ประเด็น

ระบบการศึกษา

มี 55 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
  • หลังจาก กกต. เปิดเผยเอกสารนโยบาย (ณ วันที่ 26 ม.ค. 2569) ทีมงานได้อัปเดตข้อมูลงบประมาณและแหล่งที่มาของงบประมาณที่ตรงกันระหว่างเอกสารนโยบายและเว็บไซต์พรรค โดยแสดงด้วยตัวอักษรสีเขียว
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เด็กไทยหลายล้านคนที่ยากจนต้องกู้เงิน “กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา” หรือ “กยศ.”
  • ชีวิตครอบครัวคนตัวเล็กทั้งหลายมีจุดเริ่มต้นชีวิตในวัยทำงานด้วยการเป็นหนี้สินตั้งแต่วัยหนุ่มสาว
  • เด็กไทยต้องใช้เวลาเรียนนานมาก กว่าจะจบก็จะมีอายุประมาณ 22 ปี
  • ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

จะทำอะไร (Action)

  • เด็กไทยเรียนฟรีจนจบปริญญาตรี
  • ลดเวลาเรียนในทุกช่วงการศึกษาอย่างน้อย 3 ปี
  • ปฏิวัติการศึกษาเพื่อมุ่งเน้นคุณภาพที่ตรงกับความต้องการของตลาดและโลกสมัยใหม่มากกว่าเน้นที่ใบปริญญา
  • ให้เด็กได้เรียนในวิชาที่เด็กต้องการเรียน
  • ได้เรียนจากผู้มีความรู้และมีความเชี่ยวชาญโดยตรงผ่านการสื่อสารทางไกลด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
  • ทำการปฏิวัติการใช้งบประมาณด้านการศึกษา
  • ให้อำนาจผู้ปกครองนักเรียนในการเลือกสถานศึกษาด้วยตนเอง
  • ออกคูปองเพื่อซื้ออุปกรณ์การเรียน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เด็กไม่มีความจำเป็นที่ต้องมีการกู้เงิน กยศ. อีกต่อไป
  • เด็กสามารถเรียนจบปริญญาตรีได้ในช่วงอายุ 18 -19 ปี

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เด็กไทย
  • ผู้ปกครองนักเรียน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 1.2) ว่า '120,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 1.2) ว่า

  • 'งบประมาณแผ่นดินในส่วนของงบอุดหนุนการศึกษา (เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน)'
  • 'ปรับโครงสร้างงบประมาณแผ่นดินประจำปีมาดำเนินการตามนโยบาย'
  • 'งบประมาณจากกองทุนรวมเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา'
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบการศึกษาไทยกำลังเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก
  • โครงสร้างแบบรวมศูนย์: อำนาจการตัดสินใจถูกยึดไว้ที่ส่วนกลาง ทำให้คำสั่งและโครงการต่างๆ กลายเป็นภาระของครูและโรงเรียน แทนที่จะเป็นการสนับสนุนการเรียนรู้
  • สิทธิและสวัสดิการที่ไม่เพียงพอ: แม้จะมีนโยบายเรียนฟรี แต่ผู้ปกครองยังแบกรับค่าใช้จ่ายแฝงมหาศาล ขณะที่นักเรียนเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยและหลักสูตรที่ไม่เท่าทันโลก
  • ภาวะครูแบกภาระงาน: ครูต้องดึงเวลาจากการสอนไปทำหน้าที่ธุรการ การเงิน และพัสดุ รวมถึงต้องคอยตอบสนองตัวชี้วัดจากหน่วยงานภายนอกที่ไม่ได้ช่วยให้เด็กเก่งขึ้นจริง

จะทำอะไร (Action)

  • ออก พ.ร.บ. การศึกษาใหม่
  • กระจายอำนาจให้โรงเรียนอิสระ
  • รับประกันเรียนฟรีจริง
  • คืนครูสู่ห้องเรียน
  • เสนอ "พ.ร.บ. การศึกษาฉบับใหม่" ที่มุ่งรับรองสิทธิ สวัสดิการ และกระจายอำนาจให้ทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง (ผู้เรียน ผู้ปกครอง บุคลากรทางการศึกษา ท้องถิ่น) มีส่วนร่วมในการออกแบบระบบการศึกษา
  • รับประกันสิทธิและสวัสดิการผู้เรียน ครอบคลุม-รัดกุม
  • เปิดโอกาสให้ ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎระเบียบและกิจกรรมในโรงเรียน ที่ไม่ละเมิดสิทธิผู้เรียน
  • ลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอน รวมถึงภาระงานจากหน่วยงานภายนอก
  • จัดให้ครูมี โอกาสเติบโตในวิชาชีพที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน
  • รับประกันค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เป็นธรรม
  • ปลดล็อกการให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสําหรับครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่ขาดแคลนทรัพยากรหรือเผชิญความท้าทายเป็นพิเศษ
  • จัดให้ ครูได้รับการสนับสนุนจากบุคลากรเฉพาะด้านอย่างเพียงพอ ตามความต้องการเฉพาะ เช่น นักจิตวิทยา นักการภารโรง นักธุรการ นักการเงิน นักพัสดุ นักโภชนาการ นักเทคโนโลยีการศึกษา
  • เปิดโอกาสให้ครู มีส่วนร่วมในการสรรหาและประเมินการทําหน้าที่ของผู้บริหาร
  • สร้าง ระบบผลิตครูที่มีทักษะและสาขาที่ตรงความต้องการ
  • ส่งเสริมให้ มีการพัฒนาสมรรถนะของครูที่อยู่ในระบบอย่างสม่ำเสมอ
  • สนับสนุนผู้ปกครองในการพัฒนาการเรียนรู้ของลูก
  • เปิดโอกาสให้ผู้ปกครอง เข้าถึงแหล่งเรียนรู้และพัฒนาสมรรถนะ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของลูก
  • เปิดโอกาสให้ผู้ปกครอง เข้าถึงข้อมูล สถิติ สารสนเทศ ที่เป็นประโยชน์ต่อการร่วมวางแผน-ติดตามการเรียนรู้ของลูก
  • เปิดโอกาสให้ผู้ปกครอง เข้าถึงสิทธิประโยชน์จากการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีสําหรับค่าใช้จ่ายการศึกษา
  • กระจายอำนาจ เพิ่มการมีส่วนร่วมให้ท้องถิ่นและชุมชน
  • ปลดล็อกท้องถิ่นให้สามารถสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรให้กับผู้เรียนหรือสถานศึกษาทุกสังกัดทุกแห่งในท้องถิ่น
  • เปิดโอกาสให้ท้องถิ่น มีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการและเอกลักษณ์เชิงพื้นที่ในระดับจังหวัด
  • ปลดล็อกโรงเรียนให้บริหารอิสระมากขึ้น
  • เปิดโอกาสให้โรงเรียน ออกแบบหลักสูตรสถานศึกษาของตนเองได้ โดยใช้กรอบหลักสูตรระดับชาติ
  • ปลดล็อกให้จัดสรรเงินอุดหนุนสถานศึกษาในรูปแบบวงเงินรวม (Block Grant) ให้อิสระในการบริหาร
  • เปิดให้สถานศึกษามีส่วนร่วมได้มากขึ้น ในการสรรหา บรรจุ บุคลากรของตนเอง
  • เปิดโอกาสให้สถานศึกษา มีอำนาจตัดสินใจหรือปฏิเสธโครงการจากส่วนกลางหรือหน่วยงานอื่นที่เพิ่มภาระงานให้ครูโดยไม่ตอบโจทย์ผู้เรียนในสถานศึกษา
  • ปลดล็อกให้จัดการศึกษาได้หลายประเภท ทั้งในและนอกระบบโรงเรียน (เช่น บ้านเรียน ศูนย์การเรียน) สําหรับนักเรียนทุกประเภท
  • คำนึงถึงความเสมอภาคในการอุดหนุนงบประมาณให้สถานศึกษาทุกสังกัดและทุกรูปแบบ
  • ปฎิรูปกระทรวงศึกษาธิการให้ตอบโจทย์ผู้เรียนและสถานศึกษา
  • กระทรวงศึกษาธิการ เน้นบทบาทในการกําหนดมาตรฐานสําหรับสถานศึกษา (regulator) มากกว่าการการดําเนินงานภายในสถานศึกษา (operator) ในระดับส่วนกลาง
  • กระทรวงศึกษาธิการ เน้นบทบาทเรื่องการอํานวยความสะดวกและสนับสนุนสถานศึกษา (facilitate) มากกว่าเรื่องการสั่งการและบังคับบัญชาสถานศึกษา (command & control) ในระดับพื้นที่
  • กําหนดให้มีการออกกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการฉบับใหม่

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • คืนอำนาจสู่โรงเรียน
  • คืนเวลาให้ครู
  • คืนความสุขให้ผู้เรียน
  • ผู้เรียน รับประกันเรียนฟรีจริงตั้งแต่แรกเกิดจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  • ผู้เรียน ใช้บริการแหล่งเรียนรู้ของรัฐได้ฟรี
  • ผู้เรียนได้รับ สิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น อุปกรณ์การเรียนที่ครบถ้วน หนังสือเรียน อินเทอร์เน็ต รถรับส่ง อุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับผู้เรียนที่มีความจําเป็นเฉพาะ ความต้องการพิเศษ หรือความพิการ
  • ผู้เรียน ได้รับการดูแลด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิตในโรงเรียนมากขึ้น
  • ผู้เรียนได้รับ อาหารถูกหลักโภชนาการ
  • ผู้เรียนได้รับ การดูแลสุขภาพจิตทั่วถึง
  • ผู้เรียนได้รับ เวลาพักผ่อนที่เพียงพอ
  • หลักสูตร ที่ตอบโจทย์ผู้เรียน จะถูก ทบทวนทุก 5 ปี ตามการเปลี่ยนแปลงของโลกควบคู่กับการวิจัยผลการใช้กรอบหลักสูตรที่ใช้ข้อมูลจากผลการเรียนรู้ของผู้เรียน
  • ครูมี แรงจูงใจในการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ
  • ครูมีเวลา โฟกัสที่ผู้เรียนมากขึ้น
  • ครูมี โอกาสเติบโตในวิชาชีพที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน
  • ครูได้รับ ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เป็นธรรม
  • ครูได้รับ สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสําหรับครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่ขาดแคลนทรัพยากรหรือเผชิญความท้าทายเป็นพิเศษ
  • ครูได้รับ การสนับสนุนจากบุคลากรเฉพาะด้านอย่างเพียงพอ
  • ครูมี ส่วนร่วมในการสรรหาและประเมินการทําหน้าที่ของผู้บริหาร
  • ระบบผลิตครูมี ทักษะและสาขาที่ตรงความต้องการ
  • ครูในระบบได้รับการ พัฒนาสมรรถนะอย่างสม่ำเสมอ
  • ผู้ปกครอง เข้าถึงแหล่งเรียนรู้และพัฒนาสมรรถนะ
  • ผู้ปกครอง เข้าถึงข้อมูล สถิติ สารสนเทศ
  • ผู้ปกครอง เข้าถึงสิทธิประโยชน์จากการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีสําหรับค่าใช้จ่ายการศึกษา
  • ท้องถิ่น สามารถสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรให้กับผู้เรียนหรือสถานศึกษาทุกสังกัดทุกแห่งในท้องถิ่น
  • ท้องถิ่น มีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการและเอกลักษณ์เชิงพื้นที่ในระดับจังหวัด
  • โรงเรียน บริหารอิสระมากขึ้น
  • สถานศึกษา ออกแบบหลักสูตรของตนเองได้
  • สถานศึกษาได้รับ เงินอุดหนุนในรูปแบบวงเงินรวม (Block Grant) พร้อม อิสระในการบริหาร
  • สถานศึกษา มีส่วนร่วมได้มากขึ้น ในการสรรหา บรรจุ บุคลากรของตนเอง
  • สถานศึกษามี อำนาจตัดสินใจหรือปฏิเสธโครงการจากส่วนกลางหรือหน่วยงานอื่นที่เพิ่มภาระงานให้ครูโดยไม่ตอบโจทย์ผู้เรียนในสถานศึกษา
  • สถานศึกษา จัดการศึกษาได้หลายประเภท ทั้งในและนอกระบบโรงเรียน
  • การอุดหนุนงบประมาณให้สถานศึกษา คำนึงถึงความเสมอภาค
  • กระทรวงศึกษาธิการ ตอบโจทย์ผู้เรียนและสถานศึกษา
  • การบริหารการศึกษา เปลี่ยนทิศทางจากระบบรวมศูนย์ ให้เน้นตอบโจทย์ผู้เรียน ลดความเหลื่อมล้ำ กระจายอำนาจและทรัพยากรให้ทุกภาคส่วน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครู
  • ผู้เรียน
  • ผู้ปกครอง
  • ผู้เรียนที่มีความจําเป็นเฉพาะ ความต้องการพิเศษ หรือความพิการ
  • ผู้บริหาร
  • ชุมชน
  • สถานศึกษา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • มีการออกกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการฉบับใหม่ ภายใน 2 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ในยุคสมัยที่ข้อมูลข่าวสารหลั่งไหลอย่างรวดเร็วและความไม่แน่นอนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของสังคม ผู้คนจำนวนมากกำลังเผชิญกับ "ความเหนื่อยล้าทางอารมณ์" (Emotional Exhaustion) และความแปลกแยก
  • การเปลี่ยนแปลงของนิยามความเชื่อของคนรุ่นใหม่: ข้อมูลจากการสำรวจเยาวชนอายุ 15-25 ปี โดย 101 Public Policy Think Tank พบว่า ปี 2568 เยาวชนไม่ระบุศาสนาในบัตรประชาชน มีเพียง 1.7% ในขณะที่ชีวิตจริง ผลสำรวจพบเยาวชนที่ไม่นับถือศาสนาสูงถึง 16.1% และจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มนิสิตนักศึกษาปริญญาตรี (22.8%)
  • คุณธรรมที่ไม่ยึดติดกับศรัทธา: ผลการสำรวจของ 101 Public Policy Think Tank ยืนยันว่า กลุ่มเยาวชนที่ไม่ได้น้อมนำหลักศาสนามาใช้ ไม่ได้มีความหย่อนยานทางคุณธรรม น้อยไปกว่ากลุ่มที่นับถือศาสนา ซึ่งสะท้อนว่าการพัฒนาคุณธรรมและ "สุขภาวะทางจิตวิญญาณ" (Spiritual Well-being) สามารถเกิดขึ้นได้นอกพื้นที่ศาสนา

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างระบบนิเวศดูแลจิตใจรองรับสังคมรุ่นใหม่ที่มีความเชื่อหลากหลาย ผ่านพื้นที่ถกเถียงเชิงปรัชญา และกิจกรรมสะท้อนคิด
  • ส่งเสริมกิจกรรมฟื้นฟูสติและการสะท้อนคิด (Self-reflection) ในพื้นที่สาธารณะ
  • สนับสนุนการถกเถียงเชิงปรัชญาเพื่อตั้งคำถามถึง "ความดีที่ตั้งคำถามได้" ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น การบูรณาการในหลักสูตรสถานศึกษา นิทรรศการและพิพิธภัณฑ์ที่เน้นการทำความเข้าใจความต่าง สื่อสมัยใหม่ เช่น เกม เพลง และชุมชนเรียนรู้ออนไลน์
  • พัฒนาพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สงบใจ เช่น "ชุมชนพร้อมฮัก" (พื้นที่โอบรับความผิดหวังในชีวิต) และพื้นที่ปฏิบัติทางจิตวิญญาณที่เข้าถึงง่าย
  • คุ้มครองเสรีภาพของบุคคลที่มีมุมมองคุณธรรมแตกต่างกัน บนพื้นฐานของการไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่นและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
  • ผนึกกำลังภาคประชาสังคมและเยาวชน: รวบรวมองค์กรและกลุ่มตัวแทนเด็กและเยาวชนที่มีความสนใจด้านปรัชญาและคุณธรรม มาร่วมหารือเพื่อกำหนดแนวทางและบ่มเพาะกิจกรรมที่เหมาะสมกับยุคสมัย
  • จัดตั้งกลไกสนับสนุนเงินอุดหนุนขนาดเล็ก (Micro-grant)
  • บูรณาการสื่อการเรียนรู้ด้านทักษะชีวิต ทักษะทางสังคม และทักษะทางคุณธรรมเข้าสู่ระบบการเรียนรู้หลักของประเทศ
  • พัฒนาบุคลากรทางการศึกษา: จัดฝึกอบรมครูและอาจารย์ให้นำวิธีการทางปรัชญา (Philosophical Inquiry) มาใช้ในห้องเรียน
  • ร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และภาคเอกชน พัฒนาพื้นที่สาธารณะให้เป็น "พื้นที่ผ่อนคลายและฟื้นฟูจิตใจ" เช่น โครงการ "ชุมชนพร้อมฮัก" เพื่อกระจายตัวไปตามเมืองต่างๆ
  • สนับสนุนการพัฒนาพิพิธภัณฑ์หรือพื้นที่การเรียนรู้ที่สร้างความเข้าใจในความแตกต่างทางความคิด และจัดการกับบาดแผลทางความรู้สึกร่วมกันในสังคมผ่านแนวคิดเรื่องการให้อภัย
  • สนับสนุนการวิจัยทั้งในและต่างประเทศเกี่ยวกับรูปแบบการพัฒนาคุณธรรมและสุขภาวะทางจิตวิญญาณที่ไม่ยึดอิงศาสนา

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • พัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณและจริยธรรมที่เท่าทันโลก
  • พัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคมของพลเมือง
  • เพื่อให้ กลุ่มคนรุ่นใหม่หรือองค์กรขนาดเล็กสามารถริเริ่มกิจกรรมและสื่อการเรียนรู้ด้านทักษะทางอารมณ์และคุณธรรมได้อย่างคล่องตัว
  • เพื่อกระตุ้นให้ ผู้เรียนเกิดการสะท้อนคิด (Reflection) และตั้งคำถามเชิงจริยธรรมที่เชื่อมโยงกับปัญหาสังคมจริง
  • ผู้เรียน สามารถพัฒนาเป็นวิชาหรือหลักสูตรเฉพาะทางได้
  • เพื่อให้ ประชาชนเข้าถึงการเยียวยาจากความเหนื่อยล้าได้ง่าย
  • นำมาปรับปรุง นโยบายให้ทันสมัยและมีหลักฐานทางวิชาการรองรับ (Evidence-based Policy)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • สังคมรุ่นใหม่ที่มีความเชื่อหลากหลาย
  • กลุ่มเยาวชนที่ไม่ได้น้อมนำหลักศาสนามาใช้
  • กลุ่มที่นับถือศาสนา
  • พลเมือง
  • บุคคลที่มีมุมมองคุณธรรมแตกต่างกัน
  • ภาคประชาสังคมและเยาวชน
  • องค์กรและกลุ่มตัวแทนเด็กและเยาวชนที่มีความสนใจด้านปรัชญาและคุณธรรม
  • ครูและอาจารย์
  • ผู้เรียน
  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การพัฒนาระบบจัดการเรียนรู้แห่งชาติ (NDLP) หรือการแจกแท็บเล็ตในอดีต ขาดการวางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและเกิดความล่าช้า ทำให้ "เมกะโปรเจกต์" เหล่านี้ยังไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในการศึกษาไทยได้จริง
  • ขาดฐานข้อมูลกลางที่มีคุณภาพ (Big Data) ทำให้กระทรวงฯ และสถานศึกษาประเมินผลสัมฤทธิ์และออกแบบนโยบายได้ไม่ตรงจุด ส่งผลให้การจัดสรรงบประมาณกระจายไปไม่ถึงพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือจริง

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีทางการศึกษาในทุกห้องเรียนใน 4 กลุ่มเป้าหมาย นักเรียน เข้าถึงช่องทางในการเรียนรู้ผ่านระบบดิจิทัล เข้าถึงคลังเนื้อหา ทุกวิชา ทุกระดับชั้น และระบบ AI Personalised Learning ครู เข้าถึงตัวช่วยในการออกแบบแผนการสอนให้กับนักเรียนในห้องเรียน วิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อนของนักเรียนรายบุคคล ช่องทางออนไลน์ในการแลกเปลี่ยนแผนการสอน องค์ความรู้ ระหว่างครูทั่วประเทศ สถานศึกษาเข้าถึงระบบในการบริหารจัดการทรัพยากรของสถานศึกษาระบบบริหารจัดการงบประมาณของสถานศึกษา กระทรวง เข้าถึงฐานข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของเด็กทั่วประเทศ
  • ลงทุนในการพัฒนา “ระบบการเรียนรู้แห่งชาติ” โดยส่วนกลาง เพื่อเป็นระบบขั้นพื้นฐาน ที่นักเรียนและครูในทุกสถานศึกษาเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้
  • ออกแบบระบบให้รองรับการให้บริการและการเข้าถึงข้อมูล โดยพิจารณาต่อยอดจากระบบจัดการเรียนรู้แห่งชาติ (NDLP) ที่มีการลงทุนไปแล้ว
  • จัดสรรอุปกรณ์ (เช่น แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ก) เริ่มต้นจากการนำร่องและประเมินผล ก่อนขยายผลไปทั่วประเทศ
  • กำหนดให้ทุกสถานศึกษามีบุคลากรด้านเทคโนโลยีอย่างน้อย 1 คน (Digital Champion) ทำหน้าที่อบรมครูภายในสถานศึกษาให้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี
  • ปลดล็อกและจัดสรรงบประมาณให้สถานศึกษา ลงทุนในเทคโนโลยีด้านการศึกษาที่เหมาะสมกับความต้องการของสถานศึกษา
  • ปลดล็อกให้สถานศึกษามีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการนำงบรายหัว (ที่ปัจจุบันแบ่งออกเป็น 5 ด้าน) มาใช้ในการจัดซื้อบริการเทคโนโลยีด้านการศึกษาสำหรับแต่ละสถานศึกษา (เช่น โปรแกรมเพื่อการเรียนการสอน สื่อการสอนออนไลน์ อุปกรณ์ดิจิทัลเสริม)
  • ปรับปรุงและใช้ประโยชน์จาก “กองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา” ที่มีอยู่แล้ว

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • โรงเรียนซื้อ EdTech เองได้
  • นักเรียนทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ
  • ลดภาระงานธุรการและคืนครูสู่ห้องเรียน
  • ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
  • สถานศึกษา เข้าถึงระบบในการบริหารจัดการทรัพยากร
  • กระทรวง เข้าถึงฐานข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของเด็กทั่วประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • นักเรียน
  • ครู
  • สถานศึกษา
  • กระทรวง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 12.1) ว่า '130,000 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบรายหัว
  • กองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 12.1) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ และอาจเลือกใช้การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือการใช้เงินจากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย การออกพันธบัตรรัฐบาล หรือแหล่งเงินอื่น ทั้งนี้ การดำเนินการทั้งหมดจะปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะอย่างเคร่งครัด'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การศึกษาในเรือนจำไม่ทั่วถึงและจำกัด
  • ระบบการศึกษาในเรือนจำปัจจุบันจำกัดอยู่เฉพาะหลักสูตรพื้นฐาน หรือโครงการเฉพาะจากสถาบันบางแห่ง (เช่น กศน. หรือมหาวิทยาลัยบางแห่ง) เท่านั้น ทำให้ผู้ต้องขังจำนวนมาก ขาดโอกาสในการพัฒนาทักษะอาชีพ หรือเรียนต่อในสาขาใหม่ ๆ อย่างทั่วถึง
  • ทักษะผู้ต้องขังไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงานยุคใหม่
  • ผู้ต้องขังที่ขาดโอกาสในการเรียนรู้ทักษะเหล่านี้มักประสบปัญหา ไม่สามารถหางานได้เมื่อพ้นโทษ หรือมีโอกาสกลับไปอยู่ในวงจรเดิม นำไปสู่การ “กระทำผิดซ้ำ” สูง

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างห้องเรียนออนไลน์เพื่อคืนคนสู่สังคมในเรือนจำทุกแห่ง
  • จัดซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์) ของส่วนกลางในแต่ละเรือนจำให้เพียงพอ
  • ระบบการเรียนออนไลน์ต้องปลอดภัย โดยไม่เปิดให้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตภายนอก เพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและการควบคุม
  • แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 43 (สิทธิในการได้รับการศึกษา) โดยเพิ่มข้อความ “การเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่”
  • จัดทำ แพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ของประเทศ ที่เชื่อมต่อระบบ e-Learning ของกรมราชทัณฑ์ (ซึ่งมีระบบความปลอดภัย) เข้ากับ Thai MOOC ภายใต้กระทรวง อว. เพื่อให้ผู้ต้องขังเข้าถึงหลักสูตรจากมหาวิทยาลัย และ กศน. ที่หลากหลายขึ้น
  • จัดให้มีแพลตฟอร์มออนไลน์ และออกแบบหลักสูตรร่วมกับเครือข่ายสถาบันการศึกษา รวมถึงออกใบรับรอง โดย Thai MOOC สังกัด กระทรวง อว.
  • พัฒนาและรับรองการเรียนเพื่อ เทียบโอนผลการเรียนสู่การจ้างงานจริง โดย สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ
  • จัดทำ ระบบล็อกอินเฉพาะรายบุคคล เพื่อเก็บข้อมูลการเรียนรู้ของผู้ต้องขังแบบต่อเนื่อง
  • ยกระดับระบบ e-Learning เดิมให้สามารถรองรับวิดีโอสตรีมมิ่ง, การทดสอบออนไลน์ และระบบสะสมผลการเรียน (Credit Bank) เป็นต้น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้ต้องขัง เข้าถึงหลักสูตรมหาวิทยาลัยและทักษะดิจิทัล
  • ยกระดับความรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคปัจจุบัน
  • ส่งเสริมการลดการกระทำผิดซ้ำ
  • ผู้ต้องขังมี ทางเลือกใหม่ ๆ ในการดำเนินชีวิตเมื่อกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพ
  • ผู้ต้องขัง เข้าถึงหลักสูตรจากมหาวิทยาลัย และ กศน. ที่หลากหลายขึ้น
  • เรือนจำสามารถใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
  • ผลการเรียน เทียบโอนสู่การจ้างงานจริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ต้องขัง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบการสอบเรียนต่อระดับอุดมศึกษา (TCAS) ของไทยในปัจจุบัน กำลังทำให้เด็กที่ฐานะยากจนเสียเปรียบตั้งแต่ไม่เริ่มสอบ
  • ระบบ "ยิ่งจ่ายมาก ยิ่งมีสิทธิ์มาก" ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ: ระบบ TCAS ในปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายผันแปรตามจำนวนวิชาที่สอบและจำนวนอันดับที่เลือก ยิ่งนักเรียนต้องการเพิ่มโอกาสให้ตัวเองมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องแบกรับภาระค่าสมัครที่สูงขึ้นตามไปด้วย
  • เด็กที่มีฐานะยากจนมักถูกบีบให้เลือกสอบเพียงไม่กี่วิชา หรือเลือกอันดับคณะได้จำกัดเพียงเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าสมัคร ส่งผลให้พลาดโอกาสในการเข้าเรียนในคณะที่เหมาะสมกับศักยภาพที่แท้จริง
  • ภาระค่าสอบสะสมที่มองไม่เห็น: แม้ปัจจุบันรัฐจะเริ่มอุดหนุนค่าสอบ TGAT/TPAT และค่าเลือกอันดับรอบ Admission (7 อันดับแรก) ไปบ้างแล้ว แต่ยังมีช่องว่างใหญ่คือ ค่าสอบ A-Level (วิชาละ 100 บาท) ซึ่งเด็กสายวิทย์ต้องสอบเฉลี่ย 7 วิชา และสายศิลป์ 5 วิชา ทำให้ครอบครัวยังต้องแบกภาระส่วนนี้เอง

จะทำอะไร (Action)

  • อุดหนุนค่าใช้จ่ายในการสอบ TCAS ของนักเรียนให้ “ฟรีจริง” โดยครอบคลุมค่าใช้จ่ายการสอบ A-level ตามสภาพจริงที่นักเรียนแต่ละคนต้องสอบ
  • อุดหนุนงบประมาณผ่านสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) เพื่อดำเนินการให้นักเรียนสอบ TCAS ฟรี 200 ล้านบาท (ค่าสอบ TGAT/TPAT และการเลือกคณะ 7 อันดับ)
  • เพิ่มงบอุดหนุนอีก 120 ล้านบาท ให้ครอบคลุมค่าสอบ A-Level (วิชาละ 100 บาท) ของนักเรียนกว่า 2 แสนคนทั่วประเทศ (ตามสถิติผู้สอบ)
  • ปฏิรูปกลไกการจ่ายเงินระยะยาว: การอุดหนุนจะต้องเป็นไปตามต้นทุนจริงที่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) จัดการสอบ ไม่ใช่การจ่ายตามค่าใช้จ่ายที่นักเรียนแต่ละคนต้องจ่ายในปัจจุบัน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เด็กทุกคนมีโอกาสสอบมหาลัยได้อย่างเท่าเทียม
  • นักเรียนสอบ TCAS ฟรี

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • นักเรียน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ทำทันที *สำหรับการอุดหนุนงบประมาณ TCAS ฟรี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 320 ล้านบาทต่อปี

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 7.4) ว่า '320 ล้านบาท/ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบประมาณผ่านสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาฯ
  • งบอุดหนุน

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 7.4) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ภาคอุตสาหกรรมกลับขาดแคลนช่างฝีมืออย่างหนัก
  • ระบบอาชีวศึกษาของไทยเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง 3 ประการ:
  • ความไม่สอดคล้องของทักษะ (Job Mismatch): การผลิตกำลังคนยังยึดติดกับศักยภาพของสถานศึกษา (Supply-side) มากกว่าความต้องการจริงของธุรกิจ (Demand-side) โดยเฉพาะกลุ่มช่างฝีมือและผู้ควบคุมเครื่องจักรในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve)
  • ระบบทวิภาคีที่ขาดความต่อเนื่อง
  • การเรียนรู้ในสถานประกอบการมักขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ส่วนบุคคลระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริหารสถานศึกษา
  • ขาดกลไกที่เข้มแข็งในการประสานความร่วมมือระหว่างฝ่ายผลิต (สถานศึกษา) และฝ่ายผู้ใช้ (ภาคเอกชน)
  • ขาดฐานข้อมูลกำลังคนที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ
  • ครูช่างในระบบมีจำนวนไม่เพียงพอที่จะดูแลคุณภาพการฝึกงานอย่างทั่วถึง
  • ช่องว่างทักษะศตวรรษที่ 21: นายจ้างสะท้อนว่าบัณฑิตอาชีวะมีทักษะปฏิบัติที่ดี แต่ยังขาดทักษะด้านภาษาต่างประเทศ และทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและสารสนเทศ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการทำงานยุคใหม่

จะทำอะไร (Action)

  • พลิกบทบาทวิทยาลัยอาชีวะให้เป็นศูนย์ Reskill/Upskill สำหรับคนทั่วไปที่ต้องการเปลี่ยนสายอาชีพ หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ในระยะเวลาสั้น
  • ประชาสัมพันธ์เส้นทางอาชีพ (Career Pathway) โดยนำเสนอเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพและอัตราผลตอบแทน
  • มุ่งผลิตกำลังคนตามความต้องการจริงของภาคธุรกิจ (Demand-Based)
  • เร่งแก้ปัญหาขาดแคลนครูช่าง
  • สร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ
  • เร่งปรับเกลี่ยอัตรากำลังและเพิ่มอัตราครูจ้างอาชีวศึกษา
  • ส่งเสริมให้ครูพัฒนาสมรรถนะด้านการวิจัยและออกแบบหลักสูตรร่วมกับภาคเอกชนอย่างสม่ำเสมอ
  • สนับสนุนค่าครองชีพและทุนการศึกษา โดยการเรียนฟรี
  • จัดสรรทุนการศึกษา
  • ส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน โดยเฉพาะในสาขาที่ประเทศขาดแคลน
  • ยกระดับทักษะดิจิทัลและ AI: นำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ในหลักสูตร ปวส. ทุกหลักสูตร
  • จัดสรรเงินทุน (เช่น 1-3 ล้านบาทต่อหลักสูตร สำหรับแต่ละสถานศึกษา) เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์และเทคโนโลยีใหม่สำหรับสาขาที่ขาดแคลนหรือต้องปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี
  • จัดตั้งศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคี: ให้เป็นหน่วยงานหลักที่มีภารกิจและทรัพยากรที่ชัดเจน ในโครงสร้างของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)
  • พัฒนากลไกให้ภาคผู้ประกอบการเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนหลักสูตร
  • เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบ BOI: กำหนดกรอบระยะเวลาและความรับผิดชอบที่ชัดเจนของความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการ ในการจัดทำแผนการเรียนและแผนการฝึกอาชีพตลอดหลักสูตร
  • จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้เรียนรายภูมิภาค: จัดตั้งศูนย์ประสานงานติดตามและช่วยเหลือผู้เรียนในระบบทวิภาคีในแต่ละภูมิภาค
  • สร้างฐานข้อมูลตลาดแรงงาน โดยเชื่อมโยงข้อมูลการผลิตกำลังคนของ สอศ. กับความต้องการจริงของตลาดแรงงานแบบ Real-time
  • ส่งเสริมกิจกรรมศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center)
  • ส่งเสริมกิจกรรมอาชีวะอาสา เพื่อพัฒนาทักษะปฏิบัติจริงของผู้เรียน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมผ่านการบริการสาธารณะ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ระบบอาชีวศึกษาเปลี่ยนจาก "ทางเลือกที่สอง" (Second Choice) ให้เป็น "ทางเลือกหลักที่ยืดหยุ่น" (Primary & Flexible Pathway) ที่คนทุกช่วงวัยเข้าถึงได้
  • เปลี่ยนสู่ภาพจำใหม่ว่า “สายอาชีพ” คือเส้นทางของงานที่มีคุณภาพ เป็นกำลังหลักในการแก้ปัญหาของสังคม
  • มีผู้ถ่ายทอดทักษะเพียงพอต่อการขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะและระบบทวิภาคี
  • ปิดช่องว่างทักษะดิจิทัลตามความต้องการของตลาดแรงงาน
  • การปรับเปลี่ยนหลักสูตรเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ระบบทวิภาคีเกิดความยั่งยืน
  • ป้องกันการหลุดออกจากระบบ
  • พัฒนาทักษะปฏิบัติจริงของผู้เรียน
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมผ่านการบริการสาธารณะ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครูช่าง
  • ผู้เรียนอาชีวศึกษา
  • ผู้เรียนในระบบทวิภาคี
  • คนทั่วไปที่ต้องการเปลี่ยนสายอาชีพ หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ในระยะเวลาสั้น
  • ภาคผู้ประกอบการ
  • ภาคเอกชน
  • ชุมชน
  • สังคม

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 7.3) ว่า '12,500 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 7.3) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ (เป็นงบประมาณก้อนเดียวกับที่ใช้ในนโยบายลำดับที่ ๑๒.๑)'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เกือบครึ่งของโรงเรียนทั่วประเทศไทยเป็น “โรงเรียนขนาดเล็ก” และจำนวนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอัตราการเกิดที่ลดลง แต่ระบบปัจจุบันไม่สามารถสนับสนุนให้โรงเรียนกลุ่มนี้มีคุณภาพอย่างทั่วถึง
  • การจัดสรรงบประมาณแบบ "รายหัวนักเรียน" ทำให้โรงเรียนขนาดเล็ก (นักเรียนน้อยกว่า 120 คน) ได้รับงบน้อยเกินกว่าจะบริหารจัดการขั้นพื้นฐานได้ (เช่น ค่าไฟ, ซ่อมแซมอาคาร, สื่อการสอน)
  • เกณฑ์การจัดสรรครูที่ยึดตามจำนวนนักเรียน ทำให้โรงเรียนเหล่านี้มีครูเพียงไม่กี่คน ไม่เพียงพอที่จะสอนครบทุกวิชาหรือทุกระดับชั้น
  • การควบรวมโรงเรียนที่ผ่านมามักทำได้ช้าและเผชิญแรงต้าน เพราะขาดการมีส่วนร่วมจากชุมชน และขาดสวัสดิการรองรับภาระค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้นของผู้ปกครอง

จะทำอะไร (Action)

  • บริหารจัดการปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก เปลี่ยนวิธีคิดจากการ "บีบให้ยุบ" โรงเรียน เป็นการ "วิเคราะห์ตามความจำเป็นและสนับสนุนอย่างตรงจุด"
  • คัดกรองโรงเรียนด้วยระยะทาง (Protected Schools)
  • กำหนดเป้าหมายจำนวนโรงเรียนทั่วประเทศให้ชัดเจน
  • กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อจำแนกโรงเรียนขนาดเล็กที่ “ต้องไม่ควบรวม” (เช่น อยู่ห่างไกลเกิน 6-10 กิโลเมตร) กับ “ควบรวมได้หากจำเป็น” เพื่อรับประกันว่านักเรียนมีที่เรียนใกล้บ้านเสมอ
  • ปรับสูตรจัดสรรทรัพยากรใหม่ คำนึงถึงรายหัวนักเรียนควบคู่กับขนาดของโรงเรียน
  • คำนวณ งบประมาณ จากจำนวนเงินขั้นต้นที่ต้องใช้ในการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพสำหรับสถานศึกษาแต่ละขนาด และ/หรือ ปรับสูตรการอุดหนุนเงินรายหัวให้ใช้อัตราที่ก้าวหน้า (อัตราต่อหัวสูงขึ้นสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก)
  • คำนวณจำนวนครูขั้นต่ำที่ต้องใช้ในการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพสำหรับสถานศึกษาแต่ละขนาด (เช่น กี่คนต่อระดับชั้นเป็นขั้นต่ำ) ยุติการยุบอัตราครูเกษียณอายุราชการในโรงเรียนขนาดเล็กโดยไม่เติมอัตราครูใหม่ให้
  • ปลดล็อกระเบียบที่เป็นอุปสรรคหรือเพิ่มภาระทางธุรการต่อโรงเรียนขนาดเล็กในการแบ่งปันทรัพยากร (เช่น บุคลากร อาคาร-สถานที่ อุปกรณ์ของสถานศึกษา)
  • รัฐจะ ถ่ายโอนโรงเรียนและงบประมาณสนับสนุน ไปให้ท้องถิ่นบริหารจัดการต่อ หากโรงเรียนใดเข้าเกณฑ์ต้องควบรวม แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความพร้อมและต้องการบริหารเอง
  • จัดสวัสดิการ "รถรับส่ง" แทนเงินค่าเดินทาง
  • นำร่องให้นักเรียนได้เรียนที่โรงเรียนใหม่ พร้อมกับการสนับสนุนเรื่องการเดินทาง
  • ให้ชุมชนมีสิทธิกำหนดร่วมกับท้องถิ่นเพื่อเปลี่ยนอาคารและที่ดิน ของโรงเรียนที่ถูกควบรวมไปแล้ว ให้กลายเป็นประโยชน์ด้านอื่น เช่น ศูนย์เรียนรู้ชุมชน ศูนย์ฝึกอาชีพ หรือศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ
  • จัดทำแผนให้ชัดเจน เช่น เป้าหมายจำนวนโรงเรียน การจำแนกโรงเรียนขนาดเล็กรายโรงเรียน และกรอบเวลาในการดำเนินการ
  • ปรับปรุงเกณฑ์ของกระทรวงศึกษาธิการเรื่องการจัดสรรงบประมาณให้โรงเรียน การคำนวณอัตรากำลังครูในแต่ละโรงเรียน การสนับสนุนเรื่องการเดินทางสำหรับนักเรียนและผู้ปกครองในโรงเรียนที่ถูกควบรวม
  • ปรับปรุง เกณฑ์ของกรมธนารักษ์เรื่องการใช้ประโยชน์จากที่ดินและอาคารของโรงเรียนที่ถูกควบรวม
  • จัดสรรงบประมาณสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็ก แบ่งเป็น 2 ส่วน คืองบประมาณที่ต้องใช้เพิ่มเติมในการจัดสรรทรัพยากร และ งบประมาณที่ต้องใช้เพิ่มเติมในการสนับสนุนนักเรียนและผู้ปกครองในโรงเรียนที่ถูกควบรวม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • นักเรียนทุกคนเข้าถึง “โรงเรียนคุณภาพใกล้บ้าน”
  • ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก ได้รับการบริหารจัดการ ด้วยการเปลี่ยนวิธีคิดจากการ "บีบให้ยุบ" เป็นการ "วิเคราะห์ตามความจำเป็นและสนับสนุนอย่างตรงจุด"
  • นักเรียนจะไม่ต้องเดินทางไกลเกินไปและมีที่เรียนใกล้บ้านเสมอ
  • โรงเรียนขนาดเล็กเดินหน้าต่อได้โดยมีทรัพยากรเพียงพอในการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ
  • งบประมาณ "อัตราต่อหัวสูงขึ้นสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก"
  • *โรงเรียนขนาดเล็กมีทรัพยากรเพียงพอในการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ
  • ลดต้นทุนในการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ
  • รถรับส่งนักเรียนที่ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยและลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองอย่างแท้จริง
  • อาคารและที่ดิน ของโรงเรียนที่ถูกควบรวมไปแล้ว กลายเป็นประโยชน์ด้านอื่น เช่น ศูนย์เรียนรู้ชุมชน ศูนย์ฝึกอาชีพ หรือศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • โรงเรียนขนาดเล็ก
  • นักเรียน
  • ผู้ปกครอง
  • ชุมชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 7.3) ว่า '12,500 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 7.3) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ (เป็นงบประมาณก้อนเดียวกับที่ใช้ในนโยบายลำดับที่ ๑๒.๑)'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบการศึกษาไทยกำลังเผชิญกับภาวะ "คอขวด" จากการบริหารจัดการที่รวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง
  • การจัดสรรงบประมาณถูกกำหนดวัตถุประสงค์จากส่วนกลางและมีปริมาณไม่เพียงพอ
  • โรงเรียนขาดอำนาจในการบริหารจัดการทรัพยากร ทำให้ไม่สามารถปรับเปลี่ยนงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าหรือวิกฤตที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้
  • ระบบการสรรหาและบรรจุครูถูกกำหนดโดยส่วนกลาง ทำให้โรงเรียนไม่มีส่วนร่วมในการคัดเลือกบุคลากรที่ตรงกับความต้องการจริง นำไปสู่ปัญหาครูสอนไม่ตรงสาขาวิชา อัตราการโยกย้ายที่สูง และขาดความต่อเนื่องในการพัฒนาผู้เรียน
  • หลักสูตรและการรายงานผลถูกควบคุมอย่างเข้มงวดจากส่วนกลาง บั่นทอนเวลาของครูในการพัฒนาการสอน จำกัดพื้นที่ในการออกแบบการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับศักยภาพและบริบทชีวิตของผู้เรียน

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับปรุงหลักเกณฑ์และกฎหมายเพื่อสร้าง "อิสระ" ให้กับโรงเรียน
  • ปรับรูปแบบการจัดสรรเงินอุดหนุนให้เป็นวงเงินก้อนเดียวที่โรงเรียนสามารถบริหารจัดการและ "ถัวจ่าย" ได้ทุกรายการ (รวมถึงค่าหนังสือ อุปกรณ์ เครื่องแต่งกาย และงบฉุกเฉิน)
  • ปรับสูตรการคำนวณรายหัวโดยใช้ อัตราก้าวหน้า (โรงเรียนขนาดเล็กได้รับเงินอุดหนุนต่อหัวสูงกว่า)
  • กำหนดจำนวนบุคลากรสายผู้สอนขั้นต่ำที่จำเป็นต้องมีในแต่ละขนาดโรงเรียน
  • เปิดโอกาสให้สถานศึกษามีส่วนร่วมมากขึ้นในการคัดเลือกและบรรจุบุคลากรให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนตนเอง
  • แก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็ก
  • ปรับปรุงระเบียบและข้อบังคับของกระทรวงศึกษาธิการ เกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณรายหัว ให้อิสระแก่โรงเรียนในการถัวจ่ายงบประมาณได้ทันที
  • ผลักดันการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (เช่น พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ) เพื่อยกระดับสถานศึกษาให้มีฐานะเป็น "นิติบุคคล" อย่างเต็มรูปแบบ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • งบประมาณถูกใช้อย่างตรงจุด
  • คุณภาพการเรียนรู้ที่ดีขึ้น
  • เพิ่ม ความคล่องตัวให้โรงเรียน บริหารจัดการงบประมาณ
  • โรงเรียนทุกขนาดมีทรัพยากรขั้นต้นเพียงพอต่อการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ
  • โรงเรียนสามารถ เลือกและบรรจุบุคลากรให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนตนเอง
  • โรงเรียน สามารถบริหารจัดการอาคาร สถานที่ และอุปกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ลดภาระ โรงเรียน ในการการทำรายงานที่ไม่จำเป็นสู่ส่วนกลาง
  • โรงเรียนมีอิสระในการถัวจ่ายงบประมาณได้ เพิ่มขึ้น
  • ยกระดับสถานศึกษาให้มีฐานะเป็น "นิติบุคคล"

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • โรงเรียน
  • ครู

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 7.3) ว่า '12,500 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 7.3) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ (เป็นงบประมาณก้อนเดียวกับที่ใช้ในนโยบายลำดับที่ ๑๒.๑)'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การศึกษาไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนและเรื้อรัง
  • ความเหลื่อมล้ำทางโอกาส โรงเรียนในเมืองและชนบทเข้าถึงทรัพยากรไม่เท่าเทียมกัน นักเรียนยากจนพิเศษมักขาดอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ตที่เสถียรสำหรับการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล โรงเรียนขนาดเล็กขาดแคลนห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์และครูวิชาเฉพาะทาง ส่งผลให้ทักษะด้าน STEM ตกต่ำลง
  • การศึกษาไม่เท่าทันโลก หลักสูตรปัจจุบันยังเน้นการท่องจำ ขาดการบูรณาการทักษะแห่งศตวรรษที่ 21
  • เครื่องมืออาชีวะที่ล้าสมัย ทำให้ทักษะของบัณฑิตไม่สอดคล้องกับความต้องการของ อุตสาหกรรมยุค 4.0 (Industry 4.0) เช่น ระบบอัตโนมัติ (Automation) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • ระบบการศึกษามักละเลยด้านสังคมศาสตร์ ศิลปะ และกีฬา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างพลเมืองที่สมบูรณ์ทั้งทางอารมณ์และสังคม

จะทำอะไร (Action)

  • จัดสรรงบประมาณ 50,000 ล้านบาท อัปเกรดอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ในโรงเรียน อัปเกรดเครื่องมืออาชีวะให้ทันสมัย
  • ยกระดับคุณภาพและความเสมอภาคทางการศึกษาทั่วประเทศ
  • จัดหาชุดอุปกรณ์ทดลองวิทยาศาสตร์มาตรฐานที่ใช้งานได้จริงให้แก่ทุกโรงเรียน
  • สร้างศูนย์เรียนรู้ Coding และพื้นที่สร้างสรรค์ในโรงเรียนแกนนำประจำอำเภอ
  • ปรับปรุงห้องสมุดให้เป็นศูนย์เรียนรู้ที่ทันสมัย
  • จัดสร้างลานกีฬามาตรฐานและห้องสตูดิโอศิลปะที่มีอุปกรณ์ครบครัน พร้อมกองทุนสนับสนุนกิจกรรมนอกห้องเรียน
  • ลงทุนจัดซื้อเครื่องมือและเครื่องจักรอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น เครื่องจักรกลงานไม้และโลหะระบบคอมพิวเตอร์, หุ่นยนต์อุตสาหกรรม, ชุดฝึกระบบ Internet of Things (IoT) และชุดฝึกระบบอัตโนมัติ เพื่อผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงได้ทันที
  • จัดทำบัญชีอุปกรณ์การเรียนการสอนมาตรฐานสำหรับโรงเรียนในโครงการ "เรียนฟรีจริง" โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมอื่นเพิ่มเติมจากผู้ปกครอง เพื่อประกันคุณภาพการศึกษาแม้ในพื้นที่ห่างไกล
  • สถาบันอาชีวะที่ขาดแคลนเครื่องมือพื้นฐาน สามารถขอรับงบลงทุนเพื่อจัดหาอุปกรณ์ให้ครบตามมาตรฐานได้ทันที
  • ตรวจสอบและประเมินผลการใช้งานอุปกรณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณทุกบาทถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของผู้เรียนอย่างแท้จริง และส่งเสริมระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างโอกาสที่เท่าเทียมและทักษะแห่งอนาคตให้เด็กไทยทุกคน
  • เด็กทุกคนเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีไอที
  • ผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงได้ทันที

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • นักเรียน
  • โรงเรียน
  • สถาบันอาชีวะ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายใน 4 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 50,000 ล้านบาท

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 7.3) ว่า '12,500 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 7.3) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ (เป็นงบประมาณก้อนเดียวกับที่ใช้ในนโยบายลำดับที่ ๑๒.๑)'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบการศึกษาไทยไม่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งมีสาเหตุหลัก 3 ประการ:
  • การเรียนรู้แบบ “แยกโลก": ผู้เรียนต้องใช้ชีวิตอยู่ในสองโลกที่แทบไม่เชื่อมโยงกัน คือโลกในห้องเรียนที่เน้นวิชาการตามตำรา และโลกนอกห้องเรียนที่เต็มไปด้วยประสบการณ์จริง ความแยกส่วนนี้ทำให้ผู้เรียนรู้สึกอึดอัดและไม่สามารถดึงศักยภาพออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่
  • กับดักความเหลื่อมล้ำข้ามรุ่น: ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้เยาวชนจำนวนมากต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา เมื่อพวกเขาเข้าไม่ถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ โอกาสในการยกระดับฐานะก็หายไป เกิดความเสี่ยงที่จะส่งต่อ "ความยากจนข้ามรุ่น" ต่อไปไม่รู้จบ
  • ทรัพยากรที่ถูกมองข้าม: สังคมไทยมี "ครู" ที่อยู่นอกโรงเรียนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพ ปราชญ์ชาวบ้าน หรือกลุ่มภาคประชาสังคมที่จัดเทศกาลการเรียนรู้อยู่เสมอ แต่ความรู้เหล่านี้กลับไม่เคยถูกนับรวมหรือให้ค่าในระบบการศึกษาหลัก

จะทำอะไร (Action)

  • จัดทำระบบการศึกษาไร้รอยต่อ
  • ให้คูปอง 2,000 บาทต่อปี
  • ดึงผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นร่วมสอนเพื่อการศึกษาที่ไร้รอยต่อ
  • สร้าง "ระบบการศึกษาแบบไร้รอยต่อ" (Seamless Education System) ที่เชื่อมโยงความรู้จากทุกแหล่งเข้าด้วยกัน
  • สร้าง แพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ: ฐานข้อมูลดิจิทัลที่รวบรวมหลักฐานและผลงานการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคน เพื่อนำมาวิเคราะห์และออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ (Learning Path) ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลและแต่ละพื้นที่
  • จัดให้มี ผู้แนะนำหลักสูตร (Curriculum Navigator): ผู้ดูแลการเรียนรู้ที่ไม่จำกัดแค่ในโรงเรียน แต่รวมถึงศูนย์การเรียนรู้หรือบ้านเรียน (Home School) ที่คอยวางแผนการเรียนให้สอดคล้องกับชีวิตจริงของผู้เรียน
  • เปิดกว้างให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกและสถานประกอบการสามารถเสนอตนเป็นผู้จัดหลักสูตร (Course Organizers) เทียบเคียงเป็นหนึ่งวิชาที่ผู้เรียนสามารถนำไปประกอบเครดิตในหลักสูตรที่ผู้แนะนำหลักสูตรวางไว้ได้
  • จัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ประเมินและรับรองผลการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อบันทึกลงในแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ โดยเน้นผลลัพธ์เชิงประจักษ์มากกว่าการยึดติดกับคุณค่าหรือทัศนคติรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
  • พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติและหน่วยเทียบเคียงประสบการณ์ให้พร้อมใช้งานเต็มรูปแบบ
  • รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณให้มีการจัดหลักสูตรเฉพาะทาง เช่น สุขภาพจิตเยาวชน, การป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ และภาษาต่างประเทศ
  • นำสื่อการเรียนรู้จากต่างประเทศ มาให้ผู้สอนและผู้เรียนใช้งานผ่านแพลตฟอร์มนี้ได้
  • จัดทำระบบพัฒนาเทคนิคการจัดการศึกษาและการจัดการเรียนรู้ใหม่ๆ ให้แก่ผู้แนะนำหลักสูตร (Curriculum Navigator) ผู้จัดหลักสูตร (Course Organizers) ครูในระบบ และผู้สนใจนอกระบบ
  • จัดสรร "คูปองการเรียนรู้" (เช่น 2,000 บาท/คน/ปี)
  • รัฐบาลสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบจ. และเทศบาล มีส่วนร่วมในการจัดหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่/กลุ่มวัฒนธรรม/กลุ่มกิจกรรม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • การศึกษาไร้รอยต่อ
  • เยาวชนเลือกเรียนอิสระ
  • สะสมเครดิตผ่านแพลตฟอร์มแห่งชาติ
  • ผู้เรียน สามารถดึงศักยภาพออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่
  • เยาวชนมี โอกาสในการยกระดับฐานะ
  • ลด ความเสี่ยงที่จะส่งต่อ "ความยากจนข้ามรุ่น"
  • ความรู้เหล่านี้ถูกนับรวมหรือให้ค่าในระบบการศึกษาหลัก
  • ระบบเชื่อมโยงความรู้จากทุกแหล่งเข้าด้วยกัน
  • แพลตฟอร์มนำมาวิเคราะห์และออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ (Learning Path) ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลและแต่ละพื้นที่
  • ผู้เรียน สามารถนำไปประกอบเครดิตในหลักสูตรที่ผู้แนะนำหลักสูตรวางไว้ได้
  • ผลการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงถูกประเมินและรับรองให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
  • ผลการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงถูกบันทึกลงในแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ โดยเน้นผลลัพธ์เชิงประจักษ์
  • แพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติและหน่วยเทียบเคียงประสบการณ์พร้อมใช้งานเต็มรูปแบบ
  • มีการจัดหลักสูตรเฉพาะทาง เช่น สุขภาพจิตเยาวชน, การป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ และภาษาต่างประเทศ
  • ผู้สอนและผู้เรียนใช้งานสื่อการเรียนรู้จากต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มนี้ได้
  • บุคลากรได้รับการพัฒนาเทคนิคการจัดการศึกษาและการจัดการเรียนรู้ใหม่ๆ
  • การจัดการศึกษา ยกระดับ
  • เยาวชนสามารถเลือกเรียนวิชาหรือกิจกรรมที่ตนเองสนใจได้อย่างอิสระ
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบจ. และเทศบาล มีส่วนร่วมในการจัดหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่/กลุ่มวัฒนธรรม/กลุ่มกิจกรรม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เยาวชน
  • ผู้เรียน
  • ผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่น
  • ผู้แนะนำหลักสูตรส่วนตัว
  • ผู้เชี่ยวชาญภายนอก
  • สถานประกอบการ
  • บุคลากรในหน่วยงานนี้
  • ผู้สอน
  • ผู้แนะนำหลักสูตร (Curriculum Navigator)
  • ผู้จัดหลักสูตร (Course Organizers)
  • ครูในระบบ
  • ผู้สนใจนอกระบบ
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบจ. และเทศบาล

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติและหน่วยเทียบเคียงประสบการณ์ให้พร้อมใช้งานเต็มรูปแบบ ภายในปีการศึกษา 2570

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 7.2) ว่า '11,200 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ
  • รัฐบาลสนับสนุน

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 7.2) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • “เรียนฟรี" ยังไม่ฟรีจริง มี "ค่าใช้จ่ายแฝง" จำนวนมาก ที่กลายเป็นภาระหนักอึ้งของผู้ปกครอง
  • ช่องว่างของกฎหมาย: ประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องการเก็บเงินบำรุงการศึกษาฯ ปี 2554 เปิดช่องให้โรงเรียนใช้ “ดุลพินิจ” เรียกเก็บค่าบำรุงการศึกษาเพิ่มเติมได้หลายรายการ เช่น ค่าห้องแอร์ ค่าจ้างบุคลากรเพิ่ม หรือค่าสอนคอมพิวเตอร์ โดยไม่มีการกำหนด "เพดาน" ที่ชัดเจน
  • การขยายตัวของห้องเรียนพิเศษ: ปัจจุบันโรงเรียนรัฐหันมาเปิดห้องเรียนพิเศษ (เช่น EP หรือ Mini EP) มากขึ้น เพราะเก็บค่าเทอมได้สูงถึง 20,000 - 40,000 บาท แม้จะมีการกำหนดสัดส่วนห้องเรียนปกติกับพิเศษไว้ที่ 80:20 แต่กฎหมายกลับเปิดช่องให้ขยายเป็น 60:40 ได้
  • การกีดกันทางเศรษฐกิจ: เมื่อห้องเรียนพิเศษในโรงเรียนรัฐที่มีคุณภาพสูงมีสัดส่วนมากขึ้น แต่ต้องจ่ายเงินแพง โรงเรียนเหล่านี้จึงกลายเป็นพื้นที่สำหรับครอบครัวที่มีฐานะเท่านั้น

จะทำอะไร (Action)

  • กำหนดเพดานค่าเทอม ไม่ให้เก็บเงินเกินที่กำหนด
  • จำกัดสัดส่วนห้องเรียนพิเศษไม่เกินร้อยละ 30
  • กำหนดโควตา "เรียนฟรี" ในห้องเรียนพิเศษ 25% ของจำนวนนักเรียน
  • อุดหนุนงบประมาณส่วนที่ขาดให้เพียงพอ
  • สนับสนุนงบประมาณอุดหนุนรายหัวและงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมเป็นพิเศษให้แก่ โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการเรียนฟรีต้นแบบ
  • แก้ไขประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  • ปรับหลักเกณฑ์การเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษา
  • ปรับเกณฑ์การรับนักเรียน แก้ไขประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง แนวนโยบายและแนวปฎิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน ที่กำหนดสัดส่วนห้องเรียนปกติและห้องเรียนพิเศษ
  • กำหนดโครงการสนับสนุนโรงเรียนเรียนฟรี

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เรียนฟรี ไม่มีบิลเพิ่ม
  • โรงเรียนไม่สามารถเก็บเงินเกินที่กำหนด
  • ลดการผลักภาระค่าใช้จ่ายไปที่ผู้เรียน
  • สัดส่วนห้องเรียนพิเศษในโรงเรียนรัฐไม่เกินร้อยละ 30 ของห้องเรียนทั้งหมด
  • เด็กที่มีความสามารถแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์เข้าเรียนห้องเรียนพิเศษได้
  • โรงเรียนรัฐเป็นพื้นที่ที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ปกครอง
  • นักเรียน
  • เด็กที่มีความสามารถแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์
  • โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบประมาณรายจ่ายประจำปี
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษในปัจจุบันยังไม่สามารถให้บริการได้อย่างครอบคลุมและมีคุณภาพ ทำให้เด็กพิการจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึง "การศึกษาที่มีคุณภาพใกล้บ้าน" ตามสิทธิที่กฎหมายกำหนดได้จริง
  • ศูนย์ฯ จำนวนน้อย: ศูนย์การศึกษาพิเศษมีเพียงจังหวัดละ 1 แห่ง ทำให้ครอบครัวในพื้นที่ชนบทและห่างไกลไม่สามารถพาเด็กเข้ามารับบริการแบบไปกลับหรือประจำได้
  • บุคลากรไม่พอ โครงสร้างไม่พร้อม: ปัจจุบันครู 1 คน ต้องดูแลเด็กพิการกว่า 8 คน ซึ่งสูงกว่าอัตราที่เหมาะสมที่ควรอยู่ที่ 1:5 ขณะที่อาคารเรียนปัจจุบันไม่ได้ออกแบบสำหรับการเรียนรู้เฉพาะทาง เช่น ห้องฝึกพูด ห้องบำบัด ทำให้ศูนย์การศึกษาพิเศษต้องหางบประมาณมาปรับปรุงเอง รวมถึงยังขาดแคลนอุปกรณ์และสื่อการเรียนรู้เฉพาะด้าน
  • งบประมาณไม่สอดคล้องภารกิจจริง: ศูนย์การศึกษาพิเศษได้รับงบอุดหนุนรายหัวเพียง 4 หมวด ไม่ได้ค่าจัดการเรียนการสอนแบบโรงเรียน ทั้งที่เป็นบทบาทสำคัญของศูนย์ฯ และงบอุดหนุนเองไม่สอดคล้องกับภารกิจที่ซับซ้อนของการดูแลเด็กพิการที่มีความหลากหลาย

จะทำอะไร (Action)

  • ลงทุนขยายศูนย์และเพิ่มงบรายหัว: จัดสรรงบลงทุนรวมประมาณ 200 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงศูนย์ฯ ในทุกจังหวัด และขยายศูนย์ย่อยในอำเภอที่มีความพร้อม
  • เพิ่มจำนวนเด็กที่ดูแลได้จาก 9,300 คน เป็น 20,000 คน
  • ออก มติคณะรัฐมนตรี เพื่อปรับหลักเกณฑ์เงินอุดหนุนรายหัวสำหรับศูนย์การศึกษาพิเศษ ให้สามารถรับค่าจัดการเรียนการสอนเพิ่มได้
  • เพิ่มบุคลากรอีกประมาณ 2,000 ตำแหน่ง เพื่อให้ได้อัตราส่วน ที่เหมาะสมคือ 1:5
  • สนับสนุนการเรียนรวมในระดับอำเภอ: จัดตั้งงบอุดหนุนสำหรับโรงเรียนระดับอำเภอเพื่อให้จัดการเรียนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เพิ่มงบลงทุนปรับสภาพแวดล้อม สื่อการเรียนรู้ และเทคโนโลยีช่วยสอน
  • เพิ่มงบประมาณเพื่อพัฒนาศักยภาพครูให้สามารถจัดการเรียนการสอนแบบเรียนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เพิ่มงบจ้างบุคลากรสนับสนุนเฉพาะทาง เช่น ครูการศึกษาพิเศษ ผู้ช่วยครู นักกิจกรรมบำบัด และนักจิตวิทยา

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มครูพิเศษ 2,000 ตำแหน่ง
  • ยกระดับงบรายหัว
  • เด็กพิการ เข้าถึง "การศึกษาที่มีคุณภาพใกล้บ้าน" ตามสิทธิที่กฎหมายกำหนดได้จริง
  • เด็กพิการ ที่มีความยากลำบากด้านการเรียนรู้ การควบคุมพฤติกรรม และการจดจำ เข้าถึงการเรียนในศูนย์ฯ จาก 9,000 คนในปัจจุบัน เพิ่มเป็น 20,000 คน
  • ศูนย์การศึกษาพิเศษ สามารถรับค่าจัดการเรียนการสอนเพิ่มได้
  • โรงเรียนระดับอำเภอ จัดการเรียนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ครู สามารถจัดการเรียนการสอนแบบเรียนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • โรงเรียน สามารถรองรับผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษได้อย่างเหมาะสม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เด็กพิเศษ
  • เด็กพิการ
  • ครอบครัวในพื้นที่ชนบทและห่างไกล
  • ผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายใน 4 ปี (relating to เข้าถึงการเรียนในศูนย์ฯ จาก 9,000 คนในปัจจุบัน เพิ่มเป็น 20,000 คน)
  • ภายใน 4 ปี (relating to เพิ่มบุคลากรอีกประมาณ 2,000 ตำแหน่ง)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ประมาณ 200 ล้านบาท (งบลงทุนรวม เพื่อปรับปรุงศูนย์ฯ ในทุกจังหวัด และขยายศูนย์ย่อย)
  • ประมาณ 400 ล้านบาท (งบลงทุน เพื่อให้เด็กพิการเข้าถึงการเรียนในศูนย์ฯ เพิ่มเป็น 20,000 คน)
  • ปีละไม่เกิน 80 ล้านบาท (งบประมาณเพิ่มเติม สำหรับค่าจัดการเรียนการสอน)
  • ไม่เกินปีละ 500 ล้านบาท (งบประมาณเพิ่มขึ้น สำหรับเพิ่มบุคลากร)

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความล้าสมัย: เรายังคงใช้หลักสูตรแกนกลางปี พ.ศ. 2551 เป็นหลัก ซึ่งไม่เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและ AI
  • โครงสร้างที่รวมศูนย์และตายตัว: หลักสูตรส่วนกลางกำหนดรายละเอียดมากเกินไป จนขาดความยืดหยุ่นให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละท้องถิ่น
  • เนื้อหาแยกส่วน ไม่เชื่อมโยง: วิชาต่างๆ ถูกสอนแยกขาดจากกัน ไม่เน้นการบูรณาการความรู้มาใช้ในชีวิตจริง
  • มุ่งเน้นการวัดผล มากกว่าการพัฒนา: การสอบกลายเป็นเป้าหมายหลักแทนที่จะเป็นการเติบโตของผู้เรียน
  • การตีกรอบทางวัฒนธรรม: หลักสูตรมักสะท้อนเพียงวัฒนธรรมกระแสหลัก จนอาจมองข้ามความหลากหลายและความนึกคิดที่แตกต่างในชุมชน

จะทำอะไร (Action)

  • ออกแบบหลักสูตรการศึกษาใหม่
  • พัฒนา "แพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ"
  • เปลี่ยนระบบการศึกษาให้เป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างและปลอดภัย
  • สร้างระบบการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น: พัฒนา "แพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ" หรือระบบธนาคารเครดิต (Credit Bank) เพื่อเชื่อมต่อการเรียนรู้จากหลากหลายช่องทาง ไม่จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน
  • เน้นการลงมือทำจริงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อตนเองและสังคม
  • เปิดโอกาสให้ อบจ. ภาคประชาชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น ร่วมออกแบบหลักสูตรที่สอดคล้องกับโอกาสในแต่ละพื้นที่
  • สนับสนุนให้ผู้เรียนตั้งคำถาม เรียนรู้แบบวิพากษ์ (Critical Thinking) และมีส่วนร่วมในการออกแบบเส้นทางการเรียนของตนเอง
  • นำ AI Tutor และ Skill Portfolio มาใช้เพื่อเปิดโลกการเรียนรู้และติดตามความก้าวหน้าตามความถนัดเฉพาะบุคคล
  • ดำเนินการตามขั้นตอน: จัดตั้งคณะกรรมการและเวทีร่วมออกแบบหลักสูตรการศึกษาใหม่ ที่เน้นให้ผู้เรียน "คิดเป็น ทำได้ สื่อสารดี" ในทุกระดับชั้น
  • ดำเนินการตามขั้นตอน: เปิดตัว แพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ : เพื่อเป็นฐานข้อมูลและเป็นฐานการเชื่อมต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคนได้อย่างคล่องตัว เปิดกว้าง และมีประสิทธิภาพ โดยระดมความรู้ ประสบการณ์ เนื้อหาสร้างสรรค์ ในทุกพื้นที่และทุกระดับ ผ่านแพลตฟอร์มนี้
  • เสริมพลังครู: สนับสนุนการเรียนรู้ของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อเพิ่มพูนทักษะให้สามารถเปลี่ยนบทบาทของครูจากการเป็น “ผู้ถ่ายทอดความรู้” ไปเป็น “ผู้อำนวยการเรียนรู้” (Facilitator) โดยใช้เทคโนโลยีและสะท้อนผลการเรียนรู้ของผู้เรียน
  • วิจัยและพัฒนาต่อเนื่อง: จัดตั้ง "สถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตร" ที่เป็นมืออาชีพ เพื่อติดตาม ประเมินผล ศึกษาวิจัยหลักสูตรใหม่
  • วิจัยและพัฒนาต่อเนื่อง: ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์จากการศึกษาวิจัยแบบสหวิทยาการ เพื่อให้เห็นมุมมองในการพัฒนาหลักสูตรอย่างครบถ้วน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้เรียนออกแบบเส้นทางชีวิตและอาชีพได้ตามความสนใจจริง
  • เยาวชน "กล้าฝัน กล้าคิด"
  • มี หลักสูตรการศึกษา ที่เป็น "หลักสูตรที่มีชีวิต" (Living Curriculum) ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความสนใจและประสบการณ์จริงของผู้เรียน
  • เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อตนเองและสังคม
  • มี หลักสูตรที่สอดคล้องกับโอกาสในแต่ละพื้นที่
  • เปิดโลกการเรียนรู้และติดตามความก้าวหน้าตามความถนัดเฉพาะบุคคล
  • ได้ ข้อสรุปอย่างเป็นรูปธรรม
  • ผู้เรียน แต่ละคนเชื่อมต่อการเรียนรู้ได้อย่างคล่องตัว เปิดกว้าง และมีประสิทธิภาพ
  • ครู สามารถเปลี่ยนบทบาทของครูจากการเป็น “ผู้ถ่ายทอดความรู้” ไปเป็น “ผู้อำนวยการเรียนรู้” (Facilitator)
  • ยกระดับการวิจัยและพัฒนาหลักสูตรของไทยได้อย่างต่อเนื่อง
  • สามารถ เห็นมุมมองในการพัฒนาหลักสูตรอย่างครบถ้วน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้เรียน
  • เยาวชน
  • อบจ.
  • ภาคประชาชน
  • ผู้ประกอบการท้องถิ่น
  • ครู
  • บุคลากรทางการศึกษา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายในปีงบประมาณ 2569: จัดตั้งคณะกรรมการและเวทีร่วมออกแบบหลักสูตรการศึกษาใหม่ ที่เน้นให้ผู้เรียน "คิดเป็น ทำได้ สื่อสารดี" ในทุกระดับชั้น เพื่อให้ได้ข้อสรุปอย่างเป็นรูปธรรม
  • ปี 2570 เปิดตัว แพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชา

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • แม้ประเทศไทยเริ่มนำแนวคิด STEM/STEAM มาใช้ตั้งแต่ปี 2556 แต่ในทางปฏิบัติยังพบอุปสรรคที่ทำให้การเรียนการสอนแบบนี้ไม่คืบหน้าในประเทศไทยเท่าที่ควร
  • ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน: งานวิจัยพบว่าครูกว่า 85.5% ยังไม่เคยได้ยินชื่อ และหลายคนเข้าใจผิดว่า STEAM คือแค่ "การทำโครงงานวิทยาศาสตร์" หรือ "กิจกรรมพิเศษ" ที่จัดขึ้นเป็นครั้งคราว แทนที่จะเห็นว่าเป็น “แนวทางการสอนแบบบูรณาการ” ในระบบปกติ
  • จำกัดอยู่แค่อีเวนต์: การจัดกิจกรรมมักเน้นไปที่การแข่งหุ่นยนต์หรือการแสดงผลงาน แต่ขาดการนำมาใช้ร่วมกับวิชาเรียนในชีวิตประจำวัน
  • ระบบสอบที่เน้นท่องจำ: ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังเป็นแบบปรนัย (กากบาท) ทำให้นักเรียนและครูไม่กล้าใช้เวลาไปกับกิจกรรมที่ใช้กระบวนการ STEAM ซึ่งกินเวลามากกว่าและประเมินยากกว่า
  • ขาดทรัพยากรและระบบสนับสนุน: โรงเรียนในต่างจังหวัดขาดทั้งอุปกรณ์และเวลา ครูต้องแบกภาระสอนหลายวิชาโดยไม่มี "โค้ช" หรือระบบติดตามผลที่ช่วยให้ครูพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีระบบให้รางวัลครูที่พัฒนา STEAM อย่างแท้จริง ครูที่เน้นคะแนนสอบกลับได้รับการยอมรับมากกว่า

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปการศึกษา
  • เลิกสอบท่องจำ
  • ใช้การบูรณาการข้ามศาสตร์แก้โจทย์ท้องถิ่น
  • มีโค้ชประจำโรงเรียน
  • ประเมินสมรรถนะผ่านพอร์ตโฟลิโอ
  • พัฒนาการเรียนการสอน STEAM ในระบบการศึกษาไทย
  • ปรับหลักสูตรแกนกลางให้เน้นสมรรถนะ (Competency-based curriculum) เช่น การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม
  • ใช้การประเมินจากผลงานจริง (Performance-based) เช่น แฟ้มสะสมงาน โครงงาน และการนำเสนอ
  • มี “เกณฑ์การประเมินสมรรถนะ” (rubrics) ที่ชัดเจน ที่วัดกระบวนการคิดและการทำงานร่วมกัน
  • สร้างระบบสะสมผลงาน (Portfolio-based Learning) ให้ผู้เรียนเก็บผลงานสะสมทั้งภาพถ่าย คลิปวิดีโอ แบบจำลอง รายงาน ใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการประเมินต่อเนื่อง
  • คืนเสรีภาพให้โรงเรียน: ให้โรงเรียนสามารถออกแบบหลักสูตรย่อยที่เชื่อมโยง STEAM (Integrated STEAM Unit)
  • เปลี่ยนบทบาทครูสู่ "ผู้อำนวยการเรียนรู้": ครูจะไม่ใช่ผู้เฉลยคำตอบ แต่เป็นคนคอยตั้งคำถามกระตุ้นความคิด สร้างบรรยากาศให้ “ความผิดพลาด” เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้
  • เรียนรู้ผ่านการแก้ปัญหาจริงในท้องถิ่น: ใช้ปัญหาในท้องถิ่นเป็นจุดเริ่มต้น (เช่น น้ำท่วม ขยะ พลังงาน เกษตรกรรม) โดยให้เด็กได้บูรณาการ STEAM หรือความรู้ข้ามศาสตร์เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ชุมชน
  • ชวนหน่วยงานท้องถิ่นหรือภูมิปัญญาชาวบ้าน เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้และประเมินผล
  • มี "โค้ช STEAM" ประจำโรงเรียน: สนับสนุนให้มีพี่เลี้ยงทางวิชาชีพ (Instructional coach) ที่คอยช่วยครูออกแบบการสอน สังเกตชั้นเรียน และสะท้อนผลร่วมกัน
  • จัดตั้งเครือข่ายครู STEM (Professional Learning Community)
  • จัดให้มีระบบฝึกอบรมแบบขั้นบันได (Micro-credential)
  • พัฒนาแพลตฟอร์ม AI ช่วยครู: แพลตฟอร์มที่ช่วยครูออกแบบคำถามเพื่อสร้างการเรียนรู้ สร้างเกณฑ์การประเมิน หรือจำลองบทเรียนก่อนนำไปสอนจริง
  • เชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่น: สนับสนุนหลักสูตร STEAM เฉพาะพื้นที่ เช่น การทำเกษตรปลอดภัยในภาคเหนือ หรือการอนุรักษ์พลังงานในเขตอุตสาหกรรมภาคตะวันออก
  • สร้างระบบ "พี่เลี้ยงนักเรียน STEAM": สร้างเครือข่ายรุ่นพี่ที่เคยผ่านการเรียนแบบ STEAM มาช่วยแนะนำรุ่นน้อง
  • สนับสนุนให้มีการสะท้อนผล: ให้ครูแต่ละโรงเรียนนำข้อมูลความสำเร็จและปัญหาจากการใช้หน่วย STEAM เข้าสู่ระบบฐานกลาง เช่น สิ่งที่ได้ผล สิ่งที่ยังติดขัด การตอบสนองของผู้เรียน เพื่อปรับปรุงหน่วยการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
  • เน้นการพัฒนาเชิงลึก: สนับสนุนให้ครูทำโครงการศึกษาพิเศษด้าน STEAM เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยต้องเป็นไปในลักษณะการ “เปิดโอกาส” ไม่ใช่การบังคับ หรือกดดันให้ต้องทำ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างนักคิด นักแก้ปัญหา
  • สร้างเด็กไทยที่คิดเป็น ทำได้ สื่อสารดี
  • เพิ่มทักษะของผู้เรียน
  • ผู้เรียนเห็นพัฒนาการของตนเอง
  • ครูและนักเรียนเข้าใจว่าความสำเร็จไม่ได้วัดจากคำตอบที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียว แต่ประเมินจากกระบวนการในการทำงานทุกช่วง
  • โรงเรียนสามารถออกแบบหลักสูตรย่อยที่เชื่อมโยง STEAM (Integrated STEAM Unit) ได้
  • เด็กกล้าลองผิดลองถูก
  • สร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ชุมชน
  • ครูพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง
  • ครูเห็นว่าไม่ได้อยู่ลำพัง สามารถช่วยกันคิดหน่วยเรียนรู้ หรือสร้างเกณฑ์การประเมินสมรรถนะเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกันในการพัฒนาคุณภาพการสอน
  • ครูสามารถสะสม "เข็มกลัด" (Badges) ตามระดับทักษะ ตั้งแต่ระดับต้น (เข้าใจแนวคิด STEAM), ระดับกลาง (ออกแบบหน่วยการเรียนรู้), ระดับสูง (เป็นครูโค้ช STEAM)
  • แพลตฟอร์มเองจะพัฒนาให้มี “คลังสื่อ/ตัวอย่างชั้นเรียนจริง” ที่เป็นบริบทของโรงเรียนไทย
  • สามารถดึง “ครูในพื้นที่” มาเพิ่มหน่วยเรียนรู้ (Module) ใหม่เข้ามาได้เรื่อยๆ กลายเป็นคลัง STEAM ของประเทศ
  • เกิดการฝึกทักษะการสื่อสารและการสอนให้กับตัวรุ่นพี่เอง
  • เกิดการปรับปรุงหน่วยการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
  • “นโยบาย–การปฏิบัติ” เชื่อมกันได้จริง
  • ครูเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เด็กไทย
  • นักเรียน
  • ครู
  • ผู้เรียน
  • โรงเรียน
  • หน่วยงานท้องถิ่น
  • ภูมิปัญญาชาวบ้าน
  • ชุมชน
  • พี่เลี้ยงทางวิชาชีพ (Instructional coach)
  • รุ่นพี่ที่เคยผ่านการเรียนแบบ STEAM
  • รุ่นน้อง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • วิกฤตครูไทยเรื่อง “การกระจายตัว” ที่ผิดเพี้ยนจากความต้องการจริง รวมถึงคุณภาพการสอนที่ไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่
  • ระบบการผลิตครูปัจจุบันที่มีปัญหา เปรียบเสมือน “โรงงานที่ผลิตสินค้าผิดสเปกและส่งไปผิดที่”
  • มหาวิทยาลัยเน้นเปิดรับนักศึกษาจำนวนมากเพื่อหารายได้ โดยไม่ได้ดูความต้องการของตลาดงาน ทำให้เกิดภาวะครูเฟ้อและสาขาวิชาไม่ตรงความต้องการ บัณฑิตล้นตลาดในบางวิชา แต่กลับขาดแคลนวิชาสำคัญ เช่น STEM และภาษาอังกฤษ
  • หลักสูตรที่เน้นเนื้อหา มุ่งเน้นการเรียนในห้องเรียน มากกว่าการลงมือปฏิบัติ ทำให้ครูจบใหม่มีความรู้ทางวิชาการแต่ขาดทักษะการจัดการชั้นเรียนและการแก้ปัญหาหน้างานจริง
  • ระยะเวลาฝึกสอนนาน แต่ขาดระบบพี่เลี้ยง (Mentoring) และการสะท้อนผลที่มีคุณภาพ
  • ระบบการคัดเลือกผู้เข้าเรียนเน้นการรับเข้าจำนวนมาก โดยขาดการคัดกรองทัศนคติและความสามารถแบบเข้มข้น (Top Talent) ทำให้ขาดแรงจูงใจในวิชาชีพ ผู้เรียนที่ไม่พร้อมจะเป็นครู หรือเลือกเรียนครูเป็นเพียงทางเลือกสำรอง
  • เยาวชนไทยและวัยแรงงานกว่า 64% มีทักษะการอ่านต่ำกว่าเกณฑ์ และขาดทักษะดิจิทัล เนื่องจากระบบการเรียนการสอนยังเน้นการท่องจำทฤษฎีมากกว่าการคิดวิเคราะห์
  • ประเทศไทยต้องการแรงงานทักษะสูง (High-skilled labor) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ระบบการศึกษากลับผลิตบัณฑิตที่ขาดทักษะที่นายจ้างต้องการ
  • ความเหลื่อมล้ำในการกระจายตัว: โรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนในชนบทกว่า 64% ขาดแคลนครูขั้นวิกฤต เพราะครูเก่งๆ กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่

จะทำอะไร (Action)

  • เปลี่ยนระบบการผลิตเป็น "ระบบปิด" เพิ่มสัดส่วนการผลิตครูที่เชื่อมโยงกับความต้องการจริง
  • ปฏิรูปงบประมาณมหาวิทยาลัย (University Funding Reform) ให้งบตาม "คุณภาพผลสัมฤทธิ์ของครู" และ "อัตราการมีงานทำตรงสาย"
  • ปรับบทบาทมหาวิทยาลัย: ให้เน้นการติดตาม ฝึกอบรม และเพิ่มเติมความรู้สำหรับครูที่ทำหน้าที่อยู่แล้ว
  • เพิ่มบทบาทของครูที่สอนอยู่หน้างานจริง: ในการเข้ามามีส่วนในการถ่ายทอดประสบการณ์ในการจัดการห้องเรียน การประยุกต์สื่อสมัยใหม่ รวมถึงให้คำแนะนำกับนักศึกษาครูรุ่นน้อง
  • ใช้ Big Data เชื่อมโยงสถิติเด็กเกิดใหม่กับอัตราการเกษียณของครู
  • คุรุสภาออกมาตรฐานกำหนดโควตาการผลิตตามความต้องการของพื้นที่ และกำหนดเงื่อนไขการรับนักศึกษาโดยเน้น "ประสิทธิภาพ" มากกว่าปริมาณ
  • อว. ออกแนวทางการปฏิบัติในการคัดเลือกบุคคลเข้ามาเรียนวิชาชีพครู
  • สร้างระบบจับคู่โรงเรียนร่วมพัฒนากับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ที่ทำหน้าที่ผลิตครู
  • คุรุสภาออกข้อกำหนด จำกัดปริมาณการรับนักศึกษาครูของแต่ละมหาวิทยาลัย ให้สัดส่วนสอดคล้องกับจำนวนที่ตลาดต้องการและบรรจุงานได้จริง
  • อว. ออกคำสั่งให้มหาวิทยาลัยต้องรับนักศึกษาบนเงื่อนไขของประสิทธิภาพการผลิตเป็นสำคัญ ไม่ใช่เน้นปริมาณเพื่อหารายได้
  • สร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยในพื้นที่กับโรงเรียน เพื่อใช้เป็นพื้นที่ฝึกปฏิบัติการสอนจริงที่มีคุณภาพ
  • อว. จัดทำกรอบงบประมาณการผลิตครู 1 คนให้เพิ่มขึ้น สะท้อนการลงทุนเชิงคุณภาพ (เทียบกับแนวทางการผลิตแพทย์)
  • รัฐมนตรีเสนอ ครม. อนุมัติกรอบงบประมาณใหม่
  • กระทรวงศึกษาธิการ และ อว. เป็นเจ้าภาพร่วมในการตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาสร้างฐานข้อมูล การผลิตครู การใช้ครู และการพัฒนาครู
  • คณะกรรมการประกอบด้วย คุรุสภา กคศ. ตัวแทน อว. ตัวแทนมหาวิทยาลัยที่ผลิตครู คปร. โดยอาจให้คุรุสภาเป็นผู้ดูแลฐานข้อมูล
  • ตั้งงบประมาณเป็นงบบูรณาการ
  • คุรุสภาออกคำสั่งให้ครูทั่วประเทศ (รัฐและเอกชน) ลงทะเบียนตนเองในฐานข้อมูลกลาง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เปลี่ยนระบบจาก "ผลิตตามความถนัดของมหาวิทยาลัย" (Supply-driven) เป็น "ผลิตตามความต้องการจริง" (Demand-driven)
  • เพิ่มสัดส่วนการผลิตครู อัตราการบรรจุจริง จาก 30% เป็น 70-100%
  • นักศึกษาครู เรียนจบแล้วมีที่ทำงาน และตรงกับสาขาที่ขาดแคลน
  • งบประมาณ เป็นไปตาม คุณภาพผลสัมฤทธิ์ของครู และอัตราการมีงานทำตรงสาย
  • ครู มีทักษะและขีดความสามารถมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ปริมาณการรับนักศึกษาครูของแต่ละมหาวิทยาลัยมีสัดส่วนสอดคล้องกับจำนวนที่ตลาดต้องการและบรรจุงาน
  • กรอบงบประมาณการผลิตครู 1 คนให้เพิ่มขึ้น สะท้อนการลงทุนเชิงคุณภาพ (เทียบกับแนวทางการผลิตแพทย์)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครู
  • นักศึกษา ครู
  • มหาวิทยาลัย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การอบรมแบบ "เสื้อโหล" (One Size Fits All) หรือ คำสั่งจากส่วนกลางที่กำหนดหัวข้ออบรมแบบเดียวกันทั้งประเทศ โดยไม่สนใจบริบทที่ต่างกันระหว่างโรงเรียน
  • ระบบการประเมินวิทยฐานะเน้นการ "สะสมชั่วโมงและเกียรติบัตร" ทำให้การเข้าอบรมเพียงเพื่อผลการประเมิน แต่ไม่ได้นำความรู้มาใช้พัฒนาเด็กจริง
  • การดึงครูออกจากห้องเรียนไปอบรมตามสถานที่ต่างๆ
  • ความล้มเหลวของระบบติดตาม ขาดระบบพี่เลี้ยง (Coaching) ในห้องเรียนจริง ความรู้ที่เรียนมาไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติหรือต่อยอดอย่างต่อเนื่อง
  • ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ถูกทำให้กลายเป็นการทำเอกสารเท็จย้อนหลังเพียงเพื่อให้ครบตามเกณฑ์

จะทำอะไร (Action)

  • แจกงบพัฒนาครูคนละ 5,000 บาทส่งถึงโรงเรียนให้เลือกอบรมเองตามปัญหาพื้นที่
  • ปฏิรูปการพัฒนาครูโดยใช้ "โรงเรียนเป็นฐาน" (School-Based Training) ให้ครูและผู้บริหารกำหนดหัวข้ออบรมตามปัญหาจริงที่เจอในห้องเรียน หรือตามสิ่งที่ต้องการพัฒนา
  • เลิกนับชั่วโมงอบรมและนับใบประกาศ ใช้ "การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของนักเรียน" เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการอบรม
  • จัดสรรงบประมาณพัฒนาครูเป็นเงินก้อน (Grant) ส่งตรงถึงโรงเรียน ให้โรงเรียนบริหารจัดการจัดซื้อคอร์สหรือจ้างวิทยากรที่ตอบโจทย์พื้นที่ได้เอง
  • กระทรวงศึกษาธิการออกแบบคู่มือแนวทางการดำเนินงานโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
  • สมศ. กำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานในโรงเรียน ให้สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
  • ออกประกาศกระทรวงถึงแนวทางในการดำเนินงานภายในสถานศึกษาและซักซ้อมความเข้าใจในการดำเนินงานร่วมกับเขตพื้นที่อย่างใกล้ชิด
  • รมว.ศึกษาธิการ สื่อสารสาธารณะถึงแนวปฏิบัติของกระทรวงที่จะดำเนินการภายใต้วัฒนธรรมรับผิดรับชอบ (Accountability)
  • กำหนดให้ กคศ. ออกแบบแนวทางการประเมินวิทยฐานะที่สอดคล้องกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน
  • รมว.ศึกษาธิการ มอบหมายให้ตั้งกรอบงบประมาณในการพัฒนาครู คนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท
  • รมว.ศึกษาธิการ นำกรอบงบประมาณเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนออนุมัติ
  • กระทรวงออกแบบแนวทางการใช้งบประมาณเพื่อซักซ้อมความเข้าใจกับหน่วยปฏิบัติ
  • ตั้งคณะกรรมการติดตามและประเมินโครงการ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • คืนครูสู่ห้องเรียนอย่างมีคุณภาพ
  • ครูและผู้บริหารกำหนดหัวข้ออบรมตามปัญหาจริงที่เจอในห้องเรียน หรือตามสิ่งที่ต้องการพัฒนา
  • โรงเรียนบริหารจัดการจัดซื้อคอร์สหรือจ้างวิทยากรที่ตอบโจทย์พื้นที่ได้เอง
  • โรงเรียนสามารถสร้างกระบวนการพัฒนาครูภายในโรงเรียนได้เอง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครู
  • โรงเรียน
  • ผู้บริหาร
  • นักเรียน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • "อยากสอนแต่ไม่ได้สอน" คือระบบบริหารจัดการที่ผลักภาระงานสนับสนุนไปให้ครูผู้สอน ทำให้ครูมีภาระงานล้นเกิน กลายเป็นแผลเรื้อรังของการศึกษาไทย
  • ครูต้องรับบทบาทที่ตนเองไม่ถนัด ทั้งนักบัญชีและฝ่ายจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งมีความเสี่ยงทางกฎหมายสูง ทำให้แทนที่จะได้ใช้เวลาเพื่อเตรียมการสอน กลับต้องจมอยู่กับกองเอกสารจัดซื้อจัดจ้าง
  • ระบบการประเมินวิทยฐานะหรือการประเมินโรงเรียน ที่เน้น "เล่มรายงาน" และ "การจัดบอร์ดนิทรรศการ" เพื่อต้อนรับคณะกรรมการ คือการทำผักชีโรยหน้าที่ขโมยเวลาคุณภาพที่ครูควรจะได้อยู่กับเด็ก
  • งานนโยบายรายวันและงานจิปาถะ (เช่น รายงานโครงการ งานประชาสัมพันธ์ งานอาคารสถานที่) ที่สั่งการแบบบนลงล่าง (Top-down) บีบให้ครูต้องเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง จนสูญเสียสมดุลชีวิต
  • ครูขาดเวลาเตรียมการสอนและดูแลเด็กเป็นรายบุคคล ทำให้การเรียนการสอนขาดประสิทธิภาพและเข้าไม่ถึงเด็กกลุ่มเปราะบาง
  • ครูรุ่นใหม่เกิดภาวะหมดไฟ (Burnout) และปัญหาสุขภาพจิตสะสมจากการทำงานที่ไม่ถนัดและความกดดันจากการถูกตรวจสอบ นำไปสู่การลาออกหรือย้ายสายงาน

จะทำอะไร (Action)

  • วัดผลที่ตัวเด็ก คืนครูสู่ห้องเรียน
  • กระทรวงศึกษาธิการจัดสรรงบประมาณจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการ การเงิน และนักการภารโรงให้ครบทุกโรงเรียน ด้วยรูปแบบและอัตราค่าจ้างที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับภาระและทักษะที่ใช้ในการทำงาน
  • ลดเอกสาร เปลี่ยนจากการตรวจเล่มรายงาน เป็นการดูพัฒนาการจริงของผู้เรียน
  • ลดพิธีกรรม ยกเลิกการจัดตั้งนิทรรศการต้อนรับกรรมการที่สิ้นเปลืองงบประมาณและเวลา
  • ใช้ Big Data เชื่อมโยงข้อมูลจากส่วนกลาง ไม่ต้องกรอกข้อมูลซ้ำซ้อนในหลายแพลตฟอร์ม
  • ปฏิรูประบบงบประมาณและแก้กฏหมายให้สามารถทำงานเอกสารที่จำเป็นผ่านระบบดิจิทัลได้
  • จัดทำแผนอัตรากำลังใหม่: รมว.ศึกษาธิการ ร่วมกับ สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ จัดทำแผนที่เปลี่ยนภาระงานจาก "ครู" ไปสู่ "พนักงานสายสนับสนุน" อย่างเป็นระบบ
  • ระบุรายละเอียดความต้องการ: ในเอกสารต้องระบุจำนวนบุคลากรที่ต้องการในแต่ละตำแหน่ง (ธุรการ, การเงิน, ภารโรง) และประเมินงบประมาณผูกพันต่อเนื่องให้ชัดเจน
  • นำเสนอแผนดังกล่าวต่อ "คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ" (คปร.) เพื่อขออนุมัติกรอบอัตรากำลังและงบประมาณในภาพรวมของประเทศ
  • เปลี่ยนเกณฑ์การประเมิน มอบหมายให้ กคศ. ออกหนังสือเวียนกำหนดแนวทางการประเมินครูใหม่ โดยพิจารณาจาก "ความก้าวหน้าของผู้เรียนในชั้นเรียน" ที่เกิดขึ้นจริง โดยใช้กลไกการนิเทศภายในตามแนวคิดการใช้โรงเรียนเป็นฐาน
  • สร้างความเข้าใจเชิงนโยบาย จัดประชุมซักซ้อมความเข้าใจร่วมกับเขตพื้นที่การศึกษา และกองการเจ้าหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
  • แก้ไข พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างฯ พ.ศ. 2560 เพื่อรองรับลายเซ็นดิจิทัลเป็นหลักฐานการเบิกจ่าย การรับรองได้
  • กระจายอำนาจ: มอบอำนาจให้พนักงานราชการหรือผู้ได้รับมอบหมาย เซ็นรับรองได้ ไม่จำกัดเฉพาะข้าราชการเท่านั้น
  • ปรับปรุงบทบัญญัติในกรณีที่สินค้าไม่ตรงตาม TOR ให้เป็นความผิดของผู้รับจ้างด้วย
  • ออกประกาศกระทรวงและหนังสือเวียน: เพื่อซักซ้อมแนวทางการทำงาน การเก็บเอกสารทางราชการแบบอิเล็กทรอนิกส์
  • สร้าง Marketplace เพื่อการศึกษา พัฒนาแพลตฟอร์มจัดซื้อจัดจ้าง ให้ครูสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ตามความต้องการ ตามกรอบงบประมาณที่ได้รับจัดสรร โดยไม่ต้องทำเอกสาร

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • งานครู ลดลง
  • ครูสามารถทำหน้าที่ "สอน" เพียงอย่างเดียว
  • ระบบประเมินมีเอกสาร ลดลง
  • ไม่มีการจัดตั้งนิทรรศการต้อนรับกรรมการ
  • ไม่มีการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อนในหลายแพลตฟอร์ม
  • การทำงานเอกสารที่จำเป็นสามารถทำผ่านระบบดิจิทัลได้
  • การปฏิบัติงานเชิงนโยบายเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
  • เอกสารการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสามารถทำบนระบบอิเล็กทรอนิกส์
  • สามารถใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแสดงเป็นหลักฐานการเบิกจ่าย การรับรองได้
  • พนักงานราชการหรือผู้ได้รับมอบหมาย เซ็นรับรองได้ ไม่จำกัดเฉพาะข้าราชการเท่านั้น
  • ลดภาระทางกฎหมายของครู
  • ครูสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ตามความต้องการ ตามกรอบงบประมาณที่ได้รับจัดสรร โดยไม่ต้องทำเอกสาร

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครู
  • นักเรียน
  • โรงเรียน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เงินเดือนเริ่มต้นไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างมีคุณภาพ
  • ครูจำนวนมากติดอยู่ในวงจรหนี้สินสะสม เนื่องจากรายได้ไม่พอกับรายจ่าย
  • งบประมาณจากส่วนกลางจัดสรรมาไม่เพียงพอหรือล่าช้า ทำให้ครูต้องกู้ยืมเพื่อซื้อสื่อการสอนหรือซ่อมแซมห้องเรียน
  • บุคลากรสนับสนุน เช่น ธุรการและภารโรง รวมถึงครูอัตราจ้างจำนวนมาก ถูกจ้างในรูปแบบ "จ้างเหมาบริการ" ที่ไม่มีสวัสดิการเหมือนข้าราชการ และค่าจ้างต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ
  • ความไม่มั่นคง ของการจ้างงานแบบจ้างเหมาบริการ ทำให้เกิดการลาออกบ่อยครั้งจนขาดความต่อเนื่องในการดูแลโรงเรียนและนักเรียน
  • ครูไทยต้องแบกรับงานที่ไม่ใช่การสอน (Non-teaching tasks) ทำให้ค่าตอบแทนต่อชั่วโมงทำงานจริงต่ำกว่ามาตรฐานวิชาชีพชั้นสูงอื่น ๆ อย่างมาก

จะทำอะไร (Action)

  • เพิ่มทางเลือกบรรจุครูแบบ "ฐานเงินเดือนสูง" เริ่มต้นที่ 22,000 บาท/เดือน เพื่อแข่งขันกับภาคเอกชนและดึงดูดคนเก่งเข้าสู่ระบบ โดยแลกกับการไม่มีสิทธิบำนาญ เป็นทางเลือกสำหรับ “ผู้สมัครใจ” ไม่มีผลต่อข้าราชการครูเดิมที่บรรจุอยู่แล้ว
  • สร้างวิทยฐานะสายบริหารควบคู่วิทยฐานะสายวิชาการ กำหนดให้หัวหน้าฝ่ายงานในโรงเรียน (เช่น ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายแผนงาน) เป็นตำแหน่งที่ครองวิทยฐานะ คศ.3 สายบริหาร
  • เลื่อนวิทยฐานะยึดโยงประสิทธิภาพการสอนของครู และผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน มีวงจรการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
  • จัดสรรเงินสนับสนุนพิเศษให้กับครูและบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัย พื้นที่ห่างไกล หรือพื้นที่เข้าถึงยาก
  • กำหนดให้แต่ละโรงเรียนได้อัตราบุคลากรที่จำเป็น เช่น ภารโรง ธุรการ
  • ผลักดันให้เปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานจาก "จ้างเหมาบริการ" เป็น "ลูกจ้างชั่วคราว” (เป็นอย่างน้อย)
  • แก้ไขกฎหมายเงินเดือน: ปรับปรุง พ.ร.บ.เงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อกำหนดบัญชีเงินเดือนขั้นตํ่าและขั้นสูงแบบใหม่ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
  • มอบหมาย กคศ. ออกแนวทางการรับสมัครสอบบรรจุข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เข้าสู่ตำแหน่งแบบใหม่
  • ออกแบบวิธีการสลับเส้นทางอาชีพของข้าราชการครู จากแบบเดิมสู่แบบใหม่โดยสมัครใจ
  • แก้ไขกฎหมายสร้างวิทยฐานะสายบริหารควบคู่วิทยฐานะสายวิชาการ: ปรับปรุง พ.ร.บ.เงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อกำหนดผู้ที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายต่าง ๆ ให้ครองวิทยฐานะ คศ.3 พร้อมกำหนดค่าตอบแทน
  • กคศ. ออกหลักเกณฑ์ วิธีพิจารณา เลื่อนวิทยฐานะข้าราชการครูบรรจุเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายต่าง ๆ
  • แก้ไขกฎหมายให้เงินพิเศษ (Incentive) แก่ครู: ปรับปรุง พ.ร.บ.เงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่รัฐต้องจ่ายค่าตอบแทนพิเศษให้กับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยห่างไกล
  • ปฏิรูปการประเมินวิทยฐานะโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน: กคศ. ออกเกณฑ์ใหม่ที่เปิดให้กลุ่มโรงเรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีส่วนร่วมในการประเมิน เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทจริงของแต่ละพื้นที่
  • กำหนดให้เกณฑ์การตัดสินพิจารณาจากประสิทธิภาพการสอนของครู พัฒนาการของนักเรียน ความต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน และการสร้างสรรค์นวัตกรรมการสอนของครูเป็นสำคัญ
  • ทำหนังสือซักซ้อมและสื่อสารร่วมกับศึกษานิเทศก์ ทั้งในระดับเขตพื้นที่และหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันในการสนับสนุนการเลื่อนวิทยฐานะแบบใหม่
  • ปรับสัดส่วนงบประมาณจ้างงาน: ผลักดันให้สำนักงาน ก.พ. กำหนดอัตราลูกจ้างชั่วคราว พนักงานราชการ เท่าที่จำเป็นต่อการปฎิบัติงาน เพื่อเปลี่ยนสัญญาจากจ้างเหมา เป็นลูกจ้างที่ได้ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เป็นธรรม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ครูบรรจุใหม่เงินเดือนเริ่มต้น 22,000 บาท โดยแลกกับการไม่มีสิทธิบำนาญ
  • การเลื่อนวิทยฐานะ สัมพันธ์กับประสิทธิภาพการสอนของครู และผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน มีวงจรการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
  • บุคลากรสนับสนุน เช่น ภารโรง ธุรการ มีสวัสดิการตามกฎหมาย มีเงินเดือนที่เติบโตตามอายุงาน มีความมั่นคงในอาชีพ
  • บัญชีเงินเดือนขั้นตํ่าและขั้นสูงแบบใหม่ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
  • ผู้ที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายต่าง ๆ ครองวิทยฐานะ คศ.3 พร้อมกำหนดค่าตอบแทน
  • รัฐจ่ายค่าตอบแทนพิเศษให้กับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยห่างไกล
  • เกณฑ์การประเมินวิทยฐานะ สอดคล้องกับบริบทจริงของแต่ละพื้นที่
  • เปลี่ยนสัญญาจากจ้างเหมา เป็นลูกจ้างที่ได้ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เป็นธรรม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครู
  • ธุรการ
  • ภารโรง
  • บุคลากร (ทั่วไปและสนับสนุน)
  • ครูอัตราจ้าง
  • ครูและบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัย พื้นที่ห่างไกล หรือพื้นที่เข้าถึงยาก
  • ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
  • นักเรียน
  • ลูกจ้างชั่วคราว

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การเรียนรู้นอกห้องเรียนเป็นสิทธิพิเศษที่มีเพียงเด็กจากครอบครัวฐานะดีที่เข้าถึงได้
  • ความเหลื่อมล้ำของ "ต้นทุนการเรียนรู้": ครอบครัวรายได้น้อยต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทางการศึกษาสูงถึง 20% ของรายได้ ทำให้แทบไม่เหลือเงินสำหรับการซื้อหนังสือ หรือพาบุตรหลานไปแหล่งเรียนรู้
  • แหล่งเรียนรู้กระจุกตัว: เยาวชนไทยกว่า 40% ไม่เคยไปพิพิธภัณฑ์หรือหอศิลป์ โดยเฉพาะเด็กในต่างจังหวัดที่เผชิญกับข้อจำกัดทั้งด้านค่าเดินทางและระยะทาง เพราะแหล่งเรียนรู้ในประเทศไทยมีการกระจายตัวอย่างไม่ทั่วถึง กระจุกตัวในบางพื้นที่
  • ระบบการศึกษาที่ไม่ยืดหยุ่น: การศึกษาไทยยังไม่สามารถนำแนวคิดที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-Centric) มาปรับใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้ผู้เรียนขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้ด้วยตนเอง

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอ "คูปองเปิดโลกการเรียนรู้ 2,000 บาท/คน/ปี" เปลี่ยนการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐไปสู่มือผู้เรียนโดยตรง (Demand-side Financing)
  • ผู้เรียนสามารถใช้คูปองนี้กับกิจกรรมการเรียนรู้ที่ตนเองสนใจ เชื่อมโยงผลการเรียนรู้นอกห้องเรียนเข้ากับระบบการศึกษาแบบไร้รอยต่อ ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ
  • พัฒนา ระบบแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ เป็นแพลตฟอร์มกลาง
  • ดึงท้องถิ่นร่วมจัดการ ระดมผู้สนใจในการจัดหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย สนับสนุนให้ อบจ. และเทศบาล ออกแบบกิจกรรมที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมและโจทย์ของแต่ละพื้นที่
  • คัดกรองคุณภาพผู้ให้บริการ:เพื่อป้องกันผู้ให้บริการคุณภาพต่ำที่เข้ามาหาประโยชน์จากโครงการและรับประกันว่าเงินทุกบาทจะถูกใช้เพื่อคุณภาพการเรียนรู้จริง
  • กำหนดเกณฑ์และกลไกในการรับรองผู้ให้บริการและกิจกรรมที่เข้าร่วมโครงการ (เช่น สถาบันดนตรี, ศูนย์ฝึกอาชีพ, ค่ายวิชาการ)
  • จัดทำรายชื่อผู้ให้บริการและกิจกรรมที่ได้การรับรอง (Accredited Providers)
  • จัด "นิทรรศการการเรียนรู้สัญจร" ในประเด็นต่างๆ (เช่น ดาราศาสตร์, บอร์ดเกม, นิเวศวิทยา)
  • จัดทั่วประเทศประมาณ 2,000 ครั้ง/ปี เฉลี่ยอย่างน้อยอำเภอละ 2 ครั้ง/ปี
  • จัดทำระบบแนะนำคู่มือเลือกเรียนรู้ (Information Literacy) ให้แก่ผู้ปกครองและเยาวชนในกลุ่มที่ขาดโอกาส เพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์สูงสุด

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เยาวชนเลือกเรียนตามความสนใจ
  • เชื่อมโยงผลการเรียนรู้นอกห้องเรียนเข้ากับระบบการศึกษาแบบไร้รอยต่อ
  • ช่วยผู้เรียนตัดสินใจเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์สูงสุด

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครอบครัวรายได้น้อย
  • เยาวชนไทย
  • ผู้ปกครองและเยาวชนในกลุ่มที่ขาดโอกาส

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายในปีการศึกษา 2570 (เกี่ยวกับ Action)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 200 ล้านบาท

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 7.2) ว่า '11,200 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 7.2) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • แหล่งเรียนรู้คือระบบนิเวศที่ช่วยให้เยาวชนค้นพบศักยภาพของตนเอง แต่ปัจจุบันพื้นที่เหล่านี้กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ เด็กไทยจำนวนมากเข้าไม่ถึงเพราะอุปสรรคเชิงพื้นที่และค่าเดินทาง
  • ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่อย่างรุนแรง: การกระจายตัวของแหล่งเรียนรู้ในไทยมีความแตกต่างกันมหาศาล ส่งผลต่อความยากง่ายในการเข้าถึงของประชาชนแต่ละพื้นที่ เช่น ห้องสมุด จังหวัดที่มีมากที่สุดกับจังหวัดที่ขาดแคลน ต่างกันถึง 14 เท่า หรือ พื้นที่นันทนาการที่ความเหลื่อมล้ำสูงถึง 33 เท่า
  • เยาวชนเกือบ 50% ไม่ได้ไปแหล่งเรียนรู้เพราะ "การเดินทาง" โดยเฉลี่ยต้องเดินทางไกลถึง 12-26 กิโลเมตร เพื่อเข้าถึงห้องสมุดหรือพิพิธภัณฑ์ ทำให้การเรียนรู้กลายเป็นภาระค่าใช้จ่าย
  • แหล่งเรียนรู้ไม่ตอบโจทย์ความต้องการ: มีไม่เพียงพอและไม่ตรงตามความสนใจของคนในพื้นที่ (เยาวชนแต่ละช่วงวัยต้องการพื้นที่ที่ต่างกัน)

จะทำอะไร (Action)

  • สนับสนุนงบประมาณ 1,000 ล้านบาท/ปี ร่วมกับท้องถิ่นและภาคประชาสังคม เพื่อสร้างแหล่งเรียนรู้ใหม่ 200 แห่ง และปรับปรุงของเดิม 500 แห่งทั่วประเทศ
  • เปิดทางให้เอกชนมีส่วนร่วม โดยลดหย่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หากนำพื้นที่มาเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้สาธารณะ
  • เพิ่มแหล่งเรียนรู้หรือนิทรรศการการเรียนรู้ “แบบสัญจร” ในประเด็นต่างๆ จำนวนประมาณ 2,000 ครั้ง/ปี ทั่วประเทศ เฉลี่ยอย่างน้อยอำเภอละ 2 ครั้ง/ปี
  • จัดตั้งงบอุดหนุนเฉพาะกิจ สร้างช่องทางงบประมาณที่ท้องถิ่นสามารถขอรับการสนับสนุนเพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในพื้นที่ของตนเองได้อย่างรวดเร็ว
  • ปรับกฎหมายภาษี แก้ไขระเบียบที่เกี่ยวข้องกับภาษีที่ดินฯ เพื่อจูงใจด้วยมาตรการลดหย่อนภาษี ให้เอกชนปรับเปลี่ยน “พื้นที่ของเอกชน” เป็น “แหล่งเรียนรู้ของสาธารณะ”
  • ผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญ: ร่วมมือกับสถาบันเฉพาะทาง (เช่น อพวช., สถาบันดาราศาสตร์ฯ, สมาคมบอร์ดเกม) จัดนิทรรศการสัญจร
  • เชื่อมโยงกับนโยบาย "คูปองเปิดโลก" อุดหนุนฝั่งผู้เรียน (Demand-side) กระตุ้นให้แหล่งเรียนรู้เกิดการพัฒนาคุณภาพเพื่อดึงดูดผู้ใช้งาน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มพื้นที่เรียนรู้ 700 แห่ง
  • เอกชน มีส่วนร่วมในการพัฒนาที่ดินเพื่อการเรียนรู้
  • นิทรรศการสัญจรถึงทุกอำเภอ เพื่อการเรียนรู้ใกล้บ้านที่เท่าเทียม
  • สร้างแหล่งเรียนรู้ใหม่ 200 แห่ง และปรับปรุงของเดิม 500 แห่งทั่วประเทศ
  • ลดหย่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สำหรับเอกชนที่นำพื้นที่มาเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้สาธารณะ)
  • เพิ่มแหล่งเรียนรู้หรือนิทรรศการการเรียนรู้แบบสัญจร จำนวนประมาณ 2,000 ครั้ง/ปี ทั่วประเทศ เฉลี่ยอย่างน้อยอำเภอละ 2 ครั้ง/ปี
  • เด็กทุกอำเภอได้สัมผัสประสบการณ์จริงอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
  • เด็กๆ มีกำลังทรัพย์ในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ที่มีค่าใช้จ่าย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เอกชน
  • เยาวชน / เด็กไทย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • สำหรับการจัดตั้งงบอุดหนุนเฉพาะกิจ: ภายในปีงบประมาณ 2570
  • สำหรับการดำเนินการจัดนิทรรศการสัญจร (พร้อมผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญ): เริ่มตั้งแต่ ภาคการศึกษาปลายของปีการศึกษา 2569

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 1,000 ล้านบาท/ปี (กองทุนร่วมลงทุน)
  • 200 ล้านบาท (แหล่งเรียนรู้สัญจร)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 7.2) ว่า '11,200 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบอุดหนุนเฉพาะกิจ

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 7.2) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความเหลื่อมล้ำรุนแรง: เด็กจากครอบครัวที่รวยที่สุด 10% มีโอกาสเรียนต่อปริญญาตรีถึง 71% ในขณะที่เด็กจากครอบครัวที่จนที่สุด 10% มีโอกาสเข้าถึงเพียง 6% เท่านั้น
  • วิกฤตสภาพคล่อง: ปัจจุบัน กยศ. ปล่อยกู้ปีละกว่า 40,000 ล้านบาท แต่ได้รับเงินคืนเพียง 25,000 ล้านบาท ทำให้ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินมากขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้การบริหารจัดการที่ยังขาดประสิทธิภาพในบางจุด
  • หลักสูตรไม่ตอบโจทย์: มีเพียงครึ่งหนึ่งของหลักสูตรอุดมศึกษาที่สร้างทักษะจำเป็นสำหรับอนาคต ทำให้ผู้กู้ยืม กยศ. จำนวนมากเรียนจบมาแล้วไม่มีงานทำ หรือมีรายได้ไม่เพียงพอจะใช้หนี้

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปและยกระดับบทบาทของ กยศ. เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและวางหลักประกันให้เด็กทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาอย่างเสมอภาค
  • กำหนดบทบาทรัฐต่อการเรียนในระดับอุดมศึกษาให้ชัดเจน
  • กำหนดสัดส่วนรายได้ของ กยศ. ระหว่างการอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดิน กับการบริหารกองทุนโดย กยศ.
  • ส่งเสริมให้ผู้กู้ยืม กยศ. เข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มีคุณภาพโดยการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลลัพธ์ของผู้กู้ยืมที่ผ่านมาในแต่ละหลักสูตร (เช่น อัตราการจ้างงาน รายได้เฉลี่ยหลังเรียนจบ)
  • แนะแนวหรือเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้กู้ยืมตัดสินใจเลือกเรียนในหลักสูตรที่มีแนวโน้มจะนำไปสู่การมีงานที่รายได้สูงและมั่นคง
  • ยกเลิกการบังคับกิจกรรมจิตสาธาณะ ที่บังคับเฉพาะกับนักศึกษาที่กู้ยืม กยศ. (เช่น ปลูกต้นไม้ บริจาคเลือด) หรือกิจกรรมอื่นที่ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติระหว่างนักศึกษาที่กู้ กยศ. กับนักศึกษาที่ไม่ได้กู้
  • ปรับปรุงเกณฑ์การใช้คืนหนี้ ยึดหลัก “จ่ายคืนเมื่อจ่ายไหว” (Income-Contingent Loan)
  • ปรับยอดชำระหนี้ให้แปรผันตามรายได้และความสามารถในการชำระหนี้
  • หากรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด: กำหนดให้ผู้กู้ยืมยังไม่ต้องชำระหนี้ หรือขยายช่วงปลอดหนี้ให้ยาวนานขึ้น
  • หากรายได้สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด: กำหนดให้ผู้กู้ยืมชำระหนี้ โดยการคำนวณยอดชำระหนี้ที่คิดเป็น % ของรายได้ที่เกินเกณฑ์
  • ปรับโครงสร้าง-แผน-ยอดชำระหนี้ ให้สอดคล้องกับกลุ่มอาชีพของผู้กู้ยืม
  • ปรับตารางการชำระหนี้ของเกษตรตามฤดูกาลผลิตของพืชผลทางการเกษตรต่างๆ
  • ยกระดับบทบาท กยศ. ในการช่วยหางานและยกระดับทักษะให้กับผู้กู้ยืม ร่วมกับกรมจัดหางาน
  • เชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับผู้กู้ยืมที่กำลังจะเรียนจบให้กับผู้จ้าง
  • ลดภาระทางธุรการและลดหย่อนภาษีให้กับบริษัทที่จ้างผู้กู้ยืม กยศ. มาทำงาน
  • ออกแบบเงินกู้ประเภทพิเศษเพื่อนำผู้กู้ยืม กยศ. ที่ยังว่างงานไปยกระดับทักษะในด้านที่มีผู้ประกอบการพร้อมจ้างงานเมื่ออบรมจบ
  • ปรับโครงสร้างการทำงานของ กยศ. เพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและประสิทธิภาพในการทำงาน
  • ทบทวนองค์ประกอบของคณะกรรมการ กยศ. เพื่อเพิ่มผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและเพิ่มกลไกรับผิดรับชอบทางการเมือง
  • ปลดล็อกความเป็นไปได้ในการจ้างเหมาภาคเอกชน (outsource) ในการดำเนินการงานสนับสนุนบางประเภท (เช่น การติดต่อหาผู้กู้ยืมเพื่อแจ้งเตือนให้ชำระหนี้) ทั้งนี้โดยเปิดให้มีการแข่งขันของเอกชน
  • แก้ไข พ.ร.บ. กยศ. โดยการ เพิ่มสภาพบังคับและประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ ปรับปรุงเกณฑ์เรื่องการปลอดหนี้ที่ถูกกำหนดใน พ.ร.บ. และ ทบทวนองค์ประกอบของคณะกรรมการ กยศ.
  • ขับเคลื่อนให้บอร์ด กยศ. ออกหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ. กยศ.
  • ออกมาตรการส่งเสริมหรือจูงใจให้เกิดการจ้างงานผู้กู้ยืม กยศ.
  • วางแผนงบประมาณในการอุดหนุน กยศ. เพิ่มเติมจากรายรับของ กยศ. จากการชำระหนี้ของผู้กู้ยืม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มโอกาสให้กับผู้เรียนในการเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษา
  • เพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้และการใช้คืนหนี้ ให้ผู้กู้ยืม
  • ลดความเหลื่อมล้ำ
  • วางหลักประกันให้เด็กทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาอย่างเสมอภาค
  • ผู้กู้ยืมรายใหม่มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่รอบด้าน
  • นักศึกษาที่กู้ยืม กยศ. มีเวลาและความยืดหยุ่นในการเลือกทำกิจกรรมนอกห้องเรียน เท่าเทียมกับนักศึกษากลุ่มอื่น
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการชำระหนี้
  • เพิ่มความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและประสิทธิภาพในการทำงาน ของ กยศ.
  • เพิ่มผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและเพิ่มกลไกรับผิดรับชอบทางการเมือง ในคณะกรรมการ กยศ.
  • เพิ่มสภาพบังคับและประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ
  • กยศ. มีสภาพคล่องเพียงพอในการปล่อยกู้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • สถานประกอบการ/ ผู้ประกอบการ
  • ผู้กู้ยืม กยศ. / นักศึกษาที่กู้ยืม กยศ.
  • บอร์ด กยศ.

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบประมาณแผ่นดิน
  • รายรับของ กยศ. จากการชำระหนี้ของผู้กู้ยืม
ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความยากจนและหนี้สินภาคประชาชน
  • ความยากจนกลุ่มครัวเรือนรากหญ้า
  • ลูกหนี้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่อาจช่วยตัวเองได้
  • ผลการประเมินไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่คุ้มค่า ของกองทุนที่ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี
  • นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์
  • หนี้มีปัญหาหรือหนี้เสีย

จะทำอะไร (Action)

  • ให้ความสำคัญกับแก้ไขปัญหาความยากจนกลุ่มครัวเรือนรากหญ้าด้วยการให้ความรู้ ทักษะ
  • เปิดโอกาสให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุน ปัจจัยการผลิตต่างๆ โดยเฉพาะที่ดินทำกิน และตลาด
  • ช่วยเหลือผู้ยากจนข้นแค้นด้วยการสังคมสงเคราะห์ เช่น จัดหาที่พักอาศัย และให้เงินสงเคราะห์รายเดือน
  • ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือและแก้ปัญหาลูกหนี้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่อาจช่วยตัวเองได้
  • จัดตั้งสถาบันช่วยเหลือลูกหนี้ เช่น การจัดตั้งธนาคารเพื่อสังคม (Social Bank)
  • ธนาคารเพื่อสังคม ซื้อหนี้เสียและหลักทรัพย์ค้ำประกันหลักทรัพย์ค้ำประกันของลูกหนี้
  • นำลูกหนี้และหลักทรัพย์ค้ำประกัน เข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือโดยยึดแนวทาง “ทุกฝ่ายต้องได้ประโยชน์ร่วมกัน”
  • ธนาคารเพื่อสังคม ขายหนี้คืนให้กับลูกหนี้ในราคาเท่าทุน
  • พักชำระหนี้
  • มีมาตรการหรือวิธีการฟื้นฟูอาชีพลูกหนี้ให้มีรายได้เพียงพอในการชำระหนี้คืน
  • จัดให้มีการสอบทานและทบทวนการบริหารจัดการกองทุนที่ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีในรูปองค์การมหาชน องค์การของรัฐที่เป็นอิสระ หรือ กองทุนที่เป็นนิติบุคคลอื่น เพื่อการพัฒนาหรือที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลและบริหารจัดการของกระทรวง ทบวง กรม หรือ หน่วยงานที่เรียกเป็นอย่างอื่น
  • ปฏิรูปและส่งเสริมให้จัดตั้งบรรษัทบริหารจัดการกองทุนเพื่อการพัฒนาแห่งชาติ (National Development and Management Fund/ NDMF)
  • สำหรับ กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จะมีการตั้งกองทุนในลักษณะเดียวกัน
  • ชะลอหรือเจรจาไกล่เกลี่ยให้มีการชำระหนี้แบบผ่อนปรนโดยหลีกเลี่ยงการฟ้องร้องดำเนินคดี
  • ปรับเปลี่ยนรูปแบบการกู้ยืม การเจรจา การปรับโครงสร้างหนี้ ที่เหมาะสม
  • นำมาตรการหรือมาตรฐานสิทธิมนุษยชนมาปฏิบัติ
  • จัดตั้ง “บรรษัทบริหารจัดการกองทุนเพื่อคนรากหญ้า” (Wealth Management Fund for the Grassroots/WMFG) หรือ “บริษัทบริหารจัดการสินทรัพย์แห่งชาติเพื่อคนรากหญ้า” (National Assets Management Company for the Grassroots/NAMCG)
  • บรรษัทบริหารจัดการกองทุนเพื่อคนรากหญ้า หรือ บริษัทบริหารจัดการสินทรัพย์แห่งชาติเพื่อคนรากหญ้า รับซื้อหรือโอนหนี้มีปัญหาหรือหนี้เสียมาบริหารจัดการโดยไม่ทำลายวิธีปฏิบัติของธุรกรรมการกู้ยืมเงิน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ครัวเรือนรากหญ้า สามารถเข้าถึงแหล่งทุน ปัจจัยการผลิตต่างๆ โดยเฉพาะที่ดินทำกิน และตลาด
  • ลูกหนี้จะไม่ถูกฟ้องร้องและจะได้ทรัพย์คืน
  • เจ้าหนี้จะได้รับการชำระหนี้
  • รัฐบาลจะไม่เสียหาย
  • ลูกหนี้ กลับมาเป็นลูกหนี้ปกติ
  • ลูกหนี้ มีรายได้เพียงพอในการชำระหนี้คืน
  • กองทุนที่ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี มีผลการประเมินเป็นไปตามวัตถุประสงค์และคุ้มค่า
  • เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ของทุนการศึกษา
  • สร้างความเข็มแข็งให้กับคนรากหญ้า ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • กลุ่มครัวเรือนรากหญ้า
  • ผู้ยากจนข้นแค้น
  • ลูกหนี้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่อาจช่วยตัวเองได้
  • นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • สนับสนุนการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาปฐมวัย
  • พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาในทุกระดับและ ทุกรูปแบบ
  • พัฒนาความคิด สติปัญญา และศักยภาพของผู้เรียน
  • จัดให้มี หลักสูตรและกิจกรรมที่สร้างความรับผิดชอบ มีคุณธรรม ยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี เสียสละ และมีจิตใจที่เป็นมิตรภาพบนความแตกต่างหลากหลาย
  • ส่งเสริมและสนับสนุนการกระจายอำนาจให้สถานศึกษาทุกระดับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน องค์การทางศาสนา ตลอดจน เอกชน
  • พัฒนาครูให้มีคุณภาพและมีความรับผิดชอบ
  • ใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาการศึกษา
  • จัดตั้งกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่เสมอภาคและเป็นธรรม
  • พัฒนาระบบสวัสดิการเพื่อการศึกษาแบบถ้วนหน้าจนถึงระดับปริญญาตรี
  • ส่งเสริมสนับสนุนนักเรียน นักศึกษาที่ศึกษาในต่างประเทศ
  • สนับสนุนการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือการศึกษาที่ท้องถิ่นหรือชุมชนเป็นฝ่ายบริหารและดำเนินการ
  • ยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน และอุดหนุนการจัดการศึกษาทุกระดับในโรงเรียนเอกชนสามัญ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม (ในกรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้)
  • ส่งเสริมการเรียนการสอนทางศาสนาของทุกศาสนาในสถาบันการศึกษารูปแบบต่างๆ
  • ส่งเสริมให้มีค่าตอบแทนครูสอนศาสนา
  • ส่งเสริมระบบการศึกษาบนฐานของความแตกต่างทางวัฒนธรรม ศาสนา และชาติพันธุ์
  • พัฒนาความคิด สติปัญญา และศักยภาพของทุกชาติพันธุ์โดยเริ่มต้นจากภาษาแม่ อาทิ ภาษามลายู
  • เพิ่มสิทธิและบทบาทของระบบการศึกษาทางเลือกและการศึกษาด้วยตัวเองของประชาชนในทุกช่วงวัย
  • ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการศึกษาตามอัธยาศัย
  • สนับสนุนสถาบันอุดมศึกษาให้สามารถทำหน้าที่จัดการเรียนการสอน วิจัย และบริการวิชาการแก่สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • จัดให้มี เสรีภาพทางวิชาการ ในสถาบันอุดมศึกษา
  • สร้างความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาทั้งในและต่างประเทศ
  • ส่งเสริมให้มีกองทุนสนับสนุนการวิจัยที่ท้องถิ่น นักวิจัย นักวิชาการ และสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ สามารถเข้าถึงทุนการวิจัยได้อย่างเท่าเทียมกัน
  • ส่งเสริมและสนับสนุนระบบการวิจัยของประเทศให้สามารถตอบสนอง ต่อความจำเป็นของสังคม ประชาชน และภาคธุรกิจ
  • จัดให้มี การเผยแพร่ผลการศึกษาวิจัย
  • พัฒนาและจัดให้มีองค์กรด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในระดับชาติและระดับต่างๆ
  • ประมวลผลข้อมูลจากงานวิจัยมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศในทุกด้าน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • การจัดการศึกษา เท่าเทียมกัน
  • การจัดการศึกษา ได้มาตรฐานนานาประเทศ
  • ผู้เรียน มีการบูรณาการทั้งทางสติปัญญา จิตวิญญาณ วุฒิภาวะทางอารมณ์ และความสมบูรณ์ของร่างกาย
  • เป็นประชากรคุณภาพของประเทศและประชาคมโลก
  • ครูมีคุณภาพและมีความรับผิดชอบ
  • มี กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่เสมอภาคและเป็นธรรม
  • มี ระบบสวัสดิการเพื่อการศึกษาแบบถ้วนหน้าจนถึงระดับปริญญาตรี
  • สร้างโอกาสทางการศึกษาของผู้มีข้อจำกัดด้านเงินทุน
  • การจัดการศึกษาทุกระดับในโรงเรียนเอกชนสามัญ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม มี คุณภาพ มาตรฐาน สูงขึ้น
  • มีค่าตอบแทนครูสอนศาสนา
  • ความคิด สติปัญญา และศักยภาพของทุกชาติพันธุ์ พัฒนา
  • การเรียนรู้ตลอดชีวิตและการศึกษาตามอัธยาศัย เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและของโลก
  • สถาบันอุดมศึกษา สามารถทำหน้าที่จัดการเรียนการสอน วิจัย และบริการวิชาการแก่สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สถาบันอุดมศึกษา มีเสรีภาพทางวิชาการ
  • ท้องถิ่น นักวิจัย นักวิชาการ และสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ สามารถเข้าถึงทุนการวิจัยได้อย่างเท่าเทียมกัน
  • ระบบการวิจัยของประเทศสามารถตอบสนอง ต่อความจำเป็นของสังคม ประชาชน และภาคธุรกิจ
  • ใช้ข้อมูลจากงานวิจัยให้เกิดประโยชน์กับประเทศในทุกด้าน
  • มี องค์กรด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในระดับชาติและระดับต่างๆ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • นักเรียน นักศึกษา
  • สถานศึกษา
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • ชุมชน
  • องค์การทางศาสนา
  • เอกชน
  • ครู
  • ผู้มีข้อจำกัดด้านเงินทุน
  • จังหวัดชายแดนภาคใต้
  • โรงเรียนเอกชนสามัญ
  • โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม
  • ครูสอนศาสนา
  • นักวิจัย
  • นักวิชาการ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • หนี้ กยศ. สะสมจากปัญหาเชิงโครงสร้าง: ลูกหนี้จำนวนมากไม่สามารถชำระหนี้ได้ ไม่ใช่เพราะขาดวินัย แต่เพราะระบบการศึกษาไม่เชื่อมโยงกับตลาดงาน ทำให้รายได้ไม่สอดคล้องกับภาระหนี้
  • แรงกดดันจากการบังคับชำระหนี้: การทวงหนี้และมาตรการทางกฎหมายสร้างภาระทางจิตใจ โดยไม่ช่วยแก้ปัญหารายได้หรือทักษะการทำงานของลูกหนี้
  • ทักษะที่เรียนมาไม่ถูกนำไปใช้: ลูกหนี้จำนวนมากมีความรู้และทักษะ แต่ขาดโอกาสนำไปใช้สร้างรายได้หรือประสบการณ์ทำงานจริง

จะทำอะไร (Action)

ปรับระบบชำระหนี้ กยศ. ให้เชื่อมการทำงาน การพัฒนาทักษะ และการลดหนี้ไปพร้อมกัน

  • ชำระหนี้ด้วยการทำงาน: แก้ไขระเบียบ กยศ. เปิดช่องให้ลูกหนี้สมัครใจชำระหนี้ด้วยการทำงานบริการสาธารณะหรือใช้ทักษะวิชาชีพ โดยกำหนดอัตราแลกหนี้ชัดเจน (เช่น ชั่วโมงงานเทียบมูลค่าเงิน) ผูกกับค่าแรงขั้นต่ำหรือวุฒิการศึกษา
  • แพลตฟอร์มจับคู่งาน–ทักษะ: ลูกหนี้ลงทะเบียนผ่านแพลตฟอร์มกลาง เพื่อประเมินสถานะหนี้ ทักษะ และความสนใจ แล้วจับคู่กับหน่วยงานรัฐหรือท้องถิ่นที่เหมาะสม
  • สัญญา 3 ฝ่าย ทำงานจริง: ทำสัญญาระหว่างลูกหนี้–กยศ.–หน่วยงานที่รับเข้าทำงาน มีการบันทึกชั่วโมงทำงานแบบดิจิทัล และประเมินผลงานเป็นระยะ
  • หักลดยอดหนี้ตามผลงาน: หักลบยอดหนี้จากชั่วโมงงานที่ทำจริง พร้อมระบบติดตามความก้าวหน้าอย่างโปร่งใส
  • ต่อยอดสู่การมีงานทำถาวร: ออกเอกสารรับรองประสบการณ์ทำงาน (Certificate) เพื่อใช้สมัครงานประจำ หรือเข้าสู่ระบบชำระหนี้ปกติในเงื่อนไขที่ดีขึ้น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดหนี้
  • การมีงานทำถาวร

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ลูกหนี้ กยศ.

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 55) ว่า '2,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 55) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เรียนภาษาอังกฤษแต่ใช้ไม่ได้จริง: เด็กไทยจำนวนมากเรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียน แต่ขาดโอกาสฝึกใช้จริง ทำให้สื่อสารไม่ได้และไม่มั่นใจ
  • ความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการสอน: โรงเรียนรัฐ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ขาดครูเจ้าของภาษา ทำให้โอกาสพัฒนาทักษะภาษาไม่เท่าเทียม
  • ขีดความสามารถแข่งขันของประเทศต่ำ: ทักษะภาษาอังกฤษที่อ่อนแอส่งผลต่อโอกาสการศึกษา การทำงาน และการแข่งขันในเศรษฐกิจโลกของเด็กไทยในระยะยาว

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างโอกาสให้เด็กไทยได้ใช้ภาษาอังกฤษจริงอย่างสม่ำเสมอในโรงเรียน
  • จัดให้มีครูเจ้าของภาษาในโรงเรียนของรัฐทุกแห่ง
  • โรงเรียนขนาดเล็กสามารถใช้ครูเจ้าของภาษาร่วมกัน เพื่อลดข้อจำกัดด้านบุคลากรและงบประมาณ
  • ให้เด็กได้ใช้ภาษาอังกฤษในกิจกรรมต่าง ๆ ภายในโรงเรียน ไม่จำกัดเฉพาะในห้องเรียน
  • ทำให้เด็กไทยทุกพื้นที่มีโอกาสเข้าถึงการเรียนภาษาอังกฤษคุณภาพใกล้เคียงกัน
  • สร้างพื้นฐานการสื่อสารภาษาอังกฤษที่มั่นคง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ครูเจ้าของภาษาในทุกโรงเรียนรัฐ
  • ลดความเหลื่อมล้ำด้านภาษา: ทำให้เด็กไทยทุกพื้นที่มีโอกาสเข้าถึงการเรียนภาษาอังกฤษคุณภาพใกล้เคียงกัน
  • ยกระดับทักษะระยะยาว
  • เด็กมีโอกาสทางการศึกษาและการทำงานในอนาคต

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เด็กไทยทุกพื้นที่
  • โรงเรียนรัฐ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 60) ว่า '24,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 60) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ค่าใช้จ่ายแฝงสูงกว่าที่คิด: แม้การศึกษาเป็น “เรียนฟรี” แต่ผู้ปกครองยังแบกรับภาระค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ โดยเฉพาะครอบครัวรายได้น้อย
  • ความเหลื่อมล้ำต้นทุนชีวิตเด็ก: เด็กด้อยโอกาส เด็กโรงเรียนขนาดเล็ก หรือเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ต้องเผชิญต้นทุนชีวิตสูงกว่า แต่ได้รับการสนับสนุนเท่ากัน
  • ภาระตกกับครอบครัวมากเกินไป: การดูแลเรื่องอาหารและการเดินทางของเด็กยังไม่เชื่อมโยงกับชุมชน ทำให้ผู้ปกครองต้องรับภาระเอง

จะทำอะไร (Action)

ลดค่าใช้จ่ายแฝงการศึกษา พร้อมเชื่อมโรงเรียน–ชุมชนให้เติบโตไปด้วยกัน

  • เงินอุดหนุนขั้นบันได: ให้เด็กด้อยโอกาส เด็กโรงเรียนขนาดเล็ก และเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ได้รับเงินอุดหนุนมากกว่า เพื่อชดเชยต้นทุนชีวิตที่แตกต่างกัน
  • อาหารครบถ้วนเพื่อพัฒนาการ: เด็กได้รับสารอาหารครบทั้งมื้อเช้าและมื้อกลางวัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสมอง สุขภาพ และการเรียนรู้
  • ท้องถิ่นดูแลการเดินทาง: ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลรถรับส่งนักเรียน โดยรัฐสนับสนุนระบบข้อมูลเพื่อออกแบบเส้นทางที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
  • กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน: จ้างรถรับส่งในพื้นที่ และจัดซื้อวัตถุดิบอาหารจากชุมชนในราคาที่เป็นธรรม สร้างรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่น
  • จัดระเบียบค่าใช้จ่ายเด็กต่างด้าว: จัดการค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของเด็กต่างด้าวในลักษณะร่วมจ่ายกับผู้ปกครองอย่างเหมาะสม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดค่าใช้จ่ายแฝงการศึกษา
  • เด็กด้อยโอกาส เด็กโรงเรียนขนาดเล็ก และเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ได้รับเงินอุดหนุนมากกว่า เพื่อชดเชยต้นทุนชีวิตที่แตกต่างกัน
  • เด็กได้รับสารอาหารครบทั้งมื้อเช้าและมื้อกลางวัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสมอง สุขภาพ และการเรียนรู้
  • มี เส้นทางที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ (สำหรับการเดินทางของนักเรียน)
  • สร้างรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ปกครอง
  • ครอบครัวรายได้น้อย
  • เด็กด้อยโอกาส
  • เด็กโรงเรียนขนาดเล็ก
  • เด็กที่มีความต้องการพิเศษ
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • ชุมชน
  • ท้องถิ่น
  • เด็กต่างด้าว

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 57) ว่า '86,400 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 57) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบการศึกษาแข็งตัว ไม่ตอบโจทย์งานจริง: หลักสูตรถูกจำกัดด้วยคณะและสถาบัน ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถผสมผสานทักษะข้ามสาขา ทั้งที่ตลาดแรงงานต้องการทักษะแบบสหวิทยาการมากขึ้น
  • ต้นทุนการศึกษาและการพัฒนาตนเองสูง: ผู้เรียนและคนทำงานจำนวนมากต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการเรียนทักษะใหม่ ขาดโอกาสอัปสกิล–รีสกิลอย่างต่อเนื่อง
  • ทักษะจากการทำงานจริงไม่ถูกยอมรับ: ประสบการณ์ทำงานและการเรียนรู้นอกระบบไม่สามารถนำมาเทียบเป็นวุฒิหรือหน่วยกิตได้ ทำให้โอกาสก้าวหน้าในอาชีพถูกจำกัด

จะทำอะไร (Action)

  • ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank): เปิดให้สะสมหน่วยกิตจากการเรียนในสถาบัน การฝึกอบรมภาคอุตสาหกรรม และแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยใช้เกณฑ์เทียบโอนประสบการณ์และทักษะ (Recognition of Prior Learning) เพื่อรับวุฒิการศึกษาตามมาตรฐาน
  • Skill Wallet ออกแบบการเรียนรู้ของตนเอง: ผู้เรียนสะสมหน่วยกิตและประสบการณ์ได้ตามความพร้อม เชื่อมโยงความรู้ข้ามสาขา สร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ตรงกับตลาดแรงงานรายได้สูง
  • เชื่อมการศึกษานอกระบบเข้าสู่ระบบ: รัฐส่งเสริมแพลตฟอร์มการเรียนรู้ของเอกชนให้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการศึกษา เพิ่มทางเลือกนอกเหนือจากระบบเดิม
  • ผูกหลักสูตรกับมาตรฐานอาชีพ: เชื่อมหลักสูตรสมรรถนะสายวิชาชีพกับมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ เพื่อให้ผู้จบได้รับค่าจ้างตามมาตรฐานที่ได้รับรอง
  • Edu Coupon ลดภาระค่าเรียน: สนับสนุนคูปองการศึกษาให้ประชาชนเลือกเรียนหลักสูตรระยะสั้นที่ผ่านการรับรอง เพื่อเพิ่มทักษะและรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการเรียนรู้คุณภาพ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • การศึกษายืดหยุ่น
  • เปิดทางการเรียนรู้ตลอดชีวิต
  • เชื่อมตรงกับตลาดแรงงาน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้เรียน
  • คนทำงาน
  • เอกชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 54) ว่า '30,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 54) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ค่าอินเทอร์เน็ตแพงเกินความจำเป็น: อินเทอร์เน็ตกลายเป็นปัจจัยพื้นฐานของการทำงาน การเรียน การเงิน และการหางาน แต่ประชาชนจำนวนมากต้องจ่ายค่าบริการในราคาสูงเมื่อเทียบกับรายได้
  • ทางเลือกจำกัดจากโครงสร้างตลาด: ตลาดกระจุกตัว ผู้ใช้บริการมีตัวเลือกน้อย ทำให้ต่อรองราคาไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย นักเรียน และพื้นที่ห่างไกล
  • ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล: ผู้ที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตคุณภาพในราคาที่จ่ายไหวมีจำกัด ส่งผลต่อโอกาสทางการศึกษา งาน และรายได้

จะทำอะไร (Action)

  • แพ็กเกจพื้นฐาน 100 บาท (USO): กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตทุกรายต้องมีแพ็กเกจมาตรฐานราคา 100 บาท ความเร็วเพียงพอต่อการใช้งานทั้งเดือน เพื่อการเงิน การศึกษา และการหางาน
  • ใช้กองทุน USO อุดหนุนอย่างตรงจุด: นำเงินจากกองทุน USO ที่เก็บจากผู้ให้บริการอยู่แล้ว มาอุดหนุนส่วนต่าง โดยเน้นพื้นที่ห่างไกล กลุ่มเปราะบาง และนักเรียน
  • ปลุกชีพค่ายมือถือรายย่อย (MVNOs): สนับสนุนค่ายเฉพาะกลุ่มให้ขายแพ็กเกจ 100 บาทได้อย่างยั่งยืน สร้าง “ทางเลือก” ใหม่ให้ผู้บริโภค
  • ขายส่งในราคายุติธรรม (Cost-plus): ส่งเสริมให้เจ้าของโครงข่ายรายใหญ่ขายส่งปริมาณอินเทอร์เน็ตให้ MVNO ในราคาต้นทุนบวกกำไรเล็กน้อย ตามเกณฑ์ กสทช.
  • ความโปร่งใสของต้นทุน: กำหนดให้ผู้ให้บริการเปิดเผยต้นทุนต่อกิกะไบต์ (Cost per GB) ต่อ กสทช. และสาธารณะ เพื่อป้องกันการผูกขาดและกำหนดราคาที่เป็นธรรม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • อินเทอร์เน็ตเป็น “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ที่ทุกคนเข้าถึงได้
  • อินเทอร์เน็ตมีแพ็กเกจมาตรฐานราคา 100 บาท ความเร็วเพียงพอต่อการใช้งานทั้งเดือน
  • ป้องกันการผูกขาดและกำหนดราคาที่เป็นธรรม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • กลุ่มรายได้น้อย
  • นักเรียน
  • ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล
  • กลุ่มเปราะบาง
  • ค่ายมือถือรายย่อย (MVNOs)
  • ผู้บริโภค

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 24) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • กองทุน USO ที่เก็บเงินจากผู้ให้บริการอยู่แล้ว

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 24) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เทคโนโลยี AI มาเร็ว แต่คนตามไม่ทัน
  • คนทำงานจำนวนมากรู้สึกว่า AI เป็นเรื่องไกลตัว เรียนแล้วไม่รู้จะเอาไปใช้กับงานจริงอย่างไร เสี่ยงต่อการถูกทดแทนหรือรายได้หยุดนิ่ง
  • ผู้สูงอายุและประชาชนบางกลุ่มขาดทักษะดิจิทัลพื้นฐาน ทำให้เข้าถึงบริการ เทคโนโลยี และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ได้ยาก
  • ระบบการศึกษาไม่เชื่อมกับตลาดแรงงาน AI: การสอน AI ยังเน้นเชิงทฤษฎี
  • ขาดภาพรวมว่าประเทศต้องการทักษะ AI แบบใด ทำให้การพัฒนาคนไม่ตรงกับความต้องการจริงของภาคเศรษฐกิจ

จะทำอะไร (Action)

  • พัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI ขั้นพื้นฐานสำหรับผู้สูงอายุ
  • เปลี่ยนจากการ “เรียน AI” เป็น “ใช้ AI ได้จริงในงาน” โดยสนับสนุน AI Toolkit ตามสายอาชีพ
  • เชื่อมกับ AI Upskill Voucher ที่ใช้ได้กับคอร์สซึ่งผูกกับงานจริง
  • เพิ่มหลักสูตร AI Literacy ให้กับนักเรียนและนักศึกษา
  • จัดทำแผนที่ทักษะ AI ของประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ยกระดับทักษะ AI ของคนไทยทั้งประเทศ ให้ “ใช้ได้จริงในชีวิตและการทำงาน” ไม่ใช่แค่รู้จักเทคโนโลยี

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนไทยทุกช่วงวัย
  • คนทำงานจำนวนมาก
  • ผู้สูงอายุ
  • ครู
  • SME/ร้านค้า
  • เกษตรกร
  • ข้าราชการ
  • นักเรียน
  • นักศึกษา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ตั้งแต่ก่อน เข้าสู่ตลาดแรงงาน

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 80) ว่า '200 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 80) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • งบประมาณไม่ถึงเด็กและโรงเรียนที่ขาดแคลนจริง: ระบบจัดสรรงบแบบรายหัวและระเบียบการเงินที่ตายตัว ทำให้โรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนไม่สามารถใช้งบได้ทันเวลาและตรงจุด
  • การตัดสินใจรวมศูนย์เกินไป: โรงเรียนและท้องถิ่นมีบทบาทจำกัด ไม่สามารถออกแบบการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และความต้องการของผู้เรียน
  • เด็กตกหล่นจากระบบการศึกษา: การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานไม่ครบถ้วน ทำให้ติดตามเด็กหลุดจากระบบได้ยาก และจัดสรรทรัพยากรไม่แม่นยำ

จะทำอะไร (Action)

  • กระจายอำนาจการตัดสินใจ
  • ปรับระบบงบประมาณให้ยืดหยุ่นและเน้นผลลัพธ์จริง
  • เปลี่ยนจากระบบจ่ายรายหัว เป็นการจัดสรรงบที่เน้นผลลัพธ์
  • ปลดล็อกระเบียบการเงินให้ยืดหยุ่น
  • ตรวจสอบ งบประมาณ ที่ปลายทาง
  • ใช้ Big Data และ AI วิเคราะห์ความขาดแคลนของโรงเรียน
  • ปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาฯ ให้ส่วนกลางทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน (Supporter)
  • โอนอำนาจบริหารให้คณะกรรมการการศึกษาจังหวัด (กสจ.)
  • แก้ไขกฎการเบิกจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้ยืดหยุ่นแบบ Outcome-Based
  • เชื่อมโยงฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์กับกระทรวงศึกษาฯ เพื่อติดตามเด็กตกหล่น
  • ปรับปรุงระเบียบการแต่งตั้งผู้บริหาร ให้สามารถใช้ระบบสรรหา และเปิดโอกาสให้ผู้บริหารที่ไม่จำเป็นต้องมาจากข้าราชการกระทรวงศึกษาฯ เข้ามาบริหารโรงเรียนได้

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เงินถึงตัวเด็กเร็วและตรงจุด
  • โรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือได้รับงบก่อนอย่างแม่นยำ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เด็ก
  • โรงเรียนที่ขาดแคลนจริง
  • ท้องถิ่น

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 63) ว่า '80 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 63) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ครูแบกภาระงานเอกสารมากเกินไป: ครูจำนวนมากต้องใช้เวลากับงานรายงานและงานธุรการ จนไม่มีเวลาทุ่มเทให้การสอนและดูแลนักเรียนอย่างเต็มที่
  • เส้นทางความก้าวหน้าไม่สะท้อนผลงานจริง: การประเมินวิทยฐานะยังเน้นเอกสารมากกว่าผลลัพธ์การสอน ทำให้ครูขาดแรงจูงใจและความสุขในการทำงาน
  • ความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพครู: โรงเรียนในพื้นที่ขาดโอกาสมีครูไม่เพียงพอและเข้าถึงการพัฒนาทักษะได้จำกัด กระทบคุณภาพการเรียนรู้ของเด็ก

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับบทบาทครูจาก “ผู้สอน” เป็น “ผู้ออกแบบการเรียนรู้ (Learning Designer)” ลดงานเอกสาร ไม่เน้นรายงาน และต่อยอดโครงการ “คืนครูให้นักเรียน” ด้วยการจ้างเจ้าหน้าที่ประจำโรงเรียนมาทำงานแทนครู
  • ปรับเกณฑ์ความก้าวหน้าวิชาชีพให้สะท้อนผลสัมฤทธิ์หน้างาน ใช้เทคโนโลยีช่วยประเมิน และระบบครูพี่เลี้ยง (Mentor System) ดูแลครูใหม่อย่างเป็นระบบ
  • จัดตั้งกองทุนเฉพาะเพื่อพัฒนาทักษะครูระยะยาว 5–10 ปี
  • ส่งเสริมการ Upskill ครู และการใช้ AI Tutor เพื่อช่วยวิเคราะห์จุดอ่อน–จุดแข็งของผู้เรียน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ครู มีแรงจูงใจระยะยาว
  • ภาระงานครู ลดลง
  • *การสอนซ่อมเสริมตรงจุดมากขึ้น
  • ครูสามารถโฟกัสการสอนและพัฒนาศักยภาพผู้เรียนได้อย่างเต็มที่

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครู
  • นักเรียน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 62) ว่า '10,640 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 62) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เรียนจบแต่ไม่การันตีงาน: ผู้เรียนอาชีวะจำนวนมากยังไม่มั่นใจว่าจะมีงานทำหลังเรียนจบ เพราะระบบการเรียนไม่เชื่อมกับความต้องการจริงของสถานประกอบการ
  • หลักสูตรไม่ทันตลาดแรงงาน: หลักสูตรอาชีวะปรับตัวช้า ไม่สอดคล้องกับทักษะที่นายจ้างต้องการ ทำให้ผู้เรียนต้องไปฝึกใหม่หลังจบการศึกษา
  • โอกาสของผู้เรียนไม่เท่ากัน: การเข้าถึงระบบทวิภาคีและการทำงานระหว่างเรียนยังไม่ครอบคลุม ทำให้ผู้เรียนบางส่วนขาดประสบการณ์ทำงานจริง

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับระบบอาชีวะให้ยึด “การมีงานทำจริง” เป็นเป้าหมายหลัก
  • เชื่อมสถานศึกษาเข้ากับสถานประกอบการอย่างเป็นระบบ
  • ปรับตัวชี้วัดของสถานศึกษาอาชีวะให้เน้นผลลัพธ์การมีงานทำของผู้เรียนเป็นหลัก
  • ส่งเสริมการเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย
  • ให้ สถานศึกษา–สถานประกอบการร่วมกำหนดมาตรฐาน โดย กำหนดเงื่อนไข ทักษะ และเกณฑ์การจ้างงานร่วมกันอย่างชัดเจน
  • พัฒนาหลักสูตรอาชีวะตามความต้องการของผู้ประกอบการที่จะรับนักเรียนเข้าทำงาน
  • อนุญาตให้สถานศึกษาอาชีวะปรับเปลี่ยนหลักสูตรได้คล่องตัว

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ระบบอาชีวะยึด “การมีงานทำจริง” เป็นเป้าหมายหลัก
  • ผู้เรียนได้ฝึกงานจริง
  • ผู้เรียน มีโอกาสได้รับสัญญาจ้างเมื่อผ่านเกณฑ์ที่ตกลงร่วมกัน
  • หลักสูตรอาชีวะ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้เรียนอาชีวะ
  • สถานประกอบการ
  • นายจ้าง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 61) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 61) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • หลักสูตรตายตัว ไม่ตอบโจทย์ผู้เรียน: เด็กต้องเรียนเนื้อหาที่ไม่สอดคล้องกับความถนัดและความสนใจ ทำให้แรงจูงใจต่ำและศักยภาพถูกจำกัด
  • โรงเรียนขาดอิสระในการออกแบบการเรียนรู้: หลักสูตรส่วนกลางกำหนดละเอียด ทำให้ปรับตามบริบทท้องถิ่น ผู้เรียน และทรัพยากรของโรงเรียนได้ยาก
  • ความสามารถแข่งขันระดับสากลยังไม่ชัด: หลักสูตรไม่เชื่อมโยงมาตรฐานโลกอย่าง PISA และ SAT อย่างเป็นระบบ ส่งผลต่อความพร้อมในการแข่งขันของเด็กไทย

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับโครงสร้างหลักสูตรให้ยืดหยุ่น ทันสมัย และยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
  • ส่วนกลางกำหนดเพียง Key Competencies ขณะที่โรงเรียนมีอิสระออกแบบหลักสูตรให้เหมาะกับผู้เรียน ท้องถิ่น และทรัพยากรของตน
  • ลดเวลาเรียนวิชาการที่ไม่จำเป็น เพิ่มทางเลือกวิชาและเส้นทางการเรียนที่สอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน
  • จัดตั้งคณะกรรมการออกแบบกรอบนโยบายหลักสูตรระดับชาติ พร้อมคณะกรรมการหลักสูตรสถานศึกษาที่เปิดให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกร่วมออกแบบเพื่อนำไปใช้จริง
  • ปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น PISA และ SAT

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • หลักสูตรยืดหยุ่น ทันสมัย และยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
  • เกิดการเรียนตามความถนัดแบบ Personalized Learning
  • ยกระดับความสามารถแข่งขันของเด็กไทย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เด็ก
  • ผู้เรียน
  • โรงเรียน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 59) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 59) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความไม่ปลอดภัยในโรงเรียน: นักเรียนและครูเผชิญความเสี่ยงจากบูลลี่ ความรุนแรง และปัญหาสุขภาพจิต โดยระบบป้องกันมักเข้ามาหลังเกิดเหตุแล้ว
  • ครูถูกดึงเวลาออกจากการสอน: ระบบประเมินคุณภาพโรงเรียนเน้นเอกสาร ทำให้ครูเสียเวลาไปกับงานธุรการมากกว่าการดูแลนักเรียน
  • สมาธิการเรียนถูกรบกวน: การใช้โทรศัพท์มือถือและเนื้อหาในโซเชียลมีเดียที่ไม่เหมาะสม ส่งผลต่อสมาธิ สุขภาพจิต และพฤติกรรมของเด็ก

จะทำอะไร (Action)

  • ใช้ AI Early Warning System และกล้อง CCTV วิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยง
  • จัดตั้ง Rapid Response Team ในโรงเรียน ประกอบด้วยครูแนะแนว ครูประจำชั้น และนักจิตวิทยา
  • เสริมทักษะ Psychological First Aid และดูแลสุขภาพกาย–ใจด้วยทีมสหวิชาชีพ
  • ใช้ Big Data ติดตามภาวะโภชนาการและสุขภาพนักเรียน
  • ปรับระบบประเมินของ สมศ. ให้เน้นข้อมูลที่ผู้ปกครองใช้ได้จริง และเชื่อมกับการจัดสรรงบประมาณ
  • ลดการประเมินเชิงเอกสารที่เพิ่มภาระครู
  • กำหนด No Mobile Zone ในบางพื้นที่และช่วงเวลาในโรงเรียน
  • ประสานแพลตฟอร์มออนไลน์ควบคุมเนื้อหาสำหรับเด็กและเยาวชน
  • ส่งเสริมการกำกับตนเองของผู้สร้างเนื้อหา

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยกระดับความปลอดภัยเชิงรุก
  • ลดภาระครู
  • สร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่สมดุล

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • นักเรียน
  • ครู
  • ผู้ปกครอง
  • เด็กและเยาวชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 58) ว่า '2,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 58) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เรียนเต็มเวลาแต่รายได้ไม่พอใช้: ผู้เรียนจำนวนมากต้องแบกรับค่าครองชีพระหว่างเรียน แต่ไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมายหรือทำได้จำกัด ทำให้ต้องพึ่งพาครอบครัวหรือก่อหนี้เพิ่ม
  • การทำงานไม่ปลอดภัยและไม่เป็นธรรม: นักเรียน–นักศึกษาที่ทำงานพิเศษมักอยู่ในสภาพไม่คุ้มครอง ถูกเอาเปรียบเรื่องค่าแรง เวลาทำงาน หรือสภาพการจ้าง
  • ทักษะไม่เชื่อมตลาดแรงงานจริง: งานระหว่างเรียนจำนวนมากไม่สอดคล้องกับทักษะหรือสาขาที่เรียน ทำให้ไม่เกิดการพัฒนาศักยภาพระยะยาว

จะทำอะไร (Action)

  • เปิดทางให้ผู้เรียนทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย ปลอดภัย และใช้ทักษะสร้างรายได้จริง
  • แก้กฎหมายรองรับงาน Part-time: ปรับกฎหมายให้ผู้เรียนสามารถทำงานพาร์ทไทม์ได้อย่างถูกต้อง มีกรอบเวลาทำงานและการคุ้มครองด้านแรงงานที่เหมาะสมกับสถานะผู้เรียน
  • คุ้มครองความปลอดภัยในการทำงาน: กำหนดมาตรฐานการจ้างงานสำหรับผู้เรียน เพื่อป้องกันการเอาเปรียบและความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย
  • ส่งเสริมงานรับมาทำที่บ้าน: เปิดโอกาสให้เกิดการจ้างงานรูปแบบรับมาทำที่บ้านหรือทำงานทางไกล เพื่อลดข้อจำกัดด้านเวลาและการเดินทาง
  • แพลตฟอร์มจับคู่ทักษะกับงาน: สร้างแพลตฟอร์มกลางเชื่อมทักษะของผู้เรียนกับความต้องการของตลาดแรงงาน ให้ได้งานที่สอดคล้องกับความรู้และความถนัด
  • สร้างรายได้พร้อมพัฒนาศักยภาพ: ทำให้งานระหว่างเรียนเป็นทั้งแหล่งรายได้และพื้นที่ฝึกทักษะจริง เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การทำงานหลังเรียนจบ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้เรียนสามารถทำงานพาร์ทไทม์ได้อย่างถูกต้อง
  • มีกรอบเวลาทำงานและการคุ้มครองด้านแรงงานที่เหมาะสมกับสถานะผู้เรียน
  • ป้องกันการเอาเปรียบและความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย
  • ลดข้อจำกัดด้านเวลาและการเดินทาง
  • ได้งานที่สอดคล้องกับความรู้และความถนัด
  • งานระหว่างเรียนเป็นทั้งแหล่งรายได้และพื้นที่ฝึกทักษะจริง
  • เตรียมความพร้อมสู่การทำงานหลังเรียนจบ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้เรียน
  • นักเรียน–นักศึกษา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 56) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 56) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ปวงชนไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในทุกมิติของชีวิต

จะทำอะไร (Action)

  • การศึกษาไทยจึงต้องก้าวให้ทันยุคดิจิทัล เรามุ่งผลักดันระบบการเรียนรู้แบบ “อาชีวะดิจิทัล” (Digital Vocational Education) เชื่อมโยงทักษะใหม่เข้ากับตลาดแรงงานจริง เช่น
  • ทักษะเทคโนโลยีสารสนเทศและ AI
  • การตลาดออนไลน์และสื่อดิจิทัล
  • การบริหารธุรกิจยุคใหม่และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

คนไทยทุกคนมี “โอกาสเรียนรู้ตลอดชีวิต” (Lifelong Learning) และนำความรู้ไปต่อยอดในการประกอบอาชีพจริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

คนไทยทุกคน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ปวงชนไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • เปิดหลักสูตรฝึกอบรมทักษะดิจิทัลฟรีในทุกจังหวัด
  • จัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้ชุมชน” เพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านอาชีพ
  • สนับสนุนการเรียนรู้ระหว่างวัย สร้างพื้นที่ที่ผู้สูงวัยสอนคนรุ่นใหม่ และคนรุ่นใหม่ช่วยผู้สูงวัยเรียนรู้เทคโนโลยี

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ระบบการเรียนรู้ที่เปิดกว้างให้คนทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเยาวชน คนทำงาน หรือผู้สูงอายุ สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ผ่านทั้งระบบออนไลน์และการเรียนรู้ในชุมชน
  • สร้าง “ความผูกพันระหว่างคนในสังคม” ให้มีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เยาวชน
  • คนทำงาน
  • คนรุ่นใหม่
  • ผู้สูงวัยสอน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 2) ว่า 'ปีละ 750 ล้านบาท เป็นเวลา 4 ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 2) ว่า

  • 'งบประมาณแผ่นดินจากกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อว. และกระทรวงดิจิทัลฯ'
  • 'กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียงฯ'
  • 'การร่วมทุนกับภาคเอกชน'
ปวงชนไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • จัดสวัสดิการและโอกาสฝึกอบรมครูอย่างต่อเนื่อง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ครูกลายเป็นผู้นำทางปัญญา
  • สร้างเยาวชนที่มีคุณภาพและมีจิตสาธารณะต่อสังคม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครู
  • บุคลากรทางการศึกษา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพยังกระจุกตัวในเมืองใหญ่
  • เด็กต่างจังหวัดจำนวนมากเก่ง เรียนดี แต่ไม่มีทุนและไม่มีโอกาสแข่งขันได้โชว์ศักยภาพ
  • ระบบการศึกษาไทยยังมีช่องว่างระหว่างเด็กเก่งแต่จน กับเด็กที่มีฐานะพร้อมกว่า
  • เราขาดแรงงานระดับโลกที่สามารถดึงดูดการลงทุนและยกระดับความสามารถประเทศไทย
  • เราขาดบุคลากรคุณภาพในสาขาวิชาที่โลกกำลังให้ความสนใจ เช่น STEM, AI, Health, Global Business, Creative Economy
  • การพัฒนาคนไม่เชื่อมกับการพัฒนาศักยภาพท้องถิ่น
  • พื้นที่ชนบทขาดบุคลากรคุณภาพ ทั้งครู แพทย์ วิศวกร นักบริหารท้องถิ่น และนักเทคโนโลยี
  • คนที่เรียนเก่งมักย้ายเข้าสู่เมือง ทำให้ต่างจังหวัดเติบโตช้ากว่าอย่างต่อเนื่อง

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างโอกาสให้ “เด็กเรียนดีแต่ขาดโอกาส” ด้วยข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ 2,400 ทุนต่อปี
  • 1,200 ทุน สำหรับเรียนต่อมัธยมปลายในประเทศ
  • 1,100 ทุน สำหรับเรียนต่อมหาวิทยาลัยในประเทศ
  • 100 ทุน สำหรับเรียนเรียนต่อต่างประเทศ
  • เลือกผู้สมัครด้วยเกณฑ์โปร่งใส ด้วยความสามารถทางการเรียน
  • หลังเรียนจบ ผู้ได้รับทุนจะกลับมาทำงานในพื้นที่เดิมหรือสาขาที่ประเทศต้องการ
  • รัฐให้การสนับสนุนตำแหน่งงานและเส้นทางอาชีพในภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น
  • จัดโปรแกรมเสริม เช่น ภาษาอังกฤษ เทคโนโลยี การเป็นผู้นำ Global Mindset
  • เชื่อม ODOS กับระบบเศรษฐกิจใหม่ของจังหวัด ให้เด็กทุนทำโครงงานพัฒนาท้องถิ่น
  • จับคู่กับสาขาที่จังหวัดต้องการ เช่น แพทย์ โรงเรียน วิศวกรเกษตร ดิจิทัล เทคโนโลยีท่องเที่ยว
  • ฝึกงานกับภาคเอกชนและองค์กรนานาชาติ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เด็กเก่งทุกอำเภอทั่วประเทศมีโอกาสเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำ
  • ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาลดลงอย่างเป็นรูปธรรม
  • เด็กในชนบทมีโอกาสเท่าเด็กในเมือง
  • ผู้ได้รับทุนกลับมาพัฒนาบ้านเกิด ช่วยยกระดับเศรษฐกิจฐานราก อุตสาหกรรม และบริการสาธารณะในทุกจังหวัด

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • นักเรียน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 2) ว่า '2,500 ล้านบาท/ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 2) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำกว่า 3%
  • แรงงานทักษะระดับกลางถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่
  • แรงงานไทยจำนวนมากไม่รู้ว่าควรเรียนทักษะใหม่ด้านไหน
  • ไม่มีข้อมูลตลาดแรงงานที่เชื่อมกับอุตสาหกรรมจริง
  • ตลาดแรงงานไม่มีระบบในการรับรองผลการเรียนรู้
  • คนมีประสบการณ์ไม่สามารถนำมานับเป็นวุฒิหรือทักษะได้
  • คนที่มีรายได้น้อยไม่มีเวลาฝึกหรือขณะฝึกก็ไม่มีรายได้
  • ปัญหาภาคอุตสาหกรรมไม่เชื่อมั่นคุณภาพแรงงานใหม่ เพราะไม่มีมาตรฐานกลางในการจัดฝึกอบรม
  • ผู้ประกอบการรายเล็ก–กลางไม่อยากลงทุนในเมืองรอง แม้ว่าเมืองรองมีศักยภาพโตมากกว่ากรุงเทพฯ, EEC ถึง 15 เท่า
  • เมืองรองไม่มีแรงงานทักษะมารองรับ

จะทำอะไร (Action)

  • ตั้ง “ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ” และออกกฎหมายรองรับ
  • แก้ไข พ.ร.บ.การศึกษา
  • จัดตั้ง “คณะกรรมการส่งเสริมผลิตภาพแห่งชาติ”
  • ให้ทุกคนสะสมทักษะเป็นหน่วยกิตตลอดชีวิต และพัฒนาไปสู่ พาสปอร์ตทักษะมาตรฐานเดียวทั้งประเทศ
  • สนับสนุนทุนให้แรงงาน 10,000 บาท/คน
  • สนับสนุนทุนในการเลือกหลักสูตรเรียน 10,000 บาท/คน ปีละ 1 ล้านคน รวม 4 ปี = 4 ล้านคน
  • เรียนทักษะยุคใหม่ เช่น AI, EV, หุ่นยนต์, Automation, Digital, Logistics
  • เรียนจบได้ใบประกาศ มีนายจ้างจองตัวล่วงหน้า
  • ให้ค่าจ้างระหว่างฝึก พร้อมการันตีงานหลังจบ
  • ผ่านระบบ Skill Loan (เงินยืมเพื่อทักษะ)
  • ผู้ประกอบการทำสัญญาฝึกทักษะกับแรงงาน
  • แรงงานมีเงินเดือนระหว่างฝึก และ ได้งานจริงเมื่อจบหลักสูตร
  • เปิดระบบรับรองประสบการณ์ (RPL)
  • คืนคุณค่าให้แรงงานที่ทำงานเป็นอยู่แล้ว ด้วยการนำประสบการณ์มานับเป็นหน่วยกิตในกระเป๋าหน่วยกิต (Credit Pocket)
  • พัฒนา “แพลตฟอร์มจับคู่ทักษะ (Skill Platform Matching)”
  • จับคู่พาสปอร์ตทักษะกับตำแหน่งงานที่ต้องการ
  • ตั้งเป้า อัตราการจับคู่สำเร็จ > 70%
  • ดึงเอกชนร่วมสร้างหลักสูตรยุคใหม่
  • ออกมาตรการ Skill Tax Credit ให้บริษัทลดหย่อนภาษีเมื่อร่วมฝึกอบรม
  • BOI และอุตสาหกรรมเป้าหมาย ร่วมออกแบบหลักสูตรตามความต้องการตลาดจริง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • แรงงานไทยทุกกลุ่ม โดยเฉพาะคนรายได้น้อย นักเรียนอาชีวะ มหาวิทยาลัย แรงงานนอกระบบ และผู้เปลี่ยนอาชีพ สามารถ upskill–reskill เพื่อพร้อมเข้าสู่งานรายได้
  • มี “ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ” ที่สะสมทักษะได้ตลอดชีวิต
  • มี พาสปอร์ตทักษะ ที่นายจ้างทั่วประเทศยอมรับ
  • การฝึกอบรมไม่ใช่ค่าใช้จ่ายของลูกจ้างอีกต่อไป แต่เป็นการลงทุนที่รัฐสนับสนุน
  • มีระบบจับคู่ทักษะ–งานแบบเรียลไทม์ ผ่าน Skill Platform Matching
  • มีงานดีมากขึ้นในเมืองรอง
  • แรงงานมีเงินเดือนระหว่างฝึก
  • ได้งานจริงเมื่อจบหลักสูตร

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • แรงงานไทยทุกกลุ่ม
  • คนรายได้น้อย
  • นักเรียนอาชีวะ
  • นักเรียนมหาวิทยาลัย
  • แรงงานนอกระบบ
  • ผู้เปลี่ยนอาชีพ
  • ผู้ประกอบการ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 1) ว่า '5,000 ล้านบาท/ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 1) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • หลักสูตรการเรียนอาชีวะไม่เชื่อมโยงกับตลาดงานของภาคอุตสาหกรรม
  • ขาดข้อมูลตลาดแรงงาน
  • ไม่มีระบบฝึกงานแบบมีสัญญาระหว่างสถาบันอาชีวะและนายจ้าง
  • ครูยังขาดโอกาสเพิ่มทักษะและไม่มีแรงจูงใจจากภาคอุตสาหกรรม
  • ตลาดแรงงานเริ่มขาดแรงงานที่มีศักยภาพ

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับหลักสูตรอาชีวะให้ตรงตลาดงาน
  • ใช้ข้อมูลตลาดแรงงาน (Labor Market Information:LMI)
  • ภาคเอกชนร่วมพัฒนาหลักสูตรใหม่ทุกสาขา
  • ออกกฎหมายกำหนดมาตรฐานการฝึกงาน
  • ตั้งคณะกรรมการผลิตภาพแห่งชาติ (Productivity Board)
  • บูรณาการข้อมูลแรงงาน
  • เชื่อมระบบฝึกงาน–หลักสูตร–การจ้างงาน
  • เป็นกลไกกำกับหลักสูตรและมาตรฐานฝีมือแห่งชาติ
  • สร้างระบบเรียนควบทำงาน Work–Study ที่มีสัญญามาตรฐานระดับชาติ
  • ผู้เรียนอาชีวะ เข้า Work–Study ไม่ต่ำกว่า 50,000 คน
  • ได้ค่าตอบแทนตามสัญญา
  • ฝึกงานเน้นทักษะจริง
  • พัฒนาครูอาชีวะอย่างเป็นระบบ
  • ใช้ Credit Bank และการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่องกับครู
  • ครู 50% ของแต่ละสาขาต้องผ่านการฝึกงานด้านอุตสาหกรรม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เด็กอาชีวะสามารถทำงานมีรายได้ดี
  • เด็กอาชีวะเรียนจบได้งาน
  • ครูอาชีวะมีทักษะที่ทันสมัย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เด็กอาชีวะ
  • ครูอาชีวะ
  • ภาคอุตสาหกรรม

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 3) ว่า '200 ล้านบาท/ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 3) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบการศึกษายังไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุค AI
  • คนไทยส่วนใหญ่ยังขาดทักษะในการนำ AI มาใช้ในการพัฒนาศักยภาพของตัวเองเพื่อให้อยู่รอดและมีรายได้

จะทำอะไร (Action)

  • ตั้ง AI Learning Platform แห่งชาติ
  • รัฐแจกแพลตฟอร์มเรียนออนไลน์ด้าน AI ฟรีอย่างทั่วถึง
  • เมื่อเรียนจบหลักสูตรจะได้รับ Digital Certificate และ Token เพื่อใช้เข้าถึง AI Engines ระดับโลก

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • คนไทยทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตผ่าน AI Learning Platform
  • โรงเรียนกว่า 1,000 แห่งใช้ AI เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้
  • แรงงานวัยทำงานสามารถ Upskill-Reskill ให้เท่าทันโลกสมัยใหม่ และสามารถสร้างรายได้ในอนาคต

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ครู
  • นักเรียน
  • นักศึกษา
  • แรงงานวัยทำงาน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 21) ว่า '4,000 ล้านบาท/ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 21) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณ มาตรการกึ่งการคลัง การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี'

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดันให้มีมาตรการทางกฎหมายป้องกันมิให้สถานการศึกษาเรียกเก็บค่าใช้จ่าย ในส่วนที่รัฐมีหน้าที่จะต้องจัดให้มีในการเรียนการสอนโดยตรง
  • จัดให้มีสถานเลี้ยงดูและการเรียนรู้ของเด็กเล็ก

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี
  • การเรียนฟรีตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงปริญญาตรี
  • เด็กเล็ก ได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษา

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เด็ก

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ภูมิใจไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจากหล่มในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 แล้ว จะไปต่ออย่างไร
  • เศรษฐกิจปากท้อง ของ คนตัวเล็ก ตัวน้อย เป็นปัญหา
  • ผู้สูงวัยยังขาด ทักษะดี, งาน, เงิน, คนดูแล
  • ชุมชนยังไม่สามารถ ผลิตของที่ใช่, ขายของที่ชอบ และยังไม่ ตอบโจทย์ทุกคน
  • การศึกษา ยังไม่ เท่าเทียม, ยังไม่ เรียนฟรีมีจริง, ยังไม่มี เรียนฟรีมีงาน, ยังไม่มีการเรียนฟรี ทุกที่ ทุกเวลา
  • SME ไทยยังขาด ทุน และ ค้ำประกัน ในการ สู้ได้ทุกแวทีเวที
  • ยังขาด การลงทุน
  • ยังไม่มีการส่งเสริม เศรษฐกิจ สีเขียว เพื่อ รักษ์โลก ให้เป็น ทางรอด และทางรวยยั่งยืน
  • AI ยังไม่ ถึงมือ, งานยังไม่ ถึงตัว, เงินยังไม่ ถึงบ้าน
  • การค้าขายยังไม่ ฉลาด, การผลิตยังไม่ อัปเกรด, ยังไม่สามารถ ยึดตลาดโลก
  • รัฐ ยังไม่ ฉับไว, อนุมิติไว, ยังมี กั๊ก

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอแนวทางดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ จากมาตรการ 10 พลัส
  • แก้เศรษฐกิจปากท้อง
  • เพิ่มการลงทุน
  • รัฐร่วมทุน
  • เติมทุนให้ SME ไทย
  • ค้ำประกันไว้ SME ไทย
  • อัปเกรด การผลิต
  • ยึดตลาดโลก ด้วยพันธมิตร
  • รัฐฉับไว อนุมิติไว ไม่มีกั๊ก

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะเป็น 3 % พลัส
  • เป็นห้วงเวลาแห่งการพลิกฟื้น Potential Growth
  • เศรษฐกิจไปสู่การเติบโตทั่วถึง มีคุณภาพ และเต็มศักยภาพ
  • ผู้สูงวัยมี ทักษะดี
  • ผู้สูงวัยมี งาน
  • ผู้สูงวัยมี เงิน
  • ผู้สูงวัยมี คนดูแล
  • การศึกษา เท่าเทียม
  • เรียนฟรีมีจริง
  • เรียนฟรีมีงาน
  • เรียนฟรีทุกที่ ทุกเวลา
  • SME ไทย สู้ได้ทุกเวที
  • รักษ์โลก คือทางรอด และทางรวยยั่งยืน
  • AI ถึงมือ
  • งานถึงตัว
  • เงินถึงบ้าน
  • ค้าขายฉลาด
  • ยึดตลาดโลก
  • รัฐฉับไว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เศรษฐกิจไทย
  • ผู้สูงวัย
  • ชุมชน
  • ทุกคน
  • SME ไทย
  • พันธมิตร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ภูมิใจไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา
  • มีการจ้างงานจากผู้จบการศึกษาด้าน พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เทคนิกการแพทย์ เข้ามาอบรมเพิ่มเติม
  • ทำงานเชิงรุก เคาะประตู ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ
  • ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ผู้สูงอายุ และครอบครัวผู้สูงอายุ รวมทั้งสตรีตั้งครรภ์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • มีการจ้างงาน จำนวนเกือบ 100,000 อัตรา
  • ผู้ที่ได้รับการจ้างงานมี เงินเดือน 15,000 บาท สัญญาจ้างงาน ขั้นต่ำ 4 ปี
  • พี่น้องประชาชน ผู้สูงอายุ และครอบครัวผู้สูงอายุ รวมทั้งสตรีตั้งครรภ์ ได้รับการช่วยเหลือ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้สูงอายุ
  • หญิงตั้งครรภ์
  • ผู้จบการศึกษาด้าน พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เทคนิกการแพทย์
  • พี่น้องประชาชน
  • ครอบครัวผู้สูงอายุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 5) ว่า '13,500 ล้านบาทต่อปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 5) ว่า

  • 'งบประมาณรายจ่ายประจำปี'
  • 'เกลี่ยงบประมาณที่มีความซ้ำซ้อน และงบประมาณที่มีความจำเป็นน้อย'
ภูมิใจไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • แม้ประเทศไทยจะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่ยังไม่ใช่การเรียนฟรีที่แท้จริง
  • ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังคงปรากฎให้เห็นอยู่
  • พบว่ามีเด็กกว่า 1 ล้านคน ถูกผลักออกจากระบบการศึกษา

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอนโยบาย “การศึกษาเท่าเทียม พลัส”
  • สร้างแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ฟรี รวมคลังความรู้ครอบคลุมการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึงมหาวิทยาลัย และวัยทำงาน
  • ดึงดูดบริษัทเอกชน บริษัทจะเป็นผู้เขียนหลักสูตรวิชาที่มีเนื้อหาตรงกับตำแหน่งงานที่บริษัทต้องการรับสมัคร บริษัทจะนำหลักสูตรวิชาดังกล่าวบรรจุในแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์
  • เปิดโอกาสให้เด็กไทย ได้เรียนรู้ในหลากหลายสาขาวิชา เมื่อเก็บเครดิตครบตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด จะมีการออกปริญญาบัตรให้

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ทำให้การเรียนฟรีมีจริง
  • เรียนฟรีมีงานทำ
  • เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา
  • ทำให้แรงงานสามารถพัฒนาความรู้ ความสามารถให้ตรงกับความต้องการทางการตลาดได้
  • ลดอัตราการว่างงาน
  • เพิ่มโอกาสการเข้าทำงานมากยิ่งขึ้น
  • เปิดโอกาสให้เด็กไทย ได้เรียนรู้ในหลากหลายสาขาวิชา
  • จะมีการออกปริญญาบัตรให้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนไทย
  • ผู้ที่อยู่ในระดับอนุบาล จนถึงมหาวิทยาลัย และวัยทำงาน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 2) ว่า '700 ล้านบาทในปีแรก เพื่อใช้จัดทำแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเกลี่ยงบจากค่าหนังสือเรียนปี 2569 ของ สพฐ.'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 2) ว่า

  • 'งบประมาณรายจ่ายประจำปี'
  • 'การบริหารงบประมาณภาครัฐแนวใหม่ เกลี่ยงบประมาณที่มีความจำเป็นน้อยมาใช้ประโยชน์'
รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

เปลี่ยนสอบเข้าเป็นสอบจบ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

อยากเรียนอะไร ต้องได้เรียน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

นักเรียน/นักศึกษา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 44) ว่า 'ไม่มีการใช้งบประมาณ แต่เป็นการส่งเสริมแนวทางโดยการเสนอแนวทางให้มหาวิทยาลัยเปิดกว้างทางการศึกษาให้กับประชาชน'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 44) ว่า 'ไม่มีการใช้งบประมาณ แต่เป็นการเสนอนโยบายให้มหาวิทยาลัยดำเนินการด้วยงบประมาณปกติ'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การหลุดจากระบบการศึกษาไม่ได้เกิดจากความสามารถของผู้เรียนเพียงลำพัง แต่เกิดจากต้นทุนชีวิต ค่าใช้จ่ายแฝง และความไม่สอดคล้องระหว่างระบบงบประมาณกับความเปราะบางเชิงพื้นที่ของโรงเรียนจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนในชนบท
  • ประเทศไทยยังมีเด็กและเยาวชนที่ไม่มีข้อมูลอยู่ในระบบการศึกษามากกว่าหนึ่งล้านคน และในจำนวนนี้เป็นเด็กวัยภาคบังคับหลายแสนคน สะท้อนว่าปัญหาการหลุดจากระบบยังคงเป็นปัญหาเชิงระบบ ไม่ใช่กรณีเฉพาะราย
  • ความยากจนและต้นทุนชีวิตเป็นปัจจัยหลักของการออกกลางคันในสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมด ซึ่งทำให้มาตรการที่เน้นเพียงคุณภาพการเรียนการสอนโดยไม่แตะต้นทุนชีวิตไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน
  • การขาดแคลนรายได้และค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าอินเทอร์เน็ต และค่าอาหาร เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เด็กออกกลางคัน โดยเฉพาะในช่วงรอยต่อของชีวิตการศึกษา
  • เนื่องจากโครงสร้างโรงเรียนไทยมีความหลากหลายของระดับชั้นที่เปิดสอนอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ระบบการศึกษาจึงเริ่มต้นจากฐานที่ไม่เท่ากัน
  • ระบบงบประมาณและทุนการศึกษาที่ผ่านมาใช้หลักการจัดสรรแบบมาตรฐานเดียว (uniform allocation) เป็นหลัก โดยอิงสูตรรายหัวหรือโครงการส่วนกลาง ซึ่งไม่สามารถชดเชยความเปราะบางเชิงพื้นที่และความแตกต่างด้านต้นทุนชีวิตของผู้เรียนได้อย่างเพียงพอ ทำให้โรงเรียนที่มีนักเรียนต่อชั้นน้อยได้รับงบรวมต่ำ ขณะที่ต้นทุนจริงต่อหัวกลับสูงกว่า ส่งผลให้ทรัพยากรต่อเด็กยิ่งจำกัด
  • ทุนการศึกษาจำนวนมากในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานยังใช้กลไกการแข่งขันระดับประเทศหรือระดับเขต เช่น การคัดเลือกจากคะแนนสอบหรือผลงานเชิงวิชาการ ซึ่งโดยโครงสร้างเอื้อให้โรงเรียนขนาดใหญ่และโรงเรียนเมืองที่มีครูและบุคลากรพร้อมกว่าเข้าถึงได้ง่ายกว่า ขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขยายโอกาสซึ่งมีภาระงานครูสูงและทรัพยากรจำกัด มักไม่สามารถส่งนักเรียนเข้าแข่งขันได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้โอกาสทางการศึกษาจึงกระจุกตัวในโรงเรียนบางกลุ่ม
  • เด็กในโรงเรียนเล็ก โรงเรียนชนบท และโรงเรียนขยายโอกาส แม้มีวินัยในการเรียนและมีศักยภาพ กลับไม่สามารถเข้าถึงเงินสนับสนุนหรือทุนแข่งขันระดับชาติได้อย่างเป็นธรรม ปัญหานี้จึงไม่ใช่ปัญหาความสามารถรายบุคคล หากแต่เป็นปัญหาการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างชั้นปีและบริบทจริงของสถานศึกษา
  • การออกแบบนโยบายที่ยังคงใช้กลไกงบประมาณแบบเดียวสำหรับโรงเรียนทุกประเภทย่อมไม่สามารถลดการหลุดจากระบบได้อย่างมีประสิทธิผล

จะทำอะไร (Action)

  • รัฐนำ (Active State) ใช้งบประมาณสาธารณะเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงในชีวิตนักเรียนและครอบครัว
  • ลงทุนตรงในทุนมนุษย์ช่วงวัยเรียน และให้เงินถึงผู้เรียนเป็นรายคนตามชั้นปีที่โรงเรียนเปิดสอนจริง
  • รัฐกำหนดสิทธิขั้นต่ำเชิงพื้นที่ผ่านโควตาต่อโรงเรียน และโอนเงินตรงถึงนักเรียนหรือผู้ปกครอง
  • ใช้โรงเรียนเป็นหน่วยกระจายโอกาส แทนการจัดสรรแบบแข่งขันระดับประเทศ เพื่อชดเชยความเสียเปรียบเชิงโครงสร้างของโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนชนบท และโรงเรียนขยายโอกาส
  • ออกแบบเป็นมาตรการเชิงป้องกัน ไม่ใช่มาตรการเยียวยาภายหลัง โดยมุ่งอุดช่องว่างต้นทุนขั้นต่ำที่จำเป็นต่อการคงอยู่ในระบบ
  • ทำให้ทุกโรงเรียนมีโควตาโอกาสจากรัฐอย่างเป็นธรรมตามชั้นปีที่เปิดสอนจริง โดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยกระจายสิทธิขั้นพื้นฐานแทนการจัดสรรแบบแข่งขัน
  • ลดอัตราการหลุดจากระบบการศึกษาในทุกช่วงชั้น โดยเฉพาะช่วงรอยต่อที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ป.6–ม.1 และ ม.3–ม.4 ด้วยเงินรางวัลการเรียนรู้ที่จ่ายต่อเนื่องรายปี เพื่อทำหน้าที่เป็นเงินพยุง (retention incentive)
  • แปลงความพยายามในการเรียนรู้ให้เป็นหลักประกันทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ ผ่านการให้เงินรางวัลที่ผูกกับพฤติกรรมเชิงบวก เช่น การเข้าเรียนสม่ำเสมอ ความรับผิดชอบ และพัฒนาการจากฐานเดิม แทนการพึ่งพาคะแนนสอบเพียงมิติเดียว
  • ลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่โดยไม่สร้างการแข่งขันข้ามโรงเรียน ผ่านการคัดเลือกภายในโรงเรียนและการไม่จัดอันดับระดับประเทศ
  • กำหนดสิทธิขั้นพื้นฐานเชิงพื้นที่ โดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยกระจายโอกาส และใช้ชั้นปีที่เปิดสอนจริงเป็นฐานการคำนวณโควตา ครอบคลุมตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6
  • ให้กำหนดตัวแปร q_i = จำนวนผู้ได้รับสิทธิของโรงเรียน i ต่อปี, g_i = จำนวนชั้นปีที่โรงเรียน i เปิดสอนจริงในช่วง ป.1–ม.6, โดย q_i = g_i
  • กำหนดงบรวมต่อปี B = 3,000 ล้านบาท และสัดส่วนงบบริหาร a = 5% เพื่อคำนวณงบถึงนักเรียนโดยตรง B_net = B×(1−a) = 2,850 ล้านบาท
  • ให้จำนวนผู้ได้รับสิทธิรวมต่อปีเป็น Q เพื่อคำนวณเงินรางวัลเฉลี่ยต่อหัว S = B_net ÷ Q
  • โรงเรียนแต่ละแห่งจะได้รับโควตานักเรียน 1 คน ต่อ 1 ชั้นปีที่เปิดสอนจริง โดยไม่ต้องแข่งขันข้ามโรงเรียน
  • การคัดเลือกผู้ได้รับสิทธิจะดำเนินการในระดับโรงเรียน ภายใต้เกณฑ์กลางระดับชาติ และไม่จัดอันดับข้ามโรงเรียน
  • กำหนดเกณฑ์การพิจารณาที่มุ่งเน้นพฤติกรรมและสมรรถนะขั้นต่ำที่จำเป็นต่อการอยู่ในระบบ ได้แก่:
  • การเข้าเรียนสม่ำเสมอ
  • ความรับผิดชอบต่อการเรียน
  • พัฒนาการจากฐานเดิม
  • การมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้
  • กำหนดโครงสร้างคะแนนรวม 100 คะแนน เพื่อความโปร่งใสในการคัดเลือก
  • กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำ เช่น ต้องได้คะแนนรวมไม่น้อยกว่า 70 และไม่มีประวัติขาดเรียนต่อเนื่องเกินเกณฑ์ที่กำหนด ยกเว้นกรณีเหตุจำเป็นที่มีหลักฐาน
  • ห้ามคัดเลือกซ้ำคนเดิมใน 2 ปีติดในชั้นปีเดียวกัน เว้นแต่โรงเรียนมีผู้ผ่านเกณฑ์ไม่เพียงพอ
  • หากผู้เรียนได้รับทุนซ้ำซ้อนจากโครงการอื่น สามารถกำหนดหลัก “stacking rule” ให้รับได้บางส่วน หรือให้โรงเรียนพิจารณาเลื่อนไปยังผู้มีความจำเป็นมากกว่า ภายใต้เกณฑ์กลาง
  • ผูกการรายงานผลกับตัวเลขที่คำนวณได้ เช่น Q (จำนวนผู้ได้รับสิทธิรวม) รายไตรมาสและรายปี, S (เงินรางวัลเฉลี่ยต่อหัว) และส่วนเบี่ยงเบนระหว่างพื้นที่, อัตราการใช้สิทธิจริง (take-up rate) = ผู้รับเงินจริง ÷ Q
  • กำหนดกรอบความยืดหยุ่นของ Q เช่น ±5% ต่อปี หาก Q เพิ่มขึ้นเกินกรอบ ให้ปรับ S ลงตามสูตร S = B_net ÷ Q โดยประกาศล่วงหน้าเพื่อความโปร่งใส หรือใช้มาตรการชั่วคราว เช่น ลดงบบริหารจาก 5% เหลือ 4% ในปีที่ Q สูงผิดปกติ เพื่อรักษาเงินถึงนักเรียน
  • ในปีที่ 1 เน้นทำให้ระบบคัดเลือก โปร่งใส และโอนเงินตรงสำเร็จครบ 95%
  • ในปีที่ 2 ปรับเกณฑ์คะแนนให้สะท้อนพัฒนาการมากขึ้น และเพิ่มความเข้มของการสุ่มตรวจ
  • ในปีที่ 3 ประเมินผลกระทบต่อการอยู่ต่อในระบบและปรับถ่วงน้ำหนักช่วงชั้นภายใต้งบเดิม
  • กำหนดวงเงินรวมต่อปี B = 3,000 ล้านบาท เป็นงบประมาณประจำปีที่สามารถคุมเพดานได้ชัด และยืนยันหลักการ ไม่กู้ ไม่เพิ่มหนี้ และไม่สร้างภาระผูกพันระยะยาว โดยใช้การจัดสรรใหม่จากงบเงินอุดหนุนเพื่อการศึกษาเดิม
  • กำหนดสัดส่วนงบบริหารจัดการโครงการ a = 5% (เพดาน) และ งบสุทธิถึงนักเรียน B_net = B×(1−a) = 2,850 ล้านบาท
  • แยกงบบริหารออกเป็นหมวดงานที่จำเป็นและวัดผลได้
  • คำนวณเงินรางวัลเฉลี่ยต่อหัว S = B_net ÷ Q
  • กำหนดกติกาการใช้เงินคงเหลือ เช่น โอนเข้า “กองทุนกันชน” สำหรับปีถัดไป หรือใช้เพิ่มน้ำหนักช่วงชั้นที่เสี่ยงสูงภายใต้งบเท่าเดิม
  • ปรับโครงสร้างงบเงินอุดหนุนเพื่อการศึกษาเดิม โดยยึดหลักย้ายงบจากรายการอุดหนุนที่ไม่ผูกกับผลลัพธ์ ไปสู่รายการที่ผูกกับการคงอยู่ในระบบและความเสมอภาคเชิงพื้นที่
  • ดำเนินการให้ไม่ซ้ำซ้อนกับทุนแข่งขันเดิม แต่ทำหน้าที่เป็นสิทธิขั้นต่ำเชิงพื้นที่
  • ใช้ระบบโอนเงินตรงเพื่อลดการรั่วไหลและลดต้นทุนธุรกรรมของรัฐ
  • โรงเรียนดำเนินการคัดเลือกนักเรียนภายใต้เกณฑ์กลางระดับชาติ โดยใช้ตัวชี้วัดหลักที่สะท้อนพฤติกรรมและสมรรถนะที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการคงอยู่ในระบบ ได้แก่ การเข้าเรียนสม่ำเสมอ ความรับผิดชอบต่อการเรียน และพัฒนาการจากฐานเดิมของผู้เรียน
  • กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำเชิงตัวเลข เช่น อัตราการเข้าเรียน ≥ 90% ของวันเรียนทั้งหมด ต่อปีการศึกษา, ไม่มีประวัติขาดเรียนต่อเนื่องเกิน 5 วันทำการโดยไม่มีเหตุอันควร, คะแนนพัฒนาการจากฐานเดิม (ΔScore) เป็นบวก หรือไม่ต่ำกว่าค่ากลางของชั้นปีเดียวกัน
  • โรงเรียนสามารถใช้สูตรคะแนนรวม 100 คะแนน เพื่อจัดลำดับผู้ผ่านเกณฑ์ในกรณีที่มีผู้มีคุณสมบัติเกินโควตา โดยกำหนดเกณฑ์ผ่านขั้นต่ำ เช่น คะแนนรวม ≥ 70 คะแนน
  • เงินรางวัลการเรียนรู้โอนตรงถึงบัญชีนักเรียนหรือผู้ปกครองผ่านระบบการเงินภาครัฐ
  • ใช้กฎหมายและระบบงบประมาณเดิมเป็นหลัก เช่น ระเบียบเงินอุดหนุนและระบบฐานข้อมูลนักเรียน เพื่อลดต้นทุนการออกกฎหมายใหม่และเร่งการนำไปใช้ โดยเพิ่มเพียงระเบียบรองเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกและการรายงานผล
  • กำหนดให้มีการรายงานผลเป็นรายไตรมาสในตัวชี้วัดหลัก ได้แก่ จำนวนผู้ได้รับสิทธิ (Q) เงินที่จ่ายจริง และอัตราการใช้สิทธิ พร้อมกลไกสุ่มตรวจโรงเรียนไม่น้อยกว่า 10% ต่อปี โดยใช้การสุ่มแบบถ่วงน้ำหนักความเสี่ยง
  • การสื่อสารเชิงนโยบายจึงต้องย้ำว่าเงินดังกล่าวเป็น “รางวัลการเรียนรู้” ที่แลกมาด้วยการเข้าเรียนสม่ำเสมอและพัฒนาการจริง ไม่ใช่สวัสดิการถ้วนหน้า
  • กำหนดให้มีการเผยแพร่รายงานผลประจำปีในรูปแบบข้อมูลเปิด (open data) เพื่อให้สาธารณะ นักวิชาการ และสื่อมวลชนสามารถตรวจสอบแนวโน้มตัวชี้วัดได้อย่างอิสระ พร้อมการประเมินผลอิสระทุกปีที่เชื่อมโยง KPIs เข้ากับการตัดสินใจเชิงนโยบาย เช่น การคง ปรับ หรือยุติโครงการในระยะต่อไป

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงในชีวิตนักเรียนและครอบครัว
  • ช่วยให้เกิดการคงอยู่ในระบบการศึกษา
  • ลดการหลุดจากระบบ
  • ยกระดับเส้นทางชีวิตหลังจบการศึกษา
  • เด็กที่มีความพยายาม เข้าเรียนสม่ำเสมอ และมีพัฒนาการจากฐานเดิม จะไม่ถูกตัดโอกาสทางชีวิตเพียงเพราะข้อจำกัดทางเศรษฐกิจของครัวเรือนหรือพื้นที่
  • เกิดอัตราการอยู่ต่อในระบบ
  • เกิดอัตราการจบช่วงชั้น
  • เกิดสัดส่วนผู้เรียนที่สามารถเรียนต่อหรือมีงานทำ ภายในระยะเวลาที่กำหนด
  • ลดการรั่วไหล
  • ลดความซับซ้อนเชิงราชการ
  • ลดอำนาจต่อรองที่ไม่จำเป็นในระดับสถานศึกษา
  • ชดเชยความเสียเปรียบเชิงโครงสร้างของโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนชนบท และโรงเรียนขยายโอกาส
  • อุดช่องว่างต้นทุนขั้นต่ำที่จำเป็นต่อการคงอยู่ในระบบ
  • สร้างแรงจูงใจเชิงบวกให้ทั้งผู้เรียน ครอบครัว และโรงเรียน
  • ลดความเหลื่อมล้ำเชิงสถาบัน
  • เปิดพื้นที่ให้เด็กกลุ่มกลางและกลุ่มเปราะบางที่มีความพยายามได้รับโอกาสอย่างเป็นธรรม
  • ลดอัตราการหลุดจากระบบในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
  • เพิ่มอัตราการจบช่วงชั้น
  • เพิ่มสัดส่วนผู้เรียนที่สามารถเรียนต่อหรือมีงานทำ ภายในระยะเวลาที่กำหนด
  • ยืนยันว่าการใช้จ่ายดังกล่าวเป็นการลงทุนในทุนมนุษย์ที่ตรวจสอบได้
  • ทุกโรงเรียนมีโควตาโอกาสจากรัฐอย่างเป็นธรรมตามชั้นปีที่เปิดสอนจริง ซึ่งทำให้โอกาสไม่กระจุกตัวอยู่ในโรงเรียนขนาดใหญ่หรือพื้นที่เมือง
  • ลดแรงกดดันค่าใช้จ่ายด้วยเงินรางวัลการเรียนรู้ที่จ่ายต่อเนื่องรายปี เพื่อทำหน้าที่เป็นเงินพยุง (retention incentive) ช่วยให้ครัวเรือนสามารถตัดสินใจให้บุตรหลานอยู่ต่อในระบบได้
  • แปลงความพยายามในการเรียนรู้ให้เป็นหลักประกันทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้
  • ลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่โดยไม่สร้างการแข่งขันข้ามโรงเรียน โดยทำให้การกระจายทรัพยากรด้านการศึกษาเป็นไปในลักษณะถ่วงดุลเชิงพื้นที่ มากกว่าการเร่งความเหลื่อมล้ำในระบบ
  • โอกาสของรัฐเข้าถึงพื้นที่ที่เปราะบางได้โดยตรง และลดการกระจุกตัวของทรัพยากรในโรงเรียนบางกลุ่ม
  • ทุกโรงเรียนมีเด็กที่ได้รับการลงทุนจากรัฐอย่างน้อยตามจำนวนชั้นปีที่เปิดสอนจริง ซึ่งทำให้โอกาสทางการศึกษาไม่กระจุกตัว ลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ และทำให้งบประมาณด้านการศึกษาทำหน้าที่เป็นเครื่องมือรักษาเด็กให้อยู่ในระบบมากกว่าการแข่งขันเพื่อคัดคนเก่ง
  • ระบบใช้งานได้ 99% uptime
  • โอนเงินสำเร็จ ≥95%
  • ค่าใช้จ่ายต่อธุรกรรมไม่เกินเพดานที่กำหนด
  • งานตรวจสอบครอบคลุม ≥10% โรงเรียน/ต่อปี
  • มีรายงานความผิดปกติ
  • มีรายงานผลประจำปี
  • มีข้อเสนอปรับเกณฑ์
  • เงินระดับประมาณ 14,600–15,000 บาท/ต่อปี ทำหน้าที่เป็นเงินพยุง (retention incentive) ที่ไม่มากพอจะบิดเบือนแรงจูงใจของระบบโรงเรียน แต่เพียงพอที่จะลดแรงกดดันของต้นทุนจำเป็นรายปี
  • ทราบต้นทุนต่อการกันเด็กหลุด 1 คน (Cost per dropout prevented) ที่ประมาณการได้:
  • หากกันเด็กหลุดได้ ΔDropout = 10,000 คน/ต่อปี → C_prevent = 285,000 บาท/คน
  • หากกันเด็กหลุดได้ ΔDropout = 20,000 คน/ต่อปี → C_prevent = 142,500 บาท/คน
  • หากกันเด็กหลุดได้ ΔDropout = 30,000 คน/ต่อปี → C_prevent = 95,000 บาท/คน
  • ลดการหลุดจากระบบในพื้นที่เสี่ยง ทำให้แรงงานมีทักษะและรายได้สูงขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ และเปลี่ยนงบการศึกษาให้ทำหน้าที่เป็น “การลงทุนในทุนมนุษย์ที่วัดผลได้”
  • อัตราโรงเรียนเข้าร่วมโครงการ ≥ 95% ของโรงเรียนที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมทั้งหมด
  • อัตราการโอนเงินตรงถึงนักเรียนหรือผู้ปกครองตรงเวลา ≥ 95% ของผู้ได้รับสิทธิทั้งหมด
  • อัตราการหลุดจากระบบของผู้ได้รับสิทธิ ต้องต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโรงเรียนเดียวกันและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระดับเขตพื้นที่
  • ส่วนต่างอัตราหลุด ระหว่าง ชนบท − เมือง ลดลงต่อเนื่อง
  • รายงานประจำปีครบทุกระดับ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • นักเรียน
  • เด็กกลุ่มกลางและกลุ่มเปราะบาง
  • ครัวเรือนรายได้น้อย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • วงเงินรวมต่อปี = 3,000 ล้านบาท
  • สัดส่วนงบบริหาร = 5%
  • งบถึงนักเรียนโดยตรง = 2,850 ล้านบาท
  • งบบริหารและระบบ = 150 ล้านบาท
  • เงินรางวัลเฉลี่ยต่อหัว = 14,615 – 15,000 บาท/คน/ต่อปี
  • เงินรางวัลเฉลี่ยต่อเดือน = 1,218 – 1,250 บาท/ต่อเดือน
  • ต้นทุนเฉลี่ยต่อธุรกรรม = 316 บาท/ต่อราย/ต่อปี
  • งบสำหรับระบบโอนเงินและฐานข้อมูลผู้รับสิทธิ = 60 ล้านบาท
  • งบสำหรับงานปฏิบัติการจ่ายเงิน (Payment Operations) = 40 ล้านบาท
  • งบสำหรับงานตรวจสอบและสุ่มตรวจ (Audit & Inspection) = 30 ล้านบาท
  • งบสำหรับงานประเมินผลอิสระ (Impact Evaluation) = 20 ล้านบาท

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 2) ว่า '1,800 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบประมาณสาธารณะ
  • การจัดสรรใหม่จากงบเงินอุดหนุนเพื่อการศึกษาเดิม
  • ย้ายงบจากรายการอุดหนุนที่ไม่ผูกกับผลลัพธ์ ไปสู่รายการที่ผูกกับการคงอยู่ในระบบและความเสมอภาคเชิงพื้นที่

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 2) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาเชิงโครงสร้างของการศึกษานานาชาติไทย: มาตรฐานโลกที่ยังเป็นอภิสิทธิ์
  • ปัญหาหลักของระบบการศึกษานานาชาติในประเทศไทยไม่ใช่การขาดหลักสูตรหรือองค์ความรู้ระดับสากล แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของการเข้าถึง
  • การเรียนการสอนที่ใช้ภาษาอังกฤษเข้มข้น การเรียนแบบคิดวิเคราะห์ และทักษะโลกยุคใหม่กลับกระจุกตัวอยู่ในโรงเรียนเอกชนราคาแพงในเมืองใหญ่ จนการศึกษานานาชาติกลายเป็นทุนทางสังคมแบบสืบทอดมากกว่ากลไกสร้างโอกาส
  • เด็กต่างจังหวัดจำนวนมาก โดยเฉพาะครอบครัวรายได้น้อย แม้มีศักยภาพสูง แต่ถูกตัดออกจากเส้นทางการเรียนรู้แบบสากลตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เพราะความสามารถ แต่เพราะข้อจำกัดด้านภาษา ทรัพยากร คุณภาพครู และต้นทุนการเดินทาง
  • ประเทศสูญเสีย “ทุนมนุษย์คุณภาพ” จำนวนมากโดยไม่รู้ตัว และความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาถูกแปลงเป็นความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ความสามารถแข่งขัน และสถานะทางสังคมในระยะยาว
  • สมรรถนะภาษาอังกฤษของประเทศซึ่งยังอยู่ในกลุ่มระดับต่ำมากเมื่อเทียบสากล โดยดัชนี EF English Proficiency Index จัดให้ไทยอยู่ในกลุ่ม Very Low Proficiency และได้คะแนนราว 402 ในรายงานฉบับล่าสุดของ EF EPI ซึ่งเป็นสัญญาณว่าทักษะภาษาอังกฤษของคนส่วนใหญ่ยังไม่เพียงพอสำหรับการเรียนรู้เชิงวิชาการและการทำงานในบริบทโลกที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง
  • สมรรถนะการเรียนรู้พื้นฐานตามมาตรฐานสากลของนักเรียนไทย ซึ่งปรากฏชัดจาก PISA 2022 ที่คะแนนเฉลี่ยของไทยในคณิตศาสตร์ การอ่าน และวิทยาศาสตร์อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD อย่างมีนัยสำคัญ (รายงานสรุปผลที่เผยแพร่ในไทยอ้างคะแนนไทยราว คณิตศาสตร์ 394 การอ่าน 379 วิทยาศาสตร์ 409)
  • ปัญหา “ฐานทักษะ” ที่ยังไม่แข็งแรงพอสำหรับการก้าวสู่การเรียนแบบคิดวิเคราะห์เข้มข้นหรือการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง (English-medium / bilingual academic learning) ในวงกว้าง
  • ความเหลื่อมล้ำที่ยิ่งหนาขึ้น เพราะฝั่งที่มีทุนทรัพย์สามารถ “ซื้อ” สภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบสากลได้ทันที ขณะที่ฝั่งรายได้น้อยต้องพึ่งระบบโรงเรียนรัฐที่มีข้อจำกัด
  • โรงเรียนนานาชาติในไทยมีไม่น้อยและเพิ่มขึ้นตามแรงซื้อ แต่กระจุกตัวสูงในเมืองใหญ่ โดยข้อมูลที่ถูกอ้างในสื่อชี้ว่ามีโรงเรียนนานาชาติเป็นหลักร้อย และจำนวนสถานศึกษาประเภทนี้เพิ่มต่อเนื่องในทศวรรษหลัง โดยกระจุกในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมากที่สุด กล่าวอีกแบบคือ “มาตรฐานโลก” มีอยู่ในประเทศนี้แล้ว แต่ถูกออกแบบให้บริการคนส่วนน้อย ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานโอกาสของคนส่วนใหญ่
  • มาตรฐานโลกจึงต้องเป็นของคนเมืองหรือคนมีฐานะเท่านั้น
  • โรงเรียนรัฐจึงไม่สามารถเป็นพื้นที่สร้างพลเมืองโลกคุณภาพได้
  • ความเหลื่อมล้ำจะสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • ตัวชี้วัด Learning Poverty ของไทยอยู่ที่ประมาณ 23% (สัดส่วนเด็กอายุราว 10 ปีที่อ่านไม่เข้าใจข้อความง่าย ๆ) ซึ่งสะท้อนปัญหาพื้นฐานด้านการอ่านที่เป็นรากของทุกวิชา และเป็นสัญญาณความเสี่ยงที่ความเหลื่อมล้ำจะถูกขยายผ่านระบบการเรียนรู้ที่ไม่เท่ากันตั้งแต่วัยต้นทาง
  • คะแนน PISA 2022 ของไทยอยู่ที่ คณิตศาสตร์ 394 คะแนน การอ่าน 379 คะแนน และวิทยาศาสตร์ 409 คะแนน และยังลดลงจากปี 2018 (คณิตศาสตร์ -25 การอ่าน -14 วิทยาศาสตร์ -12)
  • ความท้าทายไม่ได้อยู่แค่เรื่องความเหลื่อมล้ำ แต่รวมถึง “ความสามารถในการทำให้ทั้งระบบดีขึ้น” ด้วย
  • เด็กเมืองหรือเด็กที่มีทรัพยากรจะยิ่งวิ่งนำ ขณะที่เด็กต่างจังหวัดและครัวเรือนรายได้น้อยจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังในรูปแบบที่ย้อนกลับยากกว่าเดิม
  • เด็กยากจน เด็กพื้นที่ห่างไกล เด็กที่ขาดโอกาสด้านภาษา
  • ข้อจำกัดเชิงภูมิศาสตร์ที่มักทำให้เด็กต่างอำเภอหรือพื้นที่กระจายตัว “แพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม” เพราะต้นทุนการเดินทางและความเสี่ยงต่อการหลุดออกจากระบบ
  • โรงเรียนจะกลายเป็นพื้นที่ที่เด็กเก่งอยู่แล้วรุ่งขึ้น ส่วนเด็กฐานอ่อนถูกทำให้รู้สึกว่าไม่เหมาะกับมาตรฐานสากล
  • การเรียนแบบท่องจำ
  • ภาษาอังกฤษสร้างชนชั้นทางภาษา
  • การจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ... grammar-driven ทำให้ เด็กฐานอ่อนรู้สึกว่าภาษาอังกฤษคือวิชาที่มีไว้ตัดคนออกจากโอกาส
  • หากไม่เปลี่ยนวิธีสอนภาษาและการอ่าน เด็กจำนวนมากจะไม่สามารถใช้ภาษาเป็นเครื่องมือเรียนรู้ศาสตร์อื่นได้จริง
  • หากธรรมาภิบาลและแรงจูงใจของระบบยังวัดความสำเร็จแบบผิดทิศ
  • ระบบจะถูกผลักให้ “เลือกเด็กเก่ง” เพื่อทำผลง่ายที่สุด ซึ่งสวนทางกับหลักคิดตั้งต้นโดยตรง
  • ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่เปราะบางและถดถอยตามที่สะท้อนทั้ง Learning Poverty และผล PISA 2022
  • โรงเรียนอินเตอร์ภาครัฐต้องไม่เป็นโรงเรียนของคนที่พร้อมอยู่แล้ว
  • ความล้มเหลวของนโยบายการศึกษาจำนวนมาก...เกิดจากการใช้ตัวชี้วัดผิดประเภท กล่าวคือรัฐมักวัด “สิ่งที่ทำได้ง่าย” เช่น จำนวนโรงเรียน จำนวนหลักสูตร จำนวนครูอบรม แทนที่จะวัด “สิ่งที่สำคัญจริง” คือการเปลี่ยนแปลงในศักยภาพและเส้นทางชีวิตของผู้เรียน โดยเฉพาะกลุ่มที่เริ่มต้นจากความเสียเปรียบ
  • การวัดเฉพาะระดับสุดท้ายจะบิดเบือนความสำเร็จเชิงนโยบาย
  • หากอัตราเข้าเรียนต่อสูง แต่กระจุกอยู่ในเด็กชนชั้นกลาง ระบบถือว่าล้มเหลวเชิงความเป็นธรรม
  • หากเด็กยากจนเข้าเรียนได้ แต่หลุดออกกลางทางในสัดส่วนสูง ระบบต้องถือว่าเป็นสัญญาณเตือนเชิงนโยบายทันที
  • ปล่อยให้ตัวเลขสอบติดบังความล้มเหลวที่แท้จริง
  • โรงเรียนไม่สามารถมุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงตัวเลขโดยละเลยความไว้วางใจของสังคม
  • การบริหารความเหลื่อมล้ำ
  • การกระจุกตัวของโอกาสในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และหัวเมืองไม่กี่แห่ง
  • การศึกษาคุณภาพสูง โรงเรียนอินเตอร์ และหลักสูตรนานาชาติถูกผูกติดกับพื้นที่เมือง
  • ครอบครัวที่มีศักยภาพต้องย้ายถิ่นฐานหรือแบกรับต้นทุนชีวิตสูงเพื่อให้ลูกเข้าถึงการศึกษาที่ดีกว่า
  • ครอบครัวรายได้น้อยในต่างจังหวัดถูกจำกัดเส้นทางชีวิตตั้งแต่ต้นทาง
  • โลกเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้ต้องการแรงงานจำนวนมาก แต่ต้องการแรงงานที่มีทักษะสูง สื่อสารได้หลายภาษา คิดเชิงวิพากษ์ และทำงานข้ามวัฒนธรรมได้
  • การศึกษาที่ไม่เท่าเทียมเป็นหนึ่งในรากเหง้าของความรู้สึกถูกทอดทิ้ง ความไม่ไว้วางใจรัฐ และความเปราะบางทางสังคม
  • การปล่อยให้เด็กจำนวนมากรู้สึกว่า “ที่เกิดกำหนดชะตาชีวิต” เป็นการบ่มเพาะความขัดแย้งเชิงโครงสร้างในระยะยาว
  • ประเทศไทยไม่มองการศึกษานานาชาติเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม
  • เติบโตบนความเหลื่อมล้ำ
  • ระบบคัดเลือกที่ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำ
  • ความเท่าเทียมทางการศึกษาไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากรัฐไม่ลงทุน “มากกว่า” ให้กับผู้ที่เริ่มต้นจากจุดที่เสียเปรียบกว่า
  • ระบบรับนักเรียนยังคงอิงการแข่งขันแบบเสรีที่ให้รางวัลกับผู้มีทุนเดิมสูงกว่า
  • ความสามารถไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียมกับโอกาส และหากไม่ชดเชยตั้งแต่ต้น ความเหลื่อมล้ำจะถูกทำให้ “ถูกต้องตามกติกา” อย่างแนบเนียน
  • การสอบภาษาอังกฤษหรือการสอบวิชาการแบบเข้มข้นในช่วงต้น เป็นการวัด “ทุนสะสมจากครอบครัว” มากกว่าศักยภาพการเรียนรู้ของเด็ก
  • หากระบบยังปฏิบัติต่อเด็กทุกคนราวกับเริ่มต้นจากจุดเดียวกัน ความเหลื่อมล้ำก็จะยังทำงานอยู่ใต้ดิน
  • โรงเรียนอินเตอร์ภาครัฐกลายเป็นโรงเรียนที่ “เลือกเด็กเก่งที่สุดในระบบเดิม” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
  • เด็กยากจนจำนวนมาก “เข้าได้แต่เรียนไม่รอด” เพราะต้นทุนชีวิตและช่องว่างทักษะยังไม่ได้รับการแก้ไข
  • ระยะทางและความยากจน...ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่รัฐต้องรับผิดชอบ
  • เด็กกลุ่มเปราะบางหลุดออกจากระบบอย่างเงียบ ๆ โดยไม่มีใครรับรู้
  • โรงเรียนที่มีคะแนนสูงแต่ทำให้เด็กยากจนหลุดออกจำนวนมาก คือโรงเรียนที่ล้มเหลวเชิงนโยบาย
  • ระบบโควตาความเหลื่อมล้ำจะมีความหมายก็ต่อเมื่อได้รับการคุ้มครองจากการแทรกแซงเชิงอำนาจ
  • การแทรกแซงการรับนักเรียนในโรงเรียนอินเตอร์ภาครัฐ...ทำลายความเชื่อมั่นของระบบทั้งหมด และทำให้โรงเรียนกลับไปเป็นพื้นที่ของอภิสิทธิ์ในรูปแบบใหม่
  • รูปแบบการบริหารที่รวมศูนย์สูง ขาดอิสระเชิงวิชาการ และผูกการตัดสินใจไว้กับสายบังคับบัญชามากกว่าผลลัพธ์การเรียนรู้จริง
  • โรงเรียนขาดความคล่องตัวในการพัฒนาหลักสูตร การบริหารบุคลากร และการจัดสรรทรัพยากรให้ตอบโจทย์ผู้เรียนจริง
  • หากยังอยู่ภายใต้ระบบรวมศูนย์ที่ตัดสินใจช้า โรงเรียนจะไม่สามารถรักษามาตรฐานสากลที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง ทั้งด้านหลักสูตร ภาษา ครู และความร่วมมือกับภาคีภายนอก
  • อิสระโดยไม่มีกลไกตรวจสอบจะนำไปสู่ปัญหาใหม่
  • โรงเรียนอินเตอร์ภาครัฐไม่ควรถูกวัดความสำเร็จจากการปฏิบัติตามขั้นตอนราชการเท่านั้น

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอ “การยกระดับโรงเรียนรัฐสู่มาตรฐานสากลแบบเข้าถึงได้”
  • สร้างโรงเรียนต้นแบบในทุกจังหวัด
  • เริ่มจากการนำร่องแบบเข้มข้น 8 แห่ง เพื่อพิสูจน์โมเดล ทั้งในมิติคุณภาพการสอน ธรรมาภิบาล การคัดเลือกแบบลดเหลื่อมล้ำ และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจสังคม
  • ขยายผลอย่างเป็นขั้นตอนจนครบ 77 จังหวัด
  • “เปลี่ยนสถานะของมาตรฐานสากล” จากสินค้าการศึกษาราคาแพงของคนส่วนน้อย ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะของรัฐที่ทุกจังหวัดเข้าถึงได้จริง
  • รัฐยกระดับคุณภาพด้วยการออกแบบระบบให้เป็นธรรมตั้งแต่ต้นทาง (equity-by-design)
  • รับประกัน เด็กยากจน เด็กพื้นที่ห่างไกล เด็กที่ขาดโอกาสด้านภาษา จะสามารถเข้าเรียนได้จริง ไม่ใช่แค่มีสิทธิ์สมัคร
  • ใช้กลไกโควตาความเหลื่อมล้ำที่ผูกกับเกณฑ์รายได้/สวัสดิการรัฐ/ดัชนีความเปราะบางของพื้นที่
  • จัดให้มี ทุนค่าพาหนะ หอพัก หรือระบบรถรับส่ง เพื่อแก้ข้อจำกัดเชิงภูมิศาสตร์
  • มีกลไกการสอนแบบเร่งฐาน (accelerated foundational support) โดยเฉพาะการอ่านและภาษาอังกฤษแบบสื่อสารจริง
  • ออกแบบ ห้องเรียนต้องรองรับความต่างโดยไม่ลดมาตรฐาน
  • สอนให้มีหลายทางขึ้นเขาในเวลาเดียวกัน
  • จัดให้ เด็กที่เร็วต้องมีโจทย์ที่ท้าทาย
  • จัดให้ เด็กที่ฐานอ่อนต้องได้การเสริมฐานแบบเข้มข้น
  • จัดให้ ทั้งสองกลุ่มต้องได้ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างทักษะสังคมและการทำงานจริงตามมาตรฐานโลก
  • ใช้ การเรียนแบบโครงงานและการประเมินแบบสมรรถนะ
  • โรงเรียนต้องเป็นสองภาษาในแบบที่ไม่สร้างชนชั้นทางภาษา
  • การจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษต้องย้ายจาก grammar-driven ไปสู่ communication-driven
  • โรงเรียนอินเตอร์ภาครัฐต้องถูกกำกับด้วย KPI ที่ย้ำความเป็นธรรม เช่น สัดส่วนและอัตราความอยู่รอดของเด็กด้อยโอกาสในระบบ (retention) ความก้าวหน้าของผลสัมฤทธิ์รายกลุ่ม (growth model) ช่องว่างคะแนนระหว่างกลุ่มที่ลดลง การยกระดับภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐานแบบวัดการสื่อสารจริง และความพึงพอใจของผู้ปกครอง/ชุมชนควบคู่กับความโปร่งใสในการคัดเลือกและใช้งบประมาณ
  • ออกแบบให้ลดความเหลื่อมล้ำพร้อมกัน
  • ออกแบบหลักสูตร...โดยยึดแนวคิดการเรียนรู้เชิงสมรรถนะเป็นแกนกลาง (competency-based education)
  • โรงเรียนอินเตอร์ภาครัฐต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็น “ภาษาการเรียนรู้” ในรายวิชาสากลที่เหมาะสม โดยไม่ทำให้ภาษาอังกฤษกลายเป็นตัวกรองเด็กออกจากระบบ
  • แบ่งรายวิชาออกเป็น 3 กลุ่มการใช้ภาษาอย่างชัดเจน
  • กลุ่มแรกคือรายวิชาสากลแกนกลาง เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคมโลก ซึ่งใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักในการสอน (English-Medium Instruction) แต่ต้องใช้รูปแบบ scaffolded learning คือมีสื่อช่วย คำศัพท์สำคัญ ภาพ อินโฟกราฟิก และกิจกรรมปฏิบัติ
  • กลุ่มที่สองคือรายวิชาอัตลักษณ์ไทยและชุมชน เช่น ภาษาไทย ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ท้องถิ่นศึกษา ซึ่งใช้สองภาษาอย่างมีเป้าหมาย โดยเนื้อหาหลักยังคงความลึกซึ้งในภาษาไทย แต่เปิดพื้นที่ให้เด็กนำเสนอ อภิปราย หรือเขียนสรุปบางส่วนเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อฝึกการเชื่อมโลกกับรากของตนเอง
  • กลุ่มที่สามคือรายวิชาทักษะข้ามศาสตร์ (cross-cutting skills) เช่น debate, coding, financial literacy, civic literacy ซึ่งใช้ภาษาอังกฤษและภาษาไทยแบบยืดหยุ่นตามระดับช่วงชั้น โดยเน้นการสื่อสารจริงมากกว่าความถูกต้องทางไวยากรณ์
  • การเรียนรู้แบบโครงงาน...เป็น “โครงสร้างหลักของการเรียนรู้” อย่างน้อย 30–40% ของเวลาเรียนในรายวิชาสากลและทักษะโลกยุคใหม่
  • โรงเรียนต้องกำหนด “กรอบโครงงานกลางต่อช่วงชั้น” (core project themes) ที่เชื่อมกับโลกจริงและบริบทพื้นที่
  • ครูไม่ทำหน้าที่ “สอนคำตอบ” แต่ทำหน้าที่ออกแบบโจทย์ คำถามนำ และ milestones ของโครงงาน
  • โครงงานต้องถูกออกแบบให้ “มีหลายระดับความสำเร็จ”
  • โรงเรียนอินเตอร์ 77 จังหวัดต้องยกระดับทักษะอย่าง debate, coding, financial literacy และ civic literacy จากกิจกรรมหลังเลิกเรียน มาเป็นส่วนหนึ่งของตารางเรียนปกติ
  • การจัด debate ต้องออกแบบเป็นกระบวนการเรียนรู้ต่อเนื่อง เริ่มจากการฝึกตั้งประเด็น การฟังอย่างมีวิจารณญาณ การให้เหตุผล และการเคารพความเห็นต่าง
  • การเรียน coding ต้องเน้น computational thinking และการแก้ปัญหา มากกว่าการท่องจำภาษาโปรแกรม โดยใช้โจทย์ที่เชื่อมกับโครงงานหรือชีวิตจริง
  • Financial literacy ต้องเชื่อมกับชีวิตจริงของครอบครัวและชุมชน
  • Civic literacy ต้องสอนผ่านสถานการณ์จริง
  • ใช้ระบบประเมินแบบผสม โดยลดน้ำหนักการสอบปลายภาคลง และเพิ่มน้ำหนักของแฟ้มสะสมงาน (portfolio) ที่รวบรวมผลงานจริงของนักเรียน การนำเสนอผลงานโครงงานต่อสาธารณะ การประเมินกระบวนการเรียนรู้ เช่น การทำงานเป็นทีม การวางแผน การสะท้อนตนเอง การประเมินภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐานที่วัดการสื่อสารจริง ไม่ใช่แค่ไวยากรณ์
  • โรงเรียนต้องมี rubric กลางที่ชัดเจน
  • โรงเรียนต้นแบบต้องใช้รูปแบบการสอนร่วม (co-teaching) ระหว่างครูภาษา ครูเนื้อหา และครูพี่เลี้ยง
  • มีคลังสื่อกลางระดับชาติที่ลดภาระครูรายบุคคล
  • มีเวลาพัฒนาวิชาชีพในตารางงานจริง
  • การประเมินครูควรยึดผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนในเชิงความก้าวหน้า (growth) ไม่ใช่แค่คะแนนเฉลี่ย
  • ใช้แนวคิด “โควตาความเหลื่อมล้ำ” โดยกันสัดส่วนที่ชัดเจนสำหรับเด็กจากครอบครัวยากจน เด็กในพื้นที่ห่างไกล และเด็กที่ขาดโอกาสทางสังคม
  • การคัดเลือกจะไม่ยึดคะแนนสอบภาษาอังกฤษเป็นตัวตั้ง
  • ใช้การประเมินศักยภาพการเรียนรู้ ความตั้งใจ และความสามารถในการพัฒนา
  • โรงเรียนจะจัดระบบสนับสนุน เช่น ทุนค่าพาหนะ หอพัก หรือความร่วมมือกับชุมชน
  • รัฐไม่ลงทุน “มากกว่า” ให้กับผู้ที่เริ่มต้นจากจุดที่เสียเปรียบกว่า
  • โครงสร้างโควตาความเหลื่อมล้ำ...เป็นกลไกที่ทำให้รัฐ “บังคับใช้ความเป็นธรรมเชิงโครงสร้าง” แทนการฝากความหวังไว้กับความเมตตาหรือดุลพินิจรายกรณี
  • โรงเรียนอินเตอร์ภาครัฐต้องกำหนดสัดส่วนที่นั่งรับนักเรียนอย่างชัดเจน โดยกันที่นั่งอย่างน้อยกึ่งหนึ่งสำหรับเด็กจากครอบครัวรายได้น้อย เด็กในพื้นที่ห่างไกล หรือเด็กจากโรงเรียนเดิมที่มีทรัพยากรต่ำ
  • โควตาจะต้องประกาศอย่างเป็นทางการ โปร่งใส และไม่สามารถโอนย้ายที่นั่งระหว่างกลุ่มได้ เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากกลุ่มที่มีอำนาจต่อรองสูงกว่า
  • ใช้เครื่องมือที่มองไปข้างหน้า ไม่ใช่มองย้อนกลับ
  • การประเมินความสามารถในการให้เหตุผล การแก้ปัญหาใหม่ และการอธิบายความคิดของตนเอง โดยไม่ตั้งภาษาอังกฤษเป็นด่านแรก
  • เด็กสามารถใช้ภาษาไทยอธิบายวิธีคิดได้
  • การสัมภาษณ์...เปลี่ยนจากการถามคำถามเชิงความฝันสวยงาม ไปสู่การสำรวจแรงจูงใจจริง ความพยายามในบริบทจำกัด และความพร้อมในการทำงานหนัก
  • ใช้คะแนนเชิงบริบทเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจ เพื่อสะท้อนเงื่อนไขชีวิตที่แตกต่างกันของผู้สมัคร
  • คะแนนเชิงบริบทจะถ่วงน้ำหนักให้กับเด็กที่มาจากครอบครัวรายได้น้อย โรงเรียนเดิมที่มีทรัพยากรต่ำ หรือพื้นที่ที่เข้าถึงการศึกษาเชิงคุณภาพได้จำกัด
  • โรงเรียนต้องมีงบประมาณและระบบรองรับด้านการเดินทาง ที่พัก และค่าใช้จ่ายพื้นฐานสำหรับเด็กที่อยู่ไกลหรือครอบครัวไม่สามารถแบกรับภาระได้
  • โรงเรียนต้องจัดโปรแกรมเร่งฐานทักษะในช่วงปีแรก โดยเฉพาะด้านการอ่าน การเขียน และภาษาอังกฤษเชิงสื่อสาร เพื่อปิดช่องว่างจากโรงเรียนเดิมที่ทรัพยากรต่ำ
  • การเร่งฐานนี้ต้องถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบปกติ ไม่ใช่การแยกเด็กออกไปติวพิเศษแบบตีตรา
  • โรงเรียนอินเตอร์ภาครัฐต้องมีระบบติดตามนักเรียนอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะกลุ่มโควตาความเหลื่อมล้ำ
  • ต้องมีครูที่ปรึกษาที่รับผิดชอบนักเรียนเป็นรายบุคคล
  • ระบบเตือนภัยเมื่อผลการเรียนหรือการเข้าเรียนเริ่มถดถอย
  • กลไกประสานกับครอบครัวและชุมชนอย่างต่อเนื่อง
  • การวัดความสำเร็จของโรงเรียน...รวมอัตราการคงอยู่ของนักเรียนกลุ่มด้อยโอกาสไว้เป็น KPI สำคัญ
  • กระบวนการรับนักเรียนต้องมีคณะกรรมการที่มีผู้แทนภายนอก หลักเกณฑ์เปิดเผยต่อสาธารณะ และช่องทางร้องเรียนที่ตรวจสอบได้จริง
  • ออกแบบ “โครงสร้างธรรมาภิบาลใหม่” ที่เปลี่ยนโรงเรียนจากหน่วยปฏิบัติตามคำสั่ง ไปสู่สถาบันสาธารณะที่มีความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ (accountable autonomy)
  • จัดตั้งคณะกรรมการบริหารโรงเรียน (School Governing Board) ที่มีอำนาจจริง ไม่ใช่เพียงที่ปรึกษาเชิงพิธีการ
  • โครงสร้างคณะกรรมการต้องสะท้อนหลักการถ่วงดุลและความหลากหลาย โดยประกอบด้วยตัวแทนภาครัฐที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงนโยบายระดับชาติ ตัวแทนชุมชนและผู้ปกครองที่สะท้อนความต้องการและบริบทพื้นที่ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษาและภาษาอังกฤษที่ค้ำประกันมาตรฐานวิชาการ และผู้แทนภาคเอกชนหรือภาควิชาชีพในพื้นที่ที่เข้าใจความต้องการกำลังคนและทักษะในโลกจริง
  • คณะกรรมการชุดนี้ต้องมีอำนาจตัดสินใจในเรื่องเชิงยุทธศาสตร์ที่กระทบคุณภาพโรงเรียนโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการรับรองแผนพัฒนาระยะกลาง–ยาว การอนุมัติกรอบหลักสูตรเฉพาะของโรงเรียน การกำหนดนโยบายบุคลากรภายใต้กรอบรัฐ การพิจารณางบประมาณเชิงกลยุทธ์ และการกำกับการรับนักเรียนตามโควตาความเหลื่อมล้ำ
  • การประเมินคุณภาพโรงเรียนอินเตอร์ภาครัฐต้องดำเนินการโดยหน่วยงานภายนอกอย่างสม่ำเสมอ
  • หน่วยงานภายนอกควรมีความเป็นอิสระจากสายบังคับบัญชาของโรงเรียนและกระทรวง เพื่อหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน
  • ใช้กรอบประเมินที่สะท้อนสมรรถนะผู้เรียน ความเป็นธรรมในการเข้าถึง และคุณภาพการจัดการเรียนรู้
  • รายงานผลต้องถูกเปิดเผยต่อสาธารณะในรูปแบบที่ประชาชนเข้าใจได้
  • โรงเรียนต้องพัฒนาระบบความโปร่งใสภายในอย่างเป็นระบบ โดยจัดให้มีการเปิดเผยข้อมูลงบประมาณ ผลการดำเนินงาน และแผนพัฒนาในรูปแบบดิจิทัลที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย
  • โรงเรียนอินเตอร์ภาครัฐ...ถูกประเมินจากผลลัพธ์การเรียนรู้และความเป็นธรรมเชิงโอกาส
  • การเลื่อนตำแหน่งหรือการต่อสัญญาของผู้บริหารโรงเรียนควรผูกกับตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ เช่น ความก้าวหน้าของนักเรียนกลุ่มด้อยโอกาส ความพึงพอใจของผู้ปกครอง และผลการประเมินภายนอก มากกว่าการทำเอกสารครบถ้วนเพียงอย่างเดียว
  • ไม่ใช้ KPI เชิงปริมาณเชิงกิจกรรมเป็นตัวตัดสินความสำเร็จ
  • ใช้กรอบการวัดผลแบบ Outcome-based และ Equity-sensitive คือวัดทั้งผลลัพธ์รวม และวัดการลดช่องว่างระหว่างกลุ่มไปพร้อมกัน
  • วัดความก้าวหน้าของนักเรียนตามกรอบมาตรฐานสากล เช่น CEFR โดยเน้นการประเมินแบบ progress-based คือดูการพัฒนาเป็นรายปี ไม่ใช่ตัดสินจากจุดปลายอย่างเดียว
  • โรงเรียนต้องรายงานทั้ง ค่าเฉลี่ยระดับภาษา อัตราการขยับระดับ (เช่น จาก A1 ไป A2) และ “ช่องว่างระหว่างกลุ่ม” เช่น เด็กโควตาความเหลื่อมล้ำเทียบกับโควตาทั่วไป
  • ติดตามผู้เรียนหลังจบอย่างเป็นระบบ โดยแยกเส้นทางเป็น อุดมศึกษาในประเทศ อุดมศึกษาต่างประเทศ สายอาชีพคุณภาพ/เทคโนโลยีขั้นสูง การทำงานที่ใช้ทักษะภาษาและดิจิทัล
  • ใช้ตัวชี้วัด 3 ชั้น ได้แก่ อัตราการรับเข้าเรียนตามโควตาความเหลื่อมล้ำ อัตราการคงอยู่ (retention) รายปี อัตราการสำเร็จการศึกษาเทียบกับโควตาทั่วไป
  • บังคับให้โรงเรียนปรับระบบสนับสนุน
  • ใช้แบบสำรวจมาตรฐานรายปี ครอบคลุม การรับรู้ความเป็นธรรมของระบบรับนักเรียน คุณภาพการสื่อสารของโรงเรียน ความรู้สึกว่าลูกหลานได้รับโอกาสจริง ระดับการมีส่วนร่วมของชุมชน
  • คะแนนส่วนนี้ต้องถูกใช้เป็น KPI ของผู้บริหารโรงเรียนโดยตรง ไม่ใช่เพียงข้อมูลประกอบ
  • ติดตามว่า เด็กจากต่างจังหวัดสามารถเข้าถึงการศึกษาคุณภาพโดยไม่ต้องย้ายถิ่นหรือแบกรับต้นทุนหรือไม่ สัดส่วนเด็กที่เรียนและทำงานในภูมิภาคตนเองเพิ่มขึ้นหรือไม่ ช่องว่างผลลัพธ์ระหว่างเมืองใหญ่กับจังหวัดลดลงหรือไม่
  • ลงทุนใน “การศึกษามาตรฐานสากลที่เข้าถึงได้ทั่วประเทศ”
  • เปลี่ยนฐานคิดของรัฐจากการบริหารความเหลื่อมล้ำ ไปสู่การรื้อโครงสร้างความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ต้นน้ำ
  • สร้างโรงเรียนอินเตอร์ภาครัฐในทุกจังหวัด
  • สร้างแรงงานคุณภาพในทุกภูมิภาค
  • ประกาศว่ารัฐจะจัดการศึกษามาตรฐานสากลให้เข้าถึงได้ในทุกจังหวัด

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • พิสูจน์โมเดล [เพื่อ] คุณภาพการสอน ธรรมาภิบาล การคัดเลือกแบบลดเหลื่อมล้ำ และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจสังคม
  • มาตรฐานสากลจะกลายเป็นเครื่องมือ “ลดช่องว่าง” ระหว่างเมืองกับชนบท ระหว่างครอบครัวรายได้สูงกับรายได้ต่ำ และระหว่างเด็กที่มีทุนทางภาษา/ทุนวัฒนธรรมกับเด็กที่ไม่มีทุนเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม
  • เด็กยากจน เด็กพื้นที่ห่างไกล เด็กที่ขาดโอกาสด้านภาษา จะสามารถเข้าเรียนได้จริง
  • เด็กต่างอำเภอหรือพื้นที่กระจายตัว ไม่ต้อง “แพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม”
  • เด็กที่ฐานอ่อนสามารถไต่ระดับได้จริง
  • โรงเรียนอินเตอร์ภาครัฐต้องมีระบบยกระดับฐานที่ “เข้มกว่าโรงเรียนทั่วไป”
  • วัดความสำเร็จ ไม่ใช่แค่คะแนนเฉลี่ยหรือจำนวนเด็กสอบติด แต่ต้องวัดว่าเด็กฐานอ่อนยกระดับขึ้นได้เท่าไร ช่องว่างระหว่างกลุ่มลดลงหรือไม่ และเด็กด้อยโอกาสสามารถไปต่อในเส้นทางการศึกษาหรืออาชีพคุณภาพได้จริงแค่ไหน
  • เด็กที่ไม่ได้เด่นด้านการท่องจำยังมีพื้นที่โชว์ความสามารถในการสื่อสาร การแก้ปัญหา การนำเสนอ การทำงานเป็นทีม และการใช้เทคโนโลยี ซึ่งเป็นทักษะที่ตลาดแรงงานสากลให้คุณค่ามากขึ้นเรื่อย ๆ
  • ภาษาไทยต้องยังเป็นรากฐานของการคิดเชิงลึก วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์พื้นที่ ขณะที่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาของการเชื่อมโลก การนำเสนอ การอภิปราย และการเข้าถึงองค์ความรู้สมัยใหม่
  • ภาษาอังกฤษ...ไม่กลายเป็นกำแพงที่ทำให้เด็กที่ไม่มีทุนทางภาษาโดนตัดสิทธิ์โดยปริยาย
  • เด็กจำนวนมากสามารถใช้ภาษาเป็นเครื่องมือเรียนรู้ศาสตร์อื่นได้จริง
  • โรงเรียนอินเตอร์ภาครัฐต้องเป็นโรงเรียนที่ทำให้เด็กที่ยังไม่พร้อม “พร้อมขึ้นได้จริง” ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน
  • เด็กเรียนจบช่วงชั้นหนึ่งแล้ว เขาควรทำอะไรได้จริงในโลกจริงบ้าง ทั้งในมิติภาษา ความคิด เทคโนโลยี และการเป็นพลเมือง
  • ภาษาอังกฤษ...ไม่เป็นตัวกรองเด็กออกจากระบบ
  • เด็กฐานภาษาอ่อนยังเรียนรู้เนื้อหาได้ ไม่ใช่ฟังไม่รู้เรื่องแล้วหลุดทั้งวิชา
  • เด็กนำเสนอ อภิปราย หรือเขียนสรุปบางส่วนเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อฝึกการเชื่อมโลกกับรากของตนเอง
  • ภาษาอังกฤษทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเปิดโลก ไม่ใช่กำแพงของการเรียนรู้
  • เด็กต้องเรียนรู้การตั้งคำถาม การค้นข้อมูล การทดลองหรือเก็บข้อมูลภาคสนาม การทำงานเป็นทีม และการนำเสนอผลงานต่อสาธารณะ
  • โครงงานไม่กลายเป็นสนามของเด็กเก่งเท่านั้น และช่วยลดช่องว่างภายในห้องเรียน
  • เด็กทุกคนเข้าถึง ทักษะอย่าง debate, coding, financial literacy และ civic literacy ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มที่สมัครเพิ่ม
  • เด็กเข้าใจบทบาทของตนเองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ท่องจำโครงสร้างรัฐธรรมนูญ
  • ระบบการสอนทั้งหมดไม่ถูกดึงกลับไปสู่รูปแบบเดิม
  • การประเมินมีความเป็นธรรมและเทียบเคียงได้ระหว่างห้องเรียนและระหว่างจังหวัด
  • ครูและนักเรียนเข้าใจเป้าหมายการเรียนรู้ร่วมกัน ไม่ใช่รอเฉลยข้อสอบปลายภาค
  • คลังสื่อกลางระดับชาติที่ลดภาระครูรายบุคคล
  • ครูที่ทำงานกับเด็กฐานอ่อนอย่างทุ่มเทไม่ถูกลงโทษโดยระบบประเมินที่ไม่เป็นธรรม
  • เปลี่ยนโรงเรียนรัฐจากพื้นที่ถ่ายทอดความรู้ ไปสู่พื้นที่สร้างสมรรถนะชีวิตและสมรรถนะโลก
  • ลดความเหลื่อมล้ำไปพร้อมกับยกระดับมาตรฐานได้จริง
  • เด็กจากครอบครัวยากจน เด็กในพื้นที่ห่างไกล และเด็กที่ขาดโอกาสทางสังคม...สามารถเข้าถึงโรงเรียนเหล่านี้ได้จริง
  • ความแตกต่างด้านภาษาและทักษะจะค่อย ๆ ลดลงตามเวลา
  • ระยะทางไม่เป็นอุปสรรคเชิงโครงสร้าง
  • โรงเรียนแห่งนี้ไม่ใช่พื้นที่แข่งขันของคนพร้อม แต่เป็นพื้นที่พัฒนาศักยภาพของประเทศในภาพรวม
  • โควตา...ป้องกันการแทรกแซงจากกลุ่มที่มีอำนาจต่อรองสูงกว่า
  • การคัดเลือก...วัดศักยภาพการเรียนรู้ของเด็ก
  • ระบบคัดเลือกมองเห็น ทักษะความอดทนและการปรับตัวสูง ซึ่งเป็นทุนสำคัญของการเรียนรู้ระดับสากล
  • ประเทศไม่สูญเสียศักยภาพจำนวนมากโดยไม่จำเป็น
  • การเปรียบเทียบศักยภาพมีความหมายจริง
  • ป้องกันไม่ให้โรงเรียนอินเตอร์ภาครัฐกลายเป็นโรงเรียนที่ “เลือกเด็กเก่งที่สุดในระบบเดิม” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
  • เด็กยากจนจำนวนมาก “เข้าได้แต่เรียนรอด”
  • ระยะทางและความยากจนไม่ถูกตีความเป็นปัญหาส่วนบุคคลของเด็ก
  • ปิดช่องว่างจากโรงเรียนเดิมที่ทรัพยากรต่ำ
  • เด็กทุกคนไต่ระดับได้ทันภายใต้มาตรฐานเดียวกัน
  • เด็กไม่หลุดออกเพียงเพราะไม่มีใครสังเกตเห็นปัญหาในช่วงต้น
  • โรงเรียนไม่เป็นพื้นที่ของอภิสิทธิ์ในรูปแบบใหม่
  • ปกป้องเจตจำนงเชิงนโยบายของรัฐในการลดความเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง
  • โรงเรียนมี “อิสระภายใต้ความรับผิด” กล่าวคือ โรงเรียนสามารถตัดสินใจให้เหมาะกับพื้นที่และผู้เรียน แต่ต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่วัดได้จริง ไม่ใช่เพียงการทำตามระเบียบให้ครบถ้วน
  • การประเมินภายนอกควรเกิดขึ้นอย่างน้อยทุก 2–3 ปี
  • รายงานควรแสดงข้อมูลด้านผลสัมฤทธิ์ภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐานสากล ความก้าวหน้าของสมรรถนะการอ่านและเหตุผล อัตราการคงอยู่ของนักเรียนกลุ่มด้อยโอกาส และการใช้ทรัพยากรทางการเงินในเชิงเปรียบเทียบ
  • ความร่วมมือและการสนับสนุนจากภายนอกจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นคุณภาพ ความเป็นธรรม และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
  • สามารถทำหน้าที่เป็นต้นแบบการกระจายอำนาจและยกระดับธรรมาภิบาลให้กับระบบการศึกษาไทยในภาพรวม
  • ระบบการศึกษาไทยจะมีหลักฐานเชิงประจักษ์เพียงพอในการขยับออกจากกรอบรวมศูนย์แบบเดิมสู่ระบบที่ยืดหยุ่น เป็นธรรม และตอบโจทย์อนาคตของประเทศอย่างแท้จริง
  • ความสำเร็จ...วัดจากผลลัพธ์ที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงจริง
  • ระดับสมรรถนะภาษาอังกฤษของนักเรียนตามกรอบมาตรฐานสากล
  • อัตราการเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาและสายอาชีพคุณภาพ ทั้งในและต่างประเทศ
  • สัดส่วนของเด็กด้อยโอกาสที่สามารถเข้าถึงและสำเร็จการศึกษา
  • ระดับความพึงพอใจของผู้ปกครองและชุมชนต่อโรงเรียน
  • เด็กจากต่างจังหวัดและครอบครัวยากจนสามารถแข่งขันในเวทีเดียวกับเด็กเมืองใหญ่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี โดยไม่ต้องย้ายถิ่นหรือแบกรับต้นทุนชีวิตที่สูงเกินจำเป็น
  • ระบบ KPI...เป็นเข็มทิศเชิงนโยบาย ว่าโรงเรียนกำลังพาเด็กไปสู่ทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่
  • ระบบ KPI...เป็นเครื่องมือกำกับการบริหารและแรงจูงใจของผู้บริหาร–ครู
  • ระบบ KPI...เป็นหลักฐานสาธารณะให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่าโรงเรียน สร้างโอกาสจริงหรือไม่
  • โรงเรียนไม่บิดเบือนความสำเร็จเชิงนโยบาย
  • เด็กสามารถไปต่อในเส้นทางที่มีคุณภาพและเหมาะกับศักยภาพของตน
  • เด็กด้อยโอกาสสามารถเข้าสู่เส้นทางเหล่านี้ได้จริง เทียบกับเด็กกลุ่มทั่วไป
  • เด็กด้อยโอกาส “เข้าได้กี่คน” และ “อยู่รอดจนจบกี่คน”
  • โรงเรียนไม่มุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงตัวเลขโดยละเลยความไว้วางใจของสังคม
  • การเปลี่ยนภูมิศาสตร์ของโอกาส
  • เด็กจากต่างจังหวัดสามารถเข้าถึงการศึกษาคุณภาพโดยไม่ต้องย้ายถิ่นหรือแบกรับต้นทุน
  • สัดส่วนเด็กที่เรียนและทำงานในภูมิภาคตนเองเพิ่มขึ้น
  • ช่องว่างผลลัพธ์ระหว่างเมืองใหญ่กับจังหวัดลดลง
  • โรงเรียนถูกนับว่าประสบความสำเร็จ แม้จะไม่ผลิตคะแนนสูงสุดของประเทศก็ตาม
  • เปลี่ยนเกณฑ์ความสำเร็จของการศึกษา จาก “ใครสอบเก่งที่สุด” ไปสู่ “ใครถูกยกระดับมากที่สุด”
  • การลงทุนในทุนมนุษย์...มีอัตราผลตอบแทนทางสังคม (social rate of return) สูงกว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพในระยะยาว
  • ธนาคารโลกประเมินว่าการเพิ่มคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานสามารถเพิ่ม GDP ต่อหัวในระยะยาวได้หลายสิบเปอร์เซ็นต์ผ่านการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน นวัตกรรม และความสามารถในการปรับตัวต่อเทคโนโลยีใหม่
  • การวางฐานการเติบโตของประเทศในอีก 20–30 ปีข้างหน้า
  • ทำลายแรงดูดเชิงโครงสร้าง ที่ดึงคนเข้าสู่เมืองใหญ่
  • ความจำเป็นในการย้ายถิ่นเพื่อการศึกษาจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • ลดต้นทุนชีวิตของครัวเรือน
  • รักษาทุนมนุษย์ไว้ในภูมิภาค
  • กระจายฐานแรงงานคุณภาพไปสู่ทุกพื้นที่ของประเทศ
  • ลดช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท
  • สร้าง “โครงสร้างโอกาสที่เท่าเทียม” ซึ่งเป็นวิธีแก้ความเหลื่อมล้ำที่ยั่งยืนที่สุดในทางนโยบายสาธารณะ
  • นักลงทุน สถาบันการศึกษา และองค์กรระหว่างประเทศให้ความสำคัญกับคุณภาพระบบการศึกษาไม่น้อยไปกว่านโยบายเศรษฐกิจมหภาค
  • ประเทศไทยไม่มองการศึกษานานาชาติเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานของชาติ” ในลำดับเดียวกับถนน ท่าเรือ และโครงข่ายดิจิทัล
  • ประเทศจะถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางสังคม มีแรงงานคุณภาพ และมีความพร้อมต่อเศรษฐกิจโลก
  • เด็กที่เติบโตจากระบบนี้จะสามารถ ทำงานกับบริษัทข้ามชาติจากจังหวัดบ้านเกิด ประกอบธุรกิจเชื่อมตลาดโลกโดยไม่จำเป็นต้องย้ายถิ่น หรือเป็นกำลังหลักของอุตสาหกรรมใหม่ในภูมิภาค เช่น เทคโนโลยีสีเขียว สุขภาพ ดิจิทัล และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
  • เปลี่ยนบทบาทของต่างจังหวัดจาก “แหล่งแรงงานราคาถูก” ไปสู่ “แหล่งทุนมนุษย์คุณภาพ”
  • ลดความรู้สึกถูกทอดทิ้ง ความไม่ไว้วางใจรัฐ และความเปราะบางทางสังคม
  • รัฐลงทุนในอนาคตของลูกหลานอย่างเป็นธรรม
  • เพิ่มความชอบธรรมของรัฐ (state legitimacy) ในระยะยาว
  • ประเทศไทยสามารถสร้างมาตรฐานสากลโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังได้จริง
  • “โอกาสระดับโลกคือสิทธิพื้นฐานของเด็กไทยทุกคน” ไม่ใช่เพียงคำประกาศเชิงอุดมการณ์ แต่เป็นความจริงเชิงโครงสร้างของประเทศในศตวรรษที่ 21
  • เปลี่ยนสมการอนาคตของประเทศจาก “เติบโตบนความเหลื่อมล้ำ” ไปสู่ “เติบโตบนการกระจายโอกาส”

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • นักเรียน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 3) ว่า '30,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 3) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลยังคงเป็นปัญหาจริงในสังคมไทย
  • การเข้าถึงเชิงคุณภาพยังแตกต่างกันอย่างมาก โดยเฉพาะในครัวเรือนรายได้น้อยที่มักใช้แพ็กเกจแบบจำกัดปริมาณหรือความเร็วต่ำ ส่งผลให้การเรียนออนไลน์ วิดีโอการสอน หรือการใช้แพลตฟอร์มเชิงโต้ตอบไม่ต่อเนื่อง
  • การไม่มีอินเทอร์เน็ตที่เพียงพอจึงไม่ต่างจากการไม่มีหนังสือเรียนหรือไม่มีครูในห้องเรียน
  • ผู้เรียน ไม่ถูกตัดออกจากระบบเพียงเพราะข้อจำกัดด้านรายได้ของครอบครัว
  • กองทุน USO ...ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการเรียนรู้ของเยาวชนยุคใหม่ที่ใช้มือถือเป็นอุปกรณ์หลัก
  • NT มีโครงข่าย เสาสัญญาณ และใยแก้วนำแสงจำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเงินภาษีในอดีต แต่มีอัตราการใช้งานต่ำกว่าศักยภาพ
  • ความเสี่ยงด้านการนำสิทธิไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
  • ความยุ่งยากในการตรวจสอบสิทธิ์และป้องกันการนำซิมการ์ดไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ (เช่น นำไปใช้เล่นเกมหรือความบันเทิงที่ไม่เกี่ยวกับการเรียน)
  • คุณภาพสัญญาณ: พื้นที่ห่างไกลบางจุดสัญญาณ NT อาจยังไม่ครอบคลุมเท่าเอกชน
  • การทำ DPI อาจกระทบเรื่อง Privacy
  • หากมีผู้ใช้งานพร้อมกัน 8 ล้านคน ระบบ Gateway ของ NT อาจรับไม่ไหว

จะทำอะไร (Action)

  • รัฐเข้าไปค้ำประกันว่าผู้เรียนทุกคนจะมีช่องทางเชื่อมต่อการเรียนรู้ขั้นต่ำอย่างต่อเนื่อง
  • ออกแบบให้จ่ายตามจำนวนผู้ใช้จริงในแต่ละเดือน
  • ยกระดับการใช้กองทุน USO จากการสร้าง “สถานที่เข้าถึง” ไปสู่การสร้าง “สิทธิการเข้าถึงรายบุคคล”
  • กำหนดให้ NT เป็นผู้ให้บริการหลัก และ นำโครงสร้างเหล่านี้มาใช้เพื่อการศึกษา
  • คิดราคาส่งให้รัฐในระดับต้นทุนจริง
  • ใช้ Zero-rating เฉพาะแพลตฟอร์มการศึกษาที่รัฐรับรอง
  • ดำเนินการ การกระจายโหลด การใช้สถาปัตยกรรม Cloud-native และการขยาย Gateway แบบยืดหยุ่น
  • มีการ สื่อสารว่าโครงการนี้ไม่ใช่การแจกซิม แต่เป็นการใช้เงินกองทุนสาธารณะตามวัตถุประสงค์เดิมเพื่อการศึกษาและความเสมอภาค
  • สนับสนุนค่าอินเทอร์เน็ตและค่าโทรศัพท์จำนวน 50 บาทต่อคนต่อเดือน
  • บริหารจัดการงบประมาณจากกองทุน USO ของ กสทช. ร่วมกับการปฏิรูปบทบาทของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักเพื่อบริการสาธารณะ
  • ใช้เทคโนโลยี Zero-rating เพื่อให้เยาวชนสามารถเข้าถึงเว็บไซต์และแอปพลิเคชันเพื่อการศึกษาได้ฟรีโดยไม่หักปริมาณเน็ต
  • เน้นความโปร่งใสและตรวจสอบได้ผ่านการลงทะเบียนยืนยันตัวตนบนแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" ซึ่งจะเชื่อมโยงฐานข้อมูลนักเรียนจากกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวง อว. โดยตรง เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์และช่วยให้การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปตามการใช้งานจริง (Pay-per-use)
  • การจัดสวัสดิการอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายมือถือเพื่อการเรียนรู้และลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลสำหรับเยาวชน
  • ดึงงบประมาณในส่วนการสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการโทรคมนาคม (Universal Service Obligation) จาก กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน USO)
  • ปฏิรูป NT (National Telecom): ให้ NT เป็น "รัฐวิสาหกิจเพื่อบริการสาธารณะ" โดยนำโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ (เสาสัญญาณและ Fiber Optic) มาจัดทำแพ็กเกจต้นทุนต่ำ (Zero-rating) สำหรับแอปพลิเคชันเพื่อการศึกษาโดยเฉพาะ
  • จัดตั้งคณะทำงานร่วม (NT, กสทช., สพร.) เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลนักเรียนและนิสิตนักศึกษา
  • พัฒนาระบบ: เชื่อมต่อระบบลงทะเบียนเข้ากับแอปฯ "ทางรัฐ" และเซ็ตระบบเครือข่าย NT สำหรับ Zero-rating
  • ทดสอบระบบ (Sandboxing): ทดลองใช้ในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด (เน้นพื้นที่ห่างไกลที่ใช้เน็ต USO)
  • เปิดใช้งานเต็มรูปแบบ: เปิดลงทะเบียนทั่วประเทศและติดตามผลผ่าน Dashboard แบบ Real-time
  • ใช้เทคโนโลยี DPI เพื่อคัดกรอง Traffic หากเป็นการเรียกใช้งาน Domain ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ...ระบบจะแยก Priority ให้เป็นฟรีทราฟฟิก
  • Whitelisting IP/Domain: การทำรายการชื่อเว็บไซต์ (Domain Name) และ IP Address ของแหล่งการศึกษาที่รัฐรับรอง เพื่อให้ Gateway ของ NT ปล่อยผ่านข้อมูลส่วนนี้โดยไม่นำไปคำนวณเงินในระบบ Pre-paid หรือ Post-paid
  • Speed Management: กำหนดความเร็วขั้นต่ำที่ 10-20 Mbps สำหรับการใช้งานใน Whitelist
  • Identity Verification: นักเรียน/ผู้ปกครอง ยืนยันตัวตนผ่านแอปฯ "ทางรัฐ" (KYC ระดับสูงสุด) เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์
  • API Integration: แอปฯ จะดึงข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวง อว. เพื่อตรวจสอบสถานะการเป็นนักเรียน/นักศึกษาปัจจุบัน
  • Claim System: เมื่อตรวจสอบสิทธิ์ผ่าน ผู้ใช้จะสามารถเลือก "เบอร์มือถือ" (ซึ่งควรเป็นซิม NT หรือซิมเดิมที่ทำ Roaming กับ NT) เพื่อรับสิทธิ์ลดค่าบริการ 50 บาท/เดือน
  • Digital Voucher: รัฐจะโอนเงินงบประมาณจากกองทุน USO ตรงไปยัง NT ตามจำนวนผู้ใช้ที่กดรับสิทธิ์จริงในแต่ละเดือน (Pay-per-use)
  • กสทช. จะเป็นผู้อนุมัติกรอบวงเงิน 4,800 ล้านบาท/ปี โดยระบุเป็นงบสำหรับ "การเข้าถึงบริการโทรคมนาคมเพื่อการศึกษา"
  • NT จะทำหน้าที่เป็น Provider หลัก โดยคิดราคาส่ง (Wholesale Rate) ให้กับรัฐบาลในราคาต้นทุน
  • ประกาศนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่ชัดเจนว่าจะตรวจจับเฉพาะ "ประเภททราฟฟิก" ไม่ใช่ "เนื้อหาที่สื่อสาร"
  • กระจาย Load Balancer และใช้ระบบ Cloud-native ในการจัดการฐานข้อมูลสมาชิก
  • ปรับบทบาท NT จากรัฐวิสาหกิจที่แสวงหากำไร เป็น "Digital Infrastructure for All" โดยเน้นบริการกลุ่มนักเรียนนักศึกษาเป็นลำดับแรก
  • USO Modernization: เปลี่ยนจากการสร้างศูนย์เน็ตประชารัฐเพียงอย่างเดียว เป็นการสนับสนุน "Mobile Data" รายบุคคลเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมคนรุ่นใหม่
  • ใช้แอปฯ "ทางรัฐ" เป็นตัวกลางในการแจกจ่ายสวัสดิการ เพื่อลดขั้นตอนเอกสารและป้องกันการคอร์รัปชัน
  • ใช้ โครงข่ายของ NT ...ช่วยให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการต้นทุนในรูปแบบ "Wholesale Cost" (ราคาส่ง)
  • ใช้ NT เป็นผู้เล่นหลัก เพื่อ รับประกันว่านักเรียนในถิ่นทุรกันดารหรือพื้นที่ขอบเขตชายแดน จะได้รับสิทธิ์และคุณภาพสัญญาณที่เท่าเทียมกับเด็กในเมือง
  • เชื่อมโยงฐานข้อมูลนักเรียนจากแอปฯ "ทางรัฐ" เข้ากับระบบโครงข่ายของ NT
  • ปรับเปลี่ยนบทบาทของ NT ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ (Public Service) แทนการแข่งขันทางธุรกิจที่เน้นกำไรเพียงอย่างเดียว

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดค่าใช้จ่ายด้านการสื่อสารของครัวเรือน
  • การนิยามใหม่ของ “สิทธิการเรียนรู้” ในสังคมดิจิทัล
  • ผู้เรียนทุกคนจะมีช่องทางเชื่อมต่อการเรียนรู้ขั้นต่ำอย่างต่อเนื่อง ไม่ถูกตัดออกจากระบบเพียงเพราะข้อจำกัดด้านรายได้ของครอบครัว
  • มีการ ใช้ทรัพยากรที่มีอัตราความคุ้มค่าสูง
  • ลดภาระรัฐ เพราะไม่ต้องแบกรับค่าอินเทอร์เน็ตทั้งหมด
  • รัฐควบคุมงบประมาณได้แบบไดนามิก หากมีผู้ใช้ต่ำกว่าคาด งบก็ไม่ถูกใช้เกินความจำเป็น และหากผู้ใช้เพิ่มขึ้น ก็สะท้อนความต้องการจริงของระบบการศึกษา
  • ลดความเสี่ยงด้านการรั่วไหล และทำให้ กองทุนถูกตรวจสอบได้ง่ายกว่า
  • เพิ่ม Utilization Rate ของสินทรัพย์สาธารณะโดยไม่ต้องลงทุนใหม่จำนวนมาก
  • เงิน 4,800 ล้านบาทสร้างปริมาณทราฟฟิกเพื่อการเรียนรู้ได้มากกว่าการนำเงินจำนวนเดียวกันไปซื้อแพ็กเกจเชิงพาณิชย์จากตลาดเสรีหลายเท่า
  • ลดความเสี่ยงที่ข้อมูลพฤติกรรมการเรียนของเยาวชนจะถูกนำไปใช้เชิงพาณิชย์หรือโฆษณา
  • การสะสมทุนมนุษย์ ในระยะยาว
  • ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการคิดวิเคราะห์ และความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ดีขึ้น
  • คุณภาพแรงงานในอนาคต ดีขึ้น
  • ผลิตภาพแรงงาน รายได้ และฐานภาษีของประเทศ เพิ่มขึ้น
  • เกิด แรงกระเพื่อมทางการใช้จ่ายในชุมชน...ช่วยพยุงเศรษฐกิจระดับจุลภาคอย่างมีนัยสำคัญ
  • ลดภาระค่าใช้จ่ายให้ครอบครัวได้สูงสุด 1,200 บาทต่อปีต่อคน
  • ยกระดับการเข้าถึงคลังความรู้ดิจิทัลได้อย่างเท่าเทียม
  • ป้องกันการสวมสิทธิ์และช่วยให้การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปตามการใช้งานจริง (Pay-per-use)
  • ลดภาระครัวเรือน: ช่วยลดค่าใช้จ่ายครอบครัวได้เฉลี่ย 600 - 1,200 บาท/ปี/ลูกหลาน 1 คน
  • ความเท่าเทียม: นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงคลังความรู้ (e-Learning) ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเน็ตหมด
  • เพิ่ม Utilization Rate ของโครงข่าย NT ที่ปัจจุบันมีช่องสัญญาณว่าง ให้กลับมาสร้างประโยชน์เชิงสังคม
  • ยกระดับทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) ของเยาวชนไทยอย่างก้าวกระโดด
  • เม็ดเงินที่ประหยัดได้จากค่าเน็ตจะถูกนำไปใช้จ่ายในสิ่งจำเป็นอื่น...กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
  • ลดช่องว่างระหว่างเด็กในเมืองและเด็กในชนบทในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร
  • ลดแรงจูงใจในการใช้สิทธิไปกับความบันเทิงที่ไม่เกี่ยวข้อง
  • ความต้านทานทางการเมืองจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • ลดขั้นตอนเอกสารและป้องกันการคอร์รัปชัน
  • อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของนักเรียนยากจนพิเศษเพิ่มขึ้นเป็น 100%
  • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยด้านการสื่อสารของครัวเรือนที่มีบุตรหลานลดลง 5-10%
  • จำนวนทราฟฟิกการเข้าใช้งานแพลตฟอร์มการศึกษา...เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • สามารถ บริหารจัดการต้นทุนในรูปแบบ "Wholesale Cost" (ราคาส่ง) ซึ่งต่ำกว่าการไปซื้อแพ็กเกจจากเอกชนในราคาปลีก (Retail) ได้มากกว่า 30-40%
  • งบประมาณจากกองทุน USO ถูกใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • นักเรียนในถิ่นทุรกันดารหรือพื้นที่ขอบเขตชายแดน จะได้รับสิทธิ์และคุณภาพสัญญาณที่เท่าเทียมกับเด็กในเมือง
  • ลดความเสี่ยงเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลสู่ภาคเอกชน หรือการนำข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานไปใช้ในเชิงพาณิชย์
  • สร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร NT ในระยะยาว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครัวเรือนรายได้น้อย
  • นักเรียน
  • นักศึกษา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • เดือนที่ 1-2 ในการเตรียมความพร้อม
  • เดือนที่ 3-4 ในการพัฒนาระบบ
  • เดือนที่ 5 ในการทดสอบระบบ (Sandboxing)
  • เดือนที่ 6 เป็นต้นไป ในการเปิดใช้งานเต็มรูปแบบ
  • ภายใน 1 ปี สำหรับการเพิ่มอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของนักเรียนยากจนพิเศษ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • วงเงิน 4,800 ล้านบาทต่อปี
  • การสนับสนุน 50 บาทต่อคนต่อเดือน
  • สนับสนุนค่าเน็ต/ค่าโทร 50 บาท/คน/เดือน

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 13) ว่า '4,800 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบประมาณจากกองทุน USO ของ กสทช.
  • กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน USO): ดึงงบประมาณในส่วนการสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการโทรคมนาคม (Universal Service Obligation)
  • การปฏิรูป NT (National Telecom): โดยนำโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ (เสาสัญญาณและ Fiber Optic) มาจัดทำแพ็กเกจต้นทุนต่ำ

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 13) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • "ภาระงานล้นของครู"
  • "หลักสูตรที่ล้าหลัง"
  • "การอนุรักษ์เพียง "ระเบียบวินัย" โดยไม่มี "ทักษะอนาคต" จะทำให้เด็กไทยเสียเปรียบในตลาดโลก"
  • "การมีทักษะโดยขาด "วินัยและศีลธรรม" ก็จะทำให้สังคมวุ่นวาย"
  • "ความแตกต่างของความเร็วอินเทอร์เน็ตในโรงเรียนเมืองและโรงเรียนชายขอบ"
  • "ครูรุ่นเก่าอาจมีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับเครื่องมือ AI และ Coding"

จะทำอะไร (Action)

  • "Upgrade ระบบนิเวศการศึกษา"
  • "คืนครูสู่ห้องเรียน"
  • "ลดภาระหนี้สินครู"
  • "ปรับหลักสูตร" ให้เด็กไทย "เก่งวิชาการ เชี่ยวชาญเทคโนโลยี และมีมารยาททางสังคม"
  • "พักหนี้ครูผ่านธนาคารรัฐ"
  • "จัดตั้ง "ศูนย์สนับสนุนงานบริหาร" (Centralized Admin)"
  • "ใช้ AI จัดการงานเอกสารและประเมินผล"
  • "ปรับหลักสูตรเป็น 70/30 (70% วิชาหลัก+Tech เช่น AI, Coding, English / 30% กิจกรรมสร้างวินัย ศีลธรรม และศิลปวัฒนธรรม)"
  • "เน้นการเรียนแบบ Project-based"
  • "ให้โรงเรียนมีอำนาจบริหารงบประมาณ 30% ของตนเองเพื่อจัดจ้าง "ครูเชี่ยวชาญเฉพาะทาง" (เช่น โปรแกรมเมอร์ หรือเจ้าของภาษา) ได้โดยตรงตามบริบทพื้นที่"
  • "ลดงบประมาณส่วนกลางและงบดูงานที่ไม่จำเป็นลง 20%"
  • "เน้นการใช้เงินในส่วนของการยกระดับทักษะ (Up-skill)"
  • "มาตรการจูงใจทางภาษีให้ภาคเอกชนสาย Tech (เช่น Google, Microsoft หรือ EdTech ไทย) เข้ามาลงทุนติดตั้งระบบ AI และสอน Coding ในโรงเรียนโดยตรง"

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • "ครูมีความมั่นคง"
  • "ส่งต่อความรู้ที่ทันโลกให้กับเด็ก"
  • "เด็กไทย "เก่งวิชาการ เชี่ยวชาญเทคโนโลยี และมีมารยาททางสังคม""
  • "ลดภาระงานเอกสารลง 70%"
  • "ครู มีแผนจัดการหนี้สิน"
  • "ครู มีสมาธิกับการสอน (Human-Centric)"
  • "เด็กมีทักษะ Coding และ AI ที่เป็น "ภาษาที่สาม" และภาษาอังกฤษที่สื่อสารได้จริง"
  • "เพิ่มโอกาสในการจ้างงานระดับสากล" สำหรับเด็ก
  • "เด็กไทยยังคงมีสัมมาคารวะ มีระเบียบวินัย และรักความเป็นไทย"
  • "ครูมีเวลาสอน 100%"
  • "Employability Rate: อัตราการจ้างงานของนักศึกษาจบใหม่ในกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve เพิ่มขึ้น"
  • "Foreign Investment: ดึงดูดบริษัท Tech เข้ามาตั้งฐานในไทยเพราะมีแรงงานที่มีทักษะดิจิทัลพร้อม"
  • "PISA Score: คะแนนในส่วนของคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ต้องขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ"
  • "Teacher Happiness Index: อัตราความเครียดและหนี้สินครูที่ลดลง"
  • "Social Discipline Score: การวัดผลผ่านกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์และพฤติกรรมวินัยในสถานศึกษา (วัดผลเชิงคุณภาพผ่าน Community Feedback)"

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครู
  • นักเรียน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • "ประมาณ 15,000 - 20,000 ล้านบาท"

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • "งบประมาณจากการปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ: ลดงบประมาณส่วนกลางและงบดูงานที่ไม่จำเป็นลง 20%"
  • "กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.): เน้นการใช้เงินในส่วนของการยกระดับทักษะ (Up-skill)"
โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างความเสมอภาคทางการศึกษา
  • สร้างโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพให้ประชาชนทุกช่วงวัย
  • กระจายทรัพยากรทางการศึกษาให้ทั่วถึงเพื่อความเสมอภาค
  • ผลักดันให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีอิสระ มีศักยภาพ ในการจัดการการศึกษาอย่างมีอิสระสอดคล้องกับความต้องการและบริบทของแต่ละท้องถิ่น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ความเสมอภาคทางการศึกษา
  • โอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ
  • การเข้าถึง ทั่วถึงทั้งประเทศ
  • ทรัพยากรทางการศึกษา จะถูก กระจาย...ให้ทั่วถึงเพื่อความเสมอภาค
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีอิสระ มีศักยภาพ ในการจัดการการศึกษาอย่างมีอิสระสอดคล้องกับความต้องการและบริบทของแต่ละท้องถิ่น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชนทุกช่วงวัย
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 3) ว่า

  • 'งบประมาณแผ่นดิน 14,600 - 14,800 ล้านบาท'
  • 'รวม 4 ปี เป็นเงิน 58,400 - 59,200 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 3) ว่า

  • 'งบประมาณแผ่นดิน กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)'
โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • เร่งรัดพัฒนาคุณภาพการศึกษาทุกระดับ
  • ปฏิรูปการศึกษา
  • พัฒนาครู
  • พัฒนาการเรียนการสอน
  • พัฒนา การทดสอบวัดผล
  • พัฒนา การประเมินผล
  • ยกระดับคุณภาพการศึกษา

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยกระดับคุณภาพการศึกษา

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้เรียนทุกระดับ
  • ครู

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • คุ้มครองผู้ด้อยโอกาสทางสังคม
  • สร้างสวัสดิการถ้วนหน้า
  • สร้างสวัสดิการรายได้พื้นฐาน
  • สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม มีคุณภาพ
  • เพิ่มสาขาการเรียนรู้ที่หลากหลายไม่จำกัดเฉพาะในสถานศึกษา
  • สร้างโอกาสในการค้นหาตัวตน (มุ่งเน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง)
  • ส่งเสริมความหลากหลายทางเพศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • คนไทยมีโอกาสในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและเป็นธรรม
  • ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ได้รับการคุ้มครอง
  • มีสวัสดิการถ้วนหน้า
  • มีสวัสดิการรายได้พื้นฐาน
  • มีโอกาสทางการศึกษาที่เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม มีคุณภาพ
  • สาขาการเรียนรู้ที่หลากหลายไม่จำกัดเฉพาะในสถานศึกษา เพิ่มขึ้น
  • มีโอกาสในการค้นหาตัวตน
  • ความหลากหลายทางเพศ ได้รับการส่งเสริม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม
  • นักเรียน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ