ประเด็น

การปฏิรูปกองทัพ

มี 20 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ไทยภักดี

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • เพิ่มงบฯให้เพียงพอพัฒนาและเสริมศักยภาพอาวุธ
  • เพิ่มหลักสูตรการรบ ด้วยเทคโนโลยีให้กับกำลังพล
  • สร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา ความยาว ๗๙๘ กม.

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

รั้วชายแดนไทย-กัมพูชา ความยาว ๗๙๘ กม.

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • กองทัพมีอิทธิพลสูงผ่านโครงสร้างกฎหมายที่เอื้อให้อยู่เหนือการกำกับดูแลของรัฐบาลพลเรือน
  • สภากลาโหม (Defence Council) มีอำนาจล้นมือ: แต่เดิมตาม พ.ร.บ. ปี 2503 สภากลาโหมเป็นเพียง “สภาที่ปรึกษา” แต่การแก้ไขในปี 2528 และ 2551 ได้ยกระดับให้เป็นสภาที่มีอำนาจ “ให้มติเห็นชอบ” เหนือรัฐมนตรีในด้านนโยบาย งบประมาณ และการปกครองบังคับบัญชา
  • โครงสร้างที่พลเรือนบริหารไม่ได้: สมาชิกส่วนใหญ่ในสภากลาโหมเป็นข้าราชการทหารประจำการ ทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่มาจากประชาชน ไม่สามารถกำหนดนโยบายปฏิรูปกองทัพได้จริง หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากเหล่านายพล
  • ระบบการแต่งตั้งโยกย้าย (7 เสือกลาโหม): พ.ร.บ. ปี 2551 มอบอำนาจการแต่งตั้งนายพลให้แก่คณะกรรมการที่ถูกเรียกสั้น ๆ ว่า “บอร์ด 7 เสือกลาโหม” ซึ่งฝ่ายทหารมีเสียงข้างมากโดยเด็ดขาด ทำให้การแต่งตั้งโยกย้ายกลายเป็นเรื่องภายในกองทัพที่รัฐบาลเข้าไม่ถึง

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ. กลาโหมฯ เพื่อเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ให้กองทัพอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือนที่ยึดโยงกับประชาชน
  • เปลี่ยนสภากลาโหมเป็นสภาที่ปรึกษา (Advisory Body): ยกเลิกมาตรา 46 วรรคสี่
  • ยกระดับระบบบังคับบัญชา โดยมี รมต.กลาโหมเป็นผู้บังคับบัญชา (ระบบเสนาธิการร่วม (Joint Staff System)) เพื่อให้การตัดสินใจของเหล่าทัพถูกบริหารจัดการอย่างบูรณาการ ตอบโจทย์ภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้อำนาจในการ “ใช้กำลัง” ขึ้นกับรัฐบาล โดยที่เหล่าทัพต่างๆมีหน้าที่ “เตรียมกำลัง” ให้มีความพร้อมในการปฏิบัติการร่วมเพื่อการป้องกันประเทศ
  • ปรับสัดส่วนสมาชิก: ลดจำนวนผู้นำเหล่าทัพในสภา และเพิ่มผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญจาก 3 คน เป็น 5 คน
  • ยกเลิกระบบ “บอร์ด 7 เสือ” เปลี่ยนมาใช้การประเมินรอบด้านตามมาตรฐานตำแหน่ง (ระบบคุณธรรม 360 องศา)
  • ให้คณะกรรมการของแต่ละส่วนราชการคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติ แล้วเสนอตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเพื่อพิจารณาแต่งตั้ง
  • ผลักดันร่างแก้ไข พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม: เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมสภาฯ
  • ใช้บทบัญญัติในร่างกฎหมายใหม่ให้มติสภากลาโหมมีสถานะเป็นเพียง“สภาที่ปรึกษา” ทันทีที่กฎหมายประกาศใช้ใน ราชกิจจานุเบกษา

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • รัฐบาลพลเรือนบริหารกองทัพได้จริงและโปร่งใสตามหลักสากล
  • กองทัพอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือนที่ยึดโยงกับประชาชน
  • มติสภากลาโหมเป็นเพียงคำแนะนำ ไม่ใช่ข้อบังคับที่ส่วนราชการในกระทรวงกลาโหมต้องปฏิบัติตาม
  • การตัดสินใจของเหล่าทัพถูกบริหารจัดการอย่างบูรณาการ ตอบโจทย์ภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • อำนาจในการ “ใช้กำลัง” ขึ้นกับรัฐบาล โดยที่เหล่าทัพต่างๆมีหน้าที่ “เตรียมกำลัง” ให้มีความพร้อมในการปฏิบัติการร่วมเพื่อการป้องกันประเทศ
  • เกิดความหลากหลายของมุมมอง
  • เกิดการแต่งตั้งโยกย้ายที่ยึดโยงความรู้ความสามารถมากกว่าสายสัมพันธ์
  • ตัดอำนาจขาดตัวของผู้บัญชาการเหล่าทัพในการชี้นำโผทหาร

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • รัฐบาลพลเรือน
  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ผลักดันร่างแก้ไข พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมสภาฯ เป็นลำดับเร่งด่วน
  • มติสภากลาโหมมีสถานะเป็นเพียง“สภาที่ปรึกษา” ทันทีที่กฎหมายประกาศใช้ใน ราชกิจจานุเบกษา

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนาน
  • ขัดหลักการประชาธิปไตยสากล: กอ.รมน. ถือกำเนิดในยุคสงครามเย็นและถูกขยายอำนาจหลังการรัฐประหารปี 2549 และ 2557 กลายเป็นกลไกที่เปิดทางให้กองทัพแทรกแซงการเมืองและการบริหารราชการ ขัดกับหลักการ “รัฐบาลพลเรือนต้องอยู่เหนือกองทัพ” (Civilian Control of the Military)
  • รัฐซ้อนรัฐและงบประมาณซ้ำซ้อน: ภารกิจของ กอ.รมน. ทับซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว เช่น กรมการปกครอง, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานความมั่นคงชายแดน ทำให้การบริหารขาดเอกภาพ
  • ความล้มเหลวในชายแดนใต้: พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นข้ออ้างหลักในการขยายอำนาจและงบประมาณ โดยข้อมูลสำนักงบประมาณระบุว่า งบประมาณกว่า ร้อยละ 80 ของ กอ.รมน. ถูกใช้ในภารกิจนี้ แต่แนวทางที่เน้นการควบคุมและปราบปรามตลอดหลายทศวรรษกลับไม่สามารถสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนได้

จะทำอะไร (Action)

  • เปลี่ยนกรอบคิดจากความมั่นคงที่ยึดการใช้กำลัง เป็นการสร้างสันติภาพที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
  • ปรับโครงสร้างองค์กรออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ
  • สำหรับ กอ.รมน. ส่วนกลางและภูมิภาค (ยกเว้นภาค 4 ส่วนหน้า): ยุติบทบาทของ กอ.รมน. ในการแทรกแซงสังคมและการเมือง
  • สำหรับ กอ.รมน. ส่วนกลางและภูมิภาค (ยกเว้นภาค 4 ส่วนหน้า): โอนอำนาจ งบประมาณ และทรัพยากรด้านความมั่นคงชายแดนไปอยู่ภายใต้ “หน่วยบัญชาการพิทักษ์ชายแดนไทย” ซึ่งเป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายใหม่ในสังกัด กระทรวงมหาดไทย
  • สำหรับ กอ.รมน. ส่วนกลางและภูมิภาค (ยกเว้นภาค 4 ส่วนหน้า): ใช้รูปแบบ การบริหารจัดการชายแดนแบบเบ็ดเสร็จ (One Border Command) ภายใต้ระบบราชการปกติที่รัฐบาลพลเรือนกำกับดูแลได้โดยตรง
  • สำหรับ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า (พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้): เมื่อเงื่อนไขสันติภาพเอื้ออำนวย จะแปรสภาพ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า เป็นหน่วยงานผสม (ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง) ที่มีภารกิจจำกัดเพียงการ บังคับใช้กฎหมาย และรักษาความปลอดภัย ขึ้นตรงต่อรัฐบาลพลเรือน ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย
  • สำหรับ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า (พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้): กำหนดให้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นแกนนำหลักในการขับเคลื่อนนโยบายสันติภาพ การเยียวยา และการพัฒนา
  • เพื่อรื้อถอนกฎหมายที่เป็นฐานอำนาจ: ผลักดันการยกเลิก พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551
  • เพื่อรื้อถอนกฎหมายที่เป็นฐานอำนาจ: ยกเลิกบรรดาคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือคำสั่งพิเศษที่ให้อำนาจทหารทับซ้อนหน่วยงานพลเรือน
  • เพื่อสร้างโครงสร้างใหม่: ตรากฎหมายจัดตั้ง หน่วยบัญชาการพิทักษ์ชายแดนไทย สังกัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อรองรับภารกิจที่โอนย้ายมาจาก กอ.รมน.
  • เพื่อกำหนดโร้ดแมปชายแดนใต้: ออกคำสั่งฝ่ายบริหารกำหนดระยะเวลาเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน โปร่งใส โดยแบ่งเป็น "ระยะคงสภาพ" และ "ระยะแปรสภาพ" เตรียมความพร้อมสู่การยุบเลิกหน่วยงานความมั่นคงพิเศษ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยุติบทบาท "รัฐซ้อนรัฐ"
  • โอนภารกิจชายแดนให้มหาดไทย
  • สร้างสันติภาพที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
  • ไม่สร้างสุญญากาศด้านความปลอดภัย
  • นำพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คืนสู่ “ภาวะปกติ”

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
  • หน่วยบัญชาการพิทักษ์ชายแดนไทย
  • รัฐบาลพลเรือน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • การยุบเลิกหน่วยงานความมั่นคงพิเศษในช่วง หลังปี 2570 เป็นต้นไป

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ศาลทหาร ถูกวิพากษ์วิจารณ์มายาวนานว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองและแหล่งฟอกขาวความผิดสำหรับนายทหารระดับสูง โดยมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ขัดต่อหลักนิติธรรมสากล
  • เครื่องมือทางการเมือง: ในช่วงรัฐประหาร ศาลทหารมักถูกใช้เพื่อดำเนินคดีกับพลเรือนและผู้เห็นต่างทางการเมือง แทนที่จะทำหน้าที่พิจารณาคดีวินัยทหารตามปกติ
  • การฟอกขาวและวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด: คดีทุจริตสำคัญในกองทัพ เช่น คดีเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด GT200 และ คดี Alpha 6 มักไม่มีความคืบหน้าเมื่อเข้าสู่กระบวนการของศาลทหาร รวมถึงคดีซ้อมทรมานพลทหารจนเสียชีวิต และเหตุการณ์ใช้อาวุธสงครามสลายการชุมนุม (เช่น กรณีวัดปทุมวนาราม) ที่ผู้กระทำผิดมักรอดพ้นการตรวจสอบ
  • โครงสร้างไม่เป็นอิสระ: ศาลทหารสังกัด กรมพระธรรมนูญซึ่งอยู่ภายใต้ สำนักปลัดกระทรวงกลาโหมทำให้ขาดการถ่วงดุลอำนาจเพราะเป็นการ "ตรวจสอบกันเอง" ภายในสายบังคับบัญชา เปิดช่องให้ระบบอุปถัมภ์ช่วยเหลือพวกพ้อง

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของกองทัพ (ศาลทหาร)
  • เลิกศาลทหารสำหรับพลเรือนและคดีทุจริต
  • โอนอำนาจสู่ศาลยุติธรรม
  • ปฏิรูปเขตอำนาจศาลทหารผ่านการแก้ไขกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498, พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559, พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
  • ปรับปรุง พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498
    • แยกคดีออกจากศาลทหาร: คดีทุจริต: ให้ขึ้นศาลอาญาคดีทุจริตฯ เหมือนข้าราชการอื่น
    • แยกคดีออกจากศาลทหาร: คดีซ้อมทรมาน/อุ้มหาย: ให้ขึ้นศาลอาญาคดีทุจริตฯ
    • แยกคดีออกจากศาลทหาร: คดีอาญาต่อพลเรือน: (เช่น ทำร้ายร่างกาย ฆ่าผู้อื่น) ให้ขึ้นศาลยุติธรรม
    • แยกคดีออกจากศาลทหาร: คดีชำนาญพิเศษ: ให้ขึ้นศาลเฉพาะทาง เช่น ศาลเยาวชนและครอบครัว, ศาลแรงงาน ฯลฯ
    • ปฏิรูปโครงสร้างศาล: ตั้งคณะกรรมการตุลาการทหาร (กตท.): ดึงผู้เชี่ยวชาญ หรือนักวิชาการนิติศาสตร์ภายนอกเข้าร่วม
    • ปฏิรูปโครงสร้างศาล: เปลี่ยนประธานพิจารณาคดี: ต้องเป็นตุลาการพระธรรมนูญผู้มีอาวุโสสูงสุด
    • คุ้มครองสิทธิ: กำหนดให้ผู้เสียหาย ที่มิได้เป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร มีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาเองได้ทั้งในเวลาปกติและไม่ปกติ
    • คุ้มครองสิทธิ: กำหนดให้ห้ามอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลทหารในเวลาไม่ปกติ เฉพาะในเวลาที่มีการรบ หรือสถานะสงคราม และศาลอาญาศึกเท่านั้น
    • คุ้มครองสิทธิ: แก้ไขให้การพิจารณา และการสืบพยานในศาลทหาร จะต้องดำเนินการอย่างเปิดเผยต่อหน้าจำเลย
  • ปรับปรุง พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559
    • กำหนดให้คดีทุจริตและประพฤติมิชอบภายในกองทัพ ที่แต่เดิมอยู่ในอำนาจของศาลทหาร ให้มาอยู่ในอำนาจของศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ
    • โอนบรรดาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ที่ศาลทหาร หากล่วงเลยจากระยะเวลาที่กำหนด ให้โอนไปพิจารณาคดีที่ศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบแทน
  • ปรับปรุง พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
    • ยกเลิกมาตรา 96 ที่ให้อำนาจ อัยการทหาร เป็นผู้ฟ้องคดีทุจริตแทนอัยการสูงสุด

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด
  • สร้างกองทัพที่มีเกียรติภูมิ
  • คดีที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวินัยทหารโดยตรง ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติที่เป็นกลาง
  • ความโปร่งใสและคุ้มค่าของงบประมาณ ในการพิจารณาคดีทุจริต
  • ป้องกันการประวิงเวลาผ่านคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ในคดีซ้อมทรมาน/อุ้มหาย
  • ยกระดับมาตรฐาน ของคณะกรรมการตุลาการทหาร ให้เท่าเทียมมาตรฐานศาลยุติธรรม
  • การพิจารณา และการสืบพยานในศาลทหาร ดำเนินการอย่างเปิดเผยต่อหน้าจำเลย สอดคล้องกับการพิจารณา และการสืบพยานในศาลยุติธรรม
  • ขั้นตอนการฟ้องร้องทหารทุจริตเป็นมาตรฐานเดียวกับข้าราชการอื่นทั่วประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • พลเรือน
  • ผู้เห็นต่างทางการเมือง
  • พลทหาร
  • ประชาชน
  • ข้าราชการอื่น
  • ผู้เสียหาย ที่มิได้เป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร
  • จำเลย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ระยะสั้น: แก้ไขกฎหมายวิธีพิจารณาความและธรรมนูญศาล
  • ระยะกลาง: แก้ไขกฎหมาย ป.ป.ช.

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2 เป็น "แดนสนธยา" ที่มืดดำที่สุดของกองทัพและระบบงบประมาณไทย
  • ขาดการตรวจสอบจากภายนอก
  • กองทัพบก ปกปิดข้อมูลต่อสภา: ททบ.5 ไม่เคยเปิดเผยงบการเงิน แม้ว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณรายจ่ายประจำปี ได้ร้องขอข้อมูลต่อเนื่องตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ถึง 2568 แต่กองทัพบกเพิกเฉยและไม่เคยนำส่ง
  • ความผิดปกติของผลประกอบการ: กิจการ ททบ.5 มีรายได้จากการให้เช่าโครงข่ายทีวีดิจิทัล (MUX5 และ MUX7) ซึ่งควรเป็นรายได้แบบ "เสือนอนกิน" เฉลี่ยปีละ 700-800 ล้านบาท แต่ผู้แทน ททบ.5 กลับชี้แจงว่ากิจการขาดทุนต่อเนื่อง
  • ไร้ความโปร่งใสยาวนาน: ททบ.5 ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 แต่ไม่เคยมีรายงานผลประกอบการที่ตรวจสอบได้ต่อสาธารณะเลยตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี
  • ช่องโหว่ทางกฎหมายที่เอื้อให้กองทัพสร้าง "ระบบเศรษฐกิจอิสระ" และเป็นแหล่งผลประโยชน์ทับซ้อนของนายพลระดับสูง
  • กระทรวงกลาโหม เป็นหน่วยงานเดียวในประเทศไทยที่มีอภิสิทธิ์ในการแบ่งเงินนอกงบประมาณออกเป็น 2 ประเภท
  • กิจการหลักในกลุ่มเงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2 (สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5), กิจการคลื่นวิทยุกองทัพ, รายได้จากการให้เช่าโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล (MUX)) อยู่ภายใต้อำนาจตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการเงิน พ.ศ. 2554 (ฉบับแก้ไขปรับปรุง) ที่ อนุญาตให้กองทัพออกกฎระเบียบบริหารจัดการและตรวจสอบกันเอง โดยไม่อยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานภายนอก

จะทำอะไร (Action)

  • พรรคประชาชนเสนอให้ ยกเลิกเงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2 ทั้งหมด
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ใช้อำนาจตามกฎหมายดำเนินการแก้ไข “ข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการเงิน” เพื่อยกเลิกบทบัญญัติที่ให้อำนาจจัดตั้งและบริหารเงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2
  • กำหนดให้รายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากกิจการที่เคยเป็นเงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2 (เช่น รายได้จาก ททบ.5, ค่าเช่า MUX, ค่าโฆษณา, ค่าเช่าคลื่นวิทยุ) ต้องถูกจัดเก็บและนำส่งเป็น รายได้แผ่นดิน เข้ากระทรวงการคลังอย่างถูกต้องครบถ้วน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ทำให้ “ททบ.5 วิทยุ คลื่นความถี่กองทัพ” ตรวจสอบได้
  • นำรายได้ ททบ.5 วิทยุ และคลื่นความถี่ที่กองทัพถือส่งเข้าคลัง เพื่อสร้างความโปร่งใสตรวจสอบได้
  • ยุติแดนสนธยา
  • ปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย
  • สร้างธรรมาภิบาล
  • ดึงกิจการพาณิชย์ของกองทัพกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลและระบบการคลังปกติ ตามหลักการรัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือกองทัพ
  • ความโปร่งใส: ทำให้รายได้และรายจ่ายทุกบาททุกสตางค์ของกองทัพ ต้องถูกตรวจสอบได้โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสภาผู้แทนราษฎร เช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐอื่น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน (ผู้ได้รับผลประโยชน์จากความโปร่งใส)
  • สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)
  • สภาผู้แทนราษฎร
  • รัฐบาล

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การพัฒนากองทัพไทยเผชิญปัญหาการขาดเอกภาพในเชิงยุทธศาสตร์และการจัดสรรทรัพยากร
  • ขาดการบูรณาการภาพรวม
  • กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ต่างแยกกันจัดทำเอกสารพัฒนาหน่วยงานของตนเอง ทำให้ขาดทิศทางร่วมในระดับประเทศ
  • ความซ้ำซ้อนและไร้มาตรฐาน
  • การจัดหายุทโธปกรณ์และการวิจัยพัฒนา (R&D) กระทำแยกกันตามเหล่าทัพ
  • ยุทโธปกรณ์มีมาตรฐานต่างกัน
  • ระบบส่งกำลังบำรุงซับซ้อน
  • ไม่สามารถแบ่งปันขีดความสามารถ (Capabilities) หรือเครื่องมือ (Facilities) ร่วมกันได้
  • การจัดงบประมาณระบบโควตา
  • การจัดสรรงบประมาณยังยึดสัดส่วน 2 : 1 : 1 (บก : เรือ : อากาศ) ซึ่งเป็นการแบ่งตามโควตาเหล่าทัพ ไม่ได้พิจารณาจากลำดับความสำคัญของภัยคุกคามที่แท้จริง
  • การใช้ทรัพยากรกระจัดกระจายและไม่ตอบโจทย์ความมั่นคงยุคใหม่

จะทำอะไร (Action)

  • จัดสรรงบประมาณตามภัยคุกคาม
  • ส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอย่างเป็นระบบและโปร่งใส
  • เสนอให้มีการจัดทำ “สมุดปกขาวร่วม (Integrated White Paper)” เพียงเล่มเดียวสำหรับทั้งกระทรวงกลาโหม โดยมีสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นแกนกลาง บูรณาการข้อมูลร่วมกับกองบัญชาการกองทัพไทย ทุกเหล่าทัพ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ รวมถึงหน่วยงานข่าวกรองและ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
  • วิเคราะห์สถานการณ์ความมั่นคง
  • กำหนดทิศทางกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และระบบส่งกำลังบำรุงที่สอดคล้องกับภัยคุกคามจริง
  • ระบุแผนจัดซื้อยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ให้ชัดเจนว่าเป็นอัตราใหม่หรือจัดหาทดแทน
  • จัดทำ แผนวิจัยพัฒนาร่วมระหว่างทหาร ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และเอกชน
  • ให้สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นเจ้าภาพประสานงาน
  • สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ร่วมกับหน่วยงานด้านข่าวกรอง วิเคราะห์และกำหนดประเภทภัยคุกคามของประเทศ
  • กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) กำหนดแผนป้องกันประเทศและลำดับความพร้อมรบตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์
  • เหล่าทัพต่างๆ กำหนดแผนการเตรียมกำลังและจัดลำดับความต้องการยุทโธปกรณ์ (ระดับเร่งด่วนและปกติ) ให้สอดรับกับแผนป้องกันประเทศ
  • จัดทำ สมุดปกขาว โดยสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อกำหนดแผนการจัดหายุทโธปกรณ์ในระยะยาว
  • กำกับ การจัดหายุทโธปกรณ์ด้วยสมุดปกขาว

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กระทรวงกลาโหมสามารถจัดสรรงบประมาณได้ตามลำดับความสำคัญ ไม่ใช่ระบบโควต้า
  • สอดรับกับนโยบายจัดซื้อจัดจ้างแบบชดเชย (Offset Policy) และนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้อย่างลงตัว
  • มีความสอดคล้องกับแผนป้องกันประเทศ นโยบายอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และนโยบายการชดเชยทางเศรษฐกิจ (Offset Policy)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • กระทรวงกลาโหม
  • กองบัญชาการกองทัพไทย
  • ทุกเหล่าทัพ
  • สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ
  • หน่วยงานข่าวกรอง
  • สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
  • ทหาร
  • ภาครัฐ
  • สถาบันการศึกษา
  • เอกชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การกำหนดยุทธศาสตร์ และจัดหายุทโธปกรณ์ของประเทศไทย แยกตามเหล่าทัพ
  • การจัดหาภายในเหล่าทัพในหลายกรณีขาดความเป็นเอกภาพในการจัดหา
  • เป็นอุปสรรคต่อ ประสิทธิภาพในทางยุทธการ: ทั้งในการเชื่อมต่อ แลกเปลี่ยนข้อมูล ประสานการปฏิบัติ เพื่อสร้างปัจจัย “ทวีกำลัง - Force Multiplier”
  • เป็นอุปสรรคต่อประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ: ทั้งในการสร้างอำนาจต่อรองในการจัดหาในปริมาณมาก (Economy of Scale) และการบำรุงรักษาระบบ
  • เป็นอุปสรรคต่อ การกำหนดนโยบายอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
  • ความซ้ำซ้อน ในการจัดซื้อ

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างมาตรฐานยุทโธปกรณ์เดียว
  • สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นหน่วยงานกลางในการจัดหา ซ่อมบำรุง และบริหารจัดการยุทโธปกรณ์แบบรวมศูนย์
  • เหล่าทัพทำหน้าที่กำหนดความต้องการทางยุทธการ
  • วางรากฐานกฎหมายมาตรฐานยุทโธปกรณ์
  • ตราพระราชบัญญัติมาตรฐานยุทโธปกรณ์ พ.ศ. ... เพื่อจัดตั้ง ศูนย์มาตรฐานยุทโธปกรณ์ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
  • ศูนย์มาตรฐานยุทโธปกรณ์ ทำหน้าที่กำกับดูแลและรับรองมาตรฐานยุทโธปกรณ์ต่างๆ ของกองทัพให้เป็นระบบเดียวกัน
  • กำหนดและรับรองมาตรฐานโดยอ้างอิงมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันการใช้มาตรฐานเฉพาะถิ่นเป็นข้ออ้างในการปฏิเสธผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตในประเทศไทย โดยอ้างอิงมาตรฐาน เช่น: Military Standard - MIL-STD, มาตรฐานขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ - NATO, ข้อตกลงมาตรฐานขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ - STANAG
  • ปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานภายใต้สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ดำเนินการโดยข้าราชการพลเรือนกลาโหม)
  • จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการรวมศูนย์ 4 หน่วย: ศูนย์จัดหายุทโธปกรณ์, ศูนย์ซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์, ศูนย์สรรพาวุธ, ศูนย์ส่งกำลังบำรุงและพลาธิการ
  • ยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและเศรษฐกิจ
  • รวบรวมความต้องการจัดหาในปริมาณมาก
  • บังคับใช้มาตรการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากการจัดซื้อ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มอำนาจต่อรอง
  • สร้างมาตรฐานยุทโธปกรณ์เดียว
  • สร้างปัจจัย “ทวีกำลัง - Force Multiplier”
  • เพิ่ม ประสิทธิภาพในทางยุทธการ
  • เพิ่ม ประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ
  • ส่งเสริม การกำหนดนโยบายอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่มีทิศทางจัดหายุทโธปกรณ์ระยะยาวและมีความเป็นเอกภาพ
  • ระบบการกำกับดูแลและรับรองมาตรฐานยุทโธปกรณ์ต่างๆ ของกองทัพ เป็นระบบเดียวกัน
  • ป้องกัน การใช้มาตรฐานเฉพาะถิ่นเป็นข้ออ้างในการปฏิเสธผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตในประเทศไทย
  • ความโปร่งใสและประสิทธิภาพสูงสุด ในการบริหารจัดการ
  • การประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale)
  • ลดความซ้ำซ้อน
  • ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า
  • สร้างฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่มั่นคงและพึ่งพาตนเองได้
  • สร้างความเชื่อมั่นให้เอกชนในการลงทุน วิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์
  • ตอบสนองความต้องการของกองทัพได้อย่างตรงจุด

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม
  • เหล่าทัพ
  • กองทัพ
  • อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
  • เอกชน
  • ผู้ผลิตในประเทศไทย
  • ข้าราชการพลเรือนกลาโหม

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • การสร้างฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่มั่นคงและพึ่งพาตนเองได้ใน ระยะยาว

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • วิกฤตงบประมาณและความพร้อมรบ
  • งบประมาณกลาโหมปี 2569 กว่า 200,000 ล้านบาท ถูกใช้เป็นงบบุคลากรถึง 53% (กองทัพใช้แรงงานเข้มข้นสูง)
  • งบลงทุนของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศในการวิจัยและพัฒนามีเพียง 0.3%
  • ยุทโธปกรณ์ของกองทัพหลายรายการมีอายุการใช้งานสูง
  • ต้องแบกภาระซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์เก่า ควบคู่ไปกับการจัดหายุทโธปกรณ์ใหม่ที่ทันสมัย ภายใต้โครงสร้างงบประมาณที่ยังขาดประสิทธิภาพ
  • การลงทุนปัจจุบันไม่ควรเป็นเพียง "รายจ่าย" แต่ต้องเปลี่ยนเป็น "การจ้างงานทักษะสูง" และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศ
  • ศักยภาพเอกชนไทยที่รอการสนับสนุน ไทยมีบริษัทที่ส่งออกรถหุ้มเกราะไปกว่า 46 ประเทศ มีอู่ต่อเรือที่รองรับระวางได้ถึง 180,000 ตัน และมีผู้พัฒนาเทคโนโลยีโดรน (UAV) ที่พร้อมเติบโต หากรัฐเปลี่ยนบทบาทจากผู้ซื้อเป็นผู้ส่งเสริม

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
  • สนับสนุนเอกชนไทยผลิตยุทโธปกรณ์แทนการนำเข้า
  • ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างชาติ
  • สร้างมาตรฐานสากลอาวุธไทยในระดับสากลเพื่อการส่งออก
  • จัดสรรงบประมาณใหม่โดยเน้นการลงทุนในเทคโนโลยีมากกว่าบุคลากร
  • ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ
  • สร้างนวัตกรรมที่ใช้ได้ทั้งในกองทัพและภาคธุรกิจทั่วไป (Dual-Use) เช่น โดรน แบตเตอรี่ขั้นสูง และดาวเทียม
  • มุ่งเน้นส่งเสริมยุทโธปกรณ์ที่มีองค์ประกอบครบ 3 ด้าน 1) มีความต้องการเชิงยุทธศาสตร์และตอบโจทย์ภัยคุกคาม 2) ภาครัฐและเอกชนไทยมีขีดความสามารถที่จะพัฒนาต่อยอดได้ 3) ตลาดนานาชาติมีความต้องการ เพื่อความคุ้มค่าในการวิจัยและพัฒนา
  • กำหนดให้กองทัพจัดซื้อจากเอกชนไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของงบจัดซื้อยุทโธปกรณ์ สำหรับสินค้าในบัญชีนวัตกรรมไทยและได้มาตรฐานกระทรวงกลาโหม
  • เพิ่มแต้มต่อสำหรับสินค้าที่ ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand - MiT) ในการเสนอราคาต่อภาครัฐจาก 5% เป็น 10%
  • ส่งเสริมการรวมกลุ่มบริษัท (Consortium) เพื่อผลิตยุทโธปกรณ์ เช่น เรือฟริเกตภายในประเทศ โดยกำหนดเงื่อนไขการใช้ ข้อกำหนดการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content Requirement)
  • รัฐต้องทำ นโยบายชดเชยภาคบังคับ (Mandatory Offset Policy) เมื่อต้องซื้อยุทโธปกรณ์มูลค่าสูงจากต่างชาติ
  • ปรับปรุงภาษีนำเข้าวัตถุดิบหลัก
  • แก้ไขกฎหมายโรงงานผลิตอาวุธเพื่อลดระยะเวลาขออนุญาตส่งออก
  • ตราพระราชบัญญัติมาตรฐานยุทโธปกรณ์เพื่อรับรองคุณภาพให้เทียบเท่า มาตรฐานทางทหารของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (Military Standard - MIL-STD) หรือ มาตรฐานขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization Standardization Agreement - NATO STANAG)
  • พัฒนาหน่วยงานวิจัยของรัฐ (Public Research Institute - PRI) ให้รับความเสี่ยงในช่วงเริ่มต้นเหมือนโมเดล สำนักงานโครงการวิจัยขั้นสูงด้านการป้องกันประเทศของสหรัฐอเมริกา (Defense Advanced Research Projects Agency - DARPA)
  • จัดให้มี สินเชื่อตามนโยบายรัฐ (Policy Loan)
  • รวมศูนย์การจัดหาอาวุธไว้ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
  • บูรณาการแผนกองทัพและแผนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเข้าด้วยกัน
  • จัดตั้งคณะกรรมการทีมไทยแลนด์ คณะกรรมการส่งเสริมผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศกับต่างประเทศ (TEAM THAILAND)
  • ปรับบทบาทผู้ช่วยทูตทหารให้ช่วยส่งเสริมการตลาดในต่างประเทศอย่างจริงจัง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เอกชนไทยผลิตยุทโธปกรณ์แทนการนำเข้า
  • เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างชาติ
  • สร้างมาตรฐานสากลอาวุธไทยในระดับสากลเพื่อการส่งออก
  • พึ่งพาตนเองได้ ในการวิจัยและผลิตยุทโธปกรณ์
  • สนับสนุนความพร้อมรบ
  • สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย
  • เพิ่มอธิปไตยทางเทคโนโลยีความมั่นคง (Defense Technology Sovereignty)
  • ลดการพึ่งพาต่างชาติ
  • ผู้ประกอบการไทยขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ
  • สร้างนวัตกรรมที่ใช้ได้ทั้งในกองทัพและภาคธุรกิจทั่วไป (Dual-Use)
  • กองทัพจัดซื้อจากเอกชนไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของงบจัดซื้อยุทโธปกรณ์
  • เพิ่มแต้มต่อสำหรับสินค้าที่ ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand - MiT) ในการเสนอราคาต่อภาครัฐจาก 5% เป็น 10%
  • เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการ ร่วมผลิต (Co-Production) ภายในประเทศ
  • การประกอบในประเทศมีราคาถูกกว่าการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูป
  • ลดระยะเวลาขออนุญาตส่งออก
  • รับรองคุณภาพให้เทียบเท่า มาตรฐานทางทหารของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (Military Standard - MIL-STD) หรือ มาตรฐานขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization Standardization Agreement - NATO STANAG)
  • ช่วยสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการในโครงการขนาดใหญ่
  • การจัดซื้อเป็นไปตามนโยบายภาพรวม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
  • เอกชนไทย
  • ผู้ประกอบการไทย
  • กองทัพ
  • ผู้ประกอบการในโครงการขนาดใหญ่
  • หน่วยงานวิจัยของรัฐ (Public Research Institute - PRI)
  • ผู้ช่วยทูตทหาร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประสิทธิภาพการทำงาน: พลทหารสมัครใจมีระเบียบวินัยสูงกว่า มีสถิติปัญหาการใช้ยาเสพติดต่ำกว่า และปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าในฐานะ "ทหารอาชีพ"
  • ขจัดต้นตอการทุจริต: การบังคับเกณฑ์ทหารเป็นบ่อเกิดของการเรียกรับผลประโยชน์ เพื่อแลกกับการหลบเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร รวมถึงปัญหา "ทหารผี" ที่ผู้บังคับบัญชาโอนเงินเดือนพลทหารเข้ากระเป๋าตนเองแลกกับการปล่อยตัวกลับบ้าน
  • ปกป้องเกียรติภูมิ: ยุติการนำพลทหารไปเป็น "พลทหารรับใช้" หรือใช้แรงงานในกิจการส่วนตัวของผู้บังคับบัญชา ซึ่งบั่นทอนศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของกองทัพ

จะทำอะไร (Action)

เปลี่ยนระบบบังคับสู่ความสมัครใจ 100% โดยมีมาตรการเบื้องต้นดังนี้:

  • ใช้ระบบทหารอาสา: อาศัยอำนาจตาม ประกาศกระทรวงกลาโหม เรื่อง การรับบุคคลเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว (ทหารอาสา) พ.ศ. 2565 เพื่อรับสมัครพลทหารมาทดแทนการตรวจเลือก (เกณฑ์ทหาร) แบบเดิม
  • ปรับรูปแบบการทำงานแบบมืออาชีพ: พลทหารที่ผ่านการฝึกพื้นฐานแล้ว สามารถปฏิบัติงานแบบ “เช้าไป-เย็นกลับ” หรือมีวันหยุดที่ถี่ขึ้น มีวิถีชีวิตไม่ต่างจากลูกจ้างส่วนราชการอื่น เพื่อสร้างสมดุลระหว่างหน้าที่และการดูแลครอบครัว
  • คุ้มครองสวัสดิภาพขั้นสูงสุด: บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อประกันความปลอดภัยของพลทหารจากการถูกลงโทษที่ผิดกฎหมาย และห้ามนำพลทหารไปใช้งานนอกเหนือภารกิจทางการทหารอย่างเด็ดขาด
  1. ระยะสั้น: ปฏิรูประบบการรับสมัครและสวัสดิการ
  • เปิดรับสมัครทหารอาสา: ใช้สัญญาจ้าง 4-8 ปี แทนการเกณฑ์ทหาร พร้อมจัดทำระบบ Clearing House เพื่อจัดสรรผู้สมัครไปยังค่ายทหารต่างๆ ตามความประสงค์และตามความต้องการของหน่วย
  • สร้างแรงจูงใจด้านค่าตอบแทน: ออกคำสั่งเพิ่มค่าตอบแทนให้พลทหารที่สมัครใจเลื่อนปลดประจำการเดือนละ 500 บาท เพื่อรักษาผู้มีประสบการณ์ไว้ในกองทัพ
  • ยกระดับหลักสูตรการฝึก: ทบทวนหลักสูตรการฝึกทหารอาสาให้เหมาะสมต่อภัยคุกคามปัจจุบัน
  • ปฏิบัติงานแบบ “เช้าไป-เย็นกลับ”: ปรับรูปแบบการปฏิบัติงานให้พลทหารที่ผ่านการฝึก และปรับตัวกับภารกิจได้แล้วให้เป็นแบบ “เช้าไป-เย็นกลับ” หรือมีการจัดกะการทำงานให้มีวันหยุด สอดคล้องกับโครงการพลทหารออนไลน์ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้สมัครเลือกค่ายทหารใกล้บ้าน
  • ยกระดับความปลอดภัย: ปรับปรุงคำสั่งกระทรวงกลาโหมให้สอดคล้องกับ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551
  • ดูแลสวัสดิการตลอดชีวิต: ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ให้พลทหารที่บาดเจ็บหรือทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่ได้รับสิทธิในฐานะ “ทหารผ่านศึก” เทียบเท่านายทหารชั้นยศ โดยได้รับการดูแลต่อเนื่องตลอดชีวิตแทนการจ่ายเงินก้อนครั้งเดียว
  1. ระยะกลาง: ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
  • แก้ไขกฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561, พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 และ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 เพื่อให้คดีทุจริตในกองทัพขึ้นศาลพลเรือน สร้างความมั่นใจในความปลอดภัยและหลักความเสมอภาค
  1. ระยะยาว: สร้างระบบความมั่นคงที่ยั่งยืน
  • ปรับบทบาทหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน: เน้นการฝึกทักษะใหม่ที่จำเป็นต่อความมั่นคงให้แก่กำลังพลสำรองตาม พระราชบัญญัติกำลังพลสำรอง พ.ศ. 2558 เพื่อสนับสนุนภารกิจป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  • สิทธิมนุษยชนสากล: ลงสัตยาบรรณใน พิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน (Optional Protocol to the Convention Against Torture - OPCAT) เพื่อให้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าตรวจสอบค่ายทหารได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า
  • บูรณาการระดับชาติ: มอบหมายให้ สภาความมั่นคงแห่งชาติ บรรจุหลักการพลทหารสมัครใจ 100% ลงในแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติและแผนความมั่นคงแห่งชาติ
  • แก้ไขกฎหมายหลัก: แก้ไข พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 กำหนดให้การเรียกบุคคลเข้าเป็นทหารกองประจำการในยามปกติ ต้องมาจากการสมัครใจเท่านั้น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร เปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจ 100%
  • พลทหาร มี สมดุลระหว่างหน้าที่และการดูแลครอบครัว
  • ความปลอดภัยของพลทหารจากการถูกลงโทษที่ผิดกฎหมาย ได้รับการ ประกัน
  • พลทหาร ไม่ถูก นำไปใช้งานนอกเหนือภารกิจทางการทหารอย่างเด็ดขาด
  • ค่าตอบแทนพลทหารที่สมัครใจเลื่อนปลดประจำการ เพิ่มขึ้น เดือนละ 500 บาท
  • หลักสูตรการฝึกทหารอาสา มีความ เหมาะสมต่อภัยคุกคามปัจจุบัน
  • พลทหารที่บาดเจ็บหรือทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่ได้รับสิทธิในฐานะ “ทหารผ่านศึก” เทียบเท่านายทหารชั้นยศ โดยได้รับการดูแลต่อเนื่องตลอดชีวิตแทนการจ่ายเงินก้อนครั้งเดียว
  • คดีทุจริตในกองทัพขึ้นศาลพลเรือน
  • ความมั่นใจในความปลอดภัยและหลักความเสมอภาค เพิ่มขึ้น
  • คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าตรวจสอบค่ายทหารได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า
  • หลักการพลทหารสมัครใจ 100% ถูกบรรจุ ลงในแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติและแผนความมั่นคงแห่งชาติ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ทหาร
  • ผู้สมัครทหารอาสา
  • พลทหารที่บาดเจ็บหรือทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่
  • บุคคล ที่อาจถูกบังคับให้เป็นทหาร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • หนี้สินทหารชั้นผู้น้อย
  • เงินเดือนเหลือไม่ถึง 30%: มีจำนวนสูงถึง 53,210 นาย (คิดเป็น 21.24%) หลังหักหนี้เงินกู้สหกรณ์
  • เงินเดือนเหลือต่ำกว่า 9,000 บาท: มีจำนวนมากถึง 81,030 นาย (คิดเป็น 32.35%)
  • ปัญหาหนี้สินที่รุนแรงจนทหาร 1 ใน 3 มีเงินเดือนไม่พอเลี้ยงชีพและดูแลครอบครัว ถือเป็นภัยความมั่นคงที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อขวัญกำลังใจและคุณภาพชีวิต
  • กลุ่มที่เข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้ในช่วงโควิด-19 ซึ่งต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ
  • การคิดอัตราดอกเบี้ยอาจไม่เป็นธรรม ไม่เป็นไปตาม มาตรา 224/1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้และการตัดชำระหนี้

จะทำอะไร (Action)

  • แก้หนี้ทหาร
  • คุมการหักเงินเดือน
  • ตรวจสอบดอกเบี้ย
  • ปรับโครงสร้างหนี้
  • ประสาน ธนาคารแห่งประเทศไทย ตรวจสอบการคิดดอกเบี้ยของสถาบันการเงินต่อทหารที่พักชำระหนี้ ให้สอดคล้องตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ของแบงก์ชาติ
  • มอบหมายให้ กรมการเงินของเหล่าทัพ, กรมพระธรรมนูญ และ คณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชน ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย หาแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ให้ทหารมีแผนชำระหนี้ที่ชัดเจนและกลับมามีชีวิตที่ปลอดหนี้ได้จริง
  • เร่งรัดออกระเบียบการหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้สหกรณ์และสวัสดิการ โดยอ้างอิงมาตรฐานเดียวกับกองทัพอากาศ คือต้องมีเงินเดือนสุทธิคงเหลือไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 และไม่น้อยกว่า 9,000 บาท
  • หารือร่วมกับ ผู้บัญชาการทหารบก, ผู้บัญชาการทหารเรือ, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ ปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อออกระเบียบว่าด้วยการหักเงินเดือนเพื่อชำระเงินให้แก่สวัสดิการภายในและสหกรณ์
  • ประสานงานกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อตรวจสอบการคิดดอกเบี้ยสถาบันการเงินตามมาตรา 224/1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
  • มอบหมายให้ กรมการเงิน และ กรมพระธรรมนูญ ของทุกเหล่าทัพ ทำงานร่วมกับ คณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชน เพื่อออกแบบโมเดลการปรับโครงสร้างหนี้ที่สอดคล้องกับรายได้จริงของกำลังพล
  • ปรับปรุงแก้ไข มาตรา 42/1 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ให้สอดคล้องกับ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ดอกเบี้ยเป็นธรรม
  • คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทหารผู้น้อย
  • ทหาร กลับมามีเงินเดือนเพียงพอต่อการดำรงชีพ
  • การคิดดอกเบี้ยของสถาบันการเงินต่อทหารที่พักชำระหนี้ สอดคล้องตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ของแบงก์ชาติ
  • ทหารมีแผนชำระหนี้ที่ชัดเจนและกลับมามีชีวิตที่ปลอดหนี้ได้จริง
  • สร้างเอกภาพในการดูแลคุณภาพชีวิตกำลังพล
  • ทหารต้องมีเงินเดือนเหลือสุทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 และไม่ต่ำกว่า 9,000 บาท
  • การคิดดอกเบี้ยสถาบันการเงิน เป็นไปตาม มาตรา 224/1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
  • โมเดลการปรับโครงสร้างหนี้ที่สอดคล้องกับรายได้จริงของกำลังพล
  • มาตรา 42/1 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 สอดคล้องกับ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557
  • สร้างความคุ้มครองที่เป็นธรรมให้แก่ข้าราชการทหารที่เป็นลูกหนี้และผู้ค้ำประกันของสหกรณ์ออมทรัพย์

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ทหารชั้นผู้น้อย
  • ข้าราชการทหารและลูกจ้างสังกัดกระทรวงกลาโหม
  • ข้าราชการทหารที่เป็นลูกหนี้และผู้ค้ำประกันของสหกรณ์ออมทรัพย์

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ทันที สำหรับออกระเบียบและบังคับใช้เกณฑ์เงินเดือนคงเหลือ
  • ระยะสั้น: มาตรการเร่งด่วนเพื่อการดำรงชีพ
  • ระยะกลาง: การปรับโครงสร้างหนี้ที่เป็นธรรม
  • ระยะยาว: การปฏิรูปกฎหมายสหกรณ์

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โครงสร้างกองทัพไทยในปัจจุบันขาดความสมดุลเนื่องจากการสืบทอดรูปแบบจากยุคสงครามเย็น ที่เน้นการรับกำลังพลจำนวนมากและเกษียณอายุพร้อมกันที่ 60 ปี
  • โครงสร้างแบบหัวโต: กองทัพขาดแคลนกำลังพลระดับปฏิบัติการ แต่กลับมีชั้นยศระดับสูงเกินความจำเป็น โดยเฉพาะ ชั้นนายพลที่มีมากกว่า 1,500 อัตราโดยประมาณ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษาพิเศษถึง 700 อัตราที่ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจหลัก
  • ภาระงบประมาณ: งบประมาณด้านบุคลากรของกระทรวงกลาโหมสูงกว่า ร้อยละ 50 ของงบประมาณรวมทั้งกระทรวงต่อเนื่องหลายปี กระทบต่อการจัดสรรค่าตอบแทนและสวัสดิการของทหารชั้นผู้น้อย รวมถึงงบลงทุนด้านยุทโธปกรณ์

จะทำอะไร (Action)

  • ลดนายพล
  • ปิดอัตราซ้ำซ้อน ด้วยโครงการ Early Retire
  • นำงบประมาณมาเพิ่มสวัสดิการทหารชั้นผู้น้อย
  • ปฏิรูปโครงสร้างผ่านโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด (Early Retirement) และการปิดอัตราที่ไม่จำเป็น
  • ลดจำนวนกำลังพลระดับสูง
  • คืนงบประมาณสู่สวัสดิการ
  • กำหนดแนวทางการเกษียณตามช่วงอายุและสัญญาจ้างใหม่
  • แบ่งกลุ่มอายุเพื่อกำหนดแนวทางรองรับ
  • เชิญชวนเข้าโครงการเกษียณก่อนกำหนด (เป้าหมาย 1,350 อัตรา)
  • เกษียณก่อนกำหนดร่วมกับมาตรการส่งเสริมอาชีพใหม่ โดยร่วมมือกับหน่วยงานรัฐอื่นหรือเอกชน
  • มุ่งเน้นการเพิ่มทักษะ (Upskill) และหาตลาดแรงงานรองรับ
  • ย้อนกลับการปรับโครงสร้างปี 2558 ที่มีการเพิ่มหน่วยงานระดับ "สำนัก" คั่นกลางระหว่าง "กรม" และ "กอง" โดยการปิดอัตรา เจ้ากรม และ ผู้อำนวยการสำนัก ในส่วนที่ซ้ำซ้อน ให้รองเจ้ากรมหรือรองผู้อำนวยการสำนักปฏิบัติหน้าที่แทน
  • นำงบประมาณที่ได้จากการปิดอัตราตำแหน่งระดับสูง ไปบรรจุในงบประมาณรายจ่ายปีถัดไปเพื่อ เพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการ ให้ทหารระดับปฏิบัติการโดยตรง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กองทัพที่มีประสิทธิภาพ
  • เพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตกำลังพล
  • ปิดอัตราชั้นนายพล พันเอก และพันโท
  • เพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการให้นายทหารระดับปฏิบัติการ
  • โครงสร้างกำลังพลสมดุลอย่างยั่งยืน
  • คงเหลืออัตรานายพลรวม 700 อัตรา
  • ลดความคับคั่งของอัตราและเปิดทางความก้าวหน้า
  • ผู้เข้าร่วมจะได้รับเงินชดเชยเท่ากับเงินเดือนงวดสุดท้าย 18 เดือน
  • เพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการ ให้ทหารระดับปฏิบัติการโดยตรง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ทหารชั้นผู้น้อย
  • กองทัพ
  • กำลังพล
  • ผู้เข้าร่วมโครงการ 1,350 นาย
  • นายทหารระดับปฏิบัติการ
  • อายุ 58 ปีขึ้นไป (กำลังพล)
  • อายุ 55-58 ปี (กำลังพล)
  • อายุ 40-55 ปี (กำลังพล)
  • ทหารใหม่ถึงอายุ 40 ปี
  • ชั้นนายพล 450 อัตรา (เป้าหมาย)
  • ชั้นพันเอก 450 อัตรา (เป้าหมาย)
  • ชั้นพันโท 450 อัตรา (เป้าหมาย)
  • ผู้เข้าร่วม โครงการเกษียณราชการก่อนกำหนด

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ลดจำนวนกำลังพลระดับสูง: ตั้งเป้าผู้เข้าร่วมโครงการ 1,350 นาย ภายใน 2 ปี เพื่อปิดอัตราชั้นนายพล พันเอก และพันโท

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 1,250 ล้านบาท สำหรับ งบประมาณดำเนินการ โครงการเกษียณราชการก่อนกำหนด

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ขาดความโปร่งใสและการตรวจสอบ: ธุรกิจจำนวนมากดำเนินงานภายใต้ "กิจการสวัสดิการ" และเงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2 ซึ่งมีรายได้อย่างน้อย 5,000 ล้านบาทต่อปี (จากการสืบค้นเบื้องต้น) เงินเหล่านี้เป็น "พื้นที่บัญชีพิเศษ" ที่กองทัพบริหารจัดการและตรวจสอบเอง ทำให้ไม่อยู่ในระบบงบประมาณแผ่นดินและไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ
  • อยู่นอกเหนือภารกิจหลัก: ภารกิจทหารคือการป้องกันประเทศไม่ใช่การทำธุรกิจ การใช้กำลังพลไปบริหารสนามกอล์ฟหรือโรงแรมถือเป็นการใช้ทรัพยากรรัฐผิดวัตถุประสงค์และสิ้นเปลือง
  • การใช้ทรัพยากรรัฐไม่คุ้มค่า: กองทัพครอบครองที่ราชพัสดุมูลค่าสูงในพื้นที่เศรษฐกิจ เช่น สนามกอล์ฟธูปะเตมีย์ (กว่า 880 ไร่) ซึ่งไม่เกิดประโยชน์สาธารณะ นอกจากนี้บางกิจการ เช่น ไฟฟ้าสัตหีบ ก่อปัญหาไฟตกดับสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินประชาชน และชาวบ้านต้องจ่ายค่าไฟสูงกว่าปกติเพราะติดมิเตอร์ถาวรไม่ได้
  • ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานพลเรือน: หลายกิจการซ้ำซ้อนกับผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เช่น โรงงานเภสัชกรรมทหารซ้ำซ้อนกับองค์การเภสัชกรรม เมื่อขาดความเชี่ยวชาญจึงต้องใช้งบประมาณแผ่นดินไปอุดหนุนกิจการที่ขาดทุน
  • สวัสดิการกำลังพลไม่เป็นธรรม: ปัจจุบันสวัสดิการขึ้นอยู่กับผลประกอบการของธุรกิจทั้งในระดับเหล่าทัพและระดับหน่วยขึ้นตรงนั้นๆ ทำให้กำลังพลได้รับสวัสดิการไม่เท่าเทียมกัน สวัสดิการจึงกลายเป็น "โชคของหน่วย" แทนที่จะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐรับประกัน
  • สถานีโทรทัศน์ ททบ.5 ... ขาดทุนต่อเนื่องและไม่เปิดเผยงบการเงินมาตั้งแต่ พ.ศ. 2500

จะทำอะไร (Action)

  • โอนถ่าย ยุบเลิก ปรับปรุง ธุรกิจกองทัพ
  • ยุบธุรกิจกองทัพที่ไม่จำเป็น
  • โอนกิจการเชิงพาณิชย์ให้มืออาชีพดูแล
  • นำรายได้ส่งคลังเพื่อสร้างสวัสดิการทหารที่เท่าเทียม และทำให้กิจการสวัสดิการโปร่งใสตรวจสอบได้
  • นำการบริหารธุรกิจทั้งหมดเข้าสู่กรอบธรรมาภิบาลเดียวกับหน่วยงานรัฐอื่น
  • เปิดเผยงบการเงินต่อสาธารณะและรายงานต่อรัฐสภาตามมาตรฐานบัญชีสากล
  • ถ่ายโอนธุรกิจที่ไม่ใช่ภารกิจหลัก
  • โอนกิจการเชิงพาณิชย์ให้หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญ เช่น โอนโรงงานยาให้องค์การเภสัชกรรม คืนสัมปทานบ่อน้ำมันฝางให้รัฐเพื่อเปิดประมูล และโอนโรงแรมคืนกรมธนารักษ์เพื่อเปิดสัมปทานให้เอกชนบริหาร
  • ปรับปรุงพื้นที่สนามกอล์ฟกานตรัตน์ (กลางรันเวย์ดอนเมือง) เป็นทางขับคู่ขนาน
  • ทบทวนบทบาทสถานีโทรทัศน์ ททบ.5 ในฐานะทีวีดิจิทัลเพื่อความมั่นคงที่ขาดทุนต่อเนื่องและไม่เปิดเผยงบการเงินมาตั้งแต่ พ.ศ. 2500
  • สร้างสวัสดิการกำลังพลที่มั่นคง: เปลี่ยนจาก "รายได้ธุรกิจ" เป็น "สิทธิที่ได้รับจากรัฐโดยตรง"
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แก้ไข "ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการเงิน พ.ศ. 2554" เพื่อ ยกเลิกเงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2
  • ออกมติคณะรัฐมนตรียกเลิกการจัดสรรรายได้โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECa) ให้กองทัพเรือ
  • นำรายได้ทั้งหมดเข้าคลังแผ่นดิน
  • เร่งรัดให้ทุกเหล่าทัพดำเนินกิจการสวัสดิการตามกฎหมาย ทั้งการทำสัญญากับกรมธนารักษ์ และการทำงบการเงินตามมาตรฐานสากล
  • ยกระดับ "ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดสวัสดิการฯ พ.ศ. 2547" ให้เป็น พระราชบัญญัติ
  • แก้ไขพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 บังคับรายงานเงินนอกงบประมาณทุกประเภทของกองทัพต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และรัฐสภา
  • ตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการตามเป้าหมาย
  • โอนถ่าย กิจการไฟฟ้าสัตหีบให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
  • โอนถ่าย องค์การเภสัชกรรมทหารให้องค์การเภสัชกรรม
  • คืนสิทธิสัมปทาน ศูนย์พัฒนาปิโตรเลียมภาคเหนือ(บ่อน้ำมันฝาง)รัฐเพื่อเปิดประมูล
  • โอน ปั๊มน้ำมันนอกค่ายและโรงแรมสวัสดิการบางแห่ง (สวนสนประดิพัทธ์, โรงแรมสิรินพลา) ให้กรมธนารักษ์เปิดประมูลสัมปทานเอกชน
  • ยุบเลิก สนามกอล์ฟธูปะเตมีย์ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปทุมธานี พัฒนาเป็นสวนสาธารณะ
  • คืนพื้นที่ สนามกอล์ฟกานตรัตน์ให้การท่าอากาศยานดอนเมืองสร้างทางขับคู่ขนาน
  • ยกเลิก ททบ.5 และคืนโครงข่ายให้ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
  • บังคับกองทุนสวัสดิการทำบัญชีมาตรฐานสากลและให้หน่วยงานภายนอกตรวจสอบ
  • รายงานผลการดำเนินงานประจำปีต่อสภาผู้แทนราษฎร
  • ทบทวนการถือครองคลื่นวิทยุให้เหลือเฉพาะที่จำเป็นต่อภารกิจหลัก
  • กรมธนารักษ์ ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค องค์การเภสัชกรรม หรือการกีฬาแห่งประเทศไทย ดำเนินการรับถ่ายโอนกิจการ และกำหนดเงื่อนไข ในกรณีที่อาจมีการประมูลสัมปทานสำหรับที่ดินมูลค่าสูงและกิจการที่ต้องถ่ายโอน
  • สำนักงาน กสทช. ต้องวางแผนนำคลื่นความถี่ของ ททบ.5 และวิทยุทหารกลับมาจัดสรรใหม่
  • กองทัพบกต้องเร่งรัดดำเนินการทางกฎหมายเพื่อ บังคับการชำระหนี้สงสัยจะสูญกว่า 1,000 ล้านบาท ระหว่าง ททบ.5 กับ บริษัท RTA Enterprise

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกิด สวัสดิการทหารที่เท่าเทียม
  • ทำให้ กิจการสวัสดิการโปร่งใสตรวจสอบได้
  • เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด
  • การบริหาร ธุรกิจทั้งหมดเข้าสู่กรอบธรรมาภิบาลเดียวกับหน่วยงานรัฐอื่น
  • งบการเงินเปิดเผยต่อสาธารณะและรายงานต่อรัฐสภาตามมาตรฐานบัญชีสากล
  • กิจการ เชิงพาณิชย์ ถูกดูแลโดย หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญ
  • สัมปทาน บ่อน้ำมันฝาง ถูกคืน รัฐเพื่อเปิดประมูล
  • โรงแรมถูกโอนคืน กรมธนารักษ์เพื่อเปิดสัมปทานให้เอกชนบริหาร
  • พื้นที่สนามกอล์ฟกานตรัตน์ (กลางรันเวย์ดอนเมือง) เป็น ทางขับคู่ขนาน
  • เพิ่ม ความปลอดภัยและดำรงขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบิน
  • เกิด สวัสดิการกำลังพลที่มั่นคง
  • เกิด คุณภาพชีวิตที่มั่นคงของกำลังพลทุกระดับ
  • เงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2 ถูกยกเลิก
  • รายได้ทั้งหมดเข้าคลังแผ่นดิน
  • กิจการ สวัสดิการดำเนินงานตามกฎหมาย ทั้งการทำสัญญากับกรมธนารักษ์ และการทำงบการเงินตามมาตรฐานสากล
  • "ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดสวัสดิการฯ พ.ศ. 2547" เป็น พระราชบัญญัติ
  • การจัดสวัสดิการ อยู่ภายใต้อำนาจตรวจสอบของรัฐสภาและมีบทลงโทษ
  • เงินนอกงบประมาณทุกประเภทของกองทัพถูกรายงานต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และรัฐสภา
  • กิจการไฟฟ้าสัตหีบ ถูกโอน ให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
  • องค์การเภสัชกรรมทหาร ถูกโอน ให้องค์การเภสัชกรรม
  • ศูนย์พัฒนาปิโตรเลียมภาคเหนือ(บ่อน้ำมันฝาง) ถูกคืน สิทธิสัมปทานรัฐเพื่อเปิดประมูล
  • ปั๊มน้ำมันนอกค่ายและโรงแรมสวัสดิการบางแห่ง ถูกโอน ให้กรมธนารักษ์เปิดประมูลสัมปทานเอกชน
  • สนามกอล์ฟธูปะเตมีย์ ถูกพัฒนา เป็นสวนสาธารณะ
  • สนามกอล์ฟกานตรัตน์ ถูกใช้เป็น ทางขับคู่ขนาน
  • ททบ.5 ถูกยกเลิก และโครงข่าย ถูกคืน ให้ กสทช.
  • กองทุนสวัสดิการทำบัญชีมาตรฐานสากลและให้หน่วยงานภายนอกตรวจสอบ
  • ผลการดำเนินงานประจำปี ถูกรายงาน ต่อสภาผู้แทนราษฎร
  • การถือครองคลื่นวิทยุ เหลือเฉพาะที่จำเป็น ต่อภารกิจหลัก
  • คลื่นความถี่ของ ททบ.5 และวิทยุทหาร ถูกจัดสรรใหม่
  • หนี้สงสัยจะสูญกว่า 1,000 ล้านบาท ถูกชำระ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ธุรกิจกองทัพ
  • มืออาชีพ
  • คลัง แผ่นดิน
  • ทหาร
  • กำลังพลทุกระดับ
  • ประชาชน
  • สาธารณะ
  • หน่วยงานรัฐอื่น
  • รัฐสภา
  • หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญ
  • องค์การเภสัชกรรม
  • กรมธนารักษ์
  • เอกชน
  • การท่าอากาศยานดอนเมือง
  • สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)
  • คณะกรรมการ
  • การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปทุมธานี
  • สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
  • สภาผู้แทนราษฎร
  • การกีฬาแห่งประเทศไทย
  • กองทัพบก

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • กองทัพไทยใช้แรงงานเข้มข้นแต่ขาดเทคโนโลยี
  • งบประมาณประจำปีของกระทรวงกลาโหมกว่า 2 แสนล้านบาท หมดไปกับค่าบุคลากรสูงถึง 53%
  • งบวิจัยเทคโนโลยีมีเพียง 0.6%
  • การซื้ออาวุธเป็นการจ่ายเงินออกนอกประเทศเกือบทั้งหมด
  • ขาดการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ
  • ศักยภาพเอกชนไทยที่ถูกมองข้าม

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
  • เปลี่ยนรายจ่ายเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ
  • เลือกยุทโธปกรณ์เป้าหมาย
  • สนับสนุนสินค้าไทย
  • บังคับใช้ 'นโยบายชดเชยภาคบังคับ'
  • ลดอุปสรรคให้ค้าขายคล่อง
  • ลงทุนวิจัยและหนุนเงินทุน
  • รวมศูนย์การจัดซื้อและดันการส่งออก

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดการซื้ออาวุธจากต่างประเทศ
  • สร้าง 'อธิปไตยทางเทคโนโลยี' ให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
  • ผลิตนวัตกรรมที่ใช้ได้ทั้งในกองทัพและธุรกิจทั่วไป
  • เกิดตำแหน่งงานใหม่ๆ
  • กรอบทางกฎหมายในการรับรองคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • กองทัพไทย
  • ผู้ประกอบการไทย
  • บุคลากรไทย
  • บริษัทที่ลงทุนวิจัย
  • หน่วยงานที่ดูแลด้านการทำมาตรการชดเชย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบเกณฑ์ทหารไม่สอดคล้องยุคใหม่: การบังคับเกณฑ์สร้างต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจ ทำให้ศักยภาพแรงงานเยาวชนถูกดึงออกจากการศึกษาและการทำงาน
  • กำลังพลขาดแรงจูงใจระยะยาว: ทหารเกณฑ์มีระยะเวลาสั้น ขาดความต่อเนื่องด้านทักษะและความเชี่ยวชาญ ส่งผลต่อประสิทธิภาพกองทัพ
  • โอกาสชีวิตหลังปลดประจำการไม่ชัดเจน: ผู้ผ่านการรับราชการขาดเส้นทางการศึกษาและอาชีพที่ต่อยอดได้จริง

จะทำอะไร (Action)

  • ขยายทหารอาสาแทนการเกณฑ์: เปิดรับสมัครทหารอาสาสำหรับทุกเพศ รับราชการไม่น้อยกว่า 3 ปี พร้อมสวัสดิการเทียบเท่าข้าราชการ เพื่อเพิ่มสัดส่วนกำลังพลสมัครใจ
  • เรียนไปด้วย รับราชการไปด้วย: เปิดโอกาสให้ทหารอาสาเพิ่มวุฒิการศึกษาควบคู่การรับราชการ ตั้งแต่ระดับอนุปริญญาขึ้นไป เพื่อยกระดับทักษะและศักยภาพกำลังพล
  • หลักสูตรบริการชุมชนและสาธารณสุข: พัฒนาหลักสูตรที่นำทักษะทหารไปช่วยสังคมจริง เช่น ดูแลผู้พิการและผู้สูงอายุ ปฐมพยาบาล กู้ภัย บรรเทาภัยพิบัติ งานช่าง และบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน
  • เส้นทางอาชีพหลังครบสัญญา: จัดสรรโควตาสอบบรรจุเข้ารับราชการในหน่วยงานที่ต้องการบุคลากรผ่านการฝึก เช่น นายสิบกองทัพ นายสิบตำรวจ เจ้าหน้าที่ป้องกันภัย และทรัพยากรธรรมชาติ
  • “1 ครอบครัว 1 ทหารอาสา 1 อาชีพ”: เชื่อมการรับราชการกับการมีงานทำอย่างยั่งยืน ลดแรงกดดันครอบครัว และสร้างแรงจูงใจสมัครใจระยะยาว

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • “กองทัพสมัครใจ” ที่มีคุณภาพ พร้อมเส้นทางพัฒนาและอาชีพที่ชัดเจน
  • เพิ่มสัดส่วนกำลังพลสมัครใจ
  • ยกระดับทักษะและศักยภาพกำลังพล
  • ลดแรงกดดันครอบครัว
  • สร้างแรงจูงใจสมัครใจระยะยาว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • กองทัพ
  • ทหารอาสา
  • ทหารเกณฑ์

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • รัฐธรรมนูญขาดความยึดโยงกับประชาชน
  • ความเป็นกลางขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญถูกตั้งคำถาม
  • ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอ
  • การรวมศูนย์อำนาจ
  • บทบาทของกองทัพขยายเกินกรอบประชาธิปไตย ทำภารกิจหลายประการนอกเหนือจากการป้องกันประเทศ
  • การเมืองท้องถิ่นยังถูกกำกับจากส่วนกลางอย่างเข้มข้น

จะทำอะไร (Action)

  • เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ – เพื่อจัดทำฉบับใหม่โดยประชาชนมีส่วนร่วม
  • ผลักดันให้มีประชามติควบคู่กับการเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจโดยตรง ว่าประเทศควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และกำหนดทิศทางด้วยตนเอง
  • ปฏิรูปองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ปรับที่มาให้ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น เพิ่มกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจ สร้างระบบถ่วงดุลที่สมดุล โปร่งใส และได้รับความเชื่อถือจากสังคม
  • คืนอำนาจให้ประชาชนผ่านกลไกการถอดถอน เปิดทางให้ประชาชนสามารถถอดถอน ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ, ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง, เพื่อยืนยันว่าทุกอำนาจต้องรับผิดชอบต่อประชาชน
  • เสริมความเข้มแข็งของพรรคการเมือง ลดข้อจำกัดในการเป็นสมาชิกพรรค ลดเงื่อนไขการยุบพรรค ให้เหลือเฉพาะกรณีล้มล้างการปกครอง ทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางประชาธิปไตยที่แท้จริง
  • เปลี่ยนทหารเกณฑ์สู่สมัครใจ สร้างกองทัพให้ทันสมัย เพิ่มสวัสดิการ-ทักษะใหม่
  • กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ส่งเสริมการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ที่พร้อม เพิ่มงบประมาณและอำนาจให้ท้องถิ่น
  • จัดตั้ง “สำนักงานคณะกรรมการท้องถิ่นแห่งชาติ” เพื่อดูแลท้องถิ่นแทนการรวมศูนย์จากส่วนกลาง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
  • มีรัฐธรรมนูญที่มาจากเจตจำนงของประชาชน และสะท้อนความหลากหลายของสังคมไทย
  • ระบบถ่วงดุลที่สมดุล โปร่งใส และได้รับความเชื่อถือจากสังคม
  • พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางประชาธิปไตยที่แท้จริง
  • เพิ่มงบประมาณและอำนาจให้ท้องถิ่น
  • อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการเลือกตั้งเป็นครั้งคราว แต่เป็นระบบการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วม กำกับ ตรวจสอบ และถอดถอนผู้ใช้อำนาจได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • พรรคการเมือง
  • ท้องถิ่น

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมและสนับสนุนภาครัฐดำเนินการตามรัฐธรรมนูญและยุทธศาสตร์ชาติ
  • พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพ แห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน
  • จัดให้มีการทหารและการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ
  • ส่งเสริมให้มีการใช้กำลังทหารเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ
  • ยกเลิกการเกณฑ์ทหารแต่จะใช้วิธีการสมัครใจเป็นทหารแทน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดรายจ่ายของงบประมาณแผ่นดิน (จากการใช้กำลังทหารเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ)
  • (ทหารโดยสมัครใจ) ได้รับค่าตอบแทนตามคุณวุฒิการศึกษา

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • กองกำลังพล

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

ไม่ระบุ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ออกรบ รับ 200,000 บาท เกณฑ์ทหารสมัครใจ รับ 30,000 บาท

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ทหาร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

ไม่ระบุ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ทหารเกณฑ์ รับเงินเดือน + เงินเพิ่ม ช่วยค่าครองชีพ รวม 15,000 บาท

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ทหารเกณฑ์

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ครอบครัวทหารสูญเสียจากการป้องกันประเทศ

จะทำอะไร (Action)

ดูแลครอบครัวทหารผู้สูญเสียจากการป้องกันประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ลูกไม่ต้องออกจากบ้านพัก รับราชการทหารต่อ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ทหาร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • พัฒนากองทัพให้กำลังพลเป็นทหารมืออาชีพ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กำลังพลเป็นทหารมืออาชีพ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • กองทัพ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ