ประเด็น

ค่าไฟฟ้า

มี 14 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาฝุ่น PM 2.5
  • การเผาป่าเผาไร่
  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • การใช้พลังงานที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • การจราจร การขนส่งสาธารณะ และการเดินทาง สร้างมลพิษ

จะทำอะไร (Action)

  • เอาผิดกับคนเผาป่าเผาไร่อย่างจริงจัง
  • สร้าง Mobile Application – เครือข่ายปราบการเผาไร่ เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน และเครือข่ายอาสาป้องกันการเผาไร่
  • ปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกเพื่อลดการเผา
  • ส่งเสริมการไถกลบตอซังเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ และผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์
  • ส่งเสริมการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง (Wet & Dry)
  • ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไม้ยืนต้น ไม้ป่า ไม้หายาก เพื่อทดแทนการเกษตรที่ต้องเผาตอซัง
  • จัดตั้งเขตส่งเสริมพิเศษ บนเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 40,000 ไร่ ในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อเป็นพื้นที่ปลูกป่า สร้างรายได้ ให้เกษตรกร ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 60 จังหวัด
  • สร้างรายได้จากการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้มีมูลค่าขายเป็นเงินได้
  • หาช่องทางการจัดจำหน่ายและหาคนมารับซื้อกับเกษตรกรโดยตรง
  • ใช้กองทุน SMEs และกองทุน Startup เป็นแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่เป็นโรงงานผลิตรถโดยสารและรถยนต์ไฟฟ้า ดอกเบี้ยไม่เกิน 3%-4%
  • ใช้กองทุนวิสาหกิจชุมชนเป็นแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ สนับสนุนเกษตรกรรวมตัวกันร่วมกันใช้เครื่องจักรสมัยใหม่เพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก และผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง
  • ลดการใช้พลังงานที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • สนับสนุนให้ติดตั้ง Solar Rooftop หรือ Solar Cell บนพื้นที่ว่าง อย่างน้อย 5 KW จำนวน 2 ล้านครอบครัว โดยรัฐเป็นผู้ลงทุน
  • ออกมาตรการทางภาษีให้สิทธิลดหย่อนภาษี และการหักค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น สำหรับผู้ประกอบการที่สนับสนุนนโยบาย "สลับ-เหลื่อมเวลาการทำงานและเวลาเรียน" และนโยบาย "Work from home หรือ Learn from home"
  • ออก “โครงการสร้างไทยมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้า” ให้คนไทยที่ทำมาหากินด้วยมอเตอร์ไซด์คู่ใจ สามารถกู้เงินดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน 5% ต่อปี ซื้อมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้าได้ จำนวน 1 ล้านคัน
  • ให้สิทธิหักลดหย่อนภาษีที่ดินแก่เจ้าของที่ดินที่สมัครใจเข้าร่วม "โครงการสวนสีเขียวที่เที่ยวชุมชน (Volk Green Park)" ที่เน้นการขับเคลื่อนประเทศไทย ให้เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดปัญหาฝุ่น PM 2.5
  • เพิ่มโอกาสการสร้างรายได้ให้ชาวนาจากการขายคาร์บอนเครดิต
  • สร้างรายได้จากการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร
  • ลดการเผาในแปลงเพาะปลูก
  • ลดค่าไฟฟ้ารายเดือน
  • ลดก๊าซมีเทนในดิน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • ประชาชน
  • ผู้ประกอบการ
  • เจ้าของที่ดิน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ประชาชนมีภาระค่าไฟฟ้าสูง ขาดการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ประชาชนไม่มีเงินลงทุนติดตั้ง Solar Rooftop

จะทำอะไร (Action)

  • การลงทุนและติดตั้งระบบ
  1. ให้รัฐเป็นผู้ลงทุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ให้กับประชาชน
  2. การดำเนินการจะกระทำผ่านการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)
  3. การไฟฟ้าฯ จะเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดหาระบบ และทำการติดตั้งระบบบนหลังคาบ้านของประชาชนที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ
  • การจัดหาแหล่งเงินทุน
  1. เงินลงทุนทั้งหมดจะมาจากงบประมาณของรัฐไปยังกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535
  2. เป็นเงินกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำที่กองทุนปล่อยกู้ให้การไฟฟ้าฯ
  3. การไฟฟ้าฯ จะต้องส่งคืนเงินต้นให้กองทุนในระยะเวลาไม่เกิน 7 ปี
  • การกำหนดสิทธิประโยชน์
  1. ประชาชนจะมีสิทธิใช้ไฟได้ฟรีประมาณ 210 หน่วย/ต่อเดือน ส่วนที่เกินจาก 210 หน่วย ต้องรับผิดชอบค่าไฟส่วนเกินเอง
  • ระบบการผลิตไฟฟ้า
  1. ระบบจะผลิตไฟฟ้าขนาด 3.2 กิโลวัตต์ แผง Solar Cell จะรับแสงอาทิตย์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าที่ได้จากแผง Solar Cell จะเป็นกระแสตรง (DC) ซึ่งจะถูกส่งต่อไปยัง Inverter (เครื่องแปลงไฟฟ้า) Inverter (เครื่องแปลงไฟฟ้า) จะเปลี่ยนไฟฟ้ากระแสตรง (DC) เป็นกระแสสลับ (AC)
  2. Inverter (เครื่องแปลงไฟฟ้า) จะเชื่อมต่อกับระบบสายส่งของการไฟฟ้าฯ โดยมีมิเตอร์คอยควบคุมจำนวนหน่วยของไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่จำหน่ายไปยังระบบสายส่ง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประชาชนได้ระบบ Solar Rooftop โดยไม่ต้องลงทุนเอง
  • ประชาชนมีสิทธิใช้ไฟได้ฟรีประมาณ 210 หน่วย/ต่อเดือน
  • ช่วยลดค่าไฟฟ้าที่เกิดจากการใช้งานประจำวัน
  • ลดค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน
  • ประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ใช้เองภายในบ้าน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • หนี้เสียที่เกิดจากโควิด
  • คนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน
  • คนตัวเล็กต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบที่ดอกเบี้ยสูง
  • SMEs ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุน
  • ค่าใช้จ่ายสูงเกินไป
  • ระบบราชการที่มีอำนาจนิยม

จะทำอะไร (Action)

  • กองทุนที่ 1 – กองทุนฟื้นฟูหนี้เสีย
  1. จัดตั้งกองทุนฟื้นฟูหนี้เสียฯ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่มีหนี้เสีย
  2. กองทุนฯ จะเข้าไปเจรจากับสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ ช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการชำระดอกเบี้ยผิดนัดให้บางส่วน
  3. ทำการรับซื้อและรับโอนหนี้ รวมทั้งหลักประกัน ที่ค้างชำระอยู่กับสถาบันการเงินมาบริหารที่มูลค่ายุติธรรม
  • มาตรการที่ 1 (พลิกฟื้น – ตั้งหลัก – ปลดล็อค)
  1. ชำระดอกเบี้ยให้ลูกหนี้บางส่วน
  2. เปลี่ยนสถานะลูกหนี้ที่เป็น NPL ให้กลับมาอยู่ในสถานะปกติ
  3. เปลี่ยนจากรหัสบัญชี 021 ไปเป็น รหัสบัญชี 010
  • มาตรการที่ 2 (เดินหน้า – ดันธุรกิจ – ช่วยลูกจ้าง)
  1. พักชำระหนี้ 1 ปี
  2. เติมเงินสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง เข้าบัญชีธุรกิจ และบัญชีเงินเดือนของลูกจ้าง
  3. ปรับเปลี่ยนตารางการชำระหนี้ใหม่ ขยายเวลาชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 3 ปี ผ่อนชำระแบบ หน้าต่ำ-หลังสูง
  4. ปรับกระบวนการปล่อยสินเชื่อ
  • กองทุนที่ 2 – กองทุนเครดิตประชาชน

  • จัดตั้งกองทุนเครดิตประชาชน เพื่อช่วยคนตัวเล็กกว่า 10 ล้านคน ล้างหนี้นอกระบบ เป็นสินเชื่อรายย่อยที่ไม่มีหลักประกันดอกเบี้ยต่ำ ไม่เกินร้อยละ 1 ต่อเดือน วงเงินกู้ตั้งแต่ 10,000 บาท จนถึง 100,000 บาท

  • เปลี่ยนกรอบความคิดใหม่ในกระบวนการพิจารณาสินเชื่อ การกำหนดวงเงินสินเชื่อจะใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) ในการพิจารณา- ปล่อยสินเชื่อแทนการใช้เอกสารหลักฐานพิสูจน์รายได้หรือการขอหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือการตรวจสอบประวัติของผู้กู้จากเครดิตบูโร

  • เติมทุน2.1 กองทุนที่ 3 – กองทุนสร้างไทย

  1. แหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ เงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อผู้ประกอบการ SMEs ขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดเข้าไม่ถึงแหล่งทุนสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ ซึ่งประกอบด้วย 5 กองทุนย่อย
  • กองทุน SMEs
  1. ตั้งกองทุน SMEs เพื่อให้ SMEs ขนาดเล็กสามารถเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อฟื้นธุรกิจจากโควิดและสามารถต่อยอดธุรกิจให้เติบโตต่อไปได้
  • กองทุน Start Up
  1. เพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่เก่งมีโอกาสตั้งตัวได้ ให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสตั้งตัวเป็นเจ้าของธุรกิจด้วยความรู้ความสามารถที่ตนเองเป็นผู้คิดค้นขึ้นมา
  • กองทุนวิสาหกิจชุมชน
  1. เพื่อให้เกษตรกร และลูกหลานได้รวมตัวกันในการประกอบธุรกิจจากผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ โดยการแปรรูปเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรกร
  • กองทุนการท่องเที่ยว
  1. เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการโรงแรมขนาดเล็ก ร้านอาหาร สถานบันเทิง จนไปถึงร้านนวดสปา ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19
  • กองทุน Venture Capital (VC)
  1. เป็นแหล่งเงินทุนที่ทำหน้าที่สนับสนุนด้านการเงินให้แก่ธุรกิจ
  2. มุ่งเน้นไปที่ธุรกิจ Startup ที่มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่ก้าวหน้า
  3. สนับสนุนธุรกิจที่ทำงานด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อประโยชน์ของ SMEs โดยส่วนรวม
  4. VC จะเข้าไปร่วมลงทุนในกิจการ ให้คำปรึกษาทางด้านการบริหารกิจการ ไม่มีวัตถุประสงค์ในการเข้าครอบงำกิจการเพื่อยึดเป็นเจ้าของ จะหาจังหวะที่เหมาะสมที่จะถอนตัว (Exit) เพื่อทำกำไรจากเงินลงทุน
  • ลดรายจ่าย3.1 ปรับโครงสร้างพลังงาน
  1. ปรับโครงสร้างค่าน้ำมัน/ค่าแก๊ส กำหนดเพดานค่าการกลั่น ให้เป็นธรรมกับคนไทย ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า รื้อสัญญาทาส ค่าไฟต้องไม่เกิน 3.50 บาท
  • ลดภาระภาษี
  1. ไม่เก็บภาษีคนตัวเล็กที่มีรายได้สุทธิไม่เกิน 300,000 บาท/ต่อปี หรือรายได้ไม่เกิน 40,000/เดือน
  2. ไม่เก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล SMEs เป็นเวลา 3 ปี
  • Solar House
  1. ติด Solar House – เงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำ 1% ผ่อนยาว 8 ปี ขายไฟให้รัฐได้ทุกเดือน
  2. ขจัดอุปสรรค
  • พักการอนุมัติ/อนุญาต
  1. พักการอนุมัติ/อนุญาต 1,400 ฉบับ เป็นเวลา 3-5 ปี เพื่อให้คนไทยลุกขึ้นมาทำมาหากินได้ทันที เช่น การขออนุญาต อย.
  • ปฏิรูประบบราชการ
  1. รื้อระบบรัฐราชการและอำนาจนิยม
  2. สร้างระบบให้ประชาชนร้องเรียน มีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
  3. นำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการให้คะแนนการทำงาน และการบริการประชาชนของเจ้าหน้าที่ ใช้ในการประเมินการให้ความดีความชอบ รวมถึงการลงโทษ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่มีหนี้เสียกลับมาประกอบธุรกิจได้ตามปกติ
  • ช่วยคนตัวเล็กกว่า 10 ล้านคน ล้างหนี้นอกระบบ
  • ดอกเบี้ยต่ำไม่เกินร้อยละ 1 ต่อเดือน
  • ค่าไฟต้องไม่เกิน 3.50 บาท
  • ลดภาษี
  • ทำให้คนไทยลุกขึ้นมาทำมาหากินได้ทันที
  • Startup ที่มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมได้รับการสนับสนุน
  • คนรุ่นใหม่ที่เก่งมีโอกาสตั้งตัวได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อย
  • SMEs

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • รัฐวิสาหกิจบางแห่งมีอำนาจผูกขาดตามกฎหมาย ทำให้สามารถทำกำไรได้มากโดยไม่มีคู่แข่งมาแข่งขัน
  • ไม่มีแรงจูงใจในการพัฒนา
  • ต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค (เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ) ของประชาชนสูงเกินจำเป็น
  • รัฐวิสาหกิจอีกหลายแห่งไม่สามารถปรับตัวและแข่งขันกับเอกชนรายอื่นได้
  • ขาดประสิทธิภาพในการบริหารงาน
  • ประสบภาวะขาดทุนมหาศาลอย่างต่อเนื่อง
  • กลายเป็นภาระด้านงบประมาณที่รัฐบาลต้องใช้เงินภาษีของประชาชนเข้าไปแบกรับ
  • โครงสร้างและภารกิจ ของรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ไม่เคยถูกปรับปรุงให้เข้ากับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป
  • ความไม่กล้าหาญทางการเมืองของรัฐบาลในอดีต ทำให้แทนที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหา กลับเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองจากรัฐวิสาหกิจเหล่านั้น

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดัน 3 เรื่องสำคัญ หากได้เป็นรัฐบาล

  • ทบทวนบทบาท:

  • ตรวจสอบความจำเป็นในการดำรงอยู่ของรัฐวิสาหกิจทุกแห่งอย่างรอบด้าน

  • ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้ หากพบว่ามีทางเลือกอื่นที่ประหยัดกว่า หรือมีประสิทธิภาพมากกว่า:

  • ยุบ รัฐวิสาหกิจที่ไม่มีความจำเป็น แล้วโอนถ่ายองค์กร ทรัพย์สิน และภารกิจไปยังหน่วยงานที่เหมาะสมกว่า (เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น)

  • ยกเลิก รัฐวิสาหกิจที่ไม่มีความจำเป็น โดยยุติบางภารกิจ/โครงการ หรือยกเลิกกฎหมาย/ข้อบังคับ ที่ให้สิทธิพิเศษแก่รัฐวิสาหกิจนั้น

  • แปลงสภาพรัฐวิสาหกิจเป็นองค์กรมหาชน

  • ปรับปรุงการกำกับดูแลกิจการ สำหรับรัฐวิสาหกิจที่ยังมีความจำเป็น ให้มีมาตรฐานเดียวกับบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

  • จัดตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ (Super Holding Company):

  • ปรับเปลี่ยนสถานะของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งให้อยู่ในรูปแบบ “บริษัทจำกัด” ที่มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นชัดเจน

  • ดึงผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารธุรกิจระดับสูงเข้ามาดูแลการบริหารทิศทางโดยรวมของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด

  • ใช้กลไกของ "คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.)" ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่ ร่วมกับอำนาจของฝ่ายบริหารผ่านคณะรัฐมนตรี มาจัดระเบียบรัฐวิสาหกิจในปัจจุบัน

  • ยุบเลิกรัฐวิสาหกิจ ในปัจจุบัน

  • ปรับรูปแบบ และกฎเกณฑ์การกำกับดูแลกิจการ ในปัจจุบัน

  • ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะเจาะจงของรัฐวิสาหกิจบางรายที่ประสบปัญหาขาดทุนเรื้อรัง

  • แก้ไข พ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2562

  • ปรับโครงสร้างของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.)

  • จัดตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ (Super Holding Company) ให้เป็นองค์กรใหม่ที่แยกตัวออกจากกระทรวงการคลังอย่างชัดเจน

  • ทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้ถือหุ้นในสัดส่วนของกระทรวงการคลังเดิม

  • พิจารณาลดสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐในรัฐวิสาหกิจบางแห่ง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูง

  • พิจารณานำรัฐวิสาหกิจบางแห่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • บริการประชาชนอย่างคุ้มค่า
  • มีประสิทธิภาพในการบริหารงานทัดเทียมกับคู่แข่งในตลาด
  • การบริหารจัดการ ของรัฐวิสาหกิจ เป็นไปในทิศทางเดียวกันและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
  • ลดสัดส่วนตัวแทนจากฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ ในคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.)
  • เพิ่มความเป็นอิสระในการดำเนินงาน ของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ภายใต้กรอบนโยบายภาพใหญ่ของรัฐบาล
  • องค์กร รัฐวิสาหกิจ ดำเนินงานอย่างคล่องตัว
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหาร ของรัฐวิสาหกิจ ให้ทัดเทียมกับบริษัทเอกชนชั้นนำ
  • สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
  • เพิ่มช่องทางการระดมทุน ของรัฐวิสาหกิจ
  • สามารถแข่งขันกับภาคเอกชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • รัฐบาล
  • รัฐวิสาหกิจ
  • บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
  • ฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ
  • กระทรวงการคลัง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • การจัดระเบียบรัฐวิสาหกิจในปัจจุบันจะทำใน ระยะสั้น
  • การแก้ไข พ.ร.บ. และจัดตั้งบรรษัทจะทำใน ระยะกลาง
  • การลดสัดส่วนการถือหุ้นและนำรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์จะทำใน ระยะยาว

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ข้อจำกัดในการรองรับพลังงานสะอาด: พลังงานแสงอาทิตย์และลมมีความผันผวน ทำให้ ความเสถียรของไฟฟ้าจะลดลง และไม่สามารถเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนได้ตามเป้าหมาย
  • ความเสี่ยงด้านความมั่นคง: ระบบเดิมพึ่งพาโรงไฟฟ้าหลักมากเกินไป และ ระบบไม่สามารถตรวจจับหรือแก้ไขได้แบบ ตามเวลาจริง (Real-time)
  • ต้นทุนแฝงที่สูงขึ้น: การไม่มีระบบอัจฉริยะทำให้ต้องมีโรงไฟฟ้าสำรองจำนวนมากเพื่อรองรับความไม่แน่นอน ซึ่งกลายเป็นภาระค่าไฟฟ้าที่ส่งตรงถึงประชาชน
  • ระบบไฟฟ้าแบบเดิมไม่สามารถบริหารจัดการโหลดไฟฟ้าจาก รถยนต์ไฟฟ้า (EV), บ้านอัจฉริยะ หรือศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปยังไม่สามารถซื้อขายไฟฟ้าได้อย่างโปร่งใสและคล่องตัว

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ
  • ติดตั้งมิเตอร์ดิจิทัล
  • เปิดเสรีตลาดไฟฟ้า
  • ติดตั้ง Smart Meters ในทุกครัวเรือน
  • จัดให้มี แบตเตอรี่ขนาดใหญ่เพื่อเก็บพลังงานส่วนเกินจากพลังงานหมุนเวียน ใน ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ระดับโครงข่าย (Grid Battery Energy Storage System - Grid BESS)
  • ปรับปรุงสถานีไฟฟ้าให้สามารถตรวจจับและแก้ปัญหาได้เองอัตโนมัติ ผ่าน สถานีไฟฟ้าอัตโนมัติ (Automation Substation)
  • จัดให้มี หม้อแปลงที่มีเซนเซอร์ประสิทธิภาพสูงสำหรับตรวจจับความร้อนและปัญหาแบบเรียลไทม์ ผ่าน หม้อแปลงดิจิทัล (Digital Transformer)
  • จัดให้มี อุปกรณ์ควบคุมการเชื่อมต่อโซลาร์รูฟท็อปกับระบบไฟหลักอย่างปลอดภัย ผ่าน เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Inverter)
  • สร้างอุตสาหกรรมเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่สื่อสารกับระบบไฟฟ้าได้ ผ่าน ระบบอัดประจุไฟฟ้า (EV Chargers)
  • พัฒนา ระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management Software) และระบบความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity)
  • ใช้กลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐร่วมกับการ ร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public-Private Partnership - PPP) เพื่อเร่งสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าในประเทศ
  • การดำเนินงาน แบ่งเป็น 3 ระยะ:
  • ระยะที่ 1 (ปี 2027–2030): การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและเริ่มวางระบบ
    • ติดตั้ง Smart Meters ในพื้นที่สำคัญ
    • ปรับปรุงระบบสื่อสัญญาณของสถานีไฟฟ้าให้เป็นดิจิทัล
    • วางระบบตรวจจับโหลดรวมถึงการสูญเสียไฟฟ้าแบบเรียลไทม์
    • อัปเกรดสถานีไฟฟ้าบางส่วนให้เป็นสถานีอัตโนมัติ
  • ระยะที่ 2 (ปี 2031–2034): การเชื่อมโยงข้อมูลทั่วประเทศ และรองรับพลังงานหมุนเวียน
    • เชื่อมข้อมูลทั้งประเทศเข้ากับศูนย์ควบคุมกลาง
    • เพิ่มความสามารถในการบริหารจัดการไฟฟ้าจากโซลาร์ ลม และผู้ผลิตรายเล็ก
    • บริหารจัดการโหลดไฟฟ้าจากรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ผ่านการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าอัตโนมัติ
  • ระยะที่ 3 (ปี 2035–2038): โครงข่ายอัจฉริยะเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้าน ผลักไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาด
    • เชื่อมต่อระบบโครงข่ายของประเทศเข้ากับประเทศเพื่อนบ้าน
    • ขยายตลาดซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน
    • ผลักดันประเทศเป็นศูนย์กลางพลังงานทดแทนของภูมิภาค

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ระบบมีความเสถียร โปร่งใส และใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น
  • รองรับพลังงานหมุนเวียนที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัวจากครัวเรือนและภาคธุรกิจ
  • ประชาชนเลือกซื้อไฟได้เองอย่างคุ้มค่า
  • ตลาดไฟฟ้าเสรีเกิดขึ้นจริงอย่างมั่นคงและปลอดภัย
  • ลดการนำเข้า
  • สร้างงาน
  • เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
  • ประชาชนมองเห็นข้อมูลการใช้ไฟรายช่วงเวลาและเลือกแพ็กเกจค่าไฟได้เอง
  • เก็บพลังงานส่วนเกินจากพลังงานหมุนเวียน
  • ตรวจจับความร้อนและปัญหาแบบเรียลไทม์
  • ควบคุมการเชื่อมต่อโซลาร์รูฟท็อปกับระบบไฟหลักอย่างปลอดภัย
  • รองรับการเป็นฐานผลิต EV ของภูมิภาค
  • ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้า
  • เร่งสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าในประเทศ
  • ไฟฟ้าดับน้อยลง
  • ลดเวลาการฟื้นตัวของระบบ
  • ระบบไฟฟ้าของประเทศไทยจะก้าวสู่ความเป็น “โครงข่ายอัจฉริยะเต็มรูปแบบ”
  • ทุกครัวเรือนมี Smart Meter
  • ทุกสถานีไฟฟ้าเป็นดิจิทัล
  • โครงข่ายสามารถปรับสมดุลไฟฟ้าได้เองอย่างต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง
  • ระบบจะรองรับผู้ผลิตรายเล็กจำนวนมาก
  • พลังงานหมุนเวียนเติบโตอย่างมั่นคง
  • ระบบไฟฟ้ามีความพร้อมสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ เช่น EV, AI, โรงงานอัตโนมัติ และบริการดิจิทัลต่าง ๆ
  • ขยายตลาดซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน
  • ประเทศเป็นศูนย์กลางพลังงานทดแทนของภูมิภาค

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ภาคธุรกิจ
  • ผู้ผลิตรายย่อย (Prosumer)
  • ประเทศ
  • ภูมิภาค
  • ประเทศเพื่อนบ้าน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • การดำเนินงาน แบ่งเป็น 3 ระยะ:
  • ระยะที่ 1: ปี 2027–2030 การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและเริ่มวางระบบ
  • ระยะที่ 2: ปี 2031–2034 * การเชื่อมโยงข้อมูลทั่วประเทศ และรองรับพลังงานหมุนเวียน*
  • ระยะที่ 3: ปี 2035–2038 โครงข่ายอัจฉริยะเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้าน ผลักไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาด

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ใช้กลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐร่วมกับการ ร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public-Private Partnership - PPP)

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โครงสร้างตลาดขาดการแข่งขันและพึ่งพาก๊าซธรรมชาติสูง แม้ประเทศไทยจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าล้นระบบ แต่ประชาชนยังต้องแบกรับค่าไฟที่สูง เนื่องจากกฎหมายและกฎระเบียบเปิดช่องให้เกิดการผูกขาด ผู้ใช้ไฟไม่มีสิทธิเลือกผู้ขาย นอกจากนี้การพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ยังทำให้ค่าไฟผันผวนตามตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • ต้นทุนสูงจากสัญญาแบบ "บังคับรับซื้อ" (Must-Take) โครงสร้างสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่กำหนดให้รัฐต้องรับซื้อไฟแบบบังคับมีสัดส่วนสูงถึง 37.3% ของสัญญาซื้อขายไฟฟ้าทั้งหมด (ข้อมูลจาก กฟผ., 2567) ระบบไม่สามารถเลือกใช้ไฟฟ้าต้นทุนต่ำในช่วงเวลาที่เหมาะสมได้ ประชาชนจึงต้องรับภาระต้นทุนส่วนเกินที่เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น
  • ข้อจำกัดในการรองรับพลังงานหมุนเวียน
  • กฎระเบียบแบบรวมศูนย์ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับพลังงานสะอาดที่มีต้นทุนต่ำลงเรื่อยๆ
  • การลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้ายังไม่ยืดหยุ่นพอที่จะรองรับการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัว
  • ปัญหาด้านธรรมาภิบาลและความโปร่งใส การรวมอำนาจไว้ในหน่วยงานขนาดใหญ่ส่งผลให้การเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะมีจำกัด
  • ประชาชนตรวจสอบต้นทุนที่แท้จริงของระบบไฟฟ้าได้ยาก

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปตลาดไฟฟ้าไทย
  • ทลายผูกขาด
  • เปิดเสรีให้ประชาชนเลือกผู้ขายไฟได้เอง
  • ระดมพลังงานสะอาด
  • เปลี่ยนผ่านระบบไฟฟ้าไปสู่ตลาดเสรีที่แข่งขันได้และโปร่งใส
  • เปลี่ยนระบบราคาจากการผูกขาดมาเป็นราคาที่สะท้อนต้นทุนจริงผ่านระบบ โครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid) และข้อมูลแบบเรียลไทม์
  • ปรับโครงสร้างตลาดแยกบทบาทให้ชัดเจน
  • แยกบทบาทการผลิต การส่ง การควบคุม และการจำหน่ายออกจากกัน
  • จัดตั้งผู้ดูแลระบบอิสระ (ISO)
  • ปรับบทบาท กฟน. และ กฟภ. เปลี่ยนเป็น ผู้ดูแลโครงข่าย (DSO)
  • เปิดเสรีให้ผู้ใช้ไฟทุกระดับ ตั้งแต่ครัวเรือนไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรม สามารถเปรียบเทียบและเลือกซื้อไฟฟ้าจากผู้ให้บริการที่พอใจได้
  • ปรับกฎกติกาให้เอื้อต่อการผลิตไฟใช้เองผ่านโซลาร์รูฟท็อปหรือแบตเตอรี่
  • ให้ ผู้ใช้ไฟสามารถขายไฟส่วนเกินกลับเข้าระบบ หรือเช่าระบบสายส่งเพื่อขายไฟให้ผู้ใช้รายอื่นได้โดยตรง
  • ปรับโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงและรูปแบบการจัดหาเชื้อเพลิง เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติให้เป็นธรรมกับประชาชน ระยะที่ 1 (ปี 2027–2030)
  • นำร่องกลุ่มอุตสาหกรรม: ให้ผู้ใช้ไฟรายใหญ่ (เช่น โรงงาน) เริ่มมีสิทธิเลือกซื้อไฟฟ้าจากผู้ขายที่เสนอราคาดีที่สุด ระยะที่ 1 (ปี 2027–2030)
  • ทดลองตลาดเสรี: เปิดพื้นที่นำร่องที่มีผู้ขายไฟหลายรายแข่งขันกัน ระยะที่ 1 (ปี 2027–2030)
  • ลงทุนใน โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน ระยะที่ 1 (ปี 2027–2030)
  • สนับสนุนผู้ผลิตรายย่อย: เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานเข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น ระยะที่ 2 (ปี 2031–2034)
  • ขยายพื้นที่ยุทธศาสตร์: พัฒนาโครงข่ายรองรับการซื้อขายไฟในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ กรุงเทพฯ, ปริมณฑล และพื้นที่ EEC ระยะที่ 2 (ปี 2031–2034)
  • เปิดเสรีเต็มรูปแบบทั่วประเทศ ระยะที่ 3 (ปี 2035–2038)
  • เชื่อมต่อตลาดซื้อขายไฟฟ้ากับต่างประเทศ ระยะที่ 3 (ปี 2035–2038)
  • ปรับบทบาทไทยสู่เวทีโลก ด้วยการเป็นศูนย์กลางซื้อขายและส่งออกพลังงานสะอาด ระยะที่ 3 (ปี 2035–2038)
  • เปลี่ยนภาคพลังงานเป็นอุตสาหกรรมใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ระยะที่ 3 (ปี 2035–2038)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดค่าครองชีพอย่างยั่งยืน
  • ระบบไฟฟ้า ไปสู่ตลาดเสรีที่แข่งขันได้และโปร่งใส
  • ประชาชนเลือกผู้ขายไฟได้
  • รองรับพลังงานสะอาดในสัดส่วนสูง
  • เห็นต้นทุนการผลิตตามช่วงเวลา ต้นทุนสายส่ง และความแออัดของโครงข่ายชัดเจนขึ้น
  • ประชาชนจ่ายค่าไฟอย่างเป็นธรรม
  • ผู้ผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงจะได้เปรียบในการแข่งขัน
  • ลดปัญหาพลังงานล้นระบบ (Overcapacity)
  • สร้างความโปร่งใสตามมาตรฐานตลาดเสรีโลก
  • มีการ แยกบทบาทการผลิต การส่ง การควบคุม และการจำหน่ายออกจากกันเพื่อความโปร่งใส
  • มีการ เปิดพื้นที่ให้ผู้ขายไฟรายใหม่เข้ามาแข่งขันกันได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม
  • เกิดการแข่งขันจริง
  • ต้นทุนค่าไฟลดลงตามกลไกตลาด
  • สร้างระบบไฟฟ้าที่ยืดหยุ่น
  • กระจายการผลิตได้ทั่วถึง
  • ส่งเสริมการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืน
  • มีการ สร้างกติกาที่เป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย
  • ผู้เล่นทุกราย แข่งขันภายใต้มาตรฐานเดียวกัน
  • ผู้ใช้ไฟรายใหญ่ เริ่มมีสิทธิเลือกซื้อไฟฟ้าจากผู้ขายที่เสนอราคาดีที่สุด ระยะที่ 1 (ปี 2027–2030)
  • ประชาชนมี ทางเลือกที่หลากหลาย ทั้งไฟฟ้าสะอาด ไฟฟ้ารายวัน หรือไฟจากโซลาร์รูฟท็อป
  • บรรลุ เป้าหมายตลาดไฟฟ้าเสรีที่ประชาชนมีอำนาจเลือก
  • ประชาชนทุกคนในทุกพื้นที่สามารถเลือกผู้ให้บริการไฟได้เองตามราคาและบริการที่พอใจ ระยะที่ 3 (ปี 2035–2038)
  • ระบบไฟฟ้ารองรับทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (ขายไฟที่เหลืออยู่ในรถกลับคืนเข้าระบบได้) และการขายไฟคืนจากครัวเรือน/ธุรกิจรูปแบบใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ ระยะที่ 3 (ปี 2035–2038)
  • การแข่งขันที่สมบูรณ์และระบบที่โปร่งใสจะช่วยลดค่าไฟฟ้าของประเทศในระยะยาว
  • สร้างความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืน ระยะที่ 3 (ปี 2035–2038)
  • ภาคพลังงานเป็นอุตสาหกรรมใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ระยะที่ 3 (ปี 2035–2038)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้ใช้ไฟทุกระดับ ตั้งแต่ครัวเรือนไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรม
  • Prosumer

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • แผนปฏิรูป 3 ระยะ
  • ปี 2027–2030 ตั้งต้นระบบให้พร้อมก่อนเปิดแข่งขัน เป็นช่วงการเตรียมความพร้อมภายในเพื่อสร้างกติกาที่เป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย
  • ปี 2031–2034 เปิดทางให้ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหม่แข่งขันได้จริง ขยายขอบเขตการแข่งขันให้กว้างขวางและหลากหลายยิ่งขึ้น
  • ปี 2035–2038 เปิดเสรีเต็มรูปแบบทั่วประเทศ ประชาชนเลือกผู้ขายไฟได้ทุกพื้นที่ บรรลุเป้าหมายตลาดไฟฟ้าเสรีที่ประชาชนมีอำนาจเลือก พร้อมขยายตลาดสู่ต่างประเทศ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • อุปสรรคด้านเงินลงทุนเบื้องต้น: ประชาชนส่วนใหญ่ยัง "ไม่มีเงินก้อน" สำหรับลงทุนครั้งแรก ทำให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานเกิดขึ้นได้ช้าและจำกัดอยู่แค่บางกลุ่ม
  • ข้อจำกัดของระบบสินเชื่อธนาคาร: แหล่งเงินทุนในปัจจุบันยังไม่เปิดกว้างสำหรับผู้มีรายได้น้อยหรือปานกลาง เนื่องจากมักต้องใช้หลักประกันในการขอสินเชื่อ ทำให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก ทั้งที่เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นทางเลือกสำคัญในการรับมือกับค่าไฟที่สูงขึ้นจากการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล (LNG)
  • การสูญเสียโอกาสในการสร้างงาน: หากขาดกลไกสนับสนุนการติดตั้งในวงกว้าง ประเทศจะเสียโอกาสในการสร้างงานท้องถิ่นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นช่างติดตั้ง ช่างอาคาร หรือธุรกิจ SME สายสีเขียว ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดันระบบ สินเชื่อผ่านบิลค่าไฟ (On-Bill Financing - OBF)
  • ติดตั้งก่อนโดยไม่ต้องใช้เงินก้อน: ประชาชนสามารถ ติดตั้งโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ หรืออุปกรณ์ประหยัดไฟ (เช่น แอร์หรือตู้เย็นที่มีฉลากประหยัดไฟ) ได้ทันที
  • ผ่อนคืนผ่านบิลค่าไฟ: แบ่งจ่ายค่างวดผ่านใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้ารายเดือน
  • ให้หน่วยงานไฟฟ้าของรัฐ (การไฟฟ้านครหลวง และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) ทำหน้าที่ปล่อยสินเชื่อต้นทุนต่ำ โดยใช้ประวัติการชำระค่าไฟเป็นเกณฑ์แทนการใช้หลักประกันหรือสมุดบัญชีธนาคาร
  • จัดตั้ง “กองทุนสินเชื่อไฟฟ้าประชาชน”
  • ระดมทุนผ่านเครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่
  • กำหนดส่วนต่างดอกเบี้ย (Service Spread) ประมาณ 1%
  • นำรายได้จากส่วนต่างนี้ไปใช้ในระบบไอที การติดตามชำระหนี้ และการดูแลโครงการ
  • เพิ่มรายการ ‘ค่างวดโครงการประหยัดพลังงาน’ ลงในใบแจ้งค่าไฟฟ้า
  • มี กฟน. และ กฟภ. เป็นผู้พิจารณาอนุมัติประชาชนที่สมัครร่วมโครงการอย่างรวดเร็ว
  • ผู้เข้าร่วมต้องมีประวัติการชำระบิลดี และผ่านเกณฑ์ค่าไฟรวมไม่เพิ่มขึ้น (Bill Neutrality Test)
  • จัดทำ ใบแจ้งค่าไฟฟ้าโฉมใหม่ ที่ ระบุข้อมูลสำคัญให้ตรวจสอบได้ง่าย
  • รัฐจัดทำข้อกำหนดขอบเขตงาน (TOR) กลาง ภายใน 1–2 เดือน สำหรับช่างทุกประเภท เช่น ช่างโซลาร์ ช่างแอร์ประสิทธิภาพสูง ผู้รับเหมาปรับปรุงอาคาร และผู้ให้บริการงานฉนวน
  • เดินหน้าระบบ Net Billing ทันที: เปิดให้ประชาชนขายไฟส่วนเกินคืนระบบได้ โดยไม่ต้องรอโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid)
  • ปรับกติกาการอ่านหน่วยให้โปร่งใส
  • ปรับวิธีคิดค่าใช้บริการโครงข่าย (T&D Charge): เปลี่ยนจากการคิดตามปริมาณหน่วยไฟ (kWh) เป็นคิดตามความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand)
  • จัดการต้นทุนแฝงในอดีต (Legacy Costs) อย่างยุติธรรม: แยกต้นทุนนโยบายที่ผิดพลาดหรือค่าใช้จ่ายตกค้างในอดีต (เช่น Adder) ออกมาบริหารจัดการต่างหาก โดยคิดเป็นค่าบริการรายเดือนตามประวัติการใช้ไฟ
  • ประชาชนสามารถ ยื่นขอโครงการผ่านแอปพลิเคชันหรือที่ศูนย์บริการของการไฟฟ้า (กฟน./กฟภ.) ได้ทันที
  • ระบบจะ ส่งต่อข้อมูลให้ผู้รับเหมาหรือช่างติดตั้งที่ผ่านมาตรฐานติดต่อกลับเพื่อสำรวจหน้างาน ภายใน 7 วัน
  • กระบวนการ ติดตั้งอุปกรณ์...ต้องเสร็จสิ้นพร้อมใช้งาน ภายใน 14 วัน หลังการสำรวจ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดค่าใช้จ่ายประชาชนอย่างยั่งยืน
  • ค่างวดจะคำนวณให้สัมพันธ์กับยอดเงินที่ประหยัดได้จริง
  • กองทุนของรัฐวิสาหกิจมีแหล่งเงินต้นที่มั่นคง
  • สามารถ ปล่อยกู้ให้ประชาชนได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเพิ่มภาษีหรือใช้งบประมาณพิเศษของรัฐบาล
  • รัฐวิสาหกิจมีรายได้มาใช้บริหารจัดการ
  • การดำเนินการไม่เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดิน
  • ทำให้ กฟน. และ กฟภ. มีงบประมาณบริหารจัดการเพียงพอที่จะดูแลโครงการอย่างมีคุณภาพ
  • รัฐจะสามารถ ขยายวงเงินสินเชื่อเพื่อรองรับประชาชนที่ต้องการเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น ในอนาคต
  • การมีหนี้ก้อนใหม่นี้จะไม่ทำให้รายจ่ายต่อเดือนเพิ่มขึ้น (ผ่านเกณฑ์ค่าไฟรวมไม่เพิ่มขึ้น (Bill Neutrality Test))
  • ใบแจ้งค่าไฟฟ้าโฉมใหม่จะระบุข้อมูลสำคัญให้ตรวจสอบได้ง่าย ได้แก่:
    • เปรียบเทียบค่าไฟก่อนและหลังติดตั้ง
    • ปริมาณหน่วยไฟฟ้าและจำนวนเงินที่ประหยัดได้จริง
    • ยอดผ่อนชำระ และยอดสุทธิที่ต้องจ่ายจริงในเดือนนั้น
  • มาตรฐานนี้จะทำให้ประชาชนมั่นใจและช่วยสร้างงานท้องถิ่นคุณภาพสูงทั่วประเทศ
  • รายได้จากการขายไฟจะนำไปหักค่างวดสินเชื่อ OBF โดยตรง ช่วยให้ประชาชนผ่อนหมดไวขึ้น
  • การไฟฟ้าฯ มีรายได้ดูแลสายส่งอย่างเพียงพอ
  • ไม่ผลักภาระต้นทุนไปให้ผู้ใช้ไฟรายย่อยที่ไม่สามารถติดตั้งโซลาร์ได้
  • มั่นใจว่า ทั้งคนติดโซลาร์และผู้ใช้ไฟทั่วไปไม่ต้องแบกรับภาระอย่างไม่เป็นธรรม
  • ประชาชน เห็นตัวเลขส่วนต่างค่าไฟที่ลดลงและยอดผ่อนชำระปรากฏชัดเจนใน บิลค่าไฟเดือนถัดไป ทันทีหลังติดตั้งเสร็จ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้มีรายได้น้อยหรือปานกลาง
  • ช่างติดตั้ง
  • ช่างอาคาร
  • ธุรกิจ SME สายสีเขียว
  • การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)
  • การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)
  • ผู้เข้าร่วมโครงการ
  • ผู้รับเหมาหรือช่างติดตั้ง
  • ผู้ให้บริการด้านอนุรักษ์พลังงาน
  • ผู้ใช้ไฟรายย่อยที่ไม่สามารถติดตั้งโซลาร์ได้
  • คนติดโซลาร์
  • ผู้ใช้ไฟทั่วไป

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ทันที (ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ หรืออุปกรณ์ประหยัดไฟ)
  • ภายใน 1–2 เดือน (รัฐจัดทำข้อกำหนดขอบเขตงาน (TOR) กลาง)
  • ทันที (เปิดให้ผ่อนชำระผ่านบิลค่าไฟ)
  • *ทันที (บิลโปร่งใส เห็นผลประหยัด)
  • *ทันที (เดินหน้าระบบ Net Billing)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • ไม่เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดิน
  • ระดมทุนผ่านเครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ หุ้นกู้ประหยัดพลังงาน (Energy Efficiency Bond)
  • ระดมทุนผ่านเครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ หุ้นกู้พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy Bond)
  • ระดมทุนผ่านเครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ เงินกู้ต้นทุนต่ำจากธนาคารของรัฐและธนาคารพาณิชย์
  • ระดมทุนผ่านเครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ เงินทุนหมุนเวียนของรัฐวิสาหกิจ
  • รัฐวิสาหกิจมีรายได้จากส่วนต่างดอกเบี้ย (Service Spread) เพื่อความยั่งยืนของโครงการ ส่วนต่างดอกเบี้ย (Service Spread) ประมาณ 1%
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ภาคอาคารคือผู้ใช้ไฟฟ้าหลักของประเทศ ข้อมูลจาก กระทรวงพลังงาน ปี 2567 ระบุว่า ภาคอาคารมีการใช้ไฟฟ้ารวมกันสูงถึง 58% ของการใช้ไฟทั้งประเทศ จึงเป็นตัวแปรหลักที่กำหนดทั้งค่าไฟ ความเสถียรของระบบไฟฟ้า และต้นทุนพลังงานของประเทศโดยรวม หากไม่มีการจัดการอย่างจริงจัง การแก้ปัญหาค่าไฟอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ยาก
  • ภาระค่าไฟพุ่งสูงจากระบบทำความเย็น อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้น โดยเฉพาะอาคารขนาดใหญ่ที่ระบบทำความเย็นกินไฟเกือบครึ่งหนึ่งของพลังงานทั้งหมด ส่งผลให้ ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand) พุ่งสูงขึ้นในช่วงสั้น ๆ ของปี ทำให้รัฐต้องลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าและโครงข่ายเพื่อรองรับความต้องการชั่วคราวนี้ ซึ่งต้นทุนทั้งหมดจะถูกเฉลี่ยกลับมาเป็นค่าไฟที่ประชาชนต้องจ่ายตลอดปี
  • พันธะสัญญาลดก๊าซเรือนกระจก ภายใต้เป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC 3.0) ประเทศไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิประมาณ 47% ภายในปี 2035 (พ.ศ. 2578)
  • แรงกดดันจากมาตรการเศรษฐกิจโลก มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นของคู่ค้าและนักลงทุนข้ามชาติ ทำให้อาคารที่กินไฟเสี่ยงต่อการถูกลดมูลค่าและเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ในขณะที่อาคารประหยัดพลังงานจะกลายเป็นสินทรัพย์สำคัญที่ตลาดต้องการ

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดันนโยบายอาคารใช้พลังงานสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Energy Building: NZEB) โดยมีแนวทางหลักดังนี้:
    • หัวใจคือการ "จัดการพลังงานจากฝั่งอาคาร" เปลี่ยนวิธีแก้ปัญหาจากการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม มาเป็นการลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในจุดที่ใช้งานมากที่สุดของประเทศ - ลดความร้อน: ออกแบบและใช้วัสดุที่ป้องกันความร้อนเข้าสู่อาคาร - เพิ่มประสิทธิภาพ: ใช้ระบบทำความเย็นและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงานสูง - บริหารจัดการอัจฉริยะ: ปรับการใช้ไฟให้สอดคล้องกับการใช้งานจริงในแต่ละช่วงเวลา
      • สนับสนุนการผลิตและใช้พลังงานสะอาดภายในอาคาร รัฐจะสนับสนุนให้ผลิตไฟฟ้าใช้เองตามศักยภาพ เช่น การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป หรือการบริหารเวลาใช้ไฟ (Load Shifting)
      • ระบบจัดกลุ่มอาคารตามระดับความประหยัด รัฐจะจัดกลุ่มอาคารตาม "การใช้พลังงานจริง" ทำหน้าที่เหมือนฉลากเบอร์ 5 สำหรับอาคาร
      • เน้น "แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ" แทนการบังคับ รัฐจะส่งเสริมให้อาคารที่ประหยัดพลังงานได้รับสิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้ เช่น
        • การลดหย่อนภาษีหรือค่าธรรมเนียมต่างๆ ของรัฐ
        • การเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับการปรับปรุงอาคาร
        • การเข้าถึงกระบวนการขออนุญาตก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคารอย่างรวดเร็วมากขึ้น
  • จะขับเคลื่อนผ่าน 5 ขั้นตอนสำคัญ:
    • ขั้นที่ 1: กำหนดมาตรฐานและระบบจัดกลุ่มอาคาร สร้างมาตรฐานการจัดระดับอาคารที่เข้าใจง่ายเสมือน "ฉลากค่าไฟของอาคาร" โดยใช้ฐานข้อมูลการใช้พลังงานจริงมาเป็นเกณฑ์
    • ขั้นที่ 2: จัดการอาคารใหม่และอาคารเดิมอย่างเป็นระบบ
      • อาคารใหม่: กำหนดมาตรฐานขั้นบันได เริ่มจากอาคารรัฐต้องเป็นต้นแบบ ตามด้วยอาคารเอกชนขนาดใหญ่ที่ต้องติดตั้งโซลาร์เซลล์ จนถึงอาคารทุกประเภทในอนาคต
      • อาคารเดิม: มุ่งเป้าไปที่การลดค่าไฟในอาคารที่มีอยู่เดิมผ่าน "โครงการปรับปรุงอาคารแห่งชาติ" โดยใช้มาตรการภาษีและการให้เอกชนเข้ามาลงทุนประหยัดพลังงาน (ESCO) เพื่อลดความเสี่ยงให้เจ้าของอาคาร
    • ขั้นที่ 3: ใช้กลไกการเงินจูงใจ สนับสนุนให้อาคารที่ลดการใช้พลังงานได้จริงได้รับผลตอบแทนที่จับต้องได้ เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การลดหย่อนภาษี รวมถึงเปิดช่องให้สร้างรายได้เสริมจากการขาย คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ในระบบ ซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS)
    • ขั้นที่ 4: พัฒนาบุคลากรและหน่วยงานเจ้าภาพ ตั้งหน่วยงานกลางเพื่อประสานงานข้ามกระทรวง และร่วมกับสภาวิชาชีพผลิตบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านอาคารประหยัดพลังงาน
    • ขั้นที่ 5: เชื่อมโยงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ทำให้อาคารของไทยเป็นสินทรัพย์ที่มีมาตรฐานสากล
  • การดำเนินการแบ่งเป็น 3 ระยะดังนี้:
    • ระยะสั้น (ปีที่ 1–3): การนำร่องโดยอาคารภาครัฐ เน้นการสร้างต้นแบบจากหน่วยงานรัฐเพื่อเป็นตัวอย่างแก่ภาคเอกชน
      • กำหนดมาตรฐานอาคารรัฐใหม่ให้เป็นอาคารประหยัดพลังงาน
      • ปรับปรุงอาคารรัฐเดิม โดยเน้นระบบทำความเย็นและระบบไฟฟ้า
      • จัดทำฐานข้อมูลพลังงานอาคารและสนับสนุนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์บนอาคาร
    • ระยะกลาง (ปีที่ 4–7): การขยายผลสู่อาคารเอกชนขนาดใหญ่ ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจปรับตัวโดยใช้มาตรการจูงใจทางการเงิน
      • ขยายมาตรฐานไปสู่อาคารเอกชนขนาดใหญ่
      • ส่งเสริมการปรับปรุงอาคารเดิมแบบคุ้มทุน
    • ระยะยาว (ปีที่ 8–15): การยกระดับสู่มาตรฐานอาคารแห่งชาติ มุ่งสู่เป้าหมายอาคารพลังงานต่ำและสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับประเทศ
      • ยกระดับมาตรฐานอาคารใหม่เป็นอาคารใช้พลังงานต่ำหรือพลังงานสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
      • ทำให้อาคารเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงในระบบไฟฟ้า

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยกระดับมาตรฐานอาคารทั่วประเทศ สู่ระบบประหยัดพลังงานสุทธิเป็นศูนย์
  • ลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในจุดที่ใช้งานมากที่สุดของประเทศ
  • ลดภาระค่าไฟของประชาชน
  • ลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ของประเทศในช่วงวิกฤต
  • อาคารที่ประหยัดไฟมากกว่าจะมีความน่าสนใจและมีมูลค่าสูงกว่าในตลาด
  • อาคารที่ประหยัดพลังงาน ได้รับสิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้
  • จะเกิดการปรับตัวโดยสมัครใจ
  • อาคารที่ลดการใช้พลังงานได้จริง ได้รับผลตอบแทนที่จับต้องได้
  • สามารถสร้างรายได้เสริมจากการขาย คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit)
  • สามารถผลิตบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านอาคารประหยัดพลังงานให้ได้ 20,000 คน
  • อาคารของไทยเป็นสินทรัพย์ที่มีมาตรฐานสากล
  • ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
  • ช่วยให้ธุรกิจไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ
  • ธุรกิจไทย พร้อมรับมือกับกฎระเบียบการค้าโลก
  • ค่าไฟภาครัฐลดลงทันที
  • มีอาคารต้นแบบให้เอกชนเห็น
  • ค่าไฟอาคารขนาดใหญ่ลดลง
  • ช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงหน้าร้อน
  • บ้านและอาคารประหยัดพลังงานในระยะยาว
  • ประเทศลดการนำเข้าพลังงาน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ใช้ไฟฟ้าหลักของประเทศ
  • ประชาชน
  • รัฐ
  • คู่ค้าและนักลงทุนข้ามชาติ
  • นักลงทุน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • สามารถผลิตบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านอาคารประหยัดพลังงานให้ได้ 20,000 คน ภายใน 5 ปี
  • การดำเนินการแบ่งเป็น 3 ระยะ:
    • ระยะสั้น (ปีที่ 1–3)
    • ระยะกลาง (ปีที่ 4–7)
    • ระยะยาว (ปีที่ 8–15)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โครงสร้างราคาพลังงานและกติกามีอุปสรรคซึ่งต้องเร่งแก้ไข
  • ระบบเดิมจำกัดโควตาการรับซื้อไฟฟ้าจากครัวเรือนไว้เพียง 90 เมกะวัตต์ ซึ่งเต็มอย่างรวดเร็วและปิดรับมานานหลายปี ทำให้ศักยภาพบนหลังคาบ้านเรือนประชาชนนับล้านหลังถูกทิ้งไว้โดยเปล่าประโยชน์ สะท้อนว่ารัฐบาลที่ผ่านมามองการผลิตไฟฟ้าของประชาชนเป็นเพียงโครงการนำร่อง ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของระบบไฟฟ้าในระยะยาว
  • ประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะรายได้ปานกลางและรายได้น้อย ไม่สามารถเข้าถึงโซลาร์เซลล์ได้เพราะขาดเงินก้อนหลักแสนบาท และระบบสินเชื่อธนาคารทั่วไปมักต้องการหลักประกันที่ครัวเรือนเหล่านี้ไม่มี
  • การพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ (LNG) นำเข้าทำให้ค่าไฟสูงและควบคุมยาก

จะทำอะไร (Action)

  • เปลี่ยนบทบาทประชาชนจากเพียง “ผู้ใช้ไฟ” เป็น “ผู้ผลิตไฟและผู้ลงทุนในระบบพลังงาน” โดยแก้ปัญหาด้านกติกาและด้านการเงินไปพร้อมกัน
  • ระบบรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากผู้ผลิตใช้เอง (Net Billing): รัฐรับซื้อไฟส่วนเกินจากโซลาร์บนหลังคาบ้านเรือนประชาชน โดยแยกคำนวณ "ไฟที่ใช้" กับ "ไฟที่ผลิตเกินแล้วขายคืน" และ ประชาชนใช้ไฟจากโครงข่ายได้ตามปกติ แต่หากผลิตไฟได้เกินความต้องการ สามารถขายคืนรัฐตามราคาที่กำหนด
  • สินเชื่อผ่านบิลค่าไฟฟ้า (On-Bill Financing: OBF): ทำให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินก้อน แต่สามารถผ่อนชำระตามหลักการความเป็นกลางของภาระค่าใช้จ่าย (Bill Neutrality)
  • ประกาศเพิ่มโควตาการรับซื้อไฟฟ้าภาคครัวเรือนในระบบ Net Billing ทันทีไม่น้อยกว่า 1,500 เมกะวัตต์
  • มอบหมายให้หน่วยงานศึกษาศักยภาพการรองรับไฟฟ้าแยกตามรายพื้นที่ โดยพิจารณาจากสถานีไฟฟ้าและจุดเชื่อมต่อจริง (ทั้งหม้อแปลง สายจำหน่าย และระดับโหลด) เพื่อกำหนดขีดความสามารถที่เหมาะสมตามข้อมูลวิศวกรรมและลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพโครงข่าย
  • นำผลการประเมินทางเทคนิคมาใช้กำหนดโควตาและราคารับซื้อแบบจำแนกพื้นที่ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนระบบที่แท้จริง (รวมถึงค่าระบบส่ง-จำหน่าย การสูญเสีย และช่วงเวลาผลิต) โดยต้องเปิดเผยสูตรคำนวณอย่างโปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
  • เชื่อมโยงระบบ Net Billing เข้ากับสินเชื่อผ่านบิลค่าไฟ (OBF) โดยเปิดให้รายได้จากการขายไฟส่วนเกินหักล้างค่างวดสินเชื่อโดยอัตโนมัติ
  • ปรับหลักเกณฑ์การจัดเก็บค่าใช้ระบบส่งและจำหน่าย (T&D Charge) จากเดิมที่คิดตามกิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ไปสู่การคิดตามกิโลวัตต์ (kW) เพื่อรักษารายได้ที่จำเป็นในการดูแลโครงข่าย และป้องกันการโยกภาระต้นทุนไปยังผู้ใช้ไฟที่ไม่สามารถติดตั้งโซลาร์ได้
  • กำหนดมาตรฐานอุปกรณ์ที่เข้าร่วม เช่น Smart Inverter ที่รองรับการควบคุมแรงดันและความถี่ รวมถึงการจำกัดกำลังส่งออกตามจุดเชื่อมต่อ และเปิดทางให้ใช้แบตเตอรี่หรือระบบควบคุมโหลดในพื้นที่อ่อนไหวเพื่อให้ระบบขยายตัวได้อย่างมั่นคง
  • กำหนดให้ Net Billing เป็นนโยบายฝั่งผู้ใช้ (Demand-side policy) โดยไม่นำไปแข่งขันกับโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ไม่ผูกกับการประมูลแบบ Big Lot และไม่ถูกดึงไปรวมกับแผนผลิตไฟฟ้า (Supply-side policy) ของภาคอุปทาน
  • วางกลไกจำกัดกำลังผลิตต่อรายหรือต่อจุดเชื่อมต่อ ห้ามการรวบรวมหลายหลังคาเรือนภายใต้นิติบุคคลเดียวเพื่อกินโควตา และเปิดเผยข้อมูลผู้ได้รับสิทธิ์ในรูปแบบ Open Data เพื่อคุ้มครองหลักการ “ไฟฟ้าประชาชน”

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นเงิน
  • ไฟส่วนเกิน...สร้างรายได้
  • เพิ่มโควตารับซื้อ เป็น 1,500 เมกะวัตต์
  • มีการปรับค่าสายส่งเป็นธรรม
  • ได้พลังงานสะอาดของประชาชนทุกคน
  • ประชาชนไม่ใช่เพียง "ผู้ซื้อ" แต่เป็น "ผู้ผลิต" ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาบ้าน
  • มีการแก้ปัญหาโครงสร้างราคาพลังงานและกติกามีอุปสรรค
  • ทำให้ประเทศไทยคว้าโอกาสจากยุคใหม่ได้
  • ไม่ทำให้ศักยภาพบนหลังคาบ้านเรือนประชาชนนับล้านหลังถูกทิ้งไว้โดยเปล่าประโยชน์
  • ประชาชน...เข้าถึงโซลาร์เซลล์ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินก้อน
  • ลดต้นทุนระบบในระยะยาว
  • เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน
  • สร้างงานในท้องถิ่น ทั้งช่างติดตั้ง นักออกแบบระบบ และเจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุง
  • ยอดรวมในบิลค่าไฟไม่เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิม
  • สร้างแรงจูงใจให้ประชาชน
  • รายได้จากการขายไฟคืนยังช่วยเร่งระยะเวลาการคืนทุนให้เร็วขึ้น
  • ช่วยลดค่าไฟของประชาชนในระยะยาว
  • ยืนยันว่าภาคประชาชนคือส่วนหนึ่งของระบบไฟฟ้าอย่างถาวร
  • ลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพโครงข่าย
  • มีการกำหนดราคารับซื้อที่สะท้อนต้นทุนจริง
  • เปิดเผยสูตรคำนวณอย่างโปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
  • รายได้จากการขายไฟส่วนเกินหักล้างค่างวดสินเชื่อโดยอัตโนมัติ
  • รักษารายได้ที่จำเป็นในการดูแลโครงข่าย
  • ป้องกันการโยกภาระต้นทุนไปยังผู้ใช้ไฟที่ไม่สามารถติดตั้งโซลาร์ได้
  • ระบบขยายตัวได้อย่างมั่นคง
  • ไม่นำไปแข่งขันกับโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่
  • ไม่ผูกกับการประมูลแบบ Big Lot
  • ไม่ถูกดึงไปรวมกับแผนผลิตไฟฟ้า (Supply-side policy) ของภาคอุปทาน
  • คุ้มครองหลักการ “ไฟฟ้าประชาชน”

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ประชาชน รายได้ปานกลางและรายได้น้อย
  • ช่างติดตั้ง
  • นักออกแบบระบบ
  • เจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุง
  • ผู้ใช้ไฟที่ไม่สามารถติดตั้งโซลาร์ได้

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ทันที (การเพิ่มโควตารับซื้อ)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก
  • ค่าไฟอ่อนไหวต่อราคาพลังงานโลก
  • ปล่อยคาร์บอนสูง
  • ความต้องการไฟฟ้าพุ่งจากดาต้าเซ็นเตอร์–AI และ อุตสาหกรรมแห่งอนาคตต่างๆ
  • ประชาชนติดปัญหาติดตั้งโซลาร์ ได้แก่ ติดตั้งยุ่งยาก, กฎ Net Metering ยังไม่เปิดจริง, ขายไฟคืนระบบได้จำกัดและราคาไม่จูงใจ, โครงสร้างตลาดไฟฟ้าเดิมไม่เปิดให้เอกชนซื้อ–ขายพลังงานสะอาดโดยตรง
  • หากไม่ปรับวันนี้ ไทยจะเสียโอกาสทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และต้นทุนค่าไฟในอนาคต

จะทำอะไร (Action)

  • ปลดล็อกพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานของทุกคน
  • ตั้งเป้าขยายกำลังผลิตโซลาร์ของประเทศ
  • สนับสนุนให้เกิดโครงการโซลาร์บนผิวน้ำเหนือเขื่อนและที่ดินเสื่อมโทรม
  • เปิดไฟฟ้าเสรีให้เอกชนซื้อไฟสะอาดได้โดยตรง
  • เร่งออกโครงสร้าง Third-Party Access ที่เป็นธรรม
  • ปลดล็อกโซลาร์รูฟท็อปสำหรับประชาชน
  • เร่งการประกาศใช้ Net Metering จริงทั่วประเทศ
  • ยกระดับระบบไฟฟ้าให้รองรับพลังงานหมุนเวียน
  • ลงทุน Smart Grid และ Battery Storage ทั่วประเทศ
  • สร้างโครงการกักเก็บไฟขนาดใหญ่เพื่อรองรับไฟฟ้าโซลาร์ที่ผลิตมากตอนกลางวัน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ทำให้ค่าไฟมั่นคงและมีแนวโน้มถูกลง
  • ลดการปล่อยคาร์บอนนับร้อยล้านตันต่อปี
  • คุณภาพอากาศดีขึ้น
  • ลดมลพิษจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ทั้งในเมืองอุตสาหกรรมและเมืองใหญ่
  • ไทยใช้ศักยภาพแสงแดดของประเทศให้เกิดประโยชน์จริง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การจ้างงาน และความมั่นคงทางพลังงาน
  • ไทยกลายเป็น Green Digital Hub ของเอเชีย ดึงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์–AI–คลาวด์ จากทั่วโลก
  • ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้ง่าย ขายไฟส่วนเกินคืนระบบได้ ประหยัดค่าไฟ + มีรายได้เพิ่ม
  • เดินหน้าสู่เป้าหมาย NDC และ Net Zero ได้อย่างน่าเชื่อถือ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • เอกชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ค่าไฟของคนไทยยังสูงเพราะโครงสร้างระบบพลังงานที่บิดเบี้ยว
  • พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้า
  • ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้าจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง
  • ต้นทุนระบบสายส่งและค่าบริการแพง
  • ต้นทุนก๊าซธรรมชาติยังแพง

จะทำอะไร (Action)

  • ลดต้นทุนการผลิตด้วยพลังงานแสงอาทิตย์อย่างจริงจัง
  • เปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้าจากโซลาร์
  • เปิดให้ประชาชนและธุรกิจขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าระบบ
  • ปรับโครงสร้างต้นทุนของทั้ง 3 การไฟฟ้า
  • ลดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน
  • ทบทวนค่าส่งไฟ (transmission and distribution) และค่าบริการที่ประชาชนต้องจ่าย
  • เปลี่ยนบทบาทรัฐวิสาหกิจจากการสะสมกำไร มาเป็นเครื่องมือพยุงค่าครองชีพและเศรษฐกิจ
  • ลดต้นทุนก๊าซ ด้วยการหาแหล่ง LNG ราคาถูกกว่า เช่น สหรัฐอเมริกา
  • เร่งกระจายแหล่งนำเข้า LNG จากตลาดที่มีราคาต่ำกว่า
  • ลดการผูกขาดสัญญาระยะยาวราคาแพง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ค่าไฟฟ้าลดลง
  • ต้นทุนการผลิตไฟโดยรวมถูกลง
  • เพิ่มอำนาจต่อรองของประเทศ
  • ลดต้นทุนการผลิตด้วยพลังงานแสงอาทิตย์
  • ประชาชนและธุรกิจขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าระบบอย่างทั่วถึง
  • ลดต้นทุนก๊าซ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ธุรกิจ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ภูมิใจไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ราคาพลังงาน โดยเฉพาะไฟฟ้า ถือเป็นรายจ่ายสำคัญสำหรับครอบครัวคนไทยทั่วประเทศกว่า 29 ล้านครัวเรือน
  • การที่ไฟฟ้า ต้องผ่านหน่วยงานต่างๆ ที่จะคิดค่าดำเนินการ และค่าภาษี ทำให้ค่าไฟฟ้ามีราคาแพงขึ้น

จะทำอะไร (Action)

  • มาตรการดำเนินการโดย พลังงานสีเขียว (Direct PPA)
  • ทำโซล่าเซลล์ชุมชน ส่งไฟฟ้าเข้าบ้านเรือนตรงถึงประชาชน ไม่ต้องผ่านหน่วยงานต่างๆ ที่จะคิดค่าดำเนินการ และค่าภาษี

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประชาชนจะจ่ายค่าไฟต่ำกว่า 3 บาทต่อยูนิต สำหรับ 200 ยูนิตแรก
  • ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครอบครัวคนไทยทั่วประเทศกว่า 29 ล้านครัวเรือน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

รื้อต้นทุนราคาก๊าซผลิตไฟ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ค่าไฟถูก 3.3 บาท/ต่อหน่วย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

ไม่ระบุ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

เสรีโซลาร์ไม่ต้องขออนุญาต ค่าไฟถูกได้อีก

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ