ประเด็น

สิ่งแวดล้อม

มี 22 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • Climate Change
  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงตามที่กำหนด
  • การขาดความรู้ทางเทคนิค
  • การขาดระบบการวัดผล การรายงานผล และการตรวจสอบพิสูจน์ผล
  • การขาดการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • การขาดนวัตกรรมที่ช่วยในการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดันกฎหมายและมาตรการเพื่อรับมือกับ Climate Change
  • บังคับใช้พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ
  • สร้างกลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อพัฒนาระบบการวัดผล การรายงานผล และการตรวจสอบพิสูจน์ผล
  • บังคับใช้การเก็บภาษีคาร์บอน เครื่องมือซึ่งเป็นไปตามหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย โดยรัฐบาลสามารถกำหนดเป็นอัตราภาษีต่อปริมาณการปล่อยคาร์บอนที่เกิดขึ้น
  • มาตรการราคาคาร์บอน เครื่องมือปรับราคาตลาดของสินค้าและบริการให้สะท้อนต้นทุนของผลกระทบจากการปล่อยคาร์บอน
  • ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยคาร์บอน เครื่องมือกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Cap) ของผู้ผลิต โดยรัฐจะจัดสรรสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ผู้ผลิตแต่ละรายในรูปของใบอนุญาต (Allowance)
  • ทำให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยในการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงเทคโนโลยีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเช่น Carbon Capture ในราคาที่สมเหตุสมผล
  • ส่งเสริมความยืดหยุ่นของสังคม (Resilient) รวมถึงเพิ่มความตระหนักและศักยภาพให้ประชาชนเกี่ยวกับการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ
  • กลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อพัฒนาระบบการวัดผล การรายงานผล และการตรวจสอบพิสูจน์ผล
  • สร้างความน่าเชื่อถือและสะท้อนข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงอย่างเที่ยงตรง
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • เพิ่มความตระหนักและศักยภาพให้ประชาชนเกี่ยวกับการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้ผลิต

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics)
  • เงื่อนไขและสภาพแวดล้อมของตลาดทุนไทย

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างทีม Thailand Builder ดึงการลงทุนเชิงรุก
  • บริการทุกอย่างจบที่จุดเดียว One Stop Service
  • เพิ่มการค้าการลงทุนจากจีน
  • วางเป้าหมายที่อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และรถยนต์ EV
  • เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและสภาพแวดล้อมของตลาดทุนไทย
  • ผลักดันการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม และกฎระเบียบของภาครัฐ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างรายได้จากการขาย Carbon Credit
  • รองรับการย้ายฐานการลงทุนในตลาดทุนฮ่องกง
  • ดึงการลงทุนเข้าประเทศไทยได้มากขึ้น
  • เพิ่มการค้าการลงทุนจากจีน
  • นักลงทุนได้รับบริการที่สะดวก ครบวงจร

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • นักลงทุน
  • ผู้ประกอบการ
  • อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
  • อุตสาหกรรมรถยนต์ EV

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ไทยต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างก้าวกระโดด หากล่าช้าภาคเศรษฐกิจจะต้องแบกรับต้นทุนคาร์บอนที่สูงขึ้น รวมถึงผลกระทบจากภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดนของยุโรป (CBAM) หากไทยยังใช้ไฟฟ้าจากฟอสซิล สินค้าส่งออกของเราจะถูกเก็บภาษีเพิ่ม ทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
  • โรงไฟฟ้าถ่านหินคือแหล่งกำเนิดหลักของก๊าซเรือนกระจกและฝุ่น PM2.5 รวมถึงก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่กระทบคุณภาพอากาศโดยตรง การปล่อยมลพิษสะสมไม่เพียงทำให้ระบบนิเวศเสื่อมโทรม แต่ยังสร้างต้นทุนด้านสาธารณสุขมหาศาลจากโรคทางเดินหายใจที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตประชาชน
  • แหล่งถ่านหินในประเทศที่ลดลงบีบให้ต้องนำเข้าถ่านหินจากต่างประเทศมากขึ้นและยืดอายุของเทคโนโลยีล้าหลังออกไป รัฐจึงต้องเร่งวางแผนรองรับพื้นที่แม่เมาะ (ลำปาง) บางปะกง (ฉะเชิงเทรา) และสระบุรี เพื่อป้องกันเศรษฐกิจท้องถิ่นล่มสลายจากการปิดเหมืองแบบไร้ทิศทาง

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน ปลดระวางถ่านหิน
  • ปรับปรุงระบบพลังงานและเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ผ่าน 4 แกนหลัก เพื่อประเทศไทยหยุดใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้า โดยยึดหลักความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กับความยุติธรรมต่อประชาชนทุกภาคส่วน
  • ประกาศจุดยืนโลก: ตั้งเป้าให้ไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ปลอดถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า
  • ให้คำมั่นสัญญา: เข้าร่วมความตกลง No New Coal Country Pledge เพื่อหยุดสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่อย่างเด็ดขาด
  • ดึงทุนโลกมาลงทุน: ใช้เวทีประชุมโลกร้อน COP30 และกลไก JETPs เจรจาดึงเงินทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาช่วยปิดโรงไฟฟ้าก่อนกำหนด (Early Coal Phase-Out)
  • ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย
  • ออก พ.ร.บ. ปลดระวางถ่านหิน: เพื่อกำหนดแผนการปิดโรงไฟฟ้าเป็นขั้นเป็นตอน ห้ามใช้ถ่านหินนำเข้าแทนถ่านหินในประเทศ และปรับบางแห่งให้เป็น โรงไฟฟ้าสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Reserve) เพื่อความมั่นคงยามฉุกเฉินเท่านั้น
  • เดินหน้า พ.ร.บ. มาตรการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: มีเนื้อหาสำคัญคือ
    • บังคับให้ทุกภาคส่วนต้องรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG)
    • บังคับใช้กลไกราคาคาร์บอน ทั้งภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซฯ (ETS)
    • จัดตั้ง กองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund) เพื่อสนับสนุนโครงการลดคาร์บอนและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
  • ใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่าน
    • เก็บภาษีนำเข้าถ่านหิน: ปรับอัตราภาษีให้สะท้อน "ต้นทุนแฝง" ด้านสุขภาพและมลพิษที่สังคมต้องแบกรับ
    • ใช้มาตรฐานนิยามสีเขียว (Thailand Taxonomy): กำหนดเกณฑ์ให้ธนาคารและตลาดทุนส่งเสริมเฉพาะธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
    • นวัตกรรมทางการเงิน: ระดมทุนผ่าน พันธบัตรสีเขียว (Green Bonds) และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำเงินมาลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและระบบโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid)
  • สร้างการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม
    • เยียวยาพื้นที่ยุทธศาสตร์: ตั้งกองทุนการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition Fund) เพื่อดูแลพื้นที่ที่พึ่งพาถ่านหินสูง เช่น แม่เมาะ, บางปะกง, สระบุรี
    • พัฒนาทักษะแรงงาน: ออกแบบแผนพัฒนาทักษะ (Reskilling/Upskilling) ฝึกอาชีพใหม่ให้แรงงานเดิมเข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมที่เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน (BCG)
    • ปรับปรุงอุตสาหกรรมหนัก: หนุนภาคผลิตซีเมนต์และเหล็กเข้าสู่ระบบ อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry)
    • ยึดหลักสิทธิมนุษยชน: ดำเนินการตามมาตรฐานสากล หลักการชี้แนะเรื่องสิทธิมนุษยชนสำหรับธุรกิจ (UNGP) และ การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมของสหภาพยุโรป (EU Just Transition) เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมออกแบบการพัฒนาพื้นที่หลังการปลดระวางถ่านหิน
  • รัฐบาลพรรคประชาชนจะเปลี่ยนผ่านจากถ่านหินไปสู่ระบบพลังงานสะอาด โดย “ไม่ช็อกระบบไฟฟ้า ไม่ทิ้งแรงงาน และไม่ทำลายเศรษฐกิจท้องถิ่น” ออกแบบแผนแบ่งเป็น 3 ระยะ
    • ระยะที่ 1 (ปี 2025–2027): การวางรากฐานทางกฎหมายและข้อมูล
      • บังคับใช้กฎหมายภูมิอากาศ: เริ่มใช้ พ.ร.บ. มาตรการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อจัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ และวางหลักการการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) และ โครงสร้างกองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund)
      • กำหนดเส้นตายการเลิกถ่านหิน: จัดทำร่าง พ.ร.บ. ปลดระวางถ่านหิน เพื่อประกาศเป้าหมายเลิกใช้ถ่านหินในปี 2040 อย่างเป็นทางการ
      • ควบคุมมลพิษเข้มงวด: ติดตั้งระบบตรวจวัดการปล่อยมลพิษแบบต่อเนื่อง (CEMS) ในโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงงานขนาดใหญ่
      • นำร่องการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม: ตั้ง กองทุนการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition Fund) ในพื้นที่แม่เมาะ บางปะกง และสระบุรี พร้อมเริ่มโครงการฟื้นฟูเหมืองและเปลี่ยนโรงไฟฟ้าเก่าเป็นพลังงานสะอาด (Solar/RE-for-Coal Swap)
    • ระยะที่ 2 (ปี 2028–2030): การขับเคลื่อนกลไกการเงินสีเขียว
      • เปิดตลาดคาร์บอนเต็มรูปแบบ: เริ่มใช้ระบบจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และตลาดซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซฯ (ETS) ครอบคลุมภาคพลังงานฟอสซิลและอุตสาหกรรมหลัก โดยมี ฐานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกระดับชาติ เป็นตัวกลางในการตรวจวัดและจัดเก็บมลพิษอย่างเป็นธรรมตามปริมาณที่ปล่อยจริง
      • ขยายโครงการเปลี่ยนเหมืองและโรงไฟฟ้าเก่าเป็นพลังงานสะอาด (Solar/RE-for-Coal Swap)
      • ระดมทุนจากต่างประเทศ: ใช้เครื่องมือทางการเงินแบบผสมผสาน (Blended Finance) และความร่วมมือ JETPs เพื่อหาทุนดอกเบี้ยต่ำมาสนับสนุนการปิดโรงไฟฟ้าก่อนกำหนด
      • สร้างงานใหม่ในพื้นที่: เร่งแผนพัฒนาทักษะให้แรงงานเดิม และดึงกลุ่มธุรกิจ SMEs เข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมสะอาดและเศรษฐกิจ BCG
    • ระยะที่ 3 (ปี 2031–2040): การก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเต็มรูปแบบ
      • ปิดจบโรงไฟฟ้าถ่านหิน: ทยอยปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมด
      • สร้างเมืองแห่งอนาคต: เปลี่ยนพื้นที่เหมืองและโรงไฟฟ้าเดิมให้เป็น เมืองพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy City) และศูนย์กลางอุตสาหกรรม BCG Cluster
      • ยกระดับสู่มาตรฐานสากล: เชื่อมโยงระบบคาร์บอนของไทยกับมาตรการ CBAM ของยุโรป

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยุติการใช้ถ่านหิน
  • เศรษฐกิจไทยที่ยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับสากล
  • ประเทศไทยหยุดใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้า
  • ความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กับความยุติธรรมต่อประชาชนทุกภาคส่วน
  • ไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ปลอดถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า
  • หยุดสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่อย่างเด็ดขาด
  • ช่วยลดภาระงบประมาณรัฐ
  • กำหนดแผนการปิดโรงไฟฟ้าเป็นขั้นเป็นตอน
  • ห้ามใช้ถ่านหินนำเข้าแทนถ่านหินในประเทศ
  • ปรับบางแห่งให้เป็น โรงไฟฟ้าสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Reserve) เพื่อความมั่นคงยามฉุกเฉินเท่านั้น
  • ทุกภาคส่วนต้องรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG)
  • เปลี่ยนมลพิษให้เป็นต้นทุนที่ต้องจ่าย จูงใจให้ภาคอุตสาหกรรมเร่งปรับตัวสู่พลังงานสะอาด
  • สนับสนุนโครงการลดคาร์บอนและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง
  • อัตราภาษี สะท้อน "ต้นทุนแฝง" ด้านสุขภาพและมลพิษที่สังคมต้องแบกรับ
  • ธนาคารและตลาดทุนส่งเสริมเฉพาะธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • นำเงินมาลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและระบบโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid)
  • ดูแลพื้นที่ที่พึ่งพาถ่านหินสูง เช่น แม่เมาะ, บางปะกง, สระบุรี
  • ฝึกอาชีพใหม่ให้แรงงานเดิมเข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมที่เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน (BCG)
  • หนุนภาคผลิตซีเมนต์และเหล็กเข้าสู่ระบบ อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry)
  • ชุมชนมีส่วนร่วมออกแบบการพัฒนาพื้นที่หลังการปลดระวางถ่านหิน
  • เตรียมเครื่องมือและกติกาให้พร้อมก่อนเริ่มลดการใช้ถ่านหิน
  • จัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ
  • วางหลักการการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) และ โครงสร้างกองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund)
  • ประกาศเป้าหมายเลิกใช้ถ่านหินในปี 2040 อย่างเป็นทางการ
  • คุมเข้มการก่อมลพิษทางอากาศและน้ำเสีย
  • เริ่มโครงการฟื้นฟูเหมืองและเปลี่ยนโรงไฟฟ้าเก่าเป็นพลังงานสะอาด (Solar/RE-for-Coal Swap)
  • การเลิกใช้ถ่านหินเกิดขึ้นจริงด้วยกลไกราคาและการลงทุน
  • ระบบจัดเก็บภาษีคาร์บอน และตลาดซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซฯ ครอบคลุมภาคพลังงานฟอสซิลและอุตสาหกรรมหลัก โดยมี ฐานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกระดับชาติ เป็นตัวกลางในการตรวจวัดและจัดเก็บมลพิษอย่างเป็นธรรมตามปริมาณที่ปล่อยจริง
  • หาทุนดอกเบี้ยต่ำมาสนับสนุนการปิดโรงไฟฟ้าก่อนกำหนด
  • สร้างงานใหม่ในพื้นที่
  • ไทยเลิกใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าได้ 100%
  • เชื่อมโยงกับกติกาการค้าระหว่างประเทศ
  • ทยอยปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมด
  • ปรับบางแห่งให้เป็นโรงไฟฟ้าสำรอง พร้อมควบคุมมลพิษอย่างเข้มงวด
  • เปลี่ยนพื้นที่เหมืองและโรงไฟฟ้าเดิมให้เป็น เมืองพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy City) และศูนย์กลางอุตสาหกรรม BCG Cluster
  • สินค้าไทย (เช่น ซีเมนต์ และเหล็ก) ส่งออกได้ทั่วโลกโดยไม่ถูกกีดกัน และสอดคล้องกับมาตรฐานแผนการปฏิรูปสีเขียวของสหภาพยุโรป (EU Green Deal)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เศรษฐกิจไทย
  • สินค้าส่งออก
  • ระบบนิเวศ
  • ประชาชน
  • รัฐ
  • เศรษฐกิจท้องถิ่น
  • โรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่
  • โรงไฟฟ้า
  • ทุกภาคส่วน ที่ต้องรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • ภาคอุตสาหกรรม
  • กลุ่มเปราะบาง
  • สังคม
  • ธนาคารและตลาดทุน
  • ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • พื้นที่ที่พึ่งพาถ่านหินสูง เช่น แม่เมาะ (ลำปาง), บางปะกง (ฉะเชิงเทรา), สระบุรี
  • ชุมชน
  • ระบบไฟฟ้า
  • แรงงาน
  • โรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงงานขนาดใหญ่
  • กลุ่มธุรกิจ SMEs
  • โรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมด
  • พื้นที่เหมืองและโรงไฟฟ้าเดิม
  • สินค้าไทย (เช่น ซีเมนต์ และเหล็ก)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ปลอดถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า ภายในปี 2040
  • ดำเนินการในช่วงระยะที่ 1 (ปี 2025–2027) การวางรากฐานทางกฎหมายและข้อมูล
  • ดำเนินการในช่วงระยะที่ 2 (ปี 2028–2030) การขับเคลื่อนกลไกการเงินสีเขียว
  • ดำเนินการในช่วงระยะที่ 3 (ปี 2031–2040) การก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเต็มรูปแบบ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • จัดตั้ง กองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund)
  • เก็บ ภาษีนำเข้าถ่านหิน
  • ระดมทุนผ่าน พันธบัตรสีเขียว (Green Bonds) และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำเงินมาลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและระบบโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid)
  • จัดตั้ง กองทุนการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition Fund) ระยะที่ 1 (ปี 2025–2027)
  • ระดมทุนจากต่างประเทศ เครื่องมือทางการเงินแบบผสมผสาน (Blended Finance) และ ความร่วมมือ JETPs เพื่อหาทุนดอกเบี้ยต่ำมาสนับสนุนการปิดโรงไฟฟ้าก่อนกำหนด ระยะที่ 2 (ปี 2028–2030)
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ภาคอาคารคือผู้ใช้ไฟฟ้าหลักของประเทศ ข้อมูลจาก กระทรวงพลังงาน ปี 2567 ระบุว่า ภาคอาคารมีการใช้ไฟฟ้ารวมกันสูงถึง 58% ของการใช้ไฟทั้งประเทศ จึงเป็นตัวแปรหลักที่กำหนดทั้งค่าไฟ ความเสถียรของระบบไฟฟ้า และต้นทุนพลังงานของประเทศโดยรวม หากไม่มีการจัดการอย่างจริงจัง การแก้ปัญหาค่าไฟอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ยาก
  • ภาระค่าไฟพุ่งสูงจากระบบทำความเย็น อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้น โดยเฉพาะอาคารขนาดใหญ่ที่ระบบทำความเย็นกินไฟเกือบครึ่งหนึ่งของพลังงานทั้งหมด ส่งผลให้ ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand) พุ่งสูงขึ้นในช่วงสั้น ๆ ของปี ทำให้รัฐต้องลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าและโครงข่ายเพื่อรองรับความต้องการชั่วคราวนี้ ซึ่งต้นทุนทั้งหมดจะถูกเฉลี่ยกลับมาเป็นค่าไฟที่ประชาชนต้องจ่ายตลอดปี
  • พันธะสัญญาลดก๊าซเรือนกระจก ภายใต้เป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC 3.0) ประเทศไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิประมาณ 47% ภายในปี 2035 (พ.ศ. 2578)
  • แรงกดดันจากมาตรการเศรษฐกิจโลก มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นของคู่ค้าและนักลงทุนข้ามชาติ ทำให้อาคารที่กินไฟเสี่ยงต่อการถูกลดมูลค่าและเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ในขณะที่อาคารประหยัดพลังงานจะกลายเป็นสินทรัพย์สำคัญที่ตลาดต้องการ

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดันนโยบายอาคารใช้พลังงานสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Energy Building: NZEB) โดยมีแนวทางหลักดังนี้:
    • หัวใจคือการ "จัดการพลังงานจากฝั่งอาคาร" เปลี่ยนวิธีแก้ปัญหาจากการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม มาเป็นการลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในจุดที่ใช้งานมากที่สุดของประเทศ - ลดความร้อน: ออกแบบและใช้วัสดุที่ป้องกันความร้อนเข้าสู่อาคาร - เพิ่มประสิทธิภาพ: ใช้ระบบทำความเย็นและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงานสูง - บริหารจัดการอัจฉริยะ: ปรับการใช้ไฟให้สอดคล้องกับการใช้งานจริงในแต่ละช่วงเวลา
      • สนับสนุนการผลิตและใช้พลังงานสะอาดภายในอาคาร รัฐจะสนับสนุนให้ผลิตไฟฟ้าใช้เองตามศักยภาพ เช่น การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป หรือการบริหารเวลาใช้ไฟ (Load Shifting)
      • ระบบจัดกลุ่มอาคารตามระดับความประหยัด รัฐจะจัดกลุ่มอาคารตาม "การใช้พลังงานจริง" ทำหน้าที่เหมือนฉลากเบอร์ 5 สำหรับอาคาร
      • เน้น "แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ" แทนการบังคับ รัฐจะส่งเสริมให้อาคารที่ประหยัดพลังงานได้รับสิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้ เช่น
        • การลดหย่อนภาษีหรือค่าธรรมเนียมต่างๆ ของรัฐ
        • การเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับการปรับปรุงอาคาร
        • การเข้าถึงกระบวนการขออนุญาตก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคารอย่างรวดเร็วมากขึ้น
  • จะขับเคลื่อนผ่าน 5 ขั้นตอนสำคัญ:
    • ขั้นที่ 1: กำหนดมาตรฐานและระบบจัดกลุ่มอาคาร สร้างมาตรฐานการจัดระดับอาคารที่เข้าใจง่ายเสมือน "ฉลากค่าไฟของอาคาร" โดยใช้ฐานข้อมูลการใช้พลังงานจริงมาเป็นเกณฑ์
    • ขั้นที่ 2: จัดการอาคารใหม่และอาคารเดิมอย่างเป็นระบบ
      • อาคารใหม่: กำหนดมาตรฐานขั้นบันได เริ่มจากอาคารรัฐต้องเป็นต้นแบบ ตามด้วยอาคารเอกชนขนาดใหญ่ที่ต้องติดตั้งโซลาร์เซลล์ จนถึงอาคารทุกประเภทในอนาคต
      • อาคารเดิม: มุ่งเป้าไปที่การลดค่าไฟในอาคารที่มีอยู่เดิมผ่าน "โครงการปรับปรุงอาคารแห่งชาติ" โดยใช้มาตรการภาษีและการให้เอกชนเข้ามาลงทุนประหยัดพลังงาน (ESCO) เพื่อลดความเสี่ยงให้เจ้าของอาคาร
    • ขั้นที่ 3: ใช้กลไกการเงินจูงใจ สนับสนุนให้อาคารที่ลดการใช้พลังงานได้จริงได้รับผลตอบแทนที่จับต้องได้ เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การลดหย่อนภาษี รวมถึงเปิดช่องให้สร้างรายได้เสริมจากการขาย คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ในระบบ ซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS)
    • ขั้นที่ 4: พัฒนาบุคลากรและหน่วยงานเจ้าภาพ ตั้งหน่วยงานกลางเพื่อประสานงานข้ามกระทรวง และร่วมกับสภาวิชาชีพผลิตบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านอาคารประหยัดพลังงาน
    • ขั้นที่ 5: เชื่อมโยงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ทำให้อาคารของไทยเป็นสินทรัพย์ที่มีมาตรฐานสากล
  • การดำเนินการแบ่งเป็น 3 ระยะดังนี้:
    • ระยะสั้น (ปีที่ 1–3): การนำร่องโดยอาคารภาครัฐ เน้นการสร้างต้นแบบจากหน่วยงานรัฐเพื่อเป็นตัวอย่างแก่ภาคเอกชน
      • กำหนดมาตรฐานอาคารรัฐใหม่ให้เป็นอาคารประหยัดพลังงาน
      • ปรับปรุงอาคารรัฐเดิม โดยเน้นระบบทำความเย็นและระบบไฟฟ้า
      • จัดทำฐานข้อมูลพลังงานอาคารและสนับสนุนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์บนอาคาร
    • ระยะกลาง (ปีที่ 4–7): การขยายผลสู่อาคารเอกชนขนาดใหญ่ ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจปรับตัวโดยใช้มาตรการจูงใจทางการเงิน
      • ขยายมาตรฐานไปสู่อาคารเอกชนขนาดใหญ่
      • ส่งเสริมการปรับปรุงอาคารเดิมแบบคุ้มทุน
    • ระยะยาว (ปีที่ 8–15): การยกระดับสู่มาตรฐานอาคารแห่งชาติ มุ่งสู่เป้าหมายอาคารพลังงานต่ำและสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับประเทศ
      • ยกระดับมาตรฐานอาคารใหม่เป็นอาคารใช้พลังงานต่ำหรือพลังงานสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
      • ทำให้อาคารเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงในระบบไฟฟ้า

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยกระดับมาตรฐานอาคารทั่วประเทศ สู่ระบบประหยัดพลังงานสุทธิเป็นศูนย์
  • ลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในจุดที่ใช้งานมากที่สุดของประเทศ
  • ลดภาระค่าไฟของประชาชน
  • ลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ของประเทศในช่วงวิกฤต
  • อาคารที่ประหยัดไฟมากกว่าจะมีความน่าสนใจและมีมูลค่าสูงกว่าในตลาด
  • อาคารที่ประหยัดพลังงาน ได้รับสิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้
  • จะเกิดการปรับตัวโดยสมัครใจ
  • อาคารที่ลดการใช้พลังงานได้จริง ได้รับผลตอบแทนที่จับต้องได้
  • สามารถสร้างรายได้เสริมจากการขาย คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit)
  • สามารถผลิตบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านอาคารประหยัดพลังงานให้ได้ 20,000 คน
  • อาคารของไทยเป็นสินทรัพย์ที่มีมาตรฐานสากล
  • ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
  • ช่วยให้ธุรกิจไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ
  • ธุรกิจไทย พร้อมรับมือกับกฎระเบียบการค้าโลก
  • ค่าไฟภาครัฐลดลงทันที
  • มีอาคารต้นแบบให้เอกชนเห็น
  • ค่าไฟอาคารขนาดใหญ่ลดลง
  • ช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงหน้าร้อน
  • บ้านและอาคารประหยัดพลังงานในระยะยาว
  • ประเทศลดการนำเข้าพลังงาน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ใช้ไฟฟ้าหลักของประเทศ
  • ประชาชน
  • รัฐ
  • คู่ค้าและนักลงทุนข้ามชาติ
  • นักลงทุน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • สามารถผลิตบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านอาคารประหยัดพลังงานให้ได้ 20,000 คน ภายใน 5 ปี
  • การดำเนินการแบ่งเป็น 3 ระยะ:
    • ระยะสั้น (ปีที่ 1–3)
    • ระยะกลาง (ปีที่ 4–7)
    • ระยะยาว (ปีที่ 8–15)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • วิกฤตแม่น้ำสายหลักปนเปื้อนโลหะหนัก: ตลอดปี 2567-2568 มีการตรวจพบสารหนู ตะกั่ว และปรอทเกินมาตรฐานในแม่น้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน กระทบระบบประปา การเกษตร คุณภาพชีวิต และการทำประมงอย่างรุนแรง
  • ข้อมูลการตรวจพบสารพิษสะสมในร่างกายประชาชนสะท้อนถึงความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงทั้งด้านการสื่อสารความเสี่ยง การแจ้งเตือนภัย การรับมือปัญหาภายในประเทศ รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอกับประเทศเพื่อนบ้านของภาครัฐ
  • มลพิษจากห่วงโซ่เหมืองแร่ข้ามแดน: มลพิษเชื่อมโยงโดยตรงกับกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านที่ไหลผ่านลำน้ำสาขามาสะสมในไทย
  • การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำของรัฐไม่ต่อเนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร
  • ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นในการป้องกันตนเอง ส่งผลให้ขาดความเชื่อมั่นต่อการจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐ
  • การขาดกฎหมายภายในถึงการตรวจสอบที่มาของการนำเข้าแร่ที่สำคัญต่าง ๆ มายังประเทศไทย
  • การบริหารจัดการที่ไร้บูรณาการ: รัฐบาลยังขาดการใช้กลไกทางการทูตและพหุภาคี (เช่น ความร่วมมือระหว่างไทย จีน เมียนมา ลาว หรือกลไกลุ่มน้ำโขง) อย่างมีประสิทธิภาพในการจัดการต้นตอของมลพิษ
  • ผลลัพธ์คือประชาชนต้องแบกรับต้นทุนความเสี่ยงเพียงลำพัง โดยที่รัฐไม่มีการจัดการปัญหาทั้งที่ต้นเหตุในต่างประเทศและปลายเหตุภายในประเทศด้วย

จะทำอะไร (Action)

  • จัดทำระบบฐานข้อมูล รวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วน และเปิดเผยต่อประชาชน
  • จัดทำฐานข้อมูลกลาง ด้านมลพิษทางน้ำ เปิดเผยผลการตรวจคุณภาพน้ำ ดิน พืช สัตว์น้ำ และสุขภาพประชาชน ต่อสาธารณะในรูปแบบที่เข้าถึงและเข้าใจได้
  • จัดให้มีการตรวจคุณภาพ น้ำดิบ ตะกอนดิน น้ำประปา พืช สัตว์น้ำ และสุขภาพประชาชน อย่างต่อเนื่องและครอบคลุม
  • เพิ่มจุดตรวจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
  • เพิ่มอุปกรณ์การตรวจที่ได้รับมาตรฐานอย่างแท้จริง
  • กำหนดเกณฑ์การแจ้งเตือน และมาตรการป้องกันเชิงรุกอย่างชัดเจน เช่น ค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำที่ปลอดภัยและไม่ปลอดภัย ค่ามาตรฐานการบริโภคพืชและสัตว์น้ำ โดยระบุปริมาณและความถี่ที่เหมาะสมตามน้ำหนักตัวของผู้บริโภค เพื่อเป็นแนวปฏิบัติในการป้องกันตนเองจากสารปนเปื้อน
  • จัดหาแหล่งน้ำทดแทนที่ปลอดภัย สำหรับการอุปโภค บริโภค และการเกษตร
  • จัดทำหลักเกณฑ์การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
  • จัดการบทบาทไทยในห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ
  • ทบทวนการนำเข้า-แปรรูป-ส่งออกแร่ที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อมลพิษข้ามพรมแดน
  • กำหนดให้ระบุพิกัดเหมืองต้นทางที่ต้องการนำเข้า พร้อมกำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบตลอดสายการผลิต
  • สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ สำหรับบริษัทผู้นำเข้าและส่งออกแร่ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสกัดกั้นแร่ที่ได้จากกระบวนการผลิตที่ไม่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
  • บูรณาการข้อมูลมลพิษเข้ากับนโยบายศุลกากรและการส่งเสริมอุตสาหกรรม
  • ใช้ความร่วมมือพหุภาคี เช่น ไทย จีน เมียนมา ลาว และกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (LMC) เป็นกลไกหลักในการเจรจาแก้ปัญหามลพิษจากเหมืองแร่และอุตสาหกรรมต้นน้ำ
  • กำหนดแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่มีกรอบเวลา ตัวชี้วัด และกลไกติดตามผลอย่างจริงจัง
  • สร้างต้นแบบฐานข้อมูล: พัฒนาระบบฐานข้อมูลของไทยให้เป็นโมเดลสำหรับอาเซียน ตามข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติและภาวะฉุกเฉิน (AADMER) และกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้างด้านสิ่งแวดล้อม (LMEC)
  • ใช้หลักฐานจริงเรียกร้องความรับผิดชอบ: นำผลตรวจคุณภาพน้ำ ดิน ผลผลิตทางการเกษตร และสถิติด้านสุขภาพของประชาชน มาใช้เป็นหลักฐานยืนยันเพื่อเรียกร้องความรับผิดจากประเทศต้นตอ
  • ดำเนินการกำหนดค่ามาตรฐานสารโลหะหนักร่วม
  • ดำเนินการตรวจคุณภาพน้ำ ดิน ผลผลิตในต่างประเทศร่วมด้วยวิธีอ้างอิงเดียวกัน
  • สร้างอำนาจต่อรองผ่านห่วงโซ่เศรษฐกิจ: เชื่อมโยงมลพิษข้ามแดนเข้ากับข้อตกลงด้านแร่ พลังงาน และการค้า
  • ปักหมุดจุดยืนไม่แลกสุขภาพกับตัวเลขเศรษฐกิจ: กำหนดนโยบายความร่วมมือระหว่างประเทศที่ชัดเจนว่า การพัฒนาเศรษฐกิจต้องไม่แลกด้วยความเสื่อมโทรมของทรัพยากร สิ่งแวดล้อม หรือสุขภาพของประชาชน
  • ยกระดับไทยสู่ผู้นำการจัดการมลพิษ: ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการจัดการมลพิษข้ามแดนของภูมิภาค
  • ผลักดันวาระสู่สากล: ยกระดับปัญหาเข้าสู่การพิจารณาขององค์การอนามัยโลก (WHO)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยุติมลพิษผ่านสายน้ำข้ามแดน
  • ไม่ให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้กลายเป็นการซ้ำเติมปัญหามลพิษที่ประชาชนต้องแบกรับ
  • ไม่ปล่อยให้การทูตเชิงสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงถ้อยแถลงที่ไร้ผลในทางปฏิบัติ
  • ไม่ปล่อยให้การเจรจาจบลงที่แผ่นกระดาษแถลงการณ์ที่ไร้ซึ่งผลลัพธ์
  • สร้างน้ำหนักในการเจรจาให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
  • ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการจัดการมลพิษข้ามแดนของภูมิภาค ไม่ใช่เพียงผู้รับผลกระทบที่ไร้เสียงต่อรอง
  • สร้างมาตรฐานสากลในการปกป้องสุขภาพประชาชนจากมลพิษทางน้ำข้ามแดน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน ในพื้นที่เสี่ยง
  • เกษตรกร
  • ผู้บริโภค
  • บริษัทผู้นำเข้าและส่งออกแร่ทั้งในและต่างประเทศ
  • ประเทศในลุ่มน้ำและห่วงโซ่เหมืองแร่

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ภาวะโลกร้อนเกิดจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจก (GHG) โดยประเทศไทยเป็นผู้ปล่อย GHG รายใหญ่อันดับที่ 24 ของโลก
  • การปฏิบัติตาม ข้อตกลงปารีส พ.ศ. 2558 (Paris Agreement 2015) และแรงกดดันจากกฎระเบียบการค้าโลก (เช่น CBAM) ทำให้ไทยต้องปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียวและสังคมคาร์บอนต่ำอย่างเร่งด่วน
  • พันธะกรณีและแรงกดดันทางการค้า: แม้ไทยจะปล่อย GHG คิดเป็น 0.76% ของโลก แต่ต้องปฏิบัติตามพันธะกรณีระหว่างประเทศ และต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับกฎระเบียบสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นในตลาดโลก เช่น กลไกปรับคาร์บอนข้ามพรมแดน
  • การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเร่งด่วน: การบรรลุเป้าหมาย Net-Zero ต้องการการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่ในระยะ 15 ปีข้างหน้า ทั้งด้านเงินทุน, โครงสร้างพื้นฐาน, และการเฝ้าระวังผลกระทบต่อชุมชนและการเคลื่อนย้ายแรงงาน
  • ความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม: การไม่ดำเนินการจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง และทำให้ประเทศต้องแบกรับต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นในระยะยาว

จะทำอะไร (Action)

  • เร่งบรรลุเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
  • ลดการปล่อยใน 5 ภาคส่วนหลัก
  • ใช้พลังงานธรรมชาติและการปลูกป่าดูดซับคาร์บอนอย่างยั่งยืน
  • ใช้กลไกการดูดซับคาร์บอนจากธรรมชาติ
  • ใช้ แนวคิดการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) โดยใช้ป่าบก (Green Carbon) และป่าชายเลน/ทรัพยากรทางทะเล (Blue Carbon) ในการดูดซับและกักเก็บคาร์บอน
  • ลดการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล ทุกประเภท
  • เปิดตลาดซื้อขายไฟฟ้าเสรีและส่งเสริม Solar Cell
  • ปลดล็อกให้ประชาชนติดแผงโซลาร์เซลล์ด้วยระบบ Net-metering (หักลบหน่วยขาย/ซื้อ)
  • เปิดโอกาสให้ขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนแก่รัฐในราคาตลาด หรือขายให้ภาคธุรกิจในราคาที่สูงขึ้น
  • ปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน
  • ศึกษาการใช้เทคโนโลยีใหม่: ศึกษาแนวทางเลือกที่มีศักยภาพ เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) และพลังงานจากไฮโดรเจน เพื่อประเมินข้อดี ข้อเสีย ความเป็นไปได้ และ/หรือความเหมาะสม/ไม่เหมาะสม ในการดำเนินงาน
  • ส่งเสริมปลูกข้าวที่ใช้น้ำน้อย
  • สนับสนุนการปลูกข้าวในวิธีการที่ใช้น้ำน้อย เช่น การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง
  • ส่งเสริมการปลูกหญ้าเนเปียร์ในแปลงนาแบบเปียกสลับแห้ง
  • สร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ
  • สร้าง ‘เศรษฐกิจสีเขียว’ และ ‘งานสีเขียว’
  • ให้เครดิตภาษีสำหรับการลงทุนในพลังงานสะอาดแก่ภาคเอกชน
  • ส่งเสริมระบบนิเวศของการรีไซเคิลโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบอัดประจุใหม่
  • จัดตั้งโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในโรงงานขนาดใหญ่ เช่น โรงงานผลิตปูนซีเมนต์และกระดาษ
  • ปฏิวัติหลุมฝังกลบแบบเทกองกว่า 2,000 บ่อให้ได้มาตรฐาน
  • ผลิต ก๊าซธรรมชาติ (Biogas) จากหลุมฝังกลบ
  • อุดหนุนท้องถิ่นจัดทำระบบการผลิต ปุ๋ยอินทรีย์จากเศษอาหารในระดับอุตสาหกรรม
  • เพิ่มงบประมาณให้ อปท. สามารถจัดซื้อเครื่องกำจัดขยะที่มีประสิทธิภาพสำหรับโรงไฟฟ้าผลิตเชื้อเพลิงจากขยะ
  • เพิ่มพื้นที่ป่า 1 ล้านไร่ ผ่านการส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้น
  • ส่งเสริมภาคเกษตรให้ช่วยดูดซับคาร์บอนส่วนเกิน โดยการส่งเสริมการใช้ ไบโอชาร์ลงดิน ไร่ละ 2 ตัน และการใช้ในฟาร์มปศุสัตว์
  • ดึงดูดเงินทุนจากภาคเอกชนเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล ผ่านเครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ เช่น พันธบัตรสีน้ำเงิน (Blue Bonds) และ การเก็บค่าจัดการทรัพยากรโดยท้องถิ่น (PES)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
  • รับมือวิกฤตโลกร้อน
  • เกิดความเป็นธรรมในการเปลี่ยนผ่าน (Just Transition)
  • แสดงเจตจำนงที่จะเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนที่เป็นธรรม
  • ลดค่าไฟฟ้า
  • ลดการปล่อยก๊าซมีเทน (CH4) ลง 80% (จากการปลูกข้าวที่ใช้น้ำน้อย)
  • ลดการใช้น้ำ (24-40%) (จากการปลูกหญ้าเนเปียร์ในนาข้าว)
  • ลดต้นทุน (จากการปลูกหญ้าเนเปียร์ในนาข้าว)
  • ลด CH4 ได้ 80% (จากการปลูกหญ้าเนเปียร์ในนาข้าว)
  • หลุมฝังกลบแบบเทกองกว่า 2,000 บ่อได้มาตรฐาน
  • นำ ก๊าซธรรมชาติ ไปใช้ประโยชน์ในชุมชน
  • พื้นที่ป่า เพิ่มขึ้น 1 ล้านไร่
  • ระบบนิเวศทางทะเล ได้รับการฟื้นฟู
  • สอดคล้องกับนโยบาย 30x30 (ปกป้องพื้นที่ธรรมชาติอย่างน้อย 30% ของโลกภายในปี 2030)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ภาคเอกชน
  • โรงงานขนาดใหญ่ เช่น โรงงานผลิตปูนซีเมนต์และกระดาษ
  • ชุมชน
  • อปท.

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายในปี 2050 (สำหรับเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์)
  • ลดการปล่อยจาก 185.2 MtCO2eq ในปี 2019 ให้เหลือ 53.3 MtCO2eq (ในสาขาพลังงาน)
  • ลดการปล่อยจาก 76.8 MtCO2eq ในปี 2019 ให้เหลือ 33.0 MtCO2eq (ในสาขาคมนาคมขนส่ง)
  • ลดการปล่อยจาก 60.5 MtCO2eq ในปี 2019 ให้เหลือ 45.8 MtCO2eq (ในสาขาเกษตรและปศุสัตว์)
  • ลดการปล่อยจาก 38.0 MtCO2eq ในปี 2019 ให้เหลือ 29.9 MtCO2eq (ในสาขากระบวนการทางอุตสาหกรรม)
  • ลดการปล่อยจาก 18.7 MtCO2eq ในปี 2019 ให้เหลือ 5.7 MtCO2eq (ในสาขาการจัดการของเสีย)
  • ดูดซับและกักเก็บคาร์บอน ให้ได้ถึง 256.3 MtCO2eq ในปี 2050
  • ลดการผลิตพลังงานจากถ่านหิน 70% ภายในปี 2030
  • เลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมด ในปี 2040
  • ภายใน 4 ปี (สำหรับเพิ่มพื้นที่ป่า 1 ล้านไร่)
  • ปกป้องพื้นที่ธรรมชาติอย่างน้อย 30% ของโลก ภายในปี 2030 (สำหรับนโยบาย 30x30)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • เงินทุนจากภาคเอกชน (สำหรับฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล)
  • พันธบัตรสีน้ำเงิน (Blue Bonds)
  • การเก็บค่าจัดการทรัพยากรโดยท้องถิ่น (PES)
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การปรับตัวให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในโลกที่ร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นเป็นความท้าทายในระดับท้องถิ่น
  • ภาวะโลกร้อนส่งผลให้ความถี่และความรุนแรงของภัยพิบัติเพิ่มสูงขึ้น กระทบต่อชีวิตผู้คนและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง
  • ความเสียหายที่เกิดจากภาวะโลกร้อนในประเทศไทยมีรายละเอียดที่น่ากังวล:
  • ในช่วงปี พ.ศ. 2543–2562 ประเทศไทยมีดัชนีความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศโลก (Global Climate Risk Index) อยู่ใน อันดับที่ 9 ของโลก
  • ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยสูงถึง 7,719 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี หรือคิดเป็น ร้อยละ 0.82 ของ GDP ในช่วงเวลาดังกล่าว
  • เกิดเหตุภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศมากถึง 146 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 138 คน ในช่วงปี พ.ศ. 2543–2562
  • ผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร:
  • หากไม่มีมาตรการรองรับ ภาวะโลกร้อนอาจทำให้ ผลผลิตทางการเกษตรลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 6 ภายใน 10 ปีข้างหน้า
  • พื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทานและพื้นที่เพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวจะได้รับผลกระทบมากกว่าพื้นที่อื่น ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงต่อ ความมั่นคงทางอาหาร ในที่สุด

จะทำอะไร (Action)

  • ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ: ด้วยการปลูกและคุ้มครองป่าต้นน้ำ
  • ฟื้นรูปแนวร่องน้ำให้เป็นธรรมชาติ (Meandering): โดยปรับร่องน้ำหลักให้กลับมามีความโค้งตามธรรมชาติ
  • กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำที่ไม่จำเป็น: โดยนำอุปสรรคที่ทำให้การไหลสะดุดออก หรือออกแบบใหม่ให้สอดคล้องกับวิถีทางน้ำตามธรรมชาติ
  • ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำและป่าชายเลน: โดยรักษาและฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งและป่าชายเลน
  • สนับสนุนเกษตรกรปรับเปลี่ยนการเพาะปลูก: ผ่านการให้เงินช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไขในการปรับเปลี่ยนแนวทางการเพาะปลูกพืชตามที่รัฐกำหนด เช่น การปลูกข้าวที่ใช้น้ำน้อยลง อาทิ การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง หรือการปลูกพืชด้วยเมล็ดพันธุ์ชนิดที่รัฐวิจัยและส่งเสริม
  • ประกันภัยการเกษตรด้วยดัชนีสภาพอากาศ: โดยปรับปรุงกลไกในปัจจุบันที่มีอยู่แล้ว ให้รัฐ อุดหนุนค่าประกันภัยการเกษตร ในลักษณะการร่วมจ่ายกับเกษตรกร
  • จัดทำปฏิทินการเพาะปลูกตามข้อมูลภูมิอากาศ: เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลพยากรณ์และปฏิทินเพาะปลูกที่ปรับตามภูมิภาค
  • วางผังเมืองให้รองรับความเสี่ยง: เช่น การกำหนดพื้นที่สงวนไว้สำหรับเป็นพื้นที่รับน้ำและพื้นที่สีเขียวให้ชัดเจน รวมไปถึงการกำหนดให้มี ระยะถอยร่นจากลำน้ำ และคงไว้ซึ่งพื้นที่ธรรมชาติริมฝั่งน้ำเป็นข้อบังคับเด็ดขาด
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น: รองรับภัยพิบัติ ตามแนวคิด Nature-based Solutions (NbS) เช่น การออกแบบพื้นที่สาธารณะให้กักเก็บน้ำชั่วคราวได้
  • ทบทวนแผนการบริหารจัดการน้ำใหม่ทั้งระบบ: ทั้งสถานการณ์ปกติ และสถานการณ์อุทกภัย
  • ผลักดันร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: โดยมีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการจัดตั้ง กองทุนการเปลี่ยนผ่านสีเขียว และ กองทุนการปรับตัวและรับมือภัยพิบัติ
  • ปรับปรุงกฎหมายและนโยบายให้เอื้อต่อการดำเนินโครงการ NbS
  • ประกาศบังคับใช้ระบบทางน้ำตามผังน้ำใน 22 ลุ่มน้ำ (ตาม ม.17(5) และ ม.56 แห่ง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561) ร่วมกับ สทนช. และกรมโยธาธิการและผังเมือง
  • เร่งจัดทำข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยอาจเริ่มจากพื้นที่เสี่ยงสูงบางแห่ง เช่น EEC
  • ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนที่ดิน: เพื่อให้รัฐสามารถซื้อที่ดินที่มีความเสี่ยงเกิดภัยพิบัติ (เช่น พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก) ในราคาที่เป็นธรรม
  • มาตรการทางการเงิน: ทำ ประกันภัยพื้นที่น้ำท่วม และ การอุดหนุนดอกเบี้ย แก่สถาบันการเงิน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กลุ่มเปราะบาง เข้าถึงทรัพยากรและงบประมาณในการฟื้นฟูชีวิต
  • ลดการพังทลายของดินและเพิ่มการกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ
  • ชะลอการไหลและลดการกัดเซาะตลิ่ง
  • ระบบน้ำ ไหลเป็นธรรมชาติ
  • พื้นที่ชุ่มน้ำและป่าชายเลน มีลักษณะเป็นฟองน้ำช่วยชะลอคลื่นและกักเก็บน้ำหลาก
  • เกษตรกร ปรับเปลี่ยนแนวทางการเพาะปลูกพืชตามที่รัฐกำหนด (เช่น การปลูกข้าวที่ใช้น้ำน้อยลง)
  • เกษตรกร ได้รับอุดหนุนค่าประกันภัยการเกษตร
  • เกษตรกร เข้าถึงข้อมูลพยากรณ์และปฏิทินเพาะปลูกที่ปรับตามภูมิภาค
  • เกษตรกร ได้รับเงินช่วยเหลือในกรณีเกิดภัยพิบัติ
  • เมืองมี พื้นที่รับน้ำและพื้นที่สีเขียว
  • เมืองมี ระยะถอยร่นจากลำน้ำ
  • เมืองมี พื้นที่ธรรมชาติริมฝั่งน้ำเป็นข้อบังคับเด็ดขาด เพื่อเป็นพื้นที่กันชน
  • มี โครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น รองรับภัยพิบัติ (เช่น การออกแบบพื้นที่สาธารณะให้กักเก็บน้ำชั่วคราวได้)
  • สอบทานถึงความจำเป็นของโครงการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ
  • มี กลไกสำคัญในการช่วยเหลือชุมชน กลุ่มเปราะบาง
  • กฎหมายและนโยบาย เอื้อต่อการดำเนินโครงการ NbS
  • ระบบทางน้ำตามผังน้ำใน 22 ลุ่มน้ำ ถูกบังคับใช้
  • มีข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
  • รัฐสามารถซื้อที่ดินที่มีความเสี่ยงเกิดภัยพิบัติ (เช่น พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก) ในราคาที่เป็นธรรม
  • ประชาชนสามารถเข้าถึงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับซื้อบ้านในพื้นที่น้ำไม่ท่วม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • กลุ่มเปราะบาง
  • เกษตรกร
  • ชุมชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • รัฐ (สำหรับการอุดหนุนค่าประกันภัยการเกษตร)
  • รัฐ (สำหรับการอุดหนุนดอกเบี้ยแก่สถาบันการเงิน)
  • กองทุนการเปลี่ยนผ่านสีเขียว
  • กองทุนการปรับตัวและรับมือภัยพิบัติ
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากภาวะโลกร้อน
  • มาตรการรับมือและลดความเสี่ยงยังไม่บรรลุผลตามเป้าหมายของ กรอบปฏิญญาเซนได (Sendai Framework)
  • ดัชนีเชิงประจักษ์ชี้ว่าอัตราการเสียชีวิตและความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานจากภัยพิบัติยังคงเพิ่มสูงขึ้น
  • ขาดแคลนเงินทุนระดับโลก
  • เงินทุนระดับโลก เช่น จากกองทุนเพื่อการปรับตัว (Adaptation Fund) ยังระดมทุนได้ไม่ถึงเป้าหมายที่ตกลงไว้ในการประชุม COP (เช่น 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี)
  • มีความจำเป็นในการระดมทุนภายในประเทศ เพื่อรองรับมาตรการรับมือและการปรับตัว รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นขึ้นเพื่อรับมือกับวิกฤตโลกผันผวนที่มาถึงเราแล้ว

จะทำอะไร (Action)

  • พรรคประชาชนจะดำเนินการใน 3 มิติหลัก

  • ใช้บทบาททางการทูตของไทยในการสร้างแรงกดดัน ให้ประเทศพัฒนาแล้วลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีพลังงานสะอาดให้ประเทศกำลังพัฒนา

  • สร้างความร่วมมือกับรัฐสภาทั่วโลกเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน

  • ปรับโครงสร้างภาษีให้สะท้อนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

  • ลดภาษีนำเข้าเครื่องจักรและวัสดุอุปกรณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

  • ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับการลงทุนเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก (GHG)

  • อุดหนุนการจัดหาพลังงานสะอาด

  • เพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (adder) จากพลังงานทดแทน

  • ยุติการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล

  • เน้นการลงทุนตามแนวคิด 'เมืองฟองน้ำ' (Sponge City)

  • ลงทุนในระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยการแพร่ระบาดของโรค และเทคโนโลยีแจ้งเตือนภัยพิบัติล่วงหน้า

  • มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

  • ให้งบประมาณเพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู พื้นที่ป่า/พื้นที่ชุ่มน้ำ และพัฒนาพื้นที่สีเขียวในเมือง

  • จัดตั้ง กองทุนการเปลี่ยนผ่านสีเขียว ปรับตัวและรับมือภัยพิบัติ

  • ออกพันธบัตรสีเขียว (Green Bonds / Sustainability Bonds)

  • พัฒนาเอกสารโครงการและข้อมูลเชิงประจักษ์ให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของไทยในการเข้าถึงกองทุนระดับโลก (เช่น GCF, GEF, AF)

  • ยกระดับบทบาทของชุมชนให้มีส่วนร่วมตั้งแต่การออกแบบโครงการ

  • ใช้ความร่วมมือทวิภาคี (เช่น เยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) เพื่อเร่งนำเทคโนโลยีสะอาดและระบบเมืองยั่งยืนเข้ามาใช้ในประเทศ

  • ทบทวนแผนนโยบายพลังงานและสภาพภูมิอากาศของประเทศให้เชื่อมโยงเป็นแผนเดียว ไม่ขัดแย้งกัน

  • จัดตั้งคณะทำงาน (Taskforce) ด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรม (Just Energy Transition)

  • จัดทำ reskilling และ upskilling สำหรับแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการยุติอุตสาหกรรมฟอสซิล

  • ผู้ประกอบการที่ปล่อยคาร์บอนเกินกำหนด ต้องร่วมสมทบเงินเข้ากองทุนการเปลี่ยนผ่านสีเขียวฯ

  • ใช้เครื่องมือการเงินสีเขียว เช่น Green Taxonomy, Green Bonds, Green Loans และระบบประกันภัยดัชนีภูมิอากาศ เพื่อดึงภาคเอกชนร่วมลงทุน

  • พัฒนาระบบการเงินของประเทศให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นมิตรต่อการลงทุนสีเขียว

  • จัดตั้ง ศูนย์ให้บริการครบวงจร (One Stop Service) ภายใต้ คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (กนภ.)

  • สร้างความรู้ความเข้าใจด้านสภาพภูมิอากาศให้แก่ประชาชน

  • บรรจุ ความรู้ความเข้าใจด้านสภาพภูมิอากาศ ในหลักสูตรการศึกษา สำหรับเด็กและเยาวชน

  • ผลักดันร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. ...

  • ยกเว้นภาษีเงินได้ที่ได้จากโครงการลด GHG ภาคสมัครใจมาตรฐานขั้นสูง (Premium T-VER)

  • เก็บภาษีคาร์บอน (Carbon tax) โดยเริ่มจากสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน

  • ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต

  • ใช้กลไกราคาคาร์บอน (Carbon pricing instrument) เช่น การกำหนดสิทธิการปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมหนัก

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ช่วยให้ ชุมชนปรับตัวและเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
  • จูงใจลดคาร์บอน
  • ลดผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติ
  • ป้องกันที่อยู่อาศัย/โรงงานอุตสาหกรรม/เขตชายฝั่งทะเล
  • เยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโลกร้อนโดยตรง
  • เพิ่มขีดความสามารถของไทยในการเข้าถึงกองทุนระดับโลก (เช่น GCF, GEF, AF)
  • ช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการยุติอุตสาหกรรมฟอสซิล
  • ทำให้ แผนนโยบายพลังงานและสภาพภูมิอากาศของประเทศเชื่อมโยงเป็นแผนเดียว ไม่ขัดแย้งกัน
  • ดึงภาคเอกชนร่วมลงทุน
  • ทำให้ ระบบการเงินของประเทศโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นมิตรต่อการลงทุนสีเขียว
  • อำนวยความสะดวกและสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการในข้อกำหนดสากลต่างๆ
  • ช่วยให้ ประชาชน มีความรู้ความเข้าใจด้านสภาพภูมิอากาศ
  • ช่วยให้ เด็กและเยาวชน มีความรู้ความเข้าใจด้านสภาพภูมิอากาศ ผ่าน หลักสูตรการศึกษา
  • มี กลไกทางการเงิน ตาม พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. ... เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายในประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ประกอบการ
  • ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโลกร้อนโดยตรง
  • แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการยุติอุตสาหกรรมฟอสซิล
  • ภาคเอกชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • กองทุนการเปลี่ยนผ่านสีเขียว (เงินสมทบจาก ผู้ก่อมลพิษ ตามหลัก ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย)
  • พันธบัตรสีเขียว (Green Bonds / Sustainability Bonds)
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • พื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่องจากสาเหตุหลัก ได้แก่: การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน: การถมพื้นที่เพื่อเกษตรเชิงเดี่ยวและการขยายตัวของความเป็นเมือง
  • การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน: การสร้างเขื่อน ถนน และสะพาน ที่ปิดกั้นทางน้ำและเปลี่ยนระบบนิเวศ
  • มลพิษและการใช้ทรัพยากรเกินขนาด: สารเคมีจากอุตสาหกรรมและการเก็บเกี่ยวทรัพยากรที่เกินความสามารถในการฟื้นฟูของธรรมชาติ
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change): ส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้น ปริมาณน้ำฝนไม่เสถียร และเกิดไฟป่าได้ง่ายขึ้น
  • หากเราสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำ เราจะต้องแลกมาด้วยต้นทุนในการสร้างโครงสร้างทางวิศวกรรม (เขื่อน/กำแพงกั้นน้ำ) มหาศาล
  • ภัยคุกคามต่อพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น

จะทำอะไร (Action)

  • อนุรักษ์ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ
  • ใช้ข้อมูลและกฎหมาย กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น
  • สร้างแรงจูงใจเศรษฐศาสตร์เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างยั่งยืน
  • สนับสนุน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำผ่าน ภารกิจ: 4 ขั้นเปลี่ยนสายน้ำ “สะอาด-สะสาง-สร้างมูลค่า-ฟื้นฟู“
  • จัดการขยะอย่างเป็นระบบ ในภารกิจสะอาด
  • ขุดลอกทางน้ำให้ไหลเวียนดี ในภารกิจสะสาง
  • ยกระดับสู่การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน (Community-Based Tourism - CBT) ในภารกิจสร้างมูลค่า
  • ฟื้นฟูระบบนิเวศริมน้ำ ในภารกิจฟื้นฟู
  • จัดตั้ง ศูนย์บริหารจัดการข้อมูลน้ำประจำจังหวัด เพื่อบูรณาการข้อมูลร่วมกับทุกหน่วยงานและภาคประชาชน
  • จัดทำผังน้ำอัจฉริยะ: สำรวจเส้นทางน้ำตามลำดับ (Stream Order) ตั้งแต่แม่น้ำหลักจนถึงลำรางขนาดเล็ก
  • ใช้ เทคโนโลยีสำรวจขั้นสูง: ใช้ข้อมูล แบบจำลองระดับสูงเชิงเลข (Digital Elevation Model - DEM) ที่มีความละเอียดสูง ผ่านเทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล (Remote Sensing) และ การตรวจจับและวัดระยะด้วยแสง (Light Detection and Ranging - LiDAR)
  • จัดทำ แผนที่ความเสี่ยง (Risk Maps): ผ่าน ระบบเตือนภัยผ่านแอปพลิเคชัน
  • ฟื้นฟูพื้นที่แผ่น้ำและรับน้ำ
  • ประยุกต์ใช้ การแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solutions - NbS) เพื่อฟื้นฟูป่าชายเลนและพื้นที่ชุ่มน้ำ
  • กำหนดพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (OECMs)
  • ส่งเสริมกลไก มาตรการอนุรักษ์อื่นที่มีประสิทธิภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (Other Effective Area-based Conservation Measures - OECMs) ตามข้อตกลงสหประชาชาติ
  • ออกแบบพื้นที่รับน้ำฉุกเฉิน: วางแผนพื้นที่แผ่น้ำขนาดใหญ่ที่ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายวัตถุประสงค์ร่วมกับชุมชน
  • ประเมิน วิศวกรรมเฉพาะจุด: ประเมินการใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมเฉพาะในพื้นที่ที่วิธีทางธรรมชาติไม่สามารถแก้ปัญหาได้
  • วางแผน ระบบน้ำแยกส่วน: วางแผนร่วมกับ อปท. เพื่อแยกท่อน้ำทิ้งออกจากท่อระบายน้ำฝน
  • กระจายอำนาจและงบประมาณ: ส่งงบประมาณตรงให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สำหรับภารกิจ “สะอาด-สะสาง-สร้างมูลค่า-ฟื้นฟู“
  • จัดทำ "คู่มือมาตรฐานการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ"
  • ตั้งคณะทำงานระดับตำบล/อำเภอ ที่ประกอบด้วย อปท. ชุมชน และนักวิชาการ ร่วมตัดสินใจ
  • สนับสนุนการจ้างงานและวิสาหกิจชุมชน เช่น การท่องเที่ยว การท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community-Based Tourism - CBT) และการดูแลรักษาพื้นที่สีเขียว
  • จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการข้อมูลน้ำระดับจังหวัดที่มีสถานะทางกฎหมายและงบประมาณที่ชัดเจน
  • บังคับใช้มาตรฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานให้เชื่อมต่อกันได้จริง
  • ผนวกข้อมูลจากอาสาสมัครและแอปพลิเคชันเพื่ออัปเดตปัญหาแบบเรียลไทม์
  • เชื่อมโยงข้อมูล Risk Maps เข้ากับการจัดงบประมาณและการอนุญาตใช้ที่ดิน
  • บรรจุพื้นที่รับน้ำและป่าชายเลนไว้ในผังเมืองและแผนพัฒนาท้องถิ่นอย่างเป็นทางการ
  • ใช้กลไก การตอบแทนคุณค่าของระบบนิเวศ (Payment for Ecosystem Services - PES) หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อจูงใจให้เจ้าของที่ดินเก็บรักษาพื้นที่รับน้ำแทนการเวนคืน
  • สร้างพื้นที่ต้นแบบ การแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solutions - NbS) ในพื้นที่เสี่ยงซ้ำซาก
  • วางแผนภาพฉากทัศน์ (Scenario Planning) ร่วมกับชุมชนและภาคธุรกิจ
  • หากจำเป็นต้องสร้างโครงสร้างทางวิศวกรรม ต้องเปิดเผยข้อมูลผลกระทบและต้นทุนทางเลือกให้สังคมตรวจสอบได้
  • บูรณาการแผนแยกระบบน้ำทิ้งออกจากท่อระบายน้ำฝนไว้ในแผนลงทุนระยะยาวของ อปท.
  • บังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างเข้มงวด (พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561, พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2556, พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535, พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522)
  • ปรับปรุงกฎหมายให้มีประสิทธิภาพ (พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542, พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ. 2562)
  • ผลักดันกฎหมายใหม่ ร่าง พ.ร.บ.พื้นที่ชุ่มน้ำ
  • คุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ จัดการมลพิษ และส่งเสริมสิทธิชุมชนในการดูแลรักษาทรัพยากร

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • รักษาสมดุลของระบบนิเวศในหลายมิติ
  • บรรเทาอุทกภัย: ช่วยชะลอและกักเก็บน้ำส่วนเกินในฤดูน้ำหลาก ไม่ให้ไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน
  • เป็น แหล่งน้ำสำรอง: น้ำที่เก็บกักไว้จะค่อยๆ ปล่อยออกมาในฤดูแล้ง ช่วยรักษาระดับน้ำใต้ดิน
  • มี การฟอกขจัดมลพิษ: พืชพรรณในพื้นที่ช่วยดักจับตะกอนและดูดซับสารพิษก่อนไหลลงสู่แม่น้ำสายหลักหรือทะเล
  • เป็น แหล่งกักเก็บคาร์บอนมหาศาล (Blue Carbon)
  • มีการกักเก็บคาร์บอน มีประสิทธิภาพสูงกว่าป่าบกทั่วไปถึง 50 เท่า
  • เป็น แหล่งความหลากหลายทางชีวภาพและความมั่นคงทางอาหาร
  • เป็น บ้านของสิ่งมีชีวิต: เป็นที่อยู่อาศัยของนกอพยพและสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์
  • เป็น แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ: เป็นที่วางไข่และอนุบาลสัตว์น้ำเศรษฐกิจ (กุ้ง หอย ปู ปลา)
  • เป็น กำแพงกันชนทางธรรมชาติ (Natural Barrier) ที่ช่วยลดความรุนแรงของคลื่นลมและ คลื่นพายุซัดฝั่ง (Storm Surge) รวมถึงป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งได้ยั่งยืนกว่ากำแพงคอนกรีต
  • เกิด ความยั่งยืนของทั้งมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
  • เกิด การยกระดับสู่การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน (Community-Based Tourism - CBT)
  • มีการ ฟื้นฟูระบบนิเวศริมน้ำเพื่อสนับสนุนการเกษตร ประมง และคุณภาพชีวิต
  • มีข้อมูล เส้นทางน้ำจากการสำรวจ
  • มี ระบบเตือนภัยผ่านแอปพลิเคชัน ครอบคลุมความเสี่ยงน้ำท่วม น้ำเค็มหนุน น้ำเสีย และการกัดเซาะชายฝั่ง
  • มีการ ฟื้นฟูป่าชายเลนและพื้นที่ชุ่มน้ำให้สามารถรองรับน้ำหนุน (High Tide Flooding) และสภาวะฝนตกรุนแรงจัด (Rain Bomb) ได้ในระดับชุมชน
  • ชุมชนสามารถบริหารจัดการและดูแลพื้นที่ชุ่มน้ำที่อยู่นอกเขตอุทยานฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • "น้ำท่วมต้องสะอาด" และรองรับระบบบำบัดน้ำเสียในอนาคต
  • เกิด การจ้างงานและวิสาหกิจชุมชน
  • มี มาตรฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เชื่อมต่อกันได้จริง
  • มี ข้อมูลจากอาสาสมัครและแอปพลิเคชันเพื่ออัปเดตปัญหาแบบเรียลไทม์
  • มีการ เชื่อมโยงข้อมูล Risk Maps เข้ากับการจัดงบประมาณและการอนุญาตใช้ที่ดิน
  • มีการ บรรจุพื้นที่รับน้ำและป่าชายเลนไว้ในผังเมืองและแผนพัฒนาท้องถิ่นอย่างเป็นทางการ
  • เจ้าของที่ดิน เก็บรักษาพื้นที่รับน้ำแทนการเวนคืน
  • มี พื้นที่ต้นแบบ การแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solutions - NbS) ในพื้นที่เสี่ยงซ้ำซากเพื่อสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์
  • มีความเข้าใจใน ความเสี่ยงและทางเลือก (จากการวางแผนภาพฉากทัศน์)
  • ข้อมูล ผลกระทบและต้นทุนทางเลือก ถูก เปิดเผยให้สังคมตรวจสอบได้
  • มีการ บูรณาการแผนแยกระบบน้ำทิ้งออกจากท่อระบายน้ำฝนไว้ในแผนลงทุนระยะยาวของ อปท.
  • มีการ คุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ จัดการมลพิษ และส่งเสริมสิทธิชุมชนในการดูแลรักษาทรัพยากร

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
  • ชุมชน
  • ทุกหน่วยงานและภาคประชาชน
  • นกอพยพและสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์
  • สัตว์น้ำเศรษฐกิจ (กุ้ง หอย ปู ปลา)
  • ประชาชน (ผู้รับผลประโยชน์จากอาหารราคาถูก)
  • เกษตรกร
  • ประมง
  • เจ้าของที่ดิน
  • มนุษย์และสิ่งแวดล้อม
  • อาสาสมัคร
  • ภาคธุรกิจ
  • สังคม

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • สำหรับ Action: ปฏิบัติการเร่งด่วนร่วมกับท้องถิ่น (ทำทันที)
  • สำหรับ Action: พัฒนาฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่อการจัดการ (2-3 ปี)
  • สำหรับ Action: สร้างความยั่งยืนเชิงโครงสร้างธรรมชาติ (ภายใน 4 ปี)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • หากความหลากหลายลดลง ระบบนิเวศจะเปราะบางและล่มสลายได้ง่าย
  • การสูญเสียชนิดพันธุ์คือการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและความสามารถในการพึ่งพาตนเองของชุมชน
  • ความรุนแรงจากภัยธรรมชาติ (น้ำท่วม, กัดเซาะชายฝั่ง)
  • ความขัดแย้งในพื้นที่อนุรักษ์
  • ปัญหาน้ำท่วม
  • กระบวนการล่าช้า

จะทำอะไร (Action)

  • ฟื้นฟูระบบนิเวศด้วยการแก้โครงสร้างกฎหมาย สร้างแรงจูงใจทางการเงิน ปรับปรุงเทคโนโลยีเฝ้าระวัง และทำให้อาชีพนักนิเวศวิทยามีความยั่งยืน
  • สนับสนุนงบประมาณและความรู้ให้ท้องถิ่นประกาศ "เขตคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ" ในพื้นที่สำคัญ
  • จัดทำบัญชีทรัพยากรชีวภาพและแผนการบริหารจัดการพื้นที่
  • คุ้มครองผลประโยชน์ (Benefit Sharing) ให้ชุมชนได้รับความเป็นธรรมหากมีการนำทรัพยากรไปใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
  • กำหนดให้การพัฒนาผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐานต้องคำนึงถึงความหลากหลายทางชีวภาพเป็นลำดับแรก
  • ปฏิรูปกระบวนการ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment - EIA) โดยต้องพิจารณาผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเข้มข้น และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการศึกษาอย่างแท้จริง
  • เพิ่มงบประมาณ อุปกรณ์ และสวัสดิการทีมพิทักษ์ป่าและทีมดับไฟป่า
  • ฟื้นฟูระบบนิเวศริมน้ำ
  • กำหนด ขีดความสามารถในการรองรับ (Carrying Capacity) สำหรับการท่องเที่ยว
  • ปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ
  • จัดการพื้นที่อนุรักษ์โดยไม่ละเมิดสิทธิของชุมชนดั้งเดิม
  • ส่งเสริมการจัดการร่วมระหว่างรัฐและประชาชน
  • สนับสนุนเกษตรกรให้ทำเกษตรผสมผสาน (เช่น ปลูกพืชแซมป่า)
  • ส่งเสริมการตลาดพืชพื้นบ้านหายาก
  • ประกันรายได้
  • ลดหย่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้กับพื้นที่เอกชนที่ให้บริการทางระบบนิเวศ
  • พัฒนา ดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Index) ร่วมกับนักศึกษาและชุมชนเพื่อติดตามผลการอนุรักษ์ในพื้นที่เอกชน
  • ใช้ การแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solutions - NbS) ในการออกแบบเมือง
  • สนับสนุนกิจกรรมทางธรรมชาติที่สร้างสรรค์
  • สร้างระบบขึ้นทะเบียนและจดแจ้งชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่เข้มงวด
  • ควบคุมการนำเข้าและการเพาะเลี้ยง
  • มีหน่วยปฏิบัติการฟื้นฟูระบบนิเวศที่ถูกรุกราน
  • สนับสนุนงบประมาณผลิตสื่อการเรียนรู้ที่อิงกับนิเวศในพื้นที่
  • เสริมสร้างศักยภาพครูและวิทยากรด้านธรรมชาติวิทยาระดับพื้นที่
  • เชื่อมโยงความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพเข้ากับระบบการศึกษาทั้งในและนอกระบบ
  • ส่งเสริมการผลิตนักธรรมชาติวิทยาและนักนิเวศวิทยา ในทุกระดับการศึกษา (ปริญญาตรีถึงปริญญาเอก)
  • สนุนการศึกษาวิจัยเรื่องระบบนิเวศวัฒนธรรมที่รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ
  • แก้ไข พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจฯ พ.ศ. 2542: ถ่ายโอนอำนาจการจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้ อปท. อย่างสมบูรณ์
  • ปฏิรูป พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ. 2562: กำหนดให้ "ผังเมืองรวม" ต้องมี แผนที่ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Map) เป็นองค์ประกอบบังคับ
  • ผลักดันกฎหมายรับรองสิทธิชุมชนในการจัดการป่าและทรัพยากร
  • แก้ไข พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562: เพิ่มหมวด "การใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการอนุรักษ์" เพื่อรองรับนโยบาย ภาษีที่ดินแบบติดลบ (Negative Land Tax) สำหรับเอกชนที่รักษาระบบนิเวศ
  • ออกระเบียบควบคุมชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (Alien Species)
  • ผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.ความหลากหลายทางชีวภาพ พ.ศ. ... ให้ครอบคลุมประเด็นนี้
  • จัดสรรงบอุดหนุนเฉพาะกิจให้ อปท. ที่มีการประกาศเขตคุ้มครองฯ และมีแผนงานอนุรักษ์ที่ชัดเจน
  • สร้างระบบตลาด คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ หรือ Biodiversity Credit เพื่อให้ผู้ดูแลป่าต้นน้ำได้รับค่าตอบแทนจากภาคธุรกิจ
  • ออกระเบียบกรมบัญชีกลางให้หน่วยงานรัฐซื้อวัตถุดิบจากเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ได้โดยตรง ในราคาประกันที่สูงกว่าตลาด
  • จัดตั้งกองทุนตามหลักการ ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle - PPP) ภายใต้ พ.ร.บ.ความหลากหลายทางชีวภาพฯ เพื่อใช้ในการฟื้นฟูธรรมชาติ (Rewilding)
  • ลงทุนในระบบ กล้องดักถ่ายอัตโนมัติ (Network Centric Anti-Poaching System - NCAPS) และโดรนลาดตระเวน
  • เพิ่มสวัสดิการและประกันชีวิตให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า
  • เชื่อมโยงข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพจากท้องถิ่นและนักวิชาการเข้าสู่ส่วนกลาง เพื่อประกอบ รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
  • กำหนดมาตรฐานก่อสร้างใหม่ เช่น ถนนน้ำซึมผ่านได้ และ สวนรับน้ำ (Rain Garden)
  • ตั้งหน่วยเฉพาะกิจที่มีอำนาจและงบประมาณในการกำจัดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน
  • เปิดช่องให้โรงเรียนสร้างหลักสูตรที่เรียนรู้จากบริบทนิเวศและป่าชุมชนในพื้นที่จริง
  • ให้ ก.พ. กำหนดตำแหน่ง "นักนิเวศวิทยา" หรือ "นักธรรมชาติวิทยา" เป็นวิชาชีพเฉพาะที่มีความก้าวหน้าในสายงานราชการและท้องถิ่น
  • จัดสรรทุนวิจัยด้าน อนุกรมวิธาน (Taxonomy) และความหลากหลายทางชีวภาพผ่านกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ชุมชนได้รับความเป็นธรรม
  • ประชาชนมีส่วนร่วมในการศึกษาอย่างแท้จริง
  • สร้างรายได้ยั่งยืน
  • ประกันรายได้ 500-1,000 บาท/เดือน
  • ลดอุทกภัย
  • ลดโดมความร้อน
  • อปท. สามารถดูแลทรัพยากรและจัดการผังเมืองได้
  • ออกข้อบัญญัติประกาศ "เขตคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ" ของตนเองได้
  • ประชาชนร่วมกำหนดโซนนิ่ง (Zoning)
  • ลดความขัดแย้งในพื้นที่อนุรักษ์
  • ผู้ดูแลป่าต้นน้ำได้รับค่าตอบแทนจากภาคธุรกิจ
  • ลดปัญหาน้ำท่วม
  • กำจัดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานได้ทันทีโดยไม่ต้องรอกระบวนการล่าช้า
  • สร้างองค์ความรู้พื้นฐานให้ประเทศ
  • ประเทศไทยเป็นประเทศชั้นนำในงานด้านอนุรักษ์ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพในระดับภูมิภาค

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ท้องถิ่น
  • ชุมชน
  • ประชาชน
  • ทีมพิทักษ์ป่า
  • ทีมดับไฟป่า
  • ชุมชนดั้งเดิม
  • รัฐ
  • เกษตรกร
  • ภาคเอกชน
  • นักศึกษา
  • โรงเรียน
  • ครูและวิทยากรด้านธรรมชาติวิทยาระดับพื้นที่
  • นักธรรมชาติวิทยา
  • นักนิเวศวิทยา
  • อปท.
  • ผู้ดูแลป่าต้นน้ำ
  • ภาคธุรกิจ
  • หน่วยงานรัฐ
  • เกษตรอินทรีย์
  • เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า
  • นักวิชาการ
  • ก.พ.
  • นักวิจัย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ทันที

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • กองทุนตามหลักการ ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle - PPP) ภายใต้ พ.ร.บ.ความหลากหลายทางชีวภาพฯ
  • กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • แนวคิดการจัดการป่าแบบ "อนุรักษ์ปลอดคน" และการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางได้กลายเป็นรากฐานของความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนมาอย่างยาวนาน
  • ความซับซ้อนของกฎหมายและหน่วยงาน: ปัจจุบันพื้นที่ป่าอยู่ภายใต้กฎหมายหลายฉบับและหลายหน่วยงานกำกับดูแล ทำให้เกิดความลักลั่นในการบริหารจัดการ
  • ปัญหาแนวคิดอำนาจนิยมแบบดั้งเดิม: หน่วยงานรัฐมักยึดถือว่าทรัพยากรเป็นของรัฐเพียงฝ่ายเดียว จึงตัดสิทธิชุมชนท้องถิ่นในการจัดการ ทำให้พื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ไม่สามารถถูกนำมาใช้สร้างงาน สร้างอาชีพ หรือป้องกันภัยพิบัติโดยคนในพื้นที่ได้
  • ผลกระทบต่อสิทธิชุมชน: การเร่งประกาศเขตอุทยานแห่งชาติที่ทับซ้อนกับพื้นที่ทำกินเดิม ทำให้ชาวบ้านต้องขออนุญาตในทุกกิจกรรมพื้นฐาน นำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการขาดส่วนร่วมในการวางแผนยั่งยืน

จะทำอะไร (Action)

  • เพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์จาก 20.1% เป็น 30% ของพื้นที่ประเทศ
  • ยกระดับพื้นที่ป่าสงวนฯ และป่าไม้ถาวรที่ยังคงสภาพป่าจริงและไม่มีข้อพิพาทกับประชาชน ให้กลายเป็นป่าอนุรักษ์ภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน
  • มีหน่วยงานระดับกรมเพียงกรมเดียวดูแล
  • เร่งประกาศรับรองป่าชุมชนที่ค้างอยู่ 760,000 ไร่
  • แก้ไขโครงสร้างอำนาจโดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลและสนับสนุนชุมชน
  • เปลี่ยนจากการอนุรักษ์แบบสกัดกั้น เป็นการบริหารจัดการป่าเพื่อการอนุรักษ์ควบคู่กับการใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสุขภาพ
  • เร่งรัดการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1 : 4000 หรือ "วันแมป" (One Map)
  • ใช้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ การเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) มาพัฒนาประสิทธิภาพในการพิสูจน์สิทธิที่ดินและตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่า
  • ใช้โดรนถ่ายภาพและดาวเทียม เพื่อจัดทำแนวเขตป่าที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ผ่านระบบออนไลน์
  • นำระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ (E-Ticket) มาใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
  • ส่งเสริมการใช้ป่าเพื่อธรรมชาติบำบัด กีฬาวิ่งเทรล และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
  • บริหารจัดการระบบ "การเก็บหาของป่าอย่างยั่งยืน"
  • สนับสนุนงานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติ
  • ส่งเสริมให้ประชาชนสร้างพื้นที่สีเขียวในที่ดินกรรมสิทธิ์ของตนเอง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างเศรษฐกิจสีเขียว
  • เพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์จาก 20.1% เป็น 30% ของพื้นที่ประเทศ (95.8 ล้านไร่)
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ
  • เพิ่มพื้นที่ป่าชุมชนรวมเป็น 6.96 ล้านไร่
  • คนในท้องถิ่นมีรายได้จากการดูแลทรัพยากร
  • แยกแยะพื้นที่ป่าที่คงสภาพและไม่มีข้อพิพาทให้ชัดเจน
  • พัฒนาประสิทธิภาพในการพิสูจน์สิทธิที่ดินและตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่าแบบทันท่วงที
  • ประชาชนสามารถตรวจสอบ แนวเขตป่า ได้ผ่านระบบออนไลน์
  • เพิ่มพื้นที่ปอดให้กับประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ชุมชน
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • แผนแม่บทการพัฒนาป่าไม้พ.ศ. 2562 กำหนดพื้นที่ป่าเป้าหมายไว้ 40% (129 ล้านไร่) แต่ปัจจุบันมีเพียง 31% (101 ล้านไร่) ขาดหายไปถึง 16 ล้านไร่ โดยเฉพาะ "ป่าเศรษฐกิจ" ที่ต่ำกว่าเป้าหมายมาก
  • ไทยต้องนำเข้าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ปีละกว่า 140,179 ล้านบาท
  • รัฐจัดสรรงบส่งเสริมป่าเศรษฐกิจน้อยมาก
  • หากปล่อยไว้ตามกลไกเดิม ต้องใช้เวลากว่า 300 ปี จึงจะบรรลุเป้าหมาย 16 ล้านไร่
  • ประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรกรรมที่ไม่เหมาะสมกว่า 30 ล้านไร่ ที่ยิ่งปลูกยิ่งเป็นหนี้
  • งบประมาณส่งเสริมการปลูกป่าของรัฐ (กรมป่าไม้/อ.อ.ป.) มีจำกัดมาก ไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง

จะทำอะไร (Action)

  • เปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมที่ไม่เหมาะสมและสร้างหนี้สิน ให้กลายเป็น "พื้นที่ไม้ยืนต้นมูลค่าสูง" จำนวน 1 ล้านไร่
  • แก้ พ.ร.บ.สวนป่า * เอื้อให้ประชาชนและเอกชนปลูก ตัด แปรรูป และค้าไม้เศรษฐกิจได้สะดวก ไม่ติดขัดข้อกฎหมายล้าหลัง*
  • รับรองสิทธิที่ดิน 32 ล้านไร่ ให้ประชาชนมีสิทธิใช้ประโยชน์ถูกต้อง เพื่อให้กล้าลงทุนปลูกไม้ยืนต้นระยะยาว
  • ดำเนินโครงการปลูกล้างหนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมเปลี่ยนพื้นที่เกษตรเป็นสวนป่า จะได้รับการ ลดหนี้สิน 30,000 บาท/ไร่ (สัญญาดูแลระยะยาว)
  • สนับสนุนค่าดูแลรักษา
  • รับรองให้ "ต้นไม้" เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันสินเชื่อได้จริง
  • มอบประกันภัยพืชผลฟรี
  • วางแผนการปลูกแบบผสมผสาน
  • ฟื้นฟู "โรงเรียนป่าไม้" รูปแบบใหม่
  • เน้นหลักสูตร "ปลูกเก่ง-ตัดเก่ง-ขายเก่ง-ใช้เก่ง"
  • ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ไม้ไทยในตลาดโลก
  • สนับสนุนงบประมาณอัตราเดียวกับเกษตรกร ให้ป่าชุมชน เพื่อสู้ภัยพิบัติ
  • ปลูกไม้ยืนต้นเพิ่มในจุดเสี่ยงเพื่อเป็นแนวกันชนไฟป่าและน้ำป่าไหลหลาก

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ใช้ต้นไม้เป็นทรัพย์สินเพื่อปลดล็อกหนี้สินเรื้อรังและสร้างหลักประกันทางธุรกิจ
  • สร้างอุตสาหกรรมไม้ครบวงจร
  • สร้างงานใหม่ตั้งแต่นักเพาะกล้า ช่างฝีมือ สถาปนิก วิศวกร และผู้ประกอบการด้านไม้และผลิตภัณฑ์
  • เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อดูดซับคาร์บอน
  • ประชาชนและเอกชนปลูก ตัด แปรรูป และค้าไม้เศรษฐกิจได้สะดวก ไม่ติดขัดข้อกฎหมายล้าหลัง
  • ประชาชนมีสิทธิใช้ประโยชน์ถูกต้อง สำหรับที่ดิน 32 ล้านไร่
  • ประชาชนกล้าลงทุนปลูกไม้ยืนต้นระยะยาว
  • ได้รับประกันภัยพืชผลฟรี
  • มีรายได้เป็นระยะ (จากการวางแผนการปลูกแบบผสมผสาน)
  • เป็นเงินออมก้อนโต (จากการวางแผนการปลูกแบบผสมผสาน)
  • เป็นแนวกันชนไฟป่าและน้ำป่าไหลหลาก

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้มีหนี้
  • ผู้มีที่ดินเสื่อมโทรม
  • ผู้ต้องการงาน
  • เกษตรกร
  • นักเพาะกล้า
  • ช่างฝีมือ
  • สถาปนิก
  • วิศวกร
  • ผู้ประกอบการด้านไม้และผลิตภัณฑ์
  • สิ่งแวดล้อม
  • ประชาชน
  • เอกชน
  • เกษตรกรที่เข้าร่วมเปลี่ยนพื้นที่เกษตรเป็นสวนป่า
  • ผู้ปลูก
  • ผู้ต้องการสินเชื่อ
  • แรงงาน
  • ช่างไม้สมัยใหม่
  • นักออกแบบสถาปัตยกรรมไม้
  • ช่างฝีมือท้องถิ่น
  • ผู้ผลิต/ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ไม้ไทย
  • ป่าชุมชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • สนับสนุนค่าดูแลรักษาปีแรก 3,000 บาท/ไร่
  • สนับสนุนค่าดูแลรักษาปีที่ 2-3 อีก 1,000 บาท/ไร่
  • จำกัดการสนับสนุนไม่เกิน 10 ไร่/ราย

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
  • การสูญเสียผลผลิต
  • การขาดแคลนเทคโนโลยี
  • ความเปราะบางและเสียหายได้ง่ายของผักและผลไม้ระหว่างการขนส่งและการเก็บรักษา
  • ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก
  • ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • ความเสียหายของผักผลไม้จากการขนส่ง

จะทำอะไร (Action)

  • ใช้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน กองทุน SMEs และกองทุน ววน. เป็นตัวหลักในการพัฒนานวัตกรรม และตลาดใหม่ๆ อย่างเป็นระบบ โดยเน้นอุตสาหกรรมอาหาร ยา/สมุนไพร และพลาสติกชีวภาพ รวมถึงการส่งเสริมการเปิดตลาดใหม่ๆ ในต่างประเทศ
  • ใช้เงินกองทุนรวมช่วยเหลือเกษตรกรในดูดซับผลผลิตส่วนเกิน เพื่อทำการแปรรูป โดยมีการทำข้อตกลงไว้ก่อนช่วงฤดูกาลผลผลิต ตามการคาดการณ์ผลผลิตและตลาดในแต่ละปี
  • สนับสนุนเงินอุดหนุนในการจัดการของเสียและของเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ในแปรรูป และ/หรือ ใช้ประโยชน์ ในวงเงิน 500 บาท/ตัน ในช่วง 2 ปีแรก รวมถึงการพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรและ/หรือการขนส่งโลจิสติกส์วัสดุเหลือใช้ดังกล่าว
  • สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem)
  • เปลี่ยนบทบาทภาครัฐจากผู้กำกับดูแลเป็นผู้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น
  • สนับสนุนการจัดตั้ง "ศูนย์โลจิสติกส์พืชผัก" และ "ห้องเย็น" ในพื้นที่การผลิตสำคัญ
  • จัดตั้งโรงงานต้นแบบ (Prototype Factory): สร้างโรงงานที่มีเครื่องจักรแปรรูปทันสมัยและได้มาตรฐาน GMP ให้กระจายตัวทั่วประเทศ เพื่อให้ SMEs สามารถ "เช่าใช้" ผลิตสินค้าทดลองตลาดได้โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานเอง
  • สนับสนุนทางการเงินแบบมุ่งเป้า: จัดเตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เงินกู้ปลอดดอกเบี้ย และทุนหมุนเวียน เพื่อเสริมสภาพคล่องและสนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยี
  • เส้นทางการพัฒนาผู้ประกอบการ 5 ขั้นตอน:
  • เริ่มต้น (Idea Stage): ขอรับ "คูปองดิจิทัล" เพื่อเข้าไปใช้บริการ "โรงงานต้นแบบ" ในการวิจัย พัฒนาสูตร และผลิตสินค้าตัวอย่างที่ได้มาตรฐาน GMP/อย.
  • ทดลองตลาด (Market Trial): นำสินค้าตัวอย่างไปวางจำหน่ายผ่าน "แพลตฟอร์มการตลาด" ที่รัฐจัดหาให้ เพื่อทดสอบผลตอบรับจากผู้บริโภคจริง
  • ขยายการผลิต (Scale Up): ขอกู้ "สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ" เพื่อลงทุนซื้อเครื่องจักรหรือสร้างโรงงานขนาดเล็กของตนเอง
  • เข้าสู่ตลาดหลัก (Mainstream Market): ใช้บริการ "ศูนย์สนับสนุนการบริหารสัญญา" เพื่อช่วยเจรจานำสินค้าเข้าขายในห้างสรรพสินค้า (Modern Trade) หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่
  • เติบโตอย่างมั่นคง (Sustainable Growth): ขยายตลาดสู่ต่างประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดการสูญเสียหลังเก็บเกี่ยว
  • รักษาคุณภาพสินค้าให้คงที่ก่อนส่งถึงมือผู้บริโภค
  • สร้างความมั่นคงทางรายได้ให้แก่เกษตรกร
  • เปลี่ยนวัตถุดิบทางการเกษตรให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มที่ตอบสนองต่อแนวโน้มตลาดโลก เช่น อาหารแห่งอนาคต (Future Food) ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และสินค้าที่มีนวัตกรรม
  • ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน
  • ลดอัตราการสูญเสีย (Food Loss): มีระบบ Cold Chain และ Pre-cooling ที่ครอบคลุมพื้นที่การผลิตสำคัญ ลดความเสียหายของผักผลไม้จากการขนส่ง
  • เสถียรภาพราคา: มีกลไกดูดซับอุปทานส่วนเกินที่มีประสิทธิภาพ ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำรุนแรงในช่วงฤดูกาลลดน้อยลง
  • มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น: สัดส่วนสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับการส่งออกวัตถุดิบ
  • เกิดผู้ประกอบการใหม่: จำนวน SMEs และวิสาหกิจชุมชนที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและผลิตสินค้านวัตกรรมมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
  • ผู้ประกอบการ SMEs สามารถตั้งตัวและเติบโตได้จริง
  • ต้นทุนโลจิสติกส์ที่ต่ำลงและมาตรฐานการผลิตที่สูงขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • สำหรับ "สนับสนุนเงินอุดหนุนในการจัดการของเสียและของเหลือใช้ทางการเกษตร": "ในช่วง 2 ปีแรก"

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 5,000 ล้านบาท (คำนวณจาก 500 บาท/ตัน จำนวน 10 ล้านตัน ในปี 2573)

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • กองทุน SMEs
  • กองทุน ววน.
  • กองทุนรวมช่วยเหลือเกษตรกร
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ภาคการเกษตรของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ นั่นคือการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ของประชากรภาคเกษตร
  • แรงงานหนุ่มสาวหลั่งไหลออกจากภาคการผลิต ในขณะที่ผู้ที่ยังคงทำการเกษตรอยู่ก็มีอายุมากขึ้นเรื่อยๆ การทำเกษตรแบบดั้งเดิมที่ใช้แรงงานเข้มข้นจึงไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป
  • เครื่องจักรกลการเกษตรหลายชนิดมีราคาแพง เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถเข้าถึงได้ หรือซื้อมาแล้วใช้งานไม่คุ้มค่า (Underutilized) ใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
  • การขาดแคลนเครื่องจักรและแรงงาน นำไปสู่การแก้ปัญหาที่ผิดวิธี เช่น "การเผา" ตอซังหรือเศษวัสดุทางการเกษตรเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งง่ายและประหยัดกว่าการจ้างแรงงานหรือใช้เครื่องจักรไถกลบ

จะทำอะไร (Action)

  • สนับสนุนเครื่องจักรเพื่อลดการเผา จะถูกผนวกรวมอยู่ใน "นโยบายจัดการดินและปุ๋ย"
  • เกษตรกรจะได้รับการสนับสนุนเบื้องต้นในอัตรา 250 บาทต่อไร่ สำหรับการจัดการแปลงโดยไม่เผา ซึ่งสามารถนำไปใช้จ้างบริการรถไถหรือเครื่องจักรได้
  • รัฐบาลจะจัดเตรียมงบประมาณสำหรับ (ก) การฝึกอบรมทักษะ (ข) สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ (ค) การค้ำประกันสินเชื่อ และ (ง) ระบบการขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการ
  • รัฐจะจัดตั้งงบประมาณสำหรับโครงการ "รับหมุนเวียนเครื่องจักร" ที่ใช้งานน้อยในพื้นที่หนึ่ง ไปสู่พื้นที่ที่ขาดแคนหรือมีความเหมาะสมมากกว่า
  • สนับสนุนงบค่าซ่อมบำรุงและฝึกอบรมการใช้งานร่วมกับผู้ให้บริการรุ่นใหม่
  • พิจารณาแก้ไขอัตราภาษีนำเข้าสำหรับชิ้นส่วนอุปกรณ์
  • ลดหย่อนภาษีสำหรับเครื่องจักรประเภทที่ขาดแคน
  • ให้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับการวิจัยและพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตร
  • จัดสรรงบประมาณส่วนแรก 250 บาท/ไร่ ลงสู่เกษตรกรผ่านโครงการจัดการดิน
  • เปิดรับสมัครเกษตรกรรุ่นใหม่และผู้สนใจ เข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะเป็นผู้ให้บริการเครื่องจักรกล
  • ฝึกอบรมเทคนิคการซ่อมและการบริหารจัดการธุรกิจ
  • ผู้ผ่านการอบรมยื่นขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินของรัฐ (เช่น ธ.ก.ส.) โดยมี บสย. ค้ำประกัน เพื่อจัดหาโดรน รถเกี่ยว หรือเครื่องจักรสมัยใหม่
  • หน่วยงานเกษตรในพื้นที่สำรวจเครื่องจักรเก่าของกลุ่มเกษตรกร ทำทะเบียนประวัติ
  • จัดสรรงบซ่อมแซมเพื่อนำกลับมาให้บริการ หรือโอนย้ายไปยังกลุ่มที่มีความพร้อม
  • ภาครัฐประกาศรายการเครื่องจักรเป้าหมายที่ต้องการส่งเสริมการวิจัย (เช่น รถเก็บผลไม้)
  • กำหนดมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับภาคเอกชนที่ลงทุนวิจัย

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดต้นทุน
  • แก้ปัญหาสังคมเกษตรสูงวัย
  • หยุดวงจรการเผา
  • เครื่องจักร กลับมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุด
  • เครื่องจักร ตรงกับสภาพพื้นที่และความต้องการของเกษตรกรไทย
  • เกิดกำลังซื้อ (Demand) ในการจ้างงานเครื่องจักร
  • ลดต้นทุนค่าบริการเครื่องจักรกลการเกษตรในพื้นที่ดำเนินการลงได้ 10%
  • สร้างผู้ประกอบการที่เป็น "ผู้ให้บริการการเกษตรมืออาชีพ" จำนวน 10,000 คน ทั่วประเทศ
  • เกิดการพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรต้นแบบใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์พืชเศรษฐกิจไทย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายใน 2 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 250 บาทต่อไร่ (สำหรับการจัดการแปลงโดยไม่เผา)

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ท่าเรือแหลมฉบัง คือยุทธศาสตร์หลักที่เชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานไทยสู่ระดับโลก แต่ปัจจุบันประสิทธิภาพที่ยังไม่แน่นอนกำลังกลายเป็น “ต้นทุนแฝงของประเทศ” ความติดขัดเพียงเล็กน้อยจึงกระทบต่อต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการและค่าครองชีพประชาชนทั้งระบบ
  • ดัชนีประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ไทยอยู่อันดับที่ 34 (3.5 คะแนน) ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซียอยู่อันดับที่ 26 (3.6 คะแนน) โดยเฉพาะมิติความตรงเวลา (Timeliness) ที่ไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาเพื่อดึงดูดนักลงทุนรายใหม่
  • ความหนาแน่นของรถบรรทุกส่งผลโดยตรงต่ออุบัติเหตุบนท้องถนน ฝุ่นละออง และคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่

จะทำอะไร (Action)

  • ขับเคลื่อนโครงการความน่าเชื่อถือท่าเรือแห่งชาติ ผ่านแพลตฟอร์มบริหารท่าเรือแห่งชาติ
  • ดำเนิน “5 ชุดมาตรการหลัก” เพื่อแก้ปัญหาของท่าเรือแหลมฉบังที่ต้นทาง
  • ใช้ข้อมูลชุดเดียวแบบเรียลไทม์
  • คิวรถ ประตูท่า การชำระค่าธรรมเนียมเป็นระบบเดียว เพื่อลดคอขวดและเพิ่มความโปร่งใส
  • ใช้ข้อมูลชุดเดียวตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อความแม่นยำและรวดเร็ว
  • กำหนดมาตรฐานการรายงานสถานะ เรือ-ตู้-รถ และใช้ รหัสอ้างอิงเดียว (Single ID) เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นสถานะเดียวกัน
  • เชื่อมระบบด้วย API กลาง (API-First Integration): บังคับเชื่อมโยงระบบเดิม เช่น ระบบจัดการท่าเรือ (Terminal Operating System - TOS), ระบบจองคิวรถ, และระบบตรวจปล่อยของศุลกากร เข้ากับระบบ PCS เพื่อลดการกรอกข้อมูลซ้ำ
  • ผลักดันการใช้ ใบสั่งปล่อยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (e-Release/e-DO) และ ใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) เพื่อให้การรับ-ส่งตู้ดำเนินไปได้โดยไม่สะดุด
  • จัดการจราจรและพิธีการหน้าท่าด้วยเทคโนโลยี เพื่อลดคอขวดและเพิ่มโปร่งใส
  • จัดสรรคิว (Slot) ตามความพร้อมหน้างานจริง และมีบทลงโทษกรณี ไม่มาตามนัด (No-show) หรือมาสาย
  • ติดตั้งเทคโนโลยี การอ่านป้ายทะเบียนอัตโนมัติ (Automatic Number Plate Recognition - ANPR) และ การอ่านหมายเลขตู้คอนเทนเนอร์ (Optical Character Recognition - OCR) เพื่อความรวดเร็วและแม่นยำ
  • ชำระค่าธรรมเนียมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มาตรฐานเดียว เชื่อมต่อด้วย API กลาง
  • สนับสนุนรถมลพิษต่ำ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถมาตรฐานยูโร (Euro) ระดับสูง พร้อมจัดการพื้นที่สีเขียวแนวกั้นเสียงรอบหน้าท่า
  • บูรณาการ กรมศุลกากร (Thai Customs) และหน่วยงานอื่นให้นัดตรวจพร้อมกันในระบบเดียว
  • ลดการสุ่มตรวจกลุ่มเสี่ยงต่ำ และผลักดัน การตรวจปล่อยสินค้าล่วงหน้า (Pre-arrival Clearance) ตั้งแต่สินค้ายังไม่ถึงท่า
  • ระบบอนุมัติและปล่อยตู้เดินต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน พร้อมงบปฏิบัติการและกำลังคนรองรับ
  • บริหารศักยภาพหลังท่าและทางราง (Rail-Dry Port & Off-dock Capacity)
  • ระบายความแออัดออกจากพื้นที่ปฏิบัติการหลัก
  • สร้างพื้นที่กันชน (Buffer) เพื่อลดความหนาแน่นในท่า
  • เพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรางเพื่อระบายสินค้าออกจากถนน
  • เชื่อมโยงข้อมูล PCS กับ สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (Inland Container Depot - ICD) ให้การย้ายและส่งมอบเป็นเส้นทางเดียว
  • ปรับปรุงถนน ป้ายจราจร และแก้ไข จุดตัดทางรถไฟ (Rail Crossing Fix) เพื่อลดอุบัติเหตุ
  • จัดระบบสุขาภิบาล ห้องน้ำ และพื้นที่พักสำหรับพนักงานขับรถ เชื่อมต่อกับระบบคิวดิจิทัลอย่างเป็นระเบียบ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดต้นทุนโลจิสติกส์
  • ลดงานซ้ำและความผิดพลาดทั้งโซ่
  • ลดคอขวด
  • ลดความไม่แน่นอนของเวลา
  • เพิ่มความโปร่งใส
  • ลดความล่าช้าจากหลายหน่วยงานหลายคิว
  • ลดภาระถนนและความแออัดในท่า
  • ลดอุบัติเหตุ
  • ลดผลกระทบชุมชน
  • เพิ่ม ความแม่นยำและรวดเร็ว
  • ลดการกรอกข้อมูลซ้ำ
  • ลดความหนาแน่นในท่า

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ชุมชน
  • ผู้ประกอบการ
  • คนในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบจากความหนาแน่นของรถบรรทุก
  • ทุกภาคส่วน ที่ทำงานบนระบบและข้อมูลชุดเดียวกัน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ใน 6-12 เดือนแรก (เกี่ยวกับกลไกกำกับดูแลและงบประมาณเร่งด่วน)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • รวม 1,600 - 2,500 ล้านบาท

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความขัดแย้งในกรณีที่รัฐได้ประกาศให้ที่ดินของประชาชนแต่เดิมเป็นพื้นที่ “ป่า”

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปกฎหมายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่มีปัญหา โดยให้ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน รวมถึง ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
  • กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานการใช้ที่ดินให้ครอบคลุมทั่วประเทศโดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับระบบนิเวศ ความเป็นจริง วิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น ประสิทธิภาพ และความยั่งยืน โดยต้องให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากหลักเกณฑ์การใช้ที่ดินมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วย
  • กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม
  • การให้สัมปทานที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และสุขภาพของประชาชน ต้องให้ประชาชนรวมถึงชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์
  • จัดให้มีแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ
  • สนับสนุนและปรับปรุงกิจการและอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ให้มีความยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • ปฏิรูปกฎหมายประมงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและยั่งยืน
  • ปรับปรุงให้การประมงพาณิชย์และอุตสาหกรรมต่อเนื่องมีความยั่งยืน ไม่ทำลายล้าง ตลอดจน เป็นไปตามหลักการคุ้มครองสวัสดิการแรงงาน
  • กระจายอำนาจในการเข้าถึงและจัดการทรัพยากรอย่างเป็นธรรมระหว่างชาวประมงทุกกลุ่ม
  • ส่งเสริมการจัดการอย่างมีส่วนร่วมที่คำนึงถึงความสมดุลของระบบนิเวศที่เอื้อต่อเรือประมงในประเทศและเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ
  • ส่งเสริม บำรุงรักษา และคุ้มครองคุณภาพดินและสิ่งแวดล้อมตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน
  • ควบคุมและกำจัดมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย โดยประชาชน ชุมชนท้องถิ่น รวมถึง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางการดำเนินงาน
  • จัดให้มีการวางผังเมืองที่ได้รับการดำเนินตามอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน
  • นำระบบเทคโนโลยีมาช่วยจัดการการกระจายพลังงานให้ทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดินเพื่อประกอบการเกษตรอย่างทั่วถึง
  • คนจนเข้าถึง ตลอดจนมีความมั่นคงในที่ดินทำกิน
  • มีกฎหมายรับรองและคุ้มครองสิทธิชุมชนท้องถิ่นในการดำรงชีวิตอยู่ในป่า รวมถึง ในเขตสงวนอื่นๆ ของรัฐ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ คุ้มครอง บํารุง รักษา ฟื้นฟู บริหารจัดการ ตลอดจน สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างสมดุลและยั่งยืน
  • ชุมชนมีสิทธิและบทบาทในการจัดการ ตลอดจน ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • คนจน
  • ชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับสัมปทาน
  • แรงงานประมง
  • ชาวประมง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ไทยได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้วในปัจจุบัน ทั้งฝนที่แปรปรวน น้ำท่วมฉับพลัน ภัยแล้ง คลื่นความร้อน ไฟป่า และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นแต่ระบบรัฐยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญหลายประการ
  • การขาดกฎหมายแม่บทที่ผูกพันทุกหน่วยงาน การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศกระจัดกระจาย อยู่ในรูปแผนหรือระเบียบที่เปลี่ยนแปลงง่าย ขาดความต่อเนื่องและไม่เชื่อมกับงบประมาณอย่างจริงจัง
  • ขาดระบบข้อมูลก๊าซเรือนกระจกของประเทศที่เป็นเอกภาพ ภาครัฐและเอกชนยังรายงานข้อมูลไม่ครบ ไม่เป็นมาตรฐาน
  • การปรับตัวของประชาชนและชุมชนยังอ่อนแอ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เช่น เกษตรกร ชุมชนชายฝั่ง ผู้มีรายได้น้อย
  • เศรษฐกิจไทยยังเสี่ยงต่อกติกาโลกใหม่ ทั้งภาษีคาร์บอน มาตรการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานการผลิตสีเขียว

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดันกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • กำหนดหน้าที่ของรัฐ เป้าหมายระดับชาติ และสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วม เพื่อให้การดำเนินงานด้านภูมิอากาศไม่ขึ้นกับอำนาจดุลพินิจหรือรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง
  • จัดทำแผนแม่บทด้านสภาพภูมิอากาศที่เชื่อมกับงบประมาณจริง ประกอบด้วยแผนลดก๊าซเรือนกระจก แผนปรับตัว แผนเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสีเขียว และแผนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และทบทวนทุก 5 ปี เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์โลก
  • สร้างระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นธรรม ผ่านกลไกภาษีคาร์บอน ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซ และคาร์บอนเครดิต รายได้ที่ได้จะไม่หายไปไหน แต่ถูกนำเข้ากองทุนเพื่อ:
  1. สนับสนุนการปรับตัวของชุมชนและเกษตรกร
  2. ช่วยผู้ประกอบการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว
  3. ลงทุนวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • การดำเนินงานด้านภูมิอากาศไม่ขึ้นกับอำนาจดุลพินิจหรือรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง
  • ประเทศมีแผนลดก๊าซเรือนกระจก แผนปรับตัว แผนเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสีเขียว และแผนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ที่ทันต่อสถานการณ์โลก
  • กลไกภาษีคาร์บอน ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซ และคาร์บอนเครดิต ที่รายได้ที่ได้จะไม่หายไปไหน แต่ถูกนำเข้ากองทุน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • เกษตรกร
  • ผู้ประกอบการ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ทบทวนแผนแม่บทด้านสภาพภูมิอากาศ ทุก 5 ปี เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์โลก

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • การอนุรักษ์ คุ้มครอง บำรุงรักษา ฟื้นฟู บริหารจัดการ ใช้และการจัดให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน
  • ผลักดันให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบ ต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน
  • จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ทรัพยากรธรรมชาติถูกใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน
  • ประชาชนและชุมชนใน หมู่บ้าน ท้องถิ่น ภูมิภาคที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมดำเนินการและได้รับประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าวโดยตรง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ชุมชน
  • ท้องถิ่น

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ภูมิใจไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • สถานการณ์โลกร้อน ไปสู่โลกเดือด
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุของ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และพายุรุนแรง

จะทำอะไร (Action)

  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่มนุษย์ผลิตขึ้น
  • เลื่อนเวลาให้ประเทศไทยเข้าถึง Net Zero ได้เร็วขึ้น
  • เพิ่มมูลค่าสินค้าจากการผลิตที่รักษ์โลก
  • พัฒนา กฎหมายและมาตรฐานสีเขียว
  • พัฒนา การเงินสีเขียว (Green Finance)
  • พัฒนา ตลาดทุนสีเขียว (ตลาดแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต)
  • ส่งเสริม อุตสาหกรรมสีเขียว

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่มนุษย์ผลิตขึ้นจน เหลือเป็นศูนย์
  • ประเทศไทย เข้าถึง Net Zero ได้เร็วขึ้น
  • ประเทศไทย ทัดเทียมกันนานาประเทศ
  • ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • ลดอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น
  • คนไทยทุก ๆ คนได้มีชีวิตที่ดีขึ้น
  • เพิ่มมูลค่าสินค้า จากการผลิตที่รักษ์โลก

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประเทศไทย
  • คนไทยทุก ๆ คน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดันนโยบายปลอดมลพิษ
  • ฟื้นฟูธรรมชาติ
  • สร้างเมืองที่เป็นมิตรต่ออนาคต

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

เมืองที่เป็นมิตรต่ออนาคต

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • มุ่งเน้นการบริหารจัดการในรูปแบบการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ดูแล คุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • ดำเนินการ พัฒนาอย่างยั่งยืน
  • ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด
  • จัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแบบองค์รวมอย่างมีธรรมาภิบาล
  • คำนึงถึงหลัก ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการป้องกันความเสียหาย
  • สร้างแรงจูงใจ ให้ผู้ได้รับผลประโยชน์
  • สร้างความเป็นธรรมให้กับผู้เสียประโยชน์ จากการนำทรัพยากรธรรมชาติไปใช้
  • ดำเนินการ จัดสรรทรัพยากรที่ดินอย่างเป็นธรรม
  • ส่งเสริมและยกระดับการทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืน และมีมูลค่า

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้รับการ อนุรักษ์ ดูแล คุ้มครอง ด้วยการมีส่วนร่วม
  • มีการ พัฒนาอย่างยั่งยืน
  • มีการ ใช้พลังงานสะอาด
  • ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้รับการ จัดการแบบองค์รวมอย่างมีธรรมาภิบาล
  • ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการป้องกันความเสียหาย
  • ผู้ได้รับผลประโยชน์ได้รับ แรงจูงใจ
  • ผู้เสียประโยชน์ได้รับ ความเป็นธรรม จากการนำทรัพยากรธรรมชาติไปใช้
  • มีการ จัดสรรทรัพยากรที่ดินอย่างเป็นธรรม
  • มี เกษตรกรรมแบบยั่งยืน และมีมูลค่า

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ก่อมลพิษ
  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างโอกาสเติบโตในอุตสาหกรรมใหม่
  • เพิ่มประสิทธิภาพลดปล่อยคาร์บอน
  • ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา
  • ส่งเสริมการเพิ่มคุณภาพ ผลผลิต
  • สร้างความมั่นคงทางพลังงาน
  • บริหารจัดการพลังงานอย่างเป็นธรรม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เติบโตในอุตสาหกรรมใหม่ (เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว การท่องเที่ยวมูลค่าสูง)
  • ลดปล่อยคาร์บอน
  • เพิ่มคุณภาพ ผลผลิต
  • ลดการนำเข้าพลังงาน
  • ความมั่นคงทางพลังงาน
  • บริหารจัดการพลังงานอย่างเป็นธรรม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ