ประเด็น

ประสิทธิภาพระบบราชการ

มี 29 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ไทยภักดี

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ตัดสวัสดิการสมาชิกรัฐสภา (ส.ส. และ ส.ว.) ที่มากเกินความจำเป็น
  • ยกเลิกบำนาญ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ไม่ระบุ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • หนี้เสียที่เกิดจากโควิด
  • คนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน
  • คนตัวเล็กต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบที่ดอกเบี้ยสูง
  • SMEs ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุน
  • ค่าใช้จ่ายสูงเกินไป
  • ระบบราชการที่มีอำนาจนิยม

จะทำอะไร (Action)

  • กองทุนที่ 1 – กองทุนฟื้นฟูหนี้เสีย
  1. จัดตั้งกองทุนฟื้นฟูหนี้เสียฯ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่มีหนี้เสีย
  2. กองทุนฯ จะเข้าไปเจรจากับสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ ช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการชำระดอกเบี้ยผิดนัดให้บางส่วน
  3. ทำการรับซื้อและรับโอนหนี้ รวมทั้งหลักประกัน ที่ค้างชำระอยู่กับสถาบันการเงินมาบริหารที่มูลค่ายุติธรรม
  • มาตรการที่ 1 (พลิกฟื้น – ตั้งหลัก – ปลดล็อค)
  1. ชำระดอกเบี้ยให้ลูกหนี้บางส่วน
  2. เปลี่ยนสถานะลูกหนี้ที่เป็น NPL ให้กลับมาอยู่ในสถานะปกติ
  3. เปลี่ยนจากรหัสบัญชี 021 ไปเป็น รหัสบัญชี 010
  • มาตรการที่ 2 (เดินหน้า – ดันธุรกิจ – ช่วยลูกจ้าง)
  1. พักชำระหนี้ 1 ปี
  2. เติมเงินสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง เข้าบัญชีธุรกิจ และบัญชีเงินเดือนของลูกจ้าง
  3. ปรับเปลี่ยนตารางการชำระหนี้ใหม่ ขยายเวลาชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 3 ปี ผ่อนชำระแบบ หน้าต่ำ-หลังสูง
  4. ปรับกระบวนการปล่อยสินเชื่อ
  • กองทุนที่ 2 – กองทุนเครดิตประชาชน

  • จัดตั้งกองทุนเครดิตประชาชน เพื่อช่วยคนตัวเล็กกว่า 10 ล้านคน ล้างหนี้นอกระบบ เป็นสินเชื่อรายย่อยที่ไม่มีหลักประกันดอกเบี้ยต่ำ ไม่เกินร้อยละ 1 ต่อเดือน วงเงินกู้ตั้งแต่ 10,000 บาท จนถึง 100,000 บาท

  • เปลี่ยนกรอบความคิดใหม่ในกระบวนการพิจารณาสินเชื่อ การกำหนดวงเงินสินเชื่อจะใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) ในการพิจารณา- ปล่อยสินเชื่อแทนการใช้เอกสารหลักฐานพิสูจน์รายได้หรือการขอหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือการตรวจสอบประวัติของผู้กู้จากเครดิตบูโร

  • เติมทุน2.1 กองทุนที่ 3 – กองทุนสร้างไทย

  1. แหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ เงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อผู้ประกอบการ SMEs ขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดเข้าไม่ถึงแหล่งทุนสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ ซึ่งประกอบด้วย 5 กองทุนย่อย
  • กองทุน SMEs
  1. ตั้งกองทุน SMEs เพื่อให้ SMEs ขนาดเล็กสามารถเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อฟื้นธุรกิจจากโควิดและสามารถต่อยอดธุรกิจให้เติบโตต่อไปได้
  • กองทุน Start Up
  1. เพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่เก่งมีโอกาสตั้งตัวได้ ให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสตั้งตัวเป็นเจ้าของธุรกิจด้วยความรู้ความสามารถที่ตนเองเป็นผู้คิดค้นขึ้นมา
  • กองทุนวิสาหกิจชุมชน
  1. เพื่อให้เกษตรกร และลูกหลานได้รวมตัวกันในการประกอบธุรกิจจากผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ โดยการแปรรูปเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรกร
  • กองทุนการท่องเที่ยว
  1. เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการโรงแรมขนาดเล็ก ร้านอาหาร สถานบันเทิง จนไปถึงร้านนวดสปา ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19
  • กองทุน Venture Capital (VC)
  1. เป็นแหล่งเงินทุนที่ทำหน้าที่สนับสนุนด้านการเงินให้แก่ธุรกิจ
  2. มุ่งเน้นไปที่ธุรกิจ Startup ที่มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่ก้าวหน้า
  3. สนับสนุนธุรกิจที่ทำงานด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อประโยชน์ของ SMEs โดยส่วนรวม
  4. VC จะเข้าไปร่วมลงทุนในกิจการ ให้คำปรึกษาทางด้านการบริหารกิจการ ไม่มีวัตถุประสงค์ในการเข้าครอบงำกิจการเพื่อยึดเป็นเจ้าของ จะหาจังหวะที่เหมาะสมที่จะถอนตัว (Exit) เพื่อทำกำไรจากเงินลงทุน
  • ลดรายจ่าย3.1 ปรับโครงสร้างพลังงาน
  1. ปรับโครงสร้างค่าน้ำมัน/ค่าแก๊ส กำหนดเพดานค่าการกลั่น ให้เป็นธรรมกับคนไทย ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า รื้อสัญญาทาส ค่าไฟต้องไม่เกิน 3.50 บาท
  • ลดภาระภาษี
  1. ไม่เก็บภาษีคนตัวเล็กที่มีรายได้สุทธิไม่เกิน 300,000 บาท/ต่อปี หรือรายได้ไม่เกิน 40,000/เดือน
  2. ไม่เก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล SMEs เป็นเวลา 3 ปี
  • Solar House
  1. ติด Solar House – เงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำ 1% ผ่อนยาว 8 ปี ขายไฟให้รัฐได้ทุกเดือน
  2. ขจัดอุปสรรค
  • พักการอนุมัติ/อนุญาต
  1. พักการอนุมัติ/อนุญาต 1,400 ฉบับ เป็นเวลา 3-5 ปี เพื่อให้คนไทยลุกขึ้นมาทำมาหากินได้ทันที เช่น การขออนุญาต อย.
  • ปฏิรูประบบราชการ
  1. รื้อระบบรัฐราชการและอำนาจนิยม
  2. สร้างระบบให้ประชาชนร้องเรียน มีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
  3. นำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการให้คะแนนการทำงาน และการบริการประชาชนของเจ้าหน้าที่ ใช้ในการประเมินการให้ความดีความชอบ รวมถึงการลงโทษ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่มีหนี้เสียกลับมาประกอบธุรกิจได้ตามปกติ
  • ช่วยคนตัวเล็กกว่า 10 ล้านคน ล้างหนี้นอกระบบ
  • ดอกเบี้ยต่ำไม่เกินร้อยละ 1 ต่อเดือน
  • ค่าไฟต้องไม่เกิน 3.50 บาท
  • ลดภาษี
  • ทำให้คนไทยลุกขึ้นมาทำมาหากินได้ทันที
  • Startup ที่มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมได้รับการสนับสนุน
  • คนรุ่นใหม่ที่เก่งมีโอกาสตั้งตัวได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อย
  • SMEs

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบราชการไทยปัจจุบันเปรียบเสมือนเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ "สนิมเขรอะ" และ "อุ้ยอ้าย" หากไม่ซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน ก็ยากที่จะขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้
  • ไม่มีเจ้าภาพหลักในการจัดการกำลังคน
  • แม้จะมีบุคลากรภาครัฐมากกว่า 3 ล้านคน แต่รู้หรือไม่ว่า ไม่มีหน่วยงานไหนเลยที่มีอำนาจสั่งการเรื่อง "คน" ได้เบ็ดเสร็จ คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ดูแลข้าราชการพลเรือนได้แค่ 60% และคิดเป็น 1 ใน 3 ของกำลังพลภาครัฐโดยรวม ส่วนที่เหลือกระจัดกระจาย เหมือนเรือที่มีคนถือพวงมาลัยหลายคน แต่ไม่มีกัปตันตัวจริง ทำให้วางแผนกำลังคนทั้งประเทศไม่ได้
  • ความทับซ้อนส่วนกลาง-ภูมิภาค-ท้องถิ่น
  • จำนวนข้าราชการส่วนภูมิภาคไม่สอดคล้องกับภารกิจในพื้นที่ และเกิดความทับซ้อนกันระหว่างงานของส่วนกลาง งานของส่วนภูมิภาค และงานของท้องถิ่น
  • รักษาคนเก่งไว้ไม่ได้ (สมองไหล)
  • ราชการดึงดูดคนเก่งๆ (เช่น สายไอที หรือนักเรียนทุนนอก) ไว้ไม่ได้ หรือนักเรียนทุนรัฐบาล เพราะค่าตอบแทนที่ไม่สามารถแข่งขันกับเอกชน แถมพอเข้ามาแล้วก็เติบโตยาก ทำให้คนเก่งๆ หมดไฟและลาออกไปในที่สุด
  • วัฒนธรรม “สมยอม” ทำให้ไม่กล้าคิดสิ่งใหม่
  • ระบบราชการเน้นสายการบังคับบัญชา และวัฒนธรรม "สมยอม" (Compliance culture) ที่ให้ความสำคัญกับการเชื่อฟังผู้บังคับบัญชาและเคารพอาวุโสอย่างเคร่งครัด ทำให้บุคลากรรุ่นใหม่ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น หรือริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ เพราะกลัวผลกระทบที่จะตามมา
  • เติบโตเพราะ "เส้นสาย" ไม่ใช่ "ผลงาน"
  • การเลื่อนเงินเดือนและการเลื่อนระดับให้อำนาจแก่หัวหน้าส่วนราชการอย่างเต็มที่ โดยขาดกลไกถ่วงดุลอย่างเป็นทางการ ทำให้ถูกอิทธิพลจากความอาวุโส ความสัมพันธ์ หรือการทุจริตซื้อขายตำแหน่ง มากกว่าความสามารถ ส่งผลให้ "คนเก่งไม่ได้เลื่อนขั้น" และลาออกไปจากระบบก่อนวัยอันควร

จะทำอะไร (Action)

  • ผ่าตัดระบบราชการครั้งใหญ่ด้วย 3 เรื่องหลัก
  • จัดบ้านใหม่ ให้โครงสร้างชัดเจน (Structural Reform)
  • รวมศูนย์บริหารคน: เพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการกำกับดูแล (เช่น คปร. หรือ ก.พ.) ที่มีอำนาจจัดการคนของรัฐ "ทั้งหมดทุกประเภท"
  • ปรับโครงสร้างบุคลากรให้เหลือ 2 ประเภท: จัดระบบบุคลากรของรัฐให้เหลือเพียง "ข้าราชการ" (ทำหน้าที่หลัก/ประจำ เปิดให้สรรหาในระดับกลางหรือสูงได้) และ "พนักงาน" (ทำหน้าที่ช่วยเหลือ/ชั่วคราว)
  • ถ่ายโอนงานให้ท้องถิ่น: ให้หน่วยงานส่วนกลางเน้นภารกิจเชิงนโยบายเท่านั้น และมอบงานปฏิบัติต่างๆ ให้กับท้องถิ่น โดยถ่ายโอนกรอบอัตรากำลังไปที่ท้องถิ่นด้วย
  • สร้างคนเก่ง และวัฒนธรรมการเรียนรู้ (Capability & Learning Culture)
  • สร้างเส้นทางให้คนเก่งเติบโตตามความสามารถ โดยพัฒนากรอบเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน (Career Management Framework) โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มที่มีศักยภาพสูง เช่น ผู้ได้รับทุนรัฐบาล
  • พัฒนาทักษะแห่งอนาคต: วิเคราะห์ช่องว่างทางทักษะ (Skills Gap Analysis) เน้นที่ทักษะดิจิทัล สมรรถนะด้านพฤติกรรม และภาวะผู้นำ และเชื่อมโยงผลการวิเคราะห์นี้เข้ากับแผนการเรียนรู้ การสรรหา และการประเมินผล
  • ส่งเสริมการเคลื่อนย้ายบุคลากร (Mobility): ปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎระเบียบที่ทำให้การโอนย้ายข้ามหน่วยงานเป็นเรื่องยาก
  • สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีคุณภาพ ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ฝึกสกิลดิจิทัลและทักษะใหม่ๆ ให้ข้าราชการทำงานทันโลก
  • ลดแรงจูงใจเชิงลบที่ทำให้บุคลากรกลัวความล้มเหลวหรือการทดลองสิ่งใหม่ ๆ
  • ผู้นำต้องรับผิดชอบ ผลงานต้องวัดได้ (Leadership & Accountability)
  • ปรับฐานเงินเดือนให้ทันเงินเฟ้อ
  • มีบัญชีเงินเดือนพิเศษสำหรับตำแหน่งที่หาคนยาก
  • กำหนดวาระชัดเจน สำหรับ ตำแหน่งใหญ่ๆ เช่น ปลัดกระทรวง อธิบดี
  • มีการประเมินผลงาน (Performance Agreement) ทุกครั้งที่มีรัฐบาลใหม่
  • ผูกการต่อสัญญาและเลื่อนตำแหน่งกับตัวชี้วัดที่ตกลงล่วงหน้า
  • การประเมินผลงานต้องโปร่งใส โดยให้ประชาคมหรือผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ มีส่วนร่วมในการประเมินด้วย
  • สร้างวิสัยทัศน์และการใช้ข้อมูล
  • เช็กคนทั้งระบบ: วิเคราะห์ช่องว่างทางทักษะ (Skills Gap) และพัฒนา "ข้อเสนอมูลค่าการจ้างงาน" (EVP) เพื่อสื่อสารจุดเด่นที่ไม่ใช่ค่าตอบแทน
  • ทดลองระบบใหม่: ทดลองปฏิรูประบบเงินเดือน จัดทำโครงการนำร่อง (Pilot Program) เพื่อทดสอบความยืดหยุ่นของการปรับค่าตอบแทนเฉพาะตำแหน่งที่ขาดแคลน หรือสำหรับกลุ่มนักเรียนทุนรัฐบาล
  • ปรับปรุงการสรรหา: ทบทวนลำดับขั้นตอนการสรรหา และพิจารณาการใช้ระบบสอบแบบหมุนเวียน (Rolling Exams) พร้อมลงทุนในระบบดิจิทัลเพื่อลดภาระงานธุรการ
  • ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ
  • แก้กฎหมาย: ผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจให้กลไกควบคุมกำลังคนครอบคลุมบุคลากรของรัฐทุกประเภท และการจัดระบบบุคลากรใหม่เป็น 2 กลุ่ม
  • ให้ความสำคัญที่ผู้บริหารระดับกลางและระดับสูง
  • พัฒนาผู้บริหารระดับกลาง: กำหนดให้การพัฒนาบุคลากรเป็นภารกิจหลักของผู้บริหาร และฝึกอบรมทักษะที่จำเป็นในการบริหารทีมหลากหลายวัย และการให้คำปรึกษา
  • ความรับผิดชอบของผู้นำระดับสูง: นำเสนอการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง พร้อมเงื่อนไขการประเมินผลงานที่ชัดเจน
  • ถ่ายโอนอำนาจสู่ท้องถิ่น: เริ่มกระบวนการถ่ายโอนภารกิจและอัตรากำลังสู่ท้องถิ่น
  • การเรียนรู้ตลอดชีพ: ขยายการใช้เครื่องมือการเรียนรู้ที่หลากหลาย (Digital/Informal Learning) และเชื่อมโยงผลการเรียนรู้กับเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สามารถสั่งเพิ่มหรือลดคนเพื่อให้รัฐบาลมีเครื่องมือในการปรับลด/ยุบ/เพิ่มอัตรากำลัง ให้สอดคล้องกับนโยบาย
  • คนเก่งมีโอกาสเติบโตและใช้ทักษะที่เรียนมาได้ ลดการพึ่งพาอาวุโส และสามารถก้าวหน้าตามความสามารถ
  • บุคลากรสามารถจัดสรรได้ตามความต้องการเชิงนโยบายของรัฐบาล และส่งเสริมให้การหมุนเวียนงานเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทักษะและประสบการณ์
  • ลดแรงจูงใจเชิงลบที่ทำให้บุคลากรกลัวความล้มเหลวหรือการทดลองสิ่งใหม่ ๆ
  • เงินเดือนสู้กับเอกชนได้
  • ผู้บริหารระดับสูงเปลี่ยน ถ้าผลงานไม่เข้าเป้า ไม่ใช่นั่งยาวจนเกษียณ
  • ผลการประเมินได้ข้อมูลที่รอบด้าน และต้องเชื่อมโยงผลการประเมินเข้ากับการเลื่อนตำแหน่งอย่างชัดเจน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • บุคลากรภาครัฐ
  • บุคลากรรุ่นใหม่
  • ข้าราชการพลเรือน
  • หน่วยงานส่วนกลาง
  • ท้องถิ่น
  • ผู้ได้รับทุนรัฐบาล
  • ผู้บริหารระดับกลางและระดับสูง
  • ประชาคมหรือผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ
  • ผู้ว่าราชการจังหวัดในบางพื้นที่

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • สำหรับ Action ระยะที่ 1: 1-2 ปีแรก
  • สำหรับ Action ระยะที่ 2: 3-5 ปี
  • สำหรับ Action ระยะที่ 3: 5 ปีขึ้นไป

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยรั้งอันดับที่ 52 ของโลกด้านรัฐบาลดิจิทัล ตามดัชนีรัฐบาลดิจิทัล (E-Government Development Index: EGDI)
  • บริการออนไลน์ยังคงเป็นจุดอ่อน
  • หน่วยงานรัฐที่สามารถให้บริการแบบรวมศูนย์โดย ไม่ต้องเรียกสำเนาบัตรประชาชนหรือเอกสารซ้ำซ้อน มีเพียง ร้อยละ 40.56 สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบราชการดิจิทัลไทย
  • บริการรัฐไม่รวมอยู่ในแพลตฟอร์มเดียว เกิดแอปพลิเคชันที่ทำหน้าที่ซ้ำกัน เช่น ระบบเฝ้าระวังน้ำท่วมที่มีหลายเจ้าภาพ ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน และสิ้นเปลืองงบประมาณรัฐ
  • ขาดระบบ Digital ID ที่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ ตัวอย่างกรณีเงินเยียวยาน้ำท่วมสะท้อนว่ารัฐขาดฐานข้อมูลพิกัดบ้านที่แม่นยำ และข้อมูลระหว่างหน่วยงานไม่ไหลเวียนถึงกัน
  • การเพิ่มแอปพลิเคชันใหม่ไม่ใช่คำตอบ แต่ต้องแก้ที่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อเปลี่ยนรัฐไทยให้เป็น "Platform State"

จะทำอะไร (Action)

  • เปลี่ยนผ่าน “รัฐบาลดิจิทัล” สู่ “รัฐแพลตฟอร์ม”
  • รวมทุกการให้บริการของรัฐในแพลตฟอร์มเดียวผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” (ประชาชน) และ “BizPortal” (ธุรกิจ)
  • เปลี่ยนระบบราชการทั้งหมดเป็นดิจิทัลและ AI
  • รวบรวมบริการรัฐไม่น้อยกว่ากว่า 90% ไว้ที่แอปฯ "ทางรัฐ" (บุคคล) และ BizPortal (ธุรกิจ)
  • สร้างมาตรฐานการออกแบบเว็บไซต์และแอปฯ ของรัฐ (อ้างอิง UX4G ของอินเดีย และ GOV.UK ของสหราชอาณาจักร)
  • ต่อยอดระบบยืนยันตัวตนกลาง (Digital ID): เช่น ThaiD/ทางรัฐไอดี
  • ให้สวัสดิการเชิงรุกแบบดิจิทัล
  • พัฒนาพิกัดบ้านแห่งชาติแบบดิจิทัล (Place ID)
  • พัฒนาระบบ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในหน่วยงานรัฐ
  • ระบบ AI ช่วยทำเอกสารราชการอัตโนมัติ บนระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-Saraban)
  • เปลี่ยนกระบวนงานภาครัฐซ้ำซาก ให้เป็นอัตโนมัติ (Autonomous Government) เช่น AI ช่วยตรวจแบบก่อสร้าง, AI ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของคำขอใบอนุญาต
  • ระบบ AI Red Flags/Fraud Detection แจ้งเตือนเสี่ยงทุจริต งบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
  • เปลี่ยนระบบ “รัฐกระดาษ (Paper State)” ในปัจจุบัน ... ให้เป็น “รัฐไร้กระดาษ (Paperless Government)”
  • เปลี่ยนเอกสารราชการให้เป็นรูปแบบดิจิทัลเป็นหลักก่อน
  • ยกเลิกการคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อนและไม่จำเป็น
  • เปิดเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างระบบ New e-Budgeting, e-GP, New GFMIS, LHR และ New e-LAAS
  • แก้ไขระบบ New e-LAAS สำหรับท้องถิ่นให้สามารถใช้งานได้สะดวกและเชื่อมข้อมูลกับทุกระบบของท้องถิ่น เช่น LHR, LTAX
  • เปิดซอฟต์แวร์ภาครัฐที่ถูกพัฒนาโดยใช้งบประมาณของประเทศเป็น Public Code ก่อนเสมอ
  • สร้าง "ศูนย์รวมเครื่องมือเชื่อมต่อระบบรัฐ" (Government Developer Portal)
  • เปิดเผยข้อมูลกลาง (Master Data) สำคัญในรูปแบบที่สามารถนำไปประมวลผลได้ (Machine readable) และช่องทางเชื่อมต่อข้อมูล (API) ให้หน่วยงานรัฐใช้อ้างอิงได้เหมือนกัน และเอกชนสามารถต่อยอดได้
  • ให้อำนาจ DGA ร่วมกับสำนักงบประมาณ ตรวจสอบการพัฒนาระบบดิจิทัลตั้งแต่ต้น หากระบบใดทำหน้าที่ซ้ำกันจะถูกยกระดับเป็น "แพลตฟอร์มกลาง" ใช้ TOR และสถาปัตยกรรมเดียวกัน
  • จัด UX Workshop ระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างมาตรฐานกลาง (Design System) ทั้งรูปแบบ หน้าจอ ภาษา ขั้นตอนการให้บริการ และการออกแบบที่ลดภาระประชาชน โดยผูกเข้ากับการจัดซื้อจัดจ้าง
  • บูรณาการระบบ Digital ID ให้เหลือเครื่องมือหลักเพียงชุดเดียว โดยบูรณาการบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น DGA, ETDA และกรมการปกครอง
  • รวบรวมสวัสดิการทุกหน่วยงานมาไว้ที่เดียวในรูปแบบที่เครื่องอ่านได้ และใช้ AI (RAG) ช่วยตอบคำถามสิทธิประโยชน์เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย
  • รัฐจะเป็นฝ่าย "ค้นหาและบอกสิทธิ" แทนการให้ประชาชนต้องไปไล่หาเอง
  • พัฒนาฐานข้อมูลพิกัดบ้านและสิ่งปลูกสร้างทั่วประเทศ ผูกกับรหัส PlaceID เพียงตัวเดียว และจัดทำเป็นฐานข้อมูลกลางที่เปิดให้ใช้งานร่วมกัน ผ่านความร่วมมือของหน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมการปกครอง (ใช้กลไกระดับหมู่บ้านในการจัดเก็บข้อมูล), ไปรษณีย์ไทย, การไฟฟ้า และการประปา รวมถึงเอกชนที่มีข้อมูล
  • ออกมติ ครม. รับรองมาตรฐานข้อมูลที่เครื่องอ่านได้ (Machine-readable) เช่น ทะเบียนประวัติ หรือข้อมูลเซ็นเซอร์เมือง
  • ออกมติ ครม. กำหนดให้ทุกหน่วยงานเปลี่ยนมาใช้ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์
  • ใช้ระบบ “โครงข่ายระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลกลางของรัฐ (Government Data Exchange Center: GDX)” เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลหลัก (Master Data) ระหว่างหน่วยงาน ตามประกาศที่คณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลได้ประกาศไว้
  • แปลงกฎหมายผังเมืองและข้อบัญญัติท้องถิ่น ให้เป็นระบบ Logic มาตรฐาน (Rule / Decision Tree) ที่ระบบสามารถตรวจสอบได้อัตโนมัติก่อนการยื่นคำขอจริง
  • ภาครัฐทำหน้าที่กำหนดและรับรองกติกา (Regulatory Logic) ในรูปแบบ Machine-readable และเปิดให้เชื่อมต่อผ่าน API
  • เปิดข้อมูลงบประมาณท้องถิ่นผ่าน Open API
  • กำหนดให้ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาด้วยงบประมาณของรัฐ (ยกเว้นด้านความมั่นคง) ต้องเผยแพร่เป็น Open Source และเก็บไว้ในคลังกลาง (Repository)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มประสิทธิภาพ
  • บริการประชาชนรวดเร็ว
  • ใช้งานง่ายเหมือนกันทุกหน่วยงาน
  • ประชาชนได้รับบริการทั้งภาครัฐและเอกชนโดยสะดวกและมีมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้งาน
  • รับสวัสดิการ (เบี้ยผู้สูงอายุ/เด็กเล็ก) ทันทีเมื่อคุณสมบัติครบ โดยไม่ต้องลงทะเบียน
  • การช่วยเหลือภัยพิบัติและเยียวยาที่แม่นยำรายหลังคาเรือน
  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในหน่วยงานรัฐ
  • ลดการใช้ดุลพินิจเรียกรับผลประโยชน์
  • ลดภาระการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ
  • ลดการคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อนและไม่จำเป็น
  • ประหยัดงบประมาณประเทศ
  • หน่วยงานต่าง ๆ สามารถนำซอฟต์แวร์ที่มีลักษณะเดียวกันไปใช้ต่อยอดได้
  • สร้างภาพจำเดียวให้ประชาชนใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน (One Government Digital ID)
  • รัฐจะเป็นฝ่าย "ค้นหาและบอกสิทธิ" แทนการให้ประชาชนต้องไปไล่หาเอง
  • ทุกแพลตฟอร์มภาครัฐที่ต้องกรอกที่อยู่สามารถเชื่อมต่อผ่าน API โดยใช้ PlaceID เพียงตัวเดียว
  • ลดการผูกขาดข้อมูลเฉพาะหน่วยงาน
  • ทุกหน่วยงานเชื่อมต่อข้อมูลกันได้แบบไร้รอยต่อ
  • ยุติการขอสำเนาเอกสารและการจัดเก็บข้อมูลซ้ำซ้อน
  • ทำให้ขั้นตอนอนุญาตจริงของภาครัฐเหลือเพียงการตรวจยืนยันและออกใบอนุญาต
  • ประชาชนและสื่อสามารถนำไปทำ Dashboard ติดตามการใช้งบได้ง่าย แทนการไล่อ่านไฟล์ PDF ของแต่ละหน่วยงาน
  • ซอฟต์แวร์ ตรวจสอบได้
  • ซอฟต์แวร์ พัฒนาต่อยอดได้
  • ทำให้การดิจิทัลของรัฐเป็นระบบเดียว เชื่อมโยงกันได้ และยั่งยืนในระยะยาว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ธุรกิจ
  • หน่วยงานรัฐ
  • เจ้าหน้าที่รัฐ
  • ทุกภาคส่วน
  • ภาคเอกชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โครงสร้างที่ออกแบบมานานหลายทศวรรษเริ่มกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
  • ภาครัฐที่ "อุ้ยอ้ายและล่าช้า"
  • ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ “กับดักเชิงโครงสร้าง” 4 ประการ ที่ทำให้ระบบราชการไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ:
  • โครงสร้างล้าสมัย ตามไม่ทันเศรษฐกิจยุคใหม่: การมีหน่วยงานจำนวนมากทำให้เกิดภารกิจที่ทับซ้อนกัน ขาดเอกภาพในการสั่งการ และสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ ส่งผลให้การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน เช่น การจัดการน้ำ หรือสิ่งแวดล้อม ทำได้ยากเพราะติดขัดเรื่องอำนาจหน้าที่ระหว่างหน่วยงาน
  • กฎระเบียบจำนวนมากซ้ำซ้อน ใช้ทรัพยากรไม่คุ้มค่า: เรามีกฎหมาย ระเบียบ และใบอนุญาตนับแสนฉบับที่บังคับใช้มาอย่างยาวนาน บางส่วนประกาศใช้เมื่อหลายสิบปีก่อน แต่ยังมีผลบังคับใช้อยู่ และไม่สอดคล้องกับเทคโนโลยีปัจจุบัน ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระในการเดินเอกสาร ในขณะที่ข้าราชการเองก็หมดเวลาไปกับงานเอกสารมากกว่าการทำงานเชิงนโยบาย ผลคือภาครัฐทำงานหนัก แต่ไม่เกิดผลคุ้มค่าต่อประชาชนเท่าที่ควร
  • อำนาจรวมศูนย์เกินไป การให้บริการช้าและไม่ยืดหยุ่น: การตัดสินใจเรื่องสำคัญมักกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลาง ทั้งที่ปัญหาหลายอย่างเป็นเรื่องเฉพาะพื้นที่ เช่น การอนุญาตโรงงานขนาดเล็ก หรือการจัดการสาธารณูปโภคในชุมชน การต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง ทำให้ตัดสินใจล่าช้า ไม่ตอบโจทย์ และไม่สอดคล้องกับพื้นที่
  • การประเมินผลงานไม่เชื่อมโยงกับประชาชน: ระบบประเมินผลงานปัจจุบันเน้นการ "ทำตามขั้นตอน" มากกว่า "ผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ" ทำให้การทำงานเชิงนวัตกรรมเกิดขึ้นยาก เพราะระบบแรงจูงใจไม่สนับสนุน

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปราชการให้คล่องตัว
  • ลดความซ้ำซ้อน
  • ยุบรวมหน่วยงาน
  • ล้างกฎระเบียบล้าสมัย
  • กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
  • ประเมินผลจากคุณภาพชีวิตประชาชน
  • ผ่าตัดโครงสร้าง: ปรับโครงสร้างราชการ
  • ควบรวมหน่วยงานซ้ำซ้อน
  • ทบทวนภารกิจของหน่วยงานรัฐทั้งหมด
  • ยุบรวมหน่วยงานที่มีหน้าที่ทับซ้อนกัน
  • เพิ่มบทบาทสำนักงานปลัดกระทรวง
  • ยกระดับ สำนักงานปลัดกระทรวง ให้เป็น "สมอง" ของกระทรวง
  • สำนักงานปลัดกระทรวง มีหน้าที่กำหนดนโยบาย
  • สำนักงานปลัดกระทรวง เสนอกรอบงบประมาณ
  • สำนักงานปลัดกระทรวง กำกับติดตามหน่วยงานในกระทรวงให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน
  • จัดระเบียบรูปแบบองค์กรของรัฐทั้งหมดใหม่
  • แบ่งบทบาทหน่วยงานให้ชัดเจน ได้แก่ (1) องค์กรกำกับดูแล และกำหนดนโยบาย (Regulator & Policy Maker) - หน่วยงานรัฐ (2) หน่วยงานส่งเสริม (Promoter) - องค์การมหาชน (3) หน่วยงานให้บริการ (Service Provider) - รัฐวิสาหกิจ
  • ปรับบทบาทหน่วยงานส่วนภูมิภาคบางส่วนให้เป็นหน่วยงานตรวจสอบมาตรฐานบริการสาธารณะของท้องถิ่น
  • ปรับปรุงระบบประเมินผลงานที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์จริงของประชาชน
  • เปลี่ยนตัวชี้วัดจากจำนวนโครงการ เป็น "คุณภาพชีวิตของประชาชน"
  • มอบหมายรัฐมนตรีทบทวนภารกิจทุกกระทรวง
  • นายกรัฐมนตรีมอบหมายงานให้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงจัดทำรายงานการทบทวนภารกิจของหน่วยงานรัฐทั้งหมด สำหรับพิจารณาร่วมกับรายงานการทบทวนภารกิจภาครัฐในภาพรวม
  • แก้ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และ พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม
  • ปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของสำนักปลัดกระทรวงต่างๆ ให้ทำหน้าที่ออกนโยบาย จัดสรรงบประมาณ และกำกับการบริหารจัดการของหน่วยงานอื่นๆ ในกระทรวง รวมไปถึงการจัดระเบียบประเภทหน่วยงานรัฐ และส่วนภูมิภาค
  • รวมศูนย์ตัวชี้วัดชุดเดียวกัน
  • รวมศูนย์การประเมินผลและตัวชี้วัดของแต่ละหน่วยงาน เช่น สภาพัฒน์ กพร. สำนักงบประมาณ กพ. ให้ใช้ตัวชี้วัดชุดเดียวกัน และ/หรือ สอดคล้องกัน โดยมุ่งเน้นการประเมินผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตประชาชน
  • นำเอาผลการประเมินมาใช้ในการปรับปรุงวิธีการดำเนินโครงการ
  • สร้างระบบติดตามความก้าวหน้าแบบโปร่งใส ให้ประชาชนตรวจสอบได้
  • สร้างระบบติดตามความก้าวหน้า ด้วยการมีข้อมูลเปิด (Open Data) เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดดุลพินิจและเพิ่มความน่าเชื่อถือ
  • เปิดเผยรายชื่อกฎที่ถูกยกเลิก / ปรับปรุง
  • รายงานความคืบหน้าของเป้าหมายทางนโยบาย ผ่านเว็บไซต์กลาง
  • เปิดโอกาสให้ ประชาชน สื่อ และภาคธุรกิจสามารถให้ความเห็นต่อร่างกฎหมายได้
  • สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่บริการประชาชน
  • สร้างระบบให้รางวัลแก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่ “พร้อมให้บริการประชาชน” มากกว่าเป็นผู้ที่ “ควบคุมตามกฎระเบียบ” ผ่าน:
  • การอบรมเกี่ยวกับการบริการสาธารณะ
  • ระบบแรงจูงใจ เช่น ประเมินผลงานจากผลลัพธ์
  • การยกย่องทีมที่ปรับปรุงบริการได้จริง
  • ทำงานร่วมกับท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และประชาชน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • รัฐที่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง
  • ภาครัฐที่ "คล่องตัวและตอบโจทย์" ความต้องการของประชาชนในยุคดิจิทัล
  • ความซ้ำซ้อน ลดลง
  • หน่วยงาน ถูกยุบรวม
  • กฎระเบียบล้าสมัย ถูกล้าง
  • อำนาจ กระจายสู่ท้องถิ่น
  • คุณภาพชีวิตประชาชน ดีขึ้น
  • โครงสร้างราชการ ถูกปรับ
  • หน่วยงานซ้ำซ้อน ถูกควบรวม
  • ภารกิจของหน่วยงานรัฐทั้งหมด ถูกทบทวน
  • หน่วยงานที่มีหน้าที่ทับซ้อนกันถูกยุบรวม
  • บทบาทสำนักงานปลัดกระทรวง เพิ่มขึ้น
  • สำนักงานปลัดกระทรวง เป็น "สมอง" ของกระทรวง
  • สำนักงานปลัดกระทรวง กำหนดนโยบาย ได้ดีขึ้น
  • สำนักงานปลัดกระทรวง เสนอกรอบงบประมาณ ได้ดีขึ้น
  • สำนักงานปลัดกระทรวง กำกับติดตามหน่วยงานในกระทรวงให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน ได้ดีขึ้น
  • รูปแบบองค์กรของรัฐทั้งหมด ถูกจัดระเบียบใหม่
  • บทบาทหน่วยงาน ชัดเจนขึ้น
  • บทบาทหน่วยงานส่วนภูมิภาคบางส่วนเป็นหน่วยงานตรวจสอบมาตรฐานบริการสาธารณะของท้องถิ่น
  • ระบบประเมินผลงานที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์จริงของประชาชน ดีขึ้น
  • ตัวชี้วัด ถูกเปลี่ยนจาก จำนวนโครงการ เป็น "คุณภาพชีวิตของประชาชน"
  • ระยะเวลารอคอยบริการ ลดลง
  • ต้นทุนที่ลดลง
  • ความพึงพอใจของประชาชน เพิ่มขึ้น
  • ดัชนีชี้วัดการลดคอร์รัปชัน เพิ่มขึ้น
  • รัฐมนตรี จัดทำรายงานการทบทวนภารกิจของหน่วยงานรัฐทั้งหมด สำเร็จ
  • อำนาจหน้าที่ของสำนักปลัดกระทรวงต่างๆ ในการออกนโยบาย จัดสรรงบประมาณ และกำกับการบริหารจัดการของหน่วยงานอื่นๆ ในกระทรวง รวมไปถึงการจัดระเบียบประเภทหน่วยงานรัฐ และส่วนภูมิภาค ถูกปรับปรุง
  • ตัวชี้วัดชุดเดียวกัน ถูกใช้ และ/หรือ สอดคล้องกัน
  • ผลการประเมินถูกนำไปใช้ในการปรับปรุงวิธีการดำเนินโครงการ
  • ความก้าวหน้า โปร่งใส
  • ประชาชนตรวจสอบ ระบบความก้าวหน้า ได้
  • ดุลพินิจ ลดลง
  • ความน่าเชื่อถือ เพิ่มขึ้น
  • รายชื่อกฎที่ถูกยกเลิก / ปรับปรุง ถูกเปิดเผย
  • รายงานความคืบหน้าของเป้าหมายทางนโยบาย ผ่านเว็บไซต์กลาง ถูกเปิดเผย
  • ประชาชน สื่อ และภาคธุรกิจสามารถให้ความเห็นต่อร่างกฎหมายได้
  • วัฒนธรรมองค์กรที่บริการประชาชน เกิดขึ้น
  • ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่ “พร้อมให้บริการประชาชน” ได้รับรางวัล
  • การปฏิรูปจะสำเร็จได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • รัฐ (ภาครัฐ, หน่วยงานราชการ, ระบบราชการ, หน่วยงานรัฐ, สำนักงานปลัดกระทรวง, กระทรวง, กรม, องค์การมหาชน, รัฐวิสาหกิจ, หน่วยงานส่วนภูมิภาค, ข้าราชการ, เจ้าหน้าที่)
  • เศรษฐกิจและสังคม
  • ท้องถิ่น
  • นายกรัฐมนตรี
  • รัฐมนตรี

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • รัฐวิสาหกิจบางแห่งมีอำนาจผูกขาดตามกฎหมาย ทำให้สามารถทำกำไรได้มากโดยไม่มีคู่แข่งมาแข่งขัน
  • ไม่มีแรงจูงใจในการพัฒนา
  • ต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค (เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ) ของประชาชนสูงเกินจำเป็น
  • รัฐวิสาหกิจอีกหลายแห่งไม่สามารถปรับตัวและแข่งขันกับเอกชนรายอื่นได้
  • ขาดประสิทธิภาพในการบริหารงาน
  • ประสบภาวะขาดทุนมหาศาลอย่างต่อเนื่อง
  • กลายเป็นภาระด้านงบประมาณที่รัฐบาลต้องใช้เงินภาษีของประชาชนเข้าไปแบกรับ
  • โครงสร้างและภารกิจ ของรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ไม่เคยถูกปรับปรุงให้เข้ากับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป
  • ความไม่กล้าหาญทางการเมืองของรัฐบาลในอดีต ทำให้แทนที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหา กลับเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองจากรัฐวิสาหกิจเหล่านั้น

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดัน 3 เรื่องสำคัญ หากได้เป็นรัฐบาล

  • ทบทวนบทบาท:

  • ตรวจสอบความจำเป็นในการดำรงอยู่ของรัฐวิสาหกิจทุกแห่งอย่างรอบด้าน

  • ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้ หากพบว่ามีทางเลือกอื่นที่ประหยัดกว่า หรือมีประสิทธิภาพมากกว่า:

  • ยุบ รัฐวิสาหกิจที่ไม่มีความจำเป็น แล้วโอนถ่ายองค์กร ทรัพย์สิน และภารกิจไปยังหน่วยงานที่เหมาะสมกว่า (เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น)

  • ยกเลิก รัฐวิสาหกิจที่ไม่มีความจำเป็น โดยยุติบางภารกิจ/โครงการ หรือยกเลิกกฎหมาย/ข้อบังคับ ที่ให้สิทธิพิเศษแก่รัฐวิสาหกิจนั้น

  • แปลงสภาพรัฐวิสาหกิจเป็นองค์กรมหาชน

  • ปรับปรุงการกำกับดูแลกิจการ สำหรับรัฐวิสาหกิจที่ยังมีความจำเป็น ให้มีมาตรฐานเดียวกับบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

  • จัดตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ (Super Holding Company):

  • ปรับเปลี่ยนสถานะของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งให้อยู่ในรูปแบบ “บริษัทจำกัด” ที่มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นชัดเจน

  • ดึงผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารธุรกิจระดับสูงเข้ามาดูแลการบริหารทิศทางโดยรวมของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด

  • ใช้กลไกของ "คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.)" ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่ ร่วมกับอำนาจของฝ่ายบริหารผ่านคณะรัฐมนตรี มาจัดระเบียบรัฐวิสาหกิจในปัจจุบัน

  • ยุบเลิกรัฐวิสาหกิจ ในปัจจุบัน

  • ปรับรูปแบบ และกฎเกณฑ์การกำกับดูแลกิจการ ในปัจจุบัน

  • ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะเจาะจงของรัฐวิสาหกิจบางรายที่ประสบปัญหาขาดทุนเรื้อรัง

  • แก้ไข พ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2562

  • ปรับโครงสร้างของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.)

  • จัดตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ (Super Holding Company) ให้เป็นองค์กรใหม่ที่แยกตัวออกจากกระทรวงการคลังอย่างชัดเจน

  • ทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้ถือหุ้นในสัดส่วนของกระทรวงการคลังเดิม

  • พิจารณาลดสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐในรัฐวิสาหกิจบางแห่ง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูง

  • พิจารณานำรัฐวิสาหกิจบางแห่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • บริการประชาชนอย่างคุ้มค่า
  • มีประสิทธิภาพในการบริหารงานทัดเทียมกับคู่แข่งในตลาด
  • การบริหารจัดการ ของรัฐวิสาหกิจ เป็นไปในทิศทางเดียวกันและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
  • ลดสัดส่วนตัวแทนจากฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ ในคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.)
  • เพิ่มความเป็นอิสระในการดำเนินงาน ของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ภายใต้กรอบนโยบายภาพใหญ่ของรัฐบาล
  • องค์กร รัฐวิสาหกิจ ดำเนินงานอย่างคล่องตัว
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหาร ของรัฐวิสาหกิจ ให้ทัดเทียมกับบริษัทเอกชนชั้นนำ
  • สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
  • เพิ่มช่องทางการระดมทุน ของรัฐวิสาหกิจ
  • สามารถแข่งขันกับภาคเอกชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • รัฐบาล
  • รัฐวิสาหกิจ
  • บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
  • ฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ
  • กระทรวงการคลัง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • การจัดระเบียบรัฐวิสาหกิจในปัจจุบันจะทำใน ระยะสั้น
  • การแก้ไข พ.ร.บ. และจัดตั้งบรรษัทจะทำใน ระยะกลาง
  • การลดสัดส่วนการถือหุ้นและนำรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์จะทำใน ระยะยาว

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบปัจจุบันมีความเสี่ยงสูงต่อการทุจริตและการผูกขาด
  • งบประมาณรั่วไหลไปกับราคาสินค้าที่แพงเกินจริงหรือโครงการที่ไม่ได้มาตรฐาน
  • ต้นทุนค่าเสียโอกาสจากช่องโหว่ทางกฎหมาย
  • กฎระเบียบที่อนุญาตให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อโดยวิธีนี้สำหรับสินค้ามูลค่าต่ำกว่า 500,000 บาท และการให้สิทธิพิเศษซื้อตรงจากรัฐวิสาหกิจโดยไม่ต้องแข่งขัน ถือเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่บั่นทอนกลไกตลาดและเปิดโอกาสให้เกิดการใช้จ่ายที่สูงเกินจริง ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายที่ไม่ผ่านการแข่งขันสูงถึง 444,000 ล้านบาทต่อปี
  • กฎระเบียบที่บังคับให้เอกชนต้องวางเงินสดหรือหลักทรัพย์เพื่อค้ำประกันซองประมูล (Bid Bond) ทำให้เงินทุนหมุนเวียนของภาคธุรกิจหายไปจากระบบเศรษฐกิจถึงปีละ 85,000 ล้านบาท
  • การทุจริตในงานก่อสร้างมักเกิดขึ้น "หลังเซ็นสัญญา" เช่น การแอบแก้ไขสัญญา การใช้วัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือการเบิกเงินแต่งานไม่คืบหน้า เนื่องจากข้อมูลในระยะนี้ไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อการตรวจสอบ
  • โครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ซึ่งเสี่ยงต่อการล็อกสเปกหรือการทุจริตเชิงนโยบาย แต่ปัจจุบันยังขาดกลไกการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญภายนอกที่เป็นกลาง เนื่องจากระบบการใช้ "ข้อตกลงคุณธรรม" (Integrity Pact) ยังคงเป็นแบบสมัครใจ

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
  • อุดรูรั่ว
  • ปิดช่องโหว่ทุจริต
  • ลดวิธีเจาะจง
  • บังคับเปิดข้อมูลหลังเซ็นสัญญา
  • ใช้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบโครงการใหญ่
  • ปิดช่องโหว่
  • ลดต้นทุนแฝง
  • ลดการจัดซื้อแบบเจาะจงและขจัดสิทธิพิเศษรัฐวิสาหกิจ
  • ยกเลิกหลักประกันซอง
  • เปิดข้อมูลต่อหลังเซ็นสัญญาแล้ว
  • โครงการ 100 ล้านบาทขึ้นไปต้องตรวจสอบจากคนนอก
  • เปลี่ยนกฎระเบียบให้สินค้าทั่วไปต้องใช้วิธีเชิญชวนให้ยื่นซองเสนอราคาหรือการแข่งขันราคา (e-bidding) แทนวิธีเฉพาะเจาะจง
  • ปรับปรุงกฎกระทรวง กําหนดวงเงินการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุโดยวิธีเฉพาะเจาะจง วงเงินการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่ทําข้อตกลง เป็นหนังสือ และวงเงินการจัดซื้อจัดจ้างในการแต่งตั้งผู้ตรวจรับพัสดุ พ.ศ. 2560
  • ยกเลิกกฎกระทรวงที่ให้สิทธิหน่วยงานรัฐซื้อของจากรัฐวิสาหกิจได้โดยไม่ต้องประมูล
  • ปรับปรุงกฎกระทรวงกำหนดกรณีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุโดยวิธีเฉพาะเจาะจงพ.ศ. 2561 และทบทวนกฎกระทรวงกําหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน พ.ศ. 2563
  • เร่งพัฒนาระบบตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (e-shopping) และกรอบข้อตกลงการจัดซื้อรวม (Framework Agreement)
  • แก้ไขระเบียบกระทรวงการคลัง (พ.ศ. 2560) ข้อ 166 เพื่อยกเลิกการวางหลักประกันซอง
  • เปลี่ยนมาใช้มาตรการลงโทษที่เด็ดขาดแทน เช่น การขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ผู้ทิ้งงานไม่ให้เข้าประมูลงานรัฐอีก
  • บังคับให้โครงการก่อสร้างมูลค่า 10 - 100 ล้านบาท ต้องเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (Construction Transparency Initiative: CoST)
  • ข้อมูลที่ต้องเปิดเผยผ่านระบบจัดซื้อจัดจ้างอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) ต้องครอบคลุมถึงข้อมูลสำคัญตลอดวงจรของโครงการ ตั้งแต่ก่อนทำสัญญา ระหว่างทำสัญญา และหลังทำสัญญา รวมถึงรายงานความคืบหน้า การแก้ไขสัญญา และการเบิกจ่ายเงิน
  • กำหนดให้โครงการมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ต้อง เข้าร่วมข้อตกลงคุณธรรม (จากเดิมที่เป็นระบบสมัครใจ)
  • ส่งผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้าไปสังเกตการณ์ตั้งแต่ขั้นตอนการร่างขอบเขตงาน (TOR) จนถึงการตรวจรับงาน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประหยัดภาษีหมื่นล้าน
  • สร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคมได้อย่างมหาศาล
  • ดึงทรัพยากรที่สูญเสียไปจากความไร้ประสิทธิภาพกลับคืนมา
  • ใช้ ทรัพยากรที่ดึงกลับมา ในการพัฒนาประเทศและยกระดับธรรมาภิบาลทางการคลังมากกว่าแค่การปราบทุจริตเพียงอย่างเดียว
  • คาดว่าจะประหยัดงบประมาณจากการลดต้นทุนของผู้ประกอบการได้ ปีละเกือบ 40,000 ล้านบาท ต่อปี
  • รัฐวิสาหกิจต้องแข่งขันด้านราคาและคุณภาพกับเอกชน
  • เพิ่มประสิทธิภาพและลดภาระงานธุรการ
  • คาดว่าจะประหยัดงบประมาณจากการลดต้นทุนแฝงของผู้ประกอบการได้ประมาณ 5,700 ล้านบาท ต่อปี
  • จากการทดลองใช้แนวทาง CoST ในประเทศไทย พบว่าสามารถประหยัดงบประมาณได้ถึงร้อยละ 7.4
  • หากบังคับใช้ CoST กับทุกโครงการที่เข้าข่าย จะสามารถประหยัดงบประมาณได้ถึง 22,843 ล้านบาท ต่อปี
  • โครงการที่เข้าร่วมข้อตกลงคุณธรรม สามารถลดงบประมาณลงได้เฉลี่ยร้อยละ 8.2
  • การบังคับใช้มาตรการข้อตกลงคุณธรรม จะช่วยประหยัดงบประมาณได้ถึง 30,311 ล้านบาท ต่อปี
  • ป้องปรามการล็อกสเปกและการฮั้วประมูล

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ภาครัฐ
  • สังคม
  • ประเทศ
  • หน่วยงานรัฐ
  • รัฐวิสาหกิจ
  • เอกชน
  • ภาคธุรกิจ
  • ผู้ประกอบการ
  • สาธารณะ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบงบประมาณของไทยในปัจจุบันมีข้อจำกัดที่ทำให้รัฐบาลใช้จ่ายเงินได้อย่างไม่เต็มที่ และเพิ่มความเสี่ยงทางการคลัง 5 ประการหลัก:
  • งบประมาณกระจัดกระจาย (Fragmented Budget): ระบบปัจจุบันไม่ได้นับรวมเงิน "นอกงบประมาณ" (เช่น เงินกองทุนหมุนเวียน, รายได้ท้องถิ่น, รัฐวิสาหกิจ) อย่างครบถ้วน ทำให้เราไม่สามารถมองเห็น "สุขภาพการคลัง" ของประเทศทั้งหมดได้อย่างแท้จริง
  • วินัยการคลังอ่อนแอ (Weak Fiscal Discipline): กลไกกำกับดูแลการเงินการคลังไม่เข้มแข็งพอ ทำให้รัฐมีการใช้จ่ายเกินตัวจนหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐสภาก็มีอำนาจจำกัดในการควบคุมรายจ่ายประจำและค่าใช้จ่ายตามข้อผูกพันที่มีสัดส่วนสูง ทำให้โครงสร้างงบประมาณแข็งตัวต่อการปรับเปลี่ยน
  • จัดสรรแบบฐานอดีต (Incrementalism): การจัดทำงบประมาณส่วนใหญ่มักเป็นการปรับเพิ่ม/ลดเพียงเล็กน้อยจากปีที่แล้ว ทำให้ขาดความยืดหยุ่นในการตอบสนองสถานการณ์ใหม่ ๆ และมีพื้นที่ว่างทางการคลัง (Fiscal Space) จำกัดสำหรับการริเริ่มนโยบายใหม่ที่จำเป็น
  • ใช้จ่ายขาดประสิทธิภาพ (Inefficiency): ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานของหน่วยงานราชการขาดความท้าทาย และเน้นที่การทำตามขั้นตอนมากกว่าผลลัพธ์จริง อีกทั้งยังประสบปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้า
  • ธรรมาภิบาลอ่อนแอ/ไม่โปร่งใส (Weak Governance): รัฐยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลที่ครบถ้วน เป็นปัจจุบัน และอยู่ในรูปแบบ Open Data (ไฟล์ที่นำไปประมวลผลต่อได้) ทำให้ประชาชนและภาควิชาการตรวจสอบและติดตามการใช้งบประมาณได้อย่างยากลำบาก

จะทำอะไร (Action)

  • หยุดงบประมาณรั่วไหล
  • สร้างวินัยการคลังที่เข้มแข็ง
  • ล้างระบบจัดสรรงบแบบเดิม
  • เปลี่ยนเป็นฐานศูนย์เริ่มจากความจำเป็นจริง
  • บังคับใช้หลักความคุ้มค่า
  • เพิ่มงบอุดหนุนทั่วไปให้หน่วยงานทำงานคล่องตัว
  • เน้นผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
  • จัดทำงบประมาณแบบรวมยอด (Consolidated Budget): บังคับให้นำเงินนอกงบประมาณทั้งหมด (รวมสถานะหนี้และภาระทางการคลังอื่น ๆ) เข้าสู่กระบวนการจัดทำงบประมาณและต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภา
  • เพิ่มศักยภาพกลไกกำกับวินัยการคลังให้เข้มแข็ง:
  • ให้รัฐสภามีอำนาจพิจารณาแผนงบประมาณรายได้-รายจ่าย และการก่อหนี้สาธารณะทั้งหมดตั้งแต่ขั้นต้น (Pre-budget Statement) ก่อนการจัดทำงบประมาณในรายละเอียด
  • พิจารณาเพิ่มกฎการคลังที่รัดกุม เช่น กำหนดเพดานอัตราภาระการชำระดอกเบี้ยต่อรายได้สุทธิของรัฐ
  • เปลี่ยนไปจัดสรรงบประมาณแบบฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting):
  • เปลี่ยนแนวคิดการจัดสรรงบประมาณเป็นการ "คิดใหม่ ทำใหม่" (Top Down Budgeting) โดยคณะรัฐมนตรีกำหนดกรอบวงเงินสูงสุดสำหรับแต่ละยุทธศาสตร์ตั้งแต่ต้น
  • ปรับหลักเกณฑ์การคัดกรองคำของบประมาณให้ยึดโยงกับหลัก ความคุ้มค่า (Value for Money) อย่างแท้จริง
  • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่าย:
  • ปรับปรุงตัวชี้วัดผลการดำเนินงานให้สะท้อนผลลัพธ์ที่จับต้องได้
  • ปรับหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างให้ยืดหยุ่นและคล่องตัว
  • พิจารณาจัดสรรงบประมาณในรูปแบบ เงินอุดหนุนทั่วไป (Block Grant) ให้มากขึ้นสำหรับหน่วยงานที่ต้องการความคล่องตัวในการบริหารจัดการ
  • สร้างระบบธรรมาภิบาลที่โปร่งใสตรวจสอบได้:
  • เปิดเผยข้อมูลการจัดทำงบประมาณอย่างครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน ในรูปแบบ Open Data (เช่น ไฟล์ Excel ที่คอมพิวเตอร์ประมวลผลได้)
  • เปิดช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตาม วิเคราะห์ และตรวจสอบงบประมาณอย่างมีความหมาย
  • การแก้ไขกฎหมายสำคัญ:
  • แก้ไข พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: เพื่อกำหนดให้เกิดการจัดทำงบประมาณแบบรวมยอด (Consolidated Budget), กำหนดกลไก "แผนงบประมาณประจำปี" (Pre-budget Statement) และเพิ่มความโปร่งใสของข้อมูล
  • แก้ไข พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ สำคัญ: เพื่อปรับองค์ประกอบของคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง และทบทวนการกำหนดสัดส่วนงบลงทุนขั้นต่ำร้อยละ 20 เพื่อให้การกำหนดงบประมาณรายจ่ายมาจากโครงการที่จำเป็นจริงๆ
  • ทบทวนงบประมาณหลายเส้นทาง: พิจารณายกเลิกแนวทางการจัดทำงบประมาณที่ซ้ำซ้อน เช่น งบจังหวัด/กลุ่มจังหวัด, งบ Flagship และงบบูรณาการ
  • การจัดตั้งองค์กรตรวจสอบ:
  • จัดทำ พ.ร.บ. ว่าด้วยสำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO): เพื่อให้ PBO มีอำนาจหน้าที่ในการศึกษาวิเคราะห์และเข้าถึงข้อมูลเพื่อตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารได้อย่างเต็มศักยภาพ
  • มาตรการระยะสั้น (ในระหว่างที่กฎหมายยังไม่แล้วเสร็จ):
  • รัฐบาลและสำนักงบประมาณควรนำข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ไปปฏิบัติทันที โดยเฉพาะการจัดส่งข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นระบบเกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณ รายได้สาธารณะ หนี้สาธารณะ และภาระทางการคลังอื่นต่อรัฐสภา
  • ควรกำหนดกรอบงบประมาณรายจ่ายขั้นสูงของแต่ละกระทรวง เพื่อเริ่มต้นใช้แนวคิด Top Down Budgeting โดยไม่รอการแก้ไขกฎหมายเสร็จสิ้น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างวินัยการคลังที่เข้มแข็ง
  • หน่วยงานทำงานคล่องตัว
  • ประเทศสามารถมองเห็น "สุขภาพการคลัง" ของประเทศทั้งหมดได้อย่างแท้จริง
  • กลไกกำกับดูแลการเงินการคลังเข้มแข็งขึ้น
  • รัฐมีการใช้จ่ายไม่เกินตัว
  • หนี้สาธารณะไม่เพิ่มสูงขึ้น
  • มีความยืดหยุ่นในการตอบสนองสถานการณ์ใหม่ ๆ
  • มีพื้นที่ว่างทางการคลัง (Fiscal Space) ไม่จำกัดสำหรับการริเริ่มนโยบายใหม่ที่จำเป็น
  • ไม่ประสบปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้า
  • รัฐมีการเปิดเผยข้อมูลที่ครบถ้วน เป็นปัจจุบัน และอยู่ในรูปแบบ Open Data (ไฟล์ที่นำไปประมวลผลต่อได้)
  • ประชาชนและภาควิชาการตรวจสอบและติดตามการใช้งบประมาณได้อย่างไม่ยากลำบาก
  • สร้างความยั่งยืนทางการคลัง ความโปร่งใส และประสิทธิภาพ
  • ประเทศเห็นภาพรวมทางการคลังทั้งหมด
  • รัฐสภามีอำนาจพิจารณาแผนงบประมาณรายได้-รายจ่าย และการก่อหนี้สาธารณะทั้งหมดตั้งแต่ขั้นต้น (Pre-budget Statement) ก่อนการจัดทำงบประมาณในรายละเอียด
  • มีกฎการคลังที่รัดกุม เพิ่มขึ้น
  • มีการกำหนดเพดานอัตราภาระการชำระดอกเบี้ยต่อรายได้สุทธิของรัฐ
  • ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานสะท้อนผลลัพธ์ที่จับต้องได้
  • ข้อมูลการจัดทำงบประมาณถูกเปิดเผยอย่างครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน ในรูปแบบ Open Data (เช่น ไฟล์ Excel ที่คอมพิวเตอร์ประมวลผลได้)
  • มีการเปิดช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตาม วิเคราะห์ และตรวจสอบงบประมาณอย่างมีความหมาย
  • เพิ่มความโปร่งใสของข้อมูล
  • การกำหนดงบประมาณรายจ่ายมาจากโครงการที่จำเป็นจริงๆ
  • PBO มีอำนาจหน้าที่ในการศึกษาวิเคราะห์และเข้าถึงข้อมูลเพื่อตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารได้อย่างเต็มศักยภาพ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ภาควิชาการ
  • หน่วยงาน
  • รัฐบาล
  • รัฐสภา
  • ประเทศ
  • คณะรัฐมนตรี
  • สำนักงบประมาณ
  • กระทรวง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การมีส่วนร่วมต่ำ: ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่นน้อยกว่าการเลือกตั้งระดับชาติอย่างมีนัยสำคัญ
  • ขาดการแข่งขัน: การแข่งขันทางการเมืองมักขาดความยึดโยงกับนโยบาย และบ่อยครั้งผู้บริหารท้องถิ่นใช้วิธีลาออกก่อนครบวาระเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมือง ทำให้การแข่งขันไม่เป็นไปตามครรลองปกติ
  • ขาดความโปร่งใส: การจัดการเลือกตั้งยังถูกตั้งคำถามเรื่องประสิทธิภาพและความเป็นกลาง เช่น สัดส่วนบัตรเสียที่สูง ข้อจำกัดในการสังเกตการณ์ หรือความกังวลเรื่องความเป็นกลางของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งเอง

จะทำอะไร (Action)

  • กำหนดให้ทุก 4 ปี มี "วันมหกรรมเลือกตั้งท้องถิ่น" 1 วัน ที่ประชาชนจะได้เลือกตั้งท้องถิ่นพร้อมกัน ทุกฝ่าย (นายกและสมาชิกสภา) ทุกพื้นที่ (ทั่วประเทศ) และ ทุกระดับ (อบจ., เทศบาล, อบต., กทม., พัทยา)
  • หากผู้บริหารพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ให้จัดการเลือกตั้งซ่อมเฉพาะวาระที่เหลืออยู่
  • ใช้วิธีให้นายกสำรอง (จากบัญชีรายชื่อที่เสนอตอนหาเสียง) ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน
  • ให้สิทธิประชากรแฝง (ผู้ที่ทำงานหรืออาศัยในพื้นที่ต่างจากทะเบียนบ้าน) กว่า 9 ล้านคน สามารถลงทะเบียนเลือกตั้งในพื้นที่ที่ตนใช้ชีวิตจริงได้
  • เปิดระบบเลือกตั้งล่วงหน้า (ในเขต, นอกเขต, นอกราชอาณาจักร)
  • ขยายช่องทางอื่น สำหรับการเลือกตั้ง เช่น ทางไปรษณีย์หรือออนไลน์
  • ปรับลดระยะเวลาการย้ายทะเบียนบ้านเพื่อมีสิทธิเลือกตั้งจาก 1 ปี เหลือ 90 วัน
  • หากย้ายไม่ถึง 90 วัน ยังคงสิทธิเลือกตั้งในเขตเดิมได้
  • เข้มงวดมาตรฐานหน่วยเลือกตั้งเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุและคนพิการ
  • อบรมกรรมการประจำหน่วยเรื่องการอำนวยความสะดวก
  • ปรับลดอายุขั้นต่ำสำหรับผู้มีสิทธิรับสมัครเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น (ปัจจุบันกำหนดไว้ที่ 25 ปีและ 35 ปีตามลำดับ)
  • ทบทวนไม่ให้การไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง นำไปสู่การสูญเสียสิทธิด้านอื่น ๆ เกินจำเป็น
  • ปรับให้การจำกัดสิทธิหายทันทีที่บุคคลดังกล่าวได้ไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งครั้งถัดไป
  • ออกแบบและกำหนดรูปแบบบัตรเลือกตั้งให้ชัดเจน: เช่น กำหนดให้สีบัตรเลือกตั้งเป็นคู่สีตรงข้าม บังคับใช้เหมือนกันทั้งประเทศ และกำหนดให้ข้อมูลบนบัตรเลือกตั้งมีความครอบคลุมมากขึ้น (เช่น ชื่อผู้สมัคร รูปผู้สมัคร ชื่อพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง)
  • วางมาตรฐานการจำแนกบัตรดี-บัตรเสีย ให้ชัดเจนและคงเส้นคงวาสำหรับทุกหน่วย
  • เพิ่มช่องทางออนไลน์ในการยื่นบัญชีรายรับรายจ่ายของผู้รับสมัครเลือกตั้ง
  • กำหนดเกณฑ์และขอบเขตการมีส่วนร่วม ของนักการเมือง (ระดับชาติ) ในการช่วยผู้สมัครรับเลือกตั้ง (ท้องถิ่น) ให้ชัดเจน
  • กำหนดให้มีการรายงานและเผยแพร่ผลการนับคะแนน รายหน่วยเลือกตั้ง อย่างรวดเร็ว ผ่านระบบออนไลน์ที่ประชาชนเข้าถึงได้โดยทั่วไปตลอดเวลา และในรูปแบบที่นำไปวิเคราะห์ประมวลผลต่อได้
  • เพิ่มการคุ้มครองสิทธิในการสังเกตการณ์เลือกตั้ง เช่น สิทธิในการสังเกตการณ์การนับคะแนนเลือกตั้งได้อย่างสะดวกและใกล้ชิด รวมถึงสิทธิในการถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว
  • เปลี่ยนผู้รับผิดชอบหลักในการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
  • ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่เพียงการสนับสนุนงานเท่านั้น
  • กำหนดให้ กกต. เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องงบประมาณและบุคลากรในการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น
  • จัดสรรงบประมาณประจำปีสำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่นที่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้อย่างชัดเจน
  • ผลักดัน ร่างแก้ไข พ.ร.บ. เลือกตั้งท้องถิ่น (สำหรับข้อเสนอ 1-6)
  • ผลักดัน ร่างแก้ไข พ.ร.บ. จัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 5 ฉบับ (อบจ. / เทศบาล / อบต. / กทม. / เมืองพัทยา)
  • กำหนดวันสำหรับการ รีเซ็ต (reset) การเลือกตั้งท้องถิ่น เพื่อให้เกิด "วันมหกรรมเลือกตั้งท้องถิ่น" (Super Local Election Day)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเปิดกว้างสำหรับการมีส่วนร่วมของประชาชน ของระบบการเลือกตั้งท้องถิ่น
  • สร้างความตื่นตัว ในการเลือกตั้ง
  • ประหยัดงบประมาณ
  • ทำให้แผนพัฒนาท้องถิ่นสอดรับกัน
  • รักษาวงรอบการเลือกตั้งใหญ่ให้ตรงกัน
  • ลดความสับสน ในบัตรเลือกตั้ง
  • เพิ่มหลักประกันเรื่องความเป็นกลางและประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้ง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • นายกและสมาชิกสภา
  • ผู้บริหาร ท้องถิ่น
  • นายกสำรอง
  • ประชากรแฝง (ผู้ที่ทำงานหรืออาศัยในพื้นที่ต่างจากทะเบียนบ้าน) กว่า 9 ล้านคน
  • ผู้สูงอายุ
  • คนพิการ
  • กรรมการประจำหน่วย
  • คนรุ่นใหม่
  • ผู้มีสิทธิรับสมัครเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น
  • ผู้รับสมัครเลือกตั้ง
  • บุคคล ที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
  • นักการเมือง (ระดับชาติ)
  • ผู้สมัครรับเลือกตั้ง (ท้องถิ่น)
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • รัฐราชการรวมศูนย์ (Centralized Bureaucracy): ปัจจุบันอำนาจตัดสินใจส่วนใหญ่อยู่ที่ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค มากกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้การแก้ปัญหาระดับพื้นที่ล่าช้าและไม่ตรงจุด
  • อำนาจการบริหารพื้นที่จำกัด: หน่วยงานที่ประชาชนเลือกมาโดยตรงมีอำนาจน้อย จนไม่สามารถจัดการทรัพยากรหรือแก้ไขปัญหาสำคัญในพื้นที่ของตนเองได้อย่างอิสระ
  • อุปสรรคจากการกำกับดูแล: การที่ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคกำกับดูแลอย่างเข้มงวดเกินไป ทำให้ท้องถิ่นไม่กล้าตัดสินใจจัดทำบริการสาธารณะใหม่ๆ กลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาท้องถิ่น

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอให้ผู้บริหารสูงสุดระดับจังหวัดมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง
  • เปลี่ยนจากเดิมที่มีผู้บริหารซ้ำซ้อน 2 คน (ผู้ว่าราชการจังหวัดจากการแต่งตั้ง + นายก อบจ. จากการเลือกตั้ง) ไปสู่รูปแบบที่มี ผู้บริหารจังหวัดจากการเลือกตั้งเพียงคนเดียว
  • ถ่ายโอนอำนาจสู่ท้องถิ่น: โอนภารกิจและอำนาจตัดสินใจทั้งหมดของผู้ว่าราชการจังหวัดเดิม มาไว้กับผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้ง
  • ถ่ายโอนงานของส่วนภูมิภาคบางส่วนมาอยู่กับท้องถิ่น
  • ปรับบทบาทส่วนภูมิภาคมาเป็นหน่วยกำกับมาตรฐานบริการสาธารณะท้องถิ่น และเป็นหน่วยส่งเสริมการพัฒนาเมืองให้ท้องถิ่น
  • เร่งรัดการถ่ายโอนภารกิจตามแผนการกระจายอำนาจ ฉบับที่ 1, 2 และ 3 โดยแก้ไขกฎหมายระดับพระราชบัญญัติที่เป็นอุปสรรค
  • ปรับโครงสร้างการบริหารประเทศให้เป็นเอกภาพ โดยมีผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งในทุกระดับ
  • ถ่ายโอนกำลังคนให้ท้องถิ่น: จัดทำแผนถ่ายโอนข้าราชการและบุคลากรจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ที่ปฏิบัติงานด้านบริการสาธารณะที่ทับซ้อนกัน ให้มาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้ง (จังหวัดจัดการตนเอง)
  • มอบอำนาจบริหารจัดการบริการสาธารณะให้ท้องถิ่นอย่างแท้จริง
  • กำลังคนสอดคล้องกับภารกิจใหม่ในพื้นที่

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การสร้างระบอบประชาธิปไตยที่มีความเข้มแข็งและสะท้อนความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง ไม่สามารถพึ่งพาแค่การลงคะแนนเสียงในวันเลือกตั้งเท่านั้น
  • ยังขาด ช่องทางที่ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงกับสถาบันทางการเมืองต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา
  • กฎหมายในปัจจุบันยังไม่ครอบคลุม หลาย ช่องทางที่สามารถอำนวยความสะดวกและเพิ่มช่องทางการมีส่วนร่วมรูปแบบใหม่ๆ
  • กฎหมายในปัจจุบัน ไม่เพิ่มความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อปัญหา
  • อุปสรรคและเงื่อนไขที่กีดกันการจัดตั้งพรรคใหม่ (เช่น จำนวนผู้ร่วมจัดตั้ง ทุนประเดิม)
  • เงื่อนไขที่เพิ่มค่าใช้จ่ายด้านธุรการโดยไม่จำเป็น สำหรับพรรคการเมือง

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับและขยายช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชนกับสถาบันทางการเมืองต่างๆ
  • อำนวยความสะดวกประชาชนในการเข้าชื่อ
  • กำหนดให้ การเข้าชื่อ ทำได้ผ่าน ช่องทางออนไลน์ในทุกกรณี
  • จัดทำ ช่องทางกลาง สำหรับการเข้าชื่อในกรณีต่าง ๆ
  • ขยายสิทธิการเข้าชื่อที่ถูกรับรองโดยกฎหมาย
  • เพิ่มสิทธิในการเข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
  • เพิ่มสิทธิในการเข้าชื่อเสนอให้ท้องถิ่น จัดประชามติ ในประเด็นที่อยู่ในอำนาจของท้องถิ่น
  • เพิ่มสิทธิในการเข้าชื่อเสนอถอดถอน สส., สว., รัฐมนตรี, ศาลรัฐธรรมนูญ, องค์กรอิสระ และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ
  • เพิ่มสิทธิในการเข้าชื่อเสนอข้อเรียกร้องต่อสภา โดยให้รัฐมนตรีตอบ หรือให้สภาพิจารณาเสนอเป็นญัตติเพื่ออภิปรายในที่ประชุมใหญ่
  • เผยแพร่ข้อมูลการทำงานอย่างเป็นระบบ (Open Data)
  • จัดเก็บและเผยแพร่ข้อมูลการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา (เช่น สถิติการเข้าประชุม, สถิติการลงคะแนน, บทอภิปรายรายบุคคล, สถานะของร่างกฎหมาย ในรูปแบบที่วิเคราะห์ต่อได้)
  • เปิดเผยข้อมูลกระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ (เช่น ข้อมูลผู้สมัคร และบันทึกการลงมติของคณะกรรมการสรรหา)
  • ถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมาธิการ (ยกเว้นกรณีจำเป็น)
  • ถ่ายทอดสดการแสดงวิสัยทัศน์ ของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
  • ลดอุปสรรคและเงื่อนไขที่กีดกันการจัดตั้งพรรคใหม่ (เช่น จำนวนผู้ร่วมจัดตั้ง ทุนประเดิม)
  • ปลดล็อกให้พรรคการเมือง ระดมทุนจากประชาชนและผู้บริจาครายย่อยได้ง่ายขึ้น (เช่น ขายสินค้าออนไลน์ได้, ออกใบเสร็จออนไลน์ได้)
  • ลดเงื่อนไขที่เพิ่มค่าใช้จ่ายด้านธุรการโดยไม่จำเป็น (เช่น การประชุมใหญ่จัดออนไลน์ได้)
  • ทบทวนฐานความผิดและอัตราโทษสำหรับพรรคการเมืองให้เหมาะสมและได้สัดส่วน (เช่น ทบทวนเงื่อนไขการยุบพรรคให้สอดคล้องหลักสากล โดยลงโทษคณะกรรมการบริหารหรือกรรมการรายบุคคลแทนการยุบทั้งพรรค)
  • กำหนดให้มีการประเมินผลกระทบของร่างกฎหมายต่อเด็กและเยาวชน (Child and Youth Impact Assessment - CYIA) ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง
  • กำหนดให้มีการประเมินผลกระทบของการจัดสรรงบประมาณต่อคนทุกเพศ (Gender-Responsive Budgeting - GRB)
  • ทบทวนและปรับลดอายุขั้นต่ำในการมีสิทธิทางการเมือง (เช่น อายุขั้นต่ำในการสมัครรับเลือกตั้ง)
  • คุ้มครองความปลอดภัยของคนทุกเพศ จากปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ
  • สร้างกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของคนทุกเพศ จากปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ
  • ปฏิรูป สภาเด็กและเยาวชน ให้มาจากการเลือกตั้งจากเด็กและเยาวชนในวงกว้าง
  • เพิ่มบทบาทเชิงนโยบายอย่างอิสระ ของสภาเด็กและเยาวชน (เช่น การมีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ไขกฎหมาย / การตั้งกระทู้ต่อฝ่ายบริหาร)
  • ปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการผลักดันหรือออกระเบียบเพื่อรองรับการจัดทำงบประมาณแบบมีส่วนร่วม (Participatory Budgeting - PB)
  • กำหนดมาตรฐานกลางในการกำกับดูแลการจัดทำ PB ของท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการกระจายอำนาจฯ (ก.ก.ถ.)
  • สนับสนุนการนำระบบกลางสำหรับการเสนอ-กลั่นกรอง-คัดเลือกโครงการผ่าน ช่องทางออนไลน์ มาใช้
  • ขับเคลื่อนนโยบายนี้ผ่านการแก้ไขและปรับปรุงกลไกทั้งในและนอกสภา
  • ผลักดันร่างแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ (รัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ, พ.ร.บ. จัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ พ.ร.บ. ประชามติ, พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ, ข้อบังคับการประชุมสภา)
  • ประสานและร่วมมือกับหน่วยงานรัฐเพื่อออกแบบกลไก
  • ให้สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพในการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ
  • ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เพื่อปรับปรุงระบบกลางทางกฎหมาย (ระบบรับฟังความเห็นออนไลน์ต่อร่างกฎหมาย)
  • ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพื่อจัดทำระบบกลางให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น สำหรับทุกท้องถิ่นทั่วประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างระบอบประชาธิปไตยที่มีความเข้มแข็ง สะท้อนความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง
  • ประชาชนมี ช่องทางที่ส่งเสริมให้มีส่วนร่วมโดยตรงกับสถาบันทางการเมืองต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา
  • อำนวยความสะดวกและเพิ่มช่องทางการมีส่วนร่วมรูปแบบใหม่ๆ
  • ข้อมูลการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา (เช่น สถิติการเข้าประชุม, สถิติการลงคะแนน, บทอภิปรายรายบุคคล, สถานะของร่างกฎหมาย) ในรูปแบบที่วิเคราะห์ต่อได้
  • ข้อมูลกระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ (เช่น ข้อมูลผู้สมัคร และบันทึกการลงมติของคณะกรรมการสรรหา) ในรูปแบบที่ตรวจสอบได้ง่าย
  • ถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมาธิการ (ยกเว้นกรณีจำเป็น)
  • ถ่ายทอดสดการแสดงวิสัยทัศน์ ของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
  • พรรคการเมือง "เกิดง่าย อยู่ได้ ตายยาก"
  • พรรคการเมือง ระดมทุนจากประชาชนและผู้บริจาครายย่อยได้ง่ายขึ้น
  • ลดเงื่อนไขที่เพิ่มค่าใช้จ่ายด้านธุรการโดยไม่จำเป็น (เช่น การประชุมใหญ่จัดออนไลน์ได้)
  • ฐานความผิดและอัตราโทษสำหรับพรรคการเมือง เหมาะสมและได้สัดส่วน
  • สภาเด็กและเยาวชน มาจากการเลือกตั้งจากเด็กและเยาวชนในวงกว้าง
  • สภาเด็กและเยาวชน เพิ่มบทบาทเชิงนโยบายอย่างอิสระ
  • ท้องถิ่นมีอำนาจในการผลักดันหรือออกระเบียบเพื่อรองรับการจัดทำงบประมาณแบบมีส่วนร่วม (Participatory Budgeting - PB)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ท้องถิ่น
  • พรรคการเมือง
  • เด็กและเยาวชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

กระบวนการรับฟังความคิดเห็นในปัจจุบันมักเป็นเพียง "พิธีกรรม" เพื่อให้ครบขั้นตอนตามกฎหมาย มากกว่าการเปิดกว้างเพื่อรับฟังเสียงที่ส่งผลต่อการตัดสินใจจริง โดยมีปัญหาหลัก 5 ประการ

  1. รับฟังโดยไม่มีการรับรู้: ขาดการประชาสัมพันธ์ที่ทั่วถึง เข้าถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพียงวงแคบ
  2. รับฟังโดยไม่มีความหมาย: ความเห็นของประชาชนไม่ถูกนำไปพิจารณาในกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบาย
  3. รับฟังโดยไม่มีทางเลือก: รับฟังความเห็นในขั้นตอนที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือยุติโครงการได้แล้ว ประชาชนมีทางเลือกแค่ "เอาหรือไม่เอา" ไม่มีสิทธิเสนอทางเลือกอื่น
  4. รับฟังโดยไม่มีความไว้วางใจ: ความเป็นกลางของผู้จัดกระบวนการถูกตั้งคำถาม เช่น กรณีบริษัทที่ปรึกษาการทำ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ถูกว่าจ้างโดยตรงจากเจ้าของโครงการ
  5. รับฟังโดยไม่มีเจตจำนง: หน่วยงานหรือเจ้าของโครงการมักดำเนินการตามมาตรฐานขั้นต่ำสุด หรือใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการรับฟังความเห็น เช่น การแบ่งซอยโครงการใหญ่ให้เป็นโครงการย่อยเพื่อเลี่ยงเกณฑ์การตรวจสอบ

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างมาตรฐานกลางเพื่อรับประกันการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อโครงการของรัฐ
    • นิยามระดับการมีส่วนร่วม (เช่น ร่วมวางแผน ร่วมตัดสินใจ ร่วมดำเนินงาน) เพื่อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำที่ต้องดำเนินการในแต่ละระดับ
    • นิยามการดำเนินการของรัฐแต่ละประเภท (เช่น โครงการ กิจกรรม กฎหมาย) ที่ต้องเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยอาจจัดทำเป็นบัญชีรายการของส่วนกลางที่สามารถเพิ่มเติมได้
    • สื่อสารเนื้อหาโครงการและช่องทางการมีส่วนร่วม ให้ไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ
    • กำหนดเจ้าภาพและบทบาทของหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อให้ประชาชนไว้วางใจและยอมรับความเป็นกลางในการจัดกระบวนการ (เช่น ทบทวนให้หน่วยงานที่จัด ไม่ใช่หน่วยงานเจ้าของโครงการ)
    • ยกระดับมาตรการชดเชยเยียวยาประชาชน หลังจากดำเนินโครงการไปแล้ว เช่น การปรับปรุงการชดเชยเยียวยาในกรณีที่มีการประเมินความเสียหายต่ำกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง
    • สร้างกลไกและวัฒนธรรมรับผิดรับชอบของหน่วยงานรัฐ เช่น เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอน
  • ยกระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน ในกระบวนการที่เฉพาะเจาะจง เช่น
    • กำหนดให้โครงการที่ต้องทำ EIA ระบุมาตรการชดเชยเยียวยาที่ชัดเจน เพื่อเป็นเงื่อนไขในการได้รับอนุญาต
    • เพิ่มกลไกการนำเงินจากกองทุนสิ่งแวดล้อมมาใช้เยียวยาความเสียหายแก่ผู้ได้รับความเสียหาย
    • เพิ่มขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น "ก่อน" เริ่มร่างผังเมือง
    • เพิ่มบทบาทท้องถิ่นในกระบวนการจัดทำและตัดสินใจเรื่องผังเมืองระดับพื้นที่
  • ผลักดันกฎหมายกลางเพื่อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำที่ใช้กำกับการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อโครงการในพื้นที่ของทุกหน่วยงานรัฐ
    • ยกระดับสถานะของกฎหมายกลาง เป็น พ.ร.บ. การมีส่วนร่วมของประชาชนฯ
    • ปรับปรุงระเบียบสำนักระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548
  • ปรับปรุงกฎหมายเฉพาะ เพื่อกำหนดมาตรการเพิ่มเติมที่ใช้กำกับกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อโครงการในพื้นที่แบบเจาะจง
    • ปรับปรุง พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อกำหนดมาตรการเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำ EIA
    • ปรับปรุง พ.ร.บ. การผังเมือง เพื่อกำหนดมาตรการเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำผังเมือง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการในพื้นที่ที่กระทบต่อชีวิตได้ตลอดกระบวนการ เพื่อสามารถร่วมกำหนดทิศทางการดำเนินการของรัฐได้อย่างแท้จริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการระดับพื้นที่ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตโดยตรง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่ส่งผลให้กลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ว่างงาน ถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง
  • กลุ่มเป้าหมายจำนวนมาก "เข้าไม่ถึงสิทธิ" เนื่องจากเข้าไม่ถึงข้อมูลและไม่มั่นใจในกระบวนการของรัฐ
  • หน่วยงานภาครัฐมักจัดบริการในลักษณะ "ตั้งรับ" คือรอให้ผู้เดือดร้อนเข้ามาหาเอง ทำให้เกิดการตกหล่นของกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุด ซึ่งขัดกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือกลุ่มที่ลำบากที่สุดก่อน
  • แนวทางที่เป็นอยู่จึงยิ่งซ้ำเติมปัญหาความยากจนข้ามรุ่นและความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

จะทำอะไร (Action)

  1. สนับสนุนการจัดตั้ง "ศูนย์ครอบครัวเข้มแข็ง"
  • จดทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์กับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
  • ปกป้องสิทธิของประชาชน
  • ป้องกัน/แก้ไขความรุนแรงทุกรูปแบบ
  • เยี่ยมบ้านวิถีชุมชน
  • จัดเก็บข้อมูลคุณภาพชีวิตทุกกลุ่มวัยอย่างละเอียด
  • วิเคราะห์และส่งต่อสิทธิ
  • ร่วมกับกองสวัสดิการชุมชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อนำประชาชนเข้าสู่ระบบสวัสดิการที่เหมาะสม
  • ส่งต่อคดีวิกฤตเข้าสู่ระบบคุ้มครองสหวิชาชีพระดับจังหวัด
  • ออกแบบนโยบายท้องถิ่น
  • สนับสนุนข้อมูลให้ท้องถิ่นนำไปบรรจุใน ข้อบัญญัติ/เทศบัญญัติ หรือแผนพัฒนาท้องถิ่นเพื่อแก้ปัญหาได้ตรงจุด
  • ยกระดับเป็นหน่วยจัดบริการ เช่น ศูนย์ดูแลเด็กเล็ก, โปรแกรมหลังเลิกเรียน (After School Programme), แหล่งเรียนรู้ชุมชน และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุกลางวัน (Day Care)
  1. ปรับปรุงกฎกระทรวงและระเบียบของ ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน (ศพค.) เดิมที่สังกัดเพียงกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ให้กลายเป็นกลไกหลักของกระทรวง อาจโอนย้ายมาสังกัด สำนักงานปลัดกระทรวง เพื่อบูรณาการทรัพยากรจากทุกกรมให้ทำงานร่วมกันได้จริง
  2. บูรณาการข้ามหน่วยงาน: จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU/MoA) ระหว่างกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางกลไกขับเคลื่อนที่สอดคล้องกับ พ.ร.ฏ. การบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับชาติไปจนถึงท้องถิ่น
  3. พัฒนาศักยภาพบุคลากร: ฝึกอบรมทีมงานประจำศูนย์ให้เป็นมืออาชีพ ให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเบื้องต้น
  4. สร้างระบบประเมินผลต่อเนื่อง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กลุ่มตกหล่น เข้าสู่ระบบสวัสดิการ
  • บริการสาธารณะ ตอบโจทย์ชุมชน
  • รัฐบรรลุภารกิจ สร้างความมั่นคงของมนุษย์
  • ท้องถิ่นจัดบริการสาธารณะได้ ทั่วถึง
  • คดีวิกฤตเข้าสู่ระบบคุ้มครองสหวิชาชีพระดับจังหวัด

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • กลุ่มเปราะบาง (เช่น เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ว่างงาน)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • รัฐไทยยังคงปฏิบัติต่อคนไทยในต่างประเทศในฐานะ “ผู้ขอรับบริการเป็นครั้งคราว” ทำให้เกิดปัญหาหลักที่สะสมมายาวนาน ส่งผลให้คนไทยในต่างแดนเสียสิทธิและโอกาส
  • ปัญหาการยืนยันตัวตนและเอกสาร: ระบบราชการไทยมักผูกติดกับบัตรประจำตัวประชาชนแบบกายภาพ เมื่อบัตรหมดอายุหรือสูญหาย การทำธุรกรรมพื้นฐานจึงกลายเป็นเรื่องยาก แม้พาสปอร์ตไทยจะเป็นเอกสารที่รัฐออกให้เช่นกัน แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่สามารถใช้ทดแทนบัตรประชาชนได้ในหลายกรณี
  • ภาระทางทะเบียนและสัญชาติ: กระบวนการแจ้งเกิดและถือสัญชาติไทยสำหรับลูกหลานในต่างแดนมีความซับซ้อน และยังมี “ภาระพ่วง” โดยเฉพาะความกังวลเรื่องการบังคับเกณฑ์ทหาร ทำให้หลายครอบครัวชะลอการทำเรื่องสัญชาติ ทั้งที่ต้องการรักษาความผูกพันกับบ้านเกิด
  • สิทธิพลเมืองที่ไม่สมบูรณ์: แม้รัฐธรรมนูญจะรับรองสิทธิการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร แต่ระบบยังไม่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน ขาดการสื่อสารที่ทั่วถึง และขาดช่องทางให้คนไทยทั่วโลกมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะอย่างเป็นระบบ
  • ความช่วยเหลือฉุกเฉินที่ยังไม่เพียงพอ: ในภาวะวิกฤต ช่องทางการติดต่อรัฐไทยยังกระจัดกระจาย โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานไทยที่สร้างรายได้มหาศาลส่งกลับประเทศ แต่มักเผชิญการละเมิดสิทธิแรงงานและการถูกเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งงบประมาณช่วยเหลือทางกฎหมายของกระทรวงแรงงานในปัจจุบันยังมีน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนปัญหา
  • การสูญเสียทุนทางปัญญา: รัฐไทยยังไม่มีแพลตฟอร์มกลางที่ต่อเนื่องในการดึงดูดความรู้และเครือข่ายของคนไทยผู้เชี่ยวชาญในต่างแดนมาพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

จะทำอะไร (Action)

  • รวมศูนย์บริการคนไทยในต่างประเทศไว้ที่จุดเดียว
  • ตั้งศูนย์บริการคนไทยทั่วโลก เป็น One-stop service สำหรับคนไทยในต่างประเทศ
  • พลิกโฉมบริการรัฐด้วยระบบดิจิทัลและการคุ้มครองสิทธิที่เท่าเทียม
  • ดึงศักยภาพคนไทยร่วมพัฒนาประเทศ
  • เชื่อมโยงระบบพิสูจน์ตัวตนดิจิทัล (ThaiID): ยอมรับพาสปอร์ตไทยและระบบระบุตัวตนดิจิทัล (Digital ID) เป็นหลักฐานยืนยันตัวตนเต็มรูปแบบในการใช้บริการกงสุล งานทะเบียน และบริการภาครัฐอื่นๆ
  • ยกระบบบริการสู่ดิจิทัล: ลดขั้นตอนการเดินทางและเอกสารซ้ำซ้อน
  • ยกระบบบริการสู่ดิจิทัล: พัฒนาระบบการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรให้สะดวก โปร่งใส และปลอดภัย
  • ปลดล็อกภาระ: ยกเลิกการเกณฑ์ทหารแบบบังคับ
  • ปลดล็อกภาระ: เปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจ
  • จัดตั้งระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน (Thai SOS): รวมศูนย์การแจ้งเหตุและติดตามผลการช่วยเหลือไว้ในจุดเดียว
  • จัดตั้งระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน (Thai SOS): จัดตั้ง เครือข่ายอาสาสมัครตอบสนองทันทีในพื้นที่
  • จัดตั้งระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน (Thai SOS): จัดสรรงบประมาณจ้างทนายความประจำ 6 ประเทศที่มีแรงงานไทยสูง
  • สร้างแพลตฟอร์มพลังสมอง (Thai Global Talent & Ideas): สร้างช่องทางถาวรในการระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญคนไทยทั่วโลกในประเด็นเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคม
  • สร้างแพลตฟอร์มพลังสมอง (Thai Global Talent & Ideas): เชื่อมโยงข้อเสนอสู่หน่วยงานรัฐโดยตรง
  • จัดตั้ง “ศูนย์อำนวยการคนไทยทั่วโลก (Thailand Global Citizen Service)” เพื่อบูรณาการงานที่ปัจจุบันกระจายอยู่หลายหน่วยงาน
  • ปีที่ 1: ตั้งศูนย์อำนวยการคนไทยทั่วโลก
  • ปีที่ 1: ออกคำสั่งและมติคณะรัฐมนตรีเพื่อบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
  • ปีที่ 1: เริ่มระบบ Remote ID Recovery ในประเทศนำร่อง 10–15 แห่ง (เมืองใหญ่ที่มีสถานทูต)
  • ปีที่ 1: ยอมรับพาสปอร์ตไทยเป็นหลักฐานหลักและเพิ่มการยืนยันตัวตนผ่าน ThaiID/Biometric
  • ปีที่ 1: เปิดตัว One-Stop Digital Consular (v.1) สำหรับนัดหมาย ชำระเงิน ติดตามสถานะ และแจ้งเตือน
  • ปีที่ 1: ยกระดับ “Thai SOS” เป็นช่องทางเดียวระดับโลก (เบอร์/แชต/แอป)
  • ปีที่ 1: จัดให้มี ระบบติดตามเคส (Case Tracking)
  • ปีที่ 1: เปิดแพลตฟอร์ม Global Talent & Ideas (Beta)
  • ปีที่ 1: จัดเวทีระดมสมองรายไตรมาส
  • ปีที่ 1: ปรับปรุง UX การลงทะเบียนและสื่อสารสิทธิให้ใช้งานง่าย
  • ปีที่ 2: เชื่อมทะเบียนราษฎร–ThaiID–บริการกงสุล เข้าด้วยกันด้วยระบบ API มาตรฐานที่ทุกหน่วยงานใช้ชุดข้อมูลเดียวกัน
  • ปีที่ 2: ขยายการบริการสู่ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ (End-to-End) เริ่มจากรายการเอกสารที่เสี่ยงต่ำ เช่น ระบบรับรองเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Apostille/e-legalization)
  • ปีที่ 2: เดินหน้ากฎหมายเปลี่ยนผ่านเพื่อ ยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหาร เปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจ
  • ปีที่ 2: ปรับกระบวนการสัญชาติ/แจ้งเกิดต่างประเทศให้มีความชัดเจนด้านเวลาบริการ (SLA)
  • ปีที่ 2: เปิดตัว คูปอง “เรียนรู้ประเทศไทย” (Thailand Learning & Experience Coupon) รุ่นแรก
  • ปีที่ 3: เปิดใช้งาน One-Stop Digital Consular เวอร์ชันเต็ม ที่รวมบริการหลักแทบทั้งหมดผ่านระบบลงชื่อเข้าใช้งานเดียว (Single Sign-on)
  • ปีที่ 3: ทำให้ ระบบ Thai SOS เชื่อมโยงเครือข่ายอาสาและพันธมิตรท้องถิ่นในเมืองหลักอย่างครอบคลุม ทั้งด้านกฎหมายและที่พักฉุกเฉิน
  • ปีที่ 3: ทำให้ แพลตฟอร์มระดมไอเดียทำงานอย่างต่อเนื่อง
  • ปีที่ 3: จัดให้มี งบกองทุนเล็ก (Micro-grants) และพื้นที่ทดลองนโยบาย (Sandbox) ประจำปี
  • ปีที่ 3: สรุปบทเรียนเพื่อแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เป็นคอขวด
  • ปีที่ 3: ตั้งงบประมาณประจำปีเพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงาน (จ้างทนายความ/ที่ปรึกษากฎหมาย) ใน 6 ประเทศเป้าหมาย

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • บริการรัฐ พลิกโฉมด้วยระบบดิจิทัลและการคุ้มครองสิทธิที่เท่าเทียม
  • ศักยภาพคนไทย ได้รับการดึงมาเพื่อร่วมพัฒนาประเทศ
  • ขั้นตอนการเดินทางและเอกสารซ้ำซ้อน ลดลง
  • ระบบการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร สะดวก โปร่งใส และปลอดภัย
  • การได้รับสัญชาติไทย ไม่ใช่ "ภาระ" แต่เป็น "โอกาส" ของเยาวชนไทยในการเข้าถึงสิทธิและอนาคตที่เปิดกว้าง
  • เยาวชนไทย ได้รับคูปองเรียนรู้และฝึกงานในไทย
  • การแจ้งเหตุและติดตามผลการช่วยเหลือ รวมศูนย์ไว้ในจุดเดียว
  • ความช่วยเหลือฉุกเฉิน รวดเร็ว (เครือข่ายอาสาสมัครตอบสนองทันที)
  • สิทธิและความคุ้มครองทางกฎหมายแก่คนไทย* ได้รับการปกป้องอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง
  • คนไทยในต่างประเทศ ลดปัญหาเรื่องบัตรประชาชน
  • ช่องทางบริการ รวมเป็นหนึ่งเดียว
  • กรณีฉุกเฉิน ได้รับการจัดการให้ทันเวลา
  • คนไทยในต่างประเทศ กู้คืนและออกตัวตนดิจิทัลใหม่ได้โดยไม่ต้องบินกลับไทย
  • ญาติหรือผู้แจ้ง เห็นความคืบหน้า การช่วยเหลือ
  • ระบบเลือกตั้ง คนใช้แล้วไม่งง
  • ข้อมูล เชื่อมโยงข้ามหน่วยงานจริง
  • บริการดิจิทัล ขยายตัว
  • ข้อจำกัดทางกฎหมาย เริ่มได้รับการแก้ไข
  • การฝึกงานและเรียนรู้วัฒนธรรม ได้รับการส่งเสริม
  • คนไทยในต่างประเทศ เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบริการสมัยใหม่อย่างถาวร
  • ระบบสัญชาติและทะเบียนข้ามพรมแดนทำงานแบบ “จบในระบบ” โปร่งใส และตรวจสอบได้
  • การคุ้มครองสิทธิแรงงาน ใน 6 ประเทศเป้าหมายอย่างยั่งยืน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนไทยในต่างประเทศ
  • คนไทยทั่วโลก
  • กลุ่มแรงงานไทย
  • ผู้เชี่ยวชาญคนไทยทั่วโลก
  • เยาวชนไทย
  • ญาติหรือผู้แจ้ง เรื่องความช่วยเหลือฉุกเฉิน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ปีที่ 1 (ทำให้ใช้ได้จริงทันที)
  • ปีที่ 2 (เชื่อมระบบ-ขยายประเทศ-เริ่มปลดล็อกกฎหมาย)
  • ปีที่ 3 (ครบวงจร-ยั่งยืน-ขยายผลเป็นระบบชาติ)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2 เป็น "แดนสนธยา" ที่มืดดำที่สุดของกองทัพและระบบงบประมาณไทย
  • ขาดการตรวจสอบจากภายนอก
  • กองทัพบก ปกปิดข้อมูลต่อสภา: ททบ.5 ไม่เคยเปิดเผยงบการเงิน แม้ว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณรายจ่ายประจำปี ได้ร้องขอข้อมูลต่อเนื่องตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ถึง 2568 แต่กองทัพบกเพิกเฉยและไม่เคยนำส่ง
  • ความผิดปกติของผลประกอบการ: กิจการ ททบ.5 มีรายได้จากการให้เช่าโครงข่ายทีวีดิจิทัล (MUX5 และ MUX7) ซึ่งควรเป็นรายได้แบบ "เสือนอนกิน" เฉลี่ยปีละ 700-800 ล้านบาท แต่ผู้แทน ททบ.5 กลับชี้แจงว่ากิจการขาดทุนต่อเนื่อง
  • ไร้ความโปร่งใสยาวนาน: ททบ.5 ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 แต่ไม่เคยมีรายงานผลประกอบการที่ตรวจสอบได้ต่อสาธารณะเลยตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี
  • ช่องโหว่ทางกฎหมายที่เอื้อให้กองทัพสร้าง "ระบบเศรษฐกิจอิสระ" และเป็นแหล่งผลประโยชน์ทับซ้อนของนายพลระดับสูง
  • กระทรวงกลาโหม เป็นหน่วยงานเดียวในประเทศไทยที่มีอภิสิทธิ์ในการแบ่งเงินนอกงบประมาณออกเป็น 2 ประเภท
  • กิจการหลักในกลุ่มเงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2 (สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5), กิจการคลื่นวิทยุกองทัพ, รายได้จากการให้เช่าโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล (MUX)) อยู่ภายใต้อำนาจตาม ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการเงิน พ.ศ. 2554 (ฉบับแก้ไขปรับปรุง) ที่ อนุญาตให้กองทัพออกกฎระเบียบบริหารจัดการและตรวจสอบกันเอง โดยไม่อยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานภายนอก

จะทำอะไร (Action)

  • พรรคประชาชนเสนอให้ ยกเลิกเงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2 ทั้งหมด
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ใช้อำนาจตามกฎหมายดำเนินการแก้ไข “ข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการเงิน” เพื่อยกเลิกบทบัญญัติที่ให้อำนาจจัดตั้งและบริหารเงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2
  • กำหนดให้รายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากกิจการที่เคยเป็นเงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2 (เช่น รายได้จาก ททบ.5, ค่าเช่า MUX, ค่าโฆษณา, ค่าเช่าคลื่นวิทยุ) ต้องถูกจัดเก็บและนำส่งเป็น รายได้แผ่นดิน เข้ากระทรวงการคลังอย่างถูกต้องครบถ้วน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ทำให้ “ททบ.5 วิทยุ คลื่นความถี่กองทัพ” ตรวจสอบได้
  • นำรายได้ ททบ.5 วิทยุ และคลื่นความถี่ที่กองทัพถือส่งเข้าคลัง เพื่อสร้างความโปร่งใสตรวจสอบได้
  • ยุติแดนสนธยา
  • ปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย
  • สร้างธรรมาภิบาล
  • ดึงกิจการพาณิชย์ของกองทัพกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลและระบบการคลังปกติ ตามหลักการรัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือกองทัพ
  • ความโปร่งใส: ทำให้รายได้และรายจ่ายทุกบาททุกสตางค์ของกองทัพ ต้องถูกตรวจสอบได้โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสภาผู้แทนราษฎร เช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐอื่น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน (ผู้ได้รับผลประโยชน์จากความโปร่งใส)
  • สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)
  • สภาผู้แทนราษฎร
  • รัฐบาล

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การจัดการภัยพิบัติที่ขาดความเข้าใจ: แม้รัฐจะมีกลไกการจัดการภัยพิบัติตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ แต่การปฏิบัติงานจริง กลับดำเนินการแบบขาดความเข้าใจ และไม่เป็นไปตามกลไกของแผนที่ถูกวางไว้ การจัดการภัยพิบัติที่ผ่านมาถูกจัดการด้วยความสับสน และใช้กฎหมายที่ซ้ำซ้อน ทำให้เกิดปัญหาผู้บัญชาการเหตุการณ์หลายคน และยังเน้นการสั่งการจากส่วนกลาง ทำให้ท้องถิ่นขาดทรัพยากรในการจัดการภัยระดับพื้นที่ ขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นหน่วยงานบัญชาการหลักได้อย่างเต็มศักยภาพ งบประมาณส่วนใหญ่ของประเทศจากทุกหน่วยงานยังลงไปที่การก่อสร้างเพื่อซ่อมแซม (Hard Infrastructure) มากกว่าการลงทุนในระบบเตือนภัยและการจัดการโดยชุมชน อีกทั้งการจัดสรรงบประมาณยังไม่ได้คำนึงถึงการลดความเสี่ยงภัยพิบัติอีกด้วย
  • การแจ้งเตือนที่ "บอกให้รู้" แต่ "ไม่บอกให้รอด": แม้จะมีระบบ การส่งข้อความแจ้งเตือนภัยผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ (Cell Broadcast) แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นเพียง "Informational Alert" (แจ้งข่าวสาร) ยังขาด "Emergency Alert" (การเตือนภัยฉุกเฉิน) ที่ระบุเวลา สถานที่ และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ทำให้ประชาชนอพยพไม่ทันเวลา อีกทั้งยังขาดการแจ้งเตือนด้วยระบบอื่น ๆ ให้เต็มศักยภาพ ทั้งในส่วนของ หอเตือนภัย วิทยุ และโทรทัศน์
  • การบัญชาการที่ล่าช้าและระบบข้อมูลที่แยกส่วน: เมื่อเกิดเหตุจริง การตั้งศูนย์บัญชาการมักเกิดขึ้น "หลังเกิดภัย" ไม่ใช่ "ทันทีที่คาดว่าจะเกิดภัย" ตามที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 นอกจากนี้ การบัญชาการเหตุการณ์ยังขาดระบบฐานข้อมูลกลางในการระบุพิกัดผู้ขอความช่วยเหลือ เพื่อปฏิบัติการร่วมกับทีมกู้ภัยและมูลนิธิต่าง ๆ ทำให้การช่วยเหลือซ้ำซ้อนและตกหล่น
  • ระบบเยียวยาที่ล้าสมัยและล่าช้า: การชดเชยความเสียหายยังพึ่งพาระบบเอกสารและการทำประชาคมหมู่บ้าน ซึ่งใช้เวลานานและเสี่ยงต่อการตกหล่น แทนที่จะใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมในการยืนยันพื้นที่เสียหายเพื่อโอนเงินเข้าบัญชีประชาชนโดยตรง แม้ระเบียบเปิดช่องให้จังหวัดออกแบบเกณฑ์เพิ่มเติมได้ แต่แทบไม่ถูกนำมาใช้ เพราะไม่ได้มีการเปิดช่องให้ท้องถิ่น รวมถึงภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็น
  • ปัญหาความล่าช้าของการวิเคราะห์ข้อมูล ในการแจ้งเตือนแผ่นดินไหว ที่ปัจจุบันกรมอุตุฯต้องใช้เวลาถึง 4-10 นาทีหลังเกิดเหตุในการแจ้งเตือนภัยให้กับประชาชน
  • ปัญหาเชิงระบบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น การขาดความต่อเนื่องของประกันภัย/ การไม่สามารถต่อทะเบียนรถยนต์ที่มีการดัดแปลงเพื่อใช้ในภารกิจด้านการจัดการภัยพิบัติของมูลนิธิหรืออาสาสมัคร
  • ปัญหาที่ปัจจุบันอปพร.ต้องทำงานมากกว่า 8 ชั่วโมงถึงจะได้ค่าตอบแทน 300 บาท หากไม่ใช่อปพร. ต้องใช้ระเบียบฯค่าเดินทางมาเป็นค่าตอบแทน ที่ต้องทำงานมากกว่า 12 ชั่วโมง ถึงจะได้ค่าตอบแทน 240 บาท

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูป ปภ.: ปรับโครงสร้างการทำงานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  • จัดทำแผนที่ระบุความเสี่ยงรายพื้นที่ (ไม่ใช่แค่แผนที่แสดงภัย)
  • ส่งเสริมให้ชุมชนสามารถจัดการภัยพิบัติ
  • แก้ไขพ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมตรวจสอบการปฏิบัติงานจริงทั้งหมดของภัยแต่ละระดับตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ปี 2565-2570
  • ยกร่างแผนแม่บทฉบับใหม่ปี 2571-2575
  • กำหนดตัวชี้วัดระยะยาว
  • รื้อระบบการเตือนภัย: กำหนดอำนาจและขั้นตอนของการเตือนภัยทุกประเภท
  • เปลี่ยนระบบการแจ้งเตือนแผ่นดินไหวจากปัจจุบันที่ต้องใช้เวลา 4-10 นาที มาเป็นระบบ Integrated Primary seismic waves
  • นำค่าพยากรณ์ปริมาณน้ำฝนสะสมมาจำลอง (simulation) เพื่อคาดการณ์พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบพร้อมระดับการท่วมของน้ำให้ประชาชนล่วงหน้า
  • พัฒนาระบบรับข้อมูลการแจ้งเตือนโดยภาคประชาชนโดยให้มีการสะสมคะแนนนักแจ้งเตือนภาคประชาชนด้วย
  • ออกเป็นมติของคณะกรรมการบริหารระบบเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
  • กระจายอำนาจเตือนภัย: กำหนดอำนาจท้องถิ่นและชุมชนแจ้งเตือนแบบ Emergency alert
  • จัดเตรียมและตรวจสอบความพร้อมของศูนย์อพยพในพื้นที่เสี่ยงตามวงรอบ ก่อนเข้าช่วงฤดูกาลเสี่ยงภัย
  • ตั้งศูนย์บัญชาการตามระดับภัย ไม่ว่าจะเป็นระดับท้องถิ่น ไปจนถึงระดับชาติ
  • ดำเนินการด้วย ระบบ Single Command จากผู้บัญชาการเหตุการณ์แบ่งตามระดับภัย
  • ยกระดับภารกิจของกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องการช่วยเหลือภารกิจภัยพิบัติ เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการจัดทำแผนจัดการขยะในภาวะวิกฤต กระทรวงสาธารณสุขในการยกระดับการช่วยเหลือเคสเร่งด่วนทางอากาศ และทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต (MCATT) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการเตรียมอาหารบรรจุภัณฑ์พร้อมทานสำหรับภาวะวิกฤต หรือ การกำหนดกลไกการบัญชาการภัยพิบัติของกระทรวงกลาโหม ให้ตรงกับแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ
  • จัดทำแพลตฟอร์มระบบบัญชาการที่สามารถระบุพิกัดพื้นที่ประสบภัย พิกัดผู้ขอความช่วยเหลือ จับคู่กับทีมกู้ภัย และติดตามผลการช่วยเหลือได้
  • เปิดระบบฐานข้อมูลกลางให้มูลนิธิและอาสาสมัครลงทะเบียนล่วงหน้า
  • เชื่อมโยงฐานข้อมูลดังกล่าวเข้ากับระบบการขอใบอนุญาตต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของมูลนิธิและอาสาสมัคร
  • ออกระเบียบปรับค่าตอบแทนให้สมเหตุสมผล
  • แก้ไขระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย พร้อมหลักเกณฑ์การเยียวยาของภัยแต่ละประเภท
  • ให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการใช้เงินทดรองราชการในส่วนของการ ป้องกัน/ยับยั้ง “ก่อนเกิดเหตุ” และในส่วนของการช่วยเหลือผู้ประสบภัยใน “ขณะเกิดเหตุ” รวมถึงการตัดสินใจออกแบบการใช้เงินทดรองราชการ “นอกเหนือ”หลักเกณฑ์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ปกป้องการสูญเสียและชีวิตของประชาชน
  • ปภ.มีประสิทธิภาพ โดยการปรับตัวชี้วัดอ้างอิงบนฐานความเสี่ยงภัย
  • ใช้กำหนดงบประมาณตามระดับความเสี่ยงจริง แก้ปัญหามือใครยาวสาวได้สาวเอา
  • ชุมชนสามารถจัดการภัยพิบัติได้อย่างเข้มแข็ง (Community Based Disaster Risk Management)
  • ยกระดับการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติของไทยให้เท่าทันโลก
  • แก้ไขปัญหาความล่าช้าของการวิเคราะห์ข้อมูล
  • ระบบ Integrated Primary seismic waves ที่สามารถแจ้งเตือนแผ่นดินไหวได้ภายใน 1-2 นาทีหลังเกิดเหตุ
  • คาดการณ์พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบพร้อมระดับการท่วมของน้ำให้ประชาชนล่วงหน้า
  • ปรับเพิ่มระบบการแจ้งเตือนในสภาวะฉุกเฉิน (Emergency Alert) เพื่อใช้ในการเตรียมการและอพยพล่วงหน้าอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่มีเพียงการแจ้งเตือนแบบให้ข้อมูล (Informational Alert)
  • เพื่อการประสานงานที่สะดวกรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุ
  • แก้ไขปัญหาเชิงระบบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น การขาดความต่อเนื่องของประกันภัย/ การไม่สามารถต่อทะเบียนรถยนต์ที่มีการดัดแปลงเพื่อใช้ในภารกิจด้านการจัดการภัยพิบัติของมูลนิธิหรืออาสาสมัคร
  • มี ค่าตอบแทนที่สมเหตุสมผล สำหรับ คนจัดการภัยพิบัติ
  • ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย พร้อมหลักเกณฑ์การเยียวยาของภัยแต่ละประเภท สะท้อนความเป็นจริงและง่ายต่อการเบิกจ่ายมากขึ้น
  • เกิดการใช้เงินที่สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของภัยพิบัติในแต่ละพื้นที่ได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที (ในกรณีเกินศักยภาพงบประมาณของท้องถิ่นที่ใช้ระเบียบว่าด้วยการช่วยเหลือประชาชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ท้องถิ่น
  • มูลนิธิและอาสาสมัคร
  • อปพร.
  • ผู้ประสบภัย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • สำนักงานประกันสังคมมีสถานะเป็นส่วนราชการ ทำให้การบริหารจัดการถูกแทรกแซงจากการเมือง
  • การกำหนดนโยบายระยะสั้นของรัฐบาล เช่น การลดอัตราเงินสมทบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขัดต่อหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย
  • ความเสี่ยงที่กองทุนจะขาดเสถียรภาพและความยั่งยืนในระยะยาว
  • ผู้ประกันตนในฐานะเจ้าของเงินขาดกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจและงบประมาณ
  • เกิดปัญหาความไม่โปร่งใส เช่น การลงทุนที่น่าสงสัย และการจัดซื้อจัดจ้างระบบไอทีราคาสูงเกินจริง
  • ความพยายามลิดรอนอำนาจผู้ประกันตนผ่านการแก้ไขระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม
  • โครงสร้างระบบราชการทำให้การบริหารกองทุนขาดความคล่องตัว
  • ไม่สามารถดึงดูดผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมืออาชีพได้เทียบเท่ากองทุนขนาดใหญ่ เช่น กบข. หรือกองทุนความมั่งคั่งในต่างประเทศ

จะทำอะไร (Action)

  • แก้ไขพระราชบัญญัติประกันสังคม เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลของกองทุน
  • ปรับโครงสร้างการบริหารให้มีความเป็นมืออาชีพตามมาตรฐานสากล
  • ทำให้การบริหารกองทุนมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดโยงกับผลประโยชน์ของผู้ประกันตนเป็นหลัก
  • ลดการแทรกแซงจากการเมืองและระบบราชการในการบริหารกองทุน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กองทุนประกันสังคมมีความโปร่งใส
  • มีธรรมาภิบาล
  • ลดการแทรกแซงจากฝ่ายข้าราชการและการเมือง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ประกันตน
  • นายจ้าง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • แก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้เป็นประชาธิปไตย
  • อํานวยการให้ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐ เป็นไปด้วย ความยุติธรรม เสมอภาค

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สิทธิเสรีภาพของประชาชน
  • ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  • ความผาสุกของประชาชน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความเหลื่อมล้ำทางด้านสิทธิ โอกาส อำนาจ และศักดิ์ศรี
  • การจราจร
  • ขยะและสิ่งปฏิกูล
  • ความแออัด
  • ความเหลื่อมล้ำ
  • การใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจของเจ้าพนักงานในการจัดเก็บภาษี
  • การกระทำทุจริตต่อหน้าที่

จะทำอะไร (Action)

  • มุ่งเน้นการกระจายอำนาจหน่วยราชการจากส่วนกลางสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท้องที่องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ หรือตามสาขาอาชีพที่หลากหลาย
  • ใช้ฐานของท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนในการตอบสนองความความต้องการของประชาชน และ แก้ไขปัญหา
  • ขจัดความเหลื่อมล้ำทางด้านสิทธิ โอกาส อำนาจ และศักดิ์ศรี
  • ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย การวางแผน การตัดสินใจ และการพัฒนา
  • ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำบริการสาธารณะและตัดสินใจแก้ไขปัญหาในพื้นที่
  • จัดการปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเอง
  • ส่งเสริมให้มีการปกครองในรูปแบบพิเศษตามหลักแห่งการปกครองตนเอง
  • จัดให้มีการเลือกตั้งผู้บริหารตั้งแต่ระดับเขตจนถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
  • แก้ปัญหาการจราจร
  • กำจัดขยะและสิ่งปฏิกูล
  • ทบทวนและย้ายหน่วยงานหรือองค์กรของรัฐออกจากศูนย์กลางเมือง
  • ปรับโครงสร้างทางการบริหารที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยยึดหลักธรรมาภิบาล
  • ปฏิรูประบบการจัดทำงบประมาณแผ่นดิน
  • จัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
  • จัดตั้ง”สถาบันอิสระ” อิสระในสังกัดสภาผู้แทนราษฎรเพื่อตรวจสอบ วิเคราะห์ ติดตามผลระบบงบประมาณแผ่นดิน
  • ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำงบประมาณทุกขั้นตอน
  • สร้างความเป็นธรรมและเพิ่มประสิทธิภาพในระบบภาษีอากร
  • จัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ครอบคลุมรายได้จากทรัพย์สินมรดกและทรัพย์สินทุกประเภทอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
  • ปฏิรูปหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์
  • มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อป้องกันการใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจของเจ้าพนักงานในการจัดเก็บภาษี
  • ขจัดและป้องกันการกระทำทุจริตต่อหน้าที่
  • ปรับโครงสร้างและปฏิรูประบบราชการด้วยการแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
  • ลดขนาดกำลังคน
  • ถ่ายโอนบางภารกิจของภาครัฐให้ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมดำเนินการแทน
  • ปรับปรุงกฎหมายความมั่นคงภายใน
  • ส่งเสริมความยุติธรรมในอาชีพข้าราชการทุกประเภทตามหลักธรรมาภิบาล
  • คัดเลือก สรรหา หรือเลือกตั้งจากบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ หรือมีคุณสมบัติเหมาะสม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • การปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถมีรูปแบบที่หลากหลายเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่
  • รักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชน
  • การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพ กระชับและคล่องตัวในการให้บริการสาธารณะและตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง
  • ลดความแออัด
  • พัฒนารูปแบบตลอดจนโครงสร้างของเมืองและบริการสาธารณะสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ (smart city)
  • ระบบการจัดทำงบประมาณแผ่นดิน มีความสมดุลกับการจัดเก็บรายได้และสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศ
  • ลดความเหลื่อมล้ำ
  • เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล
  • เพิ่มประสิทธิภาพในระบบภาษีอากร
  • ป้องกันการใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจของเจ้าพนักงานในการจัดเก็บภาษี
  • ข้าราชการ บุคลากรของรัฐ และองค์กรต่างๆ สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงเป้าหมาย และสอดคล้องกับการพัฒนา
  • เพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใส
  • ระบบราชการสามารถตรวจสอบได้ในวงกว้างและเชื่อมโยงกับทุกฝ่าย
  • กฎหมายความมั่นคงภายในมีความสมดุลกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และความมั่นคง
  • การปรับปรุงกฎหมายความมั่นคงภายในคำนึงถึงความผาสุกของประชาชนเป็นหลัก

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • ท้องที่องค์กรเอกชน
  • องค์กรวิชาชีพ
  • ประชาชน
  • เมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ นครราชสีมา ขอนแก่น ภูเก็ต จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งท้องถิ่นอื่นๆ ที่มีลักษณะเฉพาะ
  • กรุงเทพมหานคร
  • บุคคลธรรมดา
  • นิติบุคคล
  • เจ้าพนักงาน
  • ข้าราชการ
  • บุคลากรของรัฐ
  • องค์กรต่างๆ
  • ภาคเอกชน
  • ภาคประชาสังคม
  • บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ หรือมีคุณสมบัติเหมาะสม

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ติดต่อราชการยากและจำกัดเวลา: ประชาชนต้องไปหน่วยงานในเวลาราชการ ต้องลางาน เดินทาง และรอคิว แม้เป็นเรื่องเล็กน้อยหรือการยื่นเอกสารซ้ำ
  • เอกสารเยอะ ระบบแยกส่วน: แต่ละหน่วยงานมีแอปหรือระบบของตนเอง ต้องกรอกข้อมูลซ้ำ ใช้เอกสารกระดาษจำนวนมาก และเกิดความผิดพลาดบ่อยครั้ง
  • ภาครัฐต้นทุนสูงแต่บริการไม่คล่องตัว: โครงสร้างการให้บริการแบบเดิมใช้กำลังคนและงบประมาณสูง แต่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตประชาชนยุคดิจิทัล

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับรัฐให้ “อยู่ในมือถือ” ของประชาชน บริการรัฐผ่านมือถือเป็นหลัก (Mobile-first)
  • เชื่อมการให้บริการทุกหน่วยงานด้วย One-ID
  • ลดเอกสารและขั้นตอน
  • เปลี่ยนการยื่นคำร้อง ใบรับรอง และการติดตามสถานะ เป็นระบบดิจิทัล
  • รวมบริการไว้แพลตฟอร์มเดียว

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประชาชนเข้าถึงบริการภาครัฐผ่านโทรศัพท์มือถือได้ง่าย ทุกที่ ทุกเวลา ไม่จำกัดเวลาราชการ
  • ใช้ One-ID ยืนยันตัวตนครั้งเดียว ใช้ได้ทุกบริการ ลดการกรอกข้อมูลซ้ำ
  • ลดการใช้เอกสารกระดาษอย่างเป็นระบบ
  • ประชาชนไม่ต้องโหลดหลายแอป ใช้ช่องทางกลางของรัฐในการเข้าถึงบริการสำคัญในชีวิตประจำวัน
  • รัฐทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น
  • ลดภาระงานซ้ำซ้อน
  • ลดความจำเป็นในการเพิ่มจำนวนข้าราชการ
  • ปรับบทบาทบุคลากรไปสู่การให้บริการที่มีคุณภาพมากขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ภาครัฐ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ขั้นตอนซ้ำซ้อนหลายหน่วยงาน: ผู้ประกอบการต้องขอใบอนุญาตจากหลายหน่วยงานที่ทับซ้อนกัน ใช้เอกสารและการพิจารณาซ้ำ ทำให้กระบวนการยืดเยื้อ
  • ต้นทุนเวลาและค่าใช้จ่ายสูง: การรออนุมัติยาวนานทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจ เพิ่มต้นทุนการเริ่มต้นและการขยายกิจการ โดยเฉพาะ SME และผู้ประกอบการรายใหม่
  • ความไม่ชัดเจนเปิดช่องทุจริต: กติกาและลำดับขั้นตอนที่ไม่โปร่งใสสร้างดุลพินิจสูง เสี่ยงต่อการเรียกรับผลประโยชน์และความไม่เป็นธรรม

จะทำอะไร (Action)

ปรับระบบการขออนุญาตของรัฐให้เป็นจุดเดียว ใบเดียว เพื่อลดขั้นตอน ลดต้นทุน และเพิ่มความโปร่งใสในการทำธุรกิจ

  • ใบอนุญาตเดียว ครอบคลุมทุกหน่วยงาน: รวมการขออนุญาตประกอบกิจการ การผลิต สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย แรงงาน ฯลฯ ไว้ในกระบวนการเดียว ลดการยื่นซ้ำหลายที่
  • ตั้งศูนย์กลาง Super Licensing Center: ทำหน้าที่เป็นจุดติดต่อเดียว (Single Point of Contact) ผู้ประกอบการยื่นข้อมูลและเอกสารครั้งเดียว ศูนย์จะกระจายข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแทน
  • บูรณาการการตรวจสอบภาคสนาม: ศูนย์ทำหน้าที่ประสานการนัดหมายและการตรวจสถานประกอบการร่วมกัน ลดการตรวจซ้ำหลายรอบ และยึดมาตรฐานเดียวด้านความปลอดภัยและคุณภาพ
  • มาตรฐานเดียว โปร่งใส ตรวจสอบได้: ใช้ระบบเดียวในการกำกับ ตรวจสอบ และประเมินความปลอดภัยและมาตรฐานกิจการ ลดดุลยพินิจ และลดโอกาสคอร์รัปชัน
  • ลดต้นทุนธุรกิจ ส่งเสริมการลงทุน: เมื่อขั้นตอนและเวลาในการขออนุญาตลดลง จะช่วยจูงใจให้เกิดธุรกิจใหม่ การลงทุนเพิ่มขึ้น และการขยายกิจการในประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดขั้นตอน ลดต้นทุน และเพิ่มความโปร่งใสในการทำธุรกิจ
  • ลดโอกาสคอร์รัปชัน
  • เกิดธุรกิจใหม่ การลงทุนเพิ่มขึ้น และการขยายกิจการในประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก SMEs

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ข้อมูลภาครัฐยังกระจัดกระจาย ไม่เชื่อมโยงกัน
  • ระบบบริการซ้ำซ้อน ประชาชนต้องยื่นเอกสารหลายที่รอเวลานาน
  • พนักงานรัฐมีภาระงานเอกสารจำนวนมากทำให้การบริการล่าช้า
  • ไม่มี “Open & Smart Government” ทำให้เกิดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น

จะทำอะไร (Action)

  • พัฒนา บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จในที่เดียว แพลตฟอร์มกลางสำหรับประชาชนและธุรกิจ เข้าถึงบริการภาครัฐอย่างเบ็ดเสร็จ ใบอนุญาตหลักๆ สามารถอนุมัติได้ภายใน 1 วัน
  • สร้างระบบ “Digital Governance Dashboard” แสดงผลข้อมูลเรียลไทม์เกี่ยวกับงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง และสถานะโครงการ พร้อมเปิดให้ประชาชนเข้าดูได้

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ภาครัฐ สามารถอนุมัติใบอนุญาตหลักๆ ได้ภายใน 1 วัน
  • ลดเวลาและขั้นตอนราชการลง
  • แสดงผลข้อมูลเรียลไทม์เกี่ยวกับงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง และสถานะโครงการ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ธุรกิจ
  • ผู้ประกอบการ
  • นักลงทุน
  • ภาครัฐ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • พัฒนาระบบการบริหารราชการแผ่นดินทั้งราชการส่วนกลางส่วนภูมิภาคส่วนท้องถิ่น และงานของรัฐอย่างอื่น ให้เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
  • พัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีความซื่อสัตย์สุจริต
  • สร้างทัศนคติเป็นผู้ให้บริการประชาชน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • การบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • บริการสาธารณะดีขึ้น
  • การใช้จ่ายเงินงบประมาณมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • เจ้าหน้าที่ของรัฐมีความซื่อสัตย์สุจริต และปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็วไม่เลือกปฏิบัติ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

“ลด” อำนาจรัฐ “เลิก” หลายใบอนุญาต จบที่ 1 คำขอ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ราชการงานไว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

อัพเกรดเป๋าตัง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

แอพโอน เติม จ่าย ครบวงจร

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ดำเนินกิจการทางการเมืองอย่างมีธรรมาภิบาล มีประสิทธิภาพ
  • มีความรับผิดชอบทางการเมือง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ไม่ระบุ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ทำให้ ประชาชนเข้าถึงข้อมูลทางการบริหาร
  • ให้ สิทธิในการตรวจสอบ
  • สร้างความโปร่งใส
  • ประกันประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ
  • ประกันประสิทธิภาพในการบริหารราชการ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประชาชนเข้าถึงข้อมูลทางการบริหาร
  • ประชาชนมีสิทธิในการตรวจสอบ
  • ความโปร่งใส
  • ประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ
  • ประสิทธิภาพในการบริหารราชการ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างระบบบริหารราชการที่เชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ให้บริการประชาชนโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ระบบราชการมีประสิทธิภาพ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • มุ่งเน้นให้มีการนำเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลมาใช้

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาทุนมนุษย์
  • เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน
  • เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของภาคเอกชน
  • สร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจฐานราก
  • สร้างโอกาสให้อุตสาหกรรมใหม่

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ภาคเอกชน
  • ธุรกิจฐานราก
  • อุตสาหกรรมใหม่

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ