ประเด็น

สินค้าเกษตร

มี 24 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ไทยภักดี

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ประกันราคาข้าวเปลือกเจ้า และ ข้าวเปลือกหอมมะลิ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ราคาข้าวเปลือกเจ้า ๑๐,๐๐๐ บ. : ๑ ตัน
  • ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ ๑๕,๐๐๐ บ. : ๑ ตัน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ใช้งบฯ จากภาษีประชาชน

ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความเหลื่อมล้ำ
  • การผลิตสินค้าเกษตรที่อุปสงค์ และอุปทานไม่สมดุลย์
  • การขาดแคลนองค์ความรู้ใหม่ในด้านการเกษตร
  • การขาดระบบการเกษตรโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ

จะทำอะไร (Action)

  • ศูนย์เกษตรเศรษฐกิจประจำจังหวัด Agriculture Economic Center (AEC) ทำหน้าที่
  1. พัฒนาเศรษฐกิจการเกษตรในทุกมิติ โดยสนับสนุนงบประมาณเพื่อการวิจัย Biodiversity, Cycling, Green Economy
  2. ยกระดับราคาสินค้าเกษตร ด้วยการบริหารนโยบายด้านการผลิตผลผลิตการเกษตร ที่สมดุลย์ ทั้งอุปสงค์ และอุปทาน
  3. พัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรเชิงระบบด้วยการนำเทคโนโลยีภาคเกษตรที่ทันสมัย platform applications ecosystem มาสนับสนุนการยกระดับการผลิตให้มีประสิทธิผล
  4. ทำหน้าที่เป็นศูนย์วิจัย พัฒนาพื้นที่ดินการผลิต ผลิตภัณฑ์เกษตรสมัยใหม่ ที่เหมาะสมกับพื่นที่ดิน ฤดูการการผลิต
  5. สรรหาองค์ความรู้ใหม่ ด้วยการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรสถาบัน งานวิจัยในต่างประเทศที่มี ทั้งองค์ความรู้สนับสนุนยกระดับมูลค่าเพิ่มการผลิตและช่องทางการจำหน่าย การตลาดผู้บริโภคที่เหมาะกับผลผลิตของไทย
  6. เป็นศูนย์ระบบการเกษตรโลจิสติกส์ System Marketing Logistics โดยมี total program applications ที่ให้บริการวางแผน คลังสินค้า การบรรจุภัณฑ์ การขนส่ง เพื่อการส่งออก ทางอากาศ ทางเรือ ทางรถ ทางรถไฟ BRI ผ่าน Gateway ศูนย์ Logistics Park เวียงจันทร์ ไปยัง Gateway คุนหมิง และเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคของจีน และ ตลาด CLMV และตลาดโลก

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยกระดับราคาสินค้าเกษตร
  • เกษตรกรมีกำไร มีเงินออม
  • ลดความเหลื่อมล้ำ
  • ยกระดับมูลค่าเพิ่มการผลิตและช่องทางการจำหน่าย
  • พัฒนาระบบการเกษตรโลจิสติกส์

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • นักวิจัยด้าน Biodiversity, Cycling, Green Economy

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เกษตรกรยากจน มีหนี้สิน -เกษตรกรไม่มีรายได้ยั่งยืน -การผลิตสินค้าเกษตรไม่สอดคล้องกับอุปสงค์-อุปทาน ขาดแหล่งน้ำสำหรับการเกษตร และอุปโภคบริโภค มีข้อจำกัดการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐ

จะทำอะไร (Action)

  • สินค้าเกษตรราคาดี - รับซื้อและประกันราคาพืชเศรษฐกิจหลัก
  1. ข้าวหอมมะลิ 20,000 บาท/ตัน
  2. ข้าวหอมจังหวัด 13,000 บาท/ตัน
  3. ข้าวเหนียว 14,000 บาท/ตัน
  4. ข้าวสารขาว 11,000 บาท/ตัน
  5. มันสำปะหลัง 3 บาท/กก.
  6. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 8 บาท/กก.
  7. ยางพารา 65 บาท/กก.
  8. ยางก้อนถ้วย 45 บาท/กก.
  9. ปาล์มน้ำมัน 5 บาท/กก.
  10. อ้อยโรงงาน 1,000 บาท/ตัน
  • ปรับโครงสร้างการผลิต
  1. บริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกพืชเกษตร (Zoning)
  2. ปรับระบบการใช้ที่ดินเพื่อผลิตสินค้าเกษตรให้3. สอดคล้องกับอุปสงค์-อุปทาน (Demand – Supply)
  • พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรตั้งแต่ระดับหมู่บ้านจนถึงการกักเก็บน้ำตามลำน้ำ
  1. ขุดบ่อน้ำ 1 ล้านบ่อ
  2. ขุดน้ำบาดาล 1 แสนบ่อ
  3. วางระบบผันน้ำ โขง-เลย-ชี-มูล แม่น้ำสายสำคัญอื่น และจาก สปป. ลาว มาเติมในยามที่ขาดน้ำ
  • พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค
  1. พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอและมีคุณภาพทุกหมู่บ้าน
  • การจัดการที่ดิน
  1. ขจัดข้อจำกัดการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐเพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกร เช่น ที่ดิน สปก. ที่ดิน คทช. ที่ดิน ภบท.5

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยกระดับราคา เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร
  • มีแหล่งน้ำสำหรับการเกษตรเพียงพอ
  • เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินของรัฐได้อย่างเต็มที่

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างรายได้จากพื้นฐานความเข้มแข็งเดิมด้วยอาหารคุณภาพและเกษตรแปรรูป
  • ยกระดับ Duty Free Shop สู่สากล
  • ให้ข้อมูลการพัฒนาศักยภาพคนและชุมชนเกษตร
  • บริการจัดเก็บถนอมรักษาอาหารเกษตรของสดเน่าเสียง่าย
  • โปรโมทเทศกาลสำคัญของไทย
  • เพิ่มส่วนแบ่งอาหารของไทยในตลาดโลก จาก 2.5% เป็น 5% ในปี 2570
  • เที่ยวสนุก "12 เดือน 12 Events ทั่วไทย"
  • บริการจัดเก็บถนอมรักษาอาหารเกษตรของสดเน่าเสียง่าย
  • จัดการ บริหาร ขนส่งสินค้าเกษตรภายในประเทศและต่างประเทศ
  • สร้างกระแสความนิยมในผลิตภัณฑ์และสินค้าไทย ด้วยการเติมพลัง Thainess ที่เป็นจุดเด่นของแต่ละชุมชน ผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่
  • โปรโมทเทศกาลสำคัญของไทย ให้ได้รับการยอมรับเป็นงานเทศกาลนานาชาติ (World Festivals)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • อันดับการส่งออกอาหารเลื่อนขึ้นจากอันดับ 11 เป็นอันดับ 10 ของโลก
  • เพิ่มส่วนแบ่งอาหารของไทยในตลาดโลกจาก 2.5% เป็น 5% ในปี 2570
  • มูลค่าตลาด Global Wellbeing Hub เป้าหมาย 1% เท่ากับ 1.5 ล้านล้านบาท

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • ประชาชน
  • ชุมชน
  • ผู้ประกอบการ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • - เพิ่มส่วนแบ่งอาหารของไทยในตลาดโลกจาก 2.5% เป็น 5% ภายใน ปี 2570

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • หนี้เสียที่เกิดจากโควิด
  • คนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน
  • คนตัวเล็กต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบที่ดอกเบี้ยสูง
  • SMEs ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุน
  • ค่าใช้จ่ายสูงเกินไป
  • ระบบราชการที่มีอำนาจนิยม

จะทำอะไร (Action)

  • กองทุนที่ 1 – กองทุนฟื้นฟูหนี้เสีย
  1. จัดตั้งกองทุนฟื้นฟูหนี้เสียฯ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่มีหนี้เสีย
  2. กองทุนฯ จะเข้าไปเจรจากับสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ ช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการชำระดอกเบี้ยผิดนัดให้บางส่วน
  3. ทำการรับซื้อและรับโอนหนี้ รวมทั้งหลักประกัน ที่ค้างชำระอยู่กับสถาบันการเงินมาบริหารที่มูลค่ายุติธรรม
  • มาตรการที่ 1 (พลิกฟื้น – ตั้งหลัก – ปลดล็อค)
  1. ชำระดอกเบี้ยให้ลูกหนี้บางส่วน
  2. เปลี่ยนสถานะลูกหนี้ที่เป็น NPL ให้กลับมาอยู่ในสถานะปกติ
  3. เปลี่ยนจากรหัสบัญชี 021 ไปเป็น รหัสบัญชี 010
  • มาตรการที่ 2 (เดินหน้า – ดันธุรกิจ – ช่วยลูกจ้าง)
  1. พักชำระหนี้ 1 ปี
  2. เติมเงินสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง เข้าบัญชีธุรกิจ และบัญชีเงินเดือนของลูกจ้าง
  3. ปรับเปลี่ยนตารางการชำระหนี้ใหม่ ขยายเวลาชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 3 ปี ผ่อนชำระแบบ หน้าต่ำ-หลังสูง
  4. ปรับกระบวนการปล่อยสินเชื่อ
  • กองทุนที่ 2 – กองทุนเครดิตประชาชน

  • จัดตั้งกองทุนเครดิตประชาชน เพื่อช่วยคนตัวเล็กกว่า 10 ล้านคน ล้างหนี้นอกระบบ เป็นสินเชื่อรายย่อยที่ไม่มีหลักประกันดอกเบี้ยต่ำ ไม่เกินร้อยละ 1 ต่อเดือน วงเงินกู้ตั้งแต่ 10,000 บาท จนถึง 100,000 บาท

  • เปลี่ยนกรอบความคิดใหม่ในกระบวนการพิจารณาสินเชื่อ การกำหนดวงเงินสินเชื่อจะใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) ในการพิจารณา- ปล่อยสินเชื่อแทนการใช้เอกสารหลักฐานพิสูจน์รายได้หรือการขอหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือการตรวจสอบประวัติของผู้กู้จากเครดิตบูโร

  • เติมทุน2.1 กองทุนที่ 3 – กองทุนสร้างไทย

  1. แหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ เงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อผู้ประกอบการ SMEs ขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดเข้าไม่ถึงแหล่งทุนสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ ซึ่งประกอบด้วย 5 กองทุนย่อย
  • กองทุน SMEs
  1. ตั้งกองทุน SMEs เพื่อให้ SMEs ขนาดเล็กสามารถเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อฟื้นธุรกิจจากโควิดและสามารถต่อยอดธุรกิจให้เติบโตต่อไปได้
  • กองทุน Start Up
  1. เพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่เก่งมีโอกาสตั้งตัวได้ ให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสตั้งตัวเป็นเจ้าของธุรกิจด้วยความรู้ความสามารถที่ตนเองเป็นผู้คิดค้นขึ้นมา
  • กองทุนวิสาหกิจชุมชน
  1. เพื่อให้เกษตรกร และลูกหลานได้รวมตัวกันในการประกอบธุรกิจจากผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ โดยการแปรรูปเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรกร
  • กองทุนการท่องเที่ยว
  1. เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการโรงแรมขนาดเล็ก ร้านอาหาร สถานบันเทิง จนไปถึงร้านนวดสปา ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19
  • กองทุน Venture Capital (VC)
  1. เป็นแหล่งเงินทุนที่ทำหน้าที่สนับสนุนด้านการเงินให้แก่ธุรกิจ
  2. มุ่งเน้นไปที่ธุรกิจ Startup ที่มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่ก้าวหน้า
  3. สนับสนุนธุรกิจที่ทำงานด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อประโยชน์ของ SMEs โดยส่วนรวม
  4. VC จะเข้าไปร่วมลงทุนในกิจการ ให้คำปรึกษาทางด้านการบริหารกิจการ ไม่มีวัตถุประสงค์ในการเข้าครอบงำกิจการเพื่อยึดเป็นเจ้าของ จะหาจังหวะที่เหมาะสมที่จะถอนตัว (Exit) เพื่อทำกำไรจากเงินลงทุน
  • ลดรายจ่าย3.1 ปรับโครงสร้างพลังงาน
  1. ปรับโครงสร้างค่าน้ำมัน/ค่าแก๊ส กำหนดเพดานค่าการกลั่น ให้เป็นธรรมกับคนไทย ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า รื้อสัญญาทาส ค่าไฟต้องไม่เกิน 3.50 บาท
  • ลดภาระภาษี
  1. ไม่เก็บภาษีคนตัวเล็กที่มีรายได้สุทธิไม่เกิน 300,000 บาท/ต่อปี หรือรายได้ไม่เกิน 40,000/เดือน
  2. ไม่เก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล SMEs เป็นเวลา 3 ปี
  • Solar House
  1. ติด Solar House – เงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำ 1% ผ่อนยาว 8 ปี ขายไฟให้รัฐได้ทุกเดือน
  2. ขจัดอุปสรรค
  • พักการอนุมัติ/อนุญาต
  1. พักการอนุมัติ/อนุญาต 1,400 ฉบับ เป็นเวลา 3-5 ปี เพื่อให้คนไทยลุกขึ้นมาทำมาหากินได้ทันที เช่น การขออนุญาต อย.
  • ปฏิรูประบบราชการ
  1. รื้อระบบรัฐราชการและอำนาจนิยม
  2. สร้างระบบให้ประชาชนร้องเรียน มีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
  3. นำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการให้คะแนนการทำงาน และการบริการประชาชนของเจ้าหน้าที่ ใช้ในการประเมินการให้ความดีความชอบ รวมถึงการลงโทษ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่มีหนี้เสียกลับมาประกอบธุรกิจได้ตามปกติ
  • ช่วยคนตัวเล็กกว่า 10 ล้านคน ล้างหนี้นอกระบบ
  • ดอกเบี้ยต่ำไม่เกินร้อยละ 1 ต่อเดือน
  • ค่าไฟต้องไม่เกิน 3.50 บาท
  • ลดภาษี
  • ทำให้คนไทยลุกขึ้นมาทำมาหากินได้ทันที
  • Startup ที่มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมได้รับการสนับสนุน
  • คนรุ่นใหม่ที่เก่งมีโอกาสตั้งตัวได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อย
  • SMEs

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว
  • สินค้าประเภทผลไม้ที่เน่าเสียง่ายและไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน
  • อำนาจการต่อรองตกไปอยู่ที่ผู้รับซื้อทำให้ราคาตกต่ำ
  • เกษตรกรไม่มีทางเลือกในการเก็บรักษาผลผลิต

จะทำอะไร (Action)

  • เพิ่มงบกองทุนหมุนเวียน 10,000 ล้านบาทต่อปี
  • ใช้กลไกทางการเงินผ่าน 'กองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร'
  • ปรับปรุงกฎระเบียบ แก้ไขระเบียบและกลไกการทำงานของกองทุนรวมช่วยเหลือเกษตรกร ให้มีความคล่องตัว (Agility) มากขึ้น เพื่อให้สามารถอนุมัติและดำเนินการได้ทันต่อสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
  • ประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า ใช้ข้อมูลเพื่อประเมินความเสี่ยงและระบุสินค้าที่ต้องเข้าไปรักษาระดับราคา ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ไตรมาส (3 เดือน)
  • ทำข้อตกลงล่วงหน้า ภาครัฐจะเตรียมการและทำข้อตกลง (MOU/Contracts) ไว้ล่วงหน้ากับผู้เล่นในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งผู้รับซื้อ ผู้แปรรูป และผู้ให้บริการเก็บรักษา (Cold Storage)
  • วางแผนการระบายสินค้า

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ช่วยพยุงราคาพืชผลให้มีเสถียรภาพตลอดฤดูกาลเก็บเกี่ยว
  • รักษาเสถียรภาพของราคาสินค้าเกษตรไว้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
  • สามารถดำเนินการรักษาระดับราคาสินค้าที่มีการเคลื่อนไหวเป็นฤดูกาลได้สำเร็จ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ภายในปีแรกจะต้องสามารถดำเนินการรักษาระดับราคาสินค้าที่มีการเคลื่อนไหวเป็นฤดูกาลได้สำเร็จ

  • แสดงประสิทธิภาพในการพยุงราคาผลไม้และพืชผลฤดูกาลได้ทันทีในปีงบประมาณแรกที่เริ่มดำเนินการ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • เพิ่มวงเงินกองทุนให้สูงถึง 10,000 ล้านบาทต่อปี

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • สินค้าเกษตรนำเข้าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องของเกษตรกรไทย
  • สินค้าที่ด้อยคุณภาพหรือสินค้าที่ทะลักเข้ามาในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม อาจทำลายกลไกราคาภายในประเทศและสุขภาพของผู้บริโภค
  • สินค้าเกษตรนำเข้าที่เข้ามาโดยไร้การกำกับดูแล มักส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรภายในประเทศ ทำให้ราคาตกต่ำและกระทบต่อการดำรงชีพของเกษตรกรไทย

จะทำอะไร (Action)

  • สนับสนุนงบประมาณเพื่อจัดหาทรัพยากรบุคคลและอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ทันสมัย
  • ทบทวนและกำชับการใช้กฎระเบียบในการควบคุมและตรวจสอบสินค้านำเข้า ให้สอดคล้องกับ "มาตรฐานนานาชาติ" โดยเฉพาะการอ้างอิงมาตรฐานของประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น "จีน" เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและเป็นที่ยอมรับ
  • เผยแพร่แนวทางปฏิบัติและผลการดำเนินงานอย่างโปร่งใส
  • ขั้นตอนการดำเนินงาน 5 ข้อดังนี้
  • ประเมินช่องว่าง (Gap Analysis): สำรวจความพร้อมของด่านกักกันพืชและสัตว์ทั่วประเทศ เพื่อระบุความขาดแคลนด้านบุคลากรและเครื่องมือ
  • ปรับปรุงกฎระเบียบ: คณะทำงานด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรทำการเปรียบเทียบมาตรฐานของไทยกับสากลและคู่ค้าสำคัญ (เช่น จีน) เพื่อปรับปรุงเกณฑ์การตรวจสอบให้ทัดเทียมกัน
  • แจ้งเตือนคู่ค้า: ส่งหนังสือแจ้งเตือนระเบียบปฏิบัติใหม่ไปยังสถานทูตและหอการค้าของประเทศคู่ค้า ตามกรอบเวลาสากล
  • ปฏิบัติการอย่างเข้มข้น: เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสินค้านำเข้า 100% หรือสุ่มตรวจในอัตราที่สูงขึ้น โดยใช้อุปกรณ์ใหม่ที่ได้รับการสนับสนุน
  • รายงานผล: เปิดเผยข้อมูลปริมาณสินค้าที่ผ่านและไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานผ่านช่องทางสาธารณะ (อาจเชื่อมโยงกับ Public Dashboard

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สามารถสกัดกั้นสินค้าด้อยคุณภาพได้จริง
  • ช่วยพยุงราคาสินค้าเกษตรไทยในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวไม่ให้ถูกถล่มจากสินค้านอก

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • ผู้บริโภค

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 2,000 ล้านบาท ภายใน 4 ปี

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • กรมศุลกากร
  • กรมวิชาการเกษตร
  • กรมประมง
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความไม่เป็นธรรมในการรับซื้อผลผลิตทางการเกษตร
  • การไม่ซื้อตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพ
  • การขาดแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพผลผลิต
  • ความไม่โปร่งใสในการกำหนดราคารับซื้อ

จะทำอะไร (Action)

  • กำหนดโครงสร้างราคาที่เป็นธรรม
  • คำนวณห่วงโซ่มูลค่า (คำนวณต้นทุนและกำไรของทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อหา "อัตราที่เป็นธรรม" ที่เกษตรกรควรได้รับ)
  • สร้างสูตรการคำนวณราคารับซื้อที่อ้างอิงวิทยาศาสตร์และคุณภาพ
  • ยกร่างกฎหมาย
  • ประชาสัมพันธ์
  • บังคับใช้และตรวจสอบ
  • ติดตามและประมวลผล *กำหนดให้ผู้รับซื้อสินค้าเกษตรทุกรายต้องรายงานเอกสารการรับซื้อสินค้าเกษตรแบบเรียลไทม์ และ/หรือ เกษตรกรสามารถแจ้งราคารับซื้อได้ทันทีผ่านแอปพลิเคชันที่นิยมใช้ (เช่น ไลน์) และจะทำการประมวลผลโดยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ *

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกษตรกรได้รับส่วนแบ่งกำไรที่เหมาะสม
  • กำหนดโครงสร้างราคารับซื้อที่เป็นธรรมให้ครบทั้ง 4 ชนิดสินค้า คือ ปาล์มน้ำมัน, ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, มันสำปะหลัง, ข้าว (ในพันธุ์ที่รัฐบาลส่งเสริมและรับรอง)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายในปีที่ 2 ของการดำเนินการ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบประมาณในระบบงบประมาณปกติ
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาต้นทุนธุรกรรมสูงและการเข้าถึงตลาดที่ไม่เป็นธรรม: เกษตรกรรายย่อยเผชิญกับกำแพง "ต้นทุนการเข้าสู่ตลาด" (Market Access Costs) เช่น ค่าธรรมเนียมการวางสินค้า และเงื่อนไขที่ซับซ้อน
  • ปัญหา "ระยะเวลาเครดิตเทอม" (Credit Period) ที่ยาวนานหลายเดือน, ส่งผลให้เกษตรกรขาดสภาพคล่องทางการเงิน
  • การขาดมาตรฐานสินค้าและการจัดการคุณภาพ: สินค้าเกษตรจำนวนมากขาดการรับรองมาตรฐานสากล (GAP, GMP, Organic) ทำให้ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดราคาสูงได้
  • ภาระด้านการบริหารจัดการตลาด โลจิสติกส์ และการเงินของเกษตรกร

จะทำอะไร (Action)

  • พัฒนาหน่วยงานที่มีความพร้อม เช่น องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) หรือยกระดับสหกรณ์การเกษตร ให้เป็น "ตัวกลางเชิงระบบ" (Systemic Intermediary)
  • ดำเนินการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับผู้ซื้อรายใหญ่ทั้งภาคเอกชน (Modern Trade) และภาครัฐ (เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน เรือนจำและอื่นๆ)
  • ให้ตัวกลางทำหน้าที่ "สำรองจ่ายเงินให้เกษตรกรก่อน" (Advance Payment)
  • บังคับใช้ระบบคัดเกรดและการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อยกระดับผลผลิตให้เป็นสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐาน
  • ดูแลและรักษาความเป็นธรรมสำหรับเกษตรกร ทั้งในการต่อรองกับโมเดิร์นเทรด แพลตฟอร์มออนไลน์ และเกษตรแบบพันธะสัญญา
  • จัดตั้ง "ศูนย์กลางตลาดมาตรฐาน" เพื่อเป็นศูนย์รวมคำสั่งซื้อ (Order Aggregation Center)
  • บริหารจัดการตั้งแต่รวบรวมผลผลิต คัดแยก จนถึงส่งมอบ
  • จัดตั้ง "คณะกรรมการกำกับดูแล" ทำหน้าที่ดูแลธรรมาภิบาลและระงับข้อพิพาทระหว่างผู้ซื้อ ตัวกลาง และเกษตรกร
  • จัดทำ "บัญชีผู้ผลิตมาตรฐาน" จำแนกตามประเภทสินค้าและมาตรฐานที่ได้รับ
  • ใช้เกณฑ์คุณภาพอย่างเคร่งครัด ในการรับซื้อ พร้อมบันทึกข้อมูลเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ
  • ใช้ สัญญามาตรฐาน 3 ฝ่าย (ผู้ซื้อ-ตัวกลาง-เกษตรกร) ระบุรายละเอียดปริมาณ เกรด ราคา และเงื่อนไขการคืนสินค้าชัดเจน
  • ตัวกลางต้องจ่ายเงินให้เกษตรกรภายใน 3–7 วันทำการ หลังส่งมอบและตรวจรับ
  • ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (e-invoice, Bill Status Tracking)
  • สนับสนุน "สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ" และ "วงเงินค้ำประกัน" (เช่น จาก บสย.) ให้แก่ตัวกลาง เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการสำรองจ่ายค่าสินค้าให้เกษตรกรก่อนได้รับชำระจริงจากผู้ซื้อปลายทาง
  • คัดเลือกพื้นที่ สินค้า และผู้ซื้อเป้าหมาย (ห้างสรรพสินค้า/หน่วยงานรัฐ) สำหรับการวางแผนนำร่อง
  • ขึ้นทะเบียนกลุ่มเกษตรกรและจัดทำ "แผนการผลิตตามคำสั่งซื้อ" (Order-Based Production Plan)
  • จัดทำสัญญา 3 ฝ่าย และกำหนดเกณฑ์มาตรฐานสินค้า สำหรับเอกสารสัญญา
  • วางระบบศูนย์รวบรวม คัดเกรด และขนส่งสินค้า สำหรับพัฒนาระบบโลจิสติกส์
  • ดำเนินการส่งมอบ ตรวจรับ และตัวกลางจ่ายเงินเกษตรกรทันที ก่อนรอเรียกเก็บเงินจากผู้ซื้อ สำหรับการดำเนินการซื้อขาย
  • ตรวจสอบ KPIs และปรับปรุงระบบทุกไตรมาส สำหรับการติดตามและประเมินผล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกษตรกรผลิตตามคำสั่งซื้อที่แน่นอน
  • เกษตรกรเข้าถึงตลาดราคาสูงได้อย่างเป็นธรรม
  • ลดต้นทุนธุรกรรม
  • สร้างสมดุลอำนาจต่อรอง
  • เกิด "มาตรฐานที่จำเป็น" เพื่อกำหนดราคาที่เป็นธรรม
  • สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)
  • เกษตรกรสามารถมุ่งเน้นไปที่ "การผลิตที่มีคุณภาพ" เพียงอย่างเดียว
  • แบ่งเบาภาระด้านการบริหารจัดการตลาด โลจิสติกส์ และการเงินของเกษตรกร
  • สร้างความแน่นอนด้านตลาด
  • ตัวกลาง "สำรองจ่ายเงินให้เกษตรกรก่อน" (Advance Payment) เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่อง
  • ยกระดับผลผลิตให้เป็นสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐาน
  • สร้างแรงจูงใจในการผลิตสินค้าคุณภาพสูง
  • เกิดสภาพคล่อง จากการชำระเงินรวดเร็ว (ตัวกลางต้องจ่ายเงินให้เกษตรกรภายใน 3–7 วันทำการ หลังส่งมอบและตรวจรับ)
  • เกิดความโปร่งใส (จากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล)
  • ตัวกลางสามารถสำรองจ่ายค่าสินค้าให้เกษตรกรได้ก่อนได้รับชำระจริงจากผู้ซื้อปลายทาง
  • การขยายฐาน: เพิ่มจำนวนผู้ซื้อปลายทางและเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ
  • การขยายฐาน: เพิ่มสัดส่วนสินค้าที่ได้มาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญ
  • ด้านการเงิน: ลดระยะเวลาการรอรับเงินของเกษตรกรเหลือ "ไม่เกิน 7 วันทำการ" หลังส่งมอบ
  • ด้านต้นทุน: ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงตลาด (Market Access Costs) ผ่านการบริหารจัดการรวมศูนย์

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • Outcome: ภายในระยะเวลา 2 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • งบลงทุนเริ่มต้น: สำหรับพัฒนาแพลตฟอร์มบริหารสัญญา ระบบติดตามสถานะบิล และโครงสร้างพื้นฐานศูนย์รวบรวม/คัดเกรด ประมาณ 200 ล้านบาท
  • วงเงินหมุนเวียน: สำหรับจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและวงเงินค้ำประกัน เพื่อให้ตัวกลางสามารถสำรองจ่ายเงินให้เกษตรกรได้ภายใน 3-7 วัน ขึ้นอยู่กับจำนวนของเกษตรกร
  • งบพัฒนาศักยภาพ: สำหรับฝึกอบรมเกษตรกร บุคลากร และจ้างที่ปรึกษาด้านมาตรฐานการผลิตและการตรวจรับรอง ประมาณ 50 ล้านบาท/ปี

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
  • การสูญเสียผลผลิต
  • การขาดแคลนเทคโนโลยี
  • ความเปราะบางและเสียหายได้ง่ายของผักและผลไม้ระหว่างการขนส่งและการเก็บรักษา
  • ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก
  • ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • ความเสียหายของผักผลไม้จากการขนส่ง

จะทำอะไร (Action)

  • ใช้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน กองทุน SMEs และกองทุน ววน. เป็นตัวหลักในการพัฒนานวัตกรรม และตลาดใหม่ๆ อย่างเป็นระบบ โดยเน้นอุตสาหกรรมอาหาร ยา/สมุนไพร และพลาสติกชีวภาพ รวมถึงการส่งเสริมการเปิดตลาดใหม่ๆ ในต่างประเทศ
  • ใช้เงินกองทุนรวมช่วยเหลือเกษตรกรในดูดซับผลผลิตส่วนเกิน เพื่อทำการแปรรูป โดยมีการทำข้อตกลงไว้ก่อนช่วงฤดูกาลผลผลิต ตามการคาดการณ์ผลผลิตและตลาดในแต่ละปี
  • สนับสนุนเงินอุดหนุนในการจัดการของเสียและของเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ในแปรรูป และ/หรือ ใช้ประโยชน์ ในวงเงิน 500 บาท/ตัน ในช่วง 2 ปีแรก รวมถึงการพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรและ/หรือการขนส่งโลจิสติกส์วัสดุเหลือใช้ดังกล่าว
  • สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem)
  • เปลี่ยนบทบาทภาครัฐจากผู้กำกับดูแลเป็นผู้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น
  • สนับสนุนการจัดตั้ง "ศูนย์โลจิสติกส์พืชผัก" และ "ห้องเย็น" ในพื้นที่การผลิตสำคัญ
  • จัดตั้งโรงงานต้นแบบ (Prototype Factory): สร้างโรงงานที่มีเครื่องจักรแปรรูปทันสมัยและได้มาตรฐาน GMP ให้กระจายตัวทั่วประเทศ เพื่อให้ SMEs สามารถ "เช่าใช้" ผลิตสินค้าทดลองตลาดได้โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานเอง
  • สนับสนุนทางการเงินแบบมุ่งเป้า: จัดเตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เงินกู้ปลอดดอกเบี้ย และทุนหมุนเวียน เพื่อเสริมสภาพคล่องและสนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยี
  • เส้นทางการพัฒนาผู้ประกอบการ 5 ขั้นตอน:
  • เริ่มต้น (Idea Stage): ขอรับ "คูปองดิจิทัล" เพื่อเข้าไปใช้บริการ "โรงงานต้นแบบ" ในการวิจัย พัฒนาสูตร และผลิตสินค้าตัวอย่างที่ได้มาตรฐาน GMP/อย.
  • ทดลองตลาด (Market Trial): นำสินค้าตัวอย่างไปวางจำหน่ายผ่าน "แพลตฟอร์มการตลาด" ที่รัฐจัดหาให้ เพื่อทดสอบผลตอบรับจากผู้บริโภคจริง
  • ขยายการผลิต (Scale Up): ขอกู้ "สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ" เพื่อลงทุนซื้อเครื่องจักรหรือสร้างโรงงานขนาดเล็กของตนเอง
  • เข้าสู่ตลาดหลัก (Mainstream Market): ใช้บริการ "ศูนย์สนับสนุนการบริหารสัญญา" เพื่อช่วยเจรจานำสินค้าเข้าขายในห้างสรรพสินค้า (Modern Trade) หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่
  • เติบโตอย่างมั่นคง (Sustainable Growth): ขยายตลาดสู่ต่างประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดการสูญเสียหลังเก็บเกี่ยว
  • รักษาคุณภาพสินค้าให้คงที่ก่อนส่งถึงมือผู้บริโภค
  • สร้างความมั่นคงทางรายได้ให้แก่เกษตรกร
  • เปลี่ยนวัตถุดิบทางการเกษตรให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มที่ตอบสนองต่อแนวโน้มตลาดโลก เช่น อาหารแห่งอนาคต (Future Food) ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และสินค้าที่มีนวัตกรรม
  • ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน
  • ลดอัตราการสูญเสีย (Food Loss): มีระบบ Cold Chain และ Pre-cooling ที่ครอบคลุมพื้นที่การผลิตสำคัญ ลดความเสียหายของผักผลไม้จากการขนส่ง
  • เสถียรภาพราคา: มีกลไกดูดซับอุปทานส่วนเกินที่มีประสิทธิภาพ ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำรุนแรงในช่วงฤดูกาลลดน้อยลง
  • มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น: สัดส่วนสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับการส่งออกวัตถุดิบ
  • เกิดผู้ประกอบการใหม่: จำนวน SMEs และวิสาหกิจชุมชนที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและผลิตสินค้านวัตกรรมมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
  • ผู้ประกอบการ SMEs สามารถตั้งตัวและเติบโตได้จริง
  • ต้นทุนโลจิสติกส์ที่ต่ำลงและมาตรฐานการผลิตที่สูงขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • สำหรับ "สนับสนุนเงินอุดหนุนในการจัดการของเสียและของเหลือใช้ทางการเกษตร": "ในช่วง 2 ปีแรก"

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 5,000 ล้านบาท (คำนวณจาก 500 บาท/ตัน จำนวน 10 ล้านตัน ในปี 2573)

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • กองทุน SMEs
  • กองทุน ววน.
  • กองทุนรวมช่วยเหลือเกษตรกร
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรเป็นปัญหาเรื้อรังที่บั่นทอนความมั่นคงในอาชีพของเกษตรกรไทยมาอย่างยาวนาน
  • การขาดข้อมูลที่รอบด้านและทันต่อเหตุการณ์ทำให้เกษตรกรตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในกลไกตลาด
  • การจัดเก็บข้อมูลราคาสินค้าเกษตรของไทยยัง "กระจัดกระจาย" ไม่ถูกรวบรวมไว้ที่จุดเดียว โดยข้อมูลแยกกันอยู่ระหว่างกรมการค้าภายในและสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ทำให้ขาดเอกภาพและไม่มีระบบการคาดการณ์หรือเตือนภัยล่วงหน้าอย่างจริงจัง

จะทำอะไร (Action)

  • จัดทำ "ระบบรายงานและเฝ้าระวังราคาสินค้า (Public Dashboard)" ที่เปิดเผยให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้
  • รวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูล: เชื่อมต่อ API และฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กรมการค้าภายใน, สศก., กรมศุลกากร ฯลฯ) เข้าสู่ถังข้อมูลกลาง
  • พัฒนาแพลตฟอร์ม AI: สร้างโมเดลปัญญาประดิษฐ์เพื่อวิเคราะห์แพทเทิร์นของราคาและปัจจัยเสี่ยง เพื่อทำนายแนวโน้มราคาในอนาคต รวมถึงข้อมูลทางการตลาดในประเทศผู้นำเข้าเป้าหมาย
  • จัดทำ Dashboard: พัฒนาหน้าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่แสดงผลข้อมูลเข้าใจง่าย (Data Visualization) สำหรับเกษตรกรและประชาชน
  • ติดตาม และประมวลผล กำหนดให้ผู้รับซื้อสินค้าเกษตรทุกรายต้องรายงานเอกสารการรับซื้อสินค้าเกษตรแบบเรียลไทม์ และ/หรือ เกษตรกรสามารถแจ้งราคารับซื้อได้ทันทีผ่านแอปพลิเคชันที่นิยมใช้ (เช่น ไลน์) และจะทำการประมวลผลโดยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อวิเคราะห์จุดรับซื้อที่มีความผิดปกติ หรือแนวโน้มการรับซื้อที่ผิดปกติ เพื่อไปแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที
  • ตรวจสอบภาคสนาม: ทีมงานลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อระบบ AI ตรวจพบสัญญาณผิดปกติ
  • ประกาศเตือนภัย: เมื่อมีความเสี่ยงที่ราคาจะตกต่ำ ระบบจะออกประกาศเตือนภัยผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรวางแผนจัดการผลผลิตได้ทัน และจะเชื่อมต่อกับมาตรการทางนโยบายที่เตรียมไว้สำหรับการรักษาระดับราคาสินค้าโดยอัตโนมัติ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกษตรกรวางแผนการผลิตได้ทัน
  • ป้องกันวิกฤตราคาตกต่ำอย่างยั่งยืน
  • คืนอำนาจข้อมูลข่าวสารสู่มือประชาชน
  • สามารถคาดการณ์สัญญาณราคาสินค้าตกต่ำได้ล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน
  • มีเวลาเตรียมตัวรับมือและปรับเปลี่ยนแผนการผลิตหรือการตลาด

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • 2 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ปี 2570: 20 ล้านบาท
  • ปี 2571: 20 ล้านบาท
  • รวมงบประมาณในการดำเนินการ 2 ปี: 40 ล้านบาท

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาสวมสิทธิ์และสินค้าลักลอบนำเข้า
  • ช่องโหว่ในห่วงโซ่อุปทาน: มีการสวมสิทธิ์ใบรับรองมาตรฐานการผลิต การนำเข้าสินค้าเกษตรโดยไม่ทราบแหล่งที่มา และการลักลอบนำเข้าผิดกฎหมายเพื่อนำมาสวมสิทธิ์เป็นสินค้าไทยในการส่งออก
  • ความไม่เป็นธรรมในระบบตลาด: เกษตรกร ขาดระบบมาตรฐานการรับซื้อที่แน่นอน ไม่มีเอกสารยืนยันการซื้อขายที่ชัดเจน และขาดกลไกควบคุมสถานการณ์ราคา
  • ปัญหาการทำเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) ที่บริษัทคู่สัญญามักมีอำนาจต่อรองเหนือ เกษตรกร
  • ผลกระทบต่อ เกษตรกร และ ผู้บริโภค: สินค้านำเข้าที่ต่ำกว่ามาตรฐานและผิดกฎหมายเข้ามาทุบราคาผลิตผลในประเทศ ขณะที่ ผู้บริโภค ต้องรับความเสี่ยงจากสินค้าด้อยคุณภาพที่ตรวจสอบแหล่งที่มาไม่ได้

จะทำอะไร (Action)

  • กำหนดให้สินค้าเกษตรทุกชนิดต้องรู้แหล่งที่มา 100% ตั้งแต่ระดับฟาร์มจนถึงผู้บริโภค (From Farm to Table)
  • สร้างความเป็นธรรมทั้งในด้านราคาปัจจัยการผลิตและราคารับซื้อผลผลิต
  • สกัดกั้นสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย สินค้าต่ำกว่ามาตรฐาน และการสวมสิทธิ์ส่งออก
  • บริหารจัดการช่วงเวลานำเข้าไม่ให้ตรงกับฤดูกาลเก็บเกี่ยวในประเทศ
  • สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค
  • ดำเนินการให้ สินค้าที่ต่ำกว่ามาตรฐานต้องถูกทำลาย ทันที
  • ปรับปรุงกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะ พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560
  • รัฐจะดำเนินการ: ระบบรับรองที่มาเมล็ดพันธุ์และปุ๋ย: เมล็ดพันธุ์ทุกล็อตต้องผ่านการรับรองแหล่งที่มา
  • รัฐจะดำเนินการ: ปุ๋ยต้องขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร โดยมีฉลากภาษาไทยระบุสูตรชัดเจน และสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้ผลิตได้ทั้งปุ๋ยเคมีและอินทรีย์
  • รัฐจะดำเนินการ: ระบบติดตามสารเคมี: ติดตามเส้นทางการใช้สารกำจัดศัตรูพืชจากโรงงานจนถึง เกษตรกร ผู้ใช้
  • รัฐจะดำเนินการ: ระบบติดตามอาหารสัตว์: ปรับมาตรฐานฉลากอาหารสัตว์ให้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึก (เช่น วัตถุดิบและความสามารถในการย่อย) มากกว่าค่าพื้นฐานทั่วไป
  • รัฐจะดำเนินการ: จัดตั้งห้องปฏิบัติการกลางตรวจสอบคุณภาพ อาหารสัตว์
  • รัฐจะดำเนินการ: ยกระดับมาตรฐาน GAP และข้อมูลดิน: ส่งเสริมมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices - GAP)
  • รัฐจะดำเนินการ: บังคับตรวจคุณภาพดินและบันทึกการใช้ปัจจัยการผลิตทุกขั้นตอนเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ใบรับรอง
  • รัฐจะดำเนินการ: การควบคุมชายแดน: กำหนดให้นำเข้าสินค้าเกษตรผ่านด่านกักกันพืชทั้ง 50 แห่งที่ระบุไว้เท่านั้น โดยมีระบบบันทึกภาพและตรวจสอบอย่างละเอียดทุกขั้นตอน
  • รัฐจะดำเนินการ: ไม่รับนำเข้าสินค้ามาตรฐานต่ำกว่าไทย: ปฏิเสธการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยมาตรฐานต่ำกว่าไทย เช่น สินค้าที่มีสารตกค้างเกินเกณฑ์ หรือพืชที่ผ่านกระบวนการเผาไร่ (Non-burning policy) โดยต้องแสดงใบรับรองประกอบ
  • รัฐจะดำเนินการ: ระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้านำเข้า: จัดทำระบบติดตาม (Tracking) สินค้าเกษตรนำเข้าทุกชนิด เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้านำเข้ามีแหล่งที่มาชัดเจน ไม่ถูกสวมสิทธิ์ระหว่างทาง
  • รัฐจะดำเนินการ: ระบบการแสดงตัวตน: สินค้าเกษตรนำเข้าทุกล็อต ต้องมีฉลากหรือข้อมูลระบุ ประเทศผู้ผลิต และ ชื่อผู้นำเข้า
  • รัฐจะดำเนินการ: ปกป้อง เกษตรกร ไทยช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว: บังคับใช้มาตรการงดนำเข้าวัตถุดิบ (เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมันสำปะหลัง) ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวภายในประเทศ
  • รัฐจะดำเนินการ: สกัดสินค้าต่างชาติสวมสิทธิ์ส่งออก: ตรวจสอบและลงโทษเด็ดขาดกรณีการสวมสิทธิ์สินค้าต่างชาติเป็นสินค้าไทย (Goods Transshipment) เพื่อส่งออกหลบเลี่ยงโควตา
  • รัฐจะดำเนินการ: การสร้างธรรมาภิบาลในตลาด: กำหนดเกณฑ์วัดความชื้นและคุณภาพมาตรฐานสำหรับพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น ข้าว ข้าวโพด อ้อย ปาล์ม และยางพารา โดยต้องมีการบันทึกเอกสารการซื้อขายเข้าสู่ระบบส่วนกลาง
  • รัฐจะดำเนินการ: ฐานข้อมูลการรวบรวมผลผลิต: กำหนดให้ลานมัน โรงสี และสหกรณ์ เปิดเผยปริมาณการรับซื้อในพื้นที่แบบเรียลไทม์
  • รัฐจะดำเนินการ: ปฏิรูปกฎหมายสัญญาจ้าง: ปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้บริษัทคู่สัญญาเอาเปรียบ เกษตรกร
  • รัฐจะดำเนินการ: มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร: เพิ่มขีดความสามารถการสุ่มตรวจ: ยกระดับการตรวจสอบสารพิษตกค้างและเชื้อโรคในผักผลไม้ให้ครอบคลุมและแม่นยำยิ่งขึ้น โดยเพิ่มจำนวนตัวอย่างและชนิดของสารที่สุ่มตรวจ
  • รัฐจะดำเนินการ: ทำลายผลผลิตที่มีสารตกค้างเกินมาตรฐาน: หากตรวจพบผักหรือผลไม้ใดมีสารเคมีตกค้างเกินเกณฑ์ความปลอดภัย ให้ ถอนและทำลาย ทันที และนำออกจากระบบตลาด
  • รัฐจะดำเนินการ: ห้ามจำหน่าย ผลผลิตที่มีสารตกค้างเกินมาตรฐาน แก่ ผู้บริโภค อย่างเด็ดขาด

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สกัดสินค้าเถื่อน
  • ความเป็นธรรมด้านราคารับซื้อให้แก่ เกษตรกร อย่างยั่งยืน
  • ระบบนิเวศเกษตรที่โปร่งใส
  • สินค้าเกษตรทุกชนิดรู้แหล่งที่มา 100%
  • ความเป็นธรรมทั้งในด้านราคาปัจจัยการผลิตและราคารับซื้อผลผลิต
  • ผู้บริโภค มีความมั่นใจ
  • สินค้าที่ต่ำกว่ามาตรฐานถูกทำลาย
  • ป้องกันการเอาเปรียบจากบริษัทคู่สัญญา
  • ปุ๋ย มีฉลากภาษาไทยระบุสูตรชัดเจน
  • ปุ๋ย สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังผู้ผลิตได้ทั้งปุ๋ยเคมีและอินทรีย์
  • ติดตามเส้นทางการใช้สารกำจัดศัตรูพืชจากโรงงานจนถึง เกษตรกร ผู้ใช้
  • มาตรฐานฉลากอาหารสัตว์เปิดเผยข้อมูลเชิงลึก (เช่น วัตถุดิบและความสามารถในการย่อย) มากกว่าค่าพื้นฐานทั่วไป
  • คุณภาพ อาหารสัตว์ ถูก ตรวจสอบ โดยห้องปฏิบัติการกลาง
  • ยกระดับมาตรฐาน GAP
  • ตรวจคุณภาพดินและบันทึกการใช้ปัจจัยการผลิตทุกขั้นตอนเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ใบรับรอง
  • เกษตรกร ได้รับการปกป้องจากการลักลอบนำเข้าและการสวมสิทธิ์สินค้าไทย
  • นำเข้าสินค้าเกษตรผ่านด่านกักกันพืชทั้ง 50 แห่งที่ระบุไว้เท่านั้น
  • มีระบบบันทึกภาพและตรวจสอบอย่างละเอียดทุกขั้นตอน
  • ไม่มีสินค้าที่ผลิตด้วยมาตรฐานต่ำกว่าไทยถูกนำเข้า
  • สินค้าเกษตรนำเข้าทุกล็อต มีฉลากหรือข้อมูลระบุ ประเทศผู้ผลิต และ ชื่อผู้นำเข้า
  • รักษาเสถียรภาพราคา ภายในประเทศ
  • มีการตรวจสอบและลงโทษเด็ดขาดกรณีการสวมสิทธิ์สินค้าต่างชาติเป็นสินค้าไทย (Goods Transshipment) เพื่อส่งออกหลบเลี่ยงโควตา
  • การซื้อขายในตลาดมี มาตรฐานคุณภาพการรับซื้อ
  • มีเกณฑ์วัดความชื้นและคุณภาพมาตรฐานสำหรับพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น ข้าว ข้าวโพด อ้อย ปาล์ม และยางพารา
  • มีการบันทึกเอกสารการซื้อขายเข้าสู่ระบบส่วนกลาง
  • ลานมัน โรงสี และสหกรณ์ เปิดเผยปริมาณการรับซื้อในพื้นที่ แบบเรียลไทม์
  • ป้องกันการกักตุนสินค้าและปั่นราคา
  • ปิดช่องโหว่ไม่ให้บริษัทคู่สัญญาเอาเปรียบ เกษตรกร
  • การตรวจสอบสารพิษตกค้างและเชื้อโรคในผักผลไม้ครอบคลุมและแม่นยำยิ่งขึ้น
  • ผลผลิตที่มีสารตกค้างเกินมาตรฐาน ถูก ถอนและทำลาย ทันที และนำออกจากระบบตลาด

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • บริบทการค้าข้าวในตลาดโลกกำลังเปลี่ยนไป
  • ประเทศคู่แข่งที่สำคัญบางประเทศกำลังเร่งพัฒนาตลาด "ข้าวคาร์บอนต่ำ" (Low-Carbon Rice) เพื่อตอบสนองต่อกระแสความยั่งยืน
  • กระบวนการผลิตข้าวของประเทศไทยในปัจจุบันยังมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่สูงกว่าประเทศคู่แข่ง ซึ่งอาจกลายเป็นมาตรการกีดกันทางการค้า ในอนาคต

จะทำอะไร (Action)

  • รัฐบาลจะให้การสนับสนุนเงินทุนแก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ ในอัตรา 500 บาทต่อไร่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนค่าเมล็ดพันธุ์คุณภาพและการปรับปรุงระบบการจัดการน้ำในแปลงนาให้เหมาะสมกับการลดการปล่อยก๊าซ
  • รัฐบาลจะทำหน้าที่เป็นหัวหอกในการ "เริ่มการตลาดข้าวคาร์บอนต่ำ" โดยตั้งเป้าหมายปริมาณการตลาดไว้ที่ 1 ล้านตัน
  • การคัดเลือกเกษตรกร: เกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ จะต้องเป็นผู้ที่ผ่านเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการจัดการดินและปุ๋ยใน "ขั้นที่ 2" ขึ้นไป (คือกลุ่มที่ไม่เผาและใช้ปุ๋ยแม่นยำ/เพิ่มอินทรีย์วัตถุ)
  • การปรับเปลี่ยนกระบวนการ: เกษตรกรต้องปรับระบบการจัดการน้ำในแปลงนา (เช่น การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง) เพื่อลดการเกิดก๊าซมีเทน
  • การใช้เทคโนโลยี: มีการนำ "แอปพลิเคชัน" มาใช้ในการติดตามปริมาณคาร์บอน (Carbon Tracking) เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการรับรองมาตรฐาน
  • การจัดการตลาด: รัฐบาลเตรียมตลาดรองรับข้าวคาร์บอนต่ำจำนวน 1 ล้านตัน โดยครอบคลุมทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ
  • การเตรียมระบบและบูรณาการหน่วยงาน: ภาครัฐจะประสานงานความร่วมมือกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ได้แก่ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.), กรมส่งเสริมการเกษตร, GISTDA (เทคโนโลยีอวกาศ), สวทช. (วิทยาศาสตร์), และ GIZ (ความร่วมมือระหว่างประเทศ) เพื่อวางระบบการเปิดรับเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ
  • การกำหนดพื้นที่เป้าหมาย (Zoning): ดำเนินการกำหนดพื้นที่สำหรับการติดตามและให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายอย่างชัดเจน เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำและการควบคุมคุณภาพทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การสนับสนุนและตรวจสอบ (Support & Monitor): ดำเนินการจ่ายเงินสนับสนุน 500 บาท/ไร่ ให้แก่เกษตรกร พร้อมทั้งดำเนินการตรวจติดตามการปล่อยคาร์บอนในพื้นที่แปลงนาอย่างเป็นระบบ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • (KPI) สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่ดำเนินการให้ได้มากกว่า 25% ซึ่งคิดเป็นปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยรวมประมาณ 2 ล้านตัน
  • (KPI) สามารถลดต้นทุนการผลิตในพื้นที่ดำเนินการลงได้อย่างน้อย 10%
  • (KPI) สามารถเปิดตลาดข้าวคาร์บอนต่ำได้สำเร็จ ทั้งในเวทีตลาดโลกและตลาดภายในประเทศ
  • ผลักดันให้เกิดพื้นที่ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำรวม 2 ล้านไร่

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • บรรลุ KPI ภายในกรอบระยะเวลา 2 ปี
  • ผลักดันให้เกิดพื้นที่ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำรวม 2 ล้านไร่ภายในปี 2571

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 250 ล้านบาท สำหรับ ปีงบประมาณ 2570
  • 1,000 ล้านบาท สำหรับ ปีงบประมาณ 2571
  • งบประมาณสำหรับนโยบายข้าวลดโลกร้อนรวมทั้งสิ้น 1,250 ล้านบาท สำหรับ 2 ปี

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศมีความเข้มข้นขึ้น
  • มาตรฐานสินค้าเกษตรได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการกีดกันทางการค้า
  • สถานการณ์การค้าโลกในปัจจุบันกำลังเผชิญกับสภาวะ "สงครามการค้า" ที่รุนแรงขึ้น
  • ประเทศคู่ค้าต่างๆ มีแนวโน้มที่จะนำเกณฑ์มาตรฐานสินค้าเกษตรที่เข้มงวดขึ้นมาใช้เป็น "กติกาการค้าใหม่" หรือมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers)
  • "คอขวด" ในกระบวนการตรวจประเมิน ทำให้ การให้บริการตรวจรับรองยังไม่ครอบคลุมเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศ
  • การขาดแคลนทรัพยากรและงบประมาณในการตรวจรับรอง ทำให้ เกษตรกรจำนวนมากเสียโอกาสในการเข้าถึงตลาดที่มีมูลค่าสูง

จะทำอะไร (Action)

  • การสำรวจและเปิดลงทะเบียนเกษตรกรที่ต้องการขอรับรองมาตรฐาน โดยแบ่งกลุ่มตามประเภทพืชและมาตรฐานที่ต้องการ (GAP/อินทรีย์)
  • รัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกร
  • จัดสรรงบประมาณสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามอัตราที่กำหนด (5,000 บาทต่อราย)
  • รัฐบาลจะส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการเป็นผู้ตรวจประเมิน
  • ดำเนินการฝึกอบรมและขึ้นทะเบียน Young Smart Farmers และตัวแทนกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ ให้เป็นผู้ตรวจประเมินที่ได้รับการรับรอง
  • นำแอปพลิเคชัน Dragonfly มาใช้ในการเก็บข้อมูลพิกัดแปลง การจัดการฟาร์ม และการประเมินเบื้องต้น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพื่อสู้ศึกสงครามการค้าและมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี
  • เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงตลาดมูลค่าสูงและสร้างความเชื่อมั่นระดับสากล
  • เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทยในตลาดโลก
  • มีการลดภาระต้นทุนให้กับเกษตรกรรายย่อย
  • เพื่อให้สินค้าเกษตรไทยได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ทั้งมาตรฐาน GAP, เกษตรอินทรีย์ และมาตรฐานอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศ
  • การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด
  • มีการลดข้อจำกัดด้านกำลังคนของภาครัฐ
  • เป็นการสร้างงานและกระจายรายได้สู่ชุมชน
  • มีการเพิ่มความรวดเร็ว ความแม่นยำ และความโปร่งใสในกระบวนการตรวจสอบและรับรองมาตรฐาน
  • มีการลดขั้นตอนเอกสารและระยะเวลาในการลงพื้นที่
  • ฟาร์มเกษตรกรจำนวน 2,000,000 ราย จะต้องได้รับการตรวจรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • Outcome: ภายใน 2 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • อัตราค่าใช้จ่ายในการตรวจรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร 5,000 บาท ต่อราย
  • เป้าหมายรวม 1,000,000 ราย ต่อปี
  • รวมงบประมาณดำเนินการ 2 ปี 10,000 ล้านบาท
  • ปีที่ 1 (พ.ศ. 2570): ใช้งบประมาณ 5,000 ล้านบาท
  • ปีที่ 2 (พ.ศ. 2571): ในงบประมาณ 5,000 ล้านบาท

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การยกระดับจาก "เกษตรกร" สู่ "ผู้ประกอบการ" มักมีกำแพงเรื่องต้นทุนเครื่องจักรและการทดลองตลาด
  • เกษตรกรรายย่อยและ SMEs มักไม่มีทุนเพียงพอที่จะจัดซื้อเครื่องจักรแปรรูปมาตรฐานสูงหรือสร้างโรงงานเอง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการเริ่มต้นธุรกิจ
  • ผู้ประกอบการจำนวนมากมีไอเดีย แต่ไม่กล้าลงทุนเพราะขาดโอกาสในการทดลองผลิตสินค้าในปริมาณน้อย (Small-batch Production) เพื่อทดสอบตลาดจริง

จะทำอะไร (Action)

  • นโยบายนี้เสนอการใช้ "ระบบคูปอง (Voucher System)" เป็นเครื่องมือทางการคลัง โดยรัฐมอบคูปองส่วนลดหรือเงินช่วยเหลือให้แก่กลุ่มเป้าหมาย (เกษตรกร, วิสาหกิจชุมชน, สหกรณ์, SMEs) เพื่อนำไปเลือกใช้บริการที่จำเป็นต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์
  • เปลี่ยนรูปแบบการอุดหนุนจาก "ฝั่งอุปทาน" มาเป็น "ฝั่งอุปสงค์"
  • ใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่แล้ว: เริ่มต้นทันทีโดยใช้อุทยานวิทยาศาสตร์ 14 แห่ง และศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม 13 แห่งทั่วประเทศ เป็นหน่วยให้บริการตั้งต้น
  • พัฒนาระบบดิจิทัลสำหรับการจองคิวใช้บริการโรงงานต้นแบบ เพื่อความสะดวก โปร่งใส และตรวจสอบได้
  • หน่วยงานที่ให้บริการได้ตามเป้าหมาย จะได้รับงบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมสำหรับการซ่อมบำรุงหรือจัดหาเครื่องจักรใหม่
  • รัฐบาลกำหนดหลักเกณฑ์และมอบคูปอง (ในรูปแบบเครดิตหรือ E-Voucher) ให้แก่เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน หรือ SMEs ที่ลงทะเบียน
  • เกษตรกรนำคูปองไปใช้เป็นส่วนลดค่าบริการ ณ หน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการ
  • หน่วยงานผู้ให้บริการดำเนินการแปรรูป แช่เย็น หรือตรวจสอบคุณภาพสินค้าตามมาตรฐาน
  • หน่วยงานผู้ให้บริการนำคูปองที่ได้รับจากเกษตรกร ไปทำเรื่องเบิกเงินคืนจากรัฐบาล เพื่อนำมาเป็นรายได้ ค่าดำเนินการ และค่าบำรุงรักษาเครื่องจักร
  • สนับสนุน 60,000 ราย

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ช่วยทดสอบตลาดได้จริงโดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานเอง ในช่วงเริ่มต้น
  • เครื่องจักรและโครงสร้างพื้นฐานในหน่วยงานรัฐ ถูกใช้งานอย่างคุ้มค่า (Utilization Rate สูงขึ้น) และสร้างรายได้เลี้ยงตัวเองได้
  • การลงทุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของรัฐ สร้างประโยชน์ให้แก่ภาคประชาชนในวงกว้างอย่างเป็นรูปธรรม
  • กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันและการบริการที่ดี

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • SMEs

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ในระยะเวลา 2 ปี)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • คูปอง 50,000 บาทต่อราย
  • งบประมาณ สำหรับปีที่ 1 (2570): 500 ล้านบาท
  • งบประมาณ สำหรับปีที่ 2 (2571): 2,500 ล้านบาท
  • รวมงบประมาณทั้งสิ้น: 3,000 ล้านบาท

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • รัฐบาล
ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
  • การผูกขาดระบบการเกษตรทั้งทางตรงและทางอ้อม
  • วิสาหกิจท้องถิ่นเกี่ยวกับอาหาร ถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุน

จะทำอะไร (Action)

  • สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตรอย่างครบวงจรและถือเป็นวาระของชาติ
  • คุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิตและการตลาด
  • เน้นการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
  • ส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรในรูปสภาเกษตรกรเพื่อวางแผนการเกษตรและรักษาผลประโยชน์ร่วม
  • สนับสนุนและคุ้มครองระบบสหกรณ์ให้เป็นอิสระ
  • ขจัดและป้องกันการผูกขาดระบบการเกษตรทั้งทางตรงและทางอ้อม
  • จัดตั้งและปรับปรุงองค์กรเพื่อพัฒนาการตลาดการเกษตร เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการราคาสินค้าเกษตร
  • ส่งเสริมอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและประมงพื้นบ้าน
  • ส่งเสริมศักยภาพเกษตรกรรายย่อยและชุมชนท้องถิ่นให้สามารถแข่งขันในระดับชาติ โดยให้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพการผลิตและส่งเสริมการจำหน่าย
  • ยกระดับความสามารถของวิสาหกิจท้องถิ่นเกี่ยวกับอาหารและให้มีบทบาทหลักในระบบกระจายอาหาร
  • ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร
  • สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช
  • ส่งเสริมวิสาหกิจเมล็ดพันธุ์
  • ขยายระบบชลประทาน โดยเน้นระบบชลประทานในไร่นาแทนการสร้างโครงการชลประทานขนาดใหญ่
  • กรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้: พัฒนาการเกษตรและการปศุสัตว์ ที่สอดคล้องกับระบบนิเวศ
  • กรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้: ต่อยอดและพัฒนาการเกษตรพื้นบ้าน เช่น สวนดูซง (สวนไม้ผลผสมผสาน) สวนทุเรียนพันธุ์พื้นบ้าน การปลูกข้าวพันธุ์พื้นบ้าน
  • กรณีจังหวัดชายแดนภาคใต้: ส่งเสริมการแปรรูปพืชเศรษฐกิจท้องถิ่น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกษตรกรได้รับผลตอบแทนสูงสุด
  • ระบบสหกรณ์ เป็นอิสระ
  • ป้องกันการผูกขาดระบบการเกษตร
  • องค์กรพัฒนาการตลาดการเกษตรสามารถเชื่อมโยงกับตลาดภายในและตลาดโลก
  • เกษตรกรรายย่อยและชุมชนท้องถิ่นสามารถแข่งขันในระดับชาติ
  • วิสาหกิจท้องถิ่นเกี่ยวกับอาหาร ไม่ถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุน
  • เกษตรกรสามารถเก็บรักษาและปรับปรุงพันธุ์พืชที่ตนใช้เพาะปลูกได้
  • สร้างมูลค่าเพิ่มการแปรรูปพืชเศรษฐกิจท้องถิ่นในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • ชุมชนท้องถิ่น
  • วิสาหกิจท้องถิ่นเกี่ยวกับอาหาร
  • วิสาหกิจเมล็ดพันธุ์
  • การเกษตรและการปศุสัตว์ (ในจังหวัดชายแดนภาคใต้)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • รายได้เกษตรผันผวนและไม่แน่นอน: เกษตรกรต้องเผชิญความเสี่ยงจากราคาผลผลิตตกต่ำในช่วงเก็บเกี่ยว ทำให้รายได้ไม่พอชดเชยต้นทุน แม้จะทำการผลิตเต็มฤดูกาล
  • ต้นทุนสูงตั้งแต่เริ่มเพาะปลูก: ค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยา และค่าแรงต้องจ่ายล่วงหน้า เกษตรกรจำนวนมากต้องก่อหนี้ตั้งแต่ต้นฤดูกาล โดยยังไม่รู้ว่าจะขายผลผลิตได้ราคาเท่าใด
  • ฟื้นตัวช้าเมื่อเกิดภัยพิบัติ: เมื่อเกิดภัยแล้ง น้ำท่วม หรือผลผลิตเสียหาย เกษตรกรต้องรอการตรวจสอบและการช่วยเหลือเป็นเวลานาน ทำให้ขาดสภาพคล่องและเสี่ยงหลุดจากระบบการผลิต

จะทำอะไร (Action)

  • ออกแบบระบบประกันรายได้แบบครบวงจร ดูแลเกษตรกรตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงหลังเก็บเกี่ยว รับมือภัยพิบัติได้รวดเร็ว
  • สนับสนุนต้นทุนตั้งแต่ต้นฤดูกาล: รัฐช่วยต้นทุนการผลิตไร่ละ 1,000 บาท จำกัดไม่เกิน 20 ไร่ต่อราย
  • ประกันรายได้ช่วงเก็บเกี่ยว จ่ายไว: เมื่อเกษตรกรแจ้งเก็บเกี่ยว รัฐจ่ายเงินส่วนต่างภายใน 7 วัน โดยคำนวณ ส่วนต่างรายได้ = ราคารับประกัน – 1,000 – ราคาตลาด และโอนเงินตรงเข้าบัญชีที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน เพื่อลดขั้นตอนและการทุจริต
  • ปรับราคารับประกันตามสภาวะต้นทุนการผลิตที่เปลี่ยนแปลง
  • ใช้ระบบประกันแบบดัชนี (Parametric Insurance) อ้างอิงข้อมูลวิทยาศาสตร์ เช่น ปริมาณน้ำฝนสะสม หรือดัชนีสุขภาพพืช เพื่อจ่ายเงินชดเชยทันทีเมื่อเข้าเกณฑ์ (Trigger-based Payout)
  • ช่วยเหลือฉุกเฉินเมื่อเกิดภัยพิบัติ: รัฐจ่ายทันทีไร่ละ 1,000 บาท จำกัด 20 ไร่ต่อราย

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้นและลดการก่อหนี้
  • ลดขั้นตอนและการทุจริต
  • เกษตรกรฟื้นตัวและกลับมาผลิตได้เร็ว
  • ราคารับประกันตามชนิดพืช:
    • ข้าว 5 ชนิด: 10,000–15,000 บาท/ตัน (ไม่เกิน 20 ไร่/ราย)
    • ยางพารา (น้ำยางสด): 60 บาท/กก.
    • มันสำปะหลัง: 2.50 บาท/กก. (ไม่เกิน 100 ตัน/ราย)
    • ปาล์มน้ำมัน: 5 บาท/กก.
    • ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์: 8.50 บาท/กก.

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ปวงชนไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • พัฒนาแบรนด์สินค้าเกษตรชุมชน เชื่อมโยงตลาดออนไลน์ทั่วประเทศ
  • ส่งเสริมการแปรรูปสินค้า

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและการตลาดออนไลน์
  • เพิ่มรายได้และความสามารถในการแข่งขัน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ราคาพืชผลเกษตรหลักๆ ของไทยผันผวนหนัก เช่น ข้าวเปลือกเจ้า (ความชื้น 25%) เหลือเพียง 6,000 บาท/ตัน, ยางพาราเหลือเพียง 55 บาท/กก. (ธ.ค. 2568) ราคาต่ำจนเกษตรกรจำนวนมากขาดทุนแม้จะทำงานหนัก
  • ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ราคาพืชผลกลับไม่ขึ้น
  • ระบบตลาดพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง
  • ราคาถูกกำหนดโดยจุดรับซื้อไม่สะท้อนต้นทุนจริงของเกษตรกร
  • ไม่มีระบบประกันกำไร ทำให้เกษตรกรต้องหวังพึ่งภาวะตลาด โดยที่ตัวเองควบคุมไม่ได้เลย

จะทำอะไร (Action)

  • ประกันกำไรให้เกษตรกรปลูก (ข้าว, มันสำปะหลัง, ยาง, ข้าวโพด)ขั้นต่ำ 30% ทันทีในปีแรก
  • ตั้งเป้าหมายราคาตลาดให้สูงขึ้น ข้าวหอมมะลิ ดันราคาตลาดสู่ 15,000 บาท/ตัน ข้าวเปลือกเจ้า/ข้าวเหนียว ดันราคาตลาดสู่ 10,000 บาท/ตัน ยางแผ่นรมควัน ดันราคาตลาดสู่ 70 บาท/กก. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ดันราคาตลาดสู่ 7.25 บาท/กก. มันสำปะหลัง ดันราคาตลาดสู่ 3.00 บาท/กก.
  • ปรับผลตอบแทนอ้อยและน้ำตาลทรายจากสัดส่วน 70:30 ให้มีความเป็นธรรม สะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริงของเกษตรก
  • รัฐสนับสนุนปลูกต้นยางพารา 1 ล้านไร่

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกษตรกรไม่ขาดทุน
  • ข้าวหอมมะลิ ดันราคาตลาดสู่ 15,000 บาท/ตัน
  • ข้าวเปลือกเจ้า/ข้าวเหนียว ดันราคาตลาดสู่ 10,000 บาท/ตัน
  • ยางแผ่นรมควัน ดันราคาตลาดสู่ 70 บาท/กก.
  • ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ดันราคาตลาดสู่ 7.25 บาท/กก.
  • มันสำปะหลัง ดันราคาตลาดสู่ 3.00 บาท/กก.

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ประกันกำไรให้เกษตรกรปลูก (ข้าว, มันสำปะหลัง, ยาง, ข้าวโพด) ขั้นต่ำ 30% ทันทีในปีแรก

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยเผชิญปัญหาผลผลิตทางการเกษตรล้นตลาดอย่างต่อเนื่อง
  • ราคาจะตกต่ำรุนแรง ส่งผลโดยตรงต่อรายได้เกษตรกร
  • เกษตรกรขาดข้อมูลความต้องการของตลาดที่แม่นยำ
  • ศักยภาพการแปรรูปในประเทศยังต่ำ
  • ไทยยังขาดระบบจัดการกลางที่สามารถวางแผนดีมานด์-ซัพพลายล่วงหน้า

จะทำอะไร (Action)

  • รัฐสร้างระบบให้เกษตรกรกับหน่วยงานรัฐ ได้ค้าขายสินค้ากันได้โดยตรง
  • วางแผนการซื้อขายได้ผ่านรับซื้อล่วงหน้าและแน่นอน โดยหน่วยงานของรัฐ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล เรือนจำ ค่ายทหาร ที่มีการใช้ผลผลิตสม่ำเสมอ
  • มีครัวกลาง (Cloud Kitchen) ที่รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรและนำมาประกอบอาหาร
  • ส่วนที่เหลือจากการรับซื้อก็สามารถนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าและขยายอายุการเก็บรักษาได้อย่างเป็นระบบ เช่น สุราชุมชน หรือ เสบียงอาหารสำเร็จรูป
  • สร้างคลังเย็นและรถควบคุมอุณหภูมิให้เกษตรกรกระจายของสดไปทั่วประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดความผันผวนของรายได้เกษตรกร
  • เสริมความมั่นคงทางอาหาร
  • เพิ่มรายได้เกษตรกร

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • ประชาชน
  • หน่วยงานรัฐ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เกษตรกรไทยเสียรายได้ 15-30% จากการเน่าเสียระหว่างขนส่ง
  • ไม่มีคลังเย็นเพียงพอโดยเฉพาะภาคอีสานและใต้ ทำให้ไม่สามารถส่งสินค้าไปขายทั่วประเทศได้
  • สินค้าไทยสูญเสียความสามารถแข่งขันในการส่งออก

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างเครือข่ายคลังสินค้าเย็นทั่วประเทศ (Cold Storage Network)
  1. สร้างคลังเย็นขนาดใหญ่ (Regional Hub) และ คลังเย็นขนาดเล็กกระจายทั่วประเทศ ความจุรวมกว่า 50,000 ตันเพื่อรองรับสินค้าเกษตรที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ เช่น ทุเรียน ลำไย อาหารทะเล หมู–ไก่
  2. ใช้มาตรฐาน Q Cold Chain ของกรมการขนส่งทางบก เพื่อรับรองคุณภาพการขนส่ง
  • พัฒนาบุคลากร Cold Chain (Workforce Reskilling Program)
  1. ฝึกอบรมบุคลากรและคนขับรถกว่าสามพันคนทั่วประเทศ
  2. หลักสูตรมาตรฐาน “Cold Chain Operator & Temperature Logistics” เพิ่มรายได้และคุณภาพแรงงานในท้องถิ่น
  • เชื่อมโยงกับนโยบาย “แพลตฟอร์ม E-Commerce สัญชาติไทย”
  1. สร้าง “ตลาดออนไลน์เกษตรแห่งชาติ”
  2. เชื่อมข้อมูลกับคลังเย็นและเส้นทางขนส่ง (Warehouse & Route Optimization)
  3. เปิดโอกาสให้เกษตรกรขายตรงถึงผู้บริโภค และเข้าถึงตลาดต่างประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกษตรกรไทยมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นจากการลดสินค้าเน่าเสีย
  • เกษตรกรรายย่อยสามารถส่งสินค้าสดไปขายได้ทั่วประเทศ และสามารถส่งออกไปยังต่างประเทศ กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น
  • ไปรษณีย์ไทยสร้างรายได้เพิ่ม 2,600 ล้านบาทต่อปี
  • เกิดการจ้างงานใหม่กว่า 3,000 ตำแหน่งในระบบโลจิสติกส์และคลังสินค้า
  • เพิ่มรายได้และคุณภาพแรงงานในท้องถิ่น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกรไทย
  • ไปรษณีย์ไทย
  • ผู้บริโภค

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ภูมิใจไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาความมั่นคง ตามแนวชายแดน
  • การบุกรุกดินแดน
  • การลักลอบขนสินค้าเกษตร
  • ลักลอบขนยาเสพติด
  • แรงงานเถื่อน
  • ภัยคุกคามทุกรูปแบบ
  • การลักลอบนำของเถื่อนเข้าประเทศ
  • เครือข่ายสแกมเมอร์
  • การพนัน
  • กาสิโน
  • ทุนสีเทา

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างกำแพง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ปกป้องประเทศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ
  • ปกป้องอธิปไตย
  • ปกป้องเศรษฐกิจ
  • ปกป้องคุณภาพชีวิตของประชาชน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ภูมิใจไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • สินค้าการเกษตรตกค้าง
  • ราคาพืชผลการเกษตร ไม่สูง

จะทำอะไร (Action)

  • กำหนดให้ การสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ที่ใช้งบประมาณมากๆ นั้น จะต้องทำในลักษณะบาร์เตอร์เทรด Barter trading หรือการค้าต่างตอบแทน
  • ดำเนินการ เจรจาต่อรองว่าจะต้องซื้อสินค้าทางการเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด ฯลฯ จากประเทศไทย
  • ใช้หลักการคือ การหาประโยชน์ร่วม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ไม่มีสินค้าการเกษตรตกค้าง
  • ราคาพืชผลการเกษตรจะสูงขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประเทศไทย
  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

ไม่ระบุ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ข้าว 15,000 บาท/ต้น ปาล์ม 6 บาท/กก. ขายผลผลิตและได้กำไร จากผลิตภัณฑ์

ใครได้ประโยชน์ (Target)

เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ