ประเด็น

การปราบปรามการทุจริต

มี 32 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
  • หลังจาก กกต. เปิดเผยเอกสารนโยบาย (ณ วันที่ 26 ม.ค. 2569) ทีมงานได้อัปเดตข้อมูลงบประมาณและแหล่งที่มาของงบประมาณที่ตรงกันระหว่างเอกสารนโยบายและเว็บไซต์พรรค โดยแสดงด้วยตัวอักษรสีเขียว
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ไทยภักดี

ปัญหาคืออะไร (Problem)

นักการเมืองทุจริต

จะทำอะไร (Action)

  • เพิ่มอำนาจประชาชน ตรวจสอบนักการเมืองทุจริตได้โดยตรง
  • เพิ่มโทษประหารชีวิต คดีทุจริตของนักการเมือง
  • ห้ามขออภัยโทษคดีทุจริต

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ไม่ระบุ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) ของประเทศไทย ได้คะแนนเพียงแค่ 33 คะแนน
  • ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 110 จาก 180 ประเทศ ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย

จะทำอะไร (Action)

  • ประกาศสงครามกับการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นมะเร็งร้ายของประเทศ ด้วยโมเดลปราบโกง
  • จัดตั้งสำนักงานปราบโกง (สปก.) หรือ Corruption Eradication Commission (CEO)
  • มุ่งเน้นการปราบปรามคอร์รัปชันตั้งแต่รากฐาน ด้วยการรณรงค์การสร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เสนอให้มีการเลือกตั้ง สสร.
  • เปิดโปงเบาะแสการทุจริตของนักการเมืองและข้าราชการผู้มีอำนาจ ใช้หลักการในการปราบดังนี้
  1. ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม – องค์กรอิสระ/ตำรวจ/อัยการ/ศาล ทุกองค์กรต้องถูกตรวจสอบได้
  2. เน้นที่การปราบมากกว่าการปราม
  3. มีเส้นตายในการสืบสวน สอบสวน และการพิจารณา
  4. ลงโทษหนักทั้งผู้ให้และผู้รับ
  • ประชาชนมีอำนาจเลื่อน ลด ปลด ย้ายข้าราชการได้ ด้วยระบบการโหวตให้คะแนน
  • ให้อำนาจประชาชนกำหนดการใช้งบประมาณ และตรวจสอบการใช้งบประมาณ โดย "สภาชุมชน" โดยออกกฎหมายยกระดับกรรมการหมู่บ้าน
  • "ปฏิวัติระบบการจัดทำงบประมาณ" ที่ปัจจุบันจัดทำจากบนลงล่าง
  • ให้อำนาจประชาชนในการจัดงบประมาณจากความต้องการของประชาชนโดยตรงจากล่างขึ้นบน เริ่มตั้งแต่หน่วยเล็กที่สุดคือหมู่บ้าน และมีอำนาจร่วมตรวจรับงาน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ขจัดการคอร์รัปชัน
  • แก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน
  • งบประมาณถูกนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
  • งบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชนและเงินกู้ตอบโจทย์ในการดูแลประชาชน "ตั้งแต่เกิดจนแก่"

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ชุมชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบปัจจุบันมีความเสี่ยงสูงต่อการทุจริตและการผูกขาด
  • งบประมาณรั่วไหลไปกับราคาสินค้าที่แพงเกินจริงหรือโครงการที่ไม่ได้มาตรฐาน
  • ต้นทุนค่าเสียโอกาสจากช่องโหว่ทางกฎหมาย
  • กฎระเบียบที่อนุญาตให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อโดยวิธีนี้สำหรับสินค้ามูลค่าต่ำกว่า 500,000 บาท และการให้สิทธิพิเศษซื้อตรงจากรัฐวิสาหกิจโดยไม่ต้องแข่งขัน ถือเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่บั่นทอนกลไกตลาดและเปิดโอกาสให้เกิดการใช้จ่ายที่สูงเกินจริง ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายที่ไม่ผ่านการแข่งขันสูงถึง 444,000 ล้านบาทต่อปี
  • กฎระเบียบที่บังคับให้เอกชนต้องวางเงินสดหรือหลักทรัพย์เพื่อค้ำประกันซองประมูล (Bid Bond) ทำให้เงินทุนหมุนเวียนของภาคธุรกิจหายไปจากระบบเศรษฐกิจถึงปีละ 85,000 ล้านบาท
  • การทุจริตในงานก่อสร้างมักเกิดขึ้น "หลังเซ็นสัญญา" เช่น การแอบแก้ไขสัญญา การใช้วัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือการเบิกเงินแต่งานไม่คืบหน้า เนื่องจากข้อมูลในระยะนี้ไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อการตรวจสอบ
  • โครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ซึ่งเสี่ยงต่อการล็อกสเปกหรือการทุจริตเชิงนโยบาย แต่ปัจจุบันยังขาดกลไกการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญภายนอกที่เป็นกลาง เนื่องจากระบบการใช้ "ข้อตกลงคุณธรรม" (Integrity Pact) ยังคงเป็นแบบสมัครใจ

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
  • อุดรูรั่ว
  • ปิดช่องโหว่ทุจริต
  • ลดวิธีเจาะจง
  • บังคับเปิดข้อมูลหลังเซ็นสัญญา
  • ใช้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบโครงการใหญ่
  • ปิดช่องโหว่
  • ลดต้นทุนแฝง
  • ลดการจัดซื้อแบบเจาะจงและขจัดสิทธิพิเศษรัฐวิสาหกิจ
  • ยกเลิกหลักประกันซอง
  • เปิดข้อมูลต่อหลังเซ็นสัญญาแล้ว
  • โครงการ 100 ล้านบาทขึ้นไปต้องตรวจสอบจากคนนอก
  • เปลี่ยนกฎระเบียบให้สินค้าทั่วไปต้องใช้วิธีเชิญชวนให้ยื่นซองเสนอราคาหรือการแข่งขันราคา (e-bidding) แทนวิธีเฉพาะเจาะจง
  • ปรับปรุงกฎกระทรวง กําหนดวงเงินการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุโดยวิธีเฉพาะเจาะจง วงเงินการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่ทําข้อตกลง เป็นหนังสือ และวงเงินการจัดซื้อจัดจ้างในการแต่งตั้งผู้ตรวจรับพัสดุ พ.ศ. 2560
  • ยกเลิกกฎกระทรวงที่ให้สิทธิหน่วยงานรัฐซื้อของจากรัฐวิสาหกิจได้โดยไม่ต้องประมูล
  • ปรับปรุงกฎกระทรวงกำหนดกรณีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุโดยวิธีเฉพาะเจาะจงพ.ศ. 2561 และทบทวนกฎกระทรวงกําหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน พ.ศ. 2563
  • เร่งพัฒนาระบบตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (e-shopping) และกรอบข้อตกลงการจัดซื้อรวม (Framework Agreement)
  • แก้ไขระเบียบกระทรวงการคลัง (พ.ศ. 2560) ข้อ 166 เพื่อยกเลิกการวางหลักประกันซอง
  • เปลี่ยนมาใช้มาตรการลงโทษที่เด็ดขาดแทน เช่น การขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ผู้ทิ้งงานไม่ให้เข้าประมูลงานรัฐอีก
  • บังคับให้โครงการก่อสร้างมูลค่า 10 - 100 ล้านบาท ต้องเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (Construction Transparency Initiative: CoST)
  • ข้อมูลที่ต้องเปิดเผยผ่านระบบจัดซื้อจัดจ้างอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) ต้องครอบคลุมถึงข้อมูลสำคัญตลอดวงจรของโครงการ ตั้งแต่ก่อนทำสัญญา ระหว่างทำสัญญา และหลังทำสัญญา รวมถึงรายงานความคืบหน้า การแก้ไขสัญญา และการเบิกจ่ายเงิน
  • กำหนดให้โครงการมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ต้อง เข้าร่วมข้อตกลงคุณธรรม (จากเดิมที่เป็นระบบสมัครใจ)
  • ส่งผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้าไปสังเกตการณ์ตั้งแต่ขั้นตอนการร่างขอบเขตงาน (TOR) จนถึงการตรวจรับงาน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประหยัดภาษีหมื่นล้าน
  • สร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคมได้อย่างมหาศาล
  • ดึงทรัพยากรที่สูญเสียไปจากความไร้ประสิทธิภาพกลับคืนมา
  • ใช้ ทรัพยากรที่ดึงกลับมา ในการพัฒนาประเทศและยกระดับธรรมาภิบาลทางการคลังมากกว่าแค่การปราบทุจริตเพียงอย่างเดียว
  • คาดว่าจะประหยัดงบประมาณจากการลดต้นทุนของผู้ประกอบการได้ ปีละเกือบ 40,000 ล้านบาท ต่อปี
  • รัฐวิสาหกิจต้องแข่งขันด้านราคาและคุณภาพกับเอกชน
  • เพิ่มประสิทธิภาพและลดภาระงานธุรการ
  • คาดว่าจะประหยัดงบประมาณจากการลดต้นทุนแฝงของผู้ประกอบการได้ประมาณ 5,700 ล้านบาท ต่อปี
  • จากการทดลองใช้แนวทาง CoST ในประเทศไทย พบว่าสามารถประหยัดงบประมาณได้ถึงร้อยละ 7.4
  • หากบังคับใช้ CoST กับทุกโครงการที่เข้าข่าย จะสามารถประหยัดงบประมาณได้ถึง 22,843 ล้านบาท ต่อปี
  • โครงการที่เข้าร่วมข้อตกลงคุณธรรม สามารถลดงบประมาณลงได้เฉลี่ยร้อยละ 8.2
  • การบังคับใช้มาตรการข้อตกลงคุณธรรม จะช่วยประหยัดงบประมาณได้ถึง 30,311 ล้านบาท ต่อปี
  • ป้องปรามการล็อกสเปกและการฮั้วประมูล

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ภาครัฐ
  • สังคม
  • ประเทศ
  • หน่วยงานรัฐ
  • รัฐวิสาหกิจ
  • เอกชน
  • ภาคธุรกิจ
  • ผู้ประกอบการ
  • สาธารณะ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • สถานการณ์คอร์รัปชันของไทยอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงมาก
  • คะแนนของประเทศไทยลดลงเรื่อย ๆ และอันดับโลกก็แย่ลงตามไปด้วย
  • สถานการณ์การทุจริตในภาครัฐของไทยกลับย่ำแย่กว่าอินโดนีเซียและเวียดนามไปแล้ว
  • ผลลัพธ์ล่าสุดในปี 2567 ประเทศไทยกลับได้คะแนนเพียง 34 คะแนน และอยู่ในอันดับที่ 107 ของโลก
  • ปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไม่เพียงแต่ไม่ได้รับการแก้ไข แต่ยังคงแย่ลงและฝังรากลึกมากขึ้นเรื่อย ๆ
  • การทุจริตจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีการ ผูกขาดอำนาจ
  • การทุจริตจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีการใช้ ดุลยพินิจ ของเจ้าหน้าที่อย่างอิสระ
  • การทุจริตจะเกิดขึ้นได้โดยที่ขาด กลไกการตรวจสอบ ที่ดี
  • กฎหมายเก่าที่ทำให้ประชาชนทำถูกกฎหมายได้ยากและเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่เรียกรับสินบนได้ (เช่น กฎหมายโรงแรม, กฎหมายสถานบริการ)

จะทำอะไร (Action)

  • ปิดทุกช่องโหว่
  • แก้โกงให้ถึงราก
  • สร้างระบบที่คนโกงไม่ได้ โดยเปิดเผยข้อมูลรัฐเป็นหลัก
  • ใช้เทคโนโลยีลดการใช้ดุลพินิจเจ้าหน้าที่
  • สร้างกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็งเพื่อลดโอกาสการทุจริต
  • ปฏิรูประบบราชการให้เปลี่ยนจาก "ระบบที่พึ่งพาคนดีไม่ให้โกง" เป็น "ระบบที่ออกแบบมาให้คนไม่ดีก็โกงไม่ได้"
  • เปิดทุกข้อมูลโดยอัตโนมัติ: ให้ข้อมูลของภาครัฐทั้งหมดถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ
  • ใช้เทคโนโลยีลดอำนาจคน: นำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่ออุดช่องโหว่การทุจริต
  • ใช้ AI Red Flag หรือ การใช้ AI มาเรียนรู้รูปแบบของการทุจริต ฮั้วประมูลในอดีต เพื่อมาช่วยจับพิรุธในการใช้งบประมาณหรือการฮั้วประมูล และแจ้งเตือน “ธงแดง” โครงการที่มีความเสี่ยง
  • ใช้ เทคโนโลยีช่วยในการขอใบอนุญาตและการบังคับใช้กฎหมาย เช่น จากกล้องวงจรปิด
  • สร้างกลไกตรวจสอบและคุ้มครอง: ปรับปรุงกฎหมายเพื่อส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม
  • สร้างกลไกตรวจสอบและคุ้มครอง: ลด การผูกขาด
  • สร้างกลไกตรวจสอบและคุ้มครอง: สร้าง มาตรการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower) ให้ได้รับรางวัลและปลอดภัยจริง
  • สร้างกลไกตรวจสอบและคุ้มครอง: ใช้ มาตรการ "คนโกงวงแตก" เพื่อให้ผู้ร่วมทุจริตหวาดระแวงกันเอง
  • เปลี่ยนกฎหมายข้อมูลข่าวสาร: เปลี่ยน พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ เป็น "พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของสาธารณะ" เพื่อวางหลักการ "เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น" โดยเฉพาะฐานข้อมูลสำคัญของรัฐ (เช่น งบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง) ต้องเปิดเผยในรูปแบบดิจิทัลที่ใครก็สามารถนำไปตรวจสอบได้ง่าย
  • พัฒนาระบบบริการภาครัฐช่องทางเดียว: พัฒนาระบบออนไลน์ของรัฐให้เชื่อมโยงกัน และสามารถใช้บริการได้ในช่องทางเดียว เช่น ผ่านแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" และ "BizPortal"
  • ใช้เทคโนโลยีช่วยตรวจสอบอัตโนมัติ: พัฒนาระบบที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ และเพิ่มการตรวจสอบความถูกต้องของขั้นตอนการขออนุญาตต่าง ๆ โดยอัตโนมัติ
  • ออกระเบียบสำนักนายกฯที่จำเป็น: ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อป้องกันการใช้เงินหลวงโปรโมตตัวเองทางการเมือง
  • ออกระเบียบสำนักนายกฯที่จำเป็น: บังคับ ให้นำเงินนอกงบประมาณทั้งหมดเข้าสู่ระบบ GFMIS (ระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐ) เพื่อให้ตรวจสอบได้ทุกบาททุกสตางค์
  • ออกระเบียบสำนักนายกฯที่จำเป็น: ขยาย การตรวจสอบทางจริยธรรม (Integrity Pact) ในโครงการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ (ตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไป)
  • ทบทวนกฎหมายที่ล้าสมัย (Regulatory Guillotine): ยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายเก่า
  • ปรับปรุงกฎหมายให้ใช้เทคโนโลยีบังคับใช้ได้: แก้ไขกฎหมายต่าง ๆ (เช่น พ.ร.บ. จราจรทางบก) เพื่อเพิ่มการใช้เทคโนโลยี (กล้องวงจรปิด, ภาพถ่าย) เข้ามาช่วยบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง แทนการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่
  • เสริมกลไก "แฉโกง ปลอดภัย ได้เงิน": ปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อคุ้มครองและให้รางวัลแก่ผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower) ให้ได้รับเงินรางวัลจริงจากกองทุน ป.ป.ช. อย่างเป็นธรรม
  • ผลักดันกฎหมาย "คนโกงวงแตก" (Leniency Law): ออกกฎหมายนี้เพื่อให้ผู้ที่ร่วมทุจริตแล้วตัดสินใจให้ข้อมูลแก่รัฐเป็นคนแรก ได้รับการพิจารณาลดโทษหรือกันเป็นพยาน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดโอกาสการทุจริต
  • สร้างสังคมปลอดคอร์รัปชัน
  • จะ หยุดยั้งคอร์รัปชัน
  • ระบบ เปลี่ยนจาก "ระบบที่พึ่งพาคนดีไม่ให้โกง" เป็น "ระบบที่ออกแบบมาให้คนไม่ดีก็โกงไม่ได้"
  • ข้อมูลของภาครัฐทั้งหมดถูก เปิดเผยต่อสาธารณะ
  • อุด ช่องโหว่การทุจริต
  • มาช่วยจับ พิรุธในการใช้งบประมาณหรือการฮั้วประมูล และแจ้งเตือน “ธงแดง” โครงการที่มีความเสี่ยง
  • ส่งเสริม การแข่งขันที่เป็นธรรม
  • ผู้แจ้งเบาะแส ได้รับรางวัลและปลอดภัยจริง
  • ผู้ร่วมทุจริต หวาดระแวงกันเอง
  • ฐานข้อมูลสำคัญของรัฐ เปิดเผยในรูปแบบดิจิทัลที่ใครก็สามารถนำไปตรวจสอบได้ง่าย
  • ลดดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่
  • เพิ่มการตรวจสอบความถูกต้องของขั้นตอนการขออนุญาตต่าง ๆ โดยอัตโนมัติ
  • ป้องกันการใช้เงินหลวงโปรโมตตัวเองทางการเมือง
  • กฎหมายเก่าที่ทำให้ประชาชนทำถูกกฎหมายได้ยากและเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่เรียกรับสินบนได้ ถูกยกเลิกหรือปรับปรุง
  • เพิ่ม การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง แทนการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่
  • ผู้แจ้งเบาะแส ได้รับเงินรางวัลจริงจากกองทุน ป.ป.ช. อย่างเป็นธรรม
  • ผู้ที่ร่วมทุจริตแล้วตัดสินใจให้ข้อมูลแก่รัฐเป็นคนแรก ได้รับการพิจารณาลดโทษหรือกันเป็นพยาน
  • ขบวนการทุจริต ขาดความเชื่อใจกันและเดินต่อได้ยาก

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนโกง
  • เจ้าหน้าที่
  • สาธารณะ
  • ผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower)
  • ผู้ร่วมทุจริต
  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • เงินรางวัลผู้แจ้งเบาะแส จากกองทุน ป.ป.ช.
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยตกเป็น "เหยื่อ–ทางผ่าน–แหล่งฟอกเงิน" ไปพร้อมกัน: ประเทศไทยเผชิญความเสียหายทางเศรษฐกิจจากแก๊งสแกมเมอร์ปีละนับแสนล้านบาท โดยขบวนการอาชญากรใช้ไทยเป็นทั้งตลาดหลอกลวงเหยื่อ ทางผ่านเงินผิดกฎหมาย และจุดฟอกเงินผ่านระบบธนาคาร สินทรัพย์ดิจิทัล และบริษัทบังหน้า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยของประชาชน
  • "สงครามลูกผสม" (Hybrid Warfare) ต่อความมั่นคงชาติ: นี่ไม่ใช่เพียงคดีฉ้อโกงทั่วไป แต่เป็นสงครามที่เครือข่ายทุนสีเทาใช้เทคโนโลยีการเงินสมัยใหม่ การบิดเบือนข้อมูล และการคอร์รัปชันเจ้าหน้าที่รัฐ เข้ากดทับอธิปไตยทางเศรษฐกิจและระบบยุติธรรมของไทย โดยใช้ทรัพยากรเงินและข้อมูลเป็นอาวุธแทนการใช้กำลังทหาร
  • ชายแดนลุ่มน้ำโขงคือ "ศูนย์กลางโรงงานสแกม" ของโลก: พื้นที่ชายแดนไทยและประเทศเพื่อนบ้าน (กัมพูชา เมียนมา ลาว) กลายเป็นฐานปฏิบัติการขนาดใหญ่ที่แก๊งสแกมเมอร์ใช้แรงงานบังคับและการค้ามนุษย์ สร้างรายได้มหาศาลจนมีสัดส่วนสำคัญต่อ GDP ของบางประเทศในภูมิภาค ส่งผลให้เกิดภัยคุกคามข้ามพรมแดนที่ทำลายเสถียรภาพของภูมิภาคโดยตรง
  • ทุนสีเทาแทรกซึมและ "กินรวบรัฐ" (State Capture): เงินผิดกฎหมายถูกนำมาฟอกผ่านการกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์และกิจการต่างๆ ทำลายการแข่งขันที่เสรี และเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือนักการเมืองบางกลุ่ม "ขายอำนาจ" เพื่อคุ้มครองเครือข่ายผิดกฎหมาย จนเกิดปัญหาการกินรวบรัฐที่กลุ่มทุนนอกกฎหมายสามารถกำหนดทิศทางประเทศได้ในระยะยาว
  • ระบบกฎหมายและกลไกบังคับใช้ "ตามไม่ทัน" อาชญากรรม: กฎหมายฟอกเงิน ค้ามนุษย์ และอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ยังไม่รองรับรูปแบบการทำผิดผ่านคริปโตและแพลตฟอร์มออนไลน์ อีกทั้งการยึดอายัดทรัพย์ข้ามแดนมีข้อจำกัดสูง และหน่วยงานรัฐทำงานแบบแยกส่วน ทำให้ขาดประสิทธิภาพในการปราบปรามอย่างจริงจัง

จะทำอะไร (Action)

  • ประกาศให้การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ การฟอกเงิน และการค้ามนุษย์ เป็นภารกิจเร่งด่วนสูงสุดระดับชาติ
  • ระดมสรรพกำลังจากทุกหน่วยงานมาจัดการปัญหาอย่างจริงจัง
  • ยกระดับการมองปัญหาจากเดิมที่เป็นเพียง "คดีฉ้อโกงออนไลน์รายบุคคล" ให้เป็นการรับมือกับ "องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและเครือข่ายทุนสีเทา" ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงในระดับโครงสร้าง
  • กำหนดยุทธศาสตร์ 3 ชั้น เพื่อถอนรากถอนโคนทุนสีเทา
  • ตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านสแกมแห่งชาติ (National Anti-Scam War Room)
  • บูรณาการการทำงานแบบเรียลไทม์ระหว่าง ตำรวจไซเบอร์, DSI, ปปง., ธปท., ก.ล.ต., กสทช., และอัยการ ร่วมกับหน่วยงานต่างประเทศ
  • บังคับใช้กฎหมาย (พ.ร.ก. ไซเบอร์ฯ มาตรา 8/10) ให้สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ ผู้ให้บริการหลักทรัพย์ ที่ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ ธปท., กสทช., ก.ล.ต. ร่วมรับผิดชอบต่อผู้เสียหาย
  • เสริมมาตรการยืนยันตัวตน (KYC) และการตรวจสอบเส้นทางเงิน (AML) ให้เข้มข้น
  • ใช้ระบบ “ตีตรวนบัญชีม้า” (เช่น การระงับสิทธิ์ทำธุรกรรมทุกธนาคาร)
  • ใช้แนวคิด “ยึดทรัพย์ก่อน สอบสวนทีหลัง” ในกรณีที่มีหลักฐานชัดเจน
  • จัดตั้ง กองทุนชดเชยเหยื่อ
  • นำเงินและทรัพย์สินที่ยึดได้จากกลุ่มอาชญากรมาคืนให้แก่ผู้เสียหาย
  • เอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองที่พัวพันกับทุนสีเทาอย่างเด็ดขาด
  • มีมาตรการคุ้มครอง ผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower) อย่างจริงจัง
  • ตั้งชุดปฏิบัติการร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อทลายฐานที่มั่นในจุดยุทธศาสตร์ เช่น ปอยเปต, สีหนุวิลล์ และสามเหลี่ยมทองคำ
  • ตั้ง ศูนย์ข่าวกรองอนุภูมิภาคแม่โขง เพื่อแชร์ข้อมูลบัญชีต้องสงสัย เส้นทางเงิน และพิกัดค่ายสแกมแบบทันเหตุการณ์
  • ปรับนโยบายบริหารจัดการชายแดนให้เน้นการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติเป็นลำดับต้นๆ
  • ผลักดัน แผนปฏิบัติการร่วมอาเซียน ด้านอาชญากรรมไซเบอร์และสแกม
  • ตั้งศูนย์ประสานงานกลางเพื่อเชื่อมต่อกับกลุ่มประเทศเทคโนโลยีสูง เช่น สหรัฐฯ, จีน, ญี่ปุ่น และยุโรป
  • จัดตั้ง ชุดสืบสวนร่วม (Joint Investigation Teams - JITs) กับประเทศคู่ค้า
  • ใช้กลไกตรวจจับการฟอกเงินระดับโลก เช่น FATF, FinCEN และ FIU เพื่อติดตามเงินผิดกฎหมายที่ไหลออกนอกประเทศ
  • ผลักดันข้อตกลงในการเฉลี่ยทรัพย์เพื่อนำสินทรัพย์หรือคริปโตที่รัฐบาลต่างประเทศยึดได้ กลับมาคืนให้แก่เหยื่อชาวไทย
  • เร่งแก้ไขและบังคับใช้กฎหมายสำคัญ 4 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์, พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และ พ.ร.บ. ส่งผู้ร้ายข้ามแดน
  • ตรากฎหมายคุมการเงินดิจิทัล: ร่าง พ.ร.บ. กำกับบริการการเงินดิจิทัล
  • จัดตั้ง หน่วยอัยการพิเศษ และ แผนกคดีพิเศษในศาล เพื่อพิจารณาคดีฟอกเงินและอาชญากรรมข้ามชาติโดยเฉพาะ
  • สร้างศูนย์สั่งการเชื่อมข้อมูลเรียลไทม์ระหว่าง ตำรวจไซเบอร์, DSI, ปปง., ธปท., ก.ล.ต., กสทช., กระทรวงต่างประเทศ (MFA) และอัยการ
  • ส่งชุดปฏิบัติการลงพื้นที่จังหวัดชายแดนสำคัญเพื่อจบปัญหาการทำงานล่าช้าหรือการโยนเรื่องระหว่างหน่วยงาน
  • ยกระดับเทคโนโลยีปราบอาชญากรรม
  • ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ธุรกรรมบล็อกเชน (Blockchain Analytics) เพื่อตามสืบและอายัดคริปโตเคอร์เรนซีที่ถูกโกงไป
  • บังคับให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล (VASP) รายงานธุรกรรมต้องสงสัยอย่างเข้มงวด
  • ประสานธนาคารและค่ายมือถือ เพิ่มความเข้มงวดในการเปิดบัญชีหรือซิมใหม่
  • ใช้ระบบอายัดและแจ้งเตือนบัญชีต้องสงสัยแบบเกือบเรียลไทม์ เมื่อพบพฤติกรรมเงินไหลออกต่างประเทศผิดปกติ
  • ตั้งทีมเฉพาะกิจช่วยคนไทยที่ถูกหลอกไปทำงานค่ายสแกมในประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมสายด่วนติดตามเคสข้ามพรมแดน
  • เอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐ–นักการเมืองที่เกี่ยวข้อง
  • ผนึกกำลัง ป.ป.ช., ป.ป.ท. และ ปปง. สืบเส้นทางเงินเอาผิดนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐที่พัวพันทุนสีเทา พร้อมคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower)
  • อัปเกรดกฎหมายให้เท่าทันโลก
  • เพิ่มกฎระเบียบการส่งข้อมูลธุรกรรม (Travel Rule) และขยายคำนิยาม "องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ" ให้ครอบคลุมการหลอกลวงออนไลน์
  • แก้ไขกฎหมายค้ามนุษย์ให้ระบุความผิดเรื่อง "การบังคับทำสแกม" ไว้อย่างชัดเจน
  • ยึดทรัพย์เชิงรุกเพื่อเยียวยา
  • ตั้งทีมผสม (ปปง. + ตำรวจ + สรรพากร + อัยการ) และเพิ่มช่องทางให้ศาลสั่งยึดทรัพย์ชั่วคราวได้รวดเร็วขึ้นก่อนเงินถูกโยกย้าย
  • นำทรัพย์สินที่ยึดมาได้เข้าสู่ "กองทุนชดเชยเหยื่อ" เพื่อคืนเงินให้ผู้เสียหาย
  • สร้างเครือข่ายความมั่นคงระดับภูมิภาค
  • บริหารจัดการศูนย์ข่าวกรองลุ่มน้ำโขงเพื่อแชร์ข้อมูลเส้นทางเงินและพิกัดค่ายสแกมร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน
  • สร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล
  • ทำแคมเปญ “รู้ทันสแกม” ร่วมกับแพลตฟอร์มเอกชน
  • บรรจุวิชาความฉลาดทางดิจิทัลและการเงิน (Digital & Financial Literacy) ในหลักสูตรการศึกษาและการฝึกอบรมแรงงาน
  • ผลักดันแผนปฏิบัติการอาเซียนและตั้งศูนย์ประสานงานอาชญากรรมไซเบอร์อาเซียนพร้อมฐานข้อมูลอาชญากรร่วมกัน
  • ทำ MOU จัดตั้งชุดสืบสวนร่วม (Joint Investigation Teams) กับประเทศมหาอำนาจด้านเทคโนโลยี ในคดีใหญ่
  • ปฏิรูประบบการเงินและยุติธรรม
  • ตรา พ.ร.บ. บริการการเงินดิจิทัล เพื่อคุมเข้มแพลตฟอร์มการเงินออนไลน์ทุกประเภท
  • พัฒนาระบบ KYC แบบเชื่อมโยงฐานข้อมูลรัฐและธนาคารแบบเรียลไทม์
  • ตั้งแผนกคดีพิเศษในศาลและหน่วยอัยการพิเศษสำหรับคดีฟอกเงิน-สแกม-ค้ามนุษย์ข้ามชาติ
  • ปรับระเบียบการรับรองพยานหลักฐานดิจิทัลให้รวดเร็วขึ้น
  • ตั้ง “คณะกรรมการนโยบายการปราบปรามแก๊งสแกมและอาชญากรรมข้ามชาติ” โดยมีนายกฯ หรือรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง เป็นประธาน
  • กำหนดให้มีการรายงานความคืบหน้าต่อรัฐสภาสม่ำเสมอ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • คืนเงินและทรัพย์สินที่ยึดได้จากกลุ่มอาชญากรให้แก่ผู้เสียหาย
  • นำสินทรัพย์หรือคริปโตที่รัฐบาลต่างประเทศยึดได้ กลับมาคืนให้แก่เหยื่อชาวไทย
  • กฎหมายสำคัญ 4 ฉบับ รองรับการปราบปรามอาชญากรรมยุคใหม่
  • รองรับการใช้พยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ในชั้นศาล
  • จบปัญหาการทำงานล่าช้าหรือการโยนเรื่องระหว่างหน่วยงาน
  • อายัดและแจ้งเตือนบัญชีต้องสงสัยแบบเกือบเรียลไทม์
  • ช่วยคนไทยที่ถูกหลอกไปทำงานค่ายสแกมในประเทศเพื่อนบ้าน
  • เอาผิดนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐที่พัวพันทุนสีเทา
  • กฎหมายค้ามนุษย์ระบุความผิดเรื่อง "การบังคับทำสแกม" ไว้อย่างชัดเจน
  • การปราบทุนสีเทาเป็นวาระแห่งชาติที่ไม่ขึ้นอยู่กับวาระของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้เสียหาย
  • ผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower)
  • คนไทยที่ถูกหลอกไปทำงานค่ายสแกมในประเทศเพื่อนบ้าน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ระยะสั้น (ภายใน 1 ปี): “หยุดเลือดไหล – ปิดรูรั่วหลัก”
  • ระยะกลาง (1–3 ปี): “ปรับโครงสร้างกฎหมาย – เครื่องมือรัฐ”
  • ระยะยาว (มากกว่า 3 ปี): “ออกแบบสถาปัตยกรรมความมั่นคงใหม่”

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

นำทรัพย์สินที่ยึดมาได้เข้าสู่ "กองทุนชดเชยเหยื่อ" เพื่อคืนเงินให้ผู้เสียหาย

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • วิกฤตในประเทศเมียนมาส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย
  • ภัยคุกคามข้ามชาติและเศรษฐกิจสีเทา: พื้นที่ชายแดนถูกครอบงำด้วยระบบ "เงินเร็ว–โตเร็ว" ที่เชื่อมโยงกับการฟอกเงิน อาชญากรรมไซเบอร์ สแกมเมอร์ ยาเสพติด และการค้ามนุษย์ ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงของพลเมืองไทยโดยตรง
  • ปัญหาคอร์รัปชันตามแนวชายแดน: การทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนกลายเป็น "คอขวด" ที่เอื้อให้ไทยกลายเป็นทางผ่านและโครงสร้างสนับสนุนเครือข่ายอาชญากรรม
  • วิกฤตด้านมนุษยธรรม: การสู้รบที่ยืดเยื้อสร้างภาระมนุษยธรรมในการดูแลผู้ลี้ภัยและผลักดันให้กลุ่มเปราะบางเข้าสู่วงจรเศรษฐกิจผิดกฎหมายและความรุนแรงมากขึ้น

จะทำอะไร (Action)

  • จัดตั้งสำนักงานผู้แทนพิเศษด้านเมียนมา
  • พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือและข่าวกรองกับกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ
  • ใช้ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์และยุทธศาสตร์แร่หายาก (Rare Earths) เป็นเครื่องมือเพิ่มอำนาจต่อรองกับมหาอำนาจ
  • ใช้เศรษฐกิจชายแดนและระบบโลจิสติกส์ เป็นเครื่องมือเพิ่มอำนาจต่อรอง
  • ยึดหลัก “ประเทศเมียนมานำโดยคนเมียนมา” (Myanmar-led) โดยไม่เลือกข้างทางการเมือง โดยเน้นความร่วมมือกับทุกฝ่ายเฉพาะในมิติมนุษยธรรม การคุ้มครองพลเรือน และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง
  • ไม่ยอมให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นฐานกำลังในการต่อสู้ หรือเป็นช่องทางสนับสนุนการฟอกเงินและการละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกรูปแบบ
  • ผลักดันการหยุดยิงและเปิดช่องทางความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมอย่างปลอดภัย
  • ลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่เอื้อประโยชน์ธุรกิจสีเทาอย่างเด็ดขาด ทั้งทางวินัยและอาญา พร้อมระบบยึดทรัพย์
  • นำเทคโนโลยีเครื่องสแกน, ภาพถ่ายดาวเทียม และโดรน มาใช้สกัดกั้นการลักลอบขนส่งสิ่งผิดกฎหมาย
  • จัดตั้งระบบรับเรื่องร้องเรียนที่คุ้มครองผู้ให้ข้อมูลและมาตรการหมุนเวียนตัวบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งที่เสี่ยงต่อการคอร์รัปชัน
  • ไทยต้องเป็นแกนนำในการริเริ่ม ทำงานร่วมกับอาเซียน
  • ดำเนินนโยบายทวิภาคีเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของไทย

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • บรรลุ ความมั่นคงและเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
  • ทำให้ไทย ไม่เป็นช่องทางของเงิน อาวุธ วัสดุหรือบริการที่เอื้อการทำสงคราม และเครือข่ายฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิร้ายแรง
  • ไทยกลับมาเป็นผู้เล่นหลักในเวทีระหว่างประเทศและไม่ตกเป็นเพียงผู้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง
  • ตัดวงจรความยากจนที่ผลักดันพลเรือนเข้าสู่เศรษฐกิจผิดกฎหมาย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนเมียนมา
  • ผู้ลี้ภัย
  • กลุ่มเปราะบาง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการทรัพย์สินและความโปร่งใสในวัดยังคงเป็นประเด็นท้าทายที่ต้องได้รับการแก้ไข
  • โครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์: เจ้าอาวาสเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนวัดในฐานะนิติบุคคลเพียงผู้เดียว
  • ขาดระเบียบรองรับเรื่องคุณสมบัติหรือขอบเขตอำนาจที่ชัดเจน ทำให้ระบบตรวจสอบภายในขาดประสิทธิภาพ
  • มาตรการปัจจุบันยังไม่สัมฤทธิ์ผล: สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ยอมรับว่ายังมีปัญหาด้านประสิทธิภาพ ไม่สามารถผลักดันให้ทุกวัดเข้าสู่ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-donation) หรือจัดทำบัญชีตามมาตรฐานได้ครบถ้วน
  • การจัดสรรงบประมาณที่ขาดเป้าหมายเชิงธรรมาภิบาล: การสนับสนุนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มักมุ่งเน้นการปรับปรุงกายภาพ (สิ่งปลูกสร้าง) มากกว่าการสร้างระบบความโปร่งใส ซึ่งการจัดสรรงบประมาณลักษณะนี้มักเกิดข้อกังขาเรื่องความไม่ทั่วถึงและความเหมาะสม นำไปสู่ข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับเงินทอนวัดหรือการจัดการศาสนสมบัติที่ไม่โปร่งใส สร้างความเสียหายต่อศรัทธาของประชาชน

จะทำอะไร (Action)

  • แก้ไขโครงสร้างให้ทุกวัดต้องมี "คณะกรรมการวัด" ทำหน้าที่บริหารจัดการศาสนสมบัติและทรัพย์สิน
  • กำหนดให้ "ไวยาวัจกร" เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนวัดในฐานะนิติบุคคล (ในเรื่องทรัพย์สิน) แทนเจ้าอาวาส
  • กำหนดคุณสมบัติของคณะกรรมการวัดและไวยาวัจกรให้ชัดเจน โดยเน้นที่มาที่หลากหลายและการมีส่วนร่วมจากชุมชนและท้องถิ่น
  • ผลักดันให้ทุกวัดเข้าสู่ระบบ e-donation อย่างสมบูรณ์และได้มาตรฐาน
  • สร้างระบบบัญชีมาตรฐานสำหรับวัด
  • สร้างกลไก "พี่ช่วยน้อง" ให้วัดที่มีทรัพยากรเพียงพอช่วยเหลือวัดขนาดเล็กในด้านการทำบัญชี
  • วางระบบการตรวจสอบบัญชีที่มีประสิทธิภาพ
  • เสนอแก้ไข พ.ร.บ. คณะสงฆ์ โดยเฉพาะมาตรา 31 (และมาตราที่เกี่ยวข้องกับอำนาจเจ้าอาวาส) เพื่อกระจายอำนาจการกระทำการแทนวัดในฐานะนิติบุคคลด้านทรัพย์สิน ไปสู่ไวยาวัจกรหรือคณะกรรมการวัด
  • ปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น ระเบียบกรมการศาสนา ว่าด้วยการจ่ายเงินผลประโยชน์ของวัด พ.ศ. 2498 ให้สอดคล้องกับโครงสร้างใหม่
  • ปรึกษาหารือร่วมกับ มหาเถรสมาคม เพื่อเสนอแก้ไขกฎระเบียบภายในของคณะสงฆ์
  • เสนอแก้ไข กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 18 (พ.ศ. 2536) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนไวยาวัจกร โดยระบุคำจำกัดความ คุณสมบัติ กระบวนการแต่งตั้ง และการถอดถอนให้รัดกุมและตรวจสอบได้
  • เสนอแก้ไข ระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการจัดงานวัด พ.ศ. 2537 เพื่อให้การจัดหารายได้ของวัดมีความโปร่งใส

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • วัดโปร่งใส
  • ความยั่งยืนของพุทธศาสนา
  • วัด มีมาตรฐานนิติบุคคลยุคใหม่
  • คุ้มครองพระพุทธศาสนาให้มั่นคงและสง่างามในสายตาประชาชน
  • สร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นจริง
  • พระภิกษุสามารถปฏิบัติกิจของสงฆ์และปกครองสงฆ์ได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการบริหารเงิน
  • จำนวน กรรมการต้องสอดคล้องกับขนาดของวัด
  • ทุกวัดเข้าสู่ระบบ e-donation อย่างสมบูรณ์และได้มาตรฐาน
  • วัดขนาดเล็ก สามารถทำบัญชีได้
  • มี ระบบการตรวจสอบบัญชีที่มีประสิทธิภาพ
  • อำนาจการกระทำการแทนวัดในฐานะนิติบุคคลด้านทรัพย์สิน กระจาย ไปสู่ไวยาวัจกรหรือคณะกรรมการวัด
  • กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง สอดคล้องกับโครงสร้างใหม่
  • การแต่งตั้งถอดถอนไวยาวัจกร รัดกุมและตรวจสอบได้
  • การจัดหารายได้ของวัดมีความโปร่งใส

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • พุทธศาสนา
  • วัด
  • ประชาชน
  • พระภิกษุ
  • คณะกรรมการวัด
  • ไวยาวัจกร
  • ชุมชนและท้องถิ่น

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ตลาดทุนถดถอยและขาดประสิทธิภาพ: ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) ลดลงถึง 15.24% ในช่วง 5 ปีล่าสุด และถือเป็นตลาดที่มีประสิทธิภาพแย่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งสวนทางกับตลาดโลกที่ฟื้นตัวหลังยุค COVID-19
  • วิกฤตความเชื่อมั่นจากการฉ้อโกง: ปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในความยุติธรรมของตลาดทุนไทย และหันไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น เช่น หุ้นต่างประเทศ หรือสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets)
  • ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) มีผลตอบแทนที่ต่ำกว่าคู่แข่งในภูมิภาค ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
  • อันดับธรรมาภิบาลในรายงาน CG Watch ของไทยลดลงเนื่องจากการแทรกแทงจากอำนาจการเมืองที่บดบังการปฏิรูปธรรมาภิบาล
  • การตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิดในอดีตมักมีความล่าช้า ทำให้ผู้กระทำผิดมีโอกาสหลบหนีหรือยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน ซึ่งซ้ำเติมความเสียหายให้แก่ตลาดทุน
  • เกิดการทำรายการระหว่างกัน (Related Party Transactions - RPTs) ที่ไม่เป็นธรรมกับนักลงทุนรายย่อย

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับปรุง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (Stock Exchange of Thailand - SET)
  • แก้ไขปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่ล่าช้า
  • ปรับปรุงโครงสร้างธรรมาภิบาล ของ ก.ล.ต. ตั้งแต่คณะกรรมการ และผู้บริหารสำนักงาน ให้เป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง
  • ตั้งคณะทำงานอิสระตรวจสอบคดีสำคัญ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยมีการแถลงความคืบหน้าต่อสาธารณะ
  • เชื่อมโยงการทำงานระหว่าง ก.ล.ต., ปปง., DSI, บก.ปอศ. และอัยการ
  • ให้รางวัลจูงใจเป็นส่วนแบ่งจากค่าปรับและมีกฎหมายคุ้มครองผู้ที่แจ้งความผิดปกติจากภายในองค์กร สำนักงาน ก.ล.ต. (SEC)
  • ปฏิรูปโครงสร้าง สำนักงาน ก.ล.ต. (SEC) จัดตั้งศูนย์คุ้มครองผู้ลงทุน: เป็นหน่วยงานอิสระที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้ลงทุนในการฟ้องร้องแบบกลุ่ม (Class Action)
  • เพิ่มโทษต่อตัวบุคคล (CEO และ CFO) หากพบการจัดทำบัญชีเท็จหรือข้อมูลการเงินผิดพลาด ตามมาตรฐานกฎหมาย Sarbanes-Oxley Act (SOX) ของสหรัฐอเมริกา
  • ปรับการทำงาน ต.ล.ท. (SET) ให้ได้มาตรฐานสากล ปรับเกณฑ์การซื้อขายให้เป็นสากล: เช่น ปรับปรุงนโยบายการทำ ขายชอร์ต (Short Sales), การกำหนดขั้นราคาเสนอซื้อขาย (Tick Size) และค่าธรรมเนียม
  • เปลี่ยน ต.ล.ท. จากนิติบุคคลพิเศษตาม พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ให้เป็นรูปแบบบริษัทจำกัด
  • แก้ไข พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติให้กลับคืนมา
  • ก.ล.ต. ทำงานโปร่งใส รวดเร็ว และลงโทษผู้กระทำผิดคดีฉ้อโกงได้อย่างเด็ดขาด พิสูจน์ว่าคดีในอดีตจะไม่ถูกปล่อยผ่าน
  • ลดความซ้ำซ้อนของสำนวนคดี
  • เพิ่มความแข็งแรงในชั้นศาล*
  • ลดระยะเวลาดำเนินคดีภาพรวม
  • ต.ล.ท. สร้างมาตรฐานที่ดีแก่นักลงทุนในไทย
  • ลดภาระส่วนบุคคล (สำหรับ ผู้ลงทุนใน Class Action)
  • เพิ่มโทษต่อตัวบุคคล (CEO และ CFO)
  • เกณฑ์การซื้อขาย เทียบเท่าตลาดระดับโลกอย่าง NYSE, NASDAQ หรือ SGX
  • ลดการผูกขาด (ของ ต.ล.ท. หลังเปลี่ยนสถานะองค์กรสู่บริษัทจำกัด (Demutualization))
  • เพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร (ของ ต.ล.ท. หลังเปลี่ยนสถานะองค์กรสู่บริษัทจำกัด (Demutualization))
  • ปูทางสู่การเปิดเสรีธุรกิจตลาดหลักทรัพย์ ในอนาคต
  • เพิ่มการแข่งขันให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • นักลงทุน
  • นักลงทุนต่างชาติ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ศาลทหาร ถูกวิพากษ์วิจารณ์มายาวนานว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองและแหล่งฟอกขาวความผิดสำหรับนายทหารระดับสูง โดยมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ขัดต่อหลักนิติธรรมสากล
  • เครื่องมือทางการเมือง: ในช่วงรัฐประหาร ศาลทหารมักถูกใช้เพื่อดำเนินคดีกับพลเรือนและผู้เห็นต่างทางการเมือง แทนที่จะทำหน้าที่พิจารณาคดีวินัยทหารตามปกติ
  • การฟอกขาวและวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด: คดีทุจริตสำคัญในกองทัพ เช่น คดีเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด GT200 และ คดี Alpha 6 มักไม่มีความคืบหน้าเมื่อเข้าสู่กระบวนการของศาลทหาร รวมถึงคดีซ้อมทรมานพลทหารจนเสียชีวิต และเหตุการณ์ใช้อาวุธสงครามสลายการชุมนุม (เช่น กรณีวัดปทุมวนาราม) ที่ผู้กระทำผิดมักรอดพ้นการตรวจสอบ
  • โครงสร้างไม่เป็นอิสระ: ศาลทหารสังกัด กรมพระธรรมนูญซึ่งอยู่ภายใต้ สำนักปลัดกระทรวงกลาโหมทำให้ขาดการถ่วงดุลอำนาจเพราะเป็นการ "ตรวจสอบกันเอง" ภายในสายบังคับบัญชา เปิดช่องให้ระบบอุปถัมภ์ช่วยเหลือพวกพ้อง

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของกองทัพ (ศาลทหาร)
  • เลิกศาลทหารสำหรับพลเรือนและคดีทุจริต
  • โอนอำนาจสู่ศาลยุติธรรม
  • ปฏิรูปเขตอำนาจศาลทหารผ่านการแก้ไขกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498, พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559, พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
  • ปรับปรุง พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498
    • แยกคดีออกจากศาลทหาร: คดีทุจริต: ให้ขึ้นศาลอาญาคดีทุจริตฯ เหมือนข้าราชการอื่น
    • แยกคดีออกจากศาลทหาร: คดีซ้อมทรมาน/อุ้มหาย: ให้ขึ้นศาลอาญาคดีทุจริตฯ
    • แยกคดีออกจากศาลทหาร: คดีอาญาต่อพลเรือน: (เช่น ทำร้ายร่างกาย ฆ่าผู้อื่น) ให้ขึ้นศาลยุติธรรม
    • แยกคดีออกจากศาลทหาร: คดีชำนาญพิเศษ: ให้ขึ้นศาลเฉพาะทาง เช่น ศาลเยาวชนและครอบครัว, ศาลแรงงาน ฯลฯ
    • ปฏิรูปโครงสร้างศาล: ตั้งคณะกรรมการตุลาการทหาร (กตท.): ดึงผู้เชี่ยวชาญ หรือนักวิชาการนิติศาสตร์ภายนอกเข้าร่วม
    • ปฏิรูปโครงสร้างศาล: เปลี่ยนประธานพิจารณาคดี: ต้องเป็นตุลาการพระธรรมนูญผู้มีอาวุโสสูงสุด
    • คุ้มครองสิทธิ: กำหนดให้ผู้เสียหาย ที่มิได้เป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร มีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาเองได้ทั้งในเวลาปกติและไม่ปกติ
    • คุ้มครองสิทธิ: กำหนดให้ห้ามอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลทหารในเวลาไม่ปกติ เฉพาะในเวลาที่มีการรบ หรือสถานะสงคราม และศาลอาญาศึกเท่านั้น
    • คุ้มครองสิทธิ: แก้ไขให้การพิจารณา และการสืบพยานในศาลทหาร จะต้องดำเนินการอย่างเปิดเผยต่อหน้าจำเลย
  • ปรับปรุง พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559
    • กำหนดให้คดีทุจริตและประพฤติมิชอบภายในกองทัพ ที่แต่เดิมอยู่ในอำนาจของศาลทหาร ให้มาอยู่ในอำนาจของศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ
    • โอนบรรดาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ที่ศาลทหาร หากล่วงเลยจากระยะเวลาที่กำหนด ให้โอนไปพิจารณาคดีที่ศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบแทน
  • ปรับปรุง พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
    • ยกเลิกมาตรา 96 ที่ให้อำนาจ อัยการทหาร เป็นผู้ฟ้องคดีทุจริตแทนอัยการสูงสุด

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด
  • สร้างกองทัพที่มีเกียรติภูมิ
  • คดีที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวินัยทหารโดยตรง ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติที่เป็นกลาง
  • ความโปร่งใสและคุ้มค่าของงบประมาณ ในการพิจารณาคดีทุจริต
  • ป้องกันการประวิงเวลาผ่านคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ในคดีซ้อมทรมาน/อุ้มหาย
  • ยกระดับมาตรฐาน ของคณะกรรมการตุลาการทหาร ให้เท่าเทียมมาตรฐานศาลยุติธรรม
  • การพิจารณา และการสืบพยานในศาลทหาร ดำเนินการอย่างเปิดเผยต่อหน้าจำเลย สอดคล้องกับการพิจารณา และการสืบพยานในศาลยุติธรรม
  • ขั้นตอนการฟ้องร้องทหารทุจริตเป็นมาตรฐานเดียวกับข้าราชการอื่นทั่วประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • พลเรือน
  • ผู้เห็นต่างทางการเมือง
  • พลทหาร
  • ประชาชน
  • ข้าราชการอื่น
  • ผู้เสียหาย ที่มิได้เป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร
  • จำเลย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ระยะสั้น: แก้ไขกฎหมายวิธีพิจารณาความและธรรมนูญศาล
  • ระยะกลาง: แก้ไขกฎหมาย ป.ป.ช.

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2 เป็น "แดนสนธยา" ที่มืดดำที่สุดของกองทัพและระบบงบประมาณไทย
  • ขาดการตรวจสอบจากภายนอก
  • กองทัพบก ปกปิดข้อมูลต่อสภา: ททบ.5 ไม่เคยเปิดเผยงบการเงิน แม้ว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณรายจ่ายประจำปี ได้ร้องขอข้อมูลต่อเนื่องตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ถึง 2568 แต่กองทัพบกเพิกเฉยและไม่เคยนำส่ง
  • ความผิดปกติของผลประกอบการ: กิจการ ททบ.5 มีรายได้จากการให้เช่าโครงข่ายทีวีดิจิทัล (MUX5 และ MUX7) ซึ่งควรเป็นรายได้แบบ "เสือนอนกิน" เฉลี่ยปีละ 700-800 ล้านบาท แต่ผู้แทน ททบ.5 กลับชี้แจงว่ากิจการขาดทุนต่อเนื่อง
  • ไร้ความโปร่งใสยาวนาน: ททบ.5 ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 แต่ไม่เคยมีรายงานผลประกอบการที่ตรวจสอบได้ต่อสาธารณะเลยตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี
  • ช่องโหว่ทางกฎหมายที่เอื้อให้กองทัพสร้าง "ระบบเศรษฐกิจอิสระ" และเป็นแหล่งผลประโยชน์ทับซ้อนของนายพลระดับสูง
  • กระทรวงกลาโหม เป็นหน่วยงานเดียวในประเทศไทยที่มีอภิสิทธิ์ในการแบ่งเงินนอกงบประมาณออกเป็น 2 ประเภท
  • กิจการหลักในกลุ่มเงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2 (สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5), กิจการคลื่นวิทยุกองทัพ, รายได้จากการให้เช่าโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล (MUX)) อยู่ภายใต้อำนาจตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการเงิน พ.ศ. 2554 (ฉบับแก้ไขปรับปรุง) ที่ อนุญาตให้กองทัพออกกฎระเบียบบริหารจัดการและตรวจสอบกันเอง โดยไม่อยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานภายนอก

จะทำอะไร (Action)

  • พรรคประชาชนเสนอให้ ยกเลิกเงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2 ทั้งหมด
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ใช้อำนาจตามกฎหมายดำเนินการแก้ไข “ข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการเงิน” เพื่อยกเลิกบทบัญญัติที่ให้อำนาจจัดตั้งและบริหารเงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2
  • กำหนดให้รายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากกิจการที่เคยเป็นเงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2 (เช่น รายได้จาก ททบ.5, ค่าเช่า MUX, ค่าโฆษณา, ค่าเช่าคลื่นวิทยุ) ต้องถูกจัดเก็บและนำส่งเป็น รายได้แผ่นดิน เข้ากระทรวงการคลังอย่างถูกต้องครบถ้วน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ทำให้ “ททบ.5 วิทยุ คลื่นความถี่กองทัพ” ตรวจสอบได้
  • นำรายได้ ททบ.5 วิทยุ และคลื่นความถี่ที่กองทัพถือส่งเข้าคลัง เพื่อสร้างความโปร่งใสตรวจสอบได้
  • ยุติแดนสนธยา
  • ปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย
  • สร้างธรรมาภิบาล
  • ดึงกิจการพาณิชย์ของกองทัพกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลและระบบการคลังปกติ ตามหลักการรัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือกองทัพ
  • ความโปร่งใส: ทำให้รายได้และรายจ่ายทุกบาททุกสตางค์ของกองทัพ ต้องถูกตรวจสอบได้โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสภาผู้แทนราษฎร เช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐอื่น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน (ผู้ได้รับผลประโยชน์จากความโปร่งใส)
  • สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)
  • สภาผู้แทนราษฎร
  • รัฐบาล

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ขาดความโปร่งใสและการตรวจสอบ: ธุรกิจจำนวนมากดำเนินงานภายใต้ "กิจการสวัสดิการ" และเงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2 ซึ่งมีรายได้อย่างน้อย 5,000 ล้านบาทต่อปี (จากการสืบค้นเบื้องต้น) เงินเหล่านี้เป็น "พื้นที่บัญชีพิเศษ" ที่กองทัพบริหารจัดการและตรวจสอบเอง ทำให้ไม่อยู่ในระบบงบประมาณแผ่นดินและไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ
  • อยู่นอกเหนือภารกิจหลัก: ภารกิจทหารคือการป้องกันประเทศไม่ใช่การทำธุรกิจ การใช้กำลังพลไปบริหารสนามกอล์ฟหรือโรงแรมถือเป็นการใช้ทรัพยากรรัฐผิดวัตถุประสงค์และสิ้นเปลือง
  • การใช้ทรัพยากรรัฐไม่คุ้มค่า: กองทัพครอบครองที่ราชพัสดุมูลค่าสูงในพื้นที่เศรษฐกิจ เช่น สนามกอล์ฟธูปะเตมีย์ (กว่า 880 ไร่) ซึ่งไม่เกิดประโยชน์สาธารณะ นอกจากนี้บางกิจการ เช่น ไฟฟ้าสัตหีบ ก่อปัญหาไฟตกดับสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินประชาชน และชาวบ้านต้องจ่ายค่าไฟสูงกว่าปกติเพราะติดมิเตอร์ถาวรไม่ได้
  • ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานพลเรือน: หลายกิจการซ้ำซ้อนกับผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เช่น โรงงานเภสัชกรรมทหารซ้ำซ้อนกับองค์การเภสัชกรรม เมื่อขาดความเชี่ยวชาญจึงต้องใช้งบประมาณแผ่นดินไปอุดหนุนกิจการที่ขาดทุน
  • สวัสดิการกำลังพลไม่เป็นธรรม: ปัจจุบันสวัสดิการขึ้นอยู่กับผลประกอบการของธุรกิจทั้งในระดับเหล่าทัพและระดับหน่วยขึ้นตรงนั้นๆ ทำให้กำลังพลได้รับสวัสดิการไม่เท่าเทียมกัน สวัสดิการจึงกลายเป็น "โชคของหน่วย" แทนที่จะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐรับประกัน
  • สถานีโทรทัศน์ ททบ.5 ... ขาดทุนต่อเนื่องและไม่เปิดเผยงบการเงินมาตั้งแต่ พ.ศ. 2500

จะทำอะไร (Action)

  • โอนถ่าย ยุบเลิก ปรับปรุง ธุรกิจกองทัพ
  • ยุบธุรกิจกองทัพที่ไม่จำเป็น
  • โอนกิจการเชิงพาณิชย์ให้มืออาชีพดูแล
  • นำรายได้ส่งคลังเพื่อสร้างสวัสดิการทหารที่เท่าเทียม และทำให้กิจการสวัสดิการโปร่งใสตรวจสอบได้
  • นำการบริหารธุรกิจทั้งหมดเข้าสู่กรอบธรรมาภิบาลเดียวกับหน่วยงานรัฐอื่น
  • เปิดเผยงบการเงินต่อสาธารณะและรายงานต่อรัฐสภาตามมาตรฐานบัญชีสากล
  • ถ่ายโอนธุรกิจที่ไม่ใช่ภารกิจหลัก
  • โอนกิจการเชิงพาณิชย์ให้หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญ เช่น โอนโรงงานยาให้องค์การเภสัชกรรม คืนสัมปทานบ่อน้ำมันฝางให้รัฐเพื่อเปิดประมูล และโอนโรงแรมคืนกรมธนารักษ์เพื่อเปิดสัมปทานให้เอกชนบริหาร
  • ปรับปรุงพื้นที่สนามกอล์ฟกานตรัตน์ (กลางรันเวย์ดอนเมือง) เป็นทางขับคู่ขนาน
  • ทบทวนบทบาทสถานีโทรทัศน์ ททบ.5 ในฐานะทีวีดิจิทัลเพื่อความมั่นคงที่ขาดทุนต่อเนื่องและไม่เปิดเผยงบการเงินมาตั้งแต่ พ.ศ. 2500
  • สร้างสวัสดิการกำลังพลที่มั่นคง: เปลี่ยนจาก "รายได้ธุรกิจ" เป็น "สิทธิที่ได้รับจากรัฐโดยตรง"
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แก้ไข "ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการเงิน พ.ศ. 2554" เพื่อ ยกเลิกเงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2
  • ออกมติคณะรัฐมนตรียกเลิกการจัดสรรรายได้โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECa) ให้กองทัพเรือ
  • นำรายได้ทั้งหมดเข้าคลังแผ่นดิน
  • เร่งรัดให้ทุกเหล่าทัพดำเนินกิจการสวัสดิการตามกฎหมาย ทั้งการทำสัญญากับกรมธนารักษ์ และการทำงบการเงินตามมาตรฐานสากล
  • ยกระดับ "ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดสวัสดิการฯ พ.ศ. 2547" ให้เป็น พระราชบัญญัติ
  • แก้ไขพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 บังคับรายงานเงินนอกงบประมาณทุกประเภทของกองทัพต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และรัฐสภา
  • ตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการตามเป้าหมาย
  • โอนถ่าย กิจการไฟฟ้าสัตหีบให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
  • โอนถ่าย องค์การเภสัชกรรมทหารให้องค์การเภสัชกรรม
  • คืนสิทธิสัมปทาน ศูนย์พัฒนาปิโตรเลียมภาคเหนือ(บ่อน้ำมันฝาง)รัฐเพื่อเปิดประมูล
  • โอน ปั๊มน้ำมันนอกค่ายและโรงแรมสวัสดิการบางแห่ง (สวนสนประดิพัทธ์, โรงแรมสิรินพลา) ให้กรมธนารักษ์เปิดประมูลสัมปทานเอกชน
  • ยุบเลิก สนามกอล์ฟธูปะเตมีย์ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปทุมธานี พัฒนาเป็นสวนสาธารณะ
  • คืนพื้นที่ สนามกอล์ฟกานตรัตน์ให้การท่าอากาศยานดอนเมืองสร้างทางขับคู่ขนาน
  • ยกเลิก ททบ.5 และคืนโครงข่ายให้ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
  • บังคับกองทุนสวัสดิการทำบัญชีมาตรฐานสากลและให้หน่วยงานภายนอกตรวจสอบ
  • รายงานผลการดำเนินงานประจำปีต่อสภาผู้แทนราษฎร
  • ทบทวนการถือครองคลื่นวิทยุให้เหลือเฉพาะที่จำเป็นต่อภารกิจหลัก
  • กรมธนารักษ์ ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค องค์การเภสัชกรรม หรือการกีฬาแห่งประเทศไทย ดำเนินการรับถ่ายโอนกิจการ และกำหนดเงื่อนไข ในกรณีที่อาจมีการประมูลสัมปทานสำหรับที่ดินมูลค่าสูงและกิจการที่ต้องถ่ายโอน
  • สำนักงาน กสทช. ต้องวางแผนนำคลื่นความถี่ของ ททบ.5 และวิทยุทหารกลับมาจัดสรรใหม่
  • กองทัพบกต้องเร่งรัดดำเนินการทางกฎหมายเพื่อ บังคับการชำระหนี้สงสัยจะสูญกว่า 1,000 ล้านบาท ระหว่าง ททบ.5 กับ บริษัท RTA Enterprise

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกิด สวัสดิการทหารที่เท่าเทียม
  • ทำให้ กิจการสวัสดิการโปร่งใสตรวจสอบได้
  • เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด
  • การบริหาร ธุรกิจทั้งหมดเข้าสู่กรอบธรรมาภิบาลเดียวกับหน่วยงานรัฐอื่น
  • งบการเงินเปิดเผยต่อสาธารณะและรายงานต่อรัฐสภาตามมาตรฐานบัญชีสากล
  • กิจการ เชิงพาณิชย์ ถูกดูแลโดย หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญ
  • สัมปทาน บ่อน้ำมันฝาง ถูกคืน รัฐเพื่อเปิดประมูล
  • โรงแรมถูกโอนคืน กรมธนารักษ์เพื่อเปิดสัมปทานให้เอกชนบริหาร
  • พื้นที่สนามกอล์ฟกานตรัตน์ (กลางรันเวย์ดอนเมือง) เป็น ทางขับคู่ขนาน
  • เพิ่ม ความปลอดภัยและดำรงขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบิน
  • เกิด สวัสดิการกำลังพลที่มั่นคง
  • เกิด คุณภาพชีวิตที่มั่นคงของกำลังพลทุกระดับ
  • เงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2 ถูกยกเลิก
  • รายได้ทั้งหมดเข้าคลังแผ่นดิน
  • กิจการ สวัสดิการดำเนินงานตามกฎหมาย ทั้งการทำสัญญากับกรมธนารักษ์ และการทำงบการเงินตามมาตรฐานสากล
  • "ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดสวัสดิการฯ พ.ศ. 2547" เป็น พระราชบัญญัติ
  • การจัดสวัสดิการ อยู่ภายใต้อำนาจตรวจสอบของรัฐสภาและมีบทลงโทษ
  • เงินนอกงบประมาณทุกประเภทของกองทัพถูกรายงานต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และรัฐสภา
  • กิจการไฟฟ้าสัตหีบ ถูกโอน ให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
  • องค์การเภสัชกรรมทหาร ถูกโอน ให้องค์การเภสัชกรรม
  • ศูนย์พัฒนาปิโตรเลียมภาคเหนือ(บ่อน้ำมันฝาง) ถูกคืน สิทธิสัมปทานรัฐเพื่อเปิดประมูล
  • ปั๊มน้ำมันนอกค่ายและโรงแรมสวัสดิการบางแห่ง ถูกโอน ให้กรมธนารักษ์เปิดประมูลสัมปทานเอกชน
  • สนามกอล์ฟธูปะเตมีย์ ถูกพัฒนา เป็นสวนสาธารณะ
  • สนามกอล์ฟกานตรัตน์ ถูกใช้เป็น ทางขับคู่ขนาน
  • ททบ.5 ถูกยกเลิก และโครงข่าย ถูกคืน ให้ กสทช.
  • กองทุนสวัสดิการทำบัญชีมาตรฐานสากลและให้หน่วยงานภายนอกตรวจสอบ
  • ผลการดำเนินงานประจำปี ถูกรายงาน ต่อสภาผู้แทนราษฎร
  • การถือครองคลื่นวิทยุ เหลือเฉพาะที่จำเป็น ต่อภารกิจหลัก
  • คลื่นความถี่ของ ททบ.5 และวิทยุทหาร ถูกจัดสรรใหม่
  • หนี้สงสัยจะสูญกว่า 1,000 ล้านบาท ถูกชำระ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ธุรกิจกองทัพ
  • มืออาชีพ
  • คลัง แผ่นดิน
  • ทหาร
  • กำลังพลทุกระดับ
  • ประชาชน
  • สาธารณะ
  • หน่วยงานรัฐอื่น
  • รัฐสภา
  • หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญ
  • องค์การเภสัชกรรม
  • กรมธนารักษ์
  • เอกชน
  • การท่าอากาศยานดอนเมือง
  • สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)
  • คณะกรรมการ
  • การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปทุมธานี
  • สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
  • สภาผู้แทนราษฎร
  • การกีฬาแห่งประเทศไทย
  • กองทัพบก

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบ “ตั๋ว” ตำรวจ
  • การซื้อขายตำแหน่ง
  • อำนาจในการจัดสรรบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายถูกรวมศูนย์อยู่ที่ ผบ.ตร. เพียงผู้เดียว ทำให้ขาดกลไกการถ่วงดุลอำนาจ
  • ระบบตรวจสอบขาดความเป็นอิสระ มักขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาโดยตรง
  • กลไกที่มีอยู่ (กร.ตร., ก.พ.ค.ตร.) มีอำนาจหน้าที่ไม่ชัดเจน และขาดหน่วยงานกำกับดูแลจากภายนอก ทำให้ขาดความโปร่งใส
  • วัฒนธรรมอุปถัมภ์และการขาดจิตสำนึกต่อหน้าที่ ทำให้การตรวจสอบการทุจริตเป็นไปได้ยาก
  • สวัสดิการย่ำแย่ (เช่น ที่พักอาศัยไม่เพียงพอหรือไม่ได้รับการสำรวจจริง ระบบสวัสดิการการรักษาพยาบาลมีข้อจำกัด)
  • ขาดแคลนงบประมาณจัดซื้อวัสดุครุภัณฑ์ และอาวุธยุทโธปกรณ์/เทคโนโลยีที่ไม่ทันสมัย
  • ทั้งหมดนี้ส่งผลต่อขวัญกำลังใจและประสิทธิภาพการทำงาน ที่ลดลง

จะทำอะไร (Action)

  • ใช้อำนาจนายกฯ ออกระเบียบภายในสกัดการซื้อขายตำแหน่ง
  • สร้างระบบประเมินผลงานที่วัดผลได้จริง
  • ดำเนินการปฏิรูปตำรวจอย่างเป็นระบบใน 3 ด้านหลัก
  • สร้างระบบ ประเมิน 360 องศา ที่เน้นผลสัมฤทธิ์ของงาน (KPIs)
  • ลดการประเมินเชิงพฤติกรรมหรือความเห็นส่วนตัว
  • สร้างระบบ รับเรื่องร้องเรียน ที่ครอบคลุมทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์
  • ปรับโครงสร้างเงินเดือน
  • จัดสรรงบประมาณสำหรับเทคโนโลยีที่ทันสมัย
  • จัดสรรงบประมาณพื้นฐานที่จำเป็นในสถานีตำรวจ (เช่น อุปกรณ์สำนักงาน ฯลฯ)
  • จัดระบบบ้านพักอาศัยอย่างเป็นธรรม
  • ให้เบิกค่าเช่าบ้านได้ตามจริง
  • ขยายสิทธิ รักษาพยาบาล
  • นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ต.ช. และ ก.ตร. ใช้อำนาจในการออก ระเบียบภายใน เพื่อบังคับใช้มาตรการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและการซื้อขายตำแหน่งบางส่วน
  • สร้าง แอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับการร้องเรียนและรับฟังความเห็น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กระจายอำนาจและลดการใช้ดุลพินิจส่วนบุคคล
  • สร้างความเป็นธรรม (ในการปฏิรูปตำรวจ)
  • เพิ่มประสิทธิภาพ (ในการปฏิรูปตำรวจ)
  • ยกระดับคุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่
  • การก่ออาชญากรรมลดลง
  • จำนวนคดีที่ทำสำเร็จ เพิ่มขึ้น
  • คุณภาพของสำนวน ดีขึ้น
  • ผลงานด้านบริการประชาชน ดีขึ้น
  • ลดการใช้ดุลพินิจของผู้บังคับบัญชา
  • ประชาชนสามารถร้องเรียนและส่งความเห็นเกี่ยวกับการทำงานของตำรวจได้อย่างรวดเร็วและสะดวกสบาย
  • เงินเดือน ให้เหมาะสม
  • เบิกจ่ายตรงกับโรงพยาบาลในพื้นที่ได้ (จากสิทธิรักษาพยาบาล)
  • สิทธิประโยชน์ครอบคลุมทุกโรค รวมถึงบริการด้านสุขภาพจิตและทันตกรรม (จากสิทธิรักษาพยาบาล)
  • ได้ผลเร็วที่สุด (ในการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและการซื้อขายตำแหน่ง)
  • มีระบบการติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการที่รวดเร็วและตรวจสอบได้โดยสาธารณะ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ตำรวจ (เจ้าหน้าที่)
  • ประชาชน
  • สาธารณะ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ทันที (สำหรับสกัดการซื้อขายตำแหน่ง)
  • เร็วที่สุด (สำหรับบังคับใช้มาตรการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและการซื้อขายตำแหน่ง โดยไม่ต้องรอการแก้ไข พ.ร.บ.)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประสิทธิภาพการทำงาน: พลทหารสมัครใจมีระเบียบวินัยสูงกว่า มีสถิติปัญหาการใช้ยาเสพติดต่ำกว่า และปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าในฐานะ "ทหารอาชีพ"
  • ขจัดต้นตอการทุจริต: การบังคับเกณฑ์ทหารเป็นบ่อเกิดของการเรียกรับผลประโยชน์ เพื่อแลกกับการหลบเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร รวมถึงปัญหา "ทหารผี" ที่ผู้บังคับบัญชาโอนเงินเดือนพลทหารเข้ากระเป๋าตนเองแลกกับการปล่อยตัวกลับบ้าน
  • ปกป้องเกียรติภูมิ: ยุติการนำพลทหารไปเป็น "พลทหารรับใช้" หรือใช้แรงงานในกิจการส่วนตัวของผู้บังคับบัญชา ซึ่งบั่นทอนศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของกองทัพ

จะทำอะไร (Action)

เปลี่ยนระบบบังคับสู่ความสมัครใจ 100% โดยมีมาตรการเบื้องต้นดังนี้:

  • ใช้ระบบทหารอาสา: อาศัยอำนาจตาม ประกาศกระทรวงกลาโหม เรื่อง การรับบุคคลเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว (ทหารอาสา) พ.ศ. 2565 เพื่อรับสมัครพลทหารมาทดแทนการตรวจเลือก (เกณฑ์ทหาร) แบบเดิม
  • ปรับรูปแบบการทำงานแบบมืออาชีพ: พลทหารที่ผ่านการฝึกพื้นฐานแล้ว สามารถปฏิบัติงานแบบ “เช้าไป-เย็นกลับ” หรือมีวันหยุดที่ถี่ขึ้น มีวิถีชีวิตไม่ต่างจากลูกจ้างส่วนราชการอื่น เพื่อสร้างสมดุลระหว่างหน้าที่และการดูแลครอบครัว
  • คุ้มครองสวัสดิภาพขั้นสูงสุด: บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อประกันความปลอดภัยของพลทหารจากการถูกลงโทษที่ผิดกฎหมาย และห้ามนำพลทหารไปใช้งานนอกเหนือภารกิจทางการทหารอย่างเด็ดขาด
  1. ระยะสั้น: ปฏิรูประบบการรับสมัครและสวัสดิการ
  • เปิดรับสมัครทหารอาสา: ใช้สัญญาจ้าง 4-8 ปี แทนการเกณฑ์ทหาร พร้อมจัดทำระบบ Clearing House เพื่อจัดสรรผู้สมัครไปยังค่ายทหารต่างๆ ตามความประสงค์และตามความต้องการของหน่วย
  • สร้างแรงจูงใจด้านค่าตอบแทน: ออกคำสั่งเพิ่มค่าตอบแทนให้พลทหารที่สมัครใจเลื่อนปลดประจำการเดือนละ 500 บาท เพื่อรักษาผู้มีประสบการณ์ไว้ในกองทัพ
  • ยกระดับหลักสูตรการฝึก: ทบทวนหลักสูตรการฝึกทหารอาสาให้เหมาะสมต่อภัยคุกคามปัจจุบัน
  • ปฏิบัติงานแบบ “เช้าไป-เย็นกลับ”: ปรับรูปแบบการปฏิบัติงานให้พลทหารที่ผ่านการฝึก และปรับตัวกับภารกิจได้แล้วให้เป็นแบบ “เช้าไป-เย็นกลับ” หรือมีการจัดกะการทำงานให้มีวันหยุด สอดคล้องกับโครงการพลทหารออนไลน์ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้สมัครเลือกค่ายทหารใกล้บ้าน
  • ยกระดับความปลอดภัย: ปรับปรุงคำสั่งกระทรวงกลาโหมให้สอดคล้องกับ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551
  • ดูแลสวัสดิการตลอดชีวิต: ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ให้พลทหารที่บาดเจ็บหรือทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่ได้รับสิทธิในฐานะ “ทหารผ่านศึก” เทียบเท่านายทหารชั้นยศ โดยได้รับการดูแลต่อเนื่องตลอดชีวิตแทนการจ่ายเงินก้อนครั้งเดียว
  1. ระยะกลาง: ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
  • แก้ไขกฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561, พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 และ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 เพื่อให้คดีทุจริตในกองทัพขึ้นศาลพลเรือน สร้างความมั่นใจในความปลอดภัยและหลักความเสมอภาค
  1. ระยะยาว: สร้างระบบความมั่นคงที่ยั่งยืน
  • ปรับบทบาทหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน: เน้นการฝึกทักษะใหม่ที่จำเป็นต่อความมั่นคงให้แก่กำลังพลสำรองตาม พระราชบัญญัติกำลังพลสำรอง พ.ศ. 2558 เพื่อสนับสนุนภารกิจป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  • สิทธิมนุษยชนสากล: ลงสัตยาบรรณใน พิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน (Optional Protocol to the Convention Against Torture - OPCAT) เพื่อให้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าตรวจสอบค่ายทหารได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า
  • บูรณาการระดับชาติ: มอบหมายให้ สภาความมั่นคงแห่งชาติ บรรจุหลักการพลทหารสมัครใจ 100% ลงในแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติและแผนความมั่นคงแห่งชาติ
  • แก้ไขกฎหมายหลัก: แก้ไข พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 กำหนดให้การเรียกบุคคลเข้าเป็นทหารกองประจำการในยามปกติ ต้องมาจากการสมัครใจเท่านั้น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร เปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจ 100%
  • พลทหาร มี สมดุลระหว่างหน้าที่และการดูแลครอบครัว
  • ความปลอดภัยของพลทหารจากการถูกลงโทษที่ผิดกฎหมาย ได้รับการ ประกัน
  • พลทหาร ไม่ถูก นำไปใช้งานนอกเหนือภารกิจทางการทหารอย่างเด็ดขาด
  • ค่าตอบแทนพลทหารที่สมัครใจเลื่อนปลดประจำการ เพิ่มขึ้น เดือนละ 500 บาท
  • หลักสูตรการฝึกทหารอาสา มีความ เหมาะสมต่อภัยคุกคามปัจจุบัน
  • พลทหารที่บาดเจ็บหรือทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่ได้รับสิทธิในฐานะ “ทหารผ่านศึก” เทียบเท่านายทหารชั้นยศ โดยได้รับการดูแลต่อเนื่องตลอดชีวิตแทนการจ่ายเงินก้อนครั้งเดียว
  • คดีทุจริตในกองทัพขึ้นศาลพลเรือน
  • ความมั่นใจในความปลอดภัยและหลักความเสมอภาค เพิ่มขึ้น
  • คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าตรวจสอบค่ายทหารได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า
  • หลักการพลทหารสมัครใจ 100% ถูกบรรจุ ลงในแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติและแผนความมั่นคงแห่งชาติ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ทหาร
  • ผู้สมัครทหารอาสา
  • พลทหารที่บาดเจ็บหรือทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่
  • บุคคล ที่อาจถูกบังคับให้เป็นทหาร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความเสียหายทางเศรษฐกิจ: วิกฤตการณ์นอมินี (Nominee) และทุนสีเทา คือหายนะต่อเศรษฐกิจที่ทำลายโครงสร้างการแข่งขันอย่างรุนแรง
  • เครือข่ายไทยเทา: ปัญหานี้ดำรงอยู่ได้เพราะมีกลุ่มทุน ข้าราชการ และนักการเมืองไทยที่สนับสนุนให้เกิดนอมินี เพื่อหลบเลี่ยงความรับผิดชอบและเลี่ยงภาษี
  • บทลงโทษต่ำเกินไป: ปัจจุบันบทลงโทษตาม พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 และ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ต่ำเกินไป ทำให้กลุ่มทุนไม่เกรงกลัว และมองว่าเป็นเพียงต้นทุนทางธุรกิจที่ยอมจ่ายได้
  • หน่วยงานรัฐยังทำงานแบบแยกส่วน ทำให้การดำเนินคดีล่าช้าใช้เวลานานนับปี

จะทำอะไร (Action)

  • มาตรการคัดกรองเชิงรุก: เพิ่มความเข้มงวดในการจดทะเบียนนิติบุคคล เชื่อมโยงฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เข้ากับฐานข้อมูลของหน่วยงานสำคัญแบบอัตโนมัติ เช่น กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), และกรมสรรพากร เพื่อระบบแจ้งเตือนความผิดปกติของโครงสร้างถือหุ้น
  • กลไกตรวจสอบโดยประชาชน: สร้างระบบร้องเรียนที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีกลไกที่รัฐต้องตอบสนองอย่างชัดเจน
  • ปฏิรูปบทลงโทษ: เพิ่มบทลงโทษให้สูงขึ้นและลดระยะเวลาการดำเนินคดีให้สั้นลง
  • เปิดเผยข้อมูลนิติบุคคลให้สาธารณะเข้าถึงได้
  • เปิดเผยรายชื่อบริษัทที่ถูกปรับ ตักเตือน หรือเพิกถอนใบอนุญาต
  • พัฒนาโมเดลวิเคราะห์กลุ่มเสี่ยงผ่านระบบวิเคราะห์ธุรกิจเชิงบูรณาการ (Integrated Business Analysis System - IBAS)
  • รณรงค์ให้ประชาชนทั่วประเทศแจ้งเบาะแส
  • พัฒนา Dashboard รับเรื่องร้องเรียนให้ตรวจสอบได้ ยกระดับระบบ ทราฟฟี่ ฟองดูว์ (Traffy Fondue) ให้เป็นศูนย์กลางการจัดการเรื่องร้องเรียนที่โปร่งใส ติดตามผลได้ตามเวลาจริง (Real-time)
  • สร้างแรงจูงใจและสวัสดิการคุ้มครองสำหรับผู้แจ้งเบาะแส
  • ตรวจสอบบริษัทบัญชีและสำนักงานกฎหมายที่รับจ้างถือหุ้นแทนทุนนอมินี
  • ร่วมกับกรมที่ดินและ ปปง. ตรวจสอบการฟอกเงินผ่านบ้านหรูและที่ดิน ยึดคืนทรัพยากรที่นอมินีถือครองโดยมิชอบ
  • แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปราบนอมินี เช่น พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 หรือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
  • สนับสนุนธุรกิจต่างชาติที่ถูกกฎหมาย
  • สร้างร่วมมือกับสากล ยกระดับ ไทย เป็นศูนย์กลางการปราบปรามทุนเทา / นอมินี

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • บทลงโทษสูงขึ้นและลดระยะเวลาการดำเนินคดีสั้นลง
  • ความเข้มงวดในการจดทะเบียนนิติบุคคล เพิ่มขึ้น
  • ตรวจสอบบริษัทบัญชีและสำนักงานกฎหมายที่รับจ้างถือหุ้นแทนทุนนอมินีเพิ่มขึ้น 50%
  • ยึดคืนทรัพยากรที่นอมินีถือครองโดยมิชอบให้ได้มากขึ้น 10%

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ประกอบการไทย
  • ประชาชน
  • ภาคประชาสังคม

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายใน 3 เดือน (ข้อมูลเปิด, ประกาศวาระแห่งชาติ, พัฒนา Dashboard, เพิ่มรางวัลนำจับ, ตรวจสอบผู้ให้การสนับสนุน นอมินี , ตรวจสอบทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์)
  • ภายใน 6 เดือน (เปิดเผยประวัติผู้กระทำผิด, พัฒนา Machine Learning, ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • สำนักงานประกันสังคมมีสถานะเป็นส่วนราชการ ทำให้การบริหารจัดการถูกแทรกแซงจากการเมือง
  • การกำหนดนโยบายระยะสั้นของรัฐบาล เช่น การลดอัตราเงินสมทบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขัดต่อหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย
  • ความเสี่ยงที่กองทุนจะขาดเสถียรภาพและความยั่งยืนในระยะยาว
  • ผู้ประกันตนในฐานะเจ้าของเงินขาดกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจและงบประมาณ
  • เกิดปัญหาความไม่โปร่งใส เช่น การลงทุนที่น่าสงสัย และการจัดซื้อจัดจ้างระบบไอทีราคาสูงเกินจริง
  • ความพยายามลิดรอนอำนาจผู้ประกันตนผ่านการแก้ไขระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม
  • โครงสร้างระบบราชการทำให้การบริหารกองทุนขาดความคล่องตัว
  • ไม่สามารถดึงดูดผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมืออาชีพได้เทียบเท่ากองทุนขนาดใหญ่ เช่น กบข. หรือกองทุนความมั่งคั่งในต่างประเทศ

จะทำอะไร (Action)

  • แก้ไขพระราชบัญญัติประกันสังคม เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลของกองทุน
  • ปรับโครงสร้างการบริหารให้มีความเป็นมืออาชีพตามมาตรฐานสากล
  • ทำให้การบริหารกองทุนมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดโยงกับผลประโยชน์ของผู้ประกันตนเป็นหลัก
  • ลดการแทรกแซงจากการเมืองและระบบราชการในการบริหารกองทุน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กองทุนประกันสังคมมีความโปร่งใส
  • มีธรรมาภิบาล
  • ลดการแทรกแซงจากฝ่ายข้าราชการและการเมือง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ประกันตน
  • นายจ้าง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความเหลื่อมล้ำทางด้านสิทธิ โอกาส อำนาจ และศักดิ์ศรี
  • การจราจร
  • ขยะและสิ่งปฏิกูล
  • ความแออัด
  • ความเหลื่อมล้ำ
  • การใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจของเจ้าพนักงานในการจัดเก็บภาษี
  • การกระทำทุจริตต่อหน้าที่

จะทำอะไร (Action)

  • มุ่งเน้นการกระจายอำนาจหน่วยราชการจากส่วนกลางสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท้องที่องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ หรือตามสาขาอาชีพที่หลากหลาย
  • ใช้ฐานของท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนในการตอบสนองความความต้องการของประชาชน และ แก้ไขปัญหา
  • ขจัดความเหลื่อมล้ำทางด้านสิทธิ โอกาส อำนาจ และศักดิ์ศรี
  • ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย การวางแผน การตัดสินใจ และการพัฒนา
  • ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำบริการสาธารณะและตัดสินใจแก้ไขปัญหาในพื้นที่
  • จัดการปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเอง
  • ส่งเสริมให้มีการปกครองในรูปแบบพิเศษตามหลักแห่งการปกครองตนเอง
  • จัดให้มีการเลือกตั้งผู้บริหารตั้งแต่ระดับเขตจนถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
  • แก้ปัญหาการจราจร
  • กำจัดขยะและสิ่งปฏิกูล
  • ทบทวนและย้ายหน่วยงานหรือองค์กรของรัฐออกจากศูนย์กลางเมือง
  • ปรับโครงสร้างทางการบริหารที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยยึดหลักธรรมาภิบาล
  • ปฏิรูประบบการจัดทำงบประมาณแผ่นดิน
  • จัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
  • จัดตั้ง”สถาบันอิสระ” อิสระในสังกัดสภาผู้แทนราษฎรเพื่อตรวจสอบ วิเคราะห์ ติดตามผลระบบงบประมาณแผ่นดิน
  • ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำงบประมาณทุกขั้นตอน
  • สร้างความเป็นธรรมและเพิ่มประสิทธิภาพในระบบภาษีอากร
  • จัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ครอบคลุมรายได้จากทรัพย์สินมรดกและทรัพย์สินทุกประเภทอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
  • ปฏิรูปหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์
  • มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อป้องกันการใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจของเจ้าพนักงานในการจัดเก็บภาษี
  • ขจัดและป้องกันการกระทำทุจริตต่อหน้าที่
  • ปรับโครงสร้างและปฏิรูประบบราชการด้วยการแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
  • ลดขนาดกำลังคน
  • ถ่ายโอนบางภารกิจของภาครัฐให้ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมดำเนินการแทน
  • ปรับปรุงกฎหมายความมั่นคงภายใน
  • ส่งเสริมความยุติธรรมในอาชีพข้าราชการทุกประเภทตามหลักธรรมาภิบาล
  • คัดเลือก สรรหา หรือเลือกตั้งจากบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ หรือมีคุณสมบัติเหมาะสม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • การปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถมีรูปแบบที่หลากหลายเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่
  • รักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชน
  • การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพ กระชับและคล่องตัวในการให้บริการสาธารณะและตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง
  • ลดความแออัด
  • พัฒนารูปแบบตลอดจนโครงสร้างของเมืองและบริการสาธารณะสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ (smart city)
  • ระบบการจัดทำงบประมาณแผ่นดิน มีความสมดุลกับการจัดเก็บรายได้และสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศ
  • ลดความเหลื่อมล้ำ
  • เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล
  • เพิ่มประสิทธิภาพในระบบภาษีอากร
  • ป้องกันการใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจของเจ้าพนักงานในการจัดเก็บภาษี
  • ข้าราชการ บุคลากรของรัฐ และองค์กรต่างๆ สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงเป้าหมาย และสอดคล้องกับการพัฒนา
  • เพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใส
  • ระบบราชการสามารถตรวจสอบได้ในวงกว้างและเชื่อมโยงกับทุกฝ่าย
  • กฎหมายความมั่นคงภายในมีความสมดุลกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และความมั่นคง
  • การปรับปรุงกฎหมายความมั่นคงภายในคำนึงถึงความผาสุกของประชาชนเป็นหลัก

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • ท้องที่องค์กรเอกชน
  • องค์กรวิชาชีพ
  • ประชาชน
  • เมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ นครราชสีมา ขอนแก่น ภูเก็ต จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งท้องถิ่นอื่นๆ ที่มีลักษณะเฉพาะ
  • กรุงเทพมหานคร
  • บุคคลธรรมดา
  • นิติบุคคล
  • เจ้าพนักงาน
  • ข้าราชการ
  • บุคลากรของรัฐ
  • องค์กรต่างๆ
  • ภาคเอกชน
  • ภาคประชาสังคม
  • บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ หรือมีคุณสมบัติเหมาะสม

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • กฎหมายล้าหลังและซ้ำซ้อน: ประชาชนและธุรกิจต้องเผชิญกฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับจำนวนมากที่หมดความจำเป็น ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน
  • อุปสรรคต่อการดำรงชีวิตและการทำมาหากิน: กฎหมายบางฉบับสร้างภาระขั้นตอน ต้นทุน และเวลา ทำให้การเริ่มธุรกิจ การทำงาน และการใช้ชีวิตประจำวันยุ่งยากโดยไม่จำเป็น
  • ช่องโหว่การทุจริตจากกติกาที่ไม่ทันสมัย: กฎหมายที่คลุมเครือและล้าสมัยเปิดช่องให้เกิดการใช้ดุลพินิจเกินจำเป็นและการทุจริตในหน่วยงานรัฐ

จะทำอะไร (Action)

  • ใช้กฎหมายแม่บทฉบับเดียวเป็นเครื่องมือ “ตัดตอน” กฎหมายล้าสมัยทั้งระบบ
  • ให้อำนาจทบทวนและยกเลิกกฎหมาย/กฎ/ระเบียบที่ล้าหลังหรือเป็นอุปสรรค โดยไม่ต้องแก้ทีละฉบับ
  • ปรับโครงสร้างกฎหมายให้หน่วยงานรัฐขับเคลื่อนตามพันธกิจที่ชัดเจน
  • ตัดกติกาที่เปิดช่องดุลพินิจเกินจำเป็น
  • เปิดทางกำหนดมาตรฐานด้านคุณภาพชีวิต สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และการประกอบธุรกิจ
  • ใช้ Super Act เป็นจุดเริ่มต้นปฏิรูปกฎหมายทั้งระบบ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดภาระประชาชน
  • ปิดช่องทุจริต
  • ยกระดับการทำงานภาครัฐ
  • ไม่ต้องแก้ กฎหมาย ทีละฉบับ
  • ลดงานซ้ำซ้อน
  • ยกระดับบริการแบบ One-Stop Service
  • เพิ่มความโปร่งใสและตรวจสอบได้
  • มาตรฐาน สอดคล้องบริบทไทยและมาตรฐานสากล
  • กฎหมาย ทันโลกและรองรับฉากทัศน์ใหม่ของประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ธุรกิจ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 64) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 64) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • งบประมาณรัฐตรวจสอบยาก: ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลการใช้งบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐได้ครบถ้วน เข้าใจยาก และกระจัดกระจาย ทำให้ไม่รู้ว่าเงินภาษีถูกใช้ไปอย่างไร
  • ทุจริตเชิงโครงสร้างตรวจจับช้า: การเอื้อประโยชน์ในการจัดซื้อจัดจ้าง การตั้งราคากลางผิดปกติ หรือโครงการล่าช้า มักถูกตรวจพบเมื่อสายเกินไป หลังงบประมาณถูกใช้ไปแล้ว
  • ประชาชนไม่มีบทบาทในการติดตามโครงการในพื้นที่: แม้โครงการรัฐส่งผลโดยตรงต่อชีวิตประจำวัน แต่ประชาชนไม่สามารถติดตามความคืบหน้า การเปลี่ยนแปลงสัญญา หรือการจ่ายเงินได้อย่างเป็นระบบ

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับความโปร่งใสของงบประมาณรัฐด้วยข้อมูลเปิด เทคโนโลยี และการมีส่วนร่วมของประชาชน
  • เปิดเผยข้อมูลงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง และโครงการรัฐแบบรวมศูนย์ ด้วย แพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” (Thailand Government Watch) ให้ประชาชนเข้าดู ค้นหา และร่วมตรวจสอบได้ง่าย
  • กำหนดให้ทุกสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเผยแพร่ข้อมูลตลอดทุกขั้นตอนในรูปแบบ Machine-Readable ตามมาตรฐานข้อมูลเปิดการจัดซื้อจัดจ้าง (OCDS) ตั้งแต่ราคากลาง ผู้เข้าประมูล ความสัมพันธ์บริษัท เงื่อนไขสัญญา การจ่ายเงิน จนถึงผลงานหลังส่งมอบ
  • นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาวิเคราะห์ความเสี่ยง เช่น TOR เอื้อรายเดียว ราคาผิดปกติ สินค้าไม่ตรงสเปก หรือรูปแบบการประมูลที่เข้าข่ายฮั้ว
  • เปิดให้ประชาชนกดติดตามโครงการรัฐในพื้นที่ พร้อมระบบแจ้งเตือนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสถานะ เช่น การขยายสัญญา การส่งมอบงาน หรือการเบิกจ่าย
  • จัดทำรายงานสาธารณะ เช่น บริษัทที่ได้งานรัฐซ้ำซ้อน โครงการล่าช้าผิดปกติ โดยกำหนดให้ทุกหน่วยงานส่งข้อมูลไปยังสำนักงานงบประมาณของรัฐสภาเพื่อวิเคราะห์และเผยแพร่

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • งบประมาณโปร่งใส ตรวจสอบได้
  • ประชาชนเข้าดู ค้นหา และร่วมตรวจสอบ ข้อมูล ได้ง่าย
  • ข้อมูล การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเผยแพร่ตลอดทุกขั้นตอนในรูปแบบ Machine-Readable
  • ความผิดปกติ เช่น TOR เอื้อรายเดียว ราคาผิดปกติ สินค้าไม่ตรงสเปก หรือรูปแบบการประมูลที่เข้าข่ายฮั้ว ถูก ตรวจจับ
  • ประชาชน รับ การแจ้งเตือนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสถานะ ของโครงการรัฐ
  • มี รายงานสาธารณะ เช่น บริษัทที่ได้งานรัฐซ้ำซ้อน โครงการล่าช้าผิดปกติ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • สำนักงานงบประมาณของรัฐสภา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 68) ว่า '80 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 68) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ขั้นตอนซ้ำซ้อนหลายหน่วยงาน: ผู้ประกอบการต้องขอใบอนุญาตจากหลายหน่วยงานที่ทับซ้อนกัน ใช้เอกสารและการพิจารณาซ้ำ ทำให้กระบวนการยืดเยื้อ
  • ต้นทุนเวลาและค่าใช้จ่ายสูง: การรออนุมัติยาวนานทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจ เพิ่มต้นทุนการเริ่มต้นและการขยายกิจการ โดยเฉพาะ SME และผู้ประกอบการรายใหม่
  • ความไม่ชัดเจนเปิดช่องทุจริต: กติกาและลำดับขั้นตอนที่ไม่โปร่งใสสร้างดุลพินิจสูง เสี่ยงต่อการเรียกรับผลประโยชน์และความไม่เป็นธรรม

จะทำอะไร (Action)

ปรับระบบการขออนุญาตของรัฐให้เป็นจุดเดียว ใบเดียว เพื่อลดขั้นตอน ลดต้นทุน และเพิ่มความโปร่งใสในการทำธุรกิจ

  • ใบอนุญาตเดียว ครอบคลุมทุกหน่วยงาน: รวมการขออนุญาตประกอบกิจการ การผลิต สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย แรงงาน ฯลฯ ไว้ในกระบวนการเดียว ลดการยื่นซ้ำหลายที่
  • ตั้งศูนย์กลาง Super Licensing Center: ทำหน้าที่เป็นจุดติดต่อเดียว (Single Point of Contact) ผู้ประกอบการยื่นข้อมูลและเอกสารครั้งเดียว ศูนย์จะกระจายข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแทน
  • บูรณาการการตรวจสอบภาคสนาม: ศูนย์ทำหน้าที่ประสานการนัดหมายและการตรวจสถานประกอบการร่วมกัน ลดการตรวจซ้ำหลายรอบ และยึดมาตรฐานเดียวด้านความปลอดภัยและคุณภาพ
  • มาตรฐานเดียว โปร่งใส ตรวจสอบได้: ใช้ระบบเดียวในการกำกับ ตรวจสอบ และประเมินความปลอดภัยและมาตรฐานกิจการ ลดดุลยพินิจ และลดโอกาสคอร์รัปชัน
  • ลดต้นทุนธุรกิจ ส่งเสริมการลงทุน: เมื่อขั้นตอนและเวลาในการขออนุญาตลดลง จะช่วยจูงใจให้เกิดธุรกิจใหม่ การลงทุนเพิ่มขึ้น และการขยายกิจการในประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดขั้นตอน ลดต้นทุน และเพิ่มความโปร่งใสในการทำธุรกิจ
  • ลดโอกาสคอร์รัปชัน
  • เกิดธุรกิจใหม่ การลงทุนเพิ่มขึ้น และการขยายกิจการในประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก SMEs

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 7) ว่า '1,000 ล้านบาท' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 7) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ข้อมูลรัฐปิดเป็นค่าเริ่มต้น: ประชาชน นักวิจัย สื่อ และภาคธุรกิจ เข้าถึงข้อมูลภาครัฐได้ยาก ต้องขออนุญาตหลายขั้นตอน แม้เป็นข้อมูลที่ไม่กระทบความมั่นคงหรือข้อมูลส่วนบุคคล
  • หน่วยงานรัฐทำงานแยกส่วน: ข้อมูลไม่เชื่อมโยงกันระหว่างหน่วยงาน ทำให้ประชาชนต้องยื่นเอกสารซ้ำ ระบบรัฐทำงานช้า และตัดสินใจเชิงนโยบายจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน
  • การตรวจสอบภาครัฐทำได้จำกัด: การปิดข้อมูลโดยไม่จำเป็น เปิดช่องให้เกิดความไม่โปร่งใส การทุจริต และทำให้สังคมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้ยาก

จะทำอะไร (Action)

  • เปลี่ยนหลักคิดภาครัฐจาก “ปิดเป็นค่าเริ่มต้น” เป็น “เปิดเป็นหลัก”
  • กำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน: ออกกฎหมายให้ประชาชนมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลภาครัฐโดยหลัก เว้นแต่ข้อมูลที่กระทบความมั่นคง ความปลอดภัย หรือข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย
  • เปิดข้อมูลเพื่อการทำงานระหว่างหน่วยงาน: ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐอย่างเป็นระบบ
  • คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลควบคู่กัน: เปิดเผยเฉพาะข้อมูลที่ไม่กระทบกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และกำหนดมาตรฐานการใช้งานข้อมูลอย่างปลอดภัย
  • ยกระดับความโปร่งใสและการตรวจสอบ: เปิดทางให้สาธารณชน สื่อ และผู้เชี่ยวชาญ ใช้ข้อมูลภาครัฐในการตรวจสอบ เสนอแนะ และพัฒนานโยบายอย่างมีคุณภาพ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐอย่างเป็นระบบ ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพการบริการประชาชน
  • สาธารณชน สื่อ และผู้เชี่ยวชาญ ใช้ข้อมูลภาครัฐในการตรวจสอบ เสนอแนะ และพัฒนานโยบายอย่างมีคุณภาพ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • นักวิจัย
  • สื่อ
  • ภาคธุรกิจ
  • หน่วยงานรัฐ
  • สาธารณชน
  • ผู้เชี่ยวชาญ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 75) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 75) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • กลัวถูกเปิดเผยตัวตนและถูกกลั่นแกล้ง: ผู้พบเห็นการทุจริตจำนวนมากไม่กล้าแจ้งเบาะแส เพราะเสี่ยงถูกคุกคาม ถูกย้ายงาน ถูกฟ้องกลับ หรือถูกทำร้าย ทั้งต่อตนเองและครอบครัว
  • ระบบรับแจ้งไม่ปลอดภัยพอ: ช่องทางร้องเรียนของรัฐหลายแห่งยังสามารถย้อนกลับไปหาผู้แจ้งได้ ทั้งจากข้อมูลเทคนิคและการเข้าถึงของเจ้าหน้าที่ ทำให้ความเชื่อมั่นต่ำ
  • เบาะแสไม่ถูกนำไปใช้จริง: แม้มีข้อมูลสำคัญ แต่ขาดระบบที่ทำให้พนักงานสอบสวนสามารถสื่อสาร ขอข้อมูลเพิ่ม และนำเบาะแสไปสู่คดีได้โดยไม่เปิดเผยตัวผู้แจ้ง

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างกลไกคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสการทุจริต (Whistleblower Protection)
  • สร้างระบบแจ้งเบาะแสการทุจริตที่ ปลอดภัยจริงตั้งแต่ต้นทางถึงศาล โดยใช้เทคโนโลยีและกติกาทางกฎหมายควบคู่กัน
  • ใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสขั้นสูง End-to-End Encryption เพื่อปกปิดข้อมูลผู้แจ้งตั้งแต่ต้นทาง
  • ออกแบบสถาปัตยกรรมข้อมูลแบบ Data Separation Architecture แยก “ข้อมูลผู้แจ้ง” ออกจาก “ข้อมูลคดี” อย่างเด็ดขาด
  • สร้างช่องทางสื่อสารเฉพาะกิจให้พนักงานสอบสวนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้แจ้งได้ โดยไม่ต้องรู้ตัวตนจริงของผู้แจ้ง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ทำให้ประชาชน ข้าราชการ และพนักงานเอกชน กล้าแจ้งข้อมูลการทุจริตโดยไม่ต้องเลือกระหว่าง “ความถูกต้อง” กับ “ความปลอดภัยของชีวิต”

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้แจ้งเบาะแสการทุจริต
  • ประชาชน
  • ข้าราชการ
  • พนักงานเอกชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 69) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 69) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การแต่งตั้งขาดความโปร่งใส: ประชาชนไม่สามารถทราบเหตุผล หลักเกณฑ์ หรือกระบวนการคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงของราชการ ทั้งที่ตำแหน่งเหล่านี้มีอำนาจกำหนดทิศทางนโยบายและงบประมาณจำนวนมาก
  • ข้าราชการดีถูกบั่นทอนกำลังใจ: ระบบที่ไม่ยึดผลงานและความสามารถอย่างแท้จริง ทำให้ข้าราชการมืออาชีพขาดโอกาสเติบโต และเกิดวัฒนธรรม “รอเส้น” แทน “สร้างผลงาน”
  • ความเสี่ยงการซื้อขายตำแหน่ง: การขาดกลไกตรวจสอบจากภายนอก เปิดช่องให้เกิดการวิ่งเต้นหรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ซึ่งกระทบประสิทธิภาพรัฐและความเชื่อมั่นของประชาชน

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูประบบแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงให้ยึด ความสามารถ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
  • กำหนดกระบวนการสรรหาแบบเปิด: จัดให้มีหลักเกณฑ์การคัดเลือกปลัดกระทรวงและอธิบดีที่ชัดเจน โปร่งใส และประกาศต่อสาธารณะ โดยยึดผลงาน ประสบการณ์ และคุณธรรมเป็นหลัก
  • เปิดข้อมูลให้สังคมตรวจสอบ: เผยแพร่ประวัติ คุณสมบัติ ผลงาน และวิสัยทัศน์ของผู้ได้รับการเสนอชื่อ เพื่อให้ประชาชน สื่อ และภาควิชาชีพสามารถตรวจสอบและตั้งคำถามได้
  • กลไกถ่วงดุลและความเป็นธรรมภายในระบบราชการ: ใช้คณะกรรมการสรรหาที่มีองค์ประกอบหลากหลาย ลดการผูกขาดอำนาจตัดสินใจ และคุ้มครองความก้าวหน้าของข้าราชการตามหลักคุณธรรม
  • ปิดช่องการซื้อขายตำแหน่ง: สร้างระบบตรวจสอบย้อนหลังและความรับผิดชอบของผู้เสนอชื่อและผู้แต่งตั้ง เพื่อยับยั้งการวิ่งเต้นและผลประโยชน์แอบแฝง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ระบบแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง ยึด ความสามารถ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
  • กระบวนการสรรหา มีหลักเกณฑ์การคัดเลือกที่ชัดเจน โปร่งใส และประกาศต่อสาธารณะ
  • ลดการผูกขาดอำนาจตัดสินใจ
  • คุ้มครองความก้าวหน้าของข้าราชการตามหลักคุณธรรม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ข้าราชการ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 67) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 67) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ทรัพย์สินนักการเมืองตรวจสอบยาก: การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินในปัจจุบันอยู่ในรูปเอกสารสแกนหรือไฟล์ PDF ที่ประชาชนและสื่อไม่สามารถนำไปวิเคราะห์หรือเปรียบเทียบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ผลประโยชน์ทับซ้อนถูกซ่อนอยู่ในโครงสร้างทรัพย์สิน: ประชาชนไม่สามารถทราบได้ชัดเจนว่าทรัพย์สินหรือกิจการที่นักการเมืองถือครองมีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐ หรือเป็นภัยต่อประโยชน์สาธารณะหรือไม่
  • การแต่งตั้งรัฐมนตรีขาดกลไกคัดกรองเชิงประชาธิปไตย: รัฐมนตรีสามารถเข้ารับตำแหน่งได้โดยไม่มีการตรวจสอบคุณสมบัติและผลประโยชน์อย่างเปิดเผยต่อสภาและสาธารณชน

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับการป้องกันการทุจริตจาก “เปิดเผยเชิงพิธีกรรม” สู่ “ตรวจสอบได้จริง”
  • เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินแบบดิจิทัล: ปรับรูปแบบการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินให้เป็นข้อมูล Machine-Readable (เช่น Excel, CSV)
  • แสดงที่มาและส่วนได้ส่วนเสียของทรัพย์สิน (Asset Interest): กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องเปิดเผย ที่มาของรายได้ โครงสร้างการถือหุ้น และความเกี่ยวข้องกับกิจการต่างๆ
  • ตรวจสอบก่อนแต่งตั้งรัฐมนตรี: จัดให้มี กระบวนการอภิปรายและลงมติเห็นชอบคุณสมบัติรายบุคคล ของรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎร

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประชาชน สื่อ และนักวิชาการสามารถนำข้อมูลบัญชีทรัพย์สินไปตรวจสอบ วิเคราะห์ และติดตามการเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินได้จริง
  • ป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และการมีส่วนร่วมกับธุรกิจที่กระทบประโยชน์ประเทศ
  • เพิ่มความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความชอบธรรมทางประชาธิปไตย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • สื่อ
  • นักวิชาการ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • เกี่ยวกับ Action: ยกระดับการป้องกันการทุจริต ตลอดวงจรอำนาจ
  • เกี่ยวกับ Action: ตรวจสอบก่อนแต่งตั้งรัฐมนตรี ก่อนนำเสนอโปรดเกล้าฯ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 66) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 66) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • องค์กรตรวจสอบขาดความยึดโยงกับประชาชน: ที่มาและกระบวนการแต่งตั้งขององค์กรอิสระจำนวนมากไม่สะท้อนเจตจำนงของประชาชน ทำให้ความชอบธรรมและความไว้วางใจลดลง
  • ระบบถ่วงดุลไม่ทำงานอย่างแท้จริง: โครงสร้างวุฒิสภาและองค์กรอิสระบางส่วนมีความซ้ำซ้อนกับฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แต่กลับไม่สามารถตรวจสอบถ่วงดุลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความเสี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน: กติกาหลังพ้นตำแหน่งของผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในองค์กรตรวจสอบยังสั้นเกินไป เปิดช่องให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์และบ่อนทำลายความเป็นอิสระของระบบ

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับรื้อโครงสร้างองค์กรตรวจสอบการทุจริต และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • ปฏิรูปเชิงโครงสร้างผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • ปรับที่มาวุฒิสภา: แก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ
  • เพิ่มความยึดโยงกับประชาชน: ปรับที่มาขององค์กรอิสระ โดยเปิดช่องให้ประชาชนมีสิทธิ ยับยั้งการเสนอชื่อ และ ถอดถอน คณะกรรมการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
  • ปิดช่องผลประโยชน์ทับซ้อน: ขยายระยะเวลา ห้ามดำรงตำแหน่ง กรรมการ ที่ปรึกษา หรือพนักงานในหน่วยงานรัฐและเอกชน เป็น 5 ปีหลังพ้นตำแหน่ง จากเดิม 2 ปี สำหรับคณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงขององค์กรตรวจสอบ
  • เสริมความเป็นอิสระเชิงระบบ: ปรับกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้อง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ฟื้นฟูความน่าเชื่อถือของระบบตรวจสอบ
  • ความชอบธรรมและความไว้วางใจ ไม่ลดลง
  • ระบบถ่วงดุล ทำงานอย่างแท้จริง และ ตรวจสอบถ่วงดุลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความเสี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน ลดลง (ปิดช่อง)
  • ความเป็นอิสระของระบบ ไม่ถูกบ่อนทำลาย
  • วุฒิสภา เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง
  • วุฒิสภา ไม่มีบทบาทซ้ำซ้อนกับสภาผู้แทนราษฎร
  • องค์กรอิสระ ตรวจสอบได้มากขึ้น
  • ประชาชน มีสิทธิ ยับยั้งการเสนอชื่อ และ ถอดถอน คณะกรรมการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
  • ระยะเวลา ห้ามดำรงตำแหน่ง เพิ่มขึ้น เป็น 5 ปีหลังพ้นตำแหน่ง (จากเดิม 2 ปี)
  • การทำงานขององค์กรอิสระมีมาตรฐานความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่ถูกครอบงำจากอำนาจทางการเมืองหรือผลประโยชน์อื่น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • องค์กรตรวจสอบการทุจริต และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
  • ประชาชน
  • วุฒิสภา
  • ปวงชนชาวไทย
  • คณะกรรมการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
  • คณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงขององค์กรตรวจสอบ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • การดำเนินการเป็นการเร่งด่วน
  • ผลลัพธ์ (การห้ามดำรงตำแหน่ง) เกิด 5 ปีหลังพ้นตำแหน่ง

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 65) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 65) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมและสนับสนุน ในหน้าที่ของปวงชนชาวไทยให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญบัญญัติ
  • (ส่งเสริมและสนับสนุน ในหน้าที่) การพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
  • (ส่งเสริมและสนับสนุน ในหน้าที่) การป้องกันประเทศ
  • (ส่งเสริมและสนับสนุน ในหน้าที่) การพิทักษ์รักษาเกียรติภูมิผลประโยชน์ของชาติและสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
  • (ส่งเสริมและสนับสนุน ในหน้าที่) การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  • (ส่งเสริมและสนับสนุน ในหน้าที่) ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
  • (ส่งเสริมและสนับสนุน ในหน้าที่) เข้ารับการศึกษาอบรมในการศึกษาภาคบังคับ
  • (ส่งเสริมและสนับสนุน ในหน้าที่) รับราชการทหาร
  • (ส่งเสริมและสนับสนุน ในหน้าที่) เคารพและไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น
  • (ส่งเสริมและสนับสนุน ในหน้าที่) ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและลงประชามติ
  • (ส่งเสริมและสนับสนุน ในหน้าที่) ร่วมมือและสนับสนุนการอนุรักษ์และคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และมรดกทางวัฒนธรรม
  • (ส่งเสริมและสนับสนุน ในหน้าที่) การเสียภาษีอากร
  • (ส่งเสริมและสนับสนุน ในหน้าที่) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ไม่ระบุ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการของรัฐ
  • (ในการ) แก้ไขรัฐธรรมนูญ
  • (ในการ) ปฏิรูปประเทศ
  • ภายใต้ยุทธศาสตร์ ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง หยุดยั้งการทุจริต สร้างเศรษฐกิจทันสมัย กระจายรายได้อย่างเป็นธรรม ลดเหลื่อมล้ำทางสังคม สร้างอุดมคติรัฐสวัสดิการ พัฒนาฐานรากประชาธิปไตย
  • ส่งเสริมการตีความกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย ตามหลักของกฎหมายมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน
  • ให้มีการพัฒนากฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประโยชน์ของปวงชนชาวไทย
  • ความเสมอภาคเท่าเทียมกัน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

คนโกงชาติ

จะทำอะไร (Action)

ประหารชีวิตคนโกงชาติ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ไม่ระบุ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 5) ว่า 'ไม่มีการใช้งบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 5) ว่า 'ไม่มีการใช้งบประมาณ แต่ถ้ามีก็จะใช้จากงบประมาณประจำปี'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การใช้สถานะมูลนิธิหรือองค์กรไม่แสวงหากำไรเป็นเครื่องมือบังหน้าเพื่อกิจกรรมผิดกฎหมาย (เช่น ใช้รับเงินบริจาคเพื่อฟอกเงิน, ใช้เป็นช่องทางระดมทุนที่ไม่เปิดเผยที่มา, ใช้เป็นเครื่องมือแทรกแซงทางการเมืองอย่างไม่โปร่งใส, ใช้เป็นหน้าฉากเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของกรรมการ, เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ)
  • มูลนิธิเถื่อนปะปนและขยายตัวต่อไป ส่งผลให้เกิด ความเสียหายไม่หยุดแค่เงินที่ถูกฟอกหรือถูกโกง แต่จะลามไปสู่การทำลายความเชื่อใจของประชาชนต่อระบบการทำความดีทั้งหมด จนทำให้คนดีทำงานยากขึ้นและคนโกงมีพื้นที่มากขึ้น
  • “ช่องว่างเชิงสถาบัน” ที่ทำให้คนไม่ดีสามารถใช้โครงสร้างกฎหมายและสถานะทางสังคมของมูลนิธิเป็นเกราะกำบังได้อย่างเป็นระบบ
  • ระบบกำกับดูแลมูลนิธิของไทยจำนวนมากยังยึดติดกับการตรวจสอบเชิงเอกสาร มากกว่าการตรวจสอบเชิงพฤติกรรมจริง ทำให้สถานะที่ควรเป็นเครื่องมือสร้างสาธารณะกลับถูกบิดให้กลายเป็น “ช่องทางอำนาจสีเทา” ได้โดยไม่ยาก
  • การจดทะเบียนและการรับรองสถานะที่เน้นความถูกต้องตามรูปแบบ แต่ไม่สามารถพิสูจน์ความจริงตามเนื้อหาได้เพียงพอ
  • มูลนิธิบางแห่งรับเงินจำนวนมากโดยไม่ต้องเปิดเผยที่มาหรือไม่ต้องชี้แจงรายละเอียดเชิงลึก
  • การขาดระบบรายงานผลและการตรวจสอบตามวัตถุประสงค์จริง
  • การบังคับใช้กฎหมายแบบแยกส่วนและรอให้เกิดเรื่องก่อน
  • ข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐไม่เชื่อมกันและไม่มีศูนย์กลางที่ทำให้การตรวจสอบเป็น “ภาพเดียวกัน” ส่งผลให้มูลนิธิเถื่อนสามารถเล่นเกมย้ายพื้นที่ ย้ายชื่อ เปลี่ยนกรรมการ หรือแตกองค์กรย่อยเพื่อหลบเลี่ยงการติดตามได้
  • มูลนิธิถูกใช้เป็นเครื่องมือของความผิดในหลายรูปแบบ ตั้งแต่การฟอกเงินและซ่อนทรัพย์สิน การระดมทุนผิดกฎหมาย การฉ้อโกงประชาชน การแอบแฝงผลประโยชน์ส่วนตัวของกรรมการ การสร้างเครือข่ายอิทธิพลผ่านกิจกรรมช่วยเหลือที่ผูกคนกับองค์กร ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ
  • การทำลายทุนทางสังคมของประเทศโดยตรง เพราะเมื่อประชาชนเริ่มไม่มั่นใจว่าเงินบริจาคจะไปถึงผู้เดือดร้อนจริงหรือไม่ คนก็จะหยุดให้ หยุดช่วย และเริ่มมององค์กรการกุศลด้วยความสงสัยทั้งหมด
  • มูลนิธิที่สุจริตทำงานยากขึ้น ผู้เดือดร้อนจริงเข้าถึงความช่วยเหลือลดลง และรัฐต้องแบกรับภาระสวัสดิการมากขึ้นโดยไม่จำเป็น
  • การใช้ “นอมินี” เป็นกรรมการ เพื่อซ่อนตัวผู้สั่งการจริงหรือผู้ได้ประโยชน์จริง
  • มูลนิธิบังหน้ามักทำให้ดูดีช่วงแรกแต่ไม่มีโครงสร้างการทำงานที่แท้จริง
  • มูลนิธิที่รับเงินหลายทางและใช้เงินหลายโครงการ หากใช้บัญชีเดียวปนกันจะตรวจยากมาก และเปิดช่องให้เบิกจ่ายมั่วหรือโยกเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ได้ง่าย
  • รูปแบบการใช้เงินที่เป็นช่องโหว่ เช่น การจ่ายเงินสดจำนวนมาก การซื้อของหรือบริการจากกิจการที่เกี่ยวข้องกับกรรมการ การทำสัญญาแบบไม่มีหลักฐานการส่งมอบจริง หรือการเบิกค่าใช้จ่ายที่ไม่มีเอกสารประกอบ
  • รัฐไม่มีแรงคนพอจะตรวจแบบแมนนวลทั้งหมด ในระบบการเงิน
  • หลายพื้นที่มูลนิธิเถื่อนมีอิทธิพล หากไม่มีการคุ้มครอง คนจะไม่กล้าพูด และรัฐจะมองไม่เห็นความจริง
  • ถ้ารัฐตรวจเจอแต่ลงโทษไม่จริง หรือเพิกถอนแล้วคนเดิมกลับมาตั้งใหม่ได้ ระบบก็จะถูกเยาะเย้ยและกลายเป็นพิธีกรรม
  • หากรัฐทำได้เพียงปิดมูลนิธิ แต่เงินยังอยู่กับเครือข่ายเดิม องค์กรใหม่ก็จะเกิดขึ้นอีกทันที
  • องค์กรสีเทามักปรับตัวเร็ว หากรัฐจัดระดับครั้งเดียวก็จะถูกหลบเลี่ยงได้
  • นโยบายที่ดีไม่ใช่แค่ปราบคนผิด แต่ต้องทำให้คนดีอยู่ได้ง่ายขึ้น
  • การเพิกถอนครั้งหนึ่งไม่ใช่แค่การปิดชื่อ แต่เป็นการตัดรากเครือข่าย
  • การกำกับมูลนิธิของไทยจากระบบที่เชื่อเอกสารและรอเรื่องร้องเรียน
  • เกิดปัญหาซ้ำเดิมคือ ปราบได้ระยะหนึ่ง แล้วเครือข่ายสีเทาก็ปรับตัว แตกตัว ตั้งใหม่ เปลี่ยนชื่อ และกลับมาได้อีก
  • รัฐจะปราบอะไรไม่ได้ หากรัฐยังไม่เห็นภาพรวมของสิ่งที่ต้องปราบ
  • หากรัฐยังปล่อยให้การรายงานเป็นกระดาษ ไม่เป็นมาตรฐาน และไม่เชื่อมกับการตรวจสอบจริง มูลนิธิเถื่อนจะยังมีพื้นที่ซ่อนเงินและสร้างภาพได้เหมือนเดิม
  • เงินบริจาคไม่สามารถถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์โดยอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายรวมได้ง่ายอีกต่อไป
  • มูลนิธิเถื่อนสร้างโครงการปลอมเพื่อรับเงินแล้วโยกออกได้ยากขึ้น
  • มูลนิธิเถื่อนจำนวนมากทำเอกสารได้สวย แต่ไม่มีความจริงในพื้นที่
  • การเพิกถอนต้องไม่ใช่เพียงการปิดชื่อ แต่ต้องเชื่อมไปถึงตัวบุคคลและทรัพย์สิน
  • หากระบบหยุดเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล มูลนิธิเถื่อนจะกลับมาใหม่ในรูปแบบที่ปรับตัวแล้วและซับซ้อนกว่าเดิม
  • มูลนิธิไม่สามารถอยู่ได้แบบนิ่ง ๆ โดยไม่ทำอะไร แต่ยังคงใช้สถานะเพื่อรับเงินหรือสร้างอิทธิพลได้
    • เครือข่ายเดิมสามารถกลับมาได้
    • บุคคลที่เคยถูกเพิกถอนเพราะทุจริตกลับมาตั้งองค์กรใหม่
    • รัฐปล่อยให้เกิด การทุจริตแล้วค่อยปราบซ้ำ
    • รัฐไม่มีระบบวิเคราะห์ข้อมูลและไม่มีศักยภาพตรวจเชิงลึกเพียงพอ
    • มูลนิธิสุจริตถูกบีบให้ทำเอกสารมากขึ้น
    • มูลนิธิเถื่อนยังหาช่องหลบได้เหมือนเดิม
    • “ช่องรั่ว” ของระบบที่สร้างความเสียหายเชิงเศรษฐกิจและความมั่นคงในระยะยาว
    • มูลนิธิเถื่อนและองค์กรบังหน้ามีศักยภาพสร้างความเสียหาย (โกงเงินบริจาค, ฟอกเงิน, ระดมทุนผิดกฎหมาย, สร้างเครือข่ายอิทธิพล, บ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อภาคประชาสังคมทั้งหมด)
    • คำว่ามูลนิธิและการกุศลมีทุนทางสังคมสูง จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือของอำนาจสีเทา
    • ประเทศมี “ช่องโหว่ด้านความมั่นคง”
    • มูลนิธิถูกใช้เป็นช่องทางรับเงินและหมุนเงินโดยไม่ถูกตรวจสอบ (เส้นทางเงินผิดกฎหมายจะถูกทำให้ดูเหมือนเงินเพื่อสาธารณะ)
    • ฟอกเงินและการซ่อนทรัพย์สิน สร้างความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือของระบบเศรษฐกิจโดยรวม
    • ประชาชนเริ่มรู้สึกว่าการบริจาคอาจถูกโกง หรืออาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือของคนบางกลุ่ม ทำให้ความตั้งใจดีของประชาชนถูกทำให้กลายเป็นความระแวงและการช่วยเหลือกันในสังคมลดลง (สูญเสียทุนทางสังคม)
    • มูลนิธิเถื่อน อาศัยความน่าเชื่อถือปลอม
    • ประเทศถูกประเมินเรื่องความเสี่ยงการฟอกเงิน, ความโปร่งใสของระบบการเงิน, และความน่าเชื่อถือของภาคประชาสังคม
    • เงินบริจาคไม่ถูกใช้ตรงเป้าหมาย
    • มูลนิธิเถื่อนทำลายความเชื่อมั่นจนคนไม่บริจาค ทำให้ รัฐต้องแบกรับภาระมากขึ้น
    • มูลนิธิสุจริต (โดยเฉพาะมูลนิธิขนาดเล็กหรือมูลนิธิชุมชน) จะถูกภาระการรายงานและการปฏิบัติตามมาตรฐานใหม่จนทำงานยากขึ้น หากรัฐออกแบบระบบรายงานให้ซับซ้อนเกินไป หรือใช้เกณฑ์เดียวกับทุกองค์กร
    • เกิดแรงต้านและทำให้ทุนทางสังคมอ่อนแอลง
    • ความเสี่ยงด้านการเมืองและการถูกกล่าวหาว่ารัฐใช้มาตรการนี้เป็นเครื่องมือเลือกปฏิบัติ หากการบังคับใช้ไม่โปร่งใสหรือดูเหมือนเน้นปราบเฉพาะบางกลุ่ม
    • เครือข่ายสีเทาจะปรับตัวไปใช้รูปแบบใหม่ (เช่น ย้ายไปตั้งเป็นสมาคม, ตั้งเป็นกิจการเพื่อสังคมปลอม, ใช้บัญชีบุคคลแทนบัญชีองค์กร, หรือใช้การโอนผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลและช่องทางที่ตรวจยากขึ้น) ทำให้ปัญหาจะย้ายรูปแบบแทนที่จะหายไป
    • “วงจรอำนาจสีเทาที่แฝงตัวในชื่อการทำดี”
    • องค์กรบังหน้าที่บ่อนทำลายภาคประชาสังคมจากภายในและทำลายความศรัทธาของประชาชนต่อระบบการให้ทั้งหมด
    • ระบบ การกำกับ ที่เชื่อเอกสารและรอเหตุการณ์
    • มี “โครงสร้างคู่ขนาน” ที่สามารถแทรกซึมการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมได้โดยไม่ถูกตรวจสอบ
    • ความศรัทธาของประชาชนถูกทำลาย ส่งผลให้ สังคมจะช่วยเหลือกันน้อยลง ภาคประชาสังคมที่สุจริตจะอ่อนแรง และรัฐจะต้องแบกภาระมากขึ้นโดยไม่จำเป็น
    • คนโกงมีพื้นที่แอบอ้างทำดี
    • การใช้สถานะสาธารณะเพื่อผลประโยชน์แอบแฝง
    • การบริหาร ของรัฐ แบบปล่อยช่องว่าง
    • การทำดีของประชาชนถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือของความผิด

จะทำอะไร (Action)

  • ปราบมูลนิธิเถื่อนทั่วประเทศไทย เป็นมาตรการจัดระเบียบเชิงโครงสร้างที่มุ่ง “ปิดวงจร” ของการใช้สถานะมูลนิธิหรือองค์กรไม่แสวงหากำไรเป็นเครื่องมือบังหน้าเพื่อกิจกรรมผิดกฎหมาย
  • ออกแบบให้รัฐสามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้นทางของการเกิดองค์กร ระหว่างทางของการดำเนินงาน และปลายทางของการเงินและทรัพย์สิน
  • ยกระดับมาตรฐานความโปร่งใส ให้ภาคประชาสังคม
  • ผสานเครื่องมือด้านทะเบียนนิติบุคคล การกำกับดูแลทางการเงิน การป้องกันการฟอกเงิน และการบังคับใช้กฎหมายเข้าด้วยกันเป็นระบบเดียว
  • ทำให้การทำดีต้องอยู่บนความโปร่งใส ไม่ใช่ความศรัทธาแบบหลับตา
  • ทำให้สถานะสาธารณะไม่สามารถถูกใช้เป็นโล่กำบังของผลประโยชน์แอบแฝงได้อีกต่อไป
  • เปลี่ยนบทบาทของรัฐจากการเป็นเพียง “นายทะเบียน” ที่รับเอกสาร มาเป็น “ผู้คุมมาตรฐาน” ที่กำกับด้วยข้อมูล ตรวจสอบได้จริง และมีบทลงโทษที่ไปถึงตัวบุคคลและทรัพย์สิน
  • ปิดวงจรการเกิด–อยู่–โตของมูลนิธิเถื่อนอย่างเด็ดขาด
  • กำหนดเป้าหมายนโยบายให้ชัดเจนในสองระดับพร้อมกัน คือระดับโครงสร้างที่เปลี่ยน “สถาปัตยกรรมระบบมูลนิธิของไทย” และระดับปฏิบัติการที่รัฐสามารถวัดผลได้จริงว่า “ปราบได้ ปิดได้ และไม่กลับมาใหม่”
  • สร้าง “ภูมิคุ้มกันเชิงสถาบัน” ที่ทำให้การตั้งมูลนิธิเถื่อนเกิดได้ยาก การดำเนินงานแบบบังหน้าอยู่ได้ไม่นาน และการใช้สถานะการกุศลเพื่อซ่อนเงินหรืออำนาจจะถูกตรวจจับได้โดยอัตโนมัติ
  • คัดกรองและชำระล้างระบบให้เหลือเฉพาะองค์กรที่มีความชอบธรรมและมีตัวตนจริงในทางปฏิบัติ
  • มีอำนาจในการยกเลิกสถานะหรือเพิกถอนองค์กรที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง
  • ป้องกันการเกิดมูลนิธิเถื่อนรายใหม่ ด้วยการยกระดับเกณฑ์ตั้งต้นการก่อตั้งมูลนิธิให้เข้มขึ้นแบบพอดีและเป็นธรรม
  • เปลี่ยนการจดทะเบียนจากการยื่นเอกสารให้ครบ ไปสู่การพิสูจน์ความพร้อมขั้นต่ำที่ตรวจสอบได้
  • สร้างระบบติดตามเส้นทางเงินแบบตรวจสอบย้อนกลับได้ครบวงจร
  • ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการบริจาคและภาคประชาสังคม
  • สร้างสภาวะใหม่ที่มูลนิธิเถื่อนอยู่ไม่ได้ตั้งแต่ต้นทาง เติบโตไม่ได้ระหว่างทาง และหนีความรับผิดไม่ได้ที่ปลายทาง
  • ยกระดับประเทศไทยให้เป็นรัฐที่มีมาตรฐานธรรมาภิบาลด้านองค์กรไม่แสวงหากำไรในระดับที่เทียบได้กับสากล
  • ออกแบบกลไกหลักของนโยบายปราบมูลนิธิเถื่อนทั่วประเทศไทยให้ทำงานเหมือนระบบปิดวงจรที่ “ต่อกันเป็นสายพาน” ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
  • ทำให้ “ตัวระบบ” เป็นผู้บังคับให้เกิดความโปร่งใสโดยอัตโนมัติ
  • ปฏิรูปการจดทะเบียนและการรับรองสถานะ จากตรวจเอกสารเป็นตรวจความจริง
  • เปลี่ยนวิธีคิดของรัฐจากการถามว่าเอกสารถูกต้องไหม ไปเป็นการถามว่าองค์กรนี้ “มีเหตุผลเพียงพอ” ที่จะได้รับสถานะพิเศษในสังคมหรือไม่
  • มีเกณฑ์ตรวจเชิงลึกขั้นต่ำใน 4 เรื่อง คือ วัตถุประสงค์ที่ตรวจสอบได้ โครงสร้างผู้บริหารที่โปร่งใส เงินตั้งต้นและแหล่งที่มา และแผนการใช้เงินและการดำเนินงานที่มีความเป็นจริง
  • ยกระดับการเปิดเผยโครงสร้างผู้บริหารของมูลนิธิจากการยื่นรายชื่อกรรมการเป็นการเปิดเผยผู้มีอำนาจควบคุมจริงขององค์กร
  • รับรองสถานะต้องผูกกับการยืนยันตัวตนของกรรมการและผู้มีอำนาจลงนาม รวมถึงต้องมีระบบบันทึกความเกี่ยวข้องเชิงเครือญาติและเชิงธุรกิจในระดับที่เพียงพอสำหรับการประเมินความเสี่ยง
  • ให้รัฐมีเครื่องมือสอบทานเงินตั้งต้นและแหล่งที่มาของมูลนิธิว่ามาจากไหนและสอดคล้องกับฐานะผู้ก่อตั้งหรือไม่
  • ยกระดับแผนการใช้เงินและการดำเนินงานสามถึงห้าปีให้เป็นส่วนหนึ่งของการรับรองสถานะ
  • เปลี่ยนสถานะมูลนิธิจากการได้ครั้งเดียวเป็นสถานะที่ต้องรักษามาตรฐานผ่านระบบใบอนุญาตมีอายุ
  • ปิดช่องโหว่ทางการเงิน
  • กำหนดให้มูลนิธิใช้บัญชีแบบแยกภารกิจหรือแยกโครงการตามหลัก ring-fenced accounts
  • กำหนดมาตรฐานรายงานธุรกรรมดิจิทัลหนึ่งเดียวที่ทุกมูลนิธิต้องยื่น
  • กำหนดมาตรฐานการรับบริจาคที่มีความเสี่ยงสูงให้ต้องเปิดเผยที่มาในระดับที่เหมาะสม
  • กำหนดข้อห้ามและข้อจำกัดต่อรูปแบบการใช้เงินที่เป็นช่องโหว่
  • เชื่อมชั้นการเงินกับชั้นตรวจสอบโดยอัตโนมัติ
  • สร้างศูนย์ข้อมูลกลางที่เชื่อมทะเบียนนิติบุคคล ข้อมูลกรรมการ ข้อมูลบัญชีธนาคาร ข้อมูลรายงานการเงิน ข้อมูลการรับบริจาคที่มีนัยสำคัญ และข้อมูลคดีหรือความเชื่อมโยงที่เกี่ยวข้อง
  • ใช้แนวคิดการจัดระดับความเสี่ยงและการตรวจแบบเจาะเป้า
  • มีกลไกตรวจภาคสนามที่ไม่ใช่เพียงการไปขอดูเอกสาร แต่เป็นการตรวจสอบความจริงเชิงกิจกรรม
  • สร้างระบบรับเรื่องร้องเรียนที่เชื่อมกับการวิเคราะห์ข้อมูล
  • มีมาตรการคุ้มครองผู้ร้องเรียนในทางปฏิบัติ
  • ออกแบบบทลงโทษให้เป็นบันไดและมีความเด็ดขาดตามระดับความผิด
  • มีคำสั่งแก้ไขและชี้แจงสำหรับองค์กรที่ผิดพลาดโดยไม่เจตนา
  • มีมาตรการระงับกิจกรรม ระงับการรับบริจาค และเพิกถอนสถานะอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งขึ้นบัญชีดำกรรมการและผู้มีอำนาจควบคุมจริง
  • ใช้มาตรการทางทรัพย์สินควบคู่กับคดีอาญาและแพ่ง ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับเงินผิดกฎหมาย
  • ยึด อายัด และติดตามทรัพย์ที่ได้มาโดยมิชอบ
  • มีกลไกคืนความเป็นธรรมให้กับผู้บริจาคและผู้เสียหาย
  • มีกลไกเสริมที่ทำให้ Close Loop ไม่หลุดวงจร
  • ระบบจัดระดับความเสี่ยงแบบไดนามิกที่ปรับตามพฤติกรรมจริง
  • ระบบต้องอัปเดตความเสี่ยงจากข้อมูลธุรกรรมและข้อมูลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
  • ระบบเปิดเผยข้อมูลสาธารณะในระดับที่เหมาะสม
  • ระบบคุ้มครองมูลนิธิสุจริต เช่น การให้ตรารับรองความโปร่งใสหรือการให้สิทธิประโยชน์เชิงชื่อเสียงและความสะดวกในการประสานงานกับรัฐ
  • การปิดช่องกลับมาใหม่ของเครือข่ายเดิม โดยใช้บัญชีดำกรรมการและผู้มีอำนาจควบคุมจริง รวมถึงการตรวจจับการตั้งองค์กรใหม่ที่ใช้ที่อยู่เดิม เบอร์เดิม เครือข่ายเดิม หรือรูปแบบธุรกรรมเดิม
  • เปลี่ยนการกำกับมูลนิธิของไทยจากระบบที่เชื่อเอกสารและรอเรื่องร้องเรียน ไปสู่ระบบที่เชื่อข้อมูล ตรวจพฤติกรรมจริง และบังคับใช้ได้ถึงทรัพย์สินและตัวบุคคล
  • ทำให้วงจรทั้งหมดถูกล็อกไว้ด้วยเงื่อนไข 4 ชั้น คือเกิดยาก อยู่ยาก ซ่อนเงินยาก และหนีความรับผิดยาก
  • ยกระดับมูลนิธิสุจริต
  • ออกแบบ นโยบายปราบมูลนิธิเถื่อนทั่วประเทศไทย ให้เป็น “แผนปฏิบัติการเชิงรัฐ”
  • ตั้งระบบให้ตรวจเอง
  • แบ่งการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพเป็น 3 ระยะที่ต่อเนื่องกัน โดยแต่ละระยะมีเป้าหมาย เครื่องมือ และผลลัพธ์ที่แตกต่างกันชัดเจน
  • ระยะที่ 1: สำรวจ จัดทำฐานข้อมูล และจัดระดับความเสี่ยงทั่วประเทศ
    • สร้าง “แผนที่ระบบมูลนิธิไทย” ให้ชัดเจนในระดับข้อมูลจริง
    • ทำบัญชีรายชื่อมูลนิธิและองค์กรไม่แสวงหากำไรทั่วประเทศให้เป็นทะเบียนกลางหนึ่งเดียวที่สะอาด ลดความซ้ำซ้อน และเชื่อมโยงข้อมูลที่จำเป็นต่อการตรวจสอบ
    • รวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานทะเบียนและหน่วยงานกำกับที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน แล้วนำมาจัดระเบียบให้เป็นฐานข้อมูลมาตรฐานเดียวกัน เช่น ชื่อองค์กร เลขทะเบียน ที่ตั้ง ผู้มีอำนาจลงนาม กรรมการ วัตถุประสงค์ ข้อบังคับ และสถานะการดำเนินงานในเชิงเอกสาร
    • เพิ่มจากระบบเดิมคือ “ข้อมูลที่ใช้ประเมินความเสี่ยง” ได้แก่ ประวัติการเปลี่ยนแปลงกรรมการ ความถี่การเปลี่ยนที่อยู่ รูปแบบการรับเงินบริจาคในภาพรวม สัดส่วนรายรับรายจ่าย การมีหรือไม่มีรายงานการเงินต่อเนื่อง และสัญญาณความเชื่อมโยงกับกิจการภายนอก เช่น บริษัทคู่สัญญาหรือผู้รับจ้างที่เกิดซ้ำอย่างผิดปกติ
    • สร้างระบบจัดระดับความเสี่ยง (Risk Classification)
    • แยกองค์กรออกเป็นกลุ่มความเสี่ยงต่ำ ความเสี่ยงกลาง และความเสี่ยงสูง พร้อมกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าอะไรทำให้เสี่ยง เช่น เงินเข้าออกสูงผิดปกติเมื่อเทียบกับกิจกรรมที่รายงาน การถอนเงินสดจำนวนมาก การรับเงินจากแหล่งที่ตรวจสอบยาก การเปลี่ยนกรรมการพร้อมกันหลายตำแหน่งในช่วงสั้น หรือการมีเครือข่ายองค์กรหลายชื่อแต่ใช้คนชุดเดียวกัน
    • ประกาศ “กรอบมาตรฐานใหม่” และกำหนดช่วงเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม
    • ประกาศให้ชัดว่า นโยบายนี้มีสองมือ มือหนึ่งคือมือปราบสำหรับกลุ่มที่เจตนาทุจริต อีกมือคือมือยกระดับสำหรับกลุ่มที่ทำงานจริงแต่ยังไม่พร้อม
    • ให้เวลาปรับตัว ให้เครื่องมือรายงานฟรี ให้ระบบยื่นออนไลน์ที่ใช้ง่าย และให้การอบรมหรือคู่มือมาตรฐานที่ทำให้ทำตามได้โดยต้นทุนต่ำ
  • ระยะที่ 2: บังคับใช้ระบบรายงานดิจิทัล เชื่อมการเงินกับการตรวจสอบ และเริ่มปฏิบัติการเพิกถอนและดำเนินคดีอย่างเป็นรูปธรรม
    • ทำให้ระบบบังคับให้โปร่งใส โดยใช้เครื่องมือดิจิทัลและการกำกับด้านการเงินเป็นตัวขับเคลื่อน
    • บังคับให้มูลนิธิทุกแห่งเข้าสู่ระบบรายงานดิจิทัลมาตรฐานเดียวกัน โดยกำหนดให้การยื่นรายงานประจำปีไม่ใช่ “ทางเลือก” แต่เป็น “เงื่อนไขการคงสถานะ”
    • กำหนดให้รายงานดิจิทัลมีความหมายต่อการตรวจสอบจริง โดยเนื้อหาหลักต้องทำให้รัฐตอบคำถามได้ 3 เรื่อง คือ เงินมาจากไหน เงินไปไหน และเกิดผลอะไร
    • กำหนดมาตรฐานบัญชีและการแยกบัญชีภารกิจ
    • สร้างระบบตรวจจับความผิดปกติแบบใช้ข้อมูลเป็นตัวนำ กล่าวคือเมื่อรายงานถูกส่งเข้าระบบ ระบบต้องสามารถคำนวณสัญญาณเตือนอัตโนมัติ เช่น สัดส่วนค่าใช้จ่ายบริหารสูงผิดปกติ รูปแบบธุรกรรมเงินสดสูง การจ่ายเงินซ้ำไปยังผู้รับรายเดียวจำนวนมาก การโอนเงินวนกลับไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง หรือการรับเงินถี่ผิดปกติในช่วงเวลาสั้น ๆ
    • เมื่อพบสัญญาณ ระบบต้องส่งต่อไปยังทีมตรวจเชิงลึกทันที
    • ตรวจเชิงลึกแบบบูรณาการและการลงพื้นที่ตรวจความจริง โดยใช้แนวคิดตรวจตามความเสี่ยง
    • กลุ่มความเสี่ยงสูงต้องถูกตรวจทั้งด้านการเงินและด้านกิจกรรมจริง เช่น โครงการที่อ้างว่าช่วยเหลือมีผู้รับจริงหรือไม่ มีหลักฐานการส่งมอบจริงหรือไม่ สถานที่ตั้งมีการทำงานจริงหรือเป็นเพียงที่อยู่จดทะเบียน
    • เริ่มปฏิบัติการเพิกถอนและดำเนินคดีอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้กระบวนการบันไดที่ชัดเจนเพื่อความเป็นธรรม
    • เริ่มจากคำสั่งให้ชี้แจงและแก้ไขสำหรับองค์กรที่ผิดพลาดโดยไม่เจตนา
    • ระงับการรับบริจาค ระงับกิจกรรม และเพิกถอนสถานะอย่างรวดเร็ว พร้อมดำเนินคดีทางอาญาและแพ่งในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง ฟอกเงิน หรือระดมทุนผิดกฎหมาย
    • เชื่อม การเพิกถอน ไปถึงตัวบุคคลและทรัพย์สิน กล่าวคือกรรมการและผู้มีอำนาจควบคุมจริงต้องถูกขึ้นบัญชีดำไม่ให้กลับมาตั้งใหม่ได้ง่าย และทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบต้องถูกติดตาม ยึด อายัด หรือริบตามกระบวนการที่กฎหมายรองรับ
  • ระยะที่ 3: สถาปนามาตรฐานถาวร ยกระดับความโปร่งใสเป็นวัฒนธรรมระบบ และทำให้มูลนิธิเถื่อนเกิดใหม่ได้ยาก
    • ทำให้การต่ออายุสถานะมูลนิธิเป็นระบบบังคับตามรอบเวลา โดยผูกกับการยื่นรายงานและการผ่านมาตรฐานขั้นต่ำ
    • หากองค์กรไม่ยื่นรายงานหรือไม่ผ่านมาตรฐาน ระบบต้องมีการลดระดับสถานะหรือเข้าสู่โหมดตรวจสอบทันที
    • สร้างระบบเปิดเผยข้อมูลสาธารณะในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ง่ายและเลือกสนับสนุนองค์กรที่น่าเชื่อถือได้ด้วยตัวเอง
    • มีมาตรการสนับสนุนมูลนิธิสุจริตให้เติบโตบนมาตรฐานสูง เช่น ระบบตรารับรองความโปร่งใสหรือระดับความน่าเชื่อถือที่ออกโดยรัฐหรือหน่วยงานกลาง
    • ยกระดับทั้งระบบให้แข็งแรงขึ้น
    • ปิดช่องกลับมาของเครือข่ายเดิมด้วยการเชื่อมระบบบัญชีดำกรรมการและผู้มีอำนาจควบคุมจริงเข้ากับการจดทะเบียนใหม่
    • ทำให้รัฐเห็นทั้งระบบผ่านทะเบียนกลางและการจัดระดับความเสี่ยง
    • บังคับใช้ระบบรายงานดิจิทัลและตรวจเชิงรุกพร้อมเริ่มเพิกถอนและดำเนินคดีจริง
    • สถาปนามาตรฐานถาวรผ่านระบบต่ออายุสถานะ การเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ และการปิดช่องกลับมาของเครือข่ายเดิม
    • จัดงบ “ให้พอและให้ถูกจุด”
    • จัดงบของนโยบายนี้ควรแบ่งเป็น 4 ก้อนหลักตามภารกิจของ Close Loop ได้แก่ งบพัฒนาระบบข้อมูลและดิจิทัล, งบเสริมกำลังตรวจสอบและบังคับใช้, งบยกระดับมาตรฐานและการเปลี่ยนผ่านสำหรับองค์กรสุจริต, และงบสื่อสารสาธารณะเพื่อฟื้นความเชื่อมั่น
    • พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางและระบบรายงานดิจิทัล (ครอบคลุม การออกแบบสถาปัตยกรรมข้อมูล, การพัฒนาระบบยื่นรายงานออนไลน์, การทำมาตรฐานข้อมูลร่วม, การสร้างระบบ risk scoring, การสร้างเครื่องมือวิเคราะห์ธุรกรรมผิดปกติแบบอัตโนมัติ, งบดูแลความปลอดภัยไซเบอร์และการกำกับสิทธิการเข้าถึงข้อมูลของเจ้าหน้าที่)
    • เสริมกำลังการตรวจสอบเชิงลึกและการบังคับใช้กฎหมายแบบบูรณาการ (ครอบคลุม ค่าใช้จ่ายในการตั้งหน่วยปฏิบัติการร่วม, ค่าอบรมเพิ่มศักยภาพเจ้าหน้าที่ด้านการตรวจสอบบัญชี, การติดตามเส้นทางเงิน, การตรวจสอบความเชื่อมโยงเครือข่าย, ค่าใช้จ่ายในการลงพื้นที่ตรวจสอบ, การทำปฏิบัติการร่วมหลายหน่วยงาน)
    • สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านและยกระดับมาตรฐานสำหรับมูลนิธิสุจริต (ใช้ไปกับการ ทำคู่มือและเทมเพลตรายงานที่ใช้ง่าย, การจัดอบรมออนไลน์และออฟไลน์ระดับจังหวัด, การตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาแบบคลินิกธรรมาภิบาล, การพัฒนาระบบที่ทำให้การยื่นรายงานไม่เป็นภาระเกินจำเป็น)
    • สื่อสารสาธารณะและการสร้างความเชื่อมั่น (ใช้เพื่อ สร้างระบบสื่อสารข้อมูลสาธารณะที่ประชาชนเข้าใจง่าย เช่น เว็บไซต์ทะเบียนสาธารณะ, รายงานความโปร่งใส, การประชาสัมพันธ์มาตรฐานใหม่, และการสร้างช่องทางตรวจสอบสถานะมูลนิธิแบบรวดเร็ว)
    • อุดรูรั่วของรัฐในมิติที่มองไม่เห็น
    • สร้าง ระบบ Close Loop ที่ติดตามเส้นทางเงินได้
    • “รักษาโครงสร้างความไว้ใจของสังคมไทย”
    • สร้างระบบกำกับที่มีมาตรฐานสูงและทำงานแบบใช้ข้อมูลเป็นตัวนำ
    • ลงทุนเชิงระบบเพื่อให้ “สังคมช่วยสังคม” ทำงานได้เต็มศักยภาพภายใต้ความโปร่งใส
    • ลงทุนเพื่อ “ลดความเสียหายที่มองไม่เห็น”
    • ยึดหรืออายัดทรัพย์ที่ได้มาโดยมิชอบ
    • ออกแบบให้มาตรการเป็นแบบตามระดับความเสี่ยง
    • มี เครื่องมือช่วยเหลือให้ผู้สุจริตปรับตัวได้
    • ทำให้กระบวนการตรวจสอบและเพิกถอนมีเกณฑ์ชัด มีขั้นตอนอุทธรณ์ และมีการเปิดเผยเหตุผลอย่างเป็นธรรม
    • ยึดหลัก Close Loop อย่างแท้จริง คือไปถึงผู้มีอำนาจควบคุมจริงและเส้นทางทรัพย์สิน
    • “ปิดวงจรอำนาจสีเทาที่แฝงตัวในชื่อการทำดี” ด้วยการยกระดับระบบกำกับดูแลมูลนิธิและองค์กรไม่แสวงหากำไรของไทย
    • เปลี่ยนการกำกับจากระบบที่เชื่อเอกสารและรอเหตุการณ์ ไปสู่ระบบที่เชื่อข้อมูลและตรวจจับพฤติกรรมจริง โดยใช้แนวคิด Close Loop เป็นสถาปัตยกรรมหลัก
    • ทำให้มูลนิธิเถื่อน “เกิดยาก อยู่ยาก ซ่อนเงินยาก และหนีความรับผิดยาก” (ตั้งแต่ต้นน้ำของการจดทะเบียน, ผ่านกลางน้ำของการเงินและการดำเนินงาน, ไปจนถึงปลายน้ำของการเพิกถอน ยึดทรัพย์ และการปิดช่องกลับมาใหม่ของเครือข่ายเดิม)
    • ตัดท่อการเงินและเครือข่าย ที่ใช้สถานะกึ่งสาธารณะเป็นเครื่องมือ
    • จัดระเบียบมูลนิธิเถื่อน
    • ปกป้องระบบการให้ของสังคมไทย
    • ปราบอย่างเด็ดขาดต่อองค์กรบังหน้าที่มีเจตนาแฝง โดยใช้การตรวจเชิงข้อมูล, การเพิกถอนสถานะ, การขึ้นบัญชีดำผู้บริหาร, และการยึดทรัพย์เป็นอาวุธหลัก
    • คุ้มครองและยกระดับมูลนิธิสุจริตด้วยมาตรฐานที่ชัดเจน, ระบบรายงานที่ไม่เป็นภาระเกินจำเป็น, และการสร้างกลไกความน่าเชื่อถือที่ประชาชนตรวจสอบได้
    • สร้าง ระบบ Close Loop เพื่อให้ การตรวจสอบเป็นเรื่องของข้อมูลและหลักฐาน ไม่ใช่เรื่องของอำนาจและเส้นสาย
    • ปกป้องภาคประชาสังคมจากการถูกบ่อนทำลายโดยองค์กรบังหน้า
    • ตัดวงจรทุนสีเทาที่ใช้คำว่าการกุศลเป็นเกราะกำบัง
    • สร้างระบบถาวรที่ทำให้ประชาชนกลับมามั่นใจว่า การทำดีของเขาจะไม่ถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือของความผิดอีกต่อไป

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • การทำดีที่แท้จริงได้รับการคุ้มครอง
  • การทำดีปลอมที่แฝงผลประโยชน์และอำนาจสีเทาจะถูกกำจัดออกจากระบบอย่างเด็ดขาด
  • ภาคประชาสังคมที่สุจริตสามารถยืนอยู่ได้อย่างสง่างามและได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนมากขึ้น
  • องค์กรบังหน้าจะสูญเสียพื้นที่ในการดำรงอยู่ เพราะไม่สามารถหลบเลี่ยงการตรวจสอบเชิงเนื้อหาและเชิงการเงินได้อีกต่อไป
  • การตรวจสอบไม่ใช่การทำงานแบบต่างคนต่างทำ แต่เป็นการทำงานแบบข้อมูลไหลต่อเนื่องและตรวจสอบย้อนกลับได้จริง
  • เมื่อเงินเข้าองค์กร ระบบต้องเห็น เมื่อเงินถูกใช้ ระบบต้องตามได้ และเมื่อพบความผิด ระบบต้องไปถึงตัวบุคคลและทรัพย์สินได้โดยไม่ติดหล่มช่องว่างทางกฎหมายหรือความล่าช้าทางราชการ
  • นโยบายนี้เป็นการ “คืนความศักดิ์สิทธิ์ให้คำว่าการกุศล” ผ่านระบบกำกับดูแลแบบสมัยใหม่ที่เข้มแข็งพอจะจัดการอาชญากรรม แต่ยุติธรรมพอจะคุ้มครองผู้สุจริต และชาญฉลาดพอจะใช้ข้อมูลเป็นตัวนำแทนการไล่จับแบบสุ่มหรือรอเรื่องร้องเรียนจนเสียหายไปแล้ว
  • ระบบมูลนิธิไทยกลับสู่แก่นแท้ คือเป็นทรัพย์สินเพื่อสาธารณประโยชน์ ไม่ใช่เครื่องมือของทุนสีเทา ไม่ใช่ช่องทางการเมืองเงา และไม่ใช่โรงงานสร้างภาพเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
  • ยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลของประเทศให้ประชาชนเชื่อมั่นได้ว่า การบริจาคหนึ่งบาทของเขาจะไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือของความผิด แต่จะกลายเป็นพลังสาธารณะที่สร้างผลจริงในสังคมไทย
  • รัฐสามารถวัดผลได้จริงว่า “ปราบได้ ปิดได้ และไม่กลับมาใหม่”
  • ระบบมูลนิธิและองค์กรไม่แสวงหากำไรของประเทศไทยกลายเป็นระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้านทานการแฝงตัวของอำนาจสีเทาได้ด้วยตัวเอง
  • การตั้งมูลนิธิเถื่อนเกิดได้ยาก การดำเนินงานแบบบังหน้าอยู่ได้ไม่นาน และการใช้สถานะการกุศลเพื่อซ่อนเงินหรืออำนาจจะถูกตรวจจับได้โดยอัตโนมัติ
  • ทะเบียนมูลนิธิของรัฐเป็นทะเบียนที่สะอาดและเชื่อถือได้ ไม่ใช่คลังรายชื่อที่มีองค์กรซ้ำซ้อน ปลอมตัว หรือหมดสภาพแต่ยังคงสถานะไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ
  • การตั้งมูลนิธิในเชิงบังหน้าทำได้ยากขึ้นมากจนไม่คุ้มเสี่ยง
  • “ต้นทุนของการปลอม” สูงขึ้นและถูกจับได้ตั้งแต่ก่อนเกิด
  • เงินบริจาคทุกก้อนที่มีนัยสำคัญสามารถถูกติดตามได้ว่าเข้ามาจากใคร ผ่านช่องทางใด ถูกใช้ไปกับอะไร และสุดท้ายไปจบที่ใครหรือหน่วยงานใด
  • รัฐสามารถตรวจพบความผิดปกติได้จากรูปแบบธุรกรรม ไม่ใช่รอให้มีคนร้องเรียน
  • การฟอกเงินผ่านมูลนิธิทำได้ยากขึ้นอย่างก้าวกระโดด และทำให้การระดมทุนผิดกฎหมายสูญเสียเครื่องมือที่เคยใช้ได้ผล
  • ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการบริจาคและภาคประชาสังคมได้รับการฟื้นฟู
  • ประชาชนสามารถแยกองค์กรที่น่าเชื่อถือออกจากองค์กรเสี่ยงได้ด้วยข้อมูลที่เปิดเผยและตรวจสอบได้ง่าย รวมถึงทำให้ผู้บริจาครู้สึกว่าการบริจาคของตนมีความหมายและปลอดภัย ไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือของความผิด
  • เงินบริจาคไหลกลับไปสู่ภาคสาธารณะที่แท้จริง เพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาสังคมโดยไม่เพิ่มภาระงบประมาณรัฐโดยตรง
  • มูลนิธิที่สุจริตต้องได้รับการคุ้มครองและได้ประโยชน์จากระบบใหม่ เพราะความโปร่งใสจะกลายเป็นแต้มต่อในการได้รับความเชื่อมั่นและการสนับสนุนมากขึ้น
  • ประเทศไทยเป็นรัฐที่มีมาตรฐานธรรมาภิบาลด้านองค์กรไม่แสวงหากำไรในระดับที่เทียบได้กับสากล
  • เมื่อระบบถูกยกระดับจนเข้มแข็งพอ นโยบายนี้จะไม่ใช่เพียงการปราบปราม แต่จะกลายเป็น “โครงสร้างถาวร” ที่ทำให้ความศรัทธาของประชาชนกลับมาอยู่บนฐานของความจริงและความโปร่งใสอีกครั้ง
  • ตัวระบบเป็นผู้บังคับให้เกิดความโปร่งใสโดยอัตโนมัติ และระบบยังตรวจพบพฤติกรรมผิดปกติได้ และยังสามารถไปถึงบทลงโทษได้จริง
  • มูลนิธิเถื่อนอยู่ยาวไม่ได้
  • เส้นทางเงินของมูลนิธิ “โปร่งใส ตรวจสอบได้ และย้อนกลับได้” ในระดับที่เพียงพอสำหรับการป้องกันการฟอกเงินและการระดมทุนผิดกฎหมาย
  • รัฐเห็นว่าเงินก้อนนี้เข้ามาเพื่ออะไร และถูกใช้ไปเพื่ออะไร ลดพื้นที่การตีความและการบิดเบือน
  • การทุจริตมีต้นทุนสูงขึ้น
  • รัฐ “มองเห็นพฤติกรรมผิดปกติ” ก่อนที่ประชาชนจะเสียหาย และก่อนที่เงินจะถูกย้ายออกไปจนตามไม่ทัน
  • มูลนิธิเถื่อนไม่สามารถสร้างเอกสารสวย ๆ เพื่อหลอกระบบได้
  • การปราบปราม “น่าเชื่อถือ”
  • คนผิดหมดทางกลับมา
  • ไม่ให้กลับมาตั้งหรือบริหารมูลนิธิใหม่ได้ในระยะยาว
  • การตัดวงจรอาชญากรรมต้องทำให้คนผิด “เสียทรัพย์” ไม่ใช่แค่เสียชื่อ
  • มูลนิธิเถื่อนหมดแรงและหมดทุน
  • ประชาชนเห็นว่าเงินที่ถูกโกงไปสามารถถูกนำกลับมาใช้เพื่อสาธารณะได้จริง
  • กลไกเสริมที่ทำให้ Close Loop ไม่หลุดวงจร
  • ทั้ง 4 ชั้นทำงานต่อเนื่อง
  • ระบบไม่ถูกเจาะง่าย
  • มูลนิธิเถื่อนจะถูกตัดตลาดและตัดความน่าเชื่อถือโดยอัตโนมัติ
  • สร้างแรงจูงใจให้ภาคประชาสังคมเลือกเดินบนมาตรฐานสูง
  • คนดีอยู่ได้ง่ายขึ้น
  • การเพิกถอนครั้งหนึ่ง จะเป็น การตัดรากเครือข่าย
  • มูลนิธิสุจริตได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้น
  • ประชาชนกลับมาบริจาคอย่างมั่นใจ
  • คำว่าการกุศลกลับมามีความหมายบนฐานของความจริงอีกครั้ง
  • สร้างผลลัพธ์ได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องพึ่งแรงกระแทกทางการเมืองตลอดเวลา
  • การคงอยู่ของมูลนิธิทุกแห่งต้องอยู่ภายใต้การพิสูจน์ความโปร่งใสเป็นระยะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • รัฐมองเห็นทั้งระบบก่อนเริ่มปราบจริง
  • ลดความซ้ำซ้อน ของทะเบียนกลาง
  • เชื่อมโยงข้อมูลที่จำเป็นต่อการตรวจสอบ
  • รัฐใช้พลังงานอย่างฉลาด ในการตรวจสอบ
  • การปราบมูลนิธิเถื่อน ไม่ ยากขึ้น จากแรงต้านทางสังคม
  • การปราบมูลนิธิเถื่อนเริ่มต้นจากจุดที่มีโอกาสพบความผิดสูงที่สุด
  • ระบบบังคับให้โปร่งใส
  • มูลนิธิเถื่อนจะไม่มีพื้นที่ซ่อนเงินและสร้างภาพได้เหมือนเดิม
  • ระบบไม่ต้องไล่ตามคนไม่ส่งเอกสาร
  • ตัวระบบจะผลักให้ องค์กรที่ไม่ส่งเอกสาร เข้าสู่โหมดตรวจเอง
  • รัฐตอบคำถามได้ 3 เรื่อง คือ เงินมาจากไหน เงินไปไหน และเกิดผลอะไร
  • เงินบริจาคไม่สามารถถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์โดยอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายรวมได้ง่ายอีกต่อไป
  • รัฐและประชาชนตรวจสอบได้ว่าโครงการที่ระดมทุนมีการใช้เงินจริงหรือไม่
  • มูลนิธิเถื่อนสร้างโครงการปลอมเพื่อรับเงินแล้วโยกออกได้ยากขึ้น
  • การตรวจสอบเป็นเชิงรุก ไม่รอคนร้องเรียนหรือเกิดคดีใหญ่
  • การลงตรวจจึงเป็นการตัดช่องการสร้างภาพ
  • กรรมการและผู้มีอำนาจควบคุมจริงต้องถูกขึ้นบัญชีดำไม่ให้กลับมาตั้งใหม่ได้ง่าย
  • ทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบต้องถูกติดตาม ยึด อายัด หรือริบตามกระบวนการที่กฎหมายรองรับ
  • เครือข่ายสีเทา “เสียทุน” และไม่สามารถตั้งใหม่แล้วทำซ้ำได้ทันที
  • ระบบนี้กลายเป็นมาตรฐานถาวรของรัฐไทย
  • มูลนิธิเถื่อนเกิดใหม่ได้ยาก
  • มูลนิธิเถื่อนอยู่ไม่ได้โดยอัตโนมัติ
  • ระบบต้องมีการลดระดับสถานะหรือเข้าสู่โหมดตรวจสอบทันที หากองค์กรไม่ยื่นรายงานหรือไม่ผ่านมาตรฐาน
  • ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ง่ายและเลือกสนับสนุนองค์กรที่น่าเชื่อถือได้ด้วยตัวเอง
  • ความโปร่งใสจะกลายเป็นแรงกดดันทางสังคมที่ทำให้มูลนิธิเถื่อนอยู่ยากขึ้นโดยอัตโนมัติ
  • องค์กรที่ไม่โปร่งใสจะถูกตั้งคำถามทันที และจะสูญเสียความน่าเชื่อถือในการระดมทุน
  • มูลนิธิที่ทำงานจริงได้ประโยชน์จากระบบใหม่ในเชิงความเชื่อมั่นและการเข้าถึงความร่วมมือ
    • ระบบ...แข็งแรงขึ้น
    • ระบบต้องตรวจจับ บุคคลที่เคยถูกเพิกถอนเพราะทุจริตกลับมาตั้งองค์กรใหม่ ได้ตั้งแต่ต้นทาง
    • Close Loop สมบูรณ์ และเป็นการล็อกวงจรไม่ให้เริ่มใหม่ได้ง่าย
    • มูลนิธิเถื่อนอยู่ไม่ได้ในประเทศไทย
    • มูลนิธิสุจริตทำงานได้ง่ายขึ้นและได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้นอย่างเป็นระบบ
    • ความเสียหายระดับมหาศาลลดลง
    • ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและความมั่นคงสูงมากในเชิงอัตราส่วน
    • ต้นทุนต่อการตรวจสอบหนึ่งเคสจะลดลงเรื่อย ๆ
    • รัฐสามารถใช้ระบบเดียวกันกับการกำกับองค์กรประเภทอื่นได้ในอนาคต (เช่น สมาคม, กองทุน, หรือโครงการสาธารณะต่าง ๆ)
    • ปกป้องภาคประชาสังคมที่แท้จริงจากการถูกแอบอ้างและถูกใช้เป็นเครื่องมือของอำนาจสีเทา
    • ผลกระทบเชิงบวกเกิดขึ้นใน 5 ระดับ ได้แก่ ระดับความมั่นคงของรัฐ, ระดับเศรษฐกิจและระบบการเงิน, ระดับความเชื่อมั่นสาธารณะและทุนทางสังคม, ระดับธรรมาภิบาลและภาพลักษณ์ประเทศ, และระดับประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรเพื่อสาธารณะ
    • ลดความเสียหายที่เกิดจากเงินผิดกฎหมายและการทุจริต
    • เพิ่มประสิทธิภาพของเงินบริจาคให้ไปถึงประชาชนที่ควรได้รับจริง
    • ลดภัยคุกคามต่อความมั่นคงของรัฐในรูปแบบใหม่
    • มีผลต่อเสถียรภาพระยะยาวอย่างมาก
    • ลดความเสี่ยงเชิงเศรษฐกิจและระบบการเงิน โดยเฉพาะในมิติการฟอกเงินและการซ่อนทรัพย์สิน
    • เงินผิดกฎหมายถูกผลักออกจากระบบสาธารณะ
    • ลดพื้นที่ที่ทุนสีเทาจะใช้เป็นเครื่องมือในการแปลงเงินสกปรกให้กลายเป็นเงินสะอาด
    • ลดโอกาสที่กิจกรรมผิดกฎหมายจะขยายตัว
    • ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการบริจาคและการทำงานเพื่อสาธารณะ
    • มูลนิธิที่สุจริตจะได้รับประโยชน์โดยตรง
    • ความโปร่งใสจะกลายเป็นแต้มต่อในการระดมทุนและทำงานร่วมกับภาคเอกชนได้มากขึ้น
    • มูลนิธิเถื่อนจะถูกตัดตลาดโดยอัตโนมัติ และความน่าเชื่อถือปลอมจะขายไม่ได้อีกต่อไป
    • เงินบริจาคจะไหลไปสู่พื้นที่ที่สร้างผลลัพธ์จริงมากขึ้น
    • เพิ่มประสิทธิภาพของทรัพยากรสาธารณะโดยไม่ต้องเพิ่มงบประมาณรัฐ
    • ยกระดับธรรมาภิบาลของประเทศและภาพลักษณ์ในสายตานานาชาติ
    • ประเทศมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นในเชิงสถาบัน
    • ลดความเสี่ยงเชิงชื่อเสียงในเวทีระหว่างประเทศ
    • เพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากรเพื่อสาธารณะ
    • ลดภาระรัฐในระยะยาว
    • ปัญหาสังคมจำนวนมากจะถูกบรรเทาโดยภาคประชาสังคมที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้รัฐไม่ต้องแบกรับภาระทั้งหมดเพียงลำพัง
    • ลดการฟอกเงิน, ลดการฉ้อโกง, ลดการสูญเสียทรัพยากรบริจาค, และลดการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของสังคม
    • ทรัพย์สินที่ยึดได้จากการกระทำผิดสามารถถูกนำกลับคืนสู่สาธารณะ
    • นโยบายมีลักษณะ self-financing บางส่วนในระยะยาว
    • สร้าง “ภูมิคุ้มกันของรัฐ” ต่อการใช้สถานะสาธารณะเป็นเครื่องมือผิดกฎหมาย
    • คืนความหมายของการกุศลให้กลับมาอยู่บนฐานของความจริง
    • เงินบริจาคของประชาชนถูกใช้เพื่อสาธารณะอย่างแท้จริงมากขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มภาระงบประมาณรัฐ
    • ลดความเสียหายเชิงระบบ
    • ระบบกำกับดูแลมูลนิธิและองค์กรไม่แสวงหากำไรของไทยกลายเป็นโครงสร้างรัฐสมัยใหม่ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และบังคับใช้ได้จริงถึงตัวบุคคลและทรัพย์สิน
    • สร้างภูมิคุ้มกันเชิงสถาบันให้รัฐไทยในระยะยาว
    • ปกป้องอธิปไตยของรัฐในเชิงโครงสร้าง
    • ลดพื้นที่ของทุนสีเทา
    • ความน่าเชื่อถือของระบบเศรษฐกิจโดยรวมจะสูงขึ้น
    • สร้างผลตอบแทนเชิงสถาบันที่ยั่งยืน
    • คนดีทำงานง่ายขึ้น
    • คนโกงไม่มีพื้นที่แอบอ้างทำดีอีกต่อไป
    • เครือข่ายสีเทาเสียทั้งชื่อ, เสียทั้งทุน, และหมดทางกลับมาใหม่ง่าย ๆ
    • ภาคประชาสังคมที่แท้จริงแข็งแรงขึ้น
    • การใช้สถานะสาธารณะเพื่อผลประโยชน์แอบแฝงจะไม่มีที่ยืน
    • การตรวจสอบเป็นเรื่องของข้อมูลและหลักฐาน ไม่ใช่เรื่องของอำนาจและเส้นสาย
    • ยกระดับรัฐไทยจากการบริหารแบบปล่อยช่องว่าง ไปสู่รัฐที่ปกครองด้วยมาตรฐานและความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้จริง
    • ประชาชนกลับมามั่นใจว่า การทำดีของเขาจะไม่ถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือของความผิดอีกต่อไป
    • การทำดีต้องโปร่งใส
    • การแอบอ้างทำดีเพื่อผลประโยชน์แอบแฝงจะไม่มีที่ยืนในสังคมไทย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • องค์กรไม่แสวงหากำไร
  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ระยะต้น: การสร้างฐานข้อมูลและกรอบมาตรฐานใหม่
  • ระยะกลาง: การบังคับใช้ระบบรายงานดิจิทัลและการตรวจเชิงรุกเต็มรูปแบบ
  • ระยะยาว: การสถาปนาระบบถาวร

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • “หลักร้อยล้านบาทต่อปี”

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของรัฐ (ซึ่งโดยธรรมชาติจะอยู่ในหมวดงบลงทุนหรือหมวดค่าครุภัณฑ์และค่าจ้างพัฒนาระบบตามแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ)
  • หมวดงบดำเนินงานและงบบุคลากรตามกรอบปกติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • หมวดงบพัฒนาศักยภาพและบริการสาธารณะ (สามารถทำร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษาหรือภาคเอกชนได้ในรูปแบบความร่วมมือเพื่อลดต้นทุน)
  • “งบเดิมของหน่วยงานเดิม” มาปรับโครงสร้างการใช้จ่ายใหม่ แล้วเติมงบลงทุนด้านระบบดิจิทัลและการบูรณาการเพิ่มเฉพาะส่วนที่จำเป็น
  • งบประมาณแผ่นดินตามภารกิจปกติของรัฐ (ที่สอดคล้องกับกลไกการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีของไทยที่แบ่งเป็นงบบุคลากร, งบดำเนินงาน, งบลงทุน, งบเงินอุดหนุน, และงบรายจ่ายอื่น)
  • งบดำเนินงานและงบบุคลากรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมาย (เช่น งานทะเบียน, งานตรวจสอบ, งานสืบสวน, และงานปราบปรามอาชญากรรมเศรษฐกิจ)
  • งบลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของรัฐ (จัดสรรภายใต้โครงการพัฒนาระบบข้อมูลและการบริการภาครัฐดิจิทัล)
  • กลไกงบประมาณแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานผ่านโครงการร่วม (เช่น เจ้าภาพหลักด้านทะเบียนและฐานข้อมูล, เจ้าภาพร่วมด้านการเงินและการตรวจสอบ, และเจ้าภาพร่วมด้านการบังคับใช้กฎหมาย)
  • “ทรัพย์สินที่ยึดได้จากการกระทำผิด” (นำกลับมาเป็นทุนสนับสนุนการยกระดับระบบในอนาคตในรูปแบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย)
รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาเชิงโครงสร้างของ สถาปัตยกรรมอำนาจรัฐ ที่ถูกออกแบบให้รวมศูนย์และทับซ้อนหน้าที่ไว้ในองค์กรเดียวอย่างยาวนาน จนขัดกับหลักนิติรัฐสมัยใหม่โดยพื้นฐาน
  • โครงสร้างตำรวจไทยในปัจจุบันถือครองอำนาจครบวงจรตั้งแต่การตรวจจับ การกล่าวหา การรวบรวมสำนวน การใช้ดุลพินิจในการเปรียบเทียบปรับ ไปจนถึงการจัดการผลลัพธ์ทางปฏิบัติในระดับพื้นที่ ซึ่งในเชิงทฤษฎีรัฐศาสตร์และกฎหมายมหาชน นี่คือโครงสร้างที่มี conflict of interest เชิงสถาบัน ฝังอยู่ในตัวเอง
  • โครงสร้างตำรวจไทยกลับผูกบทบาทการจับกุมเข้ากับแรงจูงใจด้านค่าปรับ โควตาผลงาน และแรงกดดันจากสายบังคับบัญชาในระดับพื้นที่
  • การบังคับใช้กฎหมายไม่สามารถหลีกเลี่ยงการถูก “บิดรูป” ด้วยตรรกะทางเศรษฐศาสตร์ของแรงจูงใจได้
  • เมื่อผู้บังคับใช้กฎหมายมีอำนาจครบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ กลไกตรวจสอบจะอ่อนแรงลงโดยโครงสร้าง
  • ระบบพึ่งพา “ดุลพินิจเฉพาะหน้า” มากกว่ากติกาที่เป็นมาตรฐานเดียวทั่วประเทศ
  • ระบบจะผลักพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่จากบทบาท “ผู้รักษากฎหมาย” ไปสู่บทบาท “ผู้จัดการผลลัพธ์จากกฎหมาย” โดยอัตโนมัติ เมื่อดุลพินิจถูกใช้ในสภาพแวดล้อมที่มีแรงจูงใจทางรายได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าปรับอย่างเป็นทางการหรือผลประโยชน์นอกระบบ
  • แรงจูงใจที่ฝังอยู่ในโครงสร้างกลับให้รางวัลกับจำนวนการจับ จำนวนใบสั่ง หรือความสามารถในการจัดการสถานการณ์เฉพาะหน้า มากกว่าการลดอุบัติเหตุ การป้องกันอาชญากรรม หรือการสร้างความไว้วางใจของประชาชน
  • ผลลัพธ์เชิงระบบปรากฏในรูปแบบที่ประชาชนคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นด่านลอยที่ไม่มีฐานข้อมูลรองรับ การเลือกปฏิบัติในการบังคับใช้กฎหมาย การใช้ข้อกฎหมายเป็นเครื่องต่อรอง และความไม่สม่ำเสมอในการปฏิบัติหน้าที่ระหว่างพื้นที่หรือระหว่างกลุ่มประชาชน
  • ความไม่ไว้วางใจของประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ ต่อกฎหมาย และต่อรัฐ จะสะสมจนกลายเป็นปัญหาเชิงความชอบธรรม (legitimacy crisis) ในระดับฐานราก เมื่อพฤติกรรมเหล่านี้ดำรงอยู่เป็นเวลานาน
  • ระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมและตำรวจอยู่ในระดับต่ำกว่าสถาบันรัฐหลักอื่นอย่างมีนัยสำคัญ
  • ประเทศที่ระบบบังคับใช้กฎหมายรวมศูนย์อำนาจและผูกกับแรงจูงใจทางรายได้ มักเผชิญปัญหาการเลือกปฏิบัติและความไม่เสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมายสูงกว่าประเทศที่แยกบทบาทการจับ การตัดสิน และการจัดเก็บรายได้ออกจากกันอย่างชัดเจน
  • โครงสร้างการบังคับบัญชาแบบรวมศูนย์ ทำให้แรงกดดันจากบนลงล่างสามารถแปลงเป็นพฤติกรรมในระดับพื้นที่ได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นแรงกดดันเชิงผลงาน เชิงสถิติ หรือเชิงผลประโยชน์
  • การตั้งเป้าผลงานโดยอาศัยตัวเลขการจับหรือการปรับ โดยไม่ผูกกับผลลัพธ์ด้านความปลอดภัยหรือความพึงพอใจของประชาชน ทำให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการถูกบังคับให้ “ทำให้ตัวเลขสวย” มากกว่าทำให้พื้นที่ปลอดภัย
  • มาตรการอบรมคุณธรรม การรณรงค์จริยธรรม หรือการเพิ่มโทษทางวินัย เพียงอย่างเดียวพยายามแก้ “พฤติกรรมของคน” ในขณะที่ปล่อยให้ “โครงสร้างของแรงจูงใจ” คงอยู่เหมือนเดิม จึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้
  • หากโครงสร้างรางวัลและบทลงโทษยังเหมือนเดิม ระบบจะยังคงผลิตผลลัพธ์แบบเดิมไม่ว่าคนในระบบจะเปลี่ยนไปกี่รุ่นก็ตาม
  • เจ้าหน้าที่จะถูกบีบให้ปรับพฤติกรรมให้สอดคล้องกับระบบ หรือไม่ก็ถูกผลักออกจากระบบในที่สุด หากพวกเขาทำงานอยู่ในระบบที่ให้รางวัลกับการใช้ดุลพินิจแบบไม่โปร่งใส และลงโทษความเคร่งครัดตามกติกาที่ไม่เอื้อต่อ “ผลงานเชิงตัวเลข” ในระยะสั้น
  • อำนาจการใช้กำลังของรัฐถูกผูกเข้ากับผลประโยชน์จากการใช้กฎหมายนั้นเอง ซึ่งบ่อนทำลายความเป็นกลางของกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ำ และกัดกร่อนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายในสายตาประชาชนอย่างช้า ๆ แต่ต่อเนื่อง
  • การปราบปรามคอร์รัปชันเชิงปัจเจกจะเป็นเพียงการตัดยอดวัชพืช โดยปล่อยให้รากของปัญหายังคงอยู่และงอกใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากไม่แก้ที่โครงสร้าง
  • คอร์รัปชันในกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นไม่ได้เกิดจาก “คนไม่ดีจำนวนมาก” แต่เกิดจากการออกแบบระบบที่เปิดพื้นที่ให้ผลประโยชน์ทับซ้อนกลายเป็นเรื่องปกติ
  • หากยังมีช่องให้ตำรวจเป็นผู้ปิดจบหรือมีแรงจูงใจทางรายได้ ระบบจะไม่เปลี่ยนจริง
  • หากช่องทางโต้แย้งมีต้นทุนสูง ประชาชนจะไม่รู้สึกว่าระบบยุติธรรมขึ้น และจะยอมจำนนหรือเข้าสู่การต่อรองเหมือนเดิม
  • หากระบบข้อมูลไม่ปลอดภัยและตรวจสอบไม่ได้ จะเกิดความไม่ไว้วางใจรูปแบบใหม่
  • ระบบที่พึ่งพาดุลพินิจและความเชื่อใจในตัวบุคคล ของรัฐ
  • การใช้อำนาจและผลประโยชน์ทางการเงินผูกพันกันอย่างแยกไม่ออกมาเป็นเวลานาน
  • เดิมรัฐมักเรียกร้องความเชื่อถือจากประชาชนผ่านคำประกาศ
  • ต้นทุนจากการรีดไถ ความไม่แน่นอนในการบังคับใช้กฎหมาย หรือความเสี่ยงเชิงสถาบันที่นักลงทุนต้องเผชิญ
  • หากยังวัดตำรวจด้วยยอดจับ ระบบจะผลักให้ตำรวจทำงานแบบ “เพิ่มการเผชิญหน้า” มากกว่าการ “ลดความเสี่ยง” และทำให้การใช้กฎหมายกลายเป็นเครื่องมือสร้างตัวเลขแทนการสร้างความปลอดภัย

จะทำอะไร (Action)

  • แยกอำนาจตามหน้าที่เพื่อเปลี่ยน “จุดเผชิญหน้า” ระหว่างประชาชนกับรัฐให้มีมาตรฐานเดียว
  • ปลดตำรวจออกจากการเป็นคู่ขัดแย้งทางผลประโยชน์โดยโครงสร้าง
  • ทำให้เงินค่าปรับกลับเป็นรายได้รัฐจริง
  • ตัดการจูงใจเชิงรายได้
  • แยกบทบาทให้ชัด และสร้างจุดถ่วงดุล
  • ตำรวจทำหน้าที่ตรวจจับ ป้องปราม เก็บพยานหลักฐาน
  • หน่วยพิจารณากลาง/ศาล ทำหน้าที่ชี้ขาดความผิดและลงโทษ
  • หน่วยจัดเก็บ ทำหน้าที่รับชำระและนำส่งคลัง
  • สร้างมาตรฐานขั้นต่ำ เช่น หลักฐานขั้นต่ำที่ต้องมีต่อข้อกล่าวหา, รูปแบบใบสั่งดิจิทัล, ช่องทางโต้แย้ง, ระยะเวลาพิจารณา
  • ระบบใหม่ต้องทำให้ทุกเหตุการณ์มีร่องรอยดิจิทัล
  • ใช้ข้อมูลจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ จุดอาชญากรรมซ้ำซ้อน และช่วงเวลาความเสี่ยง เพื่อวางกำลัง
  • เปลี่ยนการตั้งด่านจาก “ด่านเพื่อจับ” เป็น “ด่านเพื่อป้องกัน” โดยต้องมีเหตุผลเชิงข้อมูลและการอนุมัติล่วงหน้า
  • แยก “ภารกิจความปลอดภัย” ออกจาก “ภารกิจรายได้” อย่างเด็ดขาด
  • ทุกการเรียกตรวจต้องสร้าง “เหตุการณ์ดิจิทัล (Digital Event)” ทันที
  • กำหนดว่าการกล่าวหาเกิดได้ต่อเมื่อมีหลักฐานขั้นต่ำครบ (เช่น ภาพ/วิดีโอ/พิกัด/ข้อมูลจากกล้องเมือง/อุปกรณ์ตรวจจับ)
  • หลักฐานต้องถูกส่งขึ้นระบบกลางทันทีเพื่อตัดช่อง “เลือกส่ง–เลือกไม่ส่ง”
  • ใบสั่ง/ข้อกล่าวหาเข้าสู่ศูนย์พิจารณากลางหรือศาลจราจรดิจิทัล
  • ระบบคัดกรองเบื้องต้นทำได้ แต่ต้องมีหลัก “มนุษย์ทบทวนได้เสมอ”
  • ประชาชนโต้แย้งได้ในช่องทางเดียว มาตรฐานเดียวทั่วประเทศ
  • ค่าปรับชำระผ่านช่องทางรัฐ/ธนาคาร/ดิจิทัลที่ตรวจสอบได้
  • ตำรวจ “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” กับกระบวนการรับเงินโดยสิ้นเชิง
  • จุดตรวจทุกจุดต้องมีเหตุผล วัตถุประสงค์ ระยะเวลา และผู้อนุมัติ
  • ระบบ Geo-fencing ชี้ว่าด่านอยู่ในพิกัดอนุมัติหรือไม่
  • ข้อกล่าวหาประเภทต่าง ๆ ต้องมี “ชุดหลักฐานขั้นต่ำ” ไม่ใช่คำกล่าวอ้าง
  • ถ้าหลักฐานไม่ครบ ต้องส่งกลับให้จัดทำเพิ่มหรือยกเลิก ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนพิสูจน์ความบริสุทธิ์ฝ่ายเดียว
  • ประชาชนโต้แย้งได้ในเวลาที่กำหนดผ่านแอปหรือเว็บ
  • ประชาชนสามารถแนบหลักฐานเพิ่มได้ เช่น Dashcam พยานบุคคล
  • ผู้ถูกกล่าวหาต้องขอให้มนุษย์พิจารณาได้เสมอ
  • ต้องมีเหตุผลคำวินิจฉัยที่อ่านเข้าใจได้ ไม่ใช่คำตอบแบบกล่องดำ
  • KPI หลักต้องย้ายจาก Output ไป Outcome จากจำนวนใบสั่ง/จับกุม ไปสู่ “อุบัติเหตุลดลง อาชญากรรมลดลง”
  • ใช้ข้อมูลภายนอกช่วยตรวจ เช่น สถิติการบาดเจ็บ/เสียชีวิตจากหน่วยสาธารณสุข เพื่อกันการปั่นตัวเลข
  • โบนัสและความก้าวหน้าผูกกับผลลัพธ์พื้นที่และความโปร่งใสของข้อมูล
  • ตัดความเชื่อมโยงกับค่าปรับโดยสิ้นเชิง
  • ในระยะที่ 1 ออกแบบใบสั่งดิจิทัลมาตรฐานเดียว
  • ในระยะที่ 1 ตั้งศูนย์พิจารณากลางนำร่อง
  • ในระยะที่ 1 เปิดช่องทาง ODR
  • ในระยะที่ 1 บังคับมาตรฐานหลักฐานขั้นต่ำ
  • ในระยะที่ 2 ย้ายคดีที่เหมาะสมเข้าสู่กระบวนการพิจารณากลาง
  • ในระยะที่ 2 ปรับระบบสำนวน/การส่งต่อให้อัยการให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น
  • ในระยะที่ 2 วางระบบตรวจสอบและสุ่มตรวจคุณภาพหลักฐาน
  • ในระยะที่ 3 ปรับระบบประเมินและการเลื่อนขั้นให้ยึดผลลัพธ์ความปลอดภัย
  • ในระยะที่ 3 ทำให้มาตรฐานข้อมูลและการตรวจสอบเป็น “งานประจำ” ไม่ใช่โครงการ
  • แยก “เงิน” ออกจากตำรวจแบบเด็ดขาด
  • มีช่องโต้แย้งต้นทุนต่ำ
  • ระบบข้อมูลต้องปลอดภัยและตรวจสอบได้
  • ตัดขาดความเชื่อมโยงระหว่าง “อำนาจบังคับใช้” กับ “ผลลัพธ์เชิงทรัพยากร”
  • ปลดตำรวจออกจากแรงจูงใจที่บิดเบี้ยว
  • ออกแบบระบบที่การบังคับใช้กฎหมายไม่ถูก “เอนเอียง” ไม่ว่าด้วยเงิน แรงกดดันทางการเมือง ความคาดหวังจากผู้บังคับบัญชา หรือแรงกดดันจากตัวชี้วัดผลงานที่ผิดทิศผิดทาง
  • ออกแบบกระบวนการยุติธรรมใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำในลักษณะสายพานคุณค่า โดยแยกบทบาทอย่างชัดเจนในแต่ละช่วง ตั้งแต่การป้องกัน การจับกุม การสอบสวน ไปจนถึงการตัดสินและการจัดเก็บรายได้
  • ตำรวจจะทำหน้าที่ลาดตระเวนและป้องปรามบนฐานข้อมูลอุบัติเหตุ อาชญากรรม และพฤติกรรมเสี่ยง โดยใช้เทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นหลัก แทนการตั้งด่านเพื่อสร้างรายได้
  • จัดกำลังจะต้องสะท้อนแผนความปลอดภัยเชิงพื้นที่ โดยทุกการปฏิบัติการเชิงพื้นที่ต้องมีเหตุผลเชิงข้อมูลรองรับ
  • การปราบปรามและจับกุมจะต้องอาศัยหลักฐานดิจิทัลครบถ้วน มีการบันทึกผ่านอุปกรณ์ที่ตรวจสอบย้อนหลังได้ทุกครั้ง
  • บทบาทของตำรวจสอบสวนจะถูกกำหนดให้เป็นผู้รวบรวมข้อเท็จจริงอย่างเป็นมืออาชีพ ไม่ใช่ผู้ตัดสินลงโทษ โดยยึดมาตรฐานสำนวนและมาตรฐานพยานหลักฐานที่ส่งต่อให้พนักงานอัยการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การพิจารณาความผิด การปรับ หรือการยกเลิกใบสั่ง จะถูกโอนเข้าสู่กระบวนการพิจารณากลางผ่านระบบดิจิทัลของศาลหรือหน่วยงานอิสระ ซึ่งมีมาตรฐานเดียวทั่วประเทศและตรวจสอบได้
  • ค่าปรับทั้งหมดจะถูกจัดเก็บเข้าสู่คลังหลวง 100 เปอร์เซ็นต์ โดยตัดขาดความเชื่อมโยงระหว่างการจับกุมกับรายได้ของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างสิ้นเชิง
  • ทุกการปฏิบัติหน้าที่ต้องทิ้งร่องรอยดิจิทัลที่แก้ไขไม่ได้ ตั้งแต่การบันทึกภาพและเสียง การแจ้งข้อหา ไปจนถึงตำแหน่งและเวลาการปฏิบัติงาน
  • ระบบจะดำเนินการบันทึกเหตุการณ์ที่เป็นมาตรฐานเดียวทั่วประเทศ
  • ระบบจะดำเนินการสร้างไฟล์หลักฐานที่มีห่วงโซ่การครอบครอง (chain of custody) ที่ตรวจสอบได้
  • ระบบจะดำเนินการส่งข้อมูลขึ้นระบบกลางแบบอัตโนมัติ
  • ระบบจะดำเนินการกำหนดสิทธิประชาชนในการเข้าถึงหลักฐานของตนเองเพื่อโต้แย้งได้ภายในเวลาที่กำหนด
  • การบันทึกผ่านอุปกรณ์ดิจิทัลและการส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบกลางแบบอัตโนมัติ
  • เปลี่ยนระบบประเมินผลของตำรวจจากการวัดผลเชิงปริมาณแบบหยาบ เช่น จำนวนการจับหรือจำนวนใบสั่ง ไปสู่การวัดผลเชิงคุณภาพและผลลัพธ์ต่อสังคม
  • ตัวชี้วัดจะเน้นอัตราการเกิดอุบัติเหตุและอาชญากรรมที่ลดลง ความพึงพอใจและความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่ และความครบถ้วนโปร่งใสของข้อมูลการปฏิบัติงาน
  • ความก้าวหน้าในอาชีพและผลตอบแทนจะเชื่อมโยงกับงบประมาณกลางแบบ performance-based ซึ่งตัดขาดจากค่าปรับโดยสิ้นเชิง
  • ย้ายฐานอำนาจของรัฐ” จากระบบที่พึ่งพาดุลพินิจและความเชื่อใจในตัวบุคคล ไปสู่ระบบที่ตั้งอยู่บนโครงสร้าง แรงจูงใจ และมาตรฐานที่ออกแบบมาให้ตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้น
  • แยกอำนาจการจับออกจากอำนาจการปรับและการตัดสิน
  • ออกแบบให้ “ไม่มีใครได้ประโยชน์ส่วนตัวจากการบังคับใช้กฎหมาย”
  • รัฐจะสร้างความเชื่อถือ” ผ่านหลักฐาน มาตรฐาน และกระบวนการที่ตรวจสอบได้
  • เปลี่ยนระบบยุติธรรมเบื้องต้นของไทยจากระบบที่พึ่งพา “คุณธรรมของคน” ไปสู่ระบบที่พึ่งพา “คุณภาพของโครงสร้าง”
  • การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางจริยธรรมของรัฐ (Ethical Infrastructure of the State)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ความยุติธรรมเป็นกระบวนการ ไม่ใช่การต่อรอง
  • ประชาชนตัดสินใจว่า “รัฐยุติธรรมหรือไม่” มากกว่าที่จะตัดสินจากคำประกาศนโยบายหรือการสื่อสารของรัฐ
  • คืนศักดิ์ศรีและความเชื่อถือให้วิชาชีพ ตำรวจ
  • หากไม่ตัดการจูงใจเชิงรายได้ระบบจะบิดเบี้ยวสู่การทำยอด ไม่ใช่การทำให้ปลอดภัย
  • การแยกบทบาทจะเกิดขึ้นจริงทางระบบงาน
  • จะเกิดมาตรฐานเดียวทั่วประเทศ
  • ประชาชนต้องรู้ว่าถูกเรียกตรวจแล้วจะเกิดอะไรต่อ ไม่ใช่ขึ้นกับว่าเจอใคร เวลาไหน ที่ไหน
  • ทุกเหตุการณ์จะสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทุกเคส
  • หากไม่มีการตรวจสอบย้อนหลังระบบจะกลับไปพึ่งคำบอกเล่าและดุลพินิจเหมือนเดิม
  • การตั้งด่านจะเป็นด่านเพื่อป้องกัน
  • ภารกิจความปลอดภัยแยกขาดจาก ภารกิจรายได้
  • เหตุการณ์ดิจิทัล (Digital Event) สร้างขึ้นทันที
  • มีเวลา พิกัด ผู้ปฏิบัติ และเหตุอันควรสงสัย
  • การกล่าวหาเกิดขึ้นได้เมื่อมีหลักฐานขั้นต่ำครบ
  • ตัดช่อง “เลือกส่ง–เลือกไม่ส่ง” หลักฐาน
  • เงินเข้าคลัง 100%
  • มีรายงานสาธารณะเชิงข้อมูล
  • ระบบขึ้นสัญญาณผิดปกติ (red flag) อัตโนมัติให้ฝ่ายตรวจการ หากตั้งนอกพิกัดที่อนุมัติ
  • จุดตัด “ด่านลอย” แบบโครงสร้าง โดยไม่ต้องรอร้องเรียน
  • ทำให้ตำรวจทำงานง่ายขึ้นในระยะยาว
  • ลดข้อโต้แย้ง ลดแรงปะทะ และลดการร้องเรียน
  • ต้องมี SLA ระยะเวลาพิจารณา เช่น 7–14 วันในคดีจราจรทั่วไป
  • หากโต้แย้งแล้วยังต้องเสียเวลาเท่าเดิม ระบบจะไม่ถูกใช้ และความไม่ศรัทธาจะคงอยู่
  • ป้องกันระบบกลายเป็น “เผด็จการอัลกอริทึม”
  • อุบัติเหตุลดลง อาชญากรรมลดลง
  • ประชาชนเชื่อว่าตำรวจไม่ทำเพราะเงิน
  • ระบบจะไม่เปลี่ยนจริง หากไม่แยก “เงิน” ออกจากตำรวจแบบเด็ดขาด
  • ประชาชนจะไม่รู้สึกว่าระบบยุติธรรมขึ้น หากไม่มีช่องโต้แย้งต้นทุนต่ำ
  • จะเกิดความไม่ไว้วางใจรูปแบบใหม่ หากระบบข้อมูลไม่ปลอดภัยและตรวจสอบไม่ได้
  • การเปลี่ยนสถานะเชิงสถาบัน (Institutional Repositioning) ขององค์กรตำรวจไทยอย่างชัดเจนและเป็นระบบ
  • ตำรวจกลับไปสู่แก่นแท้ของวิชาชีพด้านความปลอดภัย นั่นคือการป้องกัน ปราบปราม และตรวจจับบนฐานกฎหมายและพยานหลักฐาน โดยไม่แบกรับบทบาทที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของงาน เช่น การตัดสินลงโทษหรือการจัดการผลประโยชน์ทางการเงินที่เกิดจากการบังคับใช้กฎหมาย
  • การใช้อำนาจไม่ถูกตั้งคำถามจากสังคมมาอย่างยาวนาน
  • ระบบจะเปิดพื้นที่ให้วิชาชีพตำรวจทำงานอย่างเป็นกลางโดยไม่ต้องต่อรองศีลธรรมกับความอยู่รอดขององค์กร
  • เปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานของตำรวจจากองค์กรที่ประชาชน “หวาดระแวง” ไปสู่องค์กรบริการความปลอดภัยที่ประชาชน “ต้องการให้เข้ามาอยู่ใกล้ชีวิตประจำวัน”
  • ตำรวจปลอดข้อครหาตั้งแต่ต้น และไม่ถูกบีบให้ต้องพิสูจน์ความสุจริตของตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าในโครงสร้างที่เอื้อต่อความเข้าใจผิด
  • ความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจกับประชาชนจะเปลี่ยนจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจไปสู่ความสัมพันธ์เชิงสัญญาทางสังคม (social contract)
  • ประชาชนจะมองตำรวจในฐานะผู้ช่วยลดความเสี่ยงในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ผู้ถืออำนาจลงโทษที่ต้องหลีกเลี่ยง
  • ตำรวจเองจะสามารถยืนอยู่บนศักดิ์ศรีของวิชาชีพได้โดยไม่ต้องกังวลว่าการปฏิบัติหน้าที่จะถูกตีความว่าเป็นการแสวงหาผลประโยชน์
  • รัฐไทยกำลังยกระดับการบังคับใช้กฎหมายจากระบบที่อาศัยดุลพินิจบุคคล ไปสู่ระบบมาตรฐานที่ไม่เอนเอียง และตรวจสอบได้
  • รีเซ็ตความหมายของตำรวจไทย” จากผู้ใช้อำนาจที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง ไปสู่ผู้รักษากฎหมายที่ปลอดจากแรงจูงใจแฝง
  • ฟื้นฟูนิติรัฐ เพราะกฎหมายจะกลับมาศักดิ์สิทธิ์ได้ก็ต่อเมื่อผู้บังคับใช้กฎหมายไม่ถูกผูกพันกับผลประโยชน์ใด ๆ จากการบังคับใช้นั้นเอง
  • ไม่มีอำนาจใดอำนาจหนึ่งครอบงำทั้งระบบ
  • ความยุติธรรมเป็นกระบวนการ” ไม่ใช่ “การปิดจบเฉพาะหน้า”
  • ตำรวจทำงานแบบ “ลดความเสี่ยง” ไม่ใช่ “เพิ่มการเผชิญหน้า”
  • ลดพื้นที่สีเทาของการใช้อำนาจเฉพาะหน้าและลดการโต้เถียงที่ไม่มีข้อยุติ
  • หลักฐาน...เป็น “เกราะคุ้มครองตำรวจ” ที่ปฏิบัติถูกต้องและลดช่องให้ผู้ไม่หวังดีโจมตีการทำงานของเจ้าหน้าที่
  • ลดปัญหาคดีอ่อน ลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่เป็นมาตรฐาน และลดการพึ่งพาความสัมพันธ์นอกระบบ
  • ความยุติธรรมไม่ขึ้นกับอารมณ์ สถานการณ์ หรือความสัมพันธ์เฉพาะหน้า
  • ไม่มีใครได้ประโยชน์ส่วนตัวจากการบังคับใช้กฎหมาย
  • กฎหมายกลับมาเป็นกติกากลาง มากกว่าทรัพยากรที่ต่อรองได้
  • การใช้อำนาจรัฐอยู่ภายใต้ความโปร่งใสแบบค่าเริ่มต้น
  • ลดโอกาสการแก้ไข การลบ หรือการเลือกส่งหลักฐานเฉพาะส่วนที่ได้เปรียบ
  • ลดข้อพิพาท ลดข้อครหา และสร้างความชัดเจนในกระบวนการยุติธรรม
  • ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องจะได้รับการคุ้มครองจากข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรม
  • ประชาชนได้รับหลักประกันว่าการใช้อำนาจจะอยู่ภายใต้กติกาที่ตรวจสอบได้
  • รัฐกลับมาชนะความไว้วางใจด้วยหลักฐานและมาตรฐาน ไม่ใช่ด้วยอำนาจและคำสั่ง
  • ตำรวจทำงานแบบ “ลดความเสี่ยง” มากกว่าการ “เพิ่มการเผชิญหน้า”
  • การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือสร้างความปลอดภัย
  • อัตราการเกิดอุบัติเหตุและอาชญากรรมที่ลดลง
  • ความพึงพอใจและความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่ เพิ่มขึ้น
  • ความครบถ้วนโปร่งใสของข้อมูลการปฏิบัติงาน เพิ่มขึ้น
  • ตำรวจที่ทำให้พื้นที่ปลอดภัยขึ้นจริงจะได้รับการยอมรับและความก้าวหน้า มากกว่าตำรวจที่ทำยอดใบสั่งสูง
  • แรงจูงใจของตำรวจสอดคล้องกับผลประโยชน์สาธารณะ
  • ประชาชนมั่นใจว่าการบังคับใช้กฎหมายไม่ได้เกิดจากแรงจูงใจเรื่องเงิน
  • ตำรวจมีแรงจูงใจทำงานเชิงป้องกันและสร้างความปลอดภัยอย่างแท้จริง แทนการไล่จับเพื่อสร้างสถิติ
  • ตำรวจกลับมาเป็นวิชาชีพด้านความปลอดภัยที่สังคมต้องการ ไม่ใช่วิชาชีพที่สังคมพยายามหลบเลี่ยง
  • ลดเม็ดเงินนอกระบบที่รั่วไหลจากการรีดไถและค่าปรับเถื่อน ซึ่งมีมูลค่าสูงมากในแต่ละปี
  • คืนเงินเหล่านั้นเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างถูกต้อง
  • ลดต้นทุนแฝงในการทำธุรกิจและการใช้ชีวิต ซึ่งกระทบโดยตรงต่อภาคขนส่ง ภาคบริการ และ SME
  • เมื่อต้นทุนแฝงลดลง การแข่งขันของธุรกิจไทยจะดีขึ้นโดยไม่ต้องใช้งบอุดหนุน
  • ความโปร่งใสในด่านหน้าจะส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนและการท่องเที่ยว
  • ฟื้นฟูนิติรัฐจากฐานราก
  • กฎหมายกลับมามีศักดิ์ศรีเพราะไม่มีใครได้ประโยชน์จากการบังคับใช้กฎหมาย
  • ประชาชนกลับมาเชื่อว่ากฎหมายมีไว้เพื่อความยุติธรรม ไม่ใช่เพื่อการต่อรอง
  • เมื่อความเชื่อเชิงสถาบันกลับมา สังคมจะร่วมมือกับรัฐมากขึ้นโดยสมัครใจ
  • ความมั่นคงภายในประเทศจะยั่งยืนขึ้นกว่าการใช้กำลังหรือการปราบปรามเป็นครั้ง ๆ
  • ตัดวงจรแรงจูงใจที่ทำให้การใช้อำนาจและผลประโยชน์ทางการเงินผูกพันกันอย่างแยกไม่ออกมาเป็นเวลานาน
  • ฟื้นฟูหลักนิติรัฐ (Rule of Law) จากระดับปฏิบัติการ
  • กฎหมายจะมีความศักดิ์สิทธิ์ได้ก็ต่อเมื่อผู้บังคับใช้กฎหมายไม่สามารถได้ประโยชน์จากการบังคับใช้นั้นเอง
  • ประชาชนสามารถคาดการณ์ได้ว่าการใช้อำนาจจะเป็นไปตามมาตรฐานเดียว ไม่ขึ้นกับสถานที่ เวลา บุคคล หรือสถานการณ์เฉพาะหน้า
  • หากต้นทุนการใช้อำนาจโดยมิชอบสูง ระบบจะคัดกรองพฤติกรรมที่บิดเบี้ยวออกโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องพึ่งการตรวจสอบเชิงลงโทษอย่างถาวร
  • การลงทุนนี้ให้ผลตอบแทนในระยะยาวมากกว่าการกวาดล้างหรือการตั้งคณะกรรมการสอบสวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
  • ความโปร่งใสและการตรวจสอบได้กลายเป็น “ค่าเริ่มต้น” ของระบบ ไม่ใช่ “เงื่อนไขพิเศษ” ที่ต้องเรียกร้องเป็นครั้ง ๆ
  • ความชอบธรรมจึงไม่ได้เกิดจากอำนาจตามกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสามารถของรัฐในการพิสูจน์ว่าการใช้อำนาจนั้นเป็นธรรมและไม่เอนเอียง
  • ลดต้นทุนแฝงของระบบเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ
  • ประเทศที่มีกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นที่โปร่งใสและคาดการณ์ได้ จะมีต้นทุนธุรกรรมต่ำกว่า มีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่า และดึงดูดการลงทุนระยะยาวได้มากกว่าโดยไม่ต้องพึ่งสิทธิพิเศษเฉพาะกิจ
  • ยกระดับความน่าเชื่อถือของรัฐไทยจาก “ภายในสู่ภายนอก”
  • ประเทศจะก้าวสู่ความเป็นสากลได้อย่างมั่นคงก็ต่อเมื่อสถาบันภายในมีมาตรฐานเดียวกับที่ประกาศต่อโลก ไม่ใช่เพราะได้รับการจัดอันดับดีขึ้นชั่วคราว แต่เพราะโครงสร้างการใช้อำนาจถูกออกแบบให้สอดคล้องกับหลักสากลอย่างแท้จริง
  • คืนศักดิ์ศรีให้ตำรวจ คืนความเป็นธรรมให้ประชาชน และคืนความน่าเชื่อถือให้รัฐในฐานะผู้ใช้อำนาจตามกฎหมาย
  • ประเทศไทยสามารถยืนอยู่ในโลกสมัยใหม่ได้อย่างมั่นคง ด้วยสถาบันที่น่าเชื่อถือจริง ไม่ใช่เพียงด้วยถ้อยคำหรือภาพลักษณ์ชั่วคราว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ตำรวจ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ในระยะที่ 1 ออกแบบใบสั่งดิจิทัลมาตรฐานเดียว
  • ในระยะที่ 1 ตั้งศูนย์พิจารณากลางนำร่อง
  • ในระยะที่ 1 เปิดช่องทาง ODR
  • ในระยะที่ 1 บังคับมาตรฐานหลักฐานขั้นต่ำ
  • ในระยะที่ 2 ย้ายคดีที่เหมาะสมเข้าสู่กระบวนการพิจารณากลาง
  • ในระยะที่ 2 ปรับระบบสำนวน/การส่งต่อให้อัยการให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น
  • ในระยะที่ 2 วางระบบตรวจสอบและสุ่มตรวจคุณภาพหลักฐาน
  • ในระยะที่ 3 ปรับระบบประเมินและการเลื่อนขั้นให้ยึดผลลัพธ์ความปลอดภัย
  • ในระยะที่ 3 ทำให้มาตรฐานข้อมูลและการตรวจสอบเป็น “งานประจำ” ไม่ใช่โครงการ
  • ระยะที่ 1 เห็นผลเร็วใน “จราจร” (6–12 เดือน)
  • ระยะที่ 2 ขยายสู่คดีลหุโทษและงานภาคสนามอื่น (12–24 เดือน)
  • ระยะที่ 3 ปรับโครงสร้างกำกับและวัฒนธรรมองค์กร (24–36 เดือน)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบประมาณกลาง
รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โครงสร้างการบริจาคในปัจจุบันพึ่งพาช่องทางกึ่งรัฐกึ่งเอกชนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิ องค์กรกลาง หรือกองทุนเฉพาะกิจ ซึ่งเปิดช่องให้เกิดปัญหาความไม่โปร่งใส
  • การรั่วไหลของทรัพยากร
  • การแอบอ้าง
  • การบิดเบือนเจตนารมณ์ของผู้บริจาค
  • ประชาชนจำนวนมาก “อยากช่วยชาติ แต่ไม่มั่นใจว่าจะช่วยถูกที่หรือไม่”
  • รัฐกลับไม่สามารถดึงพลังการมีส่วนร่วมของประชาชนมาใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

จะทำอะไร (Action)

  • จัดตั้งระบบบริจาคโดยตรงเข้ากระทรวงและหน่วยงานรัฐ
  • สร้างช่องทางบริจาคตรงเข้ารัฐ ที่ถูกกฎหมาย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเชื่อมโยงกับการใช้จ่ายจริงของหน่วยงานรัฐโดยไม่ผ่านตัวกลางสีเทา
  • ยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนจากผู้เสียภาษีฝ่ายเดียว ไปสู่ “หุ้นส่วนร่วมพัฒนาประเทศ”
  • จัดตั้ง ระบบบริจาคตรงภาครัฐแบบเลือกวัตถุประสงค์ได้
  • ประชาชนสามารถบริจาคเงินเข้ากระทรวงหรือโครงการเฉพาะ เช่น สาธารณสุข การศึกษา ความมั่นคง สิ่งแวดล้อม หรือการรับมือภัยพิบัติ
  • ทุกการบริจาคจะถูกผูกกับ “บัญชีภารกิจเฉพาะ” แยกจากงบประมาณปกติ
  • เงินบริจาคทั้งหมดต้องผ่านระบบดิจิทัลกลางของรัฐ
  • ใช้บัญชีแยกประเภทเฉพาะกิจ
  • รัฐออกหลักฐานการบริจาคอย่างเป็นทางการ
  • กระทรวงหรือหน่วยงานที่รับเงินบริจาคต้องจัดทำแผนการใช้จ่ายที่ชัดเจน
  • กระทรวงหรือหน่วยงานที่รับเงินบริจาคกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์
  • กระทรวงหรือหน่วยงานที่รับเงินบริจาครายงานความก้าวหน้าเป็นระยะ
  • หากหน่วยงานใดใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ จะถูกระงับสิทธิในการรับบริจาคเพิ่มเติม
  • หากหน่วยงานใดใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและความรับผิดทางกฎหมาย
  • รัฐจะออกกฎหมายหรือระเบียบรองรับการรับบริจาคโดยตรงของหน่วยงานรัฐ
  • จัดตั้งระบบดิจิทัลกลาง
  • กำหนดประเภทภารกิจที่สามารถรับบริจาคได้อย่างชัดเจน
  • เปิดให้ทุกกระทรวงและหน่วยงานที่มีภารกิจสาธารณะเข้าร่วมระบบ
  • พัฒนามาตรฐานการรายงานผลและการสื่อสารต่อสาธารณะ
  • สถาปนาระบบนี้เป็นหนึ่งในโครงสร้างถาวรของการคลังภาครัฐไทย

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ระบบบริจาคตรงเข้ารัฐเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปิดช่องทุจริต
  • ช่องทางบริจาคตรงเข้ารัฐถูกกฎหมาย โปร่งใส ตรวจสอบได้
  • ช่องทางบริจาคตรงเข้ารัฐเชื่อมโยงกับการใช้จ่ายจริงของหน่วยงานรัฐโดยไม่ผ่านตัวกลางสีเทา
  • ยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนจากผู้เสียภาษีฝ่ายเดียว ไปสู่ “หุ้นส่วนร่วมพัฒนาประเทศ”
  • ฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อรัฐในฐานะผู้จัดการทรัพยากรสาธารณะ
  • เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมเชิงสมัครใจอย่างมีศักดิ์ศรี
  • ระบบบริจาคตรงเข้ากระทรวงและหน่วยงานรัฐที่ประชาชนเลือกได้เอง
  • ระบบบริจาคตรงเข้ากระทรวงและหน่วยงานรัฐระบุวัตถุประสงค์ได้ชัดเจน
  • ระบบบริจาคตรงเข้ากระทรวงและหน่วยงานรัฐติดตามผลการใช้เงินได้ครบวงจร
  • เงินบริจาคไม่ถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
  • ป้องกันการกลืนหายเข้าสู่งบรวม
  • เงินบริจาคไม่สามารถโยกย้ายไปใช้ในภารกิจอื่นได้โดยพลการ
  • ทุกธุรกรรมถูกบันทึกและตรวจสอบย้อนหลังได้
  • หลักฐานการบริจาคสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีตามเกณฑ์ที่กำหนด
  • เงินบริจาคไม่สามารถใช้เพื่อค่าใช้จ่ายประจำที่ไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงสาธารณะโดยตรง เช่น ค่าเงินเดือนหรือค่าใช้จ่ายบริหารทั่วไป เว้นแต่มีการระบุและอนุมัติไว้ล่วงหน้า
  • ประชาชนสามารถติดตามได้ว่าเงินที่ตนบริจาคถูกใช้ไปกับอะไร เกิดผลลัพธ์ใด และบรรลุเป้าหมายหรือไม่
  • สร้างวัฒนธรรมความโปร่งใส
  • รองรับการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกสถานการณ์
  • ไม่เพิ่มภาระการคลัง
  • ไม่กระทบวินัยงบประมาณของประเทศ
  • เพิ่มทรัพยากรสาธารณะโดยไม่ต้องขึ้นภาษี
  • ฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน
  • ลดการพึ่งพาช่องทางบริจาคสีเทา
  • ปิดช่องการแทรกแซงผ่านเงินบริจาคแฝงวัตถุประสงค์ทางการเมืองหรืออาชญากรรม
  • สร้างวัฒนธรรมความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐ
  • ยกระดับการบริจาคจากการทำบุญแบบไร้ระบบ ไปสู่การมีส่วนร่วมเชิงสถาบันที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีศักดิ์ศรี
  • ประชาชนที่รักชาติสามารถช่วยประเทศได้โดยตรง โดยไม่ต้องพึ่งตัวกลาง และไม่ต้องกังวลว่าเงินจะถูกบิดเบือนเจตนารมณ์
  • สร้างความไว้วางใจ
  • สร้างความร่วมมือ
  • สร้างรัฐที่ประชาชนเชื่อว่าทุกการเสียสละจะถูกแปรเป็นผลลัพธ์เพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • กระทรวงและหน่วยงานรัฐ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • Action: รัฐจะออกกฎหมายหรือระเบียบรองรับการรับบริจาคโดยตรงของหน่วยงานรัฐ, จัดตั้งระบบดิจิทัลกลาง, กำหนดประเภทภารกิจ ในระยะเริ่มต้น
  • Action: เปิดให้ทุกกระทรวงและหน่วยงานที่มีภารกิจสาธารณะเข้าร่วมระบบ, พัฒนามาตรฐานการรายงานผลและการสื่อสารต่อสาธารณะ ในระยะกลาง

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ค่าพัฒนาระบบดิจิทัล
  • การตรวจสอบ
  • การสื่อสารสาธารณะ

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 20) ว่า '500 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบประมาณเดิมของรัฐในด้านดิจิทัลและการคลังร่วมกันได้

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 20) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

เศรษฐกิจ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอออกกฎหมายปราบโกงฉบับใหม่
  • ยกระดับความโปร่งใสในการบริการ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กฎหมายปราบโกงฉบับใหม่ โทษสูงสุดถึงประหารชีวิต
  • บริการโปร่งใส

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • หน่วยงานภาครัฐ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • บังคับคดี ภายใน* 1 ปี หลังคำพิพากษาศาลฎีกา

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 3) ว่า '40,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 3) ว่า

  • 'จัดสรรจากงบพัฒนาระบบราชการและงบดิจิทัลภาครัฐที่มีอยู่แล้ว โดยรวมให้เป็นระบบเดียว ลดความซ้ำซ้อน'
  • 'งบประมาณกลาง โดยแบ่งการเบิกงบประมาณเป็นรายปีงบประมาณ'
โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ทำให้ ประชาชนเข้าถึงข้อมูลทางการบริหาร
  • ให้ สิทธิในการตรวจสอบ
  • สร้างความโปร่งใส
  • ประกันประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ
  • ประกันประสิทธิภาพในการบริหารราชการ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประชาชนเข้าถึงข้อมูลทางการบริหาร
  • ประชาชนมีสิทธิในการตรวจสอบ
  • ความโปร่งใส
  • ประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ
  • ประสิทธิภาพในการบริหารราชการ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ