ประเด็น

ค่าจ้างและสิทธิแรงงาน

มี 24 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
  • หลังจาก กกต. เปิดเผยเอกสารนโยบาย (ณ วันที่ 26 ม.ค. 2569) ทีมงานได้อัปเดตข้อมูลงบประมาณและแหล่งที่มาของงบประมาณที่ตรงกันระหว่างเอกสารนโยบายและเว็บไซต์พรรค โดยแสดงด้วยตัวอักษรสีเขียว
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • วิกฤตทักษะพื้นฐาน: แรงงานไทยกว่า 74% มีทักษะดิจิทัลต่ำกว่าเกณฑ์ และ 65% มีทักษะการรู้หนังสือขั้นพื้นฐาน (เช่น การปฏิบัติตามฉลากยา) ต่ำกว่าเกณฑ์
  • การลงทุนที่น้อยและกระจัดกระจาย: รัฐไทยจัดสรรงบประมาณให้โครงการฝึกทักษะเพียงปีละประมาณ 3,000-10,000 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่างบซ่อมถนนหลายเท่า อีกทั้งหน่วยงานยังต่างคนต่างทำ ขาดแผนแม่บทที่เชื่อมโยงกัน
  • หลักสูตรไม่ตอบโจทย์ตลาด: การอบรมส่วนใหญ่เน้นวัดผลที่ "จำนวนผู้เข้าเรียน" มากกว่า "การได้งานหรือรายได้ที่เพิ่มขึ้น" ขณะที่โครงการยกระดับทักษะของรัฐถูกออกแบบโดยไม่เชื่อมโยงกับความต้องการของภาคเอกชนทั้งผู้ว่าจ้างและแรงงาน

จะทำอะไร (Action)

  • ริเริ่ม “เมกะโปรเจกต์” โดยการเพิ่มปริมาณและเปลี่ยนวิธีการ” ในการยกระดับทักษะกำลังคน
  • ออกแบบ “ระบบกลาง” เพื่อบูรณาการงบประมาณและโครงการของทุกหน่วยงานรัฐเกี่ยวกับการยกระดับทักษะกำลังคน
  • กำหนดเป้าหมายกำลังคนรายอุตสาหกรรมและทักษะที่จำเป็นในการยกระดับ ใช้กำกับการทำงานของทุกหน่วยงานภาครัฐ
  • สร้างบัญชีการเรียนรู้ให้ประชาชนทุกคนในระบบกลาง เพื่อใช้ในการเข้าถึงบริการฝึกทักษะที่รัฐสนับสนุน
  • ใช้กลไกตลาดเพื่อรับประกันว่าทุกโครงการฝึกอบรมทักษะมีที่มาจากความต้องการและการตัดสินใจของผู้ว่าจ้าง และ/หรือ แรงงาน
  • รัฐ ทำหน้าที่ประสาน กำหนดกติกา ส่งเสริม เชื่อมต่อทุกภาคส่วน และประกันคุณภาพ
  • กำหนดตัวชี้วัดที่อิงกับผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ (เช่น รายได้ การจ้างงาน)
  • ขับเคลื่อนผ่าน 3 โครงการหลัก: โครงการที่ 1 คูปองฝึกทักษะพื้นฐาน: แจกคูปองรายบุคคลเพื่อใช้กับคอร์สที่ร่วมโครงการ โดยแบ่งมูลค่าเป็น 2 ส่วน คือ ค่าเล่าเรียน และ ค่าเสียเวลา (ซึ่งจะชดเชยเป็นเงินสดให้หลังจากเรียนจบ) * โครงการที่ 2 เครดิตฝึกทักษะเฉพาะ: ให้เป็นเครดิตแก่บริษัท* โครงการที่ 3 มาตรการฝึกทักษะสังคม: รัฐจัดทำคอร์สฝึกอบรมและใช้ 2 มาตรการในการดึงคนเข้าร่วม มาตรการบังคับ ผูกติดกับการรับสวัสดิการ (เช่น ต้องผ่านการอบรมเลี้ยงลูกก่อนจึงจะได้รับเงินอุดหนุนเด็กเล็ก), มาตรการจูงใจ ให้สิทธิประโยชน์ เช่น การลดหย่อนภาษี สำหรับผู้ที่เข้าร่วมอบรม
  • จัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุน “เมกะโปรเจกต์” ในการยกระดับทักษะคน
  • กำหนดเจ้าภาพหลักของโครงการให้ชัดเจน แบ่งบทบาทสนับสนุนให้หน่วยงานอื่น โดยไม่ซ้ำซ้อนและครอบคลุมทุกภารกิจ
  • คณะกรรมการยกระดับทักษะกำลังคน: วางทิศทางระดับนโยบาย
  • หน่วยงานเจ้าภาพหลัก: ทำหน้าที่เป็นเลขานุการและบริหารโครงการต่อเนื่อง
  • หน่วยงานสนับสนุน (กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน): ตรวจสอบการฝึกอบรมในระดับพื้นที่ให้เป็นไปตามมาตรฐาน
  • หน่วยงานสนับสนุน (สอวช.): วิเคราะห์แผนกำลังคนของประเทศ
  • หน่วยงานสนับสนุน (DEPA): ร่วมกับเอกชนในการคัดกรองคอร์สด้านดิจิทัล
  • หน่วยงานสนับสนุน (กรมการท่องเที่ยว): ร่วมกับเอกชนในการคัดกรองคอร์สด้านภาษาหรือการให้บริการการท่องเที่ยว
  • ผลักดันกฎหมายใหม่
  • นำร่องทั้ง 3 โครงการ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กำลังคน สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและผู้เรียน
  • ค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ลดลง (จากเดิมคิดเป็น 20% ของ GDP)
  • ทุกโครงการฝึกอบรมทักษะมีที่มาจากความต้องการและการตัดสินใจของผู้ว่าจ้าง และ/หรือ แรงงาน
  • ตัวชี้วัดที่อิงกับผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ (เช่น รายได้ การจ้างงาน) ถูกกำหนด
  • ประชาชน เข้าร่วมอบรม
  • โครงการ ประสบความสำเร็จ
  • การขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
  • อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการและหน่วยงานต่างๆ ชัดเจน
  • นโยบาย ไม่สะดุด เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล
  • โครงสร้างและแนวทางการทำงาน มีความต่อเนื่อง แม้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล
  • ประสิทธิภาพในการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ เพิ่มขึ้น (เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูล การทำงานบนแผนงานเดียวกัน)
  • ประสิทธิภาพในการบูรณาการงบประมาณและโครงการทั้งหมด เพิ่มขึ้น
  • ตัวชี้วัดและการประเมินผลร่วมกัน ถูกกำหนด
  • กลไกความร่วมมือกับเอกชนและสถาบันอุดมศึกษา ถูกกำหนด
  • หลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับกับหน่วยงานทั้งหมดของรัฐได้ ในการกำกับมาตรฐานของโครงการยกระดับทักษะที่แต่ละหน่วยงานอาจทำเพิ่มขึ้นเอง ถูกออก
  • โครงการ ขยายผลตามความสำเร็จ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • แรงงาน
  • ผู้เรียน
  • ประชาชนทุกคน
  • ผู้ว่าจ้าง
  • เจ้าของธุรกิจ (เน้นรายบุคคล)
  • นิติบุคคลหรือบริษัท (โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย)
  • แรงงานอายุเกิน 40 ปี จำนวน 2 ล้านคน (สำหรับ โครงการคูปองสำหรับรายบุคคลนำร่อง)
  • บริษัทในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (เช่น ยานยนต์อนาคต เครื่องมือแพทย์) ครอบคลุมแรงงาน 4 แสนคน (สำหรับ โครงการเครดิตรายบริษัทนำร่อง)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ระยะเริ่มต้น (ปี 0): ปีงบประมาณ 2570 (สำหรับการ พัฒนาแพลตฟอร์มกลางและโครงการนำร่อง คูปองสำหรับรายบุคคล ใช้ได้เฉพาะคอร์สอบรมออนไลน์เท่านั้น)
  • ระยะขยายผล (ปี 1): ปีงบประมาณ 2571 (สำหรับการ โครงการคูปองสำหรับรายบุคคล 10,000 ล้านบาท นำร่องด้วยแรงงานอายุเกิน 40 ปี จำนวน 2 ล้านคน มูลค่าคูปอง 5,000 บาทต่อคน, โครงการเครดิตรายบริษัท * 8,000 ล้านบาท นำร่องด้วยบริษัทในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (เช่น ยานยนต์อนาคต เครื่องมือแพทย์) ครอบคลุมแรงงาน 4 แสนคน มูลค่าคูปอง 20,000 บาทต่อคน*, โครงการมาตรการฝึกทักษะสังคม, การบริหารจัดการโครงการ)
  • ระยะยาว (ปี 3-4): ปีงบประมาณ 2573-2574 (สำหรับการ ขยายโครงการหากประสบความสำเร็จ)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ระยะเริ่มต้น (ปี 0): ประมาณ 2,000 ล้านบาท
  • ระยะขยายผล (ปี 1): ประมาณ 20,000 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการคูปองสำหรับรายบุคคล: 10,000 ล้านบาท (มูลค่าคูปอง 5,000 บาทต่อคน) โครงการเครดิตรายบริษัท: 8,000 ล้านบาท (มูลค่าคูปอง 20,000 บาทต่อคน) โครงการมาตรการฝึกทักษะสังคม: 500 ล้านบาท การบริหารจัดการโครงการ: 1,000 ล้านบาท
  • ระยะยาว (ปี 3-4): 50,000 ล้านบาท

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 14.1) ว่า '20,000 ล้านบาท/ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบประมาณแผ่นดิน (จากการควบรวมโครงการฝึกทักษะเดิมและจากการอุดหนุนงบเพิ่มเติม)
  • กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน (รวมถึงเงินสมทบจากบริษัท) เงินสมทบจากบริษัทเข้ากองทุน คาดว่าอยู่ที่ 2,000-3,000 ล้านบาท/ปี

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 14.1) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความกังวลหลักของผู้ต้องขังเมื่อพ้นโทษคือการขาดโอกาสทางอาชีพและการเงิน ซึ่งอาจนำไปสู่การกระทำผิดซ้ำและกลับเข้าสู่วงจรเดิม
  • รัฐยังคงต้องแบกรับภาระงบประมาณในการบริหารจัดการเรือนจำต่อไป
  • กฎหมายไม่ครอบคลุมการฝึกอบรม: บทบัญญัติเดิม ยังไม่ครอบคลุมการฝึกอบรมอาชีพแก่ผู้ต้องขังที่ยังอยู่ในเรือนจำ ทำให้ผู้ต้องขังขาดการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัว
  • ปัญหาการบังคับใช้จริง: บุคลากรและเจ้าหน้าที่สรรพากรในแต่ละพื้นที่ ขาดความรู้ความเข้าใจในบทบัญญัติของกฎหมายฉบับนี้ ส่งผลให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จริงตามกฎหมาย
  • ขาดแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ: เมื่อนิติบุคคลไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ที่ชัดเจนและปฏิบัติได้จริง จึง ขาดแรงจูงใจ ในการเข้ามาฝึกอบรมอาชีพ ฝึกงาน และจ้างงานผู้ต้องขัง/ผู้พ้นโทษอย่างต่อเนื่อง

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนร่วม "คืนคนสู่สังคม" ผ่านมาตรการภาษีและเงินอุดหนุนจ้างงาน
  • พรรคประชาชนจะสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจแก่ภาคเอกชน บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้เข้ามาฝึกอบรมอาชีพ ฝึกงาน และจ้างงานผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษ
  • ให้สิทธิในการลงรายจ่ายทางภาษีได้ 2 เท่า (สำหรับนิติบุคคล) หากมีการฝึกอบรมอาชีพให้กับ ผู้ต้องขัง (ที่อยู่ในเรือนจำ) ไม่น้อยกว่า 120 ชั่วโมง/ปี
  • รัฐจะอุดหนุนเงินเดือนให้ครึ่งหนึ่ง โดยสูงสุดไม่เกิน 8,000 บาท/เดือน ให้กับการจ้างผู้พ้นโทษ
  • ปรับปรุงพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 774) พ.ศ. 2566
  • ขยายขอบเขตสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับนิติบุคคลให้ครอบคลุมเงื่อนไขตามกรณีข้างต้น
  • กรมสรรพากรออกหนังสือไปยังสำนักงานสรรพากรในทุกพื้นที่ เพื่อให้ข้อมูลและกำชับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้ปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาฉบับปรับปรุงใหม่อย่างถูกต้อง
  • กรมราชทัณฑ์จัดทำระบบเก็บข้อมูลชั่วโมงการฝึกอบรมอาชีพของนิติบุคคล ให้แก่ผู้ต้องขัง
  • กรมราชทัณฑ์รับรองเอกสาร สำหรับให้นิติบุคคลสามารถใช้สิทธิประโยชน์มาตรการภาษีกับสำนักงานสรรพากรในแต่ละพื้นที่ได้
  • กรมราชทัณฑ์ จัดทำกฎหมายอนุบัญญัติ เพื่อรับรองสิทธิประโยชน์มาตรการภาษีสำหรับนิติบุคคล
  • กรมราชทัณฑ์ กำหนดหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้ต้องขังที่สอดคล้องกับเงื่อนไขข้างต้น
  • กรมราชทัณฑ์ ทำ MOU ร่วมกับภาคเอกชน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้พ้นโทษมีรายได้เลี้ยงชีพ
  • ผู้พ้นโทษ ไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำ / ลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ
  • รัฐ ไม่ต้องแบกรับภาระงบประมาณในการบริหารจัดการเรือนจำต่อไป
  • บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
  • ผู้พ้นโทษได้รับการจ้างงาน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้พ้นโทษ
  • นายจ้าง
  • บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
  • ผู้ต้องขัง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • อัตราแพทย์ต่อประชากรต่ำและกระจุกตัว
  • ประเทศไทยมีจำนวนแพทย์โดยเฉลี่ยเพื่อดูแลประชากรทุก ๆ 1,000 คน เพียง 0.8 คน (สถานการณ์ยิ่งหนักสำหรับแพทย์ภาครัฐที่มีสัดส่วนเพียง 0.5 คน) ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียที่ 2.3 คน และยุโรปที่ 3.7 คน
  • แพทย์เฉพาะทางกว่า 40% อยู่ในกรุงเทพฯ ส่วนโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) ทั่วประเทศ มีแพทย์ปฏิบัติงานเพียง 8,825 คน จาก รพช. 770 แห่ง
  • ขาดแคลนแพทย์สาขายุทธศาสตร์
  • แม้จะผลิตแพทย์เพิ่มขึ้นได้ปีละ 3,000 คนต่อปี แต่สาขาที่ขาดแคลนหนักสุด เช่น เวชศาสตร์ครอบครัว เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ จิตเวช เวชศาสตร์ฉุกเฉิน กลับผลิตได้น้อยมาก
  • ภาระงานหนักและผลตอบแทนไม่สมดุล
  • แพทย์ต้องแบกรับภาระงานหนัก ใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลเฉลี่ยประมาณ 64 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และเพิ่มเติมด้วยเวร On Call อีกประมาณ 24 ชั่วโมง
  • แพทย์เพิ่มพูนทักษะมักทำงานมากกว่า 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  • ภาระงานหนัก แต่ผลตอบแทน สวัสดิการ ความก้าวหน้าทางอาชีพ ไม่ตอบโจทย์
  • แพทย์จำนวนมากจึงตัดสินใจออกจากระบบ
  • ในช่วง 10 ปี (2556–2565) มีแพทย์ลาออกและเกษียณรวม 6,550 คน หรือหายไปถึง 20% ของแพทย์ที่ผลิตได้

จะทำอะไร (Action)

  • ยกร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง สำนักงานกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ
  • ให้เป็นหน่วยงานถาวร ทำหน้าที่กำหนดสัดส่วนกำลังคนสุขภาพที่เหมาะสม แผนงบประมาณ แผนการผลิต ผลตอบแทน และเกณฑ์ประเมิน ตั้งแต่เริ่มทำงานจนถึงเกษียณ
  • สร้างฐานข้อมูลบุคลากรทางการแพทย์ (Central Healthcare Workforce Database) เพื่อใช้ในการวางแผนและกำกับดูแลบุคลากร
  • สนับสนุนกฎหมายจำกัดชั่วโมงทำงานของบุคลากรสุขภาพ ไม่เกิน 60 ชม./สัปดาห์
  • บังคับ หยุดงานอย่างน้อย 8 ชม. หลังทำงานกะดึกหรือทำงานติดต่อกัน 24 ชม.
  • บังคับ มีวันหยุดเต็มวัน ทุกสัปดาห์ เว้นแต่กรณีฉุกเฉินเร่งด่วน
  • เพิ่มสัดส่วนค่าตอบแทนแบบ Pay for Performance
  • ให้เสียภาษีตามมาตรา 40(6) เช่นเดียวกับภาคเอกชน
  • ใช้ งบพิเศษ เช่น พ.ต.ส. หรือ ฉ.11 เพื่อกระตุ้นและรักษาบุคลากรในพื้นที่ขาดแคลน และปรับเบี้ยกันดารตามอัตราเงินเฟ้อ
  • เพิ่มทุนการศึกษาและ/หรือเส้นทางการศึกษาต่อเฉพาะทาง สำหรับนักเรียนและแพทย์ที่ทำงานหรือจะมาทำงานในพื้นที่ที่มีความขาดแคลนบุคลากรพิเศษ
  • เพิ่มอัตราบรรจุข้าราชการ
  • ลดสถานะลูกจ้างชั่วคราว
  • ดึงแพทย์เกษียณที่ยังต้องการทำงานกลับมาในพื้นที่ท้องถิ่นและหน่วยบริการปฐมภูมิ
  • ลดภาระงานเอกสารและระเบียบธุรการที่ไม่จำเป็น
  • ปรับปรุง/ลดตัวชี้วัด (KPI) ให้เหมาะสมกับภารกิจหลัก
  • ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วย ลดภาระงาน
  • สร้าง ทีมแนวหน้าสุขภาพ (Health Frontline) 100,000 ตำแหน่ง
  • กระจายภาระงานไปยังชุมชน
  • สนับสนุนงบประมาณการเรียนต่อเฉพาะทางในสาขาที่ขาดแคลนและเป็นสาขายุทธศาสตร์ (เช่น เวชศาสตร์ครอบครัว, จิตแพทย์)
  • เพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลตติยภูมิให้สามารถผลิตแพทย์ได้

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กำหนดสัดส่วนกำลังคนสุขภาพที่เหมาะสม
  • แพทย์ มีเวลาพักผ่อนเพียงพอ
  • ลดการลาออก
  • คืนความปลอดภัยในการรักษาให้ทั้งบุคลากรและประชาชนอย่างยั่งยืน
  • กระตุ้นและรักษาบุคลากรในพื้นที่ขาดแคลน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • บุคลากรทางการแพทย์

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบพิเศษ เช่น พ.ต.ส. หรือ ฉ.11
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โครงสร้างกองทัพไทยในปัจจุบันขาดความสมดุลเนื่องจากการสืบทอดรูปแบบจากยุคสงครามเย็น ที่เน้นการรับกำลังพลจำนวนมากและเกษียณอายุพร้อมกันที่ 60 ปี
  • โครงสร้างแบบหัวโต: กองทัพขาดแคลนกำลังพลระดับปฏิบัติการ แต่กลับมีชั้นยศระดับสูงเกินความจำเป็น โดยเฉพาะ ชั้นนายพลที่มีมากกว่า 1,500 อัตราโดยประมาณ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษาพิเศษถึง 700 อัตราที่ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจหลัก
  • ภาระงบประมาณ: งบประมาณด้านบุคลากรของกระทรวงกลาโหมสูงกว่า ร้อยละ 50 ของงบประมาณรวมทั้งกระทรวงต่อเนื่องหลายปี กระทบต่อการจัดสรรค่าตอบแทนและสวัสดิการของทหารชั้นผู้น้อย รวมถึงงบลงทุนด้านยุทโธปกรณ์

จะทำอะไร (Action)

  • ลดนายพล
  • ปิดอัตราซ้ำซ้อน ด้วยโครงการ Early Retire
  • นำงบประมาณมาเพิ่มสวัสดิการทหารชั้นผู้น้อย
  • ปฏิรูปโครงสร้างผ่านโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด (Early Retirement) และการปิดอัตราที่ไม่จำเป็น
  • ลดจำนวนกำลังพลระดับสูง
  • คืนงบประมาณสู่สวัสดิการ
  • กำหนดแนวทางการเกษียณตามช่วงอายุและสัญญาจ้างใหม่
  • แบ่งกลุ่มอายุเพื่อกำหนดแนวทางรองรับ
  • เชิญชวนเข้าโครงการเกษียณก่อนกำหนด (เป้าหมาย 1,350 อัตรา)
  • เกษียณก่อนกำหนดร่วมกับมาตรการส่งเสริมอาชีพใหม่ โดยร่วมมือกับหน่วยงานรัฐอื่นหรือเอกชน
  • มุ่งเน้นการเพิ่มทักษะ (Upskill) และหาตลาดแรงงานรองรับ
  • ย้อนกลับการปรับโครงสร้างปี 2558 ที่มีการเพิ่มหน่วยงานระดับ "สำนัก" คั่นกลางระหว่าง "กรม" และ "กอง" โดยการปิดอัตรา เจ้ากรม และ ผู้อำนวยการสำนัก ในส่วนที่ซ้ำซ้อน ให้รองเจ้ากรมหรือรองผู้อำนวยการสำนักปฏิบัติหน้าที่แทน
  • นำงบประมาณที่ได้จากการปิดอัตราตำแหน่งระดับสูง ไปบรรจุในงบประมาณรายจ่ายปีถัดไปเพื่อ เพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการ ให้ทหารระดับปฏิบัติการโดยตรง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กองทัพที่มีประสิทธิภาพ
  • เพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตกำลังพล
  • ปิดอัตราชั้นนายพล พันเอก และพันโท
  • เพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการให้นายทหารระดับปฏิบัติการ
  • โครงสร้างกำลังพลสมดุลอย่างยั่งยืน
  • คงเหลืออัตรานายพลรวม 700 อัตรา
  • ลดความคับคั่งของอัตราและเปิดทางความก้าวหน้า
  • ผู้เข้าร่วมจะได้รับเงินชดเชยเท่ากับเงินเดือนงวดสุดท้าย 18 เดือน
  • เพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการ ให้ทหารระดับปฏิบัติการโดยตรง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ทหารชั้นผู้น้อย
  • กองทัพ
  • กำลังพล
  • ผู้เข้าร่วมโครงการ 1,350 นาย
  • นายทหารระดับปฏิบัติการ
  • อายุ 58 ปีขึ้นไป (กำลังพล)
  • อายุ 55-58 ปี (กำลังพล)
  • อายุ 40-55 ปี (กำลังพล)
  • ทหารใหม่ถึงอายุ 40 ปี
  • ชั้นนายพล 450 อัตรา (เป้าหมาย)
  • ชั้นพันเอก 450 อัตรา (เป้าหมาย)
  • ชั้นพันโท 450 อัตรา (เป้าหมาย)
  • ผู้เข้าร่วม โครงการเกษียณราชการก่อนกำหนด

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ลดจำนวนกำลังพลระดับสูง: ตั้งเป้าผู้เข้าร่วมโครงการ 1,350 นาย ภายใน 2 ปี เพื่อปิดอัตราชั้นนายพล พันเอก และพันโท

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 1,250 ล้านบาท สำหรับ งบประมาณดำเนินการ โครงการเกษียณราชการก่อนกำหนด

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 8.2) ว่า '665 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 8.2) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • สูตรคำนวณที่ใช้ในการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปัจจุบัน ส่งผลลดทอนสัดส่วนผลตอบแทนที่แรงงานควรได้รับตามผลิตภาพแรงงาน ทำให้คนทำงานไม่ได้รับผลประโยชน์ที่ยุติธรรมจากการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างที่ควรจะเป็น
  • ความล่าช้าของกลไกคณะกรรมการ: แม้เศรษฐกิจจะเติบโตหรือเงินเฟ้อจะพุ่งสูง แต่กฎหมายเปิดช่องให้คณะกรรมการค่าจ้าง "ตกลงกันเอง" ว่าจะขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำหรือไม่ก็ได้ ทำให้การปรับค่าจ้างไม่ทันต่อค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น
  • ประเทศไทยติดอยู่กับกับดักการใช้ "ค่าแรงต่ำ" เป็นจุดขายเพื่อดึงดูดการลงทุน จนละเลยแนวคิดที่ว่าแรงงานควรมีรายได้เพียงพอสำหรับดูแลสมาชิกในครอบครัวอย่างน้อย 2 คนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ใช่เพียงเพื่อประทังชีวิตวันต่อวัน

จะทำอะไร (Action)

  • ค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มทุกปีตามค่าครองชีพ
  • กำหนดสูตรค่าจ้างมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
  • บังคับปรับขึ้นทุกปีตามภาวะเศรษฐกิจ
  • ปรับสูตรการคำนวณค่าจ้างขั้นต่ำเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงานไทย
  • ตั้งเป้าหมายและกำหนดแผนงานเพื่อให้แรงงานไทยได้รับค่าจ้างขั้นต่ำที่เพียงพอต่อการดูแลตนเองและครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้
  • เปลี่ยนสูตรคำนวณให้เป็นธรรม: ปรับสูตรการคำนวณค่าจ้างขั้นต่ำให้เป็นธรรมกับแรงงาน โดยพิจารณาถึงอัตราเพิ่มขึ้นของอัตราสมทบของแรงงาน ผลิตภาพแรงงาน และอัตราเงินเฟ้อเป็นสำคัญ
  • ปฏิรูปคณะกรรมการค่าจ้าง (สัดส่วนภาครัฐ): ปรับเหตุแห่งการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการค่าจ้าง โดยให้ กรรมการค่าจ้างเฉพาะสัดส่วนผู้แทนฝ่ายรัฐบาล พ้นจากตำแหน่งเมื่อคณะรัฐมนตรีที่แต่งตั้งกรรมการผู้นั้นพ้นจากตำแหน่ง
  • แก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน
  • มาตรา 80-81 กำหนดให้กรรมการค่าจ้างสัดส่วนรัฐบาล พ้นจากตำแหน่งเมื่อคณะรัฐมนตรีที่แต่งตั้งกรรมการผู้นั้นพ้นจากตำแหน่ง
  • มาตรา 87 ให้อำนาจรัฐมนตรีออกประกาศเพื่อกำหนดสูตรในการคำนวณอัตราการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานเดียวกันทั่วประเทศ
  • มาตรา 88 กำหนดให้คณะกรรมการค่าจ้างต้องประชุมเพื่อพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง โดยใช้ผลลัพธ์จากสูตรที่คำนวณได้เป็นหลักในการเจรจา
  • มาตรา 88 กำหนดให้คณะกรรมการค่าจ้าง จะมีมติให้ "ลด" หรือ “ไม่ขึ้น” ค่าจ้างขั้นต่ำไม่ได้

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มทุกปี
  • แรงงานไทยได้รับค่าจ้างขั้นต่ำที่เพียงพอต่อการดูแลตนเองและครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้
  • สูตรการคำนวณค่าจ้างขั้นต่ำเป็นธรรมกับแรงงาน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • แรงงานไทย
  • รัฐมนตรี

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • Outcome: มุ่งสู่เป้าหมายค่าจ้างที่อยู่ได้จริงภายในปี 2579

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • กฎหมายไทยกำหนดให้ทำงานรวมล่วงเวลาได้สูงถึง 84 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (ทำงาน 6 วัน) ซึ่งเป็นชั่วโมงทำงานที่มากเกินไป
  • สิทธิการลาที่ไม่ครอบคลุม แรงงานเผชิญกับข้อจำกัดในการลา เช่นต้อง ขอใบรับรองแพทย์สำหรับการลาป่วยเพียง 1 วัน ทำให้แรงงานไม่กล้าใช้สิทธิลาตามกฎหมาย

จะทำอะไร (Action)

  • กำหนดให้ทำงานไม่เกิน 5 วัน หรือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (หากเกินต้องได้รับค่าล่วงเวลา) และสำหรับงานที่เป็นอันตรายต้องไม่เกิน 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  • เพิ่มสิทธิวันลาพิเศษ ลาปวดประจำเดือน ไม่เกิน 3 วันทำงานต่อเดือน
  • ลาไปดูแลคนที่รัก: ลาไปดูแลคนใกล้ชิด เช่น พ่อ แม่ พี่น้อง คู่สมรส หรือบุตรที่ป่วยหนัก ไม่เกิน 15 วันทำงานต่อปี
  • กำหนดให้สถานประกอบการต้องมีสถานที่และอุปกรณ์ที่เหมาะสมสำหรับการให้นมบุตรหรือบีบเก็บน้ำนม
  • ผลักดันร่างแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • คุณภาพชีวิตที่เท่าเทียมและเป็นธรรม
  • ทำงานไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  • ลาปวดประจำเดือน ไม่เกิน 3 วันทำงานต่อเดือน
  • ลาไปดูแลคนที่รัก ไม่เกิน 15 วันทำงานต่อปี
  • สุขภาพ ความสัมพันธ์ในครอบครัว ดีขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • แรงงานไทย
  • คุณแม่

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • สัดส่วนสมาชิกสหภาพแรงงานต่ำวิกฤต: ปัจจุบันประเทศไทยมีแรงงานที่เป็นสมาชิกสหภาพเพียง 5 แสนคน จากแรงงานทั้งหมด 40 ล้านคน (ประมาณ 1.5%) ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานโลก ส่งผลให้แรงงานส่วนใหญ่ขาด 'เสียง' ในการเจรจาค่าจ้างและสวัสดิการ
  • กฎหมายล้าหลังและจำกัดสิทธิ: กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ปัจจุบันมีข้อจำกัด เช่น ห้ามแรงงานต่างบริษัทรวมตัวกัน (แม้จะอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน) และยอมให้อำนาจรัฐแทรกแซงกิจกรรมของสหภาพได้
  • ขาดสิทธิขั้นพื้นฐานตามหลักสากล: ประเทศไทยยังไม่ได้รับรองอนุสัญญา ILO 87 และ 98 ซึ่งเป็นมาตรฐานโลกที่รับรองเสรีภาพในการสมาคมและการเจรจาต่อรอง ทำให้แรงงานไทยต้องทนกับสภาพการจ้างที่ย่ำแย่และถูกกดค่าแรงจากนายจ้างโดยไม่มีกลไกช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพ

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับมาตรการคุ้มครองแรงงานให้เป็นไปตามหลักสากลในอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98
  • ขยายคำนิยาม 'แรงงาน' ให้ครอบคลุมคนทำงานรูปแบบใหม่ (เช่น ฟรีแลนซ์ แรงงานแพลตฟอร์ม) เพื่อช่วยให้ลูกจ้างในอุตสาหกรรมเดียวกันแต่ต่างผู้ว่าจ้าง สามารถรวมตัวกันได้
  • รับรองให้แรงงานสามารถรวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงานได้ โดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติหรือสถานที่ทำงาน
  • เพิ่มช่องทางให้สหภาพแรงงานหลายแห่ง ยื่นข้อเรียกร้องร่วมกัน โดยได้รับการคุ้มครองจากการถูกลงโทษหรือกลั่นแกล้ง
  • กำหนดกลไกที่ชัดเจนในการต่อรองกับผู้ว่าจ้าง รวมถึงสิทธิของแรงงานในการเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • แรงงานทุกกลุ่มตั้งสหภาพได้
  • ได้รับการคุ้มครองจากการถูกลงโทษหรือกลั่นแกล้ง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • แรงงาน
  • ฟรีแลนซ์
  • แรงงานแพลตฟอร์ม

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ช่องว่างของกฎหมายแรงงานดั้งเดิม ที่ผูกสิทธิการคุ้มครองไว้กับสถานะ “ลูกจ้าง” และ “ผู้รับเหมาอิสระ”
  • แรงงานแพลตฟอร์มต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของแพลตฟอร์ม (ถูกคุมเวลา กำหนดงาน และลงโทษ) แต่ไม่ได้รับสิทธิและสวัสดิการเทียบเท่าลูกจ้าง
  • รายได้และระบบการทำงานขาดความแน่นอน ระบบจัดสรรงานและโบนัสไม่โปร่งใส
  • บริษัทเปลี่ยนเงื่อนไขการทำงานโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ในขณะที่ค่าตอบแทนลดลงสวนทางค่าครองชีพ
  • ขาดหลักประกันความปลอดภัย เมื่อเกิดอุบัติเหตุแรงงานต้องรับภาระเอง
  • ไม่มีระบบสวัสดิการหรือความรับผิดชอบจากบริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มอย่างเป็นระบบ

จะทำอะไร (Action)

  • คุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม
  • กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มกับแรงงานแพลตฟอร์ม
  • กำหนดให้บริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มต้องจัดทำประกันภัยที่เหมาะสม
  • ให้กรณีพิพาทระหว่างบริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มกับแรงงานแพลตฟอร์ม ต้องขึ้นศาลแรงงาน
  • จัดตั้งกองทุนสวัสดิการระยะยาว
  • พิจารณาการร่าง พ.ร.บ.การทำงานบนแพลตฟอร์ม
  • สนับสนุนให้แรงงานแพลตฟอร์มและแรงงานอิสระมีสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงาน
  • คุ้มครองความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัย
  • เสนอและผ่านร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ได้รับการคุ้มครองเทียบเท่าลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน
  • มีมาตรฐานรายได้ที่เป็นธรรม
  • มีการชดเชยเยียวยาที่เหมาะสมให้แก่แรงงานแพลตฟอร์ม
  • มีสถานะเป็นนายจ้างและลูกจ้างโดยอนุโลม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • แรงงานแพลตฟอร์ม
  • ไรเดอร์
  • บริษัทเจ้าของแพลตฟอร์ม

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมให้ประชากร วัยทำงานมีงานทำ
  • พัฒนาทักษะแรงงานและการประกอบอาชีพ
  • จัดระบบแรงงานสัมพันธ์ ตลอดจน ระบบไตรภาคีที่ผู้ทำงานมีสิทธิเลือกผู้แทนของตน
  • จัดระบบประกันสังคม
  • คุ้มครองให้ผู้ทำงานที่มีคุณค่าอย่างเดียวกันได้รับค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์ และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ
  • จัดให้มีหรือส่งเสริม การออมเพื่อการดำรงชีพเมื่อพ้นวัยทำงาน
  • ส่งเสริม ตลอดจน คุ้มครองสิทธิแรงงานทุกเพศและวัย รวมทั้งสิทธิในการตั้งสหภาพแรงงานในทุกสาขาอาชีพและการนัดหยุดงาน
  • พัฒนาระบบการจัดการแรงงานข้ามชาติ
  • พัฒนาแรงงานกึ่งทักษะให้เป็นแรงงานที่มีทักษะ
  • ส่งเสริมสนับสนุนแรงงานและผู้ประกอบการในต่างประเทศทั้งด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน การสนับสนุนแหล่งทุน การลดค่าใช้จ่ายและการดูแลสวัสดิภาพที่เหมาะสม
  • ส่งเสริมให้มีการปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาชาติหรือพลเมืองโลก
  • ส่งเสริมการกระจายโอกาสและความมั่นคงในชีวิต สำหรับผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส
  • จัดตั้ง “กองทุนผู้สูงอายุ”
  • ส่งเสริมการใช้เครื่องมือทางศาสนา รวมถึง วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นในการทำให้ผู้สูงอายุตระหนักในศักยภาพและคุณค่าของตน
  • ส่งเสริมระบบบำนาญแห่งชาติและสวัสดิการถ้วนหน้า

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • แรงงานมีสิทธิได้รับหลักประกันความปลอดภัยและสวัสดิภาพในการทำงาน รวมถึง หลักประกันในการดำรงชีพทั้งในระหว่างการทำงานและเมื่อพ้นจากการทำงาน
  • ประชากร วัยทำงานมีงานทำ
  • ผู้ทำงานที่มีคุณค่าอย่างเดียวกันได้รับค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์ และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ
  • มีการออมเพื่อการดำรงชีพเมื่อพ้นวัยทำงาน
  • ระบบการจัดการแรงงานข้ามชาติในฐานะที่เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ได้รับการ พัฒนา
  • แรงงานและผู้ประกอบการในต่างประเทศ ได้รับการ ส่งเสริมสนับสนุนทั้งด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน การสนับสนุนแหล่งทุน การลดค่าใช้จ่ายและการดูแลสวัสดิภาพที่เหมาะสม
  • มีการปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาชาติหรือพลเมืองโลก
  • ผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส มีโอกาสและความมั่นคงในชีวิต เพิ่มขึ้น
  • ผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส มีความรู้และมีกองทุนในการประกอบอาชีพตามความรู้ความสามารถ
  • ผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส สามารถช่วยเหลือตัวเองได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
  • “กองทุนผู้สูงอายุ” สามารถ ดูแลสุขภาพและจิตใจ ตลอดจนทำให้มีพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุได้ทำกิจกรรมร่วมกัน
  • ผู้สูงอายุตระหนักในศักยภาพและคุณค่าของตน พึ่งพาตนเองได้ และมีอิสรภาพในการกำหนดชีวิตในแบบของตน
  • สวัสดิการเป็น “สิทธิ” อันพึงมีของประชาชน มิใช่เพียงแค่ “หน้าที่” ของรัฐในการสงเคราะห์คนอนาถา

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • แรงงาน
  • แรงงานข้ามชาติ
  • แรงงานกึ่งทักษะ
  • ผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส
  • ผู้สูงอายุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ค่าแรงไม่พอค่าครองชีพในพื้นที่เมืองใหญ่: ผู้ใช้แรงงานในจังหวัดที่ค่าครองชีพสูง เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต ต้องแบกรับค่าอาหาร ที่อยู่อาศัย และการเดินทางที่สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำจริง ทำให้รายได้ไม่พอใช้แม้มีงานทำ
  • ขึ้นค่าแรงแบบเหมาเสี่ยงของแพงทั้งระบบ: การปรับค่าแรงขั้นต่ำแบบทั่วประเทศผลักต้นทุนผู้ประกอบการให้สูงขึ้น นำไปสู่การขึ้นราคาสินค้าและบริการ เกิดวงจรเงินเฟ้อ (Wage-Price Spiral) กระทบทั้งแรงงานและผู้บริโภค
  • ผู้ประกอบการรายย่อยรับภาระไม่ไหว: ธุรกิจขนาดเล็กมีข้อจำกัดด้านต้นทุน หากถูกบังคับขึ้นค่าแรงทันที อาจลดการจ้างงาน หลีกเลี่ยงระบบ หรือปิดกิจการ กระทบความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจโดยรวม

จะทำอะไร (Action)

รัฐยกระดับรายได้แรงงานด้วยการ “จ่ายส่วนต่างตามพื้นที่” โดยไม่บังคับผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนเพิ่ม ผ่านระบบที่แม่นยำ ตรวจสอบได้ และดึงแรงงานเข้าสู่ระบบ ได้แก่

  • ดัชนีค่าครองชีพรายจังหวัด: จัดทำดัชนีค่าครองชีพรายวันของแต่ละจังหวัด จากต้นทุนการดำรงชีพจริง เช่น ค่าอาหาร ที่อยู่อาศัย และการเดินทาง เพื่อสะท้อนความต่างของพื้นที่
  • รัฐจ่ายส่วนต่างรายได้โดยตรง: หากค่าแรงขั้นต่ำต่ำกว่าค่าครองชีพจริง รัฐจะโอนเงินส่วนต่างเข้าบัญชีแรงงานในระบบประกันสังคมโดยตรง แรงงานได้รายได้เพิ่มทันทีโดยไม่เพิ่มภาระนายจ้าง
  • ใช้ฐานข้อมูลรัฐ ลดการรั่วไหล: ดำเนินการผ่านระบบประกันสังคมและข้อมูลภาษีบุคคลธรรมดา เพื่อให้การช่วยเหลือแม่นยำ โปร่งใส และถึงผู้มีสิทธิจริง
  • กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน: โอนเงินส่วนต่างผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) ให้แรงงานใช้จ่ายในร้านค้าท้องถิ่น เพิ่มการหมุนเวียนของเงินในพื้นที่

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • แรงงานได้รายได้เพิ่มทันทีโดยไม่เพิ่มภาระนายจ้าง
  • ช่วยเหลือแม่นยำ โปร่งใส และถึงผู้มีสิทธิจริง
  • เพิ่มการหมุนเวียนของเงินในพื้นที่

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ใช้แรงงาน (ในจังหวัดที่ค่าครองชีพสูง เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต)
  • ร้านค้าท้องถิ่น

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 2) ว่า '120,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 2) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เศรษฐกิจติดกับดักงานทักษะต่ำ: โครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาอุตสาหกรรมเดิมและแรงงานทักษะต่ำ ทำให้ค่าจ้างไม่เติบโต คนรุ่นใหม่มีทางเลือกงานคุณภาพสูงจำกัด และเกิดภาวะสมองไหล
  • อุตสาหกรรมใหม่ไม่เกิดเป็นระบบ: แม้มีเทคโนโลยีและความต้องการตลาด แต่ขาดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาแรงงานเฉพาะด้าน และการเชื่อมรัฐ–เอกชน ทำให้อุตสาหกรรมอนาคตเติบโตช้า
  • SMEs และแรงงานไทยเข้าไม่ถึงโอกาสใหม่: ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงยังไม่เปิดพื้นที่ให้ SMEs และแรงงานไทยเข้ามามีบทบาทอย่างแท้จริง รายได้จึงกระจุกตัวและไม่กระจาย

จะทำอะไร (Action)

เร่งสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ผ่านการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ การพัฒนาคน และการลดอุปสรรคเชิงโครงสร้าง เพื่อให้เกิดงานทักษะสูงและการเติบโตยั่งยืน โดย

  • รัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน + ลดกฎระเบียบ: สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และระบบนิเวศที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมอนาคต พร้อมปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุนและนวัตกรรม
  • พัฒนาแรงงานทักษะเฉพาะด้าน: ออกแบบการผลิตกำลังคนร่วมกับภาคเอกชน ตั้งแต่ระดับอาชีวะ มหาวิทยาลัย ไปจนถึงการ Upskill/Reskill ให้ตรงกับความต้องการจริง
  • ดึงเอกชนไทย–ต่างชาติร่วมสร้างอุตสาหกรรม: ใช้ความร่วมมือรัฐ–เอกชน (PPP) และการลงทุนเป้าหมาย เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานครบวงจรในประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกิดงานทักษะสูงและการเติบโตยั่งยืน
  • สร้างห่วงโซ่อุปทานครบวงจรในประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • SMEs
  • แรงงานไทย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 6) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 6) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เทคโนโลยี AI มาเร็ว แต่คนตามไม่ทัน
  • คนทำงานจำนวนมากรู้สึกว่า AI เป็นเรื่องไกลตัว เรียนแล้วไม่รู้จะเอาไปใช้กับงานจริงอย่างไร เสี่ยงต่อการถูกทดแทนหรือรายได้หยุดนิ่ง
  • ผู้สูงอายุและประชาชนบางกลุ่มขาดทักษะดิจิทัลพื้นฐาน ทำให้เข้าถึงบริการ เทคโนโลยี และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ได้ยาก
  • ระบบการศึกษาไม่เชื่อมกับตลาดแรงงาน AI: การสอน AI ยังเน้นเชิงทฤษฎี
  • ขาดภาพรวมว่าประเทศต้องการทักษะ AI แบบใด ทำให้การพัฒนาคนไม่ตรงกับความต้องการจริงของภาคเศรษฐกิจ

จะทำอะไร (Action)

  • พัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI ขั้นพื้นฐานสำหรับผู้สูงอายุ
  • เปลี่ยนจากการ “เรียน AI” เป็น “ใช้ AI ได้จริงในงาน” โดยสนับสนุน AI Toolkit ตามสายอาชีพ
  • เชื่อมกับ AI Upskill Voucher ที่ใช้ได้กับคอร์สซึ่งผูกกับงานจริง
  • เพิ่มหลักสูตร AI Literacy ให้กับนักเรียนและนักศึกษา
  • จัดทำแผนที่ทักษะ AI ของประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ยกระดับทักษะ AI ของคนไทยทั้งประเทศ ให้ “ใช้ได้จริงในชีวิตและการทำงาน” ไม่ใช่แค่รู้จักเทคโนโลยี

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนไทยทุกช่วงวัย
  • คนทำงานจำนวนมาก
  • ผู้สูงอายุ
  • ครู
  • SME/ร้านค้า
  • เกษตรกร
  • ข้าราชการ
  • นักเรียน
  • นักศึกษา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ตั้งแต่ก่อน เข้าสู่ตลาดแรงงาน

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 80) ว่า '200 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 80) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เรียนเต็มเวลาแต่รายได้ไม่พอใช้: ผู้เรียนจำนวนมากต้องแบกรับค่าครองชีพระหว่างเรียน แต่ไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมายหรือทำได้จำกัด ทำให้ต้องพึ่งพาครอบครัวหรือก่อหนี้เพิ่ม
  • การทำงานไม่ปลอดภัยและไม่เป็นธรรม: นักเรียน–นักศึกษาที่ทำงานพิเศษมักอยู่ในสภาพไม่คุ้มครอง ถูกเอาเปรียบเรื่องค่าแรง เวลาทำงาน หรือสภาพการจ้าง
  • ทักษะไม่เชื่อมตลาดแรงงานจริง: งานระหว่างเรียนจำนวนมากไม่สอดคล้องกับทักษะหรือสาขาที่เรียน ทำให้ไม่เกิดการพัฒนาศักยภาพระยะยาว

จะทำอะไร (Action)

  • เปิดทางให้ผู้เรียนทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย ปลอดภัย และใช้ทักษะสร้างรายได้จริง
  • แก้กฎหมายรองรับงาน Part-time: ปรับกฎหมายให้ผู้เรียนสามารถทำงานพาร์ทไทม์ได้อย่างถูกต้อง มีกรอบเวลาทำงานและการคุ้มครองด้านแรงงานที่เหมาะสมกับสถานะผู้เรียน
  • คุ้มครองความปลอดภัยในการทำงาน: กำหนดมาตรฐานการจ้างงานสำหรับผู้เรียน เพื่อป้องกันการเอาเปรียบและความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย
  • ส่งเสริมงานรับมาทำที่บ้าน: เปิดโอกาสให้เกิดการจ้างงานรูปแบบรับมาทำที่บ้านหรือทำงานทางไกล เพื่อลดข้อจำกัดด้านเวลาและการเดินทาง
  • แพลตฟอร์มจับคู่ทักษะกับงาน: สร้างแพลตฟอร์มกลางเชื่อมทักษะของผู้เรียนกับความต้องการของตลาดแรงงาน ให้ได้งานที่สอดคล้องกับความรู้และความถนัด
  • สร้างรายได้พร้อมพัฒนาศักยภาพ: ทำให้งานระหว่างเรียนเป็นทั้งแหล่งรายได้และพื้นที่ฝึกทักษะจริง เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การทำงานหลังเรียนจบ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้เรียนสามารถทำงานพาร์ทไทม์ได้อย่างถูกต้อง
  • มีกรอบเวลาทำงานและการคุ้มครองด้านแรงงานที่เหมาะสมกับสถานะผู้เรียน
  • ป้องกันการเอาเปรียบและความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย
  • ลดข้อจำกัดด้านเวลาและการเดินทาง
  • ได้งานที่สอดคล้องกับความรู้และความถนัด
  • งานระหว่างเรียนเป็นทั้งแหล่งรายได้และพื้นที่ฝึกทักษะจริง
  • เตรียมความพร้อมสู่การทำงานหลังเรียนจบ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้เรียน
  • นักเรียน–นักศึกษา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 56) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 56) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • คนทำงานอิสระ แพลตฟอร์มเวิร์กเกอร์ และลูกจ้างรายวันจำนวนมากไม่มีสวัสดิการ ไม่มีความมั่นคงทางรายได้ และไม่อยู่ภายใต้ระบบคุ้มครองแรงงานแบบลูกจ้างประจำ
  • การจ้างงานจำนวนมากไม่มีสัญญาที่ชัดเจน ค่าจ้างไม่แน่นอน เปลี่ยนเงื่อนไขฝ่ายเดียว หรือไม่จ่ายค่าจ้างตามที่ตกลง ทำให้คนทำงานขาดอำนาจต่อรอง
  • แม้มีรายได้สม่ำเสมอ แต่ไม่มีเอกสารรับรองรายได้หรือสัญญาจ้างที่มีผลทางกฎหมาย ทำให้ไม่สามารถขอสินเชื่อหรือใช้บริการทางการเงินได้

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างระบบคุ้มครองแรงงานอิสระให้มีความมั่นคง ใกล้เคียงแรงงานในระบบ โดยไม่ทำลายความยืดหยุ่นของการทำงาน
  • ออกกฎกระทรวงกำหนด “มาตรฐานสัญญาจ้างแรงงานอิสระ”
  • ให้สัญญาจ้างแรงงานอิสระสามารถใช้เป็นเอกสารประกอบการขอสินเชื่อ
  • เร่งผลักดันพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ
  • ทำให้ธุรกิจตัวกลางจ่ายงานต้องอยู่ภายใต้กติกาที่ชัดเจน เป็นธรรม และตรวจสอบได้

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนของคนทำงาน
  • รับรองสิทธิและสวัสดิการของ Freelance และ Platform Worker อย่างเป็นรูปธรรม
  • ธุรกิจตัวกลางจ่ายงานต้องอยู่ภายใต้กติกาที่ชัดเจน เป็นธรรม และตรวจสอบได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนทำงานอิสระ
  • แพลตฟอร์มเวิร์กเกอร์
  • ลูกจ้างรายวัน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 48) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 48) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • แรงงานแพลตฟอร์มมีรายได้ผันผวน
  • มีต้นทุนจากการทำงานจำนวนมาก
  • ค่าใช้จ่ายในการต่อทะเบียนรถจักรยานยนต์เป็นภาระรายปีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
  • ส่งผลต่อรายได้สุทธิของ Riders อย่างมีนัยสำคัญ

จะทำอะไร (Action)

  • งดเว้นภาษีต่อทะเบียนรถจักรยานยนต์
  • ช่วยลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดภาระค่าใช้จ่ายประจำปีของแรงงานแพลตฟอร์ม
  • ช่วยลดค่าครองชีพโดยตรง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • กลุ่ม Riders

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ระยะเวลามาตรการ 2 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ไม่ใช้งบประมาณรายจ่ายของรัฐ

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 9) ว่า 'ไม่ใช้งบประมาณ แต่ใช้การบริหารการจัดเก็บรายได้'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 9) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • อาสาสมัครด่านหน้ายังไม่มีประกันความเสี่ยงที่เป็นระบบ
  • เมื่อเกิดอุบัติเหตุ พิการ หรือเสียชีวิต ภาระทั้งหมดตกอยู่กับตัวอาสาสมัครและครอบครัวโดยตรง

จะทำอะไร (Action)

  • รัฐจัดซื้อประกันอุบัติเหตุกลุ่ม ครอบคลุมอาสาสมัครที่ขึ้นทะเบียนแล้วทั้งหมด
  • ใช้ฐานข้อมูลเดิม ไม่เพิ่มระบบใหม่ เน้นหลัก “จ่ายง่าย เงื่อนไขชัด ไม่ซับซ้อน” เพื่อให้ความคุ้มครองเข้าถึงได้จริง
  • รัฐต้องรับผิดชอบต่อความเสี่ยงของผู้ที่ทำงานเสี่ยงแทนรัฐ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กรณีเสียชีวิต อสม., อสส. และ ชรบ. ได้รับค่าชดเชย 1,000,000 บาท
  • กรณีพิการ อสม., อสส. และ ชรบ. กรณีพิการ ได้รับเงินชดเชย 300,000 บาท

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • อสม., อสส. และ ชรบ.
  • ครอบครัวของอาสาสมัคร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 8) ว่า '1,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 8) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • แรงงานแพลตฟอร์มถูกจัดเป็นอาชีพอิสระ แต่ลักษณะงานมีความเสี่ยงจากการทำงานจริง ทั้งอุบัติเหตุ รายได้ผันผวน และการหยุดงานโดยไม่สมัครใจ
  • ระบบที่มีอยู่ยังไม่ตอบโจทย์
  1. ประกันสังคมมาตรา 33 คุ้มครองสูงแต่มีต้นทุนสูงและไม่เหมาะกับงานแพลตฟอร์ม
  2. ประกันสังคมมาตรา 40 มีต้นทุนต่ำแต่ความคุ้มครองและเงินชราภาพยังไม่เพียงพอ
  • ภาระตกอยู่กับแรงงานและครอบครัวโดยตรง

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างระบบประกันสังคมเพื่อแรงงานแพลตฟอร์ม
  • สร้างระบบประกันสังคมแบบรัฐร่วมจ่ายกับแพลตฟอร์ม เพื่อให้ Riders ทุกคน ได้รับความคุ้มครองอุบัติเหตุจากการทำงาน ค่ารักษาพยาบาล และเงินชดเชยรายได้กรณีไม่สามารถทำงานได้
  • ผลักดันหลักประกันภาคสมัครใจ (คุ้มครอง–ชดเชย-มีเงินบำเหน็จ) เปิดทางเลือกให้แรงงานที่ต้องการความมั่นคงระยะยาว สมัครออมเงินร่วมกับแพลตฟอร์มและรัฐร่วมสมทบ มีเงินก้อนเมื่อเลิกทำงาน
  • หลักประกันความเสี่ยงขั้นพื้นฐาน (ประกันอุบัติเหตุจากการทำงาน + ค่ารักษาพยาบาล + เงินชดเชยรายได้)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • แรงงานแพลตฟอร์ม (Riders) ได้รับความคุ้มครองอุบัติเหตุจากการทำงาน ค่ารักษาพยาบาล เงินชดเชยรายได้กรณีไม่สามารถทำงานได้
  • แรงงานแพลตฟอร์ม (Riders) มีเงินก้อนเมื่อเลิกทำงาน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • แรงงานแพลตฟอร์ม (Riders)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 10) ว่า '1,000 ล้านบาท/ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 10) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี'

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ให้มีระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม
  • ให้ผู้ใช้แรงงานได้รับค่าตอบแทนอย่างคุ้มค่า
  • ส่งเสริมให้ประชาชนมีความสามารถในการทำงาน
  • ให้มีงานทำอย่างทั่วถึง
  • ผลักดันมีการใช้มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้ใช้แรงงาน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้ใช้แรงงานได้รับค่าตอบแทนอย่างคุ้มค่าและเพียงพอต่อการดำรงชีวิต
  • มีความสามารถในการทำงานอย่างเหมาะสมกับศักยภาพและวัย
  • ได้รับความปลอดภัยในการทำงาน
  • มีสุขอนามัยที่ดีในการทำงาน
  • ได้รับรายได้ สวัสดิการ การประกันสังคม สิทธิประโยชน์ต่างๆ และการออมที่เหมาะสม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ใช้แรงงาน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงภายใน
  • ปัญหาภัยพิบัติสำคัญ
  • ปัญหาแรงงานข้ามชาติ
  • การลักลอบเข้าเมือง
  • การค้ายาเสพติด
  • การรุกล้ำอธิปไตยของชาติ
  • ภัยคุกคามทางไซเบอร์
  • การก่อการร้าย
  • อาชญากรรมข้ามชาติ
  • การแผ่อิทธิพลทางเศรษฐกิจของมหาอำนาจ
  • การย้ายถิ่นของทุนข้ามชาติที่อาจกระทบต่อความมั่นคง

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมและสนับสนุนภาครัฐดำเนินการตามรัฐธรรมนูญและยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อ ป้องกัน แก้ไขปัญหา ติดตาม เฝ้าระวัง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ไม่ระบุ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ต่างด้าวแย่งงานคนไทย

จะทำอะไร (Action)

จัดระเบียบต่างด้าว

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ไม่ระบุ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

คนไทย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 49) ว่า 'ไม่มีการใช้งบประมาณ แต่เป็นการส่งเสริมโดยการมอบนโยบายให้ดำเนินการยกระดับความสามารถของแรงงานไทยและทำฐานข้อมูลบัญชีค่าจ้างและมาตรฐานฝีมือแรงงาน และนโยบายจัดระเบียบแรงงานต่างชาติให้เด็ดขาด'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 49) ว่า 'ไม่มีการใช้งบประมาณ แต่เป็นการส่งเสริมโดยการมอบนโยบายให้ดำเนินการยกระดับความสามารถของแรงงานไทยและทำฐานข้อมูลบัญชีค่าจ้างและมาตรฐานฝีมือแรงงาน และนโยบายจัดระเบียบแรงงานต่างชาติให้เด็ดขาด'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • สนับสนุนเด็ก ม.ปลาย ทำงานพิเศษใช้ทักษะภาษาอย่างถูกกฎหมาย
  • รัฐร่วมจ่ายค่าตอบแทน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ภาษาดี
  • มีรายได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เด็ก ม.ปลาย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • รัฐ
รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาความมั่นคงทางชีวิตของประชาชนในยุคที่โลกการทำงานเปลี่ยนเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะแรงกระแทกจาก AI ระบบอัตโนมัติ และการแข่งขันระดับโลกที่ทำให้ทักษะเดิมเสื่อมค่าเร็วกว่าที่รัฐและระบบการศึกษาจะปรับตัวทัน
  • ความเสี่ยงด้านรายได้ในช่วงเปลี่ยนผ่านงาน ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คนจำนวนมากไม่กล้าลาออก ไม่กล้าเรียนเพิ่ม และไม่กล้าเปลี่ยนอาชีพ แม้จะรู้ว่าทักษะเดิมกำลังถูกแทนที่ เพราะการเปลี่ยนผ่านมีต้นทุนทันทีในรูปแบบรายได้ที่หายไปและภาระครอบครัวที่ต้องแบก
  • ความเสี่ยงด้านทักษะไม่ตรงตลาด หรือ skills mismatch ที่เกิดจากระบบการฝึกอบรมที่มักสอนตามความถนัดของผู้สอน ไม่ได้สอนตามความต้องการของตลาดจริง ผลคือรัฐใช้งบฝึกอบรมจำนวนมากแต่ไม่เกิดการจ้างงานและไม่เกิดรายได้เพิ่มอย่างแท้จริง
  • หากประเทศปล่อยให้เกิดการว่างงานเชิงโครงสร้างสูงขึ้น 5–10 เปอร์เซ็นต์ ผลกระทบจะไม่ได้อยู่แค่คนตกงาน แต่จะลามไปถึงรายได้ภาษีที่ลดลง การบริโภคที่หดตัว และภาระสวัสดิการที่สูงขึ้น
  • ปัญหาใหญ่ของโครงการฝึกอบรมรัฐคือจบแล้วไม่มีใครรับ หรือผู้เรียนไม่รู้จะไปสมัครที่ไหน
  • กองทุนนี้ไม่ถูกดูดเงินไปโดยสถาบันสอนที่ไม่มีคุณภาพ
  • skills mismatch หากรัฐเลือกทักษะผิดหรือหลักสูตรไม่ตรงตลาด ผลลัพธ์จะไม่เกิด
  • low completion rate หรือคนเรียนไม่จบ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของการเรียนออนไลน์

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างระบบประกันความมั่นคงรูปแบบใหม่ที่ลงทุนในทักษะและการเปลี่ยนผ่านอาชีพ
  • ปิดสองช่องโหว่นี้พร้อมกัน คือทำให้คนกล้าเปลี่ยนผ่านด้วยการมีตาข่ายรองรับรายได้ และทำให้การเรียนทักษะเป็นการเรียนที่ตลาดต้องการจริงจนจบแล้วมีงานรองรับ
  • ทำให้แรงงานไทยกลายเป็นแรงงานที่เทคโนโลยีต้องพึ่งพา ไม่ใช่แรงงานที่เทคโนโลยีแทนที่ได้ง่าย
  • สถาปัตยกรรมของ Stability Fund จึงต้องออกแบบเป็นสามชั้นเชิงปฏิบัติการที่เชื่อมกันแบบปิดลูป:
    • Skill Credit: เป็นคูปองทักษะรายปีที่ให้ประชาชนใช้ซื้อการเรียนรู้ได้จริงในหลักสูตรที่รัฐรับรอง
  • -   รัฐต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูงต่อการถูกแทนที่ เช่น ธุรการ พนักงานขายแบบดั้งเดิม แรงงานโรงงานบางประเภท และแรงงานบริการที่ทำงานซ้ำๆ
    
  • -   ระบบ AI วิเคราะห์โปรไฟล์ทักษะเดิมและแนะนำเส้นทางการเรียนที่มีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มจริง
    
  • -   กำหนดว่าคอร์สที่ใช้ได้ต้องอยู่ในกลุ่มทักษะที่ตลาดต้องการ เช่น Data, AI, Coding, Digital Marketing ขั้นสูง, Robotics, Cybersecurity หรือการบริหารธุรกิจเชิงดิจิทัล
    
    • Job Transition Insurance: รัฐต้องสร้างกลไกชดเชยรายได้แบบมีเงื่อนไข
  • -   รัฐชดเชยรายได้เป็นสัดส่วนของเงินเดือนเดิมในเพดานที่กำหนด
    
  • -   จ่ายเป็นงวดตามความก้าวหน้าในการเรียน
    
  • -   ต้องมีเงื่อนไข clawback หากพบการทุจริตหรือเรียนไม่จบโดยไม่มีเหตุผล
    
    • Placement & AI Matching: สร้างระบบจับคู่แรงงานกับนายจ้างแบบเรียลไทม์
  • -   ใช้ข้อมูลทักษะที่ได้รับการรับรองผ่าน Digital Badge และ Certification ที่ตรวจสอบได้ ซึ่งสามารถบันทึกบนระบบที่ปลอมแปลงยากเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้บริษัท
    
  • -   รัฐต้องมีมาตรการจูงใจฝั่งดีมานด์ เช่น สิทธิลดหย่อนภาษีค่าจ้างหรือเงินสมทบประกันสังคม
    
  • มีระบบคัดเลือกผู้ให้บริการหลักสูตรแบบ Outcome-based Accreditation
    • ผู้สอนหรือแพลตฟอร์มการเรียนต้องพิสูจน์ได้ว่าผู้เรียนเรียนจบจริง มีอัตราการสำเร็จขั้นต่ำ และมีผลลัพธ์เชิงการจ้างงานหรือรายได้เพิ่มจริงในอดีต จึงจะเข้าร่วมได้
    • การจ่ายเงินให้ผู้ให้บริการต้องเป็นแบบแบ่งงวดตามผลสัมฤทธิ์ เช่น จ่ายเมื่อเริ่มเรียน จ่ายเมื่อสอบผ่าน และจ่ายเมื่อผู้เรียนได้งานหรือเลื่อนตำแหน่งภายในระยะเวลาที่กำหนด
  • งบส่วนใหญ่ต้องไปอยู่ที่ Skill Credit และ Transition Support
  • งบพัฒนาแพลตฟอร์มและระบบจับคู่เป็นงบลงทุนที่ทำครั้งเดียวและใช้ต่อได้ยาว
  • ให้เอกชนร่วมออกแบบหลักสูตรและให้ข้อมูลดีมานด์แรงงานแบบเรียลไทม์ พร้อมปรับรายชื่อทักษะเป้าหมายทุกไตรมาสตามสถานการณ์
  • ออกแบบระบบให้มีแรงจูงใจและวินัย เช่น การจ่ายเงินประกันรายได้เป็นงวดตามความก้าวหน้า การใช้ gamification และการมี mentor ติดตามผล
  • กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องรับผิดชอบร่วม หากอัตราการเรียนจบต่ำกว่ามาตรฐานจะถูกลดสิทธิหรือถูกถอดออกจากระบบ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • มีความสามารถในการเลี้ยงชีพได้เสมอ
  • ประชาชนสามารถยืนได้ด้วยตนเองในตลาดแรงงานยุคใหม่
  • คนกล้าเปลี่ยนผ่าน
  • มีงานรองรับ
  • แรงงานไทยกลายเป็นแรงงานที่เทคโนโลยีต้องพึ่งพา
  • การเพิ่มผลิตภาพและการเติบโตแบบยั่งยืน
  • เงินทุกบาทเปลี่ยนเป็นความสามารถที่ตลาดจ่ายจริง
  • คนกล้าหยุดงานชั่วคราวหรือย้ายงานโดยไม่ล้มละลาย
  • ผู้รับสิทธิเรียนจนจบจริง
  • การจ้างงานจะเกิดขึ้นเร็วขึ้น
  • ต้นทุนการคัดกรองจะลดลง
  • บริษัทกล้ารับคนที่เปลี่ยนสายอาชีพโดยไม่กลัวความเสี่ยง
  • ผู้สอนต้องแข่งขันกันด้วยผลลัพธ์
  • ระบบฝึกอบรมของรัฐกลายเป็นตลาดคุณภาพ
  • รักษาความสามารถในการผลิตของประเทศและรักษาฐานภาษีในระยะยาว
  • รายได้เฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น 30–50 เปอร์เซ็นต์ในหลายกลุ่มอาชีพ
  • การบริโภคและการเสียภาษีที่สูงขึ้น
  • รัฐได้ผลตอบแทนทางการคลังทางอ้อม
  • ลดความเปราะบางของครัวเรือนโดยไม่ต้องพึ่งการแจกเงินตลอดไป
  • อัตราการเรียนจบ
  • อัตราการได้งานหรือเลื่อนตำแหน่งภายในระยะเวลาที่กำหนด
  • รายได้เฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นของผู้เข้าร่วม
  • อัตราการย้ายงานสำเร็จไปสู่อาชีพที่มีมูลค่าสูงขึ้น
  • ผลิตภาพแรงงานที่เพิ่มขึ้น
  • การลดลงของการว่างงานเชิงโครงสร้าง
  • อันดับความพร้อมด้าน AI ของทรัพยากรมนุษย์ไทย
  • ประชาชนมั่นคงด้วยทักษะ
  • อนาคตมั่งคั่งด้วยผลิตภาพ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • แรงงานไทย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ระยะนำร่อง 2 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • วงเงินประมาณ 6,000 ล้านบาท

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 22) ว่า '6,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 22) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • Fixed Cost สูงจนสภาพคล่องหาย
  • เงินเดือนหรือรายได้อาจไม่ต่ำในเชิงตัวเลข แต่เมื่อหักค่าไฟ–น้ำ–เน็ต–เดินทางแล้ว รายได้สุทธิที่ใช้ได้จริง(Net Disposable Income) ต่ำมาก
  • จึงต้องกู้เพื่อความจำเป็นและกลายเป็นหนี้ครัวเรือนสูงโดยไม่ใช่เพราะฟุ่มเฟือย แต่เพราะต้นทุนชีวิตบีบทุกเดือน
  • การช่วยเหลือไม่ไหลกลับไปเป็นรายได้ของทุนสาธารณูปโภคและแพลตฟอร์มในไม่กี่วัน
  • คนออมไม่ได้เพราะ Fixed Cost กินรายได้สุทธิ
  • คนฐานรากและคนเมืองอยากได้ สิทธิยกระดับชีวิต แต่เข้าถึงยากเพราะต้นทุนก้อนใหญ่
  • ครัวเรือนเมืองที่มีเด็กเล็ก 1 คนค่าใช้จ่ายจำเป็นเพิ่มเฉลี่ย 1, 500–2, 500 บาท / เดือน มักถูกชดเชยด้วยหนี้ระยะสั้น / บัตรเครดิต
  • Fixed Cost ของวัยเรียนในเมืองคือ ค่าเดินทางไปโรงเรียน ค่าเน็ต / อุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายสุขภาพที่มองไม่เห็น(สายตา ภาวะเครียด สมาธิสั้น)
  • Fixed Cost วัยเริ่มงานคือ ค่าเดินทาง ค่าเช่า ค่ามือถือ / เน็ต และ “ต้นทุนเข้าทำงาน” ที่ทำให้ต้องรูดบัตร / กู้ตั้งแต่เดือนแรก
  • Fixed Cost ของ กลุ่ม วัยทำงานเต็มตัว คือ ค่าเดินทาง ค่าเน็ตครัวเรือน ค่าไฟน้ำที่สูงขึ้นจากการเลี้ยงลูก และดอกเบี้ยหนี้ที่กินรายได้สุทธิ
  • Fixed Cost ของ ช่วง วัยกลางคน / เปลี่ยนอาชีพ มักมาคู่กับความเสี่ยงตกงาน โรคเรื้อรัง และภาระครอบครัว ทำให้รายได้สุทธิผันผวนและหนี้กลับมาสูง
  • Fixed Cost ผู้สูงอายุคือ ค่ายา ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล ค่าไฟจากการอยู่บ้านมากขึ้น และค่าใช้จ่ายแฝงจากการเจ็บป่วยเรื้อรัง

จะทำอะไร (Action)

  • รีเฟรม “สวัสดิการสร้างตัว(Empowerment Welfare / Thai Savings Shield)” ให้เป็น “ชั้นปฏิบัติการ” ที่ถูกยึดกับปรัชญาเครดิตสาธารณะโดยตรง
  • กดต้นทุนชีวิตให้สภาพคล่องกลับมาโดยไม่โอนเงินสด(Fixed Cost Crusher Credit)
  • เอาสภาพคล่องที่กลับมาแล้วนั้น “ล็อกให้กลายเป็นทรัพย์สิน” ผ่านการออมสมทบรัฐ การลดต้นทุนเงิน และการ Reskill เพื่อยกระดับรายได้ในระยะถัดไป(Opportunity & Investment Credit)
  • บูรณาการ Thai Savings Shield เข้ากับ Three - Tier Credit
  • จัด “สวัสดิการสร้างตัว” เป็น “เครื่องยนต์ชั้น 2–3” ของระบบเครดิต และให้สิทธิของมันมีตรรกะตามสามชั้นชัดเจน
  • เลิกตั้งสมมติฐานว่าคนต้องมีเงินเหลือก่อนจึงจะออมได้ แต่เราทำให้เงินเหลือเกิดขึ้นก่อนด้วย Fixed Cost Crusher แล้วออกแบบให้เงินที่เหลือนั้น “ไหลเข้าทรัพย์สิน” อัตโนมัติ
  • ปรับสิทธิประโยชน์ของ Thai Savings Shield ให้ “แลกเป็นสิทธิกดต้นทุนชีวิต + สิทธิยกระดับชีวิต” ตามกรอบเครดิตเดิม โดย จัดหมวดใหม่และบังคับตรรกะการแลกใช้ให้สอดคล้องกับ “ไม่แจกเงินสด” และ “กดต้นทุนชีวิตก่อน–ปลดล็อกโอกาสทีหลัง”
  • ปรับเงื่อนไข ของ Thai Savings Shield ให้เป็น “เงื่อนไขที่แก้ Fixed Cost และลดหนี้” ไม่ใช่เงื่อนไขเชิงศีลธรรม
  • ผูก เงื่อนไขของ Thai Savings Shield กับพฤติกรรมสามแกนที่สอดคล้องกับกรอบเครดิตโดยตรง ได้แก่ พฤติกรรมที่ลดต้นทุนระบบสุขภาพ(ป้องกันก่อนป่วย), พฤติกรรมที่เพิ่มผลิตภาพแรงงาน(ทักษะ), และพฤติกรรมที่เพิ่มความเป็นทางการของเศรษฐกิจ(e - Receipt / e - Tax, จ่ายบิลตรงเวลา, เข้าระบบจัดการหนี้)
  • จัดสรร งบประมาณ ใหม่จากสวัสดิการที่กระจัดกระจายและรั่วไหล ไปสู่ระบบจ่ายตรง Fixed Cost ที่วัดผลเป็น Net Disposable Income
  • ใช้แรงจูงใจแบบ DCU บังคับให้ส่วนหนึ่งของสภาพคล่องที่คืนมา “กลายเป็นทุน” ผ่านการออมสมทบรัฐ
  • บัตรประชาชน Max ทำให้คนเหลือเงินด้วยการกดต้นทุนชีวิตแบบจ่ายตรง แล้ว Thai Savings Shield ทำให้เงินที่เหลือนั้นไม่ไหลหาย แต่ถูกแปลงเป็นทรัพย์สินและโอกาส ผ่านการออมสมทบรัฐ เครดิตทักษะ และเครดิตค้ำโอกาส
  • กำหนด “เครดิตตามช่วงวัย” เป็นโมดูลเพิ่มบนบัตรประชาชน Max ภายใต้ 3 ชั้นเดิมเหมือนกันทุกคน
  • Fixed Cost Crusher Credit (ชั้นที่ 1): เป็นสิทธิพลเมืองที่รัฐจ่ายตรงให้ผู้ให้บริการตามโควตา ทำหน้าที่คืนสภาพคล่อง
  • Skill - Based Top - up Credit (ชั้นที่ 2): รัฐ...ให้ “เครดิตเพิ่ม” จากพฤติกรรมที่ทำให้รัฐมั่นใจว่าการสมทบจะไม่สูญเปล่า ซึ่งถูกวัดด้วย DCU และแปลงเป็นสิทธิ Top - up ที่เป็นการ “กดต้นทุนชีวิตเพิ่ม” หรือ “ยกระดับศักยภาพ” เท่านั้น ไม่ใช่เงินสด
  • Opportunity & Investment Credit (ชั้นที่ 3): Thai Savings Shield แปลง DCU + ประวัติใช้สิทธิชั้น 1–2 ไปสู่ “สิทธิทางการเงินและโอกาส” เช่น ค้ำประกันไมโครเครดิต ลดดอกเบี้ย ลดค่าธรรมเนียม หรือ matching fund ขั้นสูง
  • บัญชี Personal Welfare Account เดิม: ถูกแยกเป็นกระเป๋าเชิงตรรกะ 2 ชั้นในบัญชีเดียว: ชั้นแรกคือ “สิทธิชั้น 1 แบบจ่ายตรง” ที่ลดบิลรายเดือนให้คน; ชั้นที่สองคือ “กระเป๋าทรัพย์สิน(Shield Account)” ที่รับเงินออมของประชาชนและเงินสมทบรัฐ โดยระบบจะตั้งค่าเริ่มต้นเป็น Auto - Debit หรือ Micro - Savings จากสภาพคล่องที่ถูกคืนมา
  • ในชั้นที่ 2 ของ Thai Savings Shield: ให้ DCU เป็นตัวกลางเชิงพฤติกรรม แล้วให้การแลกใช้ของ Thai Savings Shield “ไหลไปหา” 2 กลุ่มสิทธิเท่านั้น: สิทธิที่ทำให้ Fixed Cost ต่ำลงกว่าเดิม เช่น เพิ่มโควตาค่าไฟ เพิ่มสปีดเน็ต เพิ่มเที่ยวเดินทาง; สิทธิยกระดับชีวิต เช่น ตรวจสุขภาพเชิงลึก สุขภาพจิต Reskill และ voucher เครื่องมือทำกิน
  • ในชั้นที่ 3 ของ Thai Savings Shield: ต้องมี “สิทธิทางการเงิน” ที่ไม่ใช่การให้เงิน แต่เป็นการลดต้นทุนเงินและค้ำโอกาส โดยใช้ DCU + ประวัติชั้น 1–2 เป็นเครดิตสกอร์ภาครัฐ เช่น ลดดอกเบี้ยไมโครเครดิตตามระดับ DCU ลดค่าธรรมเนียมโอน / ชำระสำหรับรายย่อย และค้ำประกันบางส่วน
  • โครงสร้างเดียว แต่แตกมาตรการตามช่วงวัย(Life - Cycle Credit):
    • ชั้นที่ 1 Fixed Cost Crusher เป็นสิทธิพลเมืองเหมือนกันทุกวัย แต่ “องค์ประกอบสิทธิ” จะถูกปรับให้เข้ากับ Fixed Cost หลักของแต่ละวัย
    • ชั้นที่ 2 Skill - Based Top - up ใช้ DCU เหมือนกันทุกวัย แต่ “หมวดกิจกรรมที่ให้ DCU” และ “สิทธิที่แลกได้” จะต่างกันตามความเสี่ยงและศักยภาพของแต่ละวัย
    • ชั้นที่ 3 Opportunity & Investment Credit ใช้ DCU + ประวัติชั้น 1–2 เป็นเครดิตสกอร์ภาครัฐเหมือนกันทุกวัย แต่ “รูปแบบค้ำ” จะต่างตามวงจรชีวิต
  • มาตรการเชื่อมข้ามวัย Cross - Generational Measures:
    • Family Wallet Linking: ให้ Personal Welfare Account สามารถ “ผูกความสัมพันธ์ในครัวเรือน” ได้ ... โดยสิทธิชั้น 1 เป็นรายครัวเรือนตามเพดาน แต่ DCU เป็นรายบุคคล แล้วเปิดให้ “โอนสิทธิการแลกบางประเภท” ภายในครัวเรือนในสิ่งที่รัฐต้องการ ... โดยห้ามโอนเป็นเงินสด
    • Auto - Save From Savings: ให้การออมใน Thai Savings Shield เกิดจาก “เงินที่ประหยัดได้จาก Fixed Cost Crusher” เป็นค่าเริ่มต้นของระบบ เช่น ระบบเสนอออมขั้นต่ำ 20–30 % ของเงินที่ประหยัดได้ต่อเดือน(ผู้ใช้ปรับลดได้)
    • Risk - Gated Credit Ladder: ให้เครดิตชั้น 3 ทุกประเภทผ่านประตูความเสี่ยง(risk gate) เดียว คือต้องมีประวัติใช้สิทธิชั้น 1 ต่อเนื่อง + มี DCU จากหมวดที่ลดความเสี่ยงจริง(สุขภาพ / ทักษะ / วินัยการเงิน) + ไม่ผิดนัด

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สภาพคล่องกลับมา
  • สภาพคล่องที่กลับมาแล้วนั้น “ล็อกให้กลายเป็นทรัพย์สิน”
  • ยกระดับรายได้ในระยะถัดไป
  • การช่วยเหลือไม่ไหลกลับไปเป็นรายได้ของทุนสาธารณูปโภคและแพลตฟอร์มในไม่กี่วัน แต่ถูกแปลงเป็นความมั่นคงของประชาชนอย่างเป็นระบบ
  • KPI ของรัฐเปลี่ยนจาก แจกเท่าไร เป็น ประชาชนเหลือเงินสดจริงเท่าไรหลังหักต้นทุนชีวิต
  • เครดิตสาธารณะจึงไม่ใช่รางวัลความดี แต่เป็นเครื่องมือกดต้นทุนชีวิตและสร้างทรัพย์สิน โดยไม่เติมหนี้ใหม่
  • คืนสภาพคล่องทันที 1, 500–2,000 บาทต่อเดือน
  • คนมีอากาศหายใจทางการเงินก่อน
  • เงินเหลือเกิดขึ้น
  • เงินที่เหลือนั้น “ไหลเข้าทรัพย์สิน” อัตโนมัติ
  • Net Disposable Income เพิ่มขึ้นแบบเป็นตัวเงินสดจริงทันทีโดยไม่โอนเงิน
  • ทำให้ Fixed Cost ของประเทศต่ำลงในอนาคต
  • ทำให้ภาระงบสุขภาพต่ำลง
  • ทำให้คนตกงานน้อยลง
  • ทำให้หนี้เสียลดลง
  • ทำให้รัฐกล้าลดต้นทุนชีวิตได้มากขึ้นโดยไม่เสียวินัยการคลัง
  • งบประมาณ ลดรั่วไหล–จ่ายตรง–คืนเป็นทรัพย์สิน
  • ลดหนี้ครัวเรือนโดยไม่เติมหนี้ใหม่ เพราะเพิ่มสภาพคล่องด้วยสิทธิ ไม่ใช่ด้วยเงินสด
  • วัดความสำเร็จเป็นรายได้สุทธิหลังหักต้นทุนชีวิต ไม่ใช่จำนวนเงินที่รัฐแจก
  • เงินที่เหลือนั้นไม่ไหลหาย แต่ถูกแปลงเป็นทรัพย์สินและโอกาส
  • ทุกยอดออมมีคนช่วยเติม เกิดขึ้นบนฐานความจริงทางเศรษฐศาสตร์ของคนเมือง
  • “ประหยัดแล้วหาย” กลายเป็น “ประหยัดแล้วกลายเป็นทุน” โดยไม่สร้างความรู้สึกถูกบังคับเกินไป
  • Net Disposable Income, หนี้ลด, และศักยภาพเพิ่ม
  • ทุกช่วงวัย “เหลือเงินจริง” เดือนละ 1,000–2, 500 บาท
  • ลดหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ
  • วัยเด็กเล็ก: เงินเหลือจริงในครัวเรือน ≈ 1, 250 บาท / เดือน และเพิ่มเป็น ≈ 1, 450 บาท / เดือน หลังแลก DCU, เทียบรายปี ≈ 17, 400 บาท, อัตราคูณผลประโยชน์ประชาชน > 1.6 เท่า
  • วัยเรียน: เงินเหลือจริง ≈ 850 บาท / เดือน และเพิ่มเป็น ≈ 1, 100–1, 300 บาท / เดือน หลังแลก DCU, ลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน ≈ 15,000 บาท / ปี / เด็ก 1 คน
  • วัยเริ่มงาน: เงินเหลือ + ออม ≈ 1, 400–1, 600 บาท / เดือน, ลดโอกาสเริ่มชีวิตด้วยหนี้เสียอย่างมีนัย
  • วัยทำงานเต็มตัว: เงินเหลือจริง ≈ 1, 700–2,000 บาท / เดือน และเพิ่มเป็น ≈ 2, 200–2, 500 บาท / เดือน หลังแลก DCU, ≈ 26,000–30,000 บาท / ปี, อัตราคุ้มค่า > 1.8 เท่า
  • วัยกลางคน / เปลี่ยนอาชีพ: เงินเหลือจริง ≈ 1, 800 บาท / เดือน, ลดความเสี่ยงตกงาน / เจ็บป่วยระยะยาวอย่างมีนัย
  • วัยสูงอายุ: เงินเหลือจริงครัวเรือน ≈ 1, 600–1, 900 บาท / เดือน, ลดงบรักษาปลายทางของรัฐในอนาคตอย่างมาก
  • ระบบไม่แตกเป็นหลายโปรแกรม
  • สวัสดิการตอบโจทย์ครัวเรือนจริงและลดแรงกดดันหนี้
  • เปลี่ยนการกดต้นทุนชีวิตให้กลายเป็นทุนสะสมแบบอัตโนมัติ
  • กันการปั๊มคะแนนและกันการกู้เพื่อเก็งกำไร

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 21) ว่า '50,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 21) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • คนระดับฐานรากไม่มีรายได้
  • ค่าแรงงานขั้นต่ำไม่เหมาะสม

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างโอกาสให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทย
  • สร้างโอกาสทำกิน
  • สร้างงานให้คนในประเทศ
  • ปรับปรุงค่าแรงงานขั้นต่ำให้เหมาะสม
  • เสริมสร้างศักยภาพแรงงานไทย
  • สร้างเครือข่ายและการให้บริการอย่างทั่วถึง ทั้งในและต่างประเทศ
  • บริหารจัดการแรงงานนอกระบบ
  • คุ้มครองแรงงานตามมาตรฐานสากล
  • สร้าง Thailand platform

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยต้องมาก่อน
  • คนระดับฐานรากต้องมีรายได้
  • โอกาสทำกิน
  • โอกาสแข่งขันได้
  • งานให้คนในประเทศ
  • ค่าแรงงานขั้นต่ำ เหมาะสม
  • แรงงานไทย มีศักยภาพ
  • เครือข่ายและการให้บริการอย่างทั่วถึง ทั้งในและต่างประเทศ
  • ยกระดับคุณภาพชีวิต
  • คุ้มครองแรงงานตามมาตรฐานสากล

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • แรงงาน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ