ประเด็น

ประสิทธิภาพระบบราชการ

มี 36 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
  • หลังจาก กกต. เปิดเผยเอกสารนโยบาย (ณ วันที่ 26 ม.ค. 2569) ทีมงานได้อัปเดตข้อมูลงบประมาณและแหล่งที่มาของงบประมาณที่ตรงกันระหว่างเอกสารนโยบายและเว็บไซต์พรรค โดยแสดงด้วยตัวอักษรสีเขียว
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ไทยภักดี

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ตัดสวัสดิการสมาชิกรัฐสภา (ส.ส. และ ส.ว.) ที่มากเกินความจำเป็น
  • ยกเลิกบำนาญ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ไม่ระบุ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • หนี้เสียที่เกิดจากโควิด
  • คนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน
  • คนตัวเล็กต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบที่ดอกเบี้ยสูง
  • SMEs ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุน
  • ค่าใช้จ่ายสูงเกินไป
  • ระบบราชการที่มีอำนาจนิยม

จะทำอะไร (Action)

  • กองทุนที่ 1 – กองทุนฟื้นฟูหนี้เสีย
  1. จัดตั้งกองทุนฟื้นฟูหนี้เสียฯ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่มีหนี้เสีย
  2. กองทุนฯ จะเข้าไปเจรจากับสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ ช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการชำระดอกเบี้ยผิดนัดให้บางส่วน
  3. ทำการรับซื้อและรับโอนหนี้ รวมทั้งหลักประกัน ที่ค้างชำระอยู่กับสถาบันการเงินมาบริหารที่มูลค่ายุติธรรม
  • มาตรการที่ 1 (พลิกฟื้น – ตั้งหลัก – ปลดล็อค)
  1. ชำระดอกเบี้ยให้ลูกหนี้บางส่วน
  2. เปลี่ยนสถานะลูกหนี้ที่เป็น NPL ให้กลับมาอยู่ในสถานะปกติ
  3. เปลี่ยนจากรหัสบัญชี 021 ไปเป็น รหัสบัญชี 010
  • มาตรการที่ 2 (เดินหน้า – ดันธุรกิจ – ช่วยลูกจ้าง)
  1. พักชำระหนี้ 1 ปี
  2. เติมเงินสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง เข้าบัญชีธุรกิจ และบัญชีเงินเดือนของลูกจ้าง
  3. ปรับเปลี่ยนตารางการชำระหนี้ใหม่ ขยายเวลาชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 3 ปี ผ่อนชำระแบบ หน้าต่ำ-หลังสูง
  4. ปรับกระบวนการปล่อยสินเชื่อ
  • กองทุนที่ 2 – กองทุนเครดิตประชาชน

  • จัดตั้งกองทุนเครดิตประชาชน เพื่อช่วยคนตัวเล็กกว่า 10 ล้านคน ล้างหนี้นอกระบบ เป็นสินเชื่อรายย่อยที่ไม่มีหลักประกันดอกเบี้ยต่ำ ไม่เกินร้อยละ 1 ต่อเดือน วงเงินกู้ตั้งแต่ 10,000 บาท จนถึง 100,000 บาท

  • เปลี่ยนกรอบความคิดใหม่ในกระบวนการพิจารณาสินเชื่อ การกำหนดวงเงินสินเชื่อจะใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) ในการพิจารณา- ปล่อยสินเชื่อแทนการใช้เอกสารหลักฐานพิสูจน์รายได้หรือการขอหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือการตรวจสอบประวัติของผู้กู้จากเครดิตบูโร

  • เติมทุน2.1 กองทุนที่ 3 – กองทุนสร้างไทย

  1. แหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ เงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อผู้ประกอบการ SMEs ขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดเข้าไม่ถึงแหล่งทุนสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ ซึ่งประกอบด้วย 5 กองทุนย่อย
  • กองทุน SMEs
  1. ตั้งกองทุน SMEs เพื่อให้ SMEs ขนาดเล็กสามารถเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อฟื้นธุรกิจจากโควิดและสามารถต่อยอดธุรกิจให้เติบโตต่อไปได้
  • กองทุน Start Up
  1. เพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่เก่งมีโอกาสตั้งตัวได้ ให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสตั้งตัวเป็นเจ้าของธุรกิจด้วยความรู้ความสามารถที่ตนเองเป็นผู้คิดค้นขึ้นมา
  • กองทุนวิสาหกิจชุมชน
  1. เพื่อให้เกษตรกร และลูกหลานได้รวมตัวกันในการประกอบธุรกิจจากผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ โดยการแปรรูปเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรกร
  • กองทุนการท่องเที่ยว
  1. เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการโรงแรมขนาดเล็ก ร้านอาหาร สถานบันเทิง จนไปถึงร้านนวดสปา ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19
  • กองทุน Venture Capital (VC)
  1. เป็นแหล่งเงินทุนที่ทำหน้าที่สนับสนุนด้านการเงินให้แก่ธุรกิจ
  2. มุ่งเน้นไปที่ธุรกิจ Startup ที่มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่ก้าวหน้า
  3. สนับสนุนธุรกิจที่ทำงานด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อประโยชน์ของ SMEs โดยส่วนรวม
  4. VC จะเข้าไปร่วมลงทุนในกิจการ ให้คำปรึกษาทางด้านการบริหารกิจการ ไม่มีวัตถุประสงค์ในการเข้าครอบงำกิจการเพื่อยึดเป็นเจ้าของ จะหาจังหวะที่เหมาะสมที่จะถอนตัว (Exit) เพื่อทำกำไรจากเงินลงทุน
  • ลดรายจ่าย3.1 ปรับโครงสร้างพลังงาน
  1. ปรับโครงสร้างค่าน้ำมัน/ค่าแก๊ส กำหนดเพดานค่าการกลั่น ให้เป็นธรรมกับคนไทย ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า รื้อสัญญาทาส ค่าไฟต้องไม่เกิน 3.50 บาท
  • ลดภาระภาษี
  1. ไม่เก็บภาษีคนตัวเล็กที่มีรายได้สุทธิไม่เกิน 300,000 บาท/ต่อปี หรือรายได้ไม่เกิน 40,000/เดือน
  2. ไม่เก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล SMEs เป็นเวลา 3 ปี
  • Solar House
  1. ติด Solar House – เงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำ 1% ผ่อนยาว 8 ปี ขายไฟให้รัฐได้ทุกเดือน
  2. ขจัดอุปสรรค
  • พักการอนุมัติ/อนุญาต
  1. พักการอนุมัติ/อนุญาต 1,400 ฉบับ เป็นเวลา 3-5 ปี เพื่อให้คนไทยลุกขึ้นมาทำมาหากินได้ทันที เช่น การขออนุญาต อย.
  • ปฏิรูประบบราชการ
  1. รื้อระบบรัฐราชการและอำนาจนิยม
  2. สร้างระบบให้ประชาชนร้องเรียน มีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
  3. นำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการให้คะแนนการทำงาน และการบริการประชาชนของเจ้าหน้าที่ ใช้ในการประเมินการให้ความดีความชอบ รวมถึงการลงโทษ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่มีหนี้เสียกลับมาประกอบธุรกิจได้ตามปกติ
  • ช่วยคนตัวเล็กกว่า 10 ล้านคน ล้างหนี้นอกระบบ
  • ดอกเบี้ยต่ำไม่เกินร้อยละ 1 ต่อเดือน
  • ค่าไฟต้องไม่เกิน 3.50 บาท
  • ลดภาษี
  • ทำให้คนไทยลุกขึ้นมาทำมาหากินได้ทันที
  • Startup ที่มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมได้รับการสนับสนุน
  • คนรุ่นใหม่ที่เก่งมีโอกาสตั้งตัวได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อย
  • SMEs

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบราชการไทยปัจจุบันเปรียบเสมือนเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ "สนิมเขรอะ" และ "อุ้ยอ้าย" หากไม่ซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน ก็ยากที่จะขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้
  • ไม่มีเจ้าภาพหลักในการจัดการกำลังคน
  • แม้จะมีบุคลากรภาครัฐมากกว่า 3 ล้านคน แต่รู้หรือไม่ว่า ไม่มีหน่วยงานไหนเลยที่มีอำนาจสั่งการเรื่อง "คน" ได้เบ็ดเสร็จ คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ดูแลข้าราชการพลเรือนได้แค่ 60% และคิดเป็น 1 ใน 3 ของกำลังพลภาครัฐโดยรวม ส่วนที่เหลือกระจัดกระจาย เหมือนเรือที่มีคนถือพวงมาลัยหลายคน แต่ไม่มีกัปตันตัวจริง ทำให้วางแผนกำลังคนทั้งประเทศไม่ได้
  • ความทับซ้อนส่วนกลาง-ภูมิภาค-ท้องถิ่น
  • จำนวนข้าราชการส่วนภูมิภาคไม่สอดคล้องกับภารกิจในพื้นที่ และเกิดความทับซ้อนกันระหว่างงานของส่วนกลาง งานของส่วนภูมิภาค และงานของท้องถิ่น
  • รักษาคนเก่งไว้ไม่ได้ (สมองไหล)
  • ราชการดึงดูดคนเก่งๆ (เช่น สายไอที หรือนักเรียนทุนนอก) ไว้ไม่ได้ หรือนักเรียนทุนรัฐบาล เพราะค่าตอบแทนที่ไม่สามารถแข่งขันกับเอกชน แถมพอเข้ามาแล้วก็เติบโตยาก ทำให้คนเก่งๆ หมดไฟและลาออกไปในที่สุด
  • วัฒนธรรม “สมยอม” ทำให้ไม่กล้าคิดสิ่งใหม่
  • ระบบราชการเน้นสายการบังคับบัญชา และวัฒนธรรม "สมยอม" (Compliance culture) ที่ให้ความสำคัญกับการเชื่อฟังผู้บังคับบัญชาและเคารพอาวุโสอย่างเคร่งครัด ทำให้บุคลากรรุ่นใหม่ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น หรือริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ เพราะกลัวผลกระทบที่จะตามมา
  • เติบโตเพราะ "เส้นสาย" ไม่ใช่ "ผลงาน"
  • การเลื่อนเงินเดือนและการเลื่อนระดับให้อำนาจแก่หัวหน้าส่วนราชการอย่างเต็มที่ โดยขาดกลไกถ่วงดุลอย่างเป็นทางการ ทำให้ถูกอิทธิพลจากความอาวุโส ความสัมพันธ์ หรือการทุจริตซื้อขายตำแหน่ง มากกว่าความสามารถ ส่งผลให้ "คนเก่งไม่ได้เลื่อนขั้น" และลาออกไปจากระบบก่อนวัยอันควร

จะทำอะไร (Action)

  • ผ่าตัดระบบราชการครั้งใหญ่ด้วย 3 เรื่องหลัก
  • จัดบ้านใหม่ ให้โครงสร้างชัดเจน (Structural Reform)
  • รวมศูนย์บริหารคน: เพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการกำกับดูแล (เช่น คปร. หรือ ก.พ.) ที่มีอำนาจจัดการคนของรัฐ "ทั้งหมดทุกประเภท"
  • ปรับโครงสร้างบุคลากรให้เหลือ 2 ประเภท: จัดระบบบุคลากรของรัฐให้เหลือเพียง "ข้าราชการ" (ทำหน้าที่หลัก/ประจำ เปิดให้สรรหาในระดับกลางหรือสูงได้) และ "พนักงาน" (ทำหน้าที่ช่วยเหลือ/ชั่วคราว)
  • ถ่ายโอนงานให้ท้องถิ่น: ให้หน่วยงานส่วนกลางเน้นภารกิจเชิงนโยบายเท่านั้น และมอบงานปฏิบัติต่างๆ ให้กับท้องถิ่น โดยถ่ายโอนกรอบอัตรากำลังไปที่ท้องถิ่นด้วย
  • สร้างคนเก่ง และวัฒนธรรมการเรียนรู้ (Capability & Learning Culture)
  • สร้างเส้นทางให้คนเก่งเติบโตตามความสามารถ โดยพัฒนากรอบเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน (Career Management Framework) โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มที่มีศักยภาพสูง เช่น ผู้ได้รับทุนรัฐบาล
  • พัฒนาทักษะแห่งอนาคต: วิเคราะห์ช่องว่างทางทักษะ (Skills Gap Analysis) เน้นที่ทักษะดิจิทัล สมรรถนะด้านพฤติกรรม และภาวะผู้นำ และเชื่อมโยงผลการวิเคราะห์นี้เข้ากับแผนการเรียนรู้ การสรรหา และการประเมินผล
  • ส่งเสริมการเคลื่อนย้ายบุคลากร (Mobility): ปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎระเบียบที่ทำให้การโอนย้ายข้ามหน่วยงานเป็นเรื่องยาก
  • สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีคุณภาพ ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ฝึกสกิลดิจิทัลและทักษะใหม่ๆ ให้ข้าราชการทำงานทันโลก
  • ลดแรงจูงใจเชิงลบที่ทำให้บุคลากรกลัวความล้มเหลวหรือการทดลองสิ่งใหม่ ๆ
  • ผู้นำต้องรับผิดชอบ ผลงานต้องวัดได้ (Leadership & Accountability)
  • ปรับฐานเงินเดือนให้ทันเงินเฟ้อ
  • มีบัญชีเงินเดือนพิเศษสำหรับตำแหน่งที่หาคนยาก
  • กำหนดวาระชัดเจน สำหรับ ตำแหน่งใหญ่ๆ เช่น ปลัดกระทรวง อธิบดี
  • มีการประเมินผลงาน (Performance Agreement) ทุกครั้งที่มีรัฐบาลใหม่
  • ผูกการต่อสัญญาและเลื่อนตำแหน่งกับตัวชี้วัดที่ตกลงล่วงหน้า
  • การประเมินผลงานต้องโปร่งใส โดยให้ประชาคมหรือผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ มีส่วนร่วมในการประเมินด้วย
  • สร้างวิสัยทัศน์และการใช้ข้อมูล
  • เช็กคนทั้งระบบ: วิเคราะห์ช่องว่างทางทักษะ (Skills Gap) และพัฒนา "ข้อเสนอมูลค่าการจ้างงาน" (EVP) เพื่อสื่อสารจุดเด่นที่ไม่ใช่ค่าตอบแทน
  • ทดลองระบบใหม่: ทดลองปฏิรูประบบเงินเดือน จัดทำโครงการนำร่อง (Pilot Program) เพื่อทดสอบความยืดหยุ่นของการปรับค่าตอบแทนเฉพาะตำแหน่งที่ขาดแคลน หรือสำหรับกลุ่มนักเรียนทุนรัฐบาล
  • ปรับปรุงการสรรหา: ทบทวนลำดับขั้นตอนการสรรหา และพิจารณาการใช้ระบบสอบแบบหมุนเวียน (Rolling Exams) พร้อมลงทุนในระบบดิจิทัลเพื่อลดภาระงานธุรการ
  • ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ
  • แก้กฎหมาย: ผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจให้กลไกควบคุมกำลังคนครอบคลุมบุคลากรของรัฐทุกประเภท และการจัดระบบบุคลากรใหม่เป็น 2 กลุ่ม
  • ให้ความสำคัญที่ผู้บริหารระดับกลางและระดับสูง
  • พัฒนาผู้บริหารระดับกลาง: กำหนดให้การพัฒนาบุคลากรเป็นภารกิจหลักของผู้บริหาร และฝึกอบรมทักษะที่จำเป็นในการบริหารทีมหลากหลายวัย และการให้คำปรึกษา
  • ความรับผิดชอบของผู้นำระดับสูง: นำเสนอการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง พร้อมเงื่อนไขการประเมินผลงานที่ชัดเจน
  • ถ่ายโอนอำนาจสู่ท้องถิ่น: เริ่มกระบวนการถ่ายโอนภารกิจและอัตรากำลังสู่ท้องถิ่น
  • การเรียนรู้ตลอดชีพ: ขยายการใช้เครื่องมือการเรียนรู้ที่หลากหลาย (Digital/Informal Learning) และเชื่อมโยงผลการเรียนรู้กับเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สามารถสั่งเพิ่มหรือลดคนเพื่อให้รัฐบาลมีเครื่องมือในการปรับลด/ยุบ/เพิ่มอัตรากำลัง ให้สอดคล้องกับนโยบาย
  • คนเก่งมีโอกาสเติบโตและใช้ทักษะที่เรียนมาได้ ลดการพึ่งพาอาวุโส และสามารถก้าวหน้าตามความสามารถ
  • บุคลากรสามารถจัดสรรได้ตามความต้องการเชิงนโยบายของรัฐบาล และส่งเสริมให้การหมุนเวียนงานเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทักษะและประสบการณ์
  • ลดแรงจูงใจเชิงลบที่ทำให้บุคลากรกลัวความล้มเหลวหรือการทดลองสิ่งใหม่ ๆ
  • เงินเดือนสู้กับเอกชนได้
  • ผู้บริหารระดับสูงเปลี่ยน ถ้าผลงานไม่เข้าเป้า ไม่ใช่นั่งยาวจนเกษียณ
  • ผลการประเมินได้ข้อมูลที่รอบด้าน และต้องเชื่อมโยงผลการประเมินเข้ากับการเลื่อนตำแหน่งอย่างชัดเจน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • บุคลากรภาครัฐ
  • บุคลากรรุ่นใหม่
  • ข้าราชการพลเรือน
  • หน่วยงานส่วนกลาง
  • ท้องถิ่น
  • ผู้ได้รับทุนรัฐบาล
  • ผู้บริหารระดับกลางและระดับสูง
  • ประชาคมหรือผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ
  • ผู้ว่าราชการจังหวัดในบางพื้นที่

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • สำหรับ Action ระยะที่ 1: 1-2 ปีแรก
  • สำหรับ Action ระยะที่ 2: 3-5 ปี
  • สำหรับ Action ระยะที่ 3: 5 ปีขึ้นไป

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยรั้งอันดับที่ 52 ของโลกด้านรัฐบาลดิจิทัล ตามดัชนีรัฐบาลดิจิทัล (E-Government Development Index: EGDI)
  • บริการออนไลน์ยังคงเป็นจุดอ่อน
  • หน่วยงานรัฐที่สามารถให้บริการแบบรวมศูนย์โดย ไม่ต้องเรียกสำเนาบัตรประชาชนหรือเอกสารซ้ำซ้อน มีเพียง ร้อยละ 40.56 สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบราชการดิจิทัลไทย
  • บริการรัฐไม่รวมอยู่ในแพลตฟอร์มเดียว เกิดแอปพลิเคชันที่ทำหน้าที่ซ้ำกัน เช่น ระบบเฝ้าระวังน้ำท่วมที่มีหลายเจ้าภาพ ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน และสิ้นเปลืองงบประมาณรัฐ
  • ขาดระบบ Digital ID ที่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ ตัวอย่างกรณีเงินเยียวยาน้ำท่วมสะท้อนว่ารัฐขาดฐานข้อมูลพิกัดบ้านที่แม่นยำ และข้อมูลระหว่างหน่วยงานไม่ไหลเวียนถึงกัน
  • การเพิ่มแอปพลิเคชันใหม่ไม่ใช่คำตอบ แต่ต้องแก้ที่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อเปลี่ยนรัฐไทยให้เป็น "Platform State"

จะทำอะไร (Action)

  • เปลี่ยนผ่าน “รัฐบาลดิจิทัล” สู่ “รัฐแพลตฟอร์ม”
  • รวมทุกการให้บริการของรัฐในแพลตฟอร์มเดียวผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” (ประชาชน) และ “BizPortal” (ธุรกิจ)
  • เปลี่ยนระบบราชการทั้งหมดเป็นดิจิทัลและ AI
  • รวบรวมบริการรัฐไม่น้อยกว่ากว่า 90% ไว้ที่แอปฯ "ทางรัฐ" (บุคคล) และ BizPortal (ธุรกิจ)
  • สร้างมาตรฐานการออกแบบเว็บไซต์และแอปฯ ของรัฐ (อ้างอิง UX4G ของอินเดีย และ GOV.UK ของสหราชอาณาจักร)
  • ต่อยอดระบบยืนยันตัวตนกลาง (Digital ID): เช่น ThaiD/ทางรัฐไอดี
  • ให้สวัสดิการเชิงรุกแบบดิจิทัล
  • พัฒนาพิกัดบ้านแห่งชาติแบบดิจิทัล (Place ID)
  • พัฒนาระบบ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในหน่วยงานรัฐ
  • ระบบ AI ช่วยทำเอกสารราชการอัตโนมัติ บนระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-Saraban)
  • เปลี่ยนกระบวนงานภาครัฐซ้ำซาก ให้เป็นอัตโนมัติ (Autonomous Government) เช่น AI ช่วยตรวจแบบก่อสร้าง, AI ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของคำขอใบอนุญาต
  • ระบบ AI Red Flags/Fraud Detection แจ้งเตือนเสี่ยงทุจริต งบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
  • เปลี่ยนระบบ “รัฐกระดาษ (Paper State)” ในปัจจุบัน ... ให้เป็น “รัฐไร้กระดาษ (Paperless Government)”
  • เปลี่ยนเอกสารราชการให้เป็นรูปแบบดิจิทัลเป็นหลักก่อน
  • ยกเลิกการคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อนและไม่จำเป็น
  • เปิดเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างระบบ New e-Budgeting, e-GP, New GFMIS, LHR และ New e-LAAS
  • แก้ไขระบบ New e-LAAS สำหรับท้องถิ่นให้สามารถใช้งานได้สะดวกและเชื่อมข้อมูลกับทุกระบบของท้องถิ่น เช่น LHR, LTAX
  • เปิดซอฟต์แวร์ภาครัฐที่ถูกพัฒนาโดยใช้งบประมาณของประเทศเป็น Public Code ก่อนเสมอ
  • สร้าง "ศูนย์รวมเครื่องมือเชื่อมต่อระบบรัฐ" (Government Developer Portal)
  • เปิดเผยข้อมูลกลาง (Master Data) สำคัญในรูปแบบที่สามารถนำไปประมวลผลได้ (Machine readable) และช่องทางเชื่อมต่อข้อมูล (API) ให้หน่วยงานรัฐใช้อ้างอิงได้เหมือนกัน และเอกชนสามารถต่อยอดได้
  • ให้อำนาจ DGA ร่วมกับสำนักงบประมาณ ตรวจสอบการพัฒนาระบบดิจิทัลตั้งแต่ต้น หากระบบใดทำหน้าที่ซ้ำกันจะถูกยกระดับเป็น "แพลตฟอร์มกลาง" ใช้ TOR และสถาปัตยกรรมเดียวกัน
  • จัด UX Workshop ระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างมาตรฐานกลาง (Design System) ทั้งรูปแบบ หน้าจอ ภาษา ขั้นตอนการให้บริการ และการออกแบบที่ลดภาระประชาชน โดยผูกเข้ากับการจัดซื้อจัดจ้าง
  • บูรณาการระบบ Digital ID ให้เหลือเครื่องมือหลักเพียงชุดเดียว โดยบูรณาการบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น DGA, ETDA และกรมการปกครอง
  • รวบรวมสวัสดิการทุกหน่วยงานมาไว้ที่เดียวในรูปแบบที่เครื่องอ่านได้ และใช้ AI (RAG) ช่วยตอบคำถามสิทธิประโยชน์เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย
  • รัฐจะเป็นฝ่าย "ค้นหาและบอกสิทธิ" แทนการให้ประชาชนต้องไปไล่หาเอง
  • พัฒนาฐานข้อมูลพิกัดบ้านและสิ่งปลูกสร้างทั่วประเทศ ผูกกับรหัส PlaceID เพียงตัวเดียว และจัดทำเป็นฐานข้อมูลกลางที่เปิดให้ใช้งานร่วมกัน ผ่านความร่วมมือของหน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมการปกครอง (ใช้กลไกระดับหมู่บ้านในการจัดเก็บข้อมูล), ไปรษณีย์ไทย, การไฟฟ้า และการประปา รวมถึงเอกชนที่มีข้อมูล
  • ออกมติ ครม. รับรองมาตรฐานข้อมูลที่เครื่องอ่านได้ (Machine-readable) เช่น ทะเบียนประวัติ หรือข้อมูลเซ็นเซอร์เมือง
  • ออกมติ ครม. กำหนดให้ทุกหน่วยงานเปลี่ยนมาใช้ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์
  • ใช้ระบบ “โครงข่ายระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลกลางของรัฐ (Government Data Exchange Center: GDX)” เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลหลัก (Master Data) ระหว่างหน่วยงาน ตามประกาศที่คณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลได้ประกาศไว้
  • แปลงกฎหมายผังเมืองและข้อบัญญัติท้องถิ่น ให้เป็นระบบ Logic มาตรฐาน (Rule / Decision Tree) ที่ระบบสามารถตรวจสอบได้อัตโนมัติก่อนการยื่นคำขอจริง
  • ภาครัฐทำหน้าที่กำหนดและรับรองกติกา (Regulatory Logic) ในรูปแบบ Machine-readable และเปิดให้เชื่อมต่อผ่าน API
  • เปิดข้อมูลงบประมาณท้องถิ่นผ่าน Open API
  • กำหนดให้ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาด้วยงบประมาณของรัฐ (ยกเว้นด้านความมั่นคง) ต้องเผยแพร่เป็น Open Source และเก็บไว้ในคลังกลาง (Repository)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มประสิทธิภาพ
  • บริการประชาชนรวดเร็ว
  • ใช้งานง่ายเหมือนกันทุกหน่วยงาน
  • ประชาชนได้รับบริการทั้งภาครัฐและเอกชนโดยสะดวกและมีมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้งาน
  • รับสวัสดิการ (เบี้ยผู้สูงอายุ/เด็กเล็ก) ทันทีเมื่อคุณสมบัติครบ โดยไม่ต้องลงทะเบียน
  • การช่วยเหลือภัยพิบัติและเยียวยาที่แม่นยำรายหลังคาเรือน
  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในหน่วยงานรัฐ
  • ลดการใช้ดุลพินิจเรียกรับผลประโยชน์
  • ลดภาระการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ
  • ลดการคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อนและไม่จำเป็น
  • ประหยัดงบประมาณประเทศ
  • หน่วยงานต่าง ๆ สามารถนำซอฟต์แวร์ที่มีลักษณะเดียวกันไปใช้ต่อยอดได้
  • สร้างภาพจำเดียวให้ประชาชนใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน (One Government Digital ID)
  • รัฐจะเป็นฝ่าย "ค้นหาและบอกสิทธิ" แทนการให้ประชาชนต้องไปไล่หาเอง
  • ทุกแพลตฟอร์มภาครัฐที่ต้องกรอกที่อยู่สามารถเชื่อมต่อผ่าน API โดยใช้ PlaceID เพียงตัวเดียว
  • ลดการผูกขาดข้อมูลเฉพาะหน่วยงาน
  • ทุกหน่วยงานเชื่อมต่อข้อมูลกันได้แบบไร้รอยต่อ
  • ยุติการขอสำเนาเอกสารและการจัดเก็บข้อมูลซ้ำซ้อน
  • ทำให้ขั้นตอนอนุญาตจริงของภาครัฐเหลือเพียงการตรวจยืนยันและออกใบอนุญาต
  • ประชาชนและสื่อสามารถนำไปทำ Dashboard ติดตามการใช้งบได้ง่าย แทนการไล่อ่านไฟล์ PDF ของแต่ละหน่วยงาน
  • ซอฟต์แวร์ ตรวจสอบได้
  • ซอฟต์แวร์ พัฒนาต่อยอดได้
  • ทำให้การดิจิทัลของรัฐเป็นระบบเดียว เชื่อมโยงกันได้ และยั่งยืนในระยะยาว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ธุรกิจ
  • หน่วยงานรัฐ
  • เจ้าหน้าที่รัฐ
  • ทุกภาคส่วน
  • ภาคเอกชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โครงสร้างที่ออกแบบมานานหลายทศวรรษเริ่มกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
  • ภาครัฐที่ "อุ้ยอ้ายและล่าช้า"
  • ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ “กับดักเชิงโครงสร้าง” 4 ประการ ที่ทำให้ระบบราชการไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ:
  • โครงสร้างล้าสมัย ตามไม่ทันเศรษฐกิจยุคใหม่: การมีหน่วยงานจำนวนมากทำให้เกิดภารกิจที่ทับซ้อนกัน ขาดเอกภาพในการสั่งการ และสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ ส่งผลให้การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน เช่น การจัดการน้ำ หรือสิ่งแวดล้อม ทำได้ยากเพราะติดขัดเรื่องอำนาจหน้าที่ระหว่างหน่วยงาน
  • กฎระเบียบจำนวนมากซ้ำซ้อน ใช้ทรัพยากรไม่คุ้มค่า: เรามีกฎหมาย ระเบียบ และใบอนุญาตนับแสนฉบับที่บังคับใช้มาอย่างยาวนาน บางส่วนประกาศใช้เมื่อหลายสิบปีก่อน แต่ยังมีผลบังคับใช้อยู่ และไม่สอดคล้องกับเทคโนโลยีปัจจุบัน ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระในการเดินเอกสาร ในขณะที่ข้าราชการเองก็หมดเวลาไปกับงานเอกสารมากกว่าการทำงานเชิงนโยบาย ผลคือภาครัฐทำงานหนัก แต่ไม่เกิดผลคุ้มค่าต่อประชาชนเท่าที่ควร
  • อำนาจรวมศูนย์เกินไป การให้บริการช้าและไม่ยืดหยุ่น: การตัดสินใจเรื่องสำคัญมักกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลาง ทั้งที่ปัญหาหลายอย่างเป็นเรื่องเฉพาะพื้นที่ เช่น การอนุญาตโรงงานขนาดเล็ก หรือการจัดการสาธารณูปโภคในชุมชน การต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง ทำให้ตัดสินใจล่าช้า ไม่ตอบโจทย์ และไม่สอดคล้องกับพื้นที่
  • การประเมินผลงานไม่เชื่อมโยงกับประชาชน: ระบบประเมินผลงานปัจจุบันเน้นการ "ทำตามขั้นตอน" มากกว่า "ผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ" ทำให้การทำงานเชิงนวัตกรรมเกิดขึ้นยาก เพราะระบบแรงจูงใจไม่สนับสนุน

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปราชการให้คล่องตัว
  • ลดความซ้ำซ้อน
  • ยุบรวมหน่วยงาน
  • ล้างกฎระเบียบล้าสมัย
  • กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
  • ประเมินผลจากคุณภาพชีวิตประชาชน
  • ผ่าตัดโครงสร้าง: ปรับโครงสร้างราชการ
  • ควบรวมหน่วยงานซ้ำซ้อน
  • ทบทวนภารกิจของหน่วยงานรัฐทั้งหมด
  • ยุบรวมหน่วยงานที่มีหน้าที่ทับซ้อนกัน
  • เพิ่มบทบาทสำนักงานปลัดกระทรวง
  • ยกระดับ สำนักงานปลัดกระทรวง ให้เป็น "สมอง" ของกระทรวง
  • สำนักงานปลัดกระทรวง มีหน้าที่กำหนดนโยบาย
  • สำนักงานปลัดกระทรวง เสนอกรอบงบประมาณ
  • สำนักงานปลัดกระทรวง กำกับติดตามหน่วยงานในกระทรวงให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน
  • จัดระเบียบรูปแบบองค์กรของรัฐทั้งหมดใหม่
  • แบ่งบทบาทหน่วยงานให้ชัดเจน ได้แก่ (1) องค์กรกำกับดูแล และกำหนดนโยบาย (Regulator & Policy Maker) - หน่วยงานรัฐ (2) หน่วยงานส่งเสริม (Promoter) - องค์การมหาชน (3) หน่วยงานให้บริการ (Service Provider) - รัฐวิสาหกิจ
  • ปรับบทบาทหน่วยงานส่วนภูมิภาคบางส่วนให้เป็นหน่วยงานตรวจสอบมาตรฐานบริการสาธารณะของท้องถิ่น
  • ปรับปรุงระบบประเมินผลงานที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์จริงของประชาชน
  • เปลี่ยนตัวชี้วัดจากจำนวนโครงการ เป็น "คุณภาพชีวิตของประชาชน"
  • มอบหมายรัฐมนตรีทบทวนภารกิจทุกกระทรวง
  • นายกรัฐมนตรีมอบหมายงานให้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงจัดทำรายงานการทบทวนภารกิจของหน่วยงานรัฐทั้งหมด สำหรับพิจารณาร่วมกับรายงานการทบทวนภารกิจภาครัฐในภาพรวม
  • แก้ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และ พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม
  • ปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของสำนักปลัดกระทรวงต่างๆ ให้ทำหน้าที่ออกนโยบาย จัดสรรงบประมาณ และกำกับการบริหารจัดการของหน่วยงานอื่นๆ ในกระทรวง รวมไปถึงการจัดระเบียบประเภทหน่วยงานรัฐ และส่วนภูมิภาค
  • รวมศูนย์ตัวชี้วัดชุดเดียวกัน
  • รวมศูนย์การประเมินผลและตัวชี้วัดของแต่ละหน่วยงาน เช่น สภาพัฒน์ กพร. สำนักงบประมาณ กพ. ให้ใช้ตัวชี้วัดชุดเดียวกัน และ/หรือ สอดคล้องกัน โดยมุ่งเน้นการประเมินผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตประชาชน
  • นำเอาผลการประเมินมาใช้ในการปรับปรุงวิธีการดำเนินโครงการ
  • สร้างระบบติดตามความก้าวหน้าแบบโปร่งใส ให้ประชาชนตรวจสอบได้
  • สร้างระบบติดตามความก้าวหน้า ด้วยการมีข้อมูลเปิด (Open Data) เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดดุลพินิจและเพิ่มความน่าเชื่อถือ
  • เปิดเผยรายชื่อกฎที่ถูกยกเลิก / ปรับปรุง
  • รายงานความคืบหน้าของเป้าหมายทางนโยบาย ผ่านเว็บไซต์กลาง
  • เปิดโอกาสให้ ประชาชน สื่อ และภาคธุรกิจสามารถให้ความเห็นต่อร่างกฎหมายได้
  • สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่บริการประชาชน
  • สร้างระบบให้รางวัลแก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่ “พร้อมให้บริการประชาชน” มากกว่าเป็นผู้ที่ “ควบคุมตามกฎระเบียบ” ผ่าน:
  • การอบรมเกี่ยวกับการบริการสาธารณะ
  • ระบบแรงจูงใจ เช่น ประเมินผลงานจากผลลัพธ์
  • การยกย่องทีมที่ปรับปรุงบริการได้จริง
  • ทำงานร่วมกับท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และประชาชน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • รัฐที่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง
  • ภาครัฐที่ "คล่องตัวและตอบโจทย์" ความต้องการของประชาชนในยุคดิจิทัล
  • ความซ้ำซ้อน ลดลง
  • หน่วยงาน ถูกยุบรวม
  • กฎระเบียบล้าสมัย ถูกล้าง
  • อำนาจ กระจายสู่ท้องถิ่น
  • คุณภาพชีวิตประชาชน ดีขึ้น
  • โครงสร้างราชการ ถูกปรับ
  • หน่วยงานซ้ำซ้อน ถูกควบรวม
  • ภารกิจของหน่วยงานรัฐทั้งหมด ถูกทบทวน
  • หน่วยงานที่มีหน้าที่ทับซ้อนกันถูกยุบรวม
  • บทบาทสำนักงานปลัดกระทรวง เพิ่มขึ้น
  • สำนักงานปลัดกระทรวง เป็น "สมอง" ของกระทรวง
  • สำนักงานปลัดกระทรวง กำหนดนโยบาย ได้ดีขึ้น
  • สำนักงานปลัดกระทรวง เสนอกรอบงบประมาณ ได้ดีขึ้น
  • สำนักงานปลัดกระทรวง กำกับติดตามหน่วยงานในกระทรวงให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน ได้ดีขึ้น
  • รูปแบบองค์กรของรัฐทั้งหมด ถูกจัดระเบียบใหม่
  • บทบาทหน่วยงาน ชัดเจนขึ้น
  • บทบาทหน่วยงานส่วนภูมิภาคบางส่วนเป็นหน่วยงานตรวจสอบมาตรฐานบริการสาธารณะของท้องถิ่น
  • ระบบประเมินผลงานที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์จริงของประชาชน ดีขึ้น
  • ตัวชี้วัด ถูกเปลี่ยนจาก จำนวนโครงการ เป็น "คุณภาพชีวิตของประชาชน"
  • ระยะเวลารอคอยบริการ ลดลง
  • ต้นทุนที่ลดลง
  • ความพึงพอใจของประชาชน เพิ่มขึ้น
  • ดัชนีชี้วัดการลดคอร์รัปชัน เพิ่มขึ้น
  • รัฐมนตรี จัดทำรายงานการทบทวนภารกิจของหน่วยงานรัฐทั้งหมด สำเร็จ
  • อำนาจหน้าที่ของสำนักปลัดกระทรวงต่างๆ ในการออกนโยบาย จัดสรรงบประมาณ และกำกับการบริหารจัดการของหน่วยงานอื่นๆ ในกระทรวง รวมไปถึงการจัดระเบียบประเภทหน่วยงานรัฐ และส่วนภูมิภาค ถูกปรับปรุง
  • ตัวชี้วัดชุดเดียวกัน ถูกใช้ และ/หรือ สอดคล้องกัน
  • ผลการประเมินถูกนำไปใช้ในการปรับปรุงวิธีการดำเนินโครงการ
  • ความก้าวหน้า โปร่งใส
  • ประชาชนตรวจสอบ ระบบความก้าวหน้า ได้
  • ดุลพินิจ ลดลง
  • ความน่าเชื่อถือ เพิ่มขึ้น
  • รายชื่อกฎที่ถูกยกเลิก / ปรับปรุง ถูกเปิดเผย
  • รายงานความคืบหน้าของเป้าหมายทางนโยบาย ผ่านเว็บไซต์กลาง ถูกเปิดเผย
  • ประชาชน สื่อ และภาคธุรกิจสามารถให้ความเห็นต่อร่างกฎหมายได้
  • วัฒนธรรมองค์กรที่บริการประชาชน เกิดขึ้น
  • ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่ “พร้อมให้บริการประชาชน” ได้รับรางวัล
  • การปฏิรูปจะสำเร็จได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • รัฐ (ภาครัฐ, หน่วยงานราชการ, ระบบราชการ, หน่วยงานรัฐ, สำนักงานปลัดกระทรวง, กระทรวง, กรม, องค์การมหาชน, รัฐวิสาหกิจ, หน่วยงานส่วนภูมิภาค, ข้าราชการ, เจ้าหน้าที่)
  • เศรษฐกิจและสังคม
  • ท้องถิ่น
  • นายกรัฐมนตรี
  • รัฐมนตรี

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • รัฐวิสาหกิจบางแห่งมีอำนาจผูกขาดตามกฎหมาย ทำให้สามารถทำกำไรได้มากโดยไม่มีคู่แข่งมาแข่งขัน
  • ไม่มีแรงจูงใจในการพัฒนา
  • ต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค (เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ) ของประชาชนสูงเกินจำเป็น
  • รัฐวิสาหกิจอีกหลายแห่งไม่สามารถปรับตัวและแข่งขันกับเอกชนรายอื่นได้
  • ขาดประสิทธิภาพในการบริหารงาน
  • ประสบภาวะขาดทุนมหาศาลอย่างต่อเนื่อง
  • กลายเป็นภาระด้านงบประมาณที่รัฐบาลต้องใช้เงินภาษีของประชาชนเข้าไปแบกรับ
  • โครงสร้างและภารกิจ ของรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ไม่เคยถูกปรับปรุงให้เข้ากับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป
  • ความไม่กล้าหาญทางการเมืองของรัฐบาลในอดีต ทำให้แทนที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหา กลับเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองจากรัฐวิสาหกิจเหล่านั้น

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดัน 3 เรื่องสำคัญ หากได้เป็นรัฐบาล

  • ทบทวนบทบาท:

  • ตรวจสอบความจำเป็นในการดำรงอยู่ของรัฐวิสาหกิจทุกแห่งอย่างรอบด้าน

  • ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้ หากพบว่ามีทางเลือกอื่นที่ประหยัดกว่า หรือมีประสิทธิภาพมากกว่า:

  • ยุบ รัฐวิสาหกิจที่ไม่มีความจำเป็น แล้วโอนถ่ายองค์กร ทรัพย์สิน และภารกิจไปยังหน่วยงานที่เหมาะสมกว่า (เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น)

  • ยกเลิก รัฐวิสาหกิจที่ไม่มีความจำเป็น โดยยุติบางภารกิจ/โครงการ หรือยกเลิกกฎหมาย/ข้อบังคับ ที่ให้สิทธิพิเศษแก่รัฐวิสาหกิจนั้น

  • แปลงสภาพรัฐวิสาหกิจเป็นองค์กรมหาชน

  • ปรับปรุงการกำกับดูแลกิจการ สำหรับรัฐวิสาหกิจที่ยังมีความจำเป็น ให้มีมาตรฐานเดียวกับบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

  • จัดตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ (Super Holding Company):

  • ปรับเปลี่ยนสถานะของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งให้อยู่ในรูปแบบ “บริษัทจำกัด” ที่มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นชัดเจน

  • ดึงผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารธุรกิจระดับสูงเข้ามาดูแลการบริหารทิศทางโดยรวมของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด

  • ใช้กลไกของ "คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.)" ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่ ร่วมกับอำนาจของฝ่ายบริหารผ่านคณะรัฐมนตรี มาจัดระเบียบรัฐวิสาหกิจในปัจจุบัน

  • ยุบเลิกรัฐวิสาหกิจ ในปัจจุบัน

  • ปรับรูปแบบ และกฎเกณฑ์การกำกับดูแลกิจการ ในปัจจุบัน

  • ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะเจาะจงของรัฐวิสาหกิจบางรายที่ประสบปัญหาขาดทุนเรื้อรัง

  • แก้ไข พ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2562

  • ปรับโครงสร้างของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.)

  • จัดตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ (Super Holding Company) ให้เป็นองค์กรใหม่ที่แยกตัวออกจากกระทรวงการคลังอย่างชัดเจน

  • ทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้ถือหุ้นในสัดส่วนของกระทรวงการคลังเดิม

  • พิจารณาลดสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐในรัฐวิสาหกิจบางแห่ง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูง

  • พิจารณานำรัฐวิสาหกิจบางแห่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • บริการประชาชนอย่างคุ้มค่า
  • มีประสิทธิภาพในการบริหารงานทัดเทียมกับคู่แข่งในตลาด
  • การบริหารจัดการ ของรัฐวิสาหกิจ เป็นไปในทิศทางเดียวกันและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
  • ลดสัดส่วนตัวแทนจากฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ ในคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.)
  • เพิ่มความเป็นอิสระในการดำเนินงาน ของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ภายใต้กรอบนโยบายภาพใหญ่ของรัฐบาล
  • องค์กร รัฐวิสาหกิจ ดำเนินงานอย่างคล่องตัว
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหาร ของรัฐวิสาหกิจ ให้ทัดเทียมกับบริษัทเอกชนชั้นนำ
  • สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
  • เพิ่มช่องทางการระดมทุน ของรัฐวิสาหกิจ
  • สามารถแข่งขันกับภาคเอกชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • รัฐบาล
  • รัฐวิสาหกิจ
  • บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
  • ฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ
  • กระทรวงการคลัง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • การจัดระเบียบรัฐวิสาหกิจในปัจจุบันจะทำใน ระยะสั้น
  • การแก้ไข พ.ร.บ. และจัดตั้งบรรษัทจะทำใน ระยะกลาง
  • การลดสัดส่วนการถือหุ้นและนำรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์จะทำใน ระยะยาว

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบปัจจุบันมีความเสี่ยงสูงต่อการทุจริตและการผูกขาด
  • งบประมาณรั่วไหลไปกับราคาสินค้าที่แพงเกินจริงหรือโครงการที่ไม่ได้มาตรฐาน
  • ต้นทุนค่าเสียโอกาสจากช่องโหว่ทางกฎหมาย
  • กฎระเบียบที่อนุญาตให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อโดยวิธีนี้สำหรับสินค้ามูลค่าต่ำกว่า 500,000 บาท และการให้สิทธิพิเศษซื้อตรงจากรัฐวิสาหกิจโดยไม่ต้องแข่งขัน ถือเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่บั่นทอนกลไกตลาดและเปิดโอกาสให้เกิดการใช้จ่ายที่สูงเกินจริง ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายที่ไม่ผ่านการแข่งขันสูงถึง 444,000 ล้านบาทต่อปี
  • กฎระเบียบที่บังคับให้เอกชนต้องวางเงินสดหรือหลักทรัพย์เพื่อค้ำประกันซองประมูล (Bid Bond) ทำให้เงินทุนหมุนเวียนของภาคธุรกิจหายไปจากระบบเศรษฐกิจถึงปีละ 85,000 ล้านบาท
  • การทุจริตในงานก่อสร้างมักเกิดขึ้น "หลังเซ็นสัญญา" เช่น การแอบแก้ไขสัญญา การใช้วัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือการเบิกเงินแต่งานไม่คืบหน้า เนื่องจากข้อมูลในระยะนี้ไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อการตรวจสอบ
  • โครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ซึ่งเสี่ยงต่อการล็อกสเปกหรือการทุจริตเชิงนโยบาย แต่ปัจจุบันยังขาดกลไกการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญภายนอกที่เป็นกลาง เนื่องจากระบบการใช้ "ข้อตกลงคุณธรรม" (Integrity Pact) ยังคงเป็นแบบสมัครใจ

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
  • อุดรูรั่ว
  • ปิดช่องโหว่ทุจริต
  • ลดวิธีเจาะจง
  • บังคับเปิดข้อมูลหลังเซ็นสัญญา
  • ใช้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบโครงการใหญ่
  • ปิดช่องโหว่
  • ลดต้นทุนแฝง
  • ลดการจัดซื้อแบบเจาะจงและขจัดสิทธิพิเศษรัฐวิสาหกิจ
  • ยกเลิกหลักประกันซอง
  • เปิดข้อมูลต่อหลังเซ็นสัญญาแล้ว
  • โครงการ 100 ล้านบาทขึ้นไปต้องตรวจสอบจากคนนอก
  • เปลี่ยนกฎระเบียบให้สินค้าทั่วไปต้องใช้วิธีเชิญชวนให้ยื่นซองเสนอราคาหรือการแข่งขันราคา (e-bidding) แทนวิธีเฉพาะเจาะจง
  • ปรับปรุงกฎกระทรวง กําหนดวงเงินการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุโดยวิธีเฉพาะเจาะจง วงเงินการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่ทําข้อตกลง เป็นหนังสือ และวงเงินการจัดซื้อจัดจ้างในการแต่งตั้งผู้ตรวจรับพัสดุ พ.ศ. 2560
  • ยกเลิกกฎกระทรวงที่ให้สิทธิหน่วยงานรัฐซื้อของจากรัฐวิสาหกิจได้โดยไม่ต้องประมูล
  • ปรับปรุงกฎกระทรวงกำหนดกรณีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุโดยวิธีเฉพาะเจาะจงพ.ศ. 2561 และทบทวนกฎกระทรวงกําหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน พ.ศ. 2563
  • เร่งพัฒนาระบบตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (e-shopping) และกรอบข้อตกลงการจัดซื้อรวม (Framework Agreement)
  • แก้ไขระเบียบกระทรวงการคลัง (พ.ศ. 2560) ข้อ 166 เพื่อยกเลิกการวางหลักประกันซอง
  • เปลี่ยนมาใช้มาตรการลงโทษที่เด็ดขาดแทน เช่น การขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ผู้ทิ้งงานไม่ให้เข้าประมูลงานรัฐอีก
  • บังคับให้โครงการก่อสร้างมูลค่า 10 - 100 ล้านบาท ต้องเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (Construction Transparency Initiative: CoST)
  • ข้อมูลที่ต้องเปิดเผยผ่านระบบจัดซื้อจัดจ้างอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) ต้องครอบคลุมถึงข้อมูลสำคัญตลอดวงจรของโครงการ ตั้งแต่ก่อนทำสัญญา ระหว่างทำสัญญา และหลังทำสัญญา รวมถึงรายงานความคืบหน้า การแก้ไขสัญญา และการเบิกจ่ายเงิน
  • กำหนดให้โครงการมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ต้อง เข้าร่วมข้อตกลงคุณธรรม (จากเดิมที่เป็นระบบสมัครใจ)
  • ส่งผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้าไปสังเกตการณ์ตั้งแต่ขั้นตอนการร่างขอบเขตงาน (TOR) จนถึงการตรวจรับงาน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประหยัดภาษีหมื่นล้าน
  • สร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคมได้อย่างมหาศาล
  • ดึงทรัพยากรที่สูญเสียไปจากความไร้ประสิทธิภาพกลับคืนมา
  • ใช้ ทรัพยากรที่ดึงกลับมา ในการพัฒนาประเทศและยกระดับธรรมาภิบาลทางการคลังมากกว่าแค่การปราบทุจริตเพียงอย่างเดียว
  • คาดว่าจะประหยัดงบประมาณจากการลดต้นทุนของผู้ประกอบการได้ ปีละเกือบ 40,000 ล้านบาท ต่อปี
  • รัฐวิสาหกิจต้องแข่งขันด้านราคาและคุณภาพกับเอกชน
  • เพิ่มประสิทธิภาพและลดภาระงานธุรการ
  • คาดว่าจะประหยัดงบประมาณจากการลดต้นทุนแฝงของผู้ประกอบการได้ประมาณ 5,700 ล้านบาท ต่อปี
  • จากการทดลองใช้แนวทาง CoST ในประเทศไทย พบว่าสามารถประหยัดงบประมาณได้ถึงร้อยละ 7.4
  • หากบังคับใช้ CoST กับทุกโครงการที่เข้าข่าย จะสามารถประหยัดงบประมาณได้ถึง 22,843 ล้านบาท ต่อปี
  • โครงการที่เข้าร่วมข้อตกลงคุณธรรม สามารถลดงบประมาณลงได้เฉลี่ยร้อยละ 8.2
  • การบังคับใช้มาตรการข้อตกลงคุณธรรม จะช่วยประหยัดงบประมาณได้ถึง 30,311 ล้านบาท ต่อปี
  • ป้องปรามการล็อกสเปกและการฮั้วประมูล

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ภาครัฐ
  • สังคม
  • ประเทศ
  • หน่วยงานรัฐ
  • รัฐวิสาหกิจ
  • เอกชน
  • ภาคธุรกิจ
  • ผู้ประกอบการ
  • สาธารณะ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบงบประมาณของไทยในปัจจุบันมีข้อจำกัดที่ทำให้รัฐบาลใช้จ่ายเงินได้อย่างไม่เต็มที่ และเพิ่มความเสี่ยงทางการคลัง 5 ประการหลัก:
  • งบประมาณกระจัดกระจาย (Fragmented Budget): ระบบปัจจุบันไม่ได้นับรวมเงิน "นอกงบประมาณ" (เช่น เงินกองทุนหมุนเวียน, รายได้ท้องถิ่น, รัฐวิสาหกิจ) อย่างครบถ้วน ทำให้เราไม่สามารถมองเห็น "สุขภาพการคลัง" ของประเทศทั้งหมดได้อย่างแท้จริง
  • วินัยการคลังอ่อนแอ (Weak Fiscal Discipline): กลไกกำกับดูแลการเงินการคลังไม่เข้มแข็งพอ ทำให้รัฐมีการใช้จ่ายเกินตัวจนหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐสภาก็มีอำนาจจำกัดในการควบคุมรายจ่ายประจำและค่าใช้จ่ายตามข้อผูกพันที่มีสัดส่วนสูง ทำให้โครงสร้างงบประมาณแข็งตัวต่อการปรับเปลี่ยน
  • จัดสรรแบบฐานอดีต (Incrementalism): การจัดทำงบประมาณส่วนใหญ่มักเป็นการปรับเพิ่ม/ลดเพียงเล็กน้อยจากปีที่แล้ว ทำให้ขาดความยืดหยุ่นในการตอบสนองสถานการณ์ใหม่ ๆ และมีพื้นที่ว่างทางการคลัง (Fiscal Space) จำกัดสำหรับการริเริ่มนโยบายใหม่ที่จำเป็น
  • ใช้จ่ายขาดประสิทธิภาพ (Inefficiency): ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานของหน่วยงานราชการขาดความท้าทาย และเน้นที่การทำตามขั้นตอนมากกว่าผลลัพธ์จริง อีกทั้งยังประสบปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้า
  • ธรรมาภิบาลอ่อนแอ/ไม่โปร่งใส (Weak Governance): รัฐยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลที่ครบถ้วน เป็นปัจจุบัน และอยู่ในรูปแบบ Open Data (ไฟล์ที่นำไปประมวลผลต่อได้) ทำให้ประชาชนและภาควิชาการตรวจสอบและติดตามการใช้งบประมาณได้อย่างยากลำบาก

จะทำอะไร (Action)

  • หยุดงบประมาณรั่วไหล
  • สร้างวินัยการคลังที่เข้มแข็ง
  • ล้างระบบจัดสรรงบแบบเดิม
  • เปลี่ยนเป็นฐานศูนย์เริ่มจากความจำเป็นจริง
  • บังคับใช้หลักความคุ้มค่า
  • เพิ่มงบอุดหนุนทั่วไปให้หน่วยงานทำงานคล่องตัว
  • เน้นผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
  • จัดทำงบประมาณแบบรวมยอด (Consolidated Budget): บังคับให้นำเงินนอกงบประมาณทั้งหมด (รวมสถานะหนี้และภาระทางการคลังอื่น ๆ) เข้าสู่กระบวนการจัดทำงบประมาณและต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภา
  • เพิ่มศักยภาพกลไกกำกับวินัยการคลังให้เข้มแข็ง:
  • ให้รัฐสภามีอำนาจพิจารณาแผนงบประมาณรายได้-รายจ่าย และการก่อหนี้สาธารณะทั้งหมดตั้งแต่ขั้นต้น (Pre-budget Statement) ก่อนการจัดทำงบประมาณในรายละเอียด
  • พิจารณาเพิ่มกฎการคลังที่รัดกุม เช่น กำหนดเพดานอัตราภาระการชำระดอกเบี้ยต่อรายได้สุทธิของรัฐ
  • เปลี่ยนไปจัดสรรงบประมาณแบบฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting):
  • เปลี่ยนแนวคิดการจัดสรรงบประมาณเป็นการ "คิดใหม่ ทำใหม่" (Top Down Budgeting) โดยคณะรัฐมนตรีกำหนดกรอบวงเงินสูงสุดสำหรับแต่ละยุทธศาสตร์ตั้งแต่ต้น
  • ปรับหลักเกณฑ์การคัดกรองคำของบประมาณให้ยึดโยงกับหลัก ความคุ้มค่า (Value for Money) อย่างแท้จริง
  • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่าย:
  • ปรับปรุงตัวชี้วัดผลการดำเนินงานให้สะท้อนผลลัพธ์ที่จับต้องได้
  • ปรับหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างให้ยืดหยุ่นและคล่องตัว
  • พิจารณาจัดสรรงบประมาณในรูปแบบ เงินอุดหนุนทั่วไป (Block Grant) ให้มากขึ้นสำหรับหน่วยงานที่ต้องการความคล่องตัวในการบริหารจัดการ
  • สร้างระบบธรรมาภิบาลที่โปร่งใสตรวจสอบได้:
  • เปิดเผยข้อมูลการจัดทำงบประมาณอย่างครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน ในรูปแบบ Open Data (เช่น ไฟล์ Excel ที่คอมพิวเตอร์ประมวลผลได้)
  • เปิดช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตาม วิเคราะห์ และตรวจสอบงบประมาณอย่างมีความหมาย
  • การแก้ไขกฎหมายสำคัญ:
  • แก้ไข พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: เพื่อกำหนดให้เกิดการจัดทำงบประมาณแบบรวมยอด (Consolidated Budget), กำหนดกลไก "แผนงบประมาณประจำปี" (Pre-budget Statement) และเพิ่มความโปร่งใสของข้อมูล
  • แก้ไข พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ สำคัญ: เพื่อปรับองค์ประกอบของคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง และทบทวนการกำหนดสัดส่วนงบลงทุนขั้นต่ำร้อยละ 20 เพื่อให้การกำหนดงบประมาณรายจ่ายมาจากโครงการที่จำเป็นจริงๆ
  • ทบทวนงบประมาณหลายเส้นทาง: พิจารณายกเลิกแนวทางการจัดทำงบประมาณที่ซ้ำซ้อน เช่น งบจังหวัด/กลุ่มจังหวัด, งบ Flagship และงบบูรณาการ
  • การจัดตั้งองค์กรตรวจสอบ:
  • จัดทำ พ.ร.บ. ว่าด้วยสำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO): เพื่อให้ PBO มีอำนาจหน้าที่ในการศึกษาวิเคราะห์และเข้าถึงข้อมูลเพื่อตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารได้อย่างเต็มศักยภาพ
  • มาตรการระยะสั้น (ในระหว่างที่กฎหมายยังไม่แล้วเสร็จ):
  • รัฐบาลและสำนักงบประมาณควรนำข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ไปปฏิบัติทันที โดยเฉพาะการจัดส่งข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นระบบเกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณ รายได้สาธารณะ หนี้สาธารณะ และภาระทางการคลังอื่นต่อรัฐสภา
  • ควรกำหนดกรอบงบประมาณรายจ่ายขั้นสูงของแต่ละกระทรวง เพื่อเริ่มต้นใช้แนวคิด Top Down Budgeting โดยไม่รอการแก้ไขกฎหมายเสร็จสิ้น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างวินัยการคลังที่เข้มแข็ง
  • หน่วยงานทำงานคล่องตัว
  • ประเทศสามารถมองเห็น "สุขภาพการคลัง" ของประเทศทั้งหมดได้อย่างแท้จริง
  • กลไกกำกับดูแลการเงินการคลังเข้มแข็งขึ้น
  • รัฐมีการใช้จ่ายไม่เกินตัว
  • หนี้สาธารณะไม่เพิ่มสูงขึ้น
  • มีความยืดหยุ่นในการตอบสนองสถานการณ์ใหม่ ๆ
  • มีพื้นที่ว่างทางการคลัง (Fiscal Space) ไม่จำกัดสำหรับการริเริ่มนโยบายใหม่ที่จำเป็น
  • ไม่ประสบปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้า
  • รัฐมีการเปิดเผยข้อมูลที่ครบถ้วน เป็นปัจจุบัน และอยู่ในรูปแบบ Open Data (ไฟล์ที่นำไปประมวลผลต่อได้)
  • ประชาชนและภาควิชาการตรวจสอบและติดตามการใช้งบประมาณได้อย่างไม่ยากลำบาก
  • สร้างความยั่งยืนทางการคลัง ความโปร่งใส และประสิทธิภาพ
  • ประเทศเห็นภาพรวมทางการคลังทั้งหมด
  • รัฐสภามีอำนาจพิจารณาแผนงบประมาณรายได้-รายจ่าย และการก่อหนี้สาธารณะทั้งหมดตั้งแต่ขั้นต้น (Pre-budget Statement) ก่อนการจัดทำงบประมาณในรายละเอียด
  • มีกฎการคลังที่รัดกุม เพิ่มขึ้น
  • มีการกำหนดเพดานอัตราภาระการชำระดอกเบี้ยต่อรายได้สุทธิของรัฐ
  • ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานสะท้อนผลลัพธ์ที่จับต้องได้
  • ข้อมูลการจัดทำงบประมาณถูกเปิดเผยอย่างครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน ในรูปแบบ Open Data (เช่น ไฟล์ Excel ที่คอมพิวเตอร์ประมวลผลได้)
  • มีการเปิดช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตาม วิเคราะห์ และตรวจสอบงบประมาณอย่างมีความหมาย
  • เพิ่มความโปร่งใสของข้อมูล
  • การกำหนดงบประมาณรายจ่ายมาจากโครงการที่จำเป็นจริงๆ
  • PBO มีอำนาจหน้าที่ในการศึกษาวิเคราะห์และเข้าถึงข้อมูลเพื่อตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารได้อย่างเต็มศักยภาพ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ภาควิชาการ
  • หน่วยงาน
  • รัฐบาล
  • รัฐสภา
  • ประเทศ
  • คณะรัฐมนตรี
  • สำนักงบประมาณ
  • กระทรวง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การมีส่วนร่วมต่ำ: ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่นน้อยกว่าการเลือกตั้งระดับชาติอย่างมีนัยสำคัญ
  • ขาดการแข่งขัน: การแข่งขันทางการเมืองมักขาดความยึดโยงกับนโยบาย และบ่อยครั้งผู้บริหารท้องถิ่นใช้วิธีลาออกก่อนครบวาระเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมือง ทำให้การแข่งขันไม่เป็นไปตามครรลองปกติ
  • ขาดความโปร่งใส: การจัดการเลือกตั้งยังถูกตั้งคำถามเรื่องประสิทธิภาพและความเป็นกลาง เช่น สัดส่วนบัตรเสียที่สูง ข้อจำกัดในการสังเกตการณ์ หรือความกังวลเรื่องความเป็นกลางของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งเอง

จะทำอะไร (Action)

  • กำหนดให้ทุก 4 ปี มี "วันมหกรรมเลือกตั้งท้องถิ่น" 1 วัน ที่ประชาชนจะได้เลือกตั้งท้องถิ่นพร้อมกัน ทุกฝ่าย (นายกและสมาชิกสภา) ทุกพื้นที่ (ทั่วประเทศ) และ ทุกระดับ (อบจ., เทศบาล, อบต., กทม., พัทยา)
  • หากผู้บริหารพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ให้จัดการเลือกตั้งซ่อมเฉพาะวาระที่เหลืออยู่
  • ใช้วิธีให้นายกสำรอง (จากบัญชีรายชื่อที่เสนอตอนหาเสียง) ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน
  • ให้สิทธิประชากรแฝง (ผู้ที่ทำงานหรืออาศัยในพื้นที่ต่างจากทะเบียนบ้าน) กว่า 9 ล้านคน สามารถลงทะเบียนเลือกตั้งในพื้นที่ที่ตนใช้ชีวิตจริงได้
  • เปิดระบบเลือกตั้งล่วงหน้า (ในเขต, นอกเขต, นอกราชอาณาจักร)
  • ขยายช่องทางอื่น สำหรับการเลือกตั้ง เช่น ทางไปรษณีย์หรือออนไลน์
  • ปรับลดระยะเวลาการย้ายทะเบียนบ้านเพื่อมีสิทธิเลือกตั้งจาก 1 ปี เหลือ 90 วัน
  • หากย้ายไม่ถึง 90 วัน ยังคงสิทธิเลือกตั้งในเขตเดิมได้
  • เข้มงวดมาตรฐานหน่วยเลือกตั้งเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุและคนพิการ
  • อบรมกรรมการประจำหน่วยเรื่องการอำนวยความสะดวก
  • ปรับลดอายุขั้นต่ำสำหรับผู้มีสิทธิรับสมัครเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น (ปัจจุบันกำหนดไว้ที่ 25 ปีและ 35 ปีตามลำดับ)
  • ทบทวนไม่ให้การไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง นำไปสู่การสูญเสียสิทธิด้านอื่น ๆ เกินจำเป็น
  • ปรับให้การจำกัดสิทธิหายทันทีที่บุคคลดังกล่าวได้ไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งครั้งถัดไป
  • ออกแบบและกำหนดรูปแบบบัตรเลือกตั้งให้ชัดเจน: เช่น กำหนดให้สีบัตรเลือกตั้งเป็นคู่สีตรงข้าม บังคับใช้เหมือนกันทั้งประเทศ และกำหนดให้ข้อมูลบนบัตรเลือกตั้งมีความครอบคลุมมากขึ้น (เช่น ชื่อผู้สมัคร รูปผู้สมัคร ชื่อพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง)
  • วางมาตรฐานการจำแนกบัตรดี-บัตรเสีย ให้ชัดเจนและคงเส้นคงวาสำหรับทุกหน่วย
  • เพิ่มช่องทางออนไลน์ในการยื่นบัญชีรายรับรายจ่ายของผู้รับสมัครเลือกตั้ง
  • กำหนดเกณฑ์และขอบเขตการมีส่วนร่วม ของนักการเมือง (ระดับชาติ) ในการช่วยผู้สมัครรับเลือกตั้ง (ท้องถิ่น) ให้ชัดเจน
  • กำหนดให้มีการรายงานและเผยแพร่ผลการนับคะแนน รายหน่วยเลือกตั้ง อย่างรวดเร็ว ผ่านระบบออนไลน์ที่ประชาชนเข้าถึงได้โดยทั่วไปตลอดเวลา และในรูปแบบที่นำไปวิเคราะห์ประมวลผลต่อได้
  • เพิ่มการคุ้มครองสิทธิในการสังเกตการณ์เลือกตั้ง เช่น สิทธิในการสังเกตการณ์การนับคะแนนเลือกตั้งได้อย่างสะดวกและใกล้ชิด รวมถึงสิทธิในการถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว
  • เปลี่ยนผู้รับผิดชอบหลักในการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
  • ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่เพียงการสนับสนุนงานเท่านั้น
  • กำหนดให้ กกต. เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องงบประมาณและบุคลากรในการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น
  • จัดสรรงบประมาณประจำปีสำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่นที่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้อย่างชัดเจน
  • ผลักดัน ร่างแก้ไข พ.ร.บ. เลือกตั้งท้องถิ่น (สำหรับข้อเสนอ 1-6)
  • ผลักดัน ร่างแก้ไข พ.ร.บ. จัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 5 ฉบับ (อบจ. / เทศบาล / อบต. / กทม. / เมืองพัทยา)
  • กำหนดวันสำหรับการ รีเซ็ต (reset) การเลือกตั้งท้องถิ่น เพื่อให้เกิด "วันมหกรรมเลือกตั้งท้องถิ่น" (Super Local Election Day)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเปิดกว้างสำหรับการมีส่วนร่วมของประชาชน ของระบบการเลือกตั้งท้องถิ่น
  • สร้างความตื่นตัว ในการเลือกตั้ง
  • ประหยัดงบประมาณ
  • ทำให้แผนพัฒนาท้องถิ่นสอดรับกัน
  • รักษาวงรอบการเลือกตั้งใหญ่ให้ตรงกัน
  • ลดความสับสน ในบัตรเลือกตั้ง
  • เพิ่มหลักประกันเรื่องความเป็นกลางและประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้ง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • นายกและสมาชิกสภา
  • ผู้บริหาร ท้องถิ่น
  • นายกสำรอง
  • ประชากรแฝง (ผู้ที่ทำงานหรืออาศัยในพื้นที่ต่างจากทะเบียนบ้าน) กว่า 9 ล้านคน
  • ผู้สูงอายุ
  • คนพิการ
  • กรรมการประจำหน่วย
  • คนรุ่นใหม่
  • ผู้มีสิทธิรับสมัครเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น
  • ผู้รับสมัครเลือกตั้ง
  • บุคคล ที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
  • นักการเมือง (ระดับชาติ)
  • ผู้สมัครรับเลือกตั้ง (ท้องถิ่น)
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • รัฐราชการรวมศูนย์ (Centralized Bureaucracy): ปัจจุบันอำนาจตัดสินใจส่วนใหญ่อยู่ที่ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค มากกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้การแก้ปัญหาระดับพื้นที่ล่าช้าและไม่ตรงจุด
  • อำนาจการบริหารพื้นที่จำกัด: หน่วยงานที่ประชาชนเลือกมาโดยตรงมีอำนาจน้อย จนไม่สามารถจัดการทรัพยากรหรือแก้ไขปัญหาสำคัญในพื้นที่ของตนเองได้อย่างอิสระ
  • อุปสรรคจากการกำกับดูแล: การที่ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคกำกับดูแลอย่างเข้มงวดเกินไป ทำให้ท้องถิ่นไม่กล้าตัดสินใจจัดทำบริการสาธารณะใหม่ๆ กลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาท้องถิ่น

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอให้ผู้บริหารสูงสุดระดับจังหวัดมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง
  • เปลี่ยนจากเดิมที่มีผู้บริหารซ้ำซ้อน 2 คน (ผู้ว่าราชการจังหวัดจากการแต่งตั้ง + นายก อบจ. จากการเลือกตั้ง) ไปสู่รูปแบบที่มี ผู้บริหารจังหวัดจากการเลือกตั้งเพียงคนเดียว
  • ถ่ายโอนอำนาจสู่ท้องถิ่น: โอนภารกิจและอำนาจตัดสินใจทั้งหมดของผู้ว่าราชการจังหวัดเดิม มาไว้กับผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้ง
  • ถ่ายโอนงานของส่วนภูมิภาคบางส่วนมาอยู่กับท้องถิ่น
  • ปรับบทบาทส่วนภูมิภาคมาเป็นหน่วยกำกับมาตรฐานบริการสาธารณะท้องถิ่น และเป็นหน่วยส่งเสริมการพัฒนาเมืองให้ท้องถิ่น
  • เร่งรัดการถ่ายโอนภารกิจตามแผนการกระจายอำนาจ ฉบับที่ 1, 2 และ 3 โดยแก้ไขกฎหมายระดับพระราชบัญญัติที่เป็นอุปสรรค
  • ปรับโครงสร้างการบริหารประเทศให้เป็นเอกภาพ โดยมีผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งในทุกระดับ
  • ถ่ายโอนกำลังคนให้ท้องถิ่น: จัดทำแผนถ่ายโอนข้าราชการและบุคลากรจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ที่ปฏิบัติงานด้านบริการสาธารณะที่ทับซ้อนกัน ให้มาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้ง (จังหวัดจัดการตนเอง)
  • มอบอำนาจบริหารจัดการบริการสาธารณะให้ท้องถิ่นอย่างแท้จริง
  • กำลังคนสอดคล้องกับภารกิจใหม่ในพื้นที่

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การสร้างระบอบประชาธิปไตยที่มีความเข้มแข็งและสะท้อนความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง ไม่สามารถพึ่งพาแค่การลงคะแนนเสียงในวันเลือกตั้งเท่านั้น
  • ยังขาด ช่องทางที่ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงกับสถาบันทางการเมืองต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา
  • กฎหมายในปัจจุบันยังไม่ครอบคลุม หลาย ช่องทางที่สามารถอำนวยความสะดวกและเพิ่มช่องทางการมีส่วนร่วมรูปแบบใหม่ๆ
  • กฎหมายในปัจจุบัน ไม่เพิ่มความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อปัญหา
  • อุปสรรคและเงื่อนไขที่กีดกันการจัดตั้งพรรคใหม่ (เช่น จำนวนผู้ร่วมจัดตั้ง ทุนประเดิม)
  • เงื่อนไขที่เพิ่มค่าใช้จ่ายด้านธุรการโดยไม่จำเป็น สำหรับพรรคการเมือง

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับและขยายช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชนกับสถาบันทางการเมืองต่างๆ
  • อำนวยความสะดวกประชาชนในการเข้าชื่อ
  • กำหนดให้ การเข้าชื่อ ทำได้ผ่าน ช่องทางออนไลน์ในทุกกรณี
  • จัดทำ ช่องทางกลาง สำหรับการเข้าชื่อในกรณีต่าง ๆ
  • ขยายสิทธิการเข้าชื่อที่ถูกรับรองโดยกฎหมาย
  • เพิ่มสิทธิในการเข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
  • เพิ่มสิทธิในการเข้าชื่อเสนอให้ท้องถิ่น จัดประชามติ ในประเด็นที่อยู่ในอำนาจของท้องถิ่น
  • เพิ่มสิทธิในการเข้าชื่อเสนอถอดถอน สส., สว., รัฐมนตรี, ศาลรัฐธรรมนูญ, องค์กรอิสระ และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ
  • เพิ่มสิทธิในการเข้าชื่อเสนอข้อเรียกร้องต่อสภา โดยให้รัฐมนตรีตอบ หรือให้สภาพิจารณาเสนอเป็นญัตติเพื่ออภิปรายในที่ประชุมใหญ่
  • เผยแพร่ข้อมูลการทำงานอย่างเป็นระบบ (Open Data)
  • จัดเก็บและเผยแพร่ข้อมูลการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา (เช่น สถิติการเข้าประชุม, สถิติการลงคะแนน, บทอภิปรายรายบุคคล, สถานะของร่างกฎหมาย ในรูปแบบที่วิเคราะห์ต่อได้)
  • เปิดเผยข้อมูลกระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ (เช่น ข้อมูลผู้สมัคร และบันทึกการลงมติของคณะกรรมการสรรหา)
  • ถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมาธิการ (ยกเว้นกรณีจำเป็น)
  • ถ่ายทอดสดการแสดงวิสัยทัศน์ ของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
  • ลดอุปสรรคและเงื่อนไขที่กีดกันการจัดตั้งพรรคใหม่ (เช่น จำนวนผู้ร่วมจัดตั้ง ทุนประเดิม)
  • ปลดล็อกให้พรรคการเมือง ระดมทุนจากประชาชนและผู้บริจาครายย่อยได้ง่ายขึ้น (เช่น ขายสินค้าออนไลน์ได้, ออกใบเสร็จออนไลน์ได้)
  • ลดเงื่อนไขที่เพิ่มค่าใช้จ่ายด้านธุรการโดยไม่จำเป็น (เช่น การประชุมใหญ่จัดออนไลน์ได้)
  • ทบทวนฐานความผิดและอัตราโทษสำหรับพรรคการเมืองให้เหมาะสมและได้สัดส่วน (เช่น ทบทวนเงื่อนไขการยุบพรรคให้สอดคล้องหลักสากล โดยลงโทษคณะกรรมการบริหารหรือกรรมการรายบุคคลแทนการยุบทั้งพรรค)
  • กำหนดให้มีการประเมินผลกระทบของร่างกฎหมายต่อเด็กและเยาวชน (Child and Youth Impact Assessment - CYIA) ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง
  • กำหนดให้มีการประเมินผลกระทบของการจัดสรรงบประมาณต่อคนทุกเพศ (Gender-Responsive Budgeting - GRB)
  • ทบทวนและปรับลดอายุขั้นต่ำในการมีสิทธิทางการเมือง (เช่น อายุขั้นต่ำในการสมัครรับเลือกตั้ง)
  • คุ้มครองความปลอดภัยของคนทุกเพศ จากปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ
  • สร้างกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของคนทุกเพศ จากปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ
  • ปฏิรูป สภาเด็กและเยาวชน ให้มาจากการเลือกตั้งจากเด็กและเยาวชนในวงกว้าง
  • เพิ่มบทบาทเชิงนโยบายอย่างอิสระ ของสภาเด็กและเยาวชน (เช่น การมีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ไขกฎหมาย / การตั้งกระทู้ต่อฝ่ายบริหาร)
  • ปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการผลักดันหรือออกระเบียบเพื่อรองรับการจัดทำงบประมาณแบบมีส่วนร่วม (Participatory Budgeting - PB)
  • กำหนดมาตรฐานกลางในการกำกับดูแลการจัดทำ PB ของท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการกระจายอำนาจฯ (ก.ก.ถ.)
  • สนับสนุนการนำระบบกลางสำหรับการเสนอ-กลั่นกรอง-คัดเลือกโครงการผ่าน ช่องทางออนไลน์ มาใช้
  • ขับเคลื่อนนโยบายนี้ผ่านการแก้ไขและปรับปรุงกลไกทั้งในและนอกสภา
  • ผลักดันร่างแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ (รัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ, พ.ร.บ. จัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ พ.ร.บ. ประชามติ, พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ, ข้อบังคับการประชุมสภา)
  • ประสานและร่วมมือกับหน่วยงานรัฐเพื่อออกแบบกลไก
  • ให้สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพในการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ
  • ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เพื่อปรับปรุงระบบกลางทางกฎหมาย (ระบบรับฟังความเห็นออนไลน์ต่อร่างกฎหมาย)
  • ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพื่อจัดทำระบบกลางให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น สำหรับทุกท้องถิ่นทั่วประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างระบอบประชาธิปไตยที่มีความเข้มแข็ง สะท้อนความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง
  • ประชาชนมี ช่องทางที่ส่งเสริมให้มีส่วนร่วมโดยตรงกับสถาบันทางการเมืองต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา
  • อำนวยความสะดวกและเพิ่มช่องทางการมีส่วนร่วมรูปแบบใหม่ๆ
  • ข้อมูลการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา (เช่น สถิติการเข้าประชุม, สถิติการลงคะแนน, บทอภิปรายรายบุคคล, สถานะของร่างกฎหมาย) ในรูปแบบที่วิเคราะห์ต่อได้
  • ข้อมูลกระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ (เช่น ข้อมูลผู้สมัคร และบันทึกการลงมติของคณะกรรมการสรรหา) ในรูปแบบที่ตรวจสอบได้ง่าย
  • ถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมาธิการ (ยกเว้นกรณีจำเป็น)
  • ถ่ายทอดสดการแสดงวิสัยทัศน์ ของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
  • พรรคการเมือง "เกิดง่าย อยู่ได้ ตายยาก"
  • พรรคการเมือง ระดมทุนจากประชาชนและผู้บริจาครายย่อยได้ง่ายขึ้น
  • ลดเงื่อนไขที่เพิ่มค่าใช้จ่ายด้านธุรการโดยไม่จำเป็น (เช่น การประชุมใหญ่จัดออนไลน์ได้)
  • ฐานความผิดและอัตราโทษสำหรับพรรคการเมือง เหมาะสมและได้สัดส่วน
  • สภาเด็กและเยาวชน มาจากการเลือกตั้งจากเด็กและเยาวชนในวงกว้าง
  • สภาเด็กและเยาวชน เพิ่มบทบาทเชิงนโยบายอย่างอิสระ
  • ท้องถิ่นมีอำนาจในการผลักดันหรือออกระเบียบเพื่อรองรับการจัดทำงบประมาณแบบมีส่วนร่วม (Participatory Budgeting - PB)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ท้องถิ่น
  • พรรคการเมือง
  • เด็กและเยาวชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

กระบวนการรับฟังความคิดเห็นในปัจจุบันมักเป็นเพียง "พิธีกรรม" เพื่อให้ครบขั้นตอนตามกฎหมาย มากกว่าการเปิดกว้างเพื่อรับฟังเสียงที่ส่งผลต่อการตัดสินใจจริง โดยมีปัญหาหลัก 5 ประการ

  1. รับฟังโดยไม่มีการรับรู้: ขาดการประชาสัมพันธ์ที่ทั่วถึง เข้าถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพียงวงแคบ
  2. รับฟังโดยไม่มีความหมาย: ความเห็นของประชาชนไม่ถูกนำไปพิจารณาในกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบาย
  3. รับฟังโดยไม่มีทางเลือก: รับฟังความเห็นในขั้นตอนที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือยุติโครงการได้แล้ว ประชาชนมีทางเลือกแค่ "เอาหรือไม่เอา" ไม่มีสิทธิเสนอทางเลือกอื่น
  4. รับฟังโดยไม่มีความไว้วางใจ: ความเป็นกลางของผู้จัดกระบวนการถูกตั้งคำถาม เช่น กรณีบริษัทที่ปรึกษาการทำ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ถูกว่าจ้างโดยตรงจากเจ้าของโครงการ
  5. รับฟังโดยไม่มีเจตจำนง: หน่วยงานหรือเจ้าของโครงการมักดำเนินการตามมาตรฐานขั้นต่ำสุด หรือใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการรับฟังความเห็น เช่น การแบ่งซอยโครงการใหญ่ให้เป็นโครงการย่อยเพื่อเลี่ยงเกณฑ์การตรวจสอบ

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างมาตรฐานกลางเพื่อรับประกันการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อโครงการของรัฐ
    • นิยามระดับการมีส่วนร่วม (เช่น ร่วมวางแผน ร่วมตัดสินใจ ร่วมดำเนินงาน) เพื่อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำที่ต้องดำเนินการในแต่ละระดับ
    • นิยามการดำเนินการของรัฐแต่ละประเภท (เช่น โครงการ กิจกรรม กฎหมาย) ที่ต้องเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยอาจจัดทำเป็นบัญชีรายการของส่วนกลางที่สามารถเพิ่มเติมได้
    • สื่อสารเนื้อหาโครงการและช่องทางการมีส่วนร่วม ให้ไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ
    • กำหนดเจ้าภาพและบทบาทของหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อให้ประชาชนไว้วางใจและยอมรับความเป็นกลางในการจัดกระบวนการ (เช่น ทบทวนให้หน่วยงานที่จัด ไม่ใช่หน่วยงานเจ้าของโครงการ)
    • ยกระดับมาตรการชดเชยเยียวยาประชาชน หลังจากดำเนินโครงการไปแล้ว เช่น การปรับปรุงการชดเชยเยียวยาในกรณีที่มีการประเมินความเสียหายต่ำกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง
    • สร้างกลไกและวัฒนธรรมรับผิดรับชอบของหน่วยงานรัฐ เช่น เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอน
  • ยกระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน ในกระบวนการที่เฉพาะเจาะจง เช่น
    • กำหนดให้โครงการที่ต้องทำ EIA ระบุมาตรการชดเชยเยียวยาที่ชัดเจน เพื่อเป็นเงื่อนไขในการได้รับอนุญาต
    • เพิ่มกลไกการนำเงินจากกองทุนสิ่งแวดล้อมมาใช้เยียวยาความเสียหายแก่ผู้ได้รับความเสียหาย
    • เพิ่มขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น "ก่อน" เริ่มร่างผังเมือง
    • เพิ่มบทบาทท้องถิ่นในกระบวนการจัดทำและตัดสินใจเรื่องผังเมืองระดับพื้นที่
  • ผลักดันกฎหมายกลางเพื่อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำที่ใช้กำกับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อโครงการในพื้นที่ของทุกหน่วยงานรัฐ
    • ยกระดับสถานะของกฎหมายกลาง เป็น พ.ร.บ. การมีส่วนร่วมของประชาชนฯ
    • ปรับปรุงระเบียบสำนักระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548
  • ปรับปรุงกฎหมายเฉพาะ เพื่อกำหนดมาตรการเพิ่มเติมที่ใช้กำกับกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อโครงการในพื้นที่แบบเจาะจง
    • ปรับปรุง พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อกำหนดมาตรการเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำ EIA
    • ปรับปรุง พ.ร.บ. การผังเมือง เพื่อกำหนดมาตรการเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำผังเมือง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการในพื้นที่ที่กระทบต่อชีวิตได้ตลอดกระบวนการ เพื่อสามารถร่วมกำหนดทิศทางการดำเนินการของรัฐได้อย่างแท้จริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการระดับพื้นที่ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตโดยตรง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่ส่งผลให้กลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ว่างงาน ถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง
  • กลุ่มเป้าหมายจำนวนมาก "เข้าไม่ถึงสิทธิ" เนื่องจากเข้าไม่ถึงข้อมูลและไม่มั่นใจในกระบวนการของรัฐ
  • หน่วยงานภาครัฐมักจัดบริการในลักษณะ "ตั้งรับ" คือรอให้ผู้เดือดร้อนเข้ามาหาเอง ทำให้เกิดการตกหล่นของกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุด ซึ่งขัดกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือกลุ่มที่ลำบากที่สุดก่อน
  • แนวทางที่เป็นอยู่จึงยิ่งซ้ำเติมปัญหาความยากจนข้ามรุ่นและความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

จะทำอะไร (Action)

  1. สนับสนุนการจัดตั้ง "ศูนย์ครอบครัวเข้มแข็ง"
  • จดทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์กับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
  • ปกป้องสิทธิของประชาชน
  • ป้องกัน/แก้ไขความรุนแรงทุกรูปแบบ
  • เยี่ยมบ้านวิถีชุมชน
  • จัดเก็บข้อมูลคุณภาพชีวิตทุกกลุ่มวัยอย่างละเอียด
  • วิเคราะห์และส่งต่อสิทธิ
  • ร่วมกับกองสวัสดิการชุมชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อนำประชาชนเข้าสู่ระบบสวัสดิการที่เหมาะสม
  • ส่งต่อคดีวิกฤตเข้าสู่ระบบคุ้มครองสหวิชาชีพระดับจังหวัด
  • ออกแบบนโยบายท้องถิ่น
  • สนับสนุนข้อมูลให้ท้องถิ่นนำไปบรรจุใน ข้อบัญญัติ/เทศบัญญัติ หรือแผนพัฒนาท้องถิ่นเพื่อแก้ปัญหาได้ตรงจุด
  • ยกระดับเป็นหน่วยจัดบริการ เช่น ศูนย์ดูแลเด็กเล็ก, โปรแกรมหลังเลิกเรียน (After School Programme), แหล่งเรียนรู้ชุมชน และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุกลางวัน (Day Care)
  1. ปรับปรุงกฎกระทรวงและระเบียบของ ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน (ศพค.) เดิมที่สังกัดเพียงกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ให้กลายเป็นกลไกหลักของกระทรวง อาจโอนย้ายมาสังกัด สำนักงานปลัดกระทรวง เพื่อบูรณาการทรัพยากรจากทุกกรมให้ทำงานร่วมกันได้จริง
  2. บูรณาการข้ามหน่วยงาน: จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU/MoA) ระหว่างกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางกลไกขับเคลื่อนที่สอดคล้องกับ พ.ร.ฏ. การบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับชาติไปจนถึงท้องถิ่น
  3. พัฒนาศักยภาพบุคลากร: ฝึกอบรมทีมงานประจำศูนย์ให้เป็นมืออาชีพ ให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเบื้องต้น
  4. สร้างระบบประเมินผลต่อเนื่อง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กลุ่มตกหล่น เข้าสู่ระบบสวัสดิการ
  • บริการสาธารณะ ตอบโจทย์ชุมชน
  • รัฐบรรลุภารกิจ สร้างความมั่นคงของมนุษย์
  • ท้องถิ่นจัดบริการสาธารณะได้ ทั่วถึง
  • คดีวิกฤตเข้าสู่ระบบคุ้มครองสหวิชาชีพระดับจังหวัด

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • กลุ่มเปราะบาง (เช่น เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ว่างงาน)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • รัฐไทยยังคงปฏิบัติต่อคนไทยในต่างประเทศในฐานะ “ผู้ขอรับบริการเป็นครั้งคราว” ทำให้เกิดปัญหาหลักที่สะสมมายาวนาน ส่งผลให้คนไทยในต่างแดนเสียสิทธิและโอกาส
  • ปัญหาการยืนยันตัวตนและเอกสาร: ระบบราชการไทยมักผูกติดกับบัตรประจำตัวประชาชนแบบกายภาพ เมื่อบัตรหมดอายุหรือสูญหาย การทำธุรกรรมพื้นฐานจึงกลายเป็นเรื่องยาก แม้พาสปอร์ตไทยจะเป็นเอกสารที่รัฐออกให้เช่นกัน แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่สามารถใช้ทดแทนบัตรประชาชนได้ในหลายกรณี
  • ภาระทางทะเบียนและสัญชาติ: กระบวนการแจ้งเกิดและถือสัญชาติไทยสำหรับลูกหลานในต่างแดนมีความซับซ้อน และยังมี “ภาระพ่วง” โดยเฉพาะความกังวลเรื่องการบังคับเกณฑ์ทหาร ทำให้หลายครอบครัวชะลอการทำเรื่องสัญชาติ ทั้งที่ต้องการรักษาความผูกพันกับบ้านเกิด
  • สิทธิพลเมืองที่ไม่สมบูรณ์: แม้รัฐธรรมนูญจะรับรองสิทธิการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร แต่ระบบยังไม่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน ขาดการสื่อสารที่ทั่วถึง และขาดช่องทางให้คนไทยทั่วโลกมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะอย่างเป็นระบบ
  • ความช่วยเหลือฉุกเฉินที่ยังไม่เพียงพอ: ในภาวะวิกฤต ช่องทางการติดต่อรัฐไทยยังกระจัดกระจาย โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานไทยที่สร้างรายได้มหาศาลส่งกลับประเทศ แต่มักเผชิญการละเมิดสิทธิแรงงานและการถูกเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งงบประมาณช่วยเหลือทางกฎหมายของกระทรวงแรงงานในปัจจุบันยังมีน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนปัญหา
  • การสูญเสียทุนทางปัญญา: รัฐไทยยังไม่มีแพลตฟอร์มกลางที่ต่อเนื่องในการดึงดูดความรู้และเครือข่ายของคนไทยผู้เชี่ยวชาญในต่างแดนมาพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

จะทำอะไร (Action)

  • รวมศูนย์บริการคนไทยในต่างประเทศไว้ที่จุดเดียว
  • ตั้งศูนย์บริการคนไทยทั่วโลก เป็น One-stop service สำหรับคนไทยในต่างประเทศ
  • พลิกโฉมบริการรัฐด้วยระบบดิจิทัลและการคุ้มครองสิทธิที่เท่าเทียม
  • ดึงศักยภาพคนไทยร่วมพัฒนาประเทศ
  • เชื่อมโยงระบบพิสูจน์ตัวตนดิจิทัล (ThaiID): ยอมรับพาสปอร์ตไทยและระบบระบุตัวตนดิจิทัล (Digital ID) เป็นหลักฐานยืนยันตัวตนเต็มรูปแบบในการใช้บริการกงสุล งานทะเบียน และบริการภาครัฐอื่นๆ
  • ยกระบบบริการสู่ดิจิทัล: ลดขั้นตอนการเดินทางและเอกสารซ้ำซ้อน
  • ยกระบบบริการสู่ดิจิทัล: พัฒนาระบบการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรให้สะดวก โปร่งใส และปลอดภัย
  • ปลดล็อกภาระ: ยกเลิกการเกณฑ์ทหารแบบบังคับ
  • ปลดล็อกภาระ: เปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจ
  • จัดตั้งระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน (Thai SOS): รวมศูนย์การแจ้งเหตุและติดตามผลการช่วยเหลือไว้ในจุดเดียว
  • จัดตั้งระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน (Thai SOS): จัดตั้ง เครือข่ายอาสาสมัครตอบสนองทันทีในพื้นที่
  • จัดตั้งระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน (Thai SOS): จัดสรรงบประมาณจ้างทนายความประจำ 6 ประเทศที่มีแรงงานไทยสูง
  • สร้างแพลตฟอร์มพลังสมอง (Thai Global Talent & Ideas): สร้างช่องทางถาวรในการระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญคนไทยทั่วโลกในประเด็นเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคม
  • สร้างแพลตฟอร์มพลังสมอง (Thai Global Talent & Ideas): เชื่อมโยงข้อเสนอสู่หน่วยงานรัฐโดยตรง
  • จัดตั้ง “ศูนย์อำนวยการคนไทยทั่วโลก (Thailand Global Citizen Service)” เพื่อบูรณาการงานที่ปัจจุบันกระจายอยู่หลายหน่วยงาน
  • ปีที่ 1: ตั้งศูนย์อำนวยการคนไทยทั่วโลก
  • ปีที่ 1: ออกคำสั่งและมติคณะรัฐมนตรีเพื่อบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
  • ปีที่ 1: เริ่มระบบ Remote ID Recovery ในประเทศนำร่อง 10–15 แห่ง (เมืองใหญ่ที่มีสถานทูต)
  • ปีที่ 1: ยอมรับพาสปอร์ตไทยเป็นหลักฐานหลักและเพิ่มการยืนยันตัวตนผ่าน ThaiID/Biometric
  • ปีที่ 1: เปิดตัว One-Stop Digital Consular (v.1) สำหรับนัดหมาย ชำระเงิน ติดตามสถานะ และแจ้งเตือน
  • ปีที่ 1: ยกระดับ “Thai SOS” เป็นช่องทางเดียวระดับโลก (เบอร์/แชต/แอป)
  • ปีที่ 1: จัดให้มี ระบบติดตามเคส (Case Tracking)
  • ปีที่ 1: เปิดแพลตฟอร์ม Global Talent & Ideas (Beta)
  • ปีที่ 1: จัดเวทีระดมสมองรายไตรมาส
  • ปีที่ 1: ปรับปรุง UX การลงทะเบียนและสื่อสารสิทธิให้ใช้งานง่าย
  • ปีที่ 2: เชื่อมทะเบียนราษฎร–ThaiID–บริการกงสุล เข้าด้วยกันด้วยระบบ API มาตรฐานที่ทุกหน่วยงานใช้ชุดข้อมูลเดียวกัน
  • ปีที่ 2: ขยายการบริการสู่ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ (End-to-End) เริ่มจากรายการเอกสารที่เสี่ยงต่ำ เช่น ระบบรับรองเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Apostille/e-legalization)
  • ปีที่ 2: เดินหน้ากฎหมายเปลี่ยนผ่านเพื่อ ยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหาร เปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจ
  • ปีที่ 2: ปรับกระบวนการสัญชาติ/แจ้งเกิดต่างประเทศให้มีความชัดเจนด้านเวลาบริการ (SLA)
  • ปีที่ 2: เปิดตัว คูปอง “เรียนรู้ประเทศไทย” (Thailand Learning & Experience Coupon) รุ่นแรก
  • ปีที่ 3: เปิดใช้งาน One-Stop Digital Consular เวอร์ชันเต็ม ที่รวมบริการหลักแทบทั้งหมดผ่านระบบลงชื่อเข้าใช้งานเดียว (Single Sign-on)
  • ปีที่ 3: ทำให้ ระบบ Thai SOS เชื่อมโยงเครือข่ายอาสาและพันธมิตรท้องถิ่นในเมืองหลักอย่างครอบคลุม ทั้งด้านกฎหมายและที่พักฉุกเฉิน
  • ปีที่ 3: ทำให้ แพลตฟอร์มระดมไอเดียทำงานอย่างต่อเนื่อง
  • ปีที่ 3: จัดให้มี งบกองทุนเล็ก (Micro-grants) และพื้นที่ทดลองนโยบาย (Sandbox) ประจำปี
  • ปีที่ 3: สรุปบทเรียนเพื่อแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เป็นคอขวด
  • ปีที่ 3: ตั้งงบประมาณประจำปีเพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงาน (จ้างทนายความ/ที่ปรึกษากฎหมาย) ใน 6 ประเทศเป้าหมาย

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • บริการรัฐ พลิกโฉมด้วยระบบดิจิทัลและการคุ้มครองสิทธิที่เท่าเทียม
  • ศักยภาพคนไทย ได้รับการดึงมาเพื่อร่วมพัฒนาประเทศ
  • ขั้นตอนการเดินทางและเอกสารซ้ำซ้อน ลดลง
  • ระบบการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร สะดวก โปร่งใส และปลอดภัย
  • การได้รับสัญชาติไทย ไม่ใช่ "ภาระ" แต่เป็น "โอกาส" ของเยาวชนไทยในการเข้าถึงสิทธิและอนาคตที่เปิดกว้าง
  • เยาวชนไทย ได้รับคูปองเรียนรู้และฝึกงานในไทย
  • การแจ้งเหตุและติดตามผลการช่วยเหลือ รวมศูนย์ไว้ในจุดเดียว
  • ความช่วยเหลือฉุกเฉิน รวดเร็ว (เครือข่ายอาสาสมัครตอบสนองทันที)
  • สิทธิและความคุ้มครองทางกฎหมายแก่คนไทย* ได้รับการปกป้องอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง
  • คนไทยในต่างประเทศ ลดปัญหาเรื่องบัตรประชาชน
  • ช่องทางบริการ รวมเป็นหนึ่งเดียว
  • กรณีฉุกเฉิน ได้รับการจัดการให้ทันเวลา
  • คนไทยในต่างประเทศ กู้คืนและออกตัวตนดิจิทัลใหม่ได้โดยไม่ต้องบินกลับไทย
  • ญาติหรือผู้แจ้ง เห็นความคืบหน้า การช่วยเหลือ
  • ระบบเลือกตั้ง คนใช้แล้วไม่งง
  • ข้อมูล เชื่อมโยงข้ามหน่วยงานจริง
  • บริการดิจิทัล ขยายตัว
  • ข้อจำกัดทางกฎหมาย เริ่มได้รับการแก้ไข
  • การฝึกงานและเรียนรู้วัฒนธรรม ได้รับการส่งเสริม
  • คนไทยในต่างประเทศ เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบริการสมัยใหม่อย่างถาวร
  • ระบบสัญชาติและทะเบียนข้ามพรมแดนทำงานแบบ “จบในระบบ” โปร่งใส และตรวจสอบได้
  • การคุ้มครองสิทธิแรงงาน ใน 6 ประเทศเป้าหมายอย่างยั่งยืน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนไทยในต่างประเทศ
  • คนไทยทั่วโลก
  • กลุ่มแรงงานไทย
  • ผู้เชี่ยวชาญคนไทยทั่วโลก
  • เยาวชนไทย
  • ญาติหรือผู้แจ้ง เรื่องความช่วยเหลือฉุกเฉิน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ปีที่ 1 (ทำให้ใช้ได้จริงทันที)
  • ปีที่ 2 (เชื่อมระบบ-ขยายประเทศ-เริ่มปลดล็อกกฎหมาย)
  • ปีที่ 3 (ครบวงจร-ยั่งยืน-ขยายผลเป็นระบบชาติ)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2 เป็น "แดนสนธยา" ที่มืดดำที่สุดของกองทัพและระบบงบประมาณไทย
  • ขาดการตรวจสอบจากภายนอก
  • กองทัพบก ปกปิดข้อมูลต่อสภา: ททบ.5 ไม่เคยเปิดเผยงบการเงิน แม้ว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณรายจ่ายประจำปี ได้ร้องขอข้อมูลต่อเนื่องตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ถึง 2568 แต่กองทัพบกเพิกเฉยและไม่เคยนำส่ง
  • ความผิดปกติของผลประกอบการ: กิจการ ททบ.5 มีรายได้จากการให้เช่าโครงข่ายทีวีดิจิทัล (MUX5 และ MUX7) ซึ่งควรเป็นรายได้แบบ "เสือนอนกิน" เฉลี่ยปีละ 700-800 ล้านบาท แต่ผู้แทน ททบ.5 กลับชี้แจงว่ากิจการขาดทุนต่อเนื่อง
  • ไร้ความโปร่งใสยาวนาน: ททบ.5 ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 แต่ไม่เคยมีรายงานผลประกอบการที่ตรวจสอบได้ต่อสาธารณะเลยตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี
  • ช่องโหว่ทางกฎหมายที่เอื้อให้กองทัพสร้าง "ระบบเศรษฐกิจอิสระ" และเป็นแหล่งผลประโยชน์ทับซ้อนของนายพลระดับสูง
  • กระทรวงกลาโหม เป็นหน่วยงานเดียวในประเทศไทยที่มีอภิสิทธิ์ในการแบ่งเงินนอกงบประมาณออกเป็น 2 ประเภท
  • กิจการหลักในกลุ่มเงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2 (สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5), กิจการคลื่นวิทยุกองทัพ, รายได้จากการให้เช่าโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล (MUX)) อยู่ภายใต้อำนาจตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการเงิน พ.ศ. 2554 (ฉบับแก้ไขปรับปรุง) ที่ อนุญาตให้กองทัพออกกฎระเบียบบริหารจัดการและตรวจสอบกันเอง โดยไม่อยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานภายนอก

จะทำอะไร (Action)

  • พรรคประชาชนเสนอให้ ยกเลิกเงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2 ทั้งหมด
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ใช้อำนาจตามกฎหมายดำเนินการแก้ไข “ข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการเงิน” เพื่อยกเลิกบทบัญญัติที่ให้อำนาจจัดตั้งและบริหารเงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2
  • กำหนดให้รายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากกิจการที่เคยเป็นเงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2 (เช่น รายได้จาก ททบ.5, ค่าเช่า MUX, ค่าโฆษณา, ค่าเช่าคลื่นวิทยุ) ต้องถูกจัดเก็บและนำส่งเป็น รายได้แผ่นดิน เข้ากระทรวงการคลังอย่างถูกต้องครบถ้วน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ทำให้ “ททบ.5 วิทยุ คลื่นความถี่กองทัพ” ตรวจสอบได้
  • นำรายได้ ททบ.5 วิทยุ และคลื่นความถี่ที่กองทัพถือส่งเข้าคลัง เพื่อสร้างความโปร่งใสตรวจสอบได้
  • ยุติแดนสนธยา
  • ปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย
  • สร้างธรรมาภิบาล
  • ดึงกิจการพาณิชย์ของกองทัพกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลและระบบการคลังปกติ ตามหลักการรัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือกองทัพ
  • ความโปร่งใส: ทำให้รายได้และรายจ่ายทุกบาททุกสตางค์ของกองทัพ ต้องถูกตรวจสอบได้โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสภาผู้แทนราษฎร เช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐอื่น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน (ผู้ได้รับผลประโยชน์จากความโปร่งใส)
  • สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)
  • สภาผู้แทนราษฎร
  • รัฐบาล

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การจัดการภัยพิบัติที่ขาดความเข้าใจ: แม้รัฐจะมีกลไกการจัดการภัยพิบัติตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ แต่การปฏิบัติงานจริง กลับดำเนินการแบบขาดความเข้าใจ และไม่เป็นไปตามกลไกของแผนที่ถูกวางไว้ การจัดการภัยพิบัติที่ผ่านมาถูกจัดการด้วยความสับสน และใช้กฎหมายที่ซ้ำซ้อน ทำให้เกิดปัญหาผู้บัญชาการเหตุการณ์หลายคน และยังเน้นการสั่งการจากส่วนกลาง ทำให้ท้องถิ่นขาดทรัพยากรในการจัดการภัยระดับพื้นที่ ขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นหน่วยงานบัญชาการหลักได้อย่างเต็มศักยภาพ งบประมาณส่วนใหญ่ของประเทศจากทุกหน่วยงานยังลงไปที่การก่อสร้างเพื่อซ่อมแซม (Hard Infrastructure) มากกว่าการลงทุนในระบบเตือนภัยและการจัดการโดยชุมชน อีกทั้งการจัดสรรงบประมาณยังไม่ได้คำนึงถึงการลดความเสี่ยงภัยพิบัติอีกด้วย
  • การแจ้งเตือนที่ "บอกให้รู้" แต่ "ไม่บอกให้รอด": แม้จะมีระบบ การส่งข้อความแจ้งเตือนภัยผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ (Cell Broadcast) แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นเพียง "Informational Alert" (แจ้งข่าวสาร) ยังขาด "Emergency Alert" (การเตือนภัยฉุกเฉิน) ที่ระบุเวลา สถานที่ และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ทำให้ประชาชนอพยพไม่ทันเวลา อีกทั้งยังขาดการแจ้งเตือนด้วยระบบอื่น ๆ ให้เต็มศักยภาพ ทั้งในส่วนของ หอเตือนภัย วิทยุ และโทรทัศน์
  • การบัญชาการที่ล่าช้าและระบบข้อมูลที่แยกส่วน: เมื่อเกิดเหตุจริง การตั้งศูนย์บัญชาการมักเกิดขึ้น "หลังเกิดภัย" ไม่ใช่ "ทันทีที่คาดว่าจะเกิดภัย" ตามที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 นอกจากนี้ การบัญชาการเหตุการณ์ยังขาดระบบฐานข้อมูลกลางในการระบุพิกัดผู้ขอความช่วยเหลือ เพื่อปฏิบัติการร่วมกับทีมกู้ภัยและมูลนิธิต่าง ๆ ทำให้การช่วยเหลือซ้ำซ้อนและตกหล่น
  • ระบบเยียวยาที่ล้าสมัยและล่าช้า: การชดเชยความเสียหายยังพึ่งพาระบบเอกสารและการทำประชาคมหมู่บ้าน ซึ่งใช้เวลานานและเสี่ยงต่อการตกหล่น แทนที่จะใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมในการยืนยันพื้นที่เสียหายเพื่อโอนเงินเข้าบัญชีประชาชนโดยตรง แม้ระเบียบเปิดช่องให้จังหวัดออกแบบเกณฑ์เพิ่มเติมได้ แต่แทบไม่ถูกนำมาใช้ เพราะไม่ได้มีการเปิดช่องให้ท้องถิ่น รวมถึงภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็น
  • ปัญหาความล่าช้าของการวิเคราะห์ข้อมูล ในการแจ้งเตือนแผ่นดินไหว ที่ปัจจุบันกรมอุตุฯต้องใช้เวลาถึง 4-10 นาทีหลังเกิดเหตุในการแจ้งเตือนภัยให้กับประชาชน
  • ปัญหาเชิงระบบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น การขาดความต่อเนื่องของประกันภัย/ การไม่สามารถต่อทะเบียนรถยนต์ที่มีการดัดแปลงเพื่อใช้ในภารกิจด้านการจัดการภัยพิบัติของมูลนิธิหรืออาสาสมัคร
  • ปัญหาที่ปัจจุบันอปพร.ต้องทำงานมากกว่า 8 ชั่วโมงถึงจะได้ค่าตอบแทน 300 บาท หากไม่ใช่อปพร. ต้องใช้ระเบียบฯค่าเดินทางมาเป็นค่าตอบแทน ที่ต้องทำงานมากกว่า 12 ชั่วโมง ถึงจะได้ค่าตอบแทน 240 บาท

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูป ปภ.: ปรับโครงสร้างการทำงานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  • จัดทำแผนที่ระบุความเสี่ยงรายพื้นที่ (ไม่ใช่แค่แผนที่แสดงภัย)
  • ส่งเสริมให้ชุมชนสามารถจัดการภัยพิบัติ
  • แก้ไขพ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมตรวจสอบการปฏิบัติงานจริงทั้งหมดของภัยแต่ละระดับตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ปี 2565-2570
  • ยกร่างแผนแม่บทฉบับใหม่ปี 2571-2575
  • กำหนดตัวชี้วัดระยะยาว
  • รื้อระบบการเตือนภัย: กำหนดอำนาจและขั้นตอนของการเตือนภัยทุกประเภท
  • เปลี่ยนระบบการแจ้งเตือนแผ่นดินไหวจากปัจจุบันที่ต้องใช้เวลา 4-10 นาที มาเป็นระบบ Integrated Primary seismic waves
  • นำค่าพยากรณ์ปริมาณน้ำฝนสะสมมาจำลอง (simulation) เพื่อคาดการณ์พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบพร้อมระดับการท่วมของน้ำให้ประชาชนล่วงหน้า
  • พัฒนาระบบรับข้อมูลการแจ้งเตือนโดยภาคประชาชนโดยให้มีการสะสมคะแนนนักแจ้งเตือนภาคประชาชนด้วย
  • ออกเป็นมติของคณะกรรมการบริหารระบบเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
  • กระจายอำนาจเตือนภัย: กำหนดอำนาจท้องถิ่นและชุมชนแจ้งเตือนแบบ Emergency alert
  • จัดเตรียมและตรวจสอบความพร้อมของศูนย์อพยพในพื้นที่เสี่ยงตามวงรอบ ก่อนเข้าช่วงฤดูกาลเสี่ยงภัย
  • ตั้งศูนย์บัญชาการตามระดับภัย ไม่ว่าจะเป็นระดับท้องถิ่น ไปจนถึงระดับชาติ
  • ดำเนินการด้วย ระบบ Single Command จากผู้บัญชาการเหตุการณ์แบ่งตามระดับภัย
  • ยกระดับภารกิจของกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องการช่วยเหลือภารกิจภัยพิบัติ เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการจัดทำแผนจัดการขยะในภาวะวิกฤต กระทรวงสาธารณสุขในการยกระดับการช่วยเหลือเคสเร่งด่วนทางอากาศ และทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต (MCATT) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการเตรียมอาหารบรรจุภัณฑ์พร้อมทานสำหรับภาวะวิกฤต หรือ การกำหนดกลไกการบัญชาการภัยพิบัติของกระทรวงกลาโหม ให้ตรงกับแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ
  • จัดทำแพลตฟอร์มระบบบัญชาการที่สามารถระบุพิกัดพื้นที่ประสบภัย พิกัดผู้ขอความช่วยเหลือ จับคู่กับทีมกู้ภัย และติดตามผลการช่วยเหลือได้
  • เปิดระบบฐานข้อมูลกลางให้มูลนิธิและอาสาสมัครลงทะเบียนล่วงหน้า
  • เชื่อมโยงฐานข้อมูลดังกล่าวเข้ากับระบบการขอใบอนุญาตต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของมูลนิธิและอาสาสมัคร
  • ออกระเบียบปรับค่าตอบแทนให้สมเหตุสมผล
  • แก้ไขระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย พร้อมหลักเกณฑ์การเยียวยาของภัยแต่ละประเภท
  • ให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการใช้เงินทดรองราชการในส่วนของการ ป้องกัน/ยับยั้ง “ก่อนเกิดเหตุ” และในส่วนของการช่วยเหลือผู้ประสบภัยใน “ขณะเกิดเหตุ” รวมถึงการตัดสินใจออกแบบการใช้เงินทดรองราชการ “นอกเหนือ”หลักเกณฑ์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ปกป้องการสูญเสียและชีวิตของประชาชน
  • ปภ.มีประสิทธิภาพ โดยการปรับตัวชี้วัดอ้างอิงบนฐานความเสี่ยงภัย
  • ใช้กำหนดงบประมาณตามระดับความเสี่ยงจริง แก้ปัญหามือใครยาวสาวได้สาวเอา
  • ชุมชนสามารถจัดการภัยพิบัติได้อย่างเข้มแข็ง (Community Based Disaster Risk Management)
  • ยกระดับการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติของไทยให้เท่าทันโลก
  • แก้ไขปัญหาความล่าช้าของการวิเคราะห์ข้อมูล
  • ระบบ Integrated Primary seismic waves ที่สามารถแจ้งเตือนแผ่นดินไหวได้ภายใน 1-2 นาทีหลังเกิดเหตุ
  • คาดการณ์พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบพร้อมระดับการท่วมของน้ำให้ประชาชนล่วงหน้า
  • ปรับเพิ่มระบบการแจ้งเตือนในสภาวะฉุกเฉิน (Emergency Alert) เพื่อใช้ในการเตรียมการและอพยพล่วงหน้าอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่มีเพียงการแจ้งเตือนแบบให้ข้อมูล (Informational Alert)
  • เพื่อการประสานงานที่สะดวกรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุ
  • แก้ไขปัญหาเชิงระบบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น การขาดความต่อเนื่องของประกันภัย/ การไม่สามารถต่อทะเบียนรถยนต์ที่มีการดัดแปลงเพื่อใช้ในภารกิจด้านการจัดการภัยพิบัติของมูลนิธิหรืออาสาสมัคร
  • มี ค่าตอบแทนที่สมเหตุสมผล สำหรับ คนจัดการภัยพิบัติ
  • ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย พร้อมหลักเกณฑ์การเยียวยาของภัยแต่ละประเภท สะท้อนความเป็นจริงและง่ายต่อการเบิกจ่ายมากขึ้น
  • เกิดการใช้เงินที่สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของภัยพิบัติในแต่ละพื้นที่ได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที (ในกรณีเกินศักยภาพงบประมาณของท้องถิ่นที่ใช้ระเบียบว่าด้วยการช่วยเหลือประชาชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ท้องถิ่น
  • มูลนิธิและอาสาสมัคร
  • อปพร.
  • ผู้ประสบภัย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 9.1) ว่า '1,500 ล้านบาท/ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 9.1) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • สำนักงานประกันสังคมมีสถานะเป็นส่วนราชการ ทำให้การบริหารจัดการถูกแทรกแซงจากการเมือง
  • การกำหนดนโยบายระยะสั้นของรัฐบาล เช่น การลดอัตราเงินสมทบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขัดต่อหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย
  • ความเสี่ยงที่กองทุนจะขาดเสถียรภาพและความยั่งยืนในระยะยาว
  • ผู้ประกันตนในฐานะเจ้าของเงินขาดกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจและงบประมาณ
  • เกิดปัญหาความไม่โปร่งใส เช่น การลงทุนที่น่าสงสัย และการจัดซื้อจัดจ้างระบบไอทีราคาสูงเกินจริง
  • ความพยายามลิดรอนอำนาจผู้ประกันตนผ่านการแก้ไขระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม
  • โครงสร้างระบบราชการทำให้การบริหารกองทุนขาดความคล่องตัว
  • ไม่สามารถดึงดูดผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมืออาชีพได้เทียบเท่ากองทุนขนาดใหญ่ เช่น กบข. หรือกองทุนความมั่งคั่งในต่างประเทศ

จะทำอะไร (Action)

  • แก้ไขพระราชบัญญัติประกันสังคม เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลของกองทุน
  • ปรับโครงสร้างการบริหารให้มีความเป็นมืออาชีพตามมาตรฐานสากล
  • ทำให้การบริหารกองทุนมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดโยงกับผลประโยชน์ของผู้ประกันตนเป็นหลัก
  • ลดการแทรกแซงจากการเมืองและระบบราชการในการบริหารกองทุน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กองทุนประกันสังคมมีความโปร่งใส
  • มีธรรมาภิบาล
  • ลดการแทรกแซงจากฝ่ายข้าราชการและการเมือง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ประกันตน
  • นายจ้าง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • แก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้เป็นประชาธิปไตย
  • อํานวยการให้ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐ เป็นไปด้วย ความยุติธรรม เสมอภาค

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สิทธิเสรีภาพของประชาชน
  • ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  • ความผาสุกของประชาชน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความเหลื่อมล้ำทางด้านสิทธิ โอกาส อำนาจ และศักดิ์ศรี
  • การจราจร
  • ขยะและสิ่งปฏิกูล
  • ความแออัด
  • ความเหลื่อมล้ำ
  • การใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจของเจ้าพนักงานในการจัดเก็บภาษี
  • การกระทำทุจริตต่อหน้าที่

จะทำอะไร (Action)

  • มุ่งเน้นการกระจายอำนาจหน่วยราชการจากส่วนกลางสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท้องที่องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ หรือตามสาขาอาชีพที่หลากหลาย
  • ใช้ฐานของท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนในการตอบสนองความความต้องการของประชาชน และ แก้ไขปัญหา
  • ขจัดความเหลื่อมล้ำทางด้านสิทธิ โอกาส อำนาจ และศักดิ์ศรี
  • ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย การวางแผน การตัดสินใจ และการพัฒนา
  • ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำบริการสาธารณะและตัดสินใจแก้ไขปัญหาในพื้นที่
  • จัดการปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเอง
  • ส่งเสริมให้มีการปกครองในรูปแบบพิเศษตามหลักแห่งการปกครองตนเอง
  • จัดให้มีการเลือกตั้งผู้บริหารตั้งแต่ระดับเขตจนถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
  • แก้ปัญหาการจราจร
  • กำจัดขยะและสิ่งปฏิกูล
  • ทบทวนและย้ายหน่วยงานหรือองค์กรของรัฐออกจากศูนย์กลางเมือง
  • ปรับโครงสร้างทางการบริหารที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยยึดหลักธรรมาภิบาล
  • ปฏิรูประบบการจัดทำงบประมาณแผ่นดิน
  • จัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
  • จัดตั้ง”สถาบันอิสระ” อิสระในสังกัดสภาผู้แทนราษฎรเพื่อตรวจสอบ วิเคราะห์ ติดตามผลระบบงบประมาณแผ่นดิน
  • ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำงบประมาณทุกขั้นตอน
  • สร้างความเป็นธรรมและเพิ่มประสิทธิภาพในระบบภาษีอากร
  • จัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ครอบคลุมรายได้จากทรัพย์สินมรดกและทรัพย์สินทุกประเภทอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
  • ปฏิรูปหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์
  • มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อป้องกันการใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจของเจ้าพนักงานในการจัดเก็บภาษี
  • ขจัดและป้องกันการกระทำทุจริตต่อหน้าที่
  • ปรับโครงสร้างและปฏิรูประบบราชการด้วยการแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
  • ลดขนาดกำลังคน
  • ถ่ายโอนบางภารกิจของภาครัฐให้ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมดำเนินการแทน
  • ปรับปรุงกฎหมายความมั่นคงภายใน
  • ส่งเสริมความยุติธรรมในอาชีพข้าราชการทุกประเภทตามหลักธรรมาภิบาล
  • คัดเลือก สรรหา หรือเลือกตั้งจากบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ หรือมีคุณสมบัติเหมาะสม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • การปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถมีรูปแบบที่หลากหลายเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่
  • รักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชน
  • การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพ กระชับและคล่องตัวในการให้บริการสาธารณะและตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง
  • ลดความแออัด
  • พัฒนารูปแบบตลอดจนโครงสร้างของเมืองและบริการสาธารณะสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ (smart city)
  • ระบบการจัดทำงบประมาณแผ่นดิน มีความสมดุลกับการจัดเก็บรายได้และสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศ
  • ลดความเหลื่อมล้ำ
  • เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล
  • เพิ่มประสิทธิภาพในระบบภาษีอากร
  • ป้องกันการใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจของเจ้าพนักงานในการจัดเก็บภาษี
  • ข้าราชการ บุคลากรของรัฐ และองค์กรต่างๆ สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงเป้าหมาย และสอดคล้องกับการพัฒนา
  • เพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใส
  • ระบบราชการสามารถตรวจสอบได้ในวงกว้างและเชื่อมโยงกับทุกฝ่าย
  • กฎหมายความมั่นคงภายในมีความสมดุลกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และความมั่นคง
  • การปรับปรุงกฎหมายความมั่นคงภายในคำนึงถึงความผาสุกของประชาชนเป็นหลัก

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • ท้องที่องค์กรเอกชน
  • องค์กรวิชาชีพ
  • ประชาชน
  • เมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ นครราชสีมา ขอนแก่น ภูเก็ต จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งท้องถิ่นอื่นๆ ที่มีลักษณะเฉพาะ
  • กรุงเทพมหานคร
  • บุคคลธรรมดา
  • นิติบุคคล
  • เจ้าพนักงาน
  • ข้าราชการ
  • บุคลากรของรัฐ
  • องค์กรต่างๆ
  • ภาคเอกชน
  • ภาคประชาสังคม
  • บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ หรือมีคุณสมบัติเหมาะสม

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ติดต่อราชการยากและจำกัดเวลา: ประชาชนต้องไปหน่วยงานในเวลาราชการ ต้องลางาน เดินทาง และรอคิว แม้เป็นเรื่องเล็กน้อยหรือการยื่นเอกสารซ้ำ
  • เอกสารเยอะ ระบบแยกส่วน: แต่ละหน่วยงานมีแอปหรือระบบของตนเอง ต้องกรอกข้อมูลซ้ำ ใช้เอกสารกระดาษจำนวนมาก และเกิดความผิดพลาดบ่อยครั้ง
  • ภาครัฐต้นทุนสูงแต่บริการไม่คล่องตัว: โครงสร้างการให้บริการแบบเดิมใช้กำลังคนและงบประมาณสูง แต่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตประชาชนยุคดิจิทัล

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับรัฐให้ “อยู่ในมือถือ” ของประชาชน บริการรัฐผ่านมือถือเป็นหลัก (Mobile-first)
  • เชื่อมการให้บริการทุกหน่วยงานด้วย One-ID
  • ลดเอกสารและขั้นตอน
  • เปลี่ยนการยื่นคำร้อง ใบรับรอง และการติดตามสถานะ เป็นระบบดิจิทัล
  • รวมบริการไว้แพลตฟอร์มเดียว

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประชาชนเข้าถึงบริการภาครัฐผ่านโทรศัพท์มือถือได้ง่าย ทุกที่ ทุกเวลา ไม่จำกัดเวลาราชการ
  • ใช้ One-ID ยืนยันตัวตนครั้งเดียว ใช้ได้ทุกบริการ ลดการกรอกข้อมูลซ้ำ
  • ลดการใช้เอกสารกระดาษอย่างเป็นระบบ
  • ประชาชนไม่ต้องโหลดหลายแอป ใช้ช่องทางกลางของรัฐในการเข้าถึงบริการสำคัญในชีวิตประจำวัน
  • รัฐทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น
  • ลดภาระงานซ้ำซ้อน
  • ลดความจำเป็นในการเพิ่มจำนวนข้าราชการ
  • ปรับบทบาทบุคลากรไปสู่การให้บริการที่มีคุณภาพมากขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ภาครัฐ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 74) ว่า '500 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 74) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ขั้นตอนซ้ำซ้อนหลายหน่วยงาน: ผู้ประกอบการต้องขอใบอนุญาตจากหลายหน่วยงานที่ทับซ้อนกัน ใช้เอกสารและการพิจารณาซ้ำ ทำให้กระบวนการยืดเยื้อ
  • ต้นทุนเวลาและค่าใช้จ่ายสูง: การรออนุมัติยาวนานทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจ เพิ่มต้นทุนการเริ่มต้นและการขยายกิจการ โดยเฉพาะ SME และผู้ประกอบการรายใหม่
  • ความไม่ชัดเจนเปิดช่องทุจริต: กติกาและลำดับขั้นตอนที่ไม่โปร่งใสสร้างดุลพินิจสูง เสี่ยงต่อการเรียกรับผลประโยชน์และความไม่เป็นธรรม

จะทำอะไร (Action)

ปรับระบบการขออนุญาตของรัฐให้เป็นจุดเดียว ใบเดียว เพื่อลดขั้นตอน ลดต้นทุน และเพิ่มความโปร่งใสในการทำธุรกิจ

  • ใบอนุญาตเดียว ครอบคลุมทุกหน่วยงาน: รวมการขออนุญาตประกอบกิจการ การผลิต สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย แรงงาน ฯลฯ ไว้ในกระบวนการเดียว ลดการยื่นซ้ำหลายที่
  • ตั้งศูนย์กลาง Super Licensing Center: ทำหน้าที่เป็นจุดติดต่อเดียว (Single Point of Contact) ผู้ประกอบการยื่นข้อมูลและเอกสารครั้งเดียว ศูนย์จะกระจายข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแทน
  • บูรณาการการตรวจสอบภาคสนาม: ศูนย์ทำหน้าที่ประสานการนัดหมายและการตรวจสถานประกอบการร่วมกัน ลดการตรวจซ้ำหลายรอบ และยึดมาตรฐานเดียวด้านความปลอดภัยและคุณภาพ
  • มาตรฐานเดียว โปร่งใส ตรวจสอบได้: ใช้ระบบเดียวในการกำกับ ตรวจสอบ และประเมินความปลอดภัยและมาตรฐานกิจการ ลดดุลยพินิจ และลดโอกาสคอร์รัปชัน
  • ลดต้นทุนธุรกิจ ส่งเสริมการลงทุน: เมื่อขั้นตอนและเวลาในการขออนุญาตลดลง จะช่วยจูงใจให้เกิดธุรกิจใหม่ การลงทุนเพิ่มขึ้น และการขยายกิจการในประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดขั้นตอน ลดต้นทุน และเพิ่มความโปร่งใสในการทำธุรกิจ
  • ลดโอกาสคอร์รัปชัน
  • เกิดธุรกิจใหม่ การลงทุนเพิ่มขึ้น และการขยายกิจการในประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก SMEs

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 7) ว่า '1,000 ล้านบาท' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 7) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบราชการมีขนาดใหญ่และต้นทุนสูง: ตำแหน่งงานจำนวนมากเป็นงานซ้ำ งานเอกสาร และงานธุรการที่ใช้คนมากแต่สร้างคุณค่าเพิ่มต่ำ
  • การลดกำลังคนทำได้ยาก: เมื่อมีผู้เกษียณ รัฐมักจ้างคนใหม่ทดแทน แม้ลักษณะงานจะสามารถใช้เทคโนโลยีแทนได้
  • ประชาชนได้รับบริการช้า: ขั้นตอนและภาระงานภายในหน่วยงานทำให้การตัดสินใจและการให้บริการไม่คล่องตัว
  • กำลังพลเผชิญความเสี่ยงสูงแต่ขาดการฟื้นฟูที่เป็นระบบ: ภารกิจหนักและภารกิจเสี่ยงส่งผลต่อสุขภาพกายและจิตใจในระยะยาว
  • ความเครียดสะสมจากการทำงาน: แพทย์ พยาบาล และกำลังพลภาคสนามมีภาระงานต่อเนื่อง โดยขาดระบบพักฟื้นและหมุนเวียนภาระงาน
  • การดูแลสุขภาพยังเป็นเชิงแก้ไขมากกว่าป้องกัน: ปัญหาสุขภาพจิตมักถูกพบเมื่อรุนแรงแล้ว
  • โครงสร้างการบริหารตำรวจรวมศูนย์และขาดการมีส่วนร่วม: การแต่งตั้งและกำกับดูแลยังไม่สะท้อนเสียงของตำรวจส่วนใหญ่
  • พนักงานสอบสวนแบกรับภาระหลายบทบาท: กระทบความเป็นอิสระ คุณภาพคดี และความเชื่อมั่นของประชาชน
  • ตำรวจสืบสวนมีภาระเกินควร: งานสอบสวนและการฟ้องคดีรวมศูนย์อยู่ที่ตำรวจ ทำให้การทำคดีล่าช้า

จะทำอะไร (Action)

  1. ปรับโครงสร้างข้าราชการ โดยระบบ AI
  • ปรับโครงสร้างกำลังคนภาครัฐโดยใช้ AI เป็นเครื่องมือหลัก
  • ทบทวนตำแหน่งงานราชการในยุค AI
  • ใช้หลัก “เกษียณแล้วยุบ”
  • โยกย้ายกำลังคนไปยังงานที่ต้องใช้มนุษย์จริง
  1. สิทธิประโยชน์ ทหารผ่านศึก
  • สร้างระบบดูแลสุขภาพกำลังพลแบบครบวงจร
  • ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจหลังภารกิจเสี่ยง
  • จัดให้มีการพักฟื้น การบำบัด และการดูแลเฉพาะทางสำหรับกำลังพลที่ผ่านภารกิจหนัก
  • ระบบหมุนเวียนภาระงานสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ทหาร
  • ดูแลสุขภาพเชิงป้องกันก่อนออกภาคสนาม
  • ตรวจประเมินสุขภาพกายและจิตใจ เพื่อคัดกรองความเสี่ยงและเตรียมความพร้อมล่วงหน้า
  1. ปรับโครงสร้างตำรวจ
  • แยกบทบาท ลดภาระ และปรับกลไกกำกับ เพื่อให้ตำรวจทำงานตรงความเชี่ยวชาญ
  • ปรับวิธีการเลือกคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)
  • เปิดให้ตำรวจตั้งแต่ระดับรองผู้กำกับการขึ้นไปมีสิทธิเลือกผู้ทรงคุณวุฒิเป็น ก.ตร. ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2565
  • แยกพนักงานสอบสวนเป็นวิชาชีพอิสระ
  • ลดภาระตำรวจสืบสวน
  • ให้องค์กรหรือหน่วยงานอื่นที่มีกฎหมายรองรับสามารถสอบสวนและส่งฟ้องเองได้ โดยไม่ต้องผ่านตำรวจทุกกรณี

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดขนาด ระบบราชการ อย่างเป็นระบบโดยไม่กระทบคุณภาพบริการ
  • ลดความเครียดสะสมของบุคลากรทางการแพทย์ทหารจากการปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่อง
  • ตำรวจทำงานตรงความเชี่ยวชาญ
  • เสริมความเป็นกลาง เพิ่มคุณภาพและความน่าเชื่อถือของกระบวนการสอบสวน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ข้าราชการ
  • ทหารผ่านศึก
  • บุคลากรทางการแพทย์ทหาร
  • ตำรวจ
  • พนักงานสอบสวน
  • ตำรวจสืบสวน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 90) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 90) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ติดต่อราชการยุ่งยาก ซ้ำซ้อน: ประชาชนต้องกรอกข้อมูลเดิมซ้ำหลายหน่วยงาน ใช้หลายแอป หลายระบบ และต้องยื่นเอกสารกระดาษหรือสำเนาบัตรซ้ำแล้วซ้ำเล่า
  • เสียเวลาและต้นทุนโดยไม่จำเป็น: การเดินทาง การรอคิว และขั้นตอนเอกสารสร้างภาระทั้งต่อประชาชนและภาครัฐ โดยไม่เพิ่มคุณภาพบริการ
  • สิทธิและสวัสดิการกระจัดกระจาย: ข้อมูลสิทธิประโยชน์และสวัสดิการของรัฐอยู่คนละระบบ ทำให้เกิดความผิดพลาด สิทธิหลุดเป้า หรือประชาชนไม่รู้ว่าตนเองมีสิทธิอะไร

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกลาง
  • ให้ประชาชนใช้ One-ID เพียงครั้งเดียวในการติดต่อราชการทุกหน่วยงาน
  • เลิกใช้สำเนาเอกสารกระดาษ
  • หน่วยงานภาครัฐใช้มาตรฐานการยืนยันตัวตนเดียวกัน
  • รวมเอกสารและข้อมูลที่เคยอยู่ในรูปแบบกระดาษ เช่น ข้อมูลประจำตัว ใบรับรอง และข้อมูลสำคัญต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล
  • จัดเก็บข้อมูลสิทธิประโยชน์และสวัสดิการของรัฐใน Citizen Wallet

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดการกรอกข้อมูลซ้ำ
  • ข้อมูลถูกต้อง ตรงกัน
  • ลดความซ้ำซ้อนของระบบและแอปพลิเคชัน
  • การให้สวัสดิการตรงวัตถุประสงค์ ตรวจสอบได้ ไม่ตกหล่น
  • เพิ่มประสิทธิภาพ
  • เพิ่ม ความโปร่งใส
  • ลดต้นทุนรัฐ ลดเวลาให้ประชาชน ยกระดับการให้บริการภาครัฐให้แม่นยำ ทันสมัย และเป็นธรรม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ภาครัฐ
  • หน่วยงานรัฐ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 73) ว่า '500 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 73) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ลงทุนซ้ำซ้อน เปลืองงบประมาณ: หน่วยงานรัฐขาดฐานข้อมูลสินทรัพย์กลาง ทำให้เกิดการสร้างอาคารใหม่ราคาแพง ทั้งที่มีอาคารรัฐใกล้เคียงว่างหรือใช้ร่วมกันได้
  • รัฐเช่าเอกชนทั้งที่มีทรัพย์ของตัวเอง: บางหน่วยงานต้องเช่าพื้นที่เอกชน ขณะที่อาคารรัฐอีกแห่งกลับเหลือใช้ เป็นภาระงบประมาณต่อเนื่อง
  • หนี้สาธารณะจากการลงทุนไม่คุ้มค่า: งบลงทุนจำนวนมากมาจากการกู้เงิน เมื่อขาดการประเมินความคุ้มทุนอย่างรอบด้าน ภาระหนี้จึงตกกับประชาชนในระยะยาว

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับบทบาทรัฐให้บริหารสินทรัพย์อย่างมืออาชีพ โปร่งใส และใช้ข้อมูลเป็นฐานการตัดสินใจ
  • จัดตั้ง สำนักงานทรัพย์สินแห่งชาติ (National Asset Management Office) เป็นหน่วยงานอิสระ กำหนดนโยบาย มาตรฐาน และกลั่นกรองความคุ้มค่าก่อนอนุมัติโครงการก่อสร้างใหม่
  • จัดทำฐานข้อมูลสินทรัพย์ภาครัฐแบบดิจิทัล ระบุเจ้าของ มูลค่า และอัตราการใช้งานจริง
  • บังคับตรวจสอบการใช้ทรัพย์สินรัฐที่มีอยู่ก่อนขอสร้างอาคารใหม่
  • นำอาคารหรือพื้นที่รัฐที่เหลือใช้มาจัดสรรให้หน่วยงานรัฐอื่นเช่า แทนการเช่าเอกชน
  • ใช้ Public Investment Value Test ประเมินต้นทุนตลอดอายุโครงการ เปิดเผยข้อมูลให้สาธารณะตรวจสอบได้ และนำที่ราชพัสดุมาใช้ให้เกิดผลตอบแทนอย่างเหมาะสม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดการลงทุนซ้ำซ้อน
  • ลดรายจ่ายประจำ
  • เกิดผลตอบแทนอย่างเหมาะสม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • หน่วยงานรัฐ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 70) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 70) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การแต่งตั้งขาดความโปร่งใส: ประชาชนไม่สามารถทราบเหตุผล หลักเกณฑ์ หรือกระบวนการคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงของราชการ ทั้งที่ตำแหน่งเหล่านี้มีอำนาจกำหนดทิศทางนโยบายและงบประมาณจำนวนมาก
  • ข้าราชการดีถูกบั่นทอนกำลังใจ: ระบบที่ไม่ยึดผลงานและความสามารถอย่างแท้จริง ทำให้ข้าราชการมืออาชีพขาดโอกาสเติบโต และเกิดวัฒนธรรม “รอเส้น” แทน “สร้างผลงาน”
  • ความเสี่ยงการซื้อขายตำแหน่ง: การขาดกลไกตรวจสอบจากภายนอก เปิดช่องให้เกิดการวิ่งเต้นหรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ซึ่งกระทบประสิทธิภาพรัฐและความเชื่อมั่นของประชาชน

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูประบบแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงให้ยึด ความสามารถ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
  • กำหนดกระบวนการสรรหาแบบเปิด: จัดให้มีหลักเกณฑ์การคัดเลือกปลัดกระทรวงและอธิบดีที่ชัดเจน โปร่งใส และประกาศต่อสาธารณะ โดยยึดผลงาน ประสบการณ์ และคุณธรรมเป็นหลัก
  • เปิดข้อมูลให้สังคมตรวจสอบ: เผยแพร่ประวัติ คุณสมบัติ ผลงาน และวิสัยทัศน์ของผู้ได้รับการเสนอชื่อ เพื่อให้ประชาชน สื่อ และภาควิชาชีพสามารถตรวจสอบและตั้งคำถามได้
  • กลไกถ่วงดุลและความเป็นธรรมภายในระบบราชการ: ใช้คณะกรรมการสรรหาที่มีองค์ประกอบหลากหลาย ลดการผูกขาดอำนาจตัดสินใจ และคุ้มครองความก้าวหน้าของข้าราชการตามหลักคุณธรรม
  • ปิดช่องการซื้อขายตำแหน่ง: สร้างระบบตรวจสอบย้อนหลังและความรับผิดชอบของผู้เสนอชื่อและผู้แต่งตั้ง เพื่อยับยั้งการวิ่งเต้นและผลประโยชน์แอบแฝง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ระบบแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง ยึด ความสามารถ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
  • กระบวนการสรรหา มีหลักเกณฑ์การคัดเลือกที่ชัดเจน โปร่งใส และประกาศต่อสาธารณะ
  • ลดการผูกขาดอำนาจตัดสินใจ
  • คุ้มครองความก้าวหน้าของข้าราชการตามหลักคุณธรรม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ข้าราชการ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 67) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 67) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ข้อมูลภาครัฐยังกระจัดกระจาย ไม่เชื่อมโยงกัน
  • ระบบบริการซ้ำซ้อน ประชาชนต้องยื่นเอกสารหลายที่รอเวลานาน
  • พนักงานรัฐมีภาระงานเอกสารจำนวนมากทำให้การบริการล่าช้า
  • ไม่มี “Open & Smart Government” ทำให้เกิดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น

จะทำอะไร (Action)

  • พัฒนา บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จในที่เดียว แพลตฟอร์มกลางสำหรับประชาชนและธุรกิจ เข้าถึงบริการภาครัฐอย่างเบ็ดเสร็จ ใบอนุญาตหลักๆ สามารถอนุมัติได้ภายใน 1 วัน
  • สร้างระบบ “Digital Governance Dashboard” แสดงผลข้อมูลเรียลไทม์เกี่ยวกับงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง และสถานะโครงการ พร้อมเปิดให้ประชาชนเข้าดูได้

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ภาครัฐ สามารถอนุมัติใบอนุญาตหลักๆ ได้ภายใน 1 วัน
  • ลดเวลาและขั้นตอนราชการลง
  • แสดงผลข้อมูลเรียลไทม์เกี่ยวกับงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง และสถานะโครงการ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ธุรกิจ
  • ผู้ประกอบการ
  • นักลงทุน
  • ภาครัฐ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 30) ว่า '100 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 30) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี'

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • พัฒนาระบบการบริหารราชการแผ่นดินทั้งราชการส่วนกลางส่วนภูมิภาคส่วนท้องถิ่น และงานของรัฐอย่างอื่น ให้เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
  • พัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีความซื่อสัตย์สุจริต
  • สร้างทัศนคติเป็นผู้ให้บริการประชาชน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • การบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • บริการสาธารณะดีขึ้น
  • การใช้จ่ายเงินงบประมาณมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • เจ้าหน้าที่ของรัฐมีความซื่อสัตย์สุจริต และปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็วไม่เลือกปฏิบัติ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

“ลด” อำนาจรัฐ “เลิก” หลายใบอนุญาต จบที่ 1 คำขอ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ราชการงานไว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 43) ว่า 'ไม่มีการใช้งบประมาณ เป็นการส่งเสริมให้หน่วยงานรัฐดำเนินการระบบต่าง ๆ ให้บริการใบอนุญาตของประชาชนในรูปแบบรัฐบาลดิจิทัลที่ด้วยระบบวันสต็อปเซอร์วิสเชื่อมโยงและส่งเสริมให้ข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 43) ว่า 'ไม่มีการใช้งบประมาณ แต่ถ้ามีก็จะใช้จากงบประมาณประจำปี โดยให้หน่วยงานภาครัฐสามารถเชื่อมต่อฐานข้อมูลระหว่างกันได้ และสามารถใช้ระบบดิจิทัลในการดำเนินการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนได้อย่างง่ายด้วยงบปกติที่ดำเนินการอยู่'

รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

อัพเกรดเป๋าตัง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

แอพโอน เติม จ่าย ครบวงจร

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • คนตัวเล็ก ไม่สามารถ เข้าถึงเงินกู้ในระบบได้
  • คนตัวเล็ก ต้อง พึ่งหนี้นอกระบบดอกเบี้ยโหด
  • SME ไม่ กล้าคิดใหญ่ เพราะ กลัวเจ๊ง
  • ธุรกิจเล็กส่วนใหญ่ไม่กล้าลองนวัตกรรม เพราะ กลัวล้มแล้วหมดตัว
  • “เวลา” ที่เสียไปกับระบบรัฐที่ช้าและซ้ำซ้อน
  • กฎหมาย บางฉบับ ล้าหลัง ซ้ำซ้อน เป็นช่องทางรีดไถ
  • การขออนุญาตเปิดร้านอาหารลากยาวเป็นเดือนจนหมดแรงและหมดทุน

จะทำอะไร (Action)

  • ธนาคารรัฐ จะ เติมทุนคนตัวเล็ก โดย เปลี่ยนจากการใช้กระดาษเป็นตัวตัดสิน ไปใช้ พฤติกรรมทางการเงินและกระแสเงินสดจริง เป็นฐานในการพิจารณา
  • จะสร้าง กลไกค้ำประกันความเสี่ยงโดยรัฐ
  • เราจะตั้งระบบ ประกันกล้าทำวิจัย (R&D Pool Insurance)
  • พรรคเราจะทำให้การทดลองพัฒนาเป็นเรื่องที่ประเทศร่วมรับความเสี่ยง
  • พรรครักชาติจะทำให้รัฐเป็นหัวเจาะเปิดประตูให้ SME ด้วยหลัก ห้างรัฐต้องซื้อของไทย
  • กำหนดโควตาให้หน่วยงานรัฐต้องจัดซื้อสินค้าหรือซอฟต์แวร์จากผู้ผลิตไทยและ SME
  • เราจะพา SME ไปอินเตอร์แบบเป็นระบบผ่านกลไกอุ้มครบวงจร
    • การดีลพื้นที่วางขายในต่างประเทศให้เกิดจริง
    • สร้าง ระบบโกดังและการขนส่งแบบ Global Warehouse ที่รัฐช่วยจัดโครงสร้างต้นทุนโลจิสติกส์ให้แข่งขันได้
  • พรรครักชาติจะสร้าง SME Fast Pass เป็นทางด่วนพิเศษในการขอใบอนุญาตและทำธุรกรรมรัฐ
  • เราจะใช้หลัก Legal Guillotine คือ จะ ฟันทิ้ง กฎหมาย ที่ล้าหลัง ซ้ำซ้อน เป็นช่องทางรีดไถ ให้หมด
  • พรรครักชาติจะเปลี่ยน SME ไทยจากที่เคยเป็นมวยรอง ให้กลายเป็นนักรบเศรษฐกิจที่มีอาวุธครบมือ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • คนตัวเล็กเข้าถึงเงินกู้ในระบบได้โดยไม่ต้องพึ่งหนี้นอกระบบดอกเบี้ยโหด
  • SME กล้าคิดใหญ่ ไม่กลัวเจ๊ง
  • ถ้าล้มเหลวรัฐช่วยรับภาระบางส่วน
  • ถ้าสำเร็จท่านรวย
  • ประเทศก็รวย
  • หน่วยงานรัฐ ต้องจัดซื้อสินค้าหรือซอฟต์แวร์จากผู้ผลิตไทยและ SME ไม่น้อยกว่า 30%
  • ธุรกิจไทยมีรายได้แน่นอน
  • ธุรกิจไทย ไม่ต้องรอปาฏิหาริย์จากตลาดเพียงอย่างเดียว
  • สินค้าไทยส่งแข่งกับจีนได้จริง
  • ลดเวลาการอนุมัติลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง
  • ท่านเอาเวลาไปทำมาหากิน
  • คนตัวเล็กตั้งตัวได้ไว
  • การขออนุญาตเปิดร้านอาหารต้องจบใน 7 วัน
  • คนตัวเล็ก กลายเป็น คนตัวใหญ่ บนเวทีโลกได้จริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • SME

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • โดยรัฐ
รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบอำนาจเชิงดุลพินิจที่ประชาชนและผู้ประกอบการต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่
  • พื้นที่คอร์รัปชัน
  • ต้นทุนแฝงของเศรษฐกิจที่เกิดจากความล่าช้า ความซ้ำซ้อน และการต่อรองใต้โต๊ะ ซึ่งในโลกจริงคือภาษีมืดที่ทำให้ SME อ่อนแรงและทำให้คนรุ่นใหม่หมดศรัทธาต่อระบบรัฐ
  • โครงสร้างการตัดสินใจที่ฝากไว้กับเจ้าหน้าที่ในแต่ละจุด
  • การแยกฐานข้อมูลเป็นไซโลจนเกิดการขอเอกสารซ้ำซ้อน
  • เมื่อใดที่ข้อมูลไม่เชื่อมกัน ประชาชนต้องเป็นผู้แบกภาระพิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเมื่อนั้นการจ่ายเพื่อให้จบเร็วก็เกิดขึ้นทันที เพราะต้นทุนเวลามีมูลค่าจริง
  • หากหน้าบ้านสวยแต่หลังบ้านยังแยกกัน ระบบจะกลายเป็นการส่งประชาชนไปวิ่งตามหน่วยงานเดิมเพียงเปลี่ยนจากเดินเป็นคลิก
  • การโปร่งใสอย่างเดียวอาจไม่ทำให้เจ้าหน้าที่อยากเปลี่ยน หากไม่มีแรงจูงใจหรือความเสี่ยงที่จับต้องได้
  • รัฐดิจิทัลที่ไม่ปลอดภัยคือการเปิดประตูให้ความเสียหายที่ใหญ่กว่าเดิม
  • ปัญหาของรัฐดิจิทัลมักล้มเหลวไม่ใช่เพราะเทคโนโลยี แต่เพราะคนและวัฒนธรรมองค์กร
  • หากไม่ทำให้เจ้าหน้าที่เห็นว่าระบบใหม่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นหรือมีเส้นทางความก้าวหน้าใหม่ ระบบจะถูกต่อต้านแบบเงียบจนไม่เกิดผลจริง
  • Digital Exclusion คือ กลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ไม่มีทักษะอาจถูกทิ้งไว้หลังระบบ
  • Bureaucratic Resistance ซึ่งจะเกิดแน่นอนเมื่อระบบใหม่ลดอำนาจและผลประโยชน์เดิม
  • ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ เพราะการรวมข้อมูลทำให้เป็นเป้าหมายที่ล่อแหลม

จะทำอะไร (Action)

  • ย้ายบทบาทรัฐไทยจากระบบอำนาจเชิงดุลพินิจที่ประชาชนและผู้ประกอบการต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่ ไปสู่รัฐในฐานะแพลตฟอร์มบริการสาธารณะ
  • ออกแบบให้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือจัดระเบียบอำนาจใหม่
  • เริ่มที่สามแกนพร้อมกัน ได้แก่ Digital ID แบบที่ประชาชนเป็นเจ้าของสิทธิในข้อมูล
  • เชื่อมฐานข้อมูลให้ทำงานร่วมกันได้
  • ทำธุรกรรมภาครัฐที่มีร่องรอยตรวจสอบไม่ได้ถูกลบหรือแก้ย้อนหลังได้
  • เลือก Blockchain ในส่วนที่เกี่ยวกับสัญญา การจัดซื้อจัดจ้าง การอนุมัติ และการเบิกจ่ายที่มีความเสี่ยงสูง
  • วางสถาปัตยกรรมของนโยบายแบบสามชั้นให้สัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ:
  • ชั้นแรกคือ Infrastructure: รวมบริการรัฐเข้าสู่ Super App แบบ One Stop Service แต่ต้องยืนยันให้ชัดว่า Super App ไม่ใช่เป้าหมาย มันเป็นเพียงหน้ากากการเข้าถึง ส่วนแกนจริงอยู่ที่การรวมงบและรวมมาตรฐานหลังบ้านให้เป็น Government Cloud และ Data Interoperability กลาง
    • ชั้นแรก: กำหนดมาตรฐาน API ภาครัฐ
    • ชั้นแรก: แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
    • ชั้นแรก: จัดการสิทธิการเข้าถึงข้อมูล
    • ชั้นแรก: กำหนดว่าเอกสารใดไม่ควรถูกขอซ้ำอีกต่อไป เช่น สำเนาบัตร สำเนาทะเบียนบ้าน หนังสือรับรองเดิมที่รัฐมีอยู่แล้ว โดยรัฐต้องเป็นฝ่ายดึงข้อมูลเองภายใต้ความยินยอมของประชาชน
  • ชั้นที่สองคือ Transparency: ผ่าน Blockchain Smart Contracts โดยต้องเลือกใช้ในจุดที่มีความเสี่ยงสูงและมีการโต้แย้งได้ง่าย ได้แก่ e Procurement, e Licensing, และ Payment Milestones ของสัญญารัฐ
  • ชั้นที่สามคือ Empowerment: ผ่าน Citizen Review และ Feedback Loop ที่ผูกกับแรงจูงใจของระบบราชการอย่างเป็นรูปธรรม
  • ทำให้คะแนนบริการและความพึงพอใจของประชาชนส่งผลต่อ KPI การเลื่อนขั้น และโบนัสของหน่วยงาน
  • ตั้งระบบให้คะแนนหลังจบธุรกรรมทุกครั้งพร้อมเปิด Dashboard สาธารณะในระดับหน่วยงานและพื้นที่
  • เมื่อคะแนนตกต่ำต่อเนื่อง ระบบต้องมีสัญญาณเตือนและมาตรการแก้ไขเชิงระบบ เช่น การส่งทีม Digital Butler ลงพื้นที่ การปรับกระบวนงานใหม่ หรือการย้ายบริการไปสู่ระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ
  • ทุ่ม CapEx ไปที่ Cloud กลาง ระบบ Interoperability และโครงสร้าง Blockchain สำหรับธุรกรรมเสี่ยงสูง
  • กัน OpEx สำหรับ Cybersecurity และการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง
  • จัดการ Change Management และการ Reskill ข้าราชการ
  • โยกงบจากต้นทุนเดิมที่ไร้ประสิทธิภาพได้ เช่น งบเอกสาร งบเดินทางไปติดต่อ งบระบบซ้ำซ้อนของแต่ละหน่วยงาน รวมถึงการรวมงบ Cloud ที่เคยกระจายเป็นรายโครงการให้เป็นงบส่วนกลาง
  • ใช้ Digital Dividend จากเศรษฐกิจดิจิทัลและรายได้รัฐจากการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะ เช่น คลื่นความถี่และค่าธรรมเนียมบางประเภทเพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ทั้งประเทศได้ประโยชน์
  • ชี้ให้เห็นว่าการลดคอร์รัปชันคือการคืนเงินเข้าคลังในทางปฏิบัติ
  • ตอบ ความเสี่ยง Digital Exclusion ด้วยโครงสร้างคู่ขนานที่เป็นบริการหน้าด่าน เช่น Digital Butler ที่อำเภอหรือเทศบาล เป็นเจ้าหน้าที่บริการที่ช่วยประชาชนทำธุรกรรมดิจิทัลโดยไม่เพิ่มดุลพินิจในกระบวนการตัดสินใจ
  • มีทั้งแรงจูงใจและแรงบังคับในเวลาเดียวกัน เพื่อจัดการ Bureaucratic Resistance เช่น โบนัสและความก้าวหน้าสำหรับหน่วยงานที่ทำสำเร็จ
  • กำหนดให้ธุรกรรมเสี่ยงสูงต้องทำผ่านระบบใหม่เท่านั้นเพื่อตัดทางเลือกเดิมที่เปิดช่องทุจริต
  • เพื่อจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์: กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยระดับชาติ การทดสอบเจาะระบบอย่างสม่ำเสมอ และการแบ่งชั้นการเข้าถึงข้อมูลอย่างเข้มงวด
  • ทำให้รัฐไทยเป็น Lean Government

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • รัฐทำงานอัตโนมัติ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเข้าถึงได้ตลอดเวลา
  • ลดพื้นที่คอร์รัปชัน
  • ลดต้นทุนแฝงของเศรษฐกิจ
  • ลด discretion
  • กระบวนการของรัฐกลายเป็นกติกาที่รันได้เองมากกว่าความเห็นส่วนบุคคล
  • ประชาชนเป็นเจ้าของสิทธิในข้อมูล
  • ข้อมูลไม่ถูกลบหรือแก้ย้อนหลังได้
  • สร้างหลักฐานที่แก้ย้อนหลังไม่ได้
  • การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสัญญา การแก้ TOR การขยายเวลา หรือการจ่ายเงินทุกงวดมี Transaction ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ทันที
  • ลดช่องว่างระหว่างผู้มีอำนาจอนุมัติกับผู้ที่ได้รับประโยชน์
  • ทุกการตัดสินใจทิ้งร่องรอยต่อสาธารณะและต่อหน่วยตรวจสอบ
  • ระบบยกระดับธรรมาภิบาลโดยไม่ต้องเพิ่มคนตรวจเอกสารซ้ำ
  • คะแนนบริการและความพึงพอใจของประชาชนส่งผลต่อ KPI การเลื่อนขั้น และโบนัสของหน่วยงาน
  • ลดอำนาจรัฐในความหมายที่เป็นอุปสรรค แต่เพิ่มอำนาจรัฐในความหมายที่เป็นศักยภาพการให้บริการแบบทันสมัย
  • เป็นเส้นแบ่งสำคัญของอนุรักษ์นิยมที่ยึดธรรมาภิบาล
  • สร้างสินทรัพย์ภาครัฐที่ใช้ซ้ำได้ระยะยาว
  • ลดค่าใช้จ่ายแฝงมหาศาลในอนาคต
  • เกิด Economies of Scale
  • การลดคอร์รัปชันคือการคืนเงินเข้าคลังในทางปฏิบัติ
  • ประชาชนได้ประโยชน์ตรงจากการเข้าถึงบริการ 24 ชั่วโมง ลดการเดินทาง ลดการรอคิว ลดการยื่นเอกสารซ้ำ
  • ผู้ประกอบการได้ประโยชน์จากความเร็วของใบอนุญาตและความชัดเจนของขั้นตอน ทำให้กล้าลงทุนมากขึ้น
  • การตัดสินใจลงทุนจะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติในระดับเศรษฐกิจมหภาค เพราะสิ่งที่เคยเป็นภาษีมืดจะถูกเปลี่ยนเป็นทุนขยายกิจการและทุนจ้างงาน
  • รัฐไทยเป็น Lean Government ที่โปร่งใสที่สุดและเร็วที่สุด
  • คนตัวเล็กจะเข้าถึงโอกาสโดยไม่ต้องมีเส้นสาย
  • SME จะขยายตัวได้บนกติกาที่คาดการณ์ได้
  • รากฐานมั่นคงในความหมายธรรมาภิบาลและความสงบเรียบร้อย และทำให้อนาคตมั่งคั่งในความหมายผลิตภาพและการลงทุนเกิดขึ้นจริงพร้อมกัน
  • ตัวชี้วัดของนโยบายนี้ควรผูกกับผลลัพธ์ที่ประชาชนและเศรษฐกิจสัมผัสได้จริง:
  • ระดับบริการต้องวัดเวลาที่ลดลงต่อธุรกรรมหลัก จำนวนขั้นตอนที่ถูกตัดออก และอัตราการใช้งานของประชาชนและผู้ประกอบการ
  • ระดับธรรมาภิบาลต้องวัดสัดส่วนสัญญาจัดซื้อจัดจ้างที่อยู่บนระบบตรวจสอบได้ จำนวนเหตุการณ์ที่มีการแก้ TOR หรือขยายสัญญาและสามารถอธิบายได้ พร้อมแนวโน้มการร้องเรียนและคดีทุจริตที่ลดลง
  • ระดับความเชื่อมั่นต้องวัดคะแนนความพึงพอใจและความไว้วางใจต่อรัฐโดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และในเชิงสากลควรเชื่อมกับตัวชี้วัดอย่าง CPI และ Ease of Doing Business

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • วงเงิน 5,000 ล้านบาท

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • โยกงบจากต้นทุนเดิมที่ไร้ประสิทธิภาพได้ เช่น งบเอกสาร งบเดินทางไปติดต่อ งบระบบซ้ำซ้อนของแต่ละหน่วยงาน รวมถึงการรวมงบ Cloud ที่เคยกระจายเป็นรายโครงการให้เป็นงบส่วนกลาง
รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โครงสร้างการบริจาคในปัจจุบันพึ่งพาช่องทางกึ่งรัฐกึ่งเอกชนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิ องค์กรกลาง หรือกองทุนเฉพาะกิจ ซึ่งเปิดช่องให้เกิดปัญหาความไม่โปร่งใส
  • การรั่วไหลของทรัพยากร
  • การแอบอ้าง
  • การบิดเบือนเจตนารมณ์ของผู้บริจาค
  • ประชาชนจำนวนมาก “อยากช่วยชาติ แต่ไม่มั่นใจว่าจะช่วยถูกที่หรือไม่”
  • รัฐกลับไม่สามารถดึงพลังการมีส่วนร่วมของประชาชนมาใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

จะทำอะไร (Action)

  • จัดตั้งระบบบริจาคโดยตรงเข้ากระทรวงและหน่วยงานรัฐ
  • สร้างช่องทางบริจาคตรงเข้ารัฐ ที่ถูกกฎหมาย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเชื่อมโยงกับการใช้จ่ายจริงของหน่วยงานรัฐโดยไม่ผ่านตัวกลางสีเทา
  • ยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนจากผู้เสียภาษีฝ่ายเดียว ไปสู่ “หุ้นส่วนร่วมพัฒนาประเทศ”
  • จัดตั้ง ระบบบริจาคตรงภาครัฐแบบเลือกวัตถุประสงค์ได้
  • ประชาชนสามารถบริจาคเงินเข้ากระทรวงหรือโครงการเฉพาะ เช่น สาธารณสุข การศึกษา ความมั่นคง สิ่งแวดล้อม หรือการรับมือภัยพิบัติ
  • ทุกการบริจาคจะถูกผูกกับ “บัญชีภารกิจเฉพาะ” แยกจากงบประมาณปกติ
  • เงินบริจาคทั้งหมดต้องผ่านระบบดิจิทัลกลางของรัฐ
  • ใช้บัญชีแยกประเภทเฉพาะกิจ
  • รัฐออกหลักฐานการบริจาคอย่างเป็นทางการ
  • กระทรวงหรือหน่วยงานที่รับเงินบริจาคต้องจัดทำแผนการใช้จ่ายที่ชัดเจน
  • กระทรวงหรือหน่วยงานที่รับเงินบริจาคกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์
  • กระทรวงหรือหน่วยงานที่รับเงินบริจาครายงานความก้าวหน้าเป็นระยะ
  • หากหน่วยงานใดใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ จะถูกระงับสิทธิในการรับบริจาคเพิ่มเติม
  • หากหน่วยงานใดใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและความรับผิดทางกฎหมาย
  • รัฐจะออกกฎหมายหรือระเบียบรองรับการรับบริจาคโดยตรงของหน่วยงานรัฐ
  • จัดตั้งระบบดิจิทัลกลาง
  • กำหนดประเภทภารกิจที่สามารถรับบริจาคได้อย่างชัดเจน
  • เปิดให้ทุกกระทรวงและหน่วยงานที่มีภารกิจสาธารณะเข้าร่วมระบบ
  • พัฒนามาตรฐานการรายงานผลและการสื่อสารต่อสาธารณะ
  • สถาปนาระบบนี้เป็นหนึ่งในโครงสร้างถาวรของการคลังภาครัฐไทย

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ระบบบริจาคตรงเข้ารัฐเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปิดช่องทุจริต
  • ช่องทางบริจาคตรงเข้ารัฐถูกกฎหมาย โปร่งใส ตรวจสอบได้
  • ช่องทางบริจาคตรงเข้ารัฐเชื่อมโยงกับการใช้จ่ายจริงของหน่วยงานรัฐโดยไม่ผ่านตัวกลางสีเทา
  • ยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนจากผู้เสียภาษีฝ่ายเดียว ไปสู่ “หุ้นส่วนร่วมพัฒนาประเทศ”
  • ฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อรัฐในฐานะผู้จัดการทรัพยากรสาธารณะ
  • เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมเชิงสมัครใจอย่างมีศักดิ์ศรี
  • ระบบบริจาคตรงเข้ากระทรวงและหน่วยงานรัฐที่ประชาชนเลือกได้เอง
  • ระบบบริจาคตรงเข้ากระทรวงและหน่วยงานรัฐระบุวัตถุประสงค์ได้ชัดเจน
  • ระบบบริจาคตรงเข้ากระทรวงและหน่วยงานรัฐติดตามผลการใช้เงินได้ครบวงจร
  • เงินบริจาคไม่ถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
  • ป้องกันการกลืนหายเข้าสู่งบรวม
  • เงินบริจาคไม่สามารถโยกย้ายไปใช้ในภารกิจอื่นได้โดยพลการ
  • ทุกธุรกรรมถูกบันทึกและตรวจสอบย้อนหลังได้
  • หลักฐานการบริจาคสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีตามเกณฑ์ที่กำหนด
  • เงินบริจาคไม่สามารถใช้เพื่อค่าใช้จ่ายประจำที่ไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงสาธารณะโดยตรง เช่น ค่าเงินเดือนหรือค่าใช้จ่ายบริหารทั่วไป เว้นแต่มีการระบุและอนุมัติไว้ล่วงหน้า
  • ประชาชนสามารถติดตามได้ว่าเงินที่ตนบริจาคถูกใช้ไปกับอะไร เกิดผลลัพธ์ใด และบรรลุเป้าหมายหรือไม่
  • สร้างวัฒนธรรมความโปร่งใส
  • รองรับการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกสถานการณ์
  • ไม่เพิ่มภาระการคลัง
  • ไม่กระทบวินัยงบประมาณของประเทศ
  • เพิ่มทรัพยากรสาธารณะโดยไม่ต้องขึ้นภาษี
  • ฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน
  • ลดการพึ่งพาช่องทางบริจาคสีเทา
  • ปิดช่องการแทรกแซงผ่านเงินบริจาคแฝงวัตถุประสงค์ทางการเมืองหรืออาชญากรรม
  • สร้างวัฒนธรรมความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐ
  • ยกระดับการบริจาคจากการทำบุญแบบไร้ระบบ ไปสู่การมีส่วนร่วมเชิงสถาบันที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีศักดิ์ศรี
  • ประชาชนที่รักชาติสามารถช่วยประเทศได้โดยตรง โดยไม่ต้องพึ่งตัวกลาง และไม่ต้องกังวลว่าเงินจะถูกบิดเบือนเจตนารมณ์
  • สร้างความไว้วางใจ
  • สร้างความร่วมมือ
  • สร้างรัฐที่ประชาชนเชื่อว่าทุกการเสียสละจะถูกแปรเป็นผลลัพธ์เพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • กระทรวงและหน่วยงานรัฐ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • Action: รัฐจะออกกฎหมายหรือระเบียบรองรับการรับบริจาคโดยตรงของหน่วยงานรัฐ, จัดตั้งระบบดิจิทัลกลาง, กำหนดประเภทภารกิจ ในระยะเริ่มต้น
  • Action: เปิดให้ทุกกระทรวงและหน่วยงานที่มีภารกิจสาธารณะเข้าร่วมระบบ, พัฒนามาตรฐานการรายงานผลและการสื่อสารต่อสาธารณะ ในระยะกลาง

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ค่าพัฒนาระบบดิจิทัล
  • การตรวจสอบ
  • การสื่อสารสาธารณะ

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 20) ว่า '500 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบประมาณเดิมของรัฐในด้านดิจิทัลและการคลังร่วมกันได้

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 20) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ดำเนินกิจการทางการเมืองอย่างมีธรรมาภิบาล มีประสิทธิภาพ
  • มีความรับผิดชอบทางการเมือง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ไม่ระบุ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ทำให้ ประชาชนเข้าถึงข้อมูลทางการบริหาร
  • ให้ สิทธิในการตรวจสอบ
  • สร้างความโปร่งใส
  • ประกันประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ
  • ประกันประสิทธิภาพในการบริหารราชการ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประชาชนเข้าถึงข้อมูลทางการบริหาร
  • ประชาชนมีสิทธิในการตรวจสอบ
  • ความโปร่งใส
  • ประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ
  • ประสิทธิภาพในการบริหารราชการ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างระบบบริหารราชการที่เชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ให้บริการประชาชนโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ระบบราชการมีประสิทธิภาพ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • มุ่งเน้นให้มีการนำเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลมาใช้

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาทุนมนุษย์
  • เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน
  • เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของภาคเอกชน
  • สร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจฐานราก
  • สร้างโอกาสให้อุตสาหกรรมใหม่

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ภาคเอกชน
  • ธุรกิจฐานราก
  • อุตสาหกรรมใหม่

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ