ประเด็น

ประมง

มี 4 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • วิกฤตแม่น้ำสายหลักปนเปื้อนโลหะหนัก: ตลอดปี 2567-2568 มีการตรวจพบสารหนู ตะกั่ว และปรอทเกินมาตรฐานในแม่น้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน กระทบระบบประปา การเกษตร คุณภาพชีวิต และการทำประมงอย่างรุนแรง
  • ข้อมูลการตรวจพบสารพิษสะสมในร่างกายประชาชนสะท้อนถึงความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงทั้งด้านการสื่อสารความเสี่ยง การแจ้งเตือนภัย การรับมือปัญหาภายในประเทศ รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอกับประเทศเพื่อนบ้านของภาครัฐ
  • มลพิษจากห่วงโซ่เหมืองแร่ข้ามแดน: มลพิษเชื่อมโยงโดยตรงกับกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านที่ไหลผ่านลำน้ำสาขามาสะสมในไทย
  • การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำของรัฐไม่ต่อเนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร
  • ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นในการป้องกันตนเอง ส่งผลให้ขาดความเชื่อมั่นต่อการจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐ
  • การขาดกฎหมายภายในถึงการตรวจสอบที่มาของการนำเข้าแร่ที่สำคัญต่าง ๆ มายังประเทศไทย
  • การบริหารจัดการที่ไร้บูรณาการ: รัฐบาลยังขาดการใช้กลไกทางการทูตและพหุภาคี (เช่น ความร่วมมือระหว่างไทย จีน เมียนมา ลาว หรือกลไกลุ่มน้ำโขง) อย่างมีประสิทธิภาพในการจัดการต้นตอของมลพิษ
  • ผลลัพธ์คือประชาชนต้องแบกรับต้นทุนความเสี่ยงเพียงลำพัง โดยที่รัฐไม่มีการจัดการปัญหาทั้งที่ต้นเหตุในต่างประเทศและปลายเหตุภายในประเทศด้วย

จะทำอะไร (Action)

  • จัดทำระบบฐานข้อมูล รวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วน และเปิดเผยต่อประชาชน
  • จัดทำฐานข้อมูลกลาง ด้านมลพิษทางน้ำ เปิดเผยผลการตรวจคุณภาพน้ำ ดิน พืช สัตว์น้ำ และสุขภาพประชาชน ต่อสาธารณะในรูปแบบที่เข้าถึงและเข้าใจได้
  • จัดให้มีการตรวจคุณภาพ น้ำดิบ ตะกอนดิน น้ำประปา พืช สัตว์น้ำ และสุขภาพประชาชน อย่างต่อเนื่องและครอบคลุม
  • เพิ่มจุดตรวจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
  • เพิ่มอุปกรณ์การตรวจที่ได้รับมาตรฐานอย่างแท้จริง
  • กำหนดเกณฑ์การแจ้งเตือน และมาตรการป้องกันเชิงรุกอย่างชัดเจน เช่น ค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำที่ปลอดภัยและไม่ปลอดภัย ค่ามาตรฐานการบริโภคพืชและสัตว์น้ำ โดยระบุปริมาณและความถี่ที่เหมาะสมตามน้ำหนักตัวของผู้บริโภค เพื่อเป็นแนวปฏิบัติในการป้องกันตนเองจากสารปนเปื้อน
  • จัดหาแหล่งน้ำทดแทนที่ปลอดภัย สำหรับการอุปโภค บริโภค และการเกษตร
  • จัดทำหลักเกณฑ์การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
  • จัดการบทบาทไทยในห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ
  • ทบทวนการนำเข้า-แปรรูป-ส่งออกแร่ที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อมลพิษข้ามพรมแดน
  • กำหนดให้ระบุพิกัดเหมืองต้นทางที่ต้องการนำเข้า พร้อมกำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบตลอดสายการผลิต
  • สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ สำหรับบริษัทผู้นำเข้าและส่งออกแร่ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสกัดกั้นแร่ที่ได้จากกระบวนการผลิตที่ไม่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
  • บูรณาการข้อมูลมลพิษเข้ากับนโยบายศุลกากรและการส่งเสริมอุตสาหกรรม
  • ใช้ความร่วมมือพหุภาคี เช่น ไทย จีน เมียนมา ลาว และกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (LMC) เป็นกลไกหลักในการเจรจาแก้ปัญหามลพิษจากเหมืองแร่และอุตสาหกรรมต้นน้ำ
  • กำหนดแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่มีกรอบเวลา ตัวชี้วัด และกลไกติดตามผลอย่างจริงจัง
  • สร้างต้นแบบฐานข้อมูล: พัฒนาระบบฐานข้อมูลของไทยให้เป็นโมเดลสำหรับอาเซียน ตามข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติและภาวะฉุกเฉิน (AADMER) และกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้างด้านสิ่งแวดล้อม (LMEC)
  • ใช้หลักฐานจริงเรียกร้องความรับผิดชอบ: นำผลตรวจคุณภาพน้ำ ดิน ผลผลิตทางการเกษตร และสถิติด้านสุขภาพของประชาชน มาใช้เป็นหลักฐานยืนยันเพื่อเรียกร้องความรับผิดจากประเทศต้นตอ
  • ดำเนินการกำหนดค่ามาตรฐานสารโลหะหนักร่วม
  • ดำเนินการตรวจคุณภาพน้ำ ดิน ผลผลิตในต่างประเทศร่วมด้วยวิธีอ้างอิงเดียวกัน
  • สร้างอำนาจต่อรองผ่านห่วงโซ่เศรษฐกิจ: เชื่อมโยงมลพิษข้ามแดนเข้ากับข้อตกลงด้านแร่ พลังงาน และการค้า
  • ปักหมุดจุดยืนไม่แลกสุขภาพกับตัวเลขเศรษฐกิจ: กำหนดนโยบายความร่วมมือระหว่างประเทศที่ชัดเจนว่า การพัฒนาเศรษฐกิจต้องไม่แลกด้วยความเสื่อมโทรมของทรัพยากร สิ่งแวดล้อม หรือสุขภาพของประชาชน
  • ยกระดับไทยสู่ผู้นำการจัดการมลพิษ: ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการจัดการมลพิษข้ามแดนของภูมิภาค
  • ผลักดันวาระสู่สากล: ยกระดับปัญหาเข้าสู่การพิจารณาขององค์การอนามัยโลก (WHO)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยุติมลพิษผ่านสายน้ำข้ามแดน
  • ไม่ให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้กลายเป็นการซ้ำเติมปัญหามลพิษที่ประชาชนต้องแบกรับ
  • ไม่ปล่อยให้การทูตเชิงสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงถ้อยแถลงที่ไร้ผลในทางปฏิบัติ
  • ไม่ปล่อยให้การเจรจาจบลงที่แผ่นกระดาษแถลงการณ์ที่ไร้ซึ่งผลลัพธ์
  • สร้างน้ำหนักในการเจรจาให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
  • ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการจัดการมลพิษข้ามแดนของภูมิภาค ไม่ใช่เพียงผู้รับผลกระทบที่ไร้เสียงต่อรอง
  • สร้างมาตรฐานสากลในการปกป้องสุขภาพประชาชนจากมลพิษทางน้ำข้ามแดน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน ในพื้นที่เสี่ยง
  • เกษตรกร
  • ผู้บริโภค
  • บริษัทผู้นำเข้าและส่งออกแร่ทั้งในและต่างประเทศ
  • ประเทศในลุ่มน้ำและห่วงโซ่เหมืองแร่

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ภาคใต้ มีศักยภาพที่ยังใช้ไม่เต็มที่: สินค้าจำนวนมากยังต้องขนส่งทางถนนขึ้นไปใช้ท่าเรือหลักในภาคอื่น ทำให้ต้นทุนสูงและเสียเวลา
  • โครงสร้างท่าเรือเดิมยังขาดการเชื่อมโยง: ท่าเรือระนอง ท่าเรือสงขลา และท่าเรือชุมชนประมง มีปริมาณสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างนัยสำคัญ แต่ยังขาดลานตู้คอนเทนเนอร์ (Container Yard) ห้องเย็น (Cold Storage) และระบบขนถ่ายที่ทันสมัย
  • รัฐ มีภาระเมกะโปรเจกต์เกินตัว: แทนการทุ่มงบประมาณก้อนเดียวไปกับโครงการขนาดใหญ่เกินความจำเป็น รัฐควรเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว (ทางรถไฟสายใต้, ทางคู่, และทางหลวง) ให้ทำงานเป็นเครือข่ายประตูการค้าเดียวกัน

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับท่าเรือที่มีอยู่ให้ทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย เชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานหลังบ้าน (Inland Infrastructure)
  • เตรียมความพร้อมสำหรับท่าเรือใหม่ในจุดยุทธศาสตร์อย่างเป็นขั้นตอน
  • พัฒนาท่าเรือระนองและท่าเรือฝั่งอันดามันให้เป็นประตูหลัก (Gateway) มุ่งสู่กลุ่มประเทศ ความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือทางเทคนิคและเศรษฐกิจหลายสาขา (BIMSTEC)
  • ยกระดับขีดความสามารถในการรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่และระบบการศุลกากรที่รวดเร็ว
  • ยกระดับท่าเรือสงขลาให้เป็น ศูนย์กลางการส่งออก (Export Hub) ฝั่งอ่าวไทย สำหรับสินค้าประมง อาหารฮาลาล ยางพารา และสินค้าอุตสาหกรรม
  • พัฒนาลานขนถ่ายสินค้าและคลังสินค้าที่ทันสมัยเพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในภาคใต้ตอนล่าง
  • สร้างเส้นทางเดินเรือสินค้าประจำทาง (Feeder Line) เชื่อมโยงท่าเรือขนาดเล็กเข้ากับท่าเรือหลัก
  • จัดตั้ง ระบบโซ่เย็น (Cold Chain) และศูนย์รวบตู้สินค้า (Inland Container Depot - ICD) เพื่อเชื่อมสวน ฟาร์ม และโรงงาน เข้ากับระบบขนส่ง
  • พัฒนาเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อระหว่างชุมพร–ระนอง เพื่อสนับสนุนการขนส่งสินค้าข้ามฝั่งทะเล
  • ศึกษาและเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาท่าเรือใหม่ฝั่งอันดามันโดยยึดถือ ความยินยอมของชุมชน และข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดระยะทางและต้นทุนขนส่ง
  • ยกระดับเศรษฐกิจภาคใต้ให้ยั่งยืน
  • ภาคใต้เป็นศูนย์กลางการค้าและอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่ม
  • ท่าเรืออันดามัน รองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ มี ระบบการศุลกากรที่รวดเร็ว
  • รองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในภาคใต้ตอนล่าง
  • ลดการสูญเสียของสินค้าเกษตร

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • ชาวประมง
  • ผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคใต้

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
  • การผูกขาดระบบการเกษตรทั้งทางตรงและทางอ้อม
  • วิสาหกิจท้องถิ่นเกี่ยวกับอาหาร ถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุน

จะทำอะไร (Action)

  • สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตรอย่างครบวงจรและถือเป็นวาระของชาติ
  • คุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิตและการตลาด
  • เน้นการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
  • ส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรในรูปสภาเกษตรกรเพื่อวางแผนการเกษตรและรักษาผลประโยชน์ร่วม
  • สนับสนุนและคุ้มครองระบบสหกรณ์ให้เป็นอิสระ
  • ขจัดและป้องกันการผูกขาดระบบการเกษตรทั้งทางตรงและทางอ้อม
  • จัดตั้งและปรับปรุงองค์กรเพื่อพัฒนาการตลาดการเกษตร เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการราคาสินค้าเกษตร
  • ส่งเสริมอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและประมงพื้นบ้าน
  • ส่งเสริมศักยภาพเกษตรกรรายย่อยและชุมชนท้องถิ่นให้สามารถแข่งขันในระดับชาติ โดยให้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพการผลิตและส่งเสริมการจำหน่าย
  • ยกระดับความสามารถของวิสาหกิจท้องถิ่นเกี่ยวกับอาหารและให้มีบทบาทหลักในระบบกระจายอาหาร
  • ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร
  • สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช
  • ส่งเสริมวิสาหกิจเมล็ดพันธุ์
  • ขยายระบบชลประทาน โดยเน้นระบบชลประทานในไร่นาแทนการสร้างโครงการชลประทานขนาดใหญ่
  • กรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้: พัฒนาการเกษตรและการปศุสัตว์ ที่สอดคล้องกับระบบนิเวศ
  • กรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้: ต่อยอดและพัฒนาการเกษตรพื้นบ้าน เช่น สวนดูซง (สวนไม้ผลผสมผสาน) สวนทุเรียนพันธุ์พื้นบ้าน การปลูกข้าวพันธุ์พื้นบ้าน
  • กรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้: ส่งเสริมการแปรรูปพืชเศรษฐกิจท้องถิ่น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกษตรกรได้รับผลตอบแทนสูงสุด
  • ระบบสหกรณ์ เป็นอิสระ
  • ป้องกันการผูกขาดระบบการเกษตร
  • องค์กรพัฒนาการตลาดการเกษตรสามารถเชื่อมโยงกับตลาดภายในและตลาดโลก
  • เกษตรกรรายย่อยและชุมชนท้องถิ่นสามารถแข่งขันในระดับชาติ
  • วิสาหกิจท้องถิ่นเกี่ยวกับอาหาร ไม่ถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุน
  • เกษตรกรสามารถเก็บรักษาและปรับปรุงพันธุ์พืชที่ตนใช้เพาะปลูกได้
  • สร้างมูลค่าเพิ่มการแปรรูปพืชเศรษฐกิจท้องถิ่นในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • ชุมชนท้องถิ่น
  • วิสาหกิจท้องถิ่นเกี่ยวกับอาหาร
  • วิสาหกิจเมล็ดพันธุ์
  • การเกษตรและการปศุสัตว์ (ในจังหวัดชายแดนภาคใต้)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความขัดแย้งในกรณีที่รัฐได้ประกาศให้ที่ดินของประชาชนแต่เดิมเป็นพื้นที่ “ป่า”

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปกฎหมายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่มีปัญหา โดยให้ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน รวมถึง ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
  • กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานการใช้ที่ดินให้ครอบคลุมทั่วประเทศโดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับระบบนิเวศ ความเป็นจริง วิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น ประสิทธิภาพ และความยั่งยืน โดยต้องให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากหลักเกณฑ์การใช้ที่ดินมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วย
  • กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม
  • การให้สัมปทานที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และสุขภาพของประชาชน ต้องให้ประชาชนรวมถึงชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์
  • จัดให้มีแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ
  • สนับสนุนและปรับปรุงกิจการและอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ให้มีความยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • ปฏิรูปกฎหมายประมงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและยั่งยืน
  • ปรับปรุงให้การประมงพาณิชย์และอุตสาหกรรมต่อเนื่องมีความยั่งยืน ไม่ทำลายล้าง ตลอดจน เป็นไปตามหลักการคุ้มครองสวัสดิการแรงงาน
  • กระจายอำนาจในการเข้าถึงและจัดการทรัพยากรอย่างเป็นธรรมระหว่างชาวประมงทุกกลุ่ม
  • ส่งเสริมการจัดการอย่างมีส่วนร่วมที่คำนึงถึงความสมดุลของระบบนิเวศที่เอื้อต่อเรือประมงในประเทศและเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ
  • ส่งเสริม บำรุงรักษา และคุ้มครองคุณภาพดินและสิ่งแวดล้อมตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน
  • ควบคุมและกำจัดมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย โดยประชาชน ชุมชนท้องถิ่น รวมถึง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางการดำเนินงาน
  • จัดให้มีการวางผังเมืองที่ได้รับการดำเนินตามอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน
  • นำระบบเทคโนโลยีมาช่วยจัดการการกระจายพลังงานให้ทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดินเพื่อประกอบการเกษตรอย่างทั่วถึง
  • คนจนเข้าถึง ตลอดจนมีความมั่นคงในที่ดินทำกิน
  • มีกฎหมายรับรองและคุ้มครองสิทธิชุมชนท้องถิ่นในการดำรงชีวิตอยู่ในป่า รวมถึง ในเขตสงวนอื่นๆ ของรัฐ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ คุ้มครอง บํารุง รักษา ฟื้นฟู บริหารจัดการ ตลอดจน สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างสมดุลและยั่งยืน
  • ชุมชนมีสิทธิและบทบาทในการจัดการ ตลอดจน ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • คนจน
  • ชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับสัมปทาน
  • แรงงานประมง
  • ชาวประมง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ