ประเด็น

การออม

มี 7 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
  • หลังจาก กกต. เปิดเผยเอกสารนโยบาย (ณ วันที่ 26 ม.ค. 2569) ทีมงานได้อัปเดตข้อมูลงบประมาณและแหล่งที่มาของงบประมาณที่ตรงกันระหว่างเอกสารนโยบายและเว็บไซต์พรรค โดยแสดงด้วยตัวอักษรสีเขียว
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 80 มีเงินออมไม่พอใช้หลังเกษียณ
  • ผู้สูงอายุร่างกายไม่แข็งแรงหรือเจ็บป่วยไม่สามารถทำงานหาเลี้ยงชีพได้ สร้างภาระและความลำบากให้แก่ลูกหลาน ส่งผลกระทบถึงรายจ่ายของครอบครัวทำให้ลูกหลานไม่สามารถที่จะตั้งเนื้อตั้งตัวได้
  • เงินสะพัดหมุนเวียนในแวดวงหวยแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 250,000 ล้านบาท/ต่อปี

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างหวยบำเหน็จ หรือสลากการออมแห่งชาติ เป็นเครื่องมือในการออมเงินรูปแบบหนึ่ง
  • เปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออม
  • ซื้อหวยบำเหน็จได้ผ่านแอปเป๋าตัง
  • ระบบตรวจรางวัลให้อัตโนมัติ และโอนเงินเข้าบัญชีให้ทันที
  • ดูยอดเงินสะสมได้จากแอปเป๋าตัง
  • เงินต้นจะถูกสะสมยอดในกองทุนหวยบำเหน็จ (กองทุนสลากการออมแห่งชาติ)
  • เมื่ออายุครบ 60 ปี 70 ปี หรือ 80 ปี (แล้วแต่กรณี) เงินต้นจะถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารที่ผูกไว้กับแอปเป๋าตัง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สามารถนำเงินค่าซื้อหวยเหล่านี้กลับมาเป็นรายได้หลังเกษียณ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้สูงอายุ
  • คนไทยที่ชอบเล่นหวย
  • ประชาชนทั่วไปที่ต้องการออมเงิน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • อยากออมแต่ขาดแรงจูงใจ: ประชาชนจำนวนมากมีรายได้จำกัด การออมแบบเดิมให้ผลตอบแทนต่ำ ทำให้ไม่เห็นแรงจูงใจในการเก็บออมระยะยาว
  • การเสี่ยงโชคไม่สร้างความมั่นคง: การซื้อสลากทั่วไปเป็นรายจ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดเงินออมหรือสินทรัพย์สะสม เมื่อไม่ถูกรางวัลเงินก็หายไป
  • ภาระการคลังของรัฐ: กลไกการอุดหนุนบางรูปแบบต้องใช้งบประมาณรัฐ แต่ไม่ช่วยสร้างวินัยการออมให้ประชาชนในระยะยาว

จะทำอะไร (Action)

เปลี่ยนการเสี่ยงโชคให้เป็นการออมที่ยั่งยืน โดยใช้แรงจูงใจระดับจังหวัดและไม่เพิ่มภาระงบประมาณรัฐ

  • สลากออมทรัพย์ระดับจังหวัด: กำหนดรางวัลที่หนึ่งจังหวัดละ 1,000,000 บาทต่องวด รวม 77 ล้านบาทต่องวด เพื่อสร้างแรงจูงใจการออมอย่างทั่วถึงทุกพื้นที่
  • เงินออมเป็นของผู้ซื้อ: เงินที่ประชาชนใช้ซื้อสลากถูกสะสมเป็นเงินออมในกองทุนส่วนบุคคลของผู้ซื้อ ไม่สูญหายเหมือนสลากทั่วไป
  • ปรับปรุงระบบขายและให้รางวัล: ใช้โครงสร้างสลากออมทรัพย์ที่มีอยู่ ปรับวิธีการขายและการจ่ายรางวัลให้มีประสิทธิภาพ
  • เสริมวินัยการออมระยะยาว: ใช้กลไกแรงจูงใจเชิงพฤติกรรม ทำให้ประชาชนออมเงินได้อย่างต่อเนื่องควบคู่กับโอกาสลุ้นรางวัล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประชาชนออมเงินได้อย่างต่อเนื่องควบคู่กับโอกาสลุ้นรางวัล

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ประชาชน (โดยเฉพาะที่มีรายได้จำกัด)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ใช้งบประมาณแผ่นดิน

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 19) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

หักเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายในการออกสลากจากโครงสร้างสลากเอง

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 19) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความเสี่ยงไร้รายได้หลังเกษียณ: ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ ไม่มีบำนาญหรือรายได้ประจำเพียงพอหลังอายุ 60 ปี
  • การออมเพื่อวัยเกษียณไม่เพียงพอ: เงินสมทบจากรัฐในปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ผลตอบแทนการออมผ่าน กอช. ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพจริง
  • ภาระอนาคตตกกับครอบครัวและรัฐ: หากไม่เร่งสร้างการออมตั้งแต่ช่วงมีรายได้ ภาระการดูแลผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นในระยะยาว

จะทำอะไร (Action)

  • เพิ่มเงินสมทบภาครัฐในกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)
  • เสริมแรงจูงใจให้ประชาชนออมเงินเพื่อวัยเกษียณอย่างเป็นระบบ ผ่านการเพิ่มเงินสมทบจากภาครัฐ
  • ปรับเงินสมทบจากรัฐใน กอช. จาก 1,800 บาทต่อปี เป็น 3,600 บาทต่อปีต่อคน
  • กระตุ้นการออมตั้งแต่ช่วงมีรายได้
  • ใช้กลไกสมทบจากรัฐเป็นแรงจูงใจให้ประชาชน โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ เริ่มออมเงินอย่างสม่ำเสมอ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้ที่ออมต่อเนื่องใน กอช. มีเงินบำนาญเพิ่มขึ้นสูงสุดประมาณ 20% เมื่ออายุครบ 60 ปี
  • ลดความเสี่ยงผู้สูงอายุไร้รายได้
  • สร้างหลักประกันรายได้ระยะยาว
  • ลดการพึ่งพาครอบครัว
  • ลดภาระงบประมาณรัฐในอนาคต

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • แรงงานนอกระบบ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 45) ว่า '8,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 45) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบในขณะที่ประชาชนจำนวนมาก ไม่มีเงินออมเพียงพอ
  • มีรายได้ไม่แน่นอนจนไม่สามารถออมแบบก้อนหรือออมจำนวนมากได้
  • คนวัยเกษียณส่วนใหญ่ต้องทำงานต่อหรือพึ่งพาลูกหลานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • นำไปสู่ปัญหาความยากจนในวัยชราและคุณภาพชีวิตที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • ระบบออมเพื่อเกษียณที่มีในปัจจุบัน เข้าถึงยาก ซับซ้อน และไม่จูงใจ
  • การออมเป็นเรื่องไกลตัว และไม่มีแรงจูงใจให้เริ่มออมตั้งแต่อายุยังน้อย
  • ความนิยมซื้อสลากกินแบ่งของคนไทยจำนวนมากกลับไม่ได้สร้างความมั่นคงใด ๆ

จะทำอะไร (Action)

  • พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) มีกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) สำหรับการออกสลากดิจิทัล (ขูด/ซื้อผ่านแอปพลิเคชัน) ราคาต่อใบ 50 บาท (โดยเงิน 50 บาทนี้จะถูกเก็บเป็นเงินออมทั้งหมด)
  • ออกแบบให้ประชาชนสามารถออมได้จริงตามกำลัง
  • ซื้อหวยได้ที่แอปทางรัฐ, แอปลาซาด้า และแอปที่ร่วมโครงการ
  • ออกรางวัลและผลตอบแทน ทุกวันศุกร์ เวลา 17.00 น.
  • ผู้ถูกรางวัลจะได้เงินรางวัลทันทีผ่านพร้อมเพย์ (PromptPay) ส่วนเงินค่าซื้อสลากจะถูกนำเงินส่งเข้าบัญชีเงินออมรายบุคคลกับ กอช. และเมื่อผู้ออมอายุครบ 60 ปี จะคืนเงินทั้งหมดทุกบาท ทุกสตางค์ที่ซื้อสลากมาทั้งชีวิต บวกกับผลตอบแทนจากการลงทุนด้วย
  • กรณีเสียชีวิต เงินทั้งหมดจะถูกส่งคืนทายาท

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประชาชนมีเงินเก็บเมื่อเกษียณอย่างเป็นระบบ ไม่ต้องพึ่งลูกหลานหรือเสี่ยงตกสู่ความยากจนในวัยชรา
  • ประชาชนมีเงินก้อนไปใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยทางการเงินมากขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • คนวัยเกษียณ
  • ประชาชนสัญชาติไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 6) ว่า '1,500 ล้านบาท/ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 6) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยมิได้เริ่มต้นจากความสามารถหรือความขยัน หากแต่เริ่มต้นจาก “ต้นทุนชีวิตที่ไม่เท่ากัน” ตั้งแต่วัยเยาว์
  • เด็กจำนวนมากเติบโตขึ้นโดยขาดทุนตั้งต้นทางการเงิน การศึกษา สุขภาพ และโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ
  • รัฐไทยในอดีตมักเข้าไปช่วยเหลือเมื่อปัญหาได้เกิดขึ้นแล้ว ผ่านมาตรการสงเคราะห์หรือการอุดหนุนเฉพาะหน้า
  • ครัวเรือนมักไม่รับรู้ “เงินที่ประหยัดได้” ในฐานะรายได้ใหม่ แต่จะปรับระดับการใช้จ่ายขึ้นโดยอัตโนมัติ
  • ปัญหาคนตกหล่น จากการเข้าถึงสิทธิ
  • การสืบทอดความยากจนข้ามรุ่น
  • สวัสดิการเงินสดมักถูก “ดัดแปลง” เป็นนโยบายหาเสียง เพิ่ม-ลดตัวเลขได้ตามวาระการเมือง
  • เงินแจกรายเดือน ทำหน้าที่เหมือนรายได้เสริมระยะสั้น ซึ่งมักถูกดูดกลับไปเป็นค่าครองชีพทันที โดยเฉพาะในสังคมที่ Fixed Cost สูง
  • สวัสดิการรายเดือนพึ่งพา “พฤติกรรมครัวเรือน” ว่าจะเก็บออมหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่ทำไม่ได้เพราะแรงเสียดทานชีวิต

จะทำอะไร (Action)

  • จัดตั้งระบบ “บัญชีทุนชีวิตเด็กไทย”
  • รัฐเปิด บัญชีทุนชีวิตเด็กไทย โดยอัตโนมัติแก่เด็กทุกคนตั้งแต่แรกเกิด
  • รัฐเป็นผู้วางทุนตั้งต้นและร่วมออมกับครอบครัวตามเงื่อนไขเชิงความก้าวหน้า
  • ออกแบบ บัญชีทุนชีวิตเด็กไทย เป็นบัญชีส่วนบุคคลที่มีการคุ้มครองสิทธิ์ตามกฎหมาย ไม่สามารถถูกยึด โอน หรือใช้ผิดวัตถุประสงค์ได้
  • เงินในบัญชีแบ่งออกเป็นสามชั้น ได้แก่ ทุนตั้งต้นจากรัฐ ทุนร่วมออมจากครอบครัว และผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาว
  • จัดสรรทุนตั้งต้นจากรัฐในอัตราเท่ากันสำหรับเด็กทุกคน
  • ออกแบบแรงจูงใจแบบ matching contribution สำหรับทุนร่วมออมจากครอบครัว โดยรัฐสมทบให้มากขึ้นในครอบครัวรายได้น้อย
  • กลไกการบริหารเงินจะยึดหลักความมั่นคง โปร่งใส และต้นทุนต่ำ โดยอาจใช้โครงสร้างกองทุนรวมภาครัฐที่กระจายการลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำถึงปานกลางตามช่วงอายุของเด็ก
  • บทบาทของสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน จะอยู่ในฐานะผู้ดูแลบัญชีและโครงสร้างการออม
  • การกำกับนโยบายและมาตรฐานการลงทุนจะเชื่อมโยงกับหน่วยงานด้านการคลังและการออมแห่งชาติ เช่น กองทุนการออมแห่งชาติ
  • ออกแบบการใช้สิทธิ์จากบัญชีทุนชีวิตให้เป็นแบบมีเงื่อนไขและจำกัดวัตถุประสงค์ โดยสามารถถอนหรือแปลงเป็นเครดิตเพื่อใช้กับค่าใช้จ่ายที่สร้างศักยภาพ เช่น ค่าเล่าเรียน ค่าอบรมทักษะอาชีพ ค่าฝึกงาน ค่าเริ่มต้นธุรกิจ หรือเงินตั้งต้นสำหรับการออมระยะถัดไปในระบบแรงงาน
  • จัดตั้งกองทุนหุ้นประชาชน ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกการลงทุนระยะยาวในนามของประชาชนทุกคน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน
  • กองทุน หุ้นประชาชน จะลงทุนในกิจการยุทธศาสตร์ของประเทศที่มีกระแสเงินสดมั่นคงและมีบทบาทต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม พลังงาน ระบบสาธารณูปโภค และกิจการผูกขาดโดยธรรมชาติที่รัฐมีบทบาทกำกับดูแล
  • เด็กทุกคนที่เกิดในประเทศไทยจะได้รับการเปิดบัญชีในระบบกองทุนหุ้นประชาชนโดยอัตโนมัติ และได้รับสิทธิในหน่วยลงทุนตั้งต้นหรือ Baseline Equity
  • รัฐสมทบเงินเข้าสู่บัญชีของเด็กผ่านสองกลไกหลัก: 1) การให้หน่วยลงทุนตั้งต้นในกองทุนหุ้นประชาชนแก่เด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม 2) การสมทบเพิ่มเติมตามพฤติกรรมการออมของครอบครัว โดยรัฐจะออกแบบสูตรการสมทบแบบก้าวหน้า เพื่อให้ครอบครัวรายได้น้อยได้รับอัตราการสมทบที่สูงกว่า
  • เชื่อมโยง นโยบายนี้ กับระบบ DCU ซึ่งเป็นระบบให้สิทธิและแรงจูงใจของรัฐในมิติการลดรายจ่ายคงที่ของครัวเรือน
  • ระบบ DCU จะคำนวณเงินส่วนต่างที่ประหยัดได้โดยอัตโนมัติ และตั้งค่าเริ่มต้นให้มีการออมเข้าบัญชีบุตรหลานในสัดส่วนอย่างน้อย 20–30 เปอร์เซ็นต์ของเงินที่ประหยัดได้
  • บัญชีทุนชีวิตเด็กไทยถูกสร้างเป็นค่าเริ่มต้นอัตโนมัติ (Default) ตั้งแต่แจ้งเกิด ผูกกับเลขประจำตัวประชาชนและทะเบียนราษฎร์
  • บัญชีแยกเป็น 2 กระเป๋า: กระเป๋า A: Baseline Equity (หน่วยลงทุนตั้งต้นจากรัฐ) กระเป๋า B: Auto-Save + Family Save (เงินออมจาก DCU และเงินสมทบจากครอบครัว/นายจ้าง/ชุมชน)
  • ตั้งกติกาความเป็นเจ้าของแบบคุ้มครองเด็ก (Child Asset Lock) ห้ามโอน/ขาย/ค้ำประกันในช่วงอายุ 0–18 ปี
  • กำหนดให้เงินปันผล “ไม่แจกเป็นเงินสดทันที” แต่มี 2 โหมดให้เลือกเป็นค่าเริ่มต้น: โหมด 1: Reinvest Default (นำปันผลไปซื้อหน่วยเพิ่มอัตโนมัติ) โหมด 2: Education Credit (เปลี่ยนเป็นเครดิตเพื่อการศึกษา/ทักษะเมื่อถึงอายุที่กำหนด)
  • รัฐสามารถเพิ่มแรงจูงใจด้วยการ “สมทบเพิ่ม” ตามความสม่ำเสมอ เช่น ทำ Auto-Save ครบ 10 เดือน/ปี → รัฐเติมโบนัสหน่วยลงทุนเพิ่ม 1–3% ของยอดออมปีนั้น
  • แยกบทบาทกำกับดูแลออกจากผู้บริหารเงิน โดยมีการกำกับกรอบนโยบายและธรรมาภิบาล และผู้บริหารเงินเป็นผู้จัดการกองทุนตามกติกาและความโปร่งใส
  • เปิดข้อมูลแบบตรวจสอบได้ รายงานผลตอบแทน ค่าธรรมเนียม สัดส่วนลงทุน รายไตรมาส มีคณะกรรมการอิสระ + ผู้แทนผู้ถือหน่วย (ประชาชน)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เด็กไทย มีทุนชีวิต
  • สร้างหลักประกันระยะยาวให้กับประชาชน
  • เด็กทุกคนมีสินทรัพย์พื้นฐานเมื่อก้าวสู่วัยเปลี่ยนผ่านสำคัญของชีวิต
  • เป็นทุนผูกพันกับการพัฒนาศักยภาพในระยะยาวและการสร้างผลิตภาพของประเทศ
  • ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่าเงินฝากทั่วไป
  • มีเสถียรภาพเพียงพอสำหรับวัตถุประสงค์เชิงสังคม
  • ระบบไม่ซ้ำซ้อนและสามารถต่อยอดกับระบบบำนาญในอนาคตได้อย่างไร้รอยต่อ
  • ลดความเสี่ยงที่เงินจะถูกใช้ไปกับการบริโภคระยะสั้น
  • สร้างวินัยทางการเงินเชิงสถาบันตั้งแต่วัยเด็ก
  • ปลูกฝังวัฒนธรรมการออมในระดับครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม
  • ไม่สร้างภาระงบประมาณระยะสั้นอย่างรุนแรง
  • ลดอัตราการหลุดจากระบบการศึกษา
  • เพิ่มผลิตภาพแรงงานในอนาคต
  • ลดต้นทุนสวัสดิการเชิงแก้ปัญหา
  • เพิ่มฐานภาษีของรัฐในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ
  • สร้างความมั่นคงและความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวอย่างยั่งยืน
  • สร้างวินัยการออมเชิงสถาบันที่ฝังตัวอยู่ในชีวิตประจำวันของครัวเรือนและเด็กตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิต
  • เด็กไทยจะเติบโตขึ้นโดยมีประสบการณ์ตรงของการเป็นผู้ถือสินทรัพย์ระยะยาว มีความเข้าใจเรื่องการออม การลงทุน และผลตอบแทนที่เกิดจากเวลา
  • สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในอนาคต
  • เป็นกลไกการเรียนรู้ทางการเงินที่ไม่ต้องพึ่งพาการสอนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว
  • สร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอในรูปเงินปันผล มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น
  • ลดการสืบทอดความยากจนข้ามรุ่น
  • ยกระดับคุณภาพทุนมนุษย์ของประเทศ
  • ลดภาระงบประมาณด้านสวัสดิการเชิงแก้ปัญหาในอนาคต
  • สร้างฐานการเมืองเศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วม ที่ประชาชนมีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับการพัฒนากิจการยุทธศาสตร์ของชาติ
  • เงินที่ประหยัดได้...กลายเป็นทุนสะสมระยะยาวโดยอัตโนมัติ
  • สร้างวินัยการออมโดยไม่เพิ่มภาระการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน
  • เงินออมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต แทนที่จะถูกใช้หมดไปในระยะสั้น
  • เด็กที่ถือ Baseline Equity มูลค่า 10,000 บาท ตั้งแต่แรกเกิด จะมีมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 22,000–25,000 บาท เมื่ออายุ 18 ปี โดยไม่รวมเงินสมทบเพิ่มเติมจากรัฐหรือครอบครัว
  • เด็กหนึ่งคนสามารถมีทุนชีวิตระดับ หลายแสนบาท ได้โดยที่รัฐไม่จำเป็นต้องแจกเงินก้อนใหญ่ในช่วงใดช่วงหนึ่ง
  • อัตราการถอนตัวจะต่ำมาก
  • ระบบจะสามารถระดมเงินออมภาคครัวเรือนเข้าสู่กองทุนระยะยาวได้ถึง 15,000 ล้านบาทต่อปี
  • ลดปัญหาคนตกหล่น ในการเข้าถึงบัญชี
  • เปลี่ยนจาก “รายได้ชั่วคราว” เป็น “ทรัพย์สินถาวร”
  • สร้างวินัยการออมโดยไม่เพิ่มภาระการตัดสินใจ
  • ใช้เงินรัฐแบบ “ลงทุนให้ผลตอบแทน” แทน “รายจ่ายที่หายไป”
  • ลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างแบบข้ามรุ่นได้จริงกว่า
  • สร้างความผูกพันเชิงสถาบัน: เด็กเป็น “ผู้ถือหุ้นของประเทศ”
  • ป้องกันการรั่วไหลทางการเมืองและลดแรงเสียดทานสังคม
  • ลดต้นทุนการคลังสุทธิ
  • ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวในรูปเงินปันผลและการเติบโตของมูลค่าหน่วยลงทุนที่ระดับ 4–5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี
  • เด็กที่ถือ Baseline Equity มูลค่า 10,000 บาท ตั้งแต่แรกเกิด จะมีมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 22,000–25,000 บาท เมื่ออายุ 18 ปี โดยไม่รวมเงินสมทบเพิ่มเติมจากรัฐหรือครอบครัว
  • ครัวเรือนได้รับการลดรายจ่ายคงที่รวม เดือนละ 1,500 บาท
  • มีการออมเข้าบัญชีบุตรหลานในสัดส่วนอย่างน้อย 20–30 เปอร์เซ็นต์ ของเงินที่ประหยัดได้
  • เท่ากับ 300–450 บาทต่อเดือน เข้าสู่บัญชีทุนชีวิตของบุตรหลาน
  • ในรอบหนึ่งปี เด็กหนึ่งคนจะมีเงินออมเพิ่มเติมจากกลไกนี้ประมาณ 3,600–5,400 บาท
  • หากครัวเรือนเข้าร่วมระบบอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เด็กเกิดจนถึงอายุ 18 ปี และมีเงินออมเฉลี่ยจาก DCU เดือนละ 300 บาท เงินต้นจะสะสมอยู่ที่ประมาณ 64,800 บาท ไม่รวมผลตอบแทนจากการลงทุน
  • เด็กหนึ่งคนสามารถมีทุนชีวิตระดับ หลายแสนบาท ได้
  • ระบบจะสามารถระดมเงินออมภาคครัวเรือนเข้าสู่กองทุนระยะยาวได้ถึง 15,000 ล้านบาทต่อปี (หากมีครัวเรือนที่มีบุตรเข้าร่วมระบบ DCU Auto-Save จำนวน 5 ล้านคน และมีเงินออมเฉลี่ยเพียง 3,000 บาทต่อคนต่อปี)
  • รัฐเติมโบนัสหน่วยลงทุนเพิ่ม 1–3% ของยอดออมปีนั้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครอบครัวรายได้น้อย
  • เด็กและเยาวชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ประมาณ 6,000 ล้านบาทต่อปี (ภาระการจัดสรรเงินลงทุนตั้งต้น หากประเทศไทยมีจำนวนเด็กเกิดใหม่ประมาณ 600,000 คนต่อปี)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 27) ว่า '50,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 27) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • เปลี่ยน VAT เป็นเงินออมและเครดิตเงินคืนเข้ากระเป๋าดิจิทัล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน (ผู้ได้รับเงินคืน)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • Fixed Cost สูงจนสภาพคล่องหาย
  • เงินเดือนหรือรายได้อาจไม่ต่ำในเชิงตัวเลข แต่เมื่อหักค่าไฟ–น้ำ–เน็ต–เดินทางแล้ว รายได้สุทธิที่ใช้ได้จริง(Net Disposable Income) ต่ำมาก
  • จึงต้องกู้เพื่อความจำเป็นและกลายเป็นหนี้ครัวเรือนสูงโดยไม่ใช่เพราะฟุ่มเฟือย แต่เพราะต้นทุนชีวิตบีบทุกเดือน
  • การช่วยเหลือไม่ไหลกลับไปเป็นรายได้ของทุนสาธารณูปโภคและแพลตฟอร์มในไม่กี่วัน
  • คนออมไม่ได้เพราะ Fixed Cost กินรายได้สุทธิ
  • คนฐานรากและคนเมืองอยากได้ สิทธิยกระดับชีวิต แต่เข้าถึงยากเพราะต้นทุนก้อนใหญ่
  • ครัวเรือนเมืองที่มีเด็กเล็ก 1 คนค่าใช้จ่ายจำเป็นเพิ่มเฉลี่ย 1, 500–2, 500 บาท / เดือน มักถูกชดเชยด้วยหนี้ระยะสั้น / บัตรเครดิต
  • Fixed Cost ของวัยเรียนในเมืองคือ ค่าเดินทางไปโรงเรียน ค่าเน็ต / อุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายสุขภาพที่มองไม่เห็น(สายตา ภาวะเครียด สมาธิสั้น)
  • Fixed Cost วัยเริ่มงานคือ ค่าเดินทาง ค่าเช่า ค่ามือถือ / เน็ต และ “ต้นทุนเข้าทำงาน” ที่ทำให้ต้องรูดบัตร / กู้ตั้งแต่เดือนแรก
  • Fixed Cost ของ กลุ่ม วัยทำงานเต็มตัว คือ ค่าเดินทาง ค่าเน็ตครัวเรือน ค่าไฟน้ำที่สูงขึ้นจากการเลี้ยงลูก และดอกเบี้ยหนี้ที่กินรายได้สุทธิ
  • Fixed Cost ของ ช่วง วัยกลางคน / เปลี่ยนอาชีพ มักมาคู่กับความเสี่ยงตกงาน โรคเรื้อรัง และภาระครอบครัว ทำให้รายได้สุทธิผันผวนและหนี้กลับมาสูง
  • Fixed Cost ผู้สูงอายุคือ ค่ายา ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล ค่าไฟจากการอยู่บ้านมากขึ้น และค่าใช้จ่ายแฝงจากการเจ็บป่วยเรื้อรัง

จะทำอะไร (Action)

  • รีเฟรม “สวัสดิการสร้างตัว(Empowerment Welfare / Thai Savings Shield)” ให้เป็น “ชั้นปฏิบัติการ” ที่ถูกยึดกับปรัชญาเครดิตสาธารณะโดยตรง
  • กดต้นทุนชีวิตให้สภาพคล่องกลับมาโดยไม่โอนเงินสด(Fixed Cost Crusher Credit)
  • เอาสภาพคล่องที่กลับมาแล้วนั้น “ล็อกให้กลายเป็นทรัพย์สิน” ผ่านการออมสมทบรัฐ การลดต้นทุนเงิน และการ Reskill เพื่อยกระดับรายได้ในระยะถัดไป(Opportunity & Investment Credit)
  • บูรณาการ Thai Savings Shield เข้ากับ Three - Tier Credit
  • จัด “สวัสดิการสร้างตัว” เป็น “เครื่องยนต์ชั้น 2–3” ของระบบเครดิต และให้สิทธิของมันมีตรรกะตามสามชั้นชัดเจน
  • เลิกตั้งสมมติฐานว่าคนต้องมีเงินเหลือก่อนจึงจะออมได้ แต่เราทำให้เงินเหลือเกิดขึ้นก่อนด้วย Fixed Cost Crusher แล้วออกแบบให้เงินที่เหลือนั้น “ไหลเข้าทรัพย์สิน” อัตโนมัติ
  • ปรับสิทธิประโยชน์ของ Thai Savings Shield ให้ “แลกเป็นสิทธิกดต้นทุนชีวิต + สิทธิยกระดับชีวิต” ตามกรอบเครดิตเดิม โดย จัดหมวดใหม่และบังคับตรรกะการแลกใช้ให้สอดคล้องกับ “ไม่แจกเงินสด” และ “กดต้นทุนชีวิตก่อน–ปลดล็อกโอกาสทีหลัง”
  • ปรับเงื่อนไข ของ Thai Savings Shield ให้เป็น “เงื่อนไขที่แก้ Fixed Cost และลดหนี้” ไม่ใช่เงื่อนไขเชิงศีลธรรม
  • ผูก เงื่อนไขของ Thai Savings Shield กับพฤติกรรมสามแกนที่สอดคล้องกับกรอบเครดิตโดยตรง ได้แก่ พฤติกรรมที่ลดต้นทุนระบบสุขภาพ(ป้องกันก่อนป่วย), พฤติกรรมที่เพิ่มผลิตภาพแรงงาน(ทักษะ), และพฤติกรรมที่เพิ่มความเป็นทางการของเศรษฐกิจ(e - Receipt / e - Tax, จ่ายบิลตรงเวลา, เข้าระบบจัดการหนี้)
  • จัดสรร งบประมาณ ใหม่จากสวัสดิการที่กระจัดกระจายและรั่วไหล ไปสู่ระบบจ่ายตรง Fixed Cost ที่วัดผลเป็น Net Disposable Income
  • ใช้แรงจูงใจแบบ DCU บังคับให้ส่วนหนึ่งของสภาพคล่องที่คืนมา “กลายเป็นทุน” ผ่านการออมสมทบรัฐ
  • บัตรประชาชน Max ทำให้คนเหลือเงินด้วยการกดต้นทุนชีวิตแบบจ่ายตรง แล้ว Thai Savings Shield ทำให้เงินที่เหลือนั้นไม่ไหลหาย แต่ถูกแปลงเป็นทรัพย์สินและโอกาส ผ่านการออมสมทบรัฐ เครดิตทักษะ และเครดิตค้ำโอกาส
  • กำหนด “เครดิตตามช่วงวัย” เป็นโมดูลเพิ่มบนบัตรประชาชน Max ภายใต้ 3 ชั้นเดิมเหมือนกันทุกคน
  • Fixed Cost Crusher Credit (ชั้นที่ 1): เป็นสิทธิพลเมืองที่รัฐจ่ายตรงให้ผู้ให้บริการตามโควตา ทำหน้าที่คืนสภาพคล่อง
  • Skill - Based Top - up Credit (ชั้นที่ 2): รัฐ...ให้ “เครดิตเพิ่ม” จากพฤติกรรมที่ทำให้รัฐมั่นใจว่าการสมทบจะไม่สูญเปล่า ซึ่งถูกวัดด้วย DCU และแปลงเป็นสิทธิ Top - up ที่เป็นการ “กดต้นทุนชีวิตเพิ่ม” หรือ “ยกระดับศักยภาพ” เท่านั้น ไม่ใช่เงินสด
  • Opportunity & Investment Credit (ชั้นที่ 3): Thai Savings Shield แปลง DCU + ประวัติใช้สิทธิชั้น 1–2 ไปสู่ “สิทธิทางการเงินและโอกาส” เช่น ค้ำประกันไมโครเครดิต ลดดอกเบี้ย ลดค่าธรรมเนียม หรือ matching fund ขั้นสูง
  • บัญชี Personal Welfare Account เดิม: ถูกแยกเป็นกระเป๋าเชิงตรรกะ 2 ชั้นในบัญชีเดียว: ชั้นแรกคือ “สิทธิชั้น 1 แบบจ่ายตรง” ที่ลดบิลรายเดือนให้คน; ชั้นที่สองคือ “กระเป๋าทรัพย์สิน(Shield Account)” ที่รับเงินออมของประชาชนและเงินสมทบรัฐ โดยระบบจะตั้งค่าเริ่มต้นเป็น Auto - Debit หรือ Micro - Savings จากสภาพคล่องที่ถูกคืนมา
  • ในชั้นที่ 2 ของ Thai Savings Shield: ให้ DCU เป็นตัวกลางเชิงพฤติกรรม แล้วให้การแลกใช้ของ Thai Savings Shield “ไหลไปหา” 2 กลุ่มสิทธิเท่านั้น: สิทธิที่ทำให้ Fixed Cost ต่ำลงกว่าเดิม เช่น เพิ่มโควตาค่าไฟ เพิ่มสปีดเน็ต เพิ่มเที่ยวเดินทาง; สิทธิยกระดับชีวิต เช่น ตรวจสุขภาพเชิงลึก สุขภาพจิต Reskill และ voucher เครื่องมือทำกิน
  • ในชั้นที่ 3 ของ Thai Savings Shield: ต้องมี “สิทธิทางการเงิน” ที่ไม่ใช่การให้เงิน แต่เป็นการลดต้นทุนเงินและค้ำโอกาส โดยใช้ DCU + ประวัติชั้น 1–2 เป็นเครดิตสกอร์ภาครัฐ เช่น ลดดอกเบี้ยไมโครเครดิตตามระดับ DCU ลดค่าธรรมเนียมโอน / ชำระสำหรับรายย่อย และค้ำประกันบางส่วน
  • โครงสร้างเดียว แต่แตกมาตรการตามช่วงวัย(Life - Cycle Credit):
    • ชั้นที่ 1 Fixed Cost Crusher เป็นสิทธิพลเมืองเหมือนกันทุกวัย แต่ “องค์ประกอบสิทธิ” จะถูกปรับให้เข้ากับ Fixed Cost หลักของแต่ละวัย
    • ชั้นที่ 2 Skill - Based Top - up ใช้ DCU เหมือนกันทุกวัย แต่ “หมวดกิจกรรมที่ให้ DCU” และ “สิทธิที่แลกได้” จะต่างกันตามความเสี่ยงและศักยภาพของแต่ละวัย
    • ชั้นที่ 3 Opportunity & Investment Credit ใช้ DCU + ประวัติชั้น 1–2 เป็นเครดิตสกอร์ภาครัฐเหมือนกันทุกวัย แต่ “รูปแบบค้ำ” จะต่างตามวงจรชีวิต
  • มาตรการเชื่อมข้ามวัย Cross - Generational Measures:
    • Family Wallet Linking: ให้ Personal Welfare Account สามารถ “ผูกความสัมพันธ์ในครัวเรือน” ได้ ... โดยสิทธิชั้น 1 เป็นรายครัวเรือนตามเพดาน แต่ DCU เป็นรายบุคคล แล้วเปิดให้ “โอนสิทธิการแลกบางประเภท” ภายในครัวเรือนในสิ่งที่รัฐต้องการ ... โดยห้ามโอนเป็นเงินสด
    • Auto - Save From Savings: ให้การออมใน Thai Savings Shield เกิดจาก “เงินที่ประหยัดได้จาก Fixed Cost Crusher” เป็นค่าเริ่มต้นของระบบ เช่น ระบบเสนอออมขั้นต่ำ 20–30 % ของเงินที่ประหยัดได้ต่อเดือน(ผู้ใช้ปรับลดได้)
    • Risk - Gated Credit Ladder: ให้เครดิตชั้น 3 ทุกประเภทผ่านประตูความเสี่ยง(risk gate) เดียว คือต้องมีประวัติใช้สิทธิชั้น 1 ต่อเนื่อง + มี DCU จากหมวดที่ลดความเสี่ยงจริง(สุขภาพ / ทักษะ / วินัยการเงิน) + ไม่ผิดนัด

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สภาพคล่องกลับมา
  • สภาพคล่องที่กลับมาแล้วนั้น “ล็อกให้กลายเป็นทรัพย์สิน”
  • ยกระดับรายได้ในระยะถัดไป
  • การช่วยเหลือไม่ไหลกลับไปเป็นรายได้ของทุนสาธารณูปโภคและแพลตฟอร์มในไม่กี่วัน แต่ถูกแปลงเป็นความมั่นคงของประชาชนอย่างเป็นระบบ
  • KPI ของรัฐเปลี่ยนจาก แจกเท่าไร เป็น ประชาชนเหลือเงินสดจริงเท่าไรหลังหักต้นทุนชีวิต
  • เครดิตสาธารณะจึงไม่ใช่รางวัลความดี แต่เป็นเครื่องมือกดต้นทุนชีวิตและสร้างทรัพย์สิน โดยไม่เติมหนี้ใหม่
  • คืนสภาพคล่องทันที 1, 500–2,000 บาทต่อเดือน
  • คนมีอากาศหายใจทางการเงินก่อน
  • เงินเหลือเกิดขึ้น
  • เงินที่เหลือนั้น “ไหลเข้าทรัพย์สิน” อัตโนมัติ
  • Net Disposable Income เพิ่มขึ้นแบบเป็นตัวเงินสดจริงทันทีโดยไม่โอนเงิน
  • ทำให้ Fixed Cost ของประเทศต่ำลงในอนาคต
  • ทำให้ภาระงบสุขภาพต่ำลง
  • ทำให้คนตกงานน้อยลง
  • ทำให้หนี้เสียลดลง
  • ทำให้รัฐกล้าลดต้นทุนชีวิตได้มากขึ้นโดยไม่เสียวินัยการคลัง
  • งบประมาณ ลดรั่วไหล–จ่ายตรง–คืนเป็นทรัพย์สิน
  • ลดหนี้ครัวเรือนโดยไม่เติมหนี้ใหม่ เพราะเพิ่มสภาพคล่องด้วยสิทธิ ไม่ใช่ด้วยเงินสด
  • วัดความสำเร็จเป็นรายได้สุทธิหลังหักต้นทุนชีวิต ไม่ใช่จำนวนเงินที่รัฐแจก
  • เงินที่เหลือนั้นไม่ไหลหาย แต่ถูกแปลงเป็นทรัพย์สินและโอกาส
  • ทุกยอดออมมีคนช่วยเติม เกิดขึ้นบนฐานความจริงทางเศรษฐศาสตร์ของคนเมือง
  • “ประหยัดแล้วหาย” กลายเป็น “ประหยัดแล้วกลายเป็นทุน” โดยไม่สร้างความรู้สึกถูกบังคับเกินไป
  • Net Disposable Income, หนี้ลด, และศักยภาพเพิ่ม
  • ทุกช่วงวัย “เหลือเงินจริง” เดือนละ 1,000–2, 500 บาท
  • ลดหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ
  • วัยเด็กเล็ก: เงินเหลือจริงในครัวเรือน ≈ 1, 250 บาท / เดือน และเพิ่มเป็น ≈ 1, 450 บาท / เดือน หลังแลก DCU, เทียบรายปี ≈ 17, 400 บาท, อัตราคูณผลประโยชน์ประชาชน > 1.6 เท่า
  • วัยเรียน: เงินเหลือจริง ≈ 850 บาท / เดือน และเพิ่มเป็น ≈ 1, 100–1, 300 บาท / เดือน หลังแลก DCU, ลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน ≈ 15,000 บาท / ปี / เด็ก 1 คน
  • วัยเริ่มงาน: เงินเหลือ + ออม ≈ 1, 400–1, 600 บาท / เดือน, ลดโอกาสเริ่มชีวิตด้วยหนี้เสียอย่างมีนัย
  • วัยทำงานเต็มตัว: เงินเหลือจริง ≈ 1, 700–2,000 บาท / เดือน และเพิ่มเป็น ≈ 2, 200–2, 500 บาท / เดือน หลังแลก DCU, ≈ 26,000–30,000 บาท / ปี, อัตราคุ้มค่า > 1.8 เท่า
  • วัยกลางคน / เปลี่ยนอาชีพ: เงินเหลือจริง ≈ 1, 800 บาท / เดือน, ลดความเสี่ยงตกงาน / เจ็บป่วยระยะยาวอย่างมีนัย
  • วัยสูงอายุ: เงินเหลือจริงครัวเรือน ≈ 1, 600–1, 900 บาท / เดือน, ลดงบรักษาปลายทางของรัฐในอนาคตอย่างมาก
  • ระบบไม่แตกเป็นหลายโปรแกรม
  • สวัสดิการตอบโจทย์ครัวเรือนจริงและลดแรงกดดันหนี้
  • เปลี่ยนการกดต้นทุนชีวิตให้กลายเป็นทุนสะสมแบบอัตโนมัติ
  • กันการปั๊มคะแนนและกันการกู้เพื่อเก็งกำไร

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 21) ว่า '50,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 21) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ