ประเด็น

ค่าไฟฟ้า

มี 17 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
  • หลังจาก กกต. เปิดเผยเอกสารนโยบาย (ณ วันที่ 26 ม.ค. 2569) ทีมงานได้อัปเดตข้อมูลงบประมาณและแหล่งที่มาของงบประมาณที่ตรงกันระหว่างเอกสารนโยบายและเว็บไซต์พรรค โดยแสดงด้วยตัวอักษรสีเขียว
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาฝุ่น PM 2.5
  • การเผาป่าเผาไร่
  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • การใช้พลังงานที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • การจราจร การขนส่งสาธารณะ และการเดินทาง สร้างมลพิษ

จะทำอะไร (Action)

  • เอาผิดกับคนเผาป่าเผาไร่อย่างจริงจัง
  • สร้าง Mobile Application – เครือข่ายปราบการเผาไร่ เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน และเครือข่ายอาสาป้องกันการเผาไร่
  • ปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกเพื่อลดการเผา
  • ส่งเสริมการไถกลบตอซังเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ และผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์
  • ส่งเสริมการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง (Wet & Dry)
  • ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไม้ยืนต้น ไม้ป่า ไม้หายาก เพื่อทดแทนการเกษตรที่ต้องเผาตอซัง
  • จัดตั้งเขตส่งเสริมพิเศษ บนเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 40,000 ไร่ ในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อเป็นพื้นที่ปลูกป่า สร้างรายได้ ให้เกษตรกร ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 60 จังหวัด
  • สร้างรายได้จากการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้มีมูลค่าขายเป็นเงินได้
  • หาช่องทางการจัดจำหน่ายและหาคนมารับซื้อกับเกษตรกรโดยตรง
  • ใช้กองทุน SMEs และกองทุน Startup เป็นแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่เป็นโรงงานผลิตรถโดยสารและรถยนต์ไฟฟ้า ดอกเบี้ยไม่เกิน 3%-4%
  • ใช้กองทุนวิสาหกิจชุมชนเป็นแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ สนับสนุนเกษตรกรรวมตัวกันร่วมกันใช้เครื่องจักรสมัยใหม่เพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก และผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง
  • ลดการใช้พลังงานที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • สนับสนุนให้ติดตั้ง Solar Rooftop หรือ Solar Cell บนพื้นที่ว่าง อย่างน้อย 5 KW จำนวน 2 ล้านครอบครัว โดยรัฐเป็นผู้ลงทุน
  • ออกมาตรการทางภาษีให้สิทธิลดหย่อนภาษี และการหักค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น สำหรับผู้ประกอบการที่สนับสนุนนโยบาย "สลับ-เหลื่อมเวลาการทำงานและเวลาเรียน" และนโยบาย "Work from home หรือ Learn from home"
  • ออก “โครงการสร้างไทยมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้า” ให้คนไทยที่ทำมาหากินด้วยมอเตอร์ไซด์คู่ใจ สามารถกู้เงินดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน 5% ต่อปี ซื้อมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้าได้ จำนวน 1 ล้านคัน
  • ให้สิทธิหักลดหย่อนภาษีที่ดินแก่เจ้าของที่ดินที่สมัครใจเข้าร่วม "โครงการสวนสีเขียวที่เที่ยวชุมชน (Volk Green Park)" ที่เน้นการขับเคลื่อนประเทศไทย ให้เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดปัญหาฝุ่น PM 2.5
  • เพิ่มโอกาสการสร้างรายได้ให้ชาวนาจากการขายคาร์บอนเครดิต
  • สร้างรายได้จากการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร
  • ลดการเผาในแปลงเพาะปลูก
  • ลดค่าไฟฟ้ารายเดือน
  • ลดก๊าซมีเทนในดิน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • ประชาชน
  • ผู้ประกอบการ
  • เจ้าของที่ดิน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ประชาชนมีภาระค่าไฟฟ้าสูง ขาดการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ประชาชนไม่มีเงินลงทุนติดตั้ง Solar Rooftop

จะทำอะไร (Action)

  • การลงทุนและติดตั้งระบบ
  1. ให้รัฐเป็นผู้ลงทุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ให้กับประชาชน
  2. การดำเนินการจะกระทำผ่านการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)
  3. การไฟฟ้าฯ จะเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดหาระบบ และทำการติดตั้งระบบบนหลังคาบ้านของประชาชนที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ
  • การจัดหาแหล่งเงินทุน
  1. เงินลงทุนทั้งหมดจะมาจากงบประมาณของรัฐไปยังกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535
  2. เป็นเงินกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำที่กองทุนปล่อยกู้ให้การไฟฟ้าฯ
  3. การไฟฟ้าฯ จะต้องส่งคืนเงินต้นให้กองทุนในระยะเวลาไม่เกิน 7 ปี
  • การกำหนดสิทธิประโยชน์
  1. ประชาชนจะมีสิทธิใช้ไฟได้ฟรีประมาณ 210 หน่วย/ต่อเดือน ส่วนที่เกินจาก 210 หน่วย ต้องรับผิดชอบค่าไฟส่วนเกินเอง
  • ระบบการผลิตไฟฟ้า
  1. ระบบจะผลิตไฟฟ้าขนาด 3.2 กิโลวัตต์ แผง Solar Cell จะรับแสงอาทิตย์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าที่ได้จากแผง Solar Cell จะเป็นกระแสตรง (DC) ซึ่งจะถูกส่งต่อไปยัง Inverter (เครื่องแปลงไฟฟ้า) Inverter (เครื่องแปลงไฟฟ้า) จะเปลี่ยนไฟฟ้ากระแสตรง (DC) เป็นกระแสสลับ (AC)
  2. Inverter (เครื่องแปลงไฟฟ้า) จะเชื่อมต่อกับระบบสายส่งของการไฟฟ้าฯ โดยมีมิเตอร์คอยควบคุมจำนวนหน่วยของไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่จำหน่ายไปยังระบบสายส่ง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประชาชนได้ระบบ Solar Rooftop โดยไม่ต้องลงทุนเอง
  • ประชาชนมีสิทธิใช้ไฟได้ฟรีประมาณ 210 หน่วย/ต่อเดือน
  • ช่วยลดค่าไฟฟ้าที่เกิดจากการใช้งานประจำวัน
  • ลดค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน
  • ประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ใช้เองภายในบ้าน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • หนี้เสียที่เกิดจากโควิด
  • คนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน
  • คนตัวเล็กต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบที่ดอกเบี้ยสูง
  • SMEs ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุน
  • ค่าใช้จ่ายสูงเกินไป
  • ระบบราชการที่มีอำนาจนิยม

จะทำอะไร (Action)

  • กองทุนที่ 1 – กองทุนฟื้นฟูหนี้เสีย
  1. จัดตั้งกองทุนฟื้นฟูหนี้เสียฯ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่มีหนี้เสีย
  2. กองทุนฯ จะเข้าไปเจรจากับสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ ช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการชำระดอกเบี้ยผิดนัดให้บางส่วน
  3. ทำการรับซื้อและรับโอนหนี้ รวมทั้งหลักประกัน ที่ค้างชำระอยู่กับสถาบันการเงินมาบริหารที่มูลค่ายุติธรรม
  • มาตรการที่ 1 (พลิกฟื้น – ตั้งหลัก – ปลดล็อค)
  1. ชำระดอกเบี้ยให้ลูกหนี้บางส่วน
  2. เปลี่ยนสถานะลูกหนี้ที่เป็น NPL ให้กลับมาอยู่ในสถานะปกติ
  3. เปลี่ยนจากรหัสบัญชี 021 ไปเป็น รหัสบัญชี 010
  • มาตรการที่ 2 (เดินหน้า – ดันธุรกิจ – ช่วยลูกจ้าง)
  1. พักชำระหนี้ 1 ปี
  2. เติมเงินสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง เข้าบัญชีธุรกิจ และบัญชีเงินเดือนของลูกจ้าง
  3. ปรับเปลี่ยนตารางการชำระหนี้ใหม่ ขยายเวลาชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 3 ปี ผ่อนชำระแบบ หน้าต่ำ-หลังสูง
  4. ปรับกระบวนการปล่อยสินเชื่อ
  • กองทุนที่ 2 – กองทุนเครดิตประชาชน

  • จัดตั้งกองทุนเครดิตประชาชน เพื่อช่วยคนตัวเล็กกว่า 10 ล้านคน ล้างหนี้นอกระบบ เป็นสินเชื่อรายย่อยที่ไม่มีหลักประกันดอกเบี้ยต่ำ ไม่เกินร้อยละ 1 ต่อเดือน วงเงินกู้ตั้งแต่ 10,000 บาท จนถึง 100,000 บาท

  • เปลี่ยนกรอบความคิดใหม่ในกระบวนการพิจารณาสินเชื่อ การกำหนดวงเงินสินเชื่อจะใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) ในการพิจารณา- ปล่อยสินเชื่อแทนการใช้เอกสารหลักฐานพิสูจน์รายได้หรือการขอหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือการตรวจสอบประวัติของผู้กู้จากเครดิตบูโร

  • เติมทุน2.1 กองทุนที่ 3 – กองทุนสร้างไทย

  1. แหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ เงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อผู้ประกอบการ SMEs ขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดเข้าไม่ถึงแหล่งทุนสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ ซึ่งประกอบด้วย 5 กองทุนย่อย
  • กองทุน SMEs
  1. ตั้งกองทุน SMEs เพื่อให้ SMEs ขนาดเล็กสามารถเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อฟื้นธุรกิจจากโควิดและสามารถต่อยอดธุรกิจให้เติบโตต่อไปได้
  • กองทุน Start Up
  1. เพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่เก่งมีโอกาสตั้งตัวได้ ให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสตั้งตัวเป็นเจ้าของธุรกิจด้วยความรู้ความสามารถที่ตนเองเป็นผู้คิดค้นขึ้นมา
  • กองทุนวิสาหกิจชุมชน
  1. เพื่อให้เกษตรกร และลูกหลานได้รวมตัวกันในการประกอบธุรกิจจากผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ โดยการแปรรูปเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรกร
  • กองทุนการท่องเที่ยว
  1. เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการโรงแรมขนาดเล็ก ร้านอาหาร สถานบันเทิง จนไปถึงร้านนวดสปา ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19
  • กองทุน Venture Capital (VC)
  1. เป็นแหล่งเงินทุนที่ทำหน้าที่สนับสนุนด้านการเงินให้แก่ธุรกิจ
  2. มุ่งเน้นไปที่ธุรกิจ Startup ที่มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่ก้าวหน้า
  3. สนับสนุนธุรกิจที่ทำงานด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อประโยชน์ของ SMEs โดยส่วนรวม
  4. VC จะเข้าไปร่วมลงทุนในกิจการ ให้คำปรึกษาทางด้านการบริหารกิจการ ไม่มีวัตถุประสงค์ในการเข้าครอบงำกิจการเพื่อยึดเป็นเจ้าของ จะหาจังหวะที่เหมาะสมที่จะถอนตัว (Exit) เพื่อทำกำไรจากเงินลงทุน
  • ลดรายจ่าย3.1 ปรับโครงสร้างพลังงาน
  1. ปรับโครงสร้างค่าน้ำมัน/ค่าแก๊ส กำหนดเพดานค่าการกลั่น ให้เป็นธรรมกับคนไทย ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า รื้อสัญญาทาส ค่าไฟต้องไม่เกิน 3.50 บาท
  • ลดภาระภาษี
  1. ไม่เก็บภาษีคนตัวเล็กที่มีรายได้สุทธิไม่เกิน 300,000 บาท/ต่อปี หรือรายได้ไม่เกิน 40,000/เดือน
  2. ไม่เก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล SMEs เป็นเวลา 3 ปี
  • Solar House
  1. ติด Solar House – เงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำ 1% ผ่อนยาว 8 ปี ขายไฟให้รัฐได้ทุกเดือน
  2. ขจัดอุปสรรค
  • พักการอนุมัติ/อนุญาต
  1. พักการอนุมัติ/อนุญาต 1,400 ฉบับ เป็นเวลา 3-5 ปี เพื่อให้คนไทยลุกขึ้นมาทำมาหากินได้ทันที เช่น การขออนุญาต อย.
  • ปฏิรูประบบราชการ
  1. รื้อระบบรัฐราชการและอำนาจนิยม
  2. สร้างระบบให้ประชาชนร้องเรียน มีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
  3. นำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการให้คะแนนการทำงาน และการบริการประชาชนของเจ้าหน้าที่ ใช้ในการประเมินการให้ความดีความชอบ รวมถึงการลงโทษ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่มีหนี้เสียกลับมาประกอบธุรกิจได้ตามปกติ
  • ช่วยคนตัวเล็กกว่า 10 ล้านคน ล้างหนี้นอกระบบ
  • ดอกเบี้ยต่ำไม่เกินร้อยละ 1 ต่อเดือน
  • ค่าไฟต้องไม่เกิน 3.50 บาท
  • ลดภาษี
  • ทำให้คนไทยลุกขึ้นมาทำมาหากินได้ทันที
  • Startup ที่มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมได้รับการสนับสนุน
  • คนรุ่นใหม่ที่เก่งมีโอกาสตั้งตัวได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อย
  • SMEs

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • รัฐวิสาหกิจบางแห่งมีอำนาจผูกขาดตามกฎหมาย ทำให้สามารถทำกำไรได้มากโดยไม่มีคู่แข่งมาแข่งขัน
  • ไม่มีแรงจูงใจในการพัฒนา
  • ต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค (เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ) ของประชาชนสูงเกินจำเป็น
  • รัฐวิสาหกิจอีกหลายแห่งไม่สามารถปรับตัวและแข่งขันกับเอกชนรายอื่นได้
  • ขาดประสิทธิภาพในการบริหารงาน
  • ประสบภาวะขาดทุนมหาศาลอย่างต่อเนื่อง
  • กลายเป็นภาระด้านงบประมาณที่รัฐบาลต้องใช้เงินภาษีของประชาชนเข้าไปแบกรับ
  • โครงสร้างและภารกิจ ของรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ไม่เคยถูกปรับปรุงให้เข้ากับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป
  • ความไม่กล้าหาญทางการเมืองของรัฐบาลในอดีต ทำให้แทนที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหา กลับเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองจากรัฐวิสาหกิจเหล่านั้น

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดัน 3 เรื่องสำคัญ หากได้เป็นรัฐบาล

  • ทบทวนบทบาท:

  • ตรวจสอบความจำเป็นในการดำรงอยู่ของรัฐวิสาหกิจทุกแห่งอย่างรอบด้าน

  • ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้ หากพบว่ามีทางเลือกอื่นที่ประหยัดกว่า หรือมีประสิทธิภาพมากกว่า:

  • ยุบ รัฐวิสาหกิจที่ไม่มีความจำเป็น แล้วโอนถ่ายองค์กร ทรัพย์สิน และภารกิจไปยังหน่วยงานที่เหมาะสมกว่า (เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น)

  • ยกเลิก รัฐวิสาหกิจที่ไม่มีความจำเป็น โดยยุติบางภารกิจ/โครงการ หรือยกเลิกกฎหมาย/ข้อบังคับ ที่ให้สิทธิพิเศษแก่รัฐวิสาหกิจนั้น

  • แปลงสภาพรัฐวิสาหกิจเป็นองค์กรมหาชน

  • ปรับปรุงการกำกับดูแลกิจการ สำหรับรัฐวิสาหกิจที่ยังมีความจำเป็น ให้มีมาตรฐานเดียวกับบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

  • จัดตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ (Super Holding Company):

  • ปรับเปลี่ยนสถานะของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งให้อยู่ในรูปแบบ “บริษัทจำกัด” ที่มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นชัดเจน

  • ดึงผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารธุรกิจระดับสูงเข้ามาดูแลการบริหารทิศทางโดยรวมของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด

  • ใช้กลไกของ "คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.)" ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่ ร่วมกับอำนาจของฝ่ายบริหารผ่านคณะรัฐมนตรี มาจัดระเบียบรัฐวิสาหกิจในปัจจุบัน

  • ยุบเลิกรัฐวิสาหกิจ ในปัจจุบัน

  • ปรับรูปแบบ และกฎเกณฑ์การกำกับดูแลกิจการ ในปัจจุบัน

  • ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะเจาะจงของรัฐวิสาหกิจบางรายที่ประสบปัญหาขาดทุนเรื้อรัง

  • แก้ไข พ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2562

  • ปรับโครงสร้างของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.)

  • จัดตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ (Super Holding Company) ให้เป็นองค์กรใหม่ที่แยกตัวออกจากกระทรวงการคลังอย่างชัดเจน

  • ทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้ถือหุ้นในสัดส่วนของกระทรวงการคลังเดิม

  • พิจารณาลดสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐในรัฐวิสาหกิจบางแห่ง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูง

  • พิจารณานำรัฐวิสาหกิจบางแห่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • บริการประชาชนอย่างคุ้มค่า
  • มีประสิทธิภาพในการบริหารงานทัดเทียมกับคู่แข่งในตลาด
  • การบริหารจัดการ ของรัฐวิสาหกิจ เป็นไปในทิศทางเดียวกันและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
  • ลดสัดส่วนตัวแทนจากฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ ในคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.)
  • เพิ่มความเป็นอิสระในการดำเนินงาน ของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ภายใต้กรอบนโยบายภาพใหญ่ของรัฐบาล
  • องค์กร รัฐวิสาหกิจ ดำเนินงานอย่างคล่องตัว
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหาร ของรัฐวิสาหกิจ ให้ทัดเทียมกับบริษัทเอกชนชั้นนำ
  • สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
  • เพิ่มช่องทางการระดมทุน ของรัฐวิสาหกิจ
  • สามารถแข่งขันกับภาคเอกชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • รัฐบาล
  • รัฐวิสาหกิจ
  • บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
  • ฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ
  • กระทรวงการคลัง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • การจัดระเบียบรัฐวิสาหกิจในปัจจุบันจะทำใน ระยะสั้น
  • การแก้ไข พ.ร.บ. และจัดตั้งบรรษัทจะทำใน ระยะกลาง
  • การลดสัดส่วนการถือหุ้นและนำรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์จะทำใน ระยะยาว

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โครงสร้างตลาดขาดการแข่งขันและพึ่งพาก๊าซธรรมชาติสูง แม้ประเทศไทยจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าล้นระบบ แต่ประชาชนยังต้องแบกรับค่าไฟที่สูง เนื่องจากกฎหมายและกฎระเบียบเปิดช่องให้เกิดการผูกขาด ผู้ใช้ไฟไม่มีสิทธิเลือกผู้ขาย นอกจากนี้การพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ยังทำให้ค่าไฟผันผวนตามตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • ต้นทุนสูงจากสัญญาแบบ "บังคับรับซื้อ" (Must-Take) โครงสร้างสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่กำหนดให้รัฐต้องรับซื้อไฟแบบบังคับมีสัดส่วนสูงถึง 37.3% ของสัญญาซื้อขายไฟฟ้าทั้งหมด (ข้อมูลจาก กฟผ., 2567) ระบบไม่สามารถเลือกใช้ไฟฟ้าต้นทุนต่ำในช่วงเวลาที่เหมาะสมได้ ประชาชนจึงต้องรับภาระต้นทุนส่วนเกินที่เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น
  • ข้อจำกัดในการรองรับพลังงานหมุนเวียน
  • กฎระเบียบแบบรวมศูนย์ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับพลังงานสะอาดที่มีต้นทุนต่ำลงเรื่อยๆ
  • การลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้ายังไม่ยืดหยุ่นพอที่จะรองรับการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัว
  • ปัญหาด้านธรรมาภิบาลและความโปร่งใส การรวมอำนาจไว้ในหน่วยงานขนาดใหญ่ส่งผลให้การเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะมีจำกัด
  • ประชาชนตรวจสอบต้นทุนที่แท้จริงของระบบไฟฟ้าได้ยาก

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปตลาดไฟฟ้าไทย
  • ทลายผูกขาด
  • เปิดเสรีให้ประชาชนเลือกผู้ขายไฟได้เอง
  • ระดมพลังงานสะอาด
  • เปลี่ยนผ่านระบบไฟฟ้าไปสู่ตลาดเสรีที่แข่งขันได้และโปร่งใส
  • เปลี่ยนระบบราคาจากการผูกขาดมาเป็นราคาที่สะท้อนต้นทุนจริงผ่านระบบ โครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid) และข้อมูลแบบเรียลไทม์
  • ปรับโครงสร้างตลาดแยกบทบาทให้ชัดเจน
  • แยกบทบาทการผลิต การส่ง การควบคุม และการจำหน่ายออกจากกัน
  • จัดตั้งผู้ดูแลระบบอิสระ (ISO)
  • ปรับบทบาท กฟน. และ กฟภ. เปลี่ยนเป็น ผู้ดูแลโครงข่าย (DSO)
  • เปิดเสรีให้ผู้ใช้ไฟทุกระดับ ตั้งแต่ครัวเรือนไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรม สามารถเปรียบเทียบและเลือกซื้อไฟฟ้าจากผู้ให้บริการที่พอใจได้
  • ปรับกฎกติกาให้เอื้อต่อการผลิตไฟใช้เองผ่านโซลาร์รูฟท็อปหรือแบตเตอรี่
  • ให้ ผู้ใช้ไฟสามารถขายไฟส่วนเกินกลับเข้าระบบ หรือเช่าระบบสายส่งเพื่อขายไฟให้ผู้ใช้รายอื่นได้โดยตรง
  • ปรับโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงและรูปแบบการจัดหาเชื้อเพลิง เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติให้เป็นธรรมกับประชาชน ระยะที่ 1 (ปี 2027–2030)
  • นำร่องกลุ่มอุตสาหกรรม: ให้ผู้ใช้ไฟรายใหญ่ (เช่น โรงงาน) เริ่มมีสิทธิเลือกซื้อไฟฟ้าจากผู้ขายที่เสนอราคาดีที่สุด ระยะที่ 1 (ปี 2027–2030)
  • ทดลองตลาดเสรี: เปิดพื้นที่นำร่องที่มีผู้ขายไฟหลายรายแข่งขันกัน ระยะที่ 1 (ปี 2027–2030)
  • ลงทุนใน โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน ระยะที่ 1 (ปี 2027–2030)
  • สนับสนุนผู้ผลิตรายย่อย: เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานเข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น ระยะที่ 2 (ปี 2031–2034)
  • ขยายพื้นที่ยุทธศาสตร์: พัฒนาโครงข่ายรองรับการซื้อขายไฟในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ กรุงเทพฯ, ปริมณฑล และพื้นที่ EEC ระยะที่ 2 (ปี 2031–2034)
  • เปิดเสรีเต็มรูปแบบทั่วประเทศ ระยะที่ 3 (ปี 2035–2038)
  • เชื่อมต่อตลาดซื้อขายไฟฟ้ากับต่างประเทศ ระยะที่ 3 (ปี 2035–2038)
  • ปรับบทบาทไทยสู่เวทีโลก ด้วยการเป็นศูนย์กลางซื้อขายและส่งออกพลังงานสะอาด ระยะที่ 3 (ปี 2035–2038)
  • เปลี่ยนภาคพลังงานเป็นอุตสาหกรรมใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ระยะที่ 3 (ปี 2035–2038)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดค่าครองชีพอย่างยั่งยืน
  • ระบบไฟฟ้า ไปสู่ตลาดเสรีที่แข่งขันได้และโปร่งใส
  • ประชาชนเลือกผู้ขายไฟได้
  • รองรับพลังงานสะอาดในสัดส่วนสูง
  • เห็นต้นทุนการผลิตตามช่วงเวลา ต้นทุนสายส่ง และความแออัดของโครงข่ายชัดเจนขึ้น
  • ประชาชนจ่ายค่าไฟอย่างเป็นธรรม
  • ผู้ผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงจะได้เปรียบในการแข่งขัน
  • ลดปัญหาพลังงานล้นระบบ (Overcapacity)
  • สร้างความโปร่งใสตามมาตรฐานตลาดเสรีโลก
  • มีการ แยกบทบาทการผลิต การส่ง การควบคุม และการจำหน่ายออกจากกันเพื่อความโปร่งใส
  • มีการ เปิดพื้นที่ให้ผู้ขายไฟรายใหม่เข้ามาแข่งขันกันได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม
  • เกิดการแข่งขันจริง
  • ต้นทุนค่าไฟลดลงตามกลไกตลาด
  • สร้างระบบไฟฟ้าที่ยืดหยุ่น
  • กระจายการผลิตได้ทั่วถึง
  • ส่งเสริมการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืน
  • มีการ สร้างกติกาที่เป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย
  • ผู้เล่นทุกราย แข่งขันภายใต้มาตรฐานเดียวกัน
  • ผู้ใช้ไฟรายใหญ่ เริ่มมีสิทธิเลือกซื้อไฟฟ้าจากผู้ขายที่เสนอราคาดีที่สุด ระยะที่ 1 (ปี 2027–2030)
  • ประชาชนมี ทางเลือกที่หลากหลาย ทั้งไฟฟ้าสะอาด ไฟฟ้ารายวัน หรือไฟจากโซลาร์รูฟท็อป
  • บรรลุ เป้าหมายตลาดไฟฟ้าเสรีที่ประชาชนมีอำนาจเลือก
  • ประชาชนทุกคนในทุกพื้นที่สามารถเลือกผู้ให้บริการไฟได้เองตามราคาและบริการที่พอใจ ระยะที่ 3 (ปี 2035–2038)
  • ระบบไฟฟ้ารองรับทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (ขายไฟที่เหลืออยู่ในรถกลับคืนเข้าระบบได้) และการขายไฟคืนจากครัวเรือน/ธุรกิจรูปแบบใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ ระยะที่ 3 (ปี 2035–2038)
  • การแข่งขันที่สมบูรณ์และระบบที่โปร่งใสจะช่วยลดค่าไฟฟ้าของประเทศในระยะยาว
  • สร้างความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืน ระยะที่ 3 (ปี 2035–2038)
  • ภาคพลังงานเป็นอุตสาหกรรมใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ระยะที่ 3 (ปี 2035–2038)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้ใช้ไฟทุกระดับ ตั้งแต่ครัวเรือนไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรม
  • Prosumer

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • แผนปฏิรูป 3 ระยะ
  • ปี 2027–2030 ตั้งต้นระบบให้พร้อมก่อนเปิดแข่งขัน เป็นช่วงการเตรียมความพร้อมภายในเพื่อสร้างกติกาที่เป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย
  • ปี 2031–2034 เปิดทางให้ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหม่แข่งขันได้จริง ขยายขอบเขตการแข่งขันให้กว้างขวางและหลากหลายยิ่งขึ้น
  • ปี 2035–2038 เปิดเสรีเต็มรูปแบบทั่วประเทศ ประชาชนเลือกผู้ขายไฟได้ทุกพื้นที่ บรรลุเป้าหมายตลาดไฟฟ้าเสรีที่ประชาชนมีอำนาจเลือก พร้อมขยายตลาดสู่ต่างประเทศ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • อุปสรรคด้านเงินลงทุนเบื้องต้น: ประชาชนส่วนใหญ่ยัง "ไม่มีเงินก้อน" สำหรับลงทุนครั้งแรก ทำให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานเกิดขึ้นได้ช้าและจำกัดอยู่แค่บางกลุ่ม
  • ข้อจำกัดของระบบสินเชื่อธนาคาร: แหล่งเงินทุนในปัจจุบันยังไม่เปิดกว้างสำหรับผู้มีรายได้น้อยหรือปานกลาง เนื่องจากมักต้องใช้หลักประกันในการขอสินเชื่อ ทำให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก ทั้งที่เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นทางเลือกสำคัญในการรับมือกับค่าไฟที่สูงขึ้นจากการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล (LNG)
  • การสูญเสียโอกาสในการสร้างงาน: หากขาดกลไกสนับสนุนการติดตั้งในวงกว้าง ประเทศจะเสียโอกาสในการสร้างงานท้องถิ่นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นช่างติดตั้ง ช่างอาคาร หรือธุรกิจ SME สายสีเขียว ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดันระบบ สินเชื่อผ่านบิลค่าไฟ (On-Bill Financing - OBF)
  • ติดตั้งก่อนโดยไม่ต้องใช้เงินก้อน: ประชาชนสามารถ ติดตั้งโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ หรืออุปกรณ์ประหยัดไฟ (เช่น แอร์หรือตู้เย็นที่มีฉลากประหยัดไฟ) ได้ทันที
  • ผ่อนคืนผ่านบิลค่าไฟ: แบ่งจ่ายค่างวดผ่านใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้ารายเดือน
  • ให้หน่วยงานไฟฟ้าของรัฐ (การไฟฟ้านครหลวง และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) ทำหน้าที่ปล่อยสินเชื่อต้นทุนต่ำ โดยใช้ประวัติการชำระค่าไฟเป็นเกณฑ์แทนการใช้หลักประกันหรือสมุดบัญชีธนาคาร
  • จัดตั้ง “กองทุนสินเชื่อไฟฟ้าประชาชน”
  • ระดมทุนผ่านเครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่
  • กำหนดส่วนต่างดอกเบี้ย (Service Spread) ประมาณ 1%
  • นำรายได้จากส่วนต่างนี้ไปใช้ในระบบไอที การติดตามชำระหนี้ และการดูแลโครงการ
  • เพิ่มรายการ ‘ค่างวดโครงการประหยัดพลังงาน’ ลงในใบแจ้งค่าไฟฟ้า
  • มี กฟน. และ กฟภ. เป็นผู้พิจารณาอนุมัติประชาชนที่สมัครร่วมโครงการอย่างรวดเร็ว
  • ผู้เข้าร่วมต้องมีประวัติการชำระบิลดี และผ่านเกณฑ์ค่าไฟรวมไม่เพิ่มขึ้น (Bill Neutrality Test)
  • จัดทำ ใบแจ้งค่าไฟฟ้าโฉมใหม่ ที่ ระบุข้อมูลสำคัญให้ตรวจสอบได้ง่าย
  • รัฐจัดทำข้อกำหนดขอบเขตงาน (TOR) กลาง ภายใน 1–2 เดือน สำหรับช่างทุกประเภท เช่น ช่างโซลาร์ ช่างแอร์ประสิทธิภาพสูง ผู้รับเหมาปรับปรุงอาคาร และผู้ให้บริการงานฉนวน
  • เดินหน้าระบบ Net Billing ทันที: เปิดให้ประชาชนขายไฟส่วนเกินคืนระบบได้ โดยไม่ต้องรอโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid)
  • ปรับกติกาการอ่านหน่วยให้โปร่งใส
  • ปรับวิธีคิดค่าใช้บริการโครงข่าย (T&D Charge): เปลี่ยนจากการคิดตามปริมาณหน่วยไฟ (kWh) เป็นคิดตามความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand)
  • จัดการต้นทุนแฝงในอดีต (Legacy Costs) อย่างยุติธรรม: แยกต้นทุนนโยบายที่ผิดพลาดหรือค่าใช้จ่ายตกค้างในอดีต (เช่น Adder) ออกมาบริหารจัดการต่างหาก โดยคิดเป็นค่าบริการรายเดือนตามประวัติการใช้ไฟ
  • ประชาชนสามารถ ยื่นขอโครงการผ่านแอปพลิเคชันหรือที่ศูนย์บริการของการไฟฟ้า (กฟน./กฟภ.) ได้ทันที
  • ระบบจะ ส่งต่อข้อมูลให้ผู้รับเหมาหรือช่างติดตั้งที่ผ่านมาตรฐานติดต่อกลับเพื่อสำรวจหน้างาน ภายใน 7 วัน
  • กระบวนการ ติดตั้งอุปกรณ์...ต้องเสร็จสิ้นพร้อมใช้งาน ภายใน 14 วัน หลังการสำรวจ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดค่าใช้จ่ายประชาชนอย่างยั่งยืน
  • ค่างวดจะคำนวณให้สัมพันธ์กับยอดเงินที่ประหยัดได้จริง
  • กองทุนของรัฐวิสาหกิจมีแหล่งเงินต้นที่มั่นคง
  • สามารถ ปล่อยกู้ให้ประชาชนได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเพิ่มภาษีหรือใช้งบประมาณพิเศษของรัฐบาล
  • รัฐวิสาหกิจมีรายได้มาใช้บริหารจัดการ
  • การดำเนินการไม่เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดิน
  • ทำให้ กฟน. และ กฟภ. มีงบประมาณบริหารจัดการเพียงพอที่จะดูแลโครงการอย่างมีคุณภาพ
  • รัฐจะสามารถ ขยายวงเงินสินเชื่อเพื่อรองรับประชาชนที่ต้องการเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น ในอนาคต
  • การมีหนี้ก้อนใหม่นี้จะไม่ทำให้รายจ่ายต่อเดือนเพิ่มขึ้น (ผ่านเกณฑ์ค่าไฟรวมไม่เพิ่มขึ้น (Bill Neutrality Test))
  • ใบแจ้งค่าไฟฟ้าโฉมใหม่จะระบุข้อมูลสำคัญให้ตรวจสอบได้ง่าย ได้แก่:
    • เปรียบเทียบค่าไฟก่อนและหลังติดตั้ง
    • ปริมาณหน่วยไฟฟ้าและจำนวนเงินที่ประหยัดได้จริง
    • ยอดผ่อนชำระ และยอดสุทธิที่ต้องจ่ายจริงในเดือนนั้น
  • มาตรฐานนี้จะทำให้ประชาชนมั่นใจและช่วยสร้างงานท้องถิ่นคุณภาพสูงทั่วประเทศ
  • รายได้จากการขายไฟจะนำไปหักค่างวดสินเชื่อ OBF โดยตรง ช่วยให้ประชาชนผ่อนหมดไวขึ้น
  • การไฟฟ้าฯ มีรายได้ดูแลสายส่งอย่างเพียงพอ
  • ไม่ผลักภาระต้นทุนไปให้ผู้ใช้ไฟรายย่อยที่ไม่สามารถติดตั้งโซลาร์ได้
  • มั่นใจว่า ทั้งคนติดโซลาร์และผู้ใช้ไฟทั่วไปไม่ต้องแบกรับภาระอย่างไม่เป็นธรรม
  • ประชาชน เห็นตัวเลขส่วนต่างค่าไฟที่ลดลงและยอดผ่อนชำระปรากฏชัดเจนใน บิลค่าไฟเดือนถัดไป ทันทีหลังติดตั้งเสร็จ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้มีรายได้น้อยหรือปานกลาง
  • ช่างติดตั้ง
  • ช่างอาคาร
  • ธุรกิจ SME สายสีเขียว
  • การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)
  • การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)
  • ผู้เข้าร่วมโครงการ
  • ผู้รับเหมาหรือช่างติดตั้ง
  • ผู้ให้บริการด้านอนุรักษ์พลังงาน
  • ผู้ใช้ไฟรายย่อยที่ไม่สามารถติดตั้งโซลาร์ได้
  • คนติดโซลาร์
  • ผู้ใช้ไฟทั่วไป

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ทันที (ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ หรืออุปกรณ์ประหยัดไฟ)
  • ภายใน 1–2 เดือน (รัฐจัดทำข้อกำหนดขอบเขตงาน (TOR) กลาง)
  • ทันที (เปิดให้ผ่อนชำระผ่านบิลค่าไฟ)
  • *ทันที (บิลโปร่งใส เห็นผลประหยัด)
  • *ทันที (เดินหน้าระบบ Net Billing)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • ไม่เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดิน
  • ระดมทุนผ่านเครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ หุ้นกู้ประหยัดพลังงาน (Energy Efficiency Bond)
  • ระดมทุนผ่านเครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ หุ้นกู้พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy Bond)
  • ระดมทุนผ่านเครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ เงินกู้ต้นทุนต่ำจากธนาคารของรัฐและธนาคารพาณิชย์
  • ระดมทุนผ่านเครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ เงินทุนหมุนเวียนของรัฐวิสาหกิจ
  • รัฐวิสาหกิจมีรายได้จากส่วนต่างดอกเบี้ย (Service Spread) เพื่อความยั่งยืนของโครงการ ส่วนต่างดอกเบี้ย (Service Spread) ประมาณ 1%
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ภาคอาคารคือผู้ใช้ไฟฟ้าหลักของประเทศ ข้อมูลจาก กระทรวงพลังงาน ปี 2567 ระบุว่า ภาคอาคารมีการใช้ไฟฟ้ารวมกันสูงถึง 58% ของการใช้ไฟทั้งประเทศ จึงเป็นตัวแปรหลักที่กำหนดทั้งค่าไฟ ความเสถียรของระบบไฟฟ้า และต้นทุนพลังงานของประเทศโดยรวม หากไม่มีการจัดการอย่างจริงจัง การแก้ปัญหาค่าไฟอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ยาก
  • ภาระค่าไฟพุ่งสูงจากระบบทำความเย็น อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้น โดยเฉพาะอาคารขนาดใหญ่ที่ระบบทำความเย็นกินไฟเกือบครึ่งหนึ่งของพลังงานทั้งหมด ส่งผลให้ ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand) พุ่งสูงขึ้นในช่วงสั้น ๆ ของปี ทำให้รัฐต้องลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าและโครงข่ายเพื่อรองรับความต้องการชั่วคราวนี้ ซึ่งต้นทุนทั้งหมดจะถูกเฉลี่ยกลับมาเป็นค่าไฟที่ประชาชนต้องจ่ายตลอดปี
  • พันธะสัญญาลดก๊าซเรือนกระจก ภายใต้เป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC 3.0) ประเทศไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิประมาณ 47% ภายในปี 2035 (พ.ศ. 2578)
  • แรงกดดันจากมาตรการเศรษฐกิจโลก มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นของคู่ค้าและนักลงทุนข้ามชาติ ทำให้อาคารที่กินไฟเสี่ยงต่อการถูกลดมูลค่าและเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ในขณะที่อาคารประหยัดพลังงานจะกลายเป็นสินทรัพย์สำคัญที่ตลาดต้องการ

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดันนโยบายอาคารใช้พลังงานสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Energy Building: NZEB) โดยมีแนวทางหลักดังนี้:
    • หัวใจคือการ "จัดการพลังงานจากฝั่งอาคาร" เปลี่ยนวิธีแก้ปัญหาจากการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม มาเป็นการลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในจุดที่ใช้งานมากที่สุดของประเทศ - ลดความร้อน: ออกแบบและใช้วัสดุที่ป้องกันความร้อนเข้าสู่อาคาร - เพิ่มประสิทธิภาพ: ใช้ระบบทำความเย็นและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงานสูง - บริหารจัดการอัจฉริยะ: ปรับการใช้ไฟให้สอดคล้องกับการใช้งานจริงในแต่ละช่วงเวลา
      • สนับสนุนการผลิตและใช้พลังงานสะอาดภายในอาคาร รัฐจะสนับสนุนให้ผลิตไฟฟ้าใช้เองตามศักยภาพ เช่น การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป หรือการบริหารเวลาใช้ไฟ (Load Shifting)
      • ระบบจัดกลุ่มอาคารตามระดับความประหยัด รัฐจะจัดกลุ่มอาคารตาม "การใช้พลังงานจริง" ทำหน้าที่เหมือนฉลากเบอร์ 5 สำหรับอาคาร
      • เน้น "แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ" แทนการบังคับ รัฐจะส่งเสริมให้อาคารที่ประหยัดพลังงานได้รับสิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้ เช่น
        • การลดหย่อนภาษีหรือค่าธรรมเนียมต่างๆ ของรัฐ
        • การเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับการปรับปรุงอาคาร
        • การเข้าถึงกระบวนการขออนุญาตก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคารอย่างรวดเร็วมากขึ้น
  • จะขับเคลื่อนผ่าน 5 ขั้นตอนสำคัญ:
    • ขั้นที่ 1: กำหนดมาตรฐานและระบบจัดกลุ่มอาคาร สร้างมาตรฐานการจัดระดับอาคารที่เข้าใจง่ายเสมือน "ฉลากค่าไฟของอาคาร" โดยใช้ฐานข้อมูลการใช้พลังงานจริงมาเป็นเกณฑ์
    • ขั้นที่ 2: จัดการอาคารใหม่และอาคารเดิมอย่างเป็นระบบ
      • อาคารใหม่: กำหนดมาตรฐานขั้นบันได เริ่มจากอาคารรัฐต้องเป็นต้นแบบ ตามด้วยอาคารเอกชนขนาดใหญ่ที่ต้องติดตั้งโซลาร์เซลล์ จนถึงอาคารทุกประเภทในอนาคต
      • อาคารเดิม: มุ่งเป้าไปที่การลดค่าไฟในอาคารที่มีอยู่เดิมผ่าน "โครงการปรับปรุงอาคารแห่งชาติ" โดยใช้มาตรการภาษีและการให้เอกชนเข้ามาลงทุนประหยัดพลังงาน (ESCO) เพื่อลดความเสี่ยงให้เจ้าของอาคาร
    • ขั้นที่ 3: ใช้กลไกการเงินจูงใจ สนับสนุนให้อาคารที่ลดการใช้พลังงานได้จริงได้รับผลตอบแทนที่จับต้องได้ เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การลดหย่อนภาษี รวมถึงเปิดช่องให้สร้างรายได้เสริมจากการขาย คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ในระบบ ซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS)
    • ขั้นที่ 4: พัฒนาบุคลากรและหน่วยงานเจ้าภาพ ตั้งหน่วยงานกลางเพื่อประสานงานข้ามกระทรวง และร่วมกับสภาวิชาชีพผลิตบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านอาคารประหยัดพลังงาน
    • ขั้นที่ 5: เชื่อมโยงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ทำให้อาคารของไทยเป็นสินทรัพย์ที่มีมาตรฐานสากล
  • การดำเนินการแบ่งเป็น 3 ระยะดังนี้:
    • ระยะสั้น (ปีที่ 1–3): การนำร่องโดยอาคารภาครัฐ เน้นการสร้างต้นแบบจากหน่วยงานรัฐเพื่อเป็นตัวอย่างแก่ภาคเอกชน
      • กำหนดมาตรฐานอาคารรัฐใหม่ให้เป็นอาคารประหยัดพลังงาน
      • ปรับปรุงอาคารรัฐเดิม โดยเน้นระบบทำความเย็นและระบบไฟฟ้า
      • จัดทำฐานข้อมูลพลังงานอาคารและสนับสนุนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์บนอาคาร
    • ระยะกลาง (ปีที่ 4–7): การขยายผลสู่อาคารเอกชนขนาดใหญ่ ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจปรับตัวโดยใช้มาตรการจูงใจทางการเงิน
      • ขยายมาตรฐานไปสู่อาคารเอกชนขนาดใหญ่
      • ส่งเสริมการปรับปรุงอาคารเดิมแบบคุ้มทุน
    • ระยะยาว (ปีที่ 8–15): การยกระดับสู่มาตรฐานอาคารแห่งชาติ มุ่งสู่เป้าหมายอาคารพลังงานต่ำและสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับประเทศ
      • ยกระดับมาตรฐานอาคารใหม่เป็นอาคารใช้พลังงานต่ำหรือพลังงานสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
      • ทำให้อาคารเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงในระบบไฟฟ้า

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยกระดับมาตรฐานอาคารทั่วประเทศ สู่ระบบประหยัดพลังงานสุทธิเป็นศูนย์
  • ลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในจุดที่ใช้งานมากที่สุดของประเทศ
  • ลดภาระค่าไฟของประชาชน
  • ลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ของประเทศในช่วงวิกฤต
  • อาคารที่ประหยัดไฟมากกว่าจะมีความน่าสนใจและมีมูลค่าสูงกว่าในตลาด
  • อาคารที่ประหยัดพลังงาน ได้รับสิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้
  • จะเกิดการปรับตัวโดยสมัครใจ
  • อาคารที่ลดการใช้พลังงานได้จริง ได้รับผลตอบแทนที่จับต้องได้
  • สามารถสร้างรายได้เสริมจากการขาย คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit)
  • สามารถผลิตบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านอาคารประหยัดพลังงานให้ได้ 20,000 คน
  • อาคารของไทยเป็นสินทรัพย์ที่มีมาตรฐานสากล
  • ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
  • ช่วยให้ธุรกิจไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ
  • ธุรกิจไทย พร้อมรับมือกับกฎระเบียบการค้าโลก
  • ค่าไฟภาครัฐลดลงทันที
  • มีอาคารต้นแบบให้เอกชนเห็น
  • ค่าไฟอาคารขนาดใหญ่ลดลง
  • ช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงหน้าร้อน
  • บ้านและอาคารประหยัดพลังงานในระยะยาว
  • ประเทศลดการนำเข้าพลังงาน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ใช้ไฟฟ้าหลักของประเทศ
  • ประชาชน
  • รัฐ
  • คู่ค้าและนักลงทุนข้ามชาติ
  • นักลงทุน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • สามารถผลิตบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านอาคารประหยัดพลังงานให้ได้ 20,000 คน ภายใน 5 ปี
  • การดำเนินการแบ่งเป็น 3 ระยะ:
    • ระยะสั้น (ปีที่ 1–3)
    • ระยะกลาง (ปีที่ 4–7)
    • ระยะยาว (ปีที่ 8–15)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โครงสร้างราคาพลังงานและกติกามีอุปสรรคซึ่งต้องเร่งแก้ไข
  • ระบบเดิมจำกัดโควตาการรับซื้อไฟฟ้าจากครัวเรือนไว้เพียง 90 เมกะวัตต์ ซึ่งเต็มอย่างรวดเร็วและปิดรับมานานหลายปี ทำให้ศักยภาพบนหลังคาบ้านเรือนประชาชนนับล้านหลังถูกทิ้งไว้โดยเปล่าประโยชน์ สะท้อนว่ารัฐบาลที่ผ่านมามองการผลิตไฟฟ้าของประชาชนเป็นเพียงโครงการนำร่อง ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของระบบไฟฟ้าในระยะยาว
  • ประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะรายได้ปานกลางและรายได้น้อย ไม่สามารถเข้าถึงโซลาร์เซลล์ได้เพราะขาดเงินก้อนหลักแสนบาท และระบบสินเชื่อธนาคารทั่วไปมักต้องการหลักประกันที่ครัวเรือนเหล่านี้ไม่มี
  • การพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ (LNG) นำเข้าทำให้ค่าไฟสูงและควบคุมยาก

จะทำอะไร (Action)

  • เปลี่ยนบทบาทประชาชนจากเพียง “ผู้ใช้ไฟ” เป็น “ผู้ผลิตไฟและผู้ลงทุนในระบบพลังงาน” โดยแก้ปัญหาด้านกติกาและด้านการเงินไปพร้อมกัน
  • ระบบรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากผู้ผลิตใช้เอง (Net Billing): รัฐรับซื้อไฟส่วนเกินจากโซลาร์บนหลังคาบ้านเรือนประชาชน โดยแยกคำนวณ "ไฟที่ใช้" กับ "ไฟที่ผลิตเกินแล้วขายคืน" และ ประชาชนใช้ไฟจากโครงข่ายได้ตามปกติ แต่หากผลิตไฟได้เกินความต้องการ สามารถขายคืนรัฐตามราคาที่กำหนด
  • สินเชื่อผ่านบิลค่าไฟฟ้า (On-Bill Financing: OBF): ทำให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินก้อน แต่สามารถผ่อนชำระตามหลักการความเป็นกลางของภาระค่าใช้จ่าย (Bill Neutrality)
  • ประกาศเพิ่มโควตาการรับซื้อไฟฟ้าภาคครัวเรือนในระบบ Net Billing ทันทีไม่น้อยกว่า 1,500 เมกะวัตต์
  • มอบหมายให้หน่วยงานศึกษาศักยภาพการรองรับไฟฟ้าแยกตามรายพื้นที่ โดยพิจารณาจากสถานีไฟฟ้าและจุดเชื่อมต่อจริง (ทั้งหม้อแปลง สายจำหน่าย และระดับโหลด) เพื่อกำหนดขีดความสามารถที่เหมาะสมตามข้อมูลวิศวกรรมและลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพโครงข่าย
  • นำผลการประเมินทางเทคนิคมาใช้กำหนดโควตาและราคารับซื้อแบบจำแนกพื้นที่ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนระบบที่แท้จริง (รวมถึงค่าระบบส่ง-จำหน่าย การสูญเสีย และช่วงเวลาผลิต) โดยต้องเปิดเผยสูตรคำนวณอย่างโปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
  • เชื่อมโยงระบบ Net Billing เข้ากับสินเชื่อผ่านบิลค่าไฟ (OBF) โดยเปิดให้รายได้จากการขายไฟส่วนเกินหักล้างค่างวดสินเชื่อโดยอัตโนมัติ
  • ปรับหลักเกณฑ์การจัดเก็บค่าใช้ระบบส่งและจำหน่าย (T&D Charge) จากเดิมที่คิดตามกิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ไปสู่การคิดตามกิโลวัตต์ (kW) เพื่อรักษารายได้ที่จำเป็นในการดูแลโครงข่าย และป้องกันการโยกภาระต้นทุนไปยังผู้ใช้ไฟที่ไม่สามารถติดตั้งโซลาร์ได้
  • กำหนดมาตรฐานอุปกรณ์ที่เข้าร่วม เช่น Smart Inverter ที่รองรับการควบคุมแรงดันและความถี่ รวมถึงการจำกัดกำลังส่งออกตามจุดเชื่อมต่อ และเปิดทางให้ใช้แบตเตอรี่หรือระบบควบคุมโหลดในพื้นที่อ่อนไหวเพื่อให้ระบบขยายตัวได้อย่างมั่นคง
  • กำหนดให้ Net Billing เป็นนโยบายฝั่งผู้ใช้ (Demand-side policy) โดยไม่นำไปแข่งขันกับโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ไม่ผูกกับการประมูลแบบ Big Lot และไม่ถูกดึงไปรวมกับแผนผลิตไฟฟ้า (Supply-side policy) ของภาคอุปทาน
  • วางกลไกจำกัดกำลังผลิตต่อรายหรือต่อจุดเชื่อมต่อ ห้ามการรวบรวมหลายหลังคาเรือนภายใต้นิติบุคคลเดียวเพื่อกินโควตา และเปิดเผยข้อมูลผู้ได้รับสิทธิ์ในรูปแบบ Open Data เพื่อคุ้มครองหลักการ “ไฟฟ้าประชาชน”

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นเงิน
  • ไฟส่วนเกิน...สร้างรายได้
  • เพิ่มโควตารับซื้อ เป็น 1,500 เมกะวัตต์
  • มีการปรับค่าสายส่งเป็นธรรม
  • ได้พลังงานสะอาดของประชาชนทุกคน
  • ประชาชนไม่ใช่เพียง "ผู้ซื้อ" แต่เป็น "ผู้ผลิต" ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาบ้าน
  • มีการแก้ปัญหาโครงสร้างราคาพลังงานและกติกามีอุปสรรค
  • ทำให้ประเทศไทยคว้าโอกาสจากยุคใหม่ได้
  • ไม่ทำให้ศักยภาพบนหลังคาบ้านเรือนประชาชนนับล้านหลังถูกทิ้งไว้โดยเปล่าประโยชน์
  • ประชาชน...เข้าถึงโซลาร์เซลล์ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินก้อน
  • ลดต้นทุนระบบในระยะยาว
  • เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน
  • สร้างงานในท้องถิ่น ทั้งช่างติดตั้ง นักออกแบบระบบ และเจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุง
  • ยอดรวมในบิลค่าไฟไม่เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิม
  • สร้างแรงจูงใจให้ประชาชน
  • รายได้จากการขายไฟคืนยังช่วยเร่งระยะเวลาการคืนทุนให้เร็วขึ้น
  • ช่วยลดค่าไฟของประชาชนในระยะยาว
  • ยืนยันว่าภาคประชาชนคือส่วนหนึ่งของระบบไฟฟ้าอย่างถาวร
  • ลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพโครงข่าย
  • มีการกำหนดราคารับซื้อที่สะท้อนต้นทุนจริง
  • เปิดเผยสูตรคำนวณอย่างโปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
  • รายได้จากการขายไฟส่วนเกินหักล้างค่างวดสินเชื่อโดยอัตโนมัติ
  • รักษารายได้ที่จำเป็นในการดูแลโครงข่าย
  • ป้องกันการโยกภาระต้นทุนไปยังผู้ใช้ไฟที่ไม่สามารถติดตั้งโซลาร์ได้
  • ระบบขยายตัวได้อย่างมั่นคง
  • ไม่นำไปแข่งขันกับโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่
  • ไม่ผูกกับการประมูลแบบ Big Lot
  • ไม่ถูกดึงไปรวมกับแผนผลิตไฟฟ้า (Supply-side policy) ของภาคอุปทาน
  • คุ้มครองหลักการ “ไฟฟ้าประชาชน”

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ประชาชน รายได้ปานกลางและรายได้น้อย
  • ช่างติดตั้ง
  • นักออกแบบระบบ
  • เจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุง
  • ผู้ใช้ไฟที่ไม่สามารถติดตั้งโซลาร์ได้

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ทันที (การเพิ่มโควตารับซื้อ)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ข้อจำกัดในการรองรับพลังงานสะอาด: พลังงานแสงอาทิตย์และลมมีความผันผวน ทำให้ ความเสถียรของไฟฟ้าจะลดลง และไม่สามารถเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนได้ตามเป้าหมาย
  • ความเสี่ยงด้านความมั่นคง: ระบบเดิมพึ่งพาโรงไฟฟ้าหลักมากเกินไป และ ระบบไม่สามารถตรวจจับหรือแก้ไขได้แบบ ตามเวลาจริง (Real-time)
  • ต้นทุนแฝงที่สูงขึ้น: การไม่มีระบบอัจฉริยะทำให้ต้องมีโรงไฟฟ้าสำรองจำนวนมากเพื่อรองรับความไม่แน่นอน ซึ่งกลายเป็นภาระค่าไฟฟ้าที่ส่งตรงถึงประชาชน
  • ระบบไฟฟ้าแบบเดิมไม่สามารถบริหารจัดการโหลดไฟฟ้าจาก รถยนต์ไฟฟ้า (EV), บ้านอัจฉริยะ หรือศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ประชาชนที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปยังไม่สามารถซื้อขายไฟฟ้าได้อย่างโปร่งใสและคล่องตัว

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ
  • ติดตั้งมิเตอร์ดิจิทัล
  • เปิดเสรีตลาดไฟฟ้า
  • ติดตั้ง Smart Meters ในทุกครัวเรือน
  • จัดให้มี แบตเตอรี่ขนาดใหญ่เพื่อเก็บพลังงานส่วนเกินจากพลังงานหมุนเวียน ใน ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ระดับโครงข่าย (Grid Battery Energy Storage System - Grid BESS)
  • ปรับปรุงสถานีไฟฟ้าให้สามารถตรวจจับและแก้ปัญหาได้เองอัตโนมัติ ผ่าน สถานีไฟฟ้าอัตโนมัติ (Automation Substation)
  • จัดให้มี หม้อแปลงที่มีเซนเซอร์ประสิทธิภาพสูงสำหรับตรวจจับความร้อนและปัญหาแบบเรียลไทม์ ผ่าน หม้อแปลงดิจิทัล (Digital Transformer)
  • จัดให้มี อุปกรณ์ควบคุมการเชื่อมต่อโซลาร์รูฟท็อปกับระบบไฟหลักอย่างปลอดภัย ผ่าน เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Inverter)
  • สร้างอุตสาหกรรมเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่สื่อสารกับระบบไฟฟ้าได้ ผ่าน ระบบอัดประจุไฟฟ้า (EV Chargers)
  • พัฒนา ระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management Software) และระบบความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity)
  • ใช้กลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐร่วมกับการ ร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public-Private Partnership - PPP) เพื่อเร่งสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าในประเทศ
  • การดำเนินงาน แบ่งเป็น 3 ระยะ:
  • ระยะที่ 1 (ปี 2027–2030): การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและเริ่มวางระบบ
    • ติดตั้ง Smart Meters ในพื้นที่สำคัญ
    • ปรับปรุงระบบสื่อสัญญาณของสถานีไฟฟ้าให้เป็นดิจิทัล
    • วางระบบตรวจจับโหลดรวมถึงการสูญเสียไฟฟ้าแบบเรียลไทม์
    • อัปเกรดสถานีไฟฟ้าบางส่วนให้เป็นสถานีอัตโนมัติ
  • ระยะที่ 2 (ปี 2031–2034): การเชื่อมโยงข้อมูลทั่วประเทศ และรองรับพลังงานหมุนเวียน
    • เชื่อมข้อมูลทั้งประเทศเข้ากับศูนย์ควบคุมกลาง
    • เพิ่มความสามารถในการบริหารจัดการไฟฟ้าจากโซลาร์ ลม และผู้ผลิตรายเล็ก
    • บริหารจัดการโหลดไฟฟ้าจากรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ผ่านการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าอัตโนมัติ
  • ระยะที่ 3 (ปี 2035–2038): โครงข่ายอัจฉริยะเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้าน ผลักไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาด
    • เชื่อมต่อระบบโครงข่ายของประเทศเข้ากับประเทศเพื่อนบ้าน
    • ขยายตลาดซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน
    • ผลักดันประเทศเป็นศูนย์กลางพลังงานทดแทนของภูมิภาค

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ระบบมีความเสถียร โปร่งใส และใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น
  • รองรับพลังงานหมุนเวียนที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัวจากครัวเรือนและภาคธุรกิจ
  • ประชาชนเลือกซื้อไฟได้เองอย่างคุ้มค่า
  • ตลาดไฟฟ้าเสรีเกิดขึ้นจริงอย่างมั่นคงและปลอดภัย
  • ลดการนำเข้า
  • สร้างงาน
  • เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
  • ประชาชนมองเห็นข้อมูลการใช้ไฟรายช่วงเวลาและเลือกแพ็กเกจค่าไฟได้เอง
  • เก็บพลังงานส่วนเกินจากพลังงานหมุนเวียน
  • ตรวจจับความร้อนและปัญหาแบบเรียลไทม์
  • ควบคุมการเชื่อมต่อโซลาร์รูฟท็อปกับระบบไฟหลักอย่างปลอดภัย
  • รองรับการเป็นฐานผลิต EV ของภูมิภาค
  • ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้า
  • เร่งสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าในประเทศ
  • ไฟฟ้าดับน้อยลง
  • ลดเวลาการฟื้นตัวของระบบ
  • ระบบไฟฟ้าของประเทศไทยจะก้าวสู่ความเป็น “โครงข่ายอัจฉริยะเต็มรูปแบบ”
  • ทุกครัวเรือนมี Smart Meter
  • ทุกสถานีไฟฟ้าเป็นดิจิทัล
  • โครงข่ายสามารถปรับสมดุลไฟฟ้าได้เองอย่างต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง
  • ระบบจะรองรับผู้ผลิตรายเล็กจำนวนมาก
  • พลังงานหมุนเวียนเติบโตอย่างมั่นคง
  • ระบบไฟฟ้ามีความพร้อมสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ เช่น EV, AI, โรงงานอัตโนมัติ และบริการดิจิทัลต่าง ๆ
  • ขยายตลาดซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน
  • ประเทศเป็นศูนย์กลางพลังงานทดแทนของภูมิภาค

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ภาคธุรกิจ
  • ผู้ผลิตรายย่อย (Prosumer)
  • ประเทศ
  • ภูมิภาค
  • ประเทศเพื่อนบ้าน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • การดำเนินงาน แบ่งเป็น 3 ระยะ:
  • ระยะที่ 1: ปี 2027–2030 การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและเริ่มวางระบบ
  • ระยะที่ 2: ปี 2031–2034 * การเชื่อมโยงข้อมูลทั่วประเทศ และรองรับพลังงานหมุนเวียน*
  • ระยะที่ 3: ปี 2035–2038 โครงข่ายอัจฉริยะเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้าน ผลักไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาด

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 11.1) ว่า 'ปีแรกใช้งบประมาณ 13,000 ล้านบาท/ปี ปีที่สองใช้งบประมาณ 32,000 ล้านบาท/ปี ปีที่สามใช้งบประมาณ 51,000 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ใช้กลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐร่วมกับการ ร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public-Private Partnership - PPP)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 11.1) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ และอาจเลือกใช้การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือการใช้เงินจากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย การออกพันธบัตรรัฐบาล หรือแหล่งเงินอื่น ทั้งนี้ การดำเนินการทั้งหมดจะปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะอย่างเคร่งครัด'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ค่าไฟฟ้าสูง กระทบค่าครองชีพ: ครัวเรือนและธุรกิจต้องแบกรับค่าไฟที่สูงจากโครงสร้างต้นทุน โดยเฉพาะการพึ่งพา LNG ที่มีราคาผันผวนและต้นทุนสูง
  • โครงสร้างการซื้อไฟฟ้าไม่โปร่งใส: ระบบจัดซื้อไฟฟ้าในปัจจุบันไม่เปิดเผยต้นทุนรายช่วงเวลา ทำให้ไม่สามารถเลือกไฟฟ้าต้นทุนต่ำสุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ศักยภาพพลังงานสะอาดยังใช้ไม่เต็มที่: พลังงานทางเลือกในประเทศและภูมิภาคยังถูกนำมาใช้ต่ำกว่าศักยภาพ ขณะที่ประชาชนและชุมชนยังมีบทบาทจำกัดในการผลิตไฟฟ้า

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ
  • สร้างระบบสายส่งอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อเลือกไฟต้นทุนต่ำสุด
  • เพิ่มความโปร่งใสด้วยการให้ผู้ผลิตเปิดเผยต้นทุนรายช่วงเวลา
  • เปิดทางรับซื้อไฟจากผู้ผลิตรายย่อย ชุมชน และครัวเรือน
  • สนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์กำลังการผลิต 3 kW บนโซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน
  • ให้ กฟน.–กฟภ. รับซื้อไฟส่วนเกิน
  • เพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานลมและแสงอาทิตย์จากลาวอีก 10,000 MW
  • ต่อสัญญาโรงไฟฟ้าที่หมดสัมปทานโดยไม่จ่าย Availability Payment
  • ขับเคลื่อนบทบาทไทยเป็นศูนย์กลาง ASEAN Power Grid ตามกรอบ MOU ปี 2550
  • สร้างรายได้จากการให้เช่าใช้ระบบสายส่ง
  • เพิ่มกำลังไฟฟ้าสำรองจากพลังงานทางเลือก

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ค่าไฟฟ้า 3.50 บาท ไม่ใช้เงินภาษี
  • ลดต้นทุนฐานค่าไฟ
  • ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางพลังงานสะอาดของอาเซียน
  • ลดการพึ่งพา LNG

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครัวเรือนและธุรกิจ
  • ประชาชนและชุมชน
  • ผู้ผลิตรายย่อย, ชุมชน, และครัวเรือน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ตามกรอบ MOU ปี 2550

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 22) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • ไม่ใช้เงินภาษี
  • ไม่ใช้งบประมาณรัฐ
  • รายได้จากการให้เช่าใช้ระบบสายส่ง และเพิ่มกำลังไฟฟ้าสำรองจากพลังงานทางเลือก เพื่อนำรายได้กลับมาลดค่าไฟให้ประชาชน

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 22) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก
  • ค่าไฟอ่อนไหวต่อราคาพลังงานโลก
  • ปล่อยคาร์บอนสูง
  • ความต้องการไฟฟ้าพุ่งจากดาต้าเซ็นเตอร์–AI และ อุตสาหกรรมแห่งอนาคตต่างๆ
  • ประชาชนติดปัญหาติดตั้งโซลาร์ ได้แก่ ติดตั้งยุ่งยาก, กฎ Net Metering ยังไม่เปิดจริง, ขายไฟคืนระบบได้จำกัดและราคาไม่จูงใจ, โครงสร้างตลาดไฟฟ้าเดิมไม่เปิดให้เอกชนซื้อ–ขายพลังงานสะอาดโดยตรง
  • หากไม่ปรับวันนี้ ไทยจะเสียโอกาสทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และต้นทุนค่าไฟในอนาคต

จะทำอะไร (Action)

  • ปลดล็อกพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานของทุกคน
  • ตั้งเป้าขยายกำลังผลิตโซลาร์ของประเทศ
  • สนับสนุนให้เกิดโครงการโซลาร์บนผิวน้ำเหนือเขื่อนและที่ดินเสื่อมโทรม
  • เปิดไฟฟ้าเสรีให้เอกชนซื้อไฟสะอาดได้โดยตรง
  • เร่งออกโครงสร้าง Third-Party Access ที่เป็นธรรม
  • ปลดล็อกโซลาร์รูฟท็อปสำหรับประชาชน
  • เร่งการประกาศใช้ Net Metering จริงทั่วประเทศ
  • ยกระดับระบบไฟฟ้าให้รองรับพลังงานหมุนเวียน
  • ลงทุน Smart Grid และ Battery Storage ทั่วประเทศ
  • สร้างโครงการกักเก็บไฟขนาดใหญ่เพื่อรองรับไฟฟ้าโซลาร์ที่ผลิตมากตอนกลางวัน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ทำให้ค่าไฟมั่นคงและมีแนวโน้มถูกลง
  • ลดการปล่อยคาร์บอนนับร้อยล้านตันต่อปี
  • คุณภาพอากาศดีขึ้น
  • ลดมลพิษจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ทั้งในเมืองอุตสาหกรรมและเมืองใหญ่
  • ไทยใช้ศักยภาพแสงแดดของประเทศให้เกิดประโยชน์จริง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การจ้างงาน และความมั่นคงทางพลังงาน
  • ไทยกลายเป็น Green Digital Hub ของเอเชีย ดึงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์–AI–คลาวด์ จากทั่วโลก
  • ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้ง่าย ขายไฟส่วนเกินคืนระบบได้ ประหยัดค่าไฟ + มีรายได้เพิ่ม
  • เดินหน้าสู่เป้าหมาย NDC และ Net Zero ได้อย่างน่าเชื่อถือ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • เอกชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 39) ว่า '1,000 ล้านบาท/ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 39) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ค่าไฟของคนไทยยังสูงเพราะโครงสร้างระบบพลังงานที่บิดเบี้ยว
  • พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้า
  • ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้าจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง
  • ต้นทุนระบบสายส่งและค่าบริการแพง
  • ต้นทุนก๊าซธรรมชาติยังแพง

จะทำอะไร (Action)

  • ลดต้นทุนการผลิตด้วยพลังงานแสงอาทิตย์อย่างจริงจัง
  • เปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้าจากโซลาร์
  • เปิดให้ประชาชนและธุรกิจขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าระบบ
  • ปรับโครงสร้างต้นทุนของทั้ง 3 การไฟฟ้า
  • ลดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน
  • ทบทวนค่าส่งไฟ (transmission and distribution) และค่าบริการที่ประชาชนต้องจ่าย
  • เปลี่ยนบทบาทรัฐวิสาหกิจจากการสะสมกำไร มาเป็นเครื่องมือพยุงค่าครองชีพและเศรษฐกิจ
  • ลดต้นทุนก๊าซ ด้วยการหาแหล่ง LNG ราคาถูกกว่า เช่น สหรัฐอเมริกา
  • เร่งกระจายแหล่งนำเข้า LNG จากตลาดที่มีราคาต่ำกว่า
  • ลดการผูกขาดสัญญาระยะยาวราคาแพง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ค่าไฟฟ้าลดลง
  • ต้นทุนการผลิตไฟโดยรวมถูกลง
  • เพิ่มอำนาจต่อรองของประเทศ
  • ลดต้นทุนการผลิตด้วยพลังงานแสงอาทิตย์
  • ประชาชนและธุรกิจขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าระบบอย่างทั่วถึง
  • ลดต้นทุนก๊าซ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ธุรกิจ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 40) ว่า 'ไม่ใช้งบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 40) ว่า 'เป็นการบริหารทิศทางและนโยบายทั้งบุคลากรและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อบรรลุเป้าหมายของนโยบาย โดยไม่ใช้งบประมาณ'

ภูมิใจไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ราคาพลังงาน โดยเฉพาะไฟฟ้า ถือเป็นรายจ่ายสำคัญสำหรับครอบครัวคนไทยทั่วประเทศกว่า 29 ล้านครัวเรือน
  • การที่ไฟฟ้า ต้องผ่านหน่วยงานต่างๆ ที่จะคิดค่าดำเนินการ และค่าภาษี ทำให้ค่าไฟฟ้ามีราคาแพงขึ้น

จะทำอะไร (Action)

  • มาตรการดำเนินการโดย พลังงานสีเขียว (Direct PPA)
  • ทำโซล่าเซลล์ชุมชน ส่งไฟฟ้าเข้าบ้านเรือนตรงถึงประชาชน ไม่ต้องผ่านหน่วยงานต่างๆ ที่จะคิดค่าดำเนินการ และค่าภาษี

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประชาชนจะจ่ายค่าไฟต่ำกว่า 3 บาทต่อยูนิต สำหรับ 200 ยูนิตแรก
  • ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครอบครัวคนไทยทั่วประเทศกว่า 29 ล้านครัวเรือน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 6) ว่า '63,360 ล้านบาทต่อปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 6) ว่า

  • 'งบประมาณรายจ่ายประจำปี'
  • 'รายได้จากพลังงานสะอาด โซลาร์เซลล์ ลดต้นทุนไฟฟ้า ได้บางส่วน'
รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

รื้อต้นทุนราคาก๊าซผลิตไฟ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ค่าไฟถูก 3.3 บาท/ต่อหน่วย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 13) ว่า 'ไม่มีการใช้งบประมาณ แต่เป็นการออกกฎหมาย และใช้วิธีบริหารจัดการต้นทุนให้เป็นธรรม'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 13) ว่า 'ไม่มีการใช้งบประมาณ แต่ถ้ามีก็จะใช้จากงบประมาณประจำปี'

รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

ไม่ระบุ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

เสรีโซลาร์ไม่ต้องขออนุญาต ค่าไฟถูกได้อีก

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 12) ว่า 'ไม่มีการใช้งบประมาณ แต่เป็นการออกกฎหมายที่เป็นธรรมให้กับประชาชน'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 12) ว่า 'ไม่มีการใช้งบประมาณ แต่ถ้ามีก็จะใช้จากงบประมาณประจำปี'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ในอดีตต้นทุนเชื้อเพลิงและค่า Ft แกว่งแรงจากทั้งอัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมัน และราคา Pool Gas จนเกิดภาระสะสมเป็นช่วง ๆ ในระดับหลายหมื่นล้านบาท
  • เมื่อเชื้อเพลิงสูงกว่าแผน เช่นกรณี Pool Gas สูงกว่าแผนจาก 443 เป็น 495 บาทต่อล้านบีทียู ก็ส่งผลต่อภาระต้นทุนจำนวนมาก
  • ปลายน้ำอย่างการลดหย่อนช่วยได้เฉพาะช่วงที่รัฐมีงบ แต่ต้นน้ำอย่างโครงสร้างเชื้อเพลิงและโครงข่ายจะเปลี่ยนเสถียรภาพของระบบระยะยาว
  • ก๊าซธรรมชาติในประเทศและการจัดหา LNG แบบสัญญาและสปอตมีต้นทุนต่างกันสูงมาก และเมื่อระบบต้องพึ่งพา Spot LNG ราคาอาจพุ่งไปในช่วงสูงมาก
  • แรงต้านจากผู้ได้ประโยชน์จากโครงสร้างเดิม โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับสัญญาจัดหาเชื้อเพลิง เงื่อนไขค่าผ่านท่อ และการกระจายผลประโยชน์ระหว่างภาคไฟฟ้า อุตสาหกรรม และครัวเรือน
  • ข้อจำกัดโครงข่าย เช่นคอขวดแรงดันและความพร้อมของระบบรับซื้อไฟฟ้าคืน หากเปิดเสรีแบบไม่ลงทุน โครงข่ายจะรับไม่ไหว
  • การลงทุนโครงข่ายก้อนใหญ่ถ้าบริหารไม่ดีจะกลายเป็นภาระหนี้
  • ความผันผวนของเชื้อเพลิงและอัตราแลกเปลี่ยนสามารถสร้างภาระสะสมระดับหลายหมื่นล้านบาทในช่วงสั้น ๆ
  • อัตราแลกเปลี่ยนและเชื้อเพลิงเป็นตัวขยายต้นทุนค่าไฟอย่างมีนัยสำคัญ
  • ราคาไฟฟ้าในระบบไทยถูกกำหนดโดยต้นทุนเชื้อเพลิงส่วนเพิ่มในบางช่วงเวลาเป็นหลัก และในหลายช่วงปีที่ผ่านมาความผันผวนของก๊าซและ LNG โดยเฉพาะส่วนที่ผูกกับตลาดสปอตและอัตราแลกเปลี่ยน ได้กลายเป็นตัวผลักภาระไปสู่ค่าไฟผ่านกลไกต้นทุนเชื้อเพลิงรวม มากกว่าจะเป็นประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าจริง
  • หัวใจเชิงเทคนิคของ Gas Pool ที่เป็นปัญหาคือการ “เฉลี่ยต้นทุน” ของก๊าซหลายแหล่งและหลายสัญญาเข้าด้วยกันจนกลายเป็นราคาเฉลี่ยก้อนเดียว แล้วส่งผ่านไปยังค่าไฟ/อุตสาหกรรม/ผู้ใช้แต่ละกลุ่มด้วยกติกาที่ซับซ้อนจนสาธารณะตรวจสอบยาก
  • ราคาไฟฟ้า “เลิกเป็นราคาเฉลี่ยที่ซ่อนต้นทุนจริง”
    • “การอุดหนุนแบบตัดราคา” ที่ทำให้เกิด “ติดล็อกเดิม”
  • “ความรู้สึกไม่เป็นธรรมของครัวเรือนใหญ่หรือกิจการที่จำเป็นต้องใช้ไฟเพื่อยังชีพ”
  • ถ้าสมาร์ตมิเตอร์เป็นเพียงอุปกรณ์เก็บข้อมูลให้รัฐ แต่ผู้ใช้ไฟไม่เห็นข้อมูลเรียลไทม์และไม่สามารถใช้ลดบิลได้จริง โครงการจะถูกต่อต้าน
  • ถ้า ไม่มีกติกาวัดผลที่โปร่งใส จะถูกมองว่าเอื้อรายใหญ่
  • ข้อครหาว่ารัฐใช้ TOU เป็นข้ออ้างขึ้นราคาเฉย ๆ
  • P_on ต้องไม่สูงจนกลายเป็นโทษสำหรับคนที่หลบไม่ได้
  • ถ้าต้นทุนเชื้อเพลิงยังถูกเฉลี่ยมั่ว ระบบจะไม่เห็น Marginal Cost จริง และ TOU จะกลายเป็นเครื่องมือเก็บเงินแทนที่จะเป็นเครื่องมือประหยัดต้นทุน
  • เพื่อให้ความเป็นธรรมไม่ใช่ความเท่ากันแบบทื่อ ๆ
  • ถ้าข้อมูลถูกผูกขาด การแข่งขันเพื่อช่วยประชาชนลดค่าไฟจะไม่เกิด
  • ไม่ใช่เปิดตลาดให้เฉพาะโรงงานใหญ่
  • กันการต่อต้านและกันความเสียหายต่อคนที่ยังไม่มีอุปกรณ์หรือความรู้ในการย้ายโหลด
  • ไม่ให้ TOU กลายเป็นการขึ้นราคากลาย ๆ
  • สังคมจะมองว่าเป็นการขึ้นราคาแฝง
  • ไม่ใช่ปล่อยให้รับโทษราคาแพงอย่างเดียว
  • ความผิดพลาดเล็ก ๆ จะกลายเป็นความไม่ไว้วางใจใหญ่ทันที
  • “กรอบโครงการ” ในทางปฏิบัติสามารถติดเพดานได้ เช่นกรณีโครงการโซลาร์ภาคประชาชนที่มีการระบุเป้าหมายรับซื้อรวม
  • Decentralized Energy ที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับการลดต้นทุนระบบจะถูกโจมตีว่าเพิ่มภาระโครงข่าย
  • การผูกขาด
  • การจำกัดด้วย “เพดานรับซื้อรวม” แบบโครงการชั่วคราวที่ทำให้เกิดความไม่แน่นอน
  • เมื่อถึงเป้าหมายรับซื้อ การดำเนินการของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายอาจหยุดรับใหม่หรือสงวนสิทธิยกเลิกคำขอ
  • ถ้าข้อมูลถูกผูกไว้ที่ผู้ดำเนินโครงข่าย ฝั่งประชาชนจะไม่มีทางแข่งขันได้
  • หากเกิดความผิดพลาดในการวัดหน่วย การคิดเงิน หรือการล่าช้าเกินกรอบเวลา
  • อุปสรรคการขอใบอนุญาตโรงงานสำหรับโซลาร์รูฟท็อป
  • ภาระตีความรายพื้นที่
  • การไฟฟ้าใช้เหตุเทคนิคแบบไม่โปร่งใสในการปฏิเสธ
  • โครงข่ายระดับจำหน่ายบางจุดรับไฟย้อนกลับไม่ไหว หากไม่มีการลงทุน โครงการจะติดคอขวดและกลับไปสู่การผูกขาดโดยข้อจำกัดทางเทคนิค
  • การเปิดเสรีถูกใช้เป็นช่องเก็งกำไร
  • “กติกาการชำระเงินพลังงานส่วนเกิน” ไม่ชัดและยุติธรรม
  • การรับซื้อแบบแยกซื้อ (net billing แบบจ่ายอัตรารับซื้อ) มักทำให้ผลตอบแทนขึ้นกับสัดส่วนการใช้เอง
  • คนส่วนใหญ่ผลิตกลางวันแต่ใช้หนักตอนเย็น
  • การใช้เป็นเครื่องมือธุรกิจไฟฟ้าเงา
  • P_export ไม่ถูกกดต่ำจนประชาชนไม่มีแรงจูงใจ
  • การผลิตเกินเพื่อขายอย่างเดียว
  • พลังงานกระจายศูนย์อาจกลายเป็น “ทุนกระจายศูนย์” คือมีผู้พัฒนาไปเช่าหลังคาและกินผลตอบแทนแทนเจ้าของพื้นที่
  • การฮุบ
  • ถ้าทำแบบปล่อยเสรีทันทีจะกระทบความมั่นคงระบบ
  • คนมีทุนติดโซลาร์เลี่ยงภาระโครงข่ายแล้วผลักต้นทุนให้คนจน
  • ทำให้คนจนได้ประโยชน์จริง ไม่ใช่ได้ประโยชน์ทางอ้อมเท่านั้น
  • คนส่วนใหญ่ไม่ได้ติดโซลาร์หรือทำโรงไฟฟ้าชุมชนไม่ได้เพราะไม่เข้าใจสิทธิ แต่เพราะไม่มีเงินก้อน ไม่มีเครดิตที่ธนาคารรับ และกลัวความเสี่ยงด้านกติกาหรือรายได้ไม่แน่นอน
  • คนที่เข้าถึงทุนก่อนคือคนที่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์พลังงานก่อน และแนวคิดสังคมแห่งการเป็นเจ้าของจะถูกบิดเป็น “ตลาดหลังคาของคนมีทุน”
  • คนไม่ล้ม (ในการผ่อนชำระ)
  • ผลิตไฟได้น้อย (ในบางเดือน)
  • ความเสี่ยงด้านฤดูกาลและพฤติกรรมใช้ไฟที่เปลี่ยน
  • ซ่อนค่าใช้จ่าย
  • ไม่รับประกันผลงานขั้นต่ำของระบบ
  • เกิดเหตุสุดวิสัย
  • ข้อมูลถูกล็อกโดยผู้ติดตั้ง
  • บางกิจการใช้ไฟช่วงพีกสูง บางกิจการใช้กลางวันพอดีกับโซลาร์
  • ความผันผวนของยอดขายและฤดูกาลผลิต
  • การเอาเปรียบ SME ด้วยค่าใช้จ่ายแฝงของผู้ให้บริการติดตั้งและบำรุงรักษา
  • การขายฝัน
  • ถ้าเป็นหนี้ล้วน ความเสี่ยงจะตกกับชุมชนและเกิดการยึดทรัพย์หรือการฮุบโดยเอกชนในที่สุด
  • การครอบงำ
  • การฮุบเชิงอำนาจ
  • ถ้าเกิดผิดนัดชำระแล้วทรัพย์สินพลังงานถูกยึดไปอยู่กับนายทุนหรือผู้ให้บริการติดตั้ง นั่นจะทำลายความชอบธรรมทั้งหมด
  • สินทรัพย์ที่หยุดทำงานคือสาเหตุของหนี้เสียถาวร
  • ถ้าเงินไหลเข้าโครงการแต่ถูกฮุบ ความชอบธรรมจะพัง
  • การทำเป็นสินทรัพย์เก็งกำไร
  • นอมินี
  • ผู้พัฒนาเอกชนกินส่วนแบ่งจนชุมชนไม่เหลือ “ความเป็นเจ้าของเชิงเศรษฐกิจ” จริง
  • การทุจริตและการล็อกสเปก
  • เงินออกจริงและไม่กลายเป็นกองทุนตั้งแล้วไม่เดิน
  • พอร์ตเริ่มเสี่ยง
  • นโยบายที่ออกแบบดีแต่ไม่มีธรรมาภิบาลทำให้ข้อมูลไม่เปิด ตรวจสอบไม่ได้ และกติกาถูกบิดกลับด้วยอำนาจผูกขาดหรือเครือข่ายผลประโยชน์
  • ประชาชนได้สิทธิบนกระดาษ แต่ใช้จริงไม่ได้ หรือใช้ได้ช่วงหนึ่งแล้วถูกปิดด้วยเหตุผลเชิงเทคนิค/เชิงกฎหมาย/เชิงสัญญาที่สาธารณะมองไม่เห็น
  • รัฐไทยมักขาดผู้แทนผู้ใช้ไฟครัวเรือน ผู้แทน SME ผู้แทนท้องถิ่น/สหกรณ์พลังงาน และผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลและการตรวจสอบสัญญา
  • เป็น “องค์กรเพิ่ม”
  • ข้อมูลไม่เปิดในรูปที่สาธารณะตรวจสอบได้จริง ไม่ใช่เปิดเป็น PDF ที่ไม่มีโครงสร้าง
  • การใช้คำว่าเทคนิคเป็นข้ออ้างปฏิเสธสิทธิ
  • ถ้าข้อมูลถูกผูกขาด การแข่งขันช่วยประชาชนลดค่าไฟจะไม่เกิด
  • สิทธิ Right to Connect และ Right to Sell จะเกิดจริงได้ก็ต่อเมื่อมี SLA ชัด และมีผลทางการเงิน/ทางปกครองเมื่อหน่วยงานไม่ทำตาม
  • การลงโทษบุคคลรายกรณีที่ทำไม่ได้จริง
  • ประชาชนต้องไปฟ้องเอง
  • หากไม่ตรวจสอบสัญญา การรื้อ Gas Pool และการทำค่าไฟแบบสะท้อนต้นทุนจะถูกบิด เพราะต้นทุนตั้งต้นอาจถูกทำให้สูงโดยไม่จำเป็น
  • ต้นทุนถูกซ่อนอยู่หลังคำว่าเชื้อเพลิงแพงเฉย ๆ
  • ถ้าทำด้วยการออกใบอนุญาตถาวรทันที ระบบจะเสี่ยงทั้งความมั่นคงและความเหลื่อมล้ำ เพราะรายใหญ่จะชนะด้วยทุนและกฎหมายก่อน
  • การเป็นโครงการโชว์
  • การผูกขาดในพลังงานไม่ได้เกิดแค่จากจำนวนบริษัท แต่เกิดจากการคุมข้อมูล คุมการเข้าถึงโครงข่าย และคุมสัญญาระยะยาว
  • การซ่อนกำไรหรือการใช้ค่าใช้โครงข่ายเป็นเครื่องมือกีดกันการแข่งขัน
  • การกักสิทธิและเก็งกำไรความจุโครงข่าย
  • นอมินีและการรวมศูนย์เงียบ
  • เมื่อระบบเข้าสู่ TOU/DR/ขายไฟคืน ความผิดพลาดด้านมิเตอร์และการชำระบัญชีจะเกิดได้ง่าย ถ้าปล่อยให้ประชาชนต้องไปยื่นเรื่องเอง ระบบจะถูกต่อต้าน
  • ธรรมาภิบาลจะไม่ยั่งยืนหากถูกใช้เป็นเครื่องมือการเมือง
  • การแปรรูปผลประโยชน์กลับไปสู่ทุนผูกขาด
    • ความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงสิทธิพลังงานประชาชน
    • ความเสี่ยงด้านราคาเชื้อเพลิงและอัตราแลกเปลี่ยนไหลผ่านสู่ค่าไฟแบบไร้กลไกดูดซับ
    • ความผันผวนจะย้อนกลับมาทำลายความเชื่อมั่นของสังคมทุกครั้งที่เกิดวิกฤตโลก
    • การเก็งกำไร
    • การเมืองแทรก
    • ข้อครหาว่าการ hedge เป็นภาระ
    • เหตุฉุกเฉิน เช่นการขาดแหลนเชื้อเพลิงหรือการหยุดชะงักของโลจิสติกส์
    • ผู้ประกอบการ ถูกบังคับสูตรเดียว
    • การใช้เครื่องมือความเสี่ยงเป็นเครื่องมือการเมือง
    • การใช้กองทุนเสถียรภาพเพื่อกดราคาเกินกรอบเป้าหมายเพื่อคะแนนนิยม
    • การเพิ่มสัดส่วน hedge นอกนโยบายโดยไม่ผ่านการเปิดเผย
    • ประเทศไทยต้องเผชิญปัญหาค่าครองชีพด้านพลังงานซ้ำซาก
    • “ต้นน้ำของราคาพลังงาน” ถูกกำหนดโดยโครงสร้างเชื้อเพลิง ตลาด และกติกาที่ประชาชนไม่มีอำนาจต่อรอง
    • รัฐเองขาดเครื่องมือจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ
    • การเฉลี่ยความเสี่ยงแบบเหมารวมที่ผลักภาระไปตกอยู่กับครัวเรือนและ SME อย่างไม่เป็นธรรม
    • ระบบราคาเฉลี่ยที่ซ่อนต้นทุนจริง
    • ข้อจำกัดทางเทคนิคกลายเป็นเครื่องมือผูกขาด
    • การผูกขาดเชิงข้อมูลและเชิงกติกา
    • ค่าไฟผันผวนตามโชคชะตาตลาดโลก

จะทำอะไร (Action)

  • รื้อโครงสร้างราคาและกำกับตลาดก๊าซและค่าไฟ
  • เปลี่ยนโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าไปสู่ระบบกระจายศูนย์และโครงข่ายอัจฉริยะ
  • ติดตั้งสมาร์ตมิเตอร์และระบบสื่อสารข้อมูลเพื่อรองรับการซื้อขายไฟกลับเข้าระบบและการคิดราคาตามช่วงเวลา
  • อัปเกรดโครงข่ายระดับจำหน่ายและสถานีย่อยในพื้นที่ที่มีศักยภาพโซลาร์สูงเพื่อกันปัญหาแรงดันย้อนและคอขวดทางเทคนิค
  • จัดตั้ง กองทุนหมุนเวียนพลังงานชุมชนเพื่อให้ท้องถิ่น สหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชนเข้าถึงเงินทุนต้นทุนต่ำสำหรับ Solar Rooftop และชีวมวลขนาดเล็ก
  • ทำให้ต้นทุนสะท้อนจริงอย่างเป็นธรรมและแยกภาระให้ถูกกลุ่ม
  • กันส่วนหนึ่งของรายได้ระบบเป็นกองทุนลงทุนโครงข่ายเพื่อรองรับพลังงานกระจายศูนย์
  • ร่วมลงทุนกับท้องถิ่นและประชาชนผ่านสหกรณ์พลังงาน โดยให้รัฐทำหน้าที่ลดต้นทุนดอกเบี้ยและลดความเสี่ยงระยะเริ่มต้น
  • ผ่อนปรนกฎเกณฑ์การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
  • ทำให้ครัวเรือนและ SME ไม่ถูกผลักภาระต้นทุนเชื้อเพลิงไปกองอยู่ในค่าไฟมากเกินความเป็นธรรม
  • การรื้อโครงสร้าง Gas Pool ต้องทำให้เห็นว่าใครใช้ก๊าซประเภทใด ใช้เพื่ออะไร และควรรับภาระต้นทุนระดับไหนอย่างโปร่งใส รวมถึงเชื่อมกับข้อมูลราคา Pool Gas และตัวชี้วัดอย่าง Energy Pool Price ที่ กกพ. เผยแพร่
  • สร้างอธิปไตยทางพลังงานในความหมายใหม่ คืออธิปไตยของประชาชนและชุมชนในการเป็นเจ้าของแหล่งผลิตบางส่วนจริง
  • ทำให้ Fixed Cost Crusher ในบัตรประชาชน Max กลายเป็นเครื่องมือเสริม ไม่ใช่เครื่องมือหลัก
  • ทำให้การคำนวณเปิดเผย ตรวจสอบได้ และมีคณะกรรมการอิสระร่วมกับผู้แทนผู้ใช้ไฟกลุ่มครัวเรือนและ SME ในการกำกับการเปลี่ยนผ่าน
  • ผูก Decentralized Energy Grid กับงบสมาร์ตมิเตอร์และการอัปเกรดโครงข่ายเป็นแพ็กเดียว
  • กำหนดมาตรฐานการเชื่อมต่อที่เป็นธรรม ไม่ใช้ข้ออ้างทางเทคนิคเพื่อปิดกั้นการแข่งขัน
  • แบ่งลงทุนเป็นเฟสและผูกกับผลลัพธ์ที่วัดได้
  • เริ่มจากการแยกต้นทุนก๊าซตามวัตถุประสงค์การใช้และตามประเภทแหล่งจัดหาอย่างชัดเจน
  • เปิดเผยสูตรและสมมติฐานที่เชื่อมกับราคา Pool Gas และดัชนีที่ กกพ. เผยแพร่
  • ปรับโครงสร้างการส่งผ่านต้นทุนไปยังค่าไฟให้มีเพดานความผันผวนสำหรับครัวเรือนและ SME โดยไม่บิดเบือนสัญญาณราคาให้ภาคที่มีศักยภาพบริหารความเสี่ยงทำแทน
  • ผูกกับระบบข้อมูลต้นทุนเชื้อเพลิงที่สาธารณะเข้าถึงได้
  • ขยับจากการเฉลี่ยต้นทุนไปสู่ค่าไฟที่สะท้อนต้นทุนโครงข่ายและต้นทุนพลังงานในเวลานั้น
  • ทำควบคู่กับสมาร์ตมิเตอร์และอัตราตามช่วงเวลาในพื้นที่นำร่อง
  • ยังคงหลักคุ้มครองผู้ใช้ไฟเปราะบางด้วยอัตราพื้นฐานที่พออยู่ได้
  • ตั้งระบบสหกรณ์พลังงานและโครงการพลังงานชุมชนที่เชื่อมกับช่องทางรับซื้อไฟฟ้าที่รัฐเคยใช้ในโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน
  • อัปเกรดไปสู่กติกาซื้อขายไฟคืนที่เป็นธรรม
  • ลดอุปสรรคทางใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น
  • รัฐจัดวางกติกาการจัดหา LNG ที่ลดสัดส่วนการพึ่งพา Spot ในช่วงวิกฤต
  • ใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านราคาและอัตราแลกเปลี่ยนอย่างโปร่งใส
  • ไม่ใช่การไป “กดราคา” ด้วยเงินรัฐ แต่เป็นการรื้อ “สูตรแบ่งภาระ” ให้สะท้อนความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคม
  • นโยบายนี้ เสนอให้แยกเชื้อเพลิงก๊าซออกเป็นสามตะกร้าอย่างน้อย
  • “เลิกเฉลี่ยความเสี่ยง” แบบไม่ตั้งใจ แล้วเปลี่ยนเป็น “แบ่งความเสี่ยงตามศักยภาพในการรับความเสี่ยง”
  • เปิดสูตร เปิดข้อมูล และกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้จัดหาเชื้อเพลิงให้ชัด
  • กำหนดให้มี “มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลเชื้อเพลิงของระบบไฟฟ้า” ซึ่งรวมถึงราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของแต่ละตะกร้า ปริมาณการใช้จริง สัดส่วนสปอต ต้นทุนอัตราแลกเปลี่ยน และผลของการทำสัญญาประกันความเสี่ยง
  • เผยแพร่ข้อมูลทั้งหมดรายเดือน
  • จัดสรรสิทธิการเข้าถึง Base Gas สำหรับครัวเรือนและ SME ผ่านโควตาเชิงสิทธิ โดยนิยามเป็นสิทธิพลังงานพื้นฐาน ไม่ใช่การอุดหนุน เช่นครัวเรือนทุกหลังคาเรือนได้รับ “สิทธิพลังงานก๊าซฐาน” เทียบเท่าพลังงานไฟฟ้า X หน่วยต่อเดือนในรูปของกรอบต้นทุนเชื้อเพลิงฐานที่รัฐกำกับให้ส่งผ่านราคาต่ำสุด
  • จัดสรร โควตานี้ให้ถูกรวมอยู่ในโครงสร้างค่าไฟแบบขั้นบันไดและแบบเวลาใช้จริงในอนาคต
  • สร้างวินัยการจัดหา LNG เพื่อลดสัดส่วน Spot ในช่วงวิกฤต
  • กำหนด “กรอบสัดส่วน Spot สูงสุด” ที่ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ เช่นในสภาวะปกติไม่ให้เกิน Y เปอร์เซ็นต์ของการใช้ก๊าซภาคไฟฟ้า หากจำเป็นต้องเกิน ให้ต้องรายงานสาธารณะพร้อมเหตุผลและแผนดึงกลับ รวมถึงต้องเปิดผลต่างต้นทุนว่าการเกินกรอบนั้นเพิ่มภาระกี่บาทต่อหน่วย
  • ตั้ง “กองทุนกันชนเชื้อเพลิง” ที่ทำหน้าที่เหมือน Stabilization Fund กล่าวคือสะสมส่วนต่างในช่วงที่ต้นทุนต่ำกว่ากรอบอ้างอิง และนำออกมาใช้เฉพาะช่วงที่ต้นทุนสูงเกินกรอบ
  • ทุกการใช้เงินต้องถูกผูกกับเพดานเวลาและแผนคืนกองทุน เพื่อกันการเมืองนำไปใช้เป็นเครื่องมือกดราคาเพื่อคะแนนนิยม
  • กำหนดต้นทุนก๊าซเฉลี่ยของแต่ละตะกร้าเป็น C1 = ต้นทุน Base Gas หน่วยบาทต่อ MMBtu C2 = ต้นทุน Contract LNG หน่วยบาทต่อ MMBtu C3 = ต้นทุน Spot LNG หน่วยบาทต่อ MMBtu
  • กำหนดสัดส่วนการจัดสรรก๊าซให้แต่ละกลุ่มผู้ใช้เป็นน้ำหนัก
  • นโยบายนี้ ทำให้ w3h ต่ำมากหรือเป็นศูนย์ในโควตาพลังงานพื้นฐาน และหากต้องมี w3h ให้เกิดเฉพาะกับการใช้ไฟเกินโควตาหรือในช่วงเวลาพีกที่ผู้ใช้เลือกจะใช้เอง
  • แปลงต้นทุนก๊าซเป็นต้นทุนไฟฟ้าต่อหน่วยด้วยอัตรา Heat Rate ของโรงไฟฟ้าและประสิทธิภาพระบบ
  • มีสูตร “เพดานการแกว่ง” ที่ประกาศล่วงหน้า เช่นกำหนดกรอบเป้าหมายต้นทุนเชื้อเพลิงฐานต่อ kWh สำหรับครัวเรือนในไตรมาสนั้น
  • หากต้นทุนจริงเกินกรอบ ให้กองทุนกันชนช่วยพยุงเฉพาะส่วนเกิน และหากต่ำกว่ากรอบ ให้สะสมกลับเข้ากองทุนโดยอัตโนมัติ
  • ต้องมีกลไก audit และการคืนเงินอัตโนมัติ ไม่ใช่ให้ประชาชนไปฟ้องเอง
  • โควตา Base Gas ต้องมีเพดานต่อครัวเรือนและต่อ SME และต้องเชื่อมกับนิยามกิจการจริง
  • กองทุนกันชนเชื้อเพลิงต้องมีวินัยการเติมและการถอนแบบอัตโนมัติ ไม่ใช่ตัดสินใจตามการเมือง
  • ต้องประกาศเสมอว่าเงินกองทุนมีเท่าไร ใช้ไปเท่าไร และต้องคืนเมื่อไร
  • การลดสัดส่วน Spot ต้องทำได้จริงด้วยแผนจัดหา ไม่ใช่คำประกาศ ดังนั้นต้องล็อก KPI ของผู้จัดหาและผู้วางแผนเชื้อเพลิง หากเกินกรอบต้องมีบทลงโทษเชิงสัญญาหรือเชิงธรรมาภิบาล
  • การรื้อ Gas Pool ต้องไม่ทำให้ความมั่นคงระบบไฟฟ้าเสียหาย จึงต้องทำควบคู่กับมาตรการฝั่งอุปสงค์ เช่น Time-of-Use และ Demand Response ในหัวข้อโครงสร้างค่าไฟใหม่
  • ทำให้เกิดการเปิดเผยข้อมูลและร่างกติกาแบ่งตะกร้าก๊าซ
  • ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปโครงสร้างต้นทุนเชื้อเพลิงที่มีผู้แทนผู้ใช้ไฟครัวเรือนและ SME เข้าไปเป็นกรรมการร่วม
  • ออกประกาศกำกับการจัดสรร Base Gas และกำหนดโควตาสิทธิพลังงานฐาน
  • เริ่มแดชบอร์ดต้นทุนเชื้อเพลิงสาธารณะรายเดือน
  • เริ่มทดลองกรอบเพดานความผันผวนด้วยกองทุนกันชนในพื้นที่นำร่อง
  • ปรับสูตรส่งผ่านต้นทุนค่าไฟให้แยกต้นทุนฐานกับต้นทุนส่วนเพิ่มชัดเจน
  • จัดให้มี ระบบชดเชยกรณีคำนวณผิด
  • กำหนด KPI ลดสัดส่วน Spot พร้อมรายงานสาธารณะรายไตรมาส
  • เปลี่ยนค่าไฟเป็น “โครงสร้างราคาที่สะท้อนต้นทุนตามเวลาและพฤติกรรมการใช้” โดยยังคงหลักความเป็นธรรมเชิงสังคมไว้เป็นฐาน
  • ออกแบบโครงสร้างราคา ทำให้ผู้ใช้ไฟทั้งประเทศเห็นสัญญาณต้นทุนจริงของระบบ โดยเฉพาะต้นทุนช่วงพีกที่เป็นตัวเรียกใช้เชื้อเพลิงส่วนเพิ่มและโรงไฟฟ้าสำรองราคาแพง
  • ออกแบบโครงสร้างราคา ทำให้ครัวเรือนและ SME ซึ่งเป็นผู้ใช้ที่ต่อรองไม่ได้ “ไม่ถูกบังคับให้รับความผันผวน” แต่ได้รับสิทธิพลังงานฐานที่คาดการณ์ได้ และมีเครื่องมือทางพฤติกรรมให้ลดค่าไฟได้จริงโดยไม่ต้องรอรัฐอุดหนุนปลายน้ำ
  • ออกแบบ พลังงานฐานเพื่อการดำรงชีวิตและการทำมาหากินขั้นต่ำ ให้มีราคาที่นิ่งและคาดการณ์ได้ และต้องถูกออกแบบให้สะท้อนต้นทุนจาก Base/Stable Fuel ที่ได้จากการรื้อ Gas Pool
  • ออกแบบราคาชั้นที่หนึ่ง ห้ามปนความผันผวนจาก Marginal Fuel โดยอัตโนมัติ
  • กำหนด ราคาตามเวลาและต้นทุนระบบ ให้ ทำหน้าที่เป็นสัญญาณพฤติกรรม กล่าวคือถ้าใช้ไฟช่วงพีกที่ระบบแพงจริงก็ต้องสะท้อนแพงขึ้น แต่ถ้าย้ายไปช่วง Off-peak ที่ต้นทุนต่ำกว่าก็ต้องถูกลงอย่างชัดเจน
  • จัดให้มี กลไกตอบแทนการช่วยระบบ หรือ Demand Response ที่แยกออกจากราคาไฟปกติ กล่าวคือผู้ใช้ไฟไม่ควรถูกบังคับให้รับราคาแพงอย่างเดียว แต่ต้องมีสิทธิ “เลือกช่วยระบบ” ด้วยการลด/เลื่อนโหลดในช่วงวิกฤต แล้วได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินหรือเป็นเครดิต
    • ออกแบบอัตราไฟฟ้าครัวเรือนและ SME ให้มี Baseline Block ที่ชัด
  • กำหนดโควตาหน่วยไฟต่อเดือนที่จัดเป็นสิทธิฐานในอัตรานิ่ง
  • เข้าสู่ช่วง TOU/Time-based ที่สะท้อนต้นทุนจริง
  • ออกแบบโควตาต้องมีเหตุผลเชิงสังคม เช่นเชื่อมกับจำนวนสมาชิกครัวเรือนหรือประเภทกิจการ SME
  • กำหนดสิทธิผู้ใช้ไฟในการเข้าถึงข้อมูลโหลดรายชั่วโมง รายวัน
  • ให้พร้อมเครื่องมือเปรียบเทียบและคำแนะนำเชิงพฤติกรรม
  • นิยามสิทธิของครัวเรือนและ SME ว่ามีสิทธิสมัครเข้าร่วมโปรแกรมลดพีกแบบสมัครใจ
  • เมื่อระบบประกาศช่วงวิกฤต ผู้เข้าร่วมสามารถยอมลดการใช้ไฟบางส่วนหรือเลื่อนการใช้โหลดบางประเภท
  • ต้องมีกติกาวัดผลที่โปร่งใส
  • สร้างแดชบอร์ดสาธารณะ
  • ต้องผูกกับสิทธิและเงื่อนไข เช่นอุปกรณ์ช่วยย้ายโหลด หรือโปรแกรมช่วยครัวเรือนเปราะบาง
  • “หัวข้อที่ 1 รื้อ Gas Pool” ต้องเดินคู่กัน
  • ประกาศโควตาอย่างโปร่งใสว่าอิงจากอะไร
  • มีช่องทางปรับโควตาสำหรับครัวเรือนที่มีเหตุจำเป็น เช่นผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือครัวเรือนขนาดใหญ่
  • ให้ผู้ใช้ไฟและผู้ผลิตรายย่อยเข้าถึงข้อมูลโหลด การผลิต และพลังงานส่งกลับ เพื่อคำนวณผลตอบแทนและตรวจสอบการชำระเงินได้
  • ระบบต้องมีโปรแกรมสำหรับครัวเรือนและ SME ขนาดเล็ก เช่นรูปแบบ “ลด 1 ชั่วโมงช่วงพีก 10 วันต่อเดือน”
  • ต้องมีเพดานบิลหรือเพดานราคาเฉพาะกลุ่ม
  • ต้องมีระบบเลือกไม่เข้าร่วม Dynamic Tariff ได้ (opt-out) ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
  • ประกาศ “ความเป็นกลางเชิงรายได้” ของการปฏิรูป ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
  • กำหนดว่า ในปีที่ 1 โครงสร้าง TOU ต้องถูกออกแบบให้รายได้รวมของระบบไม่เพิ่มขึ้นจากการปรับโครงสร้างอย่างเดียว
  • ถ้าเพิ่มต้องมีกติกาว่าจะนำส่วนเพิ่มไปลงทุนสมาร์ตมิเตอร์/โครงข่าย/กองทุนกันชนอย่างไร
  • On-peak/Off-peak ต้องตั้งตามต้นทุนจริง ไม่ใช่ตั้งตามความสะดวกในการเก็บเงิน
  • ทบทวน เป็นรอบ โดยเปิดข้อมูลต้นทุนประกอบ ทุกครั้ง
  • มีมาตรการคู่ขนาน เช่นโปรแกรมสนับสนุนอุปกรณ์ประหยัดไฟที่จำเป็น หรือโปรแกรม DR ที่ออกแบบให้เข้ากับรูปแบบกิจกรรมของเขา
  • การตรวจสอบและการชดเชยเมื่อระบบวัด/คิดผิดต้องเป็นอัตโนมัติ
  • ออกแบบโครงสร้างอัตราใหม่ที่แยกชั้นสิทธิฐานกับ TOU ชัดเจน
  • กำหนดนิยาม Q_base และกลุ่ม SME ที่เข้าเกณฑ์
  • ออกแบบสิทธิข้อมูลและมาตรฐาน API สำหรับข้อมูลมิเตอร์
  • เลือกพื้นที่นำร่องที่มีทั้งเมืองและชนบทเพื่อทดสอบความเป็นธรรมจริง
  • ติดตั้งสมาร์ตมิเตอร์ในพื้นที่นำร่องพร้อมแอป/แดชบอร์ด
  • เริ่ม TOU แบบสมัครใจและเริ่ม DR แบบจ่ายจริง โดยตั้งเงื่อนไข “ผู้เข้าร่วมต้องเห็นประโยชน์ทันที”
  • สรุปผลการลดพีกและผลต่อบิลของประชาชนจริง
  • ปรับอัตราและโปรแกรม DR ให้แก้ความไม่เป็นธรรม
  • ขยายไปยังพื้นที่อื่น
  • เริ่มเชื่อมสิทธิและผลตอบแทน DR เข้ากับระบบสิทธิปลายน้ำอย่างบัตรประชาชน Max/DCU ในลักษณะ “คนช่วยลดต้นทุนระบบได้สิทธิเพิ่ม”
  • ปลดล็อกให้สิทธิการเชื่อมต่อเกิดขึ้นจริง
  • ผูกให้พลังงานกระจายศูนย์ทำหน้าที่ “ลดต้นทุนระบบ” ไม่ใช่แค่ “เพิ่มผู้ผลิต”
  • ประกาศ “สิทธิพื้นฐานของผู้ใช้ไฟที่จะเชื่อมต่อแหล่งผลิตขนาดเล็กของตน” ภายใต้เงื่อนไขเทคนิคที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
  • นิยามสิทธินี้ให้ชัด 4 ส่วน:
    • สิทธิการเชื่อมต่อแบบไม่เลือกปฏิบัติ: ผู้ขอเชื่อมต่อที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานต้องได้รับการพิจารณาตามลำดับเวลาและตามความพร้อมโครงข่าย ไม่ใช่ตามดุลพินิจ, เปิดเผยเหตุผลเมื่อปฏิเสธ พร้อมกรอบเวลาแก้ไข
    • สิทธิในการขายไฟส่วนเกินหรือหักลบกลบหน่วยตามรูปแบบที่รัฐกำหนด โดยไม่ถูกจำกัดด้วย “เพดานรับซื้อรวม”
    • สิทธิด้านข้อมูล: ผู้ใช้ไฟและผู้ผลิตรายย่อยต้องเข้าถึงข้อมูลโหลด การผลิต และพลังงานส่งกลับ เพื่อคำนวณผลตอบแทนและตรวจสอบการชำระเงินได้
    • สิทธิอุทธรณ์และการชดเชยอัตโนมัติ
  • ใช้จังหวะดังกล่าวต่อยอดเป็น “แพ็กเกจกติกาหน้าบ้าน”
  • One-Stop Connection Standard: ให้มีชุดเอกสารและขั้นตอนเดียวกันทั่วประเทศ
  • มาตรฐานอุปกรณ์และการทดสอบระบบเชื่อมต่อที่ชัดเพื่อกันข้ออ้างทางเทคนิค
  • กำหนดค่าธรรมเนียมเชื่อมต่อและตรวจสอบให้เป็นธรรมและคาดการณ์ได้ โดยต้องประกาศล่วงหน้าและอิงต้นทุนจริง
  • กำหนดให้ “ศักยภาพโครงข่ายต้องถูกเปิดเผยเป็นสาธารณะ” และ “คอขวดต้องถูกแก้ด้วยงบลงทุนตามลำดับความคุ้มค่า”
  • ให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายต้องประกาศศักยภาพระบบไฟฟ้ารายสายป้อน
  • เปิดให้ตรวจสอบจุดเชื่อมต่อได้ตามกรอบเวลามาตรฐาน
  • เพิ่มระบบจองความจุแบบ First-Ready-First-Connected ไม่ใช่ First-Come-First-Served
  • ผู้ยื่นขอต้องวางหลักประกันตามสัดส่วนขนาดโครงการเพื่อกันการกักสิทธิ แล้วคืนเมื่อเดินเครื่องเชื่อมต่อ ภายในกรอบเวลา
  • หากไม่พร้อม ภายในเวลา จะถูกริบหรือถูกเลื่อนคิว
  • กำหนดให้สิทธิของประชาชนต้องมี 2 ทางเลือก และให้เลือกได้ตามพฤติกรรมจริง ไม่บังคับสูตรเดียวทั้งประเทศ
  • Net Billing Plus: ยกระดับให้ราคาและเงื่อนไขสะท้อนต้นทุนระบบจริง
  • Net Metering แบบฝากหน่วยไฟ: กำหนดข้อจำกัดเพื่อความเป็นธรรม เช่นจำกัดการฝากหน่วยสูงสุดต่อเดือน จำกัดอายุเครดิต
  • กำหนดตัวแปรหลัก เพื่อคำนวณเชิงนโยบายแบบตรวจสอบได้
  • ป้องกันการผลิตเกินเพื่อขายอย่างเดียวด้วยเพดานกำลังติดตั้งตามประเภทผู้ใช้ไฟ
  • กำหนดสัดส่วนขั้นต่ำของ “ผลประโยชน์คงอยู่ในชุมชน”
  • ล็อก “โครงสร้างเจ้าของ” เป็นเป้าหมายเชิงอธิปไตย
  • กำหนด 3 โมเดลหลักที่รัฐสนับสนุนและให้สิทธิพิเศษเชิงกติกา:
    • โมเดลสหกรณ์พลังงาน
    • โมเดลเทศบาล/อบต. ร่วมลงทุนกับประชาชนโดยเทศบาลถือหุ้นทองคำ
    • โมเดลวิสาหกิจชุมชนพลังงานที่ผูกกับรายได้เกษตรหรือชีวมวลในพื้นที่
  • มีเงื่อนไขขั้นต่ำว่าโครงการที่ได้รับสิทธิพิเศษต้องมีสัดส่วนถือหุ้นโดยคนในพื้นที่หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ต่ำกว่าที่กำหนด
  • มีข้อห้ามโอนสิทธิ ในช่วงปีแรก ๆ ยกเว้นกรณีจำเป็น
  • มีการเปิดเผยโครงสร้างผู้ถือหุ้นแบบสาธารณะ
  • วางเป็น “ชั้นทดลอง” ที่เดินตามความพร้อม 3 ระดับ:
    • Virtual Netting ภายในชุมชนหรือภายในเขตเทศบาล ให้สมาชิกสหกรณ์โอนเครดิตหน่วยไฟภายในกลุ่มได้ในกรอบที่กำหนด โดยให้การไฟฟ้าเป็นผู้ชำระบัญชีและคิดค่าบริการโครงข่ายอย่างเป็นธรรม
    • Local Market Pilot บนบางสายป้อนที่มีศักยภาพ โดยกำหนดเพดานการซื้อขายและข้อกำกับด้านแรงดัน ความถี่ และการตัดโหลดฉุกเฉิน
    • เปิดให้ Aggregator เอกชน/สหกรณ์ทำหน้าที่รวมโหลดและรวมการผลิตเพื่อขายบริการเสถียรภาพให้ระบบ ซึ่งเชื่อมกับ Demand Response
  • ทุกระดับต้องจ่ายค่าใช้โครงข่ายอย่างโปร่งใส
  • ออกกติกาสิทธิ Right to Connect ฉบับเดียวทั้งประเทศ
  • กำหนดมาตรฐานเอกสาร ค่าธรรมเนียม กรอบเวลา และช่องทางอุทธรณ์
  • เริ่มทำแผนที่ศักยภาพสายป้อนแบบเปิดเผย
  • เริ่มพื้นที่นำร่องอย่างน้อยจังหวัดละหนึ่งเขต ทั้งเขตเมืองและชนบท
  • ติดตั้งสมาร์ตมิเตอร์ในกลุ่มนำร่อง
  • ตั้งระบบคำนวณ Net Billing/Net Metering ให้ชำระบัญชีในบิลจริง
  • ตั้งระบบหลักประกันกันการกักคิว
  • เปิดโครงการชุมชนต้นแบบโดยให้การไฟฟ้าประกาศศักยภาพรายสายป้อนและเปิดตรวจสอบจุดเชื่อมต่อ ในกรอบเวลามาตรฐาน
  • ลงสัญญาที่ล็อกผลประโยชน์ชุมชนและส่วนลดค่าไฟ
  • เริ่ม peer-to-peer ระดับ Virtual Netting ในสหกรณ์/เทศบาลนำร่อง และประเมินผลกระทบต่อโครงข่าย ต้นทุน และความเป็นธรรม ก่อนขยาย
  • สิทธิหลักต้องประกอบด้วยสิทธิการเชื่อมต่อ, สิทธิเลือกสูตรชำระบัญชี, สิทธิข้อมูล, สิทธิอุทธรณ์ และสิทธิได้รับการชดเชยเมื่อเกิดความผิดพลาดหรือความล่าช้าเกินกรอบเวลา
  • เงื่อนไขหลักต้องประกอบด้วยเพดานกำลังติดตั้งตามประเภทผู้ใช้ไฟเพื่อกันการเก็งกำไร, การวางหลักประกันเพื่อกันการกักคิว, การจ่ายค่าใช้โครงข่ายอย่างเป็นธรรม, และข้อกำหนดความเป็นเจ้าของขั้นต่ำในโครงการที่ใช้สิทธิพิเศษเพื่อกันการฮุบ
  • ผูก “โครงการชุมชน” เข้ากับเงื่อนไขฐานรายได้/การใช้ไฟในพื้นที่ เช่น หลักการที่กำหนดให้ตำบลที่จะเข้าร่วมต้องมีสัดส่วนครัวเรือนที่ใช้ไฟเฉลี่ยไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนดในสัดส่วนสูง
  • ทำให้สิทธิในหัวข้อที่ 3 กลายเป็น “สิทธิที่เข้าถึงทุนได้” ด้วยโครงสร้างการเงินที่ต้นทุนต่ำ โปร่งใส วัดผลได้ และกันการฮุบผลประโยชน์
  • แยกเป็น 3 ชั้นเงิน:
    • กองทุนลดต้นทุนดอกเบี้ย (Interest Buy-down Window): ทำหน้าที่จ่ายส่วนต่างดอกเบี้ยให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้
    • กองทุนค้ำประกันความเสี่ยง (Credit Guarantee Window): ทำหน้าที่ค้ำบางส่วนของเงินต้นในกรณีผิดนัด
    • กองทุนร่วมลงทุนพลังงานชุมชน (Community Equity Window): ทำหน้าที่เข้าร่วมถือหุ้นหรือให้ทุนกึ่งหนี้กึ่งทุนในโครงการสหกรณ์พลังงานหรือเทศบาลพลังงาน
  • กำหนดตัวแปรพื้นฐานเพื่อคำนวณเชิงนโยบายแบบตรวจสอบได้
  • เครื่องมือหลักสำหรับครัวเรือนต้องเป็นสินเชื่อที่ยึด “กระแสเงินสดจากบิลค่าไฟ” เป็นฐาน
  • กำหนดสูตรความสามารถผ่อนชำระจากการประหยัดค่าไฟ
  • กำหนดให้ค่างวดต่อเดือน Payment_month ไม่เกินสัดส่วนหนึ่งของ Saving_month เช่นไม่เกิน 80–90%
  • ตั้งเกณฑ์อนุมัติขั้นต่ำ เช่น SCR ≥ 1.15
  • ใช้สูตรการผ่อนชำระแบบเงินงวดคงที่
  • กดดอกเบี้ยลงเหลือเท่าไร หรือยืดระยะเวลาผ่อนไปกี่ปี
  • ผู้กู้มีสิทธิได้รับสัญญามาตรฐานที่ห้ามซ่อนค่าใช้จ่าย
  • มีสิทธิรับประกันผลงานขั้นต่ำของระบบตามมาตรฐานที่กำหนด
  • มีสิทธิถอนตัวหรือปรับโครงสร้างหนี้ได้หากเกิดเหตุสุดวิสัย
  • มีสิทธิให้ข้อมูลการผลิตไฟและการชำระเงินเป็นของผู้ใช้
  • เครื่องมือหลักจึงควรเป็นสินเชื่อแบบอิงกระแสเงินสด (cash-flow based)
  • กำหนดเกณฑ์ความเสี่ยงในรูป DSCR (Debt Service Coverage Ratio) ที่อ่านง่าย
  • ตั้งเกณฑ์อนุมัติขั้นต่ำ เช่น DSCR ≥ 1.25
  • SME ยังควรได้รับสิทธิ “สัญญาไฟฟ้ากับตนเอง” คือสิทธิในการทำมาตรการย้ายโหลดตามหัวข้อที่ 2 เพื่อเพิ่มสัดส่วนใช้เอง ทำให้ CashSaving_year สูงขึ้นอย่างเป็นระบบ
  • นโยบายจึงควรผูกสินเชื่อกับแพ็กเกจให้คำปรึกษาการจัดการโหลดและการใช้เครื่องจักรให้เหมาะกับช่วงเวลาราคาไฟ
  • กำหนดเพดานค่าใช้จ่ายแฝงของผู้ให้บริการติดตั้งและบำรุงรักษา
  • เปิดเผยอัตราผลตอบแทนคาดการณ์ภายใต้สมมติฐานมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ
  • กองทุนร่วมลงทุนจึงต้องทำหน้าที่เป็นทุนตั้งต้นหรือทุนกึ่งหนี้กึ่งทุน
  • กำหนดหลักการว่า เงินของรัฐเข้ามาเพื่อ “ทำให้โครงการเดินได้” แต่ไม่เข้ามาครอบงำ และต้องออกได้เมื่อโครงการนิ่งแล้วโดยขายคืนให้สมาชิกชุมชน ในราคายุติธรรม
  • โครงสร้างมาตรฐานที่ใช้งานได้คือกำหนดให้โครงการมีทุน 3 ก้อน ได้แก่ทุนสมาชิกชุมชน ทุน อปท. หรือหน่วยงานท้องถิ่น และทุนร่วมลงทุนจากกองทุนรัฐ
  • ตั้งเงื่อนไขสัดส่วนการถือครองขั้นต่ำของคนในพื้นที่ เช่นคนในพื้นที่และองค์กรท้องถิ่นรวมกันต้องถือไม่น้อยกว่าระดับที่กำหนด
  • หุ้นที่มีสิทธิออกเสียงต้องอยู่ในมือคนพื้นที่เป็นหลัก
  • กำหนดสัดส่วนขั้นต่ำของเงินที่จะเข้ากองทุนสาธารณะ
  • การค้ำประกันต้องมาพร้อม “กติกาหนี้เสียที่คุ้มครองความเป็นเจ้าของ” โดยใช้หลักการ 3 ชั้น:
    • ปรับโครงสร้างก่อนผิดนัด ด้วยการยืดหนี้ ลดดอก หรือพักชำระชั่วคราว โดยเชื่อมกับข้อมูลการผลิตจริงจากมิเตอร์เพื่อพิสูจน์ว่าเหตุเกิดจากผลผลิตต่ำผิดปกติหรือจากรายได้ครัวเรือนลดลง
    • โอนสิทธิการบริหารระบบชั่วคราวให้สหกรณ์หรือผู้ให้บริการที่รัฐรับรอง
    • ในกรณีต้องบังคับชำระจริง ต้องกำหนดสิทธิไถ่ถอนและสิทธิซื้อคืนให้ชุมชนหรือสหกรณ์ก่อนการขายทอดตลาด และให้กองทุนค้ำประกันมีสิทธิรับช่วงแทนแล้วนำสินทรัพย์กลับเข้าระบบชุมชน
  • กำหนดเงื่อนไขกันฮุบ 4 แกน:
    • ข้อห้ามโอนสิทธิรับประโยชน์ ในช่วงปีแรก ๆ ของโครงการที่ได้รับสิทธิพิเศษจากรัฐ ยกเว้นกรณีจำเป็นตามเกณฑ์
    • การเปิดเผยผู้ถือหุ้นและผู้รับผลประโยชน์แท้จริงในโครงการชุมชนและโครงการที่ได้รับทุนรัฐ
    • เพดานผลตอบแทนของผู้พัฒนาเอกชนในโครงการที่ใช้เงินรัฐ
    • การกำหนดมาตรฐานสัญญาและการจัดซื้อจัดจ้างแบบเปิดเผย
  • สิทธิหลักของประชาชน คือสิทธิในการเข้าถึงสินเชื่อพลังงานในอัตราที่เป็นธรรมโดยใช้กระแสเงินสดเป็นฐาน
  • สิทธิได้รับข้อมูลและสัญญามาตรฐานที่โปร่งใส
  • สิทธิได้รับการคุ้มครองจากการยึดทรัพย์แบบทำลายความเป็นเจ้าของ
  • สิทธิในการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์พลังงานเพื่อถือครองสินทรัพย์ร่วม
  • กำหนด “สิทธิประโยชน์เสริม” ในรูปเครดิตหรือแต้มสิทธิได้ เช่นผู้ที่เข้าร่วม Demand Response หรือผู้ที่ติดตั้งระบบพลังงานแล้วลดพีกได้จริง จะได้รับสิทธิ DCU เพิ่มในฝั่งสวัสดิการพลังงานหรือฝั่งบริการรัฐอื่น ๆ
  • ทำให้เกิดมาตรฐานสัญญาและหลักเกณฑ์เครดิตแบบเดียวทั้งประเทศ
  • ตั้งหน่วยงานบริหารกองทุนที่มีระบบข้อมูลร่วมกับสมาร์ตมิเตอร์และระบบชำระเงินค่าไฟ
  • ปล่อยสินเชื่อนำร่องอย่างน้อย 3 กลุ่มพร้อมกัน คือครัวเรือนรายได้กลาง–ล่าง SME ขนาดเล็ก และสหกรณ์พลังงานหนึ่งแห่งต่อภูมิภาค
  • ขยายเป็นระดับจังหวัด โดยผูกการขยายกับ KPI หนี้เสียและผลประหยัดค่าไฟจริง
  • ถ้าพอร์ตเริ่มเสี่ยง: เพิ่มมาตรการช่วยย้ายโหลด, เพิ่มมาตรฐานคุณภาพติดตั้ง, เพิ่มเครื่องมือปรับโครงสร้างหนี้ก่อนที่จะปล่อยให้ผิดนัด
  • ควบคุมกติกาและความจริงของต้นทุน ให้กลับมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะ
  • ตั้งกลไกถาวรที่ทำหน้าที่เหมือน “ศูนย์รวมความจริง” ของต้นทุนและกติกา
  • เพิ่มองค์ประกอบที่รัฐไทยมักขาด: ผู้แทนผู้ใช้ไฟครัวเรือน ผู้แทน SME ผู้แทนท้องถิ่น/สหกรณ์พลังงาน และผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลและการตรวจสอบสัญญา
  • ทำหน้าที่กำกับ “มาตรฐานข้อมูล มาตรฐาน SLA และมาตรฐานการตรวจสอบ”
  • อำนาจหน้าที่สำคัญ:
    • ออกมาตรฐาน Open Energy Data และบังคับการเปิดเผยข้อมูลต้นทุนเชื้อเพลิงและโครงสร้างส่งผ่านต้นทุนอย่างเป็นระบบ
    • กำหนดและบังคับ SLA ด้านการเชื่อมต่อและรับซื้อไฟคืน พร้อมบทลงโทษเชิงปกครองเมื่อหน่วยงานไม่ทำตาม
    • กำกับ Regulatory Sandbox สำหรับตลาดพลังงานประชาชนและบริการใหม่
    • ทำ Contract & Network Audit แบบเป็นระบบ ทั้งสัญญาจัดหาเชื้อเพลิงหลักและการลงทุนโครงข่ายที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายของประชาชน
  • กำหนด “สิทธิข้อมูลพลังงาน” 3 ชั้น:
    • สิทธิข้อมูลต้นทุนเชื้อเพลิงและการส่งผ่านต้นทุน: เผยแพร่ รายเดือน เป็นชุดข้อมูลที่มีโครงสร้าง
    • สิทธิข้อมูลโครงข่ายและการเชื่อมต่อ: เปิด “แผนที่ศักยภาพสายป้อน” และสถานะความจุรองรับไฟย้อนกลับ พร้อมนิยามข้อจำกัดที่ตรวจสอบได้
    • สิทธิข้อมูลบิลและมิเตอร์ของผู้ใช้ไฟ: ผู้ใช้ไฟต้องเข้าถึงข้อมูล รายชั่วโมง อย่างน้อยในระดับที่เพียงพอสำหรับ TOU/DR และการขายไฟคืน และต้องมีมาตรฐาน API ที่ทำให้ผู้ใช้ยินยอมส่งข้อมูลให้แอปหรือผู้ให้บริการที่ตนเลือกได้
  • สร้างดัชนีเปิดข้อมูล (Energy Transparency Score)
  • กำหนดกรอบเวลามาตรฐานตั้งแต่รับคำขอ ตรวจเอกสาร ตรวจจุดเชื่อมต่อ อนุมัติ ติดตั้งมิเตอร์สองทิศทาง ไปจนถึงเริ่มรับซื้อและชำระเงินในบิลแรก พร้อมนิยามเหตุสุดวิสัยที่ใช้ได้จริงและต้องมีหลักฐาน
  • กลไกบทลงโทษต้องเป็นการลงโทษเชิงระบบ
  • ถ้าพื้นที่ใดมีอัตราเกิน SLA สูง ให้เกิดการลดค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานในส่วนที่เกี่ยวข้อง
  • ให้มี “ค่าชดเชยอัตโนมัติ” แก่ผู้ยื่นคำขอเมื่อเกินกำหนดโดยไม่มีเหตุที่พิสูจน์ได้ เช่นเครดิตลดค่าไฟในบิลถัดไปตามจำนวนวันล่าช้า
  • กำหนดให้มีการตรวจสอบสัญญาจัดหาเชื้อเพลิงและเงื่อนไขค่าผ่านท่อ/ค่าบริการที่สำคัญใน 2 ชั้น:
    • ตรวจสอบเชิงกระบวนการ: เหตุผลการจัดหา การเปรียบเทียบราคา และการบริหารความเสี่ยงทำตามมาตรฐานหรือไม่
    • ตรวจสอบเชิงเศรษฐศาสตร์: ราคาและเงื่อนไขอยู่ในกรอบที่สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับตัวชี้วัดภายนอกและสถานการณ์ตลาด
  • ตั้งตัวชี้วัด “ต้นทุนส่วนเกินจากการจัดหา” (Excess Procurement Cost) โดยคำนวณส่วนต่างระหว่างต้นทุนจริงถ่วงน้ำหนักกับต้นทุนอ้างอิงที่กำหนดจากตะกร้าดัชนี
  • Sandbox ต้องเป็นเครื่องมือให้ผู้เล่นรายย่อยและสหกรณ์เข้ามาได้จริง
  • Sandbox ที่ดีต้องกำหนดเพดานความเสี่ยงชัด เช่น เพดานกำลังผลิต/โหลดที่เข้าร่วม, พื้นที่นำร่อง, ระยะเวลา, เกณฑ์ความปลอดภัยทางเทคนิค และเงื่อนไขด้านความเป็นธรรม เช่นห้ามตั้งค่าบริการที่ผลักต้นทุนโครงข่ายไปให้คนที่ไม่เข้าร่วม
  • มีการเปิดเผยผลลัพธ์เพื่อนำไปสู่การออกกติกาถาวร
  • ผลลัพธ์ของ Sandbox ต้องถูกแปลงเป็น “กฎหมายลูก/ประกาศกำกับ” ภายในกรอบเวลา
  • ใช้หลัก “กันผูกขาดตั้งแต่การออกแบบ” ใน 4 มิติ:
    • แยกบทบาทให้ชัดระหว่างผู้ดำเนินโครงข่ายกับผู้ค้าบริการใหม่ เพื่อกันการเลือกปฏิบัติ
    • ทำให้ค่าใช้โครงข่ายโปร่งใสและแยกส่วน
    • จำกัดการกักสิทธิและเก็งกำไรความจุโครงข่าย โดยใช้หลักประกันและกติกา First-Ready-First-Connected
    • เปิดเผยโครงสร้างผู้ได้รับประโยชน์แท้จริงในโครงการที่ใช้สิทธิพิเศษหรือเงินรัฐ
  • ประกาศ HHI รายปี ในกิจกรรมสำคัญ
  • ตั้งเป้าหมายว่า HHI ต้องลดลง ในช่วง 4 ปีอย่างมีนัยสำคัญในกิจกรรมที่แข่งขันได้
  • กำหนดสิทธิผู้ใช้ไฟให้มี “การคุ้มครองอัตโนมัติ” ใน 3 กรณีหลัก:
    • มิเตอร์ผิดปกติ
    • การจ่ายเงินรับซื้อไฟคืนผิด/ล่าช้า
    • การอนุมัติ/เชื่อมต่อล่าช้าเกิน SLA
  • ทุกกรณีต้องมีสูตรชดเชยที่ประกาศไว้ล่วงหน้าและคำนวณจากข้อมูลที่ตรวจสอบได้
  • ระบบต้องจ่ายคืน ในบิลถัดไป โดยไม่ต้องรอคำสั่ง
  • กำหนดเงื่อนไขเชิงโครงสร้าง เช่น การแต่งตั้งกรรมการต้องมีวาระเหลื่อม ไม่พร้อมกันทั้งหมด
  • มีการเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างเข้ม
  • มีการรายงานต่อสาธารณะ รายไตรมาส ในรูปแบบข้อมูล
  • มีการประเมินอิสระภายนอก อย่างน้อยปีละครั้ง โดยเผยแพร่ผลประเมินแบบเต็ม
  • การใช้เงินรัฐในหัวข้อที่ 4 ต้องผูกกับเงื่อนไขเปิดเผยข้อมูลและกันฮุบเสมอ
  • ใครไม่เปิดเผยโครงสร้างผู้ได้รับประโยชน์แท้จริงหรือไม่ทำตามมาตรฐานสัญญา ต้องตัดสิทธิทันที
    • ต้องออกมาตรฐาน Open Energy Data ฉบับแรกที่ครอบคลุมข้อมูลต้นทุนเชื้อเพลิงและการส่งผ่านต้นทุน
    • เปิดแดชบอร์ดสาธารณะ
    • ต้องประกาศ SLA การเชื่อมต่อ/รับซื้อไฟคืนพร้อมสูตรชดเชยอัตโนมัติ
    • ตั้ง Sandbox Framework ให้พร้อมรับโครงการนำร่อง
    • ต้องเริ่ม Contract & Procurement Audit ในสัญญาหรือกระบวนการที่มีผลต่อความผันผวนสูง
    • ประกาศตัวชี้วัด Excess Procurement Cost ในรูปผลต่อค่าไฟต่อหน่วย
    • ต้องเริ่ม Sandbox อย่างน้อย 2 ประเภท คือ Demand Response/Aggregator และ Virtual Netting ในพื้นที่นำร่อง
    • เผยแพร่รายงานความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงสิทธิพลังงานประชาชน เช่นสัดส่วนผู้เข้าร่วมตามรายได้และภูมิภาค
    • ปรับมาตรการการเงินในหัวข้อที่ 4 ให้ลงฐานจริง
    • จัดการความเสี่ยงอย่างมีวินัย
    • ประกาศกรอบนโยบายบริหารความเสี่ยงเชื้อเพลิงอย่างเป็นทางการ พร้อมตัวเลขเพดานและเครื่องมือที่ตรวจสอบได้
    • ทำให้สัดส่วนเชื้อเพลิงที่มีความผันผวนสูงถูกควบคุมอยู่ในกรอบที่ระบบรับได้
    • ทำให้ค่าไฟฐานของครัวเรือนและ SME เคลื่อนไหวอยู่ใน “ทางเดินราคา” ที่ไม่กระโดดเป็นขั้นบันได
    • ลดการพึ่งพาการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่นการอัดงบอุดหนุนฉุกเฉิน
    • ทำให้ต้นทุนพลังงานของประเทศมีเสถียรภาพตามความสามารถในการรับความเสี่ยงของสังคม
    • บริหารความเสี่ยงเฉพาะส่วนที่สร้างผลกระทบต่อค่าครองชีพและความสามารถแข่งขัน
    • ใช้เครื่องมือมาตรฐาน โปร่งใส และมีเพดาน ไม่ใช้ดุลพินิจลับ
    • แยกบทบาทการบริหารความเสี่ยงออกจากการตัดสินใจเชิงนโยบายราคา
    • เปิดเผยผลลัพธ์ทั้งกำไรและขาดทุนอย่างตรงไปตรงมา
    • มองเชื้อเพลิงของภาคไฟฟ้าเป็น “พอร์ตโฟลิโอ” ที่ต้องกระจายความเสี่ยง
    • กำหนดให้มี “เพดานสปอต” เป็นตัวเลขช่วง ไม่ใช่ตัวเลขตายตัว
    • ในภาวะปกติสัดส่วน Spot LNG ต่อการใช้ก๊าซภาคไฟฟ้าไม่ควรเกินกรอบที่กำหนด
    • ในภาวะวิกฤตสามารถขยายกรอบได้ชั่วคราว
    • ต้องมีแผนดึงกลับและรายงานผลกระทบต่อค่าไฟต่อหน่วยทุกครั้ง
    • การ hedge ต้องมีนโยบายเป็นลายลักษณ์อักษร กำหนดชัดว่า hedge อะไร เพื่ออะไร และเท่าไร โดยไม่เปิดช่องให้เก็งกำไร
    • เครื่องมือที่ใช้ควรเป็นเครื่องมือมาตรฐาน เช่นสัญญาซื้อขายล่วงหน้า สัญญาตรึงราคา หรือการทำสัญญาออปชันแบบจำกัดขาดทุน สำหรับตัวแปรหลักคือราคา LNG น้ำมัน และอัตราแลกเปลี่ยน
    • กำหนดสัดส่วน hedge ตามช่วงเวลา เช่น hedge ล่วงหน้าในสัดส่วนที่ลดลงตามระยะเวลาใกล้ปัจจุบัน เพื่อหลีกเลี่ยงการล็อกราคาในช่วงที่ข้อมูลไม่แน่นอน
    • ต้องกำหนด “เพดานการขาดทุนจากการ hedge” ต่อปี หากถึงเพดานต้องหยุดเพิ่มสถานะทันที
    • ใช้การคำนวณแบบเทียบกรณีฐานอย่างชัดเจน
    • กำหนด Cost_no_hedge เป็นต้นทุนเชื้อเพลิงที่เกิดขึ้นจริงหากไม่ hedge และ Cost_with_hedge เป็นต้นทุนสุทธิหลัง hedge
    • อธิบายว่าเป็น “ค่าเบี้ยประกัน” ที่ซื้อเสถียรภาพหรือไม่ โดยเชื่อมกับตัวชี้วัดความผันผวนของค่าไฟ
    • ทุกตัวเลขต้องเปิดเผยเป็นรายไตรมาส
    • มี “กันชนเชิงกายภาพ” เพื่อรับมือเหตุฉุกเฉิน เช่นการขาดแหลนเชื้อเพลิงหรือการหยุดชะงักของโลจิสติกส์
    • กำหนดให้มีกรอบสำรองเชิงยุทธศาสตร์ที่เหมาะกับโครงสร้างพลังงานไทย โดยไม่จำเป็นต้องสำรองทุกชนิด แต่สำรองในจุดที่เปราะบางต่อระบบ
    • สร้าง “ทางเดินราคา” สำหรับค่าไฟฐานของครัวเรือนและ SME ให้เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบที่สังคมรับได้
    • กำหนดกรอบเป้าหมายค่าไฟฐานต่อหน่วย
    • หากต้นทุนจริงต่ำกว่ากรอบบน ส่วนเกินจะถูกกันเข้า “กองทุนเสถียรภาพราคา”
    • หากต้นทุนจริงสูงกว่ากรอบบน ให้กองทุนช่วยพยุงเฉพาะส่วนเกิน
    • ต้องมีแผนคืนกองทุนในช่วงถัดไป
    • สิทธิเหล่านี้ ต้องถูกสื่อสารให้เข้าใจง่าย ไม่ใช่ซ่อนอยู่ในสูตรเทคนิค
    • SME ต้องมีสิทธิเลือกแพ็กเกจความเสี่ยง เช่นแพ็กเกจค่าไฟนิ่งแลกกับข้อจำกัดการใช้ช่วงพีก หรือแพ็กเกจยืดหยุ่นที่ราคาผันผวนมากขึ้นแต่ได้ส่วนลดค่าไฟเฉลี่ย
    • กำหนดเงื่อนไขชัด
    • ห้ามใช้กองทุนเสถียรภาพเพื่อกดราคาเกินกรอบเป้าหมายเพื่อคะแนนนิยม
    • ห้ามเพิ่มสัดส่วน hedge นอกนโยบายโดยไม่ผ่านการเปิดเผย
    • มีการตรวจสอบอิสระทุกปีพร้อมเผยแพร่ผลเต็มรูปแบบ
    • การตัดสินใจสำคัญ เช่นการปรับเพดานสปอตหรือการใช้สำรอง ต้องมีบันทึกเหตุผลและผลกระทบเชิงตัวเลขเผยแพร่ภายหลัง
    • ต้องออกเอกสารนโยบายบริหารความเสี่ยงเชื้อเพลิงฉบับแรก กำหนดเพดานสปอต กรอบ hedge และหลักการทางเดินราคา
    • ตั้งคณะทำงานเทคนิคที่มีความเป็นอิสระจากการเมือง
    • ต้องเริ่ม hedge นำร่องในสัดส่วนจำกัดและรายงานผลทุกไตรมาส
    • ควบคู่กับการตั้งกองทุนเสถียรภาพราคาและกำหนดกรอบการใช้เงินอย่างโปร่งใส
    • ต้องประเมินผลจริงทั้งด้านต้นทุน ความผันผวน และการยอมรับของสังคม
    • ปรับสัดส่วนและเครื่องมือให้เหมาะ
    • ประกาศใช้เป็นกรอบถาวร
    • เชื่อมกลไกนี้เข้ากับหัวข้อที่ 1–5 อย่างเป็นระบบ
    • เปลี่ยนบทบาทของรัฐจากผู้ตามแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่ผู้กำหนดสถาปัตยกรรมราคาพลังงานที่เป็นธรรม เสถียร และสอดคล้องกับแนวคิด Sovereign Value Economy
    • รื้อโครงสร้างการคิดราคาก๊าซธรรมชาติและต้นทุนเชื้อเพลิง โดยเลิกการเฉลี่ยความเสี่ยงแบบเหมารวม
    • ระบบใหม่แยกก๊าซออกเป็นตะกร้าตามระดับความเสถียรและความผันผวน
    • ปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้า จากระบบราคาเฉลี่ยที่ซ่อนต้นทุนจริง ไปสู่โครงสร้างราคาที่แยกชั้นสิทธิและสะท้อนพฤติกรรมการใช้ไฟอย่างเป็นธรรม
    • สร้างตลาดไฟฟ้ากระจายศูนย์และสังคมแห่งการเป็นเจ้าของพลังงาน
    • ยกระดับสิทธิในการเชื่อมต่อและขายไฟคืนให้เป็นสิทธิถาวร ไม่ใช่โครงการจำกัดโควตา
    • ประชาชน ชุมชน และท้องถิ่นสามารถเป็นเจ้าของแหล่งผลิตพลังงานสะอาด และขายไฟคืนหรือหักลบหน่วยได้ภายใต้กติกาที่โปร่งใสและไม่เลือกปฏิบัติ
    • ระบบ Net Billing และ Net Metering ถูกออกแบบให้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของไฟฟ้าที่ช่วยลดต้นทุนระบบ
    • โครงข่ายและมาตรฐานเทคนิคถูกปรับให้รองรับไฟย้อนกลับอย่างเป็นระบบ
    • สิทธิด้านพลังงานเข้าถึงได้จริงผ่านเครื่องมือการเงินพลังงานประชาชน
    • ใช้เงินรัฐเพื่อลดต้นทุนของเงิน ลดความเสี่ยงของการปล่อยกู้ และร่วมลงทุนในระดับที่จำเป็น
    • สถาปัตยกรรมกองทุนถูกออกแบบให้ทวีคูณเงินลงทุนและกันการฮุบผลประโยชน์ ด้วยกลไกค้ำประกัน การร่วมลงทุน และกติกาจัดการหนี้เสียที่คุ้มครองความเป็นเจ้าของของประชาชนเป็นหลัก
    • ธรรมาภิบาลพลังงานอธิปไตย ซึ่งทำหน้าที่เป็นระบบประกันของทั้งยุทธศาสตร์
    • ข้อมูลต้นทุนเชื้อเพลิง โครงสร้างราคา และศักยภาพโครงข่ายถูกเปิดเผยในรูปแบบที่ตรวจสอบได้จริง
    • สิทธิการเชื่อมต่อและการขายไฟคืนถูกคุ้มครองด้วย SLA และการชดเชยอัตโนมัติ
    • สัญญาและการจัดหาเชื้อเพลิงถูกตรวจสอบเชิงระบบเพื่อกันต้นทุนส่วนเกินและผลประโยชน์ทับซ้อน
    • Regulatory Sandbox เปิดทางให้นวัตกรรมและผู้เล่นรายย่อยเข้ามาแข่งขันภายใต้เพดานความเสี่ยงที่ควบคุมได้
    • บริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัยผ่านพอร์ตโฟลิโอเชื้อเพลิง การกำหนดเพดานสปอต นโยบาย Hedge ที่โปร่งใส และกองทุนเสถียรภาพราคา

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ทำให้ รายได้ระบบจะนิ่งขึ้น
  • ลดการพึ่งพาโครงสร้างผูกขาด
  • ลดความเปราะบางจากราคาตลาดโลกผ่านการผลิตไฟฟ้าใกล้แหล่งใช้
  • เมื่อโครงสร้างต้นทุนลดลงจริง มาตรการปลายน้ำจะใช้เป็นกันชนเฉพาะกลุ่มเปราะบางและเฉพาะช่วงวิกฤต แทนการอุดหนุนกว้างทั้งระบบ
  • ทำให้ การคำนวณราคาพลังงานเปิดเผย
  • ทำให้ การตรวจสอบราคาพลังงานทำได้ง่าย
  • ทำให้ จำนวนจุดเชื่อมต่อที่รับไฟกลับได้จริง
  • ทำให้ ปริมาณไฟฟ้าชุมชนที่เข้าสู่ระบบ
  • ทำให้ การลดการใช้เชื้อเพลิงนำเข้าในชั่วโมงพีก
  • โครงสร้างคิดราคาก๊าซที่เกี่ยวกับไฟฟ้าและผู้ใช้หลักโปร่งใส
  • โครงสร้างคิดราคาก๊าซที่เกี่ยวกับไฟฟ้าและผู้ใช้หลัก ตรวจสอบได้
  • ลดการโยนภาระข้ามกลุ่มแบบไม่เห็นต้นทุนจริง
  • คนที่ช่วยลดพีกได้มีรางวัล
  • ลดความจำเป็นของโรงไฟฟ้าสำรองราคาแพง
  • เกิดโครงการชุมชนและเทศบาลต้นแบบทุกจังหวัดอย่างน้อยจังหวัดละ 1 คลัสเตอร์
  • สัดส่วนไฟฟ้ากระจายศูนย์ในระบบจำหน่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • ลดข้อร้องเรียนเรื่องข้อจำกัดทางเทคนิคที่ใช้เป็นเครื่องมือปิดกั้น
  • ความโปร่งใสระดับสูตรคำนวณว่าเชื้อเพลิงแต่ละประเภทเข้าไปอยู่ในราคาค่าไฟอย่างไร
  • ความเสถียรของภาระครัวเรือนและ SME ให้แกว่งในกรอบที่คาดการณ์ได้
  • การโยกภาระให้ถูก “ผู้ก่อความผันผวน” หรือผู้ที่มีศักยภาพบริหารความเสี่ยงได้ เช่นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และกลุ่มกิจการที่สามารถทำสัญญาซื้อขายพลังงานล่วงหน้าได้
  • การทำให้การจัดหาเชื้อเพลิงของระบบไฟฟ้ากลับไปแข่งขันด้านต้นทุนจริง ไม่ใช่แข่งขันด้วยอำนาจนิยามสูตร
  • นโยบาย ทำให้สิทธิBase Gasไม่ถูกใช้เกินจำเป็น
  • ไม่ให้ค่าไฟกระโดดเป็นขั้นบันไดในระยะสั้น
  • ความผันผวนต้องเป็น “สัญญาณพฤติกรรม” ไม่ใช่ “ภาระที่หลบไม่ได้”
  • ทำให้ค่าไฟนิ่งขึ้นโดยไม่ต้องไปกดราคาปลอม
  • สิทธิในการเข้าถึงพลังงานฐานอย่างเป็นธรรม ซึ่งต้องทำให้เป็นสิทธิที่สื่อสารได้ง่าย เช่นสิทธิพลังงานฐานเทียบเท่าไฟฟ้า X หน่วยต่อเดือนที่ถูกคำนวณจาก Base Gas และไม่ถูกปนด้วยต้นทุน Spot โดยปริยาย
  • “สูตรต้นทุนต้องยุติธรรมและคาดการณ์ได้” สำหรับการดำรงชีวิต
  • สิทธิในการรับรู้ข้อมูลต้นทุนพลังงานที่รัฐใช้ตั้งราคา กล่าวคือประชาชนมีสิทธิรู้ว่าเดือนนี้ค่าไฟแพงขึ้นเพราะอะไร เป็นเชื้อเพลิงส่วนไหน สปอตเท่าไร อัตราแลกเปลี่ยนเท่าไร และมีแผนลดความเสี่ยงหรือไม่
  • สิทธิของ SME ในการได้รับอัตราต้นทุนพลังงานที่ไม่ถูกผลักภาระข้ามกลุ่มอย่างไม่เป็นธรรม โดยให้มีหมวด SME Tariff ที่ผูกกับ Ch ที่มี w3 ต่ำในโควตาการผลิตจำเป็น และให้การรับภาระความผันผวนเกิดเฉพาะส่วนที่เป็นการใช้พลังงานเกินกรอบหรือการเลือกใช้ช่วงพีก
  • เพื่อไม่ให้ SME ที่เปราะบางถูกฆ่าตายด้วยต้นทุนที่ควบคุมไม่ได้
  • สิทธิในการร้องเรียนเชิงสูตรและรับการชดเชยเมื่อระบบคำนวณผิดหรือปกปิดข้อมูล
  • เพื่อกันการแตกนิติบุคคลหรือการใช้สิทธิเกินเจตนา
  • เพื่อให้ทุกฝ่ายมีแรงจูงใจลดความเสี่ยงจริง
  • เพื่อให้ระบบลดพีก ลดความต้องการ Marginal Gas โดยธรรมชาติ
  • เมื่อทำครบเฟสนี้ นโยบาย Fixed Cost Crusher จะถูกใช้เป็นเครื่องมือเฉพาะกลุ่มเปราะบางจริง ๆ ไม่ใช่เครื่องมือกลบความผันผวนทั้งระบบ
  • ย้ายประเทศไทยจากการเป็นผู้รับราคาพลังงาน ไปสู่การเป็นผู้กำหนดกติกาความเป็นธรรมของราคา ซึ่งเป็นความหมายของ Energy Sovereignty ในเชิงโครงสร้าง
  • ทำให้ค่าไฟ “ลดได้ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมและลดพีก”
  • ทำให้ความผันผวนของบิลค่าไฟครัวเรือนอยู่ในกรอบที่คาดการณ์ได้
  • ลดต้นทุนระบบโดยถาวรผ่านการลด Peak Demand และลดความจำเป็นของกำลังการผลิตสำรองและเชื้อเพลิงส่วนเพิ่ม
  • ราคาต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยลดลงเอง
  • ส่งผลให้ Peak Demand Reduction เกิดขึ้น เป็นเมกะวัตต์และเป็นเปอร์เซ็นต์เทียบฐานเดิม
  • ส่งผลให้ System Load Factor ดีขึ้น
  • ส่งผลให้ จำนวนชั่วโมงที่ต้องเรียกใช้เชื้อเพลิงส่วนเพิ่มหรือโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูงลดลง
  • ส่งผลให้ ต้นทุนเชื้อเพลิงส่วนเพิ่มต่อหน่วยในชั่วโมงพีกลดลง
  • ส่งผลให้ สัดส่วนผู้ใช้ไฟที่อยู่ในโครงสร้าง TOU หรือ Dynamic Tariff เพิ่มขึ้น
  • ส่งผลให้ จำนวนครัวเรือนและ SME ที่เข้าร่วม Demand Response และได้รับค่าตอบแทนจริงเพิ่มขึ้น
  • ส่งผลให้ สัดส่วนบิลค่าไฟที่ลดลงจากการย้ายโหลด ไม่ใช่ลดลงจากการอุดหนุน
  • ชั้นที่หนึ่ง ต้องมีราคาที่นิ่งและคาดการณ์ได้
  • ชั้นที่สอง เป็นหัวใจของ TOU และ Dynamic Tariff
  • ทำให้ประชาชนกลายเป็นผู้เล่นในระบบพลังงาน ไม่ใช่ผู้ถูกเก็บเงินฝ่ายเดียว
    • ลดความรู้สึกไม่เป็นธรรม
  • ลดบิลได้จริง
  • ลดค่าไฟได้จริง
  • ได้รับค่าตอบแทนตามหน่วยกิโลวัตต์ที่ลดได้หรือย้ายได้
  • แสดงว่า On-peak แพงเพราะอะไร ต้นทุนระบบที่แท้จริงคืออะไร และผู้ใช้ไฟย้ายโหลดแล้วประหยัดได้เท่าไร
  • ความคุ้มค่าของ TOU/DR ไม่ได้อยู่ที่เก็บเงินได้มากขึ้น แต่อยู่ที่ลดต้นทุน Marginal Capacity และ Marginal Fuel
  • ทำให้ TOU เป็นเครื่องมือประหยัดต้นทุน
  • ลดการขึ้นราคากลายๆ
  • ลดความไม่ไว้วางใจ
  • เกิดผลจริงและขยายได้
  • ผู้ใช้เห็นผล
  • ลดพีก
  • ลดความไม่เป็นธรรม
  • ได้สิทธิเพิ่ม
  • ความแน่นอนของสิทธิ
  • ความเร็วของการเชื่อมต่อ
  • ลด Peak Net Load
  • ลดการใช้เชื้อเพลิงส่วนเพิ่มในชั่วโมงพีก
  • ปลดการผูกขาด
  • เพิ่มความแน่นอน
  • ลดความไม่แน่นอน
  • เพิ่มความแข่งขัน
  • ลดอุปสรรค
  • ลดภาระ
  • ติดตั้งและการลงทุนง่ายจริง
  • แก้คอขวด
  • ลดการผูกขาด
  • ลดการเก็งกำไร
  • เพิ่มความชัดเจนและยุติธรรม
  • เพิ่มความคุ้มค่าและลดบิล
  • เพิ่มแรงจูงใจ
  • ลดการผลิตเกินเพื่อขาย
  • เพิ่มความเป็นเจ้าของ
  • ลดการฮุบ
  • เพิ่มความคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะและการกำกับธรรมาภิบาล
  • เพิ่มความมั่นคงระบบ
  • ลดผลักต้นทุนให้คนจน
  • เห็นผลจริงและขยายได้
  • ชำระบัญชีในบิลจริง
  • ลดการกักคิว
  • เพิ่มสิทธิ
  • ลดการเก็งกำไร
  • ลดการกักคิว
  • ลดการฮุบ
  • ทำให้คนจนได้ประโยชน์จริง
  • ผลประโยชน์พลังงานลงสู่ฐานจริง
  • ประชาชนและ SME สามารถกู้ติดตั้งพลังงานได้จริงโดยไม่ต้องใช้หลักประกันแบบเดิม
  • เกิดสหกรณ์พลังงานหรือกองทุนพลังงานท้องถิ่นอย่างน้อยจังหวัดละหนึ่งแห่งที่เดินระบบได้จริง
  • “ความเป็นเจ้าของ” มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
  • เงินรัฐไป “ลดต้นทุนเงิน” ไม่ใช่ไป “ซื้อเครื่องแทนประชาชน”
  • คุ้มค่าและกันความเสี่ยง
  • ประชาชนกู้ได้ในอัตราต่ำกว่าตลาด
  • สถาบันการเงินยอมปล่อยกู้ให้กับคนที่ไม่มีหลักประกันทรัพย์สิน แต่มีศักยภาพจ่ายคืนจากกระแสเงินสดค่าไฟที่ประหยัดได้
  • เร่งให้เกิดสินทรัพย์ขนาดกลางที่ชุมชนถือครองร่วมกัน
  • เงินรัฐจะ “ทวีคูณ” ได้
  • ตอบคำถามได้ว่า “เท่านี้ช่วยได้กี่หลังคา”
  • ทำให้คุณสามารถตอบได้ตรง ๆ ว่า “ถ้าจะทำให้คนกู้ได้ดอกต่ำลง 3% ต่อปี ต้องใช้งบเท่าไร และจะปล่อยกู้ได้กี่หมื่นล้าน”
  • กองทุนไม่ต้องกันเงินเท่ากับวงเงินปล่อยกู้ทั้งหมด แต่กันตามความเสียหายคาดหมายที่คุมได้ด้วยเกณฑ์เครดิตและการติดตาม
  • ผ่อนแล้วจ่ายน้อยกว่าค่าไฟเดิม
  • ผู้กู้ยัง “เหลือประโยชน์ทันที”
  • SCR ผ่านเกณฑ์สำหรับคนจำนวนมหาศาล
  • เพิ่มความยืดหยุ่น
  • เพิ่มโอกาสชำระหนี้
  • ลดโอกาสหนี้เสีย
  • ลดการเอาเปรียบ
  • ลดความเสี่ยง
  • ลดการยึดทรัพย์หรือการฮุบโดยเอกชน
  • พลังงานกลายเป็นสินทรัพย์สาธารณะร่วม
  • คุ้มครองความเป็นเจ้าของ
  • ลดหนี้เสีย
  • ลดการยึดทรัพย์
  • ระบบยังผลิตไฟและยังลดบิลได้
  • ลดการหลุดไปสู่ทุนผูกขาด
  • ลดการฮุบ
  • ลดการเก็งกำไร
  • เพิ่มความชอบธรรม
  • ลดนอมินี
  • ลดการทุจริตและการล็อกสเปก
  • เพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อ
  • เพิ่มความโปร่งใส
  • เพิ่มการคุ้มครอง
  • เพิ่มการรวมกลุ่ม
  • ได้รับสิทธิ DCU เพิ่ม
  • ประเมิน Saving และติดตามความเสี่ยงได้จริง
  • ปรับเกณฑ์ SCR/DSCR ให้สะท้อนความจริง
  • ทำให้หัวข้อธรรมาภิบาล “เริ่มเห็นผล” ก่อนการปฏิรูปใหญ่จะถูกต้าน
  • ระบบพลังงานไทยมี “ความโปร่งใสเชิงต้นทุน” ในระดับที่ประชาชนและ SME สามารถตอบคำถามพื้นฐานได้ด้วยข้อมูลเดียวกัน
  • การเชื่อมต่อและการขายไฟคืนของผู้ผลิตรายย่อยอยู่ในระบบสิทธิที่ตรวจสอบได้ และลดความแปรผันจากดุลพินิจรายพื้นที่
  • โครงสร้างผูกขาดเชิงข้อมูลและเชิงกติกาถูกสกัด จนการลงทุนพลังงานประชาชนสามารถขยายโดยไม่ต้องพึ่งโครงการพิเศษ
  • ตลาดแข่งขันบนข้อมูลจริง
  • ประชาชนมีอำนาจต่อรองเชิงโครงสร้าง
  • เพิ่มความโปร่งใส
  • ลดปัญหาขาดผู้แทน
  • เพิ่มมาตรฐาน
  • ลดการบิดเบือนต้นทุน
  • สาธารณะตรวจสอบได้จริง
  • ลดการปฏิเสธสิทธิด้วยข้ออ้างเทคนิค
  • “การแข่งขันช่วยประชาชนลดค่าไฟ” เกิดจริง
  • เพิ่มความโปร่งใส
  • สิทธิการเชื่อมต่อเกิดจริงทั่วประเทศ
  • ลดภาระประชาชนในการพิสูจน์
  • ลดการล่าช้า
  • ลดการบิดเบือนต้นทุน
  • ลดต้นทุนสูงโดยไม่จำเป็น
  • เพิ่มความโปร่งใส
  • ลดการซ่อนต้นทุน
  • เพิ่มความมั่นคงระบบ
  • ลดความเหลื่อมล้ำ
  • เพิ่มผู้เล่นรายย่อยและสหกรณ์
  • ลดการผูกขาด
  • เพิ่มนวัตกรรม
  • ลดการผูกขาดเชิงโครงสร้าง
  • ลดการเลือกปฏิบัติ
  • ลดการซ่อนกำไร
  • ลดการกีดกันการแข่งขัน
  • ลดการกักสิทธิและเก็งกำไร
  • ลดนอมินีและการรวมศูนย์เงียบ
  • เพิ่มการแข่งขัน
  • ลดภาระประชาชนในการพิสูจน์
  • ลดการถูกต่อต้าน
  • เพิ่มการคุ้มครองอัตโนมัติ
  • ลดความล่าช้า
  • ลดการเมืองครอบงำ
  • ลดการแปรรูปผลประโยชน์
  • เพิ่มความยั่งยืน
  • เพิ่มความโปร่งใส
  • ลดการเปลี่ยนทีมแล้วเปลี่ยนกติกาทั้งชุด
    • สังคมเห็นภาพต้นทุนที่มาจาก “การตัดสินใจ” ไม่ใช่จากโชคชะตาตลาด
    • รายงานผลที่วัดได้
    • ค่าไฟและต้นทุนพลังงานของครัวเรือนและ SME เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบที่คาดการณ์ได้
    • ระบบยังคงยืดหยุ่นพอรับช็อกใหญ่ได้โดยไม่ต้องพึ่งการอุดหนุนฉุกเฉินทุกครั้ง
    • พร้อมตัวเลขเพดานและเครื่องมือที่ตรวจสอบได้
    • สัดส่วนเชื้อเพลิงที่มีความผันผวนสูงถูกควบคุมอยู่ในกรอบที่ระบบรับได้
    • ค่าไฟฐานของครัวเรือนและ SME เคลื่อนไหวอยู่ใน “ทางเดินราคา” ที่ไม่กระโดดเป็นขั้นบันได
    • ประเทศลดการพึ่งพาการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่นการอัดงบอุดหนุนฉุกเฉิน เพราะระบบกันชนทำงานเอง
    • KPI หลักต้องวัดได้เป็นตัวเลข ได้แก่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของค่าไฟฐานรายไตรมาส, สัดส่วน Spot LNG ต่อการใช้ก๊าซรวมของภาคไฟฟ้า, สัดส่วนเชื้อเพลิงที่อยู่ภายใต้สัญญาหรือการ hedge, ค่าใช้จ่ายสุทธิจากการบริหารความเสี่ยงเทียบกับกรณีไม่บริหาร (Risk Management Net Cost), และจำนวนครั้งที่ต้องใช้มาตรการฉุกเฉินนอกกรอบนโยบาย
    • ต้นทุนพลังงานของประเทศมีเสถียรภาพ
    • กันการเมืองแทรก
    • ความโปร่งใสคือเงื่อนไขของความชอบธรรม
    • ความเสี่ยงจากสปอตถูกจำกัดตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ไปตามแก้เมื่อค่าไฟพุ่งแล้ว
    • กันความเสี่ยงเชิงสถาบัน
    • หาก RiskBenefit เป็นบวก แปลว่าการ hedge ลดต้นทุนสุทธิ
    • หากเป็นลบ แปลว่ามีต้นทุนจากการ hedge แต่ต้องอธิบายว่าเป็น “ค่าเบี้ยประกัน” ที่ซื้อเสถียรภาพหรือไม่
    • ความผันผวนลดลงตามเป้า
    • สำรองในระดับที่ซื้อเวลาให้ระบบปรับตัว ไม่ใช่สำรองจนต้นทุนสูงเกินไป
    • ค่าไฟฐานของครัวเรือนและ SME เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบที่สังคมรับได้
    • ค่าไฟไม่กระโดด
    • การเมืองไม่ต้องออกมาตรการฉุกเฉินบ่อยครั้ง
    • สิทธิในการคาดการณ์ค่าไฟได้ล่วงหน้า
    • สิทธิในการรับรู้ว่าค่าไฟเปลี่ยนเพราะอะไร
    • สิทธิในการได้รับการคุ้มครองจากความผันผวนสุดโต่งโดยไม่ต้องไปยื่นขอความช่วยเหลือเป็นรายกรณี
    • ผู้ประกอบการเลือกตามรูปแบบธุรกิจ ไม่ใช่ถูกบังคับสูตรเดียว
    • สร้างบรรทัดฐานความรับผิดชอบ
    • สถาปัตยกรรมนี้ทำงานจริง
    • กลไกนี้ เป็นกรอบถาวร
    • พลังงานไม่ใช่เพียงสินค้า หากแต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของอธิปไตยทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต
    • ครัวเรือนและ SME ได้รับความคาดการณ์ได้ด้านต้นทุน ขณะที่ระบบยังคงยืดหยุ่นต่อสภาวะตลาดโลก
    • ผู้ใช้ไฟไม่ใช่เพียงผู้รับภาระ แต่กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในการลดต้นทุนระบบ
    • การลดค่าไฟเกิดจากการลดต้นทุนจริง ไม่ใช่การอุดหนุนถาวร
    • ประชาชน ชุมชน และท้องถิ่นสามารถเป็นเจ้าของแหล่งผลิตพลังงานสะอาด
    • ครัวเรือน SME และชุมชนสามารถลงทุนพลังงานโดยใช้กระแสเงินสดจากการประหยัดค่าไฟเป็นฐาน
    • การผูกขาดเชิงข้อมูลและเชิงกติกาถูกสกัดตั้งแต่การออกแบบ ไม่ต้องรอการแก้ไขปลายเหตุ
    • ค่าไฟฐานของครัวเรือนและ SME ถูกคุ้มครองให้อยู่ในกรอบที่คาดการณ์ได้ โดยไม่บิดเบือนสัญญาณตลาดหรือสร้างภาระการคลังถาวร
    • นี่คือการ เปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การจัดการความเสี่ยงเชิงสถาบัน
    • ระบบที่ทำให้ค่าไฟไม่หลุดการควบคุม
    • ประชาชนและ SME มีอำนาจต่อรองเชิงโครงสร้าง
    • พลังงานกลับมาเป็นฐานอธิปไตยทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครัวเรือน
  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • งบลงทุน 60,000–120,000 ล้านบาท ใน 4 ปี
  • ทำให้โครงสร้างคิดราคาก๊าซโปร่งใส ระยะ 6–12 เดือน
  • เกิดโครงการชุมชนและเทศบาลต้นแบบ ใน 2 ปี
  • สัดส่วนไฟฟ้ากระจายศูนย์ในระบบจำหน่ายเพิ่มขึ้น ใน 4 ปี
  • ผลลัพธ์เชิงผลลัพธ์ ใน 12 เดือนแรก
  • การเปิดเผยข้อมูลและร่างกติกาแบ่งตะกร้าก๊าซ ใน 90 วันแรก
  • ออกประกาศกำกับการจัดสรร Base Gas และกำหนดโควตาสิทธิพลังงานฐาน เดือนที่ 4 ถึง 6
  • เริ่มแดชบอร์ดต้นทุนเชื้อเพลิงสาธารณะรายเดือน เดือนที่ 4 ถึง 6
  • เริ่มทดลองกรอบเพดานความผันผวนด้วยกองทุนกันชนในพื้นที่นำร่อง เดือนที่ 4 ถึง 6
  • ปรับสูตรส่งผ่านต้นทุนค่าไฟให้แยกต้นทุนฐานกับต้นทุนส่วนเพิ่มชัดเจน เดือนที่ 7 ถึง 12
  • ระบบชดเชยกรณีคำนวณผิด เดือนที่ 7 ถึง 12
  • กำหนด KPI ลดสัดส่วน Spot พร้อมรายงานสาธารณะรายไตรมาส เดือนที่ 7 ถึง 12
  • ทำให้ค่าไฟ “ลดได้ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมและลดพีก” ใน 12 เดือนแรก
  • ลดต้นทุนระบบโดยถาวร ใน 24–48 เดือน

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 29) ว่า '9,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบประมาณโดยตรง สำหรับระบบข้อมูล การตรวจสอบ และการเปลี่ยนผ่านเชิงสถาบัน
  • การจัดสรรรายได้และเงินส่งผ่านผลประโยชน์จากโครงสร้างก๊าซและค่าไฟที่โปร่งใสขึ้น โดยเฉพาะส่วนต่างต้นทุนที่เคยสะสมเป็นภาระค่า Ft หรือภาระค้างรับค้างจ่ายของระบบ
  • กองทุนและเครื่องมือการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เช่นพันธบัตรสีเขียวของรัฐและรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน โดยผูกกับโครงการโครงข่ายอัจฉริยะที่มีรายได้ชัดจากค่าบริการโครงข่ายและการลดต้นทุนการสูญเสียไฟฟ้า
  • การร่วมลงทุนกับท้องถิ่นและประชาชนผ่านสหกรณ์พลังงาน โดยให้รัฐทำหน้าที่ลดต้นทุนดอกเบี้ยและลดความเสี่ยงระยะเริ่มต้น
    • งบรัฐ
    • กองทุนเสถียรภาพราคา
    • เงินรัฐ

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 29) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โจทย์แท้จริงของคนไทยไม่ใช่รายได้ต่ำ แต่คือ Fixed Cost สูง
  • รายจ่ายจำเป็นเฉลี่ย ~9,000 บาท/เดือน (ไฟ–น้ำ–เน็ต–เดินทาง) เป็น “ภาษีเงียบ” ที่รัฐไม่เคยเข้าไปต่อรองแทนประชาชน
  • ทำให้การแจกเงินสด ไหลกลับ ไปยังทุนสาธารณูปโภคและแพลตฟอร์มในไม่กี่วัน
  • หนี้ครัวเรือน 86.8% ต่อ GDP สะท้อน “สภาพคล่องหาย”
  • ปัญหาของระบบสวัสดิการเดิมคือ “สวัสดิการที่รอรับ”
  • สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย/บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ:
    • รายได้ต่ำ + Fixed Cost สูง
    • สภาพคล่องหายทุกเดือน
    • เสี่ยงหนี้นอกระบบ
  • สำหรับแรงงานรายวัน / นอกระบบ:
    • รายได้ไม่สม่ำเสมอ
    • ค่าเดินทาง–อุปกรณ์สูง
    • เข้าไม่ถึงเครดิต
  • สำหรับแรงงานเงินเดือน (รายได้น้อย–กลาง):
    • รายได้คงที่ แต่ Fixed Cost กินสัดส่วนสูง
    • เงินไม่พอออม
    • เสี่ยงหนี้บัตรเครดิต
  • สำหรับนักเรียน / นักศึกษา / บัณฑิตใหม่:
    • ไม่มีรายได้ แต่มีต้นทุนการเรียน
    • เริ่มชีวิตด้วยหนี้
    • ทักษะไม่ตรงตลาด
  • สำหรับแรงงานในระบบภาษี (รายได้กลาง–สูง):
    • จ่ายภาษี แต่ได้สวัสดิการไม่คุ้ม
    • เงินออม–ลงทุนไม่เป็นระบบ
  • สำหรับผู้ประกอบการ / SME / ฟรีแลนซ์ขั้นสูง:
    • เงินหมุนเวียนตึง
    • ต้นทุนการเงินสูง
    • เสี่ยงตลาดโลก

จะทำอะไร (Action)

  • เปลี่ยน KPI ของรัฐจาก: รายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย / จำนวนเงินแจก เป็น: รายได้สุทธิหลังหักต้นทุนชีวิต (Net Disposable Income)
  • ใช้เครดิตสาธารณะ เป็น เครื่องมือกดต้นทุนชีวิต
  • แก้หนี้ครัวเรือนโดยไม่เติมหนี้ใหม่
  • ให้บัตรประชาชน Max เพิ่มสภาพคล่อง โดยไม่สร้างหนี้ และ ไม่แจกเงินสด
  • รัฐจ่ายตรงให้ผู้ให้บริการตามโควตาเครดิต สำหรับสิทธิพื้นฐาน
  • มอบสิทธิลดรายจ่ายคงที่แบบจ่ายตรง
  • มอบสิทธิยกระดับชีวิต
  • หน่วยคะแนนมาตรฐาน: Development Credit Unit (DCU)1 DCU
  • ให้ 1 DCU = สิทธิ Top-up มูลค่า 50–100 บาท/เดือน
  • อนุญาตให้ DCU แปลงเป็น: โควตาฟรีเพิ่ม, ส่วนลด, สิทธิปลดล็อกบริการรัฐ
  • ให้คะแนน DCU จากพฤติกรรมการพัฒนาตนเอง เช่น:
    • ตรวจสุขภาพประจำปี: +10 DCU
    • เข้ารับการดูแลโรคเรื้อรังต่อเนื่อง ≥ 6 เดือน: +15 DCU
    • โปรแกรมสุขภาพจิต/เลิกบุหรี่: +10 DCU
    • อบรมอาชีพ ≤20 ชม.: +10 DCU
    • อบรม 21–60 ชม.: +20 DCU
    • AI / Coding / E-commerce / ช่างอาชีพ: +25 DCU
    • สอบผ่านมาตรฐานฝีมือ: +20 DCU
    • จ่ายค่าน้ำไฟตรงเวลา ≥ 6 เดือน: +10 DCU
    • ใช้ e-Receipt / e-Tax: +10 DCU
    • เข้าร่วมโครงการจัดการหนี้: +15 DCU
    • ออมต่อเนื่อง ≥ 12 เดือน: +15 DCU พิเศษ
    • ลงทุน SME ไทย / พลังงานชุมชน: +20 DCU
  • ใช้ DCU + ประวัติการใช้สิทธิชั้น 1–2 เพื่อค้ำประกันไมโครเครดิต
  • ให้รัฐค้ำประกัน “บางส่วน” สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ
  • เขียนให้เป็น มาตรากฎหมายล่วงหน้า เพื่อกันการตีความผิด
  • แยก 4 ระบบออกจากกันเด็ดขาด เพื่อกันการรวมศูนย์อำนาจแบบ Social Credit: ระบบสิทธิพลเมือง, ระบบกฎหมายและความมั่นคง, ระบบ DCU (สิทธิส่งเสริม), ระบบเอกชน/ตลาด
  • กำหนดให้ DCU ทุกการใช้งานต้องเป็น Explicit Consent
  • กำหนดให้ประชาชนมีสิทธิปฏิเสธการใช้ DCU
  • กำหนดให้เก็บเฉพาะ “เหตุการณ์” ไม่เก็บ “พฤติกรรมชีวิต”
  • กำหนดให้ DCU แปลงเป็น Token
  • กำหนดให้ DCU เป็น Opt-in
  • กำหนดให้ สูตรคำนวณ DCU: เปิดเผยต่อสาธารณะ แก้ไขได้เฉพาะโดยกฎหมาย/มติสภา
  • กำหนดให้ น้ำหนักคะแนน: ต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็น ทบทวนเป็นรอบ
  • ตั้ง “คณะกรรมการกำกับ DCU อิสระ” แยกจากฝ่ายบริหาร
  • มอบอำนาจให้คณะกรรมการฯ ตรวจสอบการใช้งาน DCU, สั่งระงับระบบบางส่วน, เปิดเผยรายงานสาธารณะประจำปี
  • กำหนดให้งบ “เท่าเดิม” (ประมาณ 2.6 แสนล้าน/ปี) แต่เปลี่ยนวิธีใช้: ย้ายงบจาก “วงเงินซื้อสินค้า/เดินทางแบบกระจาย” ไปเป็น “จ่ายตรง Fixed Cost” มากขึ้น, ใช้ส่วนหนึ่งเป็น Top-up จากพฤติกรรม (Skill/Health) เฉพาะคนที่ทำจริง
  • เพิ่มงบ “เฉพาะส่วน Fixed Cost Crusher” ให้ถึงเป้าประชาชนเหลือ 1,500–2,000/เดือน
  • สำหรับการแลก DCU เพิ่ม ค่าไฟฟ้า:
    • 5 DCU → +30 หน่วย
    • 10 DCU → +60 หน่วย
    • 20 DCU → +100 หน่วย
  • สำหรับการแลก DCU อินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์พื้นฐาน:
    • 5 DCU → เพิ่มเป็น 30 Mbps
    • 10 DCU → 50 Mbps
    • 15 DCU → 100 Mbps (เฉพาะผู้เรียน/ทำงานออนไลน์)
  • สำหรับการแลก DCU ค่าเดินทางสาธารณะ:
    • 5 DCU → +10 เที่ยว
    • 10 DCU → +25 เที่ยว
  • สำหรับการแลก DCU ตรวจสุขภาพเชิงลึก:
    • 10 DCU สำหรับ ตรวจเลือด/ไขมัน/น้ำตาลเชิงลึก
    • 20 DCU สำหรับ ตรวจสุขภาพแรงงาน/ออฟฟิศซินโดรม
  • สำหรับการแลก DCU สุขภาพจิตและฟื้นฟูแรงงาน:
    • 10 DCU สำหรับ ปรึกษานักจิตวิทยา 1 ครั้ง
    • 20 DCU สำหรับ โปรแกรมดูแลต่อเนื่อง 3–5 ครั้ง
  • สำหรับการแลก DCU Voucher เครื่องมือทำมาหากิน:
    • 20 DCU → Voucher 3,000 บาท
    • 40 DCU → Voucher 7,000 บาท
    • 60 DCU → Voucher 12,000 บาท
  • สำหรับการแลก DCU ซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์มทำงาน:
    • 5 DCU: ใช้เครื่องมือออกแบบ/บัญชี/AI ฟรี 1 เดือน
    • 10 DCU: ฟรี 3 เดือน
  • สำหรับการแลก DCU ลดดอกเบี้ยไมโครเครดิต: ทุก 10 DCU → ลดดอกเบี้ย 0.5% ต่อปี
  • สำหรับการแลก DCU ลดค่าธรรมเนียมการเงิน:
    • 5 DCU: ฟรีค่าธรรมเนียมโอน/ชำระ
    • 10 DCU: ฟรีค่าธรรมเนียมรายเดือนบัญชีธุรกิจรายย่อย
  • สำหรับ Matching Fund การออม: ออม 1,000 บาท/เดือน ใช้ 10 DCU: รัฐสมทบ 200 บาท, ใช้ 20 DCU: รัฐสมทบ 500 บาท
  • สำหรับการแลก DCU ลงทุน SME / ชุมชน:
    • 20 DCU: สิทธิลงทุนกองทุน SME ไทยขั้นต่ำต่ำ
    • 30 DCU: รับผลตอบแทนภาษีพิเศษ
  • สำหรับการแลก DCU รายได้ต่างประเทศ:
    • 10 DCU: ลดค่าธรรมเนียมโอนเงิน 1–2%
    • 20 DCU: บริการบัญชีหลายสกุลเงินฟรี
  • สำหรับการแลก DCU ลงทุนต่างประเทศ:
    • รัฐค้ำประกันบางส่วน (ไม่เกิน 30%)
    • ลงทุนผ่านกองทุน/โครงการที่รัฐรับรอง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ทำให้ รายได้สุทธิหลังหักต้นทุนชีวิต (Net Disposable Income) เป็น KPI ของรัฐ
  • แก้หนี้ครัวเรือนโดยไม่เติมหนี้ใหม่
  • เพิ่มสภาพคล่อง โดยไม่สร้างหนี้ และ ไม่แจกเงินสด
  • ในชั้นที่ 1 Fixed Cost Crusher Credit จะทำให้เกิดผลลัพธ์เชิงโครงสร้างดังนี้:
    • ค่าไฟฟ้าฟรี 120–150 หน่วย/เดือน มูลค่า ~450–600 บาท
    • ค่าน้ำประปาฟรีตามโควตาครัวเรือน~100–150 บาท
    • อินเทอร์เน็ตพื้นฐาน 10–20 Mbps~300–400 บาท
    • ค่าเดินทางสาธารณะ (พื้นที่เมือง) โควตาเที่ยว/เดือน~300–500 บาท
    • เงินเหลือในกระเป๋าทันที: 1,500–2,000 บาท/เดือน
    • ลดแรงกดดันก่อหนี้ระยะสั้น
    • ไม่มีการรั่วไหลไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
  • ในชั้นที่ 2 Skill-Based Top-up Credit จะทำให้เกิดผลลัพธ์ดังนี้:
    • เพิ่มมูลค่าสิทธิ
    • DCU ไม่สะสมเป็นเงินสด แต่แปลงเป็น: โควตาฟรีเพิ่ม, ส่วนลด, สิทธิปลดล็อกบริการรัฐ
    • เพดาน DCU: 60–80 DCU/ปี
    • ไม่อนุญาต “ปั๊มคะแนน”
    • คะแนนหมดอายุหากไม่ใช้งาน (เพื่อกระตุ้นการใช้จริง)
  • ในชั้นที่ 3 Opportunity & Investment Credit จะทำให้เกิดผลลัพธ์ดังนี้:
    • วงเงินค้ำ = 5,000 + (DCU × 300)
    • สัดส่วนค้ำ = 30% + (DCU ÷ 200)
    • ตัวอย่าง: มี 40 DCU รัฐค้ำ ~50% ทำให้กู้ได้ ~34,000 บาท
    • ยกระดับรายได้–ลงทุน–เชื่อมโลก
    • ลดความเสี่ยงเชิงกติกา
  • DCU ไม่ได้วัดว่าใครเป็นคนดี แต่รัฐเลือกให้รางวัลกับพฤติกรรมที่ลดต้นทุนสังคมและเพิ่มศักยภาพประเทศ
  • DCU ไม่มีคะแนนติดลบ ไม่มีการหักคะแนนย้อนหลัง
  • ไม่ทำอะไร = ไม่ได้เพิ่ม แต่ ไม่เสีย คะแนน
  • ไม่เคยมีสถานะ “คะแนนต่ำ = ถูกลงโทษ”
  • ไม่สามารถใช้ DCU เพื่อควบคุมพฤติกรรม
  • DCU เป็นเพียง “สิทธิพิเศษเสริม” (Optional Benefit)
  • ระบบสิทธิพลเมือง: ห้ามเชื่อมกับ DCU โดยเด็ดขาด
  • ระบบกฎหมายและความมั่นคง: เข้าถึง DCU ไม่ได้
  • ระบบ DCU (สิทธิส่งเสริม): เป็นระบบ “สมัครใจ”
  • ระบบเอกชน/ตลาด: ห้ามเห็นคะแนน DCU ดิบ, เห็นได้แค่ “สิทธิที่รัฐอนุญาตให้ใช้”
  • ไม่ยินยอม = ไม่ได้สิทธิพิเศษ แต่ไม่เสียสิทธิใด ๆ
  • ผู้ให้สิทธิ: เห็นแค่ว่า “ใช้ได้ ใช้ไม่ได้” ไม่เห็นเหตุผลเชิงพฤติกรรม
  • ธนาคาร: เห็นว่า “รัฐค้ำ 40%” ไม่เห็นว่าคนนี้ได้คะแนนจากอะไร
  • ไม่เข้าร่วม DCU: ยังได้สิทธิพื้นฐาน Fixed Cost Crusher, ยังได้สวัสดิการตามกฎหมาย, ไม่มีสถานะ “คนนอกระบบ DCU = เสียโอกาสชีวิต”
  • ผลลัพธ์รวมต่อ “เงินเหลือจริง”:
    • ค่าไฟ–น้ำ–เน็ต ประหยัด/เดือน: 800–1,200 บาท
    • เดินทาง ประหยัด/เดือน: 300–600 บาท
    • สุขภาพ ประหยัด/เดือน: 200–400 บาท
    • ดอกเบี้ย/ค่าธรรมเนียม ประหยัด/เดือน: 100–300 บาท
    • รวม 1,500–2,500 บาท/เดือน
    • เทียบเท่าการ “เพิ่มรายได้” ปีละ 18,000–30,000 บาท โดยไม่ต้องแจกเงินสด และไม่เพิ่มหนี้
  • สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย/บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: เงินเหลือเพิ่ม 2,000–2,500 บาท/เดือน, ไม่ต้องก่อหนี้ใหม่, ค่อย ๆ ไต่ขึ้นสู่แรงงานรายได้ประจำ
  • สำหรับแรงงานรายวัน / นอกระบบ: ลดต้นทุนทำงาน 1,500–2,000 บาท/เดือน, เพิ่มรายได้จากเครื่องมือ, เข้าสู่เครดิตในระบบโดยไม่ใช้คนค้ำ
  • สำหรับแรงงานเงินเดือน (รายได้น้อย–กลาง): เงินออมเพิ่ม 2,000–4,000 บาท/เดือน, ลดหนี้บริโภค, ขยับรายได้ใน 1–2 ปี
  • สำหรับนักเรียน / นักศึกษา / บัณฑิตใหม่: ลดค่าใช้จ่ายเรียน 1,000–2,000 บาท/เดือน, ได้งานเร็วขึ้น, ไม่เริ่มชีวิตด้วยหนี้เสีย
  • สำหรับแรงงานในระบบภาษี (รายได้กลาง–สูง): ภาษี “คุ้มค่า”, เงินไหลกลับเศรษฐกิจไทย, สร้างฐานนักลงทุนรายย่อย
  • สำหรับผู้ประกอบการ / SME / ฟรีแลนซ์ขั้นสูง: ธุรกิจโตโดยไม่พึ่งทุนใหญ่, เงินไทยออกไปสร้างรายได้แล้วกลับประเทศ, เกิด Thai Capital Abroad
  • ผลลัพธ์ของอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์พื้นฐาน: ลดรายจ่ายครัวเรือน เพิ่มศักยภาพหารายได้ทันที
  • ผลลัพธ์ของการลดดอกเบี้ยไมโครเครดิต: ประหยัด ~800 บาท/ปี
  • ผลลัพธ์ของซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์มทำงาน: เพิ่มรายได้ผู้ใช้ได้หลายเท่า
  • เพดานค่าไฟฟ้า: ไม่เกิน 250 หน่วย/เดือน/ครัวเรือน
  • เพดาน Matching Fund: ไม่เกิน 6,000 บาท/ปี/คน
  • วงเงินที่เป็นไปได้สำหรับการลงทุนต่างประเทศ: 50,000 – 200,000 บาท/ราย (เริ่มต้น)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 11) ว่า '95,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • รัฐ จากการจ่ายตรงให้ผู้ให้บริการ
  • รัฐ สำหรับการค้ำประกัน

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 11) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ