนุญาตรถสูบ การกำกับการขนส่งสิ่งปฏิกูล และระบบรายงานข้อมูลการกำจัด เพื่อป้องกันการทิ้งผิดวิธีและลดความเสี่ยงด้านสาธารณสุข
  • เร่งรัดการลงทุนเพื่อปฏิรูประบบจัดการน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลของประเทศ
  • ใช้หลักการคัดเลือกลำดับพื้นที่เป้าหมายอย่างมีกลยุทธ์ เพื่อให้การลงทุนเกิดผลสูงสุดต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ (สำหรับแผนเร่งรัดการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย)
  • เร่งรัดการจัดสรรงบประมาณและลดระยะเวลาดำเนินการ สำหรับระบบบำบัดน้ำเสียรวมจำนวน 780 โครงการ
  • ใช้หลักการ 1 อำเภอ 1 ระบบบำบัดสิ่งปฏิกูล เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ (สำหรับแผนเร่งรัดการก่อสร้างระบบบำบัดสิ่งปฏิกูล)
  • ลงทุนก่อสร้างระบบบำบัดสิ่งปฏิกูลจำนวน 878 โครงการในทุกอำเภอ
  • รถจัดเก็บสิ่งปฏิกูลจะจัดเก็บตามตำบลต่าง ๆ เพื่อนำมากำจัดรวมที่ระบบบำบัดสิ่งปฏิกูลของอำเภอ
  • เร่งรัดการจัดสรรงบประมาณและลดระยะเวลาดำเนินการ สำหรับระบบบำบัดสิ่งปฏิกูล
  • กระตุ้นเศรษฐกิจ: กระตุ้นภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมต้นน้ำ–ปลายน้ำ ผ่านการจัดซื้อวัสดุ ระบบท่อ เครื่องจักร เทคโนโลยี และงานโยธาขนาดใหญ่
  • สร้างการจ้างงาน: สร้างการจ้างงานในกว่า 400 ชุมชน ครอบคลุมสายงานวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม ช่างเทคนิค และแรงงานก่อสร้าง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • การบำบัดน้ำเสียชุมชน เพิ่มขึ้น จาก 11% เป็น 60%
  • หยุดมลพิษที่ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำโดยตรง
  • ยกระดับระบบจัดการน้ำเสียชุมชนและสิ่งปฏิกูลของประเทศ
  • กรมทรัพยากรน้ำเป็นเจ้าภาพกลาง ในการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561
  • สร้างกลไกเศรษฐศาสตร์ที่ยั่งยืนและเป็นธรรม
  • พัฒนาระบบค่าธรรมเนียมที่สะท้อนต้นทุนจริงตามหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย”
  • ภาระของภาคครัวเรือน ลดลง
  • มีฐานข้อมูลน้ำเสียแห่งชาติแบบ Real-time ใช้ระบบ Online Monitoring
  • มีศูนย์สนับสนุนด้านเทคนิคระดับภูมิภาคเพื่อช่วยเหลือ อปท.
  • มีหลักสูตรและชุดความรู้สำหรับทุกภาคส่วน
  • มีกระบวนการมีส่วนร่วมในพื้นที่ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ
  • ประหยัดงบประมาณและควบคุมการขนส่งร่วมกัน
  • ลดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน
  • มีมาตรฐานถังเก็บกัก การออกใบอนุญาตรถสูบ การกำกับการขนส่งสิ่งปฏิกูล และระบบรายงานข้อมูลการกำจัด
  • ป้องกันการทิ้งผิดวิธีและลดความเสี่ยงด้านสาธารณสุข
  • กระตุ้นเศรษฐกิจ: กระตุ้นภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมต้นน้ำ–ปลายน้ำ
  • สร้างการจ้างงานในกว่า 400 ชุมชน ครอบคลุมสายงานวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม ช่างเทคนิค และแรงงานก่อสร้าง
  • ส่งเสริม Green Jobs จากการเดินระบบและบำรุงรักษาระบบบำบัดน้ำเสีย
  • เพิ่มสัดส่วนการบำบัดน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ควบคุมปริมาณมลพิษที่ลงสู่แหล่งน้ำได้อย่างเหมาะสม
  • บังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ระบบการจัดการน้ำเสียระดับท้องถิ่นมีความยั่งยืน
  • ลดการพึ่งพางบอุดหนุนจากรัฐ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • อปท.
  • ภาคพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม
  • ภาคครัวเรือน
  • ภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมต้นน้ำ–ปลายน้ำ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • แล้วเสร็จ ภายใน 8 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 67,000 ล้านบาท

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ เศรษฐกิจทางเดียว (Linear Economy) ที่เน้น “เก็บ–ขน–กำจัด” ซึ่งไม่ยั่งยืนและสร้างมลพิษตกค้างจำนวนมาก
  • วิกฤตหลุมฝังกลบ: ปัจจุบันมีสถานที่กำจัดขยะที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ (เทกอง) มากกว่า 2,000 แห่ง ทั่วประเทศ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชนอย่างรุนแรง
  • โครงสร้างที่ไร้เอกภาพ: องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ส่วนใหญ่ขาดงบประมาณและบุคลากรเชี่ยวชาญ ระบบรีไซเคิลยังพึ่งพาภาคไม่เป็นทางการ (ซาเล้ง) เป็นหลัก ขณะที่ค่าธรรมเนียมขยะในปัจจุบันยังไม่สะท้อนต้นทุนจริง
  • ความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์: การบริหารจัดการขยะแบบแยกส่วนตามเขตปกครอง (คลัสเตอร์ขนาดเล็ก) ทำให้ปริมาณขยะไม่เพียงพอต่อการลงทุนเทคโนโลยีที่ทันสมัย ส่งผลให้โรงไฟฟ้าขยะหลายแห่งไม่คุ้มทุนและสร้างมลพิษเพิ่ม

จะทำอะไร (Action)

  • ลงทุนระบบจัดการขยะ เปลี่ยนขยะเป็นทรัพย์สิน
  • ตรา ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บริหารจัดการของเสียและการหมุนเวียนทรัพยากร เพื่อรวมกฎหมายจัดการขยะที่กระจัดกระจายให้เป็นเอกภาพ
  • จัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลระดับชาติ
  • ปรับบทบาทท้องถิ่น อบจ. ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการขยะรวมระดับจังหวัด (ศูนย์รวบรวมและกำจัดปลายทาง) อปท. ระดับพื้นฐาน (เทศบาล/อบต.): มุ่งเน้นภารกิจคัดแยกขยะที่ต้นทาง (อินทรีย์, พลาสติก, แก้ว, กระดาษ, ขยะอันตราย)
  • ปรับลดจุดกำจัดขยะให้เหลือประมาณ 90 แห่ง ทั่วประเทศ เพื่อสร้างความคุ้มค่าในการจัดการ
  • บังคับใช้กลไกที่ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบซากผลิตภัณฑ์เฉพาะประเภท เช่น ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste), ซากรถยนต์ และบรรจุภัณฑ์
  • ตราร่างกฎหมายใหม่และกำหนดมาตรฐาน การคัดแยกขยะขั้นต่ำร่วมกันทั่วประเทศ นำระบบ AI มาใช้ควบคุมการขนส่งขยะอันตรายและขยะอุตสาหกรรมเพื่อป้องกันการลักลอบทิ้ง
  • ตั้งเป้าอัตรารีไซเคิลของประเทศ
  • สนับสนุนเอกสารร่วมลงทุนในโรงไฟฟ้าขยะที่ได้มาตรฐานสูง ควบคู่กับการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนผ่าน กองทุนสิ่งแวดล้อม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ปรับลดจุดกำจัดขยะให้เหลือประมาณ 90 แห่ง ทั่วประเทศ
  • การกำจัดขยะที่ไม่ถูกหลักวิชาการลดลงเป็น "ศูนย์"
  • อัตรารีไซเคิลของประเทศต้องไม่น้อยกว่า 35%
  • ทุกโครงการกำจัดขยะต้องได้รับใบอนุญาตมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • ผู้ผลิต

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายใน 3 ปี
  • ระยะเริ่มต้น (ปีที่ 1-2)
  • ระยะบังคับใช้ (ปีที่ 3-4)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 180,000 ล้านบาท
  • 26,300 ล้านบาท ต่อปี

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบลงทุน
  • งบดำเนินงาน
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • วิกฤตมลพิษทางน้ำขั้นรุนแรง ร้อยละ 86 ของแหล่งน้ำ 56 แห่งทั่วประเทศ ไม่ผ่านมาตรฐาน
  • วิกฤตน้ำเสียชุมชน ปัจจุบันมีน้ำเสียเกิดขึ้นกว่า 5,300 ล้าน ลบ.ม./ปี แต่เข้าสู่ระบบบำบัดเพียง 11% ในขณะที่ ระบบที่มีอยู่ยังเดินเครื่องได้เพียง 57% ของศักยภาพ เนื่องจากขาดงบประมาณเดินระบบและบำรุงรักษา (O&M)
  • ความล่าช้าของโครงการ แผนยุทธศาสตร์ชาติตั้งเป้าสร้างระบบบำบัด 780 แห่งภายในปี 2580 แต่ช่วงปี 2564–2567 อนุมัติได้เพียง 4 แห่ง หากทำด้วยอัตรานี้ต้องใช้เวลาถึง 60 ปีจึงจะบรรลุเป้าหมาย
  • วิกฤตสิ่งปฏิกูล มีเพียง 16% ของสิ่งปฏิกูลที่ถูกกำจัดอย่างถูกต้อง อีก 84% ถูกลักลอบทิ้งลงดินและน้ำ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กว่า 97% ไม่มีระบบกำจัดสิ่งปฏิกูล และรถดูดส้วมกว่า 53% ไม่มีใบอนุญาต

จะทำอะไร (Action)

  • ลงทุนระบบบำบัดน้ำเสียและสิ่งปฏิกูล สร้างระบบบำบัดน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลทั่วประเทศ ฟื้นฟูแหล่งน้ำให้สะอาดอย่างยั่งยืน
  • ปฏิรูประบบจัดการน้ำเสียและสิ่งปฏิกูล โดยกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นดูแล
  • แก้กฎหมายและระบบกำกับ แก้ไข พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ให้กรมทรัพยากรน้ำเป็นเจ้าภาพ ใช้หลักการ "ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย" และการอนุญาตปล่อยน้ำเสียตามความสามารถในการรับมลพิษของแหล่งน้ำ
  • จัดเก็บค่าบำบัดน้ำเสีย (อาจรวมกับค่าน้ำประปา) โดยใช้ระบบอุดหนุนข้ามกลุ่ม
  • สร้างระบบตรวจสอบคุณภาพน้ำออนไลน์
  • สร้างความรู้ให้ประชาชนและดึงชุมชนเข้าร่วมตัดสินใจในโครงการ
  • จัดตั้งศูนย์กำจัดสิ่งปฏิกูลระดับอำเภอ (1 อำเภอ 1 ระบบ) รวม 878 แห่ง เพื่อแชร์ทรัพยากรระหว่างท้องถิ่น
  • ปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียเดิมให้รองรับการกำจัดสิ่งปฏิกูลได้ด้วย เพื่อลดต้นทุนก่อสร้าง
  • ควบคุมมาตรฐานถังเก็บกัก ออกใบอนุญาตรถขนส่งสิ่งปฏิกูล และติดตามการทิ้งผ่านระบบรายงานข้อมูล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มสัดส่วนน้ำเสียเข้าระบบจาก 11% เป็น 60%
  • จัดตั้งศูนย์กำจัดสิ่งปฏิกูลระดับอำเภอ (1 อำเภอ 1 ระบบ) รวม 878 แห่ง
  • ระบบบำบัดน้ำเสียรวม 780 โครงการ ครอบคลุม 464 อปท.
  • แก้ปัญหาน้ำเสียในพื้นที่วิกฤตและเพิ่มประสิทธิภาพระบบเดิม
  • ยุติการลักลอบทิ้งสิ่งปฏิกูลและควบคุมโรคระบาด
  • เศรษฐกิจหมุนเวียนกระตุ้นภาคก่อสร้าง วัสดุ และเทคโนโลยี
  • สร้างงานในกว่า 400 ชุมชน ทั้งวิศวกร ช่างเทคนิค และแรงงาน
  • เกิดการจ้างงานระยะยาวในการเดินระบบและบำรุงรักษา (O&M) ตลอดอายุโครงการ
  • ลดมลพิษทางน้ำ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และลดความเสี่ยงด้านสาธารณสุขอย่างยั่งยืน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ท้องถิ่น
  • ชุมชน
  • วิศวกร
  • ช่างเทคนิค
  • แรงงาน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายใน 8 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 67,000 ล้านบาท

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

มะเร็ง

จะทำอะไร (Action)

จัดการขยะพิษ ครบวงจร

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

หยุดมะเร็ง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ