ประเด็น

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

มี 3 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ "แร่หายาก" กลายเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจและการเมืองโลก
  • โลกแบ่งขั้วห่วงโซ่อุปทาน สหรัฐฯ และจีนต่างแข่งขันกันครอบครองแร่หายากเพื่อความได้เปรียบทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง
  • ไทยไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน อาจทำให้เรา เสียเปรียบทั้งในเชิงเศรษฐกิจและความมั่นคงระหว่างประเทศ
  • ไทยอาจมีแร่หายากมูลค่าสูงถึง 5.69 ล้านล้านบาท จากปริมาณ 8.65 ล้านตัน แต่ไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน ทำให้ เสียโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่และการจัดการแร่ในประเทศ
  • กระบวนการสกัดแยกแร่หายากมักเกิดธาตุกัมมันตรังสี ซึ่งเสี่ยงต่อการสะสมกากนิวเคลียร์ หากไม่มีระบบจัดการที่ดี แหล่งน้ำใต้ดินและพื้นที่เกษตรกรรมอาจปนเปื้อนจนแก้คืนไม่ได้
  • กรมทรัพยากรธรณีสำรวจพื้นที่แหล่งแร่ที่มีศักยภาพได้เพียง 30%
  • ไทยยังขาดเทคโนโลยีการสกัดแยก ทำให้ต้อง ส่งออกในรูปสินแร่ราคาถูก แต่นำเข้าผลิตภัณฑ์สำเร็จในราคาแพง

จะทำอะไร (Action)

  • กำหนด ยุทธศาสตร์แรร์เอิร์ธ เปลี่ยนจาก "การขุดแร่ไปขายราคาถูก" เป็น "การจัดการทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์"
  • รัฐบาล เร่งจัดทำยุทธศาสตร์ด้านนี้ เพื่อ กำหนดว่าจะดำเนินนโยบายแร่หายากอย่างไร ไทยจะมุ่งเน้นอุตสาหกรรมใด สินค้าใด สัมพันธ์กับห่วงโซ่อุตสาหกรรมของประเทศใดบ้าง
  • ปรับโครงสร้างคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ (กนร.)
  • เพิ่มสัดส่วนกรรมการ "สายเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรม-ต่างประเทศ"
  • คณะกรรมการฯ ทำหน้าที่วางยุทธศาสตร์แร่หายากของไทยโดยพิจารณาอย่างรอบด้าน คำนึงถึงประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการต่างประเทศของไทยในระยะยาว
  • รัฐบาลตั้งต้นจัดการข้อมูลแร่หายากในปัจจุบันอย่างเป็นระบบ
  • รัฐบาล มีนโยบายสำรวจและจัดการแร่หายาก
  • ตรวจสอบข้อมูลนำเข้า-ส่งออกที่คลุมเครือ
  • กนร. พิจารณาประกาศให้แร่หายากเป็น "สินค้าควบคุม"
  • ออกประกาศกระทรวงและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดให้ต้องมีการขออนุญาต ครอบครอง-ขนย้าย-ส่งออก อย่างเข้มงวด
  • กนร. อาจ ประกาศ “เขตห้ามทำเหมือง” ในบางพื้นที่
  • ผนวกแร่หายากเข้ากับยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมและการต่างประเทศ
  • เพิ่มเรื่องแร่หายากในแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ของประเทศ
  • รัฐจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรอย่างเพียงพอ เพื่อให้กรมทรัพยากรธรณีดำเนินการสำรวจพื้นที่ที่มีศักยภาพให้ครบถ้วนโดยเร็ว
  • สามารถ แบ่งพื้นที่ที่มีศักยภาพออกเป็นระดับต่างๆ เพื่อจัดลำดับความสำคัญในการดำเนินงาน
  • รัฐ ควรมีแผนหรือนโยบายสำหรับแร่รายชนิด ที่เป็นแร่ยุทธศาสตร์ ทั้งด้านการจัดหาแร่จากต่างประเทศ ศักยภาพของแหล่งแร่ในประเทศที่คุ้มค่าต่อการพัฒนา โดยประเมินทั้งด้านเศรษฐกิจ (เช่น เทคโนโลยีสำหรับแร่แต่ละประเภท การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่อง) และด้านสิ่งแวดล้อม (ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการจัดการ)
  • รัฐมีมาตรการจูงใจให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ สนับสนุนการพัฒนาแร่หายากในประเทศไทย โดยลงทุนในเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง
  • ผลักดันให้เทคโนโลยีแร่ของไทยได้มาตรฐานสากล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์
  • ประเทศ รักษาผลประโยชน์ ในระยะยาว
  • ไทยมี ข้อมูลที่ครบถ้วน (เช่น มีแร่ชนิดไหน เกรดอะไร มีความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์หรือไม่)
  • ระบุตำแหน่งของไทยในซัพพลายเชนโลก
  • สร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทาน
  • รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
  • ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง
  • ประธานกรรมการ มีความเข้าใจเรื่องแร่หายากและความสำคัญของการกำหนดยุทธศาสตร์
  • คณะกรรมการฯ วางยุทธศาสตร์แร่หายากของไทยโดยพิจารณาอย่างรอบด้าน คำนึงถึงประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการต่างประเทศของไทยในระยะยาว
  • ข้อมูลแร่หายาก ในปัจจุบัน ถูกจัดการ อย่างเป็นระบบ
  • ข้อมูลนำเข้า-ส่งออกที่คลุมเครือ เกิดความชัดเจน
  • ป้องกันการลักลอบส่งออกและการค้าแร่ผิดกฎหมาย
  • รอ ผลการศึกษาที่ชัดเจนทั้งด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม จาก กนร.
  • การพัฒนาอุตสาหกรรมสอดคล้องกับการจัดหาแร่หายาก
  • กรมทรัพยากรธรณี ดำเนินการสำรวจพื้นที่ที่มีศักยภาพให้ครบถ้วน 100%
  • สามารถกำหนดนโยบายและวางยุทธศาสตร์ได้ถูกต้อง
  • นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ลงทุนในเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง
  • ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หรือยานยนต๋ไฟฟ้า ใช้วัตถุดิบแร่หายากที่มีในไทย
  • เพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมไทยในซัพพลายเชนโลก
  • ลดความเสี่ยงจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า ในระยะยาว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประเทศ
  • นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ
  • ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
  • ผู้ผลิตยานยนต๋ไฟฟ้า

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ระยะเร่งด่วน (6 เดือน) วางระบบและสังคายนาข้อมูล
  • ดำเนินการสำรวจพื้นที่ที่มีศักยภาพให้ครบถ้วน โดยเร็ว
  • ระยะกลาง (1-4 ปี) วางแผนและสำรวจแหล่งแร่
  • ระยะยาว (4 ปีขึ้นไป) สร้างมูลค่าเพิ่มสู่ระดับโลก
  • ลดความเสี่ยงจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าใน ระยะยาว

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • วิกฤตแม่น้ำสายหลักปนเปื้อนโลหะหนัก: ตลอดปี 2567-2568 มีการตรวจพบสารหนู ตะกั่ว และปรอทเกินมาตรฐานในแม่น้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน กระทบระบบประปา การเกษตร คุณภาพชีวิต และการทำประมงอย่างรุนแรง
  • ข้อมูลการตรวจพบสารพิษสะสมในร่างกายประชาชนสะท้อนถึงความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงทั้งด้านการสื่อสารความเสี่ยง การแจ้งเตือนภัย การรับมือปัญหาภายในประเทศ รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอกับประเทศเพื่อนบ้านของภาครัฐ
  • มลพิษจากห่วงโซ่เหมืองแร่ข้ามแดน: มลพิษเชื่อมโยงโดยตรงกับกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านที่ไหลผ่านลำน้ำสาขามาสะสมในไทย
  • การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำของรัฐไม่ต่อเนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร
  • ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นในการป้องกันตนเอง ส่งผลให้ขาดความเชื่อมั่นต่อการจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐ
  • การขาดกฎหมายภายในถึงการตรวจสอบที่มาของการนำเข้าแร่ที่สำคัญต่าง ๆ มายังประเทศไทย
  • การบริหารจัดการที่ไร้บูรณาการ: รัฐบาลยังขาดการใช้กลไกทางการทูตและพหุภาคี (เช่น ความร่วมมือระหว่างไทย จีน เมียนมา ลาว หรือกลไกลุ่มน้ำโขง) อย่างมีประสิทธิภาพในการจัดการต้นตอของมลพิษ
  • ผลลัพธ์คือประชาชนต้องแบกรับต้นทุนความเสี่ยงเพียงลำพัง โดยที่รัฐไม่มีการจัดการปัญหาทั้งที่ต้นเหตุในต่างประเทศและปลายเหตุภายในประเทศด้วย

จะทำอะไร (Action)

  • จัดทำระบบฐานข้อมูล รวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วน และเปิดเผยต่อประชาชน
  • จัดทำฐานข้อมูลกลาง ด้านมลพิษทางน้ำ เปิดเผยผลการตรวจคุณภาพน้ำ ดิน พืช สัตว์น้ำ และสุขภาพประชาชน ต่อสาธารณะในรูปแบบที่เข้าถึงและเข้าใจได้
  • จัดให้มีการตรวจคุณภาพ น้ำดิบ ตะกอนดิน น้ำประปา พืช สัตว์น้ำ และสุขภาพประชาชน อย่างต่อเนื่องและครอบคลุม
  • เพิ่มจุดตรวจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
  • เพิ่มอุปกรณ์การตรวจที่ได้รับมาตรฐานอย่างแท้จริง
  • กำหนดเกณฑ์การแจ้งเตือน และมาตรการป้องกันเชิงรุกอย่างชัดเจน เช่น ค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำที่ปลอดภัยและไม่ปลอดภัย ค่ามาตรฐานการบริโภคพืชและสัตว์น้ำ โดยระบุปริมาณและความถี่ที่เหมาะสมตามน้ำหนักตัวของผู้บริโภค เพื่อเป็นแนวปฏิบัติในการป้องกันตนเองจากสารปนเปื้อน
  • จัดหาแหล่งน้ำทดแทนที่ปลอดภัย สำหรับการอุปโภค บริโภค และการเกษตร
  • จัดทำหลักเกณฑ์การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
  • จัดการบทบาทไทยในห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ
  • ทบทวนการนำเข้า-แปรรูป-ส่งออกแร่ที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อมลพิษข้ามพรมแดน
  • กำหนดให้ระบุพิกัดเหมืองต้นทางที่ต้องการนำเข้า พร้อมกำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบตลอดสายการผลิต
  • สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ สำหรับบริษัทผู้นำเข้าและส่งออกแร่ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสกัดกั้นแร่ที่ได้จากกระบวนการผลิตที่ไม่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
  • บูรณาการข้อมูลมลพิษเข้ากับนโยบายศุลกากรและการส่งเสริมอุตสาหกรรม
  • ใช้ความร่วมมือพหุภาคี เช่น ไทย จีน เมียนมา ลาว และกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (LMC) เป็นกลไกหลักในการเจรจาแก้ปัญหามลพิษจากเหมืองแร่และอุตสาหกรรมต้นน้ำ
  • กำหนดแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่มีกรอบเวลา ตัวชี้วัด และกลไกติดตามผลอย่างจริงจัง
  • สร้างต้นแบบฐานข้อมูล: พัฒนาระบบฐานข้อมูลของไทยให้เป็นโมเดลสำหรับอาเซียน ตามข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติและภาวะฉุกเฉิน (AADMER) และกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้างด้านสิ่งแวดล้อม (LMEC)
  • ใช้หลักฐานจริงเรียกร้องความรับผิดชอบ: นำผลตรวจคุณภาพน้ำ ดิน ผลผลิตทางการเกษตร และสถิติด้านสุขภาพของประชาชน มาใช้เป็นหลักฐานยืนยันเพื่อเรียกร้องความรับผิดจากประเทศต้นตอ
  • ดำเนินการกำหนดค่ามาตรฐานสารโลหะหนักร่วม
  • ดำเนินการตรวจคุณภาพน้ำ ดิน ผลผลิตในต่างประเทศร่วมด้วยวิธีอ้างอิงเดียวกัน
  • สร้างอำนาจต่อรองผ่านห่วงโซ่เศรษฐกิจ: เชื่อมโยงมลพิษข้ามแดนเข้ากับข้อตกลงด้านแร่ พลังงาน และการค้า
  • ปักหมุดจุดยืนไม่แลกสุขภาพกับตัวเลขเศรษฐกิจ: กำหนดนโยบายความร่วมมือระหว่างประเทศที่ชัดเจนว่า การพัฒนาเศรษฐกิจต้องไม่แลกด้วยความเสื่อมโทรมของทรัพยากร สิ่งแวดล้อม หรือสุขภาพของประชาชน
  • ยกระดับไทยสู่ผู้นำการจัดการมลพิษ: ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการจัดการมลพิษข้ามแดนของภูมิภาค
  • ผลักดันวาระสู่สากล: ยกระดับปัญหาเข้าสู่การพิจารณาขององค์การอนามัยโลก (WHO)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยุติมลพิษผ่านสายน้ำข้ามแดน
  • ไม่ให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้กลายเป็นการซ้ำเติมปัญหามลพิษที่ประชาชนต้องแบกรับ
  • ไม่ปล่อยให้การทูตเชิงสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงถ้อยแถลงที่ไร้ผลในทางปฏิบัติ
  • ไม่ปล่อยให้การเจรจาจบลงที่แผ่นกระดาษแถลงการณ์ที่ไร้ซึ่งผลลัพธ์
  • สร้างน้ำหนักในการเจรจาให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
  • ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการจัดการมลพิษข้ามแดนของภูมิภาค ไม่ใช่เพียงผู้รับผลกระทบที่ไร้เสียงต่อรอง
  • สร้างมาตรฐานสากลในการปกป้องสุขภาพประชาชนจากมลพิษทางน้ำข้ามแดน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน ในพื้นที่เสี่ยง
  • เกษตรกร
  • ผู้บริโภค
  • บริษัทผู้นำเข้าและส่งออกแร่ทั้งในและต่างประเทศ
  • ประเทศในลุ่มน้ำและห่วงโซ่เหมืองแร่

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมสัมพันธไมตรีและความร่วมมือกับนานาประเทศ
  • ส่งเสริมการค้า การลงทุน สังคม การศึกษา วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และแรงงานกับนานาประเทศ
  • ให้ความคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์ของคนไทยในต่างประเทศ
  • สร้างความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดกับประเทศในเขตวัฒนธรรมเดียวกัน
  • เร่งฟื้นฟูและปรับความสัมพันธ์ทวิภาคีของไทยกับบางประเทศให้กลับสู่ภาวะปกติ เช่น ความสัมพันธ์กับราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย เป็นต้น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ไทยได้รับการยอมรับ
  • มีเกียรติและศักดิ์ศรีในสายตานานาชาติ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ