ประเด็น

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

มี 6 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
  • หลังจาก กกต. เปิดเผยเอกสารนโยบาย (ณ วันที่ 26 ม.ค. 2569) ทีมงานได้อัปเดตข้อมูลงบประมาณและแหล่งที่มาของงบประมาณที่ตรงกันระหว่างเอกสารนโยบายและเว็บไซต์พรรค โดยแสดงด้วยตัวอักษรสีเขียว
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ "แร่หายาก" กลายเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจและการเมืองโลก
  • โลกแบ่งขั้วห่วงโซ่อุปทาน สหรัฐฯ และจีนต่างแข่งขันกันครอบครองแร่หายากเพื่อความได้เปรียบทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง
  • ไทยไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน อาจทำให้เรา เสียเปรียบทั้งในเชิงเศรษฐกิจและความมั่นคงระหว่างประเทศ
  • ไทยอาจมีแร่หายากมูลค่าสูงถึง 5.69 ล้านล้านบาท จากปริมาณ 8.65 ล้านตัน แต่ไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน ทำให้ เสียโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่และการจัดการแร่ในประเทศ
  • กระบวนการสกัดแยกแร่หายากมักเกิดธาตุกัมมันตรังสี ซึ่งเสี่ยงต่อการสะสมกากนิวเคลียร์ หากไม่มีระบบจัดการที่ดี แหล่งน้ำใต้ดินและพื้นที่เกษตรกรรมอาจปนเปื้อนจนแก้คืนไม่ได้
  • กรมทรัพยากรธรณีสำรวจพื้นที่แหล่งแร่ที่มีศักยภาพได้เพียง 30%
  • ไทยยังขาดเทคโนโลยีการสกัดแยก ทำให้ต้อง ส่งออกในรูปสินแร่ราคาถูก แต่นำเข้าผลิตภัณฑ์สำเร็จในราคาแพง

จะทำอะไร (Action)

  • กำหนด ยุทธศาสตร์แรร์เอิร์ธ เปลี่ยนจาก "การขุดแร่ไปขายราคาถูก" เป็น "การจัดการทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์"
  • รัฐบาล เร่งจัดทำยุทธศาสตร์ด้านนี้ เพื่อ กำหนดว่าจะดำเนินนโยบายแร่หายากอย่างไร ไทยจะมุ่งเน้นอุตสาหกรรมใด สินค้าใด สัมพันธ์กับห่วงโซ่อุตสาหกรรมของประเทศใดบ้าง
  • ปรับโครงสร้างคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ (กนร.)
  • เพิ่มสัดส่วนกรรมการ "สายเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรม-ต่างประเทศ"
  • คณะกรรมการฯ ทำหน้าที่วางยุทธศาสตร์แร่หายากของไทยโดยพิจารณาอย่างรอบด้าน คำนึงถึงประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการต่างประเทศของไทยในระยะยาว
  • รัฐบาลตั้งต้นจัดการข้อมูลแร่หายากในปัจจุบันอย่างเป็นระบบ
  • รัฐบาล มีนโยบายสำรวจและจัดการแร่หายาก
  • ตรวจสอบข้อมูลนำเข้า-ส่งออกที่คลุมเครือ
  • กนร. พิจารณาประกาศให้แร่หายากเป็น "สินค้าควบคุม"
  • ออกประกาศกระทรวงและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดให้ต้องมีการขออนุญาต ครอบครอง-ขนย้าย-ส่งออก อย่างเข้มงวด
  • กนร. อาจ ประกาศ “เขตห้ามทำเหมือง” ในบางพื้นที่
  • ผนวกแร่หายากเข้ากับยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมและการต่างประเทศ
  • เพิ่มเรื่องแร่หายากในแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ของประเทศ
  • รัฐจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรอย่างเพียงพอ เพื่อให้กรมทรัพยากรธรณีดำเนินการสำรวจพื้นที่ที่มีศักยภาพให้ครบถ้วนโดยเร็ว
  • สามารถ แบ่งพื้นที่ที่มีศักยภาพออกเป็นระดับต่างๆ เพื่อจัดลำดับความสำคัญในการดำเนินงาน
  • รัฐ ควรมีแผนหรือนโยบายสำหรับแร่รายชนิด ที่เป็นแร่ยุทธศาสตร์ ทั้งด้านการจัดหาแร่จากต่างประเทศ ศักยภาพของแหล่งแร่ในประเทศที่คุ้มค่าต่อการพัฒนา โดยประเมินทั้งด้านเศรษฐกิจ (เช่น เทคโนโลยีสำหรับแร่แต่ละประเภท การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่อง) และด้านสิ่งแวดล้อม (ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการจัดการ)
  • รัฐมีมาตรการจูงใจให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ สนับสนุนการพัฒนาแร่หายากในประเทศไทย โดยลงทุนในเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง
  • ผลักดันให้เทคโนโลยีแร่ของไทยได้มาตรฐานสากล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์
  • ประเทศ รักษาผลประโยชน์ ในระยะยาว
  • ไทยมี ข้อมูลที่ครบถ้วน (เช่น มีแร่ชนิดไหน เกรดอะไร มีความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์หรือไม่)
  • ระบุตำแหน่งของไทยในซัพพลายเชนโลก
  • สร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทาน
  • รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
  • ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง
  • ประธานกรรมการ มีความเข้าใจเรื่องแร่หายากและความสำคัญของการกำหนดยุทธศาสตร์
  • คณะกรรมการฯ วางยุทธศาสตร์แร่หายากของไทยโดยพิจารณาอย่างรอบด้าน คำนึงถึงประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการต่างประเทศของไทยในระยะยาว
  • ข้อมูลแร่หายาก ในปัจจุบัน ถูกจัดการ อย่างเป็นระบบ
  • ข้อมูลนำเข้า-ส่งออกที่คลุมเครือ เกิดความชัดเจน
  • ป้องกันการลักลอบส่งออกและการค้าแร่ผิดกฎหมาย
  • รอ ผลการศึกษาที่ชัดเจนทั้งด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม จาก กนร.
  • การพัฒนาอุตสาหกรรมสอดคล้องกับการจัดหาแร่หายาก
  • กรมทรัพยากรธรณี ดำเนินการสำรวจพื้นที่ที่มีศักยภาพให้ครบถ้วน 100%
  • สามารถกำหนดนโยบายและวางยุทธศาสตร์ได้ถูกต้อง
  • นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ลงทุนในเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง
  • ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หรือยานยนต๋ไฟฟ้า ใช้วัตถุดิบแร่หายากที่มีในไทย
  • เพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมไทยในซัพพลายเชนโลก
  • ลดความเสี่ยงจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า ในระยะยาว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประเทศ
  • นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ
  • ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
  • ผู้ผลิตยานยนต๋ไฟฟ้า

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ระยะเร่งด่วน (6 เดือน) วางระบบและสังคายนาข้อมูล
  • ดำเนินการสำรวจพื้นที่ที่มีศักยภาพให้ครบถ้วน โดยเร็ว
  • ระยะกลาง (1-4 ปี) วางแผนและสำรวจแหล่งแร่
  • ระยะยาว (4 ปีขึ้นไป) สร้างมูลค่าเพิ่มสู่ระดับโลก
  • ลดความเสี่ยงจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าใน ระยะยาว

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 9.2) ว่า '3,000 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 9.2) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • วิกฤตแม่น้ำสายหลักปนเปื้อนโลหะหนัก: ตลอดปี 2567-2568 มีการตรวจพบสารหนู ตะกั่ว และปรอทเกินมาตรฐานในแม่น้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน กระทบระบบประปา การเกษตร คุณภาพชีวิต และการทำประมงอย่างรุนแรง
  • ข้อมูลการตรวจพบสารพิษสะสมในร่างกายประชาชนสะท้อนถึงความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงทั้งด้านการสื่อสารความเสี่ยง การแจ้งเตือนภัย การรับมือปัญหาภายในประเทศ รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอกับประเทศเพื่อนบ้านของภาครัฐ
  • มลพิษจากห่วงโซ่เหมืองแร่ข้ามแดน: มลพิษเชื่อมโยงโดยตรงกับกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านที่ไหลผ่านลำน้ำสาขามาสะสมในไทย
  • การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำของรัฐไม่ต่อเนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร
  • ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นในการป้องกันตนเอง ส่งผลให้ขาดความเชื่อมั่นต่อการจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐ
  • การขาดกฎหมายภายในถึงการตรวจสอบที่มาของการนำเข้าแร่ที่สำคัญต่าง ๆ มายังประเทศไทย
  • การบริหารจัดการที่ไร้บูรณาการ: รัฐบาลยังขาดการใช้กลไกทางการทูตและพหุภาคี (เช่น ความร่วมมือระหว่างไทย จีน เมียนมา ลาว หรือกลไกลุ่มน้ำโขง) อย่างมีประสิทธิภาพในการจัดการต้นตอของมลพิษ
  • ผลลัพธ์คือประชาชนต้องแบกรับต้นทุนความเสี่ยงเพียงลำพัง โดยที่รัฐไม่มีการจัดการปัญหาทั้งที่ต้นเหตุในต่างประเทศและปลายเหตุภายในประเทศด้วย

จะทำอะไร (Action)

  • จัดทำระบบฐานข้อมูล รวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วน และเปิดเผยต่อประชาชน
  • จัดทำฐานข้อมูลกลาง ด้านมลพิษทางน้ำ เปิดเผยผลการตรวจคุณภาพน้ำ ดิน พืช สัตว์น้ำ และสุขภาพประชาชน ต่อสาธารณะในรูปแบบที่เข้าถึงและเข้าใจได้
  • จัดให้มีการตรวจคุณภาพ น้ำดิบ ตะกอนดิน น้ำประปา พืช สัตว์น้ำ และสุขภาพประชาชน อย่างต่อเนื่องและครอบคลุม
  • เพิ่มจุดตรวจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
  • เพิ่มอุปกรณ์การตรวจที่ได้รับมาตรฐานอย่างแท้จริง
  • กำหนดเกณฑ์การแจ้งเตือน และมาตรการป้องกันเชิงรุกอย่างชัดเจน เช่น ค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำที่ปลอดภัยและไม่ปลอดภัย ค่ามาตรฐานการบริโภคพืชและสัตว์น้ำ โดยระบุปริมาณและความถี่ที่เหมาะสมตามน้ำหนักตัวของผู้บริโภค เพื่อเป็นแนวปฏิบัติในการป้องกันตนเองจากสารปนเปื้อน
  • จัดหาแหล่งน้ำทดแทนที่ปลอดภัย สำหรับการอุปโภค บริโภค และการเกษตร
  • จัดทำหลักเกณฑ์การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
  • จัดการบทบาทไทยในห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ
  • ทบทวนการนำเข้า-แปรรูป-ส่งออกแร่ที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อมลพิษข้ามพรมแดน
  • กำหนดให้ระบุพิกัดเหมืองต้นทางที่ต้องการนำเข้า พร้อมกำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบตลอดสายการผลิต
  • สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ สำหรับบริษัทผู้นำเข้าและส่งออกแร่ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสกัดกั้นแร่ที่ได้จากกระบวนการผลิตที่ไม่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
  • บูรณาการข้อมูลมลพิษเข้ากับนโยบายศุลกากรและการส่งเสริมอุตสาหกรรม
  • ใช้ความร่วมมือพหุภาคี เช่น ไทย จีน เมียนมา ลาว และกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (LMC) เป็นกลไกหลักในการเจรจาแก้ปัญหามลพิษจากเหมืองแร่และอุตสาหกรรมต้นน้ำ
  • กำหนดแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่มีกรอบเวลา ตัวชี้วัด และกลไกติดตามผลอย่างจริงจัง
  • สร้างต้นแบบฐานข้อมูล: พัฒนาระบบฐานข้อมูลของไทยให้เป็นโมเดลสำหรับอาเซียน ตามข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติและภาวะฉุกเฉิน (AADMER) และกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้างด้านสิ่งแวดล้อม (LMEC)
  • ใช้หลักฐานจริงเรียกร้องความรับผิดชอบ: นำผลตรวจคุณภาพน้ำ ดิน ผลผลิตทางการเกษตร และสถิติด้านสุขภาพของประชาชน มาใช้เป็นหลักฐานยืนยันเพื่อเรียกร้องความรับผิดจากประเทศต้นตอ
  • ดำเนินการกำหนดค่ามาตรฐานสารโลหะหนักร่วม
  • ดำเนินการตรวจคุณภาพน้ำ ดิน ผลผลิตในต่างประเทศร่วมด้วยวิธีอ้างอิงเดียวกัน
  • สร้างอำนาจต่อรองผ่านห่วงโซ่เศรษฐกิจ: เชื่อมโยงมลพิษข้ามแดนเข้ากับข้อตกลงด้านแร่ พลังงาน และการค้า
  • ปักหมุดจุดยืนไม่แลกสุขภาพกับตัวเลขเศรษฐกิจ: กำหนดนโยบายความร่วมมือระหว่างประเทศที่ชัดเจนว่า การพัฒนาเศรษฐกิจต้องไม่แลกด้วยความเสื่อมโทรมของทรัพยากร สิ่งแวดล้อม หรือสุขภาพของประชาชน
  • ยกระดับไทยสู่ผู้นำการจัดการมลพิษ: ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการจัดการมลพิษข้ามแดนของภูมิภาค
  • ผลักดันวาระสู่สากล: ยกระดับปัญหาเข้าสู่การพิจารณาขององค์การอนามัยโลก (WHO)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยุติมลพิษผ่านสายน้ำข้ามแดน
  • ไม่ให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้กลายเป็นการซ้ำเติมปัญหามลพิษที่ประชาชนต้องแบกรับ
  • ไม่ปล่อยให้การทูตเชิงสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงถ้อยแถลงที่ไร้ผลในทางปฏิบัติ
  • ไม่ปล่อยให้การเจรจาจบลงที่แผ่นกระดาษแถลงการณ์ที่ไร้ซึ่งผลลัพธ์
  • สร้างน้ำหนักในการเจรจาให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
  • ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการจัดการมลพิษข้ามแดนของภูมิภาค ไม่ใช่เพียงผู้รับผลกระทบที่ไร้เสียงต่อรอง
  • สร้างมาตรฐานสากลในการปกป้องสุขภาพประชาชนจากมลพิษทางน้ำข้ามแดน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน ในพื้นที่เสี่ยง
  • เกษตรกร
  • ผู้บริโภค
  • บริษัทผู้นำเข้าและส่งออกแร่ทั้งในและต่างประเทศ
  • ประเทศในลุ่มน้ำและห่วงโซ่เหมืองแร่

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 9.2) ว่า '3,000 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 9.2) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมสัมพันธไมตรีและความร่วมมือกับนานาประเทศ
  • ส่งเสริมการค้า การลงทุน สังคม การศึกษา วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และแรงงานกับนานาประเทศ
  • ให้ความคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์ของคนไทยในต่างประเทศ
  • สร้างความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดกับประเทศในเขตวัฒนธรรมเดียวกัน
  • เร่งฟื้นฟูและปรับความสัมพันธ์ทวิภาคีของไทยกับบางประเทศให้กลับสู่ภาวะปกติ เช่น ความสัมพันธ์กับราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย เป็นต้น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ไทยได้รับการยอมรับ
  • มีเกียรติและศักดิ์ศรีในสายตานานาชาติ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โอกาสทางการค้าของไทยตามหลังคู่แข่ง: ในเวทีการค้าโลก ประเทศคู่แข่งของไทยได้ทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ล่วงหน้า ทำให้ผู้ส่งออกไทยเสียเปรียบด้านภาษีและการเข้าถึงตลาด โดยเฉพาะกับตลาดสำคัญอย่างสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร
  • ผลกระทบจากการเปิดการค้าที่ไม่ถูกเตรียมรับมือ: เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนหนึ่งได้รับผลกระทบจาก FTA แต่ขาดมาตรการช่วยเหลือเชิงรุก ทำให้การปรับตัวเกิดความเสี่ยงต่อรายได้และอาชีพ
  • การทำงานด้านการค้าและการลงทุนกระจัดกระจาย: หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศทำงานแยกส่วน ขาดเอกภาพ ส่งผลให้การดึงดูดการลงทุนและการยกระดับบทบาทไทยในภูมิภาคทำได้ไม่เต็มศักยภาพ

จะทำอะไร (Action)

  • เร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA): เพิ่มจำนวน FTA กับประเทศและกลุ่มประเทศสำคัญที่คู่แข่งของไทยทำไว้ล่วงหน้า
  • กำหนดท่าทีการเจรจาที่เปิดให้ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วม
  • จัดตั้งกองทุนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจาก FTA
  • จัดตั้งคณะทูตเศรษฐกิจเพื่อการค้าและการลงทุน ทำงานภายใต้การกำกับเดียว เพื่อเจรจา ประสานงาน และดึงดูดนักลงทุนและธุรกิจขนาดใหญ่โดยตรง
  • เชื่อมการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้มีเป้าหมายร่วมและขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน
  • เตรียมความพร้อมก่อนการเป็นประธานอาเซียน
  • ผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
  • ลดอุปสรรคทางการค้า
  • เชื่อมอาเซียนเข้าห่วงโซ่อุปทานโลก
  • ปรับแนวทาง BOI ให้เน้นธุรกิจที่สร้างมูลค่า การจ้างงานคุณภาพ และประโยชน์ต่อคนไทย

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มอำนาจต่อรอง ยกระดับการค้า ปกป้องผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดตลาด
  • เพิ่มจำนวน FTA ไม่น้อยกว่า 20 ประเทศ
  • แก้ความเสียเปรียบด้านภาษีและการเข้าถึงตลาด
  • เพิ่มประสิทธิภาพการดึงดูดการลงทุน
  • ลดอุปสรรคทางการค้า
  • เชื่อมอาเซียนเข้าห่วงโซ่อุปทานโลก

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ส่งออกไทย
  • ผู้ได้รับผลกระทบจาก FTA
  • เกษตรกร
  • ผู้ประกอบการรายย่อย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ใน 4 ปี (สำหรับการเพิ่มจำนวน FTA ไม่น้อยกว่า 20 ประเทศ)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 8) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 8) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การเจรจาการค้าเชิงรับ
  • การเติบโตที่พึ่งพาปริมาณมากกว่าคุณค่า
  • การส่งออกของไทยจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตขั้นกลาง (intermediate production hub) โดยพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วน เทคโนโลยี และองค์ความรู้จากต่างประเทศในสัดส่วนสูง
  • สัดส่วนมูลค่าเพิ่มภายในประเทศต่อมูลค่าส่งออก (Domestic Value Added in Exports) อยู่เพียงประมาณ 55–60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่ำกว่าประเทศอุตสาหกรรมใหม่ในเอเชียตะวันออก (เกาหลีใต้และไต้หวันซึ่งมี 65–70 เปอร์เซ็นต์)
  • ช่องว่างราว 10 จุดเปอร์เซ็นต์นี้สะท้อนถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของโมเดลการพัฒนาแบบเปิดตลาดที่เน้นปริมาณการผลิตมากกว่าการสร้างคุณค่าเชิงเทคโนโลยี
  • รายได้ที่หายไปจากระบบเศรษฐกิจไทยหลายแสนล้านบาทต่อปีในเชิงโครงสร้าง
  • การดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในอดีต ซึ่งมุ่งเน้นการเป็นฐานการผลิตที่ต้นทุนแข่งขันได้ โดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไขเชิงบังคับด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา หรือการพัฒนา supplier ภายในประเทศอย่างเป็นระบบ
  • ประเทศที่เปิดรับ FDI โดยไม่มี performance requirement มักมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีในระดับต่ำ และไม่สามารถยกระดับผลิตภาพแรงงานได้อย่างยั่งยืน
  • การเปิดตลาดและดึงดูด FDI เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอในการยกระดับฐานเศรษฐกิจ หากไม่มีกลไกเชิงนโยบายที่บังคับให้การค้าและการลงทุนแปลงเป็นการเรียนรู้ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
  • ผลประโยชน์จาก FTA กระจุกตัว อยู่กับบริษัทขนาดใหญ่หรือบรรษัทข้ามชาติ
  • SME ไทยมีสัดส่วนการส่งออกโดยตรงต่ำกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด ขณะที่ SME เป็นแหล่งจ้างงานมากกว่าร้อยละ 70 ของแรงงานทั้งประเทศ
  • ช่องว่างสำคัญระหว่างบทบาทของ SME ในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ กับความสามารถในการเข้าถึงประโยชน์จากการค้าและข้อตกลงการค้าเสรีในเวทีโลก
  • SME ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดส่งออกได้โดยตรง
  • SME ในประเทศกำลังพัฒนามีต้นทุนต่อหน่วยในการส่งออกสูงกว่าบริษัทขนาดใหญ่เฉลี่ย 20–30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทำให้การเปิดเสรีทางการค้าในเชิงกฎหมายไม่ได้นำไปสู่การเปิดตลาดในเชิงปฏิบัติการสำหรับ SME โดยอัตโนมัติ
  • การที่ SME ไม่สามารถเข้าถึงตลาดส่งออกได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การเติบโตจากการค้าโลกไม่แปลงเป็นรายได้และความมั่นคงของแรงงานในวงกว้าง กลไกตลาดจึงกระจุกตัว โดยผลประโยชน์จาก FTA ไหลไปสู่บริษัทที่มีความพร้อมด้านทุน เทคโนโลยี และเครือข่ายระหว่างประเทศอยู่แล้ว
  • ปัญหาการกระจุกตัวของผลประโยชน์จาก FTA จึงไม่ใช่เพียงประเด็นความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ แต่เป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างต่อศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว
  • ผลประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้าและ FTA มักกระจุกตัวอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่และทุนข้ามชาติ มากกว่าการกระจายสู่เศรษฐกิจฐานราก

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับการเจรจาการค้าเป็นเครื่องมืออธิปไตยทางเศรษฐกิจ
  • ยกระดับการเจรจาการค้า จาก เชิงรับ สู่ เชิงรุก
  • เปลี่ยน “ข้อตกลงการค้า” ให้เป็น “เครื่องมือเจรจาอธิปไตยทางเศรษฐกิจ” และ เพื่อ “เพิ่มอำนาจต่อรองของประเทศ” ผ่านหลัก Reciprocity Clause
  • ไทยจะเปิดตลาดหรือให้สิทธิพิเศษต่อเมื่อมีผลตอบแทนชัดเจน วัดผลได้ และเป็นรูปธรรม
  • ต้องมีฐานข้อมูลผลประโยชน์ที่ไทยควรได้ในแต่ละอุตสาหกรรม
  • มีทีมเจรจาแบบบูรณาการ (กระทรวงพาณิชย์ การคลัง อุตสาหกรรม เกษตร และเอกชน) ร่วมกำหนด “รายการต่อรองขั้นต่ำ” (เช่น สัดส่วน local content มาตรฐานแรงงาน และกลไกป้องกันการทุ่มตลาด)
  • ควรเจรจาการค้าเชิงยุทธศาสตร์ โดยใช้ทั้ง ภูมิรัฐศาสตร์ (Geostrategic Position) ความมั่นคงทรัพยากร (Resource Security) เป็นอำนาจต่อรอง (Leverage) เพื่อกำหนดกติกาในเวทีเศรษฐกิจโลก
  • บังคับใช้ Reciprocity Clause เป็นกติกากลางของรัฐ:
  • กำหนด Reciprocity Clause ในทุกข้อตกลงการค้า และการลงทุน ซึ่ง "ต้องมีผลประโยชน์กลับคืนแก่ประเทศไทยอย่างชัดเจน วัดผลได้ และเป็นรูปธรรม"
  • สำหรับญี่ปุ่น: ทุกการลงทุนด้านยานยนต์ไฟฟ้า ต้องมีการฝึกอบรมแรงงานไทย 1,000 คน ภายใน 2 ปี + ตั้ง R&D EV ในไทย
  • สำหรับเกาหลีใต้: การเปิดตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคเกาหลี ต้องเปิดตลาด SME-OTOP ไทยในเกาหลี โดยรัฐร่วมจัดงานแสดงสินค้า
  • สำหรับ EU: ทุกการนำเข้าสินค้าเกษตรจากยุโรป ต้องมี “Agri-SME Clause” ให้ภาคเอกชน EU ซื้อสินค้าจากวิสาหกิจเกษตรอินทรีย์ไทย ≥ 200 ล้านบาท/ปี
  • ระบบประเมินผลตอบแทนและอำนาจต่อรองเชิงยุทธศาสตร์:
  • ประเมินความคุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจต่อข้อตกลง (Economic Return Audit) ก่อนให้สิทธิ
  • ต้องประเมินผลประโยชน์ที่ประเทศได้รับเป็นรายปี
  • สร้าง “Reciprocity Ledger” ของแต่ละประเทศ/สัญญา
  • จัดทำฐานข้อมูลสาธารณะของเงื่อนไขและผลตอบแทนที่ตกลงไว้ในแต่ละ FTA หรือ MoU เพื่อความโปร่งใส และให้สื่อ/นักวิชาการตรวจสอบได้
  • ตั้ง “คณะกรรมการติดตามผลตอบแทนการค้า” (Trade Accountability Committee) เพื่อตรวจสอบว่าข้อตกลงมีการปฏิบัติตามข้อผูกพันหรือไม่ และมีอำนาจชะลอ/ยกเลิกสิทธิประโยชน์ หากคู่ค้าไม่ดำเนินการตามที่ตกลง
  • จัดตั้งระบบประเมินผลก่อนและหลังการเจรจาในลักษณะเป็นสถาบันถาวรของรัฐ โดยใช้แบบจำลองเศรษฐกิจมหภาค เช่น Input–Output Table และ Computable General Equilibrium (CGE) Model เป็นเครื่องมือหลัก
  • รัฐควรกำหนดให้การประเมินผลเป็นกระบวนการบังคับในสามช่วง ได้แก่ ก่อนการเจรจา ระหว่างการเจรจา และหลังการบังคับใช้ข้อตกลง
  • ขยาย Offset Policy สู่ทุกภาคเศรษฐกิจยุทธศาสตร์:
  • หากการนำเข้าสินค้าหรือเทคโนโลยีจากต่างชาติ มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท คู่ค้าต้องส่งมอบอย่างน้อย 25–35% ของมูลค่าในรูป: การจ้างงานไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้าง R&D หรือศูนย์ประดิษฐ์
  • ในโครงการ PPP หรือโครงสร้างพื้นฐานชิ้นใหญ่ (มูลค่าเกิน 5,000 ล้านบาท) ต้อง: จ้างแรงงานไทย ≥ 60% ใช้วัตถุดิบในประเทศ ≥ 40% ลงทุนในเทคโนโลยีหรือฝึกอบรม
  • กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น อย่างน้อยร้อยละ 30 ของมูลค่า offset ต้องอยู่ในรูป R&D หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยี
  • จัดตั้ง Thai Offset Monitoring Authority (TOMA) เป็นหน่วยงานกำกับดูแลเฉพาะทาง เพื่อ: ตรวจสอบการปฏิบัติตามเงื่อนไข Offset และ เปิดเผยผ่านรายงานที่เข้าถึงได้ (Offset Transparency Report)
  • กำหนด Template ข้อตกลง Offset แบบไทย ในสัญญาทางการค้าหรือ MOU ให้มีประเด็น: รายละเอียดข้อผูกพัน (เช่น จำนวนแรงงาน, สาขา R&D, มูลค่า); เงื่อนไขการดำเนินงาน (เช่น ระยะเวลา); ย้อนกลับหากไม่ปฏิบัติ; บทลงโทษ (เช่น เลิกสิทธิผลประโยชน์, เรียกคืนเครดิต)
  • ใช้ Policy Multipliers เพื่อเร่งการถ่ายทอดเทคโนโลยี:
  • ออกแบบตัวคูณเชิงนโยบาย (Policy Multipliers) เพื่อเพิ่มน้ำหนักและแรงจูงใจให้กิจกรรมที่สร้าง learning effect ระยะยาวแก่เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงานขั้นสูง และการยกระดับผู้ผลิตในประเทศ ให้ได้รับการนับมูลค่าผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนหรือกิจกรรมทั่วไป
  • รัฐควรกำหนดอัตรา multiplier ที่แตกต่างกันตามระดับผลกระทบเชิงโครงสร้างของกิจกรรม (เช่น 2 เท่าสำหรับตั้งศูนย์ R&D ร่วม, 1.5 เท่าสำหรับฝึกอบรมแรงงานทักษะสูง/พัฒนา supplier)
  • กลไกกระจายผลประโยชน์สู่ SME และแรงงาน:
  • จัดตั้ง Trade & Offset Dividend Mechanism โดยกันสัดส่วนผลตอบแทนจาก offset ร้อยละ 10–15 เข้ากองทุนพัฒนา SME และแรงงาน
  • กองทุนควรถูกออกแบบให้จัดสรรงบประมาณตามผลลัพธ์ที่วัดได้ โดยแบ่งการใช้จ่ายออกเป็นสามแกนหลัก ได้แก่ การยกระดับมาตรฐานและเทคโนโลยีของ SME, การพัฒนาทักษะแรงงาน, และการเชื่อมโยง SME เข้ากับห่วงโซ่อุปทานของโครงการการค้าและการลงทุน (เช่น 40% สำหรับยกระดับมาตรฐาน/เทคโนโลยี SME, 35% สำหรับฝึกอบรม/reskill แรงงาน, 25% สำหรับ supplier development/เข้าถึงตลาด)
  • กำหนดโครงสร้างธรรมาภิบาลที่ชัดเจน โดยมีตัวชี้วัดผลลัพธ์ (เช่น จำนวน SME ที่ยกระดับมาตรฐานได้จริง, อัตราการจ้างงานใหม่, รายได้เฉลี่ยของแรงงานที่เพิ่มขึ้น, มูลค่าส่งออกของ SME ที่เข้าร่วมโครงการ)
  • ควรมีการประเมินผลทุก 2–3 ปี และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะตามแนวปฏิบัติของ OECD

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประเทศมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น
  • เปลี่ยนบทบาทของประเทศไทยในระบบเศรษฐกิจโลก จากประเทศที่มุ่งเปิดตลาดและดึงดูดเงินลงทุน ไปสู่รัฐที่ใช้การค้า การลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการเพิ่มอำนาจต่อรอง ยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรม และกระจายผลประโยชน์สู่เศรษฐกิจจริงอย่างเป็นระบบ
  • การเปิดตลาดของไทยจะแปลงเป็นผลประโยชน์เชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน ทั้งในรูปการเพิ่มรายได้ของประเทศ การยกระดับคุณภาพการจ้างงาน และการลดความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยต่อความผันผวนของระบบเศรษฐกิจโลก
  • เกิดผลตอบแทนชัดเจน วัดผลได้ และเป็นรูปธรรม
  • มีการกำหนดกติกาในเวทีเศรษฐกิจโลก
  • มีโควตานำเข้าสินค้าไทย
  • มีการรับรองมาตรฐานสินค้าไทย
  • เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี
  • เกิดการร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน
  • มีการส่งออกของไทยเพิ่ม
  • มีการจ้างงานในไทยเพิ่ม
  • มีการลงทุนตั้งฐานผลิตในประเทศ
  • มีการฝึกอบรมแรงงานหรือจัดตั้ง R&D
  • คู่ค้าต้องนำเข้าสินค้าไทยในสาขาที่เราแข่งขันได้ เช่น ผลไม้แปรรูป, อาหารฮาลาล
  • คู่ค้าต้องเปิดตลาดสินค้าเกษตร/อาหารที่ได้ GI จากไทยในประเทศปลายทาง
  • คู่ค้าต้องอนุญาตให้ธุรกิจบริการไทย (โลจิสติกส์, การท่องเที่ยว, สุขภาพ) เข้าไปดำเนินการในประเทศคู่ค้า
  • นักลงทุนต่างชาติต้องเปิดศูนย์วิจัย/ฝึกอบรมในไทย
  • นักลงทุนต่างชาติต้องจ้างแรงงานไทย ≥ 60%, ใช้วัตถุดิบไทย ≥ 40%
  • นักลงทุนต่างชาติต้องเปิดเผยสูตร, design file หรือเปิดการเรียนรู้เชิงเทคโนโลยี
  • หากรัฐไทยซื้อระบบ/อาวุธ/เทคโนโลยี ผู้ขายต้องผลิตบางส่วนในไทยหรือฝึกบุคลากรไทย
  • ได้รับรายได้ภาษี, รายได้เกษตรกร, การจ้างงานใหม่
  • มีความโปร่งใส และให้สื่อ/นักวิชาการตรวจสอบได้
  • มีดุลการค้ากับคู่เจรจาในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ดีขึ้น
  • มีจำนวนมาตรการตอบแทนที่บรรลุจริง มากขึ้น
  • มีมูลค่าการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพิ่มขึ้น
  • มีการเพิ่มมูลค่าส่งออกของ SME ไทย
  • จำนวน FTA / MOU ที่มี Reciprocity Clause ≥ 100% ภายใน 3–5 ปี
  • มูลค่าผลตอบแทนกลับสู่ไทยจากข้อตกลงการค้า ≥ 30,000 ล้านบาท/ปี ภายใน 3–5 ปี
  • จำนวนตำแหน่งงานใหม่จากข้อตกลง ≥ 50,000 ตำแหน่ง ภายใน 3–5 ปี
  • จำนวนศูนย์ R&D / ฝึกอบรมที่จัดตั้ง ≥ 100 แห่ง ภายใน 3–5 ปี
  • ความพึงพอใจของภาคประชาชน/ผู้ประกอบการ SME ≥ 80% ภายใน 3–5 ปี
  • จำนวนสัญญา FTA/MOU ที่กำหนด Offset 100% เป้าหมายระยะ 5 ปี
  • มูลค่าผลตอบแทนจาก Offset ต่อปี ≥ 50,000 ล้านบาท เป้าหมายระยะ 5 ปี
  • จำนวนศูนย์ R&D / Innovation Hub เกิดจาก Offset ≥ 100 แห่ง เป้าหมายระยะ 5 ปี
  • จำนวนแรงงานไทยที่ได้รับการฝึกอบรมจาก Offset ≥ 100,000 คน เป้าหมายระยะ 5 ปี
  • จำนวน SME ไทยที่ได้รับการพัฒนา/ร่วมลงทุนผ่าน Offset ≥ 1,000 ราย เป้าหมายระยะ 5 ปี
  • เกิดผลประโยชน์เชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งในมิติการเพิ่มมูลค่าส่งออกสุทธิ การสร้างการจ้างงานภายในประเทศ และการเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์
  • มีผลิตภาพแรงงานเฉลี่ยเพิ่มขึ้นราว 1–1.5 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปี
  • มีมูลค่าส่งออกสุทธิเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 20–30 ของมูลค่าการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (เมื่อการเปิดตลาดทำให้การนำเข้าเพิ่มขึ้น)
  • มีการสร้างการจ้างงานใหม่ในประเทศในระดับที่สอดคล้องกับขนาดของตลาดที่เปิด
  • ถ้าการนำเข้าเพิ่มขึ้น 100,000 ล้านบาทต่อปี: การส่งออกเพิ่ม 30,000 ล้านบาท และการสร้างงานใหม่ 10,000–15,000 ตำแหน่ง
  • มีความผันผวนทางเศรษฐกิจต่ำกว่าและฟื้นตัวได้เร็วกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
  • มีกรอบเชิงสถาบันที่ทำให้ทุกการเปิดตลาดของไทยสามารถแปลงเป็นผลประโยชน์เชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน
  • เกิดการฝังเทคโนโลยี ความรู้ และความสามารถการผลิตไว้ในประเทศ เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงานและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอกในระยะยาว
  • มีอัตราการเพิ่มผลิตภาพแรงงานสูงกว่าประเทศที่เปิดรับ FDI แบบไม่มีเงื่อนไขอย่างมีนัยสำคัญ
  • ถ้าโครงการลงทุนจากต่างชาติมีมูลค่า 20,000 ล้านบาท และมีการกำหนดให้กันงบประมาณร้อยละ 10 สำหรับ R&D และพัฒนาทักษะ: จะเกิดการลงทุนด้านองค์ความรู้ในประเทศไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งมีผลต่อการเพิ่มผลิตภาพแรงงานและการสร้าง spillover ทางเทคโนโลยีในระยะยาว
  • ถ้าการเพิ่มสัดส่วนการใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนาต่อ GDP เพียง 1 จุดเปอร์เซ็นต์: จะสามารถเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้ประมาณ 0.5–1 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปี
  • เกิดการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้า, เพิ่มความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง, และเสริมความยั่งยืนของโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว
  • เกิดการกระจายผลประโยชน์สู่ SME และแรงงาน, สร้างความชอบธรรมและความยั่งยืนของนโยบายการค้า
  • ถ้ามูลค่า offset รวมต่อปีอยู่ที่ประมาณ 50,000 ล้านบาท: จะเกิดทรัพยากรเพื่อพัฒนา SME และแรงงานราว 5,000–7,500 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเพียงพอสำหรับการยกระดับผู้ประกอบการหลายหมื่นราย
  • ถ้าสามารถเพิ่มสัดส่วนการส่งออกของ SME เพียง 5 จุดเปอร์เซ็นต์: จะเกิดมูลค่าส่งออกเพิ่มเติมราว 500,000 ล้านบาทต่อปี และสามารถสร้างการจ้างงานใหม่ได้หลายแสนตำแหน่ง
  • มี GDP เพิ่มราว 45,000 ล้านบาทต่อปี (ถ้าส่งออกเพิ่ม 30,000 ล้านบาท มีตัวคูณ 1.5)
  • มีรายได้ภาษีเพิ่มเติมให้รัฐประมาณ 6,750 ล้านบาทต่อปี (ถ้า GDP เพิ่ม 45,000 ล้านบาท มีภาษีเฉลี่ย 15%)
  • เกิดการลดความเสี่ยงจากข้อตกลงที่ให้ผลตอบแทนสุทธิติดลบ และเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์ผลกระทบระยะกลางถึงยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • ถ้าการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติในสาขายุทธศาสตร์มีมูลค่า 50,000 ล้านบาท และมีตัวคูณทางเศรษฐกิจ 1.5: จะเกิด GDP เพิ่มขึ้นราว 75,000 ล้านบาท และ รัฐจะมีรายได้ภาษีเพิ่มขึ้นราว 11,250 ล้านบาทต่อปี
  • เกิดการตัดสินใจเชิงหลักฐานและข้อมูลเชิงปริมาณ, เพิ่มความโปร่งใส, ความรับผิดชอบ, และความสามารถของรัฐในการใช้การค้าเป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางเศรษฐกิจในระยะยาว
  • เกิดผลตอบแทนเชิงโครงสร้างภายในประเทศอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การหมุนเวียนทางการเงินระยะสั้น
  • ถ้าโครงการมีมูลค่า 10,000 ล้านบาท และมี offset ขั้นต่ำ 25–35%: จะเกิดการลงทุนกลับในประเทศไม่น้อยกว่า 2,500–3,500 ล้านบาท
  • ถ้า offset มูลค่า 3,000 ล้านบาทถูกใช้ในกิจกรรม R&D และยกระดับทักษะแรงงาน และมีตัวคูณทางเศรษฐกิจ 1.5: จะเกิด GDP เพิ่มขึ้นราว 4,500 ล้านบาท และ เพิ่มฐานภาษีของรัฐในระยะกลาง
  • เกิดการลดการนำเข้าในระยะยาว, เพิ่มสัดส่วนมูลค่าเพิ่มภายในประเทศต่อการส่งออก, และลดความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานไทยต่อแรงกระแทกจากภายนอก
  • ถ้านักลงทุนต่างชาติลงทุนด้าน R&D ในไทยมูลค่า 1,000 ล้านบาท และได้รับ multiplier 2 เท่า: มูลค่าดังกล่าวจะถูกนับเป็นผลตอบแทนเชิงนโยบาย 2,000 ล้านบาท และช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้เอกชนเลือกลงทุนในกิจกรรมที่รัฐต้องการส่งเสริม
  • ถ้านโยบาย Policy Multipliers สามารถจูงใจให้เกิดการลงทุนด้าน R&D และการพัฒนาทักษะแรงงานเพิ่มขึ้นจากเดิมปีละ 20,000 ล้านบาท และมีตัวคูณทางเศรษฐกิจ 1.5: จะเกิด GDP เพิ่มขึ้นราว 30,000 ล้านบาทต่อปี และ เพิ่มฐานรายได้ภาษีของรัฐในระยะกลางอย่างมีนัยสำคัญ
  • เกิดการลดความเสี่ยงของการลงทุนในกิจกรรมที่ให้ผลตอบแทนเชิงสังคมสูงแต่ไม่จูงใจทางการเงินในระยะสั้น
  • ถ้ากองทุนสามารถช่วยเพิ่มสัดส่วนการส่งออกของ SME เพียง 5 จุดเปอร์เซ็นต์: จะเทียบเท่าการเพิ่มมูลค่าส่งออกประมาณ 500,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสามารถสร้างการจ้างงานใหม่ได้หลายแสนตำแหน่งในระดับท้องถิ่นและภูมิภาค
  • มีการลงทุนด้านทักษะแรงงานและเทคโนโลยีของ SME และมีตัวคูณทางเศรษฐกิจประมาณ 1.3–1.6 เท่า: จะส่งผลให้ GDP และฐานภาษีของรัฐขยายตัวในระยะกลางอย่างมีนัยสำคัญ
  • ในมิติมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ หากประเทศไทยสามารถเพิ่มสัดส่วนมูลค่าเพิ่มภายในประเทศต่อการส่งออกจากระดับเฉลี่ยปัจจุบันราว 55–60 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นสู่ระดับ 60–65 เปอร์เซ็นต์ ภายในระยะเวลา 5–10 ปี: จะเทียบเท่าการเพิ่มมูลค่าเพิ่มภายในประเทศอย่างน้อย 5–10 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่ง...จะหมายถึงรายได้ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นราว 500,000–1,000,000 ล้านบาทต่อปีในเชิงโครงสร้าง
  • ในมิติการจ้างงานและคุณภาพแรงงาน การเพิ่มมูลค่าเพิ่มภายในประเทศผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การลงทุน R&D และการพัฒนา supplier ไทย มีแนวโน้มสร้างตำแหน่งงานคุณภาพสูงในสาขาวิศวกรรม เทคโนโลยี การจัดการห่วงโซ่อุปทาน และบริการมูลค่าสูงหลายหมื่นตำแหน่งต่อปี
  • เพิ่มค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานในระยะกลาง
  • ในมิติความมั่นคงและอธิปไตยทางเศรษฐกิจ การผูกการเปิดตลาดเข้ากับ Reciprocity Clause และ Offset Policy จะช่วยลดความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยต่อความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น อาหาร พลังงาน เทคโนโลยี และโลจิสติกส์
  • มีความผันผวนทางเศรษฐกิจต่ำกว่าและฟื้นตัวได้เร็วกว่าในช่วงวิกฤตโลก
  • หากประเทศไทยสามารถเพิ่มสัดส่วนมูลค่าเพิ่มภายในประเทศต่อการส่งออกได้เพียง 5 จุดเปอร์เซ็นต์: จะเทียบเท่าการเพิ่มรายได้ที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยราว 500,000 ล้านบาทต่อปี
  • หากสามารถยกระดับสัดส่วนการส่งออกโดยตรงของ SME เพิ่มขึ้นเพียง 5 จุดเปอร์เซ็นต์: จะสร้างมูลค่าส่งออกเพิ่มเติมอีกราว 500,000 ล้านบาท และมีศักยภาพสร้างการจ้างงานใหม่หลายแสนตำแหน่งในระดับภูมิภาค
  • การเร่งการลงทุนด้าน R&D และการพัฒนาทักษะแรงงานผ่าน Policy Multipliers มีตัวคูณทางเศรษฐกิจสูงกว่า 1.5 เท่า: จะส่งผลเชิงบวกต่อ GDP และฐานภาษีของรัฐในระยะกลาง
  • เกิดสมดุลระหว่างประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ ความเป็นธรรมในการกระจายผลประโยชน์ และอธิปไตยทางเศรษฐกิจของรัฐไทยในระยะยาว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • SME ไทย
  • ผู้ประกอบการรายย่อย
  • ผู้ประกอบการ SME

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายใน 2 ปี (สำหรับ ญี่ปุ่น: การฝึกอบรมแรงงานไทย 1,000 คน)
  • 3–5 ปี (สำหรับ KPI นโยบายโดยรวม)
  • 5 ปี (สำหรับ KPI ของ Offset Policy)
  • 2–3 ปี (สำหรับ ประเมินซ้ำหลังบังคับใช้ข้อตกลง, ประเมินผลกองทุน)
  • 5–7 ปี (สำหรับ เพิ่มสัดส่วน SME ในการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ)
  • 5–10 ปี (สำหรับ เพิ่มสัดส่วนมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • งบประมาณราว 5,000–7,500 ล้านบาทต่อปี (สำหรับกองทุนพัฒนา SME และแรงงาน)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 5) ว่า '4,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • คู่ค้า (ผ่าน Reciprocity Clause และ Offset Policy, เช่น การลงทุน, การจ้างงาน, การถ่ายทอดเทคโนโลยี)
  • นักลงทุนต่างชาติ (ผ่าน Reciprocity Clause และ Offset Policy, เช่น การลงทุนใน R&D, การฝึกอบรม)
  • ผลตอบแทนจากข้อตกลงการค้าและการลงทุน เช่น Offset หรือ Procurement Commitment (สำหรับกลไกพัฒนา SME และแรงงาน)
  • ผลตอบแทนจาก offset (สำหรับกองทุนพัฒนา SME และแรงงาน)
  • รัฐไทย (ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐที่กำหนด offset)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 5) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศที่เติบโตภายใต้กติกาที่ผู้อื่นออกแบบ
  • แพลตฟอร์มต่างชาติที่ผูกขาดข้อมูลและอัลกอริทึม
  • คอร์รัปชันและต้นทุนความเสี่ยงเชิงประเทศ
  • ความตึงเครียดเชิงโครงสร้างภายใน
  • ผู้ตามกระแสทุนและกติกาโลก
  • งบ Soft Power ที่ถูกใช้ อย่างกระจัดกระจายและไม่เกิดผลคูณ
  • ระบบการศึกษา ที่มีขนาดใหญ่มากแต่ กระจายไปกับระบบที่ไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานโลก

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับบทบาทประเทศไทยจากผู้รับกติกาสู่ผู้กำหนดเงื่อนไขเชิงผลลัพธ์บนเวทีโลก
  • พลิกตำแหน่งเชิงโครงสร้างของประเทศไทยในระบบเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ
  • ใช้การเปิดประเทศเป็นเครื่องมือสร้างอำนาจต่อรอง ความมั่งคั่ง และความมั่นคงของชาติ
  • บูรณาการมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงเข้าเป็นยุทธศาสตร์เดียวกัน
  • ยืนยันการเจรจาบนหลักผลประโยชน์ตอบแทนหรือ Reciprocity Clause เป็นบรรทัดฐานใหม่ของการทูตเศรษฐกิจไทย
  • รัฐไทยต้องกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณล่วงหน้าก่อนการเจรจา โดยเฉพาะในข้อตกลงการค้าเสรีและบันทึกความเข้าใจทางเศรษฐกิจ
  • ยกระดับนโยบาย Offset และการฝังเทคโนโลยีให้เป็นเครื่องมือหลักของรัฐในการสะสมศักยภาพระยะยาว
  • กำหนดข้อตกลง Offset ในสัดส่วนอย่างน้อยร้อยละยี่สิบห้าถึงสามสิบห้า สำหรับ โครงการนำเข้าเทคโนโลยีที่มีมูลค่าเกินหนึ่งพันล้านบาท
  • บังคับให้ทุกโครงการลงทุนขนาดใหญ่ต้องมีแผนพัฒนาทักษะแรงงานไทยอย่างเป็นระบบ
  • ใช้ภูมิรัฐศาสตร์เป็นอำนาจต่อรองเชิงรุกอย่างเป็นระบบ
  • มุ่งยกระดับประเทศไทยให้เป็น Growth Gateway สำหรับบริษัทต่างชาติ
  • ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติที่ผูกขาดข้อมูลและอัลกอริทึม
  • ส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไทยให้เป็นเจ้าของระบบสำคัญ
  • จัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์สัญชาติไทย
  • ปรับนิยาม Soft Power จากกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ไปสู่การบริหารทุนมนุษย์ในฐานะสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของชาติ
  • ใช้ การทูตเชิงความสามารถหรือ Talent Diplomacy เป็น เครื่องมือเชื่อมโยงชื่อเสียงของบุคลากรไทยระดับโลกเข้ากับการเปิดตลาดสินค้าและบริการของ SME ไทย
  • ลงทุนระยะยาวในระบบการศึกษา โดยจัดตั้งโครงการโรงเรียนอินเตอร์ในทุกจังหวัด
  • ปฏิรูปสถาบันรัฐให้มีมาตรฐานเดียวกับที่ประกาศต่อเวทีโลก
  • นำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและธุรกรรมสาธารณะ
  • เชื่อมโยงการปฏิรูปกองทัพสู่ระบบทหารอาชีพเข้ากับยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างประเทศ
  • เปลี่ยนประเทศไทยจากผู้ตามกระแสทุนและกติกาโลก ไปสู่รัฐที่ออกแบบความสัมพันธ์กับโลกบนฐานศักดิ์ศรี อำนาจต่อรอง และความคุ้มค่าของประชาชนส่วนใหญ่
  • ใช้เศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี การศึกษา และความมั่นคงเป็นเครื่องมือเดียวกันในการสร้างความมั่งคั่งและเสถียรภาพอย่างยั่งยืนให้กับชาติ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • พลิกตำแหน่งเชิงโครงสร้างของประเทศไทยในระบบเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ จากประเทศที่เติบโตภายใต้กติกาที่ผู้อื่นออกแบบ ไปสู่รัฐที่สามารถกำหนดเงื่อนไขความร่วมมือบนฐานผลลัพธ์ที่วัดได้จริง
  • สร้างอำนาจต่อรอง ความมั่งคั่ง และความมั่นคงของชาติ
  • รัฐไทยในฐานะ “ผู้จัดการความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์” มากกว่าผู้ปฏิบัติตามกติกาสากลอย่างเฉยรับ
  • มีผลตอบแทนสุทธิกลับคืนมาอย่างชัดเจน จากการ เปิดตลาด การลดภาษี หรือการยอมรับกติกาทางการค้า
  • ประเทศไทยต้องได้รับการชดเชยในรูปของมูลค่าการส่งออกสุทธิกลับคืนอย่างน้อยร้อยละยี่สิบถึงสามสิบของมูลค่าการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น หาก การเปิดตลาดนำไปสู่การนำเข้าเพิ่มขึ้น
  • กลไกบังคับให้คู่ค้าเปิดตลาดเชิงลึกต่อสินค้าและบริการที่ไทยมีศักยภาพเชิงโครงสร้าง
  • ถ่ายทอดความรู้และยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใน จาก การจัดซื้อจัดจ้างหรือโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง
  • การตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ตรวจสอบได้ และการจ้างงานแรงงานไทยในสัดส่วนไม่ต่ำกว่าร้อยละเจ็ดสิบ เป็นการแลกเปลี่ยนจากการทำ ข้อตกลง Offset
  • สามารถทดแทนแรงงานต่างชาติในตำแหน่งเทคนิคและบริหารได้
  • เปลี่ยน FDI จากเงินร้อนเชิงปริมาณ ไปสู่ทุนเชิงความรู้ที่ฝังรากในประเทศ
  • ไทยมีอำนาจต่อรองสูงขึ้นทั้งในเวทีของ ASEAN และการเจรจากับมหาอำนาจนอกภูมิภาคควบคู่กันไป
  • ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ
  • อุตสาหกรรมเทคโนโลยีไทย เป็น เจ้าของระบบสำคัญ
  • สร้างความเชื่อมั่นและความต้องการต่อแบรนด์ไทยในห่วงโซ่มูลค่าโลก
  • สร้างแรงงานรุ่นใหม่ที่มีทักษะภาษาอังกฤษ การคิดเชิงวิพากษ์ และความสามารถทำงานกับบริษัทข้ามชาติได้จากถิ่นฐานของตนเอง
  • เป็นการสร้าง Local Global Workforce ที่ลดการไหลออกของคนเก่งและกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม
  • ลดคอร์รัปชันและต้นทุนความเสี่ยงเชิงประเทศ
  • ลดความตึงเครียดเชิงโครงสร้างภายใน และเพิ่มศักยภาพของไทยในการมีบทบาทด้านความมั่นคงร่วมกับพันธมิตรในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด
  • ใช้งบประมาณใหม่จริงเพียงบางส่วน และไม่ควรเกินหลักหนึ่งถึงสองแสนล้านบาทต่อปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของ GDP ไทย
  • ทำให้เงินของรัฐ “มีอำนาจมากขึ้น” ใช้เงินเท่าเดิม แต่ได้ผลลัพธ์มากกว่า มีอธิปไตยมากกว่า และทำให้ประเทศไทยไม่ใช่เพียงประเทศที่เปิดรับโลก แต่เป็นประเทศที่กำหนดเงื่อนไขการอยู่ร่วมกับโลกอย่างมีศักดิ์ศรีและความคุ้มค่าแก่ประชาชน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • สำหรับความสามารถในการทดแทนแรงงานต่างชาติในตำแหน่งเทคนิคและบริหาร "ภายในระยะเวลาไม่เกินห้าปี"

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

    • "แทบไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณใหม่เลยในเชิงการคลัง" สำหรับการเจรจาบนหลัก Reciprocity Clause
  • "ไม่เกินหลักพันล้านบาทต่อปี" สำหรับต้นทุนด้านบุคลากร การวิเคราะห์ข้อมูล และการพัฒนาทีมเจรจาเชิงเทคนิคขั้นสูง
  • "มูลค่าเกินหนึ่งพันล้านบาท" สำหรับโครงการนำเข้าเทคโนโลยีที่ต้องมีข้อตกลง Offset
  • "ไม่เกินหนึ่งถึงสองเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าโครงการลงทุนรวม" สำหรับงบสนับสนุนการบริหารสัญญา การติดตามผล และการพัฒนาขีดความสามารถของหน่วยงานรัฐ
  • "ไม่ควรเป็นงบแบบแจกหรืออุดหนุนแบบไร้เงื่อนไข" สำหรับงบประมาณเชิงยุทธศาสตร์ด้านภูมิรัฐศาสตร์
  • "หลักหมื่นล้านบาทต่อปี" สำหรับงบตั้งต้นของรัฐในการพัฒนาตลาดทุน ระบบกำกับดูแล และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล
  • "หลักหมื่นล้านบาทต่อปี" สำหรับงบเพิ่มในระยะเริ่มต้นของโครงการโรงเรียนอินเตอร์ 77 จังหวัด
  • "แทบไม่ควรเพิ่มงบ" สำหรับธรรมาภิบาลและความมั่นคง
  • "ใช้งบประมาณใหม่จริงเพียงบางส่วน"
  • "ไม่ควรเกินหลักหนึ่งถึงสองแสนล้านบาทต่อปี" สำหรับงบประมาณใหม่จริงในช่วงเปลี่ยนผ่าน
  • "ไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของ GDP ไทย" สำหรับสัดส่วนงบประมาณใหม่จริงในภาพรวม

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • "งบปกติของกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานเศรษฐกิจระหว่างประเทศ" สำหรับต้นทุนด้านบุคลากร การวิเคราะห์ข้อมูล และการพัฒนาทีมเจรจาเชิงเทคนิคขั้นสูง
  • "หักจากงบโครงการนั้นโดยตรง" สำหรับงบสนับสนุนการบริหารสัญญา การติดตามผล และการพัฒนาขีดความสามารถของหน่วยงานรัฐ
  • "งบตั้งต้นของรัฐร่วมกับเงินเอกชน (Public–Private Co-Investment)" สำหรับงบประมาณเชิงยุทธศาสตร์ด้านภูมิรัฐศาสตร์
  • "กองทุนที่มีอยู่แล้ว เช่น กองทุนพัฒนาดิจิทัล กองทุนวิจัยและนวัตกรรม หรือการปรับลดงบซ้ำซ้อนด้านดิจิทัลของหลายกระทรวงให้มารวมศูนย์" สำหรับงบตั้งต้นของรัฐในส่วนของ Growth Gateway และ Digital Sovereignty
  • "ย้ายงบการศึกษาและการพัฒนาคนที่มีอยู่แล้ว" สำหรับ Soft Power เชิงอุตสาหกรรม
  • "ปรับโครงสร้างงบการศึกษาที่มีอยู่" สำหรับโครงการโรงเรียนอินเตอร์ 77 จังหวัด
  • "เปลี่ยนวิธีใช้เงินเดิม" สำหรับธรรมาภิบาลและความมั่นคง
  • "ย้ายงบเดิม ปรับโครงสร้างงบ และใช้เงินเอกชนเป็นตัวคูณ" สำหรับงบประมาณใหม่จริงในภาพรวม
  • "ไม่จำเป็นต้องตั้งงบใหม่ในลักษณะโครงการพิเศษ" สำหรับต้นทุนด้านบุคลากร การวิเคราะห์ข้อมูล และการพัฒนาทีมเจรจาเชิงเทคนิคขั้นสูง
  • "ไม่จำเป็นต้องเป็นภาระงบกลาง" สำหรับงบสนับสนุนการบริหารสัญญา การติดตามผล และการพัฒนาขีดความสามารถของหน่วยงานรัฐ
แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ