ประเด็น

การส่งเสริม SME และทุนผูกขาด

มี 40 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • SMEs ไทย ต้องประสบกับปัญหาจากผลกระทบอย่างหนักของเศรษฐกิจถดถอยอันเป็นผลมาจากโควิด-19

จะทำอะไร (Action)

  • ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล SMEs
  • ออกมาตรการมาช่วยเหลือ SMEs

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้ SMEs ไทย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • SMEs ไทย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • หนี้เสียที่เกิดจากโควิด
  • คนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน
  • คนตัวเล็กต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบที่ดอกเบี้ยสูง
  • SMEs ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุน
  • ค่าใช้จ่ายสูงเกินไป
  • ระบบราชการที่มีอำนาจนิยม

จะทำอะไร (Action)

  • กองทุนที่ 1 – กองทุนฟื้นฟูหนี้เสีย
  1. จัดตั้งกองทุนฟื้นฟูหนี้เสียฯ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่มีหนี้เสีย
  2. กองทุนฯ จะเข้าไปเจรจากับสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ ช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการชำระดอกเบี้ยผิดนัดให้บางส่วน
  3. ทำการรับซื้อและรับโอนหนี้ รวมทั้งหลักประกัน ที่ค้างชำระอยู่กับสถาบันการเงินมาบริหารที่มูลค่ายุติธรรม
  • มาตรการที่ 1 (พลิกฟื้น – ตั้งหลัก – ปลดล็อค)
  1. ชำระดอกเบี้ยให้ลูกหนี้บางส่วน
  2. เปลี่ยนสถานะลูกหนี้ที่เป็น NPL ให้กลับมาอยู่ในสถานะปกติ
  3. เปลี่ยนจากรหัสบัญชี 021 ไปเป็น รหัสบัญชี 010
  • มาตรการที่ 2 (เดินหน้า – ดันธุรกิจ – ช่วยลูกจ้าง)
  1. พักชำระหนี้ 1 ปี
  2. เติมเงินสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง เข้าบัญชีธุรกิจ และบัญชีเงินเดือนของลูกจ้าง
  3. ปรับเปลี่ยนตารางการชำระหนี้ใหม่ ขยายเวลาชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 3 ปี ผ่อนชำระแบบ หน้าต่ำ-หลังสูง
  4. ปรับกระบวนการปล่อยสินเชื่อ
  • กองทุนที่ 2 – กองทุนเครดิตประชาชน

  • จัดตั้งกองทุนเครดิตประชาชน เพื่อช่วยคนตัวเล็กกว่า 10 ล้านคน ล้างหนี้นอกระบบ เป็นสินเชื่อรายย่อยที่ไม่มีหลักประกันดอกเบี้ยต่ำ ไม่เกินร้อยละ 1 ต่อเดือน วงเงินกู้ตั้งแต่ 10,000 บาท จนถึง 100,000 บาท

  • เปลี่ยนกรอบความคิดใหม่ในกระบวนการพิจารณาสินเชื่อ การกำหนดวงเงินสินเชื่อจะใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) ในการพิจารณา- ปล่อยสินเชื่อแทนการใช้เอกสารหลักฐานพิสูจน์รายได้หรือการขอหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือการตรวจสอบประวัติของผู้กู้จากเครดิตบูโร

  • เติมทุน2.1 กองทุนที่ 3 – กองทุนสร้างไทย

  1. แหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ เงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อผู้ประกอบการ SMEs ขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดเข้าไม่ถึงแหล่งทุนสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ ซึ่งประกอบด้วย 5 กองทุนย่อย
  • กองทุน SMEs
  1. ตั้งกองทุน SMEs เพื่อให้ SMEs ขนาดเล็กสามารถเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อฟื้นธุรกิจจากโควิดและสามารถต่อยอดธุรกิจให้เติบโตต่อไปได้
  • กองทุน Start Up
  1. เพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่เก่งมีโอกาสตั้งตัวได้ ให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสตั้งตัวเป็นเจ้าของธุรกิจด้วยความรู้ความสามารถที่ตนเองเป็นผู้คิดค้นขึ้นมา
  • กองทุนวิสาหกิจชุมชน
  1. เพื่อให้เกษตรกร และลูกหลานได้รวมตัวกันในการประกอบธุรกิจจากผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ โดยการแปรรูปเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรกร
  • กองทุนการท่องเที่ยว
  1. เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการโรงแรมขนาดเล็ก ร้านอาหาร สถานบันเทิง จนไปถึงร้านนวดสปา ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19
  • กองทุน Venture Capital (VC)
  1. เป็นแหล่งเงินทุนที่ทำหน้าที่สนับสนุนด้านการเงินให้แก่ธุรกิจ
  2. มุ่งเน้นไปที่ธุรกิจ Startup ที่มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่ก้าวหน้า
  3. สนับสนุนธุรกิจที่ทำงานด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อประโยชน์ของ SMEs โดยส่วนรวม
  4. VC จะเข้าไปร่วมลงทุนในกิจการ ให้คำปรึกษาทางด้านการบริหารกิจการ ไม่มีวัตถุประสงค์ในการเข้าครอบงำกิจการเพื่อยึดเป็นเจ้าของ จะหาจังหวะที่เหมาะสมที่จะถอนตัว (Exit) เพื่อทำกำไรจากเงินลงทุน
  • ลดรายจ่าย3.1 ปรับโครงสร้างพลังงาน
  1. ปรับโครงสร้างค่าน้ำมัน/ค่าแก๊ส กำหนดเพดานค่าการกลั่น ให้เป็นธรรมกับคนไทย ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า รื้อสัญญาทาส ค่าไฟต้องไม่เกิน 3.50 บาท
  • ลดภาระภาษี
  1. ไม่เก็บภาษีคนตัวเล็กที่มีรายได้สุทธิไม่เกิน 300,000 บาท/ต่อปี หรือรายได้ไม่เกิน 40,000/เดือน
  2. ไม่เก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล SMEs เป็นเวลา 3 ปี
  • Solar House
  1. ติด Solar House – เงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำ 1% ผ่อนยาว 8 ปี ขายไฟให้รัฐได้ทุกเดือน
  2. ขจัดอุปสรรค
  • พักการอนุมัติ/อนุญาต
  1. พักการอนุมัติ/อนุญาต 1,400 ฉบับ เป็นเวลา 3-5 ปี เพื่อให้คนไทยลุกขึ้นมาทำมาหากินได้ทันที เช่น การขออนุญาต อย.
  • ปฏิรูประบบราชการ
  1. รื้อระบบรัฐราชการและอำนาจนิยม
  2. สร้างระบบให้ประชาชนร้องเรียน มีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
  3. นำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการให้คะแนนการทำงาน และการบริการประชาชนของเจ้าหน้าที่ ใช้ในการประเมินการให้ความดีความชอบ รวมถึงการลงโทษ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่มีหนี้เสียกลับมาประกอบธุรกิจได้ตามปกติ
  • ช่วยคนตัวเล็กกว่า 10 ล้านคน ล้างหนี้นอกระบบ
  • ดอกเบี้ยต่ำไม่เกินร้อยละ 1 ต่อเดือน
  • ค่าไฟต้องไม่เกิน 3.50 บาท
  • ลดภาษี
  • ทำให้คนไทยลุกขึ้นมาทำมาหากินได้ทันที
  • Startup ที่มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมได้รับการสนับสนุน
  • คนรุ่นใหม่ที่เก่งมีโอกาสตั้งตัวได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อย
  • SMEs

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • วิกฤตการขาดดุลดิจิทัล (Digital Trade Deficit): เม็ดเงินมหาศาลกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี ไหลออกนอกประเทศผ่านแพลตฟอร์มต่างชาติ ทั้งค่าโฆษณาออนไลน์, บริการคลาวด์ (Cloud), ซอฟต์แวร์ (Software) และสตรีมมิ่ง (Streaming) ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าการส่งออกข้าวทั้งปีของไทย
  • การสูญเสียรายได้ภาษี: รายได้เหล่านี้มักถูกบันทึกบัญชีที่บริษัทแม่ในต่างประเทศ เช่น ไอร์แลนด์ หรือสิงคโปร์ ทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการเก็บ ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax) อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
  • ตัวเลขเศรษฐกิจคลาดเคลื่อน: ปัจจุบันยอดขาดดุลสินค้าดิจิทัลยังไม่ถูกรวมในการคำนวณ ดุลการค้า (Trade Balance) ของประเทศอย่างเป็นทางการ ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจดูดีเกินความเป็นจริง และบดบังปัญหาที่ผู้ประกอบการเทคโนโลยีไทย (Thai Tech Startup) กำลังเผชิญ

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอนโยบายเร่งด่วนเพื่อ "ลดการขาดดุล และสร้างดุลยภาพทางดิจิทัลใหม่"
  • สนับสนุนการส่งออกเทคโนโลยีไทยไปต่างประเทศ
  • ให้ กระทรวงพาณิชย์ และ สภาพัฒน์ (สศช.) กำหนดนิยามและรวบรวมตัวเลขการนำเข้า "สินค้าและบริการดิจิทัล" อย่างเป็นทางการ
  • ให้ กระทรวงพาณิชย์ และ สภาพัฒน์ (สศช.) นำไปคำนวณรวมกับการขาดดุลของประเทศ บรรจุตัวเลข "การขาดดุลดิจิทัล" เข้าไปในระบบบัญชีเศรษฐกิจและดุลการค้าของประเทศ
  • ให้ กรมสรรพากร เร่งตรวจสอบและดึงบริษัทแพลตฟอร์มต่างชาติที่ยังไม่อยู่ในระบบ E-Service Tax (ซึ่งปัจจุบันมี 202 ราย) เข้าสู่ระบบเพิ่มเติม โดยเฉพาะกลุ่มเว็บพนันหรือบริการเฉพาะกลุ่ม
  • ให้ กรมสรรพากร เจรจาเชิงนโยบายเพื่อจูงใจหรือกำหนดเงื่อนไขให้บริษัท Tech ยักษ์ใหญ่ที่มีรายได้ในไทยสูง (เช่น Social Media, Cloud Provider) ต้องจดทะเบียนและบันทึกรายได้ในไทย (Local Revenue Booking)
  • ให้ BOI และ กระทรวง DE กำหนดเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำหรับ Data Center และ Cloud Region ใหม่ที่กำลังจะเข้ามาลงทุน
  • ในเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุน: เพิ่มสัดส่วนท้องถิ่น เช่น วัสดุก่อสร้าง
  • ในเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุน: เพิ่มสัดส่วนการจ้างงานบุคลากรไทยในตำแหน่งสำคัญ
  • ในเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุน: การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) ร่วมกับสถาบันการศึกษา
  • ผลักดันให้ไทยเป็น Hub ของ Cloud Technology อย่างแท้จริง
  • ภาครัฐและเอกชนต้องมีนโยบายจัดซื้อจัดจ้างที่เอื้อต่อสินค้าและบริการดิจิทัลของคนไทย (Buy Thai First) ให้ นโยบายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ กำหนดสัดส่วนการใช้งบประมาณด้านเทคโนโลยี (เช่น Cloud, Software, MarTech) ว่าต้องใช้บริการจากผู้ประกอบการสัญชาติไทย (Thai Tech Startup) ในสัดส่วนที่กำหนด

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน
  • ลดการขาดดุล
  • สร้างดุลยภาพทางดิจิทัลใหม่
  • เห็นสถานะที่แท้จริง
  • สามารถ กำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจมหภาค
  • ไทยเป็น Hub ของ Cloud Technology อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ที่ตั้งเครื่อง Server
  • สร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนไทย
  • ผู้ประกอบการเทคโนโลยีไทย (Thai Tech Startup)
  • สถาบันการศึกษา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ข้อจำกัดในการรองรับพลังงานสะอาด: พลังงานแสงอาทิตย์และลมมีความผันผวน ทำให้ ความเสถียรของไฟฟ้าจะลดลง และไม่สามารถเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนได้ตามเป้าหมาย
  • ความเสี่ยงด้านความมั่นคง: ระบบเดิมพึ่งพาโรงไฟฟ้าหลักมากเกินไป และ ระบบไม่สามารถตรวจจับหรือแก้ไขได้แบบ ตามเวลาจริง (Real-time)
  • ต้นทุนแฝงที่สูงขึ้น: การไม่มีระบบอัจฉริยะทำให้ต้องมีโรงไฟฟ้าสำรองจำนวนมากเพื่อรองรับความไม่แน่นอน ซึ่งกลายเป็นภาระค่าไฟฟ้าที่ส่งตรงถึงประชาชน
  • ระบบไฟฟ้าแบบเดิมไม่สามารถบริหารจัดการโหลดไฟฟ้าจาก รถยนต์ไฟฟ้า (EV), บ้านอัจฉริยะ หรือศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปยังไม่สามารถซื้อขายไฟฟ้าได้อย่างโปร่งใสและคล่องตัว

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ
  • ติดตั้งมิเตอร์ดิจิทัล
  • เปิดเสรีตลาดไฟฟ้า
  • ติดตั้ง Smart Meters ในทุกครัวเรือน
  • จัดให้มี แบตเตอรี่ขนาดใหญ่เพื่อเก็บพลังงานส่วนเกินจากพลังงานหมุนเวียน ใน ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ระดับโครงข่าย (Grid Battery Energy Storage System - Grid BESS)
  • ปรับปรุงสถานีไฟฟ้าให้สามารถตรวจจับและแก้ปัญหาได้เองอัตโนมัติ ผ่าน สถานีไฟฟ้าอัตโนมัติ (Automation Substation)
  • จัดให้มี หม้อแปลงที่มีเซนเซอร์ประสิทธิภาพสูงสำหรับตรวจจับความร้อนและปัญหาแบบเรียลไทม์ ผ่าน หม้อแปลงดิจิทัล (Digital Transformer)
  • จัดให้มี อุปกรณ์ควบคุมการเชื่อมต่อโซลาร์รูฟท็อปกับระบบไฟหลักอย่างปลอดภัย ผ่าน เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Inverter)
  • สร้างอุตสาหกรรมเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่สื่อสารกับระบบไฟฟ้าได้ ผ่าน ระบบอัดประจุไฟฟ้า (EV Chargers)
  • พัฒนา ระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management Software) และระบบความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity)
  • ใช้กลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐร่วมกับการ ร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public-Private Partnership - PPP) เพื่อเร่งสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าในประเทศ
  • การดำเนินงาน แบ่งเป็น 3 ระยะ:
  • ระยะที่ 1 (ปี 2027–2030): การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและเริ่มวางระบบ
    • ติดตั้ง Smart Meters ในพื้นที่สำคัญ
    • ปรับปรุงระบบสื่อสัญญาณของสถานีไฟฟ้าให้เป็นดิจิทัล
    • วางระบบตรวจจับโหลดรวมถึงการสูญเสียไฟฟ้าแบบเรียลไทม์
    • อัปเกรดสถานีไฟฟ้าบางส่วนให้เป็นสถานีอัตโนมัติ
  • ระยะที่ 2 (ปี 2031–2034): การเชื่อมโยงข้อมูลทั่วประเทศ และรองรับพลังงานหมุนเวียน
    • เชื่อมข้อมูลทั้งประเทศเข้ากับศูนย์ควบคุมกลาง
    • เพิ่มความสามารถในการบริหารจัดการไฟฟ้าจากโซลาร์ ลม และผู้ผลิตรายเล็ก
    • บริหารจัดการโหลดไฟฟ้าจากรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ผ่านการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าอัตโนมัติ
  • ระยะที่ 3 (ปี 2035–2038): โครงข่ายอัจฉริยะเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้าน ผลักไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาด
    • เชื่อมต่อระบบโครงข่ายของประเทศเข้ากับประเทศเพื่อนบ้าน
    • ขยายตลาดซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน
    • ผลักดันประเทศเป็นศูนย์กลางพลังงานทดแทนของภูมิภาค

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ระบบมีความเสถียร โปร่งใส และใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น
  • รองรับพลังงานหมุนเวียนที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัวจากครัวเรือนและภาคธุรกิจ
  • ประชาชนเลือกซื้อไฟได้เองอย่างคุ้มค่า
  • ตลาดไฟฟ้าเสรีเกิดขึ้นจริงอย่างมั่นคงและปลอดภัย
  • ลดการนำเข้า
  • สร้างงาน
  • เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
  • ประชาชนมองเห็นข้อมูลการใช้ไฟรายช่วงเวลาและเลือกแพ็กเกจค่าไฟได้เอง
  • เก็บพลังงานส่วนเกินจากพลังงานหมุนเวียน
  • ตรวจจับความร้อนและปัญหาแบบเรียลไทม์
  • ควบคุมการเชื่อมต่อโซลาร์รูฟท็อปกับระบบไฟหลักอย่างปลอดภัย
  • รองรับการเป็นฐานผลิต EV ของภูมิภาค
  • ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้า
  • เร่งสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าในประเทศ
  • ไฟฟ้าดับน้อยลง
  • ลดเวลาการฟื้นตัวของระบบ
  • ระบบไฟฟ้าของประเทศไทยจะก้าวสู่ความเป็น “โครงข่ายอัจฉริยะเต็มรูปแบบ”
  • ทุกครัวเรือนมี Smart Meter
  • ทุกสถานีไฟฟ้าเป็นดิจิทัล
  • โครงข่ายสามารถปรับสมดุลไฟฟ้าได้เองอย่างต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง
  • ระบบจะรองรับผู้ผลิตรายเล็กจำนวนมาก
  • พลังงานหมุนเวียนเติบโตอย่างมั่นคง
  • ระบบไฟฟ้ามีความพร้อมสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ เช่น EV, AI, โรงงานอัตโนมัติ และบริการดิจิทัลต่าง ๆ
  • ขยายตลาดซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน
  • ประเทศเป็นศูนย์กลางพลังงานทดแทนของภูมิภาค

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ภาคธุรกิจ
  • ผู้ผลิตรายย่อย (Prosumer)
  • ประเทศ
  • ภูมิภาค
  • ประเทศเพื่อนบ้าน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • การดำเนินงาน แบ่งเป็น 3 ระยะ:
  • ระยะที่ 1: ปี 2027–2030 การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและเริ่มวางระบบ
  • ระยะที่ 2: ปี 2031–2034 * การเชื่อมโยงข้อมูลทั่วประเทศ และรองรับพลังงานหมุนเวียน*
  • ระยะที่ 3: ปี 2035–2038 โครงข่ายอัจฉริยะเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้าน ผลักไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาด

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ใช้กลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐร่วมกับการ ร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public-Private Partnership - PPP)

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โครงสร้างตลาดขาดการแข่งขันและพึ่งพาก๊าซธรรมชาติสูง แม้ประเทศไทยจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าล้นระบบ แต่ประชาชนยังต้องแบกรับค่าไฟที่สูง เนื่องจากกฎหมายและกฎระเบียบเปิดช่องให้เกิดการผูกขาด ผู้ใช้ไฟไม่มีสิทธิเลือกผู้ขาย นอกจากนี้การพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ยังทำให้ค่าไฟผันผวนตามตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • ต้นทุนสูงจากสัญญาแบบ "บังคับรับซื้อ" (Must-Take) โครงสร้างสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่กำหนดให้รัฐต้องรับซื้อไฟแบบบังคับมีสัดส่วนสูงถึง 37.3% ของสัญญาซื้อขายไฟฟ้าทั้งหมด (ข้อมูลจาก กฟผ., 2567) ระบบไม่สามารถเลือกใช้ไฟฟ้าต้นทุนต่ำในช่วงเวลาที่เหมาะสมได้ ประชาชนจึงต้องรับภาระต้นทุนส่วนเกินที่เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น
  • ข้อจำกัดในการรองรับพลังงานหมุนเวียน
  • กฎระเบียบแบบรวมศูนย์ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับพลังงานสะอาดที่มีต้นทุนต่ำลงเรื่อยๆ
  • การลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้ายังไม่ยืดหยุ่นพอที่จะรองรับการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัว
  • ปัญหาด้านธรรมาภิบาลและความโปร่งใส การรวมอำนาจไว้ในหน่วยงานขนาดใหญ่ส่งผลให้การเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะมีจำกัด
  • ประชาชนตรวจสอบต้นทุนที่แท้จริงของระบบไฟฟ้าได้ยาก

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปตลาดไฟฟ้าไทย
  • ทลายผูกขาด
  • เปิดเสรีให้ประชาชนเลือกผู้ขายไฟได้เอง
  • ระดมพลังงานสะอาด
  • เปลี่ยนผ่านระบบไฟฟ้าไปสู่ตลาดเสรีที่แข่งขันได้และโปร่งใส
  • เปลี่ยนระบบราคาจากการผูกขาดมาเป็นราคาที่สะท้อนต้นทุนจริงผ่านระบบ โครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid) และข้อมูลแบบเรียลไทม์
  • ปรับโครงสร้างตลาดแยกบทบาทให้ชัดเจน
  • แยกบทบาทการผลิต การส่ง การควบคุม และการจำหน่ายออกจากกัน
  • จัดตั้งผู้ดูแลระบบอิสระ (ISO)
  • ปรับบทบาท กฟน. และ กฟภ. เปลี่ยนเป็น ผู้ดูแลโครงข่าย (DSO)
  • เปิดเสรีให้ผู้ใช้ไฟทุกระดับ ตั้งแต่ครัวเรือนไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรม สามารถเปรียบเทียบและเลือกซื้อไฟฟ้าจากผู้ให้บริการที่พอใจได้
  • ปรับกฎกติกาให้เอื้อต่อการผลิตไฟใช้เองผ่านโซลาร์รูฟท็อปหรือแบตเตอรี่
  • ให้ ผู้ใช้ไฟสามารถขายไฟส่วนเกินกลับเข้าระบบ หรือเช่าระบบสายส่งเพื่อขายไฟให้ผู้ใช้รายอื่นได้โดยตรง
  • ปรับโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงและรูปแบบการจัดหาเชื้อเพลิง เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติให้เป็นธรรมกับประชาชน ระยะที่ 1 (ปี 2027–2030)
  • นำร่องกลุ่มอุตสาหกรรม: ให้ผู้ใช้ไฟรายใหญ่ (เช่น โรงงาน) เริ่มมีสิทธิเลือกซื้อไฟฟ้าจากผู้ขายที่เสนอราคาดีที่สุด ระยะที่ 1 (ปี 2027–2030)
  • ทดลองตลาดเสรี: เปิดพื้นที่นำร่องที่มีผู้ขายไฟหลายรายแข่งขันกัน ระยะที่ 1 (ปี 2027–2030)
  • ลงทุนใน โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน ระยะที่ 1 (ปี 2027–2030)
  • สนับสนุนผู้ผลิตรายย่อย: เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานเข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น ระยะที่ 2 (ปี 2031–2034)
  • ขยายพื้นที่ยุทธศาสตร์: พัฒนาโครงข่ายรองรับการซื้อขายไฟในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ กรุงเทพฯ, ปริมณฑล และพื้นที่ EEC ระยะที่ 2 (ปี 2031–2034)
  • เปิดเสรีเต็มรูปแบบทั่วประเทศ ระยะที่ 3 (ปี 2035–2038)
  • เชื่อมต่อตลาดซื้อขายไฟฟ้ากับต่างประเทศ ระยะที่ 3 (ปี 2035–2038)
  • ปรับบทบาทไทยสู่เวทีโลก ด้วยการเป็นศูนย์กลางซื้อขายและส่งออกพลังงานสะอาด ระยะที่ 3 (ปี 2035–2038)
  • เปลี่ยนภาคพลังงานเป็นอุตสาหกรรมใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ระยะที่ 3 (ปี 2035–2038)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดค่าครองชีพอย่างยั่งยืน
  • ระบบไฟฟ้า ไปสู่ตลาดเสรีที่แข่งขันได้และโปร่งใส
  • ประชาชนเลือกผู้ขายไฟได้
  • รองรับพลังงานสะอาดในสัดส่วนสูง
  • เห็นต้นทุนการผลิตตามช่วงเวลา ต้นทุนสายส่ง และความแออัดของโครงข่ายชัดเจนขึ้น
  • ประชาชนจ่ายค่าไฟอย่างเป็นธรรม
  • ผู้ผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงจะได้เปรียบในการแข่งขัน
  • ลดปัญหาพลังงานล้นระบบ (Overcapacity)
  • สร้างความโปร่งใสตามมาตรฐานตลาดเสรีโลก
  • มีการ แยกบทบาทการผลิต การส่ง การควบคุม และการจำหน่ายออกจากกันเพื่อความโปร่งใส
  • มีการ เปิดพื้นที่ให้ผู้ขายไฟรายใหม่เข้ามาแข่งขันกันได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม
  • เกิดการแข่งขันจริง
  • ต้นทุนค่าไฟลดลงตามกลไกตลาด
  • สร้างระบบไฟฟ้าที่ยืดหยุ่น
  • กระจายการผลิตได้ทั่วถึง
  • ส่งเสริมการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืน
  • มีการ สร้างกติกาที่เป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย
  • ผู้เล่นทุกราย แข่งขันภายใต้มาตรฐานเดียวกัน
  • ผู้ใช้ไฟรายใหญ่ เริ่มมีสิทธิเลือกซื้อไฟฟ้าจากผู้ขายที่เสนอราคาดีที่สุด ระยะที่ 1 (ปี 2027–2030)
  • ประชาชนมี ทางเลือกที่หลากหลาย ทั้งไฟฟ้าสะอาด ไฟฟ้ารายวัน หรือไฟจากโซลาร์รูฟท็อป
  • บรรลุ เป้าหมายตลาดไฟฟ้าเสรีที่ประชาชนมีอำนาจเลือก
  • ประชาชนทุกคนในทุกพื้นที่สามารถเลือกผู้ให้บริการไฟได้เองตามราคาและบริการที่พอใจ ระยะที่ 3 (ปี 2035–2038)
  • ระบบไฟฟ้ารองรับทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (ขายไฟที่เหลืออยู่ในรถกลับคืนเข้าระบบได้) และการขายไฟคืนจากครัวเรือน/ธุรกิจรูปแบบใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ ระยะที่ 3 (ปี 2035–2038)
  • การแข่งขันที่สมบูรณ์และระบบที่โปร่งใสจะช่วยลดค่าไฟฟ้าของประเทศในระยะยาว
  • สร้างความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืน ระยะที่ 3 (ปี 2035–2038)
  • ภาคพลังงานเป็นอุตสาหกรรมใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ระยะที่ 3 (ปี 2035–2038)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้ใช้ไฟทุกระดับ ตั้งแต่ครัวเรือนไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรม
  • Prosumer

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • แผนปฏิรูป 3 ระยะ
  • ปี 2027–2030 ตั้งต้นระบบให้พร้อมก่อนเปิดแข่งขัน เป็นช่วงการเตรียมความพร้อมภายในเพื่อสร้างกติกาที่เป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย
  • ปี 2031–2034 เปิดทางให้ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหม่แข่งขันได้จริง ขยายขอบเขตการแข่งขันให้กว้างขวางและหลากหลายยิ่งขึ้น
  • ปี 2035–2038 เปิดเสรีเต็มรูปแบบทั่วประเทศ ประชาชนเลือกผู้ขายไฟได้ทุกพื้นที่ บรรลุเป้าหมายตลาดไฟฟ้าเสรีที่ประชาชนมีอำนาจเลือก พร้อมขยายตลาดสู่ต่างประเทศ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • อุปสรรคด้านเงินลงทุนเบื้องต้น: ประชาชนส่วนใหญ่ยัง "ไม่มีเงินก้อน" สำหรับลงทุนครั้งแรก ทำให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานเกิดขึ้นได้ช้าและจำกัดอยู่แค่บางกลุ่ม
  • ข้อจำกัดของระบบสินเชื่อธนาคาร: แหล่งเงินทุนในปัจจุบันยังไม่เปิดกว้างสำหรับผู้มีรายได้น้อยหรือปานกลาง เนื่องจากมักต้องใช้หลักประกันในการขอสินเชื่อ ทำให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก ทั้งที่เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นทางเลือกสำคัญในการรับมือกับค่าไฟที่สูงขึ้นจากการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล (LNG)
  • การสูญเสียโอกาสในการสร้างงาน: หากขาดกลไกสนับสนุนการติดตั้งในวงกว้าง ประเทศจะเสียโอกาสในการสร้างงานท้องถิ่นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นช่างติดตั้ง ช่างอาคาร หรือธุรกิจ SME สายสีเขียว ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดันระบบ สินเชื่อผ่านบิลค่าไฟ (On-Bill Financing - OBF)
  • ติดตั้งก่อนโดยไม่ต้องใช้เงินก้อน: ประชาชนสามารถ ติดตั้งโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ หรืออุปกรณ์ประหยัดไฟ (เช่น แอร์หรือตู้เย็นที่มีฉลากประหยัดไฟ) ได้ทันที
  • ผ่อนคืนผ่านบิลค่าไฟ: แบ่งจ่ายค่างวดผ่านใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้ารายเดือน
  • ให้หน่วยงานไฟฟ้าของรัฐ (การไฟฟ้านครหลวง และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) ทำหน้าที่ปล่อยสินเชื่อต้นทุนต่ำ โดยใช้ประวัติการชำระค่าไฟเป็นเกณฑ์แทนการใช้หลักประกันหรือสมุดบัญชีธนาคาร
  • จัดตั้ง “กองทุนสินเชื่อไฟฟ้าประชาชน”
  • ระดมทุนผ่านเครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่
  • กำหนดส่วนต่างดอกเบี้ย (Service Spread) ประมาณ 1%
  • นำรายได้จากส่วนต่างนี้ไปใช้ในระบบไอที การติดตามชำระหนี้ และการดูแลโครงการ
  • เพิ่มรายการ ‘ค่างวดโครงการประหยัดพลังงาน’ ลงในใบแจ้งค่าไฟฟ้า
  • มี กฟน. และ กฟภ. เป็นผู้พิจารณาอนุมัติประชาชนที่สมัครร่วมโครงการอย่างรวดเร็ว
  • ผู้เข้าร่วมต้องมีประวัติการชำระบิลดี และผ่านเกณฑ์ค่าไฟรวมไม่เพิ่มขึ้น (Bill Neutrality Test)
  • จัดทำ ใบแจ้งค่าไฟฟ้าโฉมใหม่ ที่ ระบุข้อมูลสำคัญให้ตรวจสอบได้ง่าย
  • รัฐจัดทำข้อกำหนดขอบเขตงาน (TOR) กลาง ภายใน 1–2 เดือน สำหรับช่างทุกประเภท เช่น ช่างโซลาร์ ช่างแอร์ประสิทธิภาพสูง ผู้รับเหมาปรับปรุงอาคาร และผู้ให้บริการงานฉนวน
  • เดินหน้าระบบ Net Billing ทันที: เปิดให้ประชาชนขายไฟส่วนเกินคืนระบบได้ โดยไม่ต้องรอโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid)
  • ปรับกติกาการอ่านหน่วยให้โปร่งใส
  • ปรับวิธีคิดค่าใช้บริการโครงข่าย (T&D Charge): เปลี่ยนจากการคิดตามปริมาณหน่วยไฟ (kWh) เป็นคิดตามความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand)
  • จัดการต้นทุนแฝงในอดีต (Legacy Costs) อย่างยุติธรรม: แยกต้นทุนนโยบายที่ผิดพลาดหรือค่าใช้จ่ายตกค้างในอดีต (เช่น Adder) ออกมาบริหารจัดการต่างหาก โดยคิดเป็นค่าบริการรายเดือนตามประวัติการใช้ไฟ
  • ประชาชนสามารถ ยื่นขอโครงการผ่านแอปพลิเคชันหรือที่ศูนย์บริการของการไฟฟ้า (กฟน./กฟภ.) ได้ทันที
  • ระบบจะ ส่งต่อข้อมูลให้ผู้รับเหมาหรือช่างติดตั้งที่ผ่านมาตรฐานติดต่อกลับเพื่อสำรวจหน้างาน ภายใน 7 วัน
  • กระบวนการ ติดตั้งอุปกรณ์...ต้องเสร็จสิ้นพร้อมใช้งาน ภายใน 14 วัน หลังการสำรวจ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดค่าใช้จ่ายประชาชนอย่างยั่งยืน
  • ค่างวดจะคำนวณให้สัมพันธ์กับยอดเงินที่ประหยัดได้จริง
  • กองทุนของรัฐวิสาหกิจมีแหล่งเงินต้นที่มั่นคง
  • สามารถ ปล่อยกู้ให้ประชาชนได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเพิ่มภาษีหรือใช้งบประมาณพิเศษของรัฐบาล
  • รัฐวิสาหกิจมีรายได้มาใช้บริหารจัดการ
  • การดำเนินการไม่เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดิน
  • ทำให้ กฟน. และ กฟภ. มีงบประมาณบริหารจัดการเพียงพอที่จะดูแลโครงการอย่างมีคุณภาพ
  • รัฐจะสามารถ ขยายวงเงินสินเชื่อเพื่อรองรับประชาชนที่ต้องการเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น ในอนาคต
  • การมีหนี้ก้อนใหม่นี้จะไม่ทำให้รายจ่ายต่อเดือนเพิ่มขึ้น (ผ่านเกณฑ์ค่าไฟรวมไม่เพิ่มขึ้น (Bill Neutrality Test))
  • ใบแจ้งค่าไฟฟ้าโฉมใหม่จะระบุข้อมูลสำคัญให้ตรวจสอบได้ง่าย ได้แก่:
    • เปรียบเทียบค่าไฟก่อนและหลังติดตั้ง
    • ปริมาณหน่วยไฟฟ้าและจำนวนเงินที่ประหยัดได้จริง
    • ยอดผ่อนชำระ และยอดสุทธิที่ต้องจ่ายจริงในเดือนนั้น
  • มาตรฐานนี้จะทำให้ประชาชนมั่นใจและช่วยสร้างงานท้องถิ่นคุณภาพสูงทั่วประเทศ
  • รายได้จากการขายไฟจะนำไปหักค่างวดสินเชื่อ OBF โดยตรง ช่วยให้ประชาชนผ่อนหมดไวขึ้น
  • การไฟฟ้าฯ มีรายได้ดูแลสายส่งอย่างเพียงพอ
  • ไม่ผลักภาระต้นทุนไปให้ผู้ใช้ไฟรายย่อยที่ไม่สามารถติดตั้งโซลาร์ได้
  • มั่นใจว่า ทั้งคนติดโซลาร์และผู้ใช้ไฟทั่วไปไม่ต้องแบกรับภาระอย่างไม่เป็นธรรม
  • ประชาชน เห็นตัวเลขส่วนต่างค่าไฟที่ลดลงและยอดผ่อนชำระปรากฏชัดเจนใน บิลค่าไฟเดือนถัดไป ทันทีหลังติดตั้งเสร็จ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้มีรายได้น้อยหรือปานกลาง
  • ช่างติดตั้ง
  • ช่างอาคาร
  • ธุรกิจ SME สายสีเขียว
  • การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)
  • การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)
  • ผู้เข้าร่วมโครงการ
  • ผู้รับเหมาหรือช่างติดตั้ง
  • ผู้ให้บริการด้านอนุรักษ์พลังงาน
  • ผู้ใช้ไฟรายย่อยที่ไม่สามารถติดตั้งโซลาร์ได้
  • คนติดโซลาร์
  • ผู้ใช้ไฟทั่วไป

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ทันที (ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ หรืออุปกรณ์ประหยัดไฟ)
  • ภายใน 1–2 เดือน (รัฐจัดทำข้อกำหนดขอบเขตงาน (TOR) กลาง)
  • ทันที (เปิดให้ผ่อนชำระผ่านบิลค่าไฟ)
  • *ทันที (บิลโปร่งใส เห็นผลประหยัด)
  • *ทันที (เดินหน้าระบบ Net Billing)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • ไม่เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดิน
  • ระดมทุนผ่านเครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ หุ้นกู้ประหยัดพลังงาน (Energy Efficiency Bond)
  • ระดมทุนผ่านเครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ หุ้นกู้พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy Bond)
  • ระดมทุนผ่านเครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ เงินกู้ต้นทุนต่ำจากธนาคารของรัฐและธนาคารพาณิชย์
  • ระดมทุนผ่านเครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ เงินทุนหมุนเวียนของรัฐวิสาหกิจ
  • รัฐวิสาหกิจมีรายได้จากส่วนต่างดอกเบี้ย (Service Spread) เพื่อความยั่งยืนของโครงการ ส่วนต่างดอกเบี้ย (Service Spread) ประมาณ 1%
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การยกระดับจาก "เกษตรกร" สู่ "ผู้ประกอบการ" มักมีกำแพงเรื่องต้นทุนเครื่องจักรและการทดลองตลาด
  • เกษตรกรรายย่อยและ SMEs มักไม่มีทุนเพียงพอที่จะจัดซื้อเครื่องจักรแปรรูปมาตรฐานสูงหรือสร้างโรงงานเอง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการเริ่มต้นธุรกิจ
  • ผู้ประกอบการจำนวนมากมีไอเดีย แต่ไม่กล้าลงทุนเพราะขาดโอกาสในการทดลองผลิตสินค้าในปริมาณน้อย (Small-batch Production) เพื่อทดสอบตลาดจริง

จะทำอะไร (Action)

  • นโยบายนี้เสนอการใช้ "ระบบคูปอง (Voucher System)" เป็นเครื่องมือทางการคลัง โดยรัฐมอบคูปองส่วนลดหรือเงินช่วยเหลือให้แก่กลุ่มเป้าหมาย (เกษตรกร, วิสาหกิจชุมชน, สหกรณ์, SMEs) เพื่อนำไปเลือกใช้บริการที่จำเป็นต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์
  • เปลี่ยนรูปแบบการอุดหนุนจาก "ฝั่งอุปทาน" มาเป็น "ฝั่งอุปสงค์"
  • ใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่แล้ว: เริ่มต้นทันทีโดยใช้อุทยานวิทยาศาสตร์ 14 แห่ง และศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม 13 แห่งทั่วประเทศ เป็นหน่วยให้บริการตั้งต้น
  • พัฒนาระบบดิจิทัลสำหรับการจองคิวใช้บริการโรงงานต้นแบบ เพื่อความสะดวก โปร่งใส และตรวจสอบได้
  • หน่วยงานที่ให้บริการได้ตามเป้าหมาย จะได้รับงบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมสำหรับการซ่อมบำรุงหรือจัดหาเครื่องจักรใหม่
  • รัฐบาลกำหนดหลักเกณฑ์และมอบคูปอง (ในรูปแบบเครดิตหรือ E-Voucher) ให้แก่เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน หรือ SMEs ที่ลงทะเบียน
  • เกษตรกรนำคูปองไปใช้เป็นส่วนลดค่าบริการ ณ หน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการ
  • หน่วยงานผู้ให้บริการดำเนินการแปรรูป แช่เย็น หรือตรวจสอบคุณภาพสินค้าตามมาตรฐาน
  • หน่วยงานผู้ให้บริการนำคูปองที่ได้รับจากเกษตรกร ไปทำเรื่องเบิกเงินคืนจากรัฐบาล เพื่อนำมาเป็นรายได้ ค่าดำเนินการ และค่าบำรุงรักษาเครื่องจักร
  • สนับสนุน 60,000 ราย

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ช่วยทดสอบตลาดได้จริงโดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานเอง ในช่วงเริ่มต้น
  • เครื่องจักรและโครงสร้างพื้นฐานในหน่วยงานรัฐ ถูกใช้งานอย่างคุ้มค่า (Utilization Rate สูงขึ้น) และสร้างรายได้เลี้ยงตัวเองได้
  • การลงทุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของรัฐ สร้างประโยชน์ให้แก่ภาคประชาชนในวงกว้างอย่างเป็นรูปธรรม
  • กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันและการบริการที่ดี

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • SMEs

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ในระยะเวลา 2 ปี)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • คูปอง 50,000 บาทต่อราย
  • งบประมาณ สำหรับปีที่ 1 (2570): 500 ล้านบาท
  • งบประมาณ สำหรับปีที่ 2 (2571): 2,500 ล้านบาท
  • รวมงบประมาณทั้งสิ้น: 3,000 ล้านบาท

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • รัฐบาล
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ภาคการเกษตรของไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อโครงสร้างประชากรเกษตรกรเข้าสู่สังคมสูงวัย
  • โอกาสในการประกอบอาชีพในชนบทและในภาคเกษตรกรรมกำลังลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย
  • ห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) ของสินค้าเกษตรหลายชนิดกลับถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนข้ามชาติหรือทุนขนาดใหญ่
  • เกษตรกรรายย่อยขาดอำนาจต่อรองและส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจ
  • ผู้ประกอบการหน้าใหม่ขาด การเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้จริง ซึ่งเป็นอุปสรรคด่านแรกของการเริ่มต้นธุรกิจ

จะทำอะไร (Action)

  • จัดสรรวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษผ่านสถาบันการเงินของรัฐที่เหมาะสม เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
  • จัดหามาตรการค้ำประกันเงินกู้สำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่
  • กำหนดให้เครือข่าย Young Smart Farmers (YSF) ในแต่ละจังหวัด ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการดำเนินการ รวมถึงการติดตามผลหลังจากผู้ประกอบการได้รับการฝึกอบรมและได้รับเงินทุนไปแล้ว
  • สนับสนุนกิจกรรมการศึกษาดูงานและการฝึกอบรมระยะสั้น
  • ดำเนินการปล่อยกู้ผ่านสถาบันการเงินของรัฐเป็นหลัก เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หรือ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
  • ดำเนินการผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยทำงานร่วมกับ ธ.ก.ส. หรือ สสว. เพื่อให้การค้ำประกันสินเชื่อมีประสิทธิภาพและครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย
  • ใช้เครือข่าย YSF ระดับจังหวัด เป็นกลไกในพื้นที่เพื่อช่วยคัดกรอง เป็นที่ปรึกษา และติดตามผลการดำเนินงานของผู้กู้

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างและดูดซับมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้หมุนเวียนอยู่ในท้องถิ่น
  • เพิ่มกำลังซื้อ (Demand) ให้กับเศรษฐกิจในพื้นที่
  • เกษตรกรรุ่นใหม่สามารถ ลงทุนในเทคโนโลยีหรือเครื่องจักรที่จำเป็นและมีความเป็นไปได้ทางธุรกิจ
  • ผู้ประกอบการหน้าใหม่สามารถ เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้จริง
  • ยกระดับทักษะที่จำเป็นในการเพิ่มโอกาสความสำเร็จให้กับผู้ประกอบการรุ่นใหม่
  • ลดความเสี่ยงให้กับธนาคาร
  • เพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อ
  • เพิ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่และผู้ให้บริการทางการเกษตรรุ่นใหม่ (เช่น ผู้ให้บริการโดรน, รถเกี่ยวข้าว, เครื่องจักรกลสมัยใหม่) ที่มีความพร้อมในการให้บริการ รวม 6,000 ราย
  • เงินทุนถูกนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์และธุรกิจสามารถ เดินหน้าต่อไปได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ประกอบการภาคเกษตรรุ่นใหม่
  • เกษตรกรรุ่นใหม่

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • กรอบงบประมาณดำเนินการ 2 ปี
  • ปี 2570 เพิ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่และผู้ให้บริการทางการเกษตรรุ่นใหม่ จำนวน 1,000 ราย
  • ปี 2571 เพิ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่และผู้ให้บริการทางการเกษตรรุ่นใหม่ เพิ่มอีก จำนวน 5,000 ราย

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 6,000 ล้านบาท (กรอบงบประมาณดำเนินการ)
  • 1,000 ล้านบาท (ปี 2570)
  • 5,000 ล้านบาท (ปี 2571)

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • รัฐบาล (จะจัดสรรวงเงินสินเชื่อ)
  • รัฐบาล (จะจัดหามาตรการค้ำประกันเงินกู้)
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • วิกฤตการขาดดุลการค้าพุ่งสูง: ไทยขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้น 25%
  • ผู้ผลิตไทยสู้ต้นทุนไม่ได้ เสี่ยงต่อการถูกทุ่มตลาด (Dumping) และการอุดหนุนจากรัฐบาลต่างประเทศ
  • ปัญหาทุนเทาที่ใช้นอมินีมาตั้งราคาต่ำเพื่อฟอกเงิน
  • กระทบภาคการผลิตและโรงงานปิดตัว: การบริโภคในไทยเพิ่มขึ้นแต่การผลิตกลับลดลง เพราะผู้บริโภคหันไปซื้อสินค้านำเข้าราคาต่ำที่ทะลักเข้ามา
  • สงครามการค้าและการกีดกันทางการค้าจากประเทศมหาอำนาจ บีบให้สินค้าราคาต่ำจากทั่วโลกต้องหาตลาดใหม่

จะทำอะไร (Action)

  • ใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้า: มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping - AD): เก็บอากรเพิ่มกับสินค้าที่ขายต่ำกว่ามูลค่าปกติ, มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty - CVD): เก็บอากรเพิ่มกับสินค้าที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลต่างประเทศ, มาตรการปกป้อง (Safeguards - SG): ใช้ชั่วคราวเมื่อมีการนำเข้าพุ่งสูงผิดปกติเพื่อให้ธุรกิจไทยปรับตัว, มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง (Anti-Circumvention - AC): อุดช่องโหว่ไม่ให้ผู้ส่งออกเลี่ยงอากรผ่านประเทศที่สาม
  • ปรับปรุงกระบวนการยื่นคำร้องมาตรการตอบโต้ทางการค้า (AD/CVD/SG/AC) แก้ไขระเบียบให้ทันสมัยตามแนวทางของ องค์การการค้าโลก (World Trade Organization - WTO) โดยไม่สร้างภาระด้านเอกสารที่เกินความจำเป็น
  • จัดตั้งทีมผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงพาณิชย์เพื่อช่วยจัดเตรียมข้อมูล
  • เชื่อมโยงข้อมูลการนำเข้า ราคา และการจ้างงานจากทุกหน่วยงานเพื่อให้เห็นจุดเสี่ยงแบบตามเวลาจริง
  • ใช้ AI วิเคราะห์การนำเข้าที่พุ่งสูงผิดปกติและราคาสินค้าที่ต่ำกว่าตลาดโลก ออกรายการตรวจสอบ (Checklist) และประกาศรายการเฝ้าสังเกต (Watch List) เชื่อมต่อฐานข้อมูลเพื่อตรวจสอบ ตัวแทนอำพราง (Nominee) และทุนเทาที่อยู่เบื้องหลังสินค้าผิดกฎหมาย
  • เพิ่มบทบาทเชิงรุกของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP): แก้ไข พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า ให้กรมฯ มีอำนาจสั่งการแพลตฟอร์มออนไลน์ได้โดยตรง
  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD): เปลี่ยนจากผู้ขายข้อมูลเป็น "ผู้สร้างระบบนิเวศข้อมูล" เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและเครือข่ายธุรกิจที่ทำผิดซ้ำซาก
  • สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA): กำกับดูแลให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องเชื่อมต่อระบบและรับผิดชอบลบสินค้าผิดกฎหมายทันที
  • กรมศุลกากร: ตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้นำเข้าและชิปปิ้ง (Shipping) รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
  • หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย (ปคบ./DSI/ปปง.): รับข้อมูลจาก Dashboard เพื่อวางแผนจับกุม สกัดเส้นทางการเงิน และอายัดทรัพย์สิน
  • เพิ่ม ความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มออนไลน์และกรอบเวลา (SLA) แพลตฟอร์มต้องเชื่อมต่อระบบกับหน่วยงานมาตรฐาน (เช่น อย./สมอ.)
  • เพิ่มเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ และบัญชีต้นทุน
  • รับการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเพื่อการปกป้องทางการค้าให้สอดคล้องกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดเวลาไต่สวน 40%
  • มี AI เฝ้าระวังนำเข้า
  • ลดขั้นตอนเตรียมตัวและเอกสารจาก 6 เดือน เหลือ 3 เดือน (กระบวนการยื่นคำร้องมาตรการตอบโต้ทางการค้า (AD/CVD/SG/AC))
  • ลดกระบวนการพิจารณาคำขอจาก 3 เดือน เหลือ 1 เดือน (กระบวนการยื่นคำร้องมาตรการตอบโต้ทางการค้า (AD/CVD/SG/AC))
  • การไต่สวนจนถึงการเก็บอากรลดจาก 12 เดือน เหลือ 9 เดือน (กระบวนการยื่นคำร้องมาตรการตอบโต้ทางการค้า (AD/CVD/SG/AC))
  • เพิ่มอัตราความสำเร็จในการยื่นคำร้องจากเดิม 1 ใน 100 ราย ให้เป็น 10 ใน 100 ราย (เพิ่มขึ้น 10 เท่า)
  • การไต่สวนเสร็จสิ้นไม่น้อยกว่า 50% ของเคสทั้งหมด
  • เพิ่มเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ และบัญชีต้นทุนอย่างน้อย 20 อัตรา
  • งบประมาณจากกองทุนส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเพื่อการปกป้องทางการค้าเพิ่มเป็น 10%

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • อุตสาหกรรมไทย
  • SMEs
  • ผู้บริโภค
  • แพลตฟอร์มออนไลน์

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • กองทุนส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การรุกคืบของทุนต่างชาติ: ธุรกิจไทยเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากแพลตฟอร์มดิจิทัลขนาดใหญ่และสินค้าราคาถูกที่เข้ามาตัดราคาจนทำลายอุตสาหกรรมการผลิตของไทย
  • อุปสรรคเชิงโครงสร้าง: ปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคผลิตและบริการ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และภาวะหนี้ครัวเรือนที่ฉุดกำลังซื้อลงอย่างต่อเนื่อง
  • ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ได้รับผลกระทบหนักกว่าธุรกิจใหญ่ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชั่วคราวไม่สามารถแก้ปัญหาระยะยาวได้ จึงต้องมีการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

จะทำอะไร (Action)

  • นำเทคโนโลยีอย่างซอฟต์แวร์บัญชี, ระบบขายหน้าร้าน (POS) และระบบจ่ายเงินออนไลน์ เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพและแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน
  • ดำเนินการมาตรการปกป้อง SMEs ภายใต้กฎเกณฑ์การแข่งขันที่เป็นธรรม
  • พัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลให้เป็นเครื่องยนต์การเติบโตตัวใหม่
  • ส่งเสริมการใช้ซอฟต์แวร์ เช่น บัญชี, POS, ระบบจัดการทรัพยากรองค์กร (ERP), ระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) และ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI) ของผู้ประกอบการไทย ตามบัญชีบริการของ DEPA
  • ใช้มาตรการลดภาษีนิติบุคคล คูปองส่วนลด (Voucher) เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินกู้
  • จูงใจให้ SME จดทะเบียนนิติบุคคลและเข้าระบบภาษีอย่างถูกต้อง
  • สร้างระบบหวยใบเสร็จ เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคเลือกซื้อของจากร้านที่เข้าระบบ
  • ใช้ พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า กำกับดูแลแพลตฟอร์มต่างชาติไม่ให้ทุ่มตลาด ตัดราคา หรือเอาเปรียบธุรกิจไทย เร่งรัดกฎหมายฉบับใหม่
  • แก้ปัญหาคุณภาพชีวิต (ประปาสะอาด, รถเมล์ไฟฟ้า, มิเตอร์อัจฉริยะ) ด้วยเทคโนโลยีที่ผลิตในไทยและใช้ชิ้นส่วนในประเทศเป็นหลักเพื่อสร้างงานท้องถิ่น
  • สนับสนุนสตาร์ทอัพ (Startup) ไทยด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
  • รัฐลงทุนพัฒนาซอฟต์แวร์มาตรฐาน (ERP, CRM, AI) ด้วยเทคโนโลยีรหัสเปิด (Open Source) และเปิดเผยซอร์สโค้ด (Source Code) ตามหลัก "เงินสาธารณะเพื่อรหัสสาธารณะ" (Public Code Public Money)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ธุรกิจไทยมีการยกระดับด้วย Digital & AI
  • เพิ่มประสิทธิภาพSME
  • แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน
  • SME ได้รับการปกป้องภายใต้กฎเกณฑ์การแข่งขันที่เป็นธรรม
  • อุตสาหกรรมดิจิทัลได้เป็นเครื่องยนต์การเติบโตตัวใหม่ (Growth Engine)
  • แก้ปัญหาคุณภาพชีวิตคนไทย
  • ผู้ซื้อสินค้ามีโอกาสลุ้นโชคจากใบกำกับภาษี
  • SME ได้รับการจดทะเบียนนิติบุคคลและเข้าระบบภาษีอย่างถูกต้อง
  • แพลตฟอร์มต่างชาติถูกกำกับดูแลไม่ให้ทุ่มตลาด ตัดราคา หรือเอาเปรียบธุรกิจไทย
  • สร้างงานท้องถิ่น
  • ลดการขาดดุลเทคโนโลยี
  • สตาร์ทอัพไทยออกไปแข่งขันในระดับโลก
  • ลดค่าลิขสิทธิ์ (License) ให้ภาคเอกชน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ธุรกิจไทย
  • SME (ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม)
  • สตาร์ทอัพ
  • ผู้ประกอบการไทย
  • ภาคเอกชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • มาตรการภาษีทำได้ทันที (เกี่ยวกับ Action: ลดภาษีนิติบุคคล)
  • เพิ่มปริมาณคูปองในปีงบประมาณถัดไป (เกี่ยวกับ Action: คูปองส่วนลด)
  • อนุมัติระบบหวยใบเสร็จเข้า ครม. ได้ทันที (เกี่ยวกับ Action: หวยใบเสร็จ)
  • เตรียมระบบและใช้งานจริงระบบหวยใบเสร็จภายใน 100 วันแรก (เกี่ยวกับ Action: หวยใบเสร็จ)
  • ดำเนินการตามกฎหมายเดิมเพื่อปกป้อง SMEได้ทันที (เกี่ยวกับ Action: ใช้ พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า)
  • ออกประกาศฉบับย่อยเกี่ยวกับกฎหมายใหม่ใน 3-6 เดือน (เกี่ยวกับ Action: เร่งรัดกฎหมายฉบับใหม่)
  • ออกประกาศนโยบายเพื่อแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตได้ทันที (เกี่ยวกับ Action: เปลี่ยนปัญหาเป็นอุตสาหกรรม)
  • เริ่มเห็นผลการแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตและสร้างงานในปีงบประมาณถัดไป (เกี่ยวกับ Outcome: สร้างงานท้องถิ่น)
  • เริ่มการสนับสนุนสตาร์ทอัพด้วยจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในปีงบประมาณถัดไป (เกี่ยวกับ Action: เลือกซื้อบริการดิจิทัลของคนไทยก่อน)
  • เห็นผลชัดเจนการสนับสนุนสตาร์ทอัพในปีที่ 3-4 (เกี่ยวกับ Outcome: สร้างฐานการเติบโตให้สตาร์ทอัพไทย)
  • วางสเปกมาตรฐานซอฟต์แวร์ใน 6 เดือนแรก (เกี่ยวกับ Action: รัฐลงทุนพัฒนาซอฟต์แวร์)
  • เริ่มพัฒนาซอฟต์แวร์สำคัญโดยรัฐใน 1 ปีแรก (เกี่ยวกับ Action: รัฐลงทุนพัฒนาซอฟต์แวร์)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การผูกขาดของแพลตฟอร์มต่างชาติทำให้แพลตฟอร์มไทยพ่ายแพ้ให้แก่ทุ่มตลาดของแพลตฟอร์มต่างชาติและครองแบ่งตลาดในไทยได้แทบทั้งหมด
  • เมื่อผูกขาดได้สำเร็จ แพลตฟอร์มต่างชาติจึงปรับขึ้นค่าธรรมเนียมอย่างต่อเนื่องจาก 0% จนพุ่งสูงถึง 15-25%
  • สินค้าจีนทะลักเข้ามาแย่งตลาดโดยไม่เสียภาษี ทำให้ SME ไทยยิ่งขายยิ่งขาดทุน
  • แพลตฟอร์มยังปิดกั้นความเป็นเจ้าของข้อมูล (Data Ownership) ทำให้ผู้ขายไม่สามารถนำข้อมูลลูกค้าไปต่อยอดธุรกิจได้
  • การสร้าง Marketplace ของหน่วยงานรัฐมากกว่า 20-30 แห่งที่ผ่านมาล้มเหลว เพราะบริหารแบบระบบราชการ ขาดคน ขาดงบการตลาด และขาดทิศทางธุรกิจที่ยั่งยืน

จะทำอะไร (Action)

  • สร้าง "ตลาดเปิดดิจิทัล“ สู้อีคอมเมิร์ซต่างชาติ
  • สร้างเครือข่ายด้วยตลาดเปิดดิจิทัล (OCN) ให้ช้อปสินค้าไทยผ่านแอปธนาคาร/เป๋าตัง
  • ลดค่าธรรมเนียม ในระบบ OCN
  • ลดอำนาจผูกขาดทุนต่างชาติ
  • อุดหนุน SME ไทยด้วยระบบการค้าเสรี
  • เสนอสร้าง OCN (Open Commerce Network) หรือ เครือข่ายการค้าไทยแบบเปิด
  • ถอดบทเรียนจากความสำเร็จของโมเดล ONDC ในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นการสร้าง "โปรโตคอลมาตรฐานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล" (Standard Protocol & Digital Infrastructure)
  • แยกส่วนระหว่างแอปฝั่งคนซื้อและคนขายออกจากกัน
  • ลดค่าธรรมเนียมคนกลาง (GP) ลงมากกว่า 50%
  • สนับสนุนสินค้า SME, OTOP, สินค้าเกษตร และสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand) ให้เข้าถึงคนไทยทั่วประเทศ
  • จัดตั้งองค์กรบริหารจัดการแบบมืออาชีพ
  • จ้างทีมบริหารมืออาชีพที่มีประสบการณ์ด้าน อีคอมเมิร์ซ (E-Commerce) และ สตาร์ทอัพเทคโนโลยี (Tech Startup) มาขับเคลื่อนแทนระบบราชการเดิม
  • เชื่อมต่อ API กับ Super App ที่คนไทยใช้อยู่แล้ว เช่น แอป "เป๋าตัง", "ทางรัฐ", แอปธนาคาร (เช่น K+, SCB), ไปรษณีย์ไทย, AIS หรือ True สำหรับฝั่งผู้ซื้อ
  • เชื่อมต่อกับระบบจัดการร้านค้า (SaaS/POS/ERP) ของเอกชนไทยที่ผู้ประกอบการใช้อยู่แล้ว สำหรับฝั่งผู้ขาย
  • เชื่อมระบบขนส่งกับ ไปรษณีย์ไทย และเอกชนไทยเพื่อรองรับ การบริหารคลังสินค้าและจัดส่ง (Fulfillment) สำหรับฝั่งโครงสร้างพื้นฐาน
  • ใช้ระบบชำระเงินของธนาคารไทย สำหรับฝั่งโครงสร้างพื้นฐาน
  • นำร่องในจังหวัดเป้าหมาย เช่น จันทบุรี และ ตราด เน้นสินค้าเกษตรและผลไม้
  • ขยายสู่สินค้า OTOP และ SME ทั่วประเทศ
  • ดึงเอกชนรายใหญ่ (Retailers) และแพลตฟอร์มเทคโนโลยีเข้ามาร่วมในระบบนิเวศ
  • กำหนดให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (เช่น คนละครึ่งเฟสใหม่) ต้องใช้จ่ายผ่านระบบ OCN
  • มอบส่วนลดภาษีหรือค่าธรรมเนียมพิเศษสำหรับสินค้า Made in Thailand ที่ขายผ่านระบบนี้

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ทวงคืนโอกาสคนไทย
  • ช่วยให้ แอปพลิเคชันที่คนไทยใช้อยู่แล้ว (เช่น แอปธนาคาร หรือ แอปเป๋าตัง) สามารถค้นหาและสั่งซื้อสินค้าจากระบบจัดการร้านค้าใดก็ได้ที่เชื่อมต่อในเครือข่าย
  • ลดค่าธรรมเนียมคนกลาง (GP) ลงมากกว่า 50%
  • ช่วยให้ ร้านค้าตัวเล็กๆ เข้าถึงฐานลูกค้าขนาดใหญ่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติเพียงอย่างเดียว
  • ช่วยให้ สินค้า SME, OTOP, สินค้าเกษตร และสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand) เข้าถึงคนไทยทั่วประเทศด้วยต้นทุนต่ำที่สุด
  • ป้องกันการผูกขาด
  • ช่วยให้ ประชาชนช้อปปิ้งได้ทันทีโดยไม่ต้องโหลดแอปใหม่
  • ดึงข้อมูลสินค้าขึ้นระบบอัตโนมัติ
  • รองรับการบริหารคลังสินค้าและจัดส่ง (Fulfillment) ในราคาประหยัด
  • แก้ปัญหาราคาพืชผล
  • อุดหนุนสินค้าไทยโดยตรง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนไทย
  • SME ไทย
  • ผู้ขาย
  • ร้านค้าตัวเล็กๆ
  • สินค้า SME, OTOP, สินค้าเกษตร และสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand)
  • ประชาชน
  • ผู้ประกอบการ
  • เกษตรกรและผลไม้
  • เอกชนรายใหญ่ (Retailers) และแพลตฟอร์มเทคโนโลยี

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • สำหรับ ระยะที่ 1 (Sandbox): 6 เดือนแรก นำร่องในจังหวัดเป้าหมาย เช่น จันทบุรี และ ตรา
  • สำหรับ ระยะที่ 2: ขยายสู่สินค้า OTOP และ SME ทั่วประเทศ พร้อมดึงเอกชนรายใหญ่ (Retailers) และแพลตฟอร์มเทคโนโลยีเข้ามาร่วมในระบบนิเวศ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เงินรั่วไหลจากการค้าดิจิทัล: ปัจจุบันแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) ขนาดใหญ่ เช่น Lazada, Shopee และ TikTok กลายเป็นช่องทางหลักที่คนไทยกว่า 80% ใช้ซื้อสินค้า
  • วิกฤตสินค้าต่างชาติทะลัก: แพลตฟอร์มเหล่านี้เอื้อให้สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ไหลเข้ามาในปริมาณมหาศาล ทำให้ผู้ผลิตและโรงงานไทยไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ ทำให้การค้าไทยขาดดุลเป็นจำนวนมาก
  • กระทบต่อเศรษฐกิจฐานราก: เมื่อเม็ดเงินจำนวนมหาศาลถูกโอนออกจากระบบเศรษฐกิจไทยกลับไปยังประเทศผู้ผลิตหลัก ทำให้เกิดภาวะเงินรั่วไหลและเศรษฐกิจภายในประเทศซบเซา

จะทำอะไร (Action)

  • เปลี่ยนแพลตฟอร์มเป็นประตูสู่ตลาดอาเซียน: ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายของแพลตฟอร์มที่มีอยู่ทั่วภูมิภาค เช่น อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และเวียดนาม เพื่อผลักดันสินค้าไทยคุณภาพสูงออกไปจำหน่าย
  • ขยายมาตราส่วนการส่งออก (Scaling Up): ตั้งเป้าผลักดันร้านค้าที่ผ่านการคัดเลือกในระดับ 1,000 ถึง 10,000 ราย
  • สร้างความน่าเชื่อถือระดับสากล: จัดตั้งร้านค้าประเทศไทย (Thailand Pavilion) บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อยืนยันตัวตนและความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยต่อผู้ซื้อในต่างประเทศ
  • การเจรจาความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เป็นหน่วยงานหลักในการเจรจาเชิงนโยบายกับแพลตฟอร์มต่างชาติ เพื่อเปิดช่องทางพิเศษและขอรับการสนับสนุนด้านเครื่องมือขายสำหรับสินค้าไทยในตลาดอาเซียน
  • ยกระดับเทคโนโลยีร่วมกับเครือข่ายสตาร์ทอัพ (Startup): บูรณาการความร่วมมือ: ทำงานร่วมกับสมาคมสตาร์ทอัพไทย (Thai Startup), สมาคมอีคอมเมิร์ซ (Thai e-Commerce) และสมาคมเทคโนโลยีขนส่ง (LogisTech)
  • อัปเกรดระบบบริหารจัดการ: พัฒนา ระบบจัดการคำสั่งซื้อ (Order Management System - OMS) ของคนไทย ให้สามารถเชื่อมต่อและบริหารจัดการสินค้าบนแพลตฟอร์มต่างชาติได้โดยตรง
  • ฟังก์ชันสนับสนุนการขาย: ติดตั้งระบบ การแปลภาษาอัตโนมัติ (Automated Translation) และระบบ การปรับราคาสินค้าตามพื้นที่ (Dynamic Localization Pricing) ให้สอดคล้องกับค่าเงินและรสนิยมของแต่ละประเทศ
  • ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการจัดส่ง (Local Fulfillment): จัดตั้งคลังสินค้าในต่างประเทศ: ร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนเพื่อสร้าง ระบบบริหารคลังสินค้าและจัดส่งในท้องถิ่น (Local Fulfillment Center) ในกลุ่มประเทศเป้าหมาย
  • อำนวยความสะดวกและการตลาดเชิงรุก: ลดอุปสรรคทางการค้า: กรมการค้าต่างประเทศต้องปฏิรูปขั้นตอนการส่งออกให้ง่ายและรวดเร็วขึ้นสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย
  • อัดฉีดงบประมาณการตลาด: ใช้รัฐเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณทำโปรโมชั่น (Promotion), แจกคูปองส่วนลด และอุดหนุนค่าจัดส่งฟรีในช่วงเริ่มต้นโครงการ
  • การคัดเลือกสินค้าคุณภาพ (Curation): จัดตั้งทีมวิจัยและทีมคัดเลือกสินค้า เพื่อวิเคราะห์รสนิยมและพฤติกรรมผู้บริโภคในอาเซียนก่อนผลักดันสินค้าขึ้นระบบ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ดันสินค้าไทยโดดเด่น
  • ดึงดูดผู้ซื้อรายใหม่ในระดับภูมิภาค
  • สร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจในระดับกว้าง
  • สร้างมูลค่าการค้าและการส่งออกผ่านระบบดิจิทัลในระดับหลายพันล้านบาท
  • เปิดช่องทางพิเศษและขอรับการสนับสนุนด้านเครื่องมือขายสำหรับสินค้าไทยในตลาดอาเซียน
  • เพิ่มความรวดเร็วในการส่งมอบสินค้า
  • ผู้ประกอบการรายย่อยส่งออกได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • สินค้าไทย
  • ผู้ซื้อในต่างประเทศ
  • ผู้ประกอบการรายย่อย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • SMEs ไทย 3.2 ล้านราย กำลังสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ทุนใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ
  • กฎระเบียบภาษีในปัจจุบันยังเป็นอุปสรรคต่อการเข้าระบบ
  • ไทยมีเศรษฐกิจนอกระบบสูงถึง 45% ซึ่งนับเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียน
  • ธุรกิจรายย่อยเสียโอกาสในการขยายศักยภาพอย่างเต็มที่

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดันโครงการ “หวยใบเสร็จ SMEs” เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าและบริการจาก SMEs
  • ใช้แรงจูงใจรูปแบบรางวัล (หวยใบเสร็จ) แทนการบังคับเข้าสู่ระบบ
  • ให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้บริโภคจากการซื้อร้าน SMEs ผ่านแอปฯ เป๋าตังหรือแอปธนาคารที่ร่วมโครงการ
  • ให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ SMEs จากยอดขายสะสม
  • มอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบ Simplify Tax และ Simplify VAT แก่ SMEs ที่เข้าร่วมโครงการ
  • ใช้ข้อมูลยอดขายจริงจากโครงการเพื่อช่วยให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มเพดานเกณฑ์ยอดขายต่อปีที่จะต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม จากเดิม 1.8 ล้านบาท/ปี เป็น 3.6 ล้านบาท/ปี
  • เพิ่มสิทธิหักค่าใช้จ่าย เพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายเหมาในการคำนวณภาษีรายได้บุคคลธรรมดา เดิมอัตรา 60% เป็นสูงสุด 90%
  • ลดภาระงานเอกสาร
  • สร้างความมั่นใจให้สถาบันการเงินในการปล่อยกู้
  • SMEs มียอดขายเพิ่มขึ้นจากแรงจูงใจฝั่งผู้บริโภค
  • ผู้บริโภคหันมาสนับสนุนร้านค้าและธุรกิจรายย่อยมากขึ้น
  • SMEs สมัครใจเข้าสู่ระบบภาษีโดยไม่รู้สึกถูกลงโทษ
  • ลดขนาดเศรษฐกิจนอกระบบ และเพิ่มฐานภาษีของประเทศ
  • SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้นจากข้อมูลรายได้ที่โปร่งใส
  • ธุรกิจรายย่อยสามารถขยายกิจการและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • ระบบภาษีเป็นธรรมและสอดคล้องกับสภาพธุรกิจจริงมากขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • SMEs
  • ผู้บริโภค
  • ธุรกิจรายย่อย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 1,000 ล้านบาทต่อเดือน

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบประมาณรัฐบาล
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ภาวะสินเชื่อหดตัว: สินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่องกว่า 3 ปี โดยล่าสุดลดลงถึง 4% ในขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่กลับเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น
  • ความเสี่ยงสูงในสายตาธนาคาร: สถาบันการเงินมักลังเลที่จะปล่อยกู้ให้ SMEs ขนาดเล็กเนื่องจากขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันและข้อมูลเครดิตที่เพียงพอ ทำให้ผู้ประกอบการต้องหันไปพึ่งหนี้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยสูง

จะทำอะไร (Action)

  • สนับสนุนให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้อย่างสะดวกและเป็นธรรมมากขึ้น
  • เพิ่มอัตราค้ำประกันสินเชื่อ โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs (PGS) จาก 15% เป็น 30%
  • ออกมติ ครม. อนุมัติเพิ่มวงเงินงบประมาณสนับสนุนให้ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อให้ SMEs โดยแยกอัตราการค้ำประกันตามความเสี่ยง เพื่อให้ SMEs ขนาดเล็กมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น
  • ปรับปรุงกฎหมาย พ.ร.บ. บสย. ให้ บสย. เข้าถึงข้อมูลจากแหล่งอื่นเพื่อประมวลผลและพัฒนาคะแนนเครดิตตามความเสี่ยงของ SMEs ได้แม่นยำขึ้น และสามารถให้ SMEs รู้ผลค้ำประกันได้ล่วงหน้า ก่อนไปยื่นกู้กับสถาบันการเงิน
  • ปรับปรุง พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิตเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาแข่งขันพัฒนาคะแนนเครดิต สร้างทางเลือกให้ธนาคารใช้ประเมินลูกค้า SMEs ได้ดีขึ้น
  • ทยอยกำหนดให้บริษัทขนาดใหญ่ ใช้ระบบ e-Tax Invoice/Receipt เพื่อจูงใจให้ซื้อสินค้าและบริการจาก SMEs มากขึ้น และเพิ่มการตรวจสอบเครดิตการค้าให้ SMEs ไม่เกิน 45 วันได้จริง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • SMEs เข้าถึงแหล่งทุนในระบบ
  • เพิ่มอัตราค้ำประกันสินเชื่อ โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs (PGS) จาก 15% เป็น 30% สำหรับกิจการขนาดเล็ก
  • ให้ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อได้ทุกความเสี่ยงของ SMEs
  • ใช้ Digital Factoring หรือการใช้ “บิลลูกหนี้การค้า” ค้ำประกันเงินกู้ได้ทันที
  • SMEs รู้ผลค้ำประกันได้ล่วงหน้า
  • ธนาคารประเมินลูกค้า SMEs ได้ดีขึ้น
  • เพิ่มการตรวจสอบเครดิตการค้าให้ SMEs ไม่เกิน 45 วันได้จริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • SMEs
  • ธุรกิจขนาดใหญ่
  • ผู้ประกอบการรายใหม่

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง: SMEs ไทยต้องเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบ แรงงาน และพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น แต่ขาดเงินทุนและเทคโนโลยีในการปรับปรุงประสิทธิภาพ
  • ความเหลื่อมล้ำในตลาดส่งออก: ปัจจุบันยอดการส่งออกของไทยมาจาก SMEs เพียง 13%
  • กับดักเศรษฐกิจนอกระบบ: ระบบภาษีและมาตรการรัฐที่ขาดแรงจูงใจ บีบให้ SMEs ที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ให้มีโอกาสแข่งขันและเติบโตได้ทุกประเภทธุรกิจ
  • คืนภาษี VAT ให้ SMEs (ไม่เกิน 50,000 บาท/ราย) ในรูปแบบคูปอง
  • ปล่อยสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transformation Loan) วงเงินรวม 100,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขยายตลาดส่งออก
  • ให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) พัฒนาต่อยอดระบบ BizPortal เพื่อให้ SMEs อัปโหลดสัญญาเช่าและหลักฐานการชำระเงินเพื่อรับคืนคูปองคนละครึ่ง หมวดลดค่าเช่า ได้โดยสะดวก
  • บูรณาการเครือข่ายผู้ให้บริการธุรกิจ
  • สนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ครม. อนุมัติงบประมาณ 30,000 ล้านบาท เพื่อช่วย SMEs ผ่าน 2 ช่องทาง 1.บสย. ค้ำประกันสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่าน 2.ธนาคารออมสิน สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ธนาคารพาณิชย์ที่อนุมัติสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่าน เพื่อให้ SMEs มีเงินลงทุนในเทคโนโลยีที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนวัตถุดิบ/แรงงาน/พลังงาน และขยายตลาดส่งออก

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • SMEs มีต้นทุนลดลงและมีเงินลงทุนเพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีและกระบวนการผลิต
  • รัฐช่วยค้ำประกันความเสี่ยง เพื่อให้ได้รับอนุมัติสินเชื่อพิเศษ
  • อุดหนุนดอกเบี้ยให้ 3% ใน 3 ปีแรก สำหรับ สินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่าน
  • คืนภาษี VAT ให้ SMEs (ไม่เกิน 50,000 บาท/ราย)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • SMEs

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 10,000 ล้านบาท (บประมาณคูปองคืนภาษี)
  • 100,000 ล้านบาท (สินเชื่อวงเงินพิเศษ)
  • 30,000 ล้านบาท (เงินทุนดอกเบี้ยต่ำ )

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบประมาณประจำปี
ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • บทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ
  • สัมปทานการผูกขาด ควบรวม ครอบงำ หรือซื้อกิจการของกลุ่มทุน
  • การทุ่มตลาดจากสินค้าข้ามชาติ
  • สถาบันการเงินทั้งรัฐและเอกชนที่มุ่งหารายได้และกำไรที่มากเกินควรจากค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย หรือค่าบริการที่เรียกเป็นอย่างอื่น
  • ความเหลื่อมล้ำ
  • ขาดแคลนสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน
  • ขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ
  • ขาดศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานในการคมนาคม
  • ขาดแคลนรายได้ ในท้องถิ่น
  • ขาดการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมตามศักยภาพบุคคลในท้องถิ่น
  • ขาดขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ
  • ขาดการค้าชายแดนครบวงจร
  • ขาดความเชื่อมั่นและแรงจูงใจในการลงทุน
  • ขาดโครงสร้างพื้นฐาน ในการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์
  • ประชาชนที่ยากจนในพื้นที่
  • ขาดแคลนแหล่งงานในประเทศเพื่อนบ้าน
  • ขาดเศรษฐกิจทางเลือก
  • ขาดการสนับสนุนประชาชนในการประกอบกิจการอิสระ
  • ขาดการสนับสนุนนักธุรกิจรุ่นใหม่และผู้ประกอบการรุ่นเยาว์
  • ขาดการพัฒนาธุรกิจครบวงจรและธุรกิจเครือข่าย
  • ขาดการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
  • ขาดการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่จำเป็นต้องประกอบอาชีพในภาคเศรษฐกิจแบบไม่เป็นทางการ เช่น หาบเร่แผงลอย คนทำงานภาคกลางคืน
  • ขาดมาตรการการคุ้มครองผู้บริโภคตามกฎหมาย
  • ขาดระบบเศรษฐกิจฐานคุณธรรม
  • ขาดสถาบันทางการเงิน สหกรณ์ หรือกองทุน ที่เปิดช่องให้ดำเนินธุรกรรมทางการเงินที่สอดคล้องกับหลักการทางศาสนา
  • ขาดการพัฒนาอย่างเสมอภาคและสอดคล้องกับวิถีชีวิต อัตลักษณ์ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม ในระดับหมู่บ้านและชุมชน
  • มีคุณภาพชีวิตไม่ดี ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
  • ขาดแคลนงาน และอาชีพ
  • ขาดสวัสดิการสังคมอย่างทั่วถึง
  • OTOP และวิสาหกิจชุมชน ยังไม่ได้ยกระดับเป็น ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม

จะทำอะไร (Action)

  • ยกเลิกและละเว้นการตรากฎหมายและกฎเกณฑ์ซึ่งมีบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ
  • ให้การประกอบกิจการมีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม
  • ป้องกันและขจัดสัมปทานการผูกขาด ควบรวม ครอบงำ หรือซื้อกิจการของกลุ่มทุน
  • สนับสนุนสินค้าไทยที่ได้มาตรฐานอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันการทุ่มตลาดจากสินค้าข้ามชาติ
  • ปฏิรูปสถาบันการเงินทั้งรัฐและเอกชนที่มุ่งหารายได้และกำไรที่มากเกินควรจากค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย หรือค่าบริการที่เรียกเป็นอย่างอื่น
  • ให้สถาบันการเงินของรัฐให้ยึดนโยบายหลักด้านการช่วยเหลือทางสังคมและเศรษฐกิจแก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย
  • จัดให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน
  • ส่งเสริมและขยายโอกาสในการประกอบอาชีพ
  • พัฒนาศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานในการคมนาคม ทั้งในส่วนของรถไฟและสนามบินในภูมิภาค
  • พัฒนาเศรษฐกิจเชิงนิเวศวัฒนธรรมของท้องถิ่นต่างๆ
  • ให้ประชาชนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์ จากเศรษฐกิจเชิงนิเวศวัฒนธรรม
  • ทำให้เกิดการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมตามศักยภาพบุคคลในท้องถิ่นที่มีความชำนาญและโดดเด่นในแต่ละสาขาการผลิต
  • ส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ
  • มุ่งสร้างหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งภายใต้กรอบความร่วมมือต่างๆ ที่ไทยเป็นสมาชิก
  • พัฒนาความเป็นหุ้นส่วนกับประเทศยุทธศาสตร์ที่สำคัญในภูมิภาคและนอกภูมิภาค
  • ส่งเสริมการค้าชายแดนครบวงจร
  • สร้างความเชื่อมั่นและแรงจูงใจในการลงทุน
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์
  • สนับสนุนการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์กับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ จังหวัดชายแดนภาคใต้จะมีการเชื่อมโยงกับประเทศ มาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน โดยใช้ศักยภาพทางภาษาและวัฒนธรรม
  • ร่วมมือกับประเทศมาเลเซียอย่างใกล้ชิดทั้งในระดับรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น
  • ส่งเสริมธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับประชาชนที่ยากจนในพื้นที่ ได้แก่ ธุรกิจร้านอาหารไทยหรือร้าน “ต้มยำ”
  • ยกระดับแรงงานท้องถิ่น
  • เร่งจัดหาแหล่งงานในประเทศเพื่อนบ้าน
  • ส่งเสริมเศรษฐกิจทางเลือกที่สอดคล้องกับศักยภาพ องค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึง ความถนัดของประชาชนและท้องถิ่น
  • ส่งเสริมประชาชนในการประกอบกิจการอิสระผ่านการทำธุรกิจออนไลน์
  • ส่งเสริมสนับสนุนนักธุรกิจรุ่นใหม่และผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ผ่านการตั้งกองทุนและวิธีการอื่นๆ
  • ส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจครบวงจรและธุรกิจเครือข่าย
  • ส่งเสริมการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
  • คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่จำเป็นต้องประกอบอาชีพในภาคเศรษฐกิจแบบไม่เป็นทางการ เช่น หาบเร่แผงลอย คนทำงานภาคกลางคืน
  • ให้ความสำคัญกับมาตรการการคุ้มครองผู้บริโภคตามกฎหมาย
  • พัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานคุณธรรม
  • ส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนกิจการเพื่อสังคม
  • สนับสนุนการจัดตั้งสถาบันทางการเงิน สหกรณ์ หรือกองทุน ที่เปิดช่องให้ดำเนินธุรกรรมทางการเงินที่สอดคล้องกับหลักการทางศาสนา เช่น สถานธนานุบาลปลอดดอกเบี้ย
  • ดำเนินการพัฒนาอย่างเสมอภาคและสอดคล้องกับวิถีชีวิต อัตลักษณ์ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม ตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ในระดับหมู่บ้านและชุมชน
  • พัฒนาประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
  • ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส
  • สร้างงานสร้างอาชีพ
  • จัดสวัสดิการสังคมอย่างทั่วถึง
  • สนับสนุนครัวเรือนที่มีความพร้อมเป็นผู้ประกอบการ
  • ยกระดับ OTOP และวิสาหกิจชุมชนเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม
  • ส่งเสริมให้เกิด “หนึ่งอำเภอหนึ่งอุตสาหกรรม”

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • การประกอบกิจการมีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม
  • ลดความเหลื่อมล้ำ
  • เพิ่มพูนรายได้ ในท้องถิ่น
  • เกิดการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมตามศักยภาพบุคคลในท้องถิ่นที่มีความชำนาญและโดดเด่นในแต่ละสาขาการผลิต
  • มีขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ
  • มีหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง
  • มีการค้าชายแดนครบวงจร
  • มีความเชื่อมั่นและแรงจูงใจในการลงทุน
  • เพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ ของจังหวัดชายแดนภาคใต้
  • ประชาชนที่ยากจนมีรายได้
  • มีเศรษฐกิจทางเลือกที่สอดคล้องกับศักยภาพ องค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึง ความถนัดของประชาชนและท้องถิ่น
  • ประชาชนประกอบกิจการอิสระผ่านการทำธุรกิจออนไลน์
  • มีธุรกิจครบวงจรและธุรกิจเครือข่ายที่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่
  • มีระบบเศรษฐกิจฐานคุณธรรม
  • สามารถช่วยเหลือดูแลผู้เดือดร้อนในรูปแบบต่างๆ
  • ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
  • มีงาน
  • มีอาชีพ
  • มีสวัสดิการสังคมอย่างทั่วถึง
  • OTOP และวิสาหกิจชุมชนเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม
  • เกิด “หนึ่งอำเภอหนึ่งอุตสาหกรรม”

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • กิจการ
  • สินค้าไทย
  • สถาบันการเงินทั้งรัฐและเอกชน
  • ประชาชนผู้มีรายได้น้อย
  • ท้องถิ่นต่างๆ
  • บุคคลในท้องถิ่น
  • จังหวัดชายแดนภาคใต้
  • ประชาชนที่ยากจนในพื้นที่
  • แรงงานท้องถิ่น
  • นักธุรกิจรุ่นใหม่
  • ผู้ประกอบการรุ่นเยาว์
  • คนส่วนใหญ่
  • ประชาชนที่จำเป็นต้องประกอบอาชีพในภาคเศรษฐกิจแบบไม่เป็นทางการ เช่น หาบเร่แผงลอย คนทำงานภาคกลางคืน
  • ผู้บริโภค
  • ประชาชนในพื้นที่ (ระดับหมู่บ้านและชุมชน)
  • ผู้ด้อยโอกาส
  • ครัวเรือนที่มีความพร้อม
  • OTOP
  • วิสาหกิจชุมชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
  • การผูกขาดระบบการเกษตรทั้งทางตรงและทางอ้อม
  • วิสาหกิจท้องถิ่นเกี่ยวกับอาหาร ถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุน

จะทำอะไร (Action)

  • สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตรอย่างครบวงจรและถือเป็นวาระของชาติ
  • คุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิตและการตลาด
  • เน้นการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
  • ส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรในรูปสภาเกษตรกรเพื่อวางแผนการเกษตรและรักษาผลประโยชน์ร่วม
  • สนับสนุนและคุ้มครองระบบสหกรณ์ให้เป็นอิสระ
  • ขจัดและป้องกันการผูกขาดระบบการเกษตรทั้งทางตรงและทางอ้อม
  • จัดตั้งและปรับปรุงองค์กรเพื่อพัฒนาการตลาดการเกษตร เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการราคาสินค้าเกษตร
  • ส่งเสริมอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและประมงพื้นบ้าน
  • ส่งเสริมศักยภาพเกษตรกรรายย่อยและชุมชนท้องถิ่นให้สามารถแข่งขันในระดับชาติ โดยให้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพการผลิตและส่งเสริมการจำหน่าย
  • ยกระดับความสามารถของวิสาหกิจท้องถิ่นเกี่ยวกับอาหารและให้มีบทบาทหลักในระบบกระจายอาหาร
  • ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร
  • สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช
  • ส่งเสริมวิสาหกิจเมล็ดพันธุ์
  • ขยายระบบชลประทาน โดยเน้นระบบชลประทานในไร่นาแทนการสร้างโครงการชลประทานขนาดใหญ่
  • กรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้: พัฒนาการเกษตรและการปศุสัตว์ ที่สอดคล้องกับระบบนิเวศ
  • กรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้: ต่อยอดและพัฒนาการเกษตรพื้นบ้าน เช่น สวนดูซง (สวนไม้ผลผสมผสาน) สวนทุเรียนพันธุ์พื้นบ้าน การปลูกข้าวพันธุ์พื้นบ้าน
  • กรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้: ส่งเสริมการแปรรูปพืชเศรษฐกิจท้องถิ่น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกษตรกรได้รับผลตอบแทนสูงสุด
  • ระบบสหกรณ์ เป็นอิสระ
  • ป้องกันการผูกขาดระบบการเกษตร
  • องค์กรพัฒนาการตลาดการเกษตรสามารถเชื่อมโยงกับตลาดภายในและตลาดโลก
  • เกษตรกรรายย่อยและชุมชนท้องถิ่นสามารถแข่งขันในระดับชาติ
  • วิสาหกิจท้องถิ่นเกี่ยวกับอาหาร ไม่ถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุน
  • เกษตรกรสามารถเก็บรักษาและปรับปรุงพันธุ์พืชที่ตนใช้เพาะปลูกได้
  • สร้างมูลค่าเพิ่มการแปรรูปพืชเศรษฐกิจท้องถิ่นในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • ชุมชนท้องถิ่น
  • วิสาหกิจท้องถิ่นเกี่ยวกับอาหาร
  • วิสาหกิจเมล็ดพันธุ์
  • การเกษตรและการปศุสัตว์ (ในจังหวัดชายแดนภาคใต้)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • งบประมาณรัฐไม่สร้างเศรษฐกิจในประเทศเต็มที่: การจัดซื้อจัดจ้างที่เน้น “ราคาต่ำสุด” ทำให้เงินภาษีจำนวนมากไหลออกนอกประเทศ ไม่ก่อการจ้างงานและการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน
  • ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบเชิงโครงสร้าง: SMEs ไทยแข่งขันยาก ทั้งด้านราคา หลักประกันสัญญา และเงื่อนไขการจัดซื้อ ทำให้พลาดโอกาสเข้าถึงตลาดภาครัฐ
  • อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์พึ่งพาการนำเข้า: สินค้าที่รัฐต้องใช้จำนวนมาก เช่น อุปกรณ์การแพทย์หรืออุปกรณ์ความมั่นคง ยังต้องนำเข้า เพราะขาดแรงจูงใจและการลงทุนระยะยาวในประเทศ

จะทำอะไร (Action)

ปรับระบบจัดซื้อจัดจ้างของรัฐให้เป็นเครื่องยนต์พัฒนาเศรษฐกิจไทย ไม่ใช่แค่การประหยัดระยะสั้น โดย

  • เปลี่ยนเกณฑ์จัดซื้อจาก “ราคาถูกสุด” เป็น “คุณภาพ + แหล่งกำเนิด”: ให้น้ำหนักกับสินค้าที่ผลิตในประเทศและสร้างมูลค่าเศรษฐกิจระยะยาว เช่น การจ้างงานและการใช้วัตถุดิบไทย
  • กำหนดสัดส่วนสินค้าไทยชัดเจน: หน่วยงานรัฐต้องจัดซื้อสินค้า MiT (Made in Thailand) ไม่น้อยกว่า 60% ของงบวัสดุและครุภัณฑ์ พร้อมให้คะแนนเพิ่มด้านผลประโยชน์เศรษฐกิจในประเทศ
  • แต้มต่อด้านราคา (Price Preference): อนุญาตให้สินค้าไทยเสนอราคาสูงกว่าสินค้านำเข้าได้ในกรอบที่กำหนด และให้แต้มต่อพิเศษกับผู้ประกอบการไทย
  • Open e-Catalog สินค้าไทย: รวมสินค้า MiT ทั้งหมดไว้ในระบบเดียว ลดเวลา ลดต้นทุน และเพิ่มโอกาสให้ SMEs เข้าถึงตลาดรัฐและเอกชน
  • ลดความเสี่ยงให้ SME: ปรับเงื่อนไขสัญญา เช่น การจ่ายเงินเร็วขึ้น การลดหลักประกันสัญญา สำหรับสินค้าที่ผลิตในประเทศ
  • Green Procurement Bonus: ให้สิทธิพิเศษเพิ่มเติมกับสินค้าไทยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว
  • สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อยกระดับมาตรฐาน: ให้สถาบันการเงินสนับสนุนเงินทุนสำหรับการปรับปรุงสายการผลิตและมาตรฐาน (ISO, มอก.) แก้ปัญหาคุณภาพสินค้าไทย
  • วิจัยและผลิตแทนการนำเข้า: สนับสนุน R&D สำหรับสินค้าที่รัฐต้องใช้สูงแต่ยังนำเข้า เช่น อุปกรณ์การแพทย์ อุปกรณ์ภัยพิบัติ และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • หน่วยงานรัฐต้องจัดซื้อสินค้า MiT (Made in Thailand) ไม่น้อยกว่า 60% ของงบวัสดุและครุภัณฑ์
  • เพิ่มโอกาสให้ SMEs เข้าถึงตลาดรัฐและเอกชน
  • ลดความเสี่ยงให้ SME ที่จัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ
  • ยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้าไทย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก SMEs

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เข้าถึงเงินทุนระยะเริ่มต้นยาก: SMEs และ Startup ไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง ขาดแหล่งเงินทุนในช่วง Seed–Early Stage
  • ความเสี่ยงสูงเกินกำลังเอกชนรับได้: ผู้ประกอบการต้องแบกรับความเสี่ยงเกือบทั้งหมดในช่วงเริ่มต้น ขณะที่นักลงทุนเอกชนยังไม่พร้อมลงทุน
  • ศักยภาพถูกจำกัด แข่งขันไม่ได้: ธุรกิจที่มีไอเดียและเทคโนโลยีดีเติบโตช้า สูญเสียโอกาสขยายตลาดและแข่งขันในระดับภูมิภาคและโลก

จะทำอะไร (Action)

  • จัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนภาครัฐ–เอกชน: ลงทุนใน SME และ Startup กลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีระดับสูง ตั้งแต่ Seed ถึง Early Series A
  • ร่วมลงทุนแบบเท่าเทียม (pari passu): รัฐลงทุนภายใต้เงื่อนไขเดียวกับนักลงทุนเอกชน ไม่บิดเบือนกลไกตลาด และทำหน้าที่เป็นตัวเร่งความเชื่อมั่น
  • ใช้เครื่องมือเหมาะกับระยะเริ่มต้น: ลงทุนผ่าน SAFE (Simple Agreement for Future Equity) หรือหุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Debenture) เพื่อไม่กดดันโครงสร้างผู้ถือหุ้น
  • เพิ่มสัดส่วนรัฐในเทคโนโลยีชั้นสูง: ปรับสัดส่วนการลงทุนของรัฐให้สูงขึ้นเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงแต่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
  • กำกับความเสี่ยงทางการคลังอย่างเป็นระบบ: กำหนดเพดานงบประมาณ เพดานการลงทุนรายบริษัท กลไกหยุดการลงทุนชั่วคราว (circuit breakers) และบทสิ้นสุดโครงการ (sunset provisions) เพื่อถอนการลงทุนเมื่อภาคเอกชนพร้อมขับเคลื่อนเอง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • รัฐแบ่งความเสี่ยงช่วงเริ่มลงทุน
  • เร่งการเติบโตของธุรกิจ โดยไม่บิดเบือนกลไกตลาด

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก SMEs

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ขั้นตอนซ้ำซ้อนหลายหน่วยงาน: ผู้ประกอบการต้องขอใบอนุญาตจากหลายหน่วยงานที่ทับซ้อนกัน ใช้เอกสารและการพิจารณาซ้ำ ทำให้กระบวนการยืดเยื้อ
  • ต้นทุนเวลาและค่าใช้จ่ายสูง: การรออนุมัติยาวนานทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจ เพิ่มต้นทุนการเริ่มต้นและการขยายกิจการ โดยเฉพาะ SME และผู้ประกอบการรายใหม่
  • ความไม่ชัดเจนเปิดช่องทุจริต: กติกาและลำดับขั้นตอนที่ไม่โปร่งใสสร้างดุลพินิจสูง เสี่ยงต่อการเรียกรับผลประโยชน์และความไม่เป็นธรรม

จะทำอะไร (Action)

ปรับระบบการขออนุญาตของรัฐให้เป็นจุดเดียว ใบเดียว เพื่อลดขั้นตอน ลดต้นทุน และเพิ่มความโปร่งใสในการทำธุรกิจ

  • ใบอนุญาตเดียว ครอบคลุมทุกหน่วยงาน: รวมการขออนุญาตประกอบกิจการ การผลิต สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย แรงงาน ฯลฯ ไว้ในกระบวนการเดียว ลดการยื่นซ้ำหลายที่
  • ตั้งศูนย์กลาง Super Licensing Center: ทำหน้าที่เป็นจุดติดต่อเดียว (Single Point of Contact) ผู้ประกอบการยื่นข้อมูลและเอกสารครั้งเดียว ศูนย์จะกระจายข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแทน
  • บูรณาการการตรวจสอบภาคสนาม: ศูนย์ทำหน้าที่ประสานการนัดหมายและการตรวจสถานประกอบการร่วมกัน ลดการตรวจซ้ำหลายรอบ และยึดมาตรฐานเดียวด้านความปลอดภัยและคุณภาพ
  • มาตรฐานเดียว โปร่งใส ตรวจสอบได้: ใช้ระบบเดียวในการกำกับ ตรวจสอบ และประเมินความปลอดภัยและมาตรฐานกิจการ ลดดุลยพินิจ และลดโอกาสคอร์รัปชัน
  • ลดต้นทุนธุรกิจ ส่งเสริมการลงทุน: เมื่อขั้นตอนและเวลาในการขออนุญาตลดลง จะช่วยจูงใจให้เกิดธุรกิจใหม่ การลงทุนเพิ่มขึ้น และการขยายกิจการในประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดขั้นตอน ลดต้นทุน และเพิ่มความโปร่งใสในการทำธุรกิจ
  • ลดโอกาสคอร์รัปชัน
  • เกิดธุรกิจใหม่ การลงทุนเพิ่มขึ้น และการขยายกิจการในประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก SMEs

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โอกาสการลงทุนของประชาชนถูกจำกัด: ประชาชนรายย่อยจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงการลงทุนที่มีคุณภาพได้ เพราะเงินขั้นต่ำสูง ค่าธรรมเนียมตัวกลางแพง และระบบขาดความโปร่งใส ส่งผลให้เงินออมของคนส่วนใหญ่ไม่สามารถเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจจริง และช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางความมั่งคั่งขยายตัว
  • SME และ Startup ระดมทุนยากตั้งแต่ต้น: ผู้ประกอบการที่มีสินทรัพย์จริงและศักยภาพทางธุรกิจกลับเข้าถึงแหล่งทุนได้จำกัด ต้องพึ่งพาเงินกู้หรือขายหุ้นตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ทำให้เสียอำนาจควบคุมธุรกิจและเติบโตได้ช้ากว่าที่ควร ทั้งที่สามารถสร้างงานและมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจได้มากกว่านี้
  • ระบบการเงินไม่เชื่อมกับเศรษฐกิจจริง: สินทรัพย์จริงของรัฐ เอกชน และ SME ไม่ถูกนำมาใช้สร้างโอกาสการลงทุนอย่างทั่วถึง ทำให้ระบบการเงินไม่ทำหน้าที่กระจายโอกาสและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ

จะทำอะไร (Action)

ใช้ RWA Tokenization เป็นเครื่องมือเชื่อมเงินออมของประชาชนกับสินทรัพย์และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง

  • เชื่อมการลงทุนกับเศรษฐกิจจริง: การแปลงสินทรัพย์จริงเป็น Investment Token ที่มีทรัพย์และรายได้รองรับ ทำให้ประชาชนสามารถนำเงินออมมาร่วมลงทุนในกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริงได้อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ และไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่
  • เพิ่มทางเลือกการระดมทุนให้ SME และ Startup: ผู้ประกอบการสามารถระดมทุนโดยใช้สินทรัพย์และกระแสรายได้ในอนาคตเป็นฐาน โดยไม่ต้องขายหุ้นหรือพึ่งพา VC เพียงอย่างเดียว ช่วยลดแรงกดดันต่อการเติบโตในช่วงเริ่มต้น
  • ลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มประสิทธิภาพระบบการเงิน: เมื่อต้นทุนตัวกลางลดลง โอกาสการลงทุนและแหล่งทุนจะกระจายกว้างขึ้น ทำให้ “เงินเท่าเดิม ทรัพย์เดิม” สร้างโอกาสมากขึ้น และผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างโปร่งใสและยั่งยืน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ขยายโอกาสการลงทุนและการเข้าถึงแหล่งทุนอย่างเป็นธรรม
  • ประชาชนสามารถนำเงินออมมาร่วมลงทุนในกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริงได้อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ และไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่
  • ลดแรงกดดันของผู้ประกอบการต่อการเติบโตในช่วงเริ่มต้น
  • เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างโปร่งใสและยั่งยืน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก SMEs
  • Startup

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เศรษฐกิจติดกับดักงานทักษะต่ำ: โครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาอุตสาหกรรมเดิมและแรงงานทักษะต่ำ ทำให้ค่าจ้างไม่เติบโต คนรุ่นใหม่มีทางเลือกงานคุณภาพสูงจำกัด และเกิดภาวะสมองไหล
  • อุตสาหกรรมใหม่ไม่เกิดเป็นระบบ: แม้มีเทคโนโลยีและความต้องการตลาด แต่ขาดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาแรงงานเฉพาะด้าน และการเชื่อมรัฐ–เอกชน ทำให้อุตสาหกรรมอนาคตเติบโตช้า
  • SMEs และแรงงานไทยเข้าไม่ถึงโอกาสใหม่: ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงยังไม่เปิดพื้นที่ให้ SMEs และแรงงานไทยเข้ามามีบทบาทอย่างแท้จริง รายได้จึงกระจุกตัวและไม่กระจาย

จะทำอะไร (Action)

เร่งสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ผ่านการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ การพัฒนาคน และการลดอุปสรรคเชิงโครงสร้าง เพื่อให้เกิดงานทักษะสูงและการเติบโตยั่งยืน โดย

  • รัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน + ลดกฎระเบียบ: สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และระบบนิเวศที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมอนาคต พร้อมปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุนและนวัตกรรม
  • พัฒนาแรงงานทักษะเฉพาะด้าน: ออกแบบการผลิตกำลังคนร่วมกับภาคเอกชน ตั้งแต่ระดับอาชีวะ มหาวิทยาลัย ไปจนถึงการ Upskill/Reskill ให้ตรงกับความต้องการจริง
  • ดึงเอกชนไทย–ต่างชาติร่วมสร้างอุตสาหกรรม: ใช้ความร่วมมือรัฐ–เอกชน (PPP) และการลงทุนเป้าหมาย เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานครบวงจรในประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกิดงานทักษะสูงและการเติบโตยั่งยืน
  • สร้างห่วงโซ่อุปทานครบวงจรในประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • SMEs
  • แรงงานไทย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ปวงชนไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

ไม่ระบุ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ส่งเสริม SMEs และสตาร์ทอัพไทย ให้เข้าถึงแหล่งทุน ความรู้ และตลาดใหม่ ๆ
  • ผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เน้นศักยภาพของคนในชุมชน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • SMEs
  • สตาร์ทอัพไทย
  • ธุรกิจท้องถิ่น

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • SMEs และสตาร์ทอัพไทย ให้เข้าถึงแหล่งทุน ความรู้ และตลาดใหม่ ๆ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • SME ไทยส่วนใหญ่ยังไม่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
  • ขาดข้อมูลตลาดและเครื่องมือวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า
  • ผู้ประกอบการท้องถิ่นขาดช่องทางขายออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพประกอบกับต้นทุนด้านแรงงานและพลังงานค่อนข้างสูง ทำให้ธุรกิจแข่งขันได้ยาก
  • ระบบสนับสนุนจากรัฐก็ยังแยกส่วน ไม่ตอบโจทย์การเติบโตที่แท้จริง

จะทำอะไร (Action)

  • รัฐแจก “SME digital starter pack” ฟรีให้กับผู้ประกอบการรายย่อยทุกคน
  • SME digital starter pack ประกอบไปด้วย ระบบบัญชีดิจิทัล, ระบบชำระเงินออนไลน์, ระบบออกบิล / ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์, AI Chatbot / ระบบตอบลูกค้า, Template การทำแผนธุรกิจ การคำนวณต้นทุน และการออกแบบการตลาด, พื้นที่ Cloud จัดเก็บข้อมูลราคาถูก

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้ประกอบการ SME ไทยกว่า 1 ล้านรายสามารถใช้ AI Tools เพื่อเพิ่มยอดขายและลดต้นทุนได้จริง
  • ธุรกิจท้องถิ่นใช้ข้อมูลตลาดและ AI Marketing เจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ทั้งในและต่างประเทศ
  • เกิดระบบนิเวศใหม่ของ AI Startup + SME ที่ร่วมกันสร้างนวัตกรรมในประเทศ
  • ไทยก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลาง SME อัจฉริยะแห่งอาเซียน (Smart SME Hub of ASEAN)
  • SME ไทยพร้อมใช้เทคโนโลยีตั้งแต่วันแรก โดยไม่ต้องลงทุนเอง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ประกอบการ SME

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ไทยมีกฎหมายและระเบียบการขออนุญาตประกอบธุรกิจจำนวนมากที่ล้าสมัย
  • ระบบอนุญาต (permit) ซ้ำซ้อนหลายหน่วยงาน
  • รัฐเป็นภาระใหญ่ต่อธุรกิจ โดยเฉพาะ SME
  • นักลงทุนต่างชาติมองว่าระบบกฎหมายไทยไม่แน่นอน
  • คู่มือกฎหมายไม่ชัด ภาคประชาชน–เอกชนไม่เข้าใจว่าต้องทำอะไร ส่งเอกสารอะไร ใช้เวลานานเท่าไหร่
  • ระบบราชการส่วนใหญ่ยังใช้กระดาษ ไม่เชื่อมโยงข้อมูล ทำให้ขั้นตอนช้ากว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างแพลตฟอร์ม One Stop Service เพื่อบริการประชาชนในที่เดียว
  • แปลงใบอนุญาตบางประเภทเป็น “ใบแจ้ง (notification)” แทนการ “ขออนุญาต (permission)” เพื่อเพิ่มความเร็วในการทำธุรกิจ
  • ใช้ข้อมูลจริงจากภาคเอกชน–ประชาชนเป็นตัวตัดสินว่าอะไรควรอยู่ อะไรควรถูกลบ
  • ยกเลิกใบอนุญาตซ้ำซ้อน เช่น ใบอนุญาตที่มีลักษณะใกล้เคียงกันแต่ต้องขอหลายหน่วยงาน
  • ยุบรวมขั้นตอนที่ซ้ำกัน ลดการใช้เอกสารเดิมซ้ำหลายครั้ง ดึงข้อมูลข้ามหน่วยงานได้
  • ปรับทุกบริการเป็นดิจิทัล (Digital by Default) ทุกใบอนุญาตต้องสามารถขอออนไลน์ได้ 100% ระบบติดตามสถานะ (tracking) โปร่งใส ลดโอกาสเจ้าหน้าที่เรียกผลประโยชน์
  • เชื่อมฐานข้อมูลต่าง ๆ (company register, tax, land, identity) เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องยื่นข้อมูลซ้ำ
  • ทำ “คู่มือกฎหมายฉบับประชาชน” ที่เข้าใจง่าย สรุปว่าต้องทำอะไร ส่งเอกสารอะไร ใช้เวลานานเท่าไหร่ เพื่อลดการตีความของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นต้นตอของความล่าช้าและทุจริต

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ออกใบอนุญาตภายใน 1 วัน
  • เพิ่มความเร็วในการทำธุรกิจ
  • ลดการใช้เอกสารเดิมซ้ำหลายครั้ง
  • ระบบติดตามสถานะ (tracking) โปร่งใส
  • ลดโอกาสเจ้าหน้าที่เรียกผลประโยชน์

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ธุรกิจ
  • SME
  • นักลงทุนต่างชาติ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในสภาวะ 'อาณานิคมดิจิทัล' จากแพลตฟอร์มต่างชาติ
  • ค่าธรรมเนียม (GP) สูง: ผู้ประกอบการไทยต้องแบกรับค่าธรรมเนียมและค่าโฆษณาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้กำไรหดหาย
  • ข้อมูลไหลออก: ข้อมูลพฤติกรรมการซื้อขายของคนไทยถูกเก็บโดยบริษัทต่างชาติ ทำให้เราเสียเปรียบในการวางแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ
  • การทะลักของสินค้าข้ามชาติ: สินค้าจากต่างประเทศราคาถูกไหลเข้ามาผ่านแพลตฟอร์มโดยมีแต้มต่อด้านภาษีและต้นทุน ทำลายผู้ผลิตท้องถิ่น
  • ต้นทุนแฝงในการขนส่ง: ค่าขนส่งที่ผันผวนและค่า GP ขนส่ง ทำให้ SME ขนาดเล็กไม่สามารถทำกำไรได้ในสมรภูมิราคา

จะทำอะไร (Action)

มาตรการ 'ไทยขายฟรี' (0% GP 2 ปีแรก)

  • เว้นค่าธรรมเนียมการขาย: สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่ขายสินค้าสัญชาติไทย จะได้รับสิทธิยกเว้นค่าธรรมเนียมการขายเป็นเวลา 2 ปีเต็ม
  • สนับสนุนทุนตั้งต้นดิจิทัล: รัฐสนับสนุนเครดิตการโฆษณาบนแพลตฟอร์ม (Ad Credits) สำหรับร้านค้าใหม่จากกลุ่มคนรุ่นใหม่และสตาร์ทอัพ
  • โครงข่าย 'ส่งถึงที่ ส่งเท่าทุน': รัฐสนับสนุนงบประมาณอุดหนุนส่วนต่าง เพื่อให้ผู้ประกอบการส่งสินค้าผ่านไปรษณีย์ไทยใน 'ราคาต้นทุน'
  • Creative Economy Hub: สนับสนุนการ Live Commerce โดยใช้ Soft Power ไทย ผ่านสตูดิโอและอุปกรณ์ที่รัฐจัดเตรียมไว้ให้
  • National Data Asset: ข้อมูลการค้าบนแพลตฟอร์มนี้จะเป็นของคนไทย รัฐจะใช้ข้อมูลมหาศาล (Big Data) นี้เพื่อนำไปวางแผนการผลิตสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมให้ตรงกับความต้องการของตลาด ป้องกันปัญหาสินค้าล้นตลาดในอนาคต

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ
  • ทำให้สินค้าไทยถูกมองเห็นได้มากขึ้น
  • ลดภาระค่าใช้จ่ายทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย
  • ป้องกันปัญหาสินค้าล้นตลาดในอนาคต

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ประกอบการไทย
  • SME
  • สตาร์ทอัพ
  • คนรุ่นใหม่

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • 2 ปีแรก สำหรับมาตรการ 'ไทยขายฟรี'
  • 2 ปี สำหรับการเว้นค่าธรรมเนียมการขายสำหรับผู้ประกอบการ SME ที่ขายสินค้าสัญชาติไทย

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • คนตัวเล็ก–ธุรกิจรายย่อย “เข้าไม่ถึงสินเชื่อ”
  • SMEs / Micro SMEs / Startup / อาชีพอิสระ ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
  • คนทำมาหากินจริง แต่ถูกมองว่า “เสี่ยง” ในสายตาธนาคาร
  • ธนาคารเน้นความปลอดภัยของระบบ มากกว่าการเปิดโอกาส
  • ความเหลื่อมล้ำทางโอกาสทางเศรษฐกิจ
  • คนรวยกู้ได้ง่าย คนจนติดกับดักเงินกู้นอกระบบ
  • ภูมิภาค–ชนบท–เศรษฐกิจฐานราก ถูกตัดออกจากระบบการเงินหลัก
  • ธนาคารไม่กล้าปล่อยกู้ แม้โครงการรัฐตั้งใจดี
  • นโยบายสินเชื่อภาครัฐ “ไปไม่ถึงมือจริง”
  • ความเสี่ยงถูกผลักให้ธนาคารฝ่ายเดียว → ธนาคารเลือกไม่ปล่อย
  • การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง
  • ธุรกิจเล็กไม่โต - ไม่จ้างงาน - รายได้ไม่ขยับ
  • ประเทศเสียโอกาสจากศักยภาพคนจำนวนมาก

จะทำอะไร (Action)

  • ตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ National Credit Guarantee Agency (NaCGA)
  • ค่าธรรมเนียมการค้ำประกันถูกลง เพราะคิดตามความเสี่ยงรายบุคคล (Risk-Based Pricing)
  • ออกใบค้ำประกันเครดิต ให้ประชาชน/SME ถือไปยื่นธนาคาร
  • สนับสนุนค่าธรรมเนียมบางส่วน โดยรัฐร่วมจ่าย (co-pay) กับธนาคาร
  • รวบรวมและพัฒนาโครงสร้างข้อมูลเครดิตระดับประเทศ โดยรับข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ สถาบันการเงิน และข้อมูลทางเลือก (alternative data) เพื่อให้การประเมินแม่นยำ โปร่งใส
  • ควบรวมและยกระดับ บสย. ผ่าน NaCGA พร้อมเปลี่ยนผ่านระบบ PGS ให้เป็น Individual-Based ค่อยๆ ลดความเหลื่อมล้ำด้านต้นทุนสินเชื่อ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องมีทรัพย์สินค้ำประกัน
  • ค่าค้ำต่ำกว่าระบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
  • การประเมินแม่นยำ โปร่งใส
  • ค่อยๆ ลดความเหลื่อมล้ำด้านต้นทุนสินเชื่อ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้ประกอบการรายเล็ก
  • SME
  • หน่วยงานรัฐ
  • สถาบันการเงิน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ไทยมีกฎหมายและระเบียบการขออนุญาตประกอบธุรกิจจำนวนมากที่ล้าสมัย บางฉบับออกตั้งแต่ 30–50 ปีก่อน ไม่สอดคล้องเศรษฐกิจยุคดิจิทัล
  • ระบบอนุญาต (permit) ซ้ำซ้อนหลายหน่วยงาน ต้องใช้เอกสารเดิมซ้ำหลายครั้ง ทำให้รัฐเป็นภาระใหญ่ต่อธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ที่ไม่มีต้นทุนด้านกฎหมายหรือบุคลากรมากพอ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเลือกปฏิบัติหรือเรียกรับผลประโยชน์จากกระบวนการไม่โปร่งใสและตีความได้หลายแบบ
  • คู่มือกฎหมายไม่ชัด ภาคประชาชน–เอกชนไม่เข้าใจว่าต้องทำอะไร ส่งเอกสารอะไร ใช้เวลานานเท่าไหร่
  • ระบบราชการส่วนใหญ่ยังใช้กระดาษ ไม่เชื่อมโยงข้อมูล ทำให้ขั้นตอนช้ากว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค
  • นักลงทุนต่างชาติมองว่าระบบกฎหมายไทยไม่แน่นอน ทำให้ตัดสินใจลงทุนยาก ภาครัฐต้องเสียทรัพยากรคนดูแลกฎเดิมที่ไม่จำเป็น ทั้งที่ควรทุ่มเวลาไปกับงานที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปกฎหมายทั้งระบบในคราวเดียว — ออกกฎหมายฉบับใหญ่ (Omnibus Law) ตัดกฎหมายเก่า ลดกฎเกณฑ์ที่ซ้ำซ้อน
  • แปลงใบอนุญาตบางประเภทเป็น “ใบแจ้ง (notification)” แทนการ “ขออนุญาต (permission)” เพื่อเพิ่มความเร็วในการทำธุรกิจ
  • ใช้ข้อมูลจริงจากภาคเอกชน–ประชาชนเป็นตัวตัดสินว่าอะไรควรอยู่ อะไรควรถูกลบ
  • ยกเลิกใบอนุญาตซ้ำซ้อน เช่น ใบอนุญาตที่มีลักษณะใกล้เคียงกันแต่ต้องขอหลายหน่วยงาน
  • ยุบรวมขั้นตอนที่ซ้ำกัน ลดการใช้เอกสารเดิมซ้ำหลายครั้ง ดึงข้อมูลข้ามหน่วยงานได้
  • ปรับทุกบริการเป็นดิจิทัล (Digital by Default) ทุกใบอนุญาตต้องสามารถขอออนไลน์ได้ 100% ระบบติดตามสถานะ (tracking) โปร่งใส
  • เชื่อมฐานข้อมูลต่าง ๆ (company register, tax, land, identity) เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องยื่นข้อมูลซ้ำ
  • ทำ “คู่มือกฎหมายฉบับประชาชน” ที่เข้าใจง่าย สรุปว่าต้องทำอะไร ส่งเอกสารอะไร ใช้เวลานานเท่าไหร่

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ทำให้ธุรกิจเดินหน้าเร็วขึ้น
  • ลดการใช้เอกสารเดิมซ้ำหลายครั้ง
  • ลดโอกาสเจ้าหน้าที่เรียกผลประโยชน์
  • ลดการตีความของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นต้นตอของความล่าช้าและทุจริต
  • ภาครัฐทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น เพราะไม่ต้องดูแลกฎหมายและใบอนุญาตที่เกินความจำเป็น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ธุรกิจ
  • SME
  • นักลงทุนต่างชาติ
  • ภาครัฐ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาหนี้สินของประชาชน เป็นปัญหาเรื้อรังที่ทำให้ประเทศติดหล่ม
  • ประชาชนขาดโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีและขาดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพส่วนตัว
  • หนี้เสียที่สะสมยาวนาน ทำให้ประชาชนติดอยู่ในวงจรหนี้
  • ไม่สามารถทำงาน–ประกอบอาชีพได้เต็มศักยภาพ
  • ภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ทำให้เศรษฐกิจครัวเรือนเปราะบาง เสี่ยงต่อปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจในวงกว้าง
  • โอกาสฟื้นตัวของผู้ประกอบการรายย่อยและแรงงานวัยทำงานลดลง ทำให้ประเทศสูญเสียกำลังการผลิต
  • สถาบันการเงินมีข้อจำกัด จึงไม่สามารถลดต้น–ยกดอกเบี้ย เพื่อช่วยลูกหนี้ได้มากพอ

จะทำอะไร (Action)

  • ประชาชนที่มีหนี้เสียไม่มีหลักประกันต่ำกว่า 200,000 บาท ค้างชำระเกิน 1 ปี จ่ายหนี้ 10% ของยอดหนี้เพื่อปิดหนี้
  • มาตรการเฉพาะกิจครั้งเดียวเพื่อนำมาปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนเพื่อให้ลูกหนี้กลับมาจ่ายชำระหนี้ได้

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ฟื้นฟูความสามารถในการประกอบอาชีพ
  • ลดความเครียดและลดความเสี่ยงเศรษฐกิจของครอบครัว
  • เพิ่มโอกาสฟื้นตัวของลูกหนี้
  • บรรเทาปัญหาหนี้ครัวเรือนให้ต่ำลง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้ประกอบการ SME

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • สตาร์ทอัพไทยส่วนใหญ่ขาดเงินทุนเริ่มต้นและที่ปรึกษาทางธุรกิจ
  • นักลงทุนไทยยังไม่มั่นใจและขาดแรงจูงใจทางภาษี
  • กฎระเบียบและขั้นตอนทางราชการซับซ้อนทำให้เติบโตช้า
  • ขาดกฎหมายสตาร์ทอัพที่รองรับการลงทุนแบบใหม่
  • สตาร์ทอัพไทยจำนวนมากย้ายฐานไปสิงคโปร์หรือฮ่องกงเพราะมีระบบเอื้อประโยชน์มากกว่า

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมสตาร์ทอัพระดับท้องถิ่น (โครงการ 1 อำเภอ 1 สตาร์ทอัพ)
  • จัดตั้งสตาร์ทอัพ สตูดิโอในแต่ละภูมิภาค
  • สร้างระบบนำเสนอไอเดีย-บ่มเพาะ-สร้างรายได้-ขยายการลงทุน
  • รัฐให้ทุนตั้งต้น 500,000 บาท/ราย ให้ทดลองตลาด (testbed) ร่วมกับหน่วยงานของรัฐ
  • ลดหย่อนภาษี 5 ปีแรก
  • สนับสนุนสิทธิประโยชน์และมาตรการทางภาษีสำหรับนักลงทุน Angels Investors และหน่วยงานที่ช่วยพัฒนาสตาร์ทอัพ รวมถึงผู้สร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพอื่นๆ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • มีสตาร์ทอัพเกิดใหม่เพิ่มขึ้น
  • มีเม็ดเงินลงทุนเอกชนในสตาร์ทอัพไทยเกิดขึ้นใหม่
  • มีสตาร์ทอัพ Unicorn สัญชาติไทยเกิดขึ้นใหม่
  • ทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางสตาร์ทอัพแห่งอาเซียน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ประกอบการรุ่นใหม่
  • คนรุ่น Gen Y–Z
  • นักลงทุนรายย่อย
  • บริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการร่วมลงทุน (Venture Capital)
  • มหาวิทยาลัย
  • หน่วยงานวิจัย
  • ศูนย์นวัตกรรม
  • ธุรกิจท้องถิ่น
  • SME

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • งบประมาณการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมูลค่ามหาศาลต่อปี มักตกอยู่ในมือบริษัทขนาดใหญ่
  • ข้อกำหนด TOR มักตั้งไว้สูงเกินไปสำหรับ SME เช่น ต้องมีผลงานย้อนหลังจำนวนมาก หรือมีเงินทุนหมุนเวียนมหาศาล
  • ระบบการประมูลแบบรวมศูนย์ทำให้บริษัทใหญ่ที่มีความพร้อมมากกว่าคว้างานไปได้เกือบทั้งหมด
  • แม้จะมีกฎหมายสนับสนุนบ้าง แต่ในทางปฏิบัติ SME ยังเสียเปรียบด้านต้นทุนและเทคโนโลยีเมื่อเทียบกับบริษัทข้ามชาติหรือบริษัทใหญ่

จะทำอะไร (Action)

  • มาตรการ "SME First KPI"
  • ปฏิรูปงบประมาณรัฐ เพื่อกระจายความมั่งคั่งสู่ผู้ประกอบการรายย่อย
  • กำหนดสัดส่วนจัดซื้อจัดจ้าง: ตั้งเป้าหมาย (KPI) ให้ทุกหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ต้องจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการจาก SME ไทยให้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 30 %
  • สร้าง Dashboard ติดตามการใช้เงินของหน่วยงานรัฐว่าสนับสนุน SME ตามเป้าหมายหรือไม่
  • ให้แต้มต่อด้านราคา: ในการประมูลแบบ e-bidding สำหรับ SME ไทย

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กระจายความมั่งคั่งสู่ผู้ประกอบการรายย่อย โดยรัฐบาลจะเป็น "ลูกค้ารายใหญ่" ที่ช่วยการันตีรายได้และสร้างโอกาส
  • ธุรกิจไทยมีศักยภาพแข่งขันได้ในระดับสากล
  • หน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ จัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการจาก SME ไทยเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 30 %

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ประกอบการ SME
  • สตาร์ทอัพไทย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพาณิชย์ทุกส่วนประสานการดำเนินการขับเคลื่อนร่วมกับภาคประชาชนในการจัดหาตลาดจำหน่ายสินค้าในต่างประเทศให้ได้อย่างกว้างขวางครอบคลุมในทุกภูมิภาคของโลก
  • โดยเฉพาะสินค้าทางการเกษตรและอุตสาหกรรมและบริการ
  • สนับสนุนการพัฒนาและส่งเสริมให้ประชาชนประกอบธุรกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกิดอำนาจการเจรจาต่อรองทางการค้าได้อย่างมีคุณภาพ กำหนดราคาขายและปริมาณการส่งออกสินค้าทั้งภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมทุกประเภทที่มีของประเทศ
  • ลดต้นทุนการผลิตและขายสินค้าให้สามารถแข่งขันทางธุรกิจกับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่ได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ประกอบการธุรกิจ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดันให้มีกฎหมายว่าด้วยสภาวิสาหกิจไทย เพื่อประสานงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ในการ พัฒนา จัดหาแหล่งทุน แก้ไขปัญหาของตนเอง
  • เสริมสร้างการพัฒนา
  • ผลักดันแนวทางยุทธศาสตร์ชาติ ในการนำโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและดิจิทัล และการปรับสภาพแวดล้อมมาใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการในปัจจุบันและอนาคตให้มีความทันสมัยสามารถรองรับการเจริญเติบโตทางอุตสาหกรรมของประเทศและของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • การเสริมสร้างการพัฒนา และ กระจายงบประมาณของรัฐและการจัดเก็บภาษีอากรของรัฐสู่ผู้ประกอบการ SMEs ได้อย่างทั่วถึงเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  • การพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการในปัจจุบันและอนาคตให้มีความทันสมัย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ประกอบการ SMEs

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ภูมิใจไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ภาระค่าครองชีพของประชาชน

จะทำอะไร (Action)

  • การขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win กระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่งพลัส”

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
  • ลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
  • สร้างรายได้ (ให้กับผู้ประกอบการ)
  • เสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ
  • สร้างเงินหมุนเวียนไทยในระบบเศรษฐกิจ
  • ผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น
  • ร้านค้าขนาดเล็กมีรายได้หมุนเวียน
  • ก่อให้เกิดการผลิต
  • ก่อให้เกิดการค้าขาย
  • ก่อให้เกิดการจ้างงาน
  • ก่อให้เกิดการคมนาคมขนส่ง
  • สร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้ประกอบการ
  • ร้านค้าทุกประเภท
  • ผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform)
  • ทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมสนับสนุนโครงการคนละครึ่ง พลัส

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ภูมิใจไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจากหล่มในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 แล้ว จะไปต่ออย่างไร
  • เศรษฐกิจปากท้อง ของ คนตัวเล็ก ตัวน้อย เป็นปัญหา
  • ผู้สูงวัยยังขาด ทักษะดี, งาน, เงิน, คนดูแล
  • ชุมชนยังไม่สามารถ ผลิตของที่ใช่, ขายของที่ชอบ และยังไม่ ตอบโจทย์ทุกคน
  • การศึกษา ยังไม่ เท่าเทียม, ยังไม่ เรียนฟรีมีจริง, ยังไม่มี เรียนฟรีมีงาน, ยังไม่มีการเรียนฟรี ทุกที่ ทุกเวลา
  • SME ไทยยังขาด ทุน และ ค้ำประกัน ในการ สู้ได้ทุกแวทีเวที
  • ยังขาด การลงทุน
  • ยังไม่มีการส่งเสริม เศรษฐกิจ สีเขียว เพื่อ รักษ์โลก ให้เป็น ทางรอด และทางรวยยั่งยืน
  • AI ยังไม่ ถึงมือ, งานยังไม่ ถึงตัว, เงินยังไม่ ถึงบ้าน
  • การค้าขายยังไม่ ฉลาด, การผลิตยังไม่ อัปเกรด, ยังไม่สามารถ ยึดตลาดโลก
  • รัฐ ยังไม่ ฉับไว, อนุมิติไว, ยังมี กั๊ก

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอแนวทางดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ จากมาตรการ 10 พลัส
  • แก้เศรษฐกิจปากท้อง
  • เพิ่มการลงทุน
  • รัฐร่วมทุน
  • เติมทุนให้ SME ไทย
  • ค้ำประกันไว้ SME ไทย
  • อัปเกรด การผลิต
  • ยึดตลาดโลก ด้วยพันธมิตร
  • รัฐฉับไว อนุมิติไว ไม่มีกั๊ก

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะเป็น 3 % พลัส
  • เป็นห้วงเวลาแห่งการพลิกฟื้น Potential Growth
  • เศรษฐกิจไปสู่การเติบโตทั่วถึง มีคุณภาพ และเต็มศักยภาพ
  • ผู้สูงวัยมี ทักษะดี
  • ผู้สูงวัยมี งาน
  • ผู้สูงวัยมี เงิน
  • ผู้สูงวัยมี คนดูแล
  • การศึกษา เท่าเทียม
  • เรียนฟรีมีจริง
  • เรียนฟรีมีงาน
  • เรียนฟรีทุกที่ ทุกเวลา
  • SME ไทย สู้ได้ทุกเวที
  • รักษ์โลก คือทางรอด และทางรวยยั่งยืน
  • AI ถึงมือ
  • งานถึงตัว
  • เงินถึงบ้าน
  • ค้าขายฉลาด
  • ยึดตลาดโลก
  • รัฐฉับไว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เศรษฐกิจไทย
  • ผู้สูงวัย
  • ชุมชน
  • ทุกคน
  • SME ไทย
  • พันธมิตร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ภูมิใจไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs เป็นการสร้างรายได้ของ “คนตัวเล็ก” ที่รัฐควรให้การสนับสนุน

จะทำอะไร (Action)

  • นโยบายเมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส
  • ติดปีก SMEs ผ่านการจัดซื้อ จัดจ้างภาครัฐ
  • เสริมสภาพคล่อง ออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
  • มีกลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ที่ใหญ่กว่า บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บยส.)
  • เปิดตลาดใหม่ สู่ระบบออนไลน์
  • เพิ่มแหล่งทุน
  • สร้างความเป็นธรรมค่า GP
  • E- Commerce Platform SME
  • จัดการ Nominee
  • ขยาย Local content
  • ฉวยโอกาส RVC traps
  • หาตลาดใหม่
  • เสริม Business matching
  • ติดปีกทูตพาณิชย์
  • ชูธุรกิจบริการ
  • Off-to-On Plus

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดต้นทุน
  • ดอกเบี้ยต่ำ
  • กลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ที่ใหญ่กว่า บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บยส.)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม
  • สนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นใหม่

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างงาน
  • สร้างรายได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ผู้ประกอบการรุ่นใหม่

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การผูกขาด
  • ความเหลื่อมล้ำ

จะทำอะไร (Action)

  • วางโครงสรางพื้นฐานทางเศรษฐกิจใหม่
  • ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม
  • ลดการผูกขาด
  • ลดความเหลื่อมล้ำ
  • แบ่งปันและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • การแข่งขันที่เป็นธรรม เกิดขึ้น
  • การผูกขาด ลดลง
  • ความเหลื่อมล้ำ ลดลง
  • โอกาสทางเศรษฐกิจ ถูกแบ่งปันและสร้าง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมเศรษฐกิจ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เศรษฐกิจเติบโต ด้วย ธุรกิจคนไทย ผู้ผลิตชาวไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ผลิตชาวไทย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • คนระดับฐานรากไม่มีรายได้
  • ค่าแรงงานขั้นต่ำไม่เหมาะสม

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างโอกาสให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทย
  • สร้างโอกาสทำกิน
  • สร้างงานให้คนในประเทศ
  • ปรับปรุงค่าแรงงานขั้นต่ำให้เหมาะสม
  • เสริมสร้างศักยภาพแรงงานไทย
  • สร้างเครือข่ายและการให้บริการอย่างทั่วถึง ทั้งในและต่างประเทศ
  • บริหารจัดการแรงงานนอกระบบ
  • คุ้มครองแรงงานตามมาตรฐานสากล
  • สร้าง Thailand platform

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยต้องมาก่อน
  • คนระดับฐานรากต้องมีรายได้
  • โอกาสทำกิน
  • โอกาสแข่งขันได้
  • งานให้คนในประเทศ
  • ค่าแรงงานขั้นต่ำ เหมาะสม
  • แรงงานไทย มีศักยภาพ
  • เครือข่ายและการให้บริการอย่างทั่วถึง ทั้งในและต่างประเทศ
  • ยกระดับคุณภาพชีวิต
  • คุ้มครองแรงงานตามมาตรฐานสากล

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • แรงงาน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ