ประเด็น

ภัยพิบัติ

มี 19 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
  • หลังจาก กกต. เปิดเผยเอกสารนโยบาย (ณ วันที่ 26 ม.ค. 2569) ทีมงานได้อัปเดตข้อมูลงบประมาณและแหล่งที่มาของงบประมาณที่ตรงกันระหว่างเอกสารนโยบายและเว็บไซต์พรรค โดยแสดงด้วยตัวอักษรสีเขียว
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การจัดการภัยพิบัติที่ขาดความเข้าใจ: แม้รัฐจะมีกลไกการจัดการภัยพิบัติตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ แต่การปฏิบัติงานจริง กลับดำเนินการแบบขาดความเข้าใจ และไม่เป็นไปตามกลไกของแผนที่ถูกวางไว้ การจัดการภัยพิบัติที่ผ่านมาถูกจัดการด้วยความสับสน และใช้กฎหมายที่ซ้ำซ้อน ทำให้เกิดปัญหาผู้บัญชาการเหตุการณ์หลายคน และยังเน้นการสั่งการจากส่วนกลาง ทำให้ท้องถิ่นขาดทรัพยากรในการจัดการภัยระดับพื้นที่ ขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นหน่วยงานบัญชาการหลักได้อย่างเต็มศักยภาพ งบประมาณส่วนใหญ่ของประเทศจากทุกหน่วยงานยังลงไปที่การก่อสร้างเพื่อซ่อมแซม (Hard Infrastructure) มากกว่าการลงทุนในระบบเตือนภัยและการจัดการโดยชุมชน อีกทั้งการจัดสรรงบประมาณยังไม่ได้คำนึงถึงการลดความเสี่ยงภัยพิบัติอีกด้วย
  • การแจ้งเตือนที่ "บอกให้รู้" แต่ "ไม่บอกให้รอด": แม้จะมีระบบ การส่งข้อความแจ้งเตือนภัยผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ (Cell Broadcast) แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นเพียง "Informational Alert" (แจ้งข่าวสาร) ยังขาด "Emergency Alert" (การเตือนภัยฉุกเฉิน) ที่ระบุเวลา สถานที่ และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ทำให้ประชาชนอพยพไม่ทันเวลา อีกทั้งยังขาดการแจ้งเตือนด้วยระบบอื่น ๆ ให้เต็มศักยภาพ ทั้งในส่วนของ หอเตือนภัย วิทยุ และโทรทัศน์
  • การบัญชาการที่ล่าช้าและระบบข้อมูลที่แยกส่วน: เมื่อเกิดเหตุจริง การตั้งศูนย์บัญชาการมักเกิดขึ้น "หลังเกิดภัย" ไม่ใช่ "ทันทีที่คาดว่าจะเกิดภัย" ตามที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 นอกจากนี้ การบัญชาการเหตุการณ์ยังขาดระบบฐานข้อมูลกลางในการระบุพิกัดผู้ขอความช่วยเหลือ เพื่อปฏิบัติการร่วมกับทีมกู้ภัยและมูลนิธิต่าง ๆ ทำให้การช่วยเหลือซ้ำซ้อนและตกหล่น
  • ระบบเยียวยาที่ล้าสมัยและล่าช้า: การชดเชยความเสียหายยังพึ่งพาระบบเอกสารและการทำประชาคมหมู่บ้าน ซึ่งใช้เวลานานและเสี่ยงต่อการตกหล่น แทนที่จะใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมในการยืนยันพื้นที่เสียหายเพื่อโอนเงินเข้าบัญชีประชาชนโดยตรง แม้ระเบียบเปิดช่องให้จังหวัดออกแบบเกณฑ์เพิ่มเติมได้ แต่แทบไม่ถูกนำมาใช้ เพราะไม่ได้มีการเปิดช่องให้ท้องถิ่น รวมถึงภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็น
  • ปัญหาความล่าช้าของการวิเคราะห์ข้อมูล ในการแจ้งเตือนแผ่นดินไหว ที่ปัจจุบันกรมอุตุฯต้องใช้เวลาถึง 4-10 นาทีหลังเกิดเหตุในการแจ้งเตือนภัยให้กับประชาชน
  • ปัญหาเชิงระบบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น การขาดความต่อเนื่องของประกันภัย/ การไม่สามารถต่อทะเบียนรถยนต์ที่มีการดัดแปลงเพื่อใช้ในภารกิจด้านการจัดการภัยพิบัติของมูลนิธิหรืออาสาสมัคร
  • ปัญหาที่ปัจจุบันอปพร.ต้องทำงานมากกว่า 8 ชั่วโมงถึงจะได้ค่าตอบแทน 300 บาท หากไม่ใช่อปพร. ต้องใช้ระเบียบฯค่าเดินทางมาเป็นค่าตอบแทน ที่ต้องทำงานมากกว่า 12 ชั่วโมง ถึงจะได้ค่าตอบแทน 240 บาท

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูป ปภ.: ปรับโครงสร้างการทำงานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  • จัดทำแผนที่ระบุความเสี่ยงรายพื้นที่ (ไม่ใช่แค่แผนที่แสดงภัย)
  • ส่งเสริมให้ชุมชนสามารถจัดการภัยพิบัติ
  • แก้ไขพ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมตรวจสอบการปฏิบัติงานจริงทั้งหมดของภัยแต่ละระดับตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ปี 2565-2570
  • ยกร่างแผนแม่บทฉบับใหม่ปี 2571-2575
  • กำหนดตัวชี้วัดระยะยาว
  • รื้อระบบการเตือนภัย: กำหนดอำนาจและขั้นตอนของการเตือนภัยทุกประเภท
  • เปลี่ยนระบบการแจ้งเตือนแผ่นดินไหวจากปัจจุบันที่ต้องใช้เวลา 4-10 นาที มาเป็นระบบ Integrated Primary seismic waves
  • นำค่าพยากรณ์ปริมาณน้ำฝนสะสมมาจำลอง (simulation) เพื่อคาดการณ์พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบพร้อมระดับการท่วมของน้ำให้ประชาชนล่วงหน้า
  • พัฒนาระบบรับข้อมูลการแจ้งเตือนโดยภาคประชาชนโดยให้มีการสะสมคะแนนนักแจ้งเตือนภาคประชาชนด้วย
  • ออกเป็นมติของคณะกรรมการบริหารระบบเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
  • กระจายอำนาจเตือนภัย: กำหนดอำนาจท้องถิ่นและชุมชนแจ้งเตือนแบบ Emergency alert
  • จัดเตรียมและตรวจสอบความพร้อมของศูนย์อพยพในพื้นที่เสี่ยงตามวงรอบ ก่อนเข้าช่วงฤดูกาลเสี่ยงภัย
  • ตั้งศูนย์บัญชาการตามระดับภัย ไม่ว่าจะเป็นระดับท้องถิ่น ไปจนถึงระดับชาติ
  • ดำเนินการด้วย ระบบ Single Command จากผู้บัญชาการเหตุการณ์แบ่งตามระดับภัย
  • ยกระดับภารกิจของกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องการช่วยเหลือภารกิจภัยพิบัติ เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการจัดทำแผนจัดการขยะในภาวะวิกฤต กระทรวงสาธารณสุขในการยกระดับการช่วยเหลือเคสเร่งด่วนทางอากาศ และทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต (MCATT) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการเตรียมอาหารบรรจุภัณฑ์พร้อมทานสำหรับภาวะวิกฤต หรือ การกำหนดกลไกการบัญชาการภัยพิบัติของกระทรวงกลาโหม ให้ตรงกับแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ
  • จัดทำแพลตฟอร์มระบบบัญชาการที่สามารถระบุพิกัดพื้นที่ประสบภัย พิกัดผู้ขอความช่วยเหลือ จับคู่กับทีมกู้ภัย และติดตามผลการช่วยเหลือได้
  • เปิดระบบฐานข้อมูลกลางให้มูลนิธิและอาสาสมัครลงทะเบียนล่วงหน้า
  • เชื่อมโยงฐานข้อมูลดังกล่าวเข้ากับระบบการขอใบอนุญาตต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของมูลนิธิและอาสาสมัคร
  • ออกระเบียบปรับค่าตอบแทนให้สมเหตุสมผล
  • แก้ไขระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย พร้อมหลักเกณฑ์การเยียวยาของภัยแต่ละประเภท
  • ให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการใช้เงินทดรองราชการในส่วนของการ ป้องกัน/ยับยั้ง “ก่อนเกิดเหตุ” และในส่วนของการช่วยเหลือผู้ประสบภัยใน “ขณะเกิดเหตุ” รวมถึงการตัดสินใจออกแบบการใช้เงินทดรองราชการ “นอกเหนือ”หลักเกณฑ์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ปกป้องการสูญเสียและชีวิตของประชาชน
  • ปภ.มีประสิทธิภาพ โดยการปรับตัวชี้วัดอ้างอิงบนฐานความเสี่ยงภัย
  • ใช้กำหนดงบประมาณตามระดับความเสี่ยงจริง แก้ปัญหามือใครยาวสาวได้สาวเอา
  • ชุมชนสามารถจัดการภัยพิบัติได้อย่างเข้มแข็ง (Community Based Disaster Risk Management)
  • ยกระดับการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติของไทยให้เท่าทันโลก
  • แก้ไขปัญหาความล่าช้าของการวิเคราะห์ข้อมูล
  • ระบบ Integrated Primary seismic waves ที่สามารถแจ้งเตือนแผ่นดินไหวได้ภายใน 1-2 นาทีหลังเกิดเหตุ
  • คาดการณ์พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบพร้อมระดับการท่วมของน้ำให้ประชาชนล่วงหน้า
  • ปรับเพิ่มระบบการแจ้งเตือนในสภาวะฉุกเฉิน (Emergency Alert) เพื่อใช้ในการเตรียมการและอพยพล่วงหน้าอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่มีเพียงการแจ้งเตือนแบบให้ข้อมูล (Informational Alert)
  • เพื่อการประสานงานที่สะดวกรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุ
  • แก้ไขปัญหาเชิงระบบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น การขาดความต่อเนื่องของประกันภัย/ การไม่สามารถต่อทะเบียนรถยนต์ที่มีการดัดแปลงเพื่อใช้ในภารกิจด้านการจัดการภัยพิบัติของมูลนิธิหรืออาสาสมัคร
  • มี ค่าตอบแทนที่สมเหตุสมผล สำหรับ คนจัดการภัยพิบัติ
  • ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย พร้อมหลักเกณฑ์การเยียวยาของภัยแต่ละประเภท สะท้อนความเป็นจริงและง่ายต่อการเบิกจ่ายมากขึ้น
  • เกิดการใช้เงินที่สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของภัยพิบัติในแต่ละพื้นที่ได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที (ในกรณีเกินศักยภาพงบประมาณของท้องถิ่นที่ใช้ระเบียบว่าด้วยการช่วยเหลือประชาชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ท้องถิ่น
  • มูลนิธิและอาสาสมัคร
  • อปพร.
  • ผู้ประสบภัย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 9.1) ว่า '1,500 ล้านบาท/ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 9.1) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การปรับตัวให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในโลกที่ร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นเป็นความท้าทายในระดับท้องถิ่น
  • ภาวะโลกร้อนส่งผลให้ความถี่และความรุนแรงของภัยพิบัติเพิ่มสูงขึ้น กระทบต่อชีวิตผู้คนและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง
  • ความเสียหายที่เกิดจากภาวะโลกร้อนในประเทศไทยมีรายละเอียดที่น่ากังวล:
  • ในช่วงปี พ.ศ. 2543–2562 ประเทศไทยมีดัชนีความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศโลก (Global Climate Risk Index) อยู่ใน อันดับที่ 9 ของโลก
  • ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยสูงถึง 7,719 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี หรือคิดเป็น ร้อยละ 0.82 ของ GDP ในช่วงเวลาดังกล่าว
  • เกิดเหตุภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศมากถึง 146 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 138 คน ในช่วงปี พ.ศ. 2543–2562
  • ผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร:
  • หากไม่มีมาตรการรองรับ ภาวะโลกร้อนอาจทำให้ ผลผลิตทางการเกษตรลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 6 ภายใน 10 ปีข้างหน้า
  • พื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทานและพื้นที่เพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวจะได้รับผลกระทบมากกว่าพื้นที่อื่น ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงต่อ ความมั่นคงทางอาหาร ในที่สุด

จะทำอะไร (Action)

  • ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ: ด้วยการปลูกและคุ้มครองป่าต้นน้ำ
  • ฟื้นรูปแนวร่องน้ำให้เป็นธรรมชาติ (Meandering): โดยปรับร่องน้ำหลักให้กลับมามีความโค้งตามธรรมชาติ
  • กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำที่ไม่จำเป็น: โดยนำอุปสรรคที่ทำให้การไหลสะดุดออก หรือออกแบบใหม่ให้สอดคล้องกับวิถีทางน้ำตามธรรมชาติ
  • ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำและป่าชายเลน: โดยรักษาและฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งและป่าชายเลน
  • สนับสนุนเกษตรกรปรับเปลี่ยนการเพาะปลูก: ผ่านการให้เงินช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไขในการปรับเปลี่ยนแนวทางการเพาะปลูกพืชตามที่รัฐกำหนด เช่น การปลูกข้าวที่ใช้น้ำน้อยลง อาทิ การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง หรือการปลูกพืชด้วยเมล็ดพันธุ์ชนิดที่รัฐวิจัยและส่งเสริม
  • ประกันภัยการเกษตรด้วยดัชนีสภาพอากาศ: โดยปรับปรุงกลไกในปัจจุบันที่มีอยู่แล้ว ให้รัฐ อุดหนุนค่าประกันภัยการเกษตร ในลักษณะการร่วมจ่ายกับเกษตรกร
  • จัดทำปฏิทินการเพาะปลูกตามข้อมูลภูมิอากาศ: เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลพยากรณ์และปฏิทินเพาะปลูกที่ปรับตามภูมิภาค
  • วางผังเมืองให้รองรับความเสี่ยง: เช่น การกำหนดพื้นที่สงวนไว้สำหรับเป็นพื้นที่รับน้ำและพื้นที่สีเขียวให้ชัดเจน รวมไปถึงการกำหนดให้มี ระยะถอยร่นจากลำน้ำ และคงไว้ซึ่งพื้นที่ธรรมชาติริมฝั่งน้ำเป็นข้อบังคับเด็ดขาด
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น: รองรับภัยพิบัติ ตามแนวคิด Nature-based Solutions (NbS) เช่น การออกแบบพื้นที่สาธารณะให้กักเก็บน้ำชั่วคราวได้
  • ทบทวนแผนการบริหารจัดการน้ำใหม่ทั้งระบบ: ทั้งสถานการณ์ปกติ และสถานการณ์อุทกภัย
  • ผลักดันร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: โดยมีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการจัดตั้ง กองทุนการเปลี่ยนผ่านสีเขียว และ กองทุนการปรับตัวและรับมือภัยพิบัติ
  • ปรับปรุงกฎหมายและนโยบายให้เอื้อต่อการดำเนินโครงการ NbS
  • ประกาศบังคับใช้ระบบทางน้ำตามผังน้ำใน 22 ลุ่มน้ำ (ตาม ม.17(5) และ ม.56 แห่ง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561) ร่วมกับ สทนช. และกรมโยธาธิการและผังเมือง
  • เร่งจัดทำข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยอาจเริ่มจากพื้นที่เสี่ยงสูงบางแห่ง เช่น EEC
  • ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนที่ดิน: เพื่อให้รัฐสามารถซื้อที่ดินที่มีความเสี่ยงเกิดภัยพิบัติ (เช่น พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก) ในราคาที่เป็นธรรม
  • มาตรการทางการเงิน: ทำ ประกันภัยพื้นที่น้ำท่วม และ การอุดหนุนดอกเบี้ย แก่สถาบันการเงิน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กลุ่มเปราะบาง เข้าถึงทรัพยากรและงบประมาณในการฟื้นฟูชีวิต
  • ลดการพังทลายของดินและเพิ่มการกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ
  • ชะลอการไหลและลดการกัดเซาะตลิ่ง
  • ระบบน้ำ ไหลเป็นธรรมชาติ
  • พื้นที่ชุ่มน้ำและป่าชายเลน มีลักษณะเป็นฟองน้ำช่วยชะลอคลื่นและกักเก็บน้ำหลาก
  • เกษตรกร ปรับเปลี่ยนแนวทางการเพาะปลูกพืชตามที่รัฐกำหนด (เช่น การปลูกข้าวที่ใช้น้ำน้อยลง)
  • เกษตรกร ได้รับอุดหนุนค่าประกันภัยการเกษตร
  • เกษตรกร เข้าถึงข้อมูลพยากรณ์และปฏิทินเพาะปลูกที่ปรับตามภูมิภาค
  • เกษตรกร ได้รับเงินช่วยเหลือในกรณีเกิดภัยพิบัติ
  • เมืองมี พื้นที่รับน้ำและพื้นที่สีเขียว
  • เมืองมี ระยะถอยร่นจากลำน้ำ
  • เมืองมี พื้นที่ธรรมชาติริมฝั่งน้ำเป็นข้อบังคับเด็ดขาด เพื่อเป็นพื้นที่กันชน
  • มี โครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น รองรับภัยพิบัติ (เช่น การออกแบบพื้นที่สาธารณะให้กักเก็บน้ำชั่วคราวได้)
  • สอบทานถึงความจำเป็นของโครงการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ
  • มี กลไกสำคัญในการช่วยเหลือชุมชน กลุ่มเปราะบาง
  • กฎหมายและนโยบาย เอื้อต่อการดำเนินโครงการ NbS
  • ระบบทางน้ำตามผังน้ำใน 22 ลุ่มน้ำ ถูกบังคับใช้
  • มีข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
  • รัฐสามารถซื้อที่ดินที่มีความเสี่ยงเกิดภัยพิบัติ (เช่น พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก) ในราคาที่เป็นธรรม
  • ประชาชนสามารถเข้าถึงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับซื้อบ้านในพื้นที่น้ำไม่ท่วม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • กลุ่มเปราะบาง
  • เกษตรกร
  • ชุมชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • รัฐ (สำหรับการอุดหนุนค่าประกันภัยการเกษตร)
  • รัฐ (สำหรับการอุดหนุนดอกเบี้ยแก่สถาบันการเงิน)
  • กองทุนการเปลี่ยนผ่านสีเขียว
  • กองทุนการปรับตัวและรับมือภัยพิบัติ
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ภาวะโลกร้อนทำให้ความถี่และความรุนแรงของภัยพิบัติเพิ่มสูงขึ้น ทั้งน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และภัยแล้ง ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ
  • แม้ไทยจะมีแผนป้องกันภัยพิบัติ แต่ยังขาดการเชื่อมโยงกับข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง
  • ประสิทธิภาพการรับมือต่ำ: นโยบายรัฐมักให้ความสำคัญกับการลดก๊าซเรือนกระจกมากกว่าการสร้างระบบรับมือภัยพิบัติ ทำให้การเตรียมพร้อมและเผชิญเหตุยังไม่น่าพอใจ
  • อปท. ขาดอำนาจและทรัพยากร: องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานเผชิญเหตุแรกสุด กลับขาดการสนับสนุนทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ ข้อมูล และแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน
  • การเยียวยาล่าช้า: เมื่อเกิดภัยพิบัติ การเยียวยาและฟื้นฟูทำได้ล่าช้า เนื่องจากกฎระเบียบไม่สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ทำให้ประชาชนต้องสูญเสียทรัพย์สินและผลผลิตทางเศรษฐกิจ

จะทำอะไร (Action)

  • พรรคประชาชนจะปฏิรูประบบการรับมือภัยพิบัติเป็น 4 มิติหลัก โดยเน้นการสร้างความยืดหยุ่นและการให้อำนาจท้องถิ่น
  • จัดทำแผนและกลไกทางการเงินที่ให้ อปท. สามารถเข้าถึงงบประมาณเพื่อใช้ในการรับมือภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที (เช่น ทำแหล่งกักเก็บน้ำ, ปรับปรุงเส้นทางระบายน้ำ)
  • เชื่อมโยงแผนเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของท้องถิ่นเข้ากับกระบวนการภาครัฐ (เช่น ผังเมือง, การจัดทำรายงาน EIA, การออกแบบอาคาร)
  • สนับสนุนการวิจัย (เช่น ระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น, การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมรับภัยพิบัติด้วยหลักการ Eco-DRR (การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยอาศัยระบบนิเวศ))
  • พัฒนาระบบ การประกันภัยพืชผล
  • เชื่อมโยงข้อมูลทางอุทกวิทยาและข้อมูลคุณภาพอากาศจากหน่วยงานต่าง ๆ ให้เป็น ระบบข้อมูลเดียวกัน
  • ออกแบบระบบเตือนภัยให้ครอบคลุมทุกตำบลตามหลักการ CbDRM (การจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติโดยชุมชนเป็นฐาน)
  • ติดตั้งและเปิดใช้ระบบเตือนภัยสาธารณะแบบ Cell Broadcast
  • พัฒนาช่องทาง Open Chat ของแต่ละท้องถิ่น
  • ถ่ายโอนอำนาจให้ท้องถิ่นในการ ประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติ
  • ตรวจสอบให้แต่ละพื้นที่มีการเตรียม ศูนย์พักพิงและพื้นที่ปลอดภัยมาตรฐานล่วงหน้า (หมู่บ้านละ 1 แห่ง)
  • แจ้งแนวทางการเผชิญภัยพิบัติให้ประชาชนทราบล่วงหน้า
  • ฝึกซ้อมการบัญชาการเหตุการณ์อย่างจริงจัง
  • เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วม (การฝึกซ้อม)
  • ออกแบบระบบข้อมูลเพื่อบัญชาการเหตุการณ์ที่สามารถติดตามสถานการณ์และผลการดำเนินงานได้แบบ เรียลไทม์
  • เปลี่ยนแนวคิดจากการรอให้เหตุการณ์ผ่านพ้นไปก่อน มาเป็นการ จ่ายค่าชดเชยเยียวยาทันทีที่ประสบเหตุ (เช่น เพื่อใช้ในการอพยพ)
  • เข้าไปฟื้นฟูและเยียวยาชุมชนทันที (กรณีการปนเปื้อนสารพิษอุตสาหกรรม)
  • นำระบบข้อมูลสารสนเทศยุคใหม่ เช่น ภาพถ่ายจากดาวเทียม มาใช้ในการตรวจสอบและประเมินสถานการณ์ภัยพิบัติ
  • ฟื้นฟูสาธารณูปโภคที่เสียหายกลับมาใหม่ให้มีความยืดหยุ่นขึ้น (เช่น ออกแบบระบบท่อแยกน้ำเสียออกจากน้ำฝน, แหล่งน้ำสำรอง)
  • กระทรวงสาธารณสุข (กรมอนามัย, กรมควบคุมโรค, กรมสุขภาพจิต) ต้องเข้าไปตรวจทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขอนามัยของประชาชนหลังประสบภัยพิบัติ
  • กระจายอำนาจและงบประมาณให้ อปท. ในการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ
  • ให้อำนาจและความยืดหยุ่นกับ อปท. ในการประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติ และการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อรับมือภัยพิบัติ
  • พัฒนาศักยภาพบุคลากรท้องถิ่นและชุมชน
  • ให้ อปท. จัดทำแผนรับมือภัยพิบัติอย่างจริงจัง
  • ปรับเกณฑ์การประกาศภัยพิบัติให้ชัดเจน
  • แก้ไขระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • *อปท.*มีอำนาจและความยืดหยุ่นในการประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติ และการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อรับมือภัยพิบัติ
  • ระบบเตือนภัยมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
  • โครงสร้างพื้นฐานพร้อมรับภัยพิบัติ
  • มีระบบ การประกันภัยพืชผล
  • ข้อมูลทางอุทกวิทยาและข้อมูลคุณภาพอากาศเป็น ระบบข้อมูลเดียวกัน
  • ระบบเตือนภัยครอบคลุมทุกตำบล
  • ระบบเตือนภัยสาธารณะแบบ Cell Broadcastสามารถส่งคำเตือนผ่านทางโทรศัพท์มือถือทุกกลุ่มที่มีความเสี่ยงได้
  • ท้องถิ่นมีอำนาจในการ ประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติ
  • มีเกณฑ์การประกาศที่ชัดเจน
  • มีระเบียบการใช้เงินที่ยืดหยุ่นตามสถานการณ์
  • แต่ละพื้นที่มีการเตรียม ศูนย์พักพิงและพื้นที่ปลอดภัยมาตรฐานล่วงหน้า (หมู่บ้านละ 1 แห่ง)
  • มีอุปกรณ์ที่เพียงพอ
  • ประชาชนทราบแนวทางการเผชิญภัยพิบัติล่วงหน้า
  • มีการฝึกซ้อมการบัญชาการเหตุการณ์อย่างจริงจัง
  • ระบบข้อมูลเพื่อบัญชาการเหตุการณ์สามารถติดตามสถานการณ์และผลการดำเนินงานได้แบบ เรียลไทม์
  • ค่าชดเชยเยียวยาจ่ายทันทีที่ประสบเหตุ
  • เงินเยียวยาจ่ายได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที
  • สาธารณูปโภคที่เสียหายมีความยืดหยุ่นขึ้น
  • สุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขอนามัยของประชาชนได้รับการตรวจหลังประสบภัยพิบัติ
  • บุคลากรท้องถิ่นและชุมชนมีศักยภาพเพิ่มขึ้น
  • *อปท.*จัดทำแผนรับมือภัยพิบัติอย่างจริงจัง
  • เกณฑ์การประกาศภัยพิบัติชัดเจน
  • ระเบียบกระทรวงการคลังปรับเกณฑ์การจ่ายค่าชดเชยเยียวยาให้สมเหตุสมผลกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • อปท. (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น)
  • เกษตรกร (จากระบบ การประกันภัยพืชผล)
  • ผู้ประสบภัยพิบัติ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • วงจร "น้ำท่วมซ้ำซากสลับน้ำแล้งซ้ำซาก" สร้างความเสียหายมหาศาล
  • การบริหารที่ขาดเอกภาพ มีหน่วยงานและกฎหมายที่ซ้ำซ้อน
  • ขาดเอกภาพในการบริหาร: แม้จะมี สทนช. เป็นผู้กำหนดนโยบาย แต่หน่วยปฏิบัติอย่าง กรมชลประทาน, กรมทรัพยากรน้ำ และ กฟผ. ยังมีอำนาจและงบประมาณแยกขาดจากกัน ทำให้การกักเก็บและระบายน้ำขาดความต่อเนื่อง
  • ระบบระบายน้ำล้าสมัย พื้นที่เขตเมืองไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงน้ำ เกษตรกรส่วนใหญ่ที่อยู่นอกเขตชลประทานต้องพึ่งพาเพียงน้ำฝน ขาดระบบกักเก็บและกระจายน้ำชลประทานที่มีประสิทธิภาพ
  • แผนแม่บทปัจจุบันที่ขาดการจัดลำดับความสำคัญของโครงการอย่างชัดเจน

จะทำอะไร (Action)

  • เสริมอำนาจ สทนช. ยกระดับให้เป็น "องค์กรกำกับดูแลและสั่งการน้ำแห่งชาติ" จัดโครงสร้างหน่วยงานภายในใหม่ตาม "รายลุ่มน้ำ" แทนการแบ่งตามหน้าที่
  • ควบรวมหน่วยงานปฏิบัติการเดิมให้เป็นหน่วยเดียวตามเขตลุ่มน้ำ
  • จัดทำงบประมาณรายจ่ายด้านน้ำแบบลุ่มน้ำ (Single Water Budget) เพื่อให้มั่นใจว่าทุกโครงการแก้ไขปัญหาตามลำดับความสำคัญของแต่ละลุ่มน้ำ ไม่ใช่ตามอำนาจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง
  • แก้ไข พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ในหมวดที่มาและอำนาจของคณะกรรมการลุ่มน้ำ เพื่อสร้างเอกภาพในการจัดการและให้มาจากการรับผิดชอบทางการเมือง
  • จัดทำแผนแม่บทที่ใช้การวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์
  • ยกระดับด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ใช้ Lidar และโดรนผิวน้ำ สำรวจพื้นใต้น้ำ ลงทุนระบบประตูน้ำอัตโนมัติ ใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์ช่วยตัดสินใจในการบริหาร ลงทุนในระบบฐานข้อมูลน้ำแบบเรียลไทม์ (Real-time Water Data Platform) ใช้ เทคโนโลยีพยากรณ์น้ำในระดับพื้นที่ (GIS)
  • ร่วมมือกับกรมผังเมืองและกรมที่ดิน บังคับใช้กฎหมายผังเมือง และการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องกับแผนการบริหารจัดการน้ำระดับลุ่มน้ำ
  • จัดสรรงบประมาณจัดการน้ำ โดยเน้นจ้างงานและส่งเสริมเอกชนไทยให้พัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำของคนไทยเอง
  • จัดสรรเงินทุนสนับสนุนการจัดการลุ่มน้ำย่อย สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการสร้าง กระบวนการวางแผนและให้ อปท ทั้งหมดในลุ่มน้ำย่อยนั้นเห็นชอบร่วมกันให้มี ทีมวิชาการที่เข้าไปช่วยจัดทำผังน้ำชุมชน ช่วยวางแผน ประเมินผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในลุ่มน้ำย่อยนั้นเป็นภาพรวม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • แก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งอย่างยั่งยืน
  • สร้างเอกภาพในการจัดการ
  • ช่วยเก็บข้อมูลและการจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • เกษตรกรและชุมชนเข้าถึงข้อมูลการใช้น้ำและคาดการณ์สถานการณ์น้ำ อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • เกษตรกร
  • ชุมชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 60,000 ล้านบาท
  • เงินทุนสนับสนุนการจัดการลุ่มน้ำย่อย 2-3 ล้านบาท/ปี สำหรับ อปท.

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 6.1) ว่า '60,000 ล้านบาท/ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 6.1) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ (เป็นงบประมาณก้อนเดียวกับที่ใช้ในนโยบายลำดับที่ ๑๒.๑)'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศส่งผลให้พื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำและทุ่งรับน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำยม-น่าน ต้องแบกรับภาระการระบายน้ำที่รุนแรงและยาวนานขึ้น
  • ภาระจากทุ่งรับน้ำและพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ: พื้นที่ตั้งแต่จังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร ลงมาจนถึงอ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี และนครปฐม ถูกใช้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำหลัก ส่งผลให้น้ำท่วมสูงและยาวนานกว่าปกติ โดยในปี 2568 บางพื้นที่ต้องเผชิญสภาวะน้ำท่วมขังยาวนานกว่า 5 เดือน
  • วิกฤตเศรษฐกิจและสังคม: ประชาชนสูญเสียรายได้จากการเกษตร 1-2 ฤดูกาล ขาดแคลนระบบสาธารณูปโภคที่ทนทาน และไม่มีระบบการจัดการศูนย์พักพิงที่เป็นมาตรฐาน รวมถึงขาดมาตรการฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลดที่ชัดเจน
  • ข้อจำกัดในการระบายน้ำ: ขีดความสามารถในการระบายน้ำของแม่น้ำสายหลักและคลองสาขาไม่เพียงพอต่อปริมาณมวลน้ำที่เพิ่มขึ้น ทำให้พื้นที่ทุ่งรับน้ำกลายเป็นพื้นที่รองรับน้ำขังถาวรซึ่งกระทบต่อการดำรงชีวิตอย่างรุนแรง

จะทำอะไร (Action)

  • ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทานเพื่อลดภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ
  • มุ่งเน้นการเยียวยาที่เป็นธรรม การฟื้นฟูรายได้ 6 เดือน และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานระดับชุมชนให้พร้อมรับฤดูน้ำหลาก
  • ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อ "ลดความเสี่ยง" และ "เพิ่มทางเลือก" ในการจัดการน้ำ
  • เพิ่มขีดความสามารถการระบายน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน อีกอย่างน้อย 500 ลบ.ม./วินาที ภายใน 4 ปี
  • เยียวยา ฟื้นฟู และเตรียมรับน้ำ มุ่งเน้นการอัดฉีดสภาพคล่องและปรับปรุงกายภาพชุมชนให้พร้อมเผชิญเหตุ
  • จัดทำ ระบบชดเชยที่เป็นธรรม
  • มอบ เงินช่วยเหลือเผชิญเหตุ: 3,000 บาท/เดือน ตลอดช่วงน้ำท่วม
  • มอบ ค่าเสียโอกาสเกษตรกรรม: 1,000 บาท/เดือน/ไร่ พร้อมชดเชยค่าซ่อมแซมบ้านตามจริงและค่าปลงศพอัตรามาตรฐาน
  • พักชำระหนี้/ดอกเบี้ย 0%
  • ให้สินเชื่อฟื้นฟูอาชีพ 0% สำหรับ SMEs และเกษตรกร
  • จัดสรร งบประมาณผ่าน อปท. เพื่อจ้างคนในพื้นที่ฟื้นฟูชุมชนตนเอง (ขุดลอกคลอง/ซ่อมอาคาร)
  • วางแผนส่งน้ำและเพาะปลูกพืชอายุสั้น/พืชบำรุงดินที่มีตลาดรองรับ
  • สนับสนุนงบประมาณยกพื้นบ้านและสาธารณูปโภค (หม้อแปลง/ประปา) ให้สูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุด
  • ปรับปรุงอาคารสาธารณะในทุกอำเภอให้เป็นศูนย์พักพิงที่ "น้ำท่วมไม่ถึง" พร้อมระบบสำรองไฟ (Solar Cell) และอาหาร
  • ขุดลอกคลองครั้งใหญ่ช่วงหน้าแล้ง ตรวจสอบประตูระบายน้ำให้เสร็จก่อนเดือนพฤษภาคม ติดตั้งระบบเตือนภัยถึงมือถือประชาชน
  • ปฏิรูปโครงสร้างจัดการน้ำลุ่มน้ำ
  • มุ่งเน้นการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง
  • ปรับปรุงบ้านเรือน พื้นที่ชุมชน และสาธารณูปโภคในพื้นที่ทุ่งรับน้ำและนอกคันกั้นน้ำทั้งหมดให้ปลอดภัยและพ้นแนวระดับน้ำท่วมขัง
  • เพิ่มประสิทธิภาพ การระบายน้ำ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน
  • พัฒนาระบบระบายน้ำแนวเหนือ-ใต้ จากทุ่งเจ้าเจ็ดสู่ยอดอ่าวไทย
  • เร่งผลักดันโครงการทางน้ำหลากฝั่งตะวันออก (ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย)
  • ปฏิรูปจัดการน้ำลุ่มน้ำยม-น่าน
  • เพิ่มประสิทธิภาพการระบายเพื่อลดปริมาณน้ำที่ต้องผันเข้าทุ่งบางระกำและป้องกันเขตเศรษฐกิจสุโขทัย
  • เพิ่มช่องทางเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่นอกคันกั้นน้ำและทุ่งรับน้ำ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เปลี่ยนวิกฤตน้ำท่วมเป็นชีวิตที่มั่นคง
  • ลดภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ
  • การฟื้นฟูรายได้ 6 เดือน
  • เพิ่มทางเลือก ในการจัดการน้ำ
  • ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับน้ำได้ (Living with Water)
  • เพิ่มขีดความสามารถการระบายน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน อีกอย่างน้อย 500 ลบ.ม./วินาที
  • สร้างรายได้ก่อนน้ำหลาก
  • ระบบชดเชยที่เป็นธรรม
  • เพิ่มประสิทธิภาพ การระบายน้ำ แม่น้ำเจ้าพระยา +300 ลบ.ม./วินาที
  • เพิ่มประสิทธิภาพ การระบายน้ำ แม่น้ำท่าจีน (+100 ลบ.ม./วินาที)
  • ระบบระบายน้ำแนวเหนือ-ใต้ (+100 ลบ.ม./วินาที)
  • โครงการทางน้ำหลากฝั่งตะวันออก รับมวลน้ำได้เพิ่มถึง 500-900 ลบ.ม./วินาที
  • ลดปริมาณน้ำที่ต้องผันเข้าทุ่งบางระกำ
  • ป้องกันเขตเศรษฐกิจสุโขทัย
  • เพิ่มประสิทธิภาพการระบาย ลุ่มน้ำยม-น่าน อย่างน้อย 400 ลบ.ม./วินาที
  • นำน้ำเข้า-ออกรวดเร็วขึ้น ลดระยะเวลาท่วมขังในพื้นที่

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง
  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายใน 4 ปี (outcome: เพิ่มขีดความสามารถการระบายน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ท่าจีน อีกอย่างน้อย 500 ลบ.ม./วินาที)
  • มาตรการระยะสั้น (มีนาคม - กันยายน 2569) (action: มุ่งเน้นการเยียวยาที่เป็นธรรม การฟื้นฟูรายได้ 6 เดือน และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานระดับชุมชนให้พร้อมรับฤดูน้ำหลาก)
  • มาตรการระยะยาว (ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป) (action: ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน)
  • ภายใน 4 ปี (action: มุ่งเน้นการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ฝุ่นพิษ PM2.5 ในประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือคือ ไฟป่า ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมากว่า 10 ปี
  • "งบประมาณ" ที่มักถูกตัดลดอย่างมหาศาล และระเบียบที่ล็อกสเปกจนเจ้าหน้าที่ไม่มีอุปกรณ์ที่ใช้งานได้จริง
  • งบประมาณไม่เพียงพอและล่าช้า: ท้องถิ่นที่รับผิดชอบไฟป่าในป่าสงวนมักถูกตัดงบประมาณจากระดับพันล้านเหลือเพียงหลักร้อยล้านบาททั่วประเทศ ทำให้ต้องรอ "งบกลาง" ซึ่งมักจะมาถึงหลังจากไฟดับไปแล้ว
  • ขาดแคลนอุปกรณ์และเทคโนโลยี: เจ้าหน้าที่ขาดอุปกรณ์ทุ่นแรงพื้นฐาน เช่น รถมอเตอร์ไซค์วิบาก, เครื่อง AED, และที่สำคัญที่สุดคือ โดรนตรวจจับความร้อน ทำให้หลายครั้งเจ้าหน้าที่ต้องเดินเท้าเข้าป่าลึกอย่างยากลำบากแต่กลับ "หลงพิกัด" เพราะไม่มีข้อมูลที่แม่นยำ
  • สวัสดิการย่ำแย่และอุปกรณ์ใช้ไม่ได้จริง: อาสาดับไฟป่าได้รับค่าตอบแทนน้อยนิด รัฐไม่สามารถจัดซื้อประกันชีวิตให้ได้เนื่องจากติดระเบียบ และการบังคับซื้ออุปกรณ์ที่ใช้งานไม่ได้จริง เช่น "ลาโค่" หรือไม้ตบไฟ ในพื้นที่ที่ควรใช้เครื่องเป่าลมหรือโดรน
  • ข้อมูลไม่ทันการณ์: ข้อมูลจุดความร้อนจากดาวเทียมที่รายงานเพียง 2 ครั้งต่อวัน ไม่เพียงพอต่อการควบคุมไฟที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว

จะทำอะไร (Action)

  • พัฒนาการใช้ดาวเทียมตรวจจับ Hotspot ให้มีความถี่สูงขึ้น
  • ส่งเสริมดาวเทียมขนาดเล็กของไทยเองเพื่อให้ตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์
  • บูรณาการใช้เฮลิคอปเตอร์และโดรน
  • ปรับกฎระเบียบให้เจ้าหน้าที่ใช้โดรนในพื้นที่ภัยพิบัติได้อย่างคล่องตัวโดยไม่ผิดกฎหมาย
  • ใช้ระบบดิจิทัลติดตามว่าพื้นที่ไหนมีการชิงเผาหรือจัดการเชื้อเพลิงไปแล้วบ้าง
  • แก้ไขระเบียบจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้ท้องถิ่นซื้ออุปกรณ์ที่ "เหมาะกับป่าในพื้นที่"
  • จัดสรรงบประมาณให้ อบจ. ทำงานร่วมกับชุมชนในการสร้างแนวกันไฟและเตรียมทีมตอบสนองไว
  • ปรับสัญญาจ้างทีมดับไฟป่า: เปลี่ยนแรงงานรายวันเป็นสัญญาจ้าง 3-5 ปี
  • รัฐสนับสนุนงบประมาณซื้อประกันชีวิตและอุบัติเหตุให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทุกคน
  • จัดหา GPS และวิทยุสื่อสารที่ใช้งานได้แม้อยู่ในจุดอับสัญญาณ
  • จัดหาเครื่อง AED และชุดออกซิเจนประจำทีม
  • แก้ไขปัญหาไฟป่าที่ต้นตอโดยเชื่อมโยงกับการจัดการสิทธิที่ดินทำกินในเขตป่า

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • มีการ ใช้ดาวเทียมตรวจจับ Hotspot ที่มีความถี่สูงขึ้น
  • มีการ ตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ (จาก ดาวเทียมขนาดเล็กของไทยเอง)
  • เจ้าหน้าที่ใช้โดรนในพื้นที่ภัยพิบัติได้อย่างคล่องตัวโดยไม่ผิดกฎหมาย
  • มีการ ประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า (จาก Tracking การจัดการเชื้อเพลิง)
  • ท้องถิ่นซื้ออุปกรณ์ที่ "เหมาะกับป่าในพื้นที่"
  • มีการ สร้างแนวกันไฟและเตรียมทีมตอบสนองไว (โดย อบจ. ทำงานร่วมกับชุมชน)
  • มีการ สร้างความมั่นคงและสะสมความเชี่ยวชาญ (จากการ เปลี่ยนแรงงานรายวันเป็นสัญญาจ้าง 3-5 ปี)
  • ประกันชีวิต 100% (สำหรับ เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทุกคน)
  • มี GPS และวิทยุสื่อสารที่ใช้งานได้แม้อยู่ในจุดอับสัญญาณ
  • มี เครื่อง AED และชุดออกซิเจนประจำทีม
  • ชาวบ้านร่วมเป็นหูเป็นตาและดูแลรักษาป่าร่วมกับรัฐ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ท้องถิ่น
  • อาสาดับไฟป่า

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 2.2) ว่า '4,500 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 2.2) ว่า การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความเสี่ยงถูกผูกขาดในเทคโนโลยี
  • การขาดนโยบายในการพัฒนาด้านอวกาศ

จะทำอะไร (Action)

  • สนับสนุนอุตสาหกรรมอวกาศ
  • ใช้ดาวเทียมและข้อมูลอวกาศจัดการน้ำท่วม ไฟป่า และฝุ่น PM 2.5
  • ลงทุนเทคโนโลยีป้องกันประเทศ
  • ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ '3 เสาหลักอวกาศไทย'
  • เพิ่มขีดความสามารถในการเก็บข้อมูล
  • ปรับปรุงแผนดาวเทียม
  • เปิดข้อมูลสู่สาธารณะ
  • จัดสรรงบประมาณแบบต่อเนื่องหลายปี
  • ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
  • เร่งออกกฎหมายกำกับกิจการอวกาศ
  • เพิ่มสัดส่วนการใช้อุปกรณ์ที่ออกแบบและประกอบในไทยให้ใกล้เคียง 100%

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สามารถแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ
  • สร้างเศรษฐกิจอวกาศ
  • มีความมั่นคงและอธิปไตยทางข้อมูล
  • ส่งเสริมการจดสิทธิบัตรด้านอวกาศ
  • ยกระดับสู่มาตรฐานสากล

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • รัฐ
  • ผู้ประกอบการรายเล็ก
  • นักศึกษา
  • ผู้เชี่ยวชาญ
  • ผู้ประกอบการรายใหญ่

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • น้ำท่วมซ้ำซาก ทำลายชีวิตและเศรษฐกิจทุกปี
  • ประชาชนในหลายพื้นที่ต้องเผชิญน้ำท่วมเป็นประจำ บ้านเรือน พื้นที่ทำกิน และธุรกิจเสียหายซ้ำซ้อน
  • รัฐยังแก้ปัญหาในลักษณะเฉพาะหน้า ไม่ยั่งยืน
  • การบริหารจัดการน้ำแยกส่วน ไม่สอดคล้องกับลุ่มน้ำจริง
  • การจัดการน้ำยังอิงเขตปกครองและหน่วยงาน ทำให้ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำขาดการวางแผนร่วมกัน
  • เกิดทั้งน้ำท่วมและขาดแคลนน้ำในระบบเดียวกัน
  • การเตือนภัยและผังเมืองไม่ทันการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ
  • ระบบพยากรณ์และเตือนภัยยังไม่แม่นยำ
  • การพัฒนาเมืองรุกล้ำทางน้ำไหล ทำให้ความเสียหายจากน้ำท่วมรุนแรงขึ้นในระยะยาว

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับการจัดการน้ำของประเทศจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่ระบบป้องกันเชิงรุกที่ยึดพื้นที่ ข้อมูล และภูมิอากาศเป็นตัวตั้ง
  • บริหารจัดการน้ำแบบลุ่มน้ำ (Basin-based Management)
  • วางแผนการใช้น้ำ การกักเก็บ และการระบายน้ำในภาพรวมของทั้งลุ่มน้ำ
  • เชื่อมข้อมูลดาวเทียม เซนเซอร์วัดระดับน้ำ และข้อมูลฝนแบบเรียลไทม์
  • เพิ่มพื้นที่ชะลอน้ำและยกระดับโครงสร้างเมือง
  • ขยายพื้นที่แก้มลิงธรรมชาติ
  • ปรับปรุงคูคลองและระบบระบายน้ำในเมือง
  • ปรับผังเมืองรองรับน้ำท่วม
  • กำหนดเขต Floodway อย่างชัดเจน พร้อมมาตรการจูงใจให้ปรับปรุงอาคารและที่อยู่อาศัย

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างสมดุลระหว่างการใช้น้ำและการป้องกันน้ำท่วม
  • เพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์และแจ้งเตือน
  • ประชาชนและท้องถิ่นเตรียมรับมือได้ทัน
  • รองรับฝนที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • ลดความเสียหายเชิงเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ท้องถิ่น

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 87) ว่า '100 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 87) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบเตือนภัยปัจจุบันกระจัดกระจาย เตือนช้า เตือนไม่ตรงจุด
  • หลายหน่วยงานแจ้งเตือนซ้ำซ้อนหรือไม่สอดคล้อง
  • ประชาชนสับสนและพลาดช่วงเวลาสำคัญในการเอาชีวิตรอด
  • สั่งการไม่เป็นเอกภาพ
  • เมื่อเกิดภัยพิบัติ การประสานงานระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่นล่าช้า
  • ไม่มีแนวทางปฏิบัติเดียวกันต่อสัญญาณเตือนแต่ละประเภท
  • ประชาชนไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร
  • คำเตือนภัยยังสื่อสารเชิงเทคนิค
  • ประชาชนไม่เข้าใจความรุนแรงของสถานการณ์และวิธีปฏิบัติตัวที่ถูกต้องในแต่ละระดับการเตือน

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับหน่วยงานป้องกันสาธารณภัยเป็นหน่วยงานระดับชาติ ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี
  • พัฒนาระบบเตือนภัยใหม่ที่เชื่อมโยงหน่วยงานทุกระดับ
  • กำหนดแนวทางปฏิบัติมาตรฐานของส่วนกลางและท้องถิ่นต่อสัญญาณเตือนแต่ละรูปแบบ
  • จัดตั้ง “สถาบันนักวิทยาศาสตร์ด้านภัยพิบัติ”
  • สถาบันนักวิทยาศาสตร์ด้านภัยพิบัติ ทำหน้าที่กำหนดรูปแบบภัย คำเตือน และคำแนะนำที่เข้าใจง่าย
  • เชื่อมระบบเตือนภัยกับการแจ้งเตือนระดับท้องถิ่น (Local Alert: L-Alert Thailand)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • การสั่งการในภาวะฉุกเฉินเป็นเอกภาพและตัดสินใจได้รวดเร็ว
  • การเตือนภัยเจาะจงถึงระดับชุมชนหรือหมู่บ้าน
  • ลดการตื่นตระหนก
  • เพิ่มโอกาสรอดชีวิตอย่างแท้จริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 84) ว่า '800 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 84) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • รัฐตอบสนองภัยคุกคามไม่ทันสถานการณ์จริง: โครงสร้างความมั่นคงของประเทศแยกส่วนตามหน่วยงาน เมื่อเกิดภัยคุกคามซับซ้อน เช่น ภัยพิบัติ อาชญากรรมข้ามชาติ หรือการโจมตีทางไซเบอร์ การสั่งการล่าช้าและขาดเอกภาพ
  • ขาดการประเมินความเสี่ยงเชิงระบบ: ประเทศไม่มีระบบประเมินภัยคุกคามแบบบูรณาการและต่อเนื่อง ทำให้การเตรียมรับมือเป็นลักษณะตั้งรับ ไม่ทันต่อภัยรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนเร็ว
  • พื้นที่ชายแดนเป็นจุดเปราะบาง: ชายแดนถูกมองเป็น “แนวปะทะ” มากกว่าพื้นที่ความร่วมมือ ส่งผลให้เกิดปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ความขัดแย้ง และการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืน
  • ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนใต้ยืดเยื้อ: การแก้ปัญหามุ่งด้านความมั่นคงเป็นหลัก ขาดการผลักดันกระบวนการทางการเมืองและสันติภาพอย่างจริงจัง

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับโครงสร้างความมั่นคงของประเทศให้ตอบสนองภัยคุกคามสมัยใหม่ได้แบบบูรณาการ สั่งการได้ทันที และป้องกันปัญหาก่อนลุกลาม
  • ตั้งสภาภัยคุกคามและความมั่นคงแห่งชาติ
  • รวมศูนย์สั่งการด้านภัยพิบัติ ความปลอดภัยไซเบอร์ การคุกคามดิจิทัล และอาชญากรรมข้ามชาติ โดยให้มีอำนาจสั่งการทันทีเมื่อมีมติรับรองภัยคุกคาม
  • จัดทำรายงาน National Threat & Risk Assessment
  • จัดตั้ง War Room ระดับชาติที่มีระบบข้อมูลกลางและ Dashboard ด้าน Cyber Intelligence เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่รวดเร็ว แม่นยำ และแก้ปัญหาได้ทันเหตุการณ์
  • ปรับมุมมองชายแดนจากแนวปะทะเป็น Strategic Buffer สร้างพื้นที่ความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน
  • พัฒนาเขตสิ่งแวดล้อมร่วม (Peace Park / Transboundary Protected Area) โครงสร้างพื้นฐานร่วม และเศรษฐกิจสีขาว เพื่อลดอาชญากรรมข้ามชาติและความขัดแย้ง
  • สนับสนุนกระบวนการเจรจาเพื่อยุติความรุนแรง
  • สร้างทางออกทางการเมืองในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ควบคู่กับมาตรการความมั่นคง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ตอบสนองภัยคุกคามสมัยใหม่ได้แบบบูรณาการ สั่งการได้ทันที และป้องกันปัญหาก่อนลุกลาม
  • ลดอาชญากรรมข้ามชาติและความขัดแย้ง
  • ยุติความรุนแรง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • พื้นที่ชายแดน
  • สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 86) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 86) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • รัฐใช้งบ แต่ไม่เกิดการใช้งานจริง: การลงทุนด้านอวกาศที่ผ่านมาเน้นโครงการแยกส่วน กระจายอยู่หลายหน่วยงาน ขาดภารกิจชาติร่วม ทำให้ข้อมูลจากอวกาศไม่ถูกนำไปใช้แก้ปัญหาจริงของเกษตร น้ำ เมือง หรือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ
  • ข้อมูลยุทธศาสตร์กระจัดกระจาย ใช้ร่วมกันไม่ได้: ข้อมูลดาวเทียม ภาพถ่าย และข้อมูลเชิงพื้นที่อยู่คนละระบบ ไม่มีมาตรฐานกลาง ข้ามกระทรวงไม่ได้ ส่งผลให้เกิดงบซ้ำซ้อน และตัดสินใจเชิงนโยบายได้ช้า
  • เอกชนและสตาร์ทอัพเข้าไม่ถึงโครงสร้างพื้นฐาน: ภาคเอกชนไม่สามารถลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอวกาศระดับประเทศได้เอง ข้อมูลพื้นฐานไม่เปิด API ทำให้ไม่สามารถต่อยอดเป็นบริการเชิงพาณิชย์หรือส่งออกได้
  • ไทยไม่มีบทบาทนำด้านอวกาศในอาเซียน: แม้ไทยมีศักยภาพด้านข้อมูล ภูมิศาสตร์ และบุคลากร แต่ขาดกติกาและองค์กรกลางที่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถยกระดับสู่บทบาท “ผู้เชื่อมโยงข้อมูลอวกาศของภูมิภาค”
  • อวกาศถูกมองเป็นต้นทุน ไม่ใช่เครื่องมือพัฒนา: การขาดการเชื่อมโยงระหว่างกฎหมาย การลงทุน บุคลากร และอุตสาหกรรม ทำให้อวกาศยังไม่ถูกใช้เป็นฐานยกระดับประสิทธิภาพนโยบายหลักและความสามารถแข่งขันระยะยาวของประเทศ

จะทำอะไร (Action)

  • ออกแบบกิจการอวกาศไทยใหม่ทั้งระบบ ให้เป็น โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลเพื่อการใช้งานจริงของประเทศ
  • เร่งผลักดันพระราชบัญญัติกิจการอวกาศ
  • จัดตั้งองค์กรอวกาศแห่งชาติ
  • แยกบทบาทกำกับดูแลออกจากการดำเนินโครงการ
  • สร้างกติกาและมาตรฐานที่ชัดเจน โปร่งใส และเป็นสากล
  • ขับเคลื่อนความร่วมมือ ASEAN Space Cooperation และยกระดับสู่ ASEAN Space Agency (ASA)
  • ใช้เทคโนโลยีอวกาศที่เหมาะสมกับแต่ละภาคส่วน เพื่อภารกิจชาติด้านข้อมูลจากอวกาศ:
  • ใช้ multispectral remote sensing และแบบจำลองคาดการณ์
  • ใช้ SAR เพื่อตรวจจับความเสี่ยงและประเมินผลกระทบเชิงพื้นที่ได้ทุกสภาพอากาศ
  • ใช้ InSAR เพื่อตรวจจับการทรุดตัวของพื้นดิน
  • บูรณาการ AIS ผ่านดาวเทียม เพื่อการจัดการประมง การเดินเรือ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
  • นำข้อมูลจากภารกิจชาติมาพัฒนาแพลตฟอร์มวิเคราะห์เชิงพื้นที่และ AI
  • รัฐลงทุนเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่เอกชนทำไม่ได้
  • รัฐเป็นผู้ใช้รายแรก (First Buyer) ผ่านการจัดซื้อแบบกำหนดโจทย์ผลลัพธ์ ใช้มาตรฐานข้อมูลร่วม ลดงบซ้ำซ้อน และเปิดข้อมูลพื้นฐานผ่านแพลตฟอร์มและ API ให้เอกชนและ STARTUP แข่งขันพัฒนาโซลูชันเชิงพาณิชย์ได้จริง
  • เชื่อมกฎหมาย การลงทุน กำลังคน และอุตสาหกรรมเข้ากับภารกิจชาติ
  • ผูกการพัฒนาบุคลากรและงานวิจัยกับการใช้งานจริง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ไทยเป็น Space Enabler ของภูมิภาค
  • ประเมินผลผลิต สุขภาพพืช และการจัดการน้ำอย่างแม่นยำ
  • ตรวจจับความเสี่ยงและประเมินผลกระทบเชิงพื้นที่ได้ทุกสภาพอากาศ
  • ตรวจจับการทรุดตัวของพื้นดิน
  • ป้องกันความเสียหายต่อถนน ระบบราง และโครงสร้างสาธารณะ
  • สร้างซอฟต์แวร์ บริการข้อมูล และงานทักษะสูงที่สามารถส่งออกได้
  • เอกชนและ STARTUP แข่งขันพัฒนาโซลูชันเชิงพาณิชย์ได้จริง
  • อวกาศไม่ใช่ภาระงบประมาณ
  • เป็นเครื่องมือยกระดับทุกนโยบายหลักและความสามารถแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • รัฐ
  • ภาคเอกชน
  • สตาร์ทอัพ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 79) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 79) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยประสบกับปัญหาการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งน้ำท่วม-น้ำแล้ง สาเหตุหลักมาจากโครงสร้างการสั่งงานที่ซับซ้อน
  • ระบบบริหารจัดการที่ยังขาดประสิทธิภาพ
  • ข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ไม่เชื่อมโยง
  • ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • การบริหารจัดการน้ำ ยังเน้นการแก้ปัญหาระยะสั้นและขาดการวางแผนระยะยาวและโครงสร้างพื้นฐานทั้งจากส่วนกลางและท้องถิ่น
  • ขั้นตอนการเตรียมการ อพยพ และช่วยเหลือยังล่าช้า ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างกว้างขวาง

จะทำอะไร (Action)

  • ฟื้นฟู “ระบบกักเก็บน้ำ” และจัดการอย่างเป็นระบบก่อนปล่อยพื้นที่ท้ายลุ่มน้ำ
  • ทำฝายชะลอน้ำ และระบบเก็บกักน้ำบนเขาเพื่อจัดการน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ
  • พัฒนาพื้นที่กักเก็บน้ำธรรมชาติ เช่น แก่ง–ลำห้วย–พื้นที่ชะลอน้ำ
  • ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ป่าเสื่อมโทรม และแนวกันตะกอน
  • ทำฝายชะลอน้ำหลายขนาด (small-scale retention)
  • เติมน้ำใต้ดิน (Managed Aquifer Recharge)
  • จัดการลุ่มน้ำแบบรายพื้นที่ (Watershed Management)
  • อัปเกรดประปาหมู่บ้าน/ชุมชนเมืองให้มีระบบผลิต–ท่อส่ง–สำรอง ที่เสถียร
  • จัดการคุณภาพน้ำประปาให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
  • สำรองแหล่งน้ำดิบท้องถิ่น เพื่อรองรับภัยแล้งและความต้องการเพิ่มขึ้น
  • ปรับปรุงแหล่งกักเก็บน้ำ และ กระจายน้ำสู่พื้นที่เกษตรจริง
  • เชื่อมโยงอ่างเก็บน้ำและคลองส่งน้ำภายในลุ่มน้ำเดียวกัน
  • ขยายระบบส่งน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Grid)
  • พัฒนาเกษตรน้ำฝน (Rain-fed Upgrade)
  • ทำแหล่งกักน้ำเล็ก-กลาง บ่อน้ำประจำตำบล โครงการ “หนึ่งตำบล หนึ่งบ่อน้ำ”
  • ส่งเสริมเทคโนโลยีใช้น้ำคุ้มค่า เช่น น้ำหยด–พาเลทน้ำ–เซนเซอร์ชลประทาน
  • พัฒนาแก้มลิงและจัดระบบพื้นที่หน่วงน้ำอย่างเป็นระบบ
  • เร่งรัดทางผันน้ำ เพื่อการผันน้ำอย่างรวดเร็ว
  • ศูนย์สั่งการน้ำแห่งชาติ: ระบบพยากรณ์เตือนภัยน้ำมูลน้ำอัจฉริยะ
  • จัดทำแผนจัดการความเสี่ยงน้ำท่วมรายพื้นที่
  • ฟื้นฟูลำน้ำ คลองธรรมชาติ แนวกันตะกอน
  • ระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน–นิคมอุตสาหกรรม
  • ใช้ข้อมูลคุณภาพน้ำแบบดิจิทัลเพื่อควบคุมมลภาวะ
  • ส่งเสริมระบบรีไซเคิลน้ำ ลดการพึ่งพาน้ำดิบธรรมชาติ
  • ทำสัญญาน้ำระยะยาวให้ภาคเอกชนวางแผนลงทุนได้ชัดเจน
  • ปฏิทินส่งน้ำดิจิทัล (Digital Water Schedule)
  • เกษตรกรจองรอบน้ำล่วงหน้า เชื่อมกับ Farm/Plot ID

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประเทศไทยมีศักยภาพ สามารถบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ
  • ป่าต้นน้ำ ป่าเสื่อมโทรม และแนวกันตะกอน ได้รับการฟื้นฟู
  • น้ำ “พอ–สะอาด–ปลอดภัย” เพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร อุตสาหกรรม
  • ลดการไหลบ่าของน้ำ
  • น้ำอุปโภคบริโภค — น้ำสะอาดทุกหมู่บ้าน
  • รองรับภัยแล้งและความต้องการเพิ่มขึ้น
  • กักเก็บน้ำ 7,000 ล้าน ลบ.ม.
  • รู้เวลาส่งน้ำ–ปริมาณน้ำล่วงหน้า ทำแผนเพาะปลูกแม่นยำขึ้น
  • กระจายปริมาณน้ำลงสู่ลุ่มเจ้าพระยา–ป่าสักอย่างสมดุล

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • เกษตรกร
  • โรงงานอุตสาหกรรม

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 43) ว่า 'จัดสรรงบประมาณด้านการบริหารน้ำเดิมให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม 20,000 ล้านบาท/ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 43) ว่า 'จัดสรรงบประมาณด้านการบริหารน้ำเดิมให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม 20,000 ล้านบาท/ปี'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ไทยได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้วในปัจจุบัน ทั้งฝนที่แปรปรวน น้ำท่วมฉับพลัน ภัยแล้ง คลื่นความร้อน ไฟป่า และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นแต่ระบบรัฐยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญหลายประการ
  • การขาดกฎหมายแม่บทที่ผูกพันทุกหน่วยงาน การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศกระจัดกระจาย อยู่ในรูปแผนหรือระเบียบที่เปลี่ยนแปลงง่าย ขาดความต่อเนื่องและไม่เชื่อมกับงบประมาณอย่างจริงจัง
  • ขาดระบบข้อมูลก๊าซเรือนกระจกของประเทศที่เป็นเอกภาพ ภาครัฐและเอกชนยังรายงานข้อมูลไม่ครบ ไม่เป็นมาตรฐาน
  • การปรับตัวของประชาชนและชุมชนยังอ่อนแอ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เช่น เกษตรกร ชุมชนชายฝั่ง ผู้มีรายได้น้อย
  • เศรษฐกิจไทยยังเสี่ยงต่อกติกาโลกใหม่ ทั้งภาษีคาร์บอน มาตรการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานการผลิตสีเขียว

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดันกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • กำหนดหน้าที่ของรัฐ เป้าหมายระดับชาติ และสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วม เพื่อให้การดำเนินงานด้านภูมิอากาศไม่ขึ้นกับอำนาจดุลพินิจหรือรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง
  • จัดทำแผนแม่บทด้านสภาพภูมิอากาศที่เชื่อมกับงบประมาณจริง ประกอบด้วยแผนลดก๊าซเรือนกระจก แผนปรับตัว แผนเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสีเขียว และแผนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และทบทวนทุก 5 ปี เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์โลก
  • สร้างระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นธรรม ผ่านกลไกภาษีคาร์บอน ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซ และคาร์บอนเครดิต รายได้ที่ได้จะไม่หายไปไหน แต่ถูกนำเข้ากองทุนเพื่อ:
  1. สนับสนุนการปรับตัวของชุมชนและเกษตรกร
  2. ช่วยผู้ประกอบการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว
  3. ลงทุนวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • การดำเนินงานด้านภูมิอากาศไม่ขึ้นกับอำนาจดุลพินิจหรือรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง
  • ประเทศมีแผนลดก๊าซเรือนกระจก แผนปรับตัว แผนเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสีเขียว และแผนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ที่ทันต่อสถานการณ์โลก
  • กลไกภาษีคาร์บอน ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซ และคาร์บอนเครดิต ที่รายได้ที่ได้จะไม่หายไปไหน แต่ถูกนำเข้ากองทุน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • เกษตรกร
  • ผู้ประกอบการ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ทบทวนแผนแม่บทด้านสภาพภูมิอากาศ ทุก 5 ปี เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์โลก

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 28) ว่า '1,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 28) ว่า 'การบริหารงบประมาณรายจ่ายประจำปี, กองทุนสิ่งแวดล้อม'

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมและสนับสนุน ในหน้าที่ของปวงชนชาวไทยให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญบัญญัติ
  • (ส่งเสริมและสนับสนุน ในหน้าที่) การพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
  • (ส่งเสริมและสนับสนุน ในหน้าที่) การป้องกันประเทศ
  • (ส่งเสริมและสนับสนุน ในหน้าที่) การพิทักษ์รักษาเกียรติภูมิผลประโยชน์ของชาติและสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
  • (ส่งเสริมและสนับสนุน ในหน้าที่) การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  • (ส่งเสริมและสนับสนุน ในหน้าที่) ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
  • (ส่งเสริมและสนับสนุน ในหน้าที่) เข้ารับการศึกษาอบรมในการศึกษาภาคบังคับ
  • (ส่งเสริมและสนับสนุน ในหน้าที่) รับราชการทหาร
  • (ส่งเสริมและสนับสนุน ในหน้าที่) เคารพและไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น
  • (ส่งเสริมและสนับสนุน ในหน้าที่) ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและลงประชามติ
  • (ส่งเสริมและสนับสนุน ในหน้าที่) ร่วมมือและสนับสนุนการอนุรักษ์และคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และมรดกทางวัฒนธรรม
  • (ส่งเสริมและสนับสนุน ในหน้าที่) การเสียภาษีอากร
  • (ส่งเสริมและสนับสนุน ในหน้าที่) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ไม่ระบุ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ภูมิใจไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • สถานการณ์โลกร้อน ไปสู่โลกเดือด
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุของ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และพายุรุนแรง

จะทำอะไร (Action)

  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่มนุษย์ผลิตขึ้น
  • เลื่อนเวลาให้ประเทศไทยเข้าถึง Net Zero ได้เร็วขึ้น
  • เพิ่มมูลค่าสินค้าจากการผลิตที่รักษ์โลก
  • พัฒนา กฎหมายและมาตรฐานสีเขียว
  • พัฒนา การเงินสีเขียว (Green Finance)
  • พัฒนา ตลาดทุนสีเขียว (ตลาดแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต)
  • ส่งเสริม อุตสาหกรรมสีเขียว

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่มนุษย์ผลิตขึ้นจน เหลือเป็นศูนย์
  • ประเทศไทย เข้าถึง Net Zero ได้เร็วขึ้น
  • ประเทศไทย ทัดเทียมกันนานาประเทศ
  • ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • ลดอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น
  • คนไทยทุก ๆ คนได้มีชีวิตที่ดีขึ้น
  • เพิ่มมูลค่าสินค้า จากการผลิตที่รักษ์โลก

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประเทศไทย
  • คนไทยทุก ๆ คน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ภูมิใจไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • “ภัยพิบัติจากธรรมชาติ”
  • ที่ผ่านมาช่วงเป็นรัฐบาล 3 เดือน ต้องสูญเสียเงินเยียวยาเรื่องภัยพิบัติไปแล้วกว่า 33,000 ล้านบาท

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับปรุงระบบ ”เตือนภัย”
  • ยกระดับฐานข้อมูลการพยากรณ์ภัยต่าง ๆ
  • เสริมอุปกรณ์วิเคราะห์ข้อมูลโดยเทคโนโลยีดาวเทียม และ AI ระดับโลก
  • บูรณาการข้อมูลทุกหน่วยงานด้วยความโปร่งใส
  • วางแผนรับมือ ประสานงานอย่างแม่นยำ รวดเร็ว
  • จัดทำผังอย่างละเอียดรายตำบล
  • สร้างช่องทางในการส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนในการประกอบการตัดสินใจ
  • ตั้ง “กองทุนภัยพิบัติ”
  • รัฐ จ่ายค่าประกันภัย 1,000 ต่อครัวเรือน ทำประกันกองทุนภัยพิบัติ ให้ประชาชนทุกครัวเรือน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • แก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด
  • มีการ วางแผนจัดการเมื่อประสบภัย
  • สร้างความอุ่นใจให้แก่ประชาชน
  • ต้องเป็นสิทธิพื้นฐานที่ครัวเรือนประเทศไทยทั้งหมด 29,505,775 ครัวเรือน ได้รับ
  • จ่ายทันทีครัวเรือนละ 100,000 บาท
  • ความรวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครัวเรือนประเทศไทยทั้งหมด 29,505,775 ครัวเรือน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • เกือบ 30,000 ล้านบาท (รวมมูลค่าค่าประกันภัย)

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

น้ำท่วม-น้ำแล้ง ซ้ำซาก

จะทำอะไร (Action)

ทำแก้มลิงทุกพื้นที่

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ยุติน้ำท่วม-น้ำแล้ง ซ้ำซาก

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 34) (ชื่อนโยบาย 'แก้มลิงจิ๋ว ขุดบ่อในพื้นที่ 1 ไร่สร้างแก้มลิงจิ๋ว แลกเงิน 10,000 บาท') ว่า ' 4,500 ล้านบาท สำหรับแลกค่าขุดบ่อเก็บกักน้ำขนาด 1 ไร่ เพื่อการเกษตรในพื้นที่ของเกษตรกรเอง 1 บ่อ 10,000 บาทต่อ 1 ครอบครัว'
  • ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 41) (ชื่อนโยบาย 'ป้องกันภัยพิบัติจากน้ำท่วมน้ำแล้งด้วยระบบการบริหารจัดการน้ำครบวงจร ทั้งพยากรณ์น้ำในอากาศ ควบคุมน้ำบนดิน และแก้มลิงขนาดใหญ่เพื่อบริหารจัดการน้ำทั้งประเทศ') ว่า '15,000 ล้านบาท'   > 'แบ่งเป็นการจัดทำระบบเรดาร์เพื่อพยากรณ์ที่แม่นยำ 5,000 ลบ.'   > 'และเป็นค่าเครื่องจักรยนต์ขนาดใหญ่และแรงงานในการขุเแก้มลิงขนาดใหญ่ขนาดเท่าบึงบอระเพ็ด 77 จังหวัด 10,000 ลบ.'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 34) (ชื่อนโยบาย 'แก้มลิงจิ๋ว ขุดบ่อในพื้นที่ 1 ไร่สร้างแก้มลิงจิ๋ว แลกเงิน 10,000 บาท') ว่า ' 4,500 ล้านบาทจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อจ้างให้เกษตรกรเพื่อขุดบ่อแลกเงิน 450,000 ครอบครัว เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่เก็บน้ำเพื่อการเกษตรของเกษตรกร'
  • ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 41) (ชื่อนโยบาย 'ป้องกันภัยพิบัติจากน้ำท่วมน้ำแล้งด้วยระบบการบริหารจัดการน้ำครบวงจร ทั้งพยากรณ์น้ำในอากาศ ควบคุมน้ำบนดิน และแก้มลิงขนาดใหญ่เพื่อบริหารจัดการน้ำทั้งประเทศ') ว่า '15,000 ล้านบาทต่อปีจากงบประมาณประจำปีในการสร้างระบบบริหารจัดการน้ำให้ครบวงจรโดยรัฐเป็นผู้ดำเนินการทั้งระบบเพื่อประหยัดงบประมาณ'
รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยกำลังเผชิญภัยพิบัติที่ถี่ขึ้น แรงขึ้น และเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งน้ำท่วมฉับพลัน น้ำหลากลุ่มน้ำใหญ่ ภัยแล้ง คลื่นความร้อน พายุฝนสุดขั้ว ดินถล่ม ไฟป่า ไปจนถึงโรคระบาดสัตว์และพืชที่มากับสภาพอากาศ
  • ความเสียหายไม่ได้จบที่บ้านเรือนหรือพื้นที่เกษตร แต่ลามเข้าห่วงโซ่อุปทาน โรงงาน โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และรายได้ครัวเรือน จนกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ
  • มหาอุทกภัยปี 2554 ที่ประเมินความเสียหายและความสูญเสียรวมราว 1.425 ล้านล้านบาท และกระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ
  • เหตุการณ์ล่าสุดก็สะท้อนว่าไทยยังเสี่ยงสูง ตัวอย่างน้ำท่วมภาคใต้ปลายปี 2568 ที่หน่วยงานด้านยางประเมินความเสียหายระดับหลายพันล้านบาทและกระทบเกษตรกรจำนวนมาก
  • ความเสียหายก่อนเกิดเหตุถูกกว่าซ่อมหลังพัง
  • พื้นที่เสี่ยงสูงและคนรายได้น้อยมักเสียหายหนักกว่าและฟื้นตัวช้ากว่า
  • ความเสี่ยงข้อมูลแยกส่วนและต่างคนต่างทำ
  • ความเสี่ยงการสื่อสารไม่ถึงประชาชนจริง
  • ความเสี่ยงโครงการโครงสร้างพื้นฐานกลายเป็นการเมืองท้องถิ่น
  • ความเสี่ยงความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยไซเบอร์ของข้อมูล
  • ความเสี่ยงภาระงบประมาณระยะยาว

จะทำอะไร (Action)

    • เสนอนโยบาย Smart Disaster Management เพื่อยกระดับจากการรับมือปลายเหตุ ไปสู่การป้องกันเชิงระบบระยะยาว
    • ใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ เทคโนโลยีคาดการณ์ล่วงหน้า มาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทาน การจัดการพื้นที่เสี่ยง และกลไกการเงินที่ทำให้รัฐจ่ายน้อยลงแต่ประชาชนได้การคุ้มครองมากขึ้น
    • ใน ปีที่ 1: ตั้งศูนย์บัญชาการและมาตรฐานข้อมูลเดียว, เชื่อมหน่วยงานหลัก, จัดทำแผนที่เสี่ยงเชิงลึกระดับตำบล, เริ่มติดตั้งเซนเซอร์ในลุ่มน้ำและเมืองเสี่ยงสูง, ซ้อมแผนระดับจังหวัดให้เป็นระบบเดียวกับกรอบกฎหมายและโครงสร้างอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่
    • ใน ปีที่ 2: ขยายเครือข่ายเตือนภัยและช่องทางสื่อสารฉุกเฉินให้ครอบคลุมจังหวัดเสี่ยงสูงทั้งหมด, สร้างคลังโลจิสติกส์ภูมิภาคให้มีมาตรฐานเดียว, เริ่มโครงการโครงสร้างพื้นฐานเชิงป้องกันในจุดคอขวดที่ข้อมูลยืนยันความคุ้มค่า
    • ใน ปีที่ 3: ทำระบบประกันภัยพิบัติร่วมจ่ายนำร่องในพื้นที่เสี่ยงสูงควบคู่กับมาตรการลดความเสี่ยงระดับบ้านและชุมชน เช่น บ้านยกพื้น วัสดุป้องกันน้ำย้อน ระบบไฟฟ้าปลอดภัย, ใช้เงื่อนไขว่าได้รับส่วนลดเบี้ยประกันเมื่อทำมาตรฐานลดความเสี่ยง
    • ใน ปีที่ 4: สรุประบบเป็นมาตรฐานถาวร, ปรับกฎหมายลูกหรือระเบียบปฏิบัติให้ลดความซ้ำซ้อน, เพิ่มอำนาจการสั่งการข้ามหน่วยงานในภาวะวิกฤต, สรุปบทเรียนเพื่อขยายไปสู่ภัยรูปแบบใหม่ รวมถึงภัยพิบัติที่กระทบภาคเกษตรอย่างต่อเนื่องจากความแปรปรวนสภาพอากาศ
    • จัดตั้งและยกระดับ “National Smart Disaster Command” (ศูนย์กลาง) + “Provincial War Room” (จังหวัดเสี่ยง)
    • กำหนด SOP และ Incident Command System (ICS) แบบมาตรฐานเดียว
    • กำหนดระดับเหตุ (Alert Levels) ให้แปลเป็นคำสั่งปฏิบัติการทันที เช่น Level 1 เฝ้าระวัง: จัดทีม/อุปกรณ์พร้อม 6 ชม. Level 2 เตรียมรับมือ: เปิดศูนย์พักพิง/เตรียมเส้นทางอพยพ Level 3 อพยพ/ปิดพื้นที่: อพยพกลุ่มเปราะบางก่อน, ปิดจุดเสี่ยง
    • ทำ “Decision Log” ทุกเหตุการณ์ (บันทึกคำสั่ง+เวลา+ผู้รับผิดชอบ) เพื่อ audit และเรียนรู้
    • สร้าง Disaster Data Lake + API กลาง
    • เชื่อมข้อมูลหลัก: ฝน/เรดาร์/พยากรณ์, ระดับน้ำ/สถานีวัด, เขื่อน/การระบายน้ำ, น้ำทะเลหนุน, ดิน/ความชื้น/ลาดชัน, จุดไฟป่า/Hotspot, โครงสร้างระบายน้ำเมือง, ข้อมูลถนน/สะพาน, ข้อมูลสถานพยาบาล–โรงเรียน–สถานีไฟฟ้า
    • สร้าง “Risk Map ระดับตำบล” + “Asset Exposure Map” เพื่อให้รู้ว่าพื้นที่เสี่ยงมี “คน/บ้าน/โรงเรียน/รพ./ธุรกิจ/พื้นที่เกษตร” เท่าไร
    • ทำ “Vulnerable Registry” กลุ่มเปราะบางแบบสมัครใจและได้รับความยินยอม (ผู้ป่วยติดเตียง/ผู้สูงอายุ/เด็กเล็ก)
    • ทำโมเดลคาดการณ์ 2 ชั้น: ชั้นลุ่มน้ำ เพื่อคาดการณ์น้ำหลาก/น้ำล้นตลิ่ง (Lead time ระดับชั่วโมง–วัน), ชั้นเมือง เพื่อคาดการณ์น้ำท่วมฉับพลัน/ระบายไม่ทัน (Lead time ระดับนาที–ชั่วโมง)
    • จัดทำข้อความเตือนที่เป็น Action Template ระบุ “พื้นที่–เวลา–ระดับ–สิ่งที่ต้องทำ” เช่น ยกของสูงกว่า 80 ซม., ย้ายรถ, เตรียมไฟฉาย/ยาประจำตัว, อพยพผู้ป่วยติดเตียง
    • ใช้ช่องทางเตือนภัยหลายทาง (redundant) Cell Broadcast / SMS / แอป / วิทยุ / เสียงตามสาย / ทีมชุมชน / ป้ายไฟจราจร
    • เปิดใช้ “Community Trigger” ให้ชุมชนยืนยันสถานการณ์จริงกลับเข้าระบบ (Crowd validation) ภาพน้ำท่วม/ระดับน้ำ/ถนนผ่านได้หรือไม่ เพื่อปรับคำสั่งแบบไดนามิก
    • ทำบัญชี “จุดเสี่ยงวิกฤต” (Critical Points Register) ซึ่งรวมถึงคอขวดระบายน้ำเมือง, จุดน้ำย้อน, จุดคันกั้นน้ำอ่อน, จุดดินถล่มเสี่ยงสูง, จุดไฟป่าเสี่ยงซ้ำ
    • จัดลำดับลงทุนด้วยสูตรคะแนน (Risk-Return Scoring) คะแนน = ความถี่เหตุ × มูลค่าความเสียหาย × จำนวนคน/ทรัพย์สินที่เสี่ยง × ความคุ้มทุนต่อบาทลงทุน × ความพร้อมดำเนินการ
    • ทำ “แก้ให้จบเป็นแพ็กเกจ” (End-to-end fix) ไม่ใช่ขุดลอกอย่างเดียว แต่รวมถึงประตูระบายน้ำอัจฉริยะ, ปั๊ม, ทางน้ำ, แก้ผังท่อ, แก้ถนนตัดทางน้ำ, เพิ่ม retention area
    • ตั้งคลังสำรองระดับภูมิภาค 6 โซน + สต็อกมาตรฐานตามภัย เช่น ชุดน้ำท่วม: ถุงยังชีพ, น้ำ, อาหารแห้ง, ยา, เครื่องสูบน้ำ; ชุดไฟป่า/ควัน: หน้ากาก, เครื่องกรองอากาศ, รถน้ำ, อุปกรณ์ดับไฟ; ชุดคลื่นความร้อน: น้ำ, เกลือแร่, พัดลม/จุดพักร้อน, ทีมแพทย์
    • ใช้ระบบติดตามสต็อกแบบเรียลไทม์ (Inventory visibility)
    • กำหนดมาตรฐานศูนย์พักพิง โดยครอบคลุมน้ำสะอาด/สุขา/พื้นที่แยกกลุ่มเปราะบาง/ระบบดูแลเด็ก/สัตว์เลี้ยง (ลดการปฏิเสธอพยพ)
    • เยียวยาแบบมีเงื่อนไข (Conditional Recovery) เช่น ซ่อมบ้านต้องยกระดับปลั๊ก/ตู้ไฟ, ใช้วัสดุทนน้ำ, ทำแนวกันน้ำย้อน; ธุรกิจ SME ฟื้นฟูต้องมีแผนความต่อเนื่อง (BCP) และมาตรการลดความเสี่ยง
    • จัดให้มีประกันภัยพิบัติร่วมจ่าย (Disaster Insurance Co-pay)
    • ให้ครัวเรือนรายได้น้อย: รัฐอุดหนุนเบี้ยเฉพาะกลุ่ม (Targeted subsidy) แทนแจกเยียวยากว้าง
    • จัดตั้ง “Rapid Damage Assessment” ประเมินความเสียหายเร็วด้วยภาพถ่ายดาวเทียม/โดรน + รายงานภาคสนาม เพื่อจ่ายชดเชยเร็ว ลดการค้างท่อการเงิน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

    • รัฐจ่ายน้อยลงแต่ประชาชนได้การคุ้มครองมากขึ้น
    • ใช้เงินแบบคุ้มค่าและวัดผลได้จริง
    • ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจระดับมหภาคและระดับครัวเรือน
    • ลดความเสียหายซ้ำรอยได้เพียงส่วนน้อย ซึ่งตัวเลขผลประโยชน์ก็มีโอกาสสูงกว่างบลงทุนทั้งโครงการหลายเท่า
    • ในเชิงโครงสร้าง มี 6 ชั้น:
  • - ชั้นที่หนึ่ง ความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน: ลดผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ, ลดบ้านเรือนเสียหาย, ลดการอพยพซ้ำซ้อน ด้วยการเตือนภัยแม่นขึ้นและมาถึงประชาชนจริง
    
  • - ชั้นที่สอง ความมั่นคงเศรษฐกิจท้องถิ่น: ลดวันที่ต้องหยุดงานของแรงงาน, ลดการปิดกิจการชั่วคราวของ SME เพราะรู้ล่วงหน้า เตรียมของ เตรียมเส้นทาง เตรียมการผลิตได้
    
  • - ชั้นที่สาม ความสามารถแข่งขันของประเทศ: โรงงาน โลจิสติกส์ และซัพพลายเชนได้รับผลกระทบน้อยลง
    
  • - ชั้นที่สี่ วินัยการคลัง: ลดการพึ่งงบเยียวยาที่มักเพิ่มแบบฉับพลัน โดยเปลี่ยนไปใช้การลงทุนเชิงป้องกันและประกันภัยพิบัติ
    
  • - ชั้นที่ห้า ความเป็นธรรมเชิงพื้นที่: การเตือนภัยและการเข้าถึงความช่วยเหลือเป็นสิทธิพื้นฐาน
    
  • - ชั้นที่หก ความเชื่อมั่นรัฐและภาพลักษณ์ประเทศ: การมีแผนและระบบมาตรฐานสอดคล้องกรอบแผนชาติและแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ 2564–2570
    
    • ประชาชนฟื้นตัวเร็วและรัฐควบคุมภาระได้
    • ตัวชี้วัดผลลัพธ์หลัก:
  • - ตัวชี้วัดเชิงเวลา: การเตือนภัยถึงประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภายในเวลามาตรฐานเดียวกัน และลดช่องว่างเวลาระหว่างการตรวจพบเหตุกับการแจ้งเตือน
    
  • - ตัวชี้วัดเชิงความเสียหาย: ลดมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยต่อเหตุในพื้นที่นำร่อง และลดจำนวนวันที่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญหยุดชะงัก
    
  • - ตัวชี้วัดเชิงชีวิต: ลดผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจากเหตุที่ป้องกันได้ด้วยการเตือนภัยและอพยพ
    
  • - ตัวชี้วัดเชิงการคลัง: ลดสัดส่วนงบเยียวยาฉุกเฉินต่อความเสียหายรวม โดยเพิ่มสัดส่วนการคุ้มครองผ่านประกันและการเตรียมพร้อม
    
  • - ตัวชี้วัดเชิงความเชื่อมั่น: สัดส่วนประชาชนที่รับรู้และปฏิบัติตามคำสั่งเตือนภัยได้ถูกต้องจากการซ้อมและการสื่อสาร
    
    • เป้าหมายเชิงระบบ (System Outcomes):
  • - ลดผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจากภัยที่ป้องกันได้ (Preventable casualty) ≥ 20% *ปี 2*, ≥ 40% *ปี 4*
    
  • - ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อเหตุ (Loss per event) ในพื้นที่เสี่ยงสูง ≥ 30% *ใน 2 ปี*
    
  • - เพิ่ม “เวลานำ” ของการเตือนภัย (Lead time)
    
  •     - ลุ่มน้ำหลัก ≥ 6 ชม. (*ปี 1–2*) → ≥ 12 ชม. (*ปี 3–4*)
    
  •     - เมืองน้ำท่วมฉับพลัน ≥ 30–60 นาที (*ปี 1–2*) → ≥ 90 นาที (*ปี 3–4*)
    
  • - เพิ่ม “การเข้าถึงจริง” (Last-mile reach) ประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย “ได้รับข้อความ” ≥ 95% *ภายใน 3 ปี*
    
  • - ลดระยะเวลาหยุดชะงักของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (Critical infrastructure downtime) ลดลง ≥ 40% *ภายในปี 4*
    
  • - ลดงบเยียวยาฉุกเฉินต่อความเสียหายรวม โดยเพิ่มสัดส่วนงบป้องกันและเครื่องมือการเงินความเสี่ยง (Risk financing) ลดลง ≥ 25% *ภายในปี 4*
    
    • KPI (Command):
  • - Time-to-First-Order: เวลา “ตรวจพบความเสี่ยง → ออกคำสั่งเตือนฉบับแรก” เหตุฉับพลัน ≤ 10 นาที / เหตุคาดการณ์ได้ ≤ 60 นาที
    
  • - Message Consistency Index: ความสอดคล้องข้อความส่วนกลาง–จังหวัด–ท้องถิ่น ≥ 95%
    
  • - Provincial War Room Readiness: จังหวัดเสี่ยงสูงเปิดศูนย์พร้อมใช้งานภายใน 30 นาทีหลังประกาศระดับเหตุ ≥ 90%
    
  • - Post-Event After Action Review (AAR): ทุกเหตุระดับ 2–3 ต้องทำ AAR ภายใน 14 วัน ≥ 100%
    
    • KPI (Data):
  • - Data Integration Coverage: สัดส่วนแหล่งข้อมูลหลักที่เชื่อมเข้าระบบ ≥ 90% *ใน 12 เดือน*, 100% *ใน 24 เดือน*
    
  • - Update Frequency: Risk Map ในฤดูเสี่ยงอัปเดตอัตโนมัติ ≥ วันละ 1 ครั้ง (พื้นที่เสี่ยงสูง)
    
  • - Data Quality SLA: Uptime ของระบบข้อมูล ≥ 99.5% ในฤดูเสี่ยง
    
  • - Vulnerable Registry Enrollment: ครัวเรือนกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เสี่ยงสูงลงทะเบียน ≥ 60% *ภายในปี 2*, ≥ 80% *ภายในปี 4*
    
    • KPI (Warning):
  • - Action Compliance Rate: สัดส่วนครัวเรือนที่ปฏิบัติตามคำแนะนำหลัก ≥ 60% *ปี 2*, ≥ 75% *ปี 4*
    
  • - False Alarm Rate: ลดสัดส่วนเตือนแล้วไม่เกิดเหตุ ≥ 20% *ในปี 2*, ≥ 40% *ในปี 4*
    
    • KPI (Infrastructure):
  • - Critical Points Resolved: แก้จุดเสี่ยงวิกฤตครบวงจร ≥ 50 จุด (*ปี 1*), ≥ 120 จุด (*ปี 2*), ≥ 200 จุด (*ปี 4*)
    
  • - Repeat Flood Reduction: พื้นที่เดิมที่ท่วมซ้ำ ลดจำนวนครั้งท่วม ≥ 50% *ในปี 3*
    
  • - Loss Reduction in Treated Areas: ความเสียหายเฉลี่ยต่อเหตุในพื้นที่ลงทุนแล้ว ลด ≥ 30% *ใน 2 ปี*, ≥ 60% *ใน 4 ปี*
    
    • KPI (Logistics & Shelter):
  • - 12-Hour Delivery: ศูนย์อพยพได้รับของจำเป็นภายใน 12 ชม. หลังประกาศระดับเหตุ ≥ 90%
    
  • - 24-Hour Coverage: ประชาชนในพื้นที่เหตุได้รับการช่วยเหลือขั้นต้นใน 24 ชม. ≥ 90%
    
  • - Stockout Rate: อัตราของขาดในคลังช่วงเหตุ ≤ 5%
    
  • - Shelter Standards Compliance: ศูนย์พักพิงผ่านมาตรฐาน ≥ 85% *ปี 2*, ≥ 95% *ปี 4*
    
    • KPI (Recovery & Finance):
  • - Time-to-Relief Payment: ระยะเวลาจ่ายช่วยเหลือรอบแรก ≤ 7 วันในพื้นที่นำร่อง
    
  • - Build Back Better Rate: สัดส่วนงานซ่อม/ฟื้นฟูที่ผ่านมาตรฐานลดความเสี่ยง ≥ 80%
    
  • - Insurance Coverage: ครัวเรือนพื้นที่เสี่ยงสูงมีประกันภัยพิบัติ ≥ 30% *ปี 2*, ≥ 60% *ปี 4*
    
    • KPI Dashboard ระดับชาติ (เพิ่มเติม):
  • - Auditability Index: เหตุระดับ 2–3 มีบันทึกคำสั่งครบ + AAR ครบ 100%
    

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

    • Action: กรอบดำเนินการ 4 ปีแรก
    • Action: ปีที่ 1 (ตั้งศูนย์บัญชาการ, เชื่อมข้อมูล, ทำแผนที่, ติดตั้งเซนเซอร์, ซ้อมแผน)
    • Action: ปีที่ 2 (ขยายเครือข่ายเตือนภัย, สร้างคลังโลจิสติกส์, เริ่มโครงการโครงสร้างพื้นฐาน)
    • Action: ปีที่ 3 (ทำระบบประกันภัยพิบัติร่วมจ่าย, ใช้เงื่อนไขส่วนลดเบี้ยประกัน)
    • Action: ปีที่ 4 (สรุประบบเป็นมาตรฐานถาวร, ปรับกฎหมายลูก, เพิ่มอำนาจการสั่งการ, สรุปบทเรียน)
    • Outcome: เกิดผล ตั้งแต่ปีแรก
    • Outcome: เหตุฉับพลัน ≤ 10 นาที / เหตุคาดการณ์ได้ ≤ 60 นาที (สำหรับ Time-to-First-Order)
    • Outcome: เปิดศูนย์พร้อมใช้งาน ภายใน 30 นาทีหลังประกาศระดับเหตุ (สำหรับ Provincial War Room Readiness)
    • Outcome: ทำ AAR ภายใน 14 วัน (สำหรับ Post-Event After Action Review)
    • Outcome: เชื่อมเข้าระบบ ≥ 90% ใน 12 เดือน, 100% ใน 24 เดือน (สำหรับ Data Integration Coverage)
    • Outcome: อัปเดตอัตโนมัติ ≥ วันละ 1 ครั้ง (ในฤดูเสี่ยง) (สำหรับ Risk Map Update Frequency)
    • Outcome: ครัวเรือนกลุ่มเปราะบางลงทะเบียน ≥ 60% ภายในปี 2, ≥ 80% ภายในปี 4 (สำหรับ Vulnerable Registry Enrollment)
    • Outcome: เวลานำการเตือนภัย ลุ่มน้ำหลัก ≥ 6 ชม. (ปี 1–2) → ≥ 12 ชม. (ปี 3–4) (สำหรับ Lead Time)
    • Outcome: เวลานำการเตือนภัย เมืองน้ำท่วมฉับพลัน ≥ 30–60 นาที (ปี 1–2) → ≥ 90 นาที (ปี 3–4) (สำหรับ Lead Time)
    • Outcome: ประชาชนได้รับข้อความ ≥ 95% ภายใน 3 ปี (สำหรับ Reach Rate)
    • Outcome: ปฏิบัติตามคำแนะนำหลัก ≥ 60% ปี 2, ≥ 75% ปี 4 (สำหรับ Action Compliance Rate)
    • Outcome: ลดสัดส่วนเตือนแล้วไม่เกิดเหตุ ≥ 20% ในปี 2, ≥ 40% ในปี 4 (สำหรับ False Alarm Rate)
    • Outcome: แก้จุดเสี่ยงวิกฤตครบวงจร ≥ 50 จุด (ปี 1), ≥ 120 จุด (ปี 2), ≥ 200 จุด (ปี 4) (สำหรับ Critical Points Resolved)
    • Outcome: ลดจำนวนครั้งท่วม ≥ 50% ในปี 3 (สำหรับ Repeat Flood Reduction)
    • Outcome: ความเสียหายลด ≥ 30% ใน 2 ปี, ≥ 60% ใน 4 ปี (สำหรับ Loss Reduction in Treated Areas)
    • Outcome: หยุดชะงักลด ≥ 40% ภายในปี 4 (สำหรับ Critical Infrastructure Downtime)
    • Outcome: ศูนย์อพยพได้รับของจำเป็น ภายใน 12 ชม. หลังประกาศระดับเหตุ ≥ 90% (สำหรับ 12-Hour Delivery)
    • Outcome: ประชาชนได้รับการช่วยเหลือขั้นต้น ใน 24 ชม. ≥ 90% (สำหรับ 24-Hour Coverage)
    • Outcome: ศูนย์พักพิงผ่านมาตรฐาน ≥ 85% ปี 2, ≥ 95% ปี 4 (สำหรับ Shelter Standards Compliance)
    • Outcome: จ่ายช่วยเหลือรอบแรก ≤ 7 วันในพื้นที่นำร่อง (สำหรับ Time-to-Relief Payment)
    • Outcome: มีประกันภัยพิบัติ ≥ 30% ปี 2, ≥ 60% ปี 4 (สำหรับ Insurance Coverage)
    • Outcome: ความผันผวนงบเยียวยาฉุกเฉินลดลง ≥ 25% ภายในปี 4 (สำหรับ Budget Volatility Reduction)
    • Outcome: ลดผู้เสียชีวิต/บาดเจ็บ ≥ 20% ปี 2, ≥ 40% ปี 4 (สำหรับ Casualty Reduction)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • วงเงินรวมประมาณ 58,000 ล้านบาท (กรอบดำเนินการ 4 ปีแรก)
  • 9,500 ล้านบาท (สำหรับเสาที่ 1 โครงสร้างข้อมูลและศูนย์บัญชาการอัจฉริยะระดับชาติและจังหวัด)
  • 12,000 ล้านบาท (สำหรับเสาที่ 2 เครือข่ายเซนเซอร์ เตือนภัยล่วงหน้า และระบบสื่อสารฉุกเฉินถึงชุมชน)
  • 28,000 ล้านบาท (สำหรับเสาที่ 3 โครงสร้างพื้นฐานทนทานเชิงป้องกันในจุดเสี่ยงสูงแบบคัดเลือกโครงการจากข้อมูล)
  • 5,500 ล้านบาท (สำหรับเสาที่ 4 ระบบโลจิสติกส์ฉุกเฉินและคลังสำรองระดับภูมิภาค)
  • 3,000 ล้านบาท (สำหรับเสาที่ 5 กลไกการเงินและประกันภัยพิบัติแบบร่วมจ่ายเพื่อปิดความเสี่ยงการคลัง)

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • แหล่งเงินตามระเบียบการคลังและโครงสร้างหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว
  • งบลงทุนและงบดำเนินงานของกระทรวงมหาดไทยผ่านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นแกนกลางตามกรอบกฎหมายและบทบาทหน้าที่
  • งบลงทุนด้านทรัพยากรน้ำและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานเจ้าของโครงสร้าง เช่น โครงการป้องกันน้ำหลากเฉพาะจุด เสริมคันกั้นน้ำ ปรับปรุงทางระบายน้ำ โดยให้ Smart Disaster Management เป็นระบบคัดเลือกและจัดลำดับความสำคัญ เพื่อกันการใช้งบแบบกระจายไร้ผล
  • งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เฉพาะส่วนที่เป็นการเตรียมพร้อมและซ้อมระบบระดับชาติ ไม่ใช่ใช้แทนงบลงทุนประจำ
  • ความร่วมมือแบบรัฐร่วมลงทุนกับเอกชนในระบบสื่อสารและโครงข่ายเตือนภัยบางส่วน รวมถึงการใช้โครงข่ายผู้ให้บริการโทรคมนาคมเพื่อ Cell Broadcast หรือช่องทางสื่อสารฉุกเฉิน
โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ภัยพิบัติ อันเกิดจากภัยธรรมชาติและมนุษย์ทำขึ้น ซึ่งมีความรุนแรงและความถี่มากขึ้น

จะทำอะไร (Action)

  • พัฒนาคน
  • พัฒนาเครื่องมือ
  • พัฒนาเทคโนโลยีระบบฐานข้อมูล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • มีความพร้อมรับมือภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ และทันกาล

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ