ประเด็น

สวัสดิการเด็ก

มี 16 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เงินช่วยเหลือและสงเคราะห์การเลี้ยงบุตรไม่เพียงพอสำหรับมารดา

จะทำอะไร (Action)

  • เงินช่วยเหลือระหว่างการตั้งครรภ์ มารดาเบิกได้ 3,000 บาท/ต่อเดือน
  • เงินสงเคราะห์การเลี้ยงบุตร มารดาเบิกได้ 3,000 บาท/เดือน ตั้งแต่เกิดจนถึง 6 ปี

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ไม่ระบุ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • มารดา
  • บุตร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ในยุคสมัยที่ข้อมูลข่าวสารหลั่งไหลอย่างรวดเร็วและความไม่แน่นอนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของสังคม ผู้คนจำนวนมากกำลังเผชิญกับ "ความเหนื่อยล้าทางอารมณ์" (Emotional Exhaustion) และความแปลกแยก
  • การเปลี่ยนแปลงของนิยามความเชื่อของคนรุ่นใหม่: ข้อมูลจากการสำรวจเยาวชนอายุ 15-25 ปี โดย 101 Public Policy Think Tank พบว่า ปี 2568 เยาวชนไม่ระบุศาสนาในบัตรประชาชน มีเพียง 1.7% ในขณะที่ชีวิตจริง ผลสำรวจพบเยาวชนที่ไม่นับถือศาสนาสูงถึง 16.1% และจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มนิสิตนักศึกษาปริญญาตรี (22.8%)
  • คุณธรรมที่ไม่ยึดติดกับศรัทธา: ผลการสำรวจของ 101 Public Policy Think Tank ยืนยันว่า กลุ่มเยาวชนที่ไม่ได้น้อมนำหลักศาสนามาใช้ ไม่ได้มีความหย่อนยานทางคุณธรรม น้อยไปกว่ากลุ่มที่นับถือศาสนา ซึ่งสะท้อนว่าการพัฒนาคุณธรรมและ "สุขภาวะทางจิตวิญญาณ" (Spiritual Well-being) สามารถเกิดขึ้นได้นอกพื้นที่ศาสนา

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างระบบนิเวศดูแลจิตใจรองรับสังคมรุ่นใหม่ที่มีความเชื่อหลากหลาย ผ่านพื้นที่ถกเถียงเชิงปรัชญา และกิจกรรมสะท้อนคิด
  • ส่งเสริมกิจกรรมฟื้นฟูสติและการสะท้อนคิด (Self-reflection) ในพื้นที่สาธารณะ
  • สนับสนุนการถกเถียงเชิงปรัชญาเพื่อตั้งคำถามถึง "ความดีที่ตั้งคำถามได้" ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น การบูรณาการในหลักสูตรสถานศึกษา นิทรรศการและพิพิธภัณฑ์ที่เน้นการทำความเข้าใจความต่าง สื่อสมัยใหม่ เช่น เกม เพลง และชุมชนเรียนรู้ออนไลน์
  • พัฒนาพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สงบใจ เช่น "ชุมชนพร้อมฮัก" (พื้นที่โอบรับความผิดหวังในชีวิต) และพื้นที่ปฏิบัติทางจิตวิญญาณที่เข้าถึงง่าย
  • คุ้มครองเสรีภาพของบุคคลที่มีมุมมองคุณธรรมแตกต่างกัน บนพื้นฐานของการไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่นและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
  • ผนึกกำลังภาคประชาสังคมและเยาวชน: รวบรวมองค์กรและกลุ่มตัวแทนเด็กและเยาวชนที่มีความสนใจด้านปรัชญาและคุณธรรม มาร่วมหารือเพื่อกำหนดแนวทางและบ่มเพาะกิจกรรมที่เหมาะสมกับยุคสมัย
  • จัดตั้งกลไกสนับสนุนเงินอุดหนุนขนาดเล็ก (Micro-grant)
  • บูรณาการสื่อการเรียนรู้ด้านทักษะชีวิต ทักษะทางสังคม และทักษะทางคุณธรรมเข้าสู่ระบบการเรียนรู้หลักของประเทศ
  • พัฒนาบุคลากรทางการศึกษา: จัดฝึกอบรมครูและอาจารย์ให้นำวิธีการทางปรัชญา (Philosophical Inquiry) มาใช้ในห้องเรียน
  • ร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และภาคเอกชน พัฒนาพื้นที่สาธารณะให้เป็น "พื้นที่ผ่อนคลายและฟื้นฟูจิตใจ" เช่น โครงการ "ชุมชนพร้อมฮัก" เพื่อกระจายตัวไปตามเมืองต่างๆ
  • สนับสนุนการพัฒนาพิพิธภัณฑ์หรือพื้นที่การเรียนรู้ที่สร้างความเข้าใจในความแตกต่างทางความคิด และจัดการกับบาดแผลทางความรู้สึกร่วมกันในสังคมผ่านแนวคิดเรื่องการให้อภัย
  • สนับสนุนการวิจัยทั้งในและต่างประเทศเกี่ยวกับรูปแบบการพัฒนาคุณธรรมและสุขภาวะทางจิตวิญญาณที่ไม่ยึดอิงศาสนา

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • พัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณและจริยธรรมที่เท่าทันโลก
  • พัฒนาทักษะทางอารมณ์และสังคมของพลเมือง
  • เพื่อให้ กลุ่มคนรุ่นใหม่หรือองค์กรขนาดเล็กสามารถริเริ่มกิจกรรมและสื่อการเรียนรู้ด้านทักษะทางอารมณ์และคุณธรรมได้อย่างคล่องตัว
  • เพื่อกระตุ้นให้ ผู้เรียนเกิดการสะท้อนคิด (Reflection) และตั้งคำถามเชิงจริยธรรมที่เชื่อมโยงกับปัญหาสังคมจริง
  • ผู้เรียน สามารถพัฒนาเป็นวิชาหรือหลักสูตรเฉพาะทางได้
  • เพื่อให้ ประชาชนเข้าถึงการเยียวยาจากความเหนื่อยล้าได้ง่าย
  • นำมาปรับปรุง นโยบายให้ทันสมัยและมีหลักฐานทางวิชาการรองรับ (Evidence-based Policy)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • สังคมรุ่นใหม่ที่มีความเชื่อหลากหลาย
  • กลุ่มเยาวชนที่ไม่ได้น้อมนำหลักศาสนามาใช้
  • กลุ่มที่นับถือศาสนา
  • พลเมือง
  • บุคคลที่มีมุมมองคุณธรรมแตกต่างกัน
  • ภาคประชาสังคมและเยาวชน
  • องค์กรและกลุ่มตัวแทนเด็กและเยาวชนที่มีความสนใจด้านปรัชญาและคุณธรรม
  • ครูและอาจารย์
  • ผู้เรียน
  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โจทย์ทางสุขภาพของประเทศไทยในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น สังคมสูงวัยและโรคเรื้อรัง ทำให้ อสม. ระบบเดิมไม่สามารถรับมือได้อย่างเต็มที่
  • โครงสร้าง อสม. ปัจจุบันยังขาดความพร้อมต่อการรับมือความท้าทายด้านสุขภาพของคนไทยใน 2 ด้านหลัก
  • ทักษะไม่สอดคล้องกับโจทย์สุขภาพที่ซับซ้อน: อสม. ประมาณร้อยละ 40 อยู่ในวัยผู้สูงอายุ และมีสัดส่วนเกินครึ่งที่สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้น ในขณะที่โจทย์สุขภาพชุมชนใหม่ ๆ ต้องการความรู้ ทักษะ และเวลาปฏิบัติงานที่เพิ่มขึ้น เช่น การดูแลพัฒนาการแม่และเด็ก, การส่งเสริมสุขภาพจิต, การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยติดเตียง, การป้องกันโรคในกลุ่มแรงงานต่างด้าว, และการรับมือภัยพิบัติสาธารณสุข
  • ความจำเป็นในการสร้างความเป็นมืออาชีพ: เพื่อให้ชุมชนมีกำลังคนที่มีศักยภาพพอในการรับมือกับโจทย์สุขภาพข้างต้น จึงจำเป็นที่ระบบสาธารณสุขต้องปรับรูปแบบการเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ รูปแบบการปฏิบัติงาน และระบบค่าตอบแทนที่เป็นมืออาชีพ มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรมมากขึ้น

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับภารกิจ อสม. ให้โฟกัสงาน 3 ด้านที่ตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพในพื้นที่
  • การสร้างเสริมสุขภาพด้วยดิจิทัล: ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและอุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพในการสร้างเสริมสุขภาพ คัดกรองโรค และเชื่อมต่อบริการการแพทย์ทางไกล (Telemedicine)
  • การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค: เน้นการป้องกันโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตามบริบทของชุมชน
  • การป้องกันและรับมือภัยพิบัติ: เตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วม โรคระบาด หรือเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขในพื้นที่
  • อสม. ทุกคนจะได้รับการอบรมฟื้นฟูทักษะและประเมินสมรรถนะทุก 3 ปี
  • ยกระดับ "อสม.ขั้นเชี่ยวชาญ": ยกระดับ อสม. จำนวน 100,000 คน ให้เป็น อสม.ขั้นเชี่ยวชาญ หรือแนวหน้าสุขภาพ
  • สร้างเสริมสุขภาพอนามัยแม่และเด็ก: ดูแลเป็นเพื่อนแม่ตั้งแต่ตั้งครรภ์ คลอด จนกระทั่งเด็กอายุ 6 ขวบ
  • สร้างเสริมสุขภาพจิต: เป็น "เพื่อนใจ" สมาชิกในชุมชน, คัดกรองซึมเศร้า
  • สร้างเสริมและสนับสนุนงานฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์: ช่วยนักกายภาพบำบัดดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง, ปรับสภาพบ้าน, ช่วยเหลือคนพิการ
  • สร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ: ให้คำปรึกษาเรื่องท้องไม่พร้อมและป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในโรงเรียน สถานที่ทำงาน และชุมชน
  • สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในพื้นที่แรงงานเพื่อนบ้าน: ให้คำแนะนำตรวจสุขภาพ/วัคซีน, ช่วยสื่อสารและแปลภาษา, ป้องกันโรคระบาด, แนะนำสิทธิเข้าถึงบริการสุขภาพ
  • จัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, กองทุนสุขภาพ และกระทรวงมหาดไทย เพื่อออก ระเบียบรองรับสถานะ ค่าตอบแทน และภารกิจใหม่ ของ อสม. และแนวหน้าสุขภาพ
  • กำหนดมาตรฐานการฝึกอบรมและประเมิน:
  • จัดทำทีมวิทยากรประจำหลักสูตร
  • จัดทำระบบสอบขึ้นทะเบียน อสม.พื้นฐาน และ อสม.เชี่ยวชาญ พร้อมระบบ ต่ออายุทุก 3 ปี เพื่อประกันคุณภาพ
  • ระบบค่าตอบแทนแบบ Pay for Performance:
  • ปรับระบบค่าตอบแทนแนวหน้าสุขภาพให้มีลักษณะ จ่ายตามภาระงานจริง (Pay for Performance) รายได้เฉลี่ย 8,000 - 10,000 บาท/เดือน
  • หน่วยบริการสุขภาพและท้องถิ่นร่วมวัดและประเมินผล
  • ทำสัญญาระหว่างแนวหน้าสุขภาพกับหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิโดยใช้เงินจากกองทุนสุขภาพท้องถิ่น (กปท.) หรือกองทุนฟื้นฟู
  • มีระเบียบรองรับชัดเจนที่จัดทำขึ้นร่วมกันระหว่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณสุข
  • สร้างระบบสนับสนุนการทำงาน: อสม. และแนวหน้าสุขภาพจะทำงานเชื่อมโยงกับหน่วยบริการปฐมภูมิ มีพี่เลี้ยง คู่มือการทำงาน สวัสดิการประกันความเสี่ยง ระเบียบคุ้มครองทางกฎหมาย ระบบข้อมูลดิจิทัล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • อสม. เป็น "แนวหน้าสุขภาพ" ที่มีประสิทธิภาพและมีค่าตอบแทนที่เหมาะสม
  • อสม. ทุกคนได้รับการ อบรมฟื้นฟูทักษะและประเมินสมรรถนะ
  • อสม. ได้รับ ค่าตอบแทนเพิ่มเติมจนมีรายได้เพียงพอ (ประมาณ 8,000 - 10,000 บาท/เดือน)
  • ป้องกันภาวะเปราะบางและพิการในชุมชน
  • ระบบสอบขึ้นทะเบียน อสม. เพื่อประกันคุณภาพ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • อสม.

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 11,000 ล้านบาทต่อปี
  • เฉพาะงบประมาณฝึกทักษะ 2,300 ล้านบาท
  • เฉพาะงบประมาณค่าตอบแทน 9,700 ล้านบาท/ปี

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • การทำสัญญาระหว่างแนวหน้าสุขภาพกับหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิโดยใช้เงินจากกองทุนสุขภาพท้องถิ่น (กปท.) หรือกองทุนฟื้นฟู
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาพัฒนาการของเด็กปฐมวัยหรือเด็กเล็กมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
  • ความยากจนและความเปราะบางของครัวเรือน: เด็ก 0-6 ขวบในประเทศไทย จำนวน 2 ใน 3 อาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีระดับรายได้น้อยที่สุด
  • ศักยภาพในการเลี้ยงดูและการลงทุนในเด็กต่ำอย่างมาก
  • เด็กมีโอกาสที่จะมีภาวะโภชนาการต่ำ (เช่น เตี้ย น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์) มากกว่าเด็กในครัวเรือนที่มีรายได้สูง
  • สวัสดิการเด็กเล็กที่ไม่เพียงพอและตกหล่น: งบสวัสดิการทั้งหมดของประเทศ มีสัดส่วนสำหรับเด็กเล็กเพียง 2.9% เท่านั้น
  • มีโครงการเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด (600 บาท/เดือน) แต่ยังต้องพิสูจน์ความจน
  • ในโครงการเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด พบว่าในกลุ่มรายได้ต่ำ 40% แรก ยังมีเด็กถึง 34% ที่ยังตกหล่น ไม่ได้รับเงินอุดหนุน

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอการปฏิรูประบบเงินอุดหนุนเด็กปฐมวัยให้เป็น แบบถ้วนหน้า (Universal)
  • เพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก 0-6 ขวบ เป็นแบบถ้วนหน้า 600 บาท/เดือน ให้ครอบคลุมตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ (5 เดือนในช่วงตั้งครรภ์) โดยมีเงื่อนไขให้มาฝากครรภ์ตามกำหนด
  • เพิ่มการอุดหนุนขึ้นในปีต่อๆ ไป จนเป็น 1,200 บาท/เดือน โดยมีเงื่อนไขจ่ายเงินอุดหนุนต่อเนื่องเมื่อนำเด็กเข้าสู่ระบบของรัฐในการคัดกรองและติดตามพัฒนาการ
  • ใช้มติคณะรัฐมนตรี
  • ปรับระเบียบกรมกิจการเด็กและเยาวชนว่าด้วยการจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ในประเด็นบทนิยามครัวเรือนรายได้น้อยและข้อกำหนดการจ่ายเงิน
  • สร้างระบบรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลพัฒนาการเด็กรายคนตั้งแต่ฝากครรภ์ กับหน่วยบริการต่าง ๆ เช่น การฝากครรภ์คุณภาพ การอบรมโรงเรียนพ่อแม่ การฉีดวัคซีนที่จำเป็น 11 ชนิด และตรวจร่างกายตามกำหนดเวลา การคัดกรองประเมินพัฒนาการเด็กครั้งสำคัญ 5 ช่วงวัย (9, 18, 30, 42, 60 เดือน)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

    • ได้รับเงินอุดหนุนเริ่มต้น 600 บาท
  • เงินอุดหนุนเพิ่มขึ้นแบบขั้นบันไดจนถึง 1,200 บาท
  • สร้างสวัสดิการที่ทั่วถึงเท่าเทียม
  • ลดความเหลื่อมล้ำ
  • เป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ในช่วงแรกของชีวิต
  • ได้รับเงินอุดหนุนครอบคลุมตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ (5 เดือนในช่วงตั้งครรภ์)
  • รัฐมีข้อมูลสุขภาพของเด็ก
  • เด็กเล็กหลุดพ้นจากความยากจน จำนวน 256,734 คน คิดเป็น 63% ของจำนวนเด็กเล็กที่ยากจนทั้งหมดในปัจจุบัน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครัวเรือนที่มีระดับรายได้น้อย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • เพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก 0-6 ขวบ เป็นแบบถ้วนหน้า 600 บาท/เดือน ในปีงบประมาณ 2570
  • เพิ่มการอุดหนุน ในปีต่อๆ ไป จนเป็น 1,200 บาท/เดือน* ในปี 2573

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • งบประมาณเริ่มต้น 23,000 ล้านบาท ในปี 2570
  • งบประมาณเพิ่มขึ้นเป็น 40,000 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2573

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ช่องว่างของระบบดูแลเด็ก: แม้ไทยจะมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กนับหมื่นแห่ง แต่ส่วนใหญ่รับเด็กอายุ 2 ขวบขึ้นไปและเปิด-ปิดตามเวลาราชการ ทำให้เด็กเล็กเพียง 3-12% เท่านั้นที่เข้าถึงระบบดูแลที่เป็นทางการ ขัดกับความต้องการจริงที่ครัวเรือนกว่า 40% ระบุต้องการใช้บริการดูแลเด็กจากภายนอก
  • กำแพงค่าใช้จ่าย: ค่าบริการดูแลเด็กทั่วไปอยู่ที่ 3,500-5,000 บาท/เดือน ขณะที่กว่า 70% ของครัวเรือนไทยมีกำลังจ่ายไม่เกิน 2,500 บาท ความไม่สมดุลนี้บีบให้ครอบครัวรายได้น้อยเข้าไม่ถึงบริการที่มีคุณภาพ
  • ผลกระทบต่อเด็กและโอกาสของผู้ปกครอง: ข้อมูลปี 2566 เด็กกว่า 42% ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ (มักฝากปู่ย่าตายายเลี้ยง) ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลให้พัฒนาการของเด็กล่าช้า โดยเฉพาะในครัวเรือนยากจน นอกจากนี้ แม่เลี้ยงเดี่ยวยังต้องเสียโอกาสในการทำงานเพราะออกมาเลี้ยงลูกเอง ทำให้เสียโอกาสในการหารายได้

จะทำอะไร (Action)

  • ตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กวัยอ่อน (4 เดือน - 2 ขวบ) โดยรับอุดหนุนงบลงทุนให้ท้องถิ่นดำเนินการ
  • เป้าหมายเริ่มต้นที่ 1,000 ศูนย์
  • ดูแลเด็กได้ 20,000-30,000 คน ใน 4 ปีแรก
  • ขยายเวลารับเลี้ยงเด็ก ทั้งศูนย์เลี้ยงเด็กและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ให้ครอบคลุมเวลาทำงานจริงมากขึ้น (ตั้งแต่ 7.00 - 18.00 น.) โดยเฉพาะในเขตเมืองหรืออุตสาหกรรม
  • แก้ระเบียบมหาดไทย เรื่องกรอบกำลังคนและการอุดหนุนการดำเนินการ (เช่น อาหารกลางวัน)
  • เพิ่มงบอุดหนุนเฉพาะกิจและงบอุดหนุนทั่วไปให้ท้องถิ่นสามารถดำเนินการศูนย์เลี้ยงเด็กต่ำกว่า 2 ขวบได้
  • สำรวจ ศพด. ที่มีศักยภาพและความต้องการ
  • คัดเลือกพื้นที่นำร่องดำเนินการ 100 แห่ง
  • ขยายเป็น 1,000 แห่ง ภายใน 4 ปี
  • กำหนดมาตรฐานความปลอดภัย สภาพแวดล้อม สิ่งอำนวยความสะดวก และคุณสมบัติผู้ดูแลเด็ก
  • จัดทำคู่มือและจัดการฝึกอบรม เพื่อขึ้นทะเบียนสถานเลี้ยงเด็กเอกชนที่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะศูนย์ดูแลเด็กขนาดเล็กในชุมชน
  • ประกาศกรมสรรพากรเพื่อให้สถานประกอบการที่จัดตั้งสถานเลี้ยงเด็กหรือห้องปั๊มนมในที่ทำงาน สามารถลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เด็กวัยอ่อน ให้เข้าถึงบริการที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง
  • ดูแลเด็กศูนย์ละประมาณ 20-30 คน
  • ได้รับอุดหนุนค่าดำเนินการ 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน
  • เวลารับเลี้ยงเด็ก ครอบคลุมเวลาทำงานจริงมากขึ้น (ตั้งแต่ 7.00 - 18.00 น.)
  • สถานประกอบการ สามารถลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เด็กวัยอ่อน (4 เดือน - 2 ขวบ)
  • ท้องถิ่น
  • ครอบครัวรายได้น้อย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ดูแลเด็กได้ 20,000-30,000 คน ภายใน 4 ปีแรก
  • สำรวจ ศพด. ที่มีศักยภาพและความต้องการ ภายใน 1 ปีแรก
  • คัดเลือกพื้นที่นำร่องดำเนินการ 100 แห่ง และขยายเป็น 1,000 แห่ง ภายใน 4 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • งบลงทุน 1,500 ล้านบาท (อุดหนุนเฉพาะกิจและงบอุดหนุนทั่วไปให้ท้องถิ่นสามารถดำเนินการศูนย์เลี้ยงเด็กต่ำกว่า 2 ขวบ)
  • งบดำเนินการ 1,500 ล้านบาทต่อปี (อุดหนุนเฉพาะกิจและงบอุดหนุนทั่วไปให้ท้องถิ่นสามารถดำเนินการศูนย์เลี้ยงเด็กต่ำกว่า 2 ขวบ)

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสิ่งจำเป็น: ครอบครัวที่ขาดแคลนรายได้ มักไม่มีเงินซื้อของใช้ที่จำเป็นต่อการส่งเสริมพัฒนาการและสุขอนามัย การขาดแคลนสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่แรกเริ่ม สร้างความเหลื่อมล้ำที่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กไปตลอดชีวิต
  • เช่น อุปกรณ์ส่งเสริมพัฒนาการ: ของเล่นกระตุ้นพัฒนาการ, หนังสือภาพ
  • เช่น อุปกรณ์ที่ช่วยให้พ่อแม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์: ขวดนม, อุปกรณ์ลดการติดเชื้อ, อุปกรณ์ทำความสะอาดหรือเตียงนอนที่ได้มาตรฐาน
  • ความช่วยเหลือทางการเงินไม่เพียงพอ: แม้ประเทศไทยจะมีเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด แต่ความช่วยเหลือนี้ ยังไม่เพียงพอ เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายจริงในขวบแรกของเด็กประมาณ 5,956 บาทต่อเดือน (ข้อมูลปี 2562) โดยผู้ปกครองต้องรับผิดชอบเองประมาณ 2,938 บาท
  • ขาดการรับประกันมาตรฐานขั้นต่ำของสิ่งจำเป็น (In-kind Support) เพื่อให้พ่อแม่มือใหม่สามารถเริ่มต้นการเลี้ยงดูลูกบนฐานคุณภาพที่เท่าเทียมกันตั้งแต่วันแรก

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอให้มี เครดิตเงินของขวัญแรกเกิด 3,000 บาท แก่เด็กแรกเกิดทุกคน
  • ให้ พ่อแม่สามารถใช้เครดิตดังกล่าว เพื่อซื้อสินค้าสำหรับพัฒนาการและดูแลสุขภาพเด็กได้ บนบนแพลตฟอร์มที่คัดสรรสินค้าที่ได้คุณภาพและตรงตามวัตถุประสงค์
  • สร้างแพลตฟอร์มสินค้าแม่และเด็กและกำหนดมาตรฐาน:
  • กำหนดมาตรฐานและประเภทสินค้าที่เข้าร่วมได้ เช่น อุปกรณ์ส่งเสริมการให้นม, ผ้าอ้อม, หนังสือเด็ก, ของเล่นเสริมพัฒนาการ, อุปกรณ์ตรวจวัดไข้
  • ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการทราบ และกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการ คุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า และราคา
  • สร้างระบบข้อมูลและติดตามผล: สร้างระบบ Data Analytics เพื่อวิเคราะห์รูปแบบการใช้จ่ายของผู้ปกครอง และเชื่อมโยงกับข้อมูลพัฒนาการเด็กจนถึงอายุ 6 ปีเป็นอย่างน้อย
  • เชื่อมโยงเข้ากับระบบบริการสุขภาพ: ประชาสัมพันธ์การเข้ารับสิทธิผ่านโรงพยาบาล รพ.สต. และโรงเรียนพ่อแม่

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างความเท่าเทียมในการเริ่มต้นชีวิตอย่างมีคุณภาพ
  • ตอบโจทย์เรื่องความยืดหยุ่นในการใช้จ่ายโดยยังคงควบคุมคุณภาพของสินค้าได้ (จาก แพลตฟอร์มที่คัดสรรสินค้าที่ได้คุณภาพและตรงตามวัตถุประสงค์)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เด็กแรกเกิด
  • ครอบครัวที่ขาดแคลนรายได้
  • พ่อแม่
  • ผู้ปกครอง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 1,200 ล้านบาทต่อปี สำหรับ กรอบงบประมาณ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษในปัจจุบันยังไม่สามารถให้บริการได้อย่างครอบคลุมและมีคุณภาพ ทำให้เด็กพิการจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึง "การศึกษาที่มีคุณภาพใกล้บ้าน" ตามสิทธิที่กฎหมายกำหนดได้จริง
  • ศูนย์ฯ จำนวนน้อย: ศูนย์การศึกษาพิเศษมีเพียงจังหวัดละ 1 แห่ง ทำให้ครอบครัวในพื้นที่ชนบทและห่างไกลไม่สามารถพาเด็กเข้ามารับบริการแบบไปกลับหรือประจำได้
  • บุคลากรไม่พอ โครงสร้างไม่พร้อม: ปัจจุบันครู 1 คน ต้องดูแลเด็กพิการกว่า 8 คน ซึ่งสูงกว่าอัตราที่เหมาะสมที่ควรอยู่ที่ 1:5 ขณะที่อาคารเรียนปัจจุบันไม่ได้ออกแบบสำหรับการเรียนรู้เฉพาะทาง เช่น ห้องฝึกพูด ห้องบำบัด ทำให้ศูนย์การศึกษาพิเศษต้องหางบประมาณมาปรับปรุงเอง รวมถึงยังขาดแคลนอุปกรณ์และสื่อการเรียนรู้เฉพาะด้าน
  • งบประมาณไม่สอดคล้องภารกิจจริง: ศูนย์การศึกษาพิเศษได้รับงบอุดหนุนรายหัวเพียง 4 หมวด ไม่ได้ค่าจัดการเรียนการสอนแบบโรงเรียน ทั้งที่เป็นบทบาทสำคัญของศูนย์ฯ และงบอุดหนุนเองไม่สอดคล้องกับภารกิจที่ซับซ้อนของการดูแลเด็กพิการที่มีความหลากหลาย

จะทำอะไร (Action)

  • ลงทุนขยายศูนย์และเพิ่มงบรายหัว: จัดสรรงบลงทุนรวมประมาณ 200 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงศูนย์ฯ ในทุกจังหวัด และขยายศูนย์ย่อยในอำเภอที่มีความพร้อม
  • เพิ่มจำนวนเด็กที่ดูแลได้จาก 9,300 คน เป็น 20,000 คน
  • ออก มติคณะรัฐมนตรี เพื่อปรับหลักเกณฑ์เงินอุดหนุนรายหัวสำหรับศูนย์การศึกษาพิเศษ ให้สามารถรับค่าจัดการเรียนการสอนเพิ่มได้
  • เพิ่มบุคลากรอีกประมาณ 2,000 ตำแหน่ง เพื่อให้ได้อัตราส่วน ที่เหมาะสมคือ 1:5
  • สนับสนุนการเรียนรวมในระดับอำเภอ: จัดตั้งงบอุดหนุนสำหรับโรงเรียนระดับอำเภอเพื่อให้จัดการเรียนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เพิ่มงบลงทุนปรับสภาพแวดล้อม สื่อการเรียนรู้ และเทคโนโลยีช่วยสอน
  • เพิ่มงบประมาณเพื่อพัฒนาศักยภาพครูให้สามารถจัดการเรียนการสอนแบบเรียนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เพิ่มงบจ้างบุคลากรสนับสนุนเฉพาะทาง เช่น ครูการศึกษาพิเศษ ผู้ช่วยครู นักกิจกรรมบำบัด และนักจิตวิทยา

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มครูพิเศษ 2,000 ตำแหน่ง
  • ยกระดับงบรายหัว
  • เด็กพิการ เข้าถึง "การศึกษาที่มีคุณภาพใกล้บ้าน" ตามสิทธิที่กฎหมายกำหนดได้จริง
  • เด็กพิการ ที่มีความยากลำบากด้านการเรียนรู้ การควบคุมพฤติกรรม และการจดจำ เข้าถึงการเรียนในศูนย์ฯ จาก 9,000 คนในปัจจุบัน เพิ่มเป็น 20,000 คน
  • ศูนย์การศึกษาพิเศษ สามารถรับค่าจัดการเรียนการสอนเพิ่มได้
  • โรงเรียนระดับอำเภอ จัดการเรียนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ครู สามารถจัดการเรียนการสอนแบบเรียนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • โรงเรียน สามารถรองรับผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษได้อย่างเหมาะสม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เด็กพิเศษ
  • เด็กพิการ
  • ครอบครัวในพื้นที่ชนบทและห่างไกล
  • ผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายใน 4 ปี (relating to เข้าถึงการเรียนในศูนย์ฯ จาก 9,000 คนในปัจจุบัน เพิ่มเป็น 20,000 คน)
  • ภายใน 4 ปี (relating to เพิ่มบุคลากรอีกประมาณ 2,000 ตำแหน่ง)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ประมาณ 200 ล้านบาท (งบลงทุนรวม เพื่อปรับปรุงศูนย์ฯ ในทุกจังหวัด และขยายศูนย์ย่อย)
  • ประมาณ 400 ล้านบาท (งบลงทุน เพื่อให้เด็กพิการเข้าถึงการเรียนในศูนย์ฯ เพิ่มเป็น 20,000 คน)
  • ปีละไม่เกิน 80 ล้านบาท (งบประมาณเพิ่มเติม สำหรับค่าจัดการเรียนการสอน)
  • ไม่เกินปีละ 500 ล้านบาท (งบประมาณเพิ่มขึ้น สำหรับเพิ่มบุคลากร)

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • งบอาหารกลางวันยังไม่สะท้อนต้นทุนจริงและมีความเหลื่อมล้ำในการจัดสรร โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็ก
  • เด็กไทย (6-14 ปี) ที่มี "ส่วนสูงและน้ำหนักตามเกณฑ์" ลดเหลือเพียงร้อยละ 55
  • เด็กที่มีภาวะเตี้ยและอ้วนพุ่งสูงขึ้นเกือบ 1 ใน 4 ของทั้งหมด สะท้อนถึงการได้รับสารอาหารที่ไม่สมดุล
  • เด็กไทยร้อยละ 28 ต้องอดอาหารอย่างน้อย 1 มื้อต่อสัปดาห์เพราะไม่มีเงินซื้อ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกเกือบ 4 เท่า
  • เด็กที่ได้รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำลดลง
  • งบรายหัวในปัจจุบันไม่สะท้อนต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้น หลายโรงเรียนไม่สามารถจัดเมนูที่มีสารอาหารครบถ้วนตามมาตรฐานได้จริง
  • เงินก้อนรวม จากงบรายหัว ที่ 36 บาท ไม่เพียงพอต่อค่าต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ขั้นต่ำในการบริหารจัดการ เช่น ค่าแก๊ส ค่าจ้างคนทำอาหาร ในโรงเรียนขนาดเล็ก

จะทำอะไร (Action)

  • เพิ่มงบอาหารโรงเรียน 1.6 หมื่นล้าน
  • เพิ่มงบประมาณเดือนละ 10,000 บาท เพื่อเป็นต้นทุนจ้างบุคลากรประกอบอาหารโดยเฉพาะ สำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก
  • ปรับการใช้งบอาหารกลางวันให้โรงเรียนสามารถจัดสรรได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่จำกัดแค่ "มื้อกลางวัน" แต่สามารถเพิ่มเติมให้ครอบคลุมถึง "มื้อเช้าและอาหารเสริม" ได้ตามบริบทของโรงเรียน
  • ออกมติ ครม. เพิ่มเงินรายหัวค่าอาหาร และแนวทางการบริหารจัดการงบประมาณค่าอาหารของโรงเรียนใหม่

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • แก้ปัญหาโภชนาการเด็กไทย
  • โรงเรียนเล็ก จ้างคนทำอาหาร ได้
  • โรงเรียน สามารถจัดเมนูที่มีสารอาหารครบถ้วนตามมาตรฐานได้จริง
  • โรงเรียนขนาดเล็ก มี เงินก้อนรวม เพียงพอต่อค่าต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ขั้นต่ำในการบริหารจัดการ
  • ครู ไม่ต้องจัดซื้อและทำอาหารเอง
  • โรงเรียนขนาดเล็ก มีบุคลากรประกอบอาหาร
  • โรงเรียน สามารถจัดสรรงบอาหารกลางวันได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น
  • โรงเรียน สามารถจัดอาหารให้ครอบคลุมถึง "มื้อเช้าและอาหารเสริม" ได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • นักเรียน
  • โรงเรียน
  • ครู

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 1.6 หมื่นล้าน

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบรายจ่ายประจำปี
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การเรียนรู้นอกห้องเรียนเป็นสิทธิพิเศษที่มีเพียงเด็กจากครอบครัวฐานะดีที่เข้าถึงได้
  • ความเหลื่อมล้ำของ "ต้นทุนการเรียนรู้": ครอบครัวรายได้น้อยต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทางการศึกษาสูงถึง 20% ของรายได้ ทำให้แทบไม่เหลือเงินสำหรับการซื้อหนังสือ หรือพาบุตรหลานไปแหล่งเรียนรู้
  • แหล่งเรียนรู้กระจุกตัว: เยาวชนไทยกว่า 40% ไม่เคยไปพิพิธภัณฑ์หรือหอศิลป์ โดยเฉพาะเด็กในต่างจังหวัดที่เผชิญกับข้อจำกัดทั้งด้านค่าเดินทางและระยะทาง เพราะแหล่งเรียนรู้ในประเทศไทยมีการกระจายตัวอย่างไม่ทั่วถึง กระจุกตัวในบางพื้นที่
  • ระบบการศึกษาที่ไม่ยืดหยุ่น: การศึกษาไทยยังไม่สามารถนำแนวคิดที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-Centric) มาปรับใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้ผู้เรียนขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้ด้วยตนเอง

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอ "คูปองเปิดโลกการเรียนรู้ 2,000 บาท/คน/ปี" เปลี่ยนการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐไปสู่มือผู้เรียนโดยตรง (Demand-side Financing)
  • ผู้เรียนสามารถใช้คูปองนี้กับกิจกรรมการเรียนรู้ที่ตนเองสนใจ เชื่อมโยงผลการเรียนรู้นอกห้องเรียนเข้ากับระบบการศึกษาแบบไร้รอยต่อ ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ
  • พัฒนา ระบบแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ เป็นแพลตฟอร์มกลาง
  • ดึงท้องถิ่นร่วมจัดการ ระดมผู้สนใจในการจัดหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย สนับสนุนให้ อบจ. และเทศบาล ออกแบบกิจกรรมที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมและโจทย์ของแต่ละพื้นที่
  • คัดกรองคุณภาพผู้ให้บริการ:เพื่อป้องกันผู้ให้บริการคุณภาพต่ำที่เข้ามาหาประโยชน์จากโครงการและรับประกันว่าเงินทุกบาทจะถูกใช้เพื่อคุณภาพการเรียนรู้จริง
  • กำหนดเกณฑ์และกลไกในการรับรองผู้ให้บริการและกิจกรรมที่เข้าร่วมโครงการ (เช่น สถาบันดนตรี, ศูนย์ฝึกอาชีพ, ค่ายวิชาการ)
  • จัดทำรายชื่อผู้ให้บริการและกิจกรรมที่ได้การรับรอง (Accredited Providers)
  • จัด "นิทรรศการการเรียนรู้สัญจร" ในประเด็นต่างๆ (เช่น ดาราศาสตร์, บอร์ดเกม, นิเวศวิทยา)
  • จัดทั่วประเทศประมาณ 2,000 ครั้ง/ปี เฉลี่ยอย่างน้อยอำเภอละ 2 ครั้ง/ปี
  • จัดทำระบบแนะนำคู่มือเลือกเรียนรู้ (Information Literacy) ให้แก่ผู้ปกครองและเยาวชนในกลุ่มที่ขาดโอกาส เพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์สูงสุด

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เยาวชนเลือกเรียนตามความสนใจ
  • เชื่อมโยงผลการเรียนรู้นอกห้องเรียนเข้ากับระบบการศึกษาแบบไร้รอยต่อ
  • ช่วยผู้เรียนตัดสินใจเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์สูงสุด

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครอบครัวรายได้น้อย
  • เยาวชนไทย
  • ผู้ปกครองและเยาวชนในกลุ่มที่ขาดโอกาส

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายในปีการศึกษา 2570 (เกี่ยวกับ Action)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 200 ล้านบาท

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหายาเสพติด
  • การแพร่ระบาดของยาเสพติด เช่น กรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประสบปัญหาการแพร่ระบาดน้ำต้มใบกระท่อม

จะทำอะไร (Action)

  • ให้ความช่วยเหลือและดูแลเด็กกำพร้า เด็กพิเศษ ตลอดจนเด็กที่เป็นบุตรของแรงงานข้ามชาติ
  • สร้างผู้นำเยาวชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนประชาธิปไตย
  • สนับสนุนให้มีการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่เยาวชน
  • แก้ไขปัญหายาเสพติดทั้งด้านการป้องกัน ปราบปราม บำบัด ฟื้นฟู
  • นำมาตรการที่สัมฤทธิ์ผลในการแก้ไขปัญหายาเสพติด รวมถึง ผลการวิจัยเกี่ยวกับตัวยาและสารเสพติดมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาให้สอดคล้องกับบริบทสังคมไทย
  • ส่งเสริมการนำระบบ “ยุติธรรมทางเลือก” มาใช้ในการแก้ปัญหาที่เอื้อต่อบทบาทของครอบครัว ผู้นำศาสนา และผู้นำชุมชน ในการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา
  • ใช้วิธีการแก้ไขแทนการลงโทษ
  • ใช้การกีฬาเพื่อเป็นกลไกในการบูรณาการเยาวชนกับระบบเศรษฐกิจ
  • ป้องกันและแก้ไขการแพร่ระบาดของยาเสพติด
  • สนับสนุนให้มี “สภาเยาวชน…” เพื่อเป็นเวทีให้เยาวชนได้เรียนรู้ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
  • ให้มีการฝึกอบรมเสวนาผ่าน “สถาบันพัฒนาประชาธิปไตย”
  • ทำความรู้จักและดูแลซึ่งกันและกัน
  • ส่งเสริมสนับสนุนให้มี “ศูนย์กีฬาประจำตำบล”
  • จัดตั้งศูนย์ศาสนบำบัดยาเสพติดครบวงจร

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เด็กและเยาวชน มีสิทธิในการอยู่รอด ได้รับการปกป้องคุ้มครอง และได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาตามศักยภาพในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
  • เด็กและเยาวชนซึ่งไม่มีผู้ดูแล ได้รับการเลี้ยงดูและการศึกษาอบรมที่เหมาะสมจากรัฐ
  • เยาวชน มีโอกาสทางเศรษฐกิจ
  • การแก้ไขปัญหายาเสพติด เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล
  • การกีฬา เป็นช่องทางในการสร้างงาน สร้างรายได้ เข้าสู่ชุมชนและสังคม
  • เยาวชน ได้เรียนรู้ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เด็กและเยาวชน
  • เด็กกำพร้า
  • เด็กพิเศษ
  • เด็กที่เป็นบุตรของแรงงานข้ามชาติ
  • ผู้นำเยาวชน
  • เด็กและเยาวชนที่ติดยาเสพติด

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ค่าใช้จ่ายแฝงสูงกว่าที่คิด: แม้การศึกษาเป็น “เรียนฟรี” แต่ผู้ปกครองยังแบกรับภาระค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ โดยเฉพาะครอบครัวรายได้น้อย
  • ความเหลื่อมล้ำต้นทุนชีวิตเด็ก: เด็กด้อยโอกาส เด็กโรงเรียนขนาดเล็ก หรือเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ต้องเผชิญต้นทุนชีวิตสูงกว่า แต่ได้รับการสนับสนุนเท่ากัน
  • ภาระตกกับครอบครัวมากเกินไป: การดูแลเรื่องอาหารและการเดินทางของเด็กยังไม่เชื่อมโยงกับชุมชน ทำให้ผู้ปกครองต้องรับภาระเอง

จะทำอะไร (Action)

ลดค่าใช้จ่ายแฝงการศึกษา พร้อมเชื่อมโรงเรียน–ชุมชนให้เติบโตไปด้วยกัน

  • เงินอุดหนุนขั้นบันได: ให้เด็กด้อยโอกาส เด็กโรงเรียนขนาดเล็ก และเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ได้รับเงินอุดหนุนมากกว่า เพื่อชดเชยต้นทุนชีวิตที่แตกต่างกัน
  • อาหารครบถ้วนเพื่อพัฒนาการ: เด็กได้รับสารอาหารครบทั้งมื้อเช้าและมื้อกลางวัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสมอง สุขภาพ และการเรียนรู้
  • ท้องถิ่นดูแลการเดินทาง: ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลรถรับส่งนักเรียน โดยรัฐสนับสนุนระบบข้อมูลเพื่อออกแบบเส้นทางที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
  • กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน: จ้างรถรับส่งในพื้นที่ และจัดซื้อวัตถุดิบอาหารจากชุมชนในราคาที่เป็นธรรม สร้างรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่น
  • จัดระเบียบค่าใช้จ่ายเด็กต่างด้าว: จัดการค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของเด็กต่างด้าวในลักษณะร่วมจ่ายกับผู้ปกครองอย่างเหมาะสม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดค่าใช้จ่ายแฝงการศึกษา
  • เด็กด้อยโอกาส เด็กโรงเรียนขนาดเล็ก และเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ได้รับเงินอุดหนุนมากกว่า เพื่อชดเชยต้นทุนชีวิตที่แตกต่างกัน
  • เด็กได้รับสารอาหารครบทั้งมื้อเช้าและมื้อกลางวัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสมอง สุขภาพ และการเรียนรู้
  • มี เส้นทางที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ (สำหรับการเดินทางของนักเรียน)
  • สร้างรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ปกครอง
  • ครอบครัวรายได้น้อย
  • เด็กด้อยโอกาส
  • เด็กโรงเรียนขนาดเล็ก
  • เด็กที่มีความต้องการพิเศษ
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • ชุมชน
  • ท้องถิ่น
  • เด็กต่างด้าว

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • รายได้ไม่พอกับค่าครองชีพจริง: ผู้พิการจำนวนมากต้องดำรงชีวิตด้วยเบี้ยยังชีพในระดับต่ำ ขณะที่มีค่าใช้จ่ายจำเป็นสูงกว่าคนทั่วไป ทั้งค่ารักษา อุปกรณ์ช่วยเหลือ และค่าเดินทาง
  • ผู้พิการเด็กและเยาวชนเริ่มต้นชีวิตอย่างเสียเปรียบ: ครอบครัวต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายตั้งแต่วัยเด็ก ส่งผลต่อโอกาสด้านการศึกษา สุขภาพ และพัฒนาการระยะยาว
  • ขาดการสนับสนุนเพื่อพึ่งพาตนเอง: การเข้าถึงบริการฟื้นฟู อุปกรณ์ช่วยการเคลื่อนไหว และการฝึกอาชีพยังไม่ทั่วถึง ทำให้ผู้พิการจำนวนมากไม่สามารถมีรายได้หรืออาชีพที่มั่นคง

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับสวัสดิการผู้พิการจาก “การช่วยเหลือขั้นต่ำ” เป็น “การสร้างคุณภาพชีวิตและความสามารถในการพึ่งพาตนเอง”
  • เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้พิการเป็นสองเท่า
  • ดูแลผู้พิการเด็กเป็นพิเศษ
  • เพิ่มเบี้ยยังชีพ สำหรับ ผู้พิการอายุต่ำกว่า 18 ปี
  • จัดให้มีบริการฟื้นฟูความพิการ และอุปกรณ์ช่วยการเคลื่อนไหว
  • สนับสนุนโครงการฝึกอบรมเพื่อการมีอาชีพ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เบี้ยยังชีพผู้พิการ จาก 800 บาทต่อเดือนเป็น 1,600 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและภาระค่าใช้จ่ายจริง
  • เบี้ยยังชีพผู้พิการอายุต่ำกว่า 18 ปี จาก 1,000 บาทเป็น 2,000 บาทต่อเดือน เพื่อสนับสนุนพัฒนาการตั้งแต่ต้น
  • บริการฟื้นฟูความพิการ และอุปกรณ์ช่วยการเคลื่อนไหว อย่างทั่วถึง ลดอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวัน
  • ผู้พิการ สามารถทำงาน มีรายได้ และพึ่งพาตนเองได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้พิการ
  • ผู้พิการอายุต่ำกว่า 18 ปี

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ค่าใช้จ่ายช่วงแรกเกิดสูงและกระทบครอบครัว: ครอบครัวจำนวนมาก โดยเฉพาะแม่มือใหม่ ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายตั้งแต่แรกเกิด ทั้งค่าเลี้ยงดู สุขภาพ และการดูแลเด็ก ในช่วงที่รายได้ลดลง
  • แม่ต้องเลือกระหว่างงานกับการดูแลลูก: เวลาลาคลอดไม่เพียงพอ และการขาดระบบดูแลเด็กเล็ก ทำให้แม่จำนวนมากต้องออกจากงานหรือเสียโอกาสทางอาชีพ
  • เด็กขาดโอกาสตั้งต้นที่เท่าเทียม: เด็กไทยจำนวนมากเริ่มชีวิตโดยไม่มีเงินออมหรือการสนับสนุนระยะยาว ส่งผลต่อคุณภาพทุนมนุษย์ในอนาคต ท่ามกลางสังคมสูงวัยที่มีวัยทำงานลดลง

จะทำอะไร (Action)

ดูแลแม่และเด็กแบบครบวงจร ตั้งแต่แรกเกิดถึงวัยเริ่มต้นชีวิต เพื่อสร้างประชากรคุณภาพและความมั่นคงของครอบครัว

  • เงินของขวัญเด็กแรกเกิด เพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายช่วงเริ่มต้น
  • เงินอุดหนุนแม่และเด็กแบบถ้วนหน้า
  • เงินออมแรกเกิดระยะยาว
  • ขยายสิทธิลาคลอด เพื่อให้ครอบครัวมีเวลาร่วมกันในช่วงสำคัญ
  • ศูนย์ดูแลเด็กเล็กใกล้ที่ทำงานและชุมชน โดยให้แรงจูงใจผ่านการลดภาษีแก่สถานประกอบการ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เงินของขวัญเด็กแรกเกิด คนละ 5,000 บาท
  • เงินอุดหนุนแม่และเด็กแบบถ้วนหน้า เดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 12 เดือน ตั้งแต่รับใบสูติบัตร เงินเข้าบัญชีที่ผูกกับเลขบัตรประชาชนโดยตรง
  • เงินออมเด็กไทยทุกคน เดือนละ 500 บาท ตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 18 ปี พร้อมเงินเพิ่มพิเศษทุก 5 ปี ครั้งละ 10,000 บาท หากไม่ถอนเงิน
  • มารดาลาคลอดได้ 6 เดือน และบิดาลาคลอดได้ 1 เดือน
  • ศูนย์ดูแลเด็กอายุ 3 เดือน–3 ขวบ ในสถานประกอบการและชุมชน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครอบครัว
  • เด็กแรกเกิด - 18 ปี
  • มารดา
  • บิดา
  • สถานประกอบการและชุมชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพยังกระจุกตัวในเมืองใหญ่
  • เด็กต่างจังหวัดจำนวนมากเก่ง เรียนดี แต่ไม่มีทุนและไม่มีโอกาสแข่งขันได้โชว์ศักยภาพ
  • ระบบการศึกษาไทยยังมีช่องว่างระหว่างเด็กเก่งแต่จน กับเด็กที่มีฐานะพร้อมกว่า
  • เราขาดแรงงานระดับโลกที่สามารถดึงดูดการลงทุนและยกระดับความสามารถประเทศไทย
  • เราขาดบุคลากรคุณภาพในสาขาวิชาที่โลกกำลังให้ความสนใจ เช่น STEM, AI, Health, Global Business, Creative Economy
  • การพัฒนาคนไม่เชื่อมกับการพัฒนาศักยภาพท้องถิ่น
  • พื้นที่ชนบทขาดบุคลากรคุณภาพ ทั้งครู แพทย์ วิศวกร นักบริหารท้องถิ่น และนักเทคโนโลยี
  • คนที่เรียนเก่งมักย้ายเข้าสู่เมือง ทำให้ต่างจังหวัดเติบโตช้ากว่าอย่างต่อเนื่อง

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างโอกาสให้ “เด็กเรียนดีแต่ขาดโอกาส” ด้วยข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ 2,400 ทุนต่อปี
  • 1,200 ทุน สำหรับเรียนต่อมัธยมปลายในประเทศ
  • 1,100 ทุน สำหรับเรียนต่อมหาวิทยาลัยในประเทศ
  • 100 ทุน สำหรับเรียนเรียนต่อต่างประเทศ
  • เลือกผู้สมัครด้วยเกณฑ์โปร่งใส ด้วยความสามารถทางการเรียน
  • หลังเรียนจบ ผู้ได้รับทุนจะกลับมาทำงานในพื้นที่เดิมหรือสาขาที่ประเทศต้องการ
  • รัฐให้การสนับสนุนตำแหน่งงานและเส้นทางอาชีพในภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น
  • จัดโปรแกรมเสริม เช่น ภาษาอังกฤษ เทคโนโลยี การเป็นผู้นำ Global Mindset
  • เชื่อม ODOS กับระบบเศรษฐกิจใหม่ของจังหวัด ให้เด็กทุนทำโครงงานพัฒนาท้องถิ่น
  • จับคู่กับสาขาที่จังหวัดต้องการ เช่น แพทย์ โรงเรียน วิศวกรเกษตร ดิจิทัล เทคโนโลยีท่องเที่ยว
  • ฝึกงานกับภาคเอกชนและองค์กรนานาชาติ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เด็กเก่งทุกอำเภอทั่วประเทศมีโอกาสเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำ
  • ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาลดลงอย่างเป็นรูปธรรม
  • เด็กในชนบทมีโอกาสเท่าเด็กในเมือง
  • ผู้ได้รับทุนกลับมาพัฒนาบ้านเกิด ช่วยยกระดับเศรษฐกิจฐานราก อุตสาหกรรม และบริการสาธารณะในทุกจังหวัด

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • นักเรียน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ
  • ผลักดันให้มีการใช้มาตรการทางกฎหมายในการจัดระบบสวัสดิการประชาชน
  • เสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว
  • ส่งเสริมและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคม วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิม ตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวนทั้งนี้ เท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือสุขภาพอนามัย
  • ประชาชนมีที่อยู่อาศัยที่ดินทำกินอย่างเหมาะสม
  • ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรงและมีจิตใจเข้มแข็ง
  • พลเมืองมีคุณภาพและความสามารถสูงขึ้น
  • เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาสสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ
  • ประชาชน
  • เยาวชน
  • สตรี
  • ผู้สูงอายุ
  • คนพิการ
  • ผู้ยากไร้
  • ผู้ด้อยโอกาส

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ภูมิใจไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • แม้ประเทศไทยจะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่ยังไม่ใช่การเรียนฟรีที่แท้จริง
  • ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังคงปรากฎให้เห็นอยู่
  • พบว่ามีเด็กกว่า 1 ล้านคน ถูกผลักออกจากระบบการศึกษา

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอนโยบาย “การศึกษาเท่าเทียม พลัส”
  • สร้างแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ฟรี รวมคลังความรู้ครอบคลุมการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึงมหาวิทยาลัย และวัยทำงาน
  • ดึงดูดบริษัทเอกชน บริษัทจะเป็นผู้เขียนหลักสูตรวิชาที่มีเนื้อหาตรงกับตำแหน่งงานที่บริษัทต้องการรับสมัคร บริษัทจะนำหลักสูตรวิชาดังกล่าวบรรจุในแพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์
  • เปิดโอกาสให้เด็กไทย ได้เรียนรู้ในหลากหลายสาขาวิชา เมื่อเก็บเครดิตครบตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด จะมีการออกปริญญาบัตรให้

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ทำให้การเรียนฟรีมีจริง
  • เรียนฟรีมีงานทำ
  • เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา
  • ทำให้แรงงานสามารถพัฒนาความรู้ ความสามารถให้ตรงกับความต้องการทางการตลาดได้
  • ลดอัตราการว่างงาน
  • เพิ่มโอกาสการเข้าทำงานมากยิ่งขึ้น
  • เปิดโอกาสให้เด็กไทย ได้เรียนรู้ในหลากหลายสาขาวิชา
  • จะมีการออกปริญญาบัตรให้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนไทย
  • ผู้ที่อยู่ในระดับอนุบาล จนถึงมหาวิทยาลัย และวัยทำงาน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ