ประเด็น

ความรุนแรงในครอบครัว

มี 1 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • สถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวในประเทศไทย ณ ปี 2567 มีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้นอย่างมาก
  • มีผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวสูงถึง 71% ของทั้งหมด หรือคิดเป็นจำนวน 4,833 ราย และโดยเฉลี่ยพบผู้ถูกกระทำความรุนแรง วันละ 42 ราย
  • รูปแบบความรุนแรงที่เกิดขึ้นสูงสุดคือการทำร้ายร่างกาย คิดเป็น 73% และปัจจัยกระตุ้นหลักคือยาเสพติด
  • ผู้กระทำส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (72%) และมีสถานะเป็นสามีหรือพ่อ ซึ่งตอกย้ำถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของอำนาจในครอบครัว ในลักษณะที่ผู้ชายมีอำนาจเหนือกว่า (Patriarchy)
  • พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 มีช่องว่างและข้อจำกัดที่ไม่สามารถรับมือกับปัญหาที่ซับซ้อนในปัจจุบันได้
  • นิยามความรุนแรงไม่ครอบคลุม: กฎหมายเดิมขาดการระบุนิยามของ "ความรุนแรงทางการเงิน (Economic Abuse)" และ "การควบคุมบังคับ (Coercive Control)"
  • เป็นความผิดอันยอมความได้: การที่ความผิดตามกฎหมายเดิมเป็นความผิดอันยอมความได้ อาจนำไปสู่การ กดดันให้ผู้ถูกกระทำ (ซึ่งเป็นคนในครอบครัว)ยอมความ และกลับไปเผชิญความรุนแรงซ้ำอีก
  • กลไกคุ้มครองทำงานช้าไม่ทันท่วงที: กลไกการออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวมีความล่าช้า และมาตรการคุ้มครองไม่สามารถระงับเหตุฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที

จะทำอะไร (Action)

  • ยกร่างโครงสร้างและมาตราหลักของกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ฉบับใหม่
  • ขยายนิยาม "ความรุนแรงในครอบครัว" ให้ครอบคลุม ความรุนแรงทางเพศ, ความรุนแรงทางการเงิน, และ การควบคุมบังคับ อย่างละเอียด
  • ขยายขอบเขตความสัมพันธ์ ให้ครอบคลุม ผู้ที่เคยอยู่กินร่วมกัน
  • ให้อำนาจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ออก "คำสั่งคุ้มครองฉุกเฉิน (Emergency Protection Order)" ได้ทันที
  • ห้ามผู้กระทำเข้าใกล้ที่พักอาศัย
  • เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีอำนาจในการ จับกุมและแยกผู้กระทำ ออกจากผู้ถูกกระทำในสถานการณ์ความรุนแรงทันที
  • กำหนดให้ความผิดฐานความรุนแรงในครอบครัวที่มีโทษจำคุกเกินหนึ่งปี หรือเป็นความผิดฐานการควบคุมบังคับ (Coercive Control) ให้ถือเป็น ความผิดอันยอมความไม่ได้
  • หากเป็นความผิดที่ยอมความได้ ก็ต้องได้รับ ความเห็นชอบจากศาล โดยพิจารณาถึงความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำอย่างแท้จริง
  • เพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงและชัดเจน
  • กำหนดให้ การควบคุมบังคับ (Coercive Control) เป็นความผิดทางอาญา เมื่อสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อจิตใจหรือเสรีภาพ
  • ได้รับโทษจำคุกและปรับที่สูงขึ้น
  • เพิ่มโทษเป็นสองเท่า ในกรณีที่เป็นการกระทำผิดซ้ำ
  • ศาลสามารถสั่งให้ผู้กระทำเข้าร่วมโครงการบำบัดฟื้นฟูพฤติกรรม (Batterer Intervention Programs) ที่ได้รับการรับรองอย่างเข้มงวด
  • กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ตำรวจ, พม., สาธารณสุข, ศาล) ต้องจัดให้มีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เป็นประจำในเรื่อง Trauma-Informed Approach
  • จัดตั้ง "ศูนย์ประสานงานและรับเรื่องเบ็ดเสร็จ (One-Stop Center)" ในทุกจังหวัด พร้อมคณะทำงานสหวิชาชีพและ "ผู้จัดการรายกรณี (Case Manager)" เพื่อติดตามผล
  • กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องจัดหา ที่พักพิงฉุกเฉิน (Shelter) ที่ปลอดภัยพร้อมบริการครบวงจร

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • มุ่งเน้นความปลอดภัยประชาชนเหนือการไกล่เกลี่ย
  • จัดการกับรากเหง้าของปัญหาความรุนแรงเชิงอำนาจ
  • คำสั่งคุ้มครองฉุกเฉิน รวดเร็วและมีผลทันที
  • ปิดช่องโหว่ไม่ให้ผู้ถูกกระทำถูกกดดันให้ถอนคำร้องทุกข์
  • โทษ เพิ่มเป็นสองเท่า
  • คำสั่งคุ้มครองฉุกเฉิน มีผลบังคับใช้ไม่เกิน 72 ชั่วโมง
  • การทำงานและการสอบสวนคดีเป็นไปอย่างเข้าใจผลกระทบทางจิตใจของผู้ถูกกระทำ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ