ประเด็น

ท่องเที่ยว

มี 10 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
  • หลังจาก กกต. เปิดเผยเอกสารนโยบาย (ณ วันที่ 26 ม.ค. 2569) ทีมงานได้อัปเดตข้อมูลงบประมาณและแหล่งที่มาของงบประมาณที่ตรงกันระหว่างเอกสารนโยบายและเว็บไซต์พรรค โดยแสดงด้วยตัวอักษรสีเขียว
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างรายได้จากพื้นฐานความเข้มแข็งเดิมด้วยอาหารคุณภาพและเกษตรแปรรูป
  • ยกระดับ Duty Free Shop สู่สากล
  • ให้ข้อมูลการพัฒนาศักยภาพคนและชุมชนเกษตร
  • บริการจัดเก็บถนอมรักษาอาหารเกษตรของสดเน่าเสียง่าย
  • โปรโมทเทศกาลสำคัญของไทย
  • เพิ่มส่วนแบ่งอาหารของไทยในตลาดโลก จาก 2.5% เป็น 5% ในปี 2570
  • เที่ยวสนุก "12 เดือน 12 Events ทั่วไทย"
  • บริการจัดเก็บถนอมรักษาอาหารเกษตรของสดเน่าเสียง่าย
  • จัดการ บริหาร ขนส่งสินค้าเกษตรภายในประเทศและต่างประเทศ
  • สร้างกระแสความนิยมในผลิตภัณฑ์และสินค้าไทย ด้วยการเติมพลัง Thainess ที่เป็นจุดเด่นของแต่ละชุมชน ผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่
  • โปรโมทเทศกาลสำคัญของไทย ให้ได้รับการยอมรับเป็นงานเทศกาลนานาชาติ (World Festivals)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • อันดับการส่งออกอาหารเลื่อนขึ้นจากอันดับ 11 เป็นอันดับ 10 ของโลก
  • เพิ่มส่วนแบ่งอาหารของไทยในตลาดโลกจาก 2.5% เป็น 5% ในปี 2570
  • มูลค่าตลาด Global Wellbeing Hub เป้าหมาย 1% เท่ากับ 1.5 ล้านล้านบาท

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • ประชาชน
  • ชุมชน
  • ผู้ประกอบการ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • - เพิ่มส่วนแบ่งอาหารของไทยในตลาดโลกจาก 2.5% เป็น 5% ภายใน ปี 2570

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การกระจุกตัวของรายได้จากการท่องเที่ยวในเมืองท่องเที่ยวหลัก
  • นักท่องเที่ยวชาวไทยแสวงหาประสบการณ์ใหม่
  • ความยุ่งยากในเชิงธุรการของโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยว

จะทำอะไร (Action)

  • ช่วยจ่ายค่าท่องเที่ยวเมืองรองตามจริง
  • เปลี่ยนเมืองรองหมุนเวียนทุกซีซั่น
  • ใช้มาตรการร่วมจ่ายเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย
  • ยกระดับเทศกาลท้องถิ่น แหล่งท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐาน
  • เปิดพื้นที่ให้ครีเอเตอร์และคนในท้องถิ่นร่วมออกแบบเส้นทางท่องเที่ยว
  • พัฒนาระบบสนับสนุนการใช้จ่ายที่เน้นความเรียบง่าย
  • บูรณาการงบประมาณและองค์ความร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • สนับสนุนทุนหรือเครื่องมือให้คนในท้องถิ่นและอินฟลูเอนเซอร์
  • รัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามจริงสูงสุด 500 บาทต่อวัน (รวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อทริป) โดยรับสิทธิได้ 1 ครั้งต่อปี

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวไทยสู่เมืองรอง
  • ยกระดับกำลังซื้อ
  • ลดภาระค่าใช้จ่ายให้นักท่องเที่ยว
  • กระจายจำนวนนักท่องเที่ยวให้สมดุลตลอดทั้งปี

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • นักท่องเที่ยว
  • ชุมชน
  • คนในท้องถิ่น

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 15.1) ว่า '1,500 ล้านบาท/ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 15.1) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญกับ 'วิกฤตเชิงโครงสร้าง' 4 ด้านสำคัญ
  • ความน่าสนใจลดลง: นักท่องเที่ยวขาดแรงจูงใจในการกลับมาเที่ยวซ้ำ เนื่องจากขาดจุดขายใหม่ๆ และเผชิญการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้าน
  • ท่องเที่ยวกระจุกตัว: รายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 70% กระจุกตัวในเพียง 5 จังหวัดหลัก
  • ภัยคุกคามจากทุนเทา: ธุรกิจสีเทาและนอมินีต่างชาติเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งจากผู้ประกอบการท้องถิ่น
  • งบประมาณ 'หนักหน้าบ้าน เบาหลังบ้าน': รัฐทุ่มงบประมาณไปกับการโฆษณา (งานหน้าบ้าน) ถึง 78% แต่ละเลยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

จะทำอะไร (Action)

  • ฟื้นฟูการท่องเที่ยวโดยปรับสมดุลระหว่างงานหน้าบ้านกับงานหลังบ้าน
  • ลงทุนสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-Made)
  • ปรับมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยวให้เป็นแบบเฉพาะกลุ่มมากขึ้น
  • ปรับระบบงบประมาณที่กระจัดกระจายให้มี 'เจ้าภาพ' ที่ชัดเจน
  • สร้างระบบรับแจ้งเรื่องร้องเรียน
  • สร้างแพลตฟอร์มท่องเที่ยวแห่งชาติ (Tourism Superapp)
  • จัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มแหล่งท่องเที่ยวใน 25 เมืองรอง
  • ตั้งเป้าดำเนินการให้ได้อย่างน้อย 5 แห่งภายใน 4 ปี
  • คาดการณ์รายได้ปีละ 9,000 ล้านบาท
  • ช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว
  • สร้างความประทับใจ
  • แก้ปัญหาความหนาแน่นในจุดท่องเที่ยวหลัก

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • นักท่องเที่ยว
  • ชุมชน
  • ผู้ประกอบการท้องถิ่น

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • โดยตั้งเป้าดำเนินการเมกะโปรเจกต์ให้ได้อย่างน้อย 5 แห่งภายใน 4 ปี
  • ตั้งเป้าเพิ่มแหล่งท่องเที่ยวใน 25 เมืองรอง ภายใน 4 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ลงทุน เมกะโปรเจกต์ 5,000–10,000 ล้านบาท
  • 200 ล้านบาทต่อหนึ่งเมืองรอง

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 12.1) ว่า '130,000 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบประมาณของรัฐ
  • ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 12.1) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ และอาจเลือกใช้การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือการใช้เงินจากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย การออกพันธบัตรรัฐบาล หรือแหล่งเงินอื่น ทั้งนี้ การดำเนินการทั้งหมดจะปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะอย่างเคร่งครัด'

ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในมิติต่างๆ
  • ส่งเสริมการกีฬารวมถึงวิทยาศาสตร์และเวชศาสตร์การกีฬา
  • ส่งเสริมให้เอกชนมีการลงทุนด้านการกีฬา โดยสร้างแรงจูงใจด้านสิทธิพิเศษทางภาษี หรือ สิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้อื่นๆ ที่เหมาะสม
  • จัดตั้งสภากีฬาแห่งชาติ ประกอบด้วยผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในทุกประเภทกีฬา ทำหน้าที่กำหนดนโยบายการกีฬาของชาติ
  • จัดตั้งสถาบันบริหารการกีฬาอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นกีฬาอาชีพ วิทยาศาสตร์การกีฬา และเวชศาสตร์การกีฬา เพื่อพัฒนาการกีฬาของชาติ
  • สนับสนุนสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการแข่งขันทั้งในประเทศและนานาชาติ โดยให้มีสถานที่เก็บตัวฝึกซ้อมที่ได้มาตรฐาน พร้อมทั้ง มีอุปกรณ์กีฬาที่ได้มาตรฐาน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในมิติต่างๆ (การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาการท่องเที่ยว อาทิ ระบบการคมนาคม ระบบไฟฟ้า และระบบน้ำประปา) มีมาตรฐาน
  • กระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม
  • มีความสอดคล้องกับสภาพสังคม อัตลักษณ์ วัฒนธรรม และอยู่บนฐานของความยั่งยืนของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม
  • มีการจัดตั้งสโมสรหรือศูนย์กีฬาชุมชนให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
  • มีสนามและอุปกรณ์กีฬาที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน
  • ประชาชนได้เข้าถึงกีฬามากขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เด็ก
  • เยาวชน
  • ผู้สูงอายุ
  • สตรี
  • ผู้พิการ
  • นักกีฬา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • น้ำท่วมซ้ำซากและการระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพ: พื้นที่ราบภาคกลางเผชิญน้ำท่วมขังเป็นประจำ กระทบที่อยู่อาศัย เกษตรกรรม และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
  • ต้นทุนโลจิสติกส์สูงและทางเลือกการขนส่งจำกัด: การพึ่งพาขนส่งทางถนนเป็นหลัก ทำให้ต้นทุนสูงและแออัด ขาดเส้นทางขนส่งทางน้ำที่มีประสิทธิภาพ
  • ศักยภาพพื้นที่ริมน้ำยังไม่ถูกใช้เต็มที่: พื้นที่ริมคลองและแม่น้ำขาดการพัฒนาเชิงเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว และสาธารณูปโภค ทำให้ท้องถิ่นมีรายได้จำกัด

จะทำอะไร (Action)

  • บูรณาการการจัดการน้ำ การขนส่ง และการพัฒนาพื้นที่ ด้วยโครงข่ายน้ำสายใหม่ที่เชื่อมทั้งระบบ
  • ขุดและขยายคลองชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย เพิ่มความกว้างประมาณ 100 เมตร ระยะทางราว 270 กิโลเมตร
  • พัฒนาเป็นเส้นทางขนส่งทางน้ำใหม่
  • เชื่อมระบบน้ำทั้งลุ่มน้ำ
  • พัฒนาที่ดินริมฝั่งในชัยนาท สิงห์บุรี อยุธยา นครนายก ฉะเชิงเทรา และสระบุรี
  • สร้างระบบประปาผิวดิน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มประสิทธิภาพเส้นทางการขนส่งทางน้ำ
  • รองรับระบบจัดการน้ำในอนาคต
  • เพิ่มมูลค่าพื้นที่ริมน้ำ
  • ยกระดับการระบายน้ำ
  • ลดน้ำท่วมพื้นที่ราบภาคกลาง
  • เพิ่มทางเลือกโลจิสติกส์
  • ลดต้นทุนการขนส่ง
  • เชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างจังหวัด
  • เพิ่มปริมาณน้ำเพื่อการเกษตร
  • เสริมเสถียรภาพการจัดการน้ำในอนาคต
  • เพิ่มมูลค่าพื้นที่ริมน้ำ
  • ประชาชนมีน้ำคุณภาพใช้
  • เพิ่มรายได้ท้องถิ่นเพื่อนำกลับมาพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • พื้นที่ราบภาคกลาง
  • เกษตรกรรม
  • ท้องถิ่น
  • ชุมชน
  • ชัยนาท
  • สิงห์บุรี
  • อยุธยา
  • นครนายก
  • ฉะเชิงเทรา
  • สระบุรี

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 16) ว่า '10,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 16) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน PPP เงินกองทุนคมนาคมเพื่ออนาคตของชาติ สัดส่วน 50:30:20'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • รายได้จากการท่องเที่ยวกระจุกตัวและมูลค่าต่อหัวต่ำ: การท่องเที่ยวของไทยพึ่งพาปริมาณนักท่องเที่ยวเป็นหลัก ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อวันต่ำ รายได้ไม่กระจายถึงชุมชนและท้องถิ่นอย่างแท้จริง
  • ท้องถิ่นและผู้ประกอบการรายย่อยเข้าไม่ถึงโอกาสใหม่: สินค้า ภูมิปัญญา และบริการท้องถิ่นยังถูกเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวน้อย ขาดข้อมูลและเครื่องมือในการพัฒนาบริการมูลค่าสูง
  • ระบบข้อมูลและกติกาไม่เอื้อต่อการยกระดับคุณภาพ: ข้อมูลนักท่องเที่ยวกระจัดกระจาย กฎระเบียบด้านบริการสุขภาพและการท่องเที่ยวบางส่วนยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างโครงสร้างฐานข้อมูลกลางนักท่องเที่ยว: ต่อยอดจาก TravelLink ของสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) รวบรวมข้อมูลการเดินทาง พฤติกรรม และการใช้จ่าย
  • พัฒนาแพลตฟอร์มเชื่อมข้อมูลภาครัฐเพื่ออำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว: ยืนยันตัวตนครั้งเดียวเมื่อเข้าประเทศ เชื่อมข้อมูลที่พักกับตำรวจท่องเที่ยว ระบบติดตามเพื่อความปลอดภัย และการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแบบออนไลน์
  • ยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness Tourism): เชื่อมโยงการแพทย์ การฟื้นฟูสุขภาพ และการดูแลผู้สูงอายุ พร้อมพัฒนามาตรฐานผู้ให้บริการ
  • พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวสุขภาพระดับท้องถิ่น: ส่งเสริม Wellness & Longevity Destination ใช้วัตถุดิบ ยา และสมุนไพรท้องถิ่น โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อน พร้อมพื้นที่นำร่อง Scientific Wellness Sandbox
  • ขยายตลาดท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มและกระจายอำนาจ: ปรับกฎประชาสัมพันธ์บริการสุขภาพอย่างสร้างสรรค์และมีจริยธรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยวฮาลาล และให้อำนาจท้องถิ่นวางแผนและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวได้รวดเร็วตามบริบทพื้นที่

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยกระดับการท่องเที่ยวไทยจาก “ปริมาณ” สู่ “มูลค่า”
  • เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวยั่งยืน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ชุมชน
  • ท้องถิ่น
  • ผู้ประกอบการรายย่อย
  • เอกชน
  • นักท่องเที่ยว
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 13) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 13) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดันให้มีการใช้มาตรการทางกฎหมายในการปรับปรุงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการกีฬา
  • ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเยาวชนและประชาชนสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพ
  • พัฒนาหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมประเพณี
  • พัฒนาหมู่บ้านนักกีฬา
  • ส่งเสริมและพัฒนาการกีฬาให้ไปสู่ความเป็นเลิศ
  • ส่งเสริมการมีธนาคารเพื่อการประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวและกีฬา

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกิดการพัฒนาที่เป็นประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ
  • าเยาวชนและประชาชน สามารถเข้าสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพของโลกได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • เยาวชน
  • นักกีฬา
  • ท้องถิ่น

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โครงสร้างการท่องเที่ยวของประเทศไทยเติบโตภายใต้กรอบคิดที่ให้ความสำคัญกับจำนวนผู้มาเยือนเป็นหลัก
  • สมมติฐานที่ว่า ยิ่งมีนักท่องเที่ยวมาก ประเทศยิ่งสร้างรายได้สูง ได้กลายเป็นฐานคิดหลักของการวางยุทธศาสตร์ท่องเที่ยว...แต่กลับกลายเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนศักยภาพระยะยาวของประเทศอย่างเป็นระบบ
  • ประเทศไทยกำลังเผชิญการเสื่อมโทรมของทุนธรรมชาติและทุนวัฒนธรรมพร้อมกัน
  • แนวปะการังเสื่อมโทรม ป่าต้นน้ำถูกกดดันจากกิจกรรมมนุษย์ เมืองโบราณและแหล่งมรดกทางประวัติศาสตร์ขาดความสงบในการอนุรักษ์
  • รายได้จากการท่องเที่ยวกลับไม่กระจายสู่ชุมชนเจ้าของพื้นที่อย่างเป็นธรรม แต่ไหลออกผ่านโครงสร้างทุนขนาดใหญ่และแพลตฟอร์มข้ามชาติ
  • ปัญหาในระดับรากฐานของระบบการท่องเที่ยวไทย ซึ่งสะสมความบิดเบือนมาเป็นเวลานานจากการออกแบบนโยบายที่เน้นตัวเลขปริมาณมากกว่าคุณค่าที่แท้จริง
  • การพึ่งพาปริมาณนักท่องเที่ยวจำนวนมากซึ่งสร้างรายได้ต่อหัวต่ำ
  • ความจำเป็นในการแข่งขันด้านราคา ซึ่งเป็นกับดักที่ทำให้ประเทศไทยต้องลดมาตรฐานอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาจำนวนนักท่องเที่ยว
  • ชุมชนท้องถิ่นทำหน้าที่เป็นแรงงานปลายทาง... รายได้ของชุมชนจึงขึ้นอยู่กับปริมาณนักท่องเที่ยว และถูกบีบให้ยอมรับการใช้ทรัพยากรเกินศักยภาพเพื่อแลกกับเศษรายได้ในระยะสั้น
  • โครงสร้างนี้ทำให้การอนุรักษ์กับปากท้องเป็นศัตรูกันโดยธรรมชาติ
  • การเพิ่มรายได้รวมผ่านการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวอาจดูประสบความสำเร็จในระยะสั้น แต่ซ่อนต้นทุนจำนวนมากไว้ในรูปของความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และความเสียหายต่อคุณภาพชีวิตของชุมชน
  • GDP สามารถเพิ่มขึ้นได้พร้อมกับการทำลายทรัพยากรอย่างถาวร
  • ความสามารถในการสร้างรายได้ในอนาคตกำลังถูกกัดกร่อนอย่างเงียบ ๆ
  • การเติบโตที่กระจุกตัวในบริษัททัวร์ โรงแรม หรือแพลตฟอร์มต่างชาติ ไม่ถือเป็นความสำเร็จของนโยบายไทยวิจิตร หากรายได้ของคนในพื้นที่ไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ
  • การท่องเที่ยวเป็นพื้นที่รองรับแรงงานทักษะต่ำที่รายได้ผันผวน
  • ปัญหาเชิงโครงสร้างที่พบได้บ่อยในโครงการพัฒนา (คือการผูกขาดอำนาจของกลุ่มนำท้องถิ่น)
  • การต่อต้านจากผู้ประกอบการเดิม
  • การถูกมองว่าเป็นนโยบายสำหรับคนรวย
  • การท่องเที่ยวไทยเป็น "ตลาดล่างที่เน้นจำนวน"

จะทำอะไร (Action)

  • เปลี่ยนกรอบคิดและรื้อโครงสร้างการใช้สมบัติชาติใหม่ทั้งหมด
  • นำหลัก Carrying Capacity มาเป็นกรอบสูงสุดในการกำหนดจำนวนผู้เข้าชม
  • ใช้ Premium Pricing เป็นเครื่องมือคัดกรองคุณภาพอุปสงค์ และเป็นการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของการดูแล ฟื้นฟู และถ่ายทอดคุณค่าของพื้นที่
  • จำกัดจำนวนผู้เข้าชมตามขีดความสามารถในการรองรับ
  • เปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของภาคการท่องเที่ยว จากการพึ่งพาปริมาณนักท่องเที่ยวจำนวนมากซึ่งสร้างรายได้ต่อหัวต่ำ ไปสู่การเพิ่มรายได้ต่อหัวผ่านการออกแบบประสบการณ์เชิงคุณค่า การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์
  • โอนอำนาจการจัดการและผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรกลับคืนสู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง
  • ทำให้ชุมชนเป็นเจ้าของทุน
  • รัฐต้องลงทุนเพื่อสร้างระบบถาวร
  • พัฒนาระบบควบคุมการเข้าถึงแบบดิจิทัล ซึ่งทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และเป็นเครื่องมือกำกับพฤติกรรม การให้ความรู้ และการเก็บข้อมูลเชิงนิเวศและสังคม
  • ใช้งบประมาณกับโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการออกแบบเส้นทาง การจัดการน้ำเสีย การจัดการขยะ และการใช้พลังงานสะอาด
  • รัฐออกแบบกลไกการระดมทุนเพื่อคุ้มครองและเพิ่มมูลค่าทุนชาติในระยะยาว
  • ใช้กองทุนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นเงินตั้งต้น
  • ออกพันธบัตรสีเขียว
  • ใช้ Entry Premium Fee เป็นกลไกปรับพฤติกรรมอุปสงค์
  • คัดเลือกพื้นที่นำร่องโดยเริ่มจากคำถามว่าพื้นที่ใดมีความเปราะบางสูงสุดและมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียคุณค่าอย่างถาวร หากยังถูกใช้งานภายใต้รูปแบบเดิม
  • กำหนดโควตาการเข้าชมโดยผลลัพธ์ของการประเมินเชิงวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ร่วมกัน
  • พัฒนาระบบดิจิทัล (Smart Monitoring) ทำหน้าที่เป็นกลไกกำกับและเรียนรู้ เช่น ระบบจองล่วงหน้า การบรีฟสิ่งแวดล้อม และการติดตามพฤติกรรมการเข้าชม
  • เปลี่ยนบทบาทของชุมชนจากผู้ให้บริการปลายทาง ไปสู่ผู้จัดการทรัพยากรและผู้ถ่ายทอดคุณค่า โดยดึงผู้สูงอายุ ปราชญ์ชาวบ้าน และคนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาท
  • ออกแบบการไหลของรายได้อย่างชัดเจนและตรวจสอบได้
  • ทำให้ “รายได้จากการจำกัด” ไหลกลับสู่ชุมชนโดยตรงในฐานะเจ้าของทรัพยากร
  • ตัดบทบาทตัวกลางที่ไม่สร้างคุณค่าออกให้มากที่สุด
  • ใช้โมเดลหนึ่งคนหนึ่งเสียงในการตัดสินใจใช้เงินกองทุนชุมชน
  • ใช้ตัวชี้วัด Beyond GDP
  • ส่งเสริมให้การท่องเที่ยวเป็นภาคเศรษฐกิจที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง ความเข้าใจเชิงนิเวศ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม
  • ดึงระบบการศึกษาเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง เกิดความต้องการหลักสูตรมัคคุเทศก์เชิงลึก นักจัดการทรัพยากร นักสื่อความหมายทางวัฒนธรรม และนักวิจัยภาคสนาม
  • นโยบายนี้ช่วยหยุดการไหลออกของคนรุ่นใหม่จากชนบทไปสู่เมืองใหญ่
  • โครงการกระจายอำนาจเชิงทรัพยากรอย่างแท้จริง
  • ประเทศไทยเปลี่ยนบทบาทจากผู้แข่งขันด้านราคากับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ไปสู่ผู้กำหนดมาตรฐานการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในภูมิภาค
  • ไม่แลกทรัพยากรที่ไม่อาจทดแทนได้กับรายได้ระยะสั้น
  • พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอันซีนให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แบบจำกัดจำนวน
  • จัดเก็บค่าธรรมเนียมอย่างเหมาะสมและนำรายได้กลับคืนสู่ชุมชนและการอนุรักษ์
  • กำหนดเพดานจำนวนนักท่องเที่ยวต่อวัน
  • จัดเก็บค่าธรรมเนียมตามช่วงเวลา (Time Slot)
  • พัฒนากิจกรรมเชิงประสบการณ์โดยชุมชน
  • จัดตั้งกองทุนอนุรักษ์และพัฒนาชุมชน
  • จัดตั้งตรารับรองกลาง “Thailand Heritage Experience” และแบ่งหมวดสินค้าและบริการพร้อมกรอบราคากลาง
  • กำหนดโครงสร้างแบ่งรายได้: ชุมชน 60% | กองทุนอนุรักษ์ 20% | บริหารจัดการ 10% | พัฒนาคนรุ่นใหม่ 10%
  • มีระบบ QR Code ตรวจสอบที่มา ราคา และสัดส่วนรายได้
  • รัฐช่วยปรับตัวผู้ประกอบการเดิมเป็นทัวร์คุณภาพ
  • เปิดช่วงเวลาพิเศษหรือโควตาสำหรับสถาบันการศึกษาและประชาชนในพื้นที่ให้เข้าชมฟรี
  • พัฒนาระบบจองและคัดกรองดิจิทัล (Digital Access Control)
  • ปรับปรุงเส้นทางศึกษาธรรมชาติและโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-Friendly Infrastructure)
  • ติดตั้งกล้อง Smart Camera Traps ที่ใช้ AI จำแนกชนิดสัตว์ป่าและนก
  • ติดตั้ง Environmental Sensors (IoT Nodes) เพื่อวัดค่าความชื้น, อุณหภูมิ, และค่าความเป็นกรด-ด่างในดิน/น้ำ
  • นักท่องเที่ยวจะได้รับสายรัดข้อมือ (Smart Wristband) ที่ใช้ GPS ขนาดเล็ก เพื่อป้องกันการออกนอกเส้นทางที่กำหนดและใช้บันทึกพฤติกรรมการเข้าชม (Heatmap)
  • แสดงข้อมูล "ดัชนีความสุขของธรรมชาติ" (Nature Health Score) ของแต่ละพื้นที่บนเว็บไซต์พรรคหรือหน่วยงานรัฐ
  • อบรมมัคคุเทศก์ท้องถิ่น (รวมถึงผู้สูงอายุในโครงการ 60 คืนสู่เยาว์) ให้เป็น "ผู้พิทักษ์พื้นที่" ที่ถ่ายทอดความรู้เชิงลึก
  • กำหนดให้สินค้าและอาหารที่ขายในพื้นที่ต้องมาจากชุมชนและไม่มีขยะพลาสติก 100%
  • ใช้หลักการ "กองทุนวิจิตรชุมชน" โดยมีการจัดสรรรายได้สุทธิ (หลังหักค่าดำเนินงานระบบดิจิทัล 10%) ดังนี้: 40% สวัสดิการและกองทุนชุมชน, 30% ค่าจ้างและบริการท้องถิ่น, 20% กองทุนฟื้นฟูและวิจัย, 10% งบประชาสัมพันธ์และขยายผล
  • ติดตั้งจอแสดงผลขนาดใหญ่ ณ ที่ว่าการอำเภอหรือศาลากลางหมู่บ้าน แสดงยอดเงินที่เก็บได้ในแต่ละวันและยอดเงินที่จะโอนเข้ากองทุนชุมชนแบบ Real-time
  • ทุกการโอนเงินจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นจะทำผ่านระบบ Smart Contract
  • สมาชิกในพื้นที่ต้องลงมติผ่านแอปพลิเคชัน "ไทยวิจิตร" (1 สิทธิ์ 1 เสียง) ในการนำเงิน 40% (กองทุนชุมชน) ไปใช้ทำโครงการใด
  • ใช้ระบบ "Tiered Access" ในการจัดเก็บค่าธรรมเนียม: - Tier 1: นักท่องเที่ยวต่างชาติ Premium Entry: 1,500 - 3,500 บาท (รวมค่ามัคคุเทศก์ท้องถิ่นและประกันอุบัติเหตุ) - Tier 2: นักท่องเที่ยวไทย Standard Entry: 200 - 500 บาท - Tier 3: กลุ่มวิจัยและสถาบันการศึกษา Special Access: ฟรีหรือเสียเฉพาะค่าประกัน (ต้องจองล่วงหน้าผ่านระบบสถานศึกษา) - Tier 4: ประชาชนในท้องถิ่น Community Pass: เข้าชมฟรี

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • การท่องเที่ยวกลายเป็นกลไกสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน ไม่ใช่กลไกเร่งการใช้ทรัพยากรจนเสื่อมสลาย
  • ประเทศมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขการใช้ทรัพยากรของตนเอง
  • การเข้าถึงสมบัติชาติไม่ใช่สิทธิที่ได้มาโดยอัตโนมัติจากกำลังซื้อราคาถูก
  • หยุดและย้อนกระบวนการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม
  • เป็นการ “รักษาทุน” ไม่ใช่การลดรายได้
  • เป็นการลงทุนเพื่อป้องกันต้นทุนการฟื้นฟูที่สูงกว่าหลายเท่าในอนาคต
  • เพิ่มรายได้ต่อหัวผ่านการออกแบบประสบการณ์เชิงคุณค่า
  • ตัดขาดความจำเป็นในการแข่งขันด้านราคา
  • อำนาจการจัดการและผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรกลับคืนสู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง
  • ไม่มีระบบอนุรักษ์ใดจะยั่งยืนได้ หากผู้ที่อาศัยอยู่กับทรัพยากรนั้นทุกวันไม่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการดูแลรักษา
  • ต้นทุนการดำเนินงานต่อหน่วยจะลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • รายได้จากค่าธรรมเนียมการเข้าชมจะสามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด และสร้างส่วนเกินสำหรับการฟื้นฟูและพัฒนาชุมชนโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพิ่มเติม
  • คุ้มครองและเพิ่มมูลค่าทุนชาติในระยะยาว
  • การอนุรักษ์ไม่ใช่ต้นทุนส่วนเกินของรัฐ แต่เป็นการลงทุนเพื่อรักษาฐานรายได้ในอนาคต
  • โครงการสามารถเริ่มต้นได้โดยไม่เบียดบังงบประมาณด้านสวัสดิการ การศึกษา หรือสาธารณสุข
  • นักลงทุนมีแรงจูงใจโดยตรงต่อความยั่งยืนของพื้นที่ ไม่ใช่เพียงผลตอบแทนทางการเงินระยะสั้น
  • กลไกนี้ช่วยลดความจำเป็นในการใช้มาตรการห้ามหรือโควตาแข็งตัว
  • โครงการมีเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว สามารถขยายพื้นที่นำร่องเพิ่มเติมหรือเพิ่มมาตรการฟื้นฟูเชิงลึกได้โดยไม่ต้องกลับไปพึ่งงบประมาณแผ่นดินซ้ำซาก
  • การฟื้นตัวของทรัพยากรอาจนำไปสู่การปรับโควตาเพิ่มขึ้น
  • สัญญาณเสื่อมโทรมจะนำไปสู่การลดหรือปิดพื้นที่ชั่วคราวโดยอัตโนมัติ
  • การอนุรักษ์ไม่ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยว แต่เป็นเงื่อนไขของการท่องเที่ยวในระยะยาว
  • รัฐและชุมชนมีข้อมูลเชิงลึกที่ไม่เคยมีมาก่อน...กลายเป็นฐานความรู้สำหรับการปรับนโยบายอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การตัดสินใจจากสัญชาตญาณหรือแรงกดดันทางการเมือง
  • ลดความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างรัฐ ชุมชน และผู้ประกอบการ
  • ความไม่ไว้วางใจที่สะสมมานานในโครงการพัฒนาหลายรูปแบบลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • รายได้จากการจำกัด” ไหลกลับสู่ชุมชนโดยตรงในฐานะเจ้าของทรัพยากร ไม่ใช่ในฐานะผู้รับจ้าง
  • เงินไม่ได้ผ่านกระทรวงหลายชั้น ไม่ตกค้างในระบบราชการ และไม่ถูกกลืนไปกับงบรวมที่ตรวจสอบยาก
  • โครงสร้างแรงจูงใจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยการดูแลทรัพยากรไม่ใช่กิจกรรมเสียโอกาสทางเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่เป็นกิจกรรมสร้างรายได้ระยะยาว
  • ยิ่งทรัพยากรสมบูรณ์ รายได้ยิ่งมั่นคง
  • ยิ่งชุมชนรักษากติกาได้ดี โควตาการเข้าชมในอนาคตยิ่งมีเสถียรภาพ
  • ลดการผูกขาดอำนาจของกลุ่มนำท้องถิ่น
  • ชุมชนเปลี่ยนสถานะจากผู้ถูกนโยบายกระทำ มาเป็นผู้ร่วมออกแบบและร่วมถือความเสี่ยงและผลตอบแทนของนโยบาย
  • ความยั่งยืนจึงไม่ต้องบังคับ แต่เกิดจากเหตุผลทางเศรษฐกิจโดยตรง
  • นักท่องเที่ยวที่ให้คุณค่ากับประสบการณ์เชิงลึกและการอนุรักษ์ มีความยืดหยุ่นด้านราคาสูงกว่านักท่องเที่ยวมวลชนหลายเท่า
  • การเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวจึงไม่ทำให้อุปสงค์หายไป แต่กลับช่วยคัดกรองกลุ่มที่สร้างแรงกดดันต่ำต่อทรัพยากร
  • การลดจำนวนผู้เข้าชมช่วยลดค่าใช้จ่ายต่อหน่วยอย่างมีนัยสำคัญ
  • โครงการมีอัตราผลตอบแทนทางสังคมสูงกว่าการท่องเที่ยวเชิงปริมาณ แม้ตัวเลขรายได้รวมในปีแรกอาจใกล้เคียงกัน
  • ผลลัพธ์เชิงมหภาค...รวมถึงการลดภาระงบประมาณแผ่นดินในอนาคต การลดการนำเข้าเพื่อฟื้นฟูทรัพยากร และการสร้างรายได้ทางอ้อมผ่านห่วงโซ่คุณภาพสูง
  • ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ต้องเพิ่มขึ้น
  • รายได้เฉลี่ยของคนในชุมชนรอบโครงการต้องเติบโตขึ้น
  • คะแนนความคุ้มค่าที่นักท่องเที่ยวได้รับ (Value for Money)
  • ปริมาณคาร์บอนที่ลดลงเมื่อเทียบกับการท่องเที่ยวแบบเดิม
  • รัฐไม่จำเป็นต้องอธิบายความล้มเหลวของนโยบายด้วยข้ออ้างเชิงปริมาณอีกต่อไป หากทรัพยากรฟื้นตัว รายได้ชุมชนเพิ่ม และผลกระทบสิ่งแวดล้อมลดลง นโยบายย่อมประสบความสำเร็จ แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงก็ตาม
  • การเปลี่ยนฐานความชอบธรรมของรัฐจากความคึกคัก ไปสู่ความยั่งยืน
  • การหลุดออกจากกับดักการแข่งขันด้านราคาถือเป็นการเปลี่ยนจุดยืนของประเทศในห่วงโซ่คุณค่าโลกอย่างมีนัยสำคัญ
  • การท่องเที่ยวจะไม่เป็นพื้นที่รองรับแรงงานทักษะต่ำที่รายได้ผันผวนอีกต่อไป แต่กลายเป็นภาคเศรษฐกิจที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง... ซึ่งเป็นงานที่มีรายได้สูงกว่าและมีศักดิ์ศรีมากกว่าแรงงานบริการแบบเดิม
  • หยุดการไหลออกของคนรุ่นใหม่จากชนบทไปสู่เมืองใหญ่ เมื่อบ้านเกิดกลายเป็นแหล่งงานคุณภาพ...คนรุ่นใหม่จะมองเห็นอนาคตในพื้นที่ของตนเอง
  • ลดความแออัดของเมือง ลดแรงกดดันต่อโครงสร้างพื้นฐาน และลดต้นทุนสังคมในระดับประเทศ
  • ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับพื้นที่จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • ประเทศไทยจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้แข่งขันด้านราคากับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ไปสู่ผู้กำหนดมาตรฐานการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในภูมิภาค ซึ่งเปิดโอกาสเชิง Soft Power และการส่งออกโมเดลนโยบาย มากกว่าการแข่งขันแย่งนักท่องเที่ยวแบบเดิม
  • ประเทศไทยจะไม่เพียงได้รายได้จากการท่องเที่ยวที่มั่นคงและยั่งยืน แต่จะได้ต้นแบบการบริหารทุนชาติที่สามารถขยายไปสู่ทรัพยากรประเภทอื่น
  • ยกระดับรัฐจากผู้จัดสรรงบประมาณ ไปสู่รัฐผู้จัดการสินทรัพย์ของชาติอย่างแท้จริง
  • ทรัพยากรได้รับการอนุรักษ์
  • ชุมชนมีรายได้มั่นคง
  • การท่องเที่ยวไทยยั่งยืนและมีคุณภาพ
  • ลดภาระงบประมาณการฟื้นฟูของรัฐในระยะยาว
  • ยกระดับการท่องเที่ยวไทยจากเชิงปริมาณสู่เชิงคุณค่า
  • ลดการทำลายปะการัง ป่าไม้ และโบราณสถานจากการแออัดของมนุษย์
  • นักท่องเที่ยวได้รับความเป็นส่วนตัวและความรู้เชิงลึก ทำให้พร้อมจ่ายเงินเพิ่มขึ้น 3-5 เท่า
  • รายได้ส่วนใหญ่ถูกล็อคให้หมุนเวียนในพื้นที่ผ่านการจ้างงานท้องถิ่น
  • Bio-diversity Index: ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ต้องเพิ่มขึ้น
  • Local Income Per Head: รายได้เฉลี่ยของคนในชุมชนรอบโครงการต้องเติบโตขึ้น
  • Tourist Satisfaction Score: คะแนนความคุ้มค่าที่นักท่องเที่ยวได้รับ (Value for Money)
  • Carbon Footprint per Tourist: ปริมาณคาร์บอนที่ลดลงเมื่อเทียบกับการท่องเที่ยวแบบเดิม
  • Average Spending per Head จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 400% ซึ่งจะช่วยรักษายอดรายได้รวมการท่องเที่ยวของประเทศไว้ได้โดยไม่ต้องทำลายทรัพยากร
  • Multiplier 5 เท่า: เงินจากนักท่องเที่ยวคุณภาพจะไหลลงสู่บริการที่พักบูทีค, อาหารพื้นถิ่นคุณภาพสูง, และงานหัตถศิลป์พรีเมียม ส่งผลให้เกิดการจ้างงานทักษะสูงในท้องถิ่น
  • เปลี่ยนภาพลักษณ์ประเทศไทยจาก "สวรรค์ราคาถูก" เป็น "จุดหมายปลายทางระดับโลกที่มีคุณค่า"
  • อำนาจการจัดการทรัพยากรกลับคืนสู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง
  • ชุมชนรอบข้างจะมีเงินงบประมาณพัฒนาตนเองปีละกว่า 36 ล้านบาท (เฉพาะจุดเดียว)
  • ทรัพยากรไม่เสื่อมโทรม
  • เงินถึงมือจริง
  • นักการเมืองหรือข้าราชการไม่สามารถดึงเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ได้
  • เกิดประชาธิปไตยฐานราก
  • คนรุ่นใหม่ จะอยากกลับไปทำงานที่บ้านเกิดเพราะมีรายได้สูงและงานมีเกียรติ
  • ผู้สูงอายุ มีสวัสดิการที่มั่นคงจากกำไรของทรัพยากรในท้องถิ่น
  • พรรคการเมือง ได้รับความศรัทธาจากการแก้ปัญหาปากท้องด้วยระบบที่ยั่งยืนและโปร่งใส

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • นักท่องเที่ยว
  • ชุมชนเจ้าของพื้นที่
  • ชุมชนท้องถิ่น

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • งบลงทุนเริ่มต้นประมาณสองพันล้านบาท
  • งบประมาณโครงการ (ระยะ 4 ปี): 850 ล้านบาท

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 16) ว่า '1,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 16) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาเชิงโครงสร้างของการสร้างคุณค่าในระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ซึ่งสะสมมาอย่างยาวนานจากรูปแบบการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับ “ปริมาณการไหลเข้า” มากกว่า “คุณค่าต่อหน่วย”
  • ภาพจำของประเทศถูกผูกกับการเป็น “ของดีราคาถูก”
  • ผู้ประกอบการถูกบีบให้แข่งขันกันลดต้นทุน ควบคุมค่าแรง ใช้ทรัพยากรเข้มข้น และเร่งการหมุนเวียนนักท่องเที่ยว เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคา แทนที่จะลงทุนในคุณภาพ การออกแบบประสบการณ์ หรือการยกระดับมูลค่าเพิ่ม
  • การเพิ่มขึ้นของรายได้รวมที่ไม่สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของรายได้ต่อหัว
  • นักท่องเที่ยวจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เดิม ใช้ทรัพยากรธรรมชาติและโครงสร้างเมืองอย่างหนาแน่น ขณะที่มูลค่าทางเศรษฐกิจต่อหน่วยของการท่องเที่ยวกลับลดลงเมื่อเทียบกับต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม สังคม และโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐและชุมชนต้องแบกรับ
  • กับดักของ Low-margin Tourism Economy ยิ่งเติบโตในเชิงปริมาณ ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรและแรงงาน ขณะที่อำนาจต่อรองของประเทศและผู้ประกอบการกลับอ่อนแอลง เพราะไม่สามารถตั้งราคาได้ตามคุณค่าที่แท้จริง
  • หากไม่เปลี่ยนโครงสร้าง ประเทศจะถูกบังคับให้เลือกระหว่างสองทางเลือกที่ต่างก็ไม่ยั่งยืน:
    • การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาระดับรายได้รวม ซึ่งจะเร่งการเสื่อมโทรมของทรัพยากรและคุณภาพชีวิตในพื้นที่ท่องเที่ยว
    • การจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวเพื่อรักษาทรัพยากร แต่ยอมรับการหดตัวของรายได้ การจ้างงาน และความสามารถในการแข่งขันในระยะสั้น
  • การเติบโตของการท่องเที่ยวสายศรัทธาในประเทศไทยที่ผ่านมาเกิดขึ้นในลักษณะการขยายตัวแบบไร้ระบบ เป็นการตอบสนองต่อกระแสความนิยมมากกว่าการออกแบบเชิงนโยบาย
  • ปัญหาจากการขยายตัวของการท่องเที่ยวสายศรัทธาแบบไร้ระบบ:
    • ความแออัดในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์
    • การรบกวนวิถีชีวิตชุมชน
    • การขาดมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการจัดการฝูงชน
    • การขาดกลไกที่ทำให้รายได้จากศรัทธาย้อนกลับไปพัฒนาพื้นที่และชุมชนอย่างเป็นธรรม
  • ในระบบเดิม ศรัทธาถูกทำให้เป็นกิจกรรมค่าใช้จ่ายต่ำ ใช้เวลาไม่นาน และกระจุกตัวเฉพาะช่วงเวลาหรือพื้นที่ ทำให้ศักยภาพทางเศรษฐกิจของศรัทธาถูกใช้ไปเพียงบางส่วน ขณะที่ต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมกลับเพิ่มขึ้นอย่างไม่สมดุล
  • ในโครงสร้างการท่องเที่ยวไทยแบบเดิม การเดินทางถูกมองเป็นต้นทุนจำเป็นที่ต้องลดให้ต่ำที่สุด ทั้งในมุมของรัฐและนักท่องเที่ยว
  • การลงทุนด้านการเชื่อมต่อมักมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะจุด เช่น การเพิ่มเที่ยวรถหรือขยายถนน มากกว่าการออกแบบประสบการณ์การเดินทางอย่างเป็นระบบ
  • ต้นทุนที่แท้จริงของการเดินทางไม่ได้อยู่ที่ค่าใช้จ่ายทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงต้นทุนด้านเวลา ความไม่แน่นอน ความยุ่งยากในการวางแผน และความเหนื่อยล้าทางอารมณ์
  • เมื่อการเดินทางระหว่างแหล่งท่องเที่ยวยังซับซ้อนและไม่แน่นอน นักท่องเที่ยวจะมีแนวโน้ม “ตัดทอนประสบการณ์” โดยเลือกอยู่ในพื้นที่เดิม ลดจำนวนจุดหมาย หรือย่นระยะเวลาพำนัก
  • ส่งผลโดยตรงต่อการกระจายรายได้และการใช้จ่ายต่อหัว (จากการที่นักท่องเที่ยวตัดทอนประสบการณ์)
  • ปัญหานี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานแบบแยกส่วน แต่ต้องแก้ด้วยการออกแบบระบบการเดินทางใหม่ทั้งชุด
  • เศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยในอดีตเติบโตโดยการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นปัจจัยหลัก ซึ่งทำให้การเติบโตมีเพดานชัดเจน ทั้งจากข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม พื้นที่ และการยอมรับของชุมชน
  • ในระบบเดิม มูลค่าส่วนใหญ่กระจุกอยู่ที่กิจกรรมต้นน้ำ เช่น โรงแรมหรือการขนส่ง ขณะที่กิจกรรมปลายน้ำและกิจกรรมสร้างสรรค์ได้รับส่วนแบ่งมูลค่าต่ำ
  • ตลาดแรงงานการท่องเที่ยวแบบเดิมคือ แรงงานต้นทุนต่ำ แรงงานตามฤดูกาล และแรงงานที่พึ่งพาทิป
  • เศรษฐกิจการท่องเที่ยวแบบเดิมมีความเปราะบางสูงต่อวิกฤต เช่น โรคระบาด ภัยธรรมชาติ หรือความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ เพราะพึ่งพาการเดินทางเชิงกายภาพและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก
  • ในอดีต Soft Power ของไทยเติบโตในลักษณะกระจัดกระจาย ผ่านอาหาร วัฒนธรรม หรือคอนเทนต์บางประเภท แต่ขาดโครงสร้างรองรับในระดับนโยบาย
  • การพึ่งพาการท่องเที่ยวเชิงปริมาณทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางสูงต่อวิกฤตภายนอก
  • แต่ละภาคส่วนพัฒนาแยกขาดจากกัน (ในอดีต)
  • ความเสี่ยงจากการพัฒนาแบบกระจัดกระจายหรือขาดทิศทางร่วม

จะทำอะไร (Action)

  • แปลงทุนที่มีอยู่แล้วให้กลายเป็นประสบการณ์ร่วมสมัย ที่ถูกแปลความหมายใหม่ให้อยู่ในภาษาสากล เข้าถึงง่าย และมีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูงขึ้น
  • ย้ายการท่องเที่ยวไทยออกจากสนามแข่งขันด้านราคา ไปสู่สนามแข่งขันด้านคุณค่า
  • ออกแบบระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ประสบการณ์หลายประเภทถูกเชื่อมโยงกันอย่างมีโครงสร้างและมีลำดับชั้นในเชิงยุทธศาสตร์
  • วางตำแหน่ง Anchor ในเชิงนโยบายในระดับภูมิศาสตร์และโครงสร้างเศรษฐกิจ
  • พิจารณาว่า Anchor จะเชื่อมต่อกับโครงข่ายคมนาคมใด
  • พิจารณาว่า Anchor จะสามารถกระจายการเดินทางไปยังภูมิภาคใด
  • พิจารณาว่า Anchor จะถูกผูกเข้ากับประสบการณ์รองประเภทใด เพื่อให้เม็ดเงินไหลออกจากจุดศูนย์กลางไปสู่พื้นที่รอบข้างอย่างเป็นระบบ
  • เปลี่ยนบทบาทของรัฐจากผู้ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงโครงการ ไปสู่ผู้ออกแบบสถาปัตยกรรมเศรษฐกิจการท่องเที่ยว
  • รัฐกำหนดกติกา โครงสร้าง และทิศทางการไหลของผู้คนและทุน เพื่อให้การลงทุนขนาดใหญ่ของเอกชนกลายเป็นเครื่องมือพัฒนาประเทศ
  • ออกแบบโครงสร้างการเข้าถึงและการจัดการใหม่ (เพื่อยกระดับศรัทธา)
  • วัดและพื้นที่ศรัทธาถูกจัดการในฐานะพื้นที่ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่มีระบบ มีมาตรฐาน และมีขอบเขตที่ชัดเจน
  • รัฐและระบบนโยบายทำหน้าที่สนับสนุนด้านโครงสร้าง เช่น ระบบจองคิว การกำหนดช่วงเวลาเข้าเยี่ยมชม การออกแบบเส้นทางเดิน การจัดการฝูงชน และการสื่อสารหลายภาษา
  • แปลความหมายทางวัฒนธรรมให้เข้าใจได้ในบริบทสากล โดยไม่ลดทอนแก่นแท้
  • ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ระบบอธิบายประวัติ ความเชื่อ และพิธีกรรมผ่านสื่อหลายภาษา
  • เปลี่ยนบทบาทของศรัทธาจากกิจกรรมเสริมของการท่องเที่ยว ไปสู่หนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจประสบการณ์
  • เสนอการเปลี่ยนบทบาทของโครงสร้างการเชื่อมต่อจาก “ต้นทุน” ไปสู่ “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ”
  • ออกแบบการเดินทางที่ราบรื่น สวยงาม เข้าใจง่าย และเชื่อมโยงกับเรื่องเล่า
  • รัฐสามารถ “ออกแบบเส้นทางการใช้จ่าย” ของนักท่องเที่ยวได้อย่างนุ่มนวล โดยไม่ต้องบังคับ
  • รัฐสามารถใช้การออกแบบเส้นทาง การตั้งจุดเชื่อมต่อ และการจัดลำดับประสบการณ์ เป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางการไหลของนักท่องเที่ยวและเม็ดเงิน โดยไม่จำเป็นต้องอุดหนุนโดยตรงในทุกพื้นที่ แต่ใช้โครงสร้างการเชื่อมต่อเป็นตัวเร่งเชิงระบบแทน
  • นโยบายอาณาจักรแห่งประสบการณ์คือการย้ายฐานการเติบโตของเศรษฐกิจการท่องเที่ยวออกจากทรัพยากรที่มีขีดจำกัด ไปสู่ทรัพย์สินที่สามารถขยายตัวได้ไม่จำกัด เช่น เรื่องเล่า ความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบประสบการณ์ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม
  • นโยบายนี้เปลี่ยนโครงสร้างของห่วงโซ่มูลค่าทั้งระบบ ตั้งแต่การออกแบบประสบการณ์ การตลาด การให้บริการ ไปจนถึงการจัดการข้อมูลและเทคโนโลยี
  • พัฒนาความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบประสบการณ์ การจัดการศรัทธา การจัดอีเวนต์ระดับโลก และการใช้เทคโนโลยีในการเล่าเรื่อง
  • ประเทศไทยสามารถก้าวจากผู้รับนักท่องเที่ยว ไปสู่ผู้ให้บริการด้านประสบการณ์ วัฒนธรรม และความบันเทิงในระดับสากล
  • Re-position ประเทศไทยในระบบเศรษฐกิจโลก จากประเทศที่โลก “แวะมาเที่ยว” ไปสู่ประเทศที่โลก “ตั้งใจเดินทางมาเพื่อสัมผัสบางสิ่งที่ไม่มีที่อื่น”
  • นโยบายอาณาจักรแห่งประสบการณ์คือการสร้าง Soft Power Infrastructure ที่ผสานเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ศรัทธา และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน
  • ปรับตำแหน่งของประเทศไทยในห่วงโซ่มูลค่าโลก จากประเทศปลายทางราคาคุ้มค่า ไปสู่ประเทศที่มีอัตลักษณ์เชิงประสบการณ์เฉพาะตัว
  • เปลี่ยน Soft Power จาก “ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม” ไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐานเชิงสถาบัน” ที่รัฐออกแบบ สนับสนุน และกำกับทิศทางอย่างเป็นระบบ
  • นโยบายนี้มีความสำคัญในฐานะนโยบายบูรณาการ ที่เชื่อมภาคเศรษฐกิจบริการเข้ากับวัฒนธรรม ศรัทธา และเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ
  • นโยบายอาณาจักรแห่งประสบการณ์สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของรัฐ จากการเป็นผู้ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกิจกรรม ไปสู่การเป็นผู้ออกแบบสถาปัตยกรรมเศรษฐกิจ
  • รัฐกำหนดกรอบ กติกา และโครงสร้างที่ทำให้การลงทุนของเอกชนและชุมชนเดินไปในทิศทางเดียวกัน
  • นโยบายนี้นิยามภาพอนาคตของประเทศไทยในฐานะประเทศที่ใช้ทุนมนุษย์ วัฒนธรรม และจินตนาการเป็นแกนกลางของการพัฒนา

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประสบการณ์ที่ออกแบบดีสามารถตั้งราคาในระดับพรีเมียม
  • ประสบการณ์ที่ออกแบบดีสามารถสร้างความภักดีของผู้มาเยือน
  • ประสบการณ์ที่ออกแบบดีสามารถต่อยอดเป็นคุณค่าทางแบรนด์ของประเทศในระยะยาว
  • เปิดพื้นที่ให้ประเทศสามารถเติบโตได้โดยไม่ต้องเพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากร
  • เปิดพื้นที่ให้ประเทศสามารถยกระดับสถานะของตนเองในห่วงโซ่มูลค่าโลกของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างแท้จริง
  • Anchor ทำหน้าที่ลดต้นทุนการตัดสินใจ (decision cost) ของนักท่องเที่ยว
  • Anchor ทำให้ประเทศไทยเข้าไปอยู่ใน short list ของจุดหมายปลายทางระดับโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • Anchor สร้างการใช้จ่ายต่อเนื่องในกิจกรรมรอง
  • Anchor เป็นตัวเร่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวยอมอยู่ต่อ เดินทางต่อ และใช้จ่ายต่อ
  • เพิ่มรายได้ต่อหัวโดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว
  • รายได้จะไหลเป็นเครือข่าย
  • ก่อให้เกิดผลคูณทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
  • ยกระดับการท่องเที่ยวจากกิจกรรมสร้างรายได้ระยะสั้น ไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจที่สามารถควบคุมทิศทางการเติบโต กระจายผลประโยชน์ และสร้างความได้เปรียบเชิงระบบในระยะยาว
  • ศรัทธาสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้โดยไม่ทำลายความศักดิ์สิทธิ์
  • ประสบการณ์สงบ มีคุณภาพ และไม่สร้างภาระต่อพื้นที่
  • ลดพฤติกรรมการท่องเที่ยวแบบผิวเผิน และเพิ่มความเคารพต่อพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์
  • รูปแบบการใช้จ่ายเปลี่ยนจากการบริจาคหรือซื้อของเล็กน้อย ไปสู่การใช้จ่ายเพื่อประสบการณ์ครบวงจร เช่น การจองเวลา การเรียนรู้เชิงลึก การพักผ่อนเชิงจิตวิญญาณ และกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับชุมชน
  • รายได้เหล่านี้สามารถถูกออกแบบให้ย้อนกลับไปพัฒนาสาธารณูปโภค การอนุรักษ์พื้นที่ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อย่างเป็นระบบ
  • ช่วยกระจายรายได้
  • ลดความผันผวนตามฤดูกาล
  • สร้างความแตกต่างเชิงอัตลักษณ์ให้ประเทศไทยในเวทีโลก โดยไม่ต้องพึ่งพาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติหรือการแข่งขันด้านราคา
  • สร้างคุณค่าร่วมระหว่างผู้มาเยือน พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และสังคมไทยในระยะยาว
  • การเดินทางเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์โดยรวมที่สามารถสร้างคุณค่าได้ในตัวเอง
  • ช่วยเพิ่มคุณค่าทางอารมณ์และลดแรงเสียดทานในการตัดสินใจเดินทางต่อ
  • ทุกหนึ่งหน่วยของการลดแรงเสียดทานในการเดินทาง จะเพิ่มโอกาสการใช้จ่ายต่อ การอยู่ต่อ และการกระจายรายได้ไปยังพื้นที่ปลายทางที่รัฐต้องการส่งเสริม
  • นักท่องเที่ยวจะมีแนวโน้มเลือกเส้นทางที่ถูกออกแบบไว้ล่วงหน้า เพราะให้ความสะดวกและความคุ้มค่าสูงกว่า
  • ระบบ One Pass ทำหน้าที่ลด transaction cost และ information cost พร้อมกัน
  • นักท่องเที่ยวไม่ต้องเปรียบเทียบหลายระบบ ไม่ต้องรับความเสี่ยงจากข้อมูลไม่ครบถ้วน และไม่ต้องเสียเวลาต่อรองหรือวางแผนใหม่ในทุกจุด
  • การตัดสินใจเดินทางต่อกลายเป็นเรื่องง่ายและเป็นธรรมชาติ
  • การกระจายรายได้เกิดขึ้นโดยสมัครใจ ไม่ใช่จากการรณรงค์หรือการบังคับ
  • นักท่องเที่ยวจะเดินทางไปยังเมืองรองหรือพื้นที่ศรัทธา หากต้นทุนเชิงประสบการณ์ของการเดินทางต่ำพอ และประสบการณ์ปลายทางถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกับเส้นทางหลักอย่างสมเหตุสมผล
  • นักท่องเที่ยวจะปรับพฤติกรรมจากการท่องเที่ยวแบบจุดเดียว เป็นการท่องเที่ยวแบบหลายจุดที่เชื่อมโยงกัน
  • ระยะเวลาพำนักเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น
  • การใช้จ่ายจะกระจายตัวมากขึ้น
  • ความแออัดในพื้นที่หลักจะลดลงโดยอัตโนมัติ
  • ช่วยลดต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการเพิ่มรายได้รวมของระบบ
  • การเติบโตของการท่องเที่ยวไม่ต้องแลกกับการใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นตามสัดส่วน แต่เติบโตจากการออกแบบระบบที่ฉลาดขึ้น ลื่นไหลขึ้น และสร้างคุณค่าให้ทุกขั้นตอนของการเดินทาง
  • การสร้างมูลค่าไม่จำเป็นต้องเพิ่มการใช้ทรัพยากรตามสัดส่วนอีกต่อไป (จากการเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจฐานจินตนาการ)
  • ประเทศสามารถเพิ่มรายได้ต่อหัว
  • ประเทศสามารถเพิ่มคุณค่าของแบรนด์
  • ประเทศสามารถยืดอายุการเติบโตของอุตสาหกรรม โดยไม่เพิ่มแรงกดดันต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมในระดับเดิม
  • เศรษฐกิจประสบการณ์จะทำให้มูลค่าไหลไปสู่กิจกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์สูง เช่น การออกแบบอีเวนต์ การจัดการคอนเทนต์ การเล่าเรื่อง การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล และการจัดการประสบการณ์เฉพาะบุคคล ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีอัตรากำไรสูงและสามารถพัฒนาเป็นธุรกิจข้ามพรมแดนได้
  • เปลี่ยนลักษณะของตลาดแรงงานการท่องเที่ยว จากแรงงานต้นทุนต่ำ แรงงานตามฤดูกาล และแรงงานที่พึ่งพาทิป ไปสู่แรงงานทักษะสูงด้านการบริการ การจัดการประสบการณ์ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์
  • การเปลี่ยนแปลงนี้จะยกระดับรายได้เฉลี่ย ความมั่นคงในการจ้างงาน และศักดิ์ศรีของแรงงานการท่องเที่ยว
  • ลดการพึ่งพาแรงงานราคาถูก
  • เปิดพื้นที่ให้แรงงานไทยสามารถเติบโตในสายอาชีพระยะยาว
  • สร้างรายได้จากการจัดงาน การขายลิขสิทธิ์ และแพลตฟอร์มดิจิทัล (สู่ตลาดโลก)
  • ช่วยลดความเปราะบางนี้ ด้วยการกระจายแหล่งรายได้ เพิ่มสัดส่วนกิจกรรมมูลค่าสูง และพัฒนาองค์ประกอบที่ไม่ขึ้นกับฤดูกาลหรือปริมาณนักท่องเที่ยว
  • ระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวจะมีเสถียรภาพและความสามารถในการฟื้นตัวที่สูงขึ้น
  • ยกระดับโมเดลการพัฒนาประเทศจากการเติบโตที่ใช้ทรัพยากร เข้าสู่การเติบโตที่ใช้ความสามารถของมนุษย์เป็นศูนย์กลาง
  • เชื่อมโยงโดยตรงกับเป้าหมายการพัฒนาทุนมนุษย์ ความสามารถในการแข่งขัน และความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
  • เป็นการลงทุนเชิงสถาบันที่สร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ
  • เป็นการลงทุนเชิงสถาบันที่เปิดพื้นที่การเติบโตใหม่ให้ประเทศในระยะยาว
  • ทำให้ประเทศไทยหลุดออกจากการแข่งขันด้านราคา ซึ่งเป็นสนามที่ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเพื่อนบ้านสามารถไล่ทันได้ง่าย
  • เข้าสู่สนามการแข่งขันด้านคุณค่า ความหมาย และแบรนด์ประเทศ ซึ่งต้องอาศัยเวลาการสั่งสม วัฒนธรรม และความสามารถเชิงสถาบัน
  • เมื่อประเทศไทยถูกจดจำในฐานะประเทศแห่งประสบการณ์ระดับโลก การตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวจะไม่ขึ้นกับราคาเป็นหลัก แต่ขึ้นกับอัตลักษณ์และความแตกต่าง
  • ช่วยเพิ่มอำนาจการตั้งราคาของทั้งประเทศในระยะยาว
  • Soft Power Infrastructure ทำให้วัฒนธรรม ศรัทธา และความคิดสร้างสรรค์สามารถสร้างมูลค่าได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ขึ้นกับกระแสระยะสั้น และสามารถขยายผลในระดับนานาชาติได้
  • ช่วยลดความเปราะบางนี้ ด้วยการเพิ่มสัดส่วนกิจกรรมมูลค่าสูง การกระจายแหล่งรายได้ และการพัฒนาองค์ประกอบที่ไม่ขึ้นกับฤดูกาลหรือจำนวนผู้เดินทางเพียงอย่างเดียว
  • เปลี่ยนการท่องเที่ยวจากจุดอ่อนเชิงความเสี่ยง ไปสู่เครื่องมือเสริมเสถียรภาพของเศรษฐกิจประเทศ
  • ช่วยลดความซ้ำซ้อนของนโยบาย
  • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของรัฐ
  • สร้างทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจนในระดับประเทศ
  • ยกระดับขีดความสามารถของรัฐในเชิงนโยบาย
  • ลดความเสี่ยงจากการพัฒนาแบบกระจัดกระจายหรือขาดทิศทางร่วม
  • ประเทศที่สามารถสร้างความสุข ความหมาย และคุณค่าให้กับโลก โดยไม่ต้องแลกกับการทำลายทรัพยากรหรือศักดิ์ศรีของตนเอง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ประกอบการ
  • นักท่องเที่ยว
  • ชุมชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 25) ว่า '32,000 ล้านบาท (งบผูกพัน 7 ปี)'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 25) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างโอกาสเติบโตในอุตสาหกรรมใหม่
  • เพิ่มประสิทธิภาพลดปล่อยคาร์บอน
  • ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา
  • ส่งเสริมการเพิ่มคุณภาพ ผลผลิต
  • สร้างความมั่นคงทางพลังงาน
  • บริหารจัดการพลังงานอย่างเป็นธรรม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เติบโตในอุตสาหกรรมใหม่ (เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว การท่องเที่ยวมูลค่าสูง)
  • ลดปล่อยคาร์บอน
  • เพิ่มคุณภาพ ผลผลิต
  • ลดการนำเข้าพลังงาน
  • ความมั่นคงทางพลังงาน
  • บริหารจัดการพลังงานอย่างเป็นธรรม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ