ประเด็น

ระบบการศึกษา

มี 45 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เด็กไทยหลายล้านคนที่ยากจนต้องกู้เงิน “กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา” หรือ “กยศ.”
  • ชีวิตครอบครัวคนตัวเล็กทั้งหลายมีจุดเริ่มต้นชีวิตในวัยทำงานด้วยการเป็นหนี้สินตั้งแต่วัยหนุ่มสาว
  • เด็กไทยต้องใช้เวลาเรียนนานมาก กว่าจะจบก็จะมีอายุประมาณ 22 ปี
  • ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

จะทำอะไร (Action)

  • เด็กไทยเรียนฟรีจนจบปริญญาตรี
  • ลดเวลาเรียนในทุกช่วงการศึกษาอย่างน้อย 3 ปี
  • ปฏิวัติการศึกษาเพื่อมุ่งเน้นคุณภาพที่ตรงกับความต้องการของตลาดและโลกสมัยใหม่มากกว่าเน้นที่ใบปริญญา
  • ให้เด็กได้เรียนในวิชาที่เด็กต้องการเรียน
  • ได้เรียนจากผู้มีความรู้และมีความเชี่ยวชาญโดยตรงผ่านการสื่อสารทางไกลด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
  • ทำการปฏิวัติการใช้งบประมาณด้านการศึกษา
  • ให้อำนาจผู้ปกครองนักเรียนในการเลือกสถานศึกษาด้วยตนเอง
  • ออกคูปองเพื่อซื้ออุปกรณ์การเรียน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เด็กไม่มีความจำเป็นที่ต้องมีการกู้เงิน กยศ. อีกต่อไป
  • เด็กสามารถเรียนจบปริญญาตรีได้ในช่วงอายุ 18 -19 ปี

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เด็กไทย
  • ผู้ปกครองนักเรียน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบการศึกษาไทยกำลังเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก
  • โครงสร้างแบบรวมศูนย์: อำนาจการตัดสินใจถูกยึดไว้ที่ส่วนกลาง ทำให้คำสั่งและโครงการต่างๆ กลายเป็นภาระของครูและโรงเรียน แทนที่จะเป็นการสนับสนุนการเรียนรู้
  • สิทธิและสวัสดิการที่ไม่เพียงพอ: แม้จะมีนโยบายเรียนฟรี แต่ผู้ปกครองยังแบกรับค่าใช้จ่ายแฝงมหาศาล ขณะที่นักเรียนเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยและหลักสูตรที่ไม่เท่าทันโลก
  • ภาวะครูแบกภาระงาน: ครูต้องดึงเวลาจากการสอนไปทำหน้าที่ธุรการ การเงิน และพัสดุ รวมถึงต้องคอยตอบสนองตัวชี้วัดจากหน่วยงานภายนอกที่ไม่ได้ช่วยให้เด็กเก่งขึ้นจริง

จะทำอะไร (Action)

  • ออก พ.ร.บ. การศึกษาใหม่
  • กระจายอำนาจให้โรงเรียนอิสระ
  • รับประกันเรียนฟรีจริง
  • คืนครูสู่ห้องเรียน
  • เสนอ "พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่" ที่มุ่งรับรองสิทธิ สวัสดิการ และกระจายอำนาจให้ทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง (ผู้เรียน ผู้ปกครอง บุคลากรทางการศึกษา ท้องถิ่น) มีส่วนร่วมในการออกแบบระบบการศึกษา
  • รับประกันสิทธิและสวัสดิการผู้เรียน ครอบคลุม-รัดกุม
  • เปิดโอกาสให้ ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎระเบียบและกิจกรรมในโรงเรียน ที่ไม่ละเมิดสิทธิผู้เรียน
  • ลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอน รวมถึงภาระงานจากหน่วยงานภายนอก
  • จัดให้ครูมี โอกาสเติบโตในวิชาชีพที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน
  • รับประกันค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เป็นธรรม
  • ปลดล็อกการให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสําหรับครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่ขาดแคลนทรัพยากรหรือเผชิญความท้าทายเป็นพิเศษ
  • จัดให้ ครูได้รับการสนับสนุนจากบุคลากรเฉพาะด้านอย่างเพียงพอ ตามความต้องการเฉพาะ เช่น นักจิตวิทยา นักการภารโรง นักธุรการ นักการเงิน นักพัสดุ นักโภชนาการ นักเทคโนโลยีการศึกษา
  • เปิดโอกาสให้ครู มีส่วนร่วมในการสรรหาและประเมินการทําหน้าที่ของผู้บริหาร
  • สร้าง ระบบผลิตครูที่มีทักษะและสาขาที่ตรงความต้องการ
  • ส่งเสริมให้ มีการพัฒนาสมรรถนะของครูที่อยู่ในระบบอย่างสม่ำเสมอ
  • สนับสนุนผู้ปกครองในการพัฒนาการเรียนรู้ของลูก
  • เปิดโอกาสให้ผู้ปกครอง เข้าถึงแหล่งเรียนรู้และพัฒนาสมรรถนะ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของลูก
  • เปิดโอกาสให้ผู้ปกครอง เข้าถึงข้อมูล สถิติ สารสนเทศ ที่เป็นประโยชน์ต่อการร่วมวางแผน-ติดตามการเรียนรู้ของลูก
  • เปิดโอกาสให้ผู้ปกครอง เข้าถึงสิทธิประโยชน์จากการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีสําหรับค่าใช้จ่ายการศึกษา
  • กระจายอำนาจ เพิ่มการมีส่วนร่วมให้ท้องถิ่นและชุมชน
  • ปลดล็อกท้องถิ่นให้สามารถสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรให้กับผู้เรียนหรือสถานศึกษาทุกสังกัดทุกแห่งในท้องถิ่น
  • เปิดโอกาสให้ท้องถิ่น มีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการและเอกลักษณ์เชิงพื้นที่ในระดับจังหวัด
  • ปลดล็อกโรงเรียนให้บริหารอิสระมากขึ้น
  • เปิดโอกาสให้โรงเรียน ออกแบบหลักสูตรสถานศึกษาของตนเองได้ โดยใช้กรอบหลักสูตรระดับชาติ
  • ปลดล็อกให้จัดสรรเงินอุดหนุนสถานศึกษาในรูปแบบวงเงินรวม (Block Grant) ให้อิสระในการบริหาร
  • เปิดให้สถานศึกษามีส่วนร่วมได้มากขึ้น ในการสรรหา บรรจุ บุคลากรของตนเอง
  • เปิดโอกาสให้สถานศึกษา มีอำนาจตัดสินใจหรือปฏิเสธโครงการจากส่วนกลางหรือหน่วยงานอื่นที่เพิ่มภาระงานให้ครูโดยไม่ตอบโจทย์ผู้เรียนในสถานศึกษา
  • ปลดล็อกให้จัดการศึกษาได้หลายประเภท ทั้งในและนอกระบบโรงเรียน (เช่น บ้านเรียน ศูนย์การเรียน) สําหรับนักเรียนทุกประเภท
  • คำนึงถึงความเสมอภาคในการอุดหนุนงบประมาณให้สถานศึกษาทุกสังกัดและทุกรูปแบบ
  • ปฎิรูปกระทรวงศึกษาธิการให้ตอบโจทย์ผู้เรียนและสถานศึกษา
  • กระทรวงศึกษาธิการ เน้นบทบาทในการกําหนดมาตรฐานสําหรับสถานศึกษา (regulator) มากกว่าการการดําเนินงานภายในสถานศึกษา (operator) ในระดับส่วนกลาง
  • กระทรวงศึกษาธิการ เน้นบทบาทเรื่องการอํานวยความสะดวกและสนับสนุนสถานศึกษา (facilitate) มากกว่าเรื่องการสั่งการและบังคับบัญชาสถานศึกษา (command & control) ในระดับพื้นที่
  • กําหนดให้มีการออกกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการฉบับใหม่

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • คืนอำนาจสู่โรงเรียน
  • คืนเวลาให้ครู
  • คืนความสุขให้ผู้เรียน
  • ผู้เรียน รับประกันเรียนฟรีจริงตั้งแต่แรกเกิดจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  • ผู้เรียน ใช้บริการแหล่งเรียนรู้ของรัฐได้ฟรี
  • ผู้เรียนได้รับ สิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น อุปกรณ์การเรียนที่ครบถ้วน หนังสือเรียน อินเทอร์เน็ต รถรับส่ง อุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับผู้เรียนที่มีความจําเป็นเฉพาะ ความต้องการพิเศษ หรือความพิการ
  • ผู้เรียน ได้รับการดูแลด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิตในโรงเรียนมากขึ้น
  • ผู้เรียนได้รับ อาหารถูกหลักโภชนาการ
  • ผู้เรียนได้รับ การดูแลสุขภาพจิตทั่วถึง
  • ผู้เรียนได้รับ เวลาพักผ่อนที่เพียงพอ
  • หลักสูตร ที่ตอบโจทย์ผู้เรียน จะถูก ทบทวนทุก 5 ปี ตามการเปลี่ยนแปลงของโลกควบคู่กับการวิจัยผลการใช้กรอบหลักสูตรที่ใช้ข้อมูลจากผลการเรียนรู้ของผู้เรียน
  • ครูมี แรงจูงใจในการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ
  • ครูมีเวลา โฟกัสที่ผู้เรียนมากขึ้น
  • ครูมี โอกาสเติบโตในวิชาชีพที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน
  • ครูได้รับ ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เป็นธรรม
  • ครูได้รับ สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสําหรับครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่ขาดแคลนทรัพยากรหรือเผชิญความท้าทายเป็นพิเศษ
  • ครูได้รับ การสนับสนุนจากบุคลากรเฉพาะด้านอย่างเพียงพอ
  • ครูมี ส่วนร่วมในการสรรหาและประเมินการทําหน้าที่ของผู้บริหาร
  • ระบบผลิตครูมี ทักษะและสาขาที่ตรงความต้องการ
  • ครูในระบบได้รับการ พัฒนาสมรรถนะอย่างสม่ำเสมอ
  • ผู้ปกครอง เข้าถึงแหล่งเรียนรู้และพัฒนาสมรรถนะ
  • ผู้ปกครอง เข้าถึงข้อมูล สถิติ สารสนเทศ
  • ผู้ปกครอง เข้าถึงสิทธิประโยชน์จากการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีสําหรับค่าใช้จ่ายการศึกษา
  • ท้องถิ่น สามารถสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรให้กับผู้เรียนหรือสถานศึกษาทุกสังกัดทุกแห่งในท้องถิ่น
  • ท้องถิ่น มีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการและเอกลักษณ์เชิงพื้นที่ในระดับจังหวัด
  • โรงเรียน บริหารอิสระมากขึ้น
  • สถานศึกษา ออกแบบหลักสูตรของตนเองได้
  • สถานศึกษาได้รับ เงินอุดหนุนในรูปแบบวงเงินรวม (Block Grant) พร้อม อิสระในการบริหาร
  • สถานศึกษา มีส่วนร่วมได้มากขึ้น ในการสรรหา บรรจุ บุคลากรของตนเอง
  • สถานศึกษามี อำนาจตัดสินใจหรือปฏิเสธโครงการจากส่วนกลางหรือหน่วยงานอื่นที่เพิ่มภาระงานให้ครูโดยไม่ตอบโจทย์ผู้เรียนในสถานศึกษา
  • สถานศึกษา จัดการศึกษาได้หลายประเภท ทั้งในและนอกระบบโรงเรียน
  • การอุดหนุนงบประมาณให้สถานศึกษา คำนึงถึงความเสมอภาค
  • กระทรวงศึกษาธิการ ตอบโจทย์ผู้เรียนและสถานศึกษา
  • การบริหารการศึกษา เปลี่ยนทิศทางจากระบบรวมศูนย์ ให้เน้นตอบโจทย์ผู้เรียน ลดความเหลื่อมล้ำ กระจายอำนาจและทรัพยากรให้ทุกภาคส่วน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครู
  • ผู้เรียน
  • ผู้ปกครอง
  • ผู้เรียนที่มีความจําเป็นเฉพาะ ความต้องการพิเศษ หรือความพิการ
  • ผู้บริหาร
  • ชุมชน
  • สถานศึกษา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • มีการออกกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการฉบับใหม่ ภายใน 2 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ภาคอุตสาหกรรมกลับขาดแคลนช่างฝีมืออย่างหนัก
  • ระบบอาชีวศึกษาของไทยเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง 3 ประการ:
  • ความไม่สอดคล้องของทักษะ (Job Mismatch): การผลิตกำลังคนยังยึดติดกับศักยภาพของสถานศึกษา (Supply-side) มากกว่าความต้องการจริงของธุรกิจ (Demand-side) โดยเฉพาะกลุ่มช่างฝีมือและผู้ควบคุมเครื่องจักรในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve)
  • ระบบทวิภาคีที่ขาดความต่อเนื่อง
  • การเรียนรู้ในสถานประกอบการมักขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ส่วนบุคคลระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริหารสถานศึกษา
  • ขาดกลไกที่เข้มแข็งในการประสานความร่วมมือระหว่างฝ่ายผลิต (สถานศึกษา) และฝ่ายผู้ใช้ (ภาคเอกชน)
  • ขาดฐานข้อมูลกำลังคนที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ
  • ครูช่างในระบบมีจำนวนไม่เพียงพอที่จะดูแลคุณภาพการฝึกงานอย่างทั่วถึง
  • ช่องว่างทักษะศตวรรษที่ 21: นายจ้างสะท้อนว่าบัณฑิตอาชีวะมีทักษะปฏิบัติที่ดี แต่ยังขาดทักษะด้านภาษาต่างประเทศ และทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและสารสนเทศ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการทำงานยุคใหม่

จะทำอะไร (Action)

  • พลิกบทบาทวิทยาลัยอาชีวะให้เป็นศูนย์ Reskill/Upskill สำหรับคนทั่วไปที่ต้องการเปลี่ยนสายอาชีพ หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ในระยะเวลาสั้น
  • ประชาสัมพันธ์เส้นทางอาชีพ (Career Pathway) โดยนำเสนอเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพและอัตราผลตอบแทน
  • มุ่งผลิตกำลังคนตามความต้องการจริงของภาคธุรกิจ (Demand-Based)
  • เร่งแก้ปัญหาขาดแคลนครูช่าง
  • สร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ
  • เร่งปรับเกลี่ยอัตรากำลังและเพิ่มอัตราครูจ้างอาชีวศึกษา
  • ส่งเสริมให้ครูพัฒนาสมรรถนะด้านการวิจัยและออกแบบหลักสูตรร่วมกับภาคเอกชนอย่างสม่ำเสมอ
  • สนับสนุนค่าครองชีพและทุนการศึกษา โดยการเรียนฟรี
  • จัดสรรทุนการศึกษา
  • ส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน โดยเฉพาะในสาขาที่ประเทศขาดแคลน
  • ยกระดับทักษะดิจิทัลและ AI: นำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ในหลักสูตร ปวส. ทุกหลักสูตร
  • จัดสรรเงินทุน (เช่น 1-3 ล้านบาทต่อหลักสูตร สำหรับแต่ละสถานศึกษา) เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์และเทคโนโลยีใหม่สำหรับสาขาที่ขาดแคลนหรือต้องปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี
  • จัดตั้งศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคี: ให้เป็นหน่วยงานหลักที่มีภารกิจและทรัพยากรที่ชัดเจน ในโครงสร้างของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)
  • พัฒนากลไกให้ภาคผู้ประกอบการเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนหลักสูตร
  • เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบ BOI: กำหนดกรอบระยะเวลาและความรับผิดชอบที่ชัดเจนของความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการ ในการจัดทำแผนการเรียนและแผนการฝึกอาชีพตลอดหลักสูตร
  • จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้เรียนรายภูมิภาค: จัดตั้งศูนย์ประสานงานติดตามและช่วยเหลือผู้เรียนในระบบทวิภาคีในแต่ละภูมิภาค
  • สร้างฐานข้อมูลตลาดแรงงาน โดยเชื่อมโยงข้อมูลการผลิตกำลังคนของ สอศ. กับความต้องการจริงของตลาดแรงงานแบบ Real-time
  • ส่งเสริมกิจกรรมศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center)
  • ส่งเสริมกิจกรรมอาชีวะอาสา เพื่อพัฒนาทักษะปฏิบัติจริงของผู้เรียน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมผ่านการบริการสาธารณะ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ระบบอาชีวศึกษาเปลี่ยนจาก "ทางเลือกที่สอง" (Second Choice) ให้เป็น "ทางเลือกหลักที่ยืดหยุ่น" (Primary & Flexible Pathway) ที่คนทุกช่วงวัยเข้าถึงได้
  • เปลี่ยนสู่ภาพจำใหม่ว่า “สายอาชีพ” คือเส้นทางของงานที่มีคุณภาพ เป็นกำลังหลักในการแก้ปัญหาของสังคม
  • มีผู้ถ่ายทอดทักษะเพียงพอต่อการขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะและระบบทวิภาคี
  • ปิดช่องว่างทักษะดิจิทัลตามความต้องการของตลาดแรงงาน
  • การปรับเปลี่ยนหลักสูตรเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ระบบทวิภาคีเกิดความยั่งยืน
  • ป้องกันการหลุดออกจากระบบ
  • พัฒนาทักษะปฏิบัติจริงของผู้เรียน
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมผ่านการบริการสาธารณะ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครูช่าง
  • ผู้เรียนอาชีวศึกษา
  • ผู้เรียนในระบบทวิภาคี
  • คนทั่วไปที่ต้องการเปลี่ยนสายอาชีพ หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ในระยะเวลาสั้น
  • ภาคผู้ประกอบการ
  • ภาคเอกชน
  • ชุมชน
  • สังคม

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ในยุคสมัยที่ข้อมูลข่าวสารหลั่งไหลอย่างรวดเร็วและความไม่แน่นอนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของสังคม ผู้คนจำนวนมากกำลังเผชิญกับ "ความเหนื่อยล้าทางอารมณ์" (Emotional Exhaustion) และความแปลกแยก
  • การเปลี่ยนแปลงของนิยามความเชื่อของคนรุ่นใหม่: ข้อมูลจากการสำรวจเยาวชนอายุ 15-25 ปี โดย 101 Public Policy Think Tank พบว่า ปี 2568 เยาวชนไม่ระบุศาสนาในบัตรประชาชน มีเพียง 1.7% ในขณะที่ชีวิตจริง ผลสำรวจพบเยาวชนที่ไม่นับถือศาสนาสูงถึง 16.1% และจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มนิสิตนักศึกษาปริญญาตรี (22.8%)
  • คุณธรรมที่ไม่ยึดติดกับศรัทธา: ผลการสำรวจของ 101 Public Policy Think Tank ยืนยันว่า กลุ่มเยาวชนที่ไม่ได้น้อมนำหลักศาสนามาใช้ ไม่ได้มีความหย่อนยานทางคุณธรรม น้อยไปกว่ากลุ่มที่นับถือศาสนา ซึ่งสะท้อนว่าการพัฒนาคุณธรรมและ "สุขภาวะทางจิตวิญญาณ" (Spiritual Well-being) สามารถเกิดขึ้นได้นอกพื้นที่ศาสนา

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างระบบนิเวศดูแลจิตใจรองรับสังคมรุ่นใหม่ที่มีความเชื่อหลากหลาย ผ่านพื้นที่ถกเถียงเชิงปรัชญา และกิจกรรมสะท้อนคิด
  • ส่งเสริมกิจกรรมฟื้นฟูสติและการสะท้อนคิด (Self-reflection) ในพื้นที่สาธารณะ
  • สนับสนุนการถกเถียงเชิงปรัชญาเพื่อตั้งคำถามถึง "ความดีที่ตั้งคำถามได้" ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น การบูรณาการในหลักสูตรสถานศึกษา นิทรรศการและพิพิธภัณฑ์ที่เน้นการทำความเข้าใจความต่าง สื่อสมัยใหม่ เช่น เกม เพลง และชุมชนเรียนรู้ออนไลน์
  • พัฒนาพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สงบใจ เช่น "ชุมชนพร้อมฮัก" (พื้นที่โอบรับความผิดหวังในชีวิต) และพื้นที่ปฏิบัติทางจิตวิญญาณที่เข้าถึงง่าย
  • คุ้มครองเสรีภาพของบุคคลที่มีมุมมองคุณธรรมแตกต่างกัน บนพื้นฐานของการไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่นและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
  • ผนึกกำลังภาคประชาสังคมและเยาวชน: รวบรวมองค์กรและกลุ่มตัวแทนเด็กและเยาวชนที่มีความสนใจด้านปรัชญาและคุณธรรม มาร่วมหารือเพื่อกำหนดแนวทางและบ่มเพาะกิจกรรมที่เหมาะสมกับยุคสมัย
  • จัดตั้งกลไกสนับสนุนเงินอุดหนุนขนาดเล็ก (Micro-grant)
  • บูรณาการสื่อการเรียนรู้ด้านทักษะชีวิต ทักษะทางสังคม และทักษะทางคุณธรรมเข้าสู่ระบบการเรียนรู้หลักของประเทศ
  • พัฒนาบุคลากรทางการศึกษา: จัดฝึกอบรมครูและอาจารย์ให้นำวิธีการทางปรัชญา (Philosophical Inquiry) มาใช้ในห้องเรียน
  • ร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และภาคเอกชน พัฒนาพื้นที่สาธารณะให้เป็น "พื้นที่ผ่อนคลายและฟื้นฟูจิตใจ" เช่น โครงการ "ชุมชนพร้อมฮัก" เพื่อกระจายตัวไปตามเมืองต่างๆ
  • สนับสนุนการพัฒนาพิพิธภัณฑ์หรือพื้นที่การเรียนรู้ที่สร้างความเข้าใจในความแตกต่างทางความคิด และจัดการกับบาดแผลทางความรู้สึกร่วมกันในสังคมผ่านแนวคิดเรื่องการให้อภัย
  • สนับสนุนการวิจัยทั้งในและต่างประเทศเกี่ยวกับรูปแบบการพัฒนาคุณธรรมและสุขภาวะทางจิตวิญญาณที่ไม่ยึดอิงศาสนา

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • พัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณและจริยธรรมที่เท่าทันโลก
  • พัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคมของพลเมือง
  • เพื่อให้ กลุ่มคนรุ่นใหม่หรือองค์กรขนาดเล็กสามารถริเริ่มกิจกรรมและสื่อการเรียนรู้ด้านทักษะทางอารมณ์และคุณธรรมได้อย่างคล่องตัว
  • เพื่อกระตุ้นให้ ผู้เรียนเกิดการสะท้อนคิด (Reflection) และตั้งคำถามเชิงจริยธรรมที่เชื่อมโยงกับปัญหาสังคมจริง
  • ผู้เรียน สามารถพัฒนาเป็นวิชาหรือหลักสูตรเฉพาะทางได้
  • เพื่อให้ ประชาชนเข้าถึงการเยียวยาจากความเหนื่อยล้าได้ง่าย
  • นำมาปรับปรุง นโยบายให้ทันสมัยและมีหลักฐานทางวิชาการรองรับ (Evidence-based Policy)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • สังคมรุ่นใหม่ที่มีความเชื่อหลากหลาย
  • กลุ่มเยาวชนที่ไม่ได้น้อมนำหลักศาสนามาใช้
  • กลุ่มที่นับถือศาสนา
  • พลเมือง
  • บุคคลที่มีมุมมองคุณธรรมแตกต่างกัน
  • ภาคประชาสังคมและเยาวชน
  • องค์กรและกลุ่มตัวแทนเด็กและเยาวชนที่มีความสนใจด้านปรัชญาและคุณธรรม
  • ครูและอาจารย์
  • ผู้เรียน
  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การศึกษาในเรือนจำไม่ทั่วถึงและจำกัด
  • ระบบการศึกษาในเรือนจำปัจจุบันจำกัดอยู่เฉพาะหลักสูตรพื้นฐาน หรือโครงการเฉพาะจากสถาบันบางแห่ง (เช่น กศน. หรือมหาวิทยาลัยบางแห่ง) เท่านั้น ทำให้ผู้ต้องขังจำนวนมาก ขาดโอกาสในการพัฒนาทักษะอาชีพ หรือเรียนต่อในสาขาใหม่ ๆ อย่างทั่วถึง
  • ทักษะผู้ต้องขังไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงานยุคใหม่
  • ผู้ต้องขังที่ขาดโอกาสในการเรียนรู้ทักษะเหล่านี้มักประสบปัญหา ไม่สามารถหางานได้เมื่อพ้นโทษ หรือมีโอกาสกลับไปอยู่ในวงจรเดิม นำไปสู่การ “กระทำผิดซ้ำ” สูง

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างห้องเรียนออนไลน์เพื่อคืนคนสู่สังคมในเรือนจำทุกแห่ง
  • จัดซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์) ของส่วนกลางในแต่ละเรือนจำให้เพียงพอ
  • ระบบการเรียนออนไลน์ต้องปลอดภัย โดยไม่เปิดให้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตภายนอก เพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและการควบคุม
  • แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 43 (สิทธิในการได้รับการศึกษา) โดยเพิ่มข้อความ “การเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่”
  • จัดทำ แพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ของประเทศ ที่เชื่อมต่อระบบ e-Learning ของกรมราชทัณฑ์ (ซึ่งมีระบบความปลอดภัย) เข้ากับ Thai MOOC ภายใต้กระทรวง อว. เพื่อให้ผู้ต้องขังเข้าถึงหลักสูตรจากมหาวิทยาลัย และ กศน. ที่หลากหลายขึ้น
  • จัดให้มีแพลตฟอร์มออนไลน์ และออกแบบหลักสูตรร่วมกับเครือข่ายสถาบันการศึกษา รวมถึงออกใบรับรอง โดย Thai MOOC สังกัด กระทรวง อว.
  • พัฒนาและรับรองการเรียนเพื่อ เทียบโอนผลการเรียนสู่การจ้างงานจริง โดย สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ
  • จัดทำ ระบบล็อกอินเฉพาะรายบุคคล เพื่อเก็บข้อมูลการเรียนรู้ของผู้ต้องขังแบบต่อเนื่อง
  • ยกระดับระบบ e-Learning เดิมให้สามารถรองรับวิดีโอสตรีมมิ่ง, การทดสอบออนไลน์ และระบบสะสมผลการเรียน (Credit Bank) เป็นต้น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้ต้องขัง เข้าถึงหลักสูตรมหาวิทยาลัยและทักษะดิจิทัล
  • ยกระดับความรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคปัจจุบัน
  • ส่งเสริมการลดการกระทำผิดซ้ำ
  • ผู้ต้องขังมี ทางเลือกใหม่ ๆ ในการดำเนินชีวิตเมื่อกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพ
  • ผู้ต้องขัง เข้าถึงหลักสูตรจากมหาวิทยาลัย และ กศน. ที่หลากหลายขึ้น
  • เรือนจำสามารถใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
  • ผลการเรียน เทียบโอนสู่การจ้างงานจริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ต้องขัง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษในปัจจุบันยังไม่สามารถให้บริการได้อย่างครอบคลุมและมีคุณภาพ ทำให้เด็กพิการจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึง "การศึกษาที่มีคุณภาพใกล้บ้าน" ตามสิทธิที่กฎหมายกำหนดได้จริง
  • ศูนย์ฯ จำนวนน้อย: ศูนย์การศึกษาพิเศษมีเพียงจังหวัดละ 1 แห่ง ทำให้ครอบครัวในพื้นที่ชนบทและห่างไกลไม่สามารถพาเด็กเข้ามารับบริการแบบไปกลับหรือประจำได้
  • บุคลากรไม่พอ โครงสร้างไม่พร้อม: ปัจจุบันครู 1 คน ต้องดูแลเด็กพิการกว่า 8 คน ซึ่งสูงกว่าอัตราที่เหมาะสมที่ควรอยู่ที่ 1:5 ขณะที่อาคารเรียนปัจจุบันไม่ได้ออกแบบสำหรับการเรียนรู้เฉพาะทาง เช่น ห้องฝึกพูด ห้องบำบัด ทำให้ศูนย์การศึกษาพิเศษต้องหางบประมาณมาปรับปรุงเอง รวมถึงยังขาดแคลนอุปกรณ์และสื่อการเรียนรู้เฉพาะด้าน
  • งบประมาณไม่สอดคล้องภารกิจจริง: ศูนย์การศึกษาพิเศษได้รับงบอุดหนุนรายหัวเพียง 4 หมวด ไม่ได้ค่าจัดการเรียนการสอนแบบโรงเรียน ทั้งที่เป็นบทบาทสำคัญของศูนย์ฯ และงบอุดหนุนเองไม่สอดคล้องกับภารกิจที่ซับซ้อนของการดูแลเด็กพิการที่มีความหลากหลาย

จะทำอะไร (Action)

  • ลงทุนขยายศูนย์และเพิ่มงบรายหัว: จัดสรรงบลงทุนรวมประมาณ 200 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงศูนย์ฯ ในทุกจังหวัด และขยายศูนย์ย่อยในอำเภอที่มีความพร้อม
  • เพิ่มจำนวนเด็กที่ดูแลได้จาก 9,300 คน เป็น 20,000 คน
  • ออก มติคณะรัฐมนตรี เพื่อปรับหลักเกณฑ์เงินอุดหนุนรายหัวสำหรับศูนย์การศึกษาพิเศษ ให้สามารถรับค่าจัดการเรียนการสอนเพิ่มได้
  • เพิ่มบุคลากรอีกประมาณ 2,000 ตำแหน่ง เพื่อให้ได้อัตราส่วน ที่เหมาะสมคือ 1:5
  • สนับสนุนการเรียนรวมในระดับอำเภอ: จัดตั้งงบอุดหนุนสำหรับโรงเรียนระดับอำเภอเพื่อให้จัดการเรียนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เพิ่มงบลงทุนปรับสภาพแวดล้อม สื่อการเรียนรู้ และเทคโนโลยีช่วยสอน
  • เพิ่มงบประมาณเพื่อพัฒนาศักยภาพครูให้สามารถจัดการเรียนการสอนแบบเรียนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เพิ่มงบจ้างบุคลากรสนับสนุนเฉพาะทาง เช่น ครูการศึกษาพิเศษ ผู้ช่วยครู นักกิจกรรมบำบัด และนักจิตวิทยา

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มครูพิเศษ 2,000 ตำแหน่ง
  • ยกระดับงบรายหัว
  • เด็กพิการ เข้าถึง "การศึกษาที่มีคุณภาพใกล้บ้าน" ตามสิทธิที่กฎหมายกำหนดได้จริง
  • เด็กพิการ ที่มีความยากลำบากด้านการเรียนรู้ การควบคุมพฤติกรรม และการจดจำ เข้าถึงการเรียนในศูนย์ฯ จาก 9,000 คนในปัจจุบัน เพิ่มเป็น 20,000 คน
  • ศูนย์การศึกษาพิเศษ สามารถรับค่าจัดการเรียนการสอนเพิ่มได้
  • โรงเรียนระดับอำเภอ จัดการเรียนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ครู สามารถจัดการเรียนการสอนแบบเรียนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • โรงเรียน สามารถรองรับผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษได้อย่างเหมาะสม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เด็กพิเศษ
  • เด็กพิการ
  • ครอบครัวในพื้นที่ชนบทและห่างไกล
  • ผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายใน 4 ปี (relating to เข้าถึงการเรียนในศูนย์ฯ จาก 9,000 คนในปัจจุบัน เพิ่มเป็น 20,000 คน)
  • ภายใน 4 ปี (relating to เพิ่มบุคลากรอีกประมาณ 2,000 ตำแหน่ง)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ประมาณ 200 ล้านบาท (งบลงทุนรวม เพื่อปรับปรุงศูนย์ฯ ในทุกจังหวัด และขยายศูนย์ย่อย)
  • ประมาณ 400 ล้านบาท (งบลงทุน เพื่อให้เด็กพิการเข้าถึงการเรียนในศูนย์ฯ เพิ่มเป็น 20,000 คน)
  • ปีละไม่เกิน 80 ล้านบาท (งบประมาณเพิ่มเติม สำหรับค่าจัดการเรียนการสอน)
  • ไม่เกินปีละ 500 ล้านบาท (งบประมาณเพิ่มขึ้น สำหรับเพิ่มบุคลากร)

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความล้าสมัย: เรายังคงใช้หลักสูตรแกนกลางปี พ.ศ. 2551 เป็นหลัก ซึ่งไม่เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและ AI
  • โครงสร้างที่รวมศูนย์และตายตัว: หลักสูตรส่วนกลางกำหนดรายละเอียดมากเกินไป จนขาดความยืดหยุ่นให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละท้องถิ่น
  • เนื้อหาแยกส่วน ไม่เชื่อมโยง: วิชาต่างๆ ถูกสอนแยกขาดจากกัน ไม่เน้นการบูรณาการความรู้มาใช้ในชีวิตจริง
  • มุ่งเน้นการวัดผล มากกว่าการพัฒนา: การสอบกลายเป็นเป้าหมายหลักแทนที่จะเป็นการเติบโตของผู้เรียน
  • การตีกรอบทางวัฒนธรรม: หลักสูตรมักสะท้อนเพียงวัฒนธรรมกระแสหลัก จนอาจมองข้ามความหลากหลายและความนึกคิดที่แตกต่างในชุมชน

จะทำอะไร (Action)

  • ออกแบบหลักสูตรการศึกษาใหม่
  • พัฒนา "แพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ"
  • เปลี่ยนระบบการศึกษาให้เป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างและปลอดภัย
  • สร้างระบบการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น: พัฒนา "แพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ" หรือระบบธนาคารเครดิต (Credit Bank) เพื่อเชื่อมต่อการเรียนรู้จากหลากหลายช่องทาง ไม่จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน
  • เน้นการลงมือทำจริงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อตนเองและสังคม
  • เปิดโอกาสให้ อบจ. ภาคประชาชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น ร่วมออกแบบหลักสูตรที่สอดคล้องกับโอกาสในแต่ละพื้นที่
  • สนับสนุนให้ผู้เรียนตั้งคำถาม เรียนรู้แบบวิพากษ์ (Critical Thinking) และมีส่วนร่วมในการออกแบบเส้นทางการเรียนของตนเอง
  • นำ AI Tutor และ Skill Portfolio มาใช้เพื่อเปิดโลกการเรียนรู้และติดตามความก้าวหน้าตามความถนัดเฉพาะบุคคล
  • ดำเนินการตามขั้นตอน: จัดตั้งคณะกรรมการและเวทีร่วมออกแบบหลักสูตรการศึกษาใหม่ ที่เน้นให้ผู้เรียน "คิดเป็น ทำได้ สื่อสารดี" ในทุกระดับชั้น
  • ดำเนินการตามขั้นตอน: เปิดตัว แพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ : เพื่อเป็นฐานข้อมูลและเป็นฐานการเชื่อมต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคนได้อย่างคล่องตัว เปิดกว้าง และมีประสิทธิภาพ โดยระดมความรู้ ประสบการณ์ เนื้อหาสร้างสรรค์ ในทุกพื้นที่และทุกระดับ ผ่านแพลตฟอร์มนี้
  • เสริมพลังครู: สนับสนุนการเรียนรู้ของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อเพิ่มพูนทักษะให้สามารถเปลี่ยนบทบาทของครูจากการเป็น “ผู้ถ่ายทอดความรู้” ไปเป็น “ผู้อำนวยการเรียนรู้” (Facilitator) โดยใช้เทคโนโลยีและสะท้อนผลการเรียนรู้ของผู้เรียน
  • วิจัยและพัฒนาต่อเนื่อง: จัดตั้ง "สถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตร" ที่เป็นมืออาชีพ เพื่อติดตาม ประเมินผล ศึกษาวิจัยหลักสูตรใหม่
  • วิจัยและพัฒนาต่อเนื่อง: ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์จากการศึกษาวิจัยแบบสหวิทยาการ เพื่อให้เห็นมุมมองในการพัฒนาหลักสูตรอย่างครบถ้วน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้เรียนออกแบบเส้นทางชีวิตและอาชีพได้ตามความสนใจจริง
  • เยาวชน "กล้าฝัน กล้าคิด"
  • มี หลักสูตรการศึกษา ที่เป็น "หลักสูตรที่มีชีวิต" (Living Curriculum) ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความสนใจและประสบการณ์จริงของผู้เรียน
  • เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อตนเองและสังคม
  • มี หลักสูตรที่สอดคล้องกับโอกาสในแต่ละพื้นที่
  • เปิดโลกการเรียนรู้และติดตามความก้าวหน้าตามความถนัดเฉพาะบุคคล
  • ได้ ข้อสรุปอย่างเป็นรูปธรรม
  • ผู้เรียน แต่ละคนเชื่อมต่อการเรียนรู้ได้อย่างคล่องตัว เปิดกว้าง และมีประสิทธิภาพ
  • ครู สามารถเปลี่ยนบทบาทของครูจากการเป็น “ผู้ถ่ายทอดความรู้” ไปเป็น “ผู้อำนวยการเรียนรู้” (Facilitator)
  • ยกระดับการวิจัยและพัฒนาหลักสูตรของไทยได้อย่างต่อเนื่อง
  • สามารถ เห็นมุมมองในการพัฒนาหลักสูตรอย่างครบถ้วน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้เรียน
  • เยาวชน
  • อบจ.
  • ภาคประชาชน
  • ผู้ประกอบการท้องถิ่น
  • ครู
  • บุคลากรทางการศึกษา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายในปีงบประมาณ 2569: จัดตั้งคณะกรรมการและเวทีร่วมออกแบบหลักสูตรการศึกษาใหม่ ที่เน้นให้ผู้เรียน "คิดเป็น ทำได้ สื่อสารดี" ในทุกระดับชั้น เพื่อให้ได้ข้อสรุปอย่างเป็นรูปธรรม
  • ปี 2570 เปิดตัว แพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชา

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบการศึกษาไทยไม่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งมีสาเหตุหลัก 3 ประการ:
  • การเรียนรู้แบบ “แยกโลก": ผู้เรียนต้องใช้ชีวิตอยู่ในสองโลกที่แทบไม่เชื่อมโยงกัน คือโลกในห้องเรียนที่เน้นวิชาการตามตำรา และโลกนอกห้องเรียนที่เต็มไปด้วยประสบการณ์จริง ความแยกส่วนนี้ทำให้ผู้เรียนรู้สึกอึดอัดและไม่สามารถดึงศักยภาพออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่
  • กับดักความเหลื่อมล้ำข้ามรุ่น: ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้เยาวชนจำนวนมากต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา เมื่อพวกเขาเข้าไม่ถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ โอกาสในการยกระดับฐานะก็หายไป เกิดความเสี่ยงที่จะส่งต่อ "ความยากจนข้ามรุ่น" ต่อไปไม่รู้จบ
  • ทรัพยากรที่ถูกมองข้าม: สังคมไทยมี "ครู" ที่อยู่นอกโรงเรียนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพ ปราชญ์ชาวบ้าน หรือกลุ่มภาคประชาสังคมที่จัดเทศกาลการเรียนรู้อยู่เสมอ แต่ความรู้เหล่านี้กลับไม่เคยถูกนับรวมหรือให้ค่าในระบบการศึกษาหลัก

จะทำอะไร (Action)

  • จัดทำระบบการศึกษาไร้รอยต่อ
  • ให้คูปอง 2,000 บาทต่อปี
  • ดึงผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นร่วมสอนเพื่อการศึกษาที่ไร้รอยต่อ
  • สร้าง "ระบบการศึกษาแบบไร้รอยต่อ" (Seamless Education System) ที่เชื่อมโยงความรู้จากทุกแหล่งเข้าด้วยกัน
  • สร้าง แพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ: ฐานข้อมูลดิจิทัลที่รวบรวมหลักฐานและผลงานการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคน เพื่อนำมาวิเคราะห์และออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ (Learning Path) ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลและแต่ละพื้นที่
  • จัดให้มี ผู้แนะนำหลักสูตร (Curriculum Navigator): ผู้ดูแลการเรียนรู้ที่ไม่จำกัดแค่ในโรงเรียน แต่รวมถึงศูนย์การเรียนรู้หรือบ้านเรียน (Home School) ที่คอยวางแผนการเรียนให้สอดคล้องกับชีวิตจริงของผู้เรียน
  • เปิดกว้างให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกและสถานประกอบการสามารถเสนอตนเป็นผู้จัดหลักสูตร (Course Organizers) เทียบเคียงเป็นหนึ่งวิชาที่ผู้เรียนสามารถนำไปประกอบเครดิตในหลักสูตรที่ผู้แนะนำหลักสูตรวางไว้ได้
  • จัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ประเมินและรับรองผลการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อบันทึกลงในแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ โดยเน้นผลลัพธ์เชิงประจักษ์มากกว่าการยึดติดกับคุณค่าหรือทัศนคติรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
  • พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติและหน่วยเทียบเคียงประสบการณ์ให้พร้อมใช้งานเต็มรูปแบบ
  • รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณให้มีการจัดหลักสูตรเฉพาะทาง เช่น สุขภาพจิตเยาวชน, การป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ และภาษาต่างประเทศ
  • นำสื่อการเรียนรู้จากต่างประเทศ มาให้ผู้สอนและผู้เรียนใช้งานผ่านแพลตฟอร์มนี้ได้
  • จัดทำระบบพัฒนาเทคนิคการจัดการศึกษาและการจัดการเรียนรู้ใหม่ๆ ให้แก่ผู้แนะนำหลักสูตร (Curriculum Navigator) ผู้จัดหลักสูตร (Course Organizers) ครูในระบบ และผู้สนใจนอกระบบ
  • จัดสรร "คูปองการเรียนรู้" (เช่น 2,000 บาท/คน/ปี)
  • รัฐบาลสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบจ. และเทศบาล มีส่วนร่วมในการจัดหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่/กลุ่มวัฒนธรรม/กลุ่มกิจกรรม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • การศึกษาไร้รอยต่อ
  • เยาวชนเลือกเรียนอิสระ
  • สะสมเครดิตผ่านแพลตฟอร์มแห่งชาติ
  • ผู้เรียน สามารถดึงศักยภาพออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่
  • เยาวชนมี โอกาสในการยกระดับฐานะ
  • ลด ความเสี่ยงที่จะส่งต่อ "ความยากจนข้ามรุ่น"
  • ความรู้เหล่านี้ถูกนับรวมหรือให้ค่าในระบบการศึกษาหลัก
  • ระบบเชื่อมโยงความรู้จากทุกแหล่งเข้าด้วยกัน
  • แพลตฟอร์มนำมาวิเคราะห์และออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ (Learning Path) ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลและแต่ละพื้นที่
  • ผู้เรียน สามารถนำไปประกอบเครดิตในหลักสูตรที่ผู้แนะนำหลักสูตรวางไว้ได้
  • ผลการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงถูกประเมินและรับรองให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
  • ผลการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงถูกบันทึกลงในแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ โดยเน้นผลลัพธ์เชิงประจักษ์
  • แพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติและหน่วยเทียบเคียงประสบการณ์พร้อมใช้งานเต็มรูปแบบ
  • มีการจัดหลักสูตรเฉพาะทาง เช่น สุขภาพจิตเยาวชน, การป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ และภาษาต่างประเทศ
  • ผู้สอนและผู้เรียนใช้งานสื่อการเรียนรู้จากต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มนี้ได้
  • บุคลากรได้รับการพัฒนาเทคนิคการจัดการศึกษาและการจัดการเรียนรู้ใหม่ๆ
  • การจัดการศึกษา ยกระดับ
  • เยาวชนสามารถเลือกเรียนวิชาหรือกิจกรรมที่ตนเองสนใจได้อย่างอิสระ
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบจ. และเทศบาล มีส่วนร่วมในการจัดหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่/กลุ่มวัฒนธรรม/กลุ่มกิจกรรม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เยาวชน
  • ผู้เรียน
  • ผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่น
  • ผู้แนะนำหลักสูตรส่วนตัว
  • ผู้เชี่ยวชาญภายนอก
  • สถานประกอบการ
  • บุคลากรในหน่วยงานนี้
  • ผู้สอน
  • ผู้แนะนำหลักสูตร (Curriculum Navigator)
  • ผู้จัดหลักสูตร (Course Organizers)
  • ครูในระบบ
  • ผู้สนใจนอกระบบ
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบจ. และเทศบาล

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติและหน่วยเทียบเคียงประสบการณ์ให้พร้อมใช้งานเต็มรูปแบบ ภายในปีการศึกษา 2570

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ
  • รัฐบาลสนับสนุน
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • แม้ประเทศไทยเริ่มนำแนวคิด STEM/STEAM มาใช้ตั้งแต่ปี 2556 แต่ในทางปฏิบัติยังพบอุปสรรคที่ทำให้การเรียนการสอนแบบนี้ไม่คืบหน้าในประเทศไทยเท่าที่ควร
  • ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน: งานวิจัยพบว่าครูกว่า 85.5% ยังไม่เคยได้ยินชื่อ และหลายคนเข้าใจผิดว่า STEAM คือแค่ "การทำโครงงานวิทยาศาสตร์" หรือ "กิจกรรมพิเศษ" ที่จัดขึ้นเป็นครั้งคราว แทนที่จะเห็นว่าเป็น “แนวทางการสอนแบบบูรณาการ” ในระบบปกติ
  • จำกัดอยู่แค่อีเวนต์: การจัดกิจกรรมมักเน้นไปที่การแข่งหุ่นยนต์หรือการแสดงผลงาน แต่ขาดการนำมาใช้ร่วมกับวิชาเรียนในชีวิตประจำวัน
  • ระบบสอบที่เน้นท่องจำ: ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังเป็นแบบปรนัย (กากบาท) ทำให้นักเรียนและครูไม่กล้าใช้เวลาไปกับกิจกรรมที่ใช้กระบวนการ STEAM ซึ่งกินเวลามากกว่าและประเมินยากกว่า
  • ขาดทรัพยากรและระบบสนับสนุน: โรงเรียนในต่างจังหวัดขาดทั้งอุปกรณ์และเวลา ครูต้องแบกภาระสอนหลายวิชาโดยไม่มี "โค้ช" หรือระบบติดตามผลที่ช่วยให้ครูพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีระบบให้รางวัลครูที่พัฒนา STEAM อย่างแท้จริง ครูที่เน้นคะแนนสอบกลับได้รับการยอมรับมากกว่า

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปการศึกษา
  • เลิกสอบท่องจำ
  • ใช้การบูรณาการข้ามศาสตร์แก้โจทย์ท้องถิ่น
  • มีโค้ชประจำโรงเรียน
  • ประเมินสมรรถนะผ่านพอร์ตโฟลิโอ
  • พัฒนาการเรียนการสอน STEAM ในระบบการศึกษาไทย
  • ปรับหลักสูตรแกนกลางให้เน้นสมรรถนะ (Competency-based curriculum) เช่น การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม
  • ใช้การประเมินจากผลงานจริง (Performance-based) เช่น แฟ้มสะสมงาน โครงงาน และการนำเสนอ
  • มี “เกณฑ์การประเมินสมรรถนะ” (rubrics) ที่ชัดเจน ที่วัดกระบวนการคิดและการทำงานร่วมกัน
  • สร้างระบบสะสมผลงาน (Portfolio-based Learning) ให้ผู้เรียนเก็บผลงานสะสมทั้งภาพถ่าย คลิปวิดีโอ แบบจำลอง รายงาน ใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการประเมินต่อเนื่อง
  • คืนเสรีภาพให้โรงเรียน: ให้โรงเรียนสามารถออกแบบหลักสูตรย่อยที่เชื่อมโยง STEAM (Integrated STEAM Unit)
  • เปลี่ยนบทบาทครูสู่ "ผู้อำนวยการเรียนรู้": ครูจะไม่ใช่ผู้เฉลยคำตอบ แต่เป็นคนคอยตั้งคำถามกระตุ้นความคิด สร้างบรรยากาศให้ “ความผิดพลาด” เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้
  • เรียนรู้ผ่านการแก้ปัญหาจริงในท้องถิ่น: ใช้ปัญหาในท้องถิ่นเป็นจุดเริ่มต้น (เช่น น้ำท่วม ขยะ พลังงาน เกษตรกรรม) โดยให้เด็กได้บูรณาการ STEAM หรือความรู้ข้ามศาสตร์เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ชุมชน
  • ชวนหน่วยงานท้องถิ่นหรือภูมิปัญญาชาวบ้าน เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้และประเมินผล
  • มี "โค้ช STEAM" ประจำโรงเรียน: สนับสนุนให้มีพี่เลี้ยงทางวิชาชีพ (Instructional coach) ที่คอยช่วยครูออกแบบการสอน สังเกตชั้นเรียน และสะท้อนผลร่วมกัน
  • จัดตั้งเครือข่ายครู STEM (Professional Learning Community)
  • จัดให้มีระบบฝึกอบรมแบบขั้นบันได (Micro-credential)
  • พัฒนาแพลตฟอร์ม AI ช่วยครู: แพลตฟอร์มที่ช่วยครูออกแบบคำถามเพื่อสร้างการเรียนรู้ สร้างเกณฑ์การประเมิน หรือจำลองบทเรียนก่อนนำไปสอนจริง
  • เชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่น: สนับสนุนหลักสูตร STEAM เฉพาะพื้นที่ เช่น การทำเกษตรปลอดภัยในภาคเหนือ หรือการอนุรักษ์พลังงานในเขตอุตสาหกรรมภาคตะวันออก
  • สร้างระบบ "พี่เลี้ยงนักเรียน STEAM": สร้างเครือข่ายรุ่นพี่ที่เคยผ่านการเรียนแบบ STEAM มาช่วยแนะนำรุ่นน้อง
  • สนับสนุนให้มีการสะท้อนผล: ให้ครูแต่ละโรงเรียนนำข้อมูลความสำเร็จและปัญหาจากการใช้หน่วย STEAM เข้าสู่ระบบฐานกลาง เช่น สิ่งที่ได้ผล สิ่งที่ยังติดขัด การตอบสนองของผู้เรียน เพื่อปรับปรุงหน่วยการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
  • เน้นการพัฒนาเชิงลึก: สนับสนุนให้ครูทำโครงการศึกษาพิเศษด้าน STEAM เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยต้องเป็นไปในลักษณะการ “เปิดโอกาส” ไม่ใช่การบังคับ หรือกดดันให้ต้องทำ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างนักคิด นักแก้ปัญหา
  • สร้างเด็กไทยที่คิดเป็น ทำได้ สื่อสารดี
  • เพิ่มทักษะของผู้เรียน
  • ผู้เรียนเห็นพัฒนาการของตนเอง
  • ครูและนักเรียนเข้าใจว่าความสำเร็จไม่ได้วัดจากคำตอบที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียว แต่ประเมินจากกระบวนการในการทำงานทุกช่วง
  • โรงเรียนสามารถออกแบบหลักสูตรย่อยที่เชื่อมโยง STEAM (Integrated STEAM Unit) ได้
  • เด็กกล้าลองผิดลองถูก
  • สร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ชุมชน
  • ครูพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง
  • ครูเห็นว่าไม่ได้อยู่ลำพัง สามารถช่วยกันคิดหน่วยเรียนรู้ หรือสร้างเกณฑ์การประเมินสมรรถนะเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกันในการพัฒนาคุณภาพการสอน
  • ครูสามารถสะสม "เข็มกลัด" (Badges) ตามระดับทักษะ ตั้งแต่ระดับต้น (เข้าใจแนวคิด STEAM), ระดับกลาง (ออกแบบหน่วยการเรียนรู้), ระดับสูง (เป็นครูโค้ช STEAM)
  • แพลตฟอร์มเองจะพัฒนาให้มี “คลังสื่อ/ตัวอย่างชั้นเรียนจริง” ที่เป็นบริบทของโรงเรียนไทย
  • สามารถดึง “ครูในพื้นที่” มาเพิ่มหน่วยเรียนรู้ (Module) ใหม่เข้ามาได้เรื่อยๆ กลายเป็นคลัง STEAM ของประเทศ
  • เกิดการฝึกทักษะการสื่อสารและการสอนให้กับตัวรุ่นพี่เอง
  • เกิดการปรับปรุงหน่วยการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
  • “นโยบาย–การปฏิบัติ” เชื่อมกันได้จริง
  • ครูเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เด็กไทย
  • นักเรียน
  • ครู
  • ผู้เรียน
  • โรงเรียน
  • หน่วยงานท้องถิ่น
  • ภูมิปัญญาชาวบ้าน
  • ชุมชน
  • พี่เลี้ยงทางวิชาชีพ (Instructional coach)
  • รุ่นพี่ที่เคยผ่านการเรียนแบบ STEAM
  • รุ่นน้อง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • “เรียนฟรี" ยังไม่ฟรีจริง มี "ค่าใช้จ่ายแฝง" จำนวนมาก ที่กลายเป็นภาระหนักอึ้งของผู้ปกครอง
  • ช่องว่างของกฎหมาย: ประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องการเก็บเงินบำรุงการศึกษาฯ ปี 2554 เปิดช่องให้โรงเรียนใช้ “ดุลพินิจ” เรียกเก็บค่าบำรุงการศึกษาเพิ่มเติมได้หลายรายการ เช่น ค่าห้องแอร์ ค่าจ้างบุคลากรเพิ่ม หรือค่าสอนคอมพิวเตอร์ โดยไม่มีการกำหนด "เพดาน" ที่ชัดเจน
  • การขยายตัวของห้องเรียนพิเศษ: ปัจจุบันโรงเรียนรัฐหันมาเปิดห้องเรียนพิเศษ (เช่น EP หรือ Mini EP) มากขึ้น เพราะเก็บค่าเทอมได้สูงถึง 20,000 - 40,000 บาท แม้จะมีการกำหนดสัดส่วนห้องเรียนปกติกับพิเศษไว้ที่ 80:20 แต่กฎหมายกลับเปิดช่องให้ขยายเป็น 60:40 ได้
  • การกีดกันทางเศรษฐกิจ: เมื่อห้องเรียนพิเศษในโรงเรียนรัฐที่มีคุณภาพสูงมีสัดส่วนมากขึ้น แต่ต้องจ่ายเงินแพง โรงเรียนเหล่านี้จึงกลายเป็นพื้นที่สำหรับครอบครัวที่มีฐานะเท่านั้น

จะทำอะไร (Action)

  • กำหนดเพดานค่าเทอม ไม่ให้เก็บเงินเกินที่กำหนด
  • จำกัดสัดส่วนห้องเรียนพิเศษไม่เกินร้อยละ 30
  • กำหนดโควตา "เรียนฟรี" ในห้องเรียนพิเศษ 25% ของจำนวนนักเรียน
  • อุดหนุนงบประมาณส่วนที่ขาดให้เพียงพอ
  • สนับสนุนงบประมาณอุดหนุนรายหัวและงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมเป็นพิเศษให้แก่ โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการเรียนฟรีต้นแบบ
  • แก้ไขประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  • ปรับหลักเกณฑ์การเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษา
  • ปรับเกณฑ์การรับนักเรียน แก้ไขประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง แนวนโยบายและแนวปฎิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน ที่กำหนดสัดส่วนห้องเรียนปกติและห้องเรียนพิเศษ
  • กำหนดโครงการสนับสนุนโรงเรียนเรียนฟรี

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เรียนฟรี ไม่มีบิลเพิ่ม
  • โรงเรียนไม่สามารถเก็บเงินเกินที่กำหนด
  • ลดการผลักภาระค่าใช้จ่ายไปที่ผู้เรียน
  • สัดส่วนห้องเรียนพิเศษในโรงเรียนรัฐไม่เกินร้อยละ 30 ของห้องเรียนทั้งหมด
  • เด็กที่มีความสามารถแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์เข้าเรียนห้องเรียนพิเศษได้
  • โรงเรียนรัฐเป็นพื้นที่ที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ปกครอง
  • นักเรียน
  • เด็กที่มีความสามารถแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์
  • โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบประมาณรายจ่ายประจำปี
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • วิกฤตครูไทยเรื่อง “การกระจายตัว” ที่ผิดเพี้ยนจากความต้องการจริง รวมถึงคุณภาพการสอนที่ไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่
  • ระบบการผลิตครูปัจจุบันที่มีปัญหา เปรียบเสมือน “โรงงานที่ผลิตสินค้าผิดสเปกและส่งไปผิดที่”
  • มหาวิทยาลัยเน้นเปิดรับนักศึกษาจำนวนมากเพื่อหารายได้ โดยไม่ได้ดูความต้องการของตลาดงาน ทำให้เกิดภาวะครูเฟ้อและสาขาวิชาไม่ตรงความต้องการ บัณฑิตล้นตลาดในบางวิชา แต่กลับขาดแคลนวิชาสำคัญ เช่น STEM และภาษาอังกฤษ
  • หลักสูตรที่เน้นเนื้อหา มุ่งเน้นการเรียนในห้องเรียน มากกว่าการลงมือปฏิบัติ ทำให้ครูจบใหม่มีความรู้ทางวิชาการแต่ขาดทักษะการจัดการชั้นเรียนและการแก้ปัญหาหน้างานจริง
  • ระยะเวลาฝึกสอนนาน แต่ขาดระบบพี่เลี้ยง (Mentoring) และการสะท้อนผลที่มีคุณภาพ
  • ระบบการคัดเลือกผู้เข้าเรียนเน้นการรับเข้าจำนวนมาก โดยขาดการคัดกรองทัศนคติและความสามารถแบบเข้มข้น (Top Talent) ทำให้ขาดแรงจูงใจในวิชาชีพ ผู้เรียนที่ไม่พร้อมจะเป็นครู หรือเลือกเรียนครูเป็นเพียงทางเลือกสำรอง
  • เยาวชนไทยและวัยแรงงานกว่า 64% มีทักษะการอ่านต่ำกว่าเกณฑ์ และขาดทักษะดิจิทัล เนื่องจากระบบการเรียนการสอนยังเน้นการท่องจำทฤษฎีมากกว่าการคิดวิเคราะห์
  • ประเทศไทยต้องการแรงงานทักษะสูง (High-skilled labor) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ระบบการศึกษากลับผลิตบัณฑิตที่ขาดทักษะที่นายจ้างต้องการ
  • ความเหลื่อมล้ำในการกระจายตัว: โรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนในชนบทกว่า 64% ขาดแคลนครูขั้นวิกฤต เพราะครูเก่งๆ กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่

จะทำอะไร (Action)

  • เปลี่ยนระบบการผลิตเป็น "ระบบปิด" เพิ่มสัดส่วนการผลิตครูที่เชื่อมโยงกับความต้องการจริง
  • ปฏิรูปงบประมาณมหาวิทยาลัย (University Funding Reform) ให้งบตาม "คุณภาพผลสัมฤทธิ์ของครู" และ "อัตราการมีงานทำตรงสาย"
  • ปรับบทบาทมหาวิทยาลัย: ให้เน้นการติดตาม ฝึกอบรม และเพิ่มเติมความรู้สำหรับครูที่ทำหน้าที่อยู่แล้ว
  • เพิ่มบทบาทของครูที่สอนอยู่หน้างานจริง: ในการเข้ามามีส่วนในการถ่ายทอดประสบการณ์ในการจัดการห้องเรียน การประยุกต์สื่อสมัยใหม่ รวมถึงให้คำแนะนำกับนักศึกษาครูรุ่นน้อง
  • ใช้ Big Data เชื่อมโยงสถิติเด็กเกิดใหม่กับอัตราการเกษียณของครู
  • คุรุสภาออกมาตรฐานกำหนดโควตาการผลิตตามความต้องการของพื้นที่ และกำหนดเงื่อนไขการรับนักศึกษาโดยเน้น "ประสิทธิภาพ" มากกว่าปริมาณ
  • อว. ออกแนวทางการปฏิบัติในการคัดเลือกบุคคลเข้ามาเรียนวิชาชีพครู
  • สร้างระบบจับคู่โรงเรียนร่วมพัฒนากับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ที่ทำหน้าที่ผลิตครู
  • คุรุสภาออกข้อกำหนด จำกัดปริมาณการรับนักศึกษาครูของแต่ละมหาวิทยาลัย ให้สัดส่วนสอดคล้องกับจำนวนที่ตลาดต้องการและบรรจุงานได้จริง
  • อว. ออกคำสั่งให้มหาวิทยาลัยต้องรับนักศึกษาบนเงื่อนไขของประสิทธิภาพการผลิตเป็นสำคัญ ไม่ใช่เน้นปริมาณเพื่อหารายได้
  • สร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยในพื้นที่กับโรงเรียน เพื่อใช้เป็นพื้นที่ฝึกปฏิบัติการสอนจริงที่มีคุณภาพ
  • อว. จัดทำกรอบงบประมาณการผลิตครู 1 คนให้เพิ่มขึ้น สะท้อนการลงทุนเชิงคุณภาพ (เทียบกับแนวทางการผลิตแพทย์)
  • รัฐมนตรีเสนอ ครม. อนุมัติกรอบงบประมาณใหม่
  • กระทรวงศึกษาธิการ และ อว. เป็นเจ้าภาพร่วมในการตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาสร้างฐานข้อมูล การผลิตครู การใช้ครู และการพัฒนาครู
  • คณะกรรมการประกอบด้วย คุรุสภา กคศ. ตัวแทน อว. ตัวแทนมหาวิทยาลัยที่ผลิตครู คปร. โดยอาจให้คุรุสภาเป็นผู้ดูแลฐานข้อมูล
  • ตั้งงบประมาณเป็นงบบูรณาการ
  • คุรุสภาออกคำสั่งให้ครูทั่วประเทศ (รัฐและเอกชน) ลงทะเบียนตนเองในฐานข้อมูลกลาง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เปลี่ยนระบบจาก "ผลิตตามความถนัดของมหาวิทยาลัย" (Supply-driven) เป็น "ผลิตตามความต้องการจริง" (Demand-driven)
  • เพิ่มสัดส่วนการผลิตครู อัตราการบรรจุจริง จาก 30% เป็น 70-100%
  • นักศึกษาครู เรียนจบแล้วมีที่ทำงาน และตรงกับสาขาที่ขาดแคลน
  • งบประมาณ เป็นไปตาม คุณภาพผลสัมฤทธิ์ของครู และอัตราการมีงานทำตรงสาย
  • ครู มีทักษะและขีดความสามารถมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ปริมาณการรับนักศึกษาครูของแต่ละมหาวิทยาลัยมีสัดส่วนสอดคล้องกับจำนวนที่ตลาดต้องการและบรรจุงาน
  • กรอบงบประมาณการผลิตครู 1 คนให้เพิ่มขึ้น สะท้อนการลงทุนเชิงคุณภาพ (เทียบกับแนวทางการผลิตแพทย์)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครู
  • นักศึกษา ครู
  • มหาวิทยาลัย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การอบรมแบบ "เสื้อโหล" (One Size Fits All) หรือ คำสั่งจากส่วนกลางที่กำหนดหัวข้ออบรมแบบเดียวกันทั้งประเทศ โดยไม่สนใจบริบทที่ต่างกันระหว่างโรงเรียน
  • ระบบการประเมินวิทยฐานะเน้นการ "สะสมชั่วโมงและเกียรติบัตร" ทำให้การเข้าอบรมเพียงเพื่อผลการประเมิน แต่ไม่ได้นำความรู้มาใช้พัฒนาเด็กจริง
  • การดึงครูออกจากห้องเรียนไปอบรมตามสถานที่ต่างๆ
  • ความล้มเหลวของระบบติดตาม ขาดระบบพี่เลี้ยง (Coaching) ในห้องเรียนจริง ความรู้ที่เรียนมาไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติหรือต่อยอดอย่างต่อเนื่อง
  • ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ถูกทำให้กลายเป็นการทำเอกสารเท็จย้อนหลังเพียงเพื่อให้ครบตามเกณฑ์

จะทำอะไร (Action)

  • แจกงบพัฒนาครูคนละ 5,000 บาทส่งถึงโรงเรียนให้เลือกอบรมเองตามปัญหาพื้นที่
  • ปฏิรูปการพัฒนาครูโดยใช้ "โรงเรียนเป็นฐาน" (School-Based Training) ให้ครูและผู้บริหารกำหนดหัวข้ออบรมตามปัญหาจริงที่เจอในห้องเรียน หรือตามสิ่งที่ต้องการพัฒนา
  • เลิกนับชั่วโมงอบรมและนับใบประกาศ ใช้ "การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของนักเรียน" เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการอบรม
  • จัดสรรงบประมาณพัฒนาครูเป็นเงินก้อน (Grant) ส่งตรงถึงโรงเรียน ให้โรงเรียนบริหารจัดการจัดซื้อคอร์สหรือจ้างวิทยากรที่ตอบโจทย์พื้นที่ได้เอง
  • กระทรวงศึกษาธิการออกแบบคู่มือแนวทางการดำเนินงานโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
  • สมศ. กำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานในโรงเรียน ให้สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
  • ออกประกาศกระทรวงถึงแนวทางในการดำเนินงานภายในสถานศึกษาและซักซ้อมความเข้าใจในการดำเนินงานร่วมกับเขตพื้นที่อย่างใกล้ชิด
  • รมว.ศึกษาธิการ สื่อสารสาธารณะถึงแนวปฏิบัติของกระทรวงที่จะดำเนินการภายใต้วัฒนธรรมรับผิดรับชอบ (Accountability)
  • กำหนดให้ กคศ. ออกแบบแนวทางการประเมินวิทยฐานะที่สอดคล้องกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน
  • รมว.ศึกษาธิการ มอบหมายให้ตั้งกรอบงบประมาณในการพัฒนาครู คนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท
  • รมว.ศึกษาธิการ นำกรอบงบประมาณเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนออนุมัติ
  • กระทรวงออกแบบแนวทางการใช้งบประมาณเพื่อซักซ้อมความเข้าใจกับหน่วยปฏิบัติ
  • ตั้งคณะกรรมการติดตามและประเมินโครงการ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • คืนครูสู่ห้องเรียนอย่างมีคุณภาพ
  • ครูและผู้บริหารกำหนดหัวข้ออบรมตามปัญหาจริงที่เจอในห้องเรียน หรือตามสิ่งที่ต้องการพัฒนา
  • โรงเรียนบริหารจัดการจัดซื้อคอร์สหรือจ้างวิทยากรที่ตอบโจทย์พื้นที่ได้เอง
  • โรงเรียนสามารถสร้างกระบวนการพัฒนาครูภายในโรงเรียนได้เอง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครู
  • โรงเรียน
  • ผู้บริหาร
  • นักเรียน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • "อยากสอนแต่ไม่ได้สอน" คือระบบบริหารจัดการที่ผลักภาระงานสนับสนุนไปให้ครูผู้สอน ทำให้ครูมีภาระงานล้นเกิน กลายเป็นแผลเรื้อรังของการศึกษาไทย
  • ครูต้องรับบทบาทที่ตนเองไม่ถนัด ทั้งนักบัญชีและฝ่ายจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งมีความเสี่ยงทางกฎหมายสูง ทำให้แทนที่จะได้ใช้เวลาเพื่อเตรียมการสอน กลับต้องจมอยู่กับกองเอกสารจัดซื้อจัดจ้าง
  • ระบบการประเมินวิทยฐานะหรือการประเมินโรงเรียน ที่เน้น "เล่มรายงาน" และ "การจัดบอร์ดนิทรรศการ" เพื่อต้อนรับคณะกรรมการ คือการทำผักชีโรยหน้าที่ขโมยเวลาคุณภาพที่ครูควรจะได้อยู่กับเด็ก
  • งานนโยบายรายวันและงานจิปาถะ (เช่น รายงานโครงการ งานประชาสัมพันธ์ งานอาคารสถานที่) ที่สั่งการแบบบนลงล่าง (Top-down) บีบให้ครูต้องเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง จนสูญเสียสมดุลชีวิต
  • ครูขาดเวลาเตรียมการสอนและดูแลเด็กเป็นรายบุคคล ทำให้การเรียนการสอนขาดประสิทธิภาพและเข้าไม่ถึงเด็กกลุ่มเปราะบาง
  • ครูรุ่นใหม่เกิดภาวะหมดไฟ (Burnout) และปัญหาสุขภาพจิตสะสมจากการทำงานที่ไม่ถนัดและความกดดันจากการถูกตรวจสอบ นำไปสู่การลาออกหรือย้ายสายงาน

จะทำอะไร (Action)

  • วัดผลที่ตัวเด็ก คืนครูสู่ห้องเรียน
  • กระทรวงศึกษาธิการจัดสรรงบประมาณจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการ การเงิน และนักการภารโรงให้ครบทุกโรงเรียน ด้วยรูปแบบและอัตราค่าจ้างที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับภาระและทักษะที่ใช้ในการทำงาน
  • ลดเอกสาร เปลี่ยนจากการตรวจเล่มรายงาน เป็นการดูพัฒนาการจริงของผู้เรียน
  • ลดพิธีกรรม ยกเลิกการจัดตั้งนิทรรศการต้อนรับกรรมการที่สิ้นเปลืองงบประมาณและเวลา
  • ใช้ Big Data เชื่อมโยงข้อมูลจากส่วนกลาง ไม่ต้องกรอกข้อมูลซ้ำซ้อนในหลายแพลตฟอร์ม
  • ปฏิรูประบบงบประมาณและแก้กฏหมายให้สามารถทำงานเอกสารที่จำเป็นผ่านระบบดิจิทัลได้
  • จัดทำแผนอัตรากำลังใหม่: รมว.ศึกษาธิการ ร่วมกับ สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ จัดทำแผนที่เปลี่ยนภาระงานจาก "ครู" ไปสู่ "พนักงานสายสนับสนุน" อย่างเป็นระบบ
  • ระบุรายละเอียดความต้องการ: ในเอกสารต้องระบุจำนวนบุคลากรที่ต้องการในแต่ละตำแหน่ง (ธุรการ, การเงิน, ภารโรง) และประเมินงบประมาณผูกพันต่อเนื่องให้ชัดเจน
  • นำเสนอแผนดังกล่าวต่อ "คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ" (คปร.) เพื่อขออนุมัติกรอบอัตรากำลังและงบประมาณในภาพรวมของประเทศ
  • เปลี่ยนเกณฑ์การประเมิน มอบหมายให้ กคศ. ออกหนังสือเวียนกำหนดแนวทางการประเมินครูใหม่ โดยพิจารณาจาก "ความก้าวหน้าของผู้เรียนในชั้นเรียน" ที่เกิดขึ้นจริง โดยใช้กลไกการนิเทศภายในตามแนวคิดการใช้โรงเรียนเป็นฐาน
  • สร้างความเข้าใจเชิงนโยบาย จัดประชุมซักซ้อมความเข้าใจร่วมกับเขตพื้นที่การศึกษา และกองการเจ้าหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
  • แก้ไข พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างฯ พ.ศ. 2560 เพื่อรองรับลายเซ็นดิจิทัลเป็นหลักฐานการเบิกจ่าย การรับรองได้
  • กระจายอำนาจ: มอบอำนาจให้พนักงานราชการหรือผู้ได้รับมอบหมาย เซ็นรับรองได้ ไม่จำกัดเฉพาะข้าราชการเท่านั้น
  • ปรับปรุงบทบัญญัติในกรณีที่สินค้าไม่ตรงตาม TOR ให้เป็นความผิดของผู้รับจ้างด้วย
  • ออกประกาศกระทรวงและหนังสือเวียน: เพื่อซักซ้อมแนวทางการทำงาน การเก็บเอกสารทางราชการแบบอิเล็กทรอนิกส์
  • สร้าง Marketplace เพื่อการศึกษา พัฒนาแพลตฟอร์มจัดซื้อจัดจ้าง ให้ครูสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ตามความต้องการ ตามกรอบงบประมาณที่ได้รับจัดสรร โดยไม่ต้องทำเอกสาร

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • งานครู ลดลง
  • ครูสามารถทำหน้าที่ "สอน" เพียงอย่างเดียว
  • ระบบประเมินมีเอกสาร ลดลง
  • ไม่มีการจัดตั้งนิทรรศการต้อนรับกรรมการ
  • ไม่มีการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อนในหลายแพลตฟอร์ม
  • การทำงานเอกสารที่จำเป็นสามารถทำผ่านระบบดิจิทัลได้
  • การปฏิบัติงานเชิงนโยบายเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
  • เอกสารการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสามารถทำบนระบบอิเล็กทรอนิกส์
  • สามารถใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแสดงเป็นหลักฐานการเบิกจ่าย การรับรองได้
  • พนักงานราชการหรือผู้ได้รับมอบหมาย เซ็นรับรองได้ ไม่จำกัดเฉพาะข้าราชการเท่านั้น
  • ลดภาระทางกฎหมายของครู
  • ครูสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ตามความต้องการ ตามกรอบงบประมาณที่ได้รับจัดสรร โดยไม่ต้องทำเอกสาร

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครู
  • นักเรียน
  • โรงเรียน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เงินเดือนเริ่มต้นไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างมีคุณภาพ
  • ครูจำนวนมากติดอยู่ในวงจรหนี้สินสะสม เนื่องจากรายได้ไม่พอกับรายจ่าย
  • งบประมาณจากส่วนกลางจัดสรรมาไม่เพียงพอหรือล่าช้า ทำให้ครูต้องกู้ยืมเพื่อซื้อสื่อการสอนหรือซ่อมแซมห้องเรียน
  • บุคลากรสนับสนุน เช่น ธุรการและภารโรง รวมถึงครูอัตราจ้างจำนวนมาก ถูกจ้างในรูปแบบ "จ้างเหมาบริการ" ที่ไม่มีสวัสดิการเหมือนข้าราชการ และค่าจ้างต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ
  • ความไม่มั่นคง ของการจ้างงานแบบจ้างเหมาบริการ ทำให้เกิดการลาออกบ่อยครั้งจนขาดความต่อเนื่องในการดูแลโรงเรียนและนักเรียน
  • ครูไทยต้องแบกรับงานที่ไม่ใช่การสอน (Non-teaching tasks) ทำให้ค่าตอบแทนต่อชั่วโมงทำงานจริงต่ำกว่ามาตรฐานวิชาชีพชั้นสูงอื่น ๆ อย่างมาก

จะทำอะไร (Action)

  • เพิ่มทางเลือกบรรจุครูแบบ "ฐานเงินเดือนสูง" เริ่มต้นที่ 22,000 บาท/เดือน เพื่อแข่งขันกับภาคเอกชนและดึงดูดคนเก่งเข้าสู่ระบบ โดยแลกกับการไม่มีสิทธิบำนาญ เป็นทางเลือกสำหรับ “ผู้สมัครใจ” ไม่มีผลต่อข้าราชการครูเดิมที่บรรจุอยู่แล้ว
  • สร้างวิทยฐานะสายบริหารควบคู่วิทยฐานะสายวิชาการ กำหนดให้หัวหน้าฝ่ายงานในโรงเรียน (เช่น ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายแผนงาน) เป็นตำแหน่งที่ครองวิทยฐานะ คศ.3 สายบริหาร
  • เลื่อนวิทยฐานะยึดโยงประสิทธิภาพการสอนของครู และผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน มีวงจรการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
  • จัดสรรเงินสนับสนุนพิเศษให้กับครูและบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัย พื้นที่ห่างไกล หรือพื้นที่เข้าถึงยาก
  • กำหนดให้แต่ละโรงเรียนได้อัตราบุคลากรที่จำเป็น เช่น ภารโรง ธุรการ
  • ผลักดันให้เปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานจาก "จ้างเหมาบริการ" เป็น "ลูกจ้างชั่วคราว” (เป็นอย่างน้อย)
  • แก้ไขกฎหมายเงินเดือน: ปรับปรุง พ.ร.บ.เงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อกำหนดบัญชีเงินเดือนขั้นตํ่าและขั้นสูงแบบใหม่ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
  • มอบหมาย กคศ. ออกแนวทางการรับสมัครสอบบรรจุข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เข้าสู่ตำแหน่งแบบใหม่
  • ออกแบบวิธีการสลับเส้นทางอาชีพของข้าราชการครู จากแบบเดิมสู่แบบใหม่โดยสมัครใจ
  • แก้ไขกฎหมายสร้างวิทยฐานะสายบริหารควบคู่วิทยฐานะสายวิชาการ: ปรับปรุง พ.ร.บ.เงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อกำหนดผู้ที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายต่าง ๆ ให้ครองวิทยฐานะ คศ.3 พร้อมกำหนดค่าตอบแทน
  • กคศ. ออกหลักเกณฑ์ วิธีพิจารณา เลื่อนวิทยฐานะข้าราชการครูบรรจุเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายต่าง ๆ
  • แก้ไขกฎหมายให้เงินพิเศษ (Incentive) แก่ครู: ปรับปรุง พ.ร.บ.เงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่รัฐต้องจ่ายค่าตอบแทนพิเศษให้กับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยห่างไกล
  • ปฏิรูปการประเมินวิทยฐานะโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน: กคศ. ออกเกณฑ์ใหม่ที่เปิดให้กลุ่มโรงเรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีส่วนร่วมในการประเมิน เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทจริงของแต่ละพื้นที่
  • กำหนดให้เกณฑ์การตัดสินพิจารณาจากประสิทธิภาพการสอนของครู พัฒนาการของนักเรียน ความต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน และการสร้างสรรค์นวัตกรรมการสอนของครูเป็นสำคัญ
  • ทำหนังสือซักซ้อมและสื่อสารร่วมกับศึกษานิเทศก์ ทั้งในระดับเขตพื้นที่และหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันในการสนับสนุนการเลื่อนวิทยฐานะแบบใหม่
  • ปรับสัดส่วนงบประมาณจ้างงาน: ผลักดันให้สำนักงาน ก.พ. กำหนดอัตราลูกจ้างชั่วคราว พนักงานราชการ เท่าที่จำเป็นต่อการปฎิบัติงาน เพื่อเปลี่ยนสัญญาจากจ้างเหมา เป็นลูกจ้างที่ได้ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เป็นธรรม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ครูบรรจุใหม่เงินเดือนเริ่มต้น 22,000 บาท โดยแลกกับการไม่มีสิทธิบำนาญ
  • การเลื่อนวิทยฐานะ สัมพันธ์กับประสิทธิภาพการสอนของครู และผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน มีวงจรการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
  • บุคลากรสนับสนุน เช่น ภารโรง ธุรการ มีสวัสดิการตามกฎหมาย มีเงินเดือนที่เติบโตตามอายุงาน มีความมั่นคงในอาชีพ
  • บัญชีเงินเดือนขั้นตํ่าและขั้นสูงแบบใหม่ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
  • ผู้ที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายต่าง ๆ ครองวิทยฐานะ คศ.3 พร้อมกำหนดค่าตอบแทน
  • รัฐจ่ายค่าตอบแทนพิเศษให้กับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยห่างไกล
  • เกณฑ์การประเมินวิทยฐานะ สอดคล้องกับบริบทจริงของแต่ละพื้นที่
  • เปลี่ยนสัญญาจากจ้างเหมา เป็นลูกจ้างที่ได้ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เป็นธรรม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครู
  • ธุรการ
  • ภารโรง
  • บุคลากร (ทั่วไปและสนับสนุน)
  • ครูอัตราจ้าง
  • ครูและบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัย พื้นที่ห่างไกล หรือพื้นที่เข้าถึงยาก
  • ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
  • นักเรียน
  • ลูกจ้างชั่วคราว

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การเรียนรู้นอกห้องเรียนเป็นสิทธิพิเศษที่มีเพียงเด็กจากครอบครัวฐานะดีที่เข้าถึงได้
  • ความเหลื่อมล้ำของ "ต้นทุนการเรียนรู้": ครอบครัวรายได้น้อยต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทางการศึกษาสูงถึง 20% ของรายได้ ทำให้แทบไม่เหลือเงินสำหรับการซื้อหนังสือ หรือพาบุตรหลานไปแหล่งเรียนรู้
  • แหล่งเรียนรู้กระจุกตัว: เยาวชนไทยกว่า 40% ไม่เคยไปพิพิธภัณฑ์หรือหอศิลป์ โดยเฉพาะเด็กในต่างจังหวัดที่เผชิญกับข้อจำกัดทั้งด้านค่าเดินทางและระยะทาง เพราะแหล่งเรียนรู้ในประเทศไทยมีการกระจายตัวอย่างไม่ทั่วถึง กระจุกตัวในบางพื้นที่
  • ระบบการศึกษาที่ไม่ยืดหยุ่น: การศึกษาไทยยังไม่สามารถนำแนวคิดที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-Centric) มาปรับใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้ผู้เรียนขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้ด้วยตนเอง

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอ "คูปองเปิดโลกการเรียนรู้ 2,000 บาท/คน/ปี" เปลี่ยนการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐไปสู่มือผู้เรียนโดยตรง (Demand-side Financing)
  • ผู้เรียนสามารถใช้คูปองนี้กับกิจกรรมการเรียนรู้ที่ตนเองสนใจ เชื่อมโยงผลการเรียนรู้นอกห้องเรียนเข้ากับระบบการศึกษาแบบไร้รอยต่อ ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ
  • พัฒนา ระบบแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ เป็นแพลตฟอร์มกลาง
  • ดึงท้องถิ่นร่วมจัดการ ระดมผู้สนใจในการจัดหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย สนับสนุนให้ อบจ. และเทศบาล ออกแบบกิจกรรมที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมและโจทย์ของแต่ละพื้นที่
  • คัดกรองคุณภาพผู้ให้บริการ:เพื่อป้องกันผู้ให้บริการคุณภาพต่ำที่เข้ามาหาประโยชน์จากโครงการและรับประกันว่าเงินทุกบาทจะถูกใช้เพื่อคุณภาพการเรียนรู้จริง
  • กำหนดเกณฑ์และกลไกในการรับรองผู้ให้บริการและกิจกรรมที่เข้าร่วมโครงการ (เช่น สถาบันดนตรี, ศูนย์ฝึกอาชีพ, ค่ายวิชาการ)
  • จัดทำรายชื่อผู้ให้บริการและกิจกรรมที่ได้การรับรอง (Accredited Providers)
  • จัด "นิทรรศการการเรียนรู้สัญจร" ในประเด็นต่างๆ (เช่น ดาราศาสตร์, บอร์ดเกม, นิเวศวิทยา)
  • จัดทั่วประเทศประมาณ 2,000 ครั้ง/ปี เฉลี่ยอย่างน้อยอำเภอละ 2 ครั้ง/ปี
  • จัดทำระบบแนะนำคู่มือเลือกเรียนรู้ (Information Literacy) ให้แก่ผู้ปกครองและเยาวชนในกลุ่มที่ขาดโอกาส เพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์สูงสุด

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เยาวชนเลือกเรียนตามความสนใจ
  • เชื่อมโยงผลการเรียนรู้นอกห้องเรียนเข้ากับระบบการศึกษาแบบไร้รอยต่อ
  • ช่วยผู้เรียนตัดสินใจเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์สูงสุด

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครอบครัวรายได้น้อย
  • เยาวชนไทย
  • ผู้ปกครองและเยาวชนในกลุ่มที่ขาดโอกาส

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายในปีการศึกษา 2570 (เกี่ยวกับ Action)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 200 ล้านบาท

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • แหล่งเรียนรู้คือระบบนิเวศที่ช่วยให้เยาวชนค้นพบศักยภาพของตนเอง แต่ปัจจุบันพื้นที่เหล่านี้กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ เด็กไทยจำนวนมากเข้าไม่ถึงเพราะอุปสรรคเชิงพื้นที่และค่าเดินทาง
  • ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่อย่างรุนแรง: การกระจายตัวของแหล่งเรียนรู้ในไทยมีความแตกต่างกันมหาศาล ส่งผลต่อความยากง่ายในการเข้าถึงของประชาชนแต่ละพื้นที่ เช่น ห้องสมุด จังหวัดที่มีมากที่สุดกับจังหวัดที่ขาดแคลน ต่างกันถึง 14 เท่า หรือ พื้นที่นันทนาการที่ความเหลื่อมล้ำสูงถึง 33 เท่า
  • เยาวชนเกือบ 50% ไม่ได้ไปแหล่งเรียนรู้เพราะ "การเดินทาง" โดยเฉลี่ยต้องเดินทางไกลถึง 12-26 กิโลเมตร เพื่อเข้าถึงห้องสมุดหรือพิพิธภัณฑ์ ทำให้การเรียนรู้กลายเป็นภาระค่าใช้จ่าย
  • แหล่งเรียนรู้ไม่ตอบโจทย์ความต้องการ: มีไม่เพียงพอและไม่ตรงตามความสนใจของคนในพื้นที่ (เยาวชนแต่ละช่วงวัยต้องการพื้นที่ที่ต่างกัน)

จะทำอะไร (Action)

  • สนับสนุนงบประมาณ 1,000 ล้านบาท/ปี ร่วมกับท้องถิ่นและภาคประชาสังคม เพื่อสร้างแหล่งเรียนรู้ใหม่ 200 แห่ง และปรับปรุงของเดิม 500 แห่งทั่วประเทศ
  • เปิดทางให้เอกชนมีส่วนร่วม โดยลดหย่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หากนำพื้นที่มาเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้สาธารณะ
  • เพิ่มแหล่งเรียนรู้หรือนิทรรศการการเรียนรู้ “แบบสัญจร” ในประเด็นต่างๆ จำนวนประมาณ 2,000 ครั้ง/ปี ทั่วประเทศ เฉลี่ยอย่างน้อยอำเภอละ 2 ครั้ง/ปี
  • จัดตั้งงบอุดหนุนเฉพาะกิจ สร้างช่องทางงบประมาณที่ท้องถิ่นสามารถขอรับการสนับสนุนเพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในพื้นที่ของตนเองได้อย่างรวดเร็ว
  • ปรับกฎหมายภาษี แก้ไขระเบียบที่เกี่ยวข้องกับภาษีที่ดินฯ เพื่อจูงใจด้วยมาตรการลดหย่อนภาษี ให้เอกชนปรับเปลี่ยน “พื้นที่ของเอกชน” เป็น “แหล่งเรียนรู้ของสาธารณะ”
  • ผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญ: ร่วมมือกับสถาบันเฉพาะทาง (เช่น อพวช., สถาบันดาราศาสตร์ฯ, สมาคมบอร์ดเกม) จัดนิทรรศการสัญจร
  • เชื่อมโยงกับนโยบาย "คูปองเปิดโลก" อุดหนุนฝั่งผู้เรียน (Demand-side) กระตุ้นให้แหล่งเรียนรู้เกิดการพัฒนาคุณภาพเพื่อดึงดูดผู้ใช้งาน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มพื้นที่เรียนรู้ 700 แห่ง
  • เอกชน มีส่วนร่วมในการพัฒนาที่ดินเพื่อการเรียนรู้
  • นิทรรศการสัญจรถึงทุกอำเภอ เพื่อการเรียนรู้ใกล้บ้านที่เท่าเทียม
  • สร้างแหล่งเรียนรู้ใหม่ 200 แห่ง และปรับปรุงของเดิม 500 แห่งทั่วประเทศ
  • ลดหย่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สำหรับเอกชนที่นำพื้นที่มาเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้สาธารณะ)
  • เพิ่มแหล่งเรียนรู้หรือนิทรรศการการเรียนรู้แบบสัญจร จำนวนประมาณ 2,000 ครั้ง/ปี ทั่วประเทศ เฉลี่ยอย่างน้อยอำเภอละ 2 ครั้ง/ปี
  • เด็กทุกอำเภอได้สัมผัสประสบการณ์จริงอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
  • เด็กๆ มีกำลังทรัพย์ในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ที่มีค่าใช้จ่าย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เอกชน
  • เยาวชน / เด็กไทย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • สำหรับการจัดตั้งงบอุดหนุนเฉพาะกิจ: ภายในปีงบประมาณ 2570
  • สำหรับการดำเนินการจัดนิทรรศการสัญจร (พร้อมผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญ): เริ่มตั้งแต่ ภาคการศึกษาปลายของปีการศึกษา 2569

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 1,000 ล้านบาท/ปี (กองทุนร่วมลงทุน)
  • 200 ล้านบาท (แหล่งเรียนรู้สัญจร)

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบอุดหนุนเฉพาะกิจ
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การพัฒนาระบบจัดการเรียนรู้แห่งชาติ (NDLP) หรือการแจกแท็บเล็ตในอดีต ขาดการวางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและเกิดความล่าช้า ทำให้ "เมกะโปรเจกต์" เหล่านี้ยังไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในการศึกษาไทยได้จริง
  • ขาดฐานข้อมูลกลางที่มีคุณภาพ (Big Data) ทำให้กระทรวงฯ และสถานศึกษาประเมินผลสัมฤทธิ์และออกแบบนโยบายได้ไม่ตรงจุด ส่งผลให้การจัดสรรงบประมาณกระจายไปไม่ถึงพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือจริง

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีทางการศึกษาในทุกห้องเรียนใน 4 กลุ่มเป้าหมาย นักเรียน เข้าถึงช่องทางในการเรียนรู้ผ่านระบบดิจิทัล เข้าถึงคลังเนื้อหา ทุกวิชา ทุกระดับชั้น และระบบ AI Personalised Learning ครู เข้าถึงตัวช่วยในการออกแบบแผนการสอนให้กับนักเรียนในห้องเรียน วิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อนของนักเรียนรายบุคคล ช่องทางออนไลน์ในการแลกเปลี่ยนแผนการสอน องค์ความรู้ ระหว่างครูทั่วประเทศ สถานศึกษาเข้าถึงระบบในการบริหารจัดการทรัพยากรของสถานศึกษาระบบบริหารจัดการงบประมาณของสถานศึกษา กระทรวง เข้าถึงฐานข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของเด็กทั่วประเทศ
  • ลงทุนในการพัฒนา “ระบบการเรียนรู้แห่งชาติ” โดยส่วนกลาง เพื่อเป็นระบบขั้นพื้นฐาน ที่นักเรียนและครูในทุกสถานศึกษาเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้
  • ออกแบบระบบให้รองรับการให้บริการและการเข้าถึงข้อมูล โดยพิจารณาต่อยอดจากระบบจัดการเรียนรู้แห่งชาติ (NDLP) ที่มีการลงทุนไปแล้ว
  • จัดสรรอุปกรณ์ (เช่น แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ก) เริ่มต้นจากการนำร่องและประเมินผล ก่อนขยายผลไปทั่วประเทศ
  • กำหนดให้ทุกสถานศึกษามีบุคลากรด้านเทคโนโลยีอย่างน้อย 1 คน (Digital Champion) ทำหน้าที่อบรมครูภายในสถานศึกษาให้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี
  • ปลดล็อกและจัดสรรงบประมาณให้สถานศึกษา ลงทุนในเทคโนโลยีด้านการศึกษาที่เหมาะสมกับความต้องการของสถานศึกษา
  • ปลดล็อกให้สถานศึกษามีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการนำงบรายหัว (ที่ปัจจุบันแบ่งออกเป็น 5 ด้าน) มาใช้ในการจัดซื้อบริการเทคโนโลยีด้านการศึกษาสำหรับแต่ละสถานศึกษา (เช่น โปรแกรมเพื่อการเรียนการสอน สื่อการสอนออนไลน์ อุปกรณ์ดิจิทัลเสริม)
  • ปรับปรุงและใช้ประโยชน์จาก “กองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา” ที่มีอยู่แล้ว

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • โรงเรียนซื้อ EdTech เองได้
  • นักเรียนทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ
  • ลดภาระงานธุรการและคืนครูสู่ห้องเรียน
  • ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
  • สถานศึกษา เข้าถึงระบบในการบริหารจัดการทรัพยากร
  • กระทรวง เข้าถึงฐานข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของเด็กทั่วประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • นักเรียน
  • ครู
  • สถานศึกษา
  • กระทรวง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบรายหัว
  • กองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เกือบครึ่งของโรงเรียนทั่วประเทศไทยเป็น “โรงเรียนขนาดเล็ก” และจำนวนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอัตราการเกิดที่ลดลง แต่ระบบปัจจุบันไม่สามารถสนับสนุนให้โรงเรียนกลุ่มนี้มีคุณภาพอย่างทั่วถึง
  • การจัดสรรงบประมาณแบบ "รายหัวนักเรียน" ทำให้โรงเรียนขนาดเล็ก (นักเรียนน้อยกว่า 120 คน) ได้รับงบน้อยเกินกว่าจะบริหารจัดการขั้นพื้นฐานได้ (เช่น ค่าไฟ, ซ่อมแซมอาคาร, สื่อการสอน)
  • เกณฑ์การจัดสรรครูที่ยึดตามจำนวนนักเรียน ทำให้โรงเรียนเหล่านี้มีครูเพียงไม่กี่คน ไม่เพียงพอที่จะสอนครบทุกวิชาหรือทุกระดับชั้น
  • การควบรวมโรงเรียนที่ผ่านมามักทำได้ช้าและเผชิญแรงต้าน เพราะขาดการมีส่วนร่วมจากชุมชน และขาดสวัสดิการรองรับภาระค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้นของผู้ปกครอง

จะทำอะไร (Action)

  • บริหารจัดการปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก เปลี่ยนวิธีคิดจากการ "บีบให้ยุบ" โรงเรียน เป็นการ "วิเคราะห์ตามความจำเป็นและสนับสนุนอย่างตรงจุด"
  • คัดกรองโรงเรียนด้วยระยะทาง (Protected Schools)
  • กำหนดเป้าหมายจำนวนโรงเรียนทั่วประเทศให้ชัดเจน
  • กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อจำแนกโรงเรียนขนาดเล็กที่ “ต้องไม่ควบรวม” (เช่น อยู่ห่างไกลเกิน 6-10 กิโลเมตร) กับ “ควบรวมได้หากจำเป็น” เพื่อรับประกันว่านักเรียนมีที่เรียนใกล้บ้านเสมอ
  • ปรับสูตรจัดสรรทรัพยากรใหม่ คำนึงถึงรายหัวนักเรียนควบคู่กับขนาดของโรงเรียน
  • คำนวณ งบประมาณ จากจำนวนเงินขั้นต้นที่ต้องใช้ในการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพสำหรับสถานศึกษาแต่ละขนาด และ/หรือ ปรับสูตรการอุดหนุนเงินรายหัวให้ใช้อัตราที่ก้าวหน้า (อัตราต่อหัวสูงขึ้นสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก)
  • คำนวณจำนวนครูขั้นต่ำที่ต้องใช้ในการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพสำหรับสถานศึกษาแต่ละขนาด (เช่น กี่คนต่อระดับชั้นเป็นขั้นต่ำ) ยุติการยุบอัตราครูเกษียณอายุราชการในโรงเรียนขนาดเล็กโดยไม่เติมอัตราครูใหม่ให้
  • ปลดล็อกระเบียบที่เป็นอุปสรรคหรือเพิ่มภาระทางธุรการต่อโรงเรียนขนาดเล็กในการแบ่งปันทรัพยากร (เช่น บุคลากร อาคาร-สถานที่ อุปกรณ์ของสถานศึกษา)
  • รัฐจะ ถ่ายโอนโรงเรียนและงบประมาณสนับสนุน ไปให้ท้องถิ่นบริหารจัดการต่อ หากโรงเรียนใดเข้าเกณฑ์ต้องควบรวม แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความพร้อมและต้องการบริหารเอง
  • จัดสวัสดิการ "รถรับส่ง" แทนเงินค่าเดินทาง
  • นำร่องให้นักเรียนได้เรียนที่โรงเรียนใหม่ พร้อมกับการสนับสนุนเรื่องการเดินทาง
  • ให้ชุมชนมีสิทธิกำหนดร่วมกับท้องถิ่นเพื่อเปลี่ยนอาคารและที่ดิน ของโรงเรียนที่ถูกควบรวมไปแล้ว ให้กลายเป็นประโยชน์ด้านอื่น เช่น ศูนย์เรียนรู้ชุมชน ศูนย์ฝึกอาชีพ หรือศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ
  • จัดทำแผนให้ชัดเจน เช่น เป้าหมายจำนวนโรงเรียน การจำแนกโรงเรียนขนาดเล็กรายโรงเรียน และกรอบเวลาในการดำเนินการ
  • ปรับปรุงเกณฑ์ของกระทรวงศึกษาธิการเรื่องการจัดสรรงบประมาณให้โรงเรียน การคำนวณอัตรากำลังครูในแต่ละโรงเรียน การสนับสนุนเรื่องการเดินทางสำหรับนักเรียนและผู้ปกครองในโรงเรียนที่ถูกควบรวม
  • ปรับปรุง เกณฑ์ของกรมธนารักษ์เรื่องการใช้ประโยชน์จากที่ดินและอาคารของโรงเรียนที่ถูกควบรวม
  • จัดสรรงบประมาณสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็ก แบ่งเป็น 2 ส่วน คืองบประมาณที่ต้องใช้เพิ่มเติมในการจัดสรรทรัพยากร และ งบประมาณที่ต้องใช้เพิ่มเติมในการสนับสนุนนักเรียนและผู้ปกครองในโรงเรียนที่ถูกควบรวม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • นักเรียนทุกคนเข้าถึง “โรงเรียนคุณภาพใกล้บ้าน”
  • ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก ได้รับการบริหารจัดการ ด้วยการเปลี่ยนวิธีคิดจากการ "บีบให้ยุบ" เป็นการ "วิเคราะห์ตามความจำเป็นและสนับสนุนอย่างตรงจุด"
  • นักเรียนจะไม่ต้องเดินทางไกลเกินไปและมีที่เรียนใกล้บ้านเสมอ
  • โรงเรียนขนาดเล็กเดินหน้าต่อได้โดยมีทรัพยากรเพียงพอในการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ
  • งบประมาณ "อัตราต่อหัวสูงขึ้นสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก"
  • *โรงเรียนขนาดเล็กมีทรัพยากรเพียงพอในการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ
  • ลดต้นทุนในการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ
  • รถรับส่งนักเรียนที่ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยและลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองอย่างแท้จริง
  • อาคารและที่ดิน ของโรงเรียนที่ถูกควบรวมไปแล้ว กลายเป็นประโยชน์ด้านอื่น เช่น ศูนย์เรียนรู้ชุมชน ศูนย์ฝึกอาชีพ หรือศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • โรงเรียนขนาดเล็ก
  • นักเรียน
  • ผู้ปกครอง
  • ชุมชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบการศึกษาไทยกำลังเผชิญกับภาวะ "คอขวด" จากการบริหารจัดการที่รวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง
  • การจัดสรรงบประมาณถูกกำหนดวัตถุประสงค์จากส่วนกลางและมีปริมาณไม่เพียงพอ
  • โรงเรียนขาดอำนาจในการบริหารจัดการทรัพยากร ทำให้ไม่สามารถปรับเปลี่ยนงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าหรือวิกฤตที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้
  • ระบบการสรรหาและบรรจุครูถูกกำหนดโดยส่วนกลาง ทำให้โรงเรียนไม่มีส่วนร่วมในการคัดเลือกบุคลากรที่ตรงกับความต้องการจริง นำไปสู่ปัญหาครูสอนไม่ตรงสาขาวิชา อัตราการโยกย้ายที่สูง และขาดความต่อเนื่องในการพัฒนาผู้เรียน
  • หลักสูตรและการรายงานผลถูกควบคุมอย่างเข้มงวดจากส่วนกลาง บั่นทอนเวลาของครูในการพัฒนาการสอน จำกัดพื้นที่ในการออกแบบการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับศักยภาพและบริบทชีวิตของผู้เรียน

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับปรุงหลักเกณฑ์และกฎหมายเพื่อสร้าง "อิสระ" ให้กับโรงเรียน
  • ปรับรูปแบบการจัดสรรเงินอุดหนุนให้เป็นวงเงินก้อนเดียวที่โรงเรียนสามารถบริหารจัดการและ "ถัวจ่าย" ได้ทุกรายการ (รวมถึงค่าหนังสือ อุปกรณ์ เครื่องแต่งกาย และงบฉุกเฉิน)
  • ปรับสูตรการคำนวณรายหัวโดยใช้ อัตราก้าวหน้า (โรงเรียนขนาดเล็กได้รับเงินอุดหนุนต่อหัวสูงกว่า)
  • กำหนดจำนวนบุคลากรสายผู้สอนขั้นต่ำที่จำเป็นต้องมีในแต่ละขนาดโรงเรียน
  • เปิดโอกาสให้สถานศึกษามีส่วนร่วมมากขึ้นในการคัดเลือกและบรรจุบุคลากรให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนตนเอง
  • แก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็ก
  • ปรับปรุงระเบียบและข้อบังคับของกระทรวงศึกษาธิการ เกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณรายหัว ให้อิสระแก่โรงเรียนในการถัวจ่ายงบประมาณได้ทันที
  • ผลักดันการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (เช่น พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ) เพื่อยกระดับสถานศึกษาให้มีฐานะเป็น "นิติบุคคล" อย่างเต็มรูปแบบ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • งบประมาณถูกใช้อย่างตรงจุด
  • คุณภาพการเรียนรู้ที่ดีขึ้น
  • เพิ่ม ความคล่องตัวให้โรงเรียน บริหารจัดการงบประมาณ
  • โรงเรียนทุกขนาดมีทรัพยากรขั้นต้นเพียงพอต่อการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ
  • โรงเรียนสามารถ เลือกและบรรจุบุคลากรให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนตนเอง
  • โรงเรียน สามารถบริหารจัดการอาคาร สถานที่ และอุปกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ลดภาระ โรงเรียน ในการการทำรายงานที่ไม่จำเป็นสู่ส่วนกลาง
  • โรงเรียนมีอิสระในการถัวจ่ายงบประมาณได้ เพิ่มขึ้น
  • ยกระดับสถานศึกษาให้มีฐานะเป็น "นิติบุคคล"

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • โรงเรียน
  • ครู

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบการสอบเรียนต่อระดับอุดมศึกษา (TCAS) ของไทยในปัจจุบัน กำลังทำให้เด็กที่ฐานะยากจนเสียเปรียบตั้งแต่ไม่เริ่มสอบ
  • ระบบ "ยิ่งจ่ายมาก ยิ่งมีสิทธิ์มาก" ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ: ระบบ TCAS ในปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายผันแปรตามจำนวนวิชาที่สอบและจำนวนอันดับที่เลือก ยิ่งนักเรียนต้องการเพิ่มโอกาสให้ตัวเองมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องแบกรับภาระค่าสมัครที่สูงขึ้นตามไปด้วย
  • เด็กที่มีฐานะยากจนมักถูกบีบให้เลือกสอบเพียงไม่กี่วิชา หรือเลือกอันดับคณะได้จำกัดเพียงเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าสมัคร ส่งผลให้พลาดโอกาสในการเข้าเรียนในคณะที่เหมาะสมกับศักยภาพที่แท้จริง
  • ภาระค่าสอบสะสมที่มองไม่เห็น: แม้ปัจจุบันรัฐจะเริ่มอุดหนุนค่าสอบ TGAT/TPAT และค่าเลือกอันดับรอบ Admission (7 อันดับแรก) ไปบ้างแล้ว แต่ยังมีช่องว่างใหญ่คือ ค่าสอบ A-Level (วิชาละ 100 บาท) ซึ่งเด็กสายวิทย์ต้องสอบเฉลี่ย 7 วิชา และสายศิลป์ 5 วิชา ทำให้ครอบครัวยังต้องแบกภาระส่วนนี้เอง

จะทำอะไร (Action)

  • อุดหนุนค่าใช้จ่ายในการสอบ TCAS ของนักเรียนให้ “ฟรีจริง” โดยครอบคลุมค่าใช้จ่ายการสอบ A-level ตามสภาพจริงที่นักเรียนแต่ละคนต้องสอบ
  • อุดหนุนงบประมาณผ่านสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) เพื่อดำเนินการให้นักเรียนสอบ TCAS ฟรี 200 ล้านบาท (ค่าสอบ TGAT/TPAT และการเลือกคณะ 7 อันดับ)
  • เพิ่มงบอุดหนุนอีก 120 ล้านบาท ให้ครอบคลุมค่าสอบ A-Level (วิชาละ 100 บาท) ของนักเรียนกว่า 2 แสนคนทั่วประเทศ (ตามสถิติผู้สอบ)
  • ปฏิรูปกลไกการจ่ายเงินระยะยาว: การอุดหนุนจะต้องเป็นไปตามต้นทุนจริงที่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) จัดการสอบ ไม่ใช่การจ่ายตามค่าใช้จ่ายที่นักเรียนแต่ละคนต้องจ่ายในปัจจุบัน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เด็กทุกคนมีโอกาสสอบมหาลัยได้อย่างเท่าเทียม
  • นักเรียนสอบ TCAS ฟรี

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • นักเรียน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ทำทันที *สำหรับการอุดหนุนงบประมาณ TCAS ฟรี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 320 ล้านบาทต่อปี

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบประมาณผ่านสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาฯ
  • งบอุดหนุน
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความเหลื่อมล้ำรุนแรง: เด็กจากครอบครัวที่รวยที่สุด 10% มีโอกาสเรียนต่อปริญญาตรีถึง 71% ในขณะที่เด็กจากครอบครัวที่จนที่สุด 10% มีโอกาสเข้าถึงเพียง 6% เท่านั้น
  • วิกฤตสภาพคล่อง: ปัจจุบัน กยศ. ปล่อยกู้ปีละกว่า 40,000 ล้านบาท แต่ได้รับเงินคืนเพียง 25,000 ล้านบาท ทำให้ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินมากขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้การบริหารจัดการที่ยังขาดประสิทธิภาพในบางจุด
  • หลักสูตรไม่ตอบโจทย์: มีเพียงครึ่งหนึ่งของหลักสูตรอุดมศึกษาที่สร้างทักษะจำเป็นสำหรับอนาคต ทำให้ผู้กู้ยืม กยศ. จำนวนมากเรียนจบมาแล้วไม่มีงานทำ หรือมีรายได้ไม่เพียงพอจะใช้หนี้

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปและยกระดับบทบาทของ กยศ. เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและวางหลักประกันให้เด็กทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาอย่างเสมอภาค
  • กำหนดบทบาทรัฐต่อการเรียนในระดับอุดมศึกษาให้ชัดเจน
  • กำหนดสัดส่วนรายได้ของ กยศ. ระหว่างการอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดิน กับการบริหารกองทุนโดย กยศ.
  • ส่งเสริมให้ผู้กู้ยืม กยศ. เข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มีคุณภาพโดยการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลลัพธ์ของผู้กู้ยืมที่ผ่านมาในแต่ละหลักสูตร (เช่น อัตราการจ้างงาน รายได้เฉลี่ยหลังเรียนจบ)
  • แนะแนวหรือเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้กู้ยืมตัดสินใจเลือกเรียนในหลักสูตรที่มีแนวโน้มจะนำไปสู่การมีงานที่รายได้สูงและมั่นคง
  • ยกเลิกการบังคับกิจกรรมจิตสาธาณะ ที่บังคับเฉพาะกับนักศึกษาที่กู้ยืม กยศ. (เช่น ปลูกต้นไม้ บริจาคเลือด) หรือกิจกรรมอื่นที่ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติระหว่างนักศึกษาที่กู้ กยศ. กับนักศึกษาที่ไม่ได้กู้
  • ปรับปรุงเกณฑ์การใช้คืนหนี้ ยึดหลัก “จ่ายคืนเมื่อจ่ายไหว” (Income-Contingent Loan)
  • ปรับยอดชำระหนี้ให้แปรผันตามรายได้และความสามารถในการชำระหนี้
  • หากรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด: กำหนดให้ผู้กู้ยืมยังไม่ต้องชำระหนี้ หรือขยายช่วงปลอดหนี้ให้ยาวนานขึ้น
  • หากรายได้สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด: กำหนดให้ผู้กู้ยืมชำระหนี้ โดยการคำนวณยอดชำระหนี้ที่คิดเป็น % ของรายได้ที่เกินเกณฑ์
  • ปรับโครงสร้าง-แผน-ยอดชำระหนี้ ให้สอดคล้องกับกลุ่มอาชีพของผู้กู้ยืม
  • ปรับตารางการชำระหนี้ของเกษตรตามฤดูกาลผลิตของพืชผลทางการเกษตรต่างๆ
  • ยกระดับบทบาท กยศ. ในการช่วยหางานและยกระดับทักษะให้กับผู้กู้ยืม ร่วมกับกรมจัดหางาน
  • เชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับผู้กู้ยืมที่กำลังจะเรียนจบให้กับผู้จ้าง
  • ลดภาระทางธุรการและลดหย่อนภาษีให้กับบริษัทที่จ้างผู้กู้ยืม กยศ. มาทำงาน
  • ออกแบบเงินกู้ประเภทพิเศษเพื่อนำผู้กู้ยืม กยศ. ที่ยังว่างงานไปยกระดับทักษะในด้านที่มีผู้ประกอบการพร้อมจ้างงานเมื่ออบรมจบ
  • ปรับโครงสร้างการทำงานของ กยศ. เพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและประสิทธิภาพในการทำงาน
  • ทบทวนองค์ประกอบของคณะกรรมการ กยศ. เพื่อเพิ่มผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและเพิ่มกลไกรับผิดรับชอบทางการเมือง
  • ปลดล็อกความเป็นไปได้ในการจ้างเหมาภาคเอกชน (outsource) ในการดำเนินการงานสนับสนุนบางประเภท (เช่น การติดต่อหาผู้กู้ยืมเพื่อแจ้งเตือนให้ชำระหนี้) ทั้งนี้โดยเปิดให้มีการแข่งขันของเอกชน
  • แก้ไข พ.ร.บ. กยศ. โดยการ เพิ่มสภาพบังคับและประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ ปรับปรุงเกณฑ์เรื่องการปลอดหนี้ที่ถูกกำหนดใน พ.ร.บ. และ ทบทวนองค์ประกอบของคณะกรรมการ กยศ.
  • ขับเคลื่อนให้บอร์ด กยศ. ออกหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ. กยศ.
  • ออกมาตรการส่งเสริมหรือจูงใจให้เกิดการจ้างงานผู้กู้ยืม กยศ.
  • วางแผนงบประมาณในการอุดหนุน กยศ. เพิ่มเติมจากรายรับของ กยศ. จากการชำระหนี้ของผู้กู้ยืม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มโอกาสให้กับผู้เรียนในการเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษา
  • เพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้และการใช้คืนหนี้ ให้ผู้กู้ยืม
  • ลดความเหลื่อมล้ำ
  • วางหลักประกันให้เด็กทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาอย่างเสมอภาค
  • ผู้กู้ยืมรายใหม่มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่รอบด้าน
  • นักศึกษาที่กู้ยืม กยศ. มีเวลาและความยืดหยุ่นในการเลือกทำกิจกรรมนอกห้องเรียน เท่าเทียมกับนักศึกษากลุ่มอื่น
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการชำระหนี้
  • เพิ่มความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและประสิทธิภาพในการทำงาน ของ กยศ.
  • เพิ่มผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและเพิ่มกลไกรับผิดรับชอบทางการเมือง ในคณะกรรมการ กยศ.
  • เพิ่มสภาพบังคับและประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ
  • กยศ. มีสภาพคล่องเพียงพอในการปล่อยกู้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • สถานประกอบการ/ ผู้ประกอบการ
  • ผู้กู้ยืม กยศ. / นักศึกษาที่กู้ยืม กยศ.
  • บอร์ด กยศ.

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบประมาณแผ่นดิน
  • รายรับของ กยศ. จากการชำระหนี้ของผู้กู้ยืม
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การศึกษาไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนและเรื้อรัง
  • ความเหลื่อมล้ำทางโอกาส โรงเรียนในเมืองและชนบทเข้าถึงทรัพยากรไม่เท่าเทียมกัน นักเรียนยากจนพิเศษมักขาดอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ตที่เสถียรสำหรับการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล โรงเรียนขนาดเล็กขาดแคลนห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์และครูวิชาเฉพาะทาง ส่งผลให้ทักษะด้าน STEM ตกต่ำลง
  • การศึกษาไม่เท่าทันโลก หลักสูตรปัจจุบันยังเน้นการท่องจำ ขาดการบูรณาการทักษะแห่งศตวรรษที่ 21
  • เครื่องมืออาชีวะที่ล้าสมัย ทำให้ทักษะของบัณฑิตไม่สอดคล้องกับความต้องการของ อุตสาหกรรมยุค 4.0 (Industry 4.0) เช่น ระบบอัตโนมัติ (Automation) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • ระบบการศึกษามักละเลยด้านสังคมศาสตร์ ศิลปะ และกีฬา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างพลเมืองที่สมบูรณ์ทั้งทางอารมณ์และสังคม

จะทำอะไร (Action)

  • จัดสรรงบประมาณ 50,000 ล้านบาท อัปเกรดอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ในโรงเรียน อัปเกรดเครื่องมืออาชีวะให้ทันสมัย
  • ยกระดับคุณภาพและความเสมอภาคทางการศึกษาทั่วประเทศ
  • จัดหาชุดอุปกรณ์ทดลองวิทยาศาสตร์มาตรฐานที่ใช้งานได้จริงให้แก่ทุกโรงเรียน
  • สร้างศูนย์เรียนรู้ Coding และพื้นที่สร้างสรรค์ในโรงเรียนแกนนำประจำอำเภอ
  • ปรับปรุงห้องสมุดให้เป็นศูนย์เรียนรู้ที่ทันสมัย
  • จัดสร้างลานกีฬามาตรฐานและห้องสตูดิโอศิลปะที่มีอุปกรณ์ครบครัน พร้อมกองทุนสนับสนุนกิจกรรมนอกห้องเรียน
  • ลงทุนจัดซื้อเครื่องมือและเครื่องจักรอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น เครื่องจักรกลงานไม้และโลหะระบบคอมพิวเตอร์, หุ่นยนต์อุตสาหกรรม, ชุดฝึกระบบ Internet of Things (IoT) และชุดฝึกระบบอัตโนมัติ เพื่อผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงได้ทันที
  • จัดทำบัญชีอุปกรณ์การเรียนการสอนมาตรฐานสำหรับโรงเรียนในโครงการ "เรียนฟรีจริง" โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอื่นเพิ่มเติมจากผู้ปกครอง เพื่อประกันคุณภาพการศึกษาแม้ในพื้นที่ห่างไกล
  • สถาบันอาชีวะที่ขาดแคลนเครื่องมือพื้นฐาน สามารถขอรับงบลงทุนเพื่อจัดหาอุปกรณ์ให้ครบตามมาตรฐานได้ทันที
  • ตรวจสอบและประเมินผลการใช้งานอุปกรณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณทุกบาทถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของผู้เรียนอย่างแท้จริง และส่งเสริมระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างโอกาสที่เท่าเทียมและทักษะแห่งอนาคตให้เด็กไทยทุกคน
  • เด็กทุกคนเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีไอที
  • ผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงได้ทันที

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • นักเรียน
  • โรงเรียน
  • สถาบันอาชีวะ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายใน 4 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 50,000 ล้านบาท

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความยากจนและหนี้สินภาคประชาชน
  • ความยากจนกลุ่มครัวเรือนรากหญ้า
  • ลูกหนี้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่อาจช่วยตัวเองได้
  • ผลการประเมินไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่คุ้มค่า ของกองทุนที่ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี
  • นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์
  • หนี้มีปัญหาหรือหนี้เสีย

จะทำอะไร (Action)

  • ให้ความสำคัญกับแก้ไขปัญหาความยากจนกลุ่มครัวเรือนรากหญ้าด้วยการให้ความรู้ ทักษะ
  • เปิดโอกาสให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุน ปัจจัยการผลิตต่างๆ โดยเฉพาะที่ดินทำกิน และตลาด
  • ช่วยเหลือผู้ยากจนข้นแค้นด้วยการสังคมสงเคราะห์ เช่น จัดหาที่พักอาศัย และให้เงินสงเคราะห์รายเดือน
  • ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือและแก้ปัญหาลูกหนี้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่อาจช่วยตัวเองได้
  • จัดตั้งสถาบันช่วยเหลือลูกหนี้ เช่น การจัดตั้งธนาคารเพื่อสังคม (Social Bank)
  • ธนาคารเพื่อสังคม ซื้อหนี้เสียและหลักทรัพย์ค้ำประกันหลักทรัพย์ค้ำประกันของลูกหนี้
  • นำลูกหนี้และหลักทรัพย์ค้ำประกัน เข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือโดยยึดแนวทาง “ทุกฝ่ายต้องได้ประโยชน์ร่วมกัน”
  • ธนาคารเพื่อสังคม ขายหนี้คืนให้กับลูกหนี้ในราคาเท่าทุน
  • พักชำระหนี้
  • มีมาตรการหรือวิธีการฟื้นฟูอาชีพลูกหนี้ให้มีรายได้เพียงพอในการชำระหนี้คืน
  • จัดให้มีการสอบทานและทบทวนการบริหารจัดการกองทุนที่ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีในรูปองค์การมหาชน องค์การของรัฐที่เป็นอิสระ หรือ กองทุนที่เป็นนิติบุคคลอื่น เพื่อการพัฒนาหรือที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลและบริหารจัดการของกระทรวง ทบวง กรม หรือ หน่วยงานที่เรียกเป็นอย่างอื่น
  • ปฏิรูปและส่งเสริมให้จัดตั้งบรรษัทบริหารจัดการกองทุนเพื่อการพัฒนาแห่งชาติ (National Development and Management Fund/ NDMF)
  • สำหรับ กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จะมีการตั้งกองทุนในลักษณะเดียวกัน
  • ชะลอหรือเจรจาไกล่เกลี่ยให้มีการชำระหนี้แบบผ่อนปรนโดยหลีกเลี่ยงการฟ้องร้องดำเนินคดี
  • ปรับเปลี่ยนรูปแบบการกู้ยืม การเจรจา การปรับโครงสร้างหนี้ ที่เหมาะสม
  • นำมาตรการหรือมาตรฐานสิทธิมนุษยชนมาปฏิบัติ
  • จัดตั้ง “บรรษัทบริหารจัดการกองทุนเพื่อคนรากหญ้า” (Wealth Management Fund for the Grassroots/WMFG) หรือ “บริษัทบริหารจัดการสินทรัพย์แห่งชาติเพื่อคนรากหญ้า” (National Assets Management Company for the Grassroots/NAMCG)
  • บรรษัทบริหารจัดการกองทุนเพื่อคนรากหญ้า หรือ บริษัทบริหารจัดการสินทรัพย์แห่งชาติเพื่อคนรากหญ้า รับซื้อหรือโอนหนี้มีปัญหาหรือหนี้เสียมาบริหารจัดการโดยไม่ทำลายวิธีปฏิบัติของธุรกรรมการกู้ยืมเงิน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ครัวเรือนรากหญ้า สามารถเข้าถึงแหล่งทุน ปัจจัยการผลิตต่างๆ โดยเฉพาะที่ดินทำกิน และตลาด
  • ลูกหนี้จะไม่ถูกฟ้องร้องและจะได้ทรัพย์คืน
  • เจ้าหนี้จะได้รับการชำระหนี้
  • รัฐบาลจะไม่เสียหาย
  • ลูกหนี้ กลับมาเป็นลูกหนี้ปกติ
  • ลูกหนี้ มีรายได้เพียงพอในการชำระหนี้คืน
  • กองทุนที่ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี มีผลการประเมินเป็นไปตามวัตถุประสงค์และคุ้มค่า
  • เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ของทุนการศึกษา
  • สร้างความเข็มแข็งให้กับคนรากหญ้า ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • กลุ่มครัวเรือนรากหญ้า
  • ผู้ยากจนข้นแค้น
  • ลูกหนี้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่อาจช่วยตัวเองได้
  • นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • สนับสนุนการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาปฐมวัย
  • พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาในทุกระดับและ ทุกรูปแบบ
  • พัฒนาความคิด สติปัญญา และศักยภาพของผู้เรียน
  • จัดให้มี หลักสูตรและกิจกรรมที่สร้างความรับผิดชอบ มีคุณธรรม ยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี เสียสละ และมีจิตใจที่เป็นมิตรภาพบนความแตกต่างหลากหลาย
  • ส่งเสริมและสนับสนุนการกระจายอำนาจให้สถานศึกษาทุกระดับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน องค์การทางศาสนา ตลอดจน เอกชน
  • พัฒนาครูให้มีคุณภาพและมีความรับผิดชอบ
  • ใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาการศึกษา
  • จัดตั้งกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่เสมอภาคและเป็นธรรม
  • พัฒนาระบบสวัสดิการเพื่อการศึกษาแบบถ้วนหน้าจนถึงระดับปริญญาตรี
  • ส่งเสริมสนับสนุนนักเรียน นักศึกษาที่ศึกษาในต่างประเทศ
  • สนับสนุนการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือการศึกษาที่ท้องถิ่นหรือชุมชนเป็นฝ่ายบริหารและดำเนินการ
  • ยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน และอุดหนุนการจัดการศึกษาทุกระดับในโรงเรียนเอกชนสามัญ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม (ในกรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้)
  • ส่งเสริมการเรียนการสอนทางศาสนาของทุกศาสนาในสถาบันการศึกษารูปแบบต่างๆ
  • ส่งเสริมให้มีค่าตอบแทนครูสอนศาสนา
  • ส่งเสริมระบบการศึกษาบนฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรม ศาสนา และชาติพันธุ์
  • พัฒนาความคิด สติปัญญา และศักยภาพของทุกชาติพันธุ์โดยเริ่มต้นจากภาษาแม่ อาทิ ภาษามลายู
  • เพิ่มสิทธิและบทบาทของระบบการศึกษาทางเลือกและการศึกษาด้วยตัวเองของประชาชนในทุกช่วงวัย
  • ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการศึกษาตามอัธยาศัย
  • สนับสนุนสถาบันอุดมศึกษาให้สามารถทำหน้าที่จัดการเรียนการสอน วิจัย และบริการวิชาการแก่สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • จัดให้มี เสรีภาพทางวิชาการ ในสถาบันอุดมศึกษา
  • สร้างความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาทั้งในและต่างประเทศ
  • ส่งเสริมให้มีกองทุนสนับสนุนการวิจัยที่ท้องถิ่น นักวิจัย นักวิชาการ และสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ สามารถเข้าถึงทุนการวิจัยได้อย่างเท่าเทียมกัน
  • ส่งเสริมและสนับสนุนระบบการวิจัยของประเทศให้สามารถตอบสนอง ต่อความจำเป็นของสังคม ประชาชน และภาคธุรกิจ
  • จัดให้มี การเผยแพร่ผลการศึกษาวิจัย
  • พัฒนาและจัดให้มีองค์กรด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในระดับชาติและระดับต่างๆ
  • ประมวลผลข้อมูลจากงานวิจัยมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศในทุกด้าน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • การจัดการศึกษา เท่าเทียมกัน
  • การจัดการศึกษา ได้มาตรฐานนานาประเทศ
  • ผู้เรียน มีการบูรณาการทั้งทางสติปัญญา จิตวิญญาณ วุฒิภาวะทางอารมณ์ และความสมบูรณ์ของร่างกาย
  • เป็นประชากรคุณภาพของประเทศและประชาคมโลก
  • ครูมีคุณภาพและมีความรับผิดชอบ
  • มี กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่เสมอภาคและเป็นธรรม
  • มี ระบบสวัสดิการเพื่อการศึกษาแบบถ้วนหน้าจนถึงระดับปริญญาตรี
  • สร้างโอกาสทางการศึกษาของผู้มีข้อจำกัดด้านเงินทุน
  • การจัดการศึกษาทุกระดับในโรงเรียนเอกชนสามัญ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม มี คุณภาพ มาตรฐาน สูงขึ้น
  • มีค่าตอบแทนครูสอนศาสนา
  • ความคิด สติปัญญา และศักยภาพของทุกชาติพันธุ์ พัฒนา
  • การเรียนรู้ตลอดชีวิตและการศึกษาตามอัธยาศัย เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและของโลก
  • สถาบันอุดมศึกษา สามารถทำหน้าที่จัดการเรียนการสอน วิจัย และบริการวิชาการแก่สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สถาบันอุดมศึกษา มีเสรีภาพทางวิชาการ
  • ท้องถิ่น นักวิจัย นักวิชาการ และสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ สามารถเข้าถึงทุนการวิจัยได้อย่างเท่าเทียมกัน
  • ระบบการวิจัยของประเทศสามารถตอบสนอง ต่อความจำเป็นของสังคม ประชาชน และภาคธุรกิจ
  • ใช้ข้อมูลจากงานวิจัยให้เกิดประโยชน์กับประเทศในทุกด้าน
  • มี องค์กรด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในระดับชาติและระดับต่างๆ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • นักเรียน นักศึกษา
  • สถานศึกษา
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • ชุมชน
  • องค์การทางศาสนา
  • เอกชน
  • ครู
  • ผู้มีข้อจำกัดด้านเงินทุน
  • จังหวัดชายแดนภาคใต้
  • โรงเรียนเอกชนสามัญ
  • โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม
  • ครูสอนศาสนา
  • นักวิจัย
  • นักวิชาการ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • หนี้ กยศ. สะสมจากปัญหาเชิงโครงสร้าง: ลูกหนี้จำนวนมากไม่สามารถชำระหนี้ได้ ไม่ใช่เพราะขาดวินัย แต่เพราะระบบการศึกษาไม่เชื่อมโยงกับตลาดงาน ทำให้รายได้ไม่สอดคล้องกับภาระหนี้
  • แรงกดดันจากการบังคับชำระหนี้: การทวงหนี้และมาตรการทางกฎหมายสร้างภาระทางจิตใจ โดยไม่ช่วยแก้ปัญหารายได้หรือทักษะการทำงานของลูกหนี้
  • ทักษะที่เรียนมาไม่ถูกนำไปใช้: ลูกหนี้จำนวนมากมีความรู้และทักษะ แต่ขาดโอกาสนำไปใช้สร้างรายได้หรือประสบการณ์ทำงานจริง

จะทำอะไร (Action)

ปรับระบบชำระหนี้ กยศ. ให้เชื่อมการทำงาน การพัฒนาทักษะ และการลดหนี้ไปพร้อมกัน

  • ชำระหนี้ด้วยการทำงาน: แก้ไขระเบียบ กยศ. เปิดช่องให้ลูกหนี้สมัครใจชำระหนี้ด้วยการทำงานบริการสาธารณะหรือใช้ทักษะวิชาชีพ โดยกำหนดอัตราแลกหนี้ชัดเจน (เช่น ชั่วโมงงานเทียบมูลค่าเงิน) ผูกกับค่าแรงขั้นต่ำหรือวุฒิการศึกษา
  • แพลตฟอร์มจับคู่งาน–ทักษะ: ลูกหนี้ลงทะเบียนผ่านแพลตฟอร์มกลาง เพื่อประเมินสถานะหนี้ ทักษะ และความสนใจ แล้วจับคู่กับหน่วยงานรัฐหรือท้องถิ่นที่เหมาะสม
  • สัญญา 3 ฝ่าย ทำงานจริง: ทำสัญญาระหว่างลูกหนี้–กยศ.–หน่วยงานที่รับเข้าทำงาน มีการบันทึกชั่วโมงทำงานแบบดิจิทัล และประเมินผลงานเป็นระยะ
  • หักลดยอดหนี้ตามผลงาน: หักลบยอดหนี้จากชั่วโมงงานที่ทำจริง พร้อมระบบติดตามความก้าวหน้าอย่างโปร่งใส
  • ต่อยอดสู่การมีงานทำถาวร: ออกเอกสารรับรองประสบการณ์ทำงาน (Certificate) เพื่อใช้สมัครงานประจำ หรือเข้าสู่ระบบชำระหนี้ปกติในเงื่อนไขที่ดีขึ้น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดหนี้
  • การมีงานทำถาวร

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ลูกหนี้ กยศ.

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เรียนภาษาอังกฤษแต่ใช้ไม่ได้จริง: เด็กไทยจำนวนมากเรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียน แต่ขาดโอกาสฝึกใช้จริง ทำให้สื่อสารไม่ได้และไม่มั่นใจ
  • ความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการสอน: โรงเรียนรัฐ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ขาดครูเจ้าของภาษา ทำให้โอกาสพัฒนาทักษะภาษาไม่เท่าเทียม
  • ขีดความสามารถแข่งขันของประเทศต่ำ: ทักษะภาษาอังกฤษที่อ่อนแอส่งผลต่อโอกาสการศึกษา การทำงาน และการแข่งขันในเศรษฐกิจโลกของเด็กไทยในระยะยาว

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างโอกาสให้เด็กไทยได้ใช้ภาษาอังกฤษจริงอย่างสม่ำเสมอในโรงเรียน
  • จัดให้มีครูเจ้าของภาษาในโรงเรียนของรัฐทุกแห่ง
  • โรงเรียนขนาดเล็กสามารถใช้ครูเจ้าของภาษาร่วมกัน เพื่อลดข้อจำกัดด้านบุคลากรและงบประมาณ
  • ให้เด็กได้ใช้ภาษาอังกฤษในกิจกรรมต่าง ๆ ภายในโรงเรียน ไม่จำกัดเฉพาะในห้องเรียน
  • ทำให้เด็กไทยทุกพื้นที่มีโอกาสเข้าถึงการเรียนภาษาอังกฤษคุณภาพใกล้เคียงกัน
  • สร้างพื้นฐานการสื่อสารภาษาอังกฤษที่มั่นคง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ครูเจ้าของภาษาในทุกโรงเรียนรัฐ
  • ลดความเหลื่อมล้ำด้านภาษา: ทำให้เด็กไทยทุกพื้นที่มีโอกาสเข้าถึงการเรียนภาษาอังกฤษคุณภาพใกล้เคียงกัน
  • ยกระดับทักษะระยะยาว
  • เด็กมีโอกาสทางการศึกษาและการทำงานในอนาคต

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เด็กไทยทุกพื้นที่
  • โรงเรียนรัฐ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ค่าใช้จ่ายแฝงสูงกว่าที่คิด: แม้การศึกษาเป็น “เรียนฟรี” แต่ผู้ปกครองยังแบกรับภาระค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ โดยเฉพาะครอบครัวรายได้น้อย
  • ความเหลื่อมล้ำต้นทุนชีวิตเด็ก: เด็กด้อยโอกาส เด็กโรงเรียนขนาดเล็ก หรือเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ต้องเผชิญต้นทุนชีวิตสูงกว่า แต่ได้รับการสนับสนุนเท่ากัน
  • ภาระตกกับครอบครัวมากเกินไป: การดูแลเรื่องอาหารและการเดินทางของเด็กยังไม่เชื่อมโยงกับชุมชน ทำให้ผู้ปกครองต้องรับภาระเอง

จะทำอะไร (Action)

ลดค่าใช้จ่ายแฝงการศึกษา พร้อมเชื่อมโรงเรียน–ชุมชนให้เติบโตไปด้วยกัน

  • เงินอุดหนุนขั้นบันได: ให้เด็กด้อยโอกาส เด็กโรงเรียนขนาดเล็ก และเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ได้รับเงินอุดหนุนมากกว่า เพื่อชดเชยต้นทุนชีวิตที่แตกต่างกัน
  • อาหารครบถ้วนเพื่อพัฒนาการ: เด็กได้รับสารอาหารครบทั้งมื้อเช้าและมื้อกลางวัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสมอง สุขภาพ และการเรียนรู้
  • ท้องถิ่นดูแลการเดินทาง: ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลรถรับส่งนักเรียน โดยรัฐสนับสนุนระบบข้อมูลเพื่อออกแบบเส้นทางที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
  • กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน: จ้างรถรับส่งในพื้นที่ และจัดซื้อวัตถุดิบอาหารจากชุมชนในราคาที่เป็นธรรม สร้างรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่น
  • จัดระเบียบค่าใช้จ่ายเด็กต่างด้าว: จัดการค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของเด็กต่างด้าวในลักษณะร่วมจ่ายกับผู้ปกครองอย่างเหมาะสม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดค่าใช้จ่ายแฝงการศึกษา
  • เด็กด้อยโอกาส เด็กโรงเรียนขนาดเล็ก และเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ได้รับเงินอุดหนุนมากกว่า เพื่อชดเชยต้นทุนชีวิตที่แตกต่างกัน
  • เด็กได้รับสารอาหารครบทั้งมื้อเช้าและมื้อกลางวัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสมอง สุขภาพ และการเรียนรู้
  • มี เส้นทางที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ (สำหรับการเดินทางของนักเรียน)
  • สร้างรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ปกครอง
  • ครอบครัวรายได้น้อย
  • เด็กด้อยโอกาส
  • เด็กโรงเรียนขนาดเล็ก
  • เด็กที่มีความต้องการพิเศษ
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • ชุมชน
  • ท้องถิ่น
  • เด็กต่างด้าว

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบการศึกษาแข็งตัว ไม่ตอบโจทย์งานจริง: หลักสูตรถูกจำกัดด้วยคณะและสถาบัน ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถผสมผสานทักษะข้ามสาขา ทั้งที่ตลาดแรงงานต้องการทักษะแบบสหวิทยาการมากขึ้น
  • ต้นทุนการศึกษาและการพัฒนาตนเองสูง: ผู้เรียนและคนทำงานจำนวนมากต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการเรียนทักษะใหม่ ขาดโอกาสอัปสกิล–รีสกิลอย่างต่อเนื่อง
  • ทักษะจากการทำงานจริงไม่ถูกยอมรับ: ประสบการณ์ทำงานและการเรียนรู้นอกระบบไม่สามารถนำมาเทียบเป็นวุฒิหรือหน่วยกิตได้ ทำให้โอกาสก้าวหน้าในอาชีพถูกจำกัด

จะทำอะไร (Action)

  • ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank): เปิดให้สะสมหน่วยกิตจากการเรียนในสถาบัน การฝึกอบรมภาคอุตสาหกรรม และแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยใช้เกณฑ์เทียบโอนประสบการณ์และทักษะ (Recognition of Prior Learning) เพื่อรับวุฒิการศึกษาตามมาตรฐาน
  • Skill Wallet ออกแบบการเรียนรู้ของตนเอง: ผู้เรียนสะสมหน่วยกิตและประสบการณ์ได้ตามความพร้อม เชื่อมโยงความรู้ข้ามสาขา สร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ตรงกับตลาดแรงงานรายได้สูง
  • เชื่อมการศึกษานอกระบบเข้าสู่ระบบ: รัฐส่งเสริมแพลตฟอร์มการเรียนรู้ของเอกชนให้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการศึกษา เพิ่มทางเลือกนอกเหนือจากระบบเดิม
  • ผูกหลักสูตรกับมาตรฐานอาชีพ: เชื่อมหลักสูตรสมรรถนะสายวิชาชีพกับมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ เพื่อให้ผู้จบได้รับค่าจ้างตามมาตรฐานที่ได้รับรอง
  • Edu Coupon ลดภาระค่าเรียน: สนับสนุนคูปองการศึกษาให้ประชาชนเลือกเรียนหลักสูตรระยะสั้นที่ผ่านการรับรอง เพื่อเพิ่มทักษะและรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการเรียนรู้คุณภาพ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • การศึกษายืดหยุ่น
  • เปิดทางการเรียนรู้ตลอดชีวิต
  • เชื่อมตรงกับตลาดแรงงาน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้เรียน
  • คนทำงาน
  • เอกชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ค่าอินเทอร์เน็ตแพงเกินความจำเป็น: อินเทอร์เน็ตกลายเป็นปัจจัยพื้นฐานของการทำงาน การเรียน การเงิน และการหางาน แต่ประชาชนจำนวนมากต้องจ่ายค่าบริการในราคาสูงเมื่อเทียบกับรายได้
  • ทางเลือกจำกัดจากโครงสร้างตลาด: ตลาดกระจุกตัว ผู้ใช้บริการมีตัวเลือกน้อย ทำให้ต่อรองราคาไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย นักเรียน และพื้นที่ห่างไกล
  • ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล: ผู้ที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตคุณภาพในราคาที่จ่ายไหวมีจำกัด ส่งผลต่อโอกาสทางการศึกษา งาน และรายได้

จะทำอะไร (Action)

  • แพ็กเกจพื้นฐาน 100 บาท (USO): กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตทุกรายต้องมีแพ็กเกจมาตรฐานราคา 100 บาท ความเร็วเพียงพอต่อการใช้งานทั้งเดือน เพื่อการเงิน การศึกษา และการหางาน
  • ใช้กองทุน USO อุดหนุนอย่างตรงจุด: นำเงินจากกองทุน USO ที่เก็บจากผู้ให้บริการอยู่แล้ว มาอุดหนุนส่วนต่าง โดยเน้นพื้นที่ห่างไกล กลุ่มเปราะบาง และนักเรียน
  • ปลุกชีพค่ายมือถือรายย่อย (MVNOs): สนับสนุนค่ายเฉพาะกลุ่มให้ขายแพ็กเกจ 100 บาทได้อย่างยั่งยืน สร้าง “ทางเลือก” ใหม่ให้ผู้บริโภค
  • ขายส่งในราคายุติธรรม (Cost-plus): ส่งเสริมให้เจ้าของโครงข่ายรายใหญ่ขายส่งปริมาณอินเทอร์เน็ตให้ MVNO ในราคาต้นทุนบวกกำไรเล็กน้อย ตามเกณฑ์ กสทช.
  • ความโปร่งใสของต้นทุน: กำหนดให้ผู้ให้บริการเปิดเผยต้นทุนต่อกิกะไบต์ (Cost per GB) ต่อ กสทช. และสาธารณะ เพื่อป้องกันการผูกขาดและกำหนดราคาที่เป็นธรรม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • อินเทอร์เน็ตเป็น “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ที่ทุกคนเข้าถึงได้
  • อินเทอร์เน็ตมีแพ็กเกจมาตรฐานราคา 100 บาท ความเร็วเพียงพอต่อการใช้งานทั้งเดือน
  • ป้องกันการผูกขาดและกำหนดราคาที่เป็นธรรม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • กลุ่มรายได้น้อย
  • นักเรียน
  • ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล
  • กลุ่มเปราะบาง
  • ค่ายมือถือรายย่อย (MVNOs)
  • ผู้บริโภค

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • กองทุน USO ที่เก็บเงินจากผู้ให้บริการอยู่แล้ว
ปวงชนไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในทุกมิติของชีวิต

จะทำอะไร (Action)

  • การศึกษาไทยจึงต้องก้าวให้ทันยุคดิจิทัล เรามุ่งผลักดันระบบการเรียนรู้แบบ “อาชีวะดิจิทัล” (Digital Vocational Education) เชื่อมโยงทักษะใหม่เข้ากับตลาดแรงงานจริง เช่น
  • ทักษะเทคโนโลยีสารสนเทศและ AI
  • การตลาดออนไลน์และสื่อดิจิทัล
  • การบริหารธุรกิจยุคใหม่และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

คนไทยทุกคนมี “โอกาสเรียนรู้ตลอดชีวิต” (Lifelong Learning) และนำความรู้ไปต่อยอดในการประกอบอาชีพจริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

คนไทยทุกคน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ปวงชนไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • เปิดหลักสูตรฝึกอบรมทักษะดิจิทัลฟรีในทุกจังหวัด
  • จัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้ชุมชน” เพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านอาชีพ
  • สนับสนุนการเรียนรู้ระหว่างวัย สร้างพื้นที่ที่ผู้สูงวัยสอนคนรุ่นใหม่ และคนรุ่นใหม่ช่วยผู้สูงวัยเรียนรู้เทคโนโลยี

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ระบบการเรียนรู้ที่เปิดกว้างให้คนทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเยาวชน คนทำงาน หรือผู้สูงอายุ สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ผ่านทั้งระบบออนไลน์และการเรียนรู้ในชุมชน
  • สร้าง “ความผูกพันระหว่างคนในสังคม” ให้มีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เยาวชน
  • คนทำงาน
  • คนรุ่นใหม่
  • ผู้สูงวัยสอน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ปวงชนไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • จัดสวัสดิการและโอกาสฝึกอบรมครูอย่างต่อเนื่อง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ครูกลายเป็นผู้นำทางปัญญา
  • สร้างเยาวชนที่มีคุณภาพและมีจิตสาธารณะต่อสังคม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครู
  • บุคลากรทางการศึกษา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพยังกระจุกตัวในเมืองใหญ่
  • เด็กต่างจังหวัดจำนวนมากเก่ง เรียนดี แต่ไม่มีทุนและไม่มีโอกาสแข่งขันได้โชว์ศักยภาพ
  • ระบบการศึกษาไทยยังมีช่องว่างระหว่างเด็กเก่งแต่จน กับเด็กที่มีฐานะพร้อมกว่า
  • เราขาดแรงงานระดับโลกที่สามารถดึงดูดการลงทุนและยกระดับความสามารถประเทศไทย
  • เราขาดบุคลากรคุณภาพในสาขาวิชาที่โลกกำลังให้ความสนใจ เช่น STEM, AI, Health, Global Business, Creative Economy
  • การพัฒนาคนไม่เชื่อมกับการพัฒนาศักยภาพท้องถิ่น
  • พื้นที่ชนบทขาดบุคลากรคุณภาพ ทั้งครู แพทย์ วิศวกร นักบริหารท้องถิ่น และนักเทคโนโลยี
  • คนที่เรียนเก่งมักย้ายเข้าสู่เมือง ทำให้ต่างจังหวัดเติบโตช้ากว่าอย่างต่อเนื่อง

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างโอกาสให้ “เด็กเรียนดีแต่ขาดโอกาส” ด้วยข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ 2,400 ทุนต่อปี
  • 1,200 ทุน สำหรับเรียนต่อมัธยมปลายในประเทศ
  • 1,100 ทุน สำหรับเรียนต่อมหาวิทยาลัยในประเทศ
  • 100 ทุน สำหรับเรียนเรียนต่อต่างประเทศ
  • เลือกผู้สมัครด้วยเกณฑ์โปร่งใส ด้วยความสามารถทางการเรียน
  • หลังเรียนจบ ผู้ได้รับทุนจะกลับมาทำงานในพื้นที่เดิมหรือสาขาที่ประเทศต้องการ
  • รัฐให้การสนับสนุนตำแหน่งงานและเส้นทางอาชีพในภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น
  • จัดโปรแกรมเสริม เช่น ภาษาอังกฤษ เทคโนโลยี การเป็นผู้นำ Global Mindset
  • เชื่อม ODOS กับระบบเศรษฐกิจใหม่ของจังหวัด ให้เด็กทุนทำโครงงานพัฒนาท้องถิ่น
  • จับคู่กับสาขาที่จังหวัดต้องการ เช่น แพทย์ โรงเรียน วิศวกรเกษตร ดิจิทัล เทคโนโลยีท่องเที่ยว
  • ฝึกงานกับภาคเอกชนและองค์กรนานาชาติ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เด็กเก่งทุกอำเภอทั่วประเทศมีโอกาสเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำ
  • ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาลดลงอย่างเป็นรูปธรรม
  • เด็กในชนบทมีโอกาสเท่าเด็กในเมือง
  • ผู้ได้รับทุนกลับมาพัฒนาบ้านเกิด ช่วยยกระดับเศรษฐกิจฐานราก อุตสาหกรรม และบริการสาธารณะในทุกจังหวัด

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • นักเรียน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำกว่า 3%
  • แรงงานทักษะระดับกลางถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่
  • แรงงานไทยจำนวนมากไม่รู้ว่าควรเรียนทักษะใหม่ด้านไหน
  • ไม่มีข้อมูลตลาดแรงงานที่เชื่อมกับอุตสาหกรรมจริง
  • ตลาดแรงงานไม่มีระบบในการรับรองผลการเรียนรู้
  • คนมีประสบการณ์ไม่สามารถนำมานับเป็นวุฒิหรือทักษะได้
  • คนที่มีรายได้น้อยไม่มีเวลาฝึกหรือขณะฝึกก็ไม่มีรายได้
  • ปัญหาภาคอุตสาหกรรมไม่เชื่อมั่นคุณภาพแรงงานใหม่ เพราะไม่มีมาตรฐานกลางในการจัดฝึกอบรม
  • ผู้ประกอบการรายเล็ก–กลางไม่อยากลงทุนในเมืองรอง แม้ว่าเมืองรองมีศักยภาพโตมากกว่ากรุงเทพฯ, EEC ถึง 15 เท่า
  • เมืองรองไม่มีแรงงานทักษะมารองรับ

จะทำอะไร (Action)

  • ตั้ง “ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ” และออกกฎหมายรองรับ
  • แก้ไข พ.ร.บ.การศึกษา
  • จัดตั้ง “คณะกรรมการส่งเสริมผลิตภาพแห่งชาติ”
  • ให้ทุกคนสะสมทักษะเป็นหน่วยกิตตลอดชีวิต และพัฒนาไปสู่ พาสปอร์ตทักษะมาตรฐานเดียวทั้งประเทศ
  • สนับสนุนทุนให้แรงงาน 10,000 บาท/คน
  • สนับสนุนทุนในการเลือกหลักสูตรเรียน 10,000 บาท/คน ปีละ 1 ล้านคน รวม 4 ปี = 4 ล้านคน
  • เรียนทักษะยุคใหม่ เช่น AI, EV, หุ่นยนต์, Automation, Digital, Logistics
  • เรียนจบได้ใบประกาศ มีนายจ้างจองตัวล่วงหน้า
  • ให้ค่าจ้างระหว่างฝึก พร้อมการันตีงานหลังจบ
  • ผ่านระบบ Skill Loan (เงินยืมเพื่อทักษะ)
  • ผู้ประกอบการทำสัญญาฝึกทักษะกับแรงงาน
  • แรงงานมีเงินเดือนระหว่างฝึก และ ได้งานจริงเมื่อจบหลักสูตร
  • เปิดระบบรับรองประสบการณ์ (RPL)
  • คืนคุณค่าให้แรงงานที่ทำงานเป็นอยู่แล้ว ด้วยการนำประสบการณ์มานับเป็นหน่วยกิตในกระเป๋าหน่วยกิต (Credit Pocket)
  • พัฒนา “แพลตฟอร์มจับคู่ทักษะ (Skill Platform Matching)”
  • จับคู่พาสปอร์ตทักษะกับตำแหน่งงานที่ต้องการ
  • ตั้งเป้า อัตราการจับคู่สำเร็จ > 70%
  • ดึงเอกชนร่วมสร้างหลักสูตรยุคใหม่
  • ออกมาตรการ Skill Tax Credit ให้บริษัทลดหย่อนภาษีเมื่อร่วมฝึกอบรม
  • BOI และอุตสาหกรรมเป้าหมาย ร่วมออกแบบหลักสูตรตามความต้องการตลาดจริง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • แรงงานไทยทุกกลุ่ม โดยเฉพาะคนรายได้น้อย นักเรียนอาชีวะ มหาวิทยาลัย แรงงานนอกระบบ และผู้เปลี่ยนอาชีพ สามารถ upskill–reskill เพื่อพร้อมเข้าสู่งานรายได้
  • มี “ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ” ที่สะสมทักษะได้ตลอดชีวิต
  • มี พาสปอร์ตทักษะ ที่นายจ้างทั่วประเทศยอมรับ
  • การฝึกอบรมไม่ใช่ค่าใช้จ่ายของลูกจ้างอีกต่อไป แต่เป็นการลงทุนที่รัฐสนับสนุน
  • มีระบบจับคู่ทักษะ–งานแบบเรียลไทม์ ผ่าน Skill Platform Matching
  • มีงานดีมากขึ้นในเมืองรอง
  • แรงงานมีเงินเดือนระหว่างฝึก
  • ได้งานจริงเมื่อจบหลักสูตร

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • แรงงานไทยทุกกลุ่ม
  • คนรายได้น้อย
  • นักเรียนอาชีวะ
  • นักเรียนมหาวิทยาลัย
  • แรงงานนอกระบบ
  • ผู้เปลี่ยนอาชีพ
  • ผู้ประกอบการ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • หลักสูตรการเรียนอาชีวะไม่เชื่อมโยงกับตลาดงานของภาคอุตสาหกรรม
  • ขาดข้อมูลตลาดแรงงาน
  • ไม่มีระบบฝึกงานแบบมีสัญญาระหว่างสถาบันอาชีวะและนายจ้าง
  • ครูยังขาดโอกาสเพิ่มทักษะและไม่มีแรงจูงใจจากภาคอุตสาหกรรม
  • ตลาดแรงงานเริ่มขาดแรงงานที่มีศักยภาพ

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับหลักสูตรอาชีวะให้ตรงตลาดงาน
  • ใช้ข้อมูลตลาดแรงงาน (Labor Market Information:LMI)
  • ภาคเอกชนร่วมพัฒนาหลักสูตรใหม่ทุกสาขา
  • ออกกฎหมายกำหนดมาตรฐานการฝึกงาน
  • ตั้งคณะกรรมการผลิตภาพแห่งชาติ (Productivity Board)
  • บูรณาการข้อมูลแรงงาน
  • เชื่อมระบบฝึกงาน–หลักสูตร–การจ้างงาน
  • เป็นกลไกกำกับหลักสูตรและมาตรฐานฝีมือแห่งชาติ
  • สร้างระบบเรียนควบทำงาน Work–Study ที่มีสัญญามาตรฐานระดับชาติ
  • ผู้เรียนอาชีวะ เข้า Work–Study ไม่ต่ำกว่า 50,000 คน
  • ได้ค่าตอบแทนตามสัญญา
  • ฝึกงานเน้นทักษะจริง
  • พัฒนาครูอาชีวะอย่างเป็นระบบ
  • ใช้ Credit Bank และการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่องกับครู
  • ครู 50% ของแต่ละสาขาต้องผ่านการฝึกงานด้านอุตสาหกรรม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เด็กอาชีวะสามารถทำงานมีรายได้ดี
  • เด็กอาชีวะเรียนจบได้งาน
  • ครูอาชีวะมีทักษะที่ทันสมัย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เด็กอาชีวะ
  • ครูอาชีวะ
  • ภาคอุตสาหกรรม

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบการศึกษายังไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุค AI
  • คนไทยส่วนใหญ่ยังขาดทักษะในการนำ AI มาใช้ในการพัฒนาศักยภาพของตัวเองเพื่อให้อยู่รอดและมีรายได้

จะทำอะไร (Action)

  • ตั้ง AI Learning Platform แห่งชาติ
  • รัฐแจกแพลตฟอร์มเรียนออนไลน์ด้าน AI ฟรีอย่างทั่วถึง
  • เมื่อเรียนจบหลักสูตรจะได้รับ Digital Certificate และ Token เพื่อใช้เข้าถึง AI Engines ระดับโลก

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • คนไทยทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตผ่าน AI Learning Platform
  • โรงเรียนกว่า 1,000 แห่งใช้ AI เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้
  • แรงงานวัยทำงานสามารถ Upskill-Reskill ให้เท่าทันโลกสมัยใหม่ และสามารถสร้างรายได้ในอนาคต

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ครู
  • นักเรียน
  • นักศึกษา
  • แรงงานวัยทำงาน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดันให้มีมาตรการทางกฎหมายป้องกันมิให้สถานการศึกษาเรียกเก็บค่าใช้จ่าย ในส่วนที่รัฐมีหน้าที่จะต้องจัดให้มีในการเรียนการสอนโดยตรง
  • จัดให้มีสถานเลี้ยงดูและการเรียนรู้ของเด็กเล็ก

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี
  • การเรียนฟรีตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงปริญญาตรี
  • เด็กเล็ก ได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษา

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เด็ก

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ภูมิใจไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจากหล่มในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 แล้ว จะไปต่ออย่างไร
  • เศรษฐกิจปากท้อง ของ คนตัวเล็ก ตัวน้อย เป็นปัญหา
  • ผู้สูงวัยยังขาด ทักษะดี, งาน, เงิน, คนดูแล
  • ชุมชนยังไม่สามารถ ผลิตของที่ใช่, ขายของที่ชอบ และยังไม่ ตอบโจทย์ทุกคน
  • การศึกษา ยังไม่ เท่าเทียม, ยังไม่ เรียนฟรีมีจริง, ยังไม่มี เรียนฟรีมีงาน, ยังไม่มีการเรียนฟรี ทุกที่ ทุกเวลา
  • SME ไทยยังขาด ทุน และ ค้ำประกัน ในการ สู้ได้ทุกแวทีเวที
  • ยังขาด การลงทุน
  • ยังไม่มีการส่งเสริม เศรษฐกิจ สีเขียว เพื่อ รักษ์โลก ให้เป็น ทางรอด และทางรวยยั่งยืน
  • AI ยังไม่ ถึงมือ, งานยังไม่ ถึงตัว, เงินยังไม่ ถึงบ้าน
  • การค้าขายยังไม่ ฉลาด, การผลิตยังไม่ อัปเกรด, ยังไม่สามารถ ยึดตลาดโลก
  • รัฐ ยังไม่ ฉับไว, อนุมิติไว, ยังมี กั๊ก

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอแนวทางดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ จากมาตรการ 10 พลัส
  • แก้เศรษฐกิจปากท้อง
  • เพิ่มการลงทุน
  • รัฐร่วมทุน
  • เติมทุนให้ SME ไทย
  • ค้ำประกันไว้ SME ไทย
  • อัปเกรด การผลิต
  • ยึดตลาดโลก ด้วยพันธมิตร
  • รัฐฉับไว อนุมิติไว ไม่มีกั๊ก

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะเป็น 3 % พลัส
  • เป็นห้วงเวลาแห่งการพลิกฟื้น Potential Growth
  • เศรษฐกิจไปสู่การเติบโตทั่วถึง มีคุณภาพ และเต็มศักยภาพ
  • ผู้สูงวัยมี ทักษะดี
  • ผู้สูงวัยมี งาน
  • ผู้สูงวัยมี เงิน
  • ผู้สูงวัยมี คนดูแล
  • การศึกษา เท่าเทียม
  • เรียนฟรีมีจริง
  • เรียนฟรีมีงาน
  • เรียนฟรีทุกที่ ทุกเวลา
  • SME ไทย สู้ได้ทุกเวที
  • รักษ์โลก คือทางรอด และทางรวยยั่งยืน
  • AI ถึงมือ
  • งานถึงตัว
  • เงินถึงบ้าน
  • ค้าขายฉลาด
  • ยึดตลาดโลก
  • รัฐฉับไว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เศรษฐกิจไทย
  • ผู้สูงวัย
  • ชุมชน
  • ทุกคน
  • SME ไทย
  • พันธมิตร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ภูมิใจไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา
  • มีการจ้างงานจากผู้จบการศึกษาด้าน พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เทคนิกการแพทย์ เข้ามาอบรมเพิ่มเติม
  • ทำงานเชิงรุก เคาะประตู ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ
  • ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ผู้สูงอายุ และครอบครัวผู้สูงอายุ รวมทั้งสตรีตั้งครรภ์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • มีการจ้างงาน จำนวนเกือบ 100,000 อัตรา
  • ผู้ที่ได้รับการจ้างงานมี เงินเดือน 15,000 บาท สัญญาจ้างงาน ขั้นต่ำ 4 ปี
  • พี่น้องประชาชน ผู้สูงอายุ และครอบครัวผู้สูงอายุ รวมทั้งสตรีตั้งครรภ์ ได้รับการช่วยเหลือ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้สูงอายุ
  • หญิงตั้งครรภ์
  • ผู้จบการศึกษาด้าน พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เทคนิกการแพทย์
  • พี่น้องประชาชน
  • ครอบครัวผู้สูงอายุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ภูมิใจไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • แม้ประเทศไทยจะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่ยังไม่ใช่การเรียนฟรีที่แท้จริง
  • ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังคงปรากฎให้เห็นอยู่
  • พบว่ามีเด็กกว่า 1 ล้านคน ถูกผลักออกจากระบบการศึกษา

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอนโยบาย “การศึกษาเท่าเทียม พลัส”
  • สร้างแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ฟรี รวมคลังความรู้ครอบคลุมการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึงมหาวิทยาลัย และวัยทำงาน
  • ดึงดูดบริษัทเอกชน บริษัทจะเป็นผู้เขียนหลักสูตรวิชาที่มีเนื้อหาตรงกับตำแหน่งงานที่บริษัทต้องการรับสมัคร บริษัทจะนำหลักสูตรวิชาดังกล่าวบรรจุในแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์
  • เปิดโอกาสให้เด็กไทย ได้เรียนรู้ในหลากหลายสาขาวิชา เมื่อเก็บเครดิตครบตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด จะมีการออกปริญญาบัตรให้

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ทำให้การเรียนฟรีมีจริง
  • เรียนฟรีมีงานทำ
  • เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา
  • ทำให้แรงงานสามารถพัฒนาความรู้ ความสามารถให้ตรงกับความต้องการทางการตลาดได้
  • ลดอัตราการว่างงาน
  • เพิ่มโอกาสการเข้าทำงานมากยิ่งขึ้น
  • เปิดโอกาสให้เด็กไทย ได้เรียนรู้ในหลากหลายสาขาวิชา
  • จะมีการออกปริญญาบัตรให้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนไทย
  • ผู้ที่อยู่ในระดับอนุบาล จนถึงมหาวิทยาลัย และวัยทำงาน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

เปลี่ยนสอบเข้าเป็นสอบจบ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

อยากเรียนอะไร ต้องได้เรียน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

นักเรียน/นักศึกษา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

ปฏิรูปการเรียนรู้ให้ทันโลกใหม่

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มโอกาส เข้าถึงเทคโนโลยี
  • ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างความเสมอภาคทางการศึกษา
  • สร้างโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพให้ประชาชนทุกช่วงวัย
  • กระจายทรัพยากรทางการศึกษาให้ทั่วถึงเพื่อความเสมอภาค
  • ผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีอิสระ มีศักยภาพ ในการจัดการการศึกษาอย่างมีอิสระสอดคล้องกับความต้องการและบริบทของแต่ละท้องถิ่น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ความเสมอภาคทางการศึกษา
  • โอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ
  • การเข้าถึง ทั่วถึงทั้งประเทศ
  • ทรัพยากรทางการศึกษา จะถูก กระจาย...ให้ทั่วถึงเพื่อความเสมอภาค
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีอิสระ มีศักยภาพ ในการจัดการการศึกษาอย่างมีอิสระสอดคล้องกับความต้องการและบริบทของแต่ละท้องถิ่น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชนทุกช่วงวัย
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • เร่งรัดพัฒนาคุณภาพการศึกษาทุกระดับ
  • ปฏิรูปการศึกษา
  • พัฒนาครู
  • พัฒนาการเรียนการสอน
  • พัฒนา การทดสอบวัดผล
  • พัฒนา การประเมินผล
  • ยกระดับคุณภาพการศึกษา

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยกระดับคุณภาพการศึกษา

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้เรียนทุกระดับ
  • ครู

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • คุ้มครองผู้ด้อยโอกาสทางสังคม
  • สร้างสวัสดิการถ้วนหน้า
  • สร้างสวัสดิการรายได้พื้นฐาน
  • สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม มีคุณภาพ
  • เพิ่มสาขาการเรียนรู้ที่หลากหลายไม่จำกัดเฉพาะในสถานศึกษา
  • สร้างโอกาสในการค้นหาตัวตน (มุ่งเน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง)
  • ส่งเสริมความหลากหลายทางเพศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • คนไทยมีโอกาสในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและเป็นธรรม
  • ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ได้รับการคุ้มครอง
  • มีสวัสดิการถ้วนหน้า
  • มีสวัสดิการรายได้พื้นฐาน
  • มีโอกาสทางการศึกษาที่เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม มีคุณภาพ
  • สาขาการเรียนรู้ที่หลากหลายไม่จำกัดเฉพาะในสถานศึกษา เพิ่มขึ้น
  • มีโอกาสในการค้นหาตัวตน
  • ความหลากหลายทางเพศ ได้รับการส่งเสริม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม
  • นักเรียน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ