ประเด็น

สังคมสูงวัยและผู้พิการ

มี 29 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
  • หลังจาก กกต. เปิดเผยเอกสารนโยบาย (ณ วันที่ 26 ม.ค. 2569) ทีมงานได้อัปเดตข้อมูลงบประมาณและแหล่งที่มาของงบประมาณที่ตรงกันระหว่างเอกสารนโยบายและเว็บไซต์พรรค โดยแสดงด้วยตัวอักษรสีเขียว
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • คนพิการมีรายได้ต่ำ
  • คนพิการขาดโอกาสในการจ้างงาน
  • คนพิการร่วม 7 แสนคนมีปัญหาในการดูแลตนเอง
  • ขาดแคลนล่ามภาษามือ
  • ขาดอุปกรณ์และเครื่องมือช่วยคนพิการ

จะทำอะไร (Action)

  • เพิ่มเบี้ยยังชีพคนพิการ 3,000 บาท/เดือน (เดิม = 800-1,000 บาท)
  • เพิ่มการจ้างงานคนพิการ 60,000 คน ใน 3 ปี
  • เพิ่มผู้ดูแลคนพิการ 60,000 คน ใน 3 ปี
  • เพิ่มล่ามภาษามือ
  • เพิ่มงบประมาณจัดซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือช่วยคนพิการ
  • ส่งเสริมให้มีการจัดตั้งกองทุนสงเคราะห์คนพิการ
  • จัดสรรงบประมาณเงินช่วยเหลือการปรับปรุงบ้านเรือน
  • สนับสนุนทุนการศึกษาของคนพิการ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เบี้ยยังชีพคนพิการ 3,000 บาท/เดือน
  • มีการจ้างงานคนพิการ 60,000 คน
  • มีคนพิการได้รับการดูแล
  • มีอุปกรณ์และกลไกช่วยคนพิการเพิ่มขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนพิการ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายใน 3 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 1.6) ว่า '90,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 1.6) ว่า

  • 'งบประมาณแผ่นดิน'
  • 'ปรับโครงสร้างงบประมาณแผ่นดินประจำปีมาดำเนินการตามนโยบาย'
ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • คนแก่ไทยส่วนใหญ่ 'แก่ก่อนรวย' คือมีฐานะยากจน และสุขภาพไม่ดี
  • ประเทศไทยเต็มไปด้วยคนแก่ที่ยากจน และสุขภาพไม่ดี
  • ปัญหาคนในวัยทำงานลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • รัฐต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากไปกับการดูแลรักษาพยาบาลผู้สูงวัย

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างนโยบายบำนาญประชาชน ให้เป็นสวัสดิการที่รัฐให้กับประชาชนเพื่อเป็นหลักประกันรายได้ของผู้สูงอายุในวัยเกษียณ
  • ผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 60 ปี ที่มีรายได้ไม่พอยังชีพจะได้รับ "บำนาญประชาชน" คนละ 3,000 บาท ต่อเดือน
  • ผู้รับบำนาญ 3,000 บาท ต้องเข้าโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพ ที่ศูนย์สร้างสุขภาพใกล้บ้าน
  • ให้ความรู้ Re-skill, Up-skill ให้ผู้สูงอายุใช้ในการดูแลสุขภาพตัวเอง และใช้ในการทำมาหากิน
  • สร้างสังคมผู้สูงวัยที่มีคุณค่า ไร้ข้อจำกัดในเรื่องวัยทำงาน
  • เปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยที่มีสุขภาพที่ดีทุกคนได้มีโอกาสได้ทำงานในงานที่เหมาะสมกับลักษณะความถนัดและประสบการณ์ของตน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้สูงวัยมีรายได้เพียงพอต่อการยังชีพเดือนละ 3,000 วันละ 100 บาท พออยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี
  • ผู้สูงอายุมีสุขภาพดีกลับมาทำงานได้
  • ลดภาระลูกหลานในการดูแลผู้สูงอายุ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้สูงอายุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 1.4) ว่า '260,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 1.4) ว่า

  • 'งบประมาณแผ่นดิน'
  • 'ปรับโครงสร้างงบประมาณแผ่นดินประจำปีมาดำเนินการตามนโยบาย'
  • 'โยกงบประมาณเบี้ยผู้สูงอายุ 80,000 ล้านบาท มารวมไว้ที่นี่'
  • 'มาตรการส่งเสริมให้ SMEs เข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มประมาณ 180,000 ล้านบาท'
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โจทย์ทางสุขภาพของประเทศไทยในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น สังคมสูงวัยและโรคเรื้อรัง ทำให้ อสม. ระบบเดิมไม่สามารถรับมือได้อย่างเต็มที่
  • โครงสร้าง อสม. ปัจจุบันยังขาดความพร้อมต่อการรับมือความท้าทายด้านสุขภาพของคนไทยใน 2 ด้านหลัก
  • ทักษะไม่สอดคล้องกับโจทย์สุขภาพที่ซับซ้อน: อสม. ประมาณร้อยละ 40 อยู่ในวัยผู้สูงอายุ และมีสัดส่วนเกินครึ่งที่สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้น ในขณะที่โจทย์สุขภาพชุมชนใหม่ ๆ ต้องการความรู้ ทักษะ และเวลาปฏิบัติงานที่เพิ่มขึ้น เช่น การดูแลพัฒนาการแม่และเด็ก, การส่งเสริมสุขภาพจิต, การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยติดเตียง, การป้องกันโรคในกลุ่มแรงงานต่างด้าว, และการรับมือภัยพิบัติสาธารณสุข
  • ความจำเป็นในการสร้างความเป็นมืออาชีพ: เพื่อให้ชุมชนมีกำลังคนที่มีศักยภาพพอในการรับมือกับโจทย์สุขภาพข้างต้น จึงจำเป็นที่ระบบสาธารณสุขต้องปรับรูปแบบการเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ รูปแบบการปฏิบัติงาน และระบบค่าตอบแทนที่เป็นมืออาชีพ มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรมมากขึ้น

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับภารกิจ อสม. ให้โฟกัสงาน 3 ด้านที่ตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพในพื้นที่
  • การสร้างเสริมสุขภาพด้วยดิจิทัล: ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและอุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพในการสร้างเสริมสุขภาพ คัดกรองโรค และเชื่อมต่อบริการการแพทย์ทางไกล (Telemedicine)
  • การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค: เน้นการป้องกันโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตามบริบทของชุมชน
  • การป้องกันและรับมือภัยพิบัติ: เตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วม โรคระบาด หรือเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขในพื้นที่
  • อสม. ทุกคนจะได้รับการอบรมฟื้นฟูทักษะและประเมินสมรรถนะทุก 3 ปี
  • ยกระดับ "อสม.ขั้นเชี่ยวชาญ": ยกระดับ อสม. จำนวน 100,000 คน ให้เป็น อสม.ขั้นเชี่ยวชาญ หรือแนวหน้าสุขภาพ
  • สร้างเสริมสุขภาพอนามัยแม่และเด็ก: ดูแลเป็นเพื่อนแม่ตั้งแต่ตั้งครรภ์ คลอด จนกระทั่งเด็กอายุ 6 ขวบ
  • สร้างเสริมสุขภาพจิต: เป็น "เพื่อนใจ" สมาชิกในชุมชน, คัดกรองซึมเศร้า
  • สร้างเสริมและสนับสนุนงานฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์: ช่วยนักกายภาพบำบัดดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง, ปรับสภาพบ้าน, ช่วยเหลือคนพิการ
  • สร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ: ให้คำปรึกษาเรื่องท้องไม่พร้อมและป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในโรงเรียน สถานที่ทำงาน และชุมชน
  • สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในพื้นที่แรงงานเพื่อนบ้าน: ให้คำแนะนำตรวจสุขภาพ/วัคซีน, ช่วยสื่อสารและแปลภาษา, ป้องกันโรคระบาด, แนะนำสิทธิเข้าถึงบริการสุขภาพ
  • จัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, กองทุนสุขภาพ และกระทรวงมหาดไทย เพื่อออก ระเบียบรองรับสถานะ ค่าตอบแทน และภารกิจใหม่ ของ อสม. และแนวหน้าสุขภาพ
  • กำหนดมาตรฐานการฝึกอบรมและประเมิน:
  • จัดทำทีมวิทยากรประจำหลักสูตร
  • จัดทำระบบสอบขึ้นทะเบียน อสม.พื้นฐาน และ อสม.เชี่ยวชาญ พร้อมระบบ ต่ออายุทุก 3 ปี เพื่อประกันคุณภาพ
  • ระบบค่าตอบแทนแบบ Pay for Performance:
  • ปรับระบบค่าตอบแทนแนวหน้าสุขภาพให้มีลักษณะ จ่ายตามภาระงานจริง (Pay for Performance) รายได้เฉลี่ย 8,000 - 10,000 บาท/เดือน
  • หน่วยบริการสุขภาพและท้องถิ่นร่วมวัดและประเมินผล
  • ทำสัญญาระหว่างแนวหน้าสุขภาพกับหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิโดยใช้เงินจากกองทุนสุขภาพท้องถิ่น (กปท.) หรือกองทุนฟื้นฟู
  • มีระเบียบรองรับชัดเจนที่จัดทำขึ้นร่วมกันระหว่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณสุข
  • สร้างระบบสนับสนุนการทำงาน: อสม. และแนวหน้าสุขภาพจะทำงานเชื่อมโยงกับหน่วยบริการปฐมภูมิ มีพี่เลี้ยง คู่มือการทำงาน สวัสดิการประกันความเสี่ยง ระเบียบคุ้มครองทางกฎหมาย ระบบข้อมูลดิจิทัล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • อสม. เป็น "แนวหน้าสุขภาพ" ที่มีประสิทธิภาพและมีค่าตอบแทนที่เหมาะสม
  • อสม. ทุกคนได้รับการ อบรมฟื้นฟูทักษะและประเมินสมรรถนะ
  • อสม. ได้รับ ค่าตอบแทนเพิ่มเติมจนมีรายได้เพียงพอ (ประมาณ 8,000 - 10,000 บาท/เดือน)
  • ป้องกันภาวะเปราะบางและพิการในชุมชน
  • ระบบสอบขึ้นทะเบียน อสม. เพื่อประกันคุณภาพ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • อสม.

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 11,000 ล้านบาทต่อปี
  • เฉพาะงบประมาณฝึกทักษะ 2,300 ล้านบาท
  • เฉพาะงบประมาณค่าตอบแทน 9,700 ล้านบาท/ปี

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 1.2) ว่า '45,000 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • การทำสัญญาระหว่างแนวหน้าสุขภาพกับหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิโดยใช้เงินจากกองทุนสุขภาพท้องถิ่น (กปท.) หรือกองทุนฟื้นฟู

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 1.2) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัยระดับลึก" อย่างรวดเร็ว
  • คาดว่าจำนวนผู้สูงอายุจะเป็นร้อยละ 30 ของประชากรใน 10–20 ปีข้างหน้า
  • การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรนี้ส่งผลให้ความต้องการระบบการดูแลระยะยาว (Long Term Care: LTC) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • ผู้สูงอายุจำนวนมากเข้าสู่ ภาวะพึ่งพิง ทั้งจากโรค NCDs และความเสื่อมของร่างกาย แต่ระบบปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมและขาดความยืดหยุ่น
  • ระบบ LTC ในปัจจุบันยังยึดติดกับการมีครอบครัวเป็นผู้ดูแลหลัก ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่ครอบครัวมีขนาดเล็กลง และผู้สูงอายุจำนวนมากต้องดูแลตัวเองหรือพึ่งพิงคนเพียงคนเดียว
  • บริการที่เข้าถึงได้จริงยัง ต่ำกว่ามาตรฐาน ทั้งในด้านจำนวนครั้งและระยะเวลาที่ควรได้รับการดูแล ขณะที่บริการเฉพาะทางที่จำเป็น (เช่น การทำแผล การใส่สายสวนปัสสาวะ) ยังขาดแคลน
  • งบ LTC ที่จัดสรรเป็นรายหัวปัจจุบัน ตกเดือนละไม่ถึงหนึ่งพันบาท ต่อผู้ป่วย ทำให้ต้องเฉลี่ยจ่ายระหว่างค่าจ้างผู้ดูแลอาสาสมัคร (CG) และค่าวัสดุทางการแพทย์ ส่งผลให้บริการไม่ทั่วถึง
  • ผู้ดูแลอาสาสมัครได้รับค่าตอบแทนต่ำและไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถให้บริการได้เต็มประสิทธิภาพ
  • ไม่มีฐานข้อมูลกลางและเจ้าภาพที่ชัดเจน ในการจัดการอุปกรณ์สำหรับผู้ป่วยพึ่งพิง (เช่น เตียงลม เครื่องช่วยหายใจ) ทำให้ประชาชนไม่รู้ช่องทางการขอ และท้องถิ่นไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จะทำอะไร (Action)

  • เพิ่มระบบสวัสดิการผู้ป่วยพึ่งพิงระยะยาวที่มีความยืดหยุ่น
  • ให้ผู้ป่วยภาวะพึ่งพิงสามารถ ตัดสินใจเลือกรูปแบบบริการได้เอง โดยมีรูปแบบบริการให้เลือก ดังนี้:
  • บริการที่บ้าน (Home Care): เช่น 16 ชั่วโมง/สัปดาห์
  • บริการที่ศูนย์ (Daycare center): เข้ารับบริการที่ศูนย์ Daycare ที่ อปท., ชุมชน หรือเอกชนจัดตั้ง
  • สถานดูแลระยะยาว (Residential Care): เข้ารับบริการประจำที่สถานดูแลผู้ป่วยพึ่งพิงระยะยาว
  • ให้ผู้ป่วยสามารถขอเปลี่ยนสิทธิในการรับบริการเป็น เงินสนับสนุน สำหรับผู้ดูแลภายในครอบครัวที่ผ่านการฝึกอบรมตามมาตรฐาน
  • เปลี่ยนจากการบริหารงบประมาณแบบเดิมของ สปสช. มาเป็นการให้ผู้ป่วยพึ่งพิง ตัดสินใจเลือกใช้เงินได้เองตามสิทธิ เสมือนเป็นเครดิตที่ผู้ป่วยเลือกการให้บริการที่เหมาะสมกับตัวเองได้ (Patient Vouchers/Credits)
  • กำหนดเพดานงบประมาณที่ผู้ป่วยแต่ละคนจะได้รับสนับสนุน แบ่งตามระดับความพึ่งพิงที่ถูกประเมินและจัด Care Plan
  • กลุ่มผู้ป่วยพึ่งพิงติดบ้าน: ได้รับบริการสูงสุด 8 ชั่วโมง/สัปดาห์ (อัตรา 60 บาท/ชั่วโมง) และอุปกรณ์สูงสุด 1,500 บาท/คน/เดือน
  • กลุ่มผู้ป่วยพึ่งพิงติดเตียง: ได้รับบริการสูงสุด 16 ชั่วโมง/สัปดาห์ (อัตรา 120 บาท/ชั่วโมง) และอุปกรณ์สูงสุด 2,000 บาท/คน/เดือน
  • รัฐบาลจะสมทบงบประมาณในการพัฒนาอุปกรณ์และซ่อมบำรุงอุปกรณ์ของศูนย์และธนาคารฯ ที่ขึ้นทะเบียน โดยได้รับความร่วมมือจาก สถาบันอาชีวศึกษาทั่วประเทศ
  • พัฒนาผู้ดูแลจากอาสาเป็นอาชีพ: จัดระบบการฝึกอบรมผู้ดูแลผู้ป่วยติดบ้าน/ติดเตียง ให้ได้ มาตรฐาน และเป็น ฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน
  • พัฒนาระบบธนาคารอุปกรณ์การแพทย์: พัฒนาระบบ ศูนย์หรือธนาคารสำหรับการยืมและคืนอุปกรณ์ สำหรับผู้ป่วยพึ่งพิงระยะยาว โดยสนับสนุนบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และมีระบบข้อมูลการยืม-คืนที่เชื่อมโยงกัน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดการพึ่งพิงครอบครัวเพียงอย่างเดียว
  • มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการดูแลระยะยาวที่ครอบคลุมทุกพื้นที่
  • ผู้ป่วยภาวะพึ่งพิงสามารถ ตัดสินใจเลือกรูปแบบบริการได้เอง มีรูปแบบบริการให้เลือก ได้แก่ บริการที่บ้าน, บริการที่ศูนย์, สถานดูแลระยะยาว
  • ผู้ป่วยสามารถขอเปลี่ยนสิทธิในการรับบริการเป็น เงินสนับสนุน สำหรับผู้ดูแลภายในครอบครัว
  • ผู้ดูแลจากอาสาเป็นอาชีพ
  • มีงานที่มีคุณภาพและมั่นคง สำหรับผู้ดูแล
  • มีระบบการฝึกอบรมผู้ดูแลผู้ป่วยติดบ้าน/ติดเตียง ที่ได้ มาตรฐาน และเป็น ฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน
  • มีระบบ ศูนย์หรือธนาคารสำหรับการยืมและคืนอุปกรณ์ สำหรับผู้ป่วยพึ่งพิงระยะยาว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้ป่วยระยะยาว (Long Term Care)
  • ผู้ป่วยภาวะพึ่งพิง
  • ผู้ดูแลผู้ป่วยติดบ้าน/ติดเตียง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • คาดว่าต้องใช้งบประมาณ 40,000 ล้านบาท ในปี 2569

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 1.2) ว่า '45,000 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 1.2) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ภาคการเกษตรของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ นั่นคือการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ของประชากรภาคเกษตร
  • แรงงานหนุ่มสาวหลั่งไหลออกจากภาคการผลิต ในขณะที่ผู้ที่ยังคงทำการเกษตรอยู่ก็มีอายุมากขึ้นเรื่อยๆ การทำเกษตรแบบดั้งเดิมที่ใช้แรงงานเข้มข้นจึงไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป
  • เครื่องจักรกลการเกษตรหลายชนิดมีราคาแพง เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถเข้าถึงได้ หรือซื้อมาแล้วใช้งานไม่คุ้มค่า (Underutilized) ใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
  • การขาดแคลนเครื่องจักรและแรงงาน นำไปสู่การแก้ปัญหาที่ผิดวิธี เช่น "การเผา" ตอซังหรือเศษวัสดุทางการเกษตรเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งง่ายและประหยัดกว่าการจ้างแรงงานหรือใช้เครื่องจักรไถกลบ

จะทำอะไร (Action)

  • สนับสนุนเครื่องจักรเพื่อลดการเผา จะถูกผนวกรวมอยู่ใน "นโยบายจัดการดินและปุ๋ย"
  • เกษตรกรจะได้รับการสนับสนุนเบื้องต้นในอัตรา 250 บาทต่อไร่ สำหรับการจัดการแปลงโดยไม่เผา ซึ่งสามารถนำไปใช้จ้างบริการรถไถหรือเครื่องจักรได้
  • รัฐบาลจะจัดเตรียมงบประมาณสำหรับ (ก) การฝึกอบรมทักษะ (ข) สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ (ค) การค้ำประกันสินเชื่อ และ (ง) ระบบการขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการ
  • รัฐจะจัดตั้งงบประมาณสำหรับโครงการ "รับหมุนเวียนเครื่องจักร" ที่ใช้งานน้อยในพื้นที่หนึ่ง ไปสู่พื้นที่ที่ขาดแคนหรือมีความเหมาะสมมากกว่า
  • สนับสนุนงบค่าซ่อมบำรุงและฝึกอบรมการใช้งานร่วมกับผู้ให้บริการรุ่นใหม่
  • พิจารณาแก้ไขอัตราภาษีนำเข้าสำหรับชิ้นส่วนอุปกรณ์
  • ลดหย่อนภาษีสำหรับเครื่องจักรประเภทที่ขาดแคน
  • ให้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับการวิจัยและพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตร
  • จัดสรรงบประมาณส่วนแรก 250 บาท/ไร่ ลงสู่เกษตรกรผ่านโครงการจัดการดิน
  • เปิดรับสมัครเกษตรกรรุ่นใหม่และผู้สนใจ เข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะเป็นผู้ให้บริการเครื่องจักรกล
  • ฝึกอบรมเทคนิคการซ่อมและการบริหารจัดการธุรกิจ
  • ผู้ผ่านการอบรมยื่นขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินของรัฐ (เช่น ธ.ก.ส.) โดยมี บสย. ค้ำประกัน เพื่อจัดหาโดรน รถเกี่ยว หรือเครื่องจักรสมัยใหม่
  • หน่วยงานเกษตรในพื้นที่สำรวจเครื่องจักรเก่าของกลุ่มเกษตรกร ทำทะเบียนประวัติ
  • จัดสรรงบซ่อมแซมเพื่อนำกลับมาให้บริการ หรือโอนย้ายไปยังกลุ่มที่มีความพร้อม
  • ภาครัฐประกาศรายการเครื่องจักรเป้าหมายที่ต้องการส่งเสริมการวิจัย (เช่น รถเก็บผลไม้)
  • กำหนดมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับภาคเอกชนที่ลงทุนวิจัย

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดต้นทุน
  • แก้ปัญหาสังคมเกษตรสูงวัย
  • หยุดวงจรการเผา
  • เครื่องจักร กลับมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุด
  • เครื่องจักร ตรงกับสภาพพื้นที่และความต้องการของเกษตรกรไทย
  • เกิดกำลังซื้อ (Demand) ในการจ้างงานเครื่องจักร
  • ลดต้นทุนค่าบริการเครื่องจักรกลการเกษตรในพื้นที่ดำเนินการลงได้ 10%
  • สร้างผู้ประกอบการที่เป็น "ผู้ให้บริการการเกษตรมืออาชีพ" จำนวน 10,000 คน ทั่วประเทศ
  • เกิดการพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรต้นแบบใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์พืชเศรษฐกิจไทย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายใน 2 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 250 บาทต่อไร่ (สำหรับการจัดการแปลงโดยไม่เผา)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 5.2) ว่า '21,000 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 5.2) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เบี้ยยังชีพปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ: คนพิการส่วนใหญ่ได้รับเบี้ยยังชีพ 800–1,000 บาทต่อเดือน ซึ่งไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น
  • ความเปราะบางทางเศรษฐกิจ: ครัวเรือนที่มีคนพิการกว่าร้อยละ 40 อยู่ในกลุ่มครัวเรือนที่ยากจนที่สุด และครัวเรือนที่มีคนพิการมากกว่าร้อยละ 30 มีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย โดยเฉลี่ยขาดหายไปประมาณ 3,500 บาทต่อเดือน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายได้ที่หายไปจากการที่คนพิการขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ
  • กระบวนการเข้าถึงสิทธิสร้างภาระ: กระบวนการต่ออายุบัตรคนพิการทุก 8 ปี แม้ในกรณีที่ความพิการเป็นภาวะถาวร สร้างความลำบากอย่างมาก โดยเฉพาะต่อผู้พิการที่ติดบ้านหรือติดเตียง ซึ่งไม่สามารถเดินทางไปต่ออายุได้ ทำให้ถูกตัดสิทธิ์เบี้ยยังชีพโดยไม่จำเป็น
  • ขาดแคลนกายอุปกรณ์ เข้าไม่ถึงการฟื้นฟู: การสำรวจความพิการยังพบว่า มีผู้สูงอายุประมาณ 694,748 คน ที่ยังไม่ได้รับอุปกรณ์ความช่วยเหลือจากรัฐ เช่น เครื่องช่วยฟัง (146,215 คน) ไม้เท้า (129,056 คน) แว่นตาที่ตัดพิเศษ (117,488 คน) รถนั่งคนพิการ (115,363 คน) ขณะเดียวกัน ก็มีคนพิการที่จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพ แต่ไม่ได้รับบริการฟื้นฟูมีมากถึง 384,306 คน โดยมีเหตุผลสำคัญคือ ไม่มีผู้พาไป หรือเดินทางไม่สะดวก และไม่มีเงินจ่ายค่าบริการ

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับอัตราเบี้ยคนพิการ: แก้ไขระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยความพิการให้คนพิการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • ปรับปรุงกระบวนการออกและต่ออายุบัตร: แก้ไขระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวคนพิการ การออกบัตร และการกําหนดเจ้าหน้าที่ผู้มีอํานาจออกบัตรประจําตัวคนพิการ การกําหนดสิทธิหรือการเปลี่ยนแปลงสิทธิ การขอสละสิทธิของคนพิการ และอายุบัตรของคนพิการ
  • ใช้งบประมาณร่วมกับนโยบายกองทุนผู้พึ่งพิงระยะยาว เพื่อสนับสนุนผู้ดูแล และบริการจำเป็นสำหรับคนพิการ
  • ปรับปรุงกฎระเบียบ กำหนดมาตรฐาน และสร้างฐานข้อมูลสำหรับการจัดการธนาคาร/คลังอุปกรณ์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มเบี้ยคนพิการถ้วนหน้า 1,200 บาท/เดือน
  • เพิ่มเบี้ยสำหรับผู้ที่มีปัญหาในการดูแลตัวเองระดับรุนแรง เป็น 2,000 บาทต่อเดือน (ซึ่งจากรายงานปี 2565 มีประมาณ 620,000 คน)
  • ลดการตกหล่น (จากการปรับปรุงกระบวนการออกและต่ออายุบัตรคนพิการ)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนพิการ
  • กลุ่มพิการรุนแรง
  • ครัวเรือนที่มีคนพิการ
  • ผู้พิการที่ติดบ้านหรือติดเตียง
  • ผู้สูงอายุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ใช้งบประมาณเพิ่มไม่เกิน 20,000 ล้านบาท/ปี

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 4.3) ว่า '34,000 ล้านบาท/ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 4.3) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติประกอบกับการปฏิรูประบบราชการตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น และการหารายได้เพิ่มของรัฐ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหา "แก่ก่อนรวย": ประเทศไทยมีผู้สูงอายุที่มีรายจ่ายต่ำกว่าเส้นความยากจน (3,078 บาท) กว่า 1 ล้านคน ผู้สูงอายุกว่า ร้อยละ 40 มีเงินออมเฉลี่ยไม่ถึง 50,000 บาท และผู้สูงอายุเพียงประมาณ 2 ล้านคนเท่านั้นที่มีบำเหน็จบำนาญจากการทำงาน ทำให้ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในการดำรงชีพ
  • เบี้ยยังชีพไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ: เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุยังคงเป็นแบบ ขั้นบันไดตามช่วงอายุ ตั้งแต่เดือนละ 600–1,000 บาท โดยไม่มีการปรับเพิ่มมาตั้งแต่ปี 2556

จะทำอะไร (Action)

  • ออกมติคณะรัฐมนตรีเพื่อปรับอัตราเบี้ยผู้สูงอายุ ตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เพิ่มเป็น 1,000 บาท ถ้วนหน้าในเดือนตุลาคมปี 2569
  • ขยายเป็น 1,500 บาทต่อเดือน ภายในปี 2573
  • ผู้สูงอายุที่ยากจนที่สุด 5% สุดท้ายของประเทศ พ้นจากเส้นความยากจน
  • ผู้สูงอายุหลุดพ้นจากความยากจนจำนวน 870,000 คน หรือประมาณ 87% ของผู้สูงอายุที่ยากจนทั้งหมดในปัจจุบัน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้สูงอายุที่ยากจนที่สุด 5% สุดท้ายของประเทศ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ในเดือนตุลาคมปี 2569 (สำหรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เพิ่มเป็น 1,000 บาท ถ้วนหน้า)
  • ภายในปี 2573 (สำหรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ขยายเป็นเป็น 1,500 บาทต่อเดือน)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นประมาณ 1.72 แสนล้านบาทต่อปี

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 4.2) ว่า '190,000 ล้านบาท/ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 4.2) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติประกอบกับการปฏิรูประบบราชการตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น และการหารายได้เพิ่มของรัฐ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • สังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • ระบบปฐมภูมิยังมีปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อยกระดับและฟื้นความเชื่อมั่นจากประชาชน
  • ระบบสุขภาพปฐมภูมินอก กทม. กำลังเผชิญปัญหาหลัก 3 เรื่อง
  • คุณภาพบริการลดลงหลังการถ่ายโอน รพ.สต. ไปยังองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น
  • โรงพยาบาลแบกภาระ เกินกำลัง เพราะ ประชาชนลดการใช้บริการ รพ.สต. และหันไปใช้โรงพยาบาลชุมชน (รพช.) มากขึ้น
  • รพ.สต. ขาดแคลนบุคลากร: ขาดกำลังคนถึง 50% รวมถึงบุคลากรสหวิชาชีพ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการให้บริการตามมาตรฐานและการทำงานเชิงรุก
  • รพ.สต. ขาดงบประมาณ: การจัดสรรงบประมาณเหมาจ่ายรายหัว (จาก CUP) มักทำให้หน่วยบริการปฐมภูมิเสียเปรียบ โดยงบที่เบิกจ่ายให้หน่วยปฐมภูมิในปี 2567 คิดเป็นเพียง 8.99% ของงบบัตรทองทั้งหมด
  • รพ.สต. ขาดทักษะการบริหารจัดการ: การถ่ายโอนองค์ความรู้และบุคลากรจากกระทรวงสาธารณสุขไปยัง อปท. ยังไม่ราบรื่น ทำให้เกิดปัญหาด้านการบริหารจัดการ เช่น การจัดซื้อยา การจัดบริการทันตกรรมและกายภาพบำบัดที่หายไป

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับหน่วยปฐมภูมิให้เป็น หน่วยบริการหลักด่านแรก ของระบบสุขภาพ
  • เพิ่มแพทย์ประจำ และบรรจุบุคลากรและสหวิชาชีพให้ปฏิบัติการได้ 70-100% ของกรอบอัตรากำลัง
  • เสริม แนวหน้าสุขภาพเฉพาะทาง อีก 100,000 ตำแหน่ง
  • เพิ่มงบพัฒนาโครงสร้างบริการ โดยเฉพาะงาน ป้องกันโรค และการดูแลกลุ่มประชากรสำคัญ
  • วางระบบถ่ายโอน รพ.สต. ให้ครบ 80%
  • กำหนดมาตรฐานบริการที่ชัดเจนและการประเมินคุณภาพรายปี
  • ปรับบทบาทสาธารณสุข สู่ "พี่เลี้ยง" คือ กำหนด KPI ร่วม ระหว่างกระทรวงมหาดไทยและสาธารณสุข โดยเน้นตัวชี้วัดที่เน้นผลลัพธ์ (หรือ Outcome Based) ที่สอดคล้องกับปัจจัยที่กำหนดสุขภาพในพื้นที่
  • ศึกษาการแบ่งงบประมาณในหน่วยบริการคู่สัญญาหลัก (Contracting Unit for Primary Care: CUP) ใหม่ โดยยึดตามภาระงานจริง
  • กำหนด สัดส่วนงบประมาณขั้นต่ำ ที่ต้องส่งตรงถึงหน่วยปฐมภูมิ
  • เปิดเผยสถิติการจัดสรรอย่างโปร่งใส
  • จัดหลักสูตรอบรมทักษะการบริหารงานสาธารณสุขให้ผู้บริหารและบุคลากรของ อปท. และ รพ.สต.
  • สนับสนุนงบจ้างแพทย์ปฏิบัติงานประจำเครือข่าย
  • กำหนดเป้าหมายชั่วโมงการทำงาน แพทย์ ให้ครอบคลุมประชากร (Full-Time Equivalent: FTE) ในสัดส่วน 0.5 ต่อประชากร 10,000 คน (หรือเทียบเท่าแพทย์ปฏิบัติงานประจำสัปดาห์ละ 3 วัน)
  • ให้ รพ.สต. ขนาดใหญ่และขนาดกลางเป็นฐาน รพ.สต.ขนาดเล็กเป็นเครือข่าย
  • กำหนดเส้นทางความก้าวหน้าวิชาชีพของแพทย์ในสังกัดท้องถิ่น
  • แก้กรอบอัตรากำลังของมหาดไทยเพื่อบรรจุแพทย์ในอัตราท้องถิ่นได้
  • แก้ระเบียบค่าตอบแทนและระเบียบเงินบำรุง
  • จัดโครงการผลิตแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและแพทย์เพื่อชุมชน
  • อุดหนุนงบประมาณอย่างน้อย 15,000 ล้านบาท/ปี เพื่อเพิ่มกำลังคนให้เต็มกรอบ
  • เพิ่มกำลังคน รพ.สต. ให้เต็ม 70-100% ของกรอบ (เฉลี่ยเพิ่ม 3-5 คน/แห่ง)
  • พัฒนา แนวหน้าสุขภาพเฉพาะทาง 100,000 คน ได้แก่ แม่และเด็ก สุขภาพจิตการฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อทำงานเชิงรุกส่งเสริมป้องกันดูแลระยะยาว รวมถึง Caregiver มืออาชีพ 70,000 คน สำหรับงาน Long Term Care
  • ลด KPI ที่ไม่จำเป็น และเพิ่มสัดส่วน KPI รวมถึงงบประมาณจาก สปสช. ที่เป็น Outcome Base โดยเฉพาะงานส่งเสริมป้องกันและดูแลโรคเรื้อรัง
  • สนับสนุน งบลงทุน 20,000 ล้านบาท (1-3 ล้านบาท/รพ.สต.) เพื่อจัดหาครุภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เป็นมาตรฐาน เช่น ทันตกรรม กายภาพบำบัด Telemedicine และ Lab ขนาดเล็ก
  • สนับสนุนงบลงทุนเพื่ออัพเกรดซอฟต์แวร์ระบบข้อมูลสุขภาพและบุคลากร IT
  • จัดทำต้นแบบกระบวนงานใหม่ ลดภาระงานที่ไม่จำเป็นโดยเฉพาะงานเอกสาร
  • สนับสนุนการจัดทำแอปพลิเคชันให้ประชาชนมีข้อมูลสุขภาพเพื่อวางแผนดูแลสุขภาพของตนเอง เช่น หมอพร้อม ทางรัฐ ฯลฯ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • รพ.สต. เป็นที่พึ่งด่านแรกของชุมชนได้อย่างแท้จริง
  • กำลังคน รพ.สต. เต็ม 70-100% ของกรอบ (เฉลี่ยเพิ่ม 3-5 คน/แห่ง)
  • มีการ พัฒนา แนวหน้าสุขภาพเฉพาะทาง 100,000 คน ได้แก่ แม่และเด็ก สุขภาพจิตการฟื้นฟูสมรรถภาพ
  • มี Caregiver มืออาชีพ 70,000 คน สำหรับงาน Long Term Care
  • บุคลากรและสหวิชาชีพ ปฏิบัติการได้ 70-100% ของกรอบอัตรากำลัง
  • ระบบถ่ายโอน รพ.สต. ครบ 80%
  • มีการ กำหนดมาตรฐานบริการที่ชัดเจนและการประเมินคุณภาพรายปี
  • การถ่ายโอนไม่ทำให้คุณภาพการบริการลดลง
  • มีการ เปิดเผยสถิติการจัดสรร งบประมาณ อย่างโปร่งใส
  • หน่วยบริการด่านหน้ามีศักยภาพเพียงพอ
  • ผู้บริหารและบุคลากรของ อปท. และ รพ.สต. ได้รับการอบรมทักษะบริหารจัดการ เพื่อเตรียมความพร้อม ก่อนการถ่ายโอน
  • ประชาชนได้รับ การดูแลอย่างต่อเนื่อง จากแพทย์ปฏิบัติงานประจำเครือข่าย
  • มี เส้นทางความก้าวหน้าวิชาชีพของแพทย์ในสังกัดท้องถิ่น
  • แพทย์สามารถปฏิบัติงานในโรงพยาบาลระดับสูงได้บางช่วงเวลา เพื่อรักษาและพัฒนาทักษะวิชาชีพ
  • สามารถ บรรจุแพทย์ในอัตราท้องถิ่นได้
  • บุคลากรได้รับผลตอบแทนและสวัสดิการที่เหมาะสม
  • ลด KPI ที่ไม่จำเป็น
  • มีการ เพิ่มสัดส่วน KPI รวมถึงงบประมาณจาก สปสช. ที่เป็น Outcome Base โดยเฉพาะงานส่งเสริมป้องกันและดูแลโรคเรื้อรัง
  • มีการ จัดหาครุภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เป็นมาตรฐาน เช่น ทันตกรรม กายภาพบำบัด Telemedicine และ Lab ขนาดเล็ก
  • ระบบข้อมูลสุขภาพและบุคลากร IT สามารถจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูลเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
  • ลดภาระงานที่ไม่จำเป็นโดยเฉพาะงานเอกสาร
  • ประชาชนมีข้อมูลสุขภาพเพื่อวางแผนดูแลสุขภาพของตนเอง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้ป่วย NCDs
  • ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง
  • แพทย์ในสังกัดท้องถิ่น
  • บุคลากร ทางการแพทย์
  • แม่และเด็ก

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • วางระบบถ่ายโอน รพ.สต. ให้ครบ 80% ภายใน 4 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • อย่างน้อย 15,000 ล้านบาท/ปี เพื่อเพิ่มกำลังคนให้เต็มกรอบ
  • งบลงทุน 20,000 ล้านบาท (1-3 ล้านบาท/รพ.สต.) เพื่อจัดหาครุภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เป็นมาตรฐาน

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 1.1) ว่า '35,500 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • สปสช. (สำหรับ KPI ที่เป็น Outcome Base)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 1.1) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ (เป็นงบประมาณก้อนเดียวกับที่ใช้ในนโยบายลำดับที่ 12.1)'

ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมให้ประชากร วัยทำงานมีงานทำ
  • พัฒนาทักษะแรงงานและการประกอบอาชีพ
  • จัดระบบแรงงานสัมพันธ์ ตลอดจน ระบบไตรภาคีที่ผู้ทำงานมีสิทธิเลือกผู้แทนของตน
  • จัดระบบประกันสังคม
  • คุ้มครองให้ผู้ทำงานที่มีคุณค่าอย่างเดียวกันได้รับค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์ และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ
  • จัดให้มีหรือส่งเสริม การออมเพื่อการดำรงชีพเมื่อพ้นวัยทำงาน
  • ส่งเสริม ตลอดจน คุ้มครองสิทธิแรงงานทุกเพศและวัย รวมทั้งสิทธิในการตั้งสหภาพแรงงานในทุกสาขาอาชีพและการนัดหยุดงาน
  • พัฒนาระบบการจัดการแรงงานข้ามชาติ
  • พัฒนาแรงงานกึ่งทักษะให้เป็นแรงงานที่มีทักษะ
  • ส่งเสริมสนับสนุนแรงงานและผู้ประกอบการในต่างประเทศทั้งด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน การสนับสนุนแหล่งทุน การลดค่าใช้จ่ายและการดูแลสวัสดิภาพที่เหมาะสม
  • ส่งเสริมให้มีการปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาชาติหรือพลเมืองโลก
  • ส่งเสริมการกระจายโอกาสและความมั่นคงในชีวิต สำหรับผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส
  • จัดตั้ง “กองทุนผู้สูงอายุ”
  • ส่งเสริมการใช้เครื่องมือทางศาสนา รวมถึง วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นในการทำให้ผู้สูงอายุตระหนักในศักยภาพและคุณค่าของตน
  • ส่งเสริมระบบบำนาญแห่งชาติและสวัสดิการถ้วนหน้า

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • แรงงานมีสิทธิได้รับหลักประกันความปลอดภัยและสวัสดิภาพในการทำงาน รวมถึง หลักประกันในการดำรงชีพทั้งในระหว่างการทำงานและเมื่อพ้นจากการทำงาน
  • ประชากร วัยทำงานมีงานทำ
  • ผู้ทำงานที่มีคุณค่าอย่างเดียวกันได้รับค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์ และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ
  • มีการออมเพื่อการดำรงชีพเมื่อพ้นวัยทำงาน
  • ระบบการจัดการแรงงานข้ามชาติในฐานะที่เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ได้รับการ พัฒนา
  • แรงงานและผู้ประกอบการในต่างประเทศ ได้รับการ ส่งเสริมสนับสนุนทั้งด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน การสนับสนุนแหล่งทุน การลดค่าใช้จ่ายและการดูแลสวัสดิภาพที่เหมาะสม
  • มีการปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาชาติหรือพลเมืองโลก
  • ผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส มีโอกาสและความมั่นคงในชีวิต เพิ่มขึ้น
  • ผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส มีความรู้และมีกองทุนในการประกอบอาชีพตามความรู้ความสามารถ
  • ผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส สามารถช่วยเหลือตัวเองได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
  • “กองทุนผู้สูงอายุ” สามารถ ดูแลสุขภาพและจิตใจ ตลอดจนทำให้มีพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุได้ทำกิจกรรมร่วมกัน
  • ผู้สูงอายุตระหนักในศักยภาพและคุณค่าของตน พึ่งพาตนเองได้ และมีอิสรภาพในการกำหนดชีวิตในแบบของตน
  • สวัสดิการเป็น “สิทธิ” อันพึงมีของประชาชน มิใช่เพียงแค่ “หน้าที่” ของรัฐในการสงเคราะห์คนอนาถา

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • แรงงาน
  • แรงงานข้ามชาติ
  • แรงงานกึ่งทักษะ
  • ผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส
  • ผู้สูงอายุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • รายได้ไม่พอกับค่าครองชีพ: ผู้สูงอายุจำนวนมากต้องใช้ชีวิตด้วยเบี้ยยังชีพที่ต่ำและไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายจริง ทำให้ยังต้องพึ่งพาบุตรหลานหรือก่อหนี้เพื่อการดำรงชีพขั้นพื้นฐาน
  • ระบบเดิมสับสนและไม่แน่นอน: การจ่ายแบบขั้นบันไดตามอายุและความไม่ชัดเจนว่าเป็นสวัสดิการถ้วนหน้าหรือเฉพาะคนจน สร้างความกังวล การตกหล่น และข่าวลวงเกี่ยวกับสิทธิที่ควรได้รับ

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับเบี้ยผู้สูงอายุให้เป็น สิทธิสวัสดิการถ้วนหน้าที่เรียบง่าย เท่าเทียม และคาดการณ์ได้
  • จ่ายเท่ากันทุกคน: คนไทยอายุ 60 ปีขึ้นไปได้รับ 1,000 บาทต่อเดือนเท่ากัน ยกเลิกระบบขั้นบันได
  • ระบบจ่ายเงินเดียว ลดตกหล่น: โอนผ่านระบบกลาง ผูกเลขประจำตัวประชาชนกับบัญชีธนาคารเพียงช่องทางเดียว
  • สื่อสารชัด ลดข่าวปลอม: ประกาศนโยบายอย่างเป็นทางการและสม่ำเสมอ ให้ข้อมูลเดียวทั่วประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • คนไทยอายุ 60 ปีขึ้นไปได้รับ 1,000 บาทต่อเดือนเท่ากัน
  • รายได้ขั้นต่ำที่มั่นคง: ผู้สูงอายุสามารถวางแผนชีวิตได้ ดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและความมั่นคงในระยะยาว
  • ลดความเหลื่อมล้ำและความสับสน
  • ลดตกหล่น
  • ลดข่าวปลอม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 32) ว่า '672,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 32) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • บ้านไม่ปลอดภัยกับร่างกายที่เปลี่ยนไป: ผู้สูงอายุและผู้พิการจำนวนมากอาศัยอยู่ในบ้านที่ไม่ได้ออกแบบให้เหมาะกับสภาพร่างกาย เช่น มีขั้นบันไดสูง ห้องน้ำลื่น ไม่มีราวจับ ทำให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก
  • อุบัติเหตุเล็ก ๆ กลายเป็นภาระใหญ่: การหกล้มในบ้านนำไปสู่การบาดเจ็บรุนแรง การนอนติดเตียง และภาระค่ารักษาพยาบาลระยะยาว ทั้งต่อครอบครัวและระบบสาธารณสุข
  • ครอบครัวรายได้น้อยไม่มีทุนปรับปรุงบ้าน: แม้รู้ว่าบ้านไม่ปลอดภัย แต่ขาดเงินก้อนในการปรับปรุง ทำให้ต้อง “เสี่ยงอยู่ต่อไป” ทุกวัน

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับความปลอดภัยในบ้านตั้งแต่ต้นทาง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุก่อนเกิดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ
  • ให้เงินปรับปรุงบ้านโดยตรง: รัฐสนับสนุนเงินทะเบียนบ้านละ 50,000 บาท สำหรับซ่อมและปรับปรุงบ้านให้เหมาะกับผู้สูงอายุและผู้พิการ
  • ปรับบ้านตามความเสี่ยงจริง: ใช้เงินเพื่อทำราวจับ ลดขั้นบันได ปรับปรุงห้องน้ำ และจุดเสี่ยงอื่นในบ้าน
  • กำหนดกลุ่มเป้าหมายชัดเจน: บ้านที่ได้รับสิทธิต้องมีผู้สูงอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไปอยู่ในทะเบียนบ้าน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ทะเบียนบ้านละ 50,000 บาท สำหรับซ่อมและปรับปรุงบ้านให้เหมาะกับผู้สูงอายุและผู้พิการ
  • ป้องกันอุบัติเหตุก่อนเกิดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ
  • ลดการหกล้มและอุบัติเหตุ
  • ลดภาระค่ารักษาพยาบาลและการดูแลระยะยาวจากอุบัติเหตุที่ป้องกันได้
  • สร้างคุณภาพชีวิตและศักดิ์ศรี: ผู้สูงอายุและผู้พิการสามารถใช้ชีวิตในบ้านของตนเองได้อย่างปลอดภัย มั่นใจ และไม่เป็นภาระลูกหลาน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้สูงอายุ (อายุ 70 ปีขึ้นไป)
  • ผู้พิการ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 34) ว่า '20,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 34) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • รายได้ไม่พอกับค่าครองชีพจริง: ผู้พิการจำนวนมากต้องดำรงชีวิตด้วยเบี้ยยังชีพในระดับต่ำ ขณะที่มีค่าใช้จ่ายจำเป็นสูงกว่าคนทั่วไป ทั้งค่ารักษา อุปกรณ์ช่วยเหลือ และค่าเดินทาง
  • ผู้พิการเด็กและเยาวชนเริ่มต้นชีวิตอย่างเสียเปรียบ: ครอบครัวต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายตั้งแต่วัยเด็ก ส่งผลต่อโอกาสด้านการศึกษา สุขภาพ และพัฒนาการระยะยาว
  • ขาดการสนับสนุนเพื่อพึ่งพาตนเอง: การเข้าถึงบริการฟื้นฟู อุปกรณ์ช่วยการเคลื่อนไหว และการฝึกอาชีพยังไม่ทั่วถึง ทำให้ผู้พิการจำนวนมากไม่สามารถมีรายได้หรืออาชีพที่มั่นคง

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับสวัสดิการผู้พิการจาก “การช่วยเหลือขั้นต่ำ” เป็น “การสร้างคุณภาพชีวิตและความสามารถในการพึ่งพาตนเอง”
  • เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้พิการเป็นสองเท่า
  • ดูแลผู้พิการเด็กเป็นพิเศษ
  • เพิ่มเบี้ยยังชีพ สำหรับ ผู้พิการอายุต่ำกว่า 18 ปี
  • จัดให้มีบริการฟื้นฟูความพิการ และอุปกรณ์ช่วยการเคลื่อนไหว
  • สนับสนุนโครงการฝึกอบรมเพื่อการมีอาชีพ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เบี้ยยังชีพผู้พิการ จาก 800 บาทต่อเดือนเป็น 1,600 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและภาระค่าใช้จ่ายจริง
  • เบี้ยยังชีพผู้พิการอายุต่ำกว่า 18 ปี จาก 1,000 บาทเป็น 2,000 บาทต่อเดือน เพื่อสนับสนุนพัฒนาการตั้งแต่ต้น
  • บริการฟื้นฟูความพิการ และอุปกรณ์ช่วยการเคลื่อนไหว อย่างทั่วถึง ลดอุปสรรคในการใช้ชีวิตประจำวัน
  • ผู้พิการ สามารถทำงาน มีรายได้ และพึ่งพาตนเองได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้พิการ
  • ผู้พิการอายุต่ำกว่า 18 ปี

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 33) ว่า '82,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 33) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาฟันกระทบชีวิตประจำวัน: ผู้สูงอายุจำนวนมากมีปัญหาสุขภาพฟัน ทำให้เคี้ยวอาหารลำบาก เจ็บปวด และส่งผลต่อโภชนาการและสุขภาพโดยรวม
  • รอคิวนาน เข้าถึงบริการยาก: การพบทันตแพทย์ภายใต้สิทธิสวัสดิการสุขภาพต้องรอคิวนาน ทำให้หลายคนเลื่อนหรือยอมไม่รักษา
  • ภาระการเดินทางและเวลา: การไปคลินิกหลายครั้งโดยไม่รู้เวลานัดที่แน่นอนเป็นภาระทั้งต่อผู้สูงอายุและครอบครัว

จะทำอะไร (Action)

  • Fast track ผู้สูงอายุ: กำหนดให้ผู้มีอายุมากกว่า 70 ปีได้รับการจัดคิวพบทันตแพทย์โดยไม่ต้องรอคิวนาน
  • สำรองเวลารักษาเฉพาะ: ให้คลินิกทันตแพทย์สำรองช่วงเวลารักษาในแต่ละสิทธิสวัสดิการสุขภาพไว้สำหรับผู้สูงอายุ
  • กำหนดช่วงเวลาชัดเจน: เช่น กำหนดทุกเช้าวันอังคารเป็นช่วงเวลาสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อให้รู้วัน–เวลาล่วงหน้าและวางแผนการเดินทางได้
  • ลดความแออัด เพิ่มคุณภาพการรักษา: การแยกช่วงเวลาช่วยให้การดูแลผู้สูงอายุเป็นไปอย่างเหมาะสม และลดการรอคิวของผู้ป่วยกลุ่มอื่น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้สูงอายุเข้าถึงการรักษาทางทันตกรรมได้รวดเร็วและแน่นอน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้สูงอายุ (มากกว่า 70 ปี)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 36) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 36) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ผู้สูงอายุจำนวนมากมีบ้านเป็นของตนเอง แต่ขาดรายได้ประจำ เงินบำนาญหรือเบี้ยยังชีพไม่พอกับค่าครองชีพ ทำให้ต้องใช้ชีวิตอย่างกังวลทั้งที่มีทรัพย์สิน
  • การพึ่งพาลูกหลานทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกไม่มั่นคงและสูญเสียศักดิ์ศรี แต่ก็ไม่มีทางเลือกในการแปลงทรัพย์สินให้เป็นรายได้
  • ระบบการเงินในปัจจุบันไม่เปิดทางให้ผู้สูงอายุใช้บ้านสร้างรายได้อย่างเป็นธรรม หลายคนกังวลว่าจะต้องขายบ้าน ออกจากบ้าน หรือเสียสิทธิของทายาท

จะทำอะไร (Action)

  • รัฐรับซื้อบ้านแต่ไม่ไล่ออก: สถาบันการเงินของรัฐรับซื้อบ้านของผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไป ตามมูลค่าที่คำนวณจากหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยผู้สูงอายุยังอยู่อาศัยในบ้านหลังเดิมได้ตลอดชีวิต
  • เปลี่ยนมูลค่าบ้านเป็นเงินเดือน: รัฐผ่อนจ่ายค่าซื้อบ้านเป็นรายเดือนให้ผู้สูงอายุจนถึงแก่กรรม ทำให้มีรายได้สม่ำเสมอโดยไม่ต้องก่อหนี้
  • คุ้มครองสิทธิทายาท: เมื่อผู้สูงอายุถึงแก่กรรม ทายาทมีสิทธิซื้อทรัพย์สินคืนตามราคาประเมินเดิม เพื่อรักษาทรัพย์สินของครอบครัว
  • เป็นธรรมกรณีเสียชีวิตก่อนครบกำหนด: หากผู้ขายถึงแก่กรรมก่อนครบ 20 ปี และยอดเงินที่ได้รับจริงต่ำกว่ามูลค่าบ้าน ส่วนต่างจะถูกนำไปพิจารณาเป็นส่วนลดในการซื้อคืน
  • มีทางออกหากไม่ซื้อคืน: หากทายาทไม่ประสงค์ซื้อคืน รัฐจะขายทรัพย์สินเพื่อนำเงินไปชำระยอดที่จ่ายไปแล้ว และดำเนินการมูลค่าคงเหลือตามกฎหมายมรดกอย่างชัดเจนและเป็นธรรม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้สูงอายุยังอยู่อาศัยในบ้านหลังเดิมได้
  • มีรายได้สม่ำเสมอโดยไม่ต้องก่อหนี้
  • ทายาทมีสิทธิรักษาทรัพย์สินของครอบครัว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไป
  • ทายาท

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 35) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 35) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เทคโนโลยี AI มาเร็ว แต่คนตามไม่ทัน
  • คนทำงานจำนวนมากรู้สึกว่า AI เป็นเรื่องไกลตัว เรียนแล้วไม่รู้จะเอาไปใช้กับงานจริงอย่างไร เสี่ยงต่อการถูกทดแทนหรือรายได้หยุดนิ่ง
  • ผู้สูงอายุและประชาชนบางกลุ่มขาดทักษะดิจิทัลพื้นฐาน ทำให้เข้าถึงบริการ เทคโนโลยี และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ได้ยาก
  • ระบบการศึกษาไม่เชื่อมกับตลาดแรงงาน AI: การสอน AI ยังเน้นเชิงทฤษฎี
  • ขาดภาพรวมว่าประเทศต้องการทักษะ AI แบบใด ทำให้การพัฒนาคนไม่ตรงกับความต้องการจริงของภาคเศรษฐกิจ

จะทำอะไร (Action)

  • พัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI ขั้นพื้นฐานสำหรับผู้สูงอายุ
  • เปลี่ยนจากการ “เรียน AI” เป็น “ใช้ AI ได้จริงในงาน” โดยสนับสนุน AI Toolkit ตามสายอาชีพ
  • เชื่อมกับ AI Upskill Voucher ที่ใช้ได้กับคอร์สซึ่งผูกกับงานจริง
  • เพิ่มหลักสูตร AI Literacy ให้กับนักเรียนและนักศึกษา
  • จัดทำแผนที่ทักษะ AI ของประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ยกระดับทักษะ AI ของคนไทยทั้งประเทศ ให้ “ใช้ได้จริงในชีวิตและการทำงาน” ไม่ใช่แค่รู้จักเทคโนโลยี

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนไทยทุกช่วงวัย
  • คนทำงานจำนวนมาก
  • ผู้สูงอายุ
  • ครู
  • SME/ร้านค้า
  • เกษตรกร
  • ข้าราชการ
  • นักเรียน
  • นักศึกษา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ตั้งแต่ก่อน เข้าสู่ตลาดแรงงาน

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 80) ว่า '200 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 80) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความเสี่ยงไร้รายได้หลังเกษียณ: ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ ไม่มีบำนาญหรือรายได้ประจำเพียงพอหลังอายุ 60 ปี
  • การออมเพื่อวัยเกษียณไม่เพียงพอ: เงินสมทบจากรัฐในปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ผลตอบแทนการออมผ่าน กอช. ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพจริง
  • ภาระอนาคตตกกับครอบครัวและรัฐ: หากไม่เร่งสร้างการออมตั้งแต่ช่วงมีรายได้ ภาระการดูแลผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นในระยะยาว

จะทำอะไร (Action)

  • เพิ่มเงินสมทบภาครัฐในกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)
  • เสริมแรงจูงใจให้ประชาชนออมเงินเพื่อวัยเกษียณอย่างเป็นระบบ ผ่านการเพิ่มเงินสมทบจากภาครัฐ
  • ปรับเงินสมทบจากรัฐใน กอช. จาก 1,800 บาทต่อปี เป็น 3,600 บาทต่อปีต่อคน
  • กระตุ้นการออมตั้งแต่ช่วงมีรายได้
  • ใช้กลไกสมทบจากรัฐเป็นแรงจูงใจให้ประชาชน โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ เริ่มออมเงินอย่างสม่ำเสมอ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้ที่ออมต่อเนื่องใน กอช. มีเงินบำนาญเพิ่มขึ้นสูงสุดประมาณ 20% เมื่ออายุครบ 60 ปี
  • ลดความเสี่ยงผู้สูงอายุไร้รายได้
  • สร้างหลักประกันรายได้ระยะยาว
  • ลดการพึ่งพาครอบครัว
  • ลดภาระงบประมาณรัฐในอนาคต

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • แรงงานนอกระบบ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 45) ว่า '8,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 45) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โอกาสงานมีแต่เข้าถึงยาก: คนพิการจำนวนมากมีศักยภาพทำงานได้จริง แต่ขาดช่องทางเชื่อมต่อกับนายจ้าง และมักถูกมองข้าม
  • ระบบจ้างงานไม่ตรงเจตนา: บริษัทบางแห่งเลือก “จ่ายเงินแทนการจ้าง” ทำให้คนพิการไม่ได้งาน ไม่ได้รายได้ และไม่ได้พัฒนาทักษะ
  • สถานที่ทำงานไม่พร้อม: ขาดอุปกรณ์ เครื่องมือ และการออกแบบงานที่เหมาะสม ทำให้นายจ้างลังเล แม้ต้องการจ้างจริง

จะทำอะไร (Action)

  • เชื่อม “คนพิการ–งาน–นายจ้าง”
  • บูรณาการฐานข้อมูลคนพิการของกระทรวงพัฒนาสังคมฯ กับความต้องการแรงงานผู้พิการของภาคเอกชน เพื่อจับคู่งานอย่างตรงจุด
  • เปิดช่องให้บริษัทที่ต้องการจ้างพนักงานผู้พิการสามารถติดต่อและสื่อสารกับกลุ่มผู้พิการได้โดยตรงผ่านระบบของทางราชการ
  • รัฐสนับสนุนอุปกรณ์ทำงานสำหรับผู้พิการ และผู้เชี่ยวชาญออกแบบระบบงานที่เหมาะสมกับความสามารถของแต่ละคน
  • ให้คำปรึกษาแก่สถานประกอบการในการปรับปรุงกระบวนการทำงานและสภาพแวดล้อม
  • ใช้มาตรการส่งเสริมและจูงใจให้บริษัทปฏิบัติตามการจ้างงานคนพิการ 1% อย่างถูกต้อง ไม่ใช้การจ่ายเงินหลบแทนการจ้าง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • คนพิการ จ้างได้จริง ทำงานได้จริง และอยู่ได้ยั่งยืน
  • การจับคู่งาน อย่างตรงจุด
  • บริษัท สามารถติดต่อและสื่อสารกับกลุ่มผู้พิการได้โดยตรง
  • สถานประกอบการ รองรับการจ้างงานผู้พิการอย่างแท้จริง
  • บริษัทปฏิบัติตามการจ้างงานคนพิการ 1% อย่างถูกต้อง ไม่ใช้การจ่ายเงินหลบแทนการจ้าง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนพิการ
  • นายจ้าง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 37) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 37) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • กรุงเทพฯ มีประชากรผู้สูงอายุถึง 22.88% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  • ประเทศไทยมีผู้ที่มีข้อจำกัดมากถึง 2,242,693 คน คิดเป็น 3.39% ของประชากรทั้งประเทศ
  • การออกแบบผลิตภัณฑ์ สภาพแวดล้อม โปรแกรมและบริการในด้านต่างๆ ไม่สามารถตอบสนองทุกคนได้อย่างเท่าเทียม
  • เกิดอุปสรรคในการดำรงชีวิตและการมีส่วนร่วมในสังคม
  • เกิดการเลือกปฏิบัติและความเหลื่อมล้ำทางสังคม

จะทำอะไร (Action)

  • ร่าง พ.ร.บ.การออกแบบที่เป็นการสากล (Universal Design) ไว้เรียบร้อยแล้ว โดยมีแผนระยะการดำเนินการ 3 ช่วงใหญ่ๆ
  • ระยะแรก ผลักดันพ.ร.บ. ให้ผ่านสภา และให้มีการประกาศใช้ พร้อมกับการจัดทำแผนการปรับปรุงการเข้าถึงและการออกแบบเพื่อเป็นแผนยุทธศาสตร์ในการดำเนินนโยบาย
  • ระยะที่สอง เริ่มดำเนินให้มีการปรับปรุงตัวอาคารสถานที่และบริการต่างๆ ของหน่วยงานรัฐ เป็นพื้นที่แรกๆ โดยเริ่มที่พื้นที่กรุงเทพและเมืองใหญ่เป็นพื้นที่นำร่อง ควบคู่ไปกับการให้มาตรการสร้างแรงจูงใจกับองค์กร บริษัท ห้าง ร้าน ต่างๆ พร้อมให้คำแนะนำ เพื่อปรับปรุงพื้นที่ให้ทุกคนเข้าถึงกันอย่างเท่าเทียม
  • ระยะที่สาม ขยายพื้นที่ปรับปรุงไปสู่พื้นที่อื่นๆ ให้ครอบคลุมทั้งประเทศ มีระบบการวัดผลทั้งเรื่องมาตรฐานการออกแบบ พร้อมกับการประเมินตัวชี้วัดให้เป็นไปตามเป้าหมายของกฎหมาย
  • โดยสิ่งที่เราจะต้องปรับปรุงให้มีการออกแบบที่เป็นสากลตามแผน คือ
  1. อาคาร และสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ - เช่น โรงมหรสพ หอประชุม โรงแรม สถานศึกษา โรงพยาบาล อาคารราชการ ห้างสรรพสินค้า และอาคารขนาดใหญ่อื่นๆ
  2. ระบบขนส่งและโครงสร้างพื้นฐาน - เช่น ศูนย์การขนส่ง สถานี จุดจอด ยานพาหนะขนส่งสาธารณะ และสถานีบริการโครงสร้างพื้นฐาน
  3. ระบบสารสนเทศและการสื่อสาร - เช่น แพลตฟอร์มดิจิทัล ระบบข้อมูลสาธารณะ บริการออนไลน์ การสื่อสารฉุกเฉิน สื่อการศึกษา การประกาศสาธารณะ และเอกสาร
  • เราจะทำให้ชีวิตของทุกคนสะดวกสบายและมีชีวิตที่ดีมากยิ่งขึ้น ทั้งในเชิงทางกายภาพ ตั้งแต่อาคาร สถานที่สาธารณะ และระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ไปจนถึงการเข้าถึงข้อมูล การสื่อสารทุกประเภท และการบริการต่างๆ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ทำให้ชีวิตของทุกคนสะดวกสบายและมีชีวิตที่ดีมากยิ่งขึ้น
  • มีกฎหมายส่งเสริมการออกแบบที่เป็นสากล (Universal Design) ที่ช่วยกำหนดกลไกและมาตรการต่างๆ เพื่อส่งเสริม สนับสนุน อย่างเป็นรูปธรรม นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของทุกคน ทุกกลุ่ม อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมและเพื่อทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่พัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักสากล

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้ที่มีข้อจำกัดด้านกายภาพ
  • เด็ก
  • สตรีมีครรภ์

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ระยะการดำเนินการ 3 ช่วงใหญ่ๆ
  • ระยะแรก ผลักดันพ.ร.บ. ให้ผ่านสภา
  • ระยะที่สอง เริ่มดำเนินให้มีการปรับปรุง
  • ระยะที่สาม ขยายพื้นที่ปรับปรุง

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 27) ว่า 'ไม่ใช้งบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 27) ว่า 'เป็นการบริหารทิศทางและนโยบายทั้งบุคลากรและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อบรรลุเป้าหมายของนโยบาย โดยไม่ใช้งบประมาณ'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบในขณะที่ประชาชนจำนวนมาก ไม่มีเงินออมเพียงพอ
  • มีรายได้ไม่แน่นอนจนไม่สามารถออมแบบก้อนหรือออมจำนวนมากได้
  • คนวัยเกษียณส่วนใหญ่ต้องทำงานต่อหรือพึ่งพาลูกหลานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • นำไปสู่ปัญหาความยากจนในวัยชราและคุณภาพชีวิตที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • ระบบออมเพื่อเกษียณที่มีในปัจจุบัน เข้าถึงยาก ซับซ้อน และไม่จูงใจ
  • การออมเป็นเรื่องไกลตัว และไม่มีแรงจูงใจให้เริ่มออมตั้งแต่อายุยังน้อย
  • ความนิยมซื้อสลากกินแบ่งของคนไทยจำนวนมากกลับไม่ได้สร้างความมั่นคงใด ๆ

จะทำอะไร (Action)

  • พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) มีกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) สำหรับการออกสลากดิจิทัล (ขูด/ซื้อผ่านแอปพลิเคชัน) ราคาต่อใบ 50 บาท (โดยเงิน 50 บาทนี้จะถูกเก็บเป็นเงินออมทั้งหมด)
  • ออกแบบให้ประชาชนสามารถออมได้จริงตามกำลัง
  • ซื้อหวยได้ที่แอปทางรัฐ, แอปลาซาด้า และแอปที่ร่วมโครงการ
  • ออกรางวัลและผลตอบแทน ทุกวันศุกร์ เวลา 17.00 น.
  • ผู้ถูกรางวัลจะได้เงินรางวัลทันทีผ่านพร้อมเพย์ (PromptPay) ส่วนเงินค่าซื้อสลากจะถูกนำเงินส่งเข้าบัญชีเงินออมรายบุคคลกับ กอช. และเมื่อผู้ออมอายุครบ 60 ปี จะคืนเงินทั้งหมดทุกบาท ทุกสตางค์ที่ซื้อสลากมาทั้งชีวิต บวกกับผลตอบแทนจากการลงทุนด้วย
  • กรณีเสียชีวิต เงินทั้งหมดจะถูกส่งคืนทายาท

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประชาชนมีเงินเก็บเมื่อเกษียณอย่างเป็นระบบ ไม่ต้องพึ่งลูกหลานหรือเสี่ยงตกสู่ความยากจนในวัยชรา
  • ประชาชนมีเงินก้อนไปใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยทางการเงินมากขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • คนวัยเกษียณ
  • ประชาชนสัญชาติไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 6) ว่า '1,500 ล้านบาท/ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 6) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่ไม่มีเงินออม หลายคนยังมีหนี้สินส่วนบุคคล หนี้ครัวเรือน
  • หนี้ครัวเรือนไม่สร้างรายได้
  • รายได้จากทำงานน้อยลงเมื่ออายุมาก กลายเป็นภาระเรื้อรัง
  • ผู้สูงอายุมีรายได้หลังวัยเกษียณต่ำหรือไม่แน่นอน บางคนต้องอาศัยบุตร ครอบครัว
  • ผู้สูงอายุโอกาสและกำลังกายลดลงตามอายุ
  • ค่าครองชีพ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพผู้สูงอายุสูงขึ้น ทำให้หนี้สินที่เคยพอจ่ายไหวกลายเป็นหนี้เรื้อรัง
  • คนหมดหวังมีคุณภาพชีวิตที่ดีในบั้นปลาย
  • ผู้สูงอายุไม่สามารถหลุดพ้นจากวงจรการชำระหนี้ เต็มไปด้วยความเครียดและขาดการใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี เพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคม

จะทำอะไร (Action)

  • ล้างหนี้เสียเกิน 1 ปีที่ไม่มีหลักประกันต่ำกว่า 100,000 บาทในสถาบันการเงินรัฐ สำหรับผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปทุกคน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • อัตราหนี้นอกระบบในกลุ่มผู้สูงอายุลดลง
  • ช่วยลดภาระรัฐในระยะยาวด้านสวัสดิการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุ
  • สถาบันการเงินของรัฐมีงบดุลดีขึ้น
  • เศรษฐกิจฐานรากมีเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้สูงอายุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 12) ว่า '4,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 12) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณ มาตรการกึ่งการคลัง การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี'

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ
  • ผลักดันให้มีการใช้มาตรการทางกฎหมายในการจัดระบบสวัสดิการประชาชน
  • เสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว
  • ส่งเสริมและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคม วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิม ตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวนทั้งนี้ เท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือสุขภาพอนามัย
  • ประชาชนมีที่อยู่อาศัยที่ดินทำกินอย่างเหมาะสม
  • ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรงและมีจิตใจเข้มแข็ง
  • พลเมืองมีคุณภาพและความสามารถสูงขึ้น
  • เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาสสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ
  • ประชาชน
  • เยาวชน
  • สตรี
  • ผู้สูงอายุ
  • คนพิการ
  • ผู้ยากไร้
  • ผู้ด้อยโอกาส

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ภูมิใจไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจากหล่มในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 แล้ว จะไปต่ออย่างไร
  • เศรษฐกิจปากท้อง ของ คนตัวเล็ก ตัวน้อย เป็นปัญหา
  • ผู้สูงวัยยังขาด ทักษะดี, งาน, เงิน, คนดูแล
  • ชุมชนยังไม่สามารถ ผลิตของที่ใช่, ขายของที่ชอบ และยังไม่ ตอบโจทย์ทุกคน
  • การศึกษา ยังไม่ เท่าเทียม, ยังไม่ เรียนฟรีมีจริง, ยังไม่มี เรียนฟรีมีงาน, ยังไม่มีการเรียนฟรี ทุกที่ ทุกเวลา
  • SME ไทยยังขาด ทุน และ ค้ำประกัน ในการ สู้ได้ทุกแวทีเวที
  • ยังขาด การลงทุน
  • ยังไม่มีการส่งเสริม เศรษฐกิจ สีเขียว เพื่อ รักษ์โลก ให้เป็น ทางรอด และทางรวยยั่งยืน
  • AI ยังไม่ ถึงมือ, งานยังไม่ ถึงตัว, เงินยังไม่ ถึงบ้าน
  • การค้าขายยังไม่ ฉลาด, การผลิตยังไม่ อัปเกรด, ยังไม่สามารถ ยึดตลาดโลก
  • รัฐ ยังไม่ ฉับไว, อนุมิติไว, ยังมี กั๊ก

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอแนวทางดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ จากมาตรการ 10 พลัส
  • แก้เศรษฐกิจปากท้อง
  • เพิ่มการลงทุน
  • รัฐร่วมทุน
  • เติมทุนให้ SME ไทย
  • ค้ำประกันไว้ SME ไทย
  • อัปเกรด การผลิต
  • ยึดตลาดโลก ด้วยพันธมิตร
  • รัฐฉับไว อนุมิติไว ไม่มีกั๊ก

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะเป็น 3 % พลัส
  • เป็นห้วงเวลาแห่งการพลิกฟื้น Potential Growth
  • เศรษฐกิจไปสู่การเติบโตทั่วถึง มีคุณภาพ และเต็มศักยภาพ
  • ผู้สูงวัยมี ทักษะดี
  • ผู้สูงวัยมี งาน
  • ผู้สูงวัยมี เงิน
  • ผู้สูงวัยมี คนดูแล
  • การศึกษา เท่าเทียม
  • เรียนฟรีมีจริง
  • เรียนฟรีมีงาน
  • เรียนฟรีทุกที่ ทุกเวลา
  • SME ไทย สู้ได้ทุกเวที
  • รักษ์โลก คือทางรอด และทางรวยยั่งยืน
  • AI ถึงมือ
  • งานถึงตัว
  • เงินถึงบ้าน
  • ค้าขายฉลาด
  • ยึดตลาดโลก
  • รัฐฉับไว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เศรษฐกิจไทย
  • ผู้สูงวัย
  • ชุมชน
  • ทุกคน
  • SME ไทย
  • พันธมิตร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ภูมิใจไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • สภาพสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ หรือ Aged Society ที่ประเทศไทยกำลังประสบอยู่

จะทำอะไร (Action)

  • จ้างงานผู้สูงอายุ นำมาลดหย่อนเป็นค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า สูงสุด 30,000 บาท
  • ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุดร้อยละ 50
  • นำที่ดินรัฐ ที่มีทำเลที่มีศักยภาพ มาเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนลงทุนสร้าง “ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครอบคลุมทั่วประเทศ”
  • รัฐให้การส่งเสริมการลงทุน (BOI) ให้ความช่วยเหลือทางด้านภาษี

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดหย่อนเป็นค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า สูงสุด 30,000 บาท
  • ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุดร้อยละ 50
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุลดลง
  • สร้างงาน
  • สร้างอาชีพ
  • ส่งเสริมการลงทุน
  • ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
  • มีรายได้เพิ่มขึ้น
  • มีงานทำเพิ่มขึ้น
  • ยิ้มได้พลัสขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี
  • ภาคเอกชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ภูมิใจไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา
  • มีการจ้างงานจากผู้จบการศึกษาด้าน พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เทคนิกการแพทย์ เข้ามาอบรมเพิ่มเติม
  • ทำงานเชิงรุก เคาะประตู ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ
  • ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ผู้สูงอายุ และครอบครัวผู้สูงอายุ รวมทั้งสตรีตั้งครรภ์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • มีการจ้างงาน จำนวนเกือบ 100,000 อัตรา
  • ผู้ที่ได้รับการจ้างงานมี เงินเดือน 15,000 บาท สัญญาจ้างงาน ขั้นต่ำ 4 ปี
  • พี่น้องประชาชน ผู้สูงอายุ และครอบครัวผู้สูงอายุ รวมทั้งสตรีตั้งครรภ์ ได้รับการช่วยเหลือ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้สูงอายุ
  • หญิงตั้งครรภ์
  • ผู้จบการศึกษาด้าน พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เทคนิกการแพทย์
  • พี่น้องประชาชน
  • ครอบครัวผู้สูงอายุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 5) ว่า '13,500 ล้านบาทต่อปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 5) ว่า

  • 'งบประมาณรายจ่ายประจำปี'
  • 'เกลี่ยงบประมาณที่มีความซ้ำซ้อน และงบประมาณที่มีความจำเป็นน้อย'
รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

ไม่ระบุ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

เบี้ยผู้สูงอายุ-ผู้พิการ 1,500 บ. คนจน รับ 2เท่า

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ผู้สูงอายุ ผู้พิการ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 24) (ชื่อนโยบาย 'ปรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นเดือนละ 1,500 บาทเท่ากันทุกช่วงอายุ และผู้สูงอายุที่เคยเสียภาษีอย่างมีนัยสำคัญ รับเบี้ยยังชีพเดือนละ 2,000 บาท' ว่า '264,000 ล้านบาท'   > - '(1.) 252,000 ลบ. (14ล้านคน1,50012)+'   > - '(2.) 12,600 ลบ. (2.1ล้านคน50012)'   > - 'โดยเป็นการเพิ่มเติมจากงบประมาณประจำปีปกติเดิมที่ได้ในทุก ๆ ปี 164,000 ล้านบาท'
  • ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 25) (ชื่อนโยบาย 'ปรับเพิ่มเบี้ยคนพิการเป็นเดือนละ 1,500 บาท จากเดิม 800 บาทและเพิ่มสิทธิคนพิการที่เสียภาษีรับ 2,000 บาทต่อเดือน และนโยบายอำนวยความสะดวกให้คนพิการมีบัตรประจำตัวประชาชนทุกคน เช่นจัดหน่วยเคลื่อนที่เพื่อบริการทำบัตรประชาชนเพื่อไม่ให้พลาดในการรับสิทธิ' ว่า '42,480 ล้านบาท (2.25ล้านคน1,50012)+(0.33ล้านคน50012)'   > โดยเป็นการเพิ่มขึ้น 20,880 ล้านบาทจากงบประมาณประจำปีปกติที่ได้ทุก ๆ ปี 21,600 ลบ. (2.25ล้านคน80012)

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 24) (ชื่อนโยบาย 'ปรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นเดือนละ 1,500 บาทเท่ากันทุกช่วงอายุ และผู้สูงอายุที่เคยเสียภาษีอย่างมีนัยสำคัญ รับเบี้ยยังชีพเดือนละ 2,000 บาท' ว่า '264,000 ล้านบาทจากงบประมาณประจำปี โดยแบ่งเป็นการเพิ่มเติมจากงบประมาณประจำปีปกติในเรื่องเบี้ยผู้สูงอายุที่จ่ายทุกปีอยู่ประมาณ 100,000 ลบ. จึงจะต้องมีการตั้งงบประมาณเพิ่มเติม 164,000 ลบ.'
  • ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 25) (ชื่อนโยบาย 'ปรับเพิ่มเบี้ยคนพิการเป็นเดือนละ 1,500 บาท จากเดิม 800 บาทและเพิ่มสิทธิคนพิการที่เสียภาษีรับ 2,000 บาทต่อเดือน และนโยบายอำนวยความสะดวกให้คนพิการมีบัตรประจำตัวประชาชนทุกคน เช่นจัดหน่วยเคลื่อนที่เพื่อบริการทำบัตรประชาชนเพื่อไม่ให้พลาดในการรับสิทธิ' ว่า '42,480 ล้านบาท จากงบประมาณประจำปี โดยนับเป็นงบประมาณเพิ่มเติม 20,880 ล้านบาทจากงบประมาณประจำปีปกติที่จ่ายทุกปี 21,600 ลบ.'
รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบการเงินการคลังที่พึ่งพากลไกการจ่ายเมื่อเกิดภาระ (pay-as-you-go) มากกว่าการสะสมทุนล่วงหน้า (pre-funded system)
  • ระบบประกันสังคมไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นกลไกสร้างความมั่งคั่งระยะยาวหลังเกษียณ
  • รายได้หลังเกษียณเฉลี่ยอยู่ในช่วงประมาณ 3,000–8,000 บาทต่อเดือน ซึ่งต่ำกว่าค่าครองชีพขั้นต่ำในเขตเมืองอย่างมีนัยสำคัญ (สำหรับแรงงานไทยกว่า 60% ที่อยู่ในภาคเอกชนและนอกระบบ)
  • ระบบบำนาญข้าราชการสร้างภาระงบประมาณแผ่นดินมากกว่า 300,000 ล้านบาทต่อปี โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามโครงสร้างสังคมสูงวัยและอายุขัยเฉลี่ยที่ยาวขึ้น
  • ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างระหว่างกลุ่มแรงงาน และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการคลังในระยะยาว
  • การเข้าถึงเครื่องมือการลงทุน เช่น หุ้นปันผล กองทุนดัชนี และโครงสร้างพื้นฐาน ยังจำกัดอยู่ในกลุ่มประชาชนที่มีรายได้และความรู้ทางการเงินสูง
  • แรงงานรายได้น้อยและแรงงานนอกระบบส่วนใหญ่ขาดทั้งเงินเริ่มต้น ความสามารถในการรับความเสี่ยง และกลไกคุ้มครอง ทำให้ไม่สามารถใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือสร้างบำนาญได้อย่างแท้จริง
  • ผลตอบแทนจากการเติบโตทางเศรษฐกิจจะยิ่งกระจุกตัว และความเหลื่อมล้ำด้านความมั่นคงหลังเกษียณจะขยายตัวมากขึ้น หากปล่อยให้กลไกตลาดทำงานลำพัง
  • ระบบบำนาญแบบชั้นเดียวที่พึ่งพาการโอนรายได้ระหว่างรุ่น (intergenerational transfer) มีความเปราะบางสูงในสังคมสูงวัย
  • ภาระต่อผู้เสียภาษีรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภายในสองทศวรรษข้างหน้า จากอัตราส่วนผู้สูงอายุต่อวัยแรงงานของไทยที่เพิ่มจากประมาณ 1:4 ในปัจจุบัน เป็นใกล้ 1:2
  • sequence of returns risk ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผลตอบแทนติดลบในช่วงต้นของการเกษียณสามารถลดรายได้หลังเกษียณตลอดช่วงชีวิตได้มากกว่า 20% หากไม่มีมาตรการรองรับ
  • แรงงานนอกระบบมีจำนวนประมาณ 21 ล้านคน หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มีงานทำทั้งหมด มีอัตราการออมเพื่อวัยเกษียณต่ำกว่าแรงงานในระบบอย่างมีนัยสำคัญ และมีความเสี่ยงยากจนในวัยชราสูงกว่าเกือบสองเท่า
  • การออกแบบระบบที่ผูกติดกับสถานะลูกจ้างไม่ครอบคลุมแรงงานนอกระบบและแรงงานอิสระ ซึ่งมีลักษณะรายได้ไม่สม่ำเสมอ ไม่มีนายจ้างสมทบ และเข้าไม่ถึงระบบบำนาญแบบดั้งเดิม
  • ต้นทุนการเริ่มออม (entry cost) เป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดของแรงงานรายได้น้อยและแรงงานนอกระบบ
  • ปัญหาการเข้ามาเฉพาะช่วงรับสิทธิสำหรับผู้ที่ขาดส่ง
  • การขาดเงื่อนไขจำกัดการถอนก่อนกำหนด ทำให้เงินสะสมเฉลี่ย ณ วัยเกษียณอาจลดลงมากกว่า 25–40%
  • การใช้ทรัพยากรสาธารณะผิดวัตถุประสงค์
  • ความเสี่ยงจากการใช้สิทธิผิดประเภท เช่น การรั่วไหลของสิทธิสมทบรัฐ หรือการใช้เป็นช่องทางลดภาษีของผู้มีรายได้สูง
  • ความเสี่ยงจากการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงหรือความผันผวนรุนแรงเกินกรอบนโยบายที่ไม่เหมาะกับผู้ลงทุนทั่วไป
  • การนำทรัพยากรระหว่างกันมาใช้ทดแทนหรืออุดหนุนข้ามระบบ
  • การไม่แยกบัญชีอย่างชัดเจนเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของความเสี่ยงเชิงระบบ ความคลุมเครือด้านกรรมสิทธิ์ และการบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้ถือสิทธิในระยะยาว
  • การใช้ทรัพยากรผิดวัตถุประสงค์
  • ต้องพึ่งพาการอัดฉีดงบประมาณฉุกเฉินจากรัฐบ่อยครั้ง ซึ่งส่งผลลบต่อเสถียรภาพการคลังและความไว้วางใจของประชาชน
  • ความเสี่ยงการใช้เงินผิดประเภท
  • ปัญหาความไม่สมมาตรของข้อมูลระหว่างผู้บริหารกองทุนกับผู้ถือสิทธิ
  • ความเสี่ยงเชิงธรรมาภิบาล
  • ความผันผวนของตลาดทุน
  • การขาดทุนในช่วงใกล้เกษียณสร้างความเสี่ยงสำคัญที่เรียกว่า sequence of returns risk ซึ่งอาจกดรายได้หลังเกษียณตลอดช่วงชีวิตได้มากกว่า 20% หากไม่มีมาตรการกันกระแทก
  • ความเพียงพอของรายได้หลังเกษียณ ขึ้นอยู่กับ 3 ตัวแปรหลัก ได้แก่ อัตราสมทบจริง, ความต่อเนื่องการออม, ผลตอบแทนสุทธิ
  • ออมขาดช่วงบ่อย (density ต่ำ) หรือเริ่มออมช้า ทำให้ความเพียงพอจะลดลงอย่างมาก
  • ค่าธรรมเนียมที่ดูเหมือนเล็กน้อยในแต่ละปีสามารถกัดกินผลตอบแทนทบต้นได้อย่างมีนัยสำคัญในช่วง 20–40 ปี
  • ความเสี่ยงจากการแทรกแซงเชิงนโยบาย การลงทุนตามแรงกดดันทางการเมือง หรือการใช้ดุลพินิจที่ไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ผู้ถือบัญชี
  • การขยายสิทธิแบบไร้เพดานและสร้างภาระการคลังสะสม หากออกแบบไม่ดี
  • ปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมสูงวัย ซึ่งไม่สามารถพึ่งพาระบบใดระบบหนึ่งได้อย่างยั่งยืน
  • ภาระการคลังสะสมและอัตราทดแทนรายได้ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย สำหรับประเทศที่พึ่งพาระบบบำนาญรัฐแบบจ่ายตามรุ่นเพียงเสาเดียว
  • ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง ระบบ 401(k)
  • แรงงานรายได้น้อย แรงงานพาร์ตไทม์ และแรงงานนอกระบบจำนวนมากไม่มีนายจ้างสมทบหรือไม่สามารถออมได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ช่องว่างความมั่นคงหลังเกษียณยังคงอยู่
  • แรงงานนอกระบบมากกว่าร้อยละ 50 ของผู้มีงานทำ
  • รายได้ไม่สม่ำเสมอ
  • ข้อจำกัดด้านการคลังในสังคมสูงวัย
  • ระบบประกันสังคมแบบจ่ายตามรุ่นเพียงลำพังไม่สามารถแก้ได้ นั่นคืออัตราทดแทนรายได้หลังเกษียณที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าครองชีพจริง
  • แรงกดดันด้านการคลังที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในสังคมสูงวัย
  • ระบบบำนาญที่พึ่งพา pay-as-you-go เพียงเสาเดียวมีแนวโน้มเผชิญทั้งปัญหาความเพียงพอของรายได้ (adequacy gap) และภาระหนี้บำนาญแฝง (implicit pension liabilities) ใน ระยะยาว
  • ปัญหาที่ระบบประกันสังคมแบบจ่ายตามรุ่นเพียงลำพังไม่สามารถแก้ได้ นั่นคืออัตราทดแทนรายได้หลังเกษียณที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าครองชีพจริง
  • ระบบบำนาญของไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดจากการออกแบบสถาบัน ไม่ใช่ปัญหาพฤติกรรมการออมของประชาชน
  • ระบบปัจจุบันแบ่งประชากรออกเป็นสามกลุ่มอย่างชัดเจน ได้แก่ กลุ่มที่มีบำนาญมั่นคงและคาดการณ์ได้ (ข้าราชการ) กลุ่มที่มีบำนาญขั้นต่ำในระดับยังชีพ (แรงงานในระบบประกันสังคม) และกลุ่มที่แทบไม่มีบำนาญอย่างเป็นระบบ (แรงงานนอกระบบ)
  • การแบ่งแยกเชิงสถาบันดังกล่าวก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง (institutional inequality) ที่ฝังอยู่ในระบบรัฐสวัสดิการเอง
  • ส่งผลให้ความมั่นคงหลังเกษียณของประชาชนขึ้นอยู่กับสถานะอาชีพมากกว่าความพยายามหรือการทำงานตลอดชีวิต
  • ประกันสังคมของไทยใช้หลักการ pay-as-you-go เป็นหลัก กล่าวคือเงินสมทบของผู้ทำงานปัจจุบันถูกนำไปจ่ายให้ผู้เกษียณในปัจจุบันโดยไม่มีการสะสมทรัพย์สินในบัญชีส่วนบุคคล
  • ระบบลักษณะนี้มีความเหมาะสมในช่วงที่โครงสร้างประชากรมีสัดส่วนแรงงานสูง แต่จะเผชิญข้อจำกัดรุนแรงเมื่อประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัย เนื่องจากภาระบำนาญจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าฐานผู้สมทบ
  • ระบบ pay-as-you-go มีความเสี่ยงด้านความยั่งยืนสูง หากไม่ปรับโครงสร้างไปสู่ระบบสะสมทรัพย์ควบคู่กัน
  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนการออมอื่น ๆ แม้เป็นระบบสะสมทรัพย์ แต่เป็นระบบสมัครใจ ครอบคลุมเฉพาะแรงงานในระบบ และมีอัตราการเข้าร่วมต่ำเมื่อเทียบกับขนาดแรงงานทั้งหมดของประเทศ
  • ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นบำนาญหลักในระดับชาติได้ โดยเฉพาะในประเทศที่มีแรงงานนอกระบบสัดส่วนสูงอย่างประเทศไทย
  • ระบบบำนาญที่พึ่งพาการสมัครใจเพียงอย่างเดียวมักล้มเหลวในการคุ้มครองแรงงานเปราะบาง และนำไปสู่ความยากจนในวัยชราในวงกว้าง
  • ระบบบำนาญข้าราชการของไทยสามารถให้ความคุ้มครองในระดับสูงและมั่นคง แต่ต้องแลกมาด้วยภาระงบประมาณรัฐจำนวนมากและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ภาระดังกล่าวไม่เพียงสร้างแรงกดดันต่อการคลังในระยะยาว แต่ยังก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำเชิงสถาบันระหว่างผู้ที่อยู่ในระบบราชการกับประชาชนส่วนใหญ่
  • ระบบบำนาญที่ให้สิทธิพิเศษเฉพาะบางกลุ่มโดยไม่เชื่อมโยงกับระบบสะสมทรัพย์ระดับชาติ มักเผชิญแรงต้านทางสังคมและปัญหาความชอบธรรมในระยะยาว
  • นโยบายบำนาญของไทยในอดีตแก้ปัญหาไม่สำเร็จ เนื่องจากตั้งคำถามเชิงนโยบายผิดทิศทาง โดยมุ่งถามว่ารัฐควรจ่ายเงินให้ผู้สูงอายุได้เท่าไร แทนที่จะถามว่าจะออกแบบระบบอย่างไรให้ประชาชนมีทรัพย์สินเป็นของตนเองและไม่ต้องพึ่งพาการโอนงบประมาณจากคนรุ่นหลัง
  • ระบบประกันสังคมของไทยที่ใช้หลักการ pay-as-you-go ... เงินสมทบของผู้ทำงานในปัจจุบันถูกนำไปจ่ายให้ผู้เกษียณในปัจจุบันโดยไม่มีการสะสมทรัพย์สินในบัญชีของผู้ประกันตนเอง
  • ระบบ pay-as-you-go แม้เหมาะสมในช่วงโครงสร้างประชากรวัยแรงงานขยายตัว แต่จะเผชิญความเสี่ยงสูงเมื่อประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัย เนื่องจากภาระบำนาญจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าฐานผู้สมทบ
  • ความผันผวนของตลาดทุน ซึ่งอาจส่งผลต่อมูลค่าสินทรัพย์ในระยะสั้น โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจหรือความไม่แน่นอนระดับโลก
  • การแทรกแซงทางการเมืองในการตัดสินใจลงทุน ซึ่งอาจนำไปสู่การใช้กองทุนเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองระยะสั้น เช่น การอุดหนุนโครงการที่ขาดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
  • ธรรมาภิบาลที่อ่อนแออาจนำไปสู่ปัญหาการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ การขาดความโปร่งใส หรือการตัดสินใจลงทุนที่ไม่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม
  • ความเข้าใจผิดของประชาชนที่อาจคาดหวังว่ารัฐจะรับประกันผลตอบแทนหรือรายได้หลังเกษียณในทุกสถานการณ์ ซึ่งไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของการลงทุน

จะทำอะไร (Action)

  • ออกแบบกลไกเฉพาะที่เชื่อมระบบประกันสังคมเข้ากับการสะสมทุนระยะยาว ผ่านสถาบันการเงินของรัฐและกรอบกำกับดูแลสาธารณะ
  • ยกระดับบทบาทของประกันสังคมจากระบบคุ้มครองขั้นต่ำไปสู่ฐานของระบบบำนาญที่ยั่งยืน
  • เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มมีบัญชีสะสมทรัพย์สินเพื่อการเกษียณที่เป็นเจ้าของจริง
  • เพิ่มรายได้หลังเกษียณให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี
  • ลดความเสี่ยงทางการคลังจากระบบบำนาญแบบจ่ายตามรุ่น
  • สร้างฐานนักลงทุนระยะยาวเพื่อเสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย
  • ดำเนินการผ่านการออกแบบระบบบำนาญแบบสองชั้น โดยกำหนดให้ประกันสังคมทำหน้าที่เป็นฐานความคุ้มครองขั้นต่ำ (basic pension floor) และเพิ่มชั้นสะสมทุนระยะยาวผ่านกองทุนหุ้นประชาชนในฐานะบำนาญการลงทุนแห่งชาติ (national funded pension pillar)
  • รัฐทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบกติกา กำหนดมาตรฐานการลงทุน และบริหารความเสี่ยงเชิงระบบ ไม่ใช่ผู้ลงทุนแทนประชาชน
  • สำนักงานประกันสังคม ทำหน้าที่เป็นผู้รักษาฐานสิทธิขั้นต่ำด้านชราภาพและความคุ้มครองแรงงาน โดยยังคงโครงสร้างสิทธิเดิมของผู้ประกันตนตามกฎหมาย ไม่ลดทอนผลประโยชน์ที่มีอยู่
  • กองทุนหุ้นประชาชน ทำหน้าที่เป็นบัญชีทรัพย์สินส่วนบุคคลเพื่อการเกษียณและสุขภาพปลายชีวิต
  • สถาบันการเงินของรัฐ ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน ได้แก่ การรับชำระเงินสมทบ การดูแลระบบบัญชี และศูนย์บริการประชาชน โดยต้องแยกบัญชีและงบดุลของกองทุนออกจากธุรกิจพาณิชย์ปกติอย่างเด็ดขาด
  • หน่วยงานกำกับตลาดทุน ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานการลงทุน การเปิดเผยข้อมูล ความเหมาะสมของผลิตภัณฑ์ และการคุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อย
  • ไม่ลดสิทธิเดิมของผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม แต่เพิ่มสิทธิใหม่ในรูปของการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ระยะยาวอย่างเป็นระบบ
  • แยกพอร์ตนโยบายออกจากธุรกิจพาณิชย์และห้ามอุดหนุนแฝง
  • กำหนดมาตรฐานการแยกพอร์ตในระดับเดียวกับกองทุนบำเหน็จบำนาญภาครัฐขนาดใหญ่ในต่างประเทศ โดยมีอย่างน้อย 3 กลไกเชิงสถาบัน: -แยกบัญชีเงินกองทุนออกจากงบดุลธนาคารรัฐอย่างเด็ดขาด -แยกคณะกรรมการกำกับการลงทุนของกองทุนออกจากฝ่ายบริหารธนาคาร -แยกระบบค่าธรรมเนียมและต้นทุนการบริหาร โดยกำหนดเพดานค่าธรรมเนียมในระดับต่ำใกล้เคียงกองทุนบำนาญสาธารณะสากล และบังคับให้เปิดเผยค่าใช้จ่ายทั้งหมดต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ
  • ใช้โครงสร้างพอร์ตแบบ Target Date Fund โดยปรับสัดส่วนสินทรัพย์อัตโนมัติ
  • กำหนดกรอบสมมติฐานผลตอบแทนมาตรฐานสำหรับการสื่อสารสาธารณะเป็น 3 กรณี ซึ่งสะท้อนช่วงความไม่แน่นอนของตลาดทุนในระยะยาว: -กรณีอนุรักษ์นิยม ผลตอบแทนจริงเฉลี่ย 4% ต่อปี -กรณีฐาน ผลตอบแทนจริงเฉลี่ย 6% ต่อปี -กรณีเอื้ออำนวย ผลตอบแทนจริงเฉลี่ย 7% ต่อปี
  • ทุกเอกสารนโยบาย เครื่องคำนวณออนไลน์ และสื่อประชาสัมพันธ์ของรัฐ ต้องแสดงผลลัพธ์ทั้งสามกรณีควบคู่กัน
  • ออกแบบให้มีกลไกกันกระแทกความผันผวนเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างบังคับ ซึ่งประกอบด้วยสามมาตรการหลัก: -ใช้หลักการถอนเงินแบบยั่งยืน (sustainable withdrawal) โดยกำหนดเพดานการถอนรายปี เช่น 3–4% ของมูลค่าพอร์ต -ในปีที่ตลาดปรับตัวลง ให้ลดการถอนจากเงินต้นและพึ่งพาเงินปันผลหรือรายได้จากตราสารหนี้เป็นหลัก -กันเงินส่วนหนึ่งของพอร์ตเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องสูงสำหรับค่าใช้จ่ายในช่วง 3–5 ปีแรกหลังเกษียณ
  • รัฐสมทบแบบมีเงื่อนไข โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้มีรายได้น้อยและแรงงานนอกระบบ
  • กำหนดเพดานงบสมทบเป็นสัดส่วนของงบสวัสดิการสังคมหรือ GDP และใช้กลไกปรับอัตราสมทบอัตโนมัติหากงบจริงเข้าใกล้เพดาน
  • เปลี่ยนฐานคิดจากการออกแบบระบบที่ผูกติดกับสถานะลูกจ้าง ไปสู่ระบบที่ครอบคลุมทุกอาชีพ โดยถือว่า “รายได้ทุกรูปแบบ” สามารถเป็นฐานการออมได้
  • ออกแบบระบบให้การออมเข้ากองทุนทำได้ง่าย ต้นทุนต่ำ และตรวจสอบได้ ผ่านช่องทางดิจิทัล เช่น การหักเงินอัตโนมัติจากบัญชีธนาคาร กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือแพลตฟอร์มชำระเงินที่แรงงานนอกระบบใช้อยู่จริง
  • ใช้แนวคิดประเมินศักยภาพทางการเงินจากหลายมิติ ได้แก่ รายรับเฉลี่ยย้อนหลัง ระดับการออมที่ผ่านมา ความสม่ำเสมอของการออม และพฤติกรรมทางการเงินโดยรวม
  • กำหนดชุดสิทธิประโยชน์ที่ชัดเจนและคุ้มค่าในระยะยาว เพื่อสร้างแรงจูงใจให้แรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบอย่างสมัครใจ: -สิทธิสมทบจากรัฐแบบมีเงื่อนไขสำหรับผู้เริ่มออมใหม่ โดยรัฐสมทบในอัตราสูงขึ้นในช่วงเริ่มต้น -ค่าธรรมเนียมการบริหารต่ำและเปิดเผยต้นทุนทั้งหมด โดยตั้งเป้าให้ค่าธรรมเนียมรวมอยู่ในระดับใกล้เคียงกองทุนบำนาญสาธารณะสากล -สื่อสารผลลัพธ์ในรูปแบบรายได้หลังเกษียณต่อเดือน ไม่ใช่เพียงตัวเลขเงินก้อน
  • กำหนดให้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นเป็นขั้นบันไดตามระยะเวลาการออม
  • กำหนดเงื่อนไขการถือครองขั้นต่ำ (minimum holding period) และการถอนเงินต้นที่เข้มงวด
  • อนุญาตการถอนก่อนกำหนดเฉพาะกรณีที่มีเหตุจำเป็นเชิงสังคมและมนุษยธรรม เช่น ทุพพลภาพถาวร ภาวะเจ็บป่วยรุนแรง หรือค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เกินขีดความสามารถของครัวเรือน
  • จำกัดสัดส่วนการถอนเพื่อรักษาเงินต้นส่วนใหญ่ไว้สำหรับวัยเกษียณ
  • กำหนดสูตรคำนวณมาตรฐานที่ใช้ในการสื่อสารสาธารณะ โดยอิงหลักการมูลค่าเงินสะสมของเงินงวด (future value of annuity)
  • ออกแบบให้ระบบครอบคลุมทั้งแรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ และแรงงานอิสระ
  • กำหนดสิทธิและเงื่อนไขใช้หลักความเป็นธรรมตามความสามารถในการสมทบ และความคุ้มครองขั้นต่ำตามความจำเป็นเชิงสังคม โดยแยกกลุ่มผู้เข้าร่วมเป็น 3 กลุ่มหลัก: -กลุ่ม A แรงงานในระบบที่มีนายจ้างสมทบ เชื่อมกับฐานประกันสังคมเดิม และเพิ่มชั้นสะสมทุนผ่านกองทุนหุ้นประชาชนโดยอัตโนมัติ -กลุ่ม B แรงงานนอกระบบและแรงงานอิสระ สมัครใจเข้าระบบได้ตลอดเวลา พร้อมเครื่องมือชำระเงินรายเดือนหรือรายสัปดาห์เพื่อลดข้อจำกัดรายได้ไม่สม่ำเสมอ -กลุ่ม C ผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง ได้รับสิทธิสมทบจากรัฐแบบมีเงื่อนไข
  • กำหนดเงื่อนไขขั้นต่ำ 3 ระดับ: -แนะนำความถี่การสมทบขั้นต่ำ อย่างน้อย 9–10 เดือนต่อปี -การไต่ระดับสิทธิ สิทธิประโยชน์ภาษีและสิทธิสมทบรัฐเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการออมต่อเนื่อง -เงื่อนไขกลับเข้าสู่ระบบ ผู้ที่ขาดส่งสามารถกลับเข้าสู่ระบบได้ แต่ต้องผ่านช่วงปรับพฤติกรรม เช่น ส่งสมทบต่อเนื่อง 6–12 เดือน
  • ห้ามนำเงินในกองทุนไปใช้เพื่อการบริโภคระยะสั้น การเก็งกำไร หรือการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเกินกรอบนโยบาย
  • กำหนดกรอบการลงทุนที่อนุญาตในลักษณะรายการเชิงบวก โดยให้ลงทุนได้ในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง กระจายความเสี่ยงได้ และตรวจสอบได้ เช่น กองทุนดัชนีและ ETF ตราสารหนี้คุณภาพสูง กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และหุ้นปันผลภายใต้เกณฑ์ธรรมาภิบาล
  • ห้ามลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงหรือความผันผวนรุนแรงเกินกรอบนโยบาย
  • กำหนดมาตรการป้องกันการใช้สิทธิผิดประเภท: -ตรวจสอบสิทธิและรายได้ผ่านข้อมูลภาษีหรือฐานข้อมูลสวัสดิการที่มีอยู่ -กำหนดเพดานการสมทบที่ได้รับการสมทบรัฐต่อปี -ระบบตรวจจับความผิดปกติของการเคลื่อนย้ายเงิน พร้อมบทลงโทษและการระงับสิทธิในกรณีทุจริต
  • กำหนดให้มีการแยกบัญชีเงินเกษียณออกจากบัญชีประกันสังคมและบัญชีสุขภาพอย่างเด็ดขาดทั้งในเชิงกฎหมาย การบัญชี และการบริหาร (legal, accounting, and operational separation)
  • ออกแบบโครงสร้างบัญชีเป็นสามเสาที่แยกจากกันอย่างชัดเจน โดยแต่ละเสามีวัตถุประสงค์และกติกาการใช้เงินเฉพาะ ไม่สามารถถ่ายโอนเงินระหว่างกันได้โดยพลการ:
    • (1) บัญชีประกันสังคม ทำหน้าที่เป็นเสาคุ้มครองขั้นต่ำ (basic protection pillar) และจ่ายสิทธิชราภาพตามกฎหมายเดิม
    • (2) บัญชีเงินเกษียณจากกองทุนหุ้นประชาชน
    • (3) บัญชีสุขภาพและการดูแลระยะยาวสำหรับค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลและการดูแลผู้สูงอายุในช่วงปลายชีวิต
  • จัดทำรายงานผลการลงทุนและสถานะทางการเงินอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยรายไตรมาส โดยเปิดเผยข้อมูลสำคัญต่อผู้ถือบัญชีและสาธารณะ
  • กำหนดให้ใช้ตัวชี้วัดมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งระบบ เช่น ผลตอบแทนสุทธิหลังหักค่าธรรมเนียม อัตราความผันผวน และอัตราทดแทนรายได้ที่คาดการณ์ได้
  • กำหนดให้มีกลไกกำกับโดยหน่วยงานอิสระที่แยกจากผู้บริหารกองทุนและสถาบันการเงินของรัฐ โดยโครงสร้างการกำกับประกอบด้วยหลายชั้น:
    • (1) คณะกรรมการกำหนดนโยบายการลงทุนที่มีผู้เชี่ยวชาญอิสระ
    • (2) ระบบตรวจสอบภายในที่รายงานตรงต่อคณะกรรมการ
    • (3) การตรวจสอบภายนอกโดยผู้สอบบัญชีอิสระ
    • (4) การรายงานผลต่อสาธารณะและรัฐสภาเป็นประจำ
  • กำหนด KPI เป็น 3 ระยะ โดยแยกมิติ “ผลลัพธ์ต่อประชาชน” (replacement rate, adequacy) ออกจาก “สมรรถนะของระบบ” (coverage, retention, costs) และ “ความยั่งยืนการคลัง” (fiscal sustainability)
  • สื่อสารสาธารณะต้องยืนยันกรอบเวลาอย่างตรงไปตรงมา และหลีกเลี่ยงการทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นมาตรการอัดฉีดหรือสวัสดิการแบบจ่ายทันที
  • มี มาตรการรองรับของนโยบาย ได้แก่ เส้นทางลดความเสี่ยงตามอายุ (glide path) ที่ลดสัดส่วนหุ้นลงเมื่อเข้าใกล้เกษียณ
  • มี มาตรการรองรับของนโยบาย ได้แก่ กติกาการถอนแบบยั่งยืน (เช่น 3–4% ต่อปี) และการใช้เงินปันผล ตราสารหนี้แทนการขายสินทรัพย์
  • มี มาตรการรองรับของนโยบาย ได้แก่ การกันสภาพคล่อง สำหรับ 3–5 ปีแรกหลังเกษียณ เพื่อลดแรงกดดันต้องขายสินทรัพย์ในจังหวะราคาต่ำ
  • มี มาตรการรองรับของนโยบาย ได้แก่ ระบบไต่ระดับสิทธิให้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นตามความต่อเนื่องการออม
  • มี มาตรการรองรับของนโยบาย ได้แก่ โครงสร้างสมทบรัฐแบบมีเงื่อนไขสำหรับรายได้น้อย
  • มี มาตรการรองรับของนโยบาย ได้แก่ เครื่องคำนวณออนไลน์ที่แสดงผลลัพธ์ 3 กรณี (อนุรักษ์นิยม/ฐาน/เอื้ออำนวย)
  • มี มาตรการรองรับของนโยบาย ได้แก่ เพดานค่าธรรมเนียมรวม (TER) และการเปิดเผยต้นทุนทั้งหมดแบบรายไตรมาส
  • มี มาตรการรองรับของนโยบาย ได้แก่ การใช้กองทุนดัชนี/ETF เป็นแกนหลัก
  • มี มาตรการรองรับของนโยบาย ได้แก่ การประเมินผลตอบแทนสุทธิเทียบ benchmark
  • มี มาตรการรองรับของนโยบาย ได้แก่ การแยกบัญชีและงบดุล (ring-fencing) ระหว่างกองทุนกับธุรกิจธนาคารรัฐ
  • มี มาตรการรองรับของนโยบาย ได้แก่ การกำกับโดยหน่วยงานอิสระหลายชั้น (คณะกรรมการลงทุนอิสระ ตรวจสอบภายใน ตรวจสอบภายนอก รายงานต่อสาธารณะ/รัฐสภา)
  • มี มาตรการรองรับของนโยบาย ได้แก่ กติกาการลงทุนแบบรายการเชิงบวก (positive list) และข้อห้ามลงทุนในผลิตภัณฑ์ซับซ้อน/เลเวอเรจสูง
  • มี มาตรการรองรับของนโยบาย ได้แก่ การกำหนดเพดานงบสมทบรัฐเป็นสัดส่วนของ GDP/งบสวัสดิการ และมีกลไกปรับอัตราสมทบอัตโนมัติเมื่อเข้าใกล้เพดาน (แนวคิด fiscal rule)
  • มี มาตรการรองรับของนโยบาย ได้แก่ การกำหนดสิทธิสมทบรัฐแบบขั้นบันไดตามรายได้และความต่อเนื่องการออม
  • มี มาตรการรองรับของนโยบาย ได้แก่ การรายงานตัวชี้วัดการคลังควบคู่กับผลลัพธ์รายได้หลังเกษียณ
  • รัฐต้องสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาว่า นโยบาย นี่คือการออกแบบระบบระยะยาว ไม่ใช่นโยบายแจกเงิน และไม่ใช่ระบบรับประกันผลตอบแทน การสื่อสารทุกชิ้นต้องแสดงผลลัพธ์หลายกรณี (4/6/7% จริงต่อปี) ระบุความเป็นไปได้ของปีที่ผลตอบแทนติดลบ และอธิบายมาตรการลดความเสี่ยงที่ฝังไว้ในระบบ
  • นโยบายยกระดับประกันสังคมสู่การผสานกองทุนหุ้นประชาชนของไทย
  • เลือกผสานจุดแข็งของแนวทางสากล ได้แก่ ความครอบคลุมและความมั่นคงแบบ CPF ความยืดหยุ่นและการลงทุนจริงแบบ 401(k) และกรอบธรรมาภิบาลของระบบบำนาญในกลุ่ม OECD แล้วปรับให้เหมาะกับบริบทไทย
  • การยกระดับประกันสังคมสู่การผสานกองทุนหุ้นประชาชน คือการออกแบบโครงสร้างบำนาญใหม่ในระดับสถาปัตยกรรมเชิงสถาบัน ที่เชื่อมโยงกลไกคุ้มครองขั้นต่ำของรัฐเข้ากับกลไกสะสมทุนและการลงทุนจริงของภาคประชาชนอย่างเป็นระบบ
  • ประกันสังคมควรทำหน้าที่เป็นเสาคุ้มครองความเสี่ยงพื้นฐาน (basic protection pillar) เพื่อป้องกันความยากจนในวัยชรา
  • กองทุนหุ้นประชาชนทำหน้าที่เป็นเสาสะสมทุน (funded investment pillar) ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะแรงงานเอกชนและแรงงานนอกระบบ ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์และมีส่วนร่วมโดยตรงในผลตอบแทนจากการเติบโตของเศรษฐกิจชาติอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
  • เป็นการ ยกระดับสถานะของประชาชนจากผู้รับสวัสดิการ มาเป็นเจ้าของทุนของประเทศอย่างแท้จริง
  • นโยบายนี้ ช่วยเปลี่ยนทิศทางภาระของรัฐจากการจ่ายเงินซ้ำทุกปี ไปสู่การลงทุนเชิงป้องกัน (preventive fiscal investment) ผ่านการสมทบแบบมีเพดานและมีเป้าหมาย
  • นโยบาย “กำไรคืนถิ่น ทุนคืนมือ” ตั้งอยู่บนกรอบคิดประชานิยมเชิงผลลัพธ์ (Performative Populism)
  • นโยบายนี้ถูกผสานเข้ากับ ชาตินิยมทางเศรษฐกิจแบบมีเงื่อนไข (conditional economic nationalism) ซึ่งมิได้ปฏิเสธตลาดเสรี การลงทุนจากภาคเอกชน หรือทุนต่างชาติ หากแต่ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ารัฐมีหน้าที่ออกแบบเงื่อนไขเชิงสถาบันเพื่อให้ผลประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจชาติไม่ไหลออกไปสู่กลุ่มทุนเพียงฝ่ายเดียว แต่กลับคืนสู่ประชาชนในฐานะเจ้าของทุนของประเทศ
  • รัฐไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้แจกจ่ายรายได้ปลายทาง แต่เป็นผู้ออกแบบโครงสร้างการถือครองทุน (ownership structure) ของประชาชนในระบบเศรษฐกิจ
  • นโยบายบำนาญจึงถูกยกระดับจากเครื่องมือด้านสวัสดิการไปสู่เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการจัดระเบียบอำนาจระหว่างรัฐ ตลาด และประชาชน
  • นโยบายนี้ใช้ แนวคิด asset-based welfare ซึ่งเสนอว่าความมั่นคงทางสังคมควรตั้งอยู่บนการถือครองสินทรัพย์ระยะยาวของประชาชน มากกว่าการพึ่งพาการโอนเงินจากรัฐแบบถาวร
  • บทบาทของรัฐถูกออกแบบใหม่ให้เป็นรัฐผู้ออกแบบและกำกับ (regulatory and enabling state) มากกว่ารัฐผู้บริหารเงินหรือผู้จ่ายบำนาญโดยตรง
  • รัฐทำหน้าที่กำหนดกติกา โครงสร้างสถาบัน มาตรฐานการลงทุน และกลไกกำกับดูแล เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถเป็นเจ้าของพอร์ตเกษียณของตนเองได้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน
  • นโยบายนี้ ยืนอยู่บนตลาดเสรีภายใต้เงื่อนไขความเป็นธรรม ยอมรับบทบาทของตลาดทุนในฐานะแหล่งสร้างความมั่งคั่งระยะยาว แต่ไม่ปล่อยให้ผลตอบแทนจากการเติบโตกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มทุนเพียงส่วนน้อย
  • ออกแบบนโยบายให้กลุ่มดังกล่าวเข้าถึงการสะสมทุนตั้งแต่ต้น
  • เปลี่ยนโครงสร้างรายได้หลังเกษียณของประชาชน จากรายได้เชิงสงเคราะห์ไปสู่รายได้จากสินทรัพย์ที่ตนเองเป็นเจ้าของ
  • จัดตั้งกองทุนบำนาญการลงทุนแห่งชาติในรูปแบบระบบสะสมทรัพย์เต็มรูปแบบ (fully funded system)
  • กองทุนฯ จะยึดหลักการ ออมร่วมสามฝ่าย ได้แก่ ลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐ ซึ่งสะท้อนแนวคิด shared responsibility
  • ลูกจ้างออมจากรายได้ของตนเองอย่างสม่ำเสมอ
  • นายจ้างมีบทบาทในการสมทบเพื่อเสริมวินัยการออมและเชื่อมโยงบำนาญกับตลาดแรงงาน
  • รัฐทำหน้าที่ลดความเหลื่อมล้ำตั้งต้นผ่านการสมทบเพิ่มเติมให้กับผู้มีรายได้น้อยและแรงงานเปราะบาง
  • การลงทุนของกองทุนใช้หลักการ Target Date Fund (TDF) ซึ่งเป็นกลไกการจัดพอร์ตอัตโนมัติตามช่วงอายุของผู้ถือบัญชี
  • ใน ช่วงวัยทำงานตอนต้น พอร์ตการลงทุนจะให้น้ำหนักกับสินทรัพย์ที่เน้นการเติบโต เช่น หุ้นและ ETF ตลาดโลก เพื่อเพิ่มศักยภาพผลตอบแทนระยะยาว
  • เมื่อ อายุเพิ่มขึ้น ระบบจะค่อย ๆ ปรับพอร์ตไปสู่สินทรัพย์ที่มีความผันผวนน้อยและให้กระแสเงินสดสม่ำเสมอ เช่น ตราสารหนี้ หุ้นปันผล และโครงสร้างพื้นฐาน
  • การดำเนินการของนโยบายนี้จำเป็นต้องแยกเชิงสถาบันออกจากระบบประกันสังคมอย่างชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงการทับซ้อนของบทบาท หน้าที่ และตรรกะการเงินระหว่างระบบบำนาญแบบจ่ายตรงกับระบบบำนาญแบบสะสมทรัพย์
  • การจัดตั้งกองทุนบำนาญการลงทุนแห่งชาติจึงต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะที่กำหนดวัตถุประสงค์ อำนาจหน้าที่ และขอบเขตการดำเนินงานไว้อย่างชัดเจน โดยแยกฐานะนิติบุคคล งบประมาณ และการกำกับดูแลออกจากสำนักงานประกันสังคมโดยสิ้นเชิง
  • กองทุนต้องมีคณะกรรมการอิสระที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุน การคลัง และการกำกับดูแลความเสี่ยง โดยกำหนดคุณสมบัติและวาระการดำรงตำแหน่งที่ชัดเจน เพื่อลดความเสี่ยงจากการแทรกแซงทางการเมืองในระยะสั้น
  • ใน ระยะเริ่มต้น นโยบายควรเริ่มจากแรงงานใหม่และการเข้าร่วมแบบสมัครใจ เพื่อสร้างความคุ้นเคยและลดแรงต้านทางการเมืองจากผู้ที่อยู่ในระบบเดิม
  • เมื่อระบบมีเสถียรภาพในระยะต้น การดำเนินการจะขยายไปสู่แรงงานนอกระบบผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมโยงบัญชีบำนาญกับระบบตัวตนดิจิทัลและการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์
  • บทบาทของรัฐเปลี่ยนจากผู้จ่ายสวัสดิการปลายทางไปสู่ผู้ลงทุนร่วมกับประชาชน (co-investor) ในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจระยะยาว
  • การกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภทและหลากหลายภูมิภาค ประกอบกับการลงทุนระยะยาวผ่านกลไก Target Date Fund
  • การแยกบทบาทฝ่ายนโยบายออกจากฝ่ายบริหารการลงทุน และการกำหนดกรอบกฎหมายที่ห้ามการใช้กองทุนเพื่อวัตถุประสงค์นอกเหนือจากผลประโยชน์ของผู้ถือบัญชี
  • การมีคณะกรรมการอิสระ ระบบตรวจสอบภายในและภายนอกที่เข้มแข็ง และการเปิดเผยข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ
  • การสื่อสารความเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา สร้างความเข้าใจเรื่องความผันผวนระยะสั้นและผลตอบแทนระยะยาว เพื่อป้องกันแรงต้านทางสังคมในช่วงที่ตลาดผันผวน
  • ระบบต้องมีกลไกการรายงานผลต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง พร้อมการเปิดเผยข้อมูลผลการลงทุน ค่าธรรมเนียม และความเสี่ยงในรูปแบบที่ประชาชนเข้าใจได้
  • ควรมีการประเมินผลโดยหน่วยงานอิสระทุก 3–5 ปี เพื่อประเมินความเพียงพอของบำนาญ ความคุ้มค่าทางการคลัง และผลกระทบต่อความเหลื่อมล้ำ
  • การเปลี่ยนกรอบความคิดของสังคมจากการมองประชาชนในฐานะผู้รับสวัสดิการ ไปสู่การมองประชาชนในฐานะเจ้าของทุนของประเทศอย่างเป็นระบบ
  • การสื่อสารต้องตอกย้ำว่าบำนาญไม่ใช่เงินสงเคราะห์เพื่อความอยู่รอด แต่เป็นผลลัพธ์ของการเป็นเจ้าของสินทรัพย์และการมีส่วนร่วมในความมั่งคั่งของชาติ
  • ภาพจำหลักจึงไม่ใช่เบี้ยยังชีพรายเดือน แต่คือ พอร์ตเกษียณที่เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจ
  • ควรเชื่อมโยงนโยบายนี้เข้ากับการเปลี่ยนผ่านจากรัฐสวัสดิการแบบจ่ายขั้นต่ำ ไปสู่สังคมแห่งการเป็นเจ้าของ (ownership society) ซึ่งรัฐทำหน้าที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางสถาบันให้ประชาชนสะสมทุนได้ตั้งแต่เริ่มทำงาน
  • สำหรับคนทำงานและคนรุ่นใหม่ การสื่อสารควรเน้นเรื่องอิสรภาพทางการเงิน ความสามารถในการควบคุมอนาคตของตนเอง และการไม่ต้องพึ่งพาลูกหลานในวัยเกษียณ
  • สำหรับชนชั้นกลางและแรงงานในระบบ การสื่อสารควรชี้ให้เห็นความแตกต่างเชิงโครงสร้างระหว่างบำนาญการลงทุนกับประกันสังคม โดยเน้นประเด็นการเป็นเจ้าของทรัพย์สินและการส่งต่อมรดกได้
  • สำหรับแรงงานนอกระบบและผู้มีรายได้น้อย การสื่อสารควรเน้นบทบาทรัฐในฐานะผู้สมทบและผู้ค้ำโอกาส เพื่อยืนยันว่าระบบนี้ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
  • การสื่อสารต้องมีความซื่อสัตย์เชิงนโยบาย โดยอธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่าระบบบำนาญการลงทุนมีความผันผวนระยะสั้น แต่ให้ผลลัพธ์ที่มั่นคงกว่าในระยะยาวเมื่อออกแบบและกำกับอย่างถูกต้อง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กระจายโอกาสในการเป็นเจ้าของทุน
  • ลดความเสี่ยงเชิงระบบที่เกิดจากการพึ่งพางบประมาณในอนาคต
  • เปลี่ยนบทบาทของรัฐจากผู้จ่ายสวัสดิการ ไปสู่ผู้ออกแบบระบบที่เอื้อให้ประชาชนสามารถสร้างความมั่นคงด้วยตนเองภายใต้กติกาที่เป็นธรรมและตรวจสอบได้
  • ระบบประกันสังคมมีบทบาทยกระดับจากคุ้มครองขั้นต่ำไปสู่ฐานของระบบบำนาญที่ยั่งยืน
  • ประชาชนทุกกลุ่มมีบัญชีสะสมทรัพย์สินเพื่อการเกษียณที่เป็นเจ้าของจริง
  • เพิ่มรายได้หลังเกษียณให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี
  • ลดความเสี่ยงทางการคลังจากระบบบำนาญแบบจ่ายตามรุ่น
  • สร้างฐานนักลงทุนระยะยาวเพื่อเสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย
  • ไม่ลดทอนผลประโยชน์ที่มีอยู่ของผู้ประกันตน
  • เงินสะสมและผลตอบแทนเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถือบัญชี สามารถส่งต่อเป็นมรดกได้
  • การบริหารกองทุนอยู่ภายใต้กรอบธรรมาภิบาลเดียวกับกองทุนสาธารณะขนาดใหญ่
  • อัตราทดแทนรายได้รวมให้เข้าใกล้หรือเกินระดับ 60–70% (จากเดิม ระบบประกันสังคมปัจจุบันทดแทนได้ประมาณ 30–50% ของค่าจ้างเฉลี่ย)
  • รายได้หลังเกษียณพอเลี้ยงชีวิตโดยไม่ต้องเพิ่มภาระการคลังแบบจ่ายซ้ำ และลดแรงกดดันต่อระบบงบประมาณในระยะยาว
  • ป้องกันไม่ให้กองทุนหุ้นประชาชนกลายเป็นแหล่งอุดหนุนแฝง (implicit subsidy) หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือเสริมสภาพคล่องให้ธนาคารรัฐ
  • เงินสมทบและผลตอบแทนทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของผู้ถือบัญชีโดยสมบูรณ์ ไม่สามารถนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นได้
  • ลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจผิดพลาดของรายบุคคล และเพิ่มความมั่นคงของกระแสรายได้หลังเกษียณ
  • ผลตอบแทนเฉลี่ยจริงอยู่ในช่วงประมาณ 4–7% ต่อปี หลังหักเงินเฟ้อในระยะยาว
  • ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเศรษฐกิจประเทศเดียว และลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม
  • รักษาความน่าเชื่อถือของนโยบายและป้องกันการสร้างความคาดหวังเกินจริง
  • ประชาชนเข้าใจความเสี่ยงและความไม่แน่นอนอย่างครบถ้วน
  • ช่วยเสริมความไว้วางใจต่อระบบในระยะยาว
  • หลีกเลี่ยงทั้งภาวะความเสี่ยงกระจุกตัวและปัญหาแรงจูงใจเชิงลบ (moral hazard)
  • พอร์ตแบบ life-cycle สามารถลดความผันผวนของรายได้หลังเกษียณได้ประมาณ 20–30% เมื่อเทียบกับพอร์ตหุ้นคงที่ตลอดช่วงชีวิต
  • รักษาผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวในระดับที่เพียงพอ
  • เพิ่มอัตราการออมได้อย่างมีนัยสำคัญโดยไม่สร้างภาระการคลังเกินควบคุม
  • รักษาวินัยการคลัง และลดความเสี่ยงเชิงการเมืองและการคลัง
  • ลดรายได้หลังเกษียณตลอดช่วงชีวิตได้มากกว่า 20% หากมีมาตรการรองรับ (ผลลัพธ์คือลดการสูญเสียรายได้)
  • รักษาเงินต้นในระยะยาว
  • หลีกเลี่ยงการขายสินทรัพย์ในช่วงราคาต่ำ
  • ลดความเสี่ยงด้านรายได้ตลอดชีพได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • ระบบบำนาญแบบลงทุนมีเสถียรภาพในระดับมหภาค และเป็นแหล่งรายได้ระยะยาวที่คาดการณ์ได้มากขึ้น
  • ลดต้นทุนการเข้าร่วมและเพิ่มความสม่ำเสมอของการออม
  • เพิ่มอัตราการเข้าร่วมของแรงงานนอกระบบได้มากกว่าร้อยละ 20
  • ลดการตีตราทางสังคม ไม่แบ่งแยกประชาชนตามอาชีพ และสะท้อนศักยภาพจริงของบุคคล
  • รัฐใช้ข้อมูลเชิงพฤติกรรมในการออกแบบแรงจูงใจที่เหมาะสมและตรงจุด
  • แรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบอย่างสมัครใจ
  • ค่าธรรมเนียมรวมอยู่ในระดับต่ำใกล้เคียงกองทุนบำนาญสาธารณะสากล ซึ่งต่ำกว่าผลิตภัณฑ์การลงทุนเชิงพาณิชย์ทั่วไป
  • ประชาชนประเมินความเพียงพอของรายได้ในชีวิตจริงได้ง่ายขึ้น
  • การสื่อสารผลลัพธ์เป็นรายได้รายเดือนช่วยเพิ่มอัตราการออมอย่างต่อเนื่องได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • ลดอัตราการถอนก่อนกำหนดได้มากกว่าร้อยละ 30
  • “ต้นทุนของการออกจากระบบ” สูงขึ้นตามอายุการออมที่สะสมมาแล้ว
  • ลดต้นทุนการเริ่มออม (entry cost)
  • สร้างวินัยทางการเงินและลดพฤติกรรมออมแบบขาดช่วง
  • ผู้ถือบัญชีได้รับสิทธิครบถ้วน ทั้งสิทธิรับเงินปันผลตามรอบ สิทธิเลือกแผนรับเงินหลังเกษียณ และสิทธิใช้บัญชีเป็นหลักประกันทางสังคมในบางกรณี
  • แรงจูงใจเปลี่ยนจาก “ออมเพื่อได้สิทธิทันที” ไปสู่ “ออมเพื่อรักษาสิทธิในระยะยาว
  • ป้องกันไม่ให้กองทุนกลายเป็นเครื่องมือเก็งกำไรหรือแหล่งสภาพคล่องระยะสั้น
  • เงินสะสม ณ วัยเกษียณไม่ลดลงมากกว่า 25–40% (จากเงื่อนไขการถอนที่จำกัด)
  • รักษาเงินต้นส่วนใหญ่ไว้สำหรับวัยเกษียณ
  • ผู้มีรายได้ 15,000 บาทต่อเดือน และออมผ่านกองทุนหุ้นประชาชนในอัตรารวม 11–17% ของรายได้เป็นเวลา 35 ปี จะมีเงินสะสมปลายงวดประมาณ 2.3–3.6 ล้านบาท (ภายใต้สมมติฐานผลตอบแทนจริงเฉลี่ย 6% ต่อปี)
  • รายได้รวมหลังเกษียณจะอยู่ในช่วงประมาณ 12,000–20,000 บาทต่อเดือน (ขึ้นกับอัตราการออมและผลตอบแทนระยะยาว)
  • ระดับรายได้นี้เข้าใกล้หรือสูงกว่าค่าครองชีพขั้นต่ำในเขตเมืองอย่างชัดเจน
  • ไม่ตอกย้ำช่องว่างด้านความมั่นคงหลังเกษียณและไม่ทำให้ภาระการคลังในอนาคตสูงขึ้นจากกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่มีเงินออมเพียงพอ
  • ลดความเสี่ยงยากจนในวัยชรา
  • ลดแรงจูงใจถอนก่อนกำหนดและสร้างวินัย
  • ลดปัญหาการเข้ามาเฉพาะช่วงรับสิทธิ
  • ป้องกันการใช้ทรัพยากรสาธารณะผิดวัตถุประสงค์
  • คุ้มครองผู้ลงทุนรายย่อย
  • ลดการรั่วไหลของสิทธิสมทบรัฐ
  • ป้องกันการใช้เป็นช่องทางลดภาษีของผู้มีรายได้สูง
  • ระบบผสานเป็นบำนาญการลงทุนแห่งชาติที่เข้าถึงได้จริงสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่ยังรักษาวินัยการเงิน ความเป็นธรรม และเสถียรภาพของระบบในระยะยาว
  • ป้องกันการนำทรัพยากรระหว่างกันมาใช้ทดแทนหรืออุดหนุนข้ามระบบ
  • ลดความเสี่ยงเชิงระบบ ความคลุมเครือด้านกรรมสิทธิ์ และการบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้ถือสิทธิในระยะยาว
  • เงินสะสมและผลตอบแทนจากกองทุนหุ้นประชาชนไม่สามารถถูกนำไปใช้ชดเชยการขาดดุลของประกันสังคม หรือค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นจากสังคมสูงวัยได้โดยพลการ
  • อัตราการรักษาเงินสะสมถึงวัยเกษียณสูงกว่าระบบที่ใช้บัญชีรวมอย่างมีนัยสำคัญ
  • การกำกับดูแลด้านธรรมาภิบาลทำได้โปร่งใสและตรวจสอบได้
  • ลดปัญหาความไม่สมมาตรของข้อมูลระหว่างผู้บริหารกองทุนกับผู้ถือสิทธิ
  • ลดความเสี่ยงเชิงธรรมาภิบาล
  • เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ถือบัญชี
  • เสริมความไว้วางใจต่อระบบในระยะยาว
  • ประชาชนสามารถประเมินความคุ้มค่าได้อย่างเข้าใจง่าย
  • ลดความเสี่ยงจากการแทรกแซงทางการเมือง การตัดสินใจลงทุนที่ไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ผู้ถือบัญชี และการใช้ดุลพินิจที่ขาดความรับผิดชอบในระยะยาว
  • อัตราการเข้าร่วม (Coverage Rate) แรงงานนอกระบบ: สัดส่วนผู้เปิดบัญชีกองทุนหุ้นประชาชนต่อจำนวนแรงงานนอกระบบทั้งหมด (เป้าหมาย: ปีที่ 1 ไม่น้อยกว่า 10–15% และปีที่ 2 ไม่น้อยกว่า 20–25% พร้อมคงการออมต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน)
  • อัตราความต่อเนื่องการออม (Contribution Density): ผู้เข้าร่วมใหม่ต้องมี contribution density ≥ 0.75 (อย่างน้อย 9 เดือนต่อปี) ในกลุ่มที่มีรายได้สม่ำเสมอ และ ≥ 0.50 ในกลุ่มรายได้ผันผวน พร้อมแนวโน้มเพิ่มขึ้นรายปี
  • ระยะเวลาการเปิดบัญชีเฉลี่ย (minutes to open)
  • สัดส่วนผู้สมัครผ่านช่องทางดิจิทัลต่อทั้งหมด
  • อัตราค่าธรรมเนียมรวม (Total Expense Ratio: TER) เฉลี่ยของกองทุนเป้าหมายอายุ อยู่ในระดับต่ำและโปร่งใส
  • มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) โตต่อเนื่องจนมีนัยสำคัญต่อฐานนักลงทุนระยะยาวในประเทศ
  • สัดส่วนเงินถอนก่อนกำหนดต้องต่ำลงตามการไต่ระดับสิทธิ
  • ผลตอบแทนสุทธิหลังหักค่าธรรมเนียม เทียบดัชนีอ้างอิงตามเส้นทาง Target Date Fund รักษาให้อยู่ในกรอบสมมติฐานสาธารณะ (เช่น 4/6/7% จริงต่อปีในระยะยาว)
  • ไม่เบี่ยงเบนจาก benchmark อย่างมีนัยสำคัญโดยไร้เหตุผลเชิงนโยบาย
  • ความผันผวนของพอร์ต (volatility) และการขาดทุนสูงสุด (max drawdown) ในแต่ละ cohort อายุ
  • การเพิ่มขึ้นของอัตราการออมที่ “เกิดจากการออมใหม่”
  • อัตราทดแทนรายได้รวมหลังเกษียณ (Total Replacement Rate): ดัน ค่าเฉลี่ยเข้าใกล้ช่วง 60–70% สำหรับผู้ที่ออมต่อเนื่องระยะยาว
  • ลดสัดส่วนผู้สูงอายุที่รายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ความเพียงพออย่างมีนัยสำคัญ
  • ลดความเหลื่อมล้ำรายได้หลังเกษียณระหว่างแรงงานรัฐกับเอกชน/นอกระบบ
  • ควบคุมสัดส่วนภาระบำนาญต่อ GDP ให้อยู่ในกรอบที่ยั่งยืน
  • ลดความจำเป็นของการอัดฉีดงบประมาณฉุกเฉินในอนาคต
  • ผลตอบแทนทบต้นในระยะยาว เห็นผลชัดในช่วง 10–20 ปีขึ้นไป
  • ลดแรงกดดันต้องขายสินทรัพย์ในจังหวะราคาต่ำ
  • เพิ่มรายได้หลังเกษียณรวมเข้าใกล้ 60–70% ได้ในกรณีฐาน
  • ลดการหลุดระบบ
  • เพิ่มอัตราออมตั้งต้นโดยไม่ทำลายวินัย
  • ประชาชนเห็นความไม่แน่นอนและวางแผนได้จริง
  • ลดต้นทุนและลดความเสี่ยงจากการเลือกหุ้นผิดพลาด
  • ป้องกันผลตอบแทนต่ำกว่ามาตรฐานโดยไม่มีเหตุผล
  • ลดความเสี่ยงจากการแทรกแซงเชิงนโยบาย การลงทุนตามแรงกดดันทางการเมือง หรือการใช้ดุลพินิจที่ไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ผู้ถือบัญชี
  • ลดการรั่วไหลและเพิ่มประสิทธิผลต่อบาทงบประมาณ (cost-effectiveness)
  • สังคมเห็นต้นทุนและผลตอบแทนของนโยบายอย่างโปร่งใส
  • ป้องกันการสร้างความคาดหวังเกินจริงและรักษาความเชื่อมั่นระยะยาว
  • รักษาอัตราทดแทนรายได้หลังเกษียณในช่วงประมาณ 60–70% ได้อย่างมีเสถียรภาพมากกว่า
  • มีความเสี่ยงด้านหนี้บำนาญแฝงต่ำกว่าในระยะยาว
  • สะสมทรัพย์สินได้ตั้งแต่ระดับหลายแสนดอลลาร์จนถึงมากกว่าหนึ่งล้านดอลลาร์สหรัฐ จากระบบ 401(k)
  • แปลงเป็นรายได้เสริมหลังเกษียณอีก 20–40% ของรายได้ก่อนเกษียณ จากระบบ 401(k)
  • เพิ่มทั้งความเพียงพอ ความเป็นธรรม และความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว
  • ประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะแรงงานเอกชนและแรงงานนอกระบบ ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์และมีส่วนร่วมโดยตรงในผลตอบแทนจากการเติบโตของเศรษฐกิจชาติอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
  • ประเทศที่ผสานเสาสะสมทุนเข้ากับเสาคุ้มครองขั้นต่ำสามารถรักษาอัตราทดแทนรายได้รวมให้อยู่ในช่วงประมาณ 60–70% ได้อย่างมีเสถียรภาพมากกว่า
  • เงินสมทบและผลตอบแทนจากกองทุนหุ้นประชาชนจะกลายเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลที่ตกทอดได้ ซึ่งแตกต่างจากบำนาญแบบเดิมที่สิทธิสิ้นสุดเมื่อผู้รับเสียชีวิต
  • การใช้งบประมาณระดับหลักหมื่นล้านบาทต่อปี เพื่อสมทบการออมและสร้างกองทุนสะสมทุนระยะยาว มีประสิทธิผลสูงกว่าการแบกรับงบเบี้ยหวัดบำนาญหลักแสนล้านบาทต่อปีในระยะยาว
  • เพื่อให้การเกษียณไม่ใช่ช่วงเวลาของความเปราะบาง หากแต่เป็นผลลัพธ์ของการออกแบบระบบที่รอบคอบ โปร่งใส และยั่งยืนตั้งแต่วันนี้
  • การมีสินทรัพย์เป็นของตนเองไม่เพียงเพิ่มรายได้ในระยะยาว แต่ยังลดความเปราะบางต่อความผันผวนของรายได้และค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน โดยครัวเรือนที่มีสินทรัพย์สุทธิมากกว่าค่าเฉลี่ย มีโอกาสตกสู่ความยากจนในวัยชราต่ำกว่ากลุ่มที่พึ่งพาเงินโอนจากรัฐเพียงอย่างเดียวอย่างมีนัยสำคัญ
  • การเพิ่มอัตราการออมภาคครัวเรือนขึ้นเพียง 5 จุดร้อยละของรายได้ สามารถเพิ่มรายได้หลังเกษียณได้มากกว่า 1.5–2 เท่าในระยะยาว ภายใต้สมมติฐานอัตราผลตอบแทนจริงเฉลี่ย 3–4% ต่อปี
  • ประเทศที่เปลี่ยนไปใช้ระบบสะสมทรัพย์และบทบาทรัฐเชิงกำกับ สามารถจำกัดภาระดังกล่าวให้อยู่ในระดับที่คาดการณ์ได้และควบคุมได้มากกว่า
  • ช่วย รักษาเสถียรภาพการคลังในสังคมสูงวัย
  • กองทุนบำนาญที่มีโครงสร้างกำกับอิสระมีผลตอบแทนระยะยาวสูงกว่าและมีความผันผวนน้อยกว่ากองทุนที่อยู่ภายใต้การควบคุมทางการเมืองโดยตรง
  • กลไกเชิงโครงสร้างในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความชอบธรรมทางสังคมให้กับระบบบำนาญใหม่ในระยะยาว
  • เชื่อมโยงแรงงานเข้ากับการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว และลดภาระการถ่ายโอนทรัพยากรระหว่างรุ่น
  • ประชาชนทุกคนมีพอร์ตเกษียณที่เติบโตตามเศรษฐกิจโลกและสามารถสร้างรายได้หลังเกษียณในระดับที่รักษามาตรฐานชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี
  • เพิ่มอัตราการออมของประเทศ
  • เสริมสภาพคล่องระยะยาวให้ตลาดทุน
  • ลดภาระงบประมาณบำนาญของรัฐในระยะยาว
  • ระบบสะสมทรัพย์เต็มรูปแบบในนโยบายนี้เปลี่ยนตรรกะของบำนาญจากการพึ่งพาคนรุ่นหลัง ไปสู่การสร้างสินทรัพย์ของแต่ละบุคคลโดยตรง
  • เงินออมและผลตอบแทนจะถูกบันทึกเป็นทรัพย์สินในบัญชีส่วนบุคคลอย่างชัดเจน
  • ลดภาระหนี้แฝงทางการคลัง (implicit pension liabilities)
  • เพิ่มความโปร่งใสของระบบบำนาญในระยะยาว
  • รัฐไม่รับประกันจำนวนเงินบำนาญปลายทาง แต่ลงทุนร่วมกับประชาชนเพื่อสร้างโอกาสในการสะสมทุนอย่างเป็นธรรม
  • การสมทบของรัฐในลักษณะ matching contribution มีประสิทธิภาพสูงในการจูงใจการออมของผู้มีรายได้น้อยมากกว่าการให้เงินอุดหนุนแบบเหมาจ่าย
  • TDF ช่วยลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจผิดพลาดของผู้ลงทุนรายย่อย ซึ่งมักประเมินความเสี่ยงต่ำไปในช่วงใกล้เกษียณ
  • ช่วยเพิ่มผลตอบแทนสุทธิระยะยาวเมื่อเทียบกับการให้ผู้ลงทุนเลือกพอร์ตเอง
  • กลไกดังกล่าวช่วยลดต้นทุนการบริหาร
  • เพิ่มความยืดหยุ่นในการออม
  • เอื้อให้แรงงานอิสระสามารถออมเงินตามรายได้ที่ไม่สม่ำเสมอ
  • เป็น ภาระที่สามารถคาดการณ์ ควบคุม และจัดสรรได้ในกรอบงบประมาณประจำปี
  • โครงสร้างการเงินของนโยบายนี้ช่วยลดภาระหนี้แฝงทางการคลัง (implicit pension liabilities) ในระยะยาว
  • รัฐไม่ผูกพันตนเองกับการจ่ายบำนาญในอนาคตตามสูตรตายตัว แต่ลงทุนร่วมกับประชาชนผ่านการสมทบที่กำหนดชัดเจนในแต่ละปี
  • การเปลี่ยนจากระบบบำนาญแบบจ่ายตรงไปสู่ระบบสะสมทรัพย์ช่วยเพิ่มความยั่งยืนทางการคลัง และลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจากการเปลี่ยนแปลงทางประชากร
  • การสมทบของรัฐจึงไม่ใช่การโอนเงินเพื่อการบริโภค แต่เป็นการลงทุนในทุนมนุษย์และทุนทางการเงินของประเทศ ซึ่งมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว
  • ผลตอบแทน ทั้งในรูปของการลดภาระงบประมาณสวัสดิการในอนาคตและการเพิ่มอัตราการออมของประเทศ
  • การกำหนดบทบาทรัฐในลักษณะนี้ช่วยเสริมวินัยการคลัง
  • วงเงินสมทบของรัฐสามารถกำหนดเป็นกรอบชัดเจน และปรับตามสถานะเศรษฐกิจและการคลังในแต่ละช่วงเวลาได้
  • ครัวเรือนมีสินทรัพย์สุทธิ (net wealth) เพิ่มขึ้นอย่างเป็นระบบ ผ่านการสะสมทุนระยะยาวตลอดช่วงชีวิตการทำงาน
  • การมีสินทรัพย์เป็นของตนเองช่วยลดความเสี่ยงความยากจนในวัยชราได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • เพิ่มความสามารถของครัวเรือนในการรับมือกับความเสี่ยงด้านสุขภาพและค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด
  • การออกแบบให้บัญชีบำนาญเป็นทรัพย์สินที่สามารถส่งต่อให้ทายาทได้ ยังช่วยสร้างความมั่นคงข้ามรุ่น (intergenerational wealth transfer) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างในระยะยาว
  • การมีพอร์ตเกษียณส่วนบุคคลที่เห็นมูลค่าเพิ่มขึ้นตามเวลา ช่วยเสริมสร้างวินัยทางการเงินและแรงจูงใจในการออมของประชาชน
  • เมื่อบุคคลสามารถเชื่อมโยงการออมในปัจจุบันกับผลลัพธ์ในอนาคตอย่างชัดเจน จะมีแนวโน้มออมอย่างสม่ำเสมอและตัดสินใจทางการเงินอย่างมีเหตุผลมากขึ้น
  • ลดภาระของรัฐในการแก้ปัญหาความยากจนปลายทาง
  • เพิ่มความรับผิดชอบส่วนบุคคลควบคู่กับความคุ้มครองเชิงสถาบัน
  • การสะสมเงินออมระยะยาวผ่านกองทุนบำนาญการลงทุนแห่งชาติช่วยเพิ่มแหล่งเงินทุนภายในประเทศสำหรับการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน เทคโนโลยี หรืออุตสาหกรรมอนาคต
  • เงินทุนลักษณะนี้มีเสถียรภาพสูงและมีแนวโน้มเคลื่อนไหวสวนทางกับเงินทุนระยะสั้นจากต่างประเทศ ซึ่งช่วยลดความผันผวนของตลาดการเงินและเสริมเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจโดยรวม
  • นโยบายนี้มีผลลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างระหว่างกลุ่มอาชีพ โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างข้าราชการ แรงงานในระบบ และแรงงานนอกระบบ
  • ทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงกลไกการสะสมทุนแบบเดียวกันในระยะยาว
  • การลดช่องว่างดังกล่าวไม่เพียงส่งผลต่อความเป็นธรรมทางสังคม แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพตลาดแรงงาน โดยลดแรงจูงใจเชิงบิดเบือนในการเลือกอาชีพเพียงเพื่อสิทธิด้านบำนาญ และเอื้อให้แรงงานเคลื่อนย้ายตามศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง
  • ผลตอบแทนที่มั่นคงกว่าเมื่อพิจารณาตลอดช่วงชีวิตการทำงาน
  • ความสำเร็จของกองทุนบำนาญระดับชาติ
  • ความเชื่อมั่นในระยะยาว
  • ระบบบำนาญการลงทุนแห่งชาติจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว และทำหน้าที่เป็นเสาหลักของความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชนและรัฐได้อย่างยั่งยืน
  • มูลค่าสินทรัพย์เฉลี่ยต่อบัญชี ซึ่งตั้งเป้าให้ผู้เข้าร่วมโครงการที่ออมต่อเนื่องอย่างน้อย 30 ปี มีสินทรัพย์สะสมไม่ต่ำกว่า 3–5 ล้านบาท ณ อายุเกษียณ
  • อัตราการแทนที่รายได้หลังเกษียณ (replacement rate) โดยตั้งเป้าไม่ต่ำกว่า 50–70% ของรายได้เฉลี่ยช่วงปลายอาชีพ
  • สัดส่วนประชากรวัยแรงงานที่มีบัญชีบำนาญการลงทุนแห่งชาติ โดยตั้งเป้าให้ครอบคลุมไม่น้อยกว่า 70% ของแรงงานทั้งหมดภายใน 10 ปี
  • สัดส่วนประชากรวัยแรงงานที่มีบัญชีบำนาญการลงทุนแห่งชาติ โดยตั้งเป้าให้ครอบคลุม มากกว่า 90% ภายใน 20 ปี
  • สัดส่วนผู้สูงอายุที่มีรายได้จากสินทรัพย์ (asset-based income) มากกว่า 15,000–20,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสะท้อนการลดการพึ่งพาสวัสดิการจ่ายตรงของรัฐ
  • ภาระงบประมาณบำนาญของรัฐต่อ GDP โดยตั้งเป้าให้ทรงตัวหรือลดลงในระยะยาว เมื่อเทียบกับแนวโน้มเพิ่มขึ้นภายใต้ระบบ pay-as-you-go
  • ขนาดหนี้แฝงทางการคลังด้านบำนาญ (implicit pension liabilities) ซึ่งควรลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อสัดส่วนระบบสะสมทรัพย์เพิ่มขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • แรงงานรายได้น้อยและแรงงานนอกระบบ
  • ประชาชน ทุกกลุ่ม
  • ผู้ประกันตน
  • แรงงานในระบบ
  • แรงงานอิสระ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ในช่วงเริ่มต้น (ปีที่ 1–3) (สำหรับ สิทธิสมทบจากรัฐ, สิทธิประโยชน์ภาษี)
  • ช่วงสร้างความสม่ำเสมอ (ปีที่ 4–10) (สำหรับ สิทธิสมทบรัฐหรือเครดิตภาษี)
  • ช่วงสะสมเต็มรูปแบบ (ปีที่ 10 ขึ้นไป) (สำหรับ สิทธิครบถ้วน)
  • ภายใน ปีที่ 1 (outcome: อัตราการเข้าร่วม)
  • ภายใน ปีที่ 2 (outcome: อัตราการเข้าร่วม)
  • อย่างน้อย 6 เดือน (outcome: คงการออมต่อเนื่อง)
  • ช่วง 10–20 ปีขึ้นไป (outcome: ผลตอบแทนทบต้นเห็นผลชัด)
  • ในปีแรก (problem: ไม่ใช่การเพิ่มรายได้ทันที)
  • ระยะสั้นเน้น การสร้างบัญชีและโครงสร้างสถาบัน
  • ระยะกลางเน้น การเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของครัวเรือน
  • ระยะยาวเน้น การสร้างระบบบำนาญที่ยั่งยืนโดยไม่พึ่งพาการถ่ายโอนทรัพยากรระหว่างรุ่น

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • งบประมาณระดับหลักหมื่นล้านบาทต่อปี (สำหรับ สมทบการออมและสร้างกองทุนสะสมทุนระยะยาว)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 1) ว่า '26,500 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบประมาณแผ่นดิน

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 1) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • มองผู้สูงอายุในฐานะ “ผู้พึ่งพิง” หรือผู้รับสวัสดิการแบบถาวร
  • โครงสร้างตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานคุณภาพ โดยเฉพาะในงานที่ต้องอาศัยประสบการณ์ ความละเอียดอ่อน ความน่าเชื่อถือ และทักษะเชิงมนุษย์ที่เทคโนโลยีทดแทนได้ยาก
  • ผู้สูงอายุถูกทำให้เป็น “ต้นทุน” ทางนโยบาย
  • หากรัฐยังคงนิยามผู้สูงอายุเป็น “ผู้รับสวัสดิการถาวร” ภาระงบประมาณจะเพิ่มขึ้นในลักษณะเส้นตรงหรือเร่งตัว ขณะที่ฐานภาษีจากประชากรวัยทำงานกลับหดแคบลง
  • ปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐสวัสดิการแบบ aging society ที่หากไม่ปรับกรอบคิด จะนำไปสู่ trade-off ระหว่างคุณภาพสวัสดิการกับเสถียรภาพการคลังในระยะยาว
  • ผู้สูงอายุคือแรงงานที่ผลิตภาพลดลงจนไม่คุ้มค่าต่อการจ้างงาน (ในกรอบคิดเดิม)
  • ตลาดแรงงานไทยกลับเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานคุณภาพในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะงานบริการ งานดูแล งานครัวมาตรฐาน งานช่างฝีมือ และงานที่ต้องใช้ความน่าเชื่อถือสูง
  • ปัญหานี้ถูกซ้ำเติมด้วยโครงสร้างประชากรวัยทำงานที่หดตัวและอัตราการเกิดที่ต่ำ
  • ผู้สูงอายุจำนวนมากในประเทศไทยยังมีสุขภาพดี มีความสามารถ และมีความประสงค์จะทำงานต่อในรูปแบบที่ยืดหยุ่น แต่กลับถูกกันออกจากตลาดแรงงานด้วยกติกาเชิงสถาบัน เช่น อายุเกษียณคงที่ รูปแบบการจ้างงานที่ไม่ยืดหยุ่น และอคติทางสังคมต่อแรงงานสูงวัย
  • สังคมสูงวัยแบบที่ประเทศไทยกำลังเผชิญสร้างแรงกดดันต่อระบบงบประมาณอย่างต่อเนื่อง
  • ค่าใช้จ่ายด้านเบี้ยยังชีพ การรักษาพยาบาล และการดูแลระยะยาวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้สูงอายุ ขณะที่ฐานผู้เสียภาษีวัยทำงานกลับหดตัวจากอัตราการเกิดที่ลดลง
  • หากรัฐยังยึดแนวทางการจัดการผู้สูงอายุแบบ passive aging ซึ่งเน้นการจ่ายเพื่อประคองชีวิตโดยไม่เชื่อมกับผลิตภาพ ภาระงบประมาณจะขยายตัวแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ และสร้างความเปราะบางต่อเสถียรภาพการคลังในระยะยาว
  • ผู้สูงอายุจำนวนมากทำงานนอกระบบแบบไม่มั่นคง ขาดการคุ้มครอง และไม่ถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ
  • ปัญหาความโดดเดี่ยว ภาวะซึมเศร้า และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในผู้สูงอายุ มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการขาดบทบาททางสังคมและความรู้สึกว่าตนเอง “หมดคุณค่า” เมื่อหลุดออกจากโลกของการทำงานและการมีส่วนร่วม
  • ศูนย์พัฒนาผู้สูงอายุจำนวนมากทำหน้าที่เชิงสังคมและสุขภาวะเป็นหลัก... ทำให้ศักยภาพเชิงผลิตภาพของผู้สูงอายุจำนวนมากยังคงถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้ถูกใช้
  • ผู้สูงอายุไทยจำนวนมากยังมีสุขภาพดี มีทักษะ และมีความประสงค์จะทำงานหรือมีรายได้เสริม แต่ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้เนื่องจากขาดช่องทางที่เหมาะสม
  • ตลาดแรงงานไทยยังขาด “โครงสร้างรองรับ” สำหรับแรงงานลักษณะนี้อย่างเป็นระบบ
  • ปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจชุมชนไทย คือการมีของดีแต่ขาดการออกแบบเรื่องราวและช่องทางตลาด
  • การนำผู้สูงอายุกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานและเศรษฐกิจยุคใหม่โดยไม่จัดการความเสี่ยงทางดิจิทัล เท่ากับการเปิดประตูโอกาสพร้อมกับเปิดช่องความเสียหายเชิงระบบไปพร้อมกัน
  • ผู้สูงอายุไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มที่ทักษะดิจิทัลต่ำกว่าโดยเฉลี่ย แต่เป็นกลุ่มที่เผชิญ “ต้นทุนความเสี่ยง” สูงกว่าประชากรวัยอื่นอย่างมีนัยสำคัญ
  • ผู้เสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลงทุนออนไลน์ และการฉ้อโกงทางดิจิทัลจำนวนมากเป็นประชากรอายุ 55 ปีขึ้นไป
  • ความเสียหายเฉลี่ยต่อรายของผู้สูงอายุยังสูงกว่ากลุ่มวัยอื่น เนื่องจากมักถูกหลอกให้โอนเงินก้อนใหญ่จากเงินออมทั้งชีวิต
  • ความสูญเสียลักษณะนี้ไม่เพียงทำลายความมั่นคงทางการเงินของครัวเรือน แต่ยังสร้างผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนมาก “ถอยออก” จากโลกดิจิทัลอย่างถาวร
  • การสูญเสียความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยี ส่งผลให้ผู้สูงอายุจำนวนมากเลือกไม่ใช้แอปธนาคาร ไม่ใช้แพลตฟอร์มขายสินค้า ไม่ใช้บริการรัฐดิจิทัล และไม่เข้าถึงตลาดงานออนไลน์
  • ตลาดแรงงานไม่สามารถแก้ปัญหาการกีดกันแรงงานสูงวัยได้ด้วยกลไกตลาดล้วน ๆ หากต้นทุนและความเสี่ยงทั้งหมดถูกผลักไปอยู่ที่ฝั่งนายจ้างฝ่ายเดียว
  • นายจ้างไม่ได้ประเมินเพียงค่าจ้างเทียบกับผลิตภาพในเชิงบัญชี แต่ยังคำนึงถึงความเสี่ยงแฝงจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นความกังวลด้านสุขภาพ ความไม่แน่นอนของชั่วโมงทำงาน ความเสี่ยงด้านประกันและสวัสดิการ รวมถึงต้นทุนในการปรับสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสมกับแรงงานสูงวัย
  • การไม่จ้างย่อมเป็นทางเลือกที่ “ปลอดภัยกว่า” ในเชิงธุรกิจ แม้แรงงานสูงวัยจะมีคุณค่าเชิงคุณภาพก็ตาม
  • อัตราการจ้างงานของผู้สูงอายุหลังอายุเกษียณจะอยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพจริงอย่างมีนัยสำคัญ หากรัฐไม่เข้ามาออกแบบกลไกแบ่งความเสี่ยง
  • หลายประเทศกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานคุณภาพในภาคบริการ การดูแล และงานที่ต้องอาศัยประสบการณ์สูง
  • อุปสรรคสำคัญที่สุดของการจ้างงานผู้สูงอายุไม่ใช่ผลิตภาพ แต่คือ “ต้นทุนความเสี่ยงที่นายจ้างรับรู้” ซึ่งตลาดไม่สามารถกระจายความเสี่ยงนี้ได้ด้วยตัวเอง
  • ความลังเลในการจ้างแรงงานสูงวัยจำนวนมากไม่ได้เกิดจากประสบการณ์ตรง แต่เกิดจาก “ความกลัวล่วงหน้า” ว่าสถานที่ทำงานอาจไม่เหมาะสม หรือจะต้องแบกรับต้นทุนการปรับปรุงสูง
  • งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุส่วนใหญ่อยู่ในหมวดเงินอุดหนุนและการช่วยเหลือเชิงรับ ซึ่งมีลักษณะเป็น “งบที่ยิ่งจ่าย ยิ่งเพิ่มภาระในอนาคต” เนื่องจากไม่ได้สร้างรายได้หรือผลิตภาพกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
  • หากประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยไม่ปรับโครงสร้างงบประมาณ รัฐจะเผชิญแรงกดดันทางการคลังแบบทวีคูณ ทั้งจากรายจ่ายสาธารณสุขและรายจ่ายด้านสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นพร้อมกัน
  • หากยังคงใช้งบประมาณในรูปแบบสงเคราะห์เชิงรับ รัฐจะต้องแบกรับภาระงบประมาณผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นทุกปีโดยไม่มีฐานรายได้หรือผลิตภาพใหม่มารองรับ
  • การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลสร้างมูลค่าอย่างมหาศาลให้กับแพลตฟอร์มเทคโนโลยี ขณะเดียวกันก็สร้างช่องว่างดิจิทัลและความเปราะบางให้กับผู้สูงอายุ
  • นโยบายแจกเงินแบบครั้งเดียว ซึ่งมักมี multiplier ต่ำกว่า 1.5 เท่า และไม่สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
  • ผู้สูงอายุที่มีบทบาททางสังคม มีรายได้ และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างสม่ำเสมอ มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า โรคเรื้อรัง และภาวะติดเตียงต่ำกว่ากลุ่มที่ถูกตัดขาดจากสังคมอย่างมีนัยสำคัญ
  • ค่าใช้จ่ายด้านการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียง มีต้นทุนต่อหัวสูงมากและเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
  • ปัญหาผู้สูงอายุไทยในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากอายุที่มากขึ้นเป็นหลัก หากแต่เกิดจาก การขาดสถาปัตยกรรมแห่งโอกาส
  • ระบบแรงงาน ระบบทักษะ และระบบดิจิทัลถูกออกแบบมาเพื่อแรงงานวัยหนุ่มสาวเป็นศูนย์กลาง ทำให้เมื่อประชาชนก้าวพ้นอายุเกษียณ พวกเขาถูกตัดขาดจากตลาดแรงงานอย่างฉับพลัน ทั้งที่ยังมีสุขภาพ ประสบการณ์ และศักยภาพจำนวนมาก
  • การเกษียณในรูปแบบปัจจุบันจึงไม่ใช่การ “พักผ่อนอย่างมีศักดิ์ศรี” แต่เป็นการ “ถอนตัวจากระบบเศรษฐกิจโดยไม่สมัครใจ” ซึ่งนำไปสู่รายได้ที่ลดลง ความโดดเดี่ยวทางสังคม และความเสื่อมถอยของสุขภาพทั้งกายและใจในระยะยาว

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปกรอบคิดเชิงโครงสร้างของสังคมสูงวัย จากการมองผู้สูงอายุในฐานะ “ผู้พึ่งพิง” หรือผู้รับสวัสดิการแบบถาวร ไปสู่การมองผู้สูงอายุในฐานะ “ทรัพยากรมนุษย์เชิงผลิตภาพ” ที่ยังมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
  • ออกแบบระบบให้ผู้สูงอายุยังคงมีบทบาททางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเหมาะสม
  • ออกแบบ “สถาปัตยกรรมแห่งโอกาส” เพื่อให้ประสบการณ์ ความรู้ และภูมิปัญญาของวัยเก๋า ผสานเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่
  • เปลี่ยนนิยามผู้สูงอายุจาก passive aging ไปสู่ active aging
  • เปลี่ยนตรรกะการจัดสรรทรัพยากรของรัฐอย่างลึกซึ้ง จากการใช้งบประมาณเพื่อ “ประคองการดำรงอยู่” ไปสู่การลงทุนเพื่อ “ปลดล็อกศักยภาพ” ในระยะยาว
  • ปรับสมการเชิงโครงสร้างของรัฐไทยต่อสังคมสูงวัยทั้งระบบ โดยเปลี่ยนบทบาทของผู้สูงอายุจาก “ต้นทุนทางการคลังที่ต้องดูแล” ไปสู่ “ฐานผลิตภาพใหม่ที่สามารถสร้างมูลค่าได้จริง” ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาวะ
  • เปลี่ยนผู้สูงอายุส่วนหนึ่งจากผู้รับสวัสดิการสุทธิ ให้กลายเป็นผู้มีรายได้และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของตนเอง
  • ดึงผู้สูงอายุเข้าสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจในลักษณะที่ยืดหยุ่น
  • สร้างตลาดแรงงานวัยเก๋าที่เป็นระบบ
  • สร้างช่องทางการจ้างงานแบบยืดหยุ่น การเป็นที่ปรึกษา การทำงานพาร์ทไทม์ และการประกอบอาชีพบนฐานภูมิปัญญา
  • เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุมีบทบาท ได้ถ่ายทอด ได้ทำงาน และได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนต่างวัย
  • สร้างสังคมผู้สูงอายุที่ “ติดสังคม” มากกว่า “ติดเตียง”
  • วางรากฐานให้ Silver Economy กลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย
  • สร้างระบบที่ผู้สูงอายุสามารถทำงาน สร้างรายได้ และมีศักดิ์ศรี
  • ยกระดับศูนย์พัฒนาผู้สูงอายุสู่ Smart Hub แห่งศักยภาพ
  • ออกแบบ Smart Hub ให้ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างกลางที่เชื่อมผู้สูงอายุกับทักษะ งาน และโอกาสทางเศรษฐกิจ
  • คืนความหนุ่มสาวทางทักษะ ไม่ใช่การฝืนสภาพร่างกาย ผ่านหลักสูตรระยะสั้นที่ออกแบบจากความต้องการจริงของตลาด
  • ใช้แนวคิด Skill Hybridization ทำหน้าที่เชื่อมโลกเก่ากับโลกใหม่ โดยนำทักษะเดิมของผู้สูงอายุ เช่น งานฝีมือ งานช่าง งานอาหาร หรือความรู้เชิงวัฒนธรรม มาผสานกับทักษะดิจิทัลพื้นฐาน การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ และการตลาดสมัยใหม่
  • เป็นพื้นที่บ่มเพาะการแปลงภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ผลิตภัณฑ์และบริการสมัยใหม่ ผ่านการจับคู่ผู้สูงอายุกับคนรุ่นใหม่ด้านการออกแบบ การตลาด และเทคโนโลยี
  • ยกระดับผู้สูงอายุเป็น Mentor และที่ปรึกษาในระบบเศรษฐกิจและสังคม
  • สร้าง “ภูมิคุ้มกันแบบเป็นระบบ” ไม่ใช่การให้ความรู้แบบกระจัดกระจาย
  • ออกแบบการฝึกอบรมเป็นลำดับขั้นที่สอดคล้องกับพฤติกรรมจริงของผู้สูงอายุ
  • ทำให้การใช้งานดิจิทัลในชีวิตประจำวันปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการถูกเจาะบัญชีหรือถูกเข้าถึงข้อมูลโดยไม่รู้ตัว การตั้งค่าความปลอดภัย การใช้ระบบยืนยันตัวตนแบบชีวมิติ และการจัดการความเป็นส่วนตัวในโซเชียลมีเดีย
  • สร้างความสามารถในการรู้เท่าทันภัย ใช้การจำลองสถานการณ์จริง
  • ยกระดับผู้สูงอายุจาก “ผู้ใช้ที่ต้องป้องกัน” ไปสู่ “ผู้ใช้ที่ควบคุมเทคโนโลยีได้” ผ่านการใช้เครื่องมือดิจิทัลเป็นผู้ช่วยในการทำงานและการดำรงชีวิต
  • เพิ่มสิทธิหักรายจ่ายค่าจ้างผู้สูงอายุเป็น 300 เปอร์เซ็นต์
  • ไม่กำหนดเพดานเงินเดือนสำหรับงานทักษะเฉพาะทาง
  • อุดหนุนเงินสมทบประกันสังคมในส่วนนายจ้างสำหรับการจ้างงานแบบยืดหยุ่น
  • สนับสนุนการปรับปรุงสถานที่ทำงานให้เป็นอารยสถาปัตย์
  • ให้สิทธิหักลดหย่อนภาษีในอัตราสูงสำหรับการปรับสภาพแวดล้อมการทำงาน
  • เปลี่ยนกรอบคิดของการท่องเที่ยว จากการมองผู้สูงอายุเป็น “ผู้บริโภคบริการ” ไปสู่การมองผู้สูงอายุเป็น “ผู้สร้างคุณค่าเชิงประสบการณ์”
  • วางผู้สูงอายุเป็นหัวใจของกิจกรรม เช่น ครัวไทยหัวใจเก๋า หรือบทบาทมัคคุเทศก์วัยเก๋า
  • พัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและวัฒนธรรมสายเก๋า
  • ผสานบทบาทของคนรุ่นใหม่ในการบริหารจัดการดิจิทัล การจอง และการตลาด
  • ปรับโครงสร้างการใช้จ่ายจากกองทุนผู้สูงอายุ จากการสงเคราะห์เชิงรับ ไปสู่การลงทุนสร้างอาชีพและผลิตภาพ
  • พิจารณาการจัดเก็บภาษีลาภลอยจากธุรกิจเทคโนโลยีเพื่อลดช่องว่างดิจิทัล
  • เปลี่ยนสถานะของงบประมาณผู้สูงอายุจาก รายจ่ายเชิงสงเคราะห์ (consumption-based welfare spending) ไปสู่ การลงทุนเชิงผลิตภาพ (productive social investment)
  • ปรับโครงสร้างแหล่งเงินเป็นหลัก
  • ปรับสัดส่วนการใช้จ่ายของกองทุนผู้สูงอายุ จากเดิมที่เน้นการช่วยเหลือเชิงสงเคราะห์ ไปสู่การลงทุนสร้างอาชีพและผลิตภาพ
  • จัดสรรงบประมาณใหม่อย่างชาญฉลาด เพื่อเปลี่ยนผู้สูงอายุจากผู้รับงบถาวร ไปสู่ผู้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม
  • ออกแบบระบบใหม่ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้สูงอายุสามารถ เลือกกลับเข้าสู่บทบาททางเศรษฐกิจและสังคมในรูปแบบที่เหมาะสมกับช่วงชีวิต ไม่ใช่การบังคับทำงานหนัก ไม่ใช่การยืดอายุแรงงานแบบไร้เงื่อนไข แต่เป็นการสร้างทางเลือกที่หลากหลาย ตั้งแต่งานพาร์ทไทม์ งานที่ปรึกษา งานถ่ายทอดองค์ความรู้ งานบริการที่ใช้ความน่าเชื่อถือ ไปจนถึงการเป็นผู้สร้างประสบการณ์ทางวัฒนธรรมและสุขภาพในเศรษฐกิจสายเก๋า
  • สร้าง Cyber Immunity สำหรับผู้สูงอายุ
  • ออกแบบ ระบบสังคมสูงวัยแบบมีผลิตภาพ (productive aging system) ที่เชื่อมโยงนโยบายแรงงาน การศึกษา ดิจิทัล การท่องเที่ยว และการคลัง เข้าด้วยกันอย่างเป็นองค์รวม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม หากระบบเปิดโอกาสอย่างเหมาะสม
  • กลายเป็นผลิตภาพรูปแบบใหม่ที่สร้างรายได้ ศักดิ์ศรี และคุณค่าทางสังคมอย่างยั่งยืน
  • ชะลอการขยายตัวของภาระสวัสดิการ
  • เพิ่มฐานรายได้และกิจกรรมเศรษฐกิจ
  • ลดปัญหาสุขภาพจิตและโรคเรื้อรัง
  • สร้างสังคมที่ผู้สูงอายุไม่ได้ถูกนิยามด้วยความถดถอย แต่ด้วยคุณค่าและบทบาท
  • ผลิตภาพของผู้สูงอายุจะไม่เพียงไม่ลดลง แต่ยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบที่แรงงานอายุน้อยยังขาด หากงานถูกออกแบบใหม่ให้ใช้ประสบการณ์มากกว่าแรงกาย
  • ได้ทั้งการขยายฐานผลิตภาพและการลดภาระสวัสดิการในเวลาเดียวกัน
  • เลือกทำงานได้ ในแบบที่เหมาะกับตนเอง และนั่นคือจุดที่ผลิตภาพ ศักดิ์ศรี และความสุขบรรจบกัน
  • ชะลอการขยายตัวของภาระเชิงงบประมาณ
  • รายได้ดังกล่าวช่วยลดการพึ่งพิงสวัสดิการโดยตรง
  • เพิ่มกำลังซื้อในระดับชุมชน
  • สร้างฐานภาษีทางอ้อมผ่านการบริโภคที่หมุนเวียนในเศรษฐกิจฐานราก
  • เพิ่ม “อุปทานแรงงานเชิงคุณภาพ”
  • ยกระดับคุณภาพภาคบริการของประเทศ โดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าแรงงานหรือการแข่งขันด้านค่าแรงต่ำ
  • ลดความเสี่ยงจากการทำงานหนักเกินกำลัง
  • เพิ่มความมั่นคงในระยะยาว
  • เป็นมาตรการป้องกันเชิงโครงสร้างที่มีประสิทธิภาพกว่าการรักษาปลายเหตุในระบบสาธารณสุข
  • ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของรัฐ
  • ลดความเครียด ลดภาวะซึมเศร้า และชะลอการเสื่อมถอยของสมรรถภาพทั้งทางกายและจิตใจ
  • ลดความถี่และความรุนแรงของโรคเรื้อรังที่ต้องใช้ทรัพยากรสาธารณสุขจำนวนมาก
  • ทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนความท้าทายของสังคมสูงวัยให้กลายเป็นโอกาสเชิงเปรียบเทียบในเวทีโลก
  • เปลี่ยนเส้นทางอนาคตของสังคมสูงวัยไทย จากเส้นทางที่นำไปสู่ภาระงบประมาณและความเปราะบาง ไปสู่เส้นทางของผลิตภาพ ศักดิ์ศรี และความยั่งยืน
  • เปลี่ยน “พื้นที่สวัสดิการ” ให้กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านผลิตภาพ” อย่างเป็นรูปธรรม
  • เพิ่มอัตราการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายุได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่เพิ่มอัตราการบาดเจ็บหรือปัญหาสุขภาพ
  • สินค้าและบริการสามารถขยับจากตลาดท้องถิ่นไปสู่ตลาดเมืองและตลาดต่างประเทศได้ เมื่อภูมิปัญญาถูกผสานกับการเล่าเรื่องและการออกแบบสมัยใหม่
  • ช่วยลดช่องว่างระหว่างวัย
  • สร้างทุนทางสังคมที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว
  • ผู้สูงอายุจะไม่กล้าใช้เทคโนโลยี หากไม่รู้สึกปลอดภัย
  • โอกาสในการทำงาน สร้างรายได้ และเข้าถึงบริการรัฐจะหดหายไปโดยอัตโนมัติ หากไม่ใช้เทคโนโลยี
  • อัตราการตกเป็นเหยื่อซ้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อได้ฝึกผ่านสถานการณ์จำลอง
  • ความถี่ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและการสร้างรายได้จะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
  • ความกลัวการถูกหลอกจะลดลงอย่างเป็นรูปธรรม
  • เกราะดิจิทัลเปลี่ยนบทบาทจากเครื่องมือป้องกัน ไปสู่ “ตัวเร่งผลิตภาพ” ที่ทำให้แรงงานวัยเก๋าสามารถอยู่ในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน
  • รัฐรับรู้คุณค่าทางเศรษฐกิจของแรงงานวัยเก๋าในงานที่ใช้ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และความน่าเชื่อถือสูง
  • ลดความผิดพลาดในการปฏิบัติงาน การรักษามาตรฐานคุณภาพบริการ การถ่ายทอดองค์ความรู้ภายในองค์กร และการลดต้นทุนจากการลองผิดลองถูกของแรงงานใหม่
  • องค์กรที่มีแรงงานประสบการณ์สูงในบทบาทกำกับหรือให้คำปรึกษามักมีต้นทุนความผิดพลาดและต้นทุนการเปลี่ยนผ่านบุคลากรต่ำกว่าในระยะยาว
  • ลด “ต้นทุนคงที่” ซึ่งเป็นสิ่งที่นายจ้างกังวลมากที่สุด
  • แรงงานสูงวัยสามารถเข้าสู่ระบบการจ้างงานในรูปแบบที่เหมาะสมกับสุขภาพและช่วงชีวิต
  • นายจ้างสามารถบริหารกำลังคนได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น
  • ลดทั้งต้นทุนจริงและต้นทุนทางความรู้สึกของนายจ้าง
  • อัตราการจ้างงานผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยไม่ก่อให้เกิดการแทนที่แรงงานวัยหนุ่มสาว
  • ตลาดแรงงานโดยรวมมีความยืดหยุ่นสูงขึ้น มีการถ่ายทอดความรู้ระหว่างวัย และมีผลิตภาพเฉลี่ยที่ดีขึ้นในระยะยาว
  • นักท่องเที่ยวสูงวัยและนักท่องเที่ยวเชิงคุณค่ามีกำลังซื้อสูง ใช้จ่ายต่อหัวมากกว่า อยู่ในพื้นที่นานกว่า และให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่มีความหมายมากกว่าความเร่งรีบ
  • นักท่องเที่ยวที่ได้รับประสบการณ์จากผู้ถ่ายทอดที่มีชีวิตจริง...มีแนวโน้มใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และมีอัตราการกลับมาเยือนซ้ำสูงกว่าการท่องเที่ยวเชิงกิจกรรมทั่วไป
  • เป็นกลไกสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
  • เพิ่มรายได้ให้ชุมชนผ่านหลายช่องทางพร้อมกัน ทั้งรายได้จากกิจกรรมโดยตรง รายได้จากอาหารและสินค้าในพื้นที่ และรายได้ทางอ้อมจากการพักค้างและการใช้บริการอื่น ๆ
  • รายได้เหล่านี้มีแนวโน้มหมุนเวียนอยู่ในชุมชน
  • โมเดลนี้ยั่งยืนในระยะยาว
  • ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ วัฒนธรรม และสังคมสูงวัยคุณภาพ
  • เพิ่มรายได้ต่อหัวของนักท่องเที่ยว
  • ลดแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมจากการท่องเที่ยวเชิงปริมาณ
  • สร้างบทบาทใหม่ให้ผู้สูงอายุในฐานะผู้สร้างเศรษฐกิจ
  • ลดช่องว่างดิจิทัล
  • ผลคูณทางเศรษฐกิจคาดว่าจะอยู่ในระดับสูง
  • รายได้ของผู้สูงอายุจะถูกใช้จ่ายหมุนเวียนในเศรษฐกิจฐานรากทันที
  • การมีบทบาททางสังคมอย่างต่อเนื่องจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในระยะยาว จากการลดภาวะติดเตียง ภาวะซึมเศร้า และโรคเรื้อรัง
  • เป็นการเปลี่ยนกรอบคิดด้านการคลังอย่างมีนัยสำคัญ
  • ช่วยลดอัตราการพึ่งพิงสวัสดิการรัฐในระยะกลางได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • เป็นการรีไซเคิลมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรมและมีเหตุผลเชิงนโยบายรองรับ
  • ตัวคูณทางเศรษฐกิจ (economic multiplier) ในระดับประมาณ 3.5 เท่า ซึ่งสูงกว่านโยบายแจกเงินหรือเงินอุดหนุนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ
  • สร้างรายได้ต่อเนื่องให้กับธุรกิจขนาดเล็ก
  • ก่อให้เกิดการจ้างงานทางอ้อมเพิ่มเติม
  • สร้าง วงจรเศรษฐกิจซ้ำ (recurrent economic cycle) ที่ยั่งยืนกว่า
  • ลดค่าใช้จ่ายภาครัฐในระยะยาว โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขและการดูแลระยะยาว
  • ช่วยประหยัดงบประมาณด้านสาธารณสุขในระดับมหาศาลในระยะยาว
  • ให้ผลตอบแทนทั้งในรูป GDP ที่เพิ่มขึ้น เสถียรภาพทางการคลังที่ดีขึ้น และคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาว
  • รายได้ดังกล่าวไม่ได้มีความหมายเพียงในเชิงตัวเงิน แต่ยังเป็นฐานของความมั่นคงทางจิตใจ ลดความเปราะบางของครัวเรือนสูงวัย และลดแรงกดดันต่อระบบสวัสดิการของรัฐในระยะยาว
  • ภาระการคลังที่ต้องช่วยเหลือเชิงรับจะลดลงอย่างเป็นระบบ เมื่อผู้สูงอายุสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น
  • ยกระดับผู้สูงอายุจากกลุ่มเปราะบางทางดิจิทัล ไปสู่กลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันและความสามารถในการใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน
  • คืนอำนาจการตัดสินใจให้ประชาชนวัยเก๋าในโลกดิจิทัล ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากอาชญากรรมไซเบอร์ และเสริมความเชื่อมั่นในการใช้บริการรัฐและเอกชนผ่านช่องทางดิจิทัล
  • ขยายฐานแรงงานคุณภาพในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญปัญหาการหดตัวของประชากรวัยทำงาน
  • แรงงานสูงวัยที่ได้รับการ Reskill และจับคู่กับงานที่เหมาะสม จะช่วยลดช่องว่างทักษะในภาคบริการ การดูแล สุขภาพ และงานที่ต้องอาศัยประสบการณ์สูง
  • กลไกแรงจูงใจนายจ้างและการแบ่งความเสี่ยงที่รัฐออกแบบไว้ จะช่วยให้ตลาดแรงงานดูดซับแรงงานวัยเก๋าโดยไม่บิดเบือนกลไกตลาดหรือเบียดขับแรงงานวัยอื่น
  • คืนบทบาทผู้สูงอายุในฐานะผู้ถ่ายทอดภูมิปัญญา ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น
  • สร้างรายได้ ฟื้นฟูศักดิ์ศรี ความภาคภูมิใจ และความหมายของชีวิตในวัยเกษียณ ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงคุณภาพที่ไม่สามารถประเมินค่าเป็นตัวเงินได้โดยตรง แต่ส่งผลต่อสุขภาวะของสังคมโดยรวม
  • นโยบายนี้จะไม่เพียงช่วยผู้สูงอายุในวันนี้ แต่จะสร้างแบบจำลองการสูงวัยที่คนรุ่นปัจจุบันและอนาคตสามารถคาดหวังได้อย่างมั่นคง ว่าการมีอายุยืนในสังคมไทย จะไม่หมายถึงการถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่หมายถึงการมีพื้นที่ มีบทบาท และมีคุณค่าไปตลอดช่วงชีวิต

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้สูงอายุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ประมาณ 3,000–4,500 ล้านบาท

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • กองทุนผู้สูงอายุ (ปรับโครงสร้างการใช้จ่าย)
  • ภาษีลาภลอยจากธุรกิจเทคโนโลยี (พิจารณาจัดเก็บ)
รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ผู้พิการไทยจำนวนมากมีศักยภาพแต่กลับกลายเป็นภาระพึ่งพาเนื่องจากสภาพแวดล้อม (Physical Barriers) และขาดโอกาสทางอาชีพ
  • การก่อสร้างทางเท้าที่ไม่ได้มาตรฐานหรือกระทบพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่

จะทำอะไร (Action)

  • มุ่งเปลี่ยนผู้พิการจาก "ผู้รับสวัสดิการ" ให้เป็น "ผู้สร้างรายได้และภาษี" (Taxpayers) ผ่านการรื้อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและการสนับสนุนจ้างงานเชิงรุก
  • ใช้การออกแบบที่ปรึกษาโดยผู้พิการจริง (User-Centric Design)
  • จัดระเบียบพื้นที่ค้าขายให้ชัดเจนควบคู่ไปกับทางเดินราบ
  • ปรับปรุงทางเท้าในทุกเขตเทศบาลให้เป็น "ทางราบ 100%"
  • มีระบบเบรลล์บล็อก (Tactile Paving) และทางลาดที่ได้มาตรฐานสากล
  • เชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะทั้งหมด
  • สนับสนุนการทำงานทางไกล (Remote Work) และ Digital Jobs สำหรับผู้พิการ
  • รัฐอุดหนุนค่าประกันสังคมและให้สิทธิลดหย่อนภาษีแก่บริษัทที่จ้างงานผู้พิการเกินโควตาตามกฎหมาย (Double Tax Deduction)
  • มอบ Voucher สำหรับจัดหาอุปกรณ์ช่วยความพิการที่ทันสมัย (AI Prosthetics, Electric Wheelchairs)
  • เปลี่ยนจาก "สังคมเวทนา" (Charity-based) สู่ "สังคมแห่งสิทธิ" (Rights-based)
  • ปฏิรูปการออกแบบเมืองให้รองรับสังคมสูงวัย (Aging Society) ไปพร้อมกัน
  • เปลี่ยนจากการตรวจโดยวิศวกรที่เดินปกติ เป็นการตรวจโดยคณะกรรมการที่มีตัวแทนผู้พิการหลากหลายประเภท
  • กำหนดเกณฑ์การตรวจรับ 5 จุดยุทธศาสตร์ (The 5-Point Audit):
    • ความราบเรียบและระดับ (Level & Slope): พื้นผิวต้องเรียบสนิท ไม่ขรุขระ วัสดุต้องไม่ลื่นเมื่อเปียกน้ำ ความลาดชัน (Ramp) ต้องไม่เกิน 1:12 (ขึ้น 1 เมตร ทางยาว 12 เมตร)
    • เส้นทางนำสายตา (Tactile Paving): ติดตั้งกระเบื้องคนพิการสายตา (Braille Block) ครบถ้วนตลอดเส้นทาง ต้องมี "เส้นหยุด" (Warning Block) ก่อนถึงทางต่างระดับ ทางม้าลาย หรือสิ่งกีดขวาง อย่างน้อย 30-60 ซม.
    • ความกว้างและสิ่งกีดขวาง (Clearance): ทางเดินต้องกว้างอย่างน้อย 1.5 เมตร (สวนกันได้) Zero Obstruction: ห้ามมีเสาไฟ ป้ายโฆษณา หรือตู้ควบคุมไฟฟ้าขวางกั้นในแนวทางเดินหลัก
    • การเชื่อมต่อไร้รอยต่อ (Seamless Connection): รอยต่อระหว่างทางเท้ากับทางม้าลายต้องเป็นแบบ Flush Curb (ระดับเดียวกัน)
    • ระบบนำทางดิจิทัล (Digital Signage): มีป้ายอักษรเบรลล์และระบบ QR Voice เพื่อบอกพิกัดและสถานที่สำคัญในบริเวณนั้น
  • รัฐบาลจะไม่อนุมัติงบงวดสุดท้ายให้ผู้รับเหมา หากไม่ได้รับลายเซ็นรับรองจาก "คณะกรรมการตรวจรับภาคประชาชนผู้พิการ" ในท้องถิ่นนั้นๆ
  • จัดหลักสูตร 3 สายงานหลัก (Targeted Tracks): สาย Data & AI (Data Labeling & Processing), สาย Creative & UX/UI Design, สาย Digital Customer Support
  • รัฐทำข้อตกลงกับเอกชน (MOU) เพื่อการันตีตำแหน่งงานหลังจบหลักสูตร โดยมีระบบภาษีจูงใจ (WFA (Work From Anywhere) Guarantee)
  • รัฐสนับสนุนอุปกรณ์ช่วยทำงาน เช่น คีย์บอร์ดพิเศษ, โปรแกรมอ่านหน้าจอ (Screen Reader), หรือโต๊ะทำงานปรับระดับไฟฟ้า (Smart Equipment Subsidy)
  • จัดให้มีระบบพี่เลี้ยงผู้พิการที่ประสบความสำเร็จมาช่วยสอนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ (Peer Mentoring)
  • กำหนดให้บริษัทตกลงจ้างงานโดยพิจารณาจาก ทักษะและผลลัพธ์ของงาน (Result) เป็นที่ตั้ง มากกว่าวิธีการหรือกระบวนการทำงานแบบเดิม
  • ระบุ KPI ที่ชัดเจนและวัดผลได้
  • บริษัทตกลงที่จะปรับปรุงสถานที่ทำงาน (Physical Space) หรือจัดหาซอฟต์แวร์สนับสนุน (Digital Tools) ตามความจำเป็นเฉพาะบุคคล
  • นายจ้างสามารถนำค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงนี้ไปหักลดหย่อนภาษีได้ 2-3 เท่าตามกฎหมาย
  • อนุญาตให้มีการทำงานแบบ Work From Anywhere (WFA) หรือ Flexible Hours หากลักษณะงานเอื้ออำนวย
  • บริษัทจะจัดให้มี "คู่หูดูแล" ในช่วง 3 เดือนแรก
  • เพิ่มโควตาการลาเพื่อไปพบแพทย์หรือซ่อมแซมอุปกรณ์ช่วยความพิการ (เช่น ซ่อมขาเทียม, ปรับ Wheelchair) โดยไม่ถือเป็นวันลาป่วยปกติ
  • ขยายความคุ้มครองประกันสุขภาพเพิ่มเติมครอบคลุมถึงอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับความพิการโดยตรง
  • รับรองลูกจ้างภายใต้สัญญานี้มีสิทธิได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง ฝึกอบรม และรับโบนัสตามมาตรฐานเดียวกับพนักงานทั่วไป โดยไม่มีข้อยกเว้น
  • บริษัทตกลงสนับสนุนงบประมาณการเรียนรู้ (Learning Budget) เพื่อ Upskill ทักษะดิจิทัลต่อเนื่อง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • แสดงให้โลกเห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ "เจริญแล้ว" ทั้งทางวัตถุและจิตใจ
  • ผู้พิการสามารถใช้ชีวิตในที่สาธารณะได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพา (Independent Living)
  • แรงงานเพิ่มขึ้น: ดึงคนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เพิ่มขึ้นกว่า 500,000 - 1,000,000 คน
  • กระตุ้นการท่องเที่ยว: ดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุและผู้พิการจากทั่วโลก (Accessible Tourism)
  • เพื่อให้ผู้พิการเคลื่อนที่และทำงานได้สะดวกขึ้น
  • GDP: สัดส่วนรายได้ที่เกิดจากแรงงานผู้พิการที่เข้าสู่ระบบใหม่
  • Beyond GDP: Inclusion Index: ดัชนีการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะของผู้พิการ
  • Quality of Life Score: คะแนนความสุขและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้พิการ
  • ลดค่าใช้จ่ายเงินอุดหนุนแบบจ่ายทิ้ง (Unproductive Welfare)
  • เปลี่ยนเป็นรายได้จากภาษีรายได้ที่ผู้พิการจ่ายคืนให้รัฐ
  • คาดการณ์ผลกระทบรวมต่อเศรษฐกิจกว่า 80,000 ล้านบาทต่อปี
  • Multiplier 4-5 เท่า
  • เมื่อผู้พิการเดินทางได้เอง จะเกิดการบริโภคในห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
  • ลดภาระของคนในครอบครัว (Caregivers) ให้สามารถออกไปทำงานสร้างรายได้ได้เพิ่มขึ้น
  • รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของแรงงานผู้พิการที่ทำงานดิจิทัลจะอยู่ที่ 20,000 - 50,000 บาท ซึ่งสูงกว่าเบี้ยผู้พิการเดิมหลายเท่าตัว
  • รัฐจะได้รับภาษีเงินได้กลับคืนจากกลุ่มคนที่เคยถูกมองว่าเป็นภาระ
  • การพัฒนาอุปกรณ์ช่วยผู้พิการจะนำไปสู่การเป็นศูนย์กลางส่งออก Assistive Technology ไปยังสังคมสูงวัยทั่วโลก
  • เพื่อให้ผู้พิการมีความมั่นใจว่าตนเองจะได้รับการประเมินตามเนื้องานจริง ไม่ใช่ความสงสาร
  • เพื่อให้ลูกจ้างทำงานได้เต็มศักยภาพ
  • ลดอุปสรรคในการเดินทาง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้พิการและทุพพลภาพ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • งบผูกพัน 4 ปี (สำหรับ Budget)
  • ในช่วง 3 เดือนแรก (สำหรับคู่หูดูแลในสัญญาจ้าง)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ประมาณการ 25,000 – 30,000 ล้านบาท (งบผูกพัน 4 ปี)
  • 15,000 ล้านบาท สำหรับการปรับปรุงทางเท้าและโครงสร้างพื้นฐาน (Seamless Sidewalks)
  • 10,000 ล้านบาท สำหรับกองทุนส่งเสริมอาชีพดิจิทัลและเงินอุดหนุนการจ้างงาน

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ: ปรับปรุงประสิทธิภาพการเบิกจ่าย
  • Social Impact Bonds: ระดมทุนจากเอกชนโดยรัฐจ่ายผลตอบแทนตามความสำเร็จของการจ้างงานผู้พิการ
รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ในเชิงประชากรศาสตร์ ขณะที่โครงสร้างสวัสดิการผู้สูงอายุยังคงแยกส่วนและตอบโจทย์แบบเฉพาะหน้า
  • รัฐแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ครอบครัวเผชิญภาระการดูแลที่ไม่ถูกชดเชย
  • ผู้สูงอายุจำนวนมากถูกลดทอนบทบาททางเศรษฐกิจ ทั้งที่ยังมีศักยภาพในการมีส่วนร่วม
  • การขาด “สถาปัตยกรรมระบบ” ที่เชื่อมโยงรายได้ สุขภาพ การดูแล และการเงินเข้าด้วยกันอย่างเป็นวงจรเดียว
  • เงินสวัสดิการรั่วไหลไปกับต้นทุนปลายทาง เช่น การนอนโรงพยาบาลระยะยาว การดูแลฉุกเฉิน และการอุ้มครอบครัวภายหลังเกิดวิกฤต
  • ความเสี่ยงทางการเงินและข้อมูล ของผู้สูงอายุ (ต้นทุนแฝงที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วในสังคมสูงวัย)
  • การหลอกลวง ในรูปแบบใหม่ และการเข้าถึงสวัสดิการยากลำบาก
  • ต้นทุนชีวิตประจำและภาระ ของ ครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ
  • ผู้ดูแล ผู้สูงอายุ หลุดจากตลาดแรงงาน
  • ระบบบำนาญแบบจ่ายตามรุ่นไม่ยั่งยืนทางการคลัง
  • ระบบสุขภาพไทยเก่งด้านการรักษาเฉียบพลัน แต่ล้มเหลวกับโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยติดเตียง และภาวะพึ่งพิงระยะยาว
  • เป็นต้นทุนที่ทำให้ครอบครัวไทย “จนลงจากการดูแลคนแก่” มากกว่าค่ารักษาในโรงพยาบาล
  • การดูแลระยะยาวตกเป็นภาระครอบครัว
  • ผู้สูงอายุจำนวนมากไม่จน แต่ “ไม่มีเงินสดสำรอง” เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ล้ม ป่วยเฉียบพลัน ซ่อมบ้าน หรือเสียรายได้ผู้ดูแล
  • อุบัติเหตุในบ้านเป็นสาเหตุการบาดเจ็บและพิการอันดับต้นของผู้สูงอายุ แต่ไม่ถูกจัดเป็น “ปัญหานโยบาย”
  • ผู้ดูแลผู้สูงอายุจำนวนมากหลุดจากตลาดแรงงานและไม่มีรายได้ระหว่างดูแล แต่ระบบรัฐมองว่า “ไม่ใช่แรงงาน”
  • ผู้สูงอายุจำนวนมากติดหนี้ก่อนเกษียณ แต่ไม่มีโอกาสฟื้นตัวเพราะถูกตัดสินจาก Credit Score แบบวัยทำงาน
  • รัฐให้สิทธิแบบกว้างเท่ากัน แต่ “ความจำเป็นจริง” ต่างกันมาก ทำให้เงินรั่วกับคนที่ไม่จำเป็น และคนที่จำเป็นจริงกลับได้ไม่พอ
  • ปัญหาหนักสุดของสังคมสูงวัยคือค่าใช้จ่ายและภาระการดูแลคนพึ่งพิง ซึ่งถ้าไม่มีระบบนี้ ต่อให้มีงานหรือมีบำนาญ ก็ยังพังได้จากเหตุเดียวคือ คนในบ้านเริ่มติดเตียง
  • การดูแลติดเตียงในโรงพยาบาลแพงกว่าดูแลที่บ้านอย่างเป็นระบบ และยังทำให้คิวโรงพยาบาลแน่น
  • เหตุล้มในบ้านครั้งเดียวอาจเปลี่ยนคน S2 ให้เป็น S4 และพาครอบครัวเข้าสู่ภาวะยากจนทันที
  • National Funded Pension “ไม่ถูกถอนจนหมด”
  • ผู้สูงอายุตกหนี้นอกระบบ
  • ผู้สูงอายุเป็นผู้รับบริการ อย่างเดียว ทำให้รัฐต้องจ่ายมาก
  • ระบบสวัสดิการผู้สูงอายุไทยในปัจจุบันมีลักษณะสำคัญ 3 ประการ: หนึ่ง ให้สิทธิแบบแนวราบ (Flat entitlement) โดยไม่แยกความจำเป็น สอง จ่ายเมื่อเกิดปัญหาแล้ว (Ex-post) มากกว่าป้องกัน สาม บริการแยกส่วน ทำให้ต้นทุนซ้ำซ้อนและเงินรั่ว
  • รัฐจ่าย “แพงที่สุด” ในจุดที่ควรจ่าย “ถูกที่สุด” คือปลายทาง เช่น ER, Admit, ผู้ป่วยติดเตียง

จะทำอะไร (Action)

  • ออกแบบนโยบายผู้สูงอายุแบบ Close loop
  • เปลี่ยนผู้สูงอายุจาก “ภาระเชิงงบประมาณ” ไปสู่ “ทรัพยากรเชิงศักยภาพของประเทศ”
  • สร้างหลักประกันชีวิตปลายทางอย่างมีศักดิ์ศรี
  • สร้างความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว
  • ยกระดับศูนย์พัฒนาผู้สูงอายุเดิมให้กลายเป็น Smart Hub แห่งศักยภาพ (ซึ่งเป็นทั้งศูนย์ฝึกทักษะระยะสั้น ศูนย์จับคู่งาน และศูนย์กิจกรรมสุขภาพเชิงป้องกันในชุมชน)
  • Smart Hub จะเชื่อมโยงโดยตรงกับตลาดแรงงานแบบยืดหยุ่น งานพาร์ตไทม์ งานบริการชุมชน งานดูแลผู้สูงอายุด้วยกัน และเศรษฐกิจประสบการณ์
  • รัฐสนับสนุนภาคเอกชนผ่านมาตรการหักรายจ่ายค่าจ้างผู้สูงอายุได้ 300 เปอร์เซ็นต์
  • รัฐอุดหนุนเงินสมทบประกันสังคมในส่วนของนายจ้างสำหรับการจ้างงานยืดหยุ่น
  • รัฐจะพัฒนาหลักสูตร Cyber Shield สำหรับผู้สูงอายุ ครอบคลุมตั้งแต่การใช้งานบริการรัฐและธนาคารดิจิทัลอย่างปลอดภัย ไปจนถึงการรู้เท่าทันการหลอกลวงรูปแบบใหม่
  • ระบบสวัสดิการผู้สูงอายุทั้งหมดจะใช้หลัก Digital-by-Design โดยออกแบบการพิสูจน์ตัวตนและการทำธุรกรรมให้ลดขั้นตอน ลดการใช้เอกสาร และมีโหมดป้องกันการโอนเงินผิดปกติ
  • รัฐจะให้สิทธิ์ลดรายจ่ายพื้นฐานแบบจ่ายตรง เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา และค่าเดินทางพบแพทย์
  • ระบบจะ สนับสนุนผู้ดูแล
  • ระบบจะให้ ลูกหลานที่ต้องออกจากงานเพื่อดูแลผู้สูงอายุเต็มเวลา ได้รับ Shadow Pension เป็นแต้มบำนาญสมทบเสมือนทำงานอยู่ในระบบ
  • ระบบจะให้ ลูกหลาน ผู้ดูแล ได้รับเครดิต Respite Care เพื่อจ้างการดูแลทดแทนชั่วคราว
  • ปรับจากระบบจ่ายตามรุ่นไปสู่ระบบสะสมทุนล่วงหน้า ผ่านสถาปัตยกรรมบำนาญสองชั้น ได้แก่ ประกันสังคมเป็นฐานขั้นต่ำ และกองทุนหุ้นประชาชนเป็นเสาสะสมทุน
  • รัฐจะใช้กลไก Matching Fund เพื่อสมทบเงินออมให้กลุ่มรายได้น้อยและแรงงานนอกระบบ
  • รัฐจะ เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุเข้าถึง People’s Equity Fund ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้กระแสเงินสดมั่นคง
  • แยก “การดูแลระยะยาว (Long-term care)” ออกจาก “การรักษา”
  • สร้างหลักประกันเฉพาะทาง
  • สร้างกองทุน Long-Term Care (LTC Fund) แยกจากบัตรทองและประกันสังคม
  • จะให้ สิทธิ์ดูแลบ้าน (Home-based Care) เป็นสิทธิหลัก ไม่ใช่บริการเสริม ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่ระบบเดิมไม่จ่าย เช่น ผู้ช่วยพยาบาลประจำบ้าน กายภาพบำบัดต่อเนื่อง อุปกรณ์ฟื้นฟูและอุปกรณ์ช่วยชีวิตประจำวัน
  • แยกเงินออมฉุกเฉินออกจากบำนาญและเงินรักษา
  • เปิดบัญชี Emergency Wallet คู่กับบัตรประชาชน Max
  • รัฐสมทบเงินตั้งต้น (เช่น 5,000–10,000 บาท) สำหรับผู้สูงอายุรายได้น้อย
  • เงินใน Emergency Wallet ใช้ได้เฉพาะกรณีฉุกเฉินที่กำหนด เช่น ค่าซ่อมแซมบ้านเพื่อความปลอดภัย ค่าเดินทางรักษานอกพื้นที่ ค่าอุปกรณ์ฉุกเฉิน
  • จะให้ สิทธิ์ปรับปรุงบ้านเชิงป้องกัน เช่น พื้นกันลื่น ราวจับ ห้องน้ำปลอดภัย
  • ใช้ระบบ Voucher ผ่าน Care Edition
  • เปิดให้ช่างชุมชน / วิสาหกิจท้องถิ่นเข้าร่วม
  • ให้รายได้ชดเชยบางส่วน (Caregiver Allowance) ตามระดับความพึ่งพิง
  • รายได้ชดเชยจะ เชื่อมกับ Shadow Pension
  • แยก “เครดิตวัยชรา” ออกจากเครดิตวัยแรงงาน
  • Reset Credit Profile เมื่ออายุ 60 ปี
  • เปิด Silver Credit สำหรับ ซ่อมบ้าน ค่าแพทย์ ธุรกิจขนาดเล็กวัยเก๋า ดอกเบี้ยต่ำและผ่อนยืดหยุ่นตามอายุขัย
  • นโยบายนี้จะใช้หลัก One Senior ID, One Care Plan โดยผู้สูงอายุหนึ่งคนมีแผนดูแลและแผนสิทธิเดียว
  • แผนดูแลและแผนสิทธิจะ เชื่อมโยงทุกหน่วยงาน
  • จะ ใช้งบประมาณตามผลลัพธ์เป็นตัวตั้ง
  • ระบบจะประเมิน คนไทย เป็น 4 ระดับความสามารถในการพึ่งตนเอง และกำหนดแพ็กเกจสิทธิทันที
  • ระบบจะชี้ไปที่ Silver Revitalization โดยอัตโนมัติ พร้อมเครดิตเรียนทักษะและจับคู่งาน (สำหรับ กลุ่ม S1)
  • ระบบจะชี้ไปที่ Care Edition แบบป้องกัน เช่น สิทธิเดินทางพบแพทย์ สิทธิปรับบ้านปลอดภัย สิทธิอุปกรณ์พื้นฐาน (สำหรับ กลุ่ม S2)
  • ระบบจะชี้ไปสู่ “บริการดูแลที่บ้าน” และสิทธิผู้ดูแล รวมทั้ง Respite Care แบบมีโควตา (สำหรับ กลุ่ม S3)
  • ระบบจะชี้ไปสู่แพ็กเกจ LTC ที่บ้านและบริการเยี่ยมติดตาม พร้อมจ่ายชดเชยผู้ดูแลและสนับสนุนอุปกรณ์เต็มชุด (สำหรับ กลุ่ม S4)
  • การประเมินจะใช้ ข้อมูลสุขภาพเดิมและประเมินซ้ำปีละครั้งผ่าน รพ.สต./อสม./คลินิกชุมชน + แบบประเมินสั้นในแอป
  • สร้างโครงสร้างบริการ 3 ชั้นและเชื่อมกับ Smart Hub โดยตรง (Home Care Team, Care Worker Network, Respite & Step-down Beds)
  • Home Care Team ทีมเยี่ยมบ้านประจำพื้นที่จะทำงานร่วม รพ.สต. อสม. และพยาบาลชุมชน
  • ผู้สูงอายุ S1 ที่เข้า Silver Revitalization สามารถถูกฝึกเป็นผู้ช่วยดูแลผู้สูงอายุด้วยกัน เป็นงาน part-time
  • จะ กำหนดว่า LTC จ่ายแบบเหมาจ่ายรายหัวตามระดับ S3–S4
  • จะ จ่ายตามผลลัพธ์ เช่น ลดการเข้า ER ซ้ำ ลดการนอน รพ. ซ้ำ
  • ระบบทำงานแบบ Voucher ในบัตรประชาชน Max Care Edition
  • ผู้สูงอายุ S2–S3 ได้สิทธิปรับบ้านตามรายการมาตรฐานที่กำหนด เช่น ราวจับ พื้นกันลื่น ไฟส่องสว่าง ห้องน้ำปลอดภัย ทางลาด
  • จะเปิดให้ ผู้ประกอบการท้องถิ่นหรือช่างชุมชนที่ผ่านการรับรองรับงาน
  • Senior Emergency Wallet จะให้เป็น เงินฉุกเฉินที่ใช้เฉพาะเหตุจำเป็นที่กำหนดและจ่ายตรงไปยังผู้ให้บริการ เช่น ค่าอุปกรณ์ ค่าเดินทางพบแพทย์ ค่าปรับบ้านฉุกเฉิน
  • Silver Credit Reset จะให้มี สินเชื่อซ่อมบ้าน/อุปกรณ์/สุขภาพ/ประกอบอาชีพเล็กแบบดอกเบี้ยต่ำและผ่อนตามความสามารถ
  • ทุกธุรกรรมของ Wallet และ Silver Credit ต้องผ่านโหมดป้องกันการหลอกลวง เช่น ยืนยันตัวตนเข้มขึ้น รายการผู้รับเงินต้องเป็นผู้ให้บริการที่ขึ้นทะเบียน ลดช่องคอลเซ็นเตอร์หลอกโอนเงิน
  • ผู้สูงอายุที่เข้าร่วมกิจกรรมสุขภาพที่พิสูจน์ได้ เช่น ตรวจสุขภาพตามนัด กายภาพ ออกกำลังกายกลุ่ม ควบคุมโรคเรื้อรังดี จะได้ “แต้มลดต้นทุน”
  • แต้มลดต้นทุนจะ ไปเพิ่มสิทธิที่จับต้องได้ เช่น เพิ่มโควตาเดินทางพบแพทย์ เพิ่มโควตาอุปกรณ์ เพิ่มเครดิต Respite ให้ครอบครัว
  • Smart Hub จะเป็น “ศูนย์กิจกรรมสุขภาพเชิงป้องกัน” ที่ใช้คนเกษียณช่วยดูแลกันเอง
  • ใช้ 2 กลไกที่บังคับการทำงานร่วมกัน: “One Senior ID, One Case Plan” และ “งบตามผลลัพธ์”
  • ผู้สูงอายุหนึ่งคนมีแผนดูแลเดียว โดย เชื่อมจากการแยกกลุ่ม S1–S4 แล้วปล่อยสิทธิอัตโนมัติใน 4 นโยบายเดิม + นโยบายใหม่ทั้งหมด
  • จ่าย งบ ให้พื้นที่ตาม KPI
  • ออกแบบตรรกะ การใช้เงิน เป็น 4 ชั้นเรียงลำดับ
  • แยกกลุ่มตามความจำเป็นจริง (Targeting Accuracy)
  • ให้บริการแบบ “ป้องกันก่อนแพง” (Prevention-first)
  • ย้ายฐานบริการจากโรงพยาบาล → บ้านและชุมชน
  • ทำให้ผู้สูงอายุแข็งแรงกลายเป็นแรงงานลดต้นทุนระบบ
  • ระบบจะประเมิน ประชาชน ปีละครั้ง โดยใช้ – ข้อมูลสุขภาพเดิม – การประเมิน ADL แบบสั้น – การประเมินความสามารถทำงาน โดย ใช้โครงสร้าง รพ.สต. / อสม. / คลินิกชุมชน + แอป
  • ระบบจะ จัดกลุ่มเป็น 4 กลุ่ม (S1, S2, S3, S4)
  • ระบบจะ “ปล่อยแพ็กเกจสิทธิ” โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องลงทะเบียน ไม่ต้องพิสูจน์ซ้ำ
  • Home Care Team เยี่ยมบ้าน คุมอาการ ป้องกันกำเริบ
  • Care Worker Network จะมาจาก S1 ที่เข้า Silver Revitalization → กลายเป็นแรงงานดูแล part-time
  • Respite & Step-down Beds จะให้ใช้ “เครดิต” ไม่ใช่เงินสด
  • ให้บริการ Safe Aging Home Program แบบ Voucher จ่ายตรงให้ผู้ให้บริการที่ขึ้นทะเบียน ไม่ให้เงินสดประชาชน
  • Wallet ใช้ได้เฉพาะรายการที่กำหนด จ่ายตรง → ผู้ให้บริการ
  • Wallet จะ เชื่อม Digital Immunity
  • คนดูแลตัวเองดี จะได้รับ “คืนกำไร” เป็นสิทธิ ไม่ใช่เงินสด

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สุขภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ของผู้สูงอายุ
  • เพิ่มอัตราการมีรายได้และการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพตามความสมัครใจ
  • ลดต้นทุนระบบสุขภาพและการดูแลระยะยาว
  • สร้างระบบบำนาญและการเงินผู้สูงอายุที่ไม่รั่ว ไม่ถูกหลอก และไม่ผลักเข้าสู่หนี้นอกระบบ
  • สร้างรายได้ ศักยภาพ และบทบาททางสังคมให้ผู้สูงอายุที่ยังสามารถทำงานได้
  • ผู้สูงอายุไม่เพียงกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่ยังกลายเป็นแรงงานสนับสนุนระบบดูแลผู้สูงอายุรุ่นเดียวกันในชุมชน
  • ป้องกันความเสี่ยงทางการเงินและข้อมูล
  • การเข้าถึงสวัสดิการเป็นเรื่องง่ายแต่ปลอดภัย
  • เครื่องมือทางการเงินในนโยบายอื่น เช่น บัตรประชาชน Max และกองทุนบำนาญ ทำงานได้จริงโดยไม่รั่วไหล
  • ลดต้นทุนชีวิตประจำ
  • พยุงครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ
  • เพิ่มรายได้สุทธิที่แท้จริงของครัวเรือน
  • ลดภาวะหมดไฟและการหลุดออกจากตลาดแรงงานอย่างถาวร ของผู้ดูแล
  • สร้างความยั่งยืนทางการคลัง
  • เงินเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถือบัญชีและตกทอดได้
  • เปลี่ยนสถานะจากผู้พึ่งพิงเป็นเจ้าของทุนของประเทศ
  • ไม่ให้ การดูแลระยะยาว ตกเป็นภาระครอบครัว
  • ลดครอบครัวล้มละลายจากการดูแลผู้สูงอายุ
  • ลดความแออัดโรงพยาบาล
  • เพิ่มคุณภาพชีวิตปลายทางอย่างมีศักดิ์ศรี
  • เงินก้อนเล็กป้องกันการก่อหนี้นอกระบบ
  • ต้นทุนรัฐต่ำกว่าการอุ้มภายหลัง
  • ลดค่าใช้จ่ายรักษาอุบัติเหตุ
  • สร้างงานในชุมชน
  • เพิ่มอายุการอยู่อาศัยอย่างอิสระของผู้สูงอายุ
  • ถูกกว่าการส่งผู้สูงอายุเข้า Facility
  • ลดความยากจนแฝงในครอบครัว
  • ผู้สูงอายุมีโอกาสฟื้นตัว จากหนี้
  • อัตราการมีรายได้ของผู้สูงอายุที่ยังทำงานได้ เพิ่มขึ้น
  • ลดวันนอนโรงพยาบาลระยะยาว
  • ลดอุบัติเหตุในบ้าน
  • ลดความเสียหายจากการหลอกลวงดิจิทัล
  • อัตราการคงอยู่ในตลาดแรงงานของผู้ดูแลหลัก เพิ่มขึ้น
  • ในระยะสั้น เพิ่มรายได้สุทธิของครัวเรือน
  • ในระยะสั้น ลดภาระผู้ดูแล
  • ในระยะสั้น ลดคิวโรงพยาบาล
  • ในระยะกลาง ลดต้นทุนสวัสดิการปลายทาง
  • ในระยะกลาง สร้างตลาดงานใหม่ในชุมชน
  • ในระยะยาว สร้างระบบผู้สูงอายุที่มีศักดิ์ศรี
  • ในระยะยาว ระบบผู้สูงอายุที่ ยั่งยืน
  • ในระยะยาว ระบบผู้สูงอายุที่ ไม่เป็นภาระทางการคลังของประเทศ
  • 4 นโยบายเดิม “เข้าโหมดอัตโนมัติ” โดยไม่ต้องให้ประชาชนวิ่งหา
  • ลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงทันที
  • Care Edition ของคุณ “เป็นระบบดูแลจริง”
  • เกิดการหมุนเวียนแรงงานในระบบเดียวกัน
  • ลดค่าใช้จ่ายต่อหัว
  • ลดคิวรอ ในโรงพยาบาล
  • ทำให้ต้นทุนรัฐควบคุมได้
  • Care Edition ไม่ใช่แค่จ่ายบิล แต่เป็น “ลดเหตุที่ทำให้ค่าใช้จ่ายระเบิด”
  • กระจายรายได้ในพื้นที่
  • สร้าง “ตลาดงานช่างและบริการ”
  • ลดค่าใช้จ่ายสุขภาพเชิงระบบในระยะยาว
  • National Funded Pension “ไม่ถูกถอนจนหมด”
  • ผู้สูงอายุไม่ตกหนี้นอกระบบ
  • เงินไม่รั่วไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
  • ลดการกู้แพง
  • ลดโอกาสที่รัฐต้องอุ้มภายหลัง
  • เปลี่ยนผู้สูงอายุจากผู้รับบริการ เป็นผู้ร่วมลดต้นทุนระบบ
  • หมุนคน S1 ให้เป็นผู้ดูแลระบบสุขภาพชุมชน
  • ลดภาระบุคลากรแพทย์
  • รัฐจ่ายน้อยลง
  • “คืนกำไร” ให้ผู้สูงอายุ เป็นสิทธิ ไม่ใช่เงินสด
  • อัตราผู้สูงอายุ S1 ที่กลับเข้าสู่รายได้เสริม เพิ่มขึ้น
  • อัตราการเข้า ER ซ้ำของ S3–S4 ต่อปีลดลง
  • วันนอนโรงพยาบาลของผู้ป่วยติดเตียงลดลง
  • อัตราการล้มในบ้านของผู้สูงอายุ S2–S3 ลดลง
  • มูลค่าความเสียหายจากการหลอกลวงดิจิทัลในกลุ่มผู้สูงอายุลดลง
  • อัตราผู้ดูแลหลักที่ยังอยู่ในตลาดแรงงานหรือมีรายได้ประคองได้เพิ่มขึ้น
  • ใช้เงินน้อย–เร็ว–แม่น เพื่อไม่ต้องใช้เงินมาก–ช้า–จำเป็นในภายหลัง
  • เงินไม่รั่ว เพราะ คน S1 จะไม่ถูกจ่ายแพงแบบ S4 และคน S4 จะไม่ถูกปล่อยให้ดูแลตัวเอง
  • ลด ER / Admit ได้สูง
  • เงินไม่ออกนอกระบบ แต่หมุนในระบบเดียวกัน
  • ป้องกัน burnout ผู้ดูแล และ readmission
  • ลดรั่ว ของเงิน
  • การปรับบ้าน 1 ครั้ง ป้องกันเหตุล้ม 1 ครั้ง
  • ลดโกง
  • ลดหนี้นอกระบบ
  • กลไก “จูงใจลดต้นทุนรัฐ”

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้สูงอายุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายใน 12 เดือน (สำหรับอัตราผู้สูงอายุ S1 ที่กลับเข้าสู่รายได้เสริม)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • เงินตั้งต้น (Senior Emergency Wallet) เช่น 5,000–10,000 บาท
  • ต้นทุนต่อหัวต่อปีสำหรับ S1 Silver Revitalization + Health Dividend ทักษะ / Smart Hub / Matching งาน ≈ 6,000 บาท/คน/ปี
  • ต้นทุนต่อหัวต่อปีสำหรับ S2 Care Edition + Safe Home สิทธิเดินทาง / ปรับบ้านเฉลี่ย (เฉลี่ยหลายปี) ≈ 8,000 บาท/คน/ปี
  • ต้นทุนต่อหัวต่อปีสำหรับ S3 LTC Home-based Home care + Respite ≈ 45,000 บาท/คน/ปี
  • ต้นทุนต่อหัวต่อปีสำหรับ S4 LTC Intensive ดูแลที่บ้านแบบเข้ม≈ 90,000 บาท/คน/ปี
  • รวมต้นทุนทั้งระบบ ≈ 228,000 ล้านบาท/ปี
  • เทียบกับ ต้นทุนผู้ป่วยติดเตียงในโรงพยาบาล เฉลี่ย ≥ 180,000–250,000 บาท/คน/ปี
  • หาก S4 จำนวน 0.9 ล้านคน แม้เพียง 30% นอน รพ. ระยะยาว รัฐแบกรับต้นทุน > 50,000–60,000 ล้านบาท/ปี
  • ประหยัดจาก ลด Admit / ER ซ้ำ หาก S3–S4 ลด Admit ลง 20% ประหยัด ≈ 25,000–30,000 ล้านบาท/ปี
  • ประหยัดจาก ลดเหตุล้มจาก Safe Home จะ ประหยัด ≥ 15,000 ล้านบาท/ปี (ลดได้เพียง 25% ใน S2–S3)
  • เงินที่ “เพิ่ม” ≈ 228,000 ล้าน
  • เงินที่ “ไม่ต้องจ่ายในอนาคต” สุขภาพปลายทาง Admit ER ผู้ดูแลหลุดระบบ ≈ 70,000–100,000 ล้าน/ปี
  • สุทธิ รัฐจ่ายเพิ่มจริง ≈ 130,000–150,000 ล้าน

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 28) ว่า '60,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • รัฐ (สนับสนุนภาคเอกชน, อุดหนุนเงินสมทบ)
  • รัฐ (ให้สิทธิ์ลดรายจ่าย)
  • รัฐ (Matching Fund)
  • กองทุน Long-Term Care (LTC Fund) (แยกจากบัตรทองและประกันสังคม)
  • Reallocate งบผู้ป่วยติดเตียงในโรงพยาบาลรัฐ
  • สมทบจาก National Funded Pension (เฉพาะส่วนสวัสดิการ)
  • รัฐ (สมทบเงินตั้งต้น Emergency Wallet)
  • รัฐ (อุ้มภายหลัง หากไม่มี Emergency Wallet)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 28) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ