ประเด็น

สวัสดิการอื่นๆ

มี 11 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
  • หลังจาก กกต. เปิดเผยเอกสารนโยบาย (ณ วันที่ 26 ม.ค. 2569) ทีมงานได้อัปเดตข้อมูลงบประมาณและแหล่งที่มาของงบประมาณที่ตรงกันระหว่างเอกสารนโยบายและเว็บไซต์พรรค โดยแสดงด้วยตัวอักษรสีเขียว
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ผู้หญิงต้องจ่าย 80–150 บาท ต่อเดือน หรือสะสมตลอดชีวิตรวมถึง 60,000 บาท
  • ผู้หญิงกลับต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายนี้เพิ่มเติมโดยไม่มีทางเลือก ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมทางเพศในสังคม
  • การไม่มีผ้าอนามัยใช้หรือต้องใช้ของทดแทนที่ไม่ปลอดภัย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเรียน การเข้าร่วมกิจกรรม และความมั่นใจของเยาวชน
  • โรคติดเชื้อที่เกิดจากการใช้อุปกรณ์ที่ไม่ถูกสุขอนามัย ทำให้เกิดภาระระบบสาธารณสุข

จะทำอะไร (Action)

  • สวัสดิการผ้าอนามัยฟรีในวัยเรียน: ให้นักเรียนลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์กลาง นักเรียนจะได้รับเครดิต 80 บาทต่อเดือน เพื่อใช้ในการเลือกซื้อผ้าอนามัยจากผู้ผลิตหลายรายที่ลงทะเบียนในเว็บไซต์และได้รับการรับรองมาตรฐาน โดยผู้ผลิตจะจัดส่งสินค้ารวมกันไปที่โรงเรียน
  • งดเว้น VAT สินค้าผ้าอนามัย: ออกพระราชกฤษฎีกาเพื่อยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าประเภทผ้าอนามัย

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้หญิงและสร้างความเท่าเทียมทางเพศในสังคม
  • ลดภาระระบบสาธารณสุขจากโรคติดเชื้อที่เกิดจากการใช้อุปกรณ์ที่ไม่ถูกสุขอนามัย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้หญิง
  • นักเรียน 3.6 ล้านคน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 3,450 ล้านบาท ต่อปี (สำหรับสวัสดิการผ้าอนามัยฟรีในวัยเรียน)
  • 700 ล้านบาท ต่อปี (สำหรับงดเว้น VAT สินค้าผ้าอนามัย)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 4.4) ว่า '3,500 ล้านบาท/ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 4.4) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติประกอบกับการปฏิรูประบบราชการตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น และการหารายได้เพิ่มของรัฐ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ค่าอินเทอร์เน็ตแพงเกินความจำเป็น: อินเทอร์เน็ตกลายเป็นปัจจัยพื้นฐานของการทำงาน การเรียน การเงิน และการหางาน แต่ประชาชนจำนวนมากต้องจ่ายค่าบริการในราคาสูงเมื่อเทียบกับรายได้
  • ทางเลือกจำกัดจากโครงสร้างตลาด: ตลาดกระจุกตัว ผู้ใช้บริการมีตัวเลือกน้อย ทำให้ต่อรองราคาไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย นักเรียน และพื้นที่ห่างไกล
  • ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล: ผู้ที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตคุณภาพในราคาที่จ่ายไหวมีจำกัด ส่งผลต่อโอกาสทางการศึกษา งาน และรายได้

จะทำอะไร (Action)

  • แพ็กเกจพื้นฐาน 100 บาท (USO): กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตทุกรายต้องมีแพ็กเกจมาตรฐานราคา 100 บาท ความเร็วเพียงพอต่อการใช้งานทั้งเดือน เพื่อการเงิน การศึกษา และการหางาน
  • ใช้กองทุน USO อุดหนุนอย่างตรงจุด: นำเงินจากกองทุน USO ที่เก็บจากผู้ให้บริการอยู่แล้ว มาอุดหนุนส่วนต่าง โดยเน้นพื้นที่ห่างไกล กลุ่มเปราะบาง และนักเรียน
  • ปลุกชีพค่ายมือถือรายย่อย (MVNOs): สนับสนุนค่ายเฉพาะกลุ่มให้ขายแพ็กเกจ 100 บาทได้อย่างยั่งยืน สร้าง “ทางเลือก” ใหม่ให้ผู้บริโภค
  • ขายส่งในราคายุติธรรม (Cost-plus): ส่งเสริมให้เจ้าของโครงข่ายรายใหญ่ขายส่งปริมาณอินเทอร์เน็ตให้ MVNO ในราคาต้นทุนบวกกำไรเล็กน้อย ตามเกณฑ์ กสทช.
  • ความโปร่งใสของต้นทุน: กำหนดให้ผู้ให้บริการเปิดเผยต้นทุนต่อกิกะไบต์ (Cost per GB) ต่อ กสทช. และสาธารณะ เพื่อป้องกันการผูกขาดและกำหนดราคาที่เป็นธรรม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • อินเทอร์เน็ตเป็น “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ที่ทุกคนเข้าถึงได้
  • อินเทอร์เน็ตมีแพ็กเกจมาตรฐานราคา 100 บาท ความเร็วเพียงพอต่อการใช้งานทั้งเดือน
  • ป้องกันการผูกขาดและกำหนดราคาที่เป็นธรรม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • กลุ่มรายได้น้อย
  • นักเรียน
  • ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล
  • กลุ่มเปราะบาง
  • ค่ายมือถือรายย่อย (MVNOs)
  • ผู้บริโภค

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 24) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • กองทุน USO ที่เก็บเงินจากผู้ให้บริการอยู่แล้ว

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 24) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • สวัสดิการชุมชนเข้าถึงคนได้น้อย: ปัจจุบันเงินสมทบจากรัฐถูกจัดสรรให้กองทุนสวัสดิการชุมชนน้อยกว่าร้อยละ 25 ของจำนวนชุมชนที่มีกองทุน ทำให้หลายชุมชนไม่สามารถจัดสวัสดิการได้อย่างเพียงพอ
  • สมาชิกกองทุนได้รับประโยชน์จำกัด: จำนวนประชาชนที่ได้รับเงินสมทบจากรัฐมีน้อยกว่าร้อยละ 15 ของสมาชิกกองทุนทั้งหมด ส่งผลให้สวัสดิการไม่ครอบคลุมผู้ที่ควรได้รับการดูแล
  • ชุมชนต้องแบกรับภาระเอง: เมื่อการสนับสนุนจากรัฐไม่ทั่วถึง ภาระการจัดสวัสดิการพื้นฐานจึงตกอยู่กับชุมชน ทั้งที่เป็นกลไกสำคัญในการดูแลกันเองระดับฐานราก

จะทำอะไร (Action)

  • เพิ่มบทบาทภาครัฐในการสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน
  • ขยายความคุ้มครองสวัสดิการระดับฐานรากอย่างเป็นระบบ
  • เพิ่มสัดส่วนเงินสมทบจากรัฐ
  • รัฐสมทบเงินให้กองทุนสวัสดิการชุมชน มากกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนชุมชนที่มีกองทุน
  • การสมทบครอบคลุม สมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนมากกว่าร้อยละ 50 ของสมาชิกทั้งหมด
  • เสริมความเข้มแข็งสวัสดิการชุมชน
  • ทำให้กองทุนสามารถจัดสวัสดิการพื้นฐานได้หลากหลายและต่อเนื่อง
  • ใช้กลไกชุมชนดูแลกันเอง
  • สนับสนุนบทบาทกองทุนสวัสดิการชุมชนในฐานะกลไกดูแลประชาชนจากฐานราก
  • การสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเป็นธรรม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กองทุนสามารถจัดสวัสดิการพื้นฐานได้หลากหลายและต่อเนื่อง
  • ลดช่องว่างการเข้าถึงสวัสดิการของประชาชนระดับท้องถิ่น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ชุมชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 46) ว่า '3,200 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 46) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยยังมีประชาชนกว่า 8 ล้านคนที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้
  • พื้นที่ห่างไกลยังขาดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
  • โรงเรียนและ SME ในต่างจังหวัดต้องจ่ายค่าอินเทอร์เน็ตราคาแพง
  • ขาดกลไกบังคับให้เอกชนร่วมลงทุนในพื้นที่ที่ไม่คุ้มทุน

จะทำอะไร (Action)

  • ประกาศ “Internet เป็นสิทธิพื้นฐานของคนไทย” (Digital Rights Act)
  • กำหนดเป้าหมายครอบคลุม 100% ของพื้นที่ประเทศไทย
  • กำหนดหน้าที่ของรัฐในการดูแลราคาขั้นต่ำของอินเทอร์เน็ต
  • Internet ราคาถูกสำหรับโรงเรียน คลินิก และ SME
  • ให้ โรงเรียน คลินิก และผู้ประกอบการรายย่อย ใช้งานอินเทอร์เน็ตในราคาพิเศษ
  • ให้สถานศึกษาเปราะบางมี Wi-Fi ฟรีสำหรับนักเรียน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • คนไทยทุกคนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตคุณภาพสูง
  • ครัวเรือนรายได้น้อย โรงเรียนทั่วประเทศ SMEs และคลินิกในภูมิภาค ได้ใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในราคาพิเศษ
  • ไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่เชื่อมต่อครบทุกตารางนิ้ว (Fully Connected Nation)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนไทย
  • ครัวเรือนรายได้น้อย
  • โรงเรียนทั่วประเทศ
  • SMEs
  • คลินิก

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายใน 5 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เมื่อรายได้ไม่พอ ชีวิตจะติดกับดักความยากจน “อดมื้อกินมื้อ” มีชีวิตบนความยากลำบาก
  • ความจนนี้อาจจะเกิดขึ้นได้กับคนทั่วไป ที่พบเจออุบัติเหตุไม่คาดฝัน โรคภัยไข้เจ็บ จนทำให้ไม่สามารถหารายได้
  • ปัจจุบัน คนไทยกว่า 3.4 ล้านคน มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน หรือไม่ถึง 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน
  • หลายคนไม่มีรายได้เลย รวมถึงผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้ ผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถประกอบอาชีพ
  • ระบบสวัสดิการเดิม กระจัดกระจาย ไม่แม่นยำ และไม่ตรงกับความเดือดร้อนจริง
  • เงินภาษีจำนวนมากไม่ถูกส่งไปถึงคนที่ต้องการมากที่สุด
  • รัฐไม่สามารถออกแบบสวัสดิการได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

จะทำอะไร (Action)

  • รัฐจะเติมเงินให้ถึงเส้นความยากจน หากรายได้ทั้งปีต่ำกว่า 36,000 บาท/ปี รัฐจะเติมส่วนที่ขาด ให้รายได้รวม ถึง 36,000 บาททันที ขาดเท่าไหร่ เติมให้เท่านั้น ดังตัวอย่างต่อไปนี้
  • รายได้ 0 บาท → เติม 36,000 บาท → รวม 36,000 บาท
  • รายได้ 20,000 บาท → เติม 16,000 บาท → รวม 36,000 บาท
  • รายได้ 35,000 บาท → เติม 1,000 บาท → รวม 36,000 บาท
  • รายได้ 36,000 บาท → เติม 0 บาท → รวม 36,000
  • เพื่อให้การเติมรายได้แม่นยำและยุติธรรม ผู้ขอรับสิทธิต้องเข้าสู่ระบบภาษี และยื่นแบบฟอร์มรายได้ เพื่อให้รัฐประเมินรายได้ “ตามจริง” ว่าควรได้รับการเติมเงินเท่าไหร่

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • คนล้ม ยืนขึ้นได้ อย่างมีศักดิ์ศรีอีกครั้ง
  • คนไทยเข้าถึงระบบภาษีอย่างทั่วถึง โปร่งใส
  • รัฐมีข้อมูลที่ดีขึ้นในการออกแบบสวัสดิการ
  • การเติมรายได้แม่นยำและยุติธรรม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนรายได้น้อย
  • คนไทยกว่า 3.4 ล้านคน
  • ผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้
  • ผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถประกอบอาชีพ
  • คนทั่วไป ที่พบเจออุบัติเหตุไม่คาดฝัน โรคภัยไข้เจ็บ จนทำให้ไม่สามารถหารายได้

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • สำหรับ outcome 'ออกแบบสวัสดิการ': ในอนาคต
  • สำหรับ action 'เติมส่วนที่ขาด': ทันที
  • สำหรับ problem 'ออกแบบสวัสดิการ': ในระยะยาว

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 54) ว่า '60,000 ล้านบาท/ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 54) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี'

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการของรัฐ
  • (ในการ) แก้ไขรัฐธรรมนูญ
  • (ในการ) ปฏิรูปประเทศ
  • ภายใต้ยุทธศาสตร์ ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง หยุดยั้งการทุจริต สร้างเศรษฐกิจทันสมัย กระจายรายได้อย่างเป็นธรรม ลดเหลื่อมล้ำทางสังคม สร้างอุดมคติรัฐสวัสดิการ พัฒนาฐานรากประชาธิปไตย
  • ส่งเสริมการตีความกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย ตามหลักของกฎหมายมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน
  • ให้มีการพัฒนากฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประโยชน์ของปวงชนชาวไทย
  • ความเสมอภาคเท่าเทียมกัน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ภูมิใจไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน สำหรับผู้มีรายได้น้อย เข้าไม่ถึงเป็นจำนวนมาก
  • มีการร้องเรียนผ่านหน่วยงานของรัฐ
  • สภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดีในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา

จะทำอะไร (Action)

  • ทบทวนสิทธิ์
  • ทำ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ใหม่ทั้งหมด
  • ยกเลิกบัตรฯ สำหรับ คนที่ ”ไม่จน” จริง
  • ให้สิทธิทุกคน ที่จนจริง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้ได้รับสิทธิ เป็นคนที่จนจริงๆ
  • คนที่ ”ไม่จน” จริงจะถูกยกเลิกบัตรฯ
  • ไม่จำกัดว่า จำนวนผู้ได้รับสิทธิ จะมีเท่าไร

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้มีรายได้น้อย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลยังคงเป็นปัญหาจริงในสังคมไทย
  • การเข้าถึงเชิงคุณภาพยังแตกต่างกันอย่างมาก โดยเฉพาะในครัวเรือนรายได้น้อยที่มักใช้แพ็กเกจแบบจำกัดปริมาณหรือความเร็วต่ำ ส่งผลให้การเรียนออนไลน์ วิดีโอการสอน หรือการใช้แพลตฟอร์มเชิงโต้ตอบไม่ต่อเนื่อง
  • การไม่มีอินเทอร์เน็ตที่เพียงพอจึงไม่ต่างจากการไม่มีหนังสือเรียนหรือไม่มีครูในห้องเรียน
  • ผู้เรียน ไม่ถูกตัดออกจากระบบเพียงเพราะข้อจำกัดด้านรายได้ของครอบครัว
  • กองทุน USO ...ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการเรียนรู้ของเยาวชนยุคใหม่ที่ใช้มือถือเป็นอุปกรณ์หลัก
  • NT มีโครงข่าย เสาสัญญาณ และใยแก้วนำแสงจำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเงินภาษีในอดีต แต่มีอัตราการใช้งานต่ำกว่าศักยภาพ
  • ความเสี่ยงด้านการนำสิทธิไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
  • ความยุ่งยากในการตรวจสอบสิทธิ์และป้องกันการนำซิมการ์ดไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ (เช่น นำไปใช้เล่นเกมหรือความบันเทิงที่ไม่เกี่ยวกับการเรียน)
  • คุณภาพสัญญาณ: พื้นที่ห่างไกลบางจุดสัญญาณ NT อาจยังไม่ครอบคลุมเท่าเอกชน
  • การทำ DPI อาจกระทบเรื่อง Privacy
  • หากมีผู้ใช้งานพร้อมกัน 8 ล้านคน ระบบ Gateway ของ NT อาจรับไม่ไหว

จะทำอะไร (Action)

  • รัฐเข้าไปค้ำประกันว่าผู้เรียนทุกคนจะมีช่องทางเชื่อมต่อการเรียนรู้ขั้นต่ำอย่างต่อเนื่อง
  • ออกแบบให้จ่ายตามจำนวนผู้ใช้จริงในแต่ละเดือน
  • ยกระดับการใช้กองทุน USO จากการสร้าง “สถานที่เข้าถึง” ไปสู่การสร้าง “สิทธิการเข้าถึงรายบุคคล”
  • กำหนดให้ NT เป็นผู้ให้บริการหลัก และ นำโครงสร้างเหล่านี้มาใช้เพื่อการศึกษา
  • คิดราคาส่งให้รัฐในระดับต้นทุนจริง
  • ใช้ Zero-rating เฉพาะแพลตฟอร์มการศึกษาที่รัฐรับรอง
  • ดำเนินการ การกระจายโหลด การใช้สถาปัตยกรรม Cloud-native และการขยาย Gateway แบบยืดหยุ่น
  • มีการ สื่อสารว่าโครงการนี้ไม่ใช่การแจกซิม แต่เป็นการใช้เงินกองทุนสาธารณะตามวัตถุประสงค์เดิมเพื่อการศึกษาและความเสมอภาค
  • สนับสนุนค่าอินเทอร์เน็ตและค่าโทรศัพท์จำนวน 50 บาทต่อคนต่อเดือน
  • บริหารจัดการงบประมาณจากกองทุน USO ของ กสทช. ร่วมกับการปฏิรูปบทบาทของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักเพื่อบริการสาธารณะ
  • ใช้เทคโนโลยี Zero-rating เพื่อให้เยาวชนสามารถเข้าถึงเว็บไซต์และแอปพลิเคชันเพื่อการศึกษาได้ฟรีโดยไม่หักปริมาณเน็ต
  • เน้นความโปร่งใสและตรวจสอบได้ผ่านการลงทะเบียนยืนยันตัวตนบนแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" ซึ่งจะเชื่อมโยงฐานข้อมูลนักเรียนจากกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวง อว. โดยตรง เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์และช่วยให้การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปตามการใช้งานจริง (Pay-per-use)
  • การจัดสวัสดิการอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายมือถือเพื่อการเรียนรู้และลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลสำหรับเยาวชน
  • ดึงงบประมาณในส่วนการสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการโทรคมนาคม (Universal Service Obligation) จาก กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน USO)
  • ปฏิรูป NT (National Telecom): ให้ NT เป็น "รัฐวิสาหกิจเพื่อบริการสาธารณะ" โดยนำโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ (เสาสัญญาณและ Fiber Optic) มาจัดทำแพ็กเกจต้นทุนต่ำ (Zero-rating) สำหรับแอปพลิเคชันเพื่อการศึกษาโดยเฉพาะ
  • จัดตั้งคณะทำงานร่วม (NT, กสทช., สพร.) เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลนักเรียนและนิสิตนักศึกษา
  • พัฒนาระบบ: เชื่อมต่อระบบลงทะเบียนเข้ากับแอปฯ "ทางรัฐ" และเซ็ตระบบเครือข่าย NT สำหรับ Zero-rating
  • ทดสอบระบบ (Sandboxing): ทดลองใช้ในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด (เน้นพื้นที่ห่างไกลที่ใช้เน็ต USO)
  • เปิดใช้งานเต็มรูปแบบ: เปิดลงทะเบียนทั่วประเทศและติดตามผลผ่าน Dashboard แบบ Real-time
  • ใช้เทคโนโลยี DPI เพื่อคัดกรอง Traffic หากเป็นการเรียกใช้งาน Domain ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ...ระบบจะแยก Priority ให้เป็นฟรีทราฟฟิก
  • Whitelisting IP/Domain: การทำรายการชื่อเว็บไซต์ (Domain Name) และ IP Address ของแหล่งการศึกษาที่รัฐรับรอง เพื่อให้ Gateway ของ NT ปล่อยผ่านข้อมูลส่วนนี้โดยไม่นำไปคำนวณเงินในระบบ Pre-paid หรือ Post-paid
  • Speed Management: กำหนดความเร็วขั้นต่ำที่ 10-20 Mbps สำหรับการใช้งานใน Whitelist
  • Identity Verification: นักเรียน/ผู้ปกครอง ยืนยันตัวตนผ่านแอปฯ "ทางรัฐ" (KYC ระดับสูงสุด) เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์
  • API Integration: แอปฯ จะดึงข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวง อว. เพื่อตรวจสอบสถานะการเป็นนักเรียน/นักศึกษาปัจจุบัน
  • Claim System: เมื่อตรวจสอบสิทธิ์ผ่าน ผู้ใช้จะสามารถเลือก "เบอร์มือถือ" (ซึ่งควรเป็นซิม NT หรือซิมเดิมที่ทำ Roaming กับ NT) เพื่อรับสิทธิ์ลดค่าบริการ 50 บาท/เดือน
  • Digital Voucher: รัฐจะโอนเงินงบประมาณจากกองทุน USO ตรงไปยัง NT ตามจำนวนผู้ใช้ที่กดรับสิทธิ์จริงในแต่ละเดือน (Pay-per-use)
  • กสทช. จะเป็นผู้อนุมัติกรอบวงเงิน 4,800 ล้านบาท/ปี โดยระบุเป็นงบสำหรับ "การเข้าถึงบริการโทรคมนาคมเพื่อการศึกษา"
  • NT จะทำหน้าที่เป็น Provider หลัก โดยคิดราคาส่ง (Wholesale Rate) ให้กับรัฐบาลในราคาต้นทุน
  • ประกาศนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่ชัดเจนว่าจะตรวจจับเฉพาะ "ประเภททราฟฟิก" ไม่ใช่ "เนื้อหาที่สื่อสาร"
  • กระจาย Load Balancer และใช้ระบบ Cloud-native ในการจัดการฐานข้อมูลสมาชิก
  • ปรับบทบาท NT จากรัฐวิสาหกิจที่แสวงหากำไร เป็น "Digital Infrastructure for All" โดยเน้นบริการกลุ่มนักเรียนนักศึกษาเป็นลำดับแรก
  • USO Modernization: เปลี่ยนจากการสร้างศูนย์เน็ตประชารัฐเพียงอย่างเดียว เป็นการสนับสนุน "Mobile Data" รายบุคคลเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมคนรุ่นใหม่
  • ใช้แอปฯ "ทางรัฐ" เป็นตัวกลางในการแจกจ่ายสวัสดิการ เพื่อลดขั้นตอนเอกสารและป้องกันการคอร์รัปชัน
  • ใช้ โครงข่ายของ NT ...ช่วยให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการต้นทุนในรูปแบบ "Wholesale Cost" (ราคาส่ง)
  • ใช้ NT เป็นผู้เล่นหลัก เพื่อ รับประกันว่านักเรียนในถิ่นทุรกันดารหรือพื้นที่ขอบเขตชายแดน จะได้รับสิทธิ์และคุณภาพสัญญาณที่เท่าเทียมกับเด็กในเมือง
  • เชื่อมโยงฐานข้อมูลนักเรียนจากแอปฯ "ทางรัฐ" เข้ากับระบบโครงข่ายของ NT
  • ปรับเปลี่ยนบทบาทของ NT ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ (Public Service) แทนการแข่งขันทางธุรกิจที่เน้นกำไรเพียงอย่างเดียว

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดค่าใช้จ่ายด้านการสื่อสารของครัวเรือน
  • การนิยามใหม่ของ “สิทธิการเรียนรู้” ในสังคมดิจิทัล
  • ผู้เรียนทุกคนจะมีช่องทางเชื่อมต่อการเรียนรู้ขั้นต่ำอย่างต่อเนื่อง ไม่ถูกตัดออกจากระบบเพียงเพราะข้อจำกัดด้านรายได้ของครอบครัว
  • มีการ ใช้ทรัพยากรที่มีอัตราความคุ้มค่าสูง
  • ลดภาระรัฐ เพราะไม่ต้องแบกรับค่าอินเทอร์เน็ตทั้งหมด
  • รัฐควบคุมงบประมาณได้แบบไดนามิก หากมีผู้ใช้ต่ำกว่าคาด งบก็ไม่ถูกใช้เกินความจำเป็น และหากผู้ใช้เพิ่มขึ้น ก็สะท้อนความต้องการจริงของระบบการศึกษา
  • ลดความเสี่ยงด้านการรั่วไหล และทำให้ กองทุนถูกตรวจสอบได้ง่ายกว่า
  • เพิ่ม Utilization Rate ของสินทรัพย์สาธารณะโดยไม่ต้องลงทุนใหม่จำนวนมาก
  • เงิน 4,800 ล้านบาทสร้างปริมาณทราฟฟิกเพื่อการเรียนรู้ได้มากกว่าการนำเงินจำนวนเดียวกันไปซื้อแพ็กเกจเชิงพาณิชย์จากตลาดเสรีหลายเท่า
  • ลดความเสี่ยงที่ข้อมูลพฤติกรรมการเรียนของเยาวชนจะถูกนำไปใช้เชิงพาณิชย์หรือโฆษณา
  • การสะสมทุนมนุษย์ ในระยะยาว
  • ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการคิดวิเคราะห์ และความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ดีขึ้น
  • คุณภาพแรงงานในอนาคต ดีขึ้น
  • ผลิตภาพแรงงาน รายได้ และฐานภาษีของประเทศ เพิ่มขึ้น
  • เกิด แรงกระเพื่อมทางการใช้จ่ายในชุมชน...ช่วยพยุงเศรษฐกิจระดับจุลภาคอย่างมีนัยสำคัญ
  • ลดภาระค่าใช้จ่ายให้ครอบครัวได้สูงสุด 1,200 บาทต่อปีต่อคน
  • ยกระดับการเข้าถึงคลังความรู้ดิจิทัลได้อย่างเท่าเทียม
  • ป้องกันการสวมสิทธิ์และช่วยให้การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปตามการใช้งานจริง (Pay-per-use)
  • ลดภาระครัวเรือน: ช่วยลดค่าใช้จ่ายครอบครัวได้เฉลี่ย 600 - 1,200 บาท/ปี/ลูกหลาน 1 คน
  • ความเท่าเทียม: นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงคลังความรู้ (e-Learning) ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเน็ตหมด
  • เพิ่ม Utilization Rate ของโครงข่าย NT ที่ปัจจุบันมีช่องสัญญาณว่าง ให้กลับมาสร้างประโยชน์เชิงสังคม
  • ยกระดับทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) ของเยาวชนไทยอย่างก้าวกระโดด
  • เม็ดเงินที่ประหยัดได้จากค่าเน็ตจะถูกนำไปใช้จ่ายในสิ่งจำเป็นอื่น...กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
  • ลดช่องว่างระหว่างเด็กในเมืองและเด็กในชนบทในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร
  • ลดแรงจูงใจในการใช้สิทธิไปกับความบันเทิงที่ไม่เกี่ยวข้อง
  • ความต้านทานทางการเมืองจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • ลดขั้นตอนเอกสารและป้องกันการคอร์รัปชัน
  • อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของนักเรียนยากจนพิเศษเพิ่มขึ้นเป็น 100%
  • ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยด้านการสื่อสารของครัวเรือนที่มีบุตรหลานลดลง 5-10%
  • จำนวนทราฟฟิกการเข้าใช้งานแพลตฟอร์มการศึกษา...เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • สามารถ บริหารจัดการต้นทุนในรูปแบบ "Wholesale Cost" (ราคาส่ง) ซึ่งต่ำกว่าการไปซื้อแพ็กเกจจากเอกชนในราคาปลีก (Retail) ได้มากกว่า 30-40%
  • งบประมาณจากกองทุน USO ถูกใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • นักเรียนในถิ่นทุรกันดารหรือพื้นที่ขอบเขตชายแดน จะได้รับสิทธิ์และคุณภาพสัญญาณที่เท่าเทียมกับเด็กในเมือง
  • ลดความเสี่ยงเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลสู่ภาคเอกชน หรือการนำข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานไปใช้ในเชิงพาณิชย์
  • สร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร NT ในระยะยาว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครัวเรือนรายได้น้อย
  • นักเรียน
  • นักศึกษา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • เดือนที่ 1-2 ในการเตรียมความพร้อม
  • เดือนที่ 3-4 ในการพัฒนาระบบ
  • เดือนที่ 5 ในการทดสอบระบบ (Sandboxing)
  • เดือนที่ 6 เป็นต้นไป ในการเปิดใช้งานเต็มรูปแบบ
  • ภายใน 1 ปี สำหรับการเพิ่มอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของนักเรียนยากจนพิเศษ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • วงเงิน 4,800 ล้านบาทต่อปี
  • การสนับสนุน 50 บาทต่อคนต่อเดือน
  • สนับสนุนค่าเน็ต/ค่าโทร 50 บาท/คน/เดือน

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 13) ว่า '4,800 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบประมาณจากกองทุน USO ของ กสทช.
  • กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน USO): ดึงงบประมาณในส่วนการสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการโทรคมนาคม (Universal Service Obligation)
  • การปฏิรูป NT (National Telecom): โดยนำโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ (เสาสัญญาณและ Fiber Optic) มาจัดทำแพ็กเกจต้นทุนต่ำ

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 13) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประจำเดือนเป็นต้นทุนการดำรงชีวิตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับผู้มีประจำเดือน และทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำที่ฝังอยู่ในระบบราคา ภาษี และการเข้าถึงสินค้าในชีวิตประจำวันอย่างเป็นระบบ
  • หากรัฐเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกับผ้าอนามัยในอัตราเดียวกับสินค้า/บริการทั่วไป รัฐกำลังทำให้ต้นทุนทางชีวภาพกลายเป็นต้นทุนเศรษฐกิจที่ผู้หญิงต้องรับผิดชอบเองโดยปริยาย
  • กลุ่มนักเรียนหญิงวัยรุ่นในบริบทเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีสัดส่วนการปฏิบัติด้านสุขอนามัยประจำเดือนที่อยู่ในระดับดีเพียงราวครึ่งหนึ่ง (ประมาณ 52.3%) พร้อมทั้งระดับความรู้ที่ยังอยู่เพียงปานกลาง (48.9%)
  • “การแจกอย่างเดียวไม่พอ” สำหรับการจัดการสุขอนามัยประจำเดือนอย่างมีคุณภาพ
  • ความเสี่ยงที่การแจกฟรีกลายเป็นการเพิ่มภาระขยะ สุขอนามัย และความอับอายของผู้ใช้
  • พื้นที่ทุรกันดารมักล้มเหลวไม่ใช่เพราะรัฐไม่ส่งของ แต่เพราะรัฐ “ส่งไม่สม่ำเสมอ” และไม่มีตัวชี้วัดการขาดสต็อกแบบ real-time
  • ภาระผ้าอนามัยจะยิ่งหนักข้อขึ้นเมื่อประชากรส่วนใหญ่มีรายได้ในระดับรากหญ้า

จะทำอะไร (Action)

  • ลดภาษีผ้าอนามัย
  • เพิ่มการเข้าถึงผ้าอนามัยฟรี
  • ปรับ VAT เฉพาะหมวดผ้าอนามัย
  • แจกผลิตภัณฑ์
  • จับคู่กับมาตรฐาน WASH ในโรงเรียนและการสื่อสารความรู้แบบไม่ตีตรา
  • ออกแบบ KPI วัดผลแบบสมจริง
  • ลดภาษีผ้าอนามัยจาก VAT 7% ลงสู่ 3% ในช่วงเริ่มต้น (และวางแผนไปสู่ 0% ในระยะกลาง)
  • ออกแบบให้เป็น “สิทธิการเข้าถึงขั้นต่ำ” (minimum access guarantee) คล้ายกระดาษชำระ/สบู่ในห้องน้ำสาธารณะ แต่ต้องทำให้เป็นระบบ ไม่ใช่โครงการแจกครั้งคราว
  • ผูกกับมาตรฐานถังทิ้งแบบปิด ระบบกำจัดขยะติดเชื้อ/ขยะสุขอนามัยที่เหมาะสม และการสื่อสารสุขภาวะเชิงศักดิ์ศรี
  • ทำให้ “ตู้ผ้าอนามัย” เป็นสาธารณูปโภคจริง
  • ออกแบบแบบเดียวกับการบริหารเวชภัณฑ์หรือวัสดุสิ้นเปลืองที่มีการเติมสต็อก ตรวจนับ และมีผู้รับผิดชอบชัดเจน
  • เริ่มจาก “พื้นที่ความพร้อมสูง” ได้แก่ โรงเรียน โรงพยาบาล สถานพยาบาลปฐมภูมิ สถานีตำรวจ ที่ว่าการอำเภอ/สำนักงานเขต และสถานีขนส่งหลัก
  • กำหนดหน่วยเจ้าภาพระดับชาติให้ชัด เช่น กระทรวงสาธารณสุขเป็นเจ้าภาพมาตรฐานสินค้าและสุขอนามัย กระทรวงศึกษาธิการเป็นเจ้าภาพพื้นที่โรงเรียน อปท. เป็นเจ้าภาพการเติมสต็อกและดูแลตู้ในพื้นที่
  • ใช้การจัดซื้อรวมระดับจังหวัดหรือเขตสุขภาพเพื่อลดต้นทุนต่อหน่วยและลดความเสี่ยงล็อกสเปก
  • กำหนด “รหัสพัสดุมาตรฐาน” ของผ้าอนามัยอย่างน้อย 2 แบบคือ กลางวันและกลางคืน
  • สร้างระบบประกันขั้นต่ำรายเดือน
  • ใช้ศูนย์กระจายของที่ประชาชนเข้าถึงจริง เช่น รพ.สต. ศูนย์สุขภาพชุมชน โรงเรียนประถม ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต. หรือศูนย์อาสาสมัครสาธารณสุข
  • กำหนด “จุดกระจายหลักต่อจำนวนประชากรหญิงวัยเจริญพันธุ์”
  • กำหนดตัวชี้วัดเป็นสัดส่วนเดือนที่ไม่มี stockout
  • กลไกเติมสต็อกสำรองแบบเดียวกับเวชภัณฑ์จำเป็น
  • รัฐไม่จำเป็นต้องแจกเต็ม 100% ให้ทุกคน แต่จะทำการแจกแบบคัดกรอง
  • ตั้งเป้าความครอบคลุมแบบสมจริงคือแจกฟรีเพื่อครอบคลุมอย่างน้อย “กรณีฉุกเฉินและกรณีรายได้น้อย” เช่น 30–50% ของความต้องการรายปีในกลุ่มเป้าหมายที่คัดกรองแล้ว
  • รัฐใช้ข้อมูลเชิงสถิติแบบนิรนามเท่านั้น
  • ให้ผู้ใช้เลือกยินยอมอย่างชัดเจน
  • ให้แอปทำหน้าที่เป็นเครื่องมือความรู้และการส่งต่อบริการ (referral)
  • การบริหารสต็อกผ้าอนามัยให้ใช้ข้อมูลจากการเบิกจ่ายของหน่วยบริการและข้อมูลประชากรระดับพื้นที่จากฐานทะเบียน ไม่ต้องดึงข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลเข้าไปปะปน
  • KPI ที่เหมาะกับนโยบายนี้ควรยึด 4 แกน คือ การเข้าถึงจริง คุณภาพสิ่งแวดล้อม ความรู้และทัศนคติ และผลลัพธ์ทางสังคมที่พอวัดได้
  • วัดจากอัตราการขาดสต็อกของตู้จุดแจกต่อเดือน และจำนวนหน่วยบริการที่มีระบบเติมสต็อกตามมาตรฐาน
  • วัดจากความพร้อมของถังทิ้งแบบปิดและระบบกำจัดขยะสุขอนามัยในโรงเรียนและสถานบริการ
  • ใช้ตัวชี้วัดใกล้ตัวกว่า เช่น สัดส่วนเด็กหญิงที่รายงานว่า “ไม่ต้องใช้วัสดุทดแทนที่ไม่เหมาะสม” และสัดส่วนผู้ใช้ที่รายงานว่ามีช่องทางเข้าถึงเมื่อฉุกเฉินในโรงเรียน/หน่วยบริการ
  • ในพื้นที่ห่างไกล รัฐมีการจัดส่งผ้าอนามัยไปยันศูนย์กระจายตามแต่ละพื้นที่ในทุกจังหวัดห่างไกล เพื่อกระจายการช่วยเหลือในแต่ละเดือน เช่น พื้นที่ติดชายแดน, พื้นที่บนดอย, หมู่บ้านชนบทกันดาร
  • จัดทำแอพพลิเคชั่น “เพื่อนผู้หญิง” แอพพลิเคชั่นที่เอาไว้จดบันทึกการมาของประจำเดือนเพื่อคำนวนความปกติของประจำเดือน รวมไปถึงการคาดคะเนรอบเดือนในเดือนถัดๆไป และผู้ใช้บริการแอพสามารถสอบถาม ขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับปัญหาเกี่ยวกับประจำเดือนและสุขภาวะของผู้หญิง โดยให้บริการโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินารี และให้รัฐสามารถเข้าถึงข้อมูลได้เพื่อ จัดทำเป็น Big Data ในการบริหารความต้องการของผ้าอนามัยแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการใช้ AI ในการคาดคะเนและวิเคราะห์ความปกติของสุขภาวะผู้หญิงทั่วประเทศไทย
  • รัฐจัดทำโครงการเพิ่มเข้าความเข้าใจและความรู้เกี่ยวกับสุขภาวะในสตรีเพศ ยกตัวอย่างเช่น การเท่าทันความเข้าใจเรื่อง pms, pmdd ผ่านการทำ podcast ในยูทูปแชแนลที่จัดทำขึ้นโดยองค์กรของรัฐ หรือ รวมไปถึงการร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ในการทำแคมเปญต่างๆ
  • เพิ่มเนื้อหาบทเรียนที่เกี่ยวข้องกับความเข้าใจในร่างกายของผู้หญิงมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องประจำเดือน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดภาษีผ้าอนามัย
  • เพิ่มการเข้าถึงผ้าอนามัยฟรี
  • เกิดผล “ทั่วประเทศ” ทันทีผ่านราคา ณ จุดขาย
  • ทำให้ผู้หญิงทุกกลุ่มรู้สึกได้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำที่มีความไวต่อราคา
  • ลดต้นทุนต่อหน่วยและลดความเสี่ยงล็อกสเปก
  • มีระบบประกันขั้นต่ำรายเดือน
  • มีงบประมาณที่คุมได้และคาดการณ์ได้
  • สามารถแปลงเป็น “งบต่อหัวต่อปี” ที่สื่อสารง่าย เช่น หลักร้อยบาทต่อคนต่อปีสำหรับสิทธิขั้นต่ำในพื้นที่สาธารณะ
  • ลดอัตราการขาดสต็อกของตู้จุดแจกต่อเดือน
  • เพิ่มจำนวนหน่วยบริการที่มีระบบเติมสต็อกตามมาตรฐาน
  • เพิ่มความพร้อมของถังทิ้งแบบปิดและระบบกำจัดขยะสุขอนามัยในโรงเรียนและสถานบริการ
  • เพิ่มสัดส่วนผู้ใช้ที่รายงานว่ามีช่องทางเข้าถึงเมื่อฉุกเฉินในโรงเรียน/หน่วยบริการ
  • ช่วยให้ผู้หญิงไทยมีสุขภาวะที่ดีมากขึ้น
  • ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญในการลดอุปสรรคในการใช้ชีวิตของประชาชนอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค
  • เป็นหมุดหมายที่ดีในการออกกฎหมายที่ไม่ได้มีอคติทางเพศ
  • ลดภาระค่าครองชีพสำหรับผู้มีประจำเดือน (equity)
  • ปรับปรุงการเข้าถึงผลิตภัณฑ์สุขอนามัยพื้นฐาน
  • สามารถบริหารความต้องการของผ้าอนามัยแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สามารถใช้ AI ในการคาดคะเนและวิเคราะห์ความปกติของสุขภาวะผู้หญิงทั่วประเทศไทย
  • ส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศและสิทธิมนุษยชน
  • ขยับสู่ 0% VAT (หรือยกเว้นภาษีเฉพาะหมวด)
  • ระบบแจกฟรีกลายเป็น “บริการพื้นฐานถาวร” ในพื้นที่สาธารณะ โดยมีระบบติดตามผลที่พิสูจน์ได้
  • ผลกระทบรายได้ภาษีจะอยู่ระดับหลักร้อยล้าน ซึ่งในเชิงงบประมาณแผ่นดินถือว่าเล็กมาก
  • มีแนวโน้มส่งผลบวกต่อการมาเรียน
  • ทำให้เห็นว่า “ระบบโรงเรียน” เป็นฐานปฏิบัติการที่เดินได้จริง และสามารถขยายเป็นโมเดลระดับประเทศได้
  • ส่งเสริมให้ “ชาติ” ของเราได้ก้าวขึ้นมาเป็นอีกประเทศสมาชิกอาเซียนที่ตื่นรู้ในสิทธิสตรี
  • เพิ่มอำนาจการต่อรองระหว่างประเทศกับประเทศโลกที่ 1 ที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทยอย่าง สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป และในกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศอื่นๆ
  • เป็นการสะสมนัยสำคัญผลักดันให้ไทยกลายเป็นประเทศที่สามารถเป็นผู้ริเริ่มในด้านอื่นได้ภายในภูมิภาคและถ่วงดุลภาพลักษณ์ด้านสิทธิมนุษยชนด้านอื่นของไทยที่ถูกนานาชาติจับตามอง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้มีประจำเดือน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • เฟสแรกภายใน 12 เดือนให้เน้นลด VAT ลงเหลือ 3% และติดตั้งจุดแจกฟรีในหน่วยบริการรัฐที่มีความพร้อมสูง โดยใช้โมเดลโรงเรียนเป็นฐาน (...) พร้อมยกระดับถังทิ้งและการกำจัดขยะสุขอนามัยในโรงเรียน
  • เฟสสองภายใน 2–3 ปีให้ขยายจุดแจกสู่พื้นที่ห่างไกลด้วยระบบประกันสต็อกแบบรายเดือน และทำให้เกิดมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ
  • เฟสสามภายในปี 2030 จึงค่อยขยับสู่ 0% VAT (หรือยกเว้นภาษีเฉพาะหมวด) และทำให้ระบบแจกฟรีกลายเป็น “บริการพื้นฐานถาวร” ในพื้นที่สาธารณะ โดยมีระบบติดตามผลที่พิสูจน์ได้

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • งบประมาณสำหรับการแจกฟรีเบื้องต้น หลักร้อยบาทต่อคนต่อปีสำหรับสิทธิขั้นต่ำในพื้นที่สาธารณะ
  • มูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์สุขอนามัยสตรี (รวมอย่างอื่นที่นอกเหนือจากผ้าอนามัย) 3,780 ล้านบาท / ปี
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% (ปัจจุบัน) 264.7 ล้านบาท / ปี
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม 3% (ที่จะลดลง) 113.4 ล้านบาท / ปี

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 17) ว่า '4,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบประมาณกลาง
  • รัฐควรจัดหาแหล่งเงินที่เข้ามาสนับสนุนผลกระทบทางภาษีตรงนี้จากการเก็บภาษีสินค้าหรือบริการอื่นๆ เช่น บุหรี่ไฟฟ้า (การควบคุม Vape), บุหรี่, สุรา หรือสินค้าที่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยและเป็นสารเสพติด

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 17) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ค่าครองชีพสูงแต่รายได้ต่ำ
  • ต้นทุนแฝงในโซ่อุปทานอาหาร ทั้งค่าเช่าที่ดินในทำเลทอง ค่าขนส่ง (Last Mile Delivery) และส่วนต่างราคาจากพ่อค้าคนกลาง
  • เงินเฟ้อ
  • ปัญหาผลผลิตล้นตลาด
  • Last Mile Delivery Cost ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่ใหญ่ที่สุดของอาหารสด
  • ภาระค่าเช่าที่ดินในทำเลแพงๆ
  • ขยะอาหาร (Food Waste) ซึ่งปกติเป็นต้นทุนที่ผู้ค้ามักบวกเพิ่มไปในราคาอาหาร 10-15%
  • ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยที่ ยังไม่เข้าสู่ ระบบดิจิทัลและมาตรฐานสาธารณสุข
  • ผู้ประกอบการรายย่อยเสียเปรียบเพราะซื้อของทีละน้อย (Retail Price)
  • การคอร์รัปชัน (จากที่ดินและงบระบบ)

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างเศรษฐกิจ Cloud Kitchen บนพื้นที่ที่ไม่เกิดประโยชน์
  • ปฏิรูปโครงสร้างต้นทุนอาหารและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยระบบ Cloud Kitchen และโครงข่ายดิจิทัลรัฐ
  • ปฏิรูปสินทรัพย์กลางของรัฐที่ไม่สร้างประโยชน์
  • ใช้ สินทรัพย์ของรัฐ (ที่ดิน) และ อำนาจการต่อรองของรัฐ (Data & Aggregate Demand) เพื่อทลายข้อจำกัดด้านต้นทุน
  • เปลี่ยนจากนโยบาย อัดฉีดเม็ดเงิน (Demand-side) มาเป็นการ ลดต้นทุนการผลิต (Supply-side)
  • รัฐนำที่ดินราชพัสดุที่ทิ้งร้างหรือใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่มาสร้างเป็นคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) ขนาดเล็กในเขตกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่
  • สร้าง Shared Cloud Kitchen: พื้นที่ทำอาหารมาตรฐานสาธารณสุขให้ผู้ประกอบการรายย่อยเช่าในราคาถูก (หรือฟรีหากรักษาเพดานราคาขาย)
  • รัฐสร้าง Platform กลางให้ร้านอาหารรายย่อยสั่งวัตถุดิบพร้อมกัน (Aggregate Demand)
  • ใช้ระบบ AI คำนวณปริมาณความต้องการวัตถุดิบรายวัน
  • กำหนดให้ ผู้ประกอบการที่จะได้รับสิทธิ์เช่า Cloud Kitchen หรือซื้อวัตถุดิบราคาส่ง ต้อง ตกลงเข้าเงื่อนไขการตั้งราคาอาหารในกลุ่ม เมนูประชารัฐ ให้ถูกกว่าตลาด 30%
  • รัฐอาจให้แต้มส่วนลดพิเศษในแอปพลิเคชันรัฐที่มีอยู่เดิม เพื่อใช้ซื้ออาหารในเครือข่ายนี้เท่านั้น
  • กระทรวงการคลัง: ผู้จัดสรรพื้นที่และงบลงทุน
  • กระทรวงเกษตรฯ: คัดกรองแหล่งวัตถุดิบต้นน้ำ
  • กระทรวงพาณิชย์: ผู้กำกับดูแลราคาและกลไกตลาด
  • ผลักดันหาบเร่แผงลอยเข้าสู่ระบบดิจิทัลและมาตรฐานสาธารณสุข
  • รัฐมี Data พยากรณ์ความต้องการวัตถุดิบที่แม่นยำ
  • รัฐสร้างแอปพลิเคชันที่ให้ร้านอาหารรายย่อยในเครือข่าย 'จอง' วัตถุดิบ (เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช เนื้อหมู ไข่ไก่) ล่วงหน้า 7 วัน
  • รัฐจะเปิดประมูลให้ Smart Farmer หรือสหกรณ์การเกษตรมาเสนอราคาแข่งกัน
  • วัตถุดิบจากเกษตรกรจะถูกส่งมาที่ นิคมโลจิสติกส์ (ที่ดินราชพัสดุ) ซึ่งทำหน้าที่เป็นจุดกระจายสินค้าเพียงจุดเดียว
  • รัฐทำหน้าที่เป็นเพียง ผู้ค้ำประกันธุรกรรม และ เจ้าของสถานที่ เท่านั้น
  • กำหนด เกณฑ์การคัดเลือกผู้ประกอบการ
  • กำหนดให้ผู้เข้าร่วม ต้องมี เมนูธงฟ้า 2.0 อย่างน้อย 2-3 เมนูในร้าน ต้องขายในราคาที่รัฐกำหนด (เช่น 30-35 บาท) โดยใช้ระบบ POS ของรัฐตรวจสอบยอดขาย
  • กำหนดให้ผู้เข้าร่วม ต้องยอมรับการใช้ระบบจัดการสต็อกของรัฐ
  • ใช้ ระบบ Social Auditing ให้ประชาชนที่ไปกินอาหารสแกน QR Code เพื่อยืนยันว่า ขายราคาถูกจริง และ สะอาดจริง
  • ใช้ ระบบบล็อกเชนติดตามเส้นทางวัตถุดิบ ตั้งแต่หน้าฟาร์มจนถึงหน้าร้านอาหาร
  • ประกาศราคากลางที่รัฐประมูลได้และจำนวนสต็อกในนิคมโลจิสติกส์แบบ Real-time บน Dashboard สาธารณะ
  • คณะกรรมการคัดเลือกผู้เช่า Cloud Kitchen ต้องมีสัดส่วนจากภาคประชาสังคมและภาควิชาการ
  • เน้นการดึงสหกรณ์การเกษตรและ Smart Farmer เข้ามาเป็นพันธมิตรโดยตรง
  • ใช้ระบบ Cross-Docking และการระบายสินค้าผ่านเมนูโปรโมชั่นกรณีของเหลือ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประชาชนเข้าถึงอาหารคุณภาพดีในราคาต่ำกว่าตลาด 30%
  • รองรับบัณฑิตจบใหม่และผู้ว่างงานให้เป็นเจ้าของธุรกิจ Food Startup โดยไม่ต้องมีเงินก้อน
  • ตัดวงจรพ่อค้าคนกลาง
  • เกษตรกรได้รับราคาที่เป็นธรรมผ่านระบบประมูลล่วงหน้า
  • สัดส่วนรายจ่ายค่าอาหารต่อรายได้ครัวเรือนต้องลดลง
  • อัตราการอยู่รอดของร้านค้าในโครงการสูงกว่าร้านทั่วไป
  • ปริมาณขยะอาหารลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • การเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการในราคาที่ต่ำกว่าเดิม (เช่น วัดจากราคาเมนูสุขภาพที่ลดลง)
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งระยะสั้น
  • การชะลอตัวของเงินเฟ้อในเขตเมืองได้ 0.5-1%
  • ประชาชนจะมีเงินเหลือเพื่อการออมหรือการศึกษามากขึ้น
  • เงินทุก 1 บาทที่รัฐลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานนี้ จะสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากการหมุนเวียนของวัตถุดิบเกษตร การจ้างงานในครัว Cloud และการบริการโลจิสติกส์ท้องถิ่น เพิ่มขึ้น 3-5 เท่า
  • ผลักดันหาบเร่แผงลอยเข้าสู่ระบบดิจิทัลและมาตรฐานสาธารณสุข
  • รัฐมี Data พยากรณ์ความต้องการวัตถุดิบที่แม่นยำ ทำให้แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดได้อย่างยั่งยืน
  • ไม่มี ภาวะเงินเฟ้อ
  • ระบบ ยั่งยืน: สินทรัพย์และระบบที่สร้างขึ้น (คลังสินค้า, Platform) จะยังคงอยู่แม้จบโครงการไปแล้ว
  • เกิด วินัย: สนับสนุนผู้ประกอบการที่ตั้งใจทำมาหากิน ไม่ใช่การรอรับเงินอุดหนุนฝ่ายเดียว
  • ร้านค้ารายย่อยจะได้ต้นทุนวัตถุดิบเท่ากับ ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ทันที

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs)
  • บัณฑิตจบใหม่
  • ผู้ว่างงาน
  • เกษตรกร
  • ร้านอาหารรายย่อย
  • ครัวเรือน
  • ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยที่จดทะเบียนกับเขต/เทศบาล
  • Smart Farmer
  • สหกรณ์การเกษตร
  • พ่อค้าแม่ค้า
  • คนเมือง
  • ผู้บริโภค

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ประมาณการเบื้องต้น: 5,000 – 8,000 ล้านบาท

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบประมาณแผ่นดิน: งบลงทุนสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและปรับปรุงที่ดินราชพัสดุ
  • งบกองทุนส่งเสริม SMEs: เพื่อสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนและอุปกรณ์ให้ผู้ประกอบการ
  • PPP (Public-Private Partnership): ดึงเอกชนกลุ่มโลจิสติกส์และเทคโนโลยีมาร่วมลงทุนในระบบบริหารจัดการคลังสินค้าเพื่อแลกกับค่าธรรมเนียมการจัดการในระดับต่ำ
โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • คุ้มครองผู้ด้อยโอกาสทางสังคม
  • สร้างสวัสดิการถ้วนหน้า
  • สร้างสวัสดิการรายได้พื้นฐาน
  • สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม มีคุณภาพ
  • เพิ่มสาขาการเรียนรู้ที่หลากหลายไม่จำกัดเฉพาะในสถานศึกษา
  • สร้างโอกาสในการค้นหาตัวตน (มุ่งเน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง)
  • ส่งเสริมความหลากหลายทางเพศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • คนไทยมีโอกาสในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและเป็นธรรม
  • ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ได้รับการคุ้มครอง
  • มีสวัสดิการถ้วนหน้า
  • มีสวัสดิการรายได้พื้นฐาน
  • มีโอกาสทางการศึกษาที่เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม มีคุณภาพ
  • สาขาการเรียนรู้ที่หลากหลายไม่จำกัดเฉพาะในสถานศึกษา เพิ่มขึ้น
  • มีโอกาสในการค้นหาตัวตน
  • ความหลากหลายทางเพศ ได้รับการส่งเสริม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม
  • นักเรียน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ