ประเด็น

ภาษี

มี 17 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
  • หลังจาก กกต. เปิดเผยเอกสารนโยบาย (ณ วันที่ 26 ม.ค. 2569) ทีมงานได้อัปเดตข้อมูลงบประมาณและแหล่งที่มาของงบประมาณที่ตรงกันระหว่างเอกสารนโยบายและเว็บไซต์พรรค โดยแสดงด้วยตัวอักษรสีเขียว
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • SMEs ไทย ต้องประสบกับปัญหาจากผลกระทบอย่างหนักของเศรษฐกิจถดถอยอันเป็นผลมาจากโควิด-19

จะทำอะไร (Action)

  • ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล SMEs
  • ออกมาตรการมาช่วยเหลือ SMEs

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้ SMEs ไทย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • SMEs ไทย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องดูแลตนเองและครอบครัวของคนไทยในวัยหนุ่มสาว
  • ภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องดูแลพ่อแม่ของคนไทยในวัยหนุ่มสาว
  • หนี้สินพร้อมดอกเบี้ยที่ใช้คืนเท่าไหร่ก็ไม่หมด
  • คนไทยในวัยหนุ่มสาวที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วัยทำงานมีรายได้ยังคงเท่าเดิม
  • ปัจจุบันสำหรับผู้ที่มีเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอยู่แล้ว แต่ยังต้องเสียภาษีจากรายได้ในส่วนที่เกิน 150,000 บาท

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอให้มีการออกกฎหมายมาลดภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  • ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้สุทธิเฉพาะส่วนที่อยู่ในช่วง 150,001 บาท แต่ไม่เกิน 300,000 บาท

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  • ลดภาษีในอัตราร้อยละ 5 คิดเป็นเงินภาษีเท่ากับ 7,500 บาท
  • ลดภาระค่าใช้จ่าย
  • มีเงินเหลือมากขึ้นสำหรับการดูแลตนเองและครอบครัว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนไทยในวัยหนุ่มสาวที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วัยทำงาน
  • กลุ่มคนไทยประมาณ 2 ล้านคน ที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัวมีรายได้ประมาณ 30,000 ถึง 40,000 บาท ต่อเดือน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประสิทธิภาพการจัดเก็บต่ำกว่าศักยภาพ
  • Tax-to-GDP ของไทยเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 14.7% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงที่ทำได้ราว 18%
  • ไทยยังมีประสิทธิภาพในการหารายได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ส่งผลให้ขาดงบประมาณในการพัฒนาและต้องพึ่งพาการกู้เงินจนหนี้สาธารณะสูงขึ้น
  • ปัญหาเชิงโครงสร้างและความเหลื่อมล้ำ
  • ฐานภาษีแคบ: จำนวนผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีน้อยเมื่อเทียบกับประชากร เพราะรายได้ส่วนใหญ่อยู่ในระบบเศรษฐกิจนอกระบบ
  • ความไม่เป็นธรรม: เงื่อนไขการลดหย่อนภาษียังไม่เอื้อต่อคนส่วนใหญ่ และขั้นตอนการยื่นภาษีมีความยุ่งยากซับซ้อน
  • ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยังไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดินได้จริง และจัดเก็บรายได้ได้น้อยกว่าเป้าหมาย

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปภาษีให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม
  • ปฏิรูปภาษีใหม่ ดึงทุกคนเข้าสู่ระบบ ขยายฐานรายได้บุคคล ปรับ VAT เป็นขั้นบันไดพร้อมเงินเยียวยา และเก็บภาษีที่ดินรวมแปลง
  • กวดขันให้แรงงานในระบบ (ผู้ประกันตน ม.33 และข้าราชการ) ยื่นแบบภาษีให้ครบ 100%
  • กำหนดให้ทุกคนที่บรรลุนิติภาวะต้องเข้าสู่ระบบภาษี โดยเสียภาษีตั้งแต่บาทแรกที่มีเงินได้หลังหักค่าลดหย่อน
  • ปรับรูปแบบเอกสารภาษีให้เข้าใจง่ายและกรอกได้ง่าย
  • เชื่อมโยงข้อมูล: การขอใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว ต้องทำพร้อมกับการขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
  • เพิ่มมาตรการจูงใจในการยื่นแบบ เช่น กรณีโครงการแบบมุ่งเป้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย จะให้ผู้ที่ยื่นแบบฯ มีสิทธิเข้าร่วมโครงการก่อน หรือมีโควตาพิเศษสำหรับผู้ที่ยื่นแบบฯ
  • แก้ไขประมวลรัษฎากรเพื่อกำหนดให้ทุกคนที่บรรลุนิติภาวะแล้วต้องเข้าระบบภาษี และเสียภาษีตั้งแต่มีเงินได้พึงประเมินหลังหักค่าลดหย่อนตั้งแต่บาทแรก
  • ปรับเพิ่มค่าลดหย่อนส่วนตัวเป็น 100,000 บาทต่อปี
  • เปลี่ยนวิธีลดหย่อนการออมต่างๆ เป็นการลดภาษีโดยตรงในสัดส่วนเท่ากันทุกราย ไม่ใช่หักค่าใช้จ่ายจากรายได้พึงประเมิน
  • ถ้าสภาพเศรษฐกิจดีขึ้น และการบริโภคไม่ถดถอย จะปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 8% ภายในปี 2571 และเป็น 10% ภายในปี 2573
  • รัฐจะจ่ายเงินชดเชยให้สำหรับผู้มีรายได้น้อย
  • ปรับปรุงการแจ้งการประเมินภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยกำหนดให้แจ้งผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก
  • กำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคือเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น เว้นแต่ในกรณีที่ดินที่เอกชนไม่อาจมีกรรมสิทธิ์ ให้ผู้ครอบครองที่ดินมีหน้าที่ต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
  • ปรับลดเบี้ยปรับจาก 40% เหลือ 10% และลดลงอีกเหลือ 1% หากชำระเบี้ยปรับก่อนได้รับหนังสือแจ้งเตือน
  • ให้ชำระเฉพาะต้นเงินโดยไม่ต้องชำระเบี้ยปรับ หรือชำระเบี้ยปรับในอัตราใหม่ (มาตรการนิรโทษกรรมภาษีอย่างอ่อน)
  • ปรับลดมูลค่าการยกเว้นภาษีสำหรับการใช้ประโยชน์เพื่อเกษตรกรรมและเพื่อการอยู่อาศัย จาก 50 ล้านบาท เหลือ 5 ล้านบาท
  • กำหนดประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติม
  • ให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กำหนดอัตราภาษีแต่ละประเภทตามความเหมาะสม (เช่น ตามข้อกำหนดผังเมือง หรือในกรณีของที่ดินตาบอด) ภายใต้เพดานอัตราภาษีสูงสุดตามกฎหมาย (ไม่เกิน 3%)
  • จัดเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดาที่ถือครองที่ดินตั้งแต่ 50 ไร่ขึ้นไป หรือนิติบุคคลที่ถือครองที่ดินตั้งแต่ 1 ไร่ขึ้นไป
  • เสียภาษีในอัตราไม่เกิน 1.5% ของมูลค่าที่ดิน
  • กรมสรรพากรมีหน้าที่ประเมินภาษี ในช่วงปลายปีของทุกปี
  • กำหนด KPI กรมสรรพากรในการนำคนเข้าสู่ระบบภาษี และเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมบัญชีกลางและสำนักงานประกันสังคม
  • มอบหมายกรมสรรพากร ออกแบบ ภ.ง.ด. 90/91 ใหม่ให้เข้าใจง่าย และสร้างแบบฟอร์มใหม่ที่ไม่ซับซ้อนสำหรับผู้มีรายได้น้อย
  • กำหนดให้การขอและต่ออายุใบอนุญาตทำงานคนต่างด้าว ต้องขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี และใช้ประวัติการชำระภาษีเป็นเอกสารประกอบ
  • แก้ไขประมวลรัษฎากร: ให้ข้อมูลการชำระภาษีเป็นไปโดยเปิดเผย กำหนดให้ไม่มีขั้นต่ำของเงินได้ สำหรับผู้มีหน้าที่ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมิน และเพื่อแก้ไขอัตราค่าลดหย่อนส่วนตัวและคู่สมรส
  • ตราพระราชกฤษฎีกา: ออกกฎหมายเพื่อปรับลดอัตราภาษีเป็น 8% ในระยะแรก และปล่อยให้กลับสู่ 10% ตามประมวลรัษฎากร ในระยะที่สอง
  • จัดสรรงบประมาณเพื่อจ่ายเงินชดเชยให้สำหรับผู้มีรายได้น้อย
  • แก้ไข พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 และจัดทำระบบสำหรับการแจ้งภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
  • แก้ไข พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 68 เพื่อปรับลดอัตราเบี้ยปรับ และให้นิรโทษกรรมภาษีอย่างอ่อน
  • แก้ไข พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 มาตรา 40 และมาตรา 41 เพื่อปรับลดมูลค่าการยกเว้นภาษีสำหรับการใช้ประโยชน์เพื่อเกษตรกรรมและเพื่อการอยู่อาศัย
  • แก้ไข พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 และกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนดอัตราภาษีตามสีผังเมือง เพื่อใช้ภาษีเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเมือง
  • แก้ไขเพิ่มเติม ประมวลรัษฎากร โดยเพิ่มหมวดที่เกี่ยวข้องกับการเก็บภาษีที่ดินรวมแปลง เพื่อเก็บภาษีที่ดินจากเจ้าของที่ดินที่ถือครองที่ดินเกินกว่าจำนวนที่กำหนด
  • กรมสรรพากรมีหน้าที่ประเมินภาษี และเชื่อมโยงข้อมูลภาษีระหว่างกรมที่ดิน กรมสรรพากร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • มีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม (การปฏิรูปภาษี)
  • ลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มงบประมาณรัฐ
  • ขยายฐาน (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา)
  • ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ง่าย และเป็นธรรม
  • แรงงานในระบบ (ผู้ประกันตน ม.33 และข้าราชการ) ยื่นแบบภาษีให้ครบ 100%
  • เอกสารภาษีเข้าใจง่ายและกรอกได้ง่าย
  • ค่าลดหย่อนส่วนตัวเป็น 100,000 บาทต่อปี
  • ปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 8%
  • ปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 10%
  • ลดผลกระทบในการดำรงชีวิตจากการปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • อุดช่องโหว่ ลดความเหลื่อมล้ำ (ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง)
  • ลดอัตราเบี้ยปรับจาก 40% เหลือ 10%
  • ลดอัตราเบี้ยปรับเหลือ 1% หากชำระเบี้ยปรับก่อนได้รับหนังสือแจ้งเตือน
  • ลดมูลค่าการยกเว้นภาษีสำหรับการใช้ประโยชน์เพื่อเกษตรกรรมและเพื่อการอยู่อาศัย จาก 50 ล้านบาท เหลือ 5 ล้านบาท
  • เสียภาษีในอัตราไม่เกิน 1.5% ของมูลค่าที่ดิน (สำหรับภาษีที่ดินรวมแปลง)
  • รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 100,000 ล้านบาท

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • แรงงานในระบบ (ผู้ประกันตน ม.33 และข้าราชการ)
  • ทุกคนที่บรรลุนิติภาวะ
  • คนต่างด้าว
  • ผู้มีรายได้น้อย
  • เจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
  • ผู้ครอบครองที่ดิน
  • บุคคลธรรมดาที่ถือครองที่ดินตั้งแต่ 50 ไร่ขึ้นไป
  • นิติบุคคลที่ถือครองที่ดินตั้งแต่ 1 ไร่ขึ้นไป
  • กรมสรรพากร
  • กรมบัญชีกลาง
  • สำนักงานประกันสังคม
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
  • กรมที่ดิน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายในปีแรก (สำหรับ Action: กวดขันให้แรงงานในระบบ ยื่นแบบภาษีให้ครบ 100%)
  • ภายในปี 2571 (สำหรับ Outcome: ปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 8%)
  • ภายในปี 2573 (สำหรับ Outcome: ปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 10%)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • SMEs ไทย 3.2 ล้านราย กำลังสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ทุนใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ
  • กฎระเบียบภาษีในปัจจุบันยังเป็นอุปสรรคต่อการเข้าระบบ
  • ไทยมีเศรษฐกิจนอกระบบสูงถึง 45% ซึ่งนับเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียน
  • ธุรกิจรายย่อยเสียโอกาสในการขยายศักยภาพอย่างเต็มที่

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดันโครงการ “หวยใบเสร็จ SMEs” เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าและบริการจาก SMEs
  • ทุกยอดซื้อสะสมจากร้าน SMEs (สะสมจากหลายร้านได้) ครบ 500 บาท โดยซื้อผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” หรือแอปธนาคารที่ร่วมโครงการ จะได้รับหวยใบเสร็จ (เลข 3 ตัว) 1 ใบ
  • ลุ้นรางวัลได้ทุกครึ่งเดือน (สูงสุด 20 ใบ/เดือน ในเฟสแรก)
  • ใช้แรงจูงใจรูปแบบรางวัล (หวยใบเสร็จ) แทนการบังคับเข้าสู่ระบบ
  • ให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้บริโภคจากการซื้อร้าน SMEs ผ่านแอปฯ เป๋าตังหรือแอปธนาคารที่ร่วมโครงการ
  • ให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ SMEs จากยอดขายสะสม
  • มอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบ Simplify Tax และ Simplify VAT แก่ SMEs ที่เข้าร่วมโครงการ
  • ใช้ข้อมูลยอดขายจริงจากโครงการเพื่อช่วยให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มเพดานเกณฑ์ยอดขายต่อปีที่จะต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม จากเดิม 1.8 ล้านบาท/ปี เป็น 3.6 ล้านบาท/ปี
  • เพิ่มสิทธิหักค่าใช้จ่าย เพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายเหมาในการคำนวณภาษีรายได้บุคคลธรรมดา เดิมอัตรา 60% เป็นสูงสุด 90%
  • ลดภาระงานเอกสาร
  • สร้างความมั่นใจให้สถาบันการเงินในการปล่อยกู้
  • SMEs มียอดขายเพิ่มขึ้นจากแรงจูงใจฝั่งผู้บริโภค
  • ผู้บริโภคหันมาสนับสนุนร้านค้าและธุรกิจรายย่อยมากขึ้น
  • SMEs สมัครใจเข้าสู่ระบบภาษีโดยไม่รู้สึกถูกลงโทษ
  • ลดขนาดเศรษฐกิจนอกระบบ และเพิ่มฐานภาษีของประเทศ
  • SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้นจากข้อมูลรายได้ที่โปร่งใส
  • ธุรกิจรายย่อยสามารถขยายกิจการและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • ระบบภาษีเป็นธรรมและสอดคล้องกับสภาพธุรกิจจริงมากขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • SMEs
  • ผู้บริโภค
  • ธุรกิจรายย่อย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 1,000 ล้านบาทต่อเดือนสำหรับเงินรางวัล

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 14.2) ว่า '24,000 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 14.2) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ โดยในกรณีที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้รับผลกระทบ รัฐบาลจะรับภาระชดเชยค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้ ทั้งนี้ เป็นไปตามมาตรา ๒๘ แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความกังวลหลักของผู้ต้องขังเมื่อพ้นโทษคือการขาดโอกาสทางอาชีพและการเงิน ซึ่งอาจนำไปสู่การกระทำผิดซ้ำและกลับเข้าสู่วงจรเดิม
  • รัฐยังคงต้องแบกรับภาระงบประมาณในการบริหารจัดการเรือนจำต่อไป
  • กฎหมายไม่ครอบคลุมการฝึกอบรม: บทบัญญัติเดิม ยังไม่ครอบคลุมการฝึกอบรมอาชีพแก่ผู้ต้องขังที่ยังอยู่ในเรือนจำ ทำให้ผู้ต้องขังขาดการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัว
  • ปัญหาการบังคับใช้จริง: บุคลากรและเจ้าหน้าที่สรรพากรในแต่ละพื้นที่ ขาดความรู้ความเข้าใจในบทบัญญัติของกฎหมายฉบับนี้ ส่งผลให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จริงตามกฎหมาย
  • ขาดแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ: เมื่อนิติบุคคลไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ที่ชัดเจนและปฏิบัติได้จริง จึง ขาดแรงจูงใจ ในการเข้ามาฝึกอบรมอาชีพ ฝึกงาน และจ้างงานผู้ต้องขัง/ผู้พ้นโทษอย่างต่อเนื่อง

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนร่วม "คืนคนสู่สังคม" ผ่านมาตรการภาษีและเงินอุดหนุนจ้างงาน
  • พรรคประชาชนจะสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจแก่ภาคเอกชน บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้เข้ามาฝึกอบรมอาชีพ ฝึกงาน และจ้างงานผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษ
  • ให้สิทธิในการลงรายจ่ายทางภาษีได้ 2 เท่า (สำหรับนิติบุคคล) หากมีการฝึกอบรมอาชีพให้กับ ผู้ต้องขัง (ที่อยู่ในเรือนจำ) ไม่น้อยกว่า 120 ชั่วโมง/ปี
  • รัฐจะอุดหนุนเงินเดือนให้ครึ่งหนึ่ง โดยสูงสุดไม่เกิน 8,000 บาท/เดือน ให้กับการจ้างผู้พ้นโทษ
  • ปรับปรุงพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 774) พ.ศ. 2566
  • ขยายขอบเขตสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับนิติบุคคลให้ครอบคลุมเงื่อนไขตามกรณีข้างต้น
  • กรมสรรพากรออกหนังสือไปยังสำนักงานสรรพากรในทุกพื้นที่ เพื่อให้ข้อมูลและกำชับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้ปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาฉบับปรับปรุงใหม่อย่างถูกต้อง
  • กรมราชทัณฑ์จัดทำระบบเก็บข้อมูลชั่วโมงการฝึกอบรมอาชีพของนิติบุคคล ให้แก่ผู้ต้องขัง
  • กรมราชทัณฑ์รับรองเอกสาร สำหรับให้นิติบุคคลสามารถใช้สิทธิประโยชน์มาตรการภาษีกับสำนักงานสรรพากรในแต่ละพื้นที่ได้
  • กรมราชทัณฑ์ จัดทำกฎหมายอนุบัญญัติ เพื่อรับรองสิทธิประโยชน์มาตรการภาษีสำหรับนิติบุคคล
  • กรมราชทัณฑ์ กำหนดหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้ต้องขังที่สอดคล้องกับเงื่อนไขข้างต้น
  • กรมราชทัณฑ์ ทำ MOU ร่วมกับภาคเอกชน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้พ้นโทษมีรายได้เลี้ยงชีพ
  • ผู้พ้นโทษ ไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำ / ลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ
  • รัฐ ไม่ต้องแบกรับภาระงบประมาณในการบริหารจัดการเรือนจำต่อไป
  • บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
  • ผู้พ้นโทษได้รับการจ้างงาน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้พ้นโทษ
  • นายจ้าง
  • บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
  • ผู้ต้องขัง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ภาระภาษีไม่สอดคล้องค่าครองชีพจริง: เกณฑ์เงินได้สุทธิที่ไม่ต้องเสียภาษีปัจจุบันอยู่ที่ 150,000 บาทต่อปี หรือประมาณ 26,583 บาทต่อเดือน ซึ่งไม่ได้ปรับมานาน ไม่ทันกับเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นทุกปี
  • ผู้เริ่มทำงานและรายได้น้อยถูกบั่นทอนกำลังซื้อ: คนทำงานเงินเดือนระดับต้นต้องเสียภาษีทั้งที่รายได้แท้จริงแทบไม่พอค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ส่งผลให้การออมต่ำและคุณภาพชีวิตตึงตัว
  • เศรษฐกิจฐานล่างฟื้นตัวช้า: กำลังซื้อของคนเงินเดือนต่ำหลายล้านคนถูกจำกัด กระทบการหมุนเวียนเศรษฐกิจในชีวิตประจำวัน

จะทำอะไร (Action)

  • ยกเพดานเงินได้สุทธิที่ไม่ต้องเสียภาษี: ปรับจาก 150,000 บาทต่อปี เป็น 320,000 บาทต่อปี หรือประมาณเดือนละ 40,000 บาท

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • โครงสร้างภาษีเงินได้ให้เป็นธรรมและทันสมัย สะท้อนค่าครองชีพจริงของคนทำงาน
  • ลดภาระผู้เริ่มทำงานและรายได้น้อย: ให้คนเงินเดือนต่ำกว่า 40,000 บาทไม่ต้องเสียภาษีสุทธิ เพิ่มรายได้ใช้จ่ายทันที
  • กระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานล่าง: เพิ่มกำลังซื้อของคนทำงานหลายล้านคน ให้เงินหมุนเวียนกลับสู่เศรษฐกิจจริง
  • สร้างความเป็นธรรมทางภาษี: ทำให้ระบบภาษีสะท้อนสภาพเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนไป ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างรายได้จากแรงงานกับรายได้ประเภทอื่น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชนที่เงินเดือนต่ำกว่า 40,000 บาท

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 23) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 23) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความไม่เป็นธรรมทางภาษี: กำไรจำนวนมากจากการเพิ่มมูลค่าหุ้นก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ตกกับผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แต่ไม่ได้ถูกจัดเก็บภาษีในลักษณะเดียวกับรายได้หรือกำไรจากแหล่งอื่น
  • ภาระภาษีตกกับคนทำงานทั่วไป: รายได้จากแรงงานและธุรกิจขนาดเล็กถูกเก็บภาษีตามระบบปกติ ขณะที่กำไรลาภลอยจากการเพิ่มมูลค่าหุ้นก่อน IPO หลุดออกจากฐานภาษี
  • ความคลุมเครือของกติกาเดิม: การขาดกฎหมายเฉพาะทำให้เกิดช่องว่างการวางแผนภาษี และกระทบความเชื่อมั่นต่อความเป็นธรรมของระบบตลาดทุน

จะทำอะไร (Action)

  • อุดช่องว่างภาษีกำไรลาภลอยก่อนเข้าตลาด ด้วย กติกาที่ชัดเจน เป็นธรรม และไม่บั่นทอนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
  • จัดเก็บภาษีกำไรจากหุ้นก่อน IPO: ออกกฎหมายเก็บภาษีกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นของผู้ที่ถือหุ้นก่อนเข้าจดทะเบียน
  • คำนวณกำไรบนฐาน fully diluted: ประเมินกำไรจากส่วนต่างระหว่างราคา ณ วันขาย กับมูลค่าหุ้นที่ได้รับ โดยคำนึงถึงโครงสร้างหุ้นทั้งหมดอย่างเป็นธรรม
  • เก็บภาษีเมื่อมีการขายจริงเท่านั้น: การชำระภาษีเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อมีการจำหน่ายหุ้นหลังเข้าตลาด
  • ใช้เกณฑ์เฉพาะรายใหญ่: บังคับใช้เฉพาะกรณีที่มีสัดส่วนการถือหุ้นหรือกำไรสะสมเกินเกณฑ์ที่กำหนด
  • รักษาสมดุลระบบนิเวศตลาดทุน: ออกแบบกติกาให้เกิดความเป็นธรรมทางภาษี ควบคู่กับการส่งเสริมนวัตกรรมและการเติบโตของตลาดทุนไทย

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกิดความเป็นธรรมทางภาษี ควบคู่กับการส่งเสริมนวัตกรรมและการเติบโตของตลาดทุนไทย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ตลาดทุนไทย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 20) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 20) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • รายงานจากธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่าเศรษฐกิจนอกระบบ ในไทยมีมูลค่ามากถึง 9 ล้านล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 14 ของโลก และอันดับ 2 ในอาเซียน (รองจากเมียนมา)
  • ร้านค้าและร้านบริการขนาดเล็กขาดแรงจูงใจในการเข้าระบบ หรือบางกรณีจงใจหลีกเลี่ยง
  • การไม่สามารถจัดเก็บภาษีจากเศรษฐกิจนอกระบบได้ (หมายถึงร้านค้าและร้านบริการที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT)
  • ไทยขาดรายได้
  • ขาดข้อมูลการค้าขายที่แม่นยำ
  • ขาดโอกาสในการพัฒนาประเทศ

จะทำอะไร (Action)

  • ออกรางวัลทุกวัน วันละ 9 รางวัล รางวัลละ 1 ล้านบาท
  • กลุ่มเป้าหมายผู้มีโอกาสเป็นเศรษฐีเงินล้าน ได้แก่
  1. กลุ่มผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้ 1 รางวัล
  2. กลุ่มผู้สูงอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป 1 รางวัล
  3. กลุ่มเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน 1 รางวัล
  4. กลุ่มอาสาสมัคร เช่น อสม. อาสากู้ภัย ทหารผ่านศึก ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ฯลฯ 1 รางวัล
  5. กลุ่มผู้ซื้อสินค้าและบริการที่มีใบเสร็จ VAT 5 รางวัล
  • ผู้ซื้อสินค้าและบริการต้องขอใบเสร็จ หรือ e-Receipt จากร้านค้า ทุกครั้งที่จับจ่ายใช้สอย
  • ใบเสร็จใช้ได้ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าถึงร้านค้าขนาดเล็ก
  • สินค้าและบริการที่ออกใบเสร็จไม่มีมูลค่าขั้นต่ำ ไม่จำกัดจำนวนใบเสร็จ
  • รัฐจะหมุนเลขรางวัลจากเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ยกเว้นกลุ่มซื้อสินค้าและบริการที่รัฐจะออกรางวัลจากเลขในใบเสร็จ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • รัฐมีงบประมาณพัฒนาประเทศมากขึ้น
  • เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจครัวเรือนให้เกิดการจับจ่ายมากยิ่งขึ้น
  • ผู้บริโภคมีสิทธิลุ้น “เงินล้าน” จากใบเสร็จในการซื้อสินค้าและบริการ
  • รัฐมีข้อมูลที่ถูกต้อง ทันสมัย ครบถ้วนและใช้ได้จริง ช่วยให้การออกแบบนโยบายในยุค AI แม่นยำและเป็นธรรมมากขึ้น
  • สามารถจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือประชาชนได้ตรงจุดมากขึ้น
  • ข้อมูลจากการลงทะเบียนจะทำให้รัฐรู้ลึกถึงระดับแปลงเพาะปลูก สภาพดิน
  • มีข้อมูล Demand-Supply ที่แม่นยำที่จะช่วยให้รัฐบาลบริหารจัดการไม่ให้สินค้าล้นตลาด
  • ทำให้นโยบาย "ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%" ทำได้จริงและโปร่งใส
  • ข้อมูลด้านผลผลิตที่รัฐรู้ล่วงหน้ายังจะถูกเชื่อมโยงกับนโยบายอย่าง Cloud Kitchen และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อให้หน่วยงานรัฐรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรงในราคาที่เป็นธรรม
  • ข้อมูลการใช้จ่ายจากใบเสร็จ (e-Receipt) จะทำให้รัฐมี "ตาทิพย์" เห็นความหนาแน่นของการจับจ่ายแบบ Real-time
  • รัฐจะรู้ทันทีว่าย่านไหนเศรษฐกิจคึกคักเพื่อจัดสรรงบสาธารณูปโภค (รถเมล์, ถนน) ลงไปได้ถูกจุด
  • หากพื้นที่ไหนสินค้าราคาแพงผิดปกติ รัฐก็สามารถเข้าไปจัดการค่าครองชีพได้ทันท่วงที
  • Big Data ที่ได้มาจะช่วยแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้จริง
  • ข้อมูลนี้จะช่วยชี้เป้าให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคนโกงได้ถูกตัว โดยไม่ต้องเสียเวลาสุ่มตรวจแบบหว่านแหอีกต่อไป
  • หากสามารถขยายฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้ 20% เท่ากับโมเดลไต้หวัน รัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 200,000 ล้านบาท

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ห้างสรรพสินค้าถึงร้านค้าขนาดเล็ก
  • กลุ่มผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้
  • กลุ่มผู้สูงอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป
  • กลุ่มเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน
  • กลุ่มอาสาสมัคร เช่น อสม. อาสากู้ภัย ทหารผ่านศึก ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)
  • กลุ่มผู้ซื้อสินค้าและบริการที่มีใบเสร็จ VAT

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ใช้งบประมาณสำหรับเงินรางวัลเพียงประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท ต่อปี

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • รักษาวินัยทางการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด
  • แบ่งสันปันส่วนจากผู้มีรายได้มากสู่ผู้มีรายได้รายน้อยอย่างเป็นระบบ
  • จัดเก็บภาษีจากผู้ใช้ทรัพยากรมากและก่อให้เกิดมลภาวะมาก ผู้มีที่ที่ดินมาก เป็นต้น
  • จัดให้มีมาตรการสวัสดิการช่วยเหลือประชาชน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืน
  • ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและทางเศรษฐกิจให้ลดน้อยลงให้ได้มากที่สุด
  • ประชาชน ชุมชน สังคมและประเทศชาติได้รับการกระจายรายได้จากภาษี
  • ประชาชนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีคุณภาพ อย่างยั่งยืนและมีความสุข

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้มีรายได้น้อย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

ไม่ระบุ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

คนละครึ่ง ปลอดภาษี

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 19) ว่า '30,000 ล้านบาท เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากโครงการคนละครึ่ง ที่พรรค รทสช ได้เคยเป็นเสนอในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วและประสบความสำเร็จ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 19) ว่า 'งบประมาณประจำปีวงเงิน 30,000 ล้านบาท โดยรัฐและประชาชนร่วมกันจ่ายคนละครึ่งเพื่อกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ'

รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

ไม่ระบุ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ฟื้น LTF ด้วยเงื่อนไขเพิ่มเติม
  • ลดหย่อนภาษี สูงสุด 500,000 บาท

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 23) ว่า 'ไม่มีการใช้งบประมาณ แต่เป็นการออกนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ส่งเสริมตลาดทุนเติบโตดังในอดีตที่ใกล้จะแตะ 2,000 จุด ผ่านการจูงใจประชาชนให้ออมเงินโดยการซื้อกองทุน LTF เพื่อลดหย่อนภาษี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 23) ว่า 'ไม่มีการใช้งบประมาณ แต่ถ้ามีก็จะใช้จากงบประมาณประจำปีแต่เป็นการลดหย่อยภาษีจากการซื้อกองทุน LTF สูงสุด 500,000 บาท 15% ของรายได้ ระยะเวลา 5 ปีปฏิทิน'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ฐานภาษีจำนวนมากยังตั้งอยู่บนการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาหรือแบบมาตรฐานที่ไม่สัมพันธ์กับต้นทุนชีวิตจริงที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าเช่าที่อยู่อาศัย ค่าสาธารณูปโภคพื้นฐาน อินเทอร์เน็ต ค่าเดินทาง และภาระครอบครัว
  • เมื่อฐานภาษีไม่สะท้อนความจริง คนทำงานจำนวนมากจะรู้สึกว่าเสียภาษีเกินความสามารถในการจ่าย
  • ความเต็มใจเสียภาษีลดลง
  • การหลีกเลี่ยงเพิ่มขึ้น
  • รัฐยิ่งต้องพึ่งพาฐานภาษีแคบ
  • ไทยมีสัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP ไม่สูงเมื่อเทียบในภาพรวมหลายประเทศ
  • ไทยยังมีช่องว่างในการขยายฐานภาษีโดยไม่จำเป็นต้องขึ้นอัตรา
  • ความเหลื่อมล้ำด้านความสามารถใช้ระบบดิจิทัล
  • การฉวยโอกาสออกเอกสารเทียมและการร่วมมือระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย
  • ภาระระบบหลังบ้านของรัฐ หากขยายเร็วเกินไปอาจทำให้ระบบล่มหรือบริการช้า

จะทำอะไร (Action)

  • เพิ่มทางเลือกการหักค่าใช้จ่ายตามจริงผ่านระบบ e-Receipt สำหรับหมวดค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ไม่ใช่ฟุ่มเฟือย
  • รัฐไม่ควรเก็บภาษีจากภาพลวงว่าคนมีเงินเหลือเท่ากัน หากแต่ต้องเก็บบนฐานความสามารถในการจ่ายที่แท้จริงซึ่งเกิดหลังหักค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ประชาชนต้องจ่ายเพื่อดำรงชีวิตและทำงานในโลกปัจจุบัน
  • รัฐต้องทำงานอัตโนมัติให้มากที่สุด ลดภาระการเก็บเอกสารของประชาชน โดยใช้โครงสร้างพื้นฐาน e-Tax Invoice และ e-Receipt ที่มีอยู่แล้วเป็นแกนกลางโครงสร้างนโยบาย
  • เพิ่มทางเลือกให้ผู้เสียภาษีสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงจากข้อมูล e-Receipt ที่ผูกชื่อและเลขประจำตัวประชาชน โดยรัฐเป็นฝ่ายดึงข้อมูลมาคำนวณให้ ไม่ผลักภาระให้ประชาชนรวบรวมเอกสาร
  • กำหนดรายการที่หักได้แบบบัญชีบวก และกำหนดรายการที่ไม่ถือเป็นจำเป็นแบบบัญชีลบอย่างชัดเจน พร้อมกำหนดเพดานรายหมวดและเพดานรวมตามช่วงรายได้เพื่อคุมต้นทุนการคลังและรักษาความเป็นธรรมแนวดิ่ง
  • ผู้เสียภาษีมีสิทธิเลือกหักแบบมาตรฐานเดิมหรือแบบตามจริง
  • ระบบยื่นภาษีต้องคำนวณเปรียบเทียบให้เห็นผลต่างโดยอัตโนมัติ
  • ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบต้องแก้กติกาการหักค่าใช้จ่ายในประมวลรัษฎากรและกฎหมายลำดับรองเพื่อเพิ่มทางเลือกการหักตามจริงผ่าน e-Receipt พร้อมนิยามค่าใช้จ่ายจำเป็นให้ชัด กำหนดเพดานรายหมวด กำหนดหลักเกณฑ์การใช้สิทธิของคู่สมรส และกำหนดบทลงโทษการออกเอกสารเท็จให้เข้มขึ้น
  • ทำให้ระบบยื่นแบบบุคคลธรรมดาเชื่อมกับฐานข้อมูล e-Receipt โดยเมื่อผู้เสียภาษีล็อกอินยื่นแบบ ระบบดึงยอดค่าใช้จ่ายจำเป็นที่เข้าเกณฑ์มาแสดงเป็นหมวด พร้อมให้ผู้เสียภาษียืนยันและตัดรายการที่ไม่ต้องการใช้สิทธิ
  • ควรมีหน้าจอเดียวให้ประชาชนเห็น e-Receipt ทั้งปี แยกหมวดค่าใช้จ่าย ตรวจสอบความผิดปกติ และแจ้งร้องเรียนหากพบใบเสร็จที่ไม่ใช่ของตน
  • การตรวจสอบต้องเปลี่ยนจากการสุ่มแบบกว้างไปเป็น risk-based audit ใช้ข้อมูลเทียบกลุ่มอาชีพ เทียบรายได้ เทียบพฤติกรรม เพื่อจับความผิดปกติที่มีนัยสำคัญและลดการรบกวนผู้เสียภาษีส่วนใหญ่ที่ทำถูกต้อง
  • เพื่อให้ประชาชนใช้สิทธิได้จริง ร้านค้าและผู้ให้บริการต้องออก e-Receipt ได้ง่ายและคุ้มค่า ภาครัฐควรใช้ระบบ e-Tax ที่มีอยู่เป็นฐาน และกำหนดเส้นตายการเข้าระบบตามขนาดกิจการแบบค่อยเป็นค่อยไป พร้อมเครื่องมือช่วยรายย่อยให้ต้นทุนต่ำที่สุด
  • ต้องสื่อสารว่านี่ไม่ใช่นโยบายลดภาษีแบบเอื้อเฉพาะคนมีรายได้ แต่เป็นการทำให้ภาษีสะท้อนชีวิตจริงของชนชั้นทำงาน และเป็นการแลกเปลี่ยนที่ชัดเจน ประชาชนขอใบเสร็จและอยู่ในระบบมากขึ้น รัฐต้องคืนความเป็นธรรมและทำให้ระบบง่ายขึ้น
  • ต้องลงทุนเพิ่มสมรรถนะบนโครงสร้างพื้นฐาน e-Tax ที่มีอยู่
  • ควรกำหนดเพดานสิทธิในปีแรกเป็นระดับทดลอง เช่น เพดานหักตามจริงเพิ่มเติมต่อคนต่อปี และทำ sensitivity analysis ด้วยอัตราภาษีชายขอบเฉลี่ยของผู้ใช้สิทธิ เพื่อให้เห็นกรอบรายได้ภาษีที่หายไปเป็นช่วง ไม่ใช่ตัวเลขเดียว

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ทำให้ฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสะท้อนชีวิตจริง
  • ลดแรงต้านทางสังคมต่อภาษี
  • เพิ่มแรงจูงใจให้คนสมัครใจอยู่ในระบบ
  • บังคับให้เศรษฐกิจส่วนที่เคยอยู่นอกเรดาร์ค่อย ๆ เข้าสู่ความโปร่งใสด้วยแรงจูงใจของผู้บริโภคเอง
  • ทำให้การหักตามจริงจะไม่กลายเป็นช่องโหว่
  • ช่วยคนทำงานจริง แต่ไม่เปิดพื้นที่ให้การบริโภคฟุ่มเฟือยถูกใช้เป็นเครื่องมือกดภาษี
  • การเข้าสู่ระบบใหม่ไม่ใช่ภาระเชิงความรู้และไม่ทำให้คนกลุ่มเปราะบางทางดิจิทัลเสียประโยชน์
  • ลดภาระการเก็บเอกสารของประชาชน
  • ลดต้นทุนเริ่มต้นให้เหลือการต่อยอดและเพิ่มสมรรถนะมากกว่าสร้างใหม่ทั้งหมด
  • ลดการปลอมแปลง ใน e-Receipt
  • ลดการรบกวนผู้เสียภาษีส่วนใหญ่ที่ทำถูกต้อง จากการตรวจสอบ
  • ร้านค้าและผู้ให้บริการต้องออก e-Receipt ได้ง่ายและคุ้มค่า
  • ประชาชนรู้สึกว่าอยู่ในระบบแล้วควบคุมสิทธิของตนได้จริง
  • ความเป็นธรรมที่จับต้องได้
  • คนทำงานที่มีภาระค่าใช้จ่ายจำเป็นสูงจะเสียภาษีบนฐานรายได้สุทธิจริง ทำให้เงินเหลือใช้เพิ่มขึ้นและลดความตึงเครียดทางการเงิน
  • การขยายฐานภาษีด้วยความสมัครใจ
  • แรงจูงใจในการยื่นแบบและรายงานรายได้เพิ่มขึ้น
  • ความโปร่งใสของตลาด
  • e-Receipt ทำให้ธุรกรรมจำนวนมากถูกบันทึก ลดพื้นที่เศรษฐกิจเงา และทำให้รัฐจัดเก็บภาษีธุรกิจและ VAT ได้ตรงขึ้น
  • รัฐได้ข้อมูลเศรษฐกิจแบบไม่ต้องเดา ช่วยออกแบบนโยบายค่าครองชีพ สวัสดิการ และการช่วยเหลือเฉพาะจุดได้แม่นขึ้น
  • จำนวนผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • สัดส่วนธุรกรรมในหมวดที่กำหนดที่มี e-Receipt เพิ่มขึ้น
  • ช่องว่างภาษีที่ลดลง
  • คะแนนความพึงพอใจต่อความเป็นธรรมของระบบภาษี
  • อัตราความสำเร็จของการดึงข้อมูลอัตโนมัติ
  • ความเร็วการคืนภาษี
  • สัดส่วนการตรวจสอบที่ใช้ risk-based audit แทนการสุ่ม
  • ช่วยลดต้นทุนเริ่มต้นให้เหลือการต่อยอดและเพิ่มสมรรถนะมากกว่าสร้างใหม่ทั้งหมด

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้เสียภาษี

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ในปีแรก ควรกำหนดเพดานสิทธิเป็นระดับทดลอง เช่น เพดานหักตามจริงเพิ่มเติมต่อคนต่อปี และทำ sensitivity analysis ด้วยอัตราภาษีชายขอบเฉลี่ยของผู้ใช้สิทธิ เพื่อให้เห็นกรอบรายได้ภาษีที่หายไปเป็นช่วง ไม่ใช่ตัวเลขเดียว
  • ในปีแรก ควรเป็นปีตั้งระบบและเก็บข้อมูล
  • ในปีที่สอง ประเมินผลกระทบรายได้รัฐเทียบกับจำนวนผู้ยื่นแบบที่เพิ่มขึ้น สัดส่วน e-Receipt ที่เพิ่มขึ้น และตัวชี้วัด tax gap ที่ลดลง จากนั้นค่อยตัดสินใจขยายเพดานหรือเพิ่มหมวดเมื่อข้อมูลจริงบ่งชี้ว่าฐานภาษีขยายและ tax gap ลดลงตามเป้าหมาย

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • วงเงินหลักของนโยบายนี้ไม่ใช่งบโครงการแบบจ่ายเงินก้อน แต่เป็นต้นทุนรายได้ภาษีที่รัฐยอมสละในระยะเปลี่ยนผ่านและต้นทุนพัฒนาระบบหลังบ้านเพื่อทำให้นโยบายทำงานแบบอัตโนมัติ
  • ต้นทุนรายได้ภาษีเกิดจากฐานภาษีที่ลดลงเมื่ออนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายจำเป็นตามจริงมากขึ้น
  • ต้นทุนระบบเกิดจากการขยายขีดความสามารถฐานข้อมูล การเชื่อมระบบ e-Receipt กับการยื่นแบบ และเครื่องมือวิเคราะห์ความเสี่ยงเพื่อป้องกันการใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 8) ว่า '2,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • ที่มาของเงินจึงอยู่ในรูปการบริหารงบประจำของหน่วยงานรัฐด้านภาษีและดิจิทัลเพื่อยกระดับระบบ

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 8) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • Tax Holiday เพียงอย่างเดียวมักถูกวิจารณ์ว่าทำให้รัฐเสียรายได้โดยไม่แน่ใจว่าการลงทุนจะฝังตัวจริง
  • การแจกสิทธิทั่วประเทศจนแรงจูงใจบางลงและควบคุมยาก
  • ผู้ลงทุนจะเอาสิทธิแล้วทิ้งพื้นที่
  • ต้นทุนเวลาและความไม่แน่นอนของการอนุญาตยังสูง
  • จากการไม่มีความชัดเจนของเกณฑ์และการประเมินผล ทำให้เกิดการใช้ดุลพินิจเกินควร
  • หากไม่มีระบบประเมินผลและการบังคับใช้ที่น่าเชื่อถือ จะเกิดการสูญเสียรายได้โดยไม่เกิดพฤติกรรมใหม่ตามที่ต้องการ
  • ความเสี่ยงการแข่งลดภาษีระหว่างพื้นที่จนเกิด race to the bottom
  • ความเสี่ยงการย้ายกำไรและโครงสร้างนิติบุคคลซับซ้อน
  • ความเสี่ยงทางสังคมและสิ่งแวดล้อมจากการเร่งอนุญาต
  • Corridor จะกลายเป็นเกาะเศรษฐกิจของทุนใหญ่ที่ไม่กระจายรายได้
  • Tax Holiday แบบศูนย์เปอร์เซ็นต์อาจไม่ใช่แรงจูงใจแท้จริงสำหรับบางบริษัท เพราะอาจถูกประเทศแม่เรียกเก็บส่วนต่างเพิ่มเติมอยู่ดี

จะทำอะไร (Action)

  • ใช้ Tax Holiday เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์เพื่อเร่งให้เกิดฐานเศรษฐกิจใหม่ในพื้นที่
  • ยอมสละรายได้ภาษีเงินได้นิติบุคคลในระยะสั้น
  • ให้สิทธิประโยชน์ต้องผูกกับผลสัมฤทธิ์ที่ตรวจสอบได้
  • มีระบบตัดสิทธิและเรียกคืนสิทธิประโยชน์เมื่อไม่ทำตามเงื่อนไข
  • ยึดฐานภาษีนิติบุคคลมาตรฐานของไทยที่ 20 เปอร์เซ็นต์เป็นจุดอ้างอิงในการคำนวณต้นทุนการคลังและผลตอบแทนจากนโยบาย
  • กำหนด Strategic Corridor ให้ชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่รัฐต้องการยกระดับให้เป็นฐานการผลิตและบริการใหม่ของประเทศ
  • Corridor ควรถูกกำหนดด้วยเกณฑ์ผสมระหว่างศักยภาพด้านโลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่อุตสาหกรรมเดิมและคลัสเตอร์ใหม่ ความเชื่อมโยงกับท่าเรือ สนามบิน ด่านการค้า รวมถึงความพร้อมด้านแรงงานและอาชีวศึกษา
  • ประกาศรายการกิจการเป้าหมายเป็นสาขายุทธศาสตร์แบบเน้นกิจกรรม ไม่ใช่เน้นชื่ออุตสาหกรรมกว้าง ๆ
  • ยึดแนวคิดเดียวกับการให้สิทธิส่งเสริมการลงทุนที่ประเทศไทยใช้อยู่แล้วในระบบส่งเสริมของหน่วยงานรัฐด้านการลงทุนที่จัดประเภทกิจกรรมและกำหนดเงื่อนไขประกอบ
  • ให้ภาษีธุรกิจ 0 เปอร์เซ็นต์สำหรับกิจการใหม่ใน Strategic Corridor
  • นิยามกิจการใหม่ต้องมีเงื่อนไขกันการย้ายฐานในเชิงนิติกรรม เช่น ต้องเป็นการลงทุนเพิ่มสุทธิ มีสินทรัพย์ถาวรใหม่ในพื้นที่ มีการจดทะเบียนสถานประกอบการและการผลิตจริงในพื้นที่ และไม่ใช่การย้ายกำไรผ่านการกำหนดราคาโอนเพื่ออาศัยสิทธิภาษี
  • เข้าสู่ระบบภาษีแบบไล่ระดับโดยให้ใช้อัตราภาษีนิติบุคคลต่ำกว่ามาตรฐานควบคู่กับค่าธรรมเนียมตามตัวชี้วัดหรือ Performance-Based Surcharge
  • ออกแบบโครงสร้างสิทธิประโยชน์แบบสองชั้น Tax Holiday + Performance-Based Surcharge
  • ผูกสิทธิในช่วงหลังกับผลสัมฤทธิ์
  • กำหนดเงื่อนไข 3 กลุ่มที่ต้องเป็นสัญญาผูกพันเชิงกฎหมายและการคลังตั้งแต่วันอนุมัติสิทธิ พร้อมระบบตัดสิทธิทันทีเมื่อผิดนัด
  • เงื่อนไขการจ้างแรงงานไทยในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ต้องนิยามให้รัดกุมว่าเป็นแรงงานที่มีภูมิลำเนาหรือทะเบียนบ้านในจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดใน Corridor หรือมีประวัติการขึ้นทะเบียนประกันสังคมในพื้นที่ต่อเนื่อง และต้องคุมการเลี่ยงผ่านสัญญาจ้างช่วง โดยอาจกำหนดเพดานสัดส่วน outsourcing และกำหนดให้แรงงานฝึกงานอาชีวะในพื้นที่นับรวมได้บางส่วนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เชื่อมระบบการศึกษาอาชีพกับภาคธุรกิจจริง
  • เงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือร่วมวิจัยกับสถาบันไทยต้องแปลงเป็นตัวชี้วัดที่วัดได้ เช่น สัดส่วนงบ R&D ต่อรายได้ จำนวนชั่วโมงการอบรมทักษะขั้นสูงที่ได้รับการรับรอง จำนวนโครงการวิจัยร่วมที่มีผลลัพธ์เป็นต้นแบบ กระบวนการ หรือสิทธิบัตร รวมถึงจำนวนผู้เชี่ยวชาญไทยที่ได้ทำงานในตำแหน่งเทคนิคหลัก
  • เงื่อนไขการใช้วัตถุดิบภายในประเทศตามสัดส่วนที่ตกลงต้องผูกกับการพัฒนาซัพพลายเออร์ไทยอย่างเป็นระบบ โดยกำหนด Local Content แบบแยกชิ้นส่วนหรือแยกหมวด ไม่ใช่ตัวเลขรวมกว้าง ๆ และให้มีแผนยกระดับผู้ผลิตไทยผ่านมาตรฐานคุณภาพ ความปลอดภัย และการรับรอง
  • ทำให้เป็นข้อตกลงการให้สิทธิภาษีแบบมีเงื่อนไขคล้ายสัญญาผูกพันรัฐกับเอกชน ไม่ใช่แค่ประกาศเชิงนโยบาย
  • มีบทบัญญัติเรียกคืนสิทธิประโยชน์บางส่วนในกรณีผิดเงื่อนไขซ้ำซากหรือเจตนาหลีกเลี่ยง
  • แยกกลุ่มเป้าหมายชัดเจน โดยในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่เข้าข่าย minimum tax ควรโยกแรงจูงใจจากการยกเว้น CIT ไปเป็นสิทธิประโยชน์แบบที่ไม่ถูกกลไกขั้นต่ำกลบ เช่น สนับสนุนการลงทุนจริง การหักลดหย่อนฐานภาษีที่ผูกกับค่าใช้จ่าย R&D การพัฒนาทักษะ การสร้างซัพพลายเชน หรือมาตรการไม่ใช่ภาษี เช่น การอำนวยความสะดวก ใบอนุญาต โครงสร้างพื้นฐาน และการลดต้นทุนเวลา
  • ออกแบบ Labor Tax Credit เพิ่มอีก 10 เปอร์เซ็นต์เป็นเครดิตจากฐานภาษีที่คำนวณได้จริงและตรวจสอบได้
  • ให้เครดิตผูกกับเงินเดือนที่จ่ายจริงและการส่งสมทบประกันสังคมจริง รวมถึงผูกกับการรักษาระดับค่าจ้างขั้นต่ำเชิงทักษะของพื้นที่
  • กำหนดเงื่อนไขว่าเครดิตภาษีแรงงานจะได้เต็มเมื่อรักษาสัดส่วนแรงงานท้องถิ่น 70 เปอร์เซ็นต์ต่อเนื่องตลอดปีภาษี หากต่ำกว่าเกณฑ์ให้เครดิตลดหลั่นแบบขั้นบันไดเพื่อให้บริษัทมีแรงจูงใจแก้ไขตลอดปีไม่ใช่เฉพาะปลายปี
  • มีระบบรายงานภายใน 90 วันแรกหลังเปิดกิจการและการตรวจสอบอิเล็กทรอนิกส์
  • วางบทบาท Matching Fund แบบรัฐร่วมลงทุน 1 ต่อ 1 กับ SME ที่พัฒนาเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ หรือ Green Tech
  • ออกแบบ โครงการ โดยกำหนดโจทย์นวัตกรรมที่สัมพันธ์กับคลัสเตอร์ของ Corridor เช่น โลจิสติกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมชิ้นส่วน การแปรรูปอาหารมาตรฐานส่งออก พลังงานสะอาด หรือบริการดิจิทัล
  • กำหนดกรอบประเมินผลตอบแทนทางเศรษฐกิจภายใน 3 ปี
  • คณะกรรมการกองทุนควรมีทั้งฝ่ายเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สถาบันการเงิน และตัวแทนพื้นที่ และต้องกำหนดเกณฑ์เปิดเผยข้อมูลโครงการที่ได้รับทุนเพื่อให้สาธารณะตรวจสอบได้
  • Fast Track Regulation และ One-Stop Service เพื่อทำให้ภาษีหยุดแล้วการลงทุนเดินจริง
  • Corridor Business One-Stop Hub ต้องถูกทำให้เป็นกระบวนการใบอนุญาตรวมที่มี SLA ชัดเจนและถูกบังคับใช้จริง
  • รวมการพิจารณาก่อสร้าง สิ่งแวดล้อม ภาษี ศุลกากร แรงงาน และสาธารณูปโภคไว้ในทีมเดียว ลดการวนหลายหน่วยงาน และใช้ระบบติดตามสถานะออนไลน์แบบ end-to-end
  • ตั้งเป้าระยะเวลาตามที่เสนอ เช่น ใบอนุญาตรวมต่ำกว่า 90 วัน และ EIA ต่ำกว่า 60 วัน ควรผูกกับ KPI ของหัวหน้าหน่วยงานและการเปิดเผยสถิติเวลาการอนุมัติรายไตรมาส
  • กำหนดกิจการบางประเภทเป็นกลุ่มความเสี่ยงต่ำที่ใช้ระบบอนุญาตแบบรับรองตนเองภายหลังตรวจสุ่ม
  • มีกรอบคำนวณมาตรฐานที่ประกาศต่อสาธารณะ
  • ทุกโครงการที่ได้สิทธิทำแบบจำลองการเงินมาตรฐานตอนยื่น และต้องอัปเดตทุกปีด้วยข้อมูลจริง
  • มีเครื่องมือรองรับ 3 ส่วนพร้อมกัน สำหรับระบบตัดสิทธิและ Clawback
  • ส่วนแรกคือกติกาทางกฎหมายให้ชัดว่าเงื่อนไขใดเป็นเงื่อนไขสาระสำคัญที่ผิดแล้วตัดสิทธิทันที เช่น สัดส่วนแรงงานท้องถิ่นต่ำกว่าเกณฑ์ติดต่อกันกี่ไตรมาส หรือมีพฤติกรรมย้ายกำไร
  • ส่วนที่สองคือระบบข้อมูลที่ตรวจจับได้โดยไม่ต้องรอร้องเรียน เช่น ใช้ข้อมูลประกันสังคม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ และข้อมูลศุลกากร
    • ส่วนที่สามคือกระบวนการอุทธรณ์ที่เร็วและมีเส้นตาย
  • ในกรณี clawback ควรแยกเป็น 2 ระดับ
  • ระดับแรกเรียกคืนเป็นเงินเทียบเท่าภาษีที่ยกเว้นไปบางส่วนตามสัดส่วนความผิด เช่น ทำได้เพียง 60 เปอร์เซ็นต์ของเกณฑ์ให้คืน 40 เปอร์เซ็นต์ของสิทธิ
  • ระดับที่สองเป็นมาตรการลงโทษเมื่อพบเจตนาหลีกเลี่ยง เช่น เรียกคืนเต็มจำนวนพร้อมเบี้ยปรับและขึ้นบัญชีดำการขอสิทธิรอบถัดไป
  • KPI ที่ควรใช้ต้องมีทั้งตัวชี้วัดผลลัพธ์และตัวชี้วัดวินัยนโยบาย
  • จำกัดสิทธิให้เฉพาะกิจการเป้าหมายและพื้นที่ที่ประกาศตามหลักฐานยุทธศาสตร์ พร้อมทบทวนทุก 3 ปี
  • กำหนดกติกา disclosure และตรวจสอบธุรกรรมระหว่างกัน รวมถึงใช้ระบบข้อมูลภาษีและศุลกากรตัดกัน
  • ออกแบบ fast track แบบแบ่งตามความเสี่ยง ไม่ใช่ลดมาตรฐาน และให้ชุมชนมีช่องทางข้อมูลและร้องเรียนที่ตรวจสอบจริง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เร่งให้เกิดฐานเศรษฐกิจใหม่ในพื้นที่
  • การลงทุนจริง
  • การจ้างงานจริง
  • การยกระดับทักษะและเทคโนโลยีจริง
  • การฝังห่วงโซ่อุปทานในประเทศให้เกิดขึ้นเป็นโครงสร้างถาวร
  • ผลสัมฤทธิ์ที่ตรวจสอบได้
  • ปิดช่องเอาสิทธิแล้วทิ้งพื้นที่
  • ควบคุมแรงจูงใจและ ควบคุมง่ายขึ้น (ไม่ใช่การแจกสิทธิทั่วประเทศจนแรงจูงใจบางลงและควบคุมยาก)
  • ยกระดับให้เป็นฐานการผลิตและบริการใหม่ของประเทศ
  • ภาษีธุรกิจ 0 เปอร์เซ็นต์
  • อัตราภาษีนิติบุคคลต่ำกว่ามาตรฐานควบคู่กับค่าธรรมเนียมตามตัวชี้วัด
  • ทำได้ตามเงื่อนไขครบจะได้อัตราต่ำต่อเนื่อง
  • หากทำได้ต่ำกว่าเกณฑ์จะถูกชาร์จเพิ่มจนใกล้อัตราปกติหรือสูงกว่าในกรณีเลี่ยงเงื่อนไข
  • หลังปีที่ 5 ให้กลับสู่อัตราปกติ เว้นแต่กิจการอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีสูงหรือมี R&D ที่ผ่านเกณฑ์ต่ออายุแบบมีเพดานและมีการประเมินผล
  • ทำให้การลงทุนจะฝังตัวจริง
  • รัฐมีอำนาจต่อรองต่อเนื่อง
  • ผู้ลงทุนวางแผนระยะยาวเพื่อรักษาสิทธิ ไม่ใช่เข้ามาเพื่อเก็บกำไรระยะสั้น
  • มาตรการภาษีควรออกแบบให้เชื่อมกับพฤติกรรมหรือผลลัพธ์ที่ต้องการจริง
  • มีกรอบประเมินผลที่ตรวจสอบได้
  • สามารถกันการเอาสิทธิแล้วทิ้งพื้นที่
  • ระบบตัดสิทธิทันทีเมื่อผิดนัด
  • การจ้างแรงงานไทยในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์
  • สร้างแรงจูงใจให้เชื่อมระบบการศึกษาอาชีพกับภาคธุรกิจจริง
  • เงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือร่วมวิจัยกับสถาบันไทยต้องแปลงเป็นตัวชี้วัดที่วัดได้ เช่น สัดส่วนงบ R&D ต่อรายได้ จำนวนชั่วโมงการอบรมทักษะขั้นสูงที่ได้รับการรับรอง จำนวนโครงการวิจัยร่วมที่มีผลลัพธ์เป็นต้นแบบ กระบวนการ หรือสิทธิบัตร รวมถึงจำนวนผู้เชี่ยวชาญไทยที่ได้ทำงานในตำแหน่งเทคนิคหลัก
  • เงื่อนไขการใช้วัตถุดิบภายในประเทศตามสัดส่วนที่ตกลง
  • Local Content ไม่กลายเป็นต้นทุนที่บิดเบือน แต่เป็นเครื่องมือยกระดับผลิตภาพของผู้ประกอบการไทย
  • บทบัญญัติเรียกคืนสิทธิประโยชน์บางส่วนในกรณีผิดเงื่อนไขซ้ำซากหรือเจตนาหลีกเลี่ยง
  • แรงจูงใจจากการยกเว้น CIT ไปเป็นสิทธิประโยชน์แบบที่ไม่ถูกกลไกขั้นต่ำกลบ
  • สนับสนุนการลงทุนจริง
  • การหักลดหย่อนฐานภาษีที่ผูกกับค่าใช้จ่าย R&D การพัฒนาทักษะ การสร้างซัพพลายเชน
  • การอำนวยความสะดวก ใบอนุญาต โครงสร้างพื้นฐาน และการลดต้นทุนเวลา
  • เครดิตภาษีแรงงานที่เพิ่มอีก 10 เปอร์เซ็นต์
  • มาตรการไม่ให้กลายเป็นช่องทางทำบัญชีแรงงานเทียม
  • จ้างในระดับค่าจ้างที่มีคุณภาพเพื่อสร้างรายได้ฐานรากและลดแรงงานย้ายถิ่น
  • เครดิตภาษีแรงงานจะได้เต็มเมื่อรักษาสัดส่วนแรงงานท้องถิ่น 70 เปอร์เซ็นต์ต่อเนื่องตลอดปีภาษี
  • หากต่ำกว่าเกณฑ์ให้เครดิตลดหลั่นแบบขั้นบันไดเพื่อให้บริษัทมีแรงจูงใจแก้ไขตลอดปีไม่ใช่เฉพาะปลายปี
  • ความน่าเชื่อถือของมาตรการนี้ขึ้นกับระบบยืนยันข้อมูลแรงงานและการตรวจสอบข้ามฐานข้อมูลของรัฐ
  • ลดต้นทุนการกำกับดูแลและลดโอกาสทุจริต
  • ทำให้ SME ไทยเป็นผู้ได้ประโยชน์ร่วม ไม่ใช่ผู้ชม
  • ยกระดับผลิตภาพของธุรกิจท้องถิ่นให้เชื่อมกับกิจการใหม่ที่เข้ามาลงทุน
  • Corridor จะไม่ กลายเป็นเกาะเศรษฐกิจของทุนใหญ่ที่ไม่กระจายรายได้
  • การเพิ่มยอดขาย การเพิ่มมูลค่าเพิ่มต่อแรงงาน การลดของเสีย การเพิ่มงานทักษะ และการได้มาตรฐานรับรอง
  • เงินรัฐไม่กลายเป็นเงินอุดหนุนทั่วไป
  • สาธารณะตรวจสอบได้
  • ความชัดเจนของเกณฑ์และการประเมินผล เพื่อกันการใช้ดุลพินิจเกินควร
  • ทำให้การลงทุนเดินจริง
  • ลดต้นทุนเวลาและความไม่แน่นอนของการอนุญาต
  • ลดการวนหลายหน่วยงาน
  • ใช้ระบบติดตามสถานะออนไลน์แบบ end-to-end
  • ใบอนุญาตรวมต่ำกว่า 90 วัน
  • EIA ต่ำกว่า 60 วัน
  • สร้างแรงกดดันเชิงสาธารณะ
  • ทรัพยากรรัฐไปกดความเสี่ยงสูงจริง
  • เป้าหมายระยะเวลามีโอกาสเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ตัวเลขสวย
  • เป็นข้อเสนอที่พิสูจน์ได้
  • รายได้ภาษีและค่าธรรมเนียมหลังพ้นช่วงหยุดภาษี
  • รายได้จากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและประกันสังคมจากการจ้างงาน
  • รายได้ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการใช้จ่ายของแรงงานและห่วงโซ่อุปทาน
  • ผลผลิตมวลรวมจังหวัดที่เพิ่มขึ้นซึ่งสะท้อนความหนาแน่นกิจกรรมเศรษฐกิจในพื้นที่
  • ไม่ควรสัญญาตัวเลขโตเกินจริง แต่สามารถกำหนดกรอบ sensitivity analysis ได้ เช่น กรณีอนุรักษนิยมที่กิจการรอด 50 เปอร์เซ็นต์กับกรณีฐานที่รอด 65 เปอร์เซ็นต์ และกรณีเชิงรุกที่รอด 75 เปอร์เซ็นต์
  • หลังปีที่ 6 เป็นต้นไปรายได้ภาษีสุทธิกลับมาเป็นบวก
  • การประเมินไม่ลอย
  • ระบบต้องชี้อัตโนมัติว่าควรถูกลดสิทธิหรือถูกเรียกคืนสิทธิประโยชน์ส่วนใด
  • ทำให้มีระบบตัดสิทธิและ Clawback ที่ทำได้จริง
  • หากไม่ทำตามเงื่อนไขให้ตัดสิทธิทันที
  • ระบบข้อมูลที่ตรวจจับได้โดยไม่ต้องรอร้องเรียน
  • กระบวนการอุทธรณ์ที่เร็วและมีเส้นตาย เพื่อไม่ให้การบังคับใช้ถูกดึงเวลา
  • เรียกคืนเป็นเงินเทียบเท่าภาษีที่ยกเว้นไปบางส่วนตามสัดส่วนความผิด เช่น ทำได้เพียง 60 เปอร์เซ็นต์ของเกณฑ์ให้คืน 40 เปอร์เซ็นต์ของสิทธิ
  • มาตรการลงโทษเมื่อพบเจตนาหลีกเลี่ยง เช่น เรียกคืนเต็มจำนวนพร้อมเบี้ยปรับและขึ้นบัญชีดำการขอสิทธิรอบถัดไป
  • มาตรการไม่กลายเป็นการสูญเสียรายได้โดยไม่เกิดพฤติกรรมใหม่ตามที่ต้องการ
  • KPI ที่ควรใช้ต้องมีทั้งตัวชี้วัดผลลัพธ์และตัวชี้วัดวินัยนโยบาย
  • การมีจำนวนโครงการถูกตัดสิทธิไม่ใช่ความล้มเหลวเสมอไป แต่สะท้อนว่าระบบตรวจจับและบังคับใช้ทำงานจริง
  • อัตราการอยู่รอดเกิน 5 ปีของกิจการใหม่ใน Corridor
  • การรักษาสัดส่วนแรงงานท้องถิ่นเฉลี่ยทั้งปี
  • รายได้รวมจังหวัดและรายได้ครัวเรือนในพื้นที่
  • จำนวนโครงการที่มีความร่วมมือ R&D หรือถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ตรวจสอบได้
  • จำนวนโครงการที่ถูกลดสิทธิหรือถูกตัดสิทธิพร้อมมูลค่า clawback ที่เรียกคืนได้จริง
  • สัดส่วนการตรวจสอบที่ทำผ่านระบบข้อมูลเทียบกับการลงพื้นที่
  • ต้นทุนการกำกับดูแลไม่บานปลาย
  • ลดความเสี่ยงการแข่งลดภาษีระหว่างพื้นที่จนเกิด race to the bottom
  • ลดความเสี่ยงการย้ายกำไรและโครงสร้างนิติบุคคลซับซ้อน
  • ลดความเสี่ยงทางสังคมและสิ่งแวดล้อมจากการเร่งอนุญาต
  • เปลี่ยนภาษีจากเครื่องมือจัดเก็บรายได้ให้เป็นเครื่องมือออกแบบโครงสร้างเศรษฐกิจพื้นที่
  • ลดรายได้ภาษีระยะสั้นภายใต้เงื่อนไขผูกพันที่เข้ม
  • แลกกับงานคุณภาพ การยกระดับเทคโนโลยี และการฝังซัพพลายเชนในประเทศ
  • นโยบายนี้จะเปลี่ยนความหมายของคำว่าให้สิทธิประโยชน์จากการแจกแรงจูงใจไปสู่การซื้อผลลัพธ์เชิงโครงสร้างที่วัดได้และตรวจสอบได้ในระดับพื้นที่

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ลงทุน
  • แรงงานไทยในพื้นที่
  • ผู้ผลิตไทย
  • SME ไทย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • Matching Fund แบบรัฐร่วมลงทุน 1 ต่อ 1
  • ต้นทุนภาษีที่รัฐสละใน 3 ปีแรก ซึ่งโดยหลักคือ CIT มาตรฐาน 20 เปอร์เซ็นต์คูณกำไรสุทธิที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
  • เครดิตภาษีแรงงานที่เพิ่มอีก 10 เปอร์เซ็นต์

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 7) ว่า '6,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • รัฐ

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 7) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โครงสร้างภาษีนิติบุคคลที่ดูเป็นกลางในเชิงกฎหมาย แต่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อ SME อย่างไม่สมส่วนในทางปฏิบัติ
  • ปรากฏการณ์ “หุบเหวทางภาษี” ซึ่งเป็นอาการสะท้อนของความไม่สอดคล้องกันระหว่างโครงสร้างภาษีกับวงจรการเติบโตของธุรกิจขนาดเล็ก
  • ในช่วงที่ SME กำลังเปลี่ยนผ่านจากการอยู่รอดไปสู่การขยายตัว ภาษีกลับเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงเกินกว่าความสามารถในการปรับตัว ส่งผลให้การเติบโตถูกชะลอโดยนโยบายของรัฐเองโดยไม่ได้ตั้งใจ
  • ระบบภาษี SME ปัจจุบันกลับสร้างแรงบิดเบือนในจุดที่อ่อนไหวที่สุดของธุรกิจ กล่าวคือช่วงกำไรต่ำถึงปานกลางซึ่งเป็นช่วงสะสมทุน อัตราภาษีส่วนเพิ่มที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันทำให้ “ผลตอบแทนสุทธิจากการเติบโต” ลดลงอย่างมากในสายตาของผู้ประกอบการ SME
  • ภาษีที่ชันเกินไปทำให้เกิดการตอบสนองเชิงป้องกันตัว เช่น การกดกำไร การเลี่ยงการออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ หรือการคงขนาดกิจการไว้ต่ำกว่าเกณฑ์โดยตั้งใจ
  • หากรัฐออกแบบภาษีที่ดึงกระแสเงินสดออกจาก SME เร็วเกินไป เท่ากับรัฐกำลังเพิ่มต้นทุนเงินทุนโดยปริยาย และทำให้การลงทุนที่ “ควรเกิด” ไม่เกิดขึ้นจริง แม้ธุรกิจจะมีศักยภาพในเชิงตลาดก็ตาม
  • ปัญหาหลักของระบบภาษีเดิมไม่ได้อยู่ที่อัตราภาษีเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่โครงสร้างการกำกับที่พึ่งพาการตรวจสอบย้อนหลัง การตีความ และดุลพินิจ ซึ่งสร้างต้นทุนสูงทั้งต่อรัฐและผู้ประกอบการ
  • รัฐอาจจัดเก็บภาษีจาก SME ได้ในอัตราที่สูงในเชิงนามธรรม แต่รายได้ที่จัดเก็บได้จริงกลับต่ำกว่าศักยภาพ เนื่องจาก SME จำนวนมากเลือกปรับพฤติกรรมเพื่อลดภาระภาษี เช่น การชะลอการเติบโต การไม่ขยายกิจการ หรือการอยู่นอกระบบอย่างถาวร ผลลัพธ์คือฐานภาษีแคบ การจัดเก็บไม่สม่ำเสมอ และต้นทุนการบังคับใช้กฎหมายที่สูง
  • ในอดีต ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับ SME ถูกกำหนดภายใต้กรอบความไม่ไว้วางใจเป็นหลัก รัฐมอง SME ผ่านเลนส์ของความเสี่ยงด้านการหลีกเลี่ยงภาษี ขณะที่ SME มองรัฐเป็นต้นทุนและอุปสรรคต่อการเติบโต ผลลัพธ์คือระบบที่ทั้งสองฝ่ายต่างใช้พลังไปกับการป้องกันตนเอง แทนที่จะร่วมกันสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจโดยรวม

จะทำอะไร (Action)

  • การปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อปลดล็อกหุบเหวทางภาษี
  • รัฐลดความชัน ของภาษี ในช่วงที่ SME ต้องการเงินสดเพื่อการลงทุนมากที่สุด
  • รัฐออกแบบเส้นทางการเติบโตของธุรกิจให้สอดคล้องกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมมนุษย์
  • รัฐเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้เก็บภาษีล่วงหน้า” ไปสู่ “หุ้นส่วนการเติบโตระยะแรก”
  • รัฐใช้ระบบขั้นบันไดภาษีที่ลดอัตราภาษีส่วนเพิ่มในช่วงต้น
  • รัฐดึง SME เข้าสู่ระบบ
  • รัฐเปลี่ยนโครงสร้างรายได้รัฐจากการพึ่งพาการจัดเก็บแบบกดดัน ไปสู่ระบบรายได้ที่เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจจริง
  • รัฐไม่สามารถแยกขาดการออกแบบนโยบายขั้นบันไดภาษี SME จากการเปลี่ยนผ่านของรัฐไปสู่ระบบกำกับดูแลเศรษฐกิจแบบดิจิทัลได้
  • รัฐลดบทบาทการบังคับใช้รายกรณี แลกกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล
  • รัฐยอมลดภาระภาษีในช่วงต้นของวงจรธุรกิจ
  • รัฐใช้นโยบายภาษีที่ไม่ลงโทษการเติบโตในช่วงต้น
  • SME Tax Credit เพื่อการจ้างงาน หักค่าจ้างได้ 2.5–3 เท่า
  • First-Year Tax Holiday ยกเว้นภาษีปีแรกในอุตสาหกรรมเป้าหมาย
  • Single Account Rebate คืนภาษี 1% สำหรับบัญชีเดียว
  • Zero-Penalty Amnesty ไม่ตรวจย้อนหลัง ยกเว้นค่าปรับ
  • รัฐลดต้นทุนการลงทุนด้านดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญ โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษี 300%

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ปลดล็อกหุบเหวทางภาษี
  • ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากไทยอย่างยั่งยืน
  • เพิ่มกระแสเงินสด
  • จูงใจให้SMEขยายกิจการโดยไม่กลัวภาษี
  • เปลี่ยนจาก “ภาษีลงโทษการเติบโต” ไปสู่ “ภาษีสนับสนุนการเติบโต”
  • ลดความชันของภาษีในช่วงที่ SME ต้องการเงินสดเพื่อการลงทุนมากที่สุด
  • รายได้ภาษีจาก SME ในช่วงต้นอาจต่ำลง แต่จะได้คืนในรูปฐานภาษีที่กว้างขึ้น มั่นคงขึ้น และมีอัตราการปฏิบัติตามกฎหมายสูงกว่าในระยะยาว
  • “การเปลี่ยนจุดตัดสินใจ” ของผู้ประกอบการ SME
  • เงินสดที่เพิ่มขึ้นในระดับหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อปี
  • SMEเพิ่มผลิตภาพของธุรกิจ
  • สร้างรายได้และการจ้างงานในชุมชนโดยตรง
  • ลดแรงจูงใจในการ “กดกำไรเชิงกลยุทธ์”
  • SME จะมีแนวโน้มรายงานกำไรตามจริงมากขึ้น
  • การรายงานกำไรตามจริงช่วยปรับปรุงคุณภาพของข้อมูลเศรษฐกิจโดยรวม และทำให้ระบบภาษีสะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริงมากขึ้น
  • นโยบายเปลี่ยนพฤติกรรมของ SME จำนวนมากพร้อมกัน ซึ่งเป็นลักษณะของนโยบายที่มี “ผลรวมมากกว่าผลเฉลี่ย”
  • ลดภาระภาษีในช่วงกำไรต้นของ SME
  • “เปลี่ยนจังหวะการจัดเก็บรายได้” จากการเร่งเก็บในช่วงที่ภาคธุรกิจยังเปราะบาง ไปสู่การจัดเก็บในช่วงที่ฐานภาษีมีเสถียรภาพมากขึ้น
  • เปลี่ยนแรงจูงใจของผู้ประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ
  • SME จะมีแนวโน้มเข้าสู่ระบบโดยสมัครใจมากขึ้น ซึ่งมีผลโดยตรงต่อ “ความกว้างของฐานภาษี” มากกว่า “ความสูงของอัตราภาษี” เพียงอย่างเดียว
  • ฐานภาษีที่กว้างและมีเสถียรภาพมีคุณค่ามากกว่าฐานภาษีที่แคบแต่เก็บในอัตราสูง
  • ระบบภาษีใหม่ช่วยลดความผันผวนของรายได้รัฐในวัฏจักรเศรษฐกิจ
  • SME ที่อยู่ในระบบจะยังคงเสียภาษีตามความสามารถ
  • การดึง SME เข้าสู่ระบบจึงทำหน้าที่เสมือน “กันชนทางการคลัง” ในระดับโครงสร้าง
  • รายได้ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายสินค้าและบริการ เพิ่มขึ้น
  • ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากแรงงานที่ได้รับการจ้างงานเพิ่ม เพิ่มขึ้น
  • ภาษีท้องถิ่นในระดับพื้นที่ เพิ่มขึ้น
  • เปลี่ยนโครงสร้างรายได้รัฐจากการพึ่งพาการจัดเก็บแบบกดดัน ไปสู่ระบบรายได้ที่เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจจริง
  • ลดต้นทุนการบังคับใช้
  • เพิ่มความแน่นอนของรายได้
  • สร้างความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว
  • รายได้ภาษีนิติบุคคล ลดลงเล็กน้อย (ผลระยะสั้น)
  • รายได้ภาษีนิติบุคคล ฟื้นตัวจากฐานภาษีที่กว้างขึ้น (ผลระยะกลาง–ยาว)
  • การจ้างงาน เพิ่มเล็กน้อย (ผลระยะสั้น)
  • การจ้างงาน เพิ่มอย่างต่อเนื่อง (ผลระยะกลาง–ยาว)
  • การลงทุน SME เพิ่มทันที (ผลระยะสั้น)
  • การลงทุน SME ยกระดับผลิตภาพ (ผลระยะกลาง–ยาว)
  • รายได้ภาษีทางอ้อม เพิ่ม (ผลระยะสั้น)
  • รายได้ภาษีทางอ้อม เพิ่มอย่างมีเสถียรภาพ (ผลระยะกลาง–ยาว)
  • ถ้า SME เพียงร้อยละ 10 ของกลุ่มนอกระบบเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง จะเพิ่มผู้เสียภาษีนิติบุคคลหลายแสนราย
  • รายได้ภาษีรวมมักฟื้นตัว
  • ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับผู้ประกอบการจะเปลี่ยนจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจไปสู่ความสัมพันธ์เชิงระบบ
  • ลดต้นทุนการจัดเก็บภาษี
  • เพิ่มความแม่นยำ ของข้อมูล
  • ยกระดับคุณภาพการกำกับดูแลเศรษฐกิจโดยรวม
  • ฐานข้อมูล SME ที่เกิดจากระบบ e-Tax และบัญชีเดียวจะกลายเป็นสินทรัพย์เชิงนโยบายของรัฐในระยะยาว
  • รัฐสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวในการออกแบบนโยบายที่ตรงเป้าหมายมากขึ้น
  • สร้างวัฒนธรรมการปฏิบัติตามกฎหมายโดยสมัครใจ
  • ความร่วมมือจะเกิดขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยแรงบังคับ
  • ลดต้นทุนการลงทุนด้านดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญ
  • สร้างอุปสงค์ให้ระบบนิเวศเทคโนโลยีไทย
  • “เปลี่ยนบทบาทของรัฐ” ในระบบเศรษฐกิจจากรัฐผู้ควบคุมและบังคับใช้กฎหมาย ไปสู่รัฐผู้ออกแบบเงื่อนไขการเติบโตในระยะยาว
  • สร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างรัฐกับภาคธุรกิจ
  • เปลี่ยนสมมติฐานพื้นฐานของรัฐ
  • การลงทุนเพื่อขยายฐานรายได้รัฐในอนาคต
  • เพิ่มจำนวนผู้ประกอบการในระบบ
  • เพิ่มขนาดกิจการ
  • เพิ่มคุณภาพของการจ้างงาน
  • SME กล้าลงทุน กล้าขยายกิจการ และกล้าเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง
  • ยกระดับผลิตภาพแรงงานและรายได้ประชาชนในระยะยาว
  • ทำให้เกิดฐานภาษีที่กว้างและมีเสถียรภาพมากขึ้น
  • รายได้รัฐที่เกิดจาก SME ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องจะมีความยืดหยุ่นต่อวัฏจักรเศรษฐกิจสูงกว่า
  • ลดความจำเป็นในการใช้มาตรการบังคับใช้ที่มีต้นทุนสูง
  • ข้อมูลทางเศรษฐกิจจะสะท้อนกิจกรรมจริงมากขึ้น
  • รัฐสามารถออกแบบนโยบายการเงิน การคลัง การพัฒนาแรงงาน และการสนับสนุนอุตสาหกรรมได้อย่างแม่นยำ
  • ลดการรั่วไหล และเพิ่มประสิทธิภาพของทรัพยากรสาธารณะ
  • เปลี่ยน SME จาก “ภาคส่วนที่ต้องควบคุม” ให้เป็น “พันธมิตรในการพัฒนา”
  • เปลี่ยนภาษีจากภาระที่ต้องหลบเลี่ยง ให้เป็นระบบที่ทุกฝ่ายยอมรับว่าเป็นธรรม คาดการณ์ได้ และเอื้อต่อการเติบโตในระยะยาว
  • วางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยเติบโตบนฐานที่กว้าง แข็งแรง และโปร่งใส ซึ่งเป็นเงื่อนไขจำเป็นของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และความยั่งยืนของรัฐในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • SME (วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • เปลี่ยน VAT เป็นเงินออมและเครดิตเงินคืนเข้ากระเป๋าดิจิทัล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน (ผู้ได้รับเงินคืน)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยเผชิญกับภาวะความเหลื่อมล้ำทางการเงินที่สูงขึ้น
  • ตลาดทุนซึ่งควรเป็นเครื่องมือในการกระจายความมั่งคั่งกลับถูกมองว่าเป็นพื้นที่สำหรับทุนขนาดใหญ่
  • ตลาดหุ้นไทยถูกมองว่าเป็น "แหล่งเก็งกำไรของเงินร้อน"
  • ประเทศไทย เป็น ประเทศแห่งหนี้ครัวเรือน

จะทำอะไร (Action)

  • มุ่งเน้นการสร้าง "Wealth Democracy" หรือประชาธิปไตยทางความมั่งคั่ง
  • ใช้กลไกภาษีจูงใจให้เกิดการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS Growth)
  • ดึงบริษัทชั้นนำระดับโลกของไทยเข้าสู่ตลาดเพื่อเพิ่มทางเลือกที่มีคุณภาพ
  • ใช้ระบบป้องกันเชิงรุกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนรายย่อยได้รับความเป็นธรรม
  • ลดภาษี CIT เหลือ 18%
  • ปรับขั้นบันไดภาษี SME
  • นำ LTF กลับมาใช้เพื่ออัดฉีดสภาพคล่อง
  • ดำเนินการ มาตรการ Fast-track สำหรับบริษัท BOI
  • เจรจาดึง "Big Names" (ไทยซัมมิท, บุญรอด ฯลฯ) เข้าตลาด
  • จัดตั้งคณะกรรมการที่มีตัวแทนรายย่อย
  • ติดตั้งระบบ AI Monitoring เพื่อป้องกันการปั่นหุ้นแบบ Real-time
  • นำรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดเพื่อยกระดับธรรมาภิบาล
  • กำหนดเพดานการใช้สิทธิ LTF
  • กำหนดเงื่อนไขการถือหุ้นเพื่อรับยกเว้นภาษีปันผล (3 ปีขึ้นไป)
  • ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้โปร่งใสด้วยการใช้กลไกตลาดทุนตรวจสอบ
  • ดำเนินการ "Capital Market Reform" ครั้งใหญ่

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกิดการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS Growth)
  • เพิ่มทางเลือกที่มีคุณภาพ สำหรับนักลงทุน
  • นักลงทุนรายย่อยได้รับความเป็นธรรม
  • กำไรสุทธิหลังหักภาษีเพิ่มขึ้นทันที 2% สำหรับ บริษัทจดทะเบียน
  • ส่งผลต่อมูลค่าหุ้นและเงินปันผล สำหรับ บริษัทจดทะเบียน
  • มีต้นทุนการถือครองหุ้นลดลง (ยกเว้นภาษีปันผล) สำหรับ นักลงทุนรายย่อย
  • มีความปลอดภัยในเงินลงทุนสูงขึ้น สำหรับ นักลงทุนรายย่อย
  • มีกระแสเงินสดเพิ่มขึ้นเพื่อการจ้างงานและนวัตกรรม สำหรับ SME
  • รายได้ภาษีของรัฐลดลงในช่วงแรก
  • สร้างเสถียรภาพตลาด
  • การเพิ่มขึ้นของกิจกรรมการลงทุนภาคเอกชน (Private Investment)
  • การบริโภคที่เกิดจากความมั่งคั่งในตลาดหุ้นที่เพิ่มขึ้น
  • สัดส่วนประชาชนที่มีรายได้เสริมจากเงินปันผลและการลงทุนที่เติบโต (Financial Security Index)
  • ดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อยต่อความโปร่งใสของตลาด (Investor Confidence Score)
  • คาดการณ์มูลค่าตลาดรวมเพิ่มขึ้น 600,000 ล้านบาท (Market Cap Growth)
  • ดันดัชนีรวมบวกเพิ่มขึ้นประมาณ 50 จุด (Index Impact)
  • เกิดการหมุนเวียนในท้องถิ่น (Local Multiplier) มากกว่าบริษัทขนาดใหญ่
  • เปลี่ยนตลาดหุ้นไทยจาก "แหล่งเก็งกำไรของเงินร้อน" เป็น "โครงสร้างพื้นฐานเพื่อการออมและการสร้างตัว" ของประชาชนไทย
  • ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้โปร่งใสด้วยการใช้กลไกตลาดทุนตรวจสอบ
  • สร้างตลาดทุนที่แข็งแกร่ง มีสินค้าคุณภาพสูง และมีรายย่อยที่มั่งคั่ง
  • เปลี่ยนประเทศไทยจากประเทศแห่งหนี้ครัวเรือน สู่ประเทศแห่งการออมและการลงทุนอย่างแท้จริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • นักลงทุนรายย่อย
  • SME
  • นักลงทุน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • สำหรับ Action ใน ชั้นรากฐาน (Immediate Action): ภายใน 6 เดือน
  • สำหรับ Action ใน ชั้นการเติบโต (Integration): ภายใน 1 ปี
  • สำหรับ Action ใน ชั้นความยั่งยืน (Transformation): ตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • งบประมาณพัฒนาระบบ RegTech และมาตรการป้องกัน: 1,500 ล้านบาท

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โจทย์แท้จริงของคนไทยไม่ใช่รายได้ต่ำ แต่คือ Fixed Cost สูง
  • รายจ่ายจำเป็นเฉลี่ย ~9,000 บาท/เดือน (ไฟ–น้ำ–เน็ต–เดินทาง) เป็น “ภาษีเงียบ” ที่รัฐไม่เคยเข้าไปต่อรองแทนประชาชน
  • ทำให้การแจกเงินสด ไหลกลับ ไปยังทุนสาธารณูปโภคและแพลตฟอร์มในไม่กี่วัน
  • หนี้ครัวเรือน 86.8% ต่อ GDP สะท้อน “สภาพคล่องหาย”
  • ปัญหาของระบบสวัสดิการเดิมคือ “สวัสดิการที่รอรับ”
  • สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย/บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ:
    • รายได้ต่ำ + Fixed Cost สูง
    • สภาพคล่องหายทุกเดือน
    • เสี่ยงหนี้นอกระบบ
  • สำหรับแรงงานรายวัน / นอกระบบ:
    • รายได้ไม่สม่ำเสมอ
    • ค่าเดินทาง–อุปกรณ์สูง
    • เข้าไม่ถึงเครดิต
  • สำหรับแรงงานเงินเดือน (รายได้น้อย–กลาง):
    • รายได้คงที่ แต่ Fixed Cost กินสัดส่วนสูง
    • เงินไม่พอออม
    • เสี่ยงหนี้บัตรเครดิต
  • สำหรับนักเรียน / นักศึกษา / บัณฑิตใหม่:
    • ไม่มีรายได้ แต่มีต้นทุนการเรียน
    • เริ่มชีวิตด้วยหนี้
    • ทักษะไม่ตรงตลาด
  • สำหรับแรงงานในระบบภาษี (รายได้กลาง–สูง):
    • จ่ายภาษี แต่ได้สวัสดิการไม่คุ้ม
    • เงินออม–ลงทุนไม่เป็นระบบ
  • สำหรับผู้ประกอบการ / SME / ฟรีแลนซ์ขั้นสูง:
    • เงินหมุนเวียนตึง
    • ต้นทุนการเงินสูง
    • เสี่ยงตลาดโลก

จะทำอะไร (Action)

  • เปลี่ยน KPI ของรัฐจาก: รายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย / จำนวนเงินแจก เป็น: รายได้สุทธิหลังหักต้นทุนชีวิต (Net Disposable Income)
  • ใช้เครดิตสาธารณะ เป็น เครื่องมือกดต้นทุนชีวิต
  • แก้หนี้ครัวเรือนโดยไม่เติมหนี้ใหม่
  • ให้บัตรประชาชน Max เพิ่มสภาพคล่อง โดยไม่สร้างหนี้ และ ไม่แจกเงินสด
  • รัฐจ่ายตรงให้ผู้ให้บริการตามโควตาเครดิต สำหรับสิทธิพื้นฐาน
  • มอบสิทธิลดรายจ่ายคงที่แบบจ่ายตรง
  • มอบสิทธิยกระดับชีวิต
  • หน่วยคะแนนมาตรฐาน: Development Credit Unit (DCU)1 DCU
  • ให้ 1 DCU = สิทธิ Top-up มูลค่า 50–100 บาท/เดือน
  • อนุญาตให้ DCU แปลงเป็น: โควตาฟรีเพิ่ม, ส่วนลด, สิทธิปลดล็อกบริการรัฐ
  • ให้คะแนน DCU จากพฤติกรรมการพัฒนาตนเอง เช่น:
    • ตรวจสุขภาพประจำปี: +10 DCU
    • เข้ารับการดูแลโรคเรื้อรังต่อเนื่อง ≥ 6 เดือน: +15 DCU
    • โปรแกรมสุขภาพจิต/เลิกบุหรี่: +10 DCU
    • อบรมอาชีพ ≤20 ชม.: +10 DCU
    • อบรม 21–60 ชม.: +20 DCU
    • AI / Coding / E-commerce / ช่างอาชีพ: +25 DCU
    • สอบผ่านมาตรฐานฝีมือ: +20 DCU
    • จ่ายค่าน้ำไฟตรงเวลา ≥ 6 เดือน: +10 DCU
    • ใช้ e-Receipt / e-Tax: +10 DCU
    • เข้าร่วมโครงการจัดการหนี้: +15 DCU
    • ออมต่อเนื่อง ≥ 12 เดือน: +15 DCU พิเศษ
    • ลงทุน SME ไทย / พลังงานชุมชน: +20 DCU
  • ใช้ DCU + ประวัติการใช้สิทธิชั้น 1–2 เพื่อค้ำประกันไมโครเครดิต
  • ให้รัฐค้ำประกัน “บางส่วน” สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ
  • เขียนให้เป็น มาตรากฎหมายล่วงหน้า เพื่อกันการตีความผิด
  • แยก 4 ระบบออกจากกันเด็ดขาด เพื่อกันการรวมศูนย์อำนาจแบบ Social Credit: ระบบสิทธิพลเมือง, ระบบกฎหมายและความมั่นคง, ระบบ DCU (สิทธิส่งเสริม), ระบบเอกชน/ตลาด
  • กำหนดให้ DCU ทุกการใช้งานต้องเป็น Explicit Consent
  • กำหนดให้ประชาชนมีสิทธิปฏิเสธการใช้ DCU
  • กำหนดให้เก็บเฉพาะ “เหตุการณ์” ไม่เก็บ “พฤติกรรมชีวิต”
  • กำหนดให้ DCU แปลงเป็น Token
  • กำหนดให้ DCU เป็น Opt-in
  • กำหนดให้ สูตรคำนวณ DCU: เปิดเผยต่อสาธารณะ แก้ไขได้เฉพาะโดยกฎหมาย/มติสภา
  • กำหนดให้ น้ำหนักคะแนน: ต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็น ทบทวนเป็นรอบ
  • ตั้ง “คณะกรรมการกำกับ DCU อิสระ” แยกจากฝ่ายบริหาร
  • มอบอำนาจให้คณะกรรมการฯ ตรวจสอบการใช้งาน DCU, สั่งระงับระบบบางส่วน, เปิดเผยรายงานสาธารณะประจำปี
  • กำหนดให้งบ “เท่าเดิม” (ประมาณ 2.6 แสนล้าน/ปี) แต่เปลี่ยนวิธีใช้: ย้ายงบจาก “วงเงินซื้อสินค้า/เดินทางแบบกระจาย” ไปเป็น “จ่ายตรง Fixed Cost” มากขึ้น, ใช้ส่วนหนึ่งเป็น Top-up จากพฤติกรรม (Skill/Health) เฉพาะคนที่ทำจริง
  • เพิ่มงบ “เฉพาะส่วน Fixed Cost Crusher” ให้ถึงเป้าประชาชนเหลือ 1,500–2,000/เดือน
  • สำหรับการแลก DCU เพิ่ม ค่าไฟฟ้า:
    • 5 DCU → +30 หน่วย
    • 10 DCU → +60 หน่วย
    • 20 DCU → +100 หน่วย
  • สำหรับการแลก DCU อินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์พื้นฐาน:
    • 5 DCU → เพิ่มเป็น 30 Mbps
    • 10 DCU → 50 Mbps
    • 15 DCU → 100 Mbps (เฉพาะผู้เรียน/ทำงานออนไลน์)
  • สำหรับการแลก DCU ค่าเดินทางสาธารณะ:
    • 5 DCU → +10 เที่ยว
    • 10 DCU → +25 เที่ยว
  • สำหรับการแลก DCU ตรวจสุขภาพเชิงลึก:
    • 10 DCU สำหรับ ตรวจเลือด/ไขมัน/น้ำตาลเชิงลึก
    • 20 DCU สำหรับ ตรวจสุขภาพแรงงาน/ออฟฟิศซินโดรม
  • สำหรับการแลก DCU สุขภาพจิตและฟื้นฟูแรงงาน:
    • 10 DCU สำหรับ ปรึกษานักจิตวิทยา 1 ครั้ง
    • 20 DCU สำหรับ โปรแกรมดูแลต่อเนื่อง 3–5 ครั้ง
  • สำหรับการแลก DCU Voucher เครื่องมือทำมาหากิน:
    • 20 DCU → Voucher 3,000 บาท
    • 40 DCU → Voucher 7,000 บาท
    • 60 DCU → Voucher 12,000 บาท
  • สำหรับการแลก DCU ซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์มทำงาน:
    • 5 DCU: ใช้เครื่องมือออกแบบ/บัญชี/AI ฟรี 1 เดือน
    • 10 DCU: ฟรี 3 เดือน
  • สำหรับการแลก DCU ลดดอกเบี้ยไมโครเครดิต: ทุก 10 DCU → ลดดอกเบี้ย 0.5% ต่อปี
  • สำหรับการแลก DCU ลดค่าธรรมเนียมการเงิน:
    • 5 DCU: ฟรีค่าธรรมเนียมโอน/ชำระ
    • 10 DCU: ฟรีค่าธรรมเนียมรายเดือนบัญชีธุรกิจรายย่อย
  • สำหรับ Matching Fund การออม: ออม 1,000 บาท/เดือน ใช้ 10 DCU: รัฐสมทบ 200 บาท, ใช้ 20 DCU: รัฐสมทบ 500 บาท
  • สำหรับการแลก DCU ลงทุน SME / ชุมชน:
    • 20 DCU: สิทธิลงทุนกองทุน SME ไทยขั้นต่ำต่ำ
    • 30 DCU: รับผลตอบแทนภาษีพิเศษ
  • สำหรับการแลก DCU รายได้ต่างประเทศ:
    • 10 DCU: ลดค่าธรรมเนียมโอนเงิน 1–2%
    • 20 DCU: บริการบัญชีหลายสกุลเงินฟรี
  • สำหรับการแลก DCU ลงทุนต่างประเทศ:
    • รัฐค้ำประกันบางส่วน (ไม่เกิน 30%)
    • ลงทุนผ่านกองทุน/โครงการที่รัฐรับรอง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ทำให้ รายได้สุทธิหลังหักต้นทุนชีวิต (Net Disposable Income) เป็น KPI ของรัฐ
  • แก้หนี้ครัวเรือนโดยไม่เติมหนี้ใหม่
  • เพิ่มสภาพคล่อง โดยไม่สร้างหนี้ และ ไม่แจกเงินสด
  • ในชั้นที่ 1 Fixed Cost Crusher Credit จะทำให้เกิดผลลัพธ์เชิงโครงสร้างดังนี้:
    • ค่าไฟฟ้าฟรี 120–150 หน่วย/เดือน มูลค่า ~450–600 บาท
    • ค่าน้ำประปาฟรีตามโควตาครัวเรือน~100–150 บาท
    • อินเทอร์เน็ตพื้นฐาน 10–20 Mbps~300–400 บาท
    • ค่าเดินทางสาธารณะ (พื้นที่เมือง) โควตาเที่ยว/เดือน~300–500 บาท
    • เงินเหลือในกระเป๋าทันที: 1,500–2,000 บาท/เดือน
    • ลดแรงกดดันก่อหนี้ระยะสั้น
    • ไม่มีการรั่วไหลไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
  • ในชั้นที่ 2 Skill-Based Top-up Credit จะทำให้เกิดผลลัพธ์ดังนี้:
    • เพิ่มมูลค่าสิทธิ
    • DCU ไม่สะสมเป็นเงินสด แต่แปลงเป็น: โควตาฟรีเพิ่ม, ส่วนลด, สิทธิปลดล็อกบริการรัฐ
    • เพดาน DCU: 60–80 DCU/ปี
    • ไม่อนุญาต “ปั๊มคะแนน”
    • คะแนนหมดอายุหากไม่ใช้งาน (เพื่อกระตุ้นการใช้จริง)
  • ในชั้นที่ 3 Opportunity & Investment Credit จะทำให้เกิดผลลัพธ์ดังนี้:
    • วงเงินค้ำ = 5,000 + (DCU × 300)
    • สัดส่วนค้ำ = 30% + (DCU ÷ 200)
    • ตัวอย่าง: มี 40 DCU รัฐค้ำ ~50% ทำให้กู้ได้ ~34,000 บาท
    • ยกระดับรายได้–ลงทุน–เชื่อมโลก
    • ลดความเสี่ยงเชิงกติกา
  • DCU ไม่ได้วัดว่าใครเป็นคนดี แต่รัฐเลือกให้รางวัลกับพฤติกรรมที่ลดต้นทุนสังคมและเพิ่มศักยภาพประเทศ
  • DCU ไม่มีคะแนนติดลบ ไม่มีการหักคะแนนย้อนหลัง
  • ไม่ทำอะไร = ไม่ได้เพิ่ม แต่ ไม่เสีย คะแนน
  • ไม่เคยมีสถานะ “คะแนนต่ำ = ถูกลงโทษ”
  • ไม่สามารถใช้ DCU เพื่อควบคุมพฤติกรรม
  • DCU เป็นเพียง “สิทธิพิเศษเสริม” (Optional Benefit)
  • ระบบสิทธิพลเมือง: ห้ามเชื่อมกับ DCU โดยเด็ดขาด
  • ระบบกฎหมายและความมั่นคง: เข้าถึง DCU ไม่ได้
  • ระบบ DCU (สิทธิส่งเสริม): เป็นระบบ “สมัครใจ”
  • ระบบเอกชน/ตลาด: ห้ามเห็นคะแนน DCU ดิบ, เห็นได้แค่ “สิทธิที่รัฐอนุญาตให้ใช้”
  • ไม่ยินยอม = ไม่ได้สิทธิพิเศษ แต่ไม่เสียสิทธิใด ๆ
  • ผู้ให้สิทธิ: เห็นแค่ว่า “ใช้ได้ ใช้ไม่ได้” ไม่เห็นเหตุผลเชิงพฤติกรรม
  • ธนาคาร: เห็นว่า “รัฐค้ำ 40%” ไม่เห็นว่าคนนี้ได้คะแนนจากอะไร
  • ไม่เข้าร่วม DCU: ยังได้สิทธิพื้นฐาน Fixed Cost Crusher, ยังได้สวัสดิการตามกฎหมาย, ไม่มีสถานะ “คนนอกระบบ DCU = เสียโอกาสชีวิต”
  • ผลลัพธ์รวมต่อ “เงินเหลือจริง”:
    • ค่าไฟ–น้ำ–เน็ต ประหยัด/เดือน: 800–1,200 บาท
    • เดินทาง ประหยัด/เดือน: 300–600 บาท
    • สุขภาพ ประหยัด/เดือน: 200–400 บาท
    • ดอกเบี้ย/ค่าธรรมเนียม ประหยัด/เดือน: 100–300 บาท
    • รวม 1,500–2,500 บาท/เดือน
    • เทียบเท่าการ “เพิ่มรายได้” ปีละ 18,000–30,000 บาท โดยไม่ต้องแจกเงินสด และไม่เพิ่มหนี้
  • สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย/บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: เงินเหลือเพิ่ม 2,000–2,500 บาท/เดือน, ไม่ต้องก่อหนี้ใหม่, ค่อย ๆ ไต่ขึ้นสู่แรงงานรายได้ประจำ
  • สำหรับแรงงานรายวัน / นอกระบบ: ลดต้นทุนทำงาน 1,500–2,000 บาท/เดือน, เพิ่มรายได้จากเครื่องมือ, เข้าสู่เครดิตในระบบโดยไม่ใช้คนค้ำ
  • สำหรับแรงงานเงินเดือน (รายได้น้อย–กลาง): เงินออมเพิ่ม 2,000–4,000 บาท/เดือน, ลดหนี้บริโภค, ขยับรายได้ใน 1–2 ปี
  • สำหรับนักเรียน / นักศึกษา / บัณฑิตใหม่: ลดค่าใช้จ่ายเรียน 1,000–2,000 บาท/เดือน, ได้งานเร็วขึ้น, ไม่เริ่มชีวิตด้วยหนี้เสีย
  • สำหรับแรงงานในระบบภาษี (รายได้กลาง–สูง): ภาษี “คุ้มค่า”, เงินไหลกลับเศรษฐกิจไทย, สร้างฐานนักลงทุนรายย่อย
  • สำหรับผู้ประกอบการ / SME / ฟรีแลนซ์ขั้นสูง: ธุรกิจโตโดยไม่พึ่งทุนใหญ่, เงินไทยออกไปสร้างรายได้แล้วกลับประเทศ, เกิด Thai Capital Abroad
  • ผลลัพธ์ของอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์พื้นฐาน: ลดรายจ่ายครัวเรือน เพิ่มศักยภาพหารายได้ทันที
  • ผลลัพธ์ของการลดดอกเบี้ยไมโครเครดิต: ประหยัด ~800 บาท/ปี
  • ผลลัพธ์ของซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์มทำงาน: เพิ่มรายได้ผู้ใช้ได้หลายเท่า
  • เพดานค่าไฟฟ้า: ไม่เกิน 250 หน่วย/เดือน/ครัวเรือน
  • เพดาน Matching Fund: ไม่เกิน 6,000 บาท/ปี/คน
  • วงเงินที่เป็นไปได้สำหรับการลงทุนต่างประเทศ: 50,000 – 200,000 บาท/ราย (เริ่มต้น)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 11) ว่า '95,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • รัฐ จากการจ่ายตรงให้ผู้ให้บริการ
  • รัฐ สำหรับการค้ำประกัน

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 11) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ