ประเด็น

การจัดการพื้นที่เกษตร

มี 27 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความเหลื่อมล้ำ
  • การผลิตสินค้าเกษตรที่อุปสงค์ และอุปทานไม่สมดุลย์
  • การขาดแคลนองค์ความรู้ใหม่ในด้านการเกษตร
  • การขาดระบบการเกษตรโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ

จะทำอะไร (Action)

  • ศูนย์เกษตรเศรษฐกิจประจำจังหวัด Agriculture Economic Center (AEC) ทำหน้าที่
  1. พัฒนาเศรษฐกิจการเกษตรในทุกมิติ โดยสนับสนุนงบประมาณเพื่อการวิจัย Biodiversity, Cycling, Green Economy
  2. ยกระดับราคาสินค้าเกษตร ด้วยการบริหารนโยบายด้านการผลิตผลผลิตการเกษตร ที่สมดุลย์ ทั้งอุปสงค์ และอุปทาน
  3. พัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรเชิงระบบด้วยการนำเทคโนโลยีภาคเกษตรที่ทันสมัย platform applications ecosystem มาสนับสนุนการยกระดับการผลิตให้มีประสิทธิผล
  4. ทำหน้าที่เป็นศูนย์วิจัย พัฒนาพื้นที่ดินการผลิต ผลิตภัณฑ์เกษตรสมัยใหม่ ที่เหมาะสมกับพื่นที่ดิน ฤดูการการผลิต
  5. สรรหาองค์ความรู้ใหม่ ด้วยการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรสถาบัน งานวิจัยในต่างประเทศที่มี ทั้งองค์ความรู้สนับสนุนยกระดับมูลค่าเพิ่มการผลิตและช่องทางการจำหน่าย การตลาดผู้บริโภคที่เหมาะกับผลผลิตของไทย
  6. เป็นศูนย์ระบบการเกษตรโลจิสติกส์ System Marketing Logistics โดยมี total program applications ที่ให้บริการวางแผน คลังสินค้า การบรรจุภัณฑ์ การขนส่ง เพื่อการส่งออก ทางอากาศ ทางเรือ ทางรถ ทางรถไฟ BRI ผ่าน Gateway ศูนย์ Logistics Park เวียงจันทร์ ไปยัง Gateway คุนหมิง และเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคของจีน และ ตลาด CLMV และตลาดโลก

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยกระดับราคาสินค้าเกษตร
  • เกษตรกรมีกำไร มีเงินออม
  • ลดความเหลื่อมล้ำ
  • ยกระดับมูลค่าเพิ่มการผลิตและช่องทางการจำหน่าย
  • พัฒนาระบบการเกษตรโลจิสติกส์

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • นักวิจัยด้าน Biodiversity, Cycling, Green Economy

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เกษตรกรย่างเข้าสู่วัยชราอายุมากแล้ว หมดกำลังวังชาที่จะทำมาหากินในที่ดิน
  • เกษตรกรไม่มีความประสงค์จะทำการเกษตรต่อไป
  • เกษตรกรไม่มีลูกหลานที่จะเป็นผู้สืบทอด หรือมีผู้สืบทอดแต่ไม่มีความประสงค์จะทำการเกษตรต่อไป

จะทำอะไร (Action)

  • ให้มีการจำหน่ายจ่ายโอน ที่ดิน สปก. ในกรณีชราภาพได้
  • สร้างกติกาใหม่เพื่อให้สามารถนำที่ดิน สปก. มาใช้ประโยชน์ได้เต็มศักยภาพ ควบคู่การปลูกป่า ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม
  • จัดและพัฒนาที่ดินในรูปแบบ “นิคมเกษตรกรรม” โดยการวางผังแบ่งแปลง ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบน้ำเพื่อการเกษตร ถนน ไฟฟ้า ประปาชุมชน ฯลฯ และจัดแบ่งเป็นโซนต่าง ๆ
  1. โซนที่ดินทำกิน ขนาดแปลง 5 – 10 ไร่ สำหรับปลูกบ้านพัก ขุดบ่อเก็บกักน้ำ ให้เกษตรกรเข้ามาอยู่อาศัย สามารถทำการเกษตรผสมผสาน หรือไร่นาสวนผสม สร้างผลผลิตได้ทันที เกษตรกรที่ได้รับจัดสรรต้องผ่อนชำระการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคืนให้แก่รัฐ 2 โซนพื้นที่แปลงใหญ่ หรือแปลงรวมของนิคมฯ เพื่อใช้ผลิตพืชอุตสาหกรรม ที่ใช้เทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มผลผลิต และผลผลิตที่ได้มาตรฐาน สามารถส่งขายได้ทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ 3 โซนส่วนกลางที่เป็นสถานที่รวบรวมผลผลิตแปรรูป และรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรที่ได้มาตรฐานตามที่ตกลงกัน เป็นสินค้าส่งออกสู่ตลาด เช่น ผักอินทรีย์ สมุนไพร อาหารเพื่อสุขภาพ ฯลฯ และเป็นพื้นที่เอนกประสงค์ เช่น การถ่ายทอดความรู้ การประชุม เป็นต้น 4 โซนปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ เป็นป่าเศรษฐกิจ ที่จะมีรายได้เสริมจากการขายคาร์บอนเครดิตด้วย 5 โซนภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับภาคเกษตร เช่น ที่พักรับรองการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติสุขภาพ (Health & Wellness Tourism) ที่ฟื้นฟูสุขภาพระยะยาว (Long Stay) หรือบ้านพักผู้สูงอายุ เป็นต้น
  • ปรับการดำเนินงานจากรัฐ เป็น “บรรษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมการเกษตรแห่งชาติ”

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างรายได้ให้คนไทย
  • เกษตรกรที่ได้รับจัดสรรต้องผ่อนชำระการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคืนให้แก่รัฐ
  • สามารถทำการเกษตรผสมผสาน หรือไร่นาสวนผสม สร้างผลผลิตได้ทันที
  • ผลผลิตที่ได้มาตรฐาน สามารถส่งขายได้ทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ
  • มีรายได้เสริมจากการขายคาร์บอนเครดิต
  • มีการปลูกป่า ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม
  • มีที่พักรับรองการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติสุขภาพ (Health & Wellness Tourism) ที่ฟื้นฟูสุขภาพระยะยาว (Long Stay) หรือบ้านพักผู้สูงอายุ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • ผู้สูงอายุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาฝุ่น PM 2.5
  • การเผาป่าเผาไร่
  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • การใช้พลังงานที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • การจราจร การขนส่งสาธารณะ และการเดินทาง สร้างมลพิษ

จะทำอะไร (Action)

  • เอาผิดกับคนเผาป่าเผาไร่อย่างจริงจัง
  • สร้าง Mobile Application – เครือข่ายปราบการเผาไร่ เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน และเครือข่ายอาสาป้องกันการเผาไร่
  • ปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกเพื่อลดการเผา
  • ส่งเสริมการไถกลบตอซังเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ และผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์
  • ส่งเสริมการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง (Wet & Dry)
  • ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไม้ยืนต้น ไม้ป่า ไม้หายาก เพื่อทดแทนการเกษตรที่ต้องเผาตอซัง
  • จัดตั้งเขตส่งเสริมพิเศษ บนเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 40,000 ไร่ ในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อเป็นพื้นที่ปลูกป่า สร้างรายได้ ให้เกษตรกร ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 60 จังหวัด
  • สร้างรายได้จากการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้มีมูลค่าขายเป็นเงินได้
  • หาช่องทางการจัดจำหน่ายและหาคนมารับซื้อกับเกษตรกรโดยตรง
  • ใช้กองทุน SMEs และกองทุน Startup เป็นแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่เป็นโรงงานผลิตรถโดยสารและรถยนต์ไฟฟ้า ดอกเบี้ยไม่เกิน 3%-4%
  • ใช้กองทุนวิสาหกิจชุมชนเป็นแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ สนับสนุนเกษตรกรรวมตัวกันร่วมกันใช้เครื่องจักรสมัยใหม่เพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก และผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง
  • ลดการใช้พลังงานที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • สนับสนุนให้ติดตั้ง Solar Rooftop หรือ Solar Cell บนพื้นที่ว่าง อย่างน้อย 5 KW จำนวน 2 ล้านครอบครัว โดยรัฐเป็นผู้ลงทุน
  • ออกมาตรการทางภาษีให้สิทธิลดหย่อนภาษี และการหักค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น สำหรับผู้ประกอบการที่สนับสนุนนโยบาย "สลับ-เหลื่อมเวลาการทำงานและเวลาเรียน" และนโยบาย "Work from home หรือ Learn from home"
  • ออก “โครงการสร้างไทยมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้า” ให้คนไทยที่ทำมาหากินด้วยมอเตอร์ไซด์คู่ใจ สามารถกู้เงินดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน 5% ต่อปี ซื้อมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้าได้ จำนวน 1 ล้านคัน
  • ให้สิทธิหักลดหย่อนภาษีที่ดินแก่เจ้าของที่ดินที่สมัครใจเข้าร่วม "โครงการสวนสีเขียวที่เที่ยวชุมชน (Volk Green Park)" ที่เน้นการขับเคลื่อนประเทศไทย ให้เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดปัญหาฝุ่น PM 2.5
  • เพิ่มโอกาสการสร้างรายได้ให้ชาวนาจากการขายคาร์บอนเครดิต
  • สร้างรายได้จากการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร
  • ลดการเผาในแปลงเพาะปลูก
  • ลดค่าไฟฟ้ารายเดือน
  • ลดก๊าซมีเทนในดิน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • ประชาชน
  • ผู้ประกอบการ
  • เจ้าของที่ดิน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เกษตรกรยากจน มีหนี้สิน -เกษตรกรไม่มีรายได้ยั่งยืน -การผลิตสินค้าเกษตรไม่สอดคล้องกับอุปสงค์-อุปทาน ขาดแหล่งน้ำสำหรับการเกษตร และอุปโภคบริโภค มีข้อจำกัดการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐ

จะทำอะไร (Action)

  • สินค้าเกษตรราคาดี - รับซื้อและประกันราคาพืชเศรษฐกิจหลัก
  1. ข้าวหอมมะลิ 20,000 บาท/ตัน
  2. ข้าวหอมจังหวัด 13,000 บาท/ตัน
  3. ข้าวเหนียว 14,000 บาท/ตัน
  4. ข้าวสารขาว 11,000 บาท/ตัน
  5. มันสำปะหลัง 3 บาท/กก.
  6. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 8 บาท/กก.
  7. ยางพารา 65 บาท/กก.
  8. ยางก้อนถ้วย 45 บาท/กก.
  9. ปาล์มน้ำมัน 5 บาท/กก.
  10. อ้อยโรงงาน 1,000 บาท/ตัน
  • ปรับโครงสร้างการผลิต
  1. บริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกพืชเกษตร (Zoning)
  2. ปรับระบบการใช้ที่ดินเพื่อผลิตสินค้าเกษตรให้3. สอดคล้องกับอุปสงค์-อุปทาน (Demand – Supply)
  • พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรตั้งแต่ระดับหมู่บ้านจนถึงการกักเก็บน้ำตามลำน้ำ
  1. ขุดบ่อน้ำ 1 ล้านบ่อ
  2. ขุดน้ำบาดาล 1 แสนบ่อ
  3. วางระบบผันน้ำ โขง-เลย-ชี-มูล แม่น้ำสายสำคัญอื่น และจาก สปป. ลาว มาเติมในยามที่ขาดน้ำ
  • พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค
  1. พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอและมีคุณภาพทุกหมู่บ้าน
  • การจัดการที่ดิน
  1. ขจัดข้อจำกัดการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐเพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกร เช่น ที่ดิน สปก. ที่ดิน คทช. ที่ดิน ภบท.5

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยกระดับราคา เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร
  • มีแหล่งน้ำสำหรับการเกษตรเพียงพอ
  • เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินของรัฐได้อย่างเต็มที่

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ "แร่หายาก" กลายเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจและการเมืองโลก
  • โลกแบ่งขั้วห่วงโซ่อุปทาน สหรัฐฯ และจีนต่างแข่งขันกันครอบครองแร่หายากเพื่อความได้เปรียบทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง
  • ไทยไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน อาจทำให้เรา เสียเปรียบทั้งในเชิงเศรษฐกิจและความมั่นคงระหว่างประเทศ
  • ไทยอาจมีแร่หายากมูลค่าสูงถึง 5.69 ล้านล้านบาท จากปริมาณ 8.65 ล้านตัน แต่ไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน ทำให้ เสียโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่และการจัดการแร่ในประเทศ
  • กระบวนการสกัดแยกแร่หายากมักเกิดธาตุกัมมันตรังสี ซึ่งเสี่ยงต่อการสะสมกากนิวเคลียร์ หากไม่มีระบบจัดการที่ดี แหล่งน้ำใต้ดินและพื้นที่เกษตรกรรมอาจปนเปื้อนจนแก้คืนไม่ได้
  • กรมทรัพยากรธรณีสำรวจพื้นที่แหล่งแร่ที่มีศักยภาพได้เพียง 30%
  • ไทยยังขาดเทคโนโลยีการสกัดแยก ทำให้ต้อง ส่งออกในรูปสินแร่ราคาถูก แต่นำเข้าผลิตภัณฑ์สำเร็จในราคาแพง

จะทำอะไร (Action)

  • กำหนด ยุทธศาสตร์แรร์เอิร์ธ เปลี่ยนจาก "การขุดแร่ไปขายราคาถูก" เป็น "การจัดการทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์"
  • รัฐบาล เร่งจัดทำยุทธศาสตร์ด้านนี้ เพื่อ กำหนดว่าจะดำเนินนโยบายแร่หายากอย่างไร ไทยจะมุ่งเน้นอุตสาหกรรมใด สินค้าใด สัมพันธ์กับห่วงโซ่อุตสาหกรรมของประเทศใดบ้าง
  • ปรับโครงสร้างคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ (กนร.)
  • เพิ่มสัดส่วนกรรมการ "สายเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรม-ต่างประเทศ"
  • คณะกรรมการฯ ทำหน้าที่วางยุทธศาสตร์แร่หายากของไทยโดยพิจารณาอย่างรอบด้าน คำนึงถึงประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการต่างประเทศของไทยในระยะยาว
  • รัฐบาลตั้งต้นจัดการข้อมูลแร่หายากในปัจจุบันอย่างเป็นระบบ
  • รัฐบาล มีนโยบายสำรวจและจัดการแร่หายาก
  • ตรวจสอบข้อมูลนำเข้า-ส่งออกที่คลุมเครือ
  • กนร. พิจารณาประกาศให้แร่หายากเป็น "สินค้าควบคุม"
  • ออกประกาศกระทรวงและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดให้ต้องมีการขออนุญาต ครอบครอง-ขนย้าย-ส่งออก อย่างเข้มงวด
  • กนร. อาจ ประกาศ “เขตห้ามทำเหมือง” ในบางพื้นที่
  • ผนวกแร่หายากเข้ากับยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมและการต่างประเทศ
  • เพิ่มเรื่องแร่หายากในแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ของประเทศ
  • รัฐจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรอย่างเพียงพอ เพื่อให้กรมทรัพยากรธรณีดำเนินการสำรวจพื้นที่ที่มีศักยภาพให้ครบถ้วนโดยเร็ว
  • สามารถ แบ่งพื้นที่ที่มีศักยภาพออกเป็นระดับต่างๆ เพื่อจัดลำดับความสำคัญในการดำเนินงาน
  • รัฐ ควรมีแผนหรือนโยบายสำหรับแร่รายชนิด ที่เป็นแร่ยุทธศาสตร์ ทั้งด้านการจัดหาแร่จากต่างประเทศ ศักยภาพของแหล่งแร่ในประเทศที่คุ้มค่าต่อการพัฒนา โดยประเมินทั้งด้านเศรษฐกิจ (เช่น เทคโนโลยีสำหรับแร่แต่ละประเภท การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่อง) และด้านสิ่งแวดล้อม (ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการจัดการ)
  • รัฐมีมาตรการจูงใจให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ สนับสนุนการพัฒนาแร่หายากในประเทศไทย โดยลงทุนในเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง
  • ผลักดันให้เทคโนโลยีแร่ของไทยได้มาตรฐานสากล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์
  • ประเทศ รักษาผลประโยชน์ ในระยะยาว
  • ไทยมี ข้อมูลที่ครบถ้วน (เช่น มีแร่ชนิดไหน เกรดอะไร มีความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์หรือไม่)
  • ระบุตำแหน่งของไทยในซัพพลายเชนโลก
  • สร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทาน
  • รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
  • ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง
  • ประธานกรรมการ มีความเข้าใจเรื่องแร่หายากและความสำคัญของการกำหนดยุทธศาสตร์
  • คณะกรรมการฯ วางยุทธศาสตร์แร่หายากของไทยโดยพิจารณาอย่างรอบด้าน คำนึงถึงประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการต่างประเทศของไทยในระยะยาว
  • ข้อมูลแร่หายาก ในปัจจุบัน ถูกจัดการ อย่างเป็นระบบ
  • ข้อมูลนำเข้า-ส่งออกที่คลุมเครือ เกิดความชัดเจน
  • ป้องกันการลักลอบส่งออกและการค้าแร่ผิดกฎหมาย
  • รอ ผลการศึกษาที่ชัดเจนทั้งด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม จาก กนร.
  • การพัฒนาอุตสาหกรรมสอดคล้องกับการจัดหาแร่หายาก
  • กรมทรัพยากรธรณี ดำเนินการสำรวจพื้นที่ที่มีศักยภาพให้ครบถ้วน 100%
  • สามารถกำหนดนโยบายและวางยุทธศาสตร์ได้ถูกต้อง
  • นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ลงทุนในเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง
  • ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หรือยานยนต๋ไฟฟ้า ใช้วัตถุดิบแร่หายากที่มีในไทย
  • เพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมไทยในซัพพลายเชนโลก
  • ลดความเสี่ยงจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า ในระยะยาว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประเทศ
  • นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ
  • ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
  • ผู้ผลิตยานยนต๋ไฟฟ้า

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ระยะเร่งด่วน (6 เดือน) วางระบบและสังคายนาข้อมูล
  • ดำเนินการสำรวจพื้นที่ที่มีศักยภาพให้ครบถ้วน โดยเร็ว
  • ระยะกลาง (1-4 ปี) วางแผนและสำรวจแหล่งแร่
  • ระยะยาว (4 ปีขึ้นไป) สร้างมูลค่าเพิ่มสู่ระดับโลก
  • ลดความเสี่ยงจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าใน ระยะยาว

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • วิกฤตแม่น้ำสายหลักปนเปื้อนโลหะหนัก: ตลอดปี 2567-2568 มีการตรวจพบสารหนู ตะกั่ว และปรอทเกินมาตรฐานในแม่น้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน กระทบระบบประปา การเกษตร คุณภาพชีวิต และการทำประมงอย่างรุนแรง
  • ข้อมูลการตรวจพบสารพิษสะสมในร่างกายประชาชนสะท้อนถึงความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงทั้งด้านการสื่อสารความเสี่ยง การแจ้งเตือนภัย การรับมือปัญหาภายในประเทศ รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอกับประเทศเพื่อนบ้านของภาครัฐ
  • มลพิษจากห่วงโซ่เหมืองแร่ข้ามแดน: มลพิษเชื่อมโยงโดยตรงกับกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านที่ไหลผ่านลำน้ำสาขามาสะสมในไทย
  • การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำของรัฐไม่ต่อเนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร
  • ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นในการป้องกันตนเอง ส่งผลให้ขาดความเชื่อมั่นต่อการจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐ
  • การขาดกฎหมายภายในถึงการตรวจสอบที่มาของการนำเข้าแร่ที่สำคัญต่าง ๆ มายังประเทศไทย
  • การบริหารจัดการที่ไร้บูรณาการ: รัฐบาลยังขาดการใช้กลไกทางการทูตและพหุภาคี (เช่น ความร่วมมือระหว่างไทย จีน เมียนมา ลาว หรือกลไกลุ่มน้ำโขง) อย่างมีประสิทธิภาพในการจัดการต้นตอของมลพิษ
  • ผลลัพธ์คือประชาชนต้องแบกรับต้นทุนความเสี่ยงเพียงลำพัง โดยที่รัฐไม่มีการจัดการปัญหาทั้งที่ต้นเหตุในต่างประเทศและปลายเหตุภายในประเทศด้วย

จะทำอะไร (Action)

  • จัดทำระบบฐานข้อมูล รวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วน และเปิดเผยต่อประชาชน
  • จัดทำฐานข้อมูลกลาง ด้านมลพิษทางน้ำ เปิดเผยผลการตรวจคุณภาพน้ำ ดิน พืช สัตว์น้ำ และสุขภาพประชาชน ต่อสาธารณะในรูปแบบที่เข้าถึงและเข้าใจได้
  • จัดให้มีการตรวจคุณภาพ น้ำดิบ ตะกอนดิน น้ำประปา พืช สัตว์น้ำ และสุขภาพประชาชน อย่างต่อเนื่องและครอบคลุม
  • เพิ่มจุดตรวจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
  • เพิ่มอุปกรณ์การตรวจที่ได้รับมาตรฐานอย่างแท้จริง
  • กำหนดเกณฑ์การแจ้งเตือน และมาตรการป้องกันเชิงรุกอย่างชัดเจน เช่น ค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำที่ปลอดภัยและไม่ปลอดภัย ค่ามาตรฐานการบริโภคพืชและสัตว์น้ำ โดยระบุปริมาณและความถี่ที่เหมาะสมตามน้ำหนักตัวของผู้บริโภค เพื่อเป็นแนวปฏิบัติในการป้องกันตนเองจากสารปนเปื้อน
  • จัดหาแหล่งน้ำทดแทนที่ปลอดภัย สำหรับการอุปโภค บริโภค และการเกษตร
  • จัดทำหลักเกณฑ์การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
  • จัดการบทบาทไทยในห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ
  • ทบทวนการนำเข้า-แปรรูป-ส่งออกแร่ที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อมลพิษข้ามพรมแดน
  • กำหนดให้ระบุพิกัดเหมืองต้นทางที่ต้องการนำเข้า พร้อมกำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบตลอดสายการผลิต
  • สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ สำหรับบริษัทผู้นำเข้าและส่งออกแร่ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสกัดกั้นแร่ที่ได้จากกระบวนการผลิตที่ไม่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
  • บูรณาการข้อมูลมลพิษเข้ากับนโยบายศุลกากรและการส่งเสริมอุตสาหกรรม
  • ใช้ความร่วมมือพหุภาคี เช่น ไทย จีน เมียนมา ลาว และกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (LMC) เป็นกลไกหลักในการเจรจาแก้ปัญหามลพิษจากเหมืองแร่และอุตสาหกรรมต้นน้ำ
  • กำหนดแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่มีกรอบเวลา ตัวชี้วัด และกลไกติดตามผลอย่างจริงจัง
  • สร้างต้นแบบฐานข้อมูล: พัฒนาระบบฐานข้อมูลของไทยให้เป็นโมเดลสำหรับอาเซียน ตามข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติและภาวะฉุกเฉิน (AADMER) และกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้างด้านสิ่งแวดล้อม (LMEC)
  • ใช้หลักฐานจริงเรียกร้องความรับผิดชอบ: นำผลตรวจคุณภาพน้ำ ดิน ผลผลิตทางการเกษตร และสถิติด้านสุขภาพของประชาชน มาใช้เป็นหลักฐานยืนยันเพื่อเรียกร้องความรับผิดจากประเทศต้นตอ
  • ดำเนินการกำหนดค่ามาตรฐานสารโลหะหนักร่วม
  • ดำเนินการตรวจคุณภาพน้ำ ดิน ผลผลิตในต่างประเทศร่วมด้วยวิธีอ้างอิงเดียวกัน
  • สร้างอำนาจต่อรองผ่านห่วงโซ่เศรษฐกิจ: เชื่อมโยงมลพิษข้ามแดนเข้ากับข้อตกลงด้านแร่ พลังงาน และการค้า
  • ปักหมุดจุดยืนไม่แลกสุขภาพกับตัวเลขเศรษฐกิจ: กำหนดนโยบายความร่วมมือระหว่างประเทศที่ชัดเจนว่า การพัฒนาเศรษฐกิจต้องไม่แลกด้วยความเสื่อมโทรมของทรัพยากร สิ่งแวดล้อม หรือสุขภาพของประชาชน
  • ยกระดับไทยสู่ผู้นำการจัดการมลพิษ: ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการจัดการมลพิษข้ามแดนของภูมิภาค
  • ผลักดันวาระสู่สากล: ยกระดับปัญหาเข้าสู่การพิจารณาขององค์การอนามัยโลก (WHO)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยุติมลพิษผ่านสายน้ำข้ามแดน
  • ไม่ให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้กลายเป็นการซ้ำเติมปัญหามลพิษที่ประชาชนต้องแบกรับ
  • ไม่ปล่อยให้การทูตเชิงสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงถ้อยแถลงที่ไร้ผลในทางปฏิบัติ
  • ไม่ปล่อยให้การเจรจาจบลงที่แผ่นกระดาษแถลงการณ์ที่ไร้ซึ่งผลลัพธ์
  • สร้างน้ำหนักในการเจรจาให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
  • ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการจัดการมลพิษข้ามแดนของภูมิภาค ไม่ใช่เพียงผู้รับผลกระทบที่ไร้เสียงต่อรอง
  • สร้างมาตรฐานสากลในการปกป้องสุขภาพประชาชนจากมลพิษทางน้ำข้ามแดน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน ในพื้นที่เสี่ยง
  • เกษตรกร
  • ผู้บริโภค
  • บริษัทผู้นำเข้าและส่งออกแร่ทั้งในและต่างประเทศ
  • ประเทศในลุ่มน้ำและห่วงโซ่เหมืองแร่

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การปรับตัวให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในโลกที่ร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นเป็นความท้าทายในระดับท้องถิ่น
  • ภาวะโลกร้อนส่งผลให้ความถี่และความรุนแรงของภัยพิบัติเพิ่มสูงขึ้น กระทบต่อชีวิตผู้คนและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง
  • ความเสียหายที่เกิดจากภาวะโลกร้อนในประเทศไทยมีรายละเอียดที่น่ากังวล:
  • ในช่วงปี พ.ศ. 2543–2562 ประเทศไทยมีดัชนีความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศโลก (Global Climate Risk Index) อยู่ใน อันดับที่ 9 ของโลก
  • ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยสูงถึง 7,719 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี หรือคิดเป็น ร้อยละ 0.82 ของ GDP ในช่วงเวลาดังกล่าว
  • เกิดเหตุภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศมากถึง 146 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 138 คน ในช่วงปี พ.ศ. 2543–2562
  • ผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร:
  • หากไม่มีมาตรการรองรับ ภาวะโลกร้อนอาจทำให้ ผลผลิตทางการเกษตรลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 6 ภายใน 10 ปีข้างหน้า
  • พื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทานและพื้นที่เพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวจะได้รับผลกระทบมากกว่าพื้นที่อื่น ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงต่อ ความมั่นคงทางอาหาร ในที่สุด

จะทำอะไร (Action)

  • ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ: ด้วยการปลูกและคุ้มครองป่าต้นน้ำ
  • ฟื้นรูปแนวร่องน้ำให้เป็นธรรมชาติ (Meandering): โดยปรับร่องน้ำหลักให้กลับมามีความโค้งตามธรรมชาติ
  • กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำที่ไม่จำเป็น: โดยนำอุปสรรคที่ทำให้การไหลสะดุดออก หรือออกแบบใหม่ให้สอดคล้องกับวิถีทางน้ำตามธรรมชาติ
  • ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำและป่าชายเลน: โดยรักษาและฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งและป่าชายเลน
  • สนับสนุนเกษตรกรปรับเปลี่ยนการเพาะปลูก: ผ่านการให้เงินช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไขในการปรับเปลี่ยนแนวทางการเพาะปลูกพืชตามที่รัฐกำหนด เช่น การปลูกข้าวที่ใช้น้ำน้อยลง อาทิ การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง หรือการปลูกพืชด้วยเมล็ดพันธุ์ชนิดที่รัฐวิจัยและส่งเสริม
  • ประกันภัยการเกษตรด้วยดัชนีสภาพอากาศ: โดยปรับปรุงกลไกในปัจจุบันที่มีอยู่แล้ว ให้รัฐ อุดหนุนค่าประกันภัยการเกษตร ในลักษณะการร่วมจ่ายกับเกษตรกร
  • จัดทำปฏิทินการเพาะปลูกตามข้อมูลภูมิอากาศ: เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลพยากรณ์และปฏิทินเพาะปลูกที่ปรับตามภูมิภาค
  • วางผังเมืองให้รองรับความเสี่ยง: เช่น การกำหนดพื้นที่สงวนไว้สำหรับเป็นพื้นที่รับน้ำและพื้นที่สีเขียวให้ชัดเจน รวมไปถึงการกำหนดให้มี ระยะถอยร่นจากลำน้ำ และคงไว้ซึ่งพื้นที่ธรรมชาติริมฝั่งน้ำเป็นข้อบังคับเด็ดขาด
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น: รองรับภัยพิบัติ ตามแนวคิด Nature-based Solutions (NbS) เช่น การออกแบบพื้นที่สาธารณะให้กักเก็บน้ำชั่วคราวได้
  • ทบทวนแผนการบริหารจัดการน้ำใหม่ทั้งระบบ: ทั้งสถานการณ์ปกติ และสถานการณ์อุทกภัย
  • ผลักดันร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: โดยมีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการจัดตั้ง กองทุนการเปลี่ยนผ่านสีเขียว และ กองทุนการปรับตัวและรับมือภัยพิบัติ
  • ปรับปรุงกฎหมายและนโยบายให้เอื้อต่อการดำเนินโครงการ NbS
  • ประกาศบังคับใช้ระบบทางน้ำตามผังน้ำใน 22 ลุ่มน้ำ (ตาม ม.17(5) และ ม.56 แห่ง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561) ร่วมกับ สทนช. และกรมโยธาธิการและผังเมือง
  • เร่งจัดทำข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยอาจเริ่มจากพื้นที่เสี่ยงสูงบางแห่ง เช่น EEC
  • ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนที่ดิน: เพื่อให้รัฐสามารถซื้อที่ดินที่มีความเสี่ยงเกิดภัยพิบัติ (เช่น พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก) ในราคาที่เป็นธรรม
  • มาตรการทางการเงิน: ทำ ประกันภัยพื้นที่น้ำท่วม และ การอุดหนุนดอกเบี้ย แก่สถาบันการเงิน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กลุ่มเปราะบาง เข้าถึงทรัพยากรและงบประมาณในการฟื้นฟูชีวิต
  • ลดการพังทลายของดินและเพิ่มการกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ
  • ชะลอการไหลและลดการกัดเซาะตลิ่ง
  • ระบบน้ำ ไหลเป็นธรรมชาติ
  • พื้นที่ชุ่มน้ำและป่าชายเลน มีลักษณะเป็นฟองน้ำช่วยชะลอคลื่นและกักเก็บน้ำหลาก
  • เกษตรกร ปรับเปลี่ยนแนวทางการเพาะปลูกพืชตามที่รัฐกำหนด (เช่น การปลูกข้าวที่ใช้น้ำน้อยลง)
  • เกษตรกร ได้รับอุดหนุนค่าประกันภัยการเกษตร
  • เกษตรกร เข้าถึงข้อมูลพยากรณ์และปฏิทินเพาะปลูกที่ปรับตามภูมิภาค
  • เกษตรกร ได้รับเงินช่วยเหลือในกรณีเกิดภัยพิบัติ
  • เมืองมี พื้นที่รับน้ำและพื้นที่สีเขียว
  • เมืองมี ระยะถอยร่นจากลำน้ำ
  • เมืองมี พื้นที่ธรรมชาติริมฝั่งน้ำเป็นข้อบังคับเด็ดขาด เพื่อเป็นพื้นที่กันชน
  • มี โครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น รองรับภัยพิบัติ (เช่น การออกแบบพื้นที่สาธารณะให้กักเก็บน้ำชั่วคราวได้)
  • สอบทานถึงความจำเป็นของโครงการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ
  • มี กลไกสำคัญในการช่วยเหลือชุมชน กลุ่มเปราะบาง
  • กฎหมายและนโยบาย เอื้อต่อการดำเนินโครงการ NbS
  • ระบบทางน้ำตามผังน้ำใน 22 ลุ่มน้ำ ถูกบังคับใช้
  • มีข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
  • รัฐสามารถซื้อที่ดินที่มีความเสี่ยงเกิดภัยพิบัติ (เช่น พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก) ในราคาที่เป็นธรรม
  • ประชาชนสามารถเข้าถึงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับซื้อบ้านในพื้นที่น้ำไม่ท่วม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • กลุ่มเปราะบาง
  • เกษตรกร
  • ชุมชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • รัฐ (สำหรับการอุดหนุนค่าประกันภัยการเกษตร)
  • รัฐ (สำหรับการอุดหนุนดอกเบี้ยแก่สถาบันการเงิน)
  • กองทุนการเปลี่ยนผ่านสีเขียว
  • กองทุนการปรับตัวและรับมือภัยพิบัติ
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • แผนแม่บทการพัฒนาป่าไม้พ.ศ. 2562 กำหนดพื้นที่ป่าเป้าหมายไว้ 40% (129 ล้านไร่) แต่ปัจจุบันมีเพียง 31% (101 ล้านไร่) ขาดหายไปถึง 16 ล้านไร่ โดยเฉพาะ "ป่าเศรษฐกิจ" ที่ต่ำกว่าเป้าหมายมาก
  • ไทยต้องนำเข้าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ปีละกว่า 140,179 ล้านบาท
  • รัฐจัดสรรงบส่งเสริมป่าเศรษฐกิจน้อยมาก
  • หากปล่อยไว้ตามกลไกเดิม ต้องใช้เวลากว่า 300 ปี จึงจะบรรลุเป้าหมาย 16 ล้านไร่
  • ประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรกรรมที่ไม่เหมาะสมกว่า 30 ล้านไร่ ที่ยิ่งปลูกยิ่งเป็นหนี้
  • งบประมาณส่งเสริมการปลูกป่าของรัฐ (กรมป่าไม้/อ.อ.ป.) มีจำกัดมาก ไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง

จะทำอะไร (Action)

  • เปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมที่ไม่เหมาะสมและสร้างหนี้สิน ให้กลายเป็น "พื้นที่ไม้ยืนต้นมูลค่าสูง" จำนวน 1 ล้านไร่
  • แก้ พ.ร.บ.สวนป่า * เอื้อให้ประชาชนและเอกชนปลูก ตัด แปรรูป และค้าไม้เศรษฐกิจได้สะดวก ไม่ติดขัดข้อกฎหมายล้าหลัง*
  • รับรองสิทธิที่ดิน 32 ล้านไร่ ให้ประชาชนมีสิทธิใช้ประโยชน์ถูกต้อง เพื่อให้กล้าลงทุนปลูกไม้ยืนต้นระยะยาว
  • ดำเนินโครงการปลูกล้างหนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมเปลี่ยนพื้นที่เกษตรเป็นสวนป่า จะได้รับการ ลดหนี้สิน 30,000 บาท/ไร่ (สัญญาดูแลระยะยาว)
  • สนับสนุนค่าดูแลรักษา
  • รับรองให้ "ต้นไม้" เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันสินเชื่อได้จริง
  • มอบประกันภัยพืชผลฟรี
  • วางแผนการปลูกแบบผสมผสาน
  • ฟื้นฟู "โรงเรียนป่าไม้" รูปแบบใหม่
  • เน้นหลักสูตร "ปลูกเก่ง-ตัดเก่ง-ขายเก่ง-ใช้เก่ง"
  • ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ไม้ไทยในตลาดโลก
  • สนับสนุนงบประมาณอัตราเดียวกับเกษตรกร ให้ป่าชุมชน เพื่อสู้ภัยพิบัติ
  • ปลูกไม้ยืนต้นเพิ่มในจุดเสี่ยงเพื่อเป็นแนวกันชนไฟป่าและน้ำป่าไหลหลาก

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ใช้ต้นไม้เป็นทรัพย์สินเพื่อปลดล็อกหนี้สินเรื้อรังและสร้างหลักประกันทางธุรกิจ
  • สร้างอุตสาหกรรมไม้ครบวงจร
  • สร้างงานใหม่ตั้งแต่นักเพาะกล้า ช่างฝีมือ สถาปนิก วิศวกร และผู้ประกอบการด้านไม้และผลิตภัณฑ์
  • เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อดูดซับคาร์บอน
  • ประชาชนและเอกชนปลูก ตัด แปรรูป และค้าไม้เศรษฐกิจได้สะดวก ไม่ติดขัดข้อกฎหมายล้าหลัง
  • ประชาชนมีสิทธิใช้ประโยชน์ถูกต้อง สำหรับที่ดิน 32 ล้านไร่
  • ประชาชนกล้าลงทุนปลูกไม้ยืนต้นระยะยาว
  • ได้รับประกันภัยพืชผลฟรี
  • มีรายได้เป็นระยะ (จากการวางแผนการปลูกแบบผสมผสาน)
  • เป็นเงินออมก้อนโต (จากการวางแผนการปลูกแบบผสมผสาน)
  • เป็นแนวกันชนไฟป่าและน้ำป่าไหลหลาก

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้มีหนี้
  • ผู้มีที่ดินเสื่อมโทรม
  • ผู้ต้องการงาน
  • เกษตรกร
  • นักเพาะกล้า
  • ช่างฝีมือ
  • สถาปนิก
  • วิศวกร
  • ผู้ประกอบการด้านไม้และผลิตภัณฑ์
  • สิ่งแวดล้อม
  • ประชาชน
  • เอกชน
  • เกษตรกรที่เข้าร่วมเปลี่ยนพื้นที่เกษตรเป็นสวนป่า
  • ผู้ปลูก
  • ผู้ต้องการสินเชื่อ
  • แรงงาน
  • ช่างไม้สมัยใหม่
  • นักออกแบบสถาปัตยกรรมไม้
  • ช่างฝีมือท้องถิ่น
  • ผู้ผลิต/ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ไม้ไทย
  • ป่าชุมชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • สนับสนุนค่าดูแลรักษาปีแรก 3,000 บาท/ไร่
  • สนับสนุนค่าดูแลรักษาปีที่ 2-3 อีก 1,000 บาท/ไร่
  • จำกัดการสนับสนุนไม่เกิน 10 ไร่/ราย

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
  • การสูญเสียผลผลิต
  • การขาดแคลนเทคโนโลยี
  • ความเปราะบางและเสียหายได้ง่ายของผักและผลไม้ระหว่างการขนส่งและการเก็บรักษา
  • ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก
  • ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • ความเสียหายของผักผลไม้จากการขนส่ง

จะทำอะไร (Action)

  • ใช้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน กองทุน SMEs และกองทุน ววน. เป็นตัวหลักในการพัฒนานวัตกรรม และตลาดใหม่ๆ อย่างเป็นระบบ โดยเน้นอุตสาหกรรมอาหาร ยา/สมุนไพร และพลาสติกชีวภาพ รวมถึงการส่งเสริมการเปิดตลาดใหม่ๆ ในต่างประเทศ
  • ใช้เงินกองทุนรวมช่วยเหลือเกษตรกรในดูดซับผลผลิตส่วนเกิน เพื่อทำการแปรรูป โดยมีการทำข้อตกลงไว้ก่อนช่วงฤดูกาลผลผลิต ตามการคาดการณ์ผลผลิตและตลาดในแต่ละปี
  • สนับสนุนเงินอุดหนุนในการจัดการของเสียและของเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ในแปรรูป และ/หรือ ใช้ประโยชน์ ในวงเงิน 500 บาท/ตัน ในช่วง 2 ปีแรก รวมถึงการพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรและ/หรือการขนส่งโลจิสติกส์วัสดุเหลือใช้ดังกล่าว
  • สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem)
  • เปลี่ยนบทบาทภาครัฐจากผู้กำกับดูแลเป็นผู้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น
  • สนับสนุนการจัดตั้ง "ศูนย์โลจิสติกส์พืชผัก" และ "ห้องเย็น" ในพื้นที่การผลิตสำคัญ
  • จัดตั้งโรงงานต้นแบบ (Prototype Factory): สร้างโรงงานที่มีเครื่องจักรแปรรูปทันสมัยและได้มาตรฐาน GMP ให้กระจายตัวทั่วประเทศ เพื่อให้ SMEs สามารถ "เช่าใช้" ผลิตสินค้าทดลองตลาดได้โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานเอง
  • สนับสนุนทางการเงินแบบมุ่งเป้า: จัดเตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เงินกู้ปลอดดอกเบี้ย และทุนหมุนเวียน เพื่อเสริมสภาพคล่องและสนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยี
  • เส้นทางการพัฒนาผู้ประกอบการ 5 ขั้นตอน:
  • เริ่มต้น (Idea Stage): ขอรับ "คูปองดิจิทัล" เพื่อเข้าไปใช้บริการ "โรงงานต้นแบบ" ในการวิจัย พัฒนาสูตร และผลิตสินค้าตัวอย่างที่ได้มาตรฐาน GMP/อย.
  • ทดลองตลาด (Market Trial): นำสินค้าตัวอย่างไปวางจำหน่ายผ่าน "แพลตฟอร์มการตลาด" ที่รัฐจัดหาให้ เพื่อทดสอบผลตอบรับจากผู้บริโภคจริง
  • ขยายการผลิต (Scale Up): ขอกู้ "สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ" เพื่อลงทุนซื้อเครื่องจักรหรือสร้างโรงงานขนาดเล็กของตนเอง
  • เข้าสู่ตลาดหลัก (Mainstream Market): ใช้บริการ "ศูนย์สนับสนุนการบริหารสัญญา" เพื่อช่วยเจรจานำสินค้าเข้าขายในห้างสรรพสินค้า (Modern Trade) หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่
  • เติบโตอย่างมั่นคง (Sustainable Growth): ขยายตลาดสู่ต่างประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดการสูญเสียหลังเก็บเกี่ยว
  • รักษาคุณภาพสินค้าให้คงที่ก่อนส่งถึงมือผู้บริโภค
  • สร้างความมั่นคงทางรายได้ให้แก่เกษตรกร
  • เปลี่ยนวัตถุดิบทางการเกษตรให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มที่ตอบสนองต่อแนวโน้มตลาดโลก เช่น อาหารแห่งอนาคต (Future Food) ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และสินค้าที่มีนวัตกรรม
  • ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน
  • ลดอัตราการสูญเสีย (Food Loss): มีระบบ Cold Chain และ Pre-cooling ที่ครอบคลุมพื้นที่การผลิตสำคัญ ลดความเสียหายของผักผลไม้จากการขนส่ง
  • เสถียรภาพราคา: มีกลไกดูดซับอุปทานส่วนเกินที่มีประสิทธิภาพ ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำรุนแรงในช่วงฤดูกาลลดน้อยลง
  • มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น: สัดส่วนสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับการส่งออกวัตถุดิบ
  • เกิดผู้ประกอบการใหม่: จำนวน SMEs และวิสาหกิจชุมชนที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและผลิตสินค้านวัตกรรมมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
  • ผู้ประกอบการ SMEs สามารถตั้งตัวและเติบโตได้จริง
  • ต้นทุนโลจิสติกส์ที่ต่ำลงและมาตรฐานการผลิตที่สูงขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • สำหรับ "สนับสนุนเงินอุดหนุนในการจัดการของเสียและของเหลือใช้ทางการเกษตร": "ในช่วง 2 ปีแรก"

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 5,000 ล้านบาท (คำนวณจาก 500 บาท/ตัน จำนวน 10 ล้านตัน ในปี 2573)

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • กองทุน SMEs
  • กองทุน ววน.
  • กองทุนรวมช่วยเหลือเกษตรกร
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาความอุดมสมบูรณ์ของดินในประเทศไทยที่ลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านปริมาณธาตุอาหารหลักและอินทรีย์วัตถุในดิน
  • ผลิตภาพการผลิต (Productivity) ของภาคเกษตรไทยถดถอยลง
  • เกษตรกรจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีมากขึ้นเพื่อให้ได้ผลผลิตเท่าเดิม ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้น ในขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่กลับมีแนวโน้มลดต่ำลง
  • เกษตรกรส่วนหนึ่งยังขาดความเข้าใจในการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ มีการใช้ปุ๋ยไม่ถูกสูตร ไม่ถูกวิธี ไม่ถูกเวลา และไม่ถูกอัตราส่วนที่เหมาะสมกับความต้องการของพืชและสภาพดิน

จะทำอะไร (Action)

  • เปลี่ยนรูปแบบการสนับสนุนของภาครัฐ จากการอุดหนุนแบบหว่านแห เป็น "การสนับสนุนแบบมีเป้าหมาย" (Targeted Subsidy)
  • รัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรเพื่อให้เป็น "ทางเลือก" สำหรับเกษตรกรในการปรับปรุงบำรุงดิน
  • ลดการเผาฟางและตอซัง
  • ส่งเสริมการตรวจวิเคราะห์ค่าดิน
  • ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำตามค่าวิเคราะห์
  • เพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน
  • ปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อพักดิน
  • ปรับเปลี่ยนชนิดพืชที่ปลูกในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม (Zoning)
  • ใช้วิธีการจูงใจทางการเงินตามระดับความเข้มข้นของการปฏิบัติเพื่อกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ดังนี้:
  • ระดับที่ 1: สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเตรียมดิน 250 บาท/ไร่ สำหรับเกษตรกรที่ "ไม่เผา" วัสดุทางการเกษตร
  • ระดับที่ 2: สนับสนุน 500 บาท/ไร่ สำหรับเกษตรกรที่ "ไม่เผา" ควบคู่กับ "การใช้ปุ๋ยแม่นยำ" (ตามค่าวิเคราะห์ดิน) หรือ "การเพิ่มอินทรีย์วัตถุ" ในแปลงเกษตร
  • ระดับที่ 3: สนับสนุน 1,000 บาท/ไร่ สำหรับเกษตรกรที่ "ไม่เผา" และทำการ "พักดินเพื่อปลูกพืชปุ๋ยสด" จำนวน 1 รอบ
  • ระดับที่ 4: สนับสนุน 2,000 บาท/ไร่ สำหรับเกษตรกรที่ต้องการ "ปรับเปลี่ยนพืช" ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับสภาพดิน (โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี และจำกัดพื้นที่ไม่เกิน 20 ไร่/ราย)
  • ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้
  • การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่: ใช้เทคโนโลยีแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-map) ในการวิเคราะห์ระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินและความเหมาะสมของพืชในแต่ละพื้นที่
  • การสำรวจภาคสนาม: ดำเนินการสุ่มสำรวจและเก็บตัวอย่างดินเพื่อตรวจวิเคราะห์ความอุดมสมบูรณ์จริงทั่วประเทศ เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่แม่นยำ
  • การสร้างความเข้าใจ: เจ้าหน้าที่รัฐสื่อสารและทำความเข้าใจกับเกษตรกรเกี่ยวกับ "ทางเลือกของแพ็กเกจนโยบาย" ที่เหมาะสมกับค่าการวิเคราะห์ดินและพืชของเกษตรกรแต่ละราย
  • การตัดสินใจของเกษตรกร: เกษตรกรทำการเลือกทางเลือก (Option) ที่เหมาะสมกับตนเองและสมัครขอรับการสนับสนุนตามระดับขั้นที่กำหนด
  • การติดตามและประเมินผล: ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน "Dragonfly" ในการติดตามผลการดำเนินงานในแปลงเกษตรและประเมินความสำเร็จของโครงการ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นและฟื้นฟูฐานทรัพยากรการเกษตรให้ยั่งยืน
  • สามารถลดปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตรได้อย่างเป็นรูปธรรม
  • เพิ่มผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ในพื้นที่ดำเนินการได้ 10%
  • ลดต้นทุนการผลิตด้านปุ๋ยเคมีลงได้ 10% จากการใช้ปุ๋ยที่แม่นยำ ถูกสูตร ถูกอัตรา ถูกเวลา และถูกวิธี
  • ลดพื้นที่การเพาะปลูกที่ไม่เหมาะสม (Zoning) ลงได้จำนวน 1 ล้านไร่

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • บรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์: ภายในระยะเวลา 2 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ปีงบประมาณ 2570: รวมประมาณ 17,800 ล้านบาท
  • ปีงบประมาณ 2571: รวมประมาณ 20,500 ล้านบาท

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ภาคการเกษตรของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ นั่นคือการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ของประชากรภาคเกษตร
  • แรงงานหนุ่มสาวหลั่งไหลออกจากภาคการผลิต ในขณะที่ผู้ที่ยังคงทำการเกษตรอยู่ก็มีอายุมากขึ้นเรื่อยๆ การทำเกษตรแบบดั้งเดิมที่ใช้แรงงานเข้มข้นจึงไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป
  • เครื่องจักรกลการเกษตรหลายชนิดมีราคาแพง เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถเข้าถึงได้ หรือซื้อมาแล้วใช้งานไม่คุ้มค่า (Underutilized) ใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
  • การขาดแคลนเครื่องจักรและแรงงาน นำไปสู่การแก้ปัญหาที่ผิดวิธี เช่น "การเผา" ตอซังหรือเศษวัสดุทางการเกษตรเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งง่ายและประหยัดกว่าการจ้างแรงงานหรือใช้เครื่องจักรไถกลบ

จะทำอะไร (Action)

  • สนับสนุนเครื่องจักรเพื่อลดการเผา จะถูกผนวกรวมอยู่ใน "นโยบายจัดการดินและปุ๋ย"
  • เกษตรกรจะได้รับการสนับสนุนเบื้องต้นในอัตรา 250 บาทต่อไร่ สำหรับการจัดการแปลงโดยไม่เผา ซึ่งสามารถนำไปใช้จ้างบริการรถไถหรือเครื่องจักรได้
  • รัฐบาลจะจัดเตรียมงบประมาณสำหรับ (ก) การฝึกอบรมทักษะ (ข) สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ (ค) การค้ำประกันสินเชื่อ และ (ง) ระบบการขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการ
  • รัฐจะจัดตั้งงบประมาณสำหรับโครงการ "รับหมุนเวียนเครื่องจักร" ที่ใช้งานน้อยในพื้นที่หนึ่ง ไปสู่พื้นที่ที่ขาดแคนหรือมีความเหมาะสมมากกว่า
  • สนับสนุนงบค่าซ่อมบำรุงและฝึกอบรมการใช้งานร่วมกับผู้ให้บริการรุ่นใหม่
  • พิจารณาแก้ไขอัตราภาษีนำเข้าสำหรับชิ้นส่วนอุปกรณ์
  • ลดหย่อนภาษีสำหรับเครื่องจักรประเภทที่ขาดแคน
  • ให้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับการวิจัยและพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตร
  • จัดสรรงบประมาณส่วนแรก 250 บาท/ไร่ ลงสู่เกษตรกรผ่านโครงการจัดการดิน
  • เปิดรับสมัครเกษตรกรรุ่นใหม่และผู้สนใจ เข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะเป็นผู้ให้บริการเครื่องจักรกล
  • ฝึกอบรมเทคนิคการซ่อมและการบริหารจัดการธุรกิจ
  • ผู้ผ่านการอบรมยื่นขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินของรัฐ (เช่น ธ.ก.ส.) โดยมี บสย. ค้ำประกัน เพื่อจัดหาโดรน รถเกี่ยว หรือเครื่องจักรสมัยใหม่
  • หน่วยงานเกษตรในพื้นที่สำรวจเครื่องจักรเก่าของกลุ่มเกษตรกร ทำทะเบียนประวัติ
  • จัดสรรงบซ่อมแซมเพื่อนำกลับมาให้บริการ หรือโอนย้ายไปยังกลุ่มที่มีความพร้อม
  • ภาครัฐประกาศรายการเครื่องจักรเป้าหมายที่ต้องการส่งเสริมการวิจัย (เช่น รถเก็บผลไม้)
  • กำหนดมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับภาคเอกชนที่ลงทุนวิจัย

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดต้นทุน
  • แก้ปัญหาสังคมเกษตรสูงวัย
  • หยุดวงจรการเผา
  • เครื่องจักร กลับมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุด
  • เครื่องจักร ตรงกับสภาพพื้นที่และความต้องการของเกษตรกรไทย
  • เกิดกำลังซื้อ (Demand) ในการจ้างงานเครื่องจักร
  • ลดต้นทุนค่าบริการเครื่องจักรกลการเกษตรในพื้นที่ดำเนินการลงได้ 10%
  • สร้างผู้ประกอบการที่เป็น "ผู้ให้บริการการเกษตรมืออาชีพ" จำนวน 10,000 คน ทั่วประเทศ
  • เกิดการพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรต้นแบบใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์พืชเศรษฐกิจไทย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายใน 2 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 250 บาทต่อไร่ (สำหรับการจัดการแปลงโดยไม่เผา)

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ภาคปศุสัตว์ของไทยเผชิญกับความท้าทายจากโรคระบาดสัตว์อุบัติใหม่และอุบัติซ้ำ (อาทิ โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร - ASF, โรคปากและเท้าเปื่อย - FMD)
  • เกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์รายย่อยถูกกดดันให้ยกระดับมาตรฐานคุณภาพฟาร์มให้ได้คุณภาพ ทำให้เกษตรรรายย่อยมีต้นทุนการพัฒนาระบบความปลอดภัยทางชีวภาพสูงขึ้น
  • เกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์รายย่อย อาจสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันและไม่สามารถปรับตัวได้ จนสูญสิ้นอาชีพไปในที่สุด

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอให้มีนโยบายสนับสนุน ค่าตรวจประเมินการปรับปรุงฟาร์มให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพฟรี
  • ตรวจประเมินเพื่อรับมาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพ
  • คัดกรองและประเมินความเสี่ยง
  • เปิดรับสมัครเกษตรกรรายย่อย
  • เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ประเมินคะแนนความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity Score) ปัจจุบัน
  • อบรมเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพ "5 หัวใจความปลอดภัย" (แยกโซน, กั้นรั้ว, ล้างคอก, กรองคนเข้า, เฝ้าระวังโรค)
  • ตรวจสอบประเมินผลและออกใบรับรอง GFM (Good Farming Management) ให้แก่ฟาร์มที่ผ่านเกณฑ์
  • ผลักดันให้เกษตรกรรายย่อยเข้าสู่มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) หรืออย่างน้อยที่สุดคือ มาตรฐานฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (GFM)
  • เกษตรกรรายย่อย ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพปีละ 100,000 ราย รวม 200,000 ราย

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ตัดวงจรโรคระบาดอย่าง ASF และปากเท้าเปื่อย
  • สร้างความมั่นใจให้ผู้เลี้ยงปศุสัตว์ทั่วประเทศ
  • การยกระดับความปลอดภัยทางชีวภาพในฟาร์มรายย่อย จะช่วยตัดวงจรการแพร่เชื้อในระดับชุมชน ไม่ให้ลุกลามเป็นวงกว้าง
  • เกษตรกรรายย่อย สามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับของตลาด
  • ลดโอกาสการขาดทุนจากการตายของสัตว์
  • ลดการใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้เลี้ยงปศุสัตว์ทั่วประเทศ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • สำหรับการดำเนินการและงบประมาณ: 2 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 1,000 ล้านบาท

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในภาคเกษตรไทยคือ การผลิตเมล็ดพันธุ์และท่อนพันธุ์ของพืชเศรษฐกิจหลายชนิดมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งานจริงของเกษตรกร
  • โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน "ข้าว" ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก และ "มันสำปะหลัง" ที่กำลังประสบปัญหาเรื่องโรคระบาด
  • การขาดแคลนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังปลอดโรคทำให้เกษตรกรมีความเสี่ยงสูงที่จะได้ผลผลิตต่ำและเกิดการแพร่ระบาดของโรคซ้ำซ้อน

จะทำอะไร (Action)

  • รัฐบาลจะมีมาตรการเพิ่มงบประมาณในรูปแบบของ "เงินทุนหมุนเวียน" ในการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ให้กับเกษตรกร
  • มุ่งเน้นบทบาทของรัฐในการเป็น "ผู้สนับสนุนสภาพคล่อง" และ "ผู้ขยายฐานการผลิต"
  • สำหรับข้าว: มุ่งเน้นการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้เพียงพอ
  • สำหรับมันสำปะหลัง: มุ่งเน้นการผลิตท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่ "ปลอดโรค" และต้านทานต่อโรคใบด่าง
  • ดำเนินการเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนเพื่อสนับสนุนหน่วยงานและองค์กรเกษตรกรที่มีศักยภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์และท่อนพันธุ์คุณภาพ
  • ใช้กลไกเดิมแต่ "เพิ่มปริมาณเงินทุนหมุนเวียน" และ "ขยายพื้นที่ปลูก/การผลิตเมล็ดพันธุ์" ให้มากขึ้น
  • การจัดสรรและเพิ่มทุน: รัฐบาลอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมเข้าสู่ระบบกองทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช โดยมุ่งเป้าไปที่การสนับสนุนงบประมาณระยะยาว
  • การขยายฐานการผลิต: สนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกร ศูนย์ข้าวชุมชนและสถาบันการศึกษา ขยายพื้นที่แปลงผลิตเมล็ดพันธุ์และท่อนพันธุ์ โดยใช้เงินทุนหมุนเวียนในการบริหารจัดการปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยี
  • การกระจายพันธุ์: เชื่อมโยงผลผลิตจากศูนย์ผลิตต่างๆ ไปสู่มือเกษตรกรในราคาที่เป็นธรรม ผ่านเครือข่ายสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงพันธุ์ดีได้ในราคาที่เหมาะสมและทั่วถึง
  • ตัดวงจรโรคระบาด
  • เพิ่มผลผลิตต่อไร่
  • สำหรับเมล็ดพันธุ์ข้าว: เพิ่มปริมาณการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้เพิ่มขึ้นอีก 200,000 ตัน
  • สำหรับเมล็ดพันธุ์ข้าว: มีเป้าหมายระยะยาวคือการผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีให้ได้ในสัดส่วน 20% ของความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวในประเทศ (1.4 ล้านตัน)
  • สำหรับท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง: สนับสนุนให้เกษตรกรในพื้นที่ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังจำนวน 1,100,000 ไร่ เข้าถึงท่อนพันธุ์ต้านทานและพันธุ์ทนทาน
  • สำหรับมันสำปะหลัง: จะเกิดการซื้อขายท่อนพันธุ์คุณภาพดีผ่านกลไกตลาด

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายในกรอบระยะเวลา 2 ปี (สำหรับตัวชี้วัดความสำเร็จเชิงปริมาณ)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • สำหรับเมล็ดพันธุ์ข้าว: กำหนดงบประมาณสนับสนุนกองทุนหมุนเวียนผลิตและขยายพันธุ์ข้าว ในปี 2570 จำนวน1,000 ล้านบาท
  • สำหรับท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง: กำหนดงบประมาณสนับสนุนในลักษณะต้นทุนต่อหน่วยพื้นที่ (800 บาท/ไร่) โดยในปี 2570 มีเป้าหมายพื้นที่ 1,100,000 ไร่ คิดเป็นงบประมาณรวม 1,100,000 ไร่ x 800 บาท = ประมาณ 880 ล้านบาท

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ภาคการเกษตรของไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อโครงสร้างประชากรเกษตรกรเข้าสู่สังคมสูงวัย
  • โอกาสในการประกอบอาชีพในชนบทและในภาคเกษตรกรรมกำลังลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย
  • ห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) ของสินค้าเกษตรหลายชนิดกลับถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนข้ามชาติหรือทุนขนาดใหญ่
  • เกษตรกรรายย่อยขาดอำนาจต่อรองและส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจ
  • ผู้ประกอบการหน้าใหม่ขาด การเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้จริง ซึ่งเป็นอุปสรรคด่านแรกของการเริ่มต้นธุรกิจ

จะทำอะไร (Action)

  • จัดสรรวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษผ่านสถาบันการเงินของรัฐที่เหมาะสม เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
  • จัดหามาตรการค้ำประกันเงินกู้สำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่
  • กำหนดให้เครือข่าย Young Smart Farmers (YSF) ในแต่ละจังหวัด ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการดำเนินการ รวมถึงการติดตามผลหลังจากผู้ประกอบการได้รับการฝึกอบรมและได้รับเงินทุนไปแล้ว
  • สนับสนุนกิจกรรมการศึกษาดูงานและการฝึกอบรมระยะสั้น
  • ดำเนินการปล่อยกู้ผ่านสถาบันการเงินของรัฐเป็นหลัก เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หรือ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
  • ดำเนินการผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยทำงานร่วมกับ ธ.ก.ส. หรือ สสว. เพื่อให้การค้ำประกันสินเชื่อมีประสิทธิภาพและครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย
  • ใช้เครือข่าย YSF ระดับจังหวัด เป็นกลไกในพื้นที่เพื่อช่วยคัดกรอง เป็นที่ปรึกษา และติดตามผลการดำเนินงานของผู้กู้

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างและดูดซับมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้หมุนเวียนอยู่ในท้องถิ่น
  • เพิ่มกำลังซื้อ (Demand) ให้กับเศรษฐกิจในพื้นที่
  • เกษตรกรรุ่นใหม่สามารถ ลงทุนในเทคโนโลยีหรือเครื่องจักรที่จำเป็นและมีความเป็นไปได้ทางธุรกิจ
  • ผู้ประกอบการหน้าใหม่สามารถ เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้จริง
  • ยกระดับทักษะที่จำเป็นในการเพิ่มโอกาสความสำเร็จให้กับผู้ประกอบการรุ่นใหม่
  • ลดความเสี่ยงให้กับธนาคาร
  • เพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อ
  • เพิ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่และผู้ให้บริการทางการเกษตรรุ่นใหม่ (เช่น ผู้ให้บริการโดรน, รถเกี่ยวข้าว, เครื่องจักรกลสมัยใหม่) ที่มีความพร้อมในการให้บริการ รวม 6,000 ราย
  • เงินทุนถูกนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์และธุรกิจสามารถ เดินหน้าต่อไปได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ประกอบการภาคเกษตรรุ่นใหม่
  • เกษตรกรรุ่นใหม่

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • กรอบงบประมาณดำเนินการ 2 ปี
  • ปี 2570 เพิ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่และผู้ให้บริการทางการเกษตรรุ่นใหม่ จำนวน 1,000 ราย
  • ปี 2571 เพิ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่และผู้ให้บริการทางการเกษตรรุ่นใหม่ เพิ่มอีก จำนวน 5,000 ราย

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 6,000 ล้านบาท (กรอบงบประมาณดำเนินการ)
  • 1,000 ล้านบาท (ปี 2570)
  • 5,000 ล้านบาท (ปี 2571)

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • รัฐบาล (จะจัดสรรวงเงินสินเชื่อ)
  • รัฐบาล (จะจัดหามาตรการค้ำประกันเงินกู้)
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ศักยภาพของ YSF ยังไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่
  • ปัญหาปากท้องของเกษตรกร
  • ปัญหาราคาสินค้าตกต่ำ
  • การขาดการส่งเสริมบทบาทจากภาครัฐ
  • ความไม่ทันสมัยในภาคเกษตร

จะทำอะไร (Action)

  • หนุนงบ YSF จังหวัดละ 20 ล้าน
  • มอบหน้าที่และทรัพยากรให้ YSF
  • ติดตามผลการดำเนินนโยบายต่างๆ
  • ใช้เทคโนโลยีติดตามผล
  • พัฒนาหลักสูตรสำหรับสร้างผู้ประกอบการและผู้ให้บริการทางการเกษตรรุ่นใหม่
  • บริหารจัดการการแปรรูปสินค้าเกษตร
  • จัดกิจกรรมเปิดตลาดสินค้าเกษตร

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้าง YSF รุ่นใหม่เพิ่มขึ้น ไม่น้อยกว่า 10,000 คน
  • สร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ 10,000 คน
  • สร้างผู้ให้บริการทางการเกษตรรุ่นใหม่ 10,000 คน
  • เครือข่าย YSF มีความพร้อมและเข้มแข็งในการเป็นกลไกช่วยผลักดันนโยบายเกษตรในทุกจังหวัด
  • มีระบบการติดตามและประเมินผลที่สามารถระบุจุดแข็งและจุดอ่อนของการดำเนินนโยบายในแต่ละจังหวัดได้อย่างชัดเจน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • Young Smart Farmers (YSF)
  • ผู้ประกอบการ
  • ผู้ให้บริการทางการเกษตร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายใน 2 ปี
  • ภายใน ระยะสั้น

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ประมาณ 3,080 ล้านบาท

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบประมาณจากการจัดสรรตรงสู่จังหวัด
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศส่งผลให้พื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำและทุ่งรับน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำยม-น่าน ต้องแบกรับภาระการระบายน้ำที่รุนแรงและยาวนานขึ้น
  • ภาระจากทุ่งรับน้ำและพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ: พื้นที่ตั้งแต่จังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร ลงมาจนถึงอ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี และนครปฐม ถูกใช้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำหลัก ส่งผลให้น้ำท่วมสูงและยาวนานกว่าปกติ โดยในปี 2568 บางพื้นที่ต้องเผชิญสภาวะน้ำท่วมขังยาวนานกว่า 5 เดือน
  • วิกฤตเศรษฐกิจและสังคม: ประชาชนสูญเสียรายได้จากการเกษตร 1-2 ฤดูกาล ขาดแคลนระบบสาธารณูปโภคที่ทนทาน และไม่มีระบบการจัดการศูนย์พักพิงที่เป็นมาตรฐาน รวมถึงขาดมาตรการฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลดที่ชัดเจน
  • ข้อจำกัดในการระบายน้ำ: ขีดความสามารถในการระบายน้ำของแม่น้ำสายหลักและคลองสาขาไม่เพียงพอต่อปริมาณมวลน้ำที่เพิ่มขึ้น ทำให้พื้นที่ทุ่งรับน้ำกลายเป็นพื้นที่รองรับน้ำขังถาวรซึ่งกระทบต่อการดำรงชีวิตอย่างรุนแรง

จะทำอะไร (Action)

  • ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทานเพื่อลดภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ
  • มุ่งเน้นการเยียวยาที่เป็นธรรม การฟื้นฟูรายได้ 6 เดือน และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานระดับชุมชนให้พร้อมรับฤดูน้ำหลาก
  • ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อ "ลดความเสี่ยง" และ "เพิ่มทางเลือก" ในการจัดการน้ำ
  • เพิ่มขีดความสามารถการระบายน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน อีกอย่างน้อย 500 ลบ.ม./วินาที ภายใน 4 ปี
  • เยียวยา ฟื้นฟู และเตรียมรับน้ำ มุ่งเน้นการอัดฉีดสภาพคล่องและปรับปรุงกายภาพชุมชนให้พร้อมเผชิญเหตุ
  • จัดทำ ระบบชดเชยที่เป็นธรรม
  • มอบ เงินช่วยเหลือเผชิญเหตุ: 3,000 บาท/เดือน ตลอดช่วงน้ำท่วม
  • มอบ ค่าเสียโอกาสเกษตรกรรม: 1,000 บาท/เดือน/ไร่ พร้อมชดเชยค่าซ่อมแซมบ้านตามจริงและค่าปลงศพอัตรามาตรฐาน
  • พักชำระหนี้/ดอกเบี้ย 0%
  • ให้สินเชื่อฟื้นฟูอาชีพ 0% สำหรับ SMEs และเกษตรกร
  • จัดสรร งบประมาณผ่าน อปท. เพื่อจ้างคนในพื้นที่ฟื้นฟูชุมชนตนเอง (ขุดลอกคลอง/ซ่อมอาคาร)
  • วางแผนส่งน้ำและเพาะปลูกพืชอายุสั้น/พืชบำรุงดินที่มีตลาดรองรับ
  • สนับสนุนงบประมาณยกพื้นบ้านและสาธารณูปโภค (หม้อแปลง/ประปา) ให้สูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุด
  • ปรับปรุงอาคารสาธารณะในทุกอำเภอให้เป็นศูนย์พักพิงที่ "น้ำท่วมไม่ถึง" พร้อมระบบสำรองไฟ (Solar Cell) และอาหาร
  • ขุดลอกคลองครั้งใหญ่ช่วงหน้าแล้ง ตรวจสอบประตูระบายน้ำให้เสร็จก่อนเดือนพฤษภาคม ติดตั้งระบบเตือนภัยถึงมือถือประชาชน
  • ปฏิรูปโครงสร้างจัดการน้ำลุ่มน้ำ
  • มุ่งเน้นการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง
  • ปรับปรุงบ้านเรือน พื้นที่ชุมชน และสาธารณูปโภคในพื้นที่ทุ่งรับน้ำและนอกคันกั้นน้ำทั้งหมดให้ปลอดภัยและพ้นแนวระดับน้ำท่วมขัง
  • เพิ่มประสิทธิภาพ การระบายน้ำ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน
  • พัฒนาระบบระบายน้ำแนวเหนือ-ใต้ จากทุ่งเจ้าเจ็ดสู่ยอดอ่าวไทย
  • เร่งผลักดันโครงการทางน้ำหลากฝั่งตะวันออก (ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย)
  • ปฏิรูปจัดการน้ำลุ่มน้ำยม-น่าน
  • เพิ่มประสิทธิภาพการระบายเพื่อลดปริมาณน้ำที่ต้องผันเข้าทุ่งบางระกำและป้องกันเขตเศรษฐกิจสุโขทัย
  • เพิ่มช่องทางเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่นอกคันกั้นน้ำและทุ่งรับน้ำ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เปลี่ยนวิกฤตน้ำท่วมเป็นชีวิตที่มั่นคง
  • ลดภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ
  • การฟื้นฟูรายได้ 6 เดือน
  • เพิ่มทางเลือก ในการจัดการน้ำ
  • ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับน้ำได้ (Living with Water)
  • เพิ่มขีดความสามารถการระบายน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน อีกอย่างน้อย 500 ลบ.ม./วินาที
  • สร้างรายได้ก่อนน้ำหลาก
  • ระบบชดเชยที่เป็นธรรม
  • เพิ่มประสิทธิภาพ การระบายน้ำ แม่น้ำเจ้าพระยา +300 ลบ.ม./วินาที
  • เพิ่มประสิทธิภาพ การระบายน้ำ แม่น้ำท่าจีน (+100 ลบ.ม./วินาที)
  • ระบบระบายน้ำแนวเหนือ-ใต้ (+100 ลบ.ม./วินาที)
  • โครงการทางน้ำหลากฝั่งตะวันออก รับมวลน้ำได้เพิ่มถึง 500-900 ลบ.ม./วินาที
  • ลดปริมาณน้ำที่ต้องผันเข้าทุ่งบางระกำ
  • ป้องกันเขตเศรษฐกิจสุโขทัย
  • เพิ่มประสิทธิภาพการระบาย ลุ่มน้ำยม-น่าน อย่างน้อย 400 ลบ.ม./วินาที
  • นำน้ำเข้า-ออกรวดเร็วขึ้น ลดระยะเวลาท่วมขังในพื้นที่

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง
  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายใน 4 ปี (outcome: เพิ่มขีดความสามารถการระบายน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน อีกอย่างน้อย 500 ลบ.ม./วินาที)
  • มาตรการระยะสั้น (มีนาคม - กันยายน 2569) (action: มุ่งเน้นการเยียวยาที่เป็นธรรม การฟื้นฟูรายได้ 6 เดือน และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานระดับชุมชนให้พร้อมรับฤดูน้ำหลาก)
  • มาตรการระยะยาว (ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป) (action: ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน)
  • ภายใน 4 ปี (action: มุ่งเน้นการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • พื้นที่เกษตรกรรมกว่า 150 ล้านไร่ของไทย เข้าถึงระบบชลประทานเพียง 34 ล้านไร่ (23%)
  • ข้อจำกัดของแผนพัฒนาปัจจุบัน: แม้จะดำเนินงานตามแผนพัฒนาระบบชลประทานและน้ำบาดาลของหน่วยงานราชการไปจนถึงปี 2580 ประเทศไทยจะมีพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้นเป็นเพียง 40% ของพื้นที่เกษตรทั้งหมด ในอีก 15 ปีข้างหน้า จะยังมีพื้นที่เกษตรน้ำฝนอีกกว่า 88 ล้านไร่ (60%) ที่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากภัยแล้ง
  • พื้นที่นอกเขตชลประทานขาดแคลนเครื่องมือในการกักเก็บน้ำไว้ใช้เองในระดับครัวเรือน ทำให้เกษตรกรไม่สามารถวางแผนการผลิตพืชมูลค่าสูงได้

จะทำอะไร (Action)

  • จัดวงเงินงบประมาณสนับสนุนในอัตราประมาณ 25,000 บาท ต่อปริมาณน้ำ 1,000 ลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 50,000 บาท/ราย เพื่อให้เกษตรกรขุด/เจาะแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรในไร่นา วางแผนระบบน้ำเพื่อการใช้น้ำที่มีประสิทธิภาพและเพียงพอ เปลี่ยนระบบพลังงานในการสูบน้ำเป็นระบบโซลาร์เซลล์ เพื่อลดต้นทุน และปรับระบบการผลิตพืชและสัตว์ให้สอดคล้องกับแหล่งน้ำใหม่
  • ออกแบบมาตรฐาน: จัดเตรียมรูปแบบมาตรฐานการขุด/เจาะแหล่งน้ำ และการออกแบบระบบพลังงานทดแทนที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ที่หลากหลาย
  • จัดสรรงบประมาณผ่านหน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดิน, สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเริ่มนำร่อง 1,000 ล้านบาทในปีแรก
  • เปิดให้เกษตรกรเลือกรูปแบบโครงการที่ตรงกับความต้องการและบริบทการทำการเกษตรของตนเอง
  • ใช้เทคโนโลยีจาก สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ผ่านแอปพลิเคชัน "Dragonfly" เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและผลิตภาพก่อน-หลังดำเนินโครงการอย่างละเอียด
  • จัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นตามลำดับในโครงการปีถัดไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 1 ล้านไร่ภายในระยะเวลา 4 ปี

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกรนอกเขตชลประทาน 1 ล้านไร่
  • เกษตรไทยพ้นภัยแล้งและมีความมั่งคั่ง
  • ลดต้นทุนพลังงาน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ในระยะเวลา 4 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

1,000 ล้านบาทในปีแรก

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
  • การผูกขาดระบบการเกษตรทั้งทางตรงและทางอ้อม
  • วิสาหกิจท้องถิ่นเกี่ยวกับอาหาร ถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุน

จะทำอะไร (Action)

  • สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตรอย่างครบวงจรและถือเป็นวาระของชาติ
  • คุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิตและการตลาด
  • เน้นการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
  • ส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรในรูปสภาเกษตรกรเพื่อวางแผนการเกษตรและรักษาผลประโยชน์ร่วม
  • สนับสนุนและคุ้มครองระบบสหกรณ์ให้เป็นอิสระ
  • ขจัดและป้องกันการผูกขาดระบบการเกษตรทั้งทางตรงและทางอ้อม
  • จัดตั้งและปรับปรุงองค์กรเพื่อพัฒนาการตลาดการเกษตร เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการราคาสินค้าเกษตร
  • ส่งเสริมอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและประมงพื้นบ้าน
  • ส่งเสริมศักยภาพเกษตรกรรายย่อยและชุมชนท้องถิ่นให้สามารถแข่งขันในระดับชาติ โดยให้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพการผลิตและส่งเสริมการจำหน่าย
  • ยกระดับความสามารถของวิสาหกิจท้องถิ่นเกี่ยวกับอาหารและให้มีบทบาทหลักในระบบกระจายอาหาร
  • ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร
  • สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช
  • ส่งเสริมวิสาหกิจเมล็ดพันธุ์
  • ขยายระบบชลประทาน โดยเน้นระบบชลประทานในไร่นาแทนการสร้างโครงการชลประทานขนาดใหญ่
  • กรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้: พัฒนาการเกษตรและการปศุสัตว์ ที่สอดคล้องกับระบบนิเวศ
  • กรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้: ต่อยอดและพัฒนาการเกษตรพื้นบ้าน เช่น สวนดูซง (สวนไม้ผลผสมผสาน) สวนทุเรียนพันธุ์พื้นบ้าน การปลูกข้าวพันธุ์พื้นบ้าน
  • กรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้: ส่งเสริมการแปรรูปพืชเศรษฐกิจท้องถิ่น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกษตรกรได้รับผลตอบแทนสูงสุด
  • ระบบสหกรณ์ เป็นอิสระ
  • ป้องกันการผูกขาดระบบการเกษตร
  • องค์กรพัฒนาการตลาดการเกษตรสามารถเชื่อมโยงกับตลาดภายในและตลาดโลก
  • เกษตรกรรายย่อยและชุมชนท้องถิ่นสามารถแข่งขันในระดับชาติ
  • วิสาหกิจท้องถิ่นเกี่ยวกับอาหาร ไม่ถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุน
  • เกษตรกรสามารถเก็บรักษาและปรับปรุงพันธุ์พืชที่ตนใช้เพาะปลูกได้
  • สร้างมูลค่าเพิ่มการแปรรูปพืชเศรษฐกิจท้องถิ่นในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • ชุมชนท้องถิ่น
  • วิสาหกิจท้องถิ่นเกี่ยวกับอาหาร
  • วิสาหกิจเมล็ดพันธุ์
  • การเกษตรและการปศุสัตว์ (ในจังหวัดชายแดนภาคใต้)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความขัดแย้งในกรณีที่รัฐได้ประกาศให้ที่ดินของประชาชนแต่เดิมเป็นพื้นที่ “ป่า”

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปกฎหมายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่มีปัญหา โดยให้ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน รวมถึง ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
  • กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานการใช้ที่ดินให้ครอบคลุมทั่วประเทศโดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับระบบนิเวศ ความเป็นจริง วิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น ประสิทธิภาพ และความยั่งยืน โดยต้องให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากหลักเกณฑ์การใช้ที่ดินมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วย
  • กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม
  • การให้สัมปทานที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และสุขภาพของประชาชน ต้องให้ประชาชนรวมถึงชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์
  • จัดให้มีแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ
  • สนับสนุนและปรับปรุงกิจการและอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ให้มีความยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • ปฏิรูปกฎหมายประมงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและยั่งยืน
  • ปรับปรุงให้การประมงพาณิชย์และอุตสาหกรรมต่อเนื่องมีความยั่งยืน ไม่ทำลายล้าง ตลอดจน เป็นไปตามหลักการคุ้มครองสวัสดิการแรงงาน
  • กระจายอำนาจในการเข้าถึงและจัดการทรัพยากรอย่างเป็นธรรมระหว่างชาวประมงทุกกลุ่ม
  • ส่งเสริมการจัดการอย่างมีส่วนร่วมที่คำนึงถึงความสมดุลของระบบนิเวศที่เอื้อต่อเรือประมงในประเทศและเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ
  • ส่งเสริม บำรุงรักษา และคุ้มครองคุณภาพดินและสิ่งแวดล้อมตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน
  • ควบคุมและกำจัดมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย โดยประชาชน ชุมชนท้องถิ่น รวมถึง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางการดำเนินงาน
  • จัดให้มีการวางผังเมืองที่ได้รับการดำเนินตามอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน
  • นำระบบเทคโนโลยีมาช่วยจัดการการกระจายพลังงานให้ทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดินเพื่อประกอบการเกษตรอย่างทั่วถึง
  • คนจนเข้าถึง ตลอดจนมีความมั่นคงในที่ดินทำกิน
  • มีกฎหมายรับรองและคุ้มครองสิทธิชุมชนท้องถิ่นในการดำรงชีวิตอยู่ในป่า รวมถึง ในเขตสงวนอื่นๆ ของรัฐ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ คุ้มครอง บํารุง รักษา ฟื้นฟู บริหารจัดการ ตลอดจน สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างสมดุลและยั่งยืน
  • ชุมชนมีสิทธิและบทบาทในการจัดการ ตลอดจน ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • คนจน
  • ชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับสัมปทาน
  • แรงงานประมง
  • ชาวประมง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • รายได้เกษตรผันผวนและไม่แน่นอน: เกษตรกรต้องเผชิญความเสี่ยงจากราคาผลผลิตตกต่ำในช่วงเก็บเกี่ยว ทำให้รายได้ไม่พอชดเชยต้นทุน แม้จะทำการผลิตเต็มฤดูกาล
  • ต้นทุนสูงตั้งแต่เริ่มเพาะปลูก: ค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยา และค่าแรงต้องจ่ายล่วงหน้า เกษตรกรจำนวนมากต้องก่อหนี้ตั้งแต่ต้นฤดูกาล โดยยังไม่รู้ว่าจะขายผลผลิตได้ราคาเท่าใด
  • ฟื้นตัวช้าเมื่อเกิดภัยพิบัติ: เมื่อเกิดภัยแล้ง น้ำท่วม หรือผลผลิตเสียหาย เกษตรกรต้องรอการตรวจสอบและการช่วยเหลือเป็นเวลานาน ทำให้ขาดสภาพคล่องและเสี่ยงหลุดจากระบบการผลิต

จะทำอะไร (Action)

  • ออกแบบระบบประกันรายได้แบบครบวงจร ดูแลเกษตรกรตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงหลังเก็บเกี่ยว รับมือภัยพิบัติได้รวดเร็ว
  • สนับสนุนต้นทุนตั้งแต่ต้นฤดูกาล: รัฐช่วยต้นทุนการผลิตไร่ละ 1,000 บาท จำกัดไม่เกิน 20 ไร่ต่อราย
  • ประกันรายได้ช่วงเก็บเกี่ยว จ่ายไว: เมื่อเกษตรกรแจ้งเก็บเกี่ยว รัฐจ่ายเงินส่วนต่างภายใน 7 วัน โดยคำนวณ ส่วนต่างรายได้ = ราคารับประกัน – 1,000 – ราคาตลาด และโอนเงินตรงเข้าบัญชีที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน เพื่อลดขั้นตอนและการทุจริต
  • ปรับราคารับประกันตามสภาวะต้นทุนการผลิตที่เปลี่ยนแปลง
  • ใช้ระบบประกันแบบดัชนี (Parametric Insurance) อ้างอิงข้อมูลวิทยาศาสตร์ เช่น ปริมาณน้ำฝนสะสม หรือดัชนีสุขภาพพืช เพื่อจ่ายเงินชดเชยทันทีเมื่อเข้าเกณฑ์ (Trigger-based Payout)
  • ช่วยเหลือฉุกเฉินเมื่อเกิดภัยพิบัติ: รัฐจ่ายทันทีไร่ละ 1,000 บาท จำกัด 20 ไร่ต่อราย

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้นและลดการก่อหนี้
  • ลดขั้นตอนและการทุจริต
  • เกษตรกรฟื้นตัวและกลับมาผลิตได้เร็ว
  • ราคารับประกันตามชนิดพืช:
    • ข้าว 5 ชนิด: 10,000–15,000 บาท/ตัน (ไม่เกิน 20 ไร่/ราย)
    • ยางพารา (น้ำยางสด): 60 บาท/กก.
    • มันสำปะหลัง: 2.50 บาท/กก. (ไม่เกิน 100 ตัน/ราย)
    • ปาล์มน้ำมัน: 5 บาท/กก.
    • ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์: 8.50 บาท/กก.

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • รายได้เกษตรกรไม่มั่นคงและหนี้สะสม: เกษตรกรจำนวนมากมีรายได้ผันผวนตามฤดูกาล ขาดรายได้ประจำระหว่างรอผลผลิต ทำให้ต้องก่อหนี้ต่อเนื่องและขาดความมั่นคงในการดำรงชีพ
  • การปลูกป่าใช้เวลานานแต่ขาดเงินหมุนเวียน: การปลูกไม้ยืนต้นต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะสร้างรายได้จริง แต่เกษตรกรไม่มีรายได้รองรับในช่วงเริ่มต้น ทำให้ไม่สามารถลงทุนปลูกป่าได้อย่างต่อเนื่อง
  • เข้าถึงแหล่งทุนยาก: ระบบการเงินยังไม่เอื้อให้ใช้ทรัพย์สินอย่างไม้ยืนต้นหรือคาร์บอนเครดิตเป็นหลักประกัน ทำให้โอกาสเข้าถึงเงินทุนจำกัด

จะทำอะไร (Action)

  • พันธบัตรป่าไม้ (Forest Bond): จัดให้มีระเบียบให้สถาบันการเงินออกพันธบัตรป่าไม้ ระดมทุนจากนักลงทุนทั่วไป โดยให้เกษตรกรนำพื้นที่การเกษตรมาปลูกไม้ยืนต้น และใช้ไม้ยืนต้นที่ปลูกเป็นสินทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อนำเงินจากการขายพันธบัตรมาจ่ายเป็น “เงินเดือน” ให้เกษตรกรดูแลป่า ตั้งเป้าระดมทุนประมาณ 60,000 ล้านบาท สร้างรายได้ให้ราว 500,000 ครัวเรือน
  • ธนาคารเพื่อการปลูกป่า: จัดตั้งธนาคารเฉพาะกิจสนับสนุนด้านการเงินแก่เกษตรกรผู้ปลูกป่า จ่ายการอุดหนุนล่วงหน้าก่อนตัดไม้จำหน่าย เป็นระยะเวลา 10 ปี เพื่อให้มีรายได้ต่อเนื่องระหว่างปลูก
  • กองทุนป่าไม้แห่งชาติ: จัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนเงินทุนปลูกไม้ยืนต้น ส่งเสริมอุตสาหกรรมป่าไม้ และสนับสนุนการนำคาร์บอนเครดิตจากการปลูกป่าไปจำหน่าย เพิ่มช่องทางรายได้และการเข้าถึงแหล่งทุน
  • เปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติเป็นรายได้ยั่งยืน: ใช้กลไกการเงินควบคู่การอนุรักษ์ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ประจำ ลดหนี้ และเพิ่มพื้นที่ป่าในระยะยาว

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เปลี่ยนการปลูกป่าให้เป็น “รายได้ประจำ” ของเกษตรกร
  • สร้างรายได้ให้เกษตรกรราว 500,000 ครัวเรือน
  • เพิ่มพื้นที่ป่า
  • เพิ่มรายได้ระยะยาวของประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ประมาณ 60,000 ล้านบาท (สำหรับพันธบัตรป่าไม้)

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • ระดมทุนจากนักลงทุนทั่วไป (สำหรับพันธบัตรป่าไม้)
ปวงชนไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) และเกษตรอินทรีย์
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกษตรกรมีรายได้มั่นคง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ข้อมูลภาคเกษตรกระจัดกระจายและเข้าถึงยาก
  • เกษตรกรปลูกพืชเดิมๆโดยไม่ได้คำนึงถึงราคาตลาด demand-supply
  • ประสิทธิภาพการผลิตยังต่ำ เพราะเกษตรไทยยังไม่เข้าสู่ “เกษตรแม่นยำ–เกษตรอัจฉริยะ”
  • เมื่อเจออุปสรรคจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ (น้ำท่วม–ภัยแล้ง) ยิ่งทำให้ล้มเหลวในการเพาะปลูก จนเป็นหนี้เพิ่ม
  • เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อยาก จึงท้าทายด้านความยั่งยืนและขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทย

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างแพลตฟอร์มข้อมูลสมัยใหม่ (Modernized Data Platform) เพื่อบูรณาการข้อมูลภาคเกษตรจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน
  • พัฒนาและนำไปใช้ 3 ระบบ AI หลัก ได้แก่ ระบบวางแผนและพยากรณ์การเพาะปลูก (Crop Planning and Forecasting), ระบบประเมินผลผลิตและสภาพอากาศ (Weather and Yield Assessment), ระบบตรวจจับและแจ้งเตือนความผิดปกติของราคาสินค้าเกษตร (Market Price Anomaly Detection and Alerts)
  • สร้าง AI Knowledge Chat เป็นแชตบอทหรือระบบคำปรึกษาอัจฉริยะด้วย AI เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูล ผ่านการสนทนาได้อย่างสะดวก เช่น ปลูกพืชอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ (คำนวณจากสภาพดิน, พยากรอากาศ, และความต้องการตลาด), ดูแลอย่างไร ใส่ปุ๋ยอะไร, สามารถรับการช่วยเหลือจากภาครัฐและเอกชนอะไรได้บ้าง
  • รัฐสนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อยซื้ออุปกรณ์โดรนเพื่อการเกษตร โดยรัฐจ่าย 60% เกษตรกรจ่าย 40% ทำให้เกิดอาชีพใหม่ๆ เช่น ศูนย์ซ่อมอุปกรณ์ บริการฉีดพ่น เป็นต้น
  • Community smart farm 1 ชุมชน 1 smart farm รัฐจัดหาเครื่องมือ smart farm ให้ทุกชุมชนในราคาถูก และรับซื้อผลผลิตจาก smart farm ทุกแห่ง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกษตรกรมีรายได้มั่นคง
  • ลดการสูญเสียผลผลิตและต้นทุน
  • การคาดการณ์แม่นยำจากระบบ AI
  • เข้าถึงระบบสินเชื่อเกษตรได้ง่ายขึ้น
  • เกษตรกรรายย่อยซื้ออุปกรณ์โดรนเพื่อการเกษตรได้ง่ายขึ้น
  • เกิดอาชีพใหม่ๆ เช่น ศูนย์ซ่อมอุปกรณ์ บริการฉีดพ่น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกรรายย่อยและเกษตรกรรุ่นใหม่
  • กลุ่มสตาร์ทอัพด้านเกษตร
  • สหกรณ์การเกษตรและกลุ่มธุรกิจเกษตรแปรรูป

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เกษตรกรไทยยังคงติดอยู่ในวงจรต้นทุนปุ๋ย เมล็ดพันธุ์และปัจจัยการผลิตที่พุ่งสูงตามตลาดโลก
  • ไทยต้องนำเข้าเกือบทั้งหมด
  • การไม่มีระบบปุ๋ยสั่งตัด
  • การจัดการน้ำที่ไม่ดีทำให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยแบบเดิมๆ เกินจำเป็น ส่งผลให้ดินเสื่อม ผลผลิตลดลง
  • ภัยแล้ง–น้ำท่วมทำให้รายได้ไม่มั่นคง
  • ผลผลิตได้ราคาต่ำเพราะคุณภาพไม่มาตรฐาน
  • เกิดหนี้สะสมเรื้อรัง

จะทำอะไร (Action)

  • ประกันกำไรให้เกษตรกรปลูก (ข้าว, มันสำปะหลัง, ยาง, ข้าวโพด)ขั้นต่ำ 30%
  • รัฐแจกคูปองดิจิทัลผ่าน “บัตรเกษตรกร” สำหรับซื้อปุ๋ยไม่เกิน 250 กก./ราย เมล็ดพันธุ์-กล้าพันธุ์ไม่เกิน 150 กก./ราย
  • ปูนปรับสภาพดินราคาถูก จากร้านที่ร่วมโครงการเพื่อลดการรั่วไหล เพราะมีระบบตรวจสอบราคาแบบเรียลไทม์
  • ตรวจดินรายแปลงแนะนำสูตรปุ๋ยที่เหมาะสม เพื่อลดต้นทุนเกินจริง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกษตรกรไม่ขาดทุน
  • ราคาที่ควรจะเป็นคือ 7,800 บาท/ตัน
  • รัฐโอนส่วนต่างให้ 800 บาท เข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ประกันกำไรให้เกษตรกรปลูก ทันที ใน ปีแรก

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ใช้มาตรการผ่านทางกฎหมายในการควบคุมการผลิต การกำหนดราคาผลผลิตการจำหน่ายผลผลิต การแบ่งสันปันส่วนที่ควรจะได้ระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรอย่างเป็นธรรม
  • ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยธรรมชาติ เลิกใช้สารเคมีฆ่าแมลง
  • ใช้มาตรการทางกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดิน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง
  • มีความปลอดภัย
  • ใช้ต้นทุนต่ำ
  • สามารถแข่งขันในตลาดภายในประเทศและตลาดโลกได้
  • เกษตรกรมีที่ดินทำกินเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • เกษตรกรผู้ยากไร้
  • เกษตรกรผู้ด้อยโอกาส
  • เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกิน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

ไม่ระบุ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

เกษตรกร ขายตรง ไม่มีพ่อค้าคนกลาง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ผู้ยากไร้ไม่มีการศึกษา ไม่อาจประกอบอาชีพอื่นได้
  • การหลีกเลี่ยงภาษีในทุกระดับ

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างโอกาส ให้ผู้ยากไร้
  • สร้างระบบภาษีที่เป็นธรรม
  • ปิดโอกาสการหลีกเลี่ยงภาษีในทุกระดับ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้ยากไร้ ได้มีที่ดินทำกินหรือประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยแรงงานในครอบครัว
  • งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ (จากระบบภาษีที่เป็นธรรม)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ยากไร้ไม่มีการศึกษา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ