ประเด็น

สุขภาพและการเข้าถึงการรักษา

มี 26 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ระบบ 30 บาทเดิมยังมีข้อจำกัดด้านคุณภาพการรักษา ผู้ป่วยต้องเสียเวลาไปเข้าคิวที่โรงพยาบาล ขาดความรวดเร็วในการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน ผู้ป่วยไม่สามารถเลือกโรงพยาบาลได้เอง ยังไม่มีการเน้นการสร้างสุขภาพให้แข็งแรงก่อนป่วย

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับการรักษาพยาบาลผ่านเทคโนโลยี
  • ดูแลคุ้มครองมารดาและทารกในครรภ์
  • ช่วยเหลือบุตรที่เกิดมาให้ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด
  • พัฒนาต่อยอดคุณภาพโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค
  • ให้คนไข้สามารถเลือกโรงพยาบาลได้เอง
  • นัดหมอและคุยกับหมอผ่านแอป
  • จ่ายยาส่งตรงถึงบ้าน
  • มีรถพยาบาลเคลื่อนที่เร็วไปช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • คนไทยไม่ว่าเด็ก หนุ่มสาว จนถึงผู้สูงวัย มีสุขภาพดีถ้วนหน้า
  • ผู้ป่วยไม่ต้องเสียเวลาไปเข้าคิวที่โรงพยาบาล และสามารถเลือกโรงพยาบาลได้เอง
  • ได้รับการดูแลให้มีสุขภาพดีถ้วนหน้า
  • มารดาและทารกในครรภ์มีสุขภาพดี
  • บุตรที่เกิดมาได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนไทย
  • มารดา
  • เด็ก
  • ผู้สูงวัย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบบริการสุขภาพใน กทม. ดูแลประชากรกว่า 7 ล้านคน ครึ่งหนึ่งเป็นสิทธิบัตรทอง...กำลังประสบปัญหาสำคัญที่กระทบต่อการให้บริการประชาชน
  • ระบบสุขภาพ กทม. มีหลายหน่วยงาน (เช่น กทม., สาธารณสุข, โรงเรียนแพทย์, เอกชน) แต่ทำงานแยกส่วน ขาดการทำงานในลักษณะเครือข่าย
  • ประชาชนจึงนิยมเข้าโรงพยาบาลใหญ่โดยตรงมากกว่ารับบริการที่หน่วยปฐมภูมิ เช่น ศูนย์บริการสาธารณสุข หรือคลินิกชุมชนอบอุ่น
  • ต้นทุนค่าดำเนินการสูงกว่าพื้นที่อื่น แต่งานส่งเสริมป้องกันเชิงรุกและดูแลระยะยาวทำได้ยากและไม่ทั่วถึง
  • เกินครึ่ง ของผู้ที่ตรวจสุขภาพมีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง เช่น ไขมัน/ความดันโลหิตสูง
  • มีผู้ป่วยเบาหวานใน กทม. ที่ไม่ได้รับการรักษาสูงถึง 10.7% ซึ่งสูงกว่าพื้นที่อื่นอย่างน่าประหลาดใจ
  • คลินิกชุมชนอบอุ่นจำนวนมากขาดทุนและปิดตัวลง
  • ไม่มีทีมสหวิชาชีพลงพื้นที่ทำงานส่งเสริมป้องกันเชิงรุก
  • ศูนย์บริการสาธารณสุขดูแลผู้ป่วยน้อยลง ขาดงบพัฒนา ขาดบุคลากร ประชาชนไม่เชื่อมั่น

จะทำอะไร (Action)

  • โอนอำนาจการบริหารจัดการงบประมาณบัตรทองทั้งหมดมาอยู่ที่ กทม.
  • กำหนดงบประมาณบัตรทองใหม่ ให้ สอดคล้องกับต้นทุนที่แตกต่างกัน ของพื้นที่ กทม.
  • แก้ไข พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง อำนาจคณะกรรมการ กองทุนและการจัดสรรงบ และเขตบริการสุขภาพ
  • แก้ไข พ.ร.บ. กทม. เรื่องอำนาจผู้ว่า หน่วยงาน และกลไกการกำกับตรวจสอบ
  • ตั้งคณะกรรมการของ กทม. ซึ่งมีทุกภาคส่วนร่วม
  • คณะกรรมการจะ วิเคราะห์งบประมาณ
  • คณะกรรมการจะ กำหนดนโยบาย
  • คณะกรรมการจะ กำกับดูแล
  • เชื่อมโยงข้อมูลต้นทุนของการบริการทั้งเครือข่าย
  • เจรจาจัด “คลัสเตอร์บริการ” (cluster) ร่วมกับโรงพยาบาลแม่ข่ายทุกสังกัด
  • เชื่อมโยงโรงพยาบาลตติยภูมิของทุกหน่วยงาน (แม่ข่าย) เข้ากับหน่วยบริการปฐมภูมิ ทั้งของรัฐและของเอกชน รวมถึงหน่วยนวัตกรรม (เครือข่าย) ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ
  • กำหนดการรับ-ส่งต่อผู้ป่วยให้ชัดเจนว่าหน่วยบริการปฐมภูมิใดต้องจับคู่กับโรงพยาบาลใด
  • ปรับปรุง/อัพเกรด ศูนย์บริการสาธารณสุข
  • สร้างโรงพยาบาลเพิ่มเติมในพื้นที่ที่ยังมี “แม่ข่าย” ไม่เพียงพอ หรือโรงพยาบาลทุติยภูมิ
  • เน้นงาน ส่งเสริมป้องกันโรค (Preventive Care) และดูแลผู้ป่วยซับซ้อน (NCDs, ผู้ป่วยระยะกลาง/ระยะยาว/ระยะยาวท้าย, ผู้ป่วยจิตเวช)
  • สนับสนุนงบประมาณเพิ่มให้หน่วยบริการปฐมภูมิ
  • ปรับแรงจูงใจ (Incentive) เป็นแบบ มุ่งเน้นผลลัพธ์ (Outcome Base)
  • ตั้งมาตรฐานการเบิกจ่ายยาของทุกหน่วยบริการให้เหมือนกัน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดการทำงานแยกส่วน
  • เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลประชาชน
  • สร้างระบบสุขภาพ กทม. ที่มีเจ้าภาพชัดเจนและทำงานเป็นเครือข่าย
  • คลัสเตอร์บริการเชิงพื้นที่ ครอบคลุมประชากรคลัสเตอร์บริการละ 150,000-250,000 คน
  • จำนวนเตียงในโรงพยาบาลรัฐ เพิ่มจากแผนในปัจจุบันอีก 1,700 เตียง
  • หน่วยปฐมภูมิทำงานเชิงรุกด้านส่งเสริมป้องกันและดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง
  • ประชาชนได้รับยามาตรฐานเดียวกันไม่ว่าจะเข้ารับบริการที่ใด

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ป่วย
  • ผู้ป่วยซับซ้อน (NCDs, ผู้ป่วยระยะกลาง/ระยะยาว/ระยะยาวท้าย, ผู้ป่วยจิตเวช)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • นำร่องคลัสเตอร์บริการเชิงพื้นที่ 1 แห่ง ในปีแรก
  • ขยายผลให้คลัสเตอร์บริการเชิงพื้นที่ ครอบคลุม กทม. ภายใน 4 ปี
  • ศึกษาต้นทุนใหม่ให้เสร็จ ภายในปีงบประมาณ 2571 "เพื่อเร่งทำมาตรฐานข้อมูลและเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยและหน่วยบริการ"

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ใช้งบประมาณ 8,500 ล้านบาท (สำหรับสร้างโรงพยาบาลเพิ่มเติม)
  • งบลงทุน 700 ล้านบาท (สำหรับสนับสนุนหน่วยบริการปฐมภูมิ)
  • งบดำเนินการเพิ่มปีละ 1,000 ล้านบาท (สำหรับสนับสนุนหน่วยบริการปฐมภูมิ)

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • สังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • ระบบปฐมภูมิยังมีปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อยกระดับและฟื้นความเชื่อมั่นจากประชาชน
  • ระบบสุขภาพปฐมภูมินอก กทม. กำลังเผชิญปัญหาหลัก 3 เรื่อง
  • คุณภาพบริการลดลงหลังการถ่ายโอน รพ.สต. ไปยังองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น
  • โรงพยาบาลแบกภาระ เกินกำลัง เพราะ ประชาชนลดการใช้บริการ รพ.สต. และหันไปใช้โรงพยาบาลชุมชน (รพช.) มากขึ้น
  • รพ.สต. ขาดแคลนบุคลากร: ขาดกำลังคนถึง 50% รวมถึงบุคลากรสหวิชาชีพ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการให้บริการตามมาตรฐานและการทำงานเชิงรุก
  • รพ.สต. ขาดงบประมาณ: การจัดสรรงบประมาณเหมาจ่ายรายหัว (จาก CUP) มักทำให้หน่วยบริการปฐมภูมิเสียเปรียบ โดยงบที่เบิกจ่ายให้หน่วยปฐมภูมิในปี 2567 คิดเป็นเพียง 8.99% ของงบบัตรทองทั้งหมด
  • รพ.สต. ขาดทักษะการบริหารจัดการ: การถ่ายโอนองค์ความรู้และบุคลากรจากกระทรวงสาธารณสุขไปยัง อปท. ยังไม่ราบรื่น ทำให้เกิดปัญหาด้านการบริหารจัดการ เช่น การจัดซื้อยา การจัดบริการทันตกรรมและกายภาพบำบัดที่หายไป

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับหน่วยปฐมภูมิให้เป็น หน่วยบริการหลักด่านแรก ของระบบสุขภาพ
  • เพิ่มแพทย์ประจำ และบรรจุบุคลากรและสหวิชาชีพให้ปฏิบัติการได้ 70-100% ของกรอบอัตรากำลัง
  • เสริม แนวหน้าสุขภาพเฉพาะทาง อีก 100,000 ตำแหน่ง
  • เพิ่มงบพัฒนาโครงสร้างบริการ โดยเฉพาะงาน ป้องกันโรค และการดูแลกลุ่มประชากรสำคัญ
  • วางระบบถ่ายโอน รพ.สต. ให้ครบ 80%
  • กำหนดมาตรฐานบริการที่ชัดเจนและการประเมินคุณภาพรายปี
  • ปรับบทบาทสาธารณสุข สู่ "พี่เลี้ยง" คือ กำหนด KPI ร่วม ระหว่างกระทรวงมหาดไทยและสาธารณสุข โดยเน้นตัวชี้วัดที่เน้นผลลัพธ์ (หรือ Outcome Based) ที่สอดคล้องกับปัจจัยที่กำหนดสุขภาพในพื้นที่
  • ศึกษาการแบ่งงบประมาณในหน่วยบริการคู่สัญญาหลัก (Contracting Unit for Primary Care: CUP) ใหม่ โดยยึดตามภาระงานจริง
  • กำหนด สัดส่วนงบประมาณขั้นต่ำ ที่ต้องส่งตรงถึงหน่วยปฐมภูมิ
  • เปิดเผยสถิติการจัดสรรอย่างโปร่งใส
  • จัดหลักสูตรอบรมทักษะการบริหารงานสาธารณสุขให้ผู้บริหารและบุคลากรของ อปท. และ รพ.สต.
  • สนับสนุนงบจ้างแพทย์ปฏิบัติงานประจำเครือข่าย
  • กำหนดเป้าหมายชั่วโมงการทำงาน แพทย์ ให้ครอบคลุมประชากร (Full-Time Equivalent: FTE) ในสัดส่วน 0.5 ต่อประชากร 10,000 คน (หรือเทียบเท่าแพทย์ปฏิบัติงานประจำสัปดาห์ละ 3 วัน)
  • ให้ รพ.สต. ขนาดใหญ่และขนาดกลางเป็นฐาน รพ.สต.ขนาดเล็กเป็นเครือข่าย
  • กำหนดเส้นทางความก้าวหน้าวิชาชีพของแพทย์ในสังกัดท้องถิ่น
  • แก้กรอบอัตรากำลังของมหาดไทยเพื่อบรรจุแพทย์ในอัตราท้องถิ่นได้
  • แก้ระเบียบค่าตอบแทนและระเบียบเงินบำรุง
  • จัดโครงการผลิตแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและแพทย์เพื่อชุมชน
  • อุดหนุนงบประมาณอย่างน้อย 15,000 ล้านบาท/ปี เพื่อเพิ่มกำลังคนให้เต็มกรอบ
  • เพิ่มกำลังคน รพ.สต. ให้เต็ม 70-100% ของกรอบ (เฉลี่ยเพิ่ม 3-5 คน/แห่ง)
  • พัฒนา แนวหน้าสุขภาพเฉพาะทาง 100,000 คน ได้แก่ แม่และเด็ก สุขภาพจิตการฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อทำงานเชิงรุกส่งเสริมป้องกันดูแลระยะยาว รวมถึง Caregiver มืออาชีพ 70,000 คน สำหรับงาน Long Term Care
  • ลด KPI ที่ไม่จำเป็น และเพิ่มสัดส่วน KPI รวมถึงงบประมาณจาก สปสช. ที่เป็น Outcome Base โดยเฉพาะงานส่งเสริมป้องกันและดูแลโรคเรื้อรัง
  • สนับสนุน งบลงทุน 20,000 ล้านบาท (1-3 ล้านบาท/รพ.สต.) เพื่อจัดหาครุภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เป็นมาตรฐาน เช่น ทันตกรรม กายภาพบำบัด Telemedicine และ Lab ขนาดเล็ก
  • สนับสนุนงบลงทุนเพื่ออัพเกรดซอฟต์แวร์ระบบข้อมูลสุขภาพและบุคลากร IT
  • จัดทำต้นแบบกระบวนงานใหม่ ลดภาระงานที่ไม่จำเป็นโดยเฉพาะงานเอกสาร
  • สนับสนุนการจัดทำแอปพลิเคชันให้ประชาชนมีข้อมูลสุขภาพเพื่อวางแผนดูแลสุขภาพของตนเอง เช่น หมอพร้อม ทางรัฐ ฯลฯ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • รพ.สต. เป็นที่พึ่งด่านแรกของชุมชนได้อย่างแท้จริง
  • กำลังคน รพ.สต. เต็ม 70-100% ของกรอบ (เฉลี่ยเพิ่ม 3-5 คน/แห่ง)
  • มีการ พัฒนา แนวหน้าสุขภาพเฉพาะทาง 100,000 คน ได้แก่ แม่และเด็ก สุขภาพจิตการฟื้นฟูสมรรถภาพ
  • มี Caregiver มืออาชีพ 70,000 คน สำหรับงาน Long Term Care
  • บุคลากรและสหวิชาชีพ ปฏิบัติการได้ 70-100% ของกรอบอัตรากำลัง
  • ระบบถ่ายโอน รพ.สต. ครบ 80%
  • มีการ กำหนดมาตรฐานบริการที่ชัดเจนและการประเมินคุณภาพรายปี
  • การถ่ายโอนไม่ทำให้คุณภาพการบริการลดลง
  • มีการ เปิดเผยสถิติการจัดสรร งบประมาณ อย่างโปร่งใส
  • หน่วยบริการด่านหน้ามีศักยภาพเพียงพอ
  • ผู้บริหารและบุคลากรของ อปท. และ รพ.สต. ได้รับการอบรมทักษะบริหารจัดการ เพื่อเตรียมความพร้อม ก่อนการถ่ายโอน
  • ประชาชนได้รับ การดูแลอย่างต่อเนื่อง จากแพทย์ปฏิบัติงานประจำเครือข่าย
  • มี เส้นทางความก้าวหน้าวิชาชีพของแพทย์ในสังกัดท้องถิ่น
  • แพทย์สามารถปฏิบัติงานในโรงพยาบาลระดับสูงได้บางช่วงเวลา เพื่อรักษาและพัฒนาทักษะวิชาชีพ
  • สามารถ บรรจุแพทย์ในอัตราท้องถิ่นได้
  • บุคลากรได้รับผลตอบแทนและสวัสดิการที่เหมาะสม
  • ลด KPI ที่ไม่จำเป็น
  • มีการ เพิ่มสัดส่วน KPI รวมถึงงบประมาณจาก สปสช. ที่เป็น Outcome Base โดยเฉพาะงานส่งเสริมป้องกันและดูแลโรคเรื้อรัง
  • มีการ จัดหาครุภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เป็นมาตรฐาน เช่น ทันตกรรม กายภาพบำบัด Telemedicine และ Lab ขนาดเล็ก
  • ระบบข้อมูลสุขภาพและบุคลากร IT สามารถจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูลเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
  • ลดภาระงานที่ไม่จำเป็นโดยเฉพาะงานเอกสาร
  • ประชาชนมีข้อมูลสุขภาพเพื่อวางแผนดูแลสุขภาพของตนเอง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้ป่วย NCDs
  • ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง
  • แพทย์ในสังกัดท้องถิ่น
  • บุคลากร ทางการแพทย์
  • แม่และเด็ก

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • วางระบบถ่ายโอน รพ.สต. ให้ครบ 80% ภายใน 4 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • อย่างน้อย 15,000 ล้านบาท/ปี เพื่อเพิ่มกำลังคนให้เต็มกรอบ
  • งบลงทุน 20,000 ล้านบาท (1-3 ล้านบาท/รพ.สต.) เพื่อจัดหาครุภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เป็นมาตรฐาน

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • สปสช. (สำหรับ KPI ที่เป็น Outcome Base)
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบสุขภาพไทยประสบปัญหาการใช้งบประมาณสูงแต่ผลลัพธ์สวนทาง เนื่องจากเน้นจ่ายเงินตามปริมาณการรักษามากกว่าพิจารณาเรื่องคุณภาพ
  • งบประมาณบัตรทองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 สูงถึงประมาณ 200,000 ล้านบาทต่อปี แต่กลับยังไม่เพียงพอ ที่จะทำให้หน่วยบริการยืนได้ด้วยตัวเองและมีความยั่งยืน
  • ผลลัพธ์ทางสุขภาพของประชาชนกลับไม่ได้ดีขึ้นตาม การเพิ่มขึ้นของงบประมาณ ดัชนีชี้วัดที่สำคัญอย่าง การสูญเสียปีสุขภาวะของคนไทย จากการตายก่อนวัยอันควรหรือคุณภาพชีวิตลดลงจากโรคเรื้อรัง เพิ่มขึ้นจาก 10.6 ล้านปี ในปี 2556 เป็น 18.5 ล้านปี ในปี 2562 มีสาเหตุหลักจากโรค เช่น เบาหวาน หัวใจ หลอดเลือดสมอง
  • ระบบการจัดสรรเงินยังเน้นการจ่ายตาม "การรักษาเป็นครั้ง ๆ" หรือ "ปริมาณบริการ" มากกว่าคุณภาพ เช่น กรณีโรคเบาหวาน แม้จะมีการใช้จ่ายสาธารณสุขสูงถึง 47,000 ล้านบาทต่อปี แต่ความชุกของโรคกลับเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้น และมีผู้ป่วยเพียง 29% เท่านั้นที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้

จะทำอะไร (Action)

  • เปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณจากการจ่ายตาม "ปริมาณการรักษา" เป็นการจ่ายตาม "ผลลัพธ์ทางสุขภาพ"
  • นำระบบ การจ่ายเงินแบบมัดร่วมตลอดเส้นทางการดูแลรักษาโรค (Bundled Payment) และ การจ่ายเงินตามผลลัพธ์ (Outcome-Based Payment) มาใช้
  • ระยะสั้น (1–2 ปี):
  • ตั้งคณะกรรมการนโยบายการจัดบริการสุขภาพแบบมุ่งเน้นคุณค่าระดับชาติ เพื่อกำหนดเป้าหมายและกำกับดูแลนโยบายอย่างต่อเนื่อง
  • พัฒนาตัวชี้วัดผลลัพธ์ของโรคเรื้อรัง ทั้งผลลัพธ์ทางคลินิก (เช่น การควบคุมน้ำตาล) และผลลัพธ์ในมุมมองผู้ป่วย รวมถึงต้นทุนการจัดบริการ
  • นำร่องการจัดบริการสุขภาพแบบมุ่งเน้นคุณค่า ในจังหวัดที่พร้อม
  • วิเคราะห์ "งบประมาณที่สอดคล้องผลลัพธ์" (Outcome-Based Budgeting)
  • ระยะกลาง (3–4 ปี):
  • ขยายเครือข่ายการจัดบริการสุขภาพแบบบูรณาการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
  • เปิดเผยผลลัพธ์คุณภาพของสถานพยาบาลให้ประชาชนรับทราบในระดับพื้นที่และระดับประเทศ เพื่อให้ประชาชนใช้ประกอบการตัดสินใจ
  • ปรับระบบจ่ายเงินของทุกกองทุนสุขภาพภาครัฐ (บัตรทอง, ประกันสังคม, ข้าราชการ) ให้ สอดคล้องกันและมุ่งเน้นการจ่ายตามคุณภาพที่ประชาชนได้รับ
  • ใช้ข้อมูลผลลัพธ์มาตัดสินการจัดสรรงบประมาณอย่างโปร่งใส
  • ระยะยาว (5 ปีขึ้นไป):
  • ใช้ระบบการจ่ายเงินแบบมุ่งเน้นคุณค่า (Value-Based Payment) เต็มรูปแบบครอบคลุมโรคสำคัญทั้งหมด
  • เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ (HIE) สมบูรณ์ทั้งประเทศ
  • สร้างระบบสุขภาพที่มีความยั่งยืนและขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจริง โดยใช้งบประมาณตามความต้องการที่พิสูจน์ได้จริง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ควบคุมต้นทุนการรักษาในระยะยาว
  • งบประมาณถูกใช้ไปเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นของประชาชนอย่างแท้จริง
  • มอบรางวัล (Incentive) ให้แก่ผู้ให้บริการสุขภาพที่มีคุณภาพในการควบคุมโรคและลดภาวะแทรกซ้อน
  • เครือข่ายการจัดบริการสุขภาพแบบบูรณาการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
  • ผลลัพธ์คุณภาพของสถานพยาบาลให้ประชาชนรับทราบ
  • ระบบจ่ายเงินของทุกกองทุนสุขภาพภาครัฐ (บัตรทอง, ประกันสังคม, ข้าราชการ) สอดคล้องกันและมุ่งเน้นการจ่ายตามคุณภาพที่ประชาชนได้รับ
  • ข้อมูลผลลัพธ์มาตัดสินการจัดสรรงบประมาณอย่างโปร่งใส
  • ระบบการจ่ายเงินแบบมุ่งเน้นคุณค่า (Value-Based Payment) เต็มรูปแบบครอบคลุมโรคสำคัญทั้งหมด
  • เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ (HIE) สมบูรณ์ทั้งประเทศ
  • ระบบสุขภาพมีความยั่งยืนและขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจริง
  • ใช้งบประมาณตามความต้องการที่พิสูจน์ได้จริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • โรงพยาบาล
  • ผู้ป่วย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • สำหรับการดำเนินการในระยะสั้น: 1–2 ปี
  • สำหรับการดำเนินการในระยะกลาง: 3–4 ปี
  • สำหรับการดำเนินการในระยะยาว: 5 ปีขึ้นไป

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประชาชนที่ใช้สิทธิในแต่ละกลุ่มกลับได้รับการปฏิบัติและสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกันอย่างมาก
  • วิกฤตความยั่งยืนและการคลังสาธารณสุข: การใช้จ่ายเกินจำเป็น: สิทธิ์ข้าราชการมีค่าใช้จ่ายรายหัวสูงกว่าสิทธิ์บัตรทองถึง 4 เท่า เนื่องจากการจ่ายเงินแบบปลายเปิด จูงใจให้เกิดการใช้บริการเกินความจำเป็นและใช้ยานอกบัญชีในสัดส่วนที่สูง
  • ปรากฏการณ์ "โรบินฮูด": โรงพยาบาลรัฐต้องใช้ประโยชน์จากสิทธิ์ข้าราชการในการหารายได้มาชดเชยการขาดทุนจากสิทธิ์อื่น ซึ่งแม้จะพยุงฐานะการเงินในระยะสั้นได้ แต่คุกคามความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว
  • วิกฤตคุณภาพบริการและบุคลากร (สมองไหล): ค่าชดเชยต่ำกว่าต้นทุน: สิทธิ์บัตรทองถูกกำหนดงบประมาณแบบปลายปิด แต่ถูกกดดันให้ขยายสิทธิประโยชน์ ทำให้โรงพยาบาลได้รับค่าชดเชยต่ำกว่าต้นทุนจริง
  • โรงพยาบาลจึงต้อง "รีดเค้นศักยภาพ" นำไปสู่ภาวะ สมองไหล ของบุคลากรทางการแพทย์ที่ลาออก เสี่ยงที่คุณภาพบริการจะลดลง โรงพยาบาลอาจต้องเปิดคลินิกพิเศษเพื่อหารายได้เพิ่ม ซึ่งยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ
  • วิกฤตความเป็นธรรมของผู้จ่ายเงินสมทบ: ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมได้รับสิทธิประโยชน์หลายรายการ ด้อยกว่า กองทุนบัตรทองที่รัฐออกให้ทั้งหมด ทั้งที่ต้องจ่ายเงินสมทบทุกเดือน เช่น สิทธิทันตกรรมที่จำกัดวงเงิน ข้อจำกัดในการเข้าถึงการสร้างเสริมสุขภาพ การดูแลระยะยาว และหน่วยนวัตกรรมต่าง ๆ

จะทำอะไร (Action)

  • สร้าง "ชุดสิทธิประโยชน์สุขภาพขั้นพื้นฐาน" (Basic Health Benefit Package) ที่มีมาตรฐานเดียวกันสำหรับคนไทยทุกคน
  • แบ่งโครงสร้างสิทธิประโยชน์ออกเป็น 3 ชั้น
    • กำหนดชุดสิทธิประโยชน์มาตรฐาน ที่จำเป็นในการรักษาและป้องกันโรค ทุกกองทุนต้องให้ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานนี้
    • กำหนดชุดสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมที่หน่วยงานรัฐ (กรมบัญชีกลาง) ในฐานะนายจ้างของข้าราชการ หรือสำนักงานประกันสังคม จ่ายสมทบเพิ่มให้เป็นสวัสดิการ
    • ประชาชนซื้อประกันสุขภาพเอกชนเพิ่มเติมเอง สำหรับความต้องการพิเศษที่เกินกว่าสิทธิพื้นฐาน
  • ตั้งคณะกรรมการกำหนดมาตรฐาน: ปรับปรุง พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 เพื่อจัดตั้ง คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานชุดสิทธิประโยชน์สุขภาพขั้นพื้นฐาน
  • จัดตั้ง National Clearing House (NCH): เป็น หน่วยงานกลางจัดการข้อมูลและธุรกรรมการเบิกจ่ายเงิน
  • NCH จะให้ข้อมูลในการกำหนด ราคาค่าบริการสุขภาพที่เป็นธรรม สำหรับทุกโรงพยาบาลและทุกกองทุน
  • บริหารยาและเวชภัณฑ์ร่วมกัน: รวมการซื้อยาและเวชภัณฑ์ (Collective Purchasing) ของทั้ง 3 กองทุน
  • เปิดช่องทางประกันสุขภาพส่วนเสริม (Top-up): อนุญาตให้นายจ้างหรือบริษัทประกันเอกชนเสนอแพ็กเกจเสริมสำหรับบริการที่อยู่นอกเหนือชุดพื้นฐาน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างความเท่าเทียม 3 กองทุนสุขภาพ
  • ความยืดหยุ่นทางงบประมาณและตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย
  • สร้างความเป็นธรรมและความยั่งยืนให้กับระบบสุขภาพไทย
  • มีระบบฐานข้อมูลเดียว
  • ตรวจสอบการเบิกจ่ายได้อย่างถูกต้องและคุ้มค่า
  • โรงพยาบาลได้รับค่าบริการที่สอดคล้องกับต้นทุน ไม่ต้องรีดเค้นศักยภาพหรือลดคุณภาพการบริการ
  • มีอำนาจต่อรองราคา ยาและเวชภัณฑ์ สูงขึ้น ได้ยาคุณภาพดีในราคาที่ถูกลง
  • ความยืดหยุ่นและช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณภาครัฐ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • นายจ้าง
  • โรงพยาบาล รัฐและเอกชน
  • บุคลากรทางการแพทย์
  • ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม
  • ข้าราชการ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ บัตรทอง กำลังเผชิญกับ วิกฤตหลายด้านที่ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้รับบริการและผู้ให้บริการ
  • โรงพยาบาลและหน่วยบริการคู่สัญญาได้รับค่าชดเชยบริการเฉลี่ยจาก สปสช. ต่ำกว่าต้นทุน กระทบต่อ สภาพคล่องของโรงพยาบาล นำไปสู่ ความเสี่ยงในการ ลดคุณภาพการบริการ
  • คลินิกพรีเมียมสร้างความเหลื่อมล้ำ เพราะ โรงพยาบาลใช้ทรัพยากรภาครัฐไปจัดบริการให้กลุ่มที่มีฐานะดี ยิ่งตอกย้ำ ความเหลื่อมล้ำในระบบบริการสุขภาพ
  • บุคลากรสุขภาพในภาครัฐประสบ ความเครียดและหมดไฟ เนื่องจากค่าตอบแทนและสวัสดิการไม่สมดุลกับภาระงาน
  • หน่วยบริการเอกชน หน่วยบริการปฐมภูมิ (คลินิกชุมชนอบอุ่น) หรือหน่วยนวัตกรรมคู่สัญญา ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์หรือประกาศจ่ายย้อนหลังที่คาดการณ์ได้ยาก จึง ถอนตัวจากเครือข่ายบัตรทอง
  • ชุดสิทธิประโยชน์หลักที่มีความจำเป็น (เช่น ค่าผ่าตัด ค่าดูแลผู้ป่วยใน) สปสช. จ่ายให้น้อยและไม่ครอบคลุมต้นทุน
  • สิทธิประโยชน์บางอย่างถูกวิจารณ์ว่าไม่มีความจำเป็น

จะทำอะไร (Action)

  • แก้ไข พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดย แก้ไของค์ประกอบคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพิ่มสัดส่วนผู้ให้บริการ ภาคประชาชน และคณะกรรมการจากพื้นที่ (อปสข.)
  • กำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง ของคณะกรรมการ และเปิดเผยข้อมูลคณะกรรมการที่อาจกระทบกับการกำหนดนโยบายสุขภาพ
  • จัดงบประมาณเพิ่มเติมอย่างน้อย 17,000 ล้านบาท สำหรับผู้ป่วยใน (อัตราไม่ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อ AdjRW)
  • เพิ่มสัดส่วนงบเพื่อ สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค
  • เพิ่มสัดส่วน งบพัฒนาคุณภาพการบริการที่หน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ
  • วิจัยศึกษาต้นทุนการให้บริการ
  • ประเมินผลความคุ้มค่าของชุดสิทธิประโยชน์
  • ใช้ประโยชน์จาก พ.ร.บ. ระบบข้อมูลสุขภาพดิจิทัล, National Clearing House และ เทคโนโลยี AI มาคำนวณต้นทุนการจัดบริการที่แม่นยำ
  • ยุติการประกาศเกณฑ์การจ่ายที่ให้ผลย้อนหลัง
  • ยึดเกณฑ์การจ่าย ที่ สปสช. กำหนด ตลอดปีงบประมาณ
  • มีระบบบัฟเฟอร์รองรับกรณีคาดการณ์ค่าใช้จ่ายคลาดเคลื่อน
  • สนับสนุนการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง
  • สนับสนุนการจัดทำ/ปรับปรุง/ตัดชุดสิทธิประโยชน์ โดยทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมแสดงความเห็น และมีข้อมูลวิชาการประกอบการตัดสินใจ
  • สื่อสารชุดสิทธิประโยชน์ให้ประชาชนรับทราบอย่างชัดเจนผ่านสมุดพกสุขภาพ (Personal Health Record application)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ความมั่นคงของระบบบัตรทอง
  • การจัดทำ งบประมาณสอดคล้องกับต้นทุน
  • ลดความไม่แน่นอนและการเรียกคืนค่าชดเชยบริการย้อนหลัง
  • ปรับความคาดหวังของประชาชนให้ใกล้เคียงกับศักยภาพที่ระบบทำได้
  • ระบบควบคุมกำกับหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้
  • กรรมการของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไม่เป็นทั้งผู้กำหนดนโยบายและผู้ดำเนินงาน
  • ช่วยในการ ตรวจสอบประโยชน์ทับซ้อน
  • องค์ประกอบคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สอดคล้องกับการบริหารจัดการงบประมาณ
  • ได้ ต้นทุนการจัดบริการที่แม่นยำ
  • สร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเบิกจ่าย
  • ฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบบัตรทอง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • โรงพยาบาลและหน่วยบริการคู่สัญญา
  • บุคลากรสุขภาพในภาครัฐ
  • หน่วยบริการเอกชน
  • หน่วยนวัตกรรมคู่สัญญา
  • ประชาชนผู้ใช้สิทธิ์ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
  • ระบบบริการสุขภาพ
  • หน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ (เช่น รพ.สต. ศูนย์บริการสาธารณสุข)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • อย่างน้อย 17,000 ล้านบาท สำหรับผู้ป่วยใน (อัตราไม่ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อ AdjRW)

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยยังมีความท้าทายในสถาปัตยกรรมข้อมูลสุขภาพ
  • ขาดหน่วยงานระดับชาติที่มีอำนาจตามกฎหมายในการกำกับดูแลระบบข้อมูลสุขภาพโดยรวม ทำให้การกำหนด มาตรฐานข้อมูลสุขภาพ เป็นไปอย่างล่าช้า ไม่ครบถ้วน
  • การขาดหน่วยงานประสานงานการเบิกจ่ายระดับชาติ ทำให้ ข้อมูลเกี่ยวกับการเบิกจ่ายกระจัดกระจาย อยู่ตามกองทุนสุขภาพ เกิดอุปสรรคในการทราบต้นทุนการบริการ ตรวจสอบการเบิกจ่ายซ้ำซ้อน และการตรวจสอบแบบ Real Time
  • มีหน่วยบริการเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วย โดยหน่วยงานที่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ มักอยู่นอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข
  • ผู้ป่วย ไม่มีสมุดพกสุขภาพ ทำให้ต้องตรวจสุขภาพซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย
  • เมื่อระบบไม่มีมาตรฐาน ข้อมูลกระจัดกระจาย บุคลากรสุขภาพต้อง กรอกข้อมูลซ้ำซ้อนหลายโปรแกรม ทำให้เกิดความเครียดและเสียเวลาให้บริการผู้ป่วย
  • การวิเคราะห์ความคุ้มค่า เพื่อพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์สุขภาพขั้นพื้นฐานจึงทำได้ยาก
  • เป็นอุปสรรคสำคัญในการเปลี่ยนไปสู่ระบบการจ่ายค่าชดเชยบริการตามผลลัพธ์สุขภาพ (Value-Based Healthcare)

จะทำอะไร (Action)

  • จัดตั้ง ศูนย์ระบบข้อมูลสุขภาพแห่งชาติ (National Health Data Center) เป็นหน่วยงานในการอำนวยความสะดวกและกำกับนโยบายระบบข้อมูลสุขภาพดิจิทัลของประเทศให้มีมาตรฐาน
  • จัดตั้ง National Clearing House (NCH) เพื่อสร้างเอกภาพข้อมูลธุรกรรมการเบิกจ่ายระหว่างโรงพยาบาลทุกสังกัดกับกองทุนสุขภาพ
  • จัดทำ สมุดพกข้อมูลสุขภาพประจำตัวประชาชน (Personal Health Record) ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงชุดข้อมูลสุขภาพของตนเองได้ผ่านแอปพลิเคชันที่คุ้นเคย (เช่น หมอพร้อม)
  • ปรับปรุงระบบสารสนเทศของหน่วยบริการทุกระดับครั้งใหญ่ ให้มี มาตรฐานเดียวกัน
  • พัฒนากำลังคนสุขภาพดิจิทัลในทุกระดับ เพื่อรองรับการบริหารจัดการและการใช้ประโยชน์จากข้อมูลสุขภาพ
  • ออก พ.ร.บ. ระบบข้อมูลสุขภาพแห่งชาติ (National Health Data Act): เพื่อให้สามารถจัดตั้งหน่วยงานนโยบายและกำหนด มาตรฐานข้อมูลสุขภาพกลางของประเทศ
  • จัดตั้งหน่วยงานสนับสนุนเพื่อพัฒนา สมุดพกประจำตัวผู้ป่วย รวมถึงการวิจัยเพื่อพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ตามแนวคิด Value-Based Healthcare
  • สนับสนุน โครงการอุดหนุนเฉพาะกิจ สำหรับการปรับปรุงฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของ รพ.สต. และหน่วยบริการที่ยังไม่เชื่อมโยง
  • ร่วมกับ อว. และ สธ. พัฒนาศักยภาพกำลังคนด้านระบบข้อมูลสุขภาพ ผ่านระบบการศึกษาและหลักสูตรเพิ่มพูนทักษะสำหรับบุคลากรด้านสารสนเทศในทุกภาคส่วน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เชื่อมโยงประวัติการรักษาของทุกโรงพยาบาลเข้าด้วยกัน
  • การกำหนด มาตรฐานข้อมูลสุขภาพกลางของประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ข้อมูลผู้ให้บริการ ประวัติผู้รับบริการ ข้อมูลการบริการ ไปจนถึงมาตรฐานความปลอดภัยและการใช้ประโยชน์ข้อมูล
  • ลดการตรวจซ้ำซ้อน
  • เพิ่มประสิทธิภาพการรักษา
  • สร้างเอกภาพข้อมูลธุรกรรมการเบิกจ่าย
  • ประชาชน สามารถเข้าถึงชุดข้อมูลสุขภาพของตนเองได้ผ่านแอปพลิเคชันที่คุ้นเคย (เช่น หมอพร้อม)
  • หน่วยบริการที่ยังไม่เชื่อมโยง สามารถเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพตามมาตรฐานได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • โรงพยาบาลทุกสังกัดกับกองทุนสุขภาพ
  • หน่วยบริการทุกระดับ
  • รพ.สต. และหน่วยบริการที่ยังไม่เชื่อมโยง
  • ผู้ป่วย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • โครงการอุดหนุนเฉพาะกิจ
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบยา เป็นกลไกที่สำคัญของระบบสาธารณสุขไทย โดยมีค่าใช้จ่ายด้านยาคิดเป็นกว่า 29% ของค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลทั้งหมด แต่ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญปัญหาเกี่ยวกับยา 3 ด้านหลัก ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยและค่าใช้จ่ายของประชาชน
  • เชื้อดื้อยา: การใช้ยาปฏิชีวนะเกินจำเป็น นำไปสู่วิกฤตเชื้อดื้อยา
  • อาการไม่พึงประสงค์: ปัญหาการใช้ยาซ้ำซ้อนหรือหลายชนิด โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ รวมถึงการลักลอบปนยาในอาหารเสริม ก่อให้เกิดพิษต่อตับและไต
  • พึ่งพาการนำเข้าสูง: โครงสร้างอุตสาหกรรมยาของไทยยัง อ่อนแอ และพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและยาสำเร็จรูปจากต่างประเทศสูง
  • ราคายาสูง: ขาดมาตรการควบคุมต้นทุนและราคาอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ยาบางรายการมีราคาสูงเกินความจำเป็น
  • กฎหมายและระบบกำกับดูแลยาไทยล้าสมัย ทำให้การควบคุมการสั่งใช้ยาและการจำหน่ายยาควบคุมพิเศษไม่เกิดผลจริง โดยเฉพาะในคลินิกเอกชนที่ไม่มีมาตรการบังคับให้ต้องออกใบสั่งยา
  • ประเทศไทยยัง ไม่มีระบบข้อมูลยาแห่งชาติ และ ระบบใบสั่งยาออนไลน์มาตรฐาน ทำให้ข้อมูลด้านยาตั้งแต่รหัสยา ราคายา การสั่งใช้ยา การเบิกจ่าย กระจัดกระจาย ไม่เชื่อมโยงกัน

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับปรุงกฎหมายยา เพื่อรองรับ ระบบใบสั่งยาแห่งชาติ ที่ใช้ในทุกสถานพยาบาล ทั้งรัฐและเอกชน

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. ยา: เพิ่มบทบัญญัติจัดตั้ง คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. ยา: ยกระดับการควบคุมยาควบคุมพิเศษและวัตถุออกฤทธิ์

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. ยา: กำหนดให้สถานที่จ่ายยาทุกประเภทต้องอยู่ภายใต้ใบอนุญาตขายยา

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. วิชาชีพเภสัชกรรม: ให้สามารถออกข้อบังคับเพื่อกำหนด ขอบเขตงานของแต่ละวิชาชีพ ให้ชัดเจน

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. วิชาชีพเภสัชกรรม: ให้มีมาตรฐานเดียวกันในการประเมินความรู้และทักษะของผู้ประกอบวิชาชีพทุกสาขา

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ: ปรับปรุงกฎระเบียบการจัดซื้อจัดหาให้ ยืดหยุ่นขึ้น และเหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของยา

  • จัดตั้งศูนย์กลางด้านการพัฒนาและผลิตยาต้นน้ำของประเทศ

  • สนับสนุนผู้ประกอบการให้ปรับปรุงการผลิตให้ได้มาตรฐานสากล เช่น GMP–PIC/S

  • กำหนด สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน สำหรับโรงงานผลิตวัตถุดิบยา

  • ผลักดันองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เป็นหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงยา

  • ผลักดันการวิจัยและพัฒนายา แล้วเปิดโอกาสให้เอกชนต่อยอด

  • เน้นการผลิตหรือจัดหาวัตถุดิบทางยาที่สำคัญ

  • มุ่งผลิต ยากำพร้า หรือยาจำเป็นที่เอกชนไม่ผลิต

  • รักษาสมดุลด้านราคาและปริมาณยาในช่วงวิกฤต

  • จัดตั้งศูนย์กลางข้อมูลยาแห่งชาติ (NDIC): กระทรวงสาธารณสุขจะจัดตั้ง ศูนย์กลางข้อมูลยาแห่งชาติ เพื่อรวบรวมและบริหารจัดการข้อมูลด้านยาทุกมิติอย่างเป็นระบบ

  • พัฒนา e-Prescription: พัฒนาและบังคับใช้ ระบบใบสั่งยาอิเล็กทรอนิกส์กลาง (e-Prescription) ให้ครอบคลุมทุกสถานพยาบาลและร้านขายยา

  • ส่งเสริมการใช้ยาที่สมเหตุผล และเพิ่มความปลอดภัยของประชาชน

  • รณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจทั้งในฝ่ายวิชาชีพและประชาชน

  • มีการติดตาม/วิเคราะห์เพื่อแก้ขปัญหาการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม หรือไม่สมเหตุสมสมผล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ป้องกันการใช้ยาซ้ำซ้อนและเชื้อดื้อยา
  • ทำให้ราคายาโปร่งใสและตรวจสอบได้ทั่วประเทศ
  • เพื่อให้การใช้จ่ายด้านยามีประสิทธิภาพ คุ้มค่า ยั่งยืน
  • เพื่อให้ข้อมูลการสั่ง–จ่ายยาเชื่อมโยงกัน
  • ช่วยส่งเสริมการใช้ยาที่สมเหตุผลและเพิ่มความปลอดภัยของประชาชน
  • เพื่อเป็นฐานข้อมูลกลางด้านยาตลอดห่วงโซ่
  • เพื่อให้จ่ายยาควบคุมพิเศษและวัตถุออกฤทธิ์ได้เฉพาะตามใบสั่งยาที่ออกโดยผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับอนุญาต
  • เพื่อรองรับระบบใบสั่งยาอิเล็กทรอนิกส์ระดับประเทศ
  • เพื่อให้การปฏิบัติงานของผู้ประกอบวิชาชีพเป็นไปตามหลักวิชาการและปลอดภัยต่อประชาชน
  • เพื่อให้สถานพยาบาลสามารถจัดซื้อยาได้อย่างคล่องตัวและต่อเนื่อง
  • เร่งสร้างขีดความสามารถในการผลิตวัตถุดิบยา (API) และลดการพึ่งพาการนำเข้า
  • ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนด รหัสยาแห่งชาติ (National Drug Code) และ ราคากลางยาแห่งชาติ (National Drug Reference Price) ให้เป็นมาตรฐานกลางสำหรับยาทุกชนิด

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • โรงพยาบาล
  • สถานพยาบาล
  • สถานที่จ่ายยาทุกประเภท
  • โรงงานผลิตวัตถุดิบยา
  • องค์การเภสัชกรรม (อภ.)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โจทย์ทางสุขภาพของประเทศไทยในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น สังคมสูงวัยและโรคเรื้อรัง ทำให้ อสม. ระบบเดิมไม่สามารถรับมือได้อย่างเต็มที่
  • โครงสร้าง อสม. ปัจจุบันยังขาดความพร้อมต่อการรับมือความท้าทายด้านสุขภาพของคนไทยใน 2 ด้านหลัก
  • ทักษะไม่สอดคล้องกับโจทย์สุขภาพที่ซับซ้อน: อสม. ประมาณร้อยละ 40 อยู่ในวัยผู้สูงอายุ และมีสัดส่วนเกินครึ่งที่สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้น ในขณะที่โจทย์สุขภาพชุมชนใหม่ ๆ ต้องการความรู้ ทักษะ และเวลาปฏิบัติงานที่เพิ่มขึ้น เช่น การดูแลพัฒนาการแม่และเด็ก, การส่งเสริมสุขภาพจิต, การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยติดเตียง, การป้องกันโรคในกลุ่มแรงงานต่างด้าว, และการรับมือภัยพิบัติสาธารณสุข
  • ความจำเป็นในการสร้างความเป็นมืออาชีพ: เพื่อให้ชุมชนมีกำลังคนที่มีศักยภาพพอในการรับมือกับโจทย์สุขภาพข้างต้น จึงจำเป็นที่ระบบสาธารณสุขต้องปรับรูปแบบการเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ รูปแบบการปฏิบัติงาน และระบบค่าตอบแทนที่เป็นมืออาชีพ มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรมมากขึ้น

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับภารกิจ อสม. ให้โฟกัสงาน 3 ด้านที่ตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพในพื้นที่
  • การสร้างเสริมสุขภาพด้วยดิจิทัล: ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและอุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพในการสร้างเสริมสุขภาพ คัดกรองโรค และเชื่อมต่อบริการการแพทย์ทางไกล (Telemedicine)
  • การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค: เน้นการป้องกันโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตามบริบทของชุมชน
  • การป้องกันและรับมือภัยพิบัติ: เตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วม โรคระบาด หรือเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขในพื้นที่
  • อสม. ทุกคนจะได้รับการอบรมฟื้นฟูทักษะและประเมินสมรรถนะทุก 3 ปี
  • ยกระดับ "อสม.ขั้นเชี่ยวชาญ": ยกระดับ อสม. จำนวน 100,000 คน ให้เป็น อสม.ขั้นเชี่ยวชาญ หรือแนวหน้าสุขภาพ
  • สร้างเสริมสุขภาพอนามัยแม่และเด็ก: ดูแลเป็นเพื่อนแม่ตั้งแต่ตั้งครรภ์ คลอด จนกระทั่งเด็กอายุ 6 ขวบ
  • สร้างเสริมสุขภาพจิต: เป็น "เพื่อนใจ" สมาชิกในชุมชน, คัดกรองซึมเศร้า
  • สร้างเสริมและสนับสนุนงานฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์: ช่วยนักกายภาพบำบัดดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง, ปรับสภาพบ้าน, ช่วยเหลือคนพิการ
  • สร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ: ให้คำปรึกษาเรื่องท้องไม่พร้อมและป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในโรงเรียน สถานที่ทำงาน และชุมชน
  • สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในพื้นที่แรงงานเพื่อนบ้าน: ให้คำแนะนำตรวจสุขภาพ/วัคซีน, ช่วยสื่อสารและแปลภาษา, ป้องกันโรคระบาด, แนะนำสิทธิเข้าถึงบริการสุขภาพ
  • จัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, กองทุนสุขภาพ และกระทรวงมหาดไทย เพื่อออก ระเบียบรองรับสถานะ ค่าตอบแทน และภารกิจใหม่ ของ อสม. และแนวหน้าสุขภาพ
  • กำหนดมาตรฐานการฝึกอบรมและประเมิน:
  • จัดทำทีมวิทยากรประจำหลักสูตร
  • จัดทำระบบสอบขึ้นทะเบียน อสม.พื้นฐาน และ อสม.เชี่ยวชาญ พร้อมระบบ ต่ออายุทุก 3 ปี เพื่อประกันคุณภาพ
  • ระบบค่าตอบแทนแบบ Pay for Performance:
  • ปรับระบบค่าตอบแทนแนวหน้าสุขภาพให้มีลักษณะ จ่ายตามภาระงานจริง (Pay for Performance) รายได้เฉลี่ย 8,000 - 10,000 บาท/เดือน
  • หน่วยบริการสุขภาพและท้องถิ่นร่วมวัดและประเมินผล
  • ทำสัญญาระหว่างแนวหน้าสุขภาพกับหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิโดยใช้เงินจากกองทุนสุขภาพท้องถิ่น (กปท.) หรือกองทุนฟื้นฟู
  • มีระเบียบรองรับชัดเจนที่จัดทำขึ้นร่วมกันระหว่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณสุข
  • สร้างระบบสนับสนุนการทำงาน: อสม. และแนวหน้าสุขภาพจะทำงานเชื่อมโยงกับหน่วยบริการปฐมภูมิ มีพี่เลี้ยง คู่มือการทำงาน สวัสดิการประกันความเสี่ยง ระเบียบคุ้มครองทางกฎหมาย ระบบข้อมูลดิจิทัล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • อสม. เป็น "แนวหน้าสุขภาพ" ที่มีประสิทธิภาพและมีค่าตอบแทนที่เหมาะสม
  • อสม. ทุกคนได้รับการ อบรมฟื้นฟูทักษะและประเมินสมรรถนะ
  • อสม. ได้รับ ค่าตอบแทนเพิ่มเติมจนมีรายได้เพียงพอ (ประมาณ 8,000 - 10,000 บาท/เดือน)
  • ป้องกันภาวะเปราะบางและพิการในชุมชน
  • ระบบสอบขึ้นทะเบียน อสม. เพื่อประกันคุณภาพ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • อสม.

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 11,000 ล้านบาทต่อปี
  • เฉพาะงบประมาณฝึกทักษะ 2,300 ล้านบาท
  • เฉพาะงบประมาณค่าตอบแทน 9,700 ล้านบาท/ปี

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • การทำสัญญาระหว่างแนวหน้าสุขภาพกับหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิโดยใช้เงินจากกองทุนสุขภาพท้องถิ่น (กปท.) หรือกองทุนฟื้นฟู
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • อัตราแพทย์ต่อประชากรต่ำและกระจุกตัว
  • ประเทศไทยมีจำนวนแพทย์โดยเฉลี่ยเพื่อดูแลประชากรทุก ๆ 1,000 คน เพียง 0.8 คน (สถานการณ์ยิ่งหนักสำหรับแพทย์ภาครัฐที่มีสัดส่วนเพียง 0.5 คน) ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียที่ 2.3 คน และยุโรปที่ 3.7 คน
  • แพทย์เฉพาะทางกว่า 40% อยู่ในกรุงเทพฯ ส่วนโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) ทั่วประเทศ มีแพทย์ปฏิบัติงานเพียง 8,825 คน จาก รพช. 770 แห่ง
  • ขาดแคลนแพทย์สาขายุทธศาสตร์
  • แม้จะผลิตแพทย์เพิ่มขึ้นได้ปีละ 3,000 คนต่อปี แต่สาขาที่ขาดแคลนหนักสุด เช่น เวชศาสตร์ครอบครัว เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ จิตเวช เวชศาสตร์ฉุกเฉิน กลับผลิตได้น้อยมาก
  • ภาระงานหนักและผลตอบแทนไม่สมดุล
  • แพทย์ต้องแบกรับภาระงานหนัก ใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลเฉลี่ยประมาณ 64 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และเพิ่มเติมด้วยเวร On Call อีกประมาณ 24 ชั่วโมง
  • แพทย์เพิ่มพูนทักษะมักทำงานมากกว่า 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  • ภาระงานหนัก แต่ผลตอบแทน สวัสดิการ ความก้าวหน้าทางอาชีพ ไม่ตอบโจทย์
  • แพทย์จำนวนมากจึงตัดสินใจออกจากระบบ
  • ในช่วง 10 ปี (2556–2565) มีแพทย์ลาออกและเกษียณรวม 6,550 คน หรือหายไปถึง 20% ของแพทย์ที่ผลิตได้

จะทำอะไร (Action)

  • ยกร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง สำนักงานกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ
  • ให้เป็นหน่วยงานถาวร ทำหน้าที่กำหนดสัดส่วนกำลังคนสุขภาพที่เหมาะสม แผนงบประมาณ แผนการผลิต ผลตอบแทน และเกณฑ์ประเมิน ตั้งแต่เริ่มทำงานจนถึงเกษียณ
  • สร้างฐานข้อมูลบุคลากรทางการแพทย์ (Central Healthcare Workforce Database) เพื่อใช้ในการวางแผนและกำกับดูแลบุคลากร
  • สนับสนุนกฎหมายจำกัดชั่วโมงทำงานของบุคลากรสุขภาพ ไม่เกิน 60 ชม./สัปดาห์
  • บังคับ หยุดงานอย่างน้อย 8 ชม. หลังทำงานกะดึกหรือทำงานติดต่อกัน 24 ชม.
  • บังคับ มีวันหยุดเต็มวัน ทุกสัปดาห์ เว้นแต่กรณีฉุกเฉินเร่งด่วน
  • เพิ่มสัดส่วนค่าตอบแทนแบบ Pay for Performance
  • ให้เสียภาษีตามมาตรา 40(6) เช่นเดียวกับภาคเอกชน
  • ใช้ งบพิเศษ เช่น พ.ต.ส. หรือ ฉ.11 เพื่อกระตุ้นและรักษาบุคลากรในพื้นที่ขาดแคลน และปรับเบี้ยกันดารตามอัตราเงินเฟ้อ
  • เพิ่มทุนการศึกษาและ/หรือเส้นทางการศึกษาต่อเฉพาะทาง สำหรับนักเรียนและแพทย์ที่ทำงานหรือจะมาทำงานในพื้นที่ที่มีความขาดแคลนบุคลากรพิเศษ
  • เพิ่มอัตราบรรจุข้าราชการ
  • ลดสถานะลูกจ้างชั่วคราว
  • ดึงแพทย์เกษียณที่ยังต้องการทำงานกลับมาในพื้นที่ท้องถิ่นและหน่วยบริการปฐมภูมิ
  • ลดภาระงานเอกสารและระเบียบธุรการที่ไม่จำเป็น
  • ปรับปรุง/ลดตัวชี้วัด (KPI) ให้เหมาะสมกับภารกิจหลัก
  • ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วย ลดภาระงาน
  • สร้าง ทีมแนวหน้าสุขภาพ (Health Frontline) 100,000 ตำแหน่ง
  • กระจายภาระงานไปยังชุมชน
  • สนับสนุนงบประมาณการเรียนต่อเฉพาะทางในสาขาที่ขาดแคลนและเป็นสาขายุทธศาสตร์ (เช่น เวชศาสตร์ครอบครัว, จิตแพทย์)
  • เพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลตติยภูมิให้สามารถผลิตแพทย์ได้

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กำหนดสัดส่วนกำลังคนสุขภาพที่เหมาะสม
  • แพทย์ มีเวลาพักผ่อนเพียงพอ
  • ลดการลาออก
  • คืนความปลอดภัยในการรักษาให้ทั้งบุคลากรและประชาชนอย่างยั่งยืน
  • กระตุ้นและรักษาบุคลากรในพื้นที่ขาดแคลน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • บุคลากรทางการแพทย์

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบพิเศษ เช่น พ.ต.ส. หรือ ฉ.11
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัยระดับลึก" อย่างรวดเร็ว
  • คาดว่าจำนวนผู้สูงอายุจะเป็นร้อยละ 30 ของประชากรใน 10–20 ปีข้างหน้า
  • การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรนี้ส่งผลให้ความต้องการระบบการดูแลระยะยาว (Long Term Care: LTC) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • ผู้สูงอายุจำนวนมากเข้าสู่ ภาวะพึ่งพิง ทั้งจากโรค NCDs และความเสื่อมของร่างกาย แต่ระบบปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมและขาดความยืดหยุ่น
  • ระบบ LTC ในปัจจุบันยังยึดติดกับการมีครอบครัวเป็นผู้ดูแลหลัก ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่ครอบครัวมีขนาดเล็กลง และผู้สูงอายุจำนวนมากต้องดูแลตัวเองหรือพึ่งพิงคนเพียงคนเดียว
  • บริการที่เข้าถึงได้จริงยัง ต่ำกว่ามาตรฐาน ทั้งในด้านจำนวนครั้งและระยะเวลาที่ควรได้รับการดูแล ขณะที่บริการเฉพาะทางที่จำเป็น (เช่น การทำแผล การใส่สายสวนปัสสาวะ) ยังขาดแคลน
  • งบ LTC ที่จัดสรรเป็นรายหัวปัจจุบัน ตกเดือนละไม่ถึงหนึ่งพันบาท ต่อผู้ป่วย ทำให้ต้องเฉลี่ยจ่ายระหว่างค่าจ้างผู้ดูแลอาสาสมัคร (CG) และค่าวัสดุทางการแพทย์ ส่งผลให้บริการไม่ทั่วถึง
  • ผู้ดูแลอาสาสมัครได้รับค่าตอบแทนต่ำและไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถให้บริการได้เต็มประสิทธิภาพ
  • ไม่มีฐานข้อมูลกลางและเจ้าภาพที่ชัดเจน ในการจัดการอุปกรณ์สำหรับผู้ป่วยพึ่งพิง (เช่น เตียงลม เครื่องช่วยหายใจ) ทำให้ประชาชนไม่รู้ช่องทางการขอ และท้องถิ่นไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จะทำอะไร (Action)

  • เพิ่มระบบสวัสดิการผู้ป่วยพึ่งพิงระยะยาวที่มีความยืดหยุ่น
  • ให้ผู้ป่วยภาวะพึ่งพิงสามารถ ตัดสินใจเลือกรูปแบบบริการได้เอง โดยมีรูปแบบบริการให้เลือก ดังนี้:
  • บริการที่บ้าน (Home Care): เช่น 16 ชั่วโมง/สัปดาห์
  • บริการที่ศูนย์ (Daycare center): เข้ารับบริการที่ศูนย์ Daycare ที่ อปท., ชุมชน หรือเอกชนจัดตั้ง
  • สถานดูแลระยะยาว (Residential Care): เข้ารับบริการประจำที่สถานดูแลผู้ป่วยพึ่งพิงระยะยาว
  • ให้ผู้ป่วยสามารถขอเปลี่ยนสิทธิในการรับบริการเป็น เงินสนับสนุน สำหรับผู้ดูแลภายในครอบครัวที่ผ่านการฝึกอบรมตามมาตรฐาน
  • เปลี่ยนจากการบริหารงบประมาณแบบเดิมของ สปสช. มาเป็นการให้ผู้ป่วยพึ่งพิง ตัดสินใจเลือกใช้เงินได้เองตามสิทธิ เสมือนเป็นเครดิตที่ผู้ป่วยเลือกการให้บริการที่เหมาะสมกับตัวเองได้ (Patient Vouchers/Credits)
  • กำหนดเพดานงบประมาณที่ผู้ป่วยแต่ละคนจะได้รับสนับสนุน แบ่งตามระดับความพึ่งพิงที่ถูกประเมินและจัด Care Plan
  • กลุ่มผู้ป่วยพึ่งพิงติดบ้าน: ได้รับบริการสูงสุด 8 ชั่วโมง/สัปดาห์ (อัตรา 60 บาท/ชั่วโมง) และอุปกรณ์สูงสุด 1,500 บาท/คน/เดือน
  • กลุ่มผู้ป่วยพึ่งพิงติดเตียง: ได้รับบริการสูงสุด 16 ชั่วโมง/สัปดาห์ (อัตรา 120 บาท/ชั่วโมง) และอุปกรณ์สูงสุด 2,000 บาท/คน/เดือน
  • รัฐบาลจะสมทบงบประมาณในการพัฒนาอุปกรณ์และซ่อมบำรุงอุปกรณ์ของศูนย์และธนาคารฯ ที่ขึ้นทะเบียน โดยได้รับความร่วมมือจาก สถาบันอาชีวศึกษาทั่วประเทศ
  • พัฒนาผู้ดูแลจากอาสาเป็นอาชีพ: จัดระบบการฝึกอบรมผู้ดูแลผู้ป่วยติดบ้าน/ติดเตียง ให้ได้ มาตรฐาน และเป็น ฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน
  • พัฒนาระบบธนาคารอุปกรณ์การแพทย์: พัฒนาระบบ ศูนย์หรือธนาคารสำหรับการยืมและคืนอุปกรณ์ สำหรับผู้ป่วยพึ่งพิงระยะยาว โดยสนับสนุนบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และมีระบบข้อมูลการยืม-คืนที่เชื่อมโยงกัน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดการพึ่งพิงครอบครัวเพียงอย่างเดียว
  • มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการดูแลระยะยาวที่ครอบคลุมทุกพื้นที่
  • ผู้ป่วยภาวะพึ่งพิงสามารถ ตัดสินใจเลือกรูปแบบบริการได้เอง มีรูปแบบบริการให้เลือก ได้แก่ บริการที่บ้าน, บริการที่ศูนย์, สถานดูแลระยะยาว
  • ผู้ป่วยสามารถขอเปลี่ยนสิทธิในการรับบริการเป็น เงินสนับสนุน สำหรับผู้ดูแลภายในครอบครัว
  • ผู้ดูแลจากอาสาเป็นอาชีพ
  • มีงานที่มีคุณภาพและมั่นคง สำหรับผู้ดูแล
  • มีระบบการฝึกอบรมผู้ดูแลผู้ป่วยติดบ้าน/ติดเตียง ที่ได้ มาตรฐาน และเป็น ฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน
  • มีระบบ ศูนย์หรือธนาคารสำหรับการยืมและคืนอุปกรณ์ สำหรับผู้ป่วยพึ่งพิงระยะยาว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้ป่วยระยะยาว (Long Term Care)
  • ผู้ป่วยภาวะพึ่งพิง
  • ผู้ดูแลผู้ป่วยติดบ้าน/ติดเตียง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • คาดว่าต้องใช้งบประมาณ 40,000 ล้านบาท ในปี 2569

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การเข้าถึงบริการต่ำ: ในปี 2568 มีผู้เสียชีวิตที่เข้าถึงการดูแลแบบประคับประคองเพียงประมาณ ร้อยละ 50 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด และ ในกลุ่ม ผู้ป่วยเด็ก การเข้าถึงยิ่งต่ำลงเหลือเพียง ร้อยละ 16
  • ขาดแคลนแพทย์ พยาบาล และสหวิชาชีพในกลุ่มงานเวชศาสตร์ประคับประคอง รวมถึงหอดูแลผู้ป่วยระยะท้ายในโรงพยาบาล
  • ระบบสุขภาพปฐมภูมิขาดความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วยติดเตียงระยะท้ายในชุมชน
  • ประชาชนและท้องถิ่นยังขาดความรู้ความตระหนักในการมีส่วนร่วมดูแลวาระสุดท้ายที่บ้านและชุมชน

จะทำอะไร (Action)

  • เพิ่มกรอบกำลังคนเวชศาสตร์ประคับประคองในหน่วยบริการทุกระดับ จำนวน 3,600 คน
  • จัดตั้ง หอบริบาลผู้ป่วยระยะท้าย (Palliative Ward) ในโรงพยาบาลทุติยภูมิขึ้นไป จำนวน 900 แห่ง (รวม 4,500 เตียง)
  • จัดทำยุทธศาสตร์ว่าด้วยการเสริมสร้างสุขภาวะระยะท้าย ฉบับที่ 2 (2569 - 2573) ร่วมกับสำนักงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติและภาคีเครือข่าย
  • จัดตั้ง หน่วยงานบูรณาการงานดูแลสุขภาวะระยะท้ายของชีวิต ในกระทรวงสาธารณสุข
  • พัฒนาระบบการวางแผนดูแลล่วงหน้า (Advance Care Planning)
  • จัดทำแนวทางการดูแลผู้ป่วยในระยะประคับประคองในระบบการฝึกอบรมทักษะนักบริบาลทุกประเภท
  • ให้นักบริบาลจัดทำ แผนดูแลล่วงหน้า (Advance Care Plan) ให้ผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงทุกคน
  • เชื่อมโยงข้อมูลกับ ฐานข้อมูล e-living will ที่โรงพยาบาลทุกแห่งเข้าถึงได้
  • เสริมสร้างศักยภาพแพทย์และทีมสุขภาพปฐมภูมิ ให้มีทักษะการดูแลแบบประคับประคองเบื้องต้น
  • เชื่อมโยงกับระบบสนับสนุนจากหน่วยประคับประคองในโรงพยาบาลได้อย่างมีคุณภาพ
  • ใช้กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น (กปท.) สนับสนุนการพัฒนาแหล่งเรียนรู้การดูแลผู้สูงอายุ ผู้มีภาวะพึ่งพิง และผู้ป่วยระยะท้าย สำหรับผู้ป่วย ผู้ดูแล และประชาชน จำนวน 20,000 โครงการ
  • พัฒนาโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำแนวทางการ จบชีวิตผู้ป่วยระยะสุดท้ายด้วยความช่วยเหลือทางการแพทย์ (Medical Assistance in Dying) ในโรงเรียนแพทย์ที่มีความพร้อม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้ป่วยระยะสุดท้ายจากไปอย่างสงบ ลดความทรมาน รักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  • ส่งผลดีต่อสุขภาพจิตของ “คนข้างหลัง” ที่ยังมีชีวิตอยู่
  • มีกำลังคนเวชศาสตร์ประคับประคองในหน่วยบริการทุกระดับ จำนวน 3,600 คน
  • มีหอบริบาลผู้ป่วยระยะท้าย (Palliative Ward) ในโรงพยาบาลทุติยภูมิขึ้นไป จำนวน 900 แห่ง (รวม 4,500 เตียง) เพื่อเป็นหน่วยหลักในการดูแลต่อเนื่องที่บ้านและให้คำปรึกษา
  • มียุทธศาสตร์ว่าด้วยการเสริมสร้างสุขภาวะระยะท้าย ฉบับที่ 2 (2569 - 2573) ที่ครอบคลุมทุกด้าน (บุคลากร งบประมาณ กฎหมาย ยา)
  • มีหน่วยงานบูรณาการงานดูแลสุขภาวะระยะท้ายของชีวิต ในกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเป็นเจ้าภาพด้านข้อมูลและการขับเคลื่อน
  • มีแนวทางการดูแลผู้ป่วยในระยะประคับประคองในระบบการฝึกอบรมทักษะนักบริบาลทุกประเภท
  • นักบริบาลจัดทำ แผนดูแลล่วงหน้า (Advance Care Plan) ให้ผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงทุกคน
  • ข้อมูลเชื่อมโยงกับ ฐานข้อมูล e-living will ที่โรงพยาบาลทุกแห่งเข้าถึงได้
  • แพทย์และทีมสุขภาพปฐมภูมิมีทักษะการดูแลแบบประคับประคองเบื้องต้น
  • มีการเชื่อมโยงกับระบบสนับสนุนจากหน่วยประคับประคองในโรงพยาบาลได้อย่างมีคุณภาพ
  • มีการพัฒนาแหล่งเรียนรู้การดูแลผู้สูงอายุ ผู้มีภาวะพึ่งพิง และผู้ป่วยระยะท้าย จำนวน 20,000 โครงการ
  • มีการศึกษาความเป็นไปได้ ในการจัดทำแนวทางการ จบชีวิตผู้ป่วยระยะสุดท้ายด้วยความช่วยเหลือทางการแพทย์ (Medical Assistance in Dying) ในโรงเรียนแพทย์ที่มีความพร้อม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ป่วยระยะสุดท้าย
  • ครอบครัว ของผู้ป่วย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • จัดทำยุทธศาสตร์ว่าด้วยการเสริมสร้างสุขภาวะระยะท้าย ฉบับที่ 2 *สำหรับใช้ในปี 2569 - 2573 *
  • ภายใน 4 ปี (สำหรับการสนับสนุนแหล่งเรียนรู้การดูแลผู้สูงอายุ ผู้มีภาวะพึ่งพิง และผู้ป่วยระยะท้าย)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 1,000 ล้านบาท/ปี สำหรับเพิ่มกรอบกำลังคนเวชศาสตร์ประคับประคองในหน่วยบริการทุกระดับ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น (กปท.) สำหรับสนับสนุนการพัฒนาแหล่งเรียนรู้
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การดูแลผู้ป่วยระยะกลางในประเทศไทยยังมีข้อจำกัดที่ต้องได้รับการแก้ไข
  • การเข้าถึงบริการยังมีช่องว่างอีกมาก เช่น ผู้ป่วยบาดเจ็บที่สมอง มีอัตราการเข้าถึงบริการ IMC เพียง 9.78%
  • ผู้ป่วยจำนวนมากพลาดการฟื้นฟูใน 6 เดือนแรก หลังเกิดอาการ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของการฟื้นตัว
  • ขาดแคลนบุคลากร เรามี นักกายภาพบำบัด ต่อประชากรเพียง 1:4,792 คน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก (ประมาณ 1:2,000 คน) ส่งผลให้คิวรักษายาว ความถี่การทำกายภาพบำบัดต่อคนลดลง
  • หน่วยบริการปฐมภูมิหลายแห่งยัง ขาดพื้นที่และอุปกรณ์ สำหรับโปรแกรมฟื้นฟูตามมาตรฐาน
  • ระบบข้อมูลและการส่งต่อยังไม่เชื่อมโยงกัน ทำให้เกิดการ หลุดติดตาม และการนัดซ้ำไม่ต่อเนื่อง

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างระบบฟื้นฟูมาตรฐาน 6 เดือนแรกหลังป่วยหนัก
  • สร้างระบบ IMC ให้เป็น "ชุดบริการฟื้นฟูมาตรฐาน 6 เดือน" ที่เชื่อมต่อครอบคลุมตั้งแต่โรงพยาบาล หน่วยบริการปฐมภูมิ ไปจนถึงบ้านและชุมชนอย่างไร้รอยต่อ
  • ประเมินรายบุคคลและฟื้นฟูแบบเข้มข้น
  • ฝึกผู้ดูแลและปรับสิ่งแวดล้อมที่บ้าน
  • จัดหาอุปกรณ์ช่วยเหลือผ่าน คลังหมุนเวียน
  • ติดตามผลด้วยตัวชี้วัดมาตรฐาน ผ่าน Telemedicine / Tele-rehab และระบบส่งต่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Referral)
  • เพิ่มงบลงทุนเพื่อสร้างห้องกายภาพในหน่วยบริการปฐมภูมิ โดยมีเป้าหมายที่ศูนย์บริการสาธารณสุขและ รพ.สต. Size M และ L ทุกแห่ง รวมถึง Size S ที่มีความพร้อม รวม 5,000 แห่ง
  • อุดหนุนสถานศึกษา เร่งผลิตนักกายภาพบำบัดเพิ่มอีกปีละ 2,000 คน
  • สร้าง ทีมแนวหน้าฟื้นฟูสมรรถภาพ 30,000 คน เพื่อช่วยกระจายภาระงาน ลงเยี่ยมบ้านเชิงรุก และให้บริการ Tele-rehab
  • สร้างระบบเชื่อมโยงและบริหารจัดการเส้นทางผู้ป่วย
  • เชื่อมโยงข้อมูลคนไข้กับหน่วยบริการทุกระดับ
  • ทำ แผนการรักษาร่วม (Shared Care Plan)
  • ใช้ระบบ e-Referral ในการนัดหมายและการติดตามผล
  • มี Care Coordinator เป็นผู้ดูแลเส้นทางผู้ป่วยตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาล จนครบอย่างน้อย 6 เดือนแรก
  • พัฒนาหลักสูตร IMC มาตรฐาน การอบรม Telerehab/ดิจิทัลเฮลท์ และหลักสูตรการดูแลผู้ดูแล (Caregiver Support)
  • จัดตั้ง คลังอุปกรณ์หมุนเวียนทุกอำเภอ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้ป่วย ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อีกครั้ง
  • ลดภาระของครอบครัว
  • ลดภาระทางการเงินของระบบสาธารณสุขในระยะยาว
  • การหลุดติดตามและการนัดซ้ำไม่ต่อเนื่องลดลง
  • ภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ลดลง จากการกระจายกำลังคน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ป่วยระยะกลาง (Intermediate Care: IMC)
  • ครอบครัว ของผู้ป่วย
  • บุคลากร ด้านสาธารณสุข

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายใน 4 ปี (สำหรับการ สร้างห้องกายภาพ)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 3,000 ล้านบาท (สำหรับ เพิ่มงบลงทุนเพื่อสร้างห้องกายภาพ)
  • 150 ล้านบาทต่อปี (สำหรับ อุดหนุนสถานศึกษา เร่งผลิตนักกายภาพบำบัด)
  • 500 ล้านบาท (สำหรับ จัดตั้ง คลังอุปกรณ์หมุนเวียนทุกอำเภอ)

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ "วิกฤตสุขภาพจิต" ที่ส่งผลกระทบต่อประชากรในทุกช่วงวัย
  • มีผู้ต้องการรับบริการสะสมกว่า 3.5 ล้านคน แต่ระบบกลับรองรับได้เพียงครึ่งหนึ่ง
  • ระบบบริการสุขภาพจิตในปัจจุบันมี "คอขวด" หลายจุด ที่ทำให้ประชาชนเข้าไม่ถึงบริการที่มีคุณภาพอย่างทันท่วงที:
  • คอขวดความรู้ด้านสุขภาพจิต: ประชาชนทั่วไปยังขาดความรู้ความตระหนักด้านสุขภาพจิต ไม่รู้จักอาการหรือภาวะจิตเวช และมีการ ตีตรา (Stigma) ผู้ป่วยจิตเวช ทำให้กลุ่มเสี่ยงพลาดโอกาสที่จะดูแลตัวเองหรือเข้าสู่บริการตั้งแต่เนิ่น ๆ
  • คอขวดการผลิตผู้ให้บริการ:
  • ขาดแคลนจิตแพทย์รุนแรง: ประเทศไทยมีจิตแพทย์ไม่ถึง 1,000 คน จากอัตราที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำคือ 6,500 คน และผลิตได้ปีละไม่ถึง 100 คน
  • ขาดนักจิตวิทยา: นักจิตวิทยาและนักบำบัดทางจิตสังคมก็ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากขาดระบบฝึกอบรมภาคปฏิบัติและการนิเทศติดตาม
  • คอขวดระบบบริการที่ต้องพบจิตแพทย์เป็นด่านแรก: ผู้รับบริการต้องผ่านการวินิจฉัยจากจิตแพทย์ในโรงพยาบาลก่อน ทำให้ต้อง รอคิวนาน เดินทางไกล และมีโอกาสสูงที่จะหลุดออกจากระบบบริการ เนื่องจากจิตแพทย์มีจำนวนจำกัดและกระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่
  • คอขวดการคืนผู้ป่วยสู่สังคม: ขาดกลไกหรือกระบวนการที่ชัดเจนในการช่วยผู้ป่วยที่ผ่านการบำบัดฟื้นฟูสุขภาพจิต ให้กลับสู่สังคมและการทำงาน (เช่น การให้ความรู้แก่เพื่อนร่วมงานหรือนายจ้าง)

จะทำอะไร (Action)

  • ให้ แนวหน้าสุขภาพจิต (อสม.เชี่ยวชาญ) ทำกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพจิต

  • ให้ แนวหน้าสุขภาพจิต (อสม.เชี่ยวชาญ) เป็น "เพื่อนดูแลใจ"

  • พัฒนาศักยภาพบุคลากรการแพทย์ฉุกเฉินให้มีทักษะ จิตเวชฉุกเฉิน ร่วมให้บริการสายด่วน 1669

  • ผลิตและจ้างดำเนินงาน * แนวหน้าสุขภาพจิต* 40,000 คน เพื่อ ทำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิตในชุมชนร่วมกับหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ

  • ส่งเสริมและจ้างจิตแพทย์ทุกจังหวัด

  • ส่งเสริมและ จ้างจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาคลินิกประจำโรงพยาบาลชุมชนทุกแห่ง

  • เพิ่มหน่วยฝึกอบรมระดับภูมิภาค

  • เพิ่ม โครงการสนับสนุนการเก็บชั่วโมงปฏิบัติงานในพื้นที่ขาดแคลน

  • พัฒนาระบบจิตเวชฉุกเฉิน

  • เพิ่มทักษะผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินให้สามารถดูแลกรณีจิตเวชฉุกเฉิน (เช่น ผู้ป่วยที่กำลังฆ่าตัวตาย หรือ SMI-V)

  • เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินสามารถ เข้าเผชิญเหตุและส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่บริการที่เหมาะสม

  • เปลี่ยนระบบการรับบริการ จากที่ต้องเจอจิตแพทย์ในโรงพยาบาลเป็นด่านแรก สู่การพบแพทย์และ/หรือนักจิตวิทยาที่ หน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ หรือสถานที่สำคัญ เช่น โรงเรียน สถานประกอบการ เป็นต้น เป็นด่านแรกแทน

  • ใช้กลไก คณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติ ปรับระบบการเข้าถึงบริการให้ หน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ เป็นผู้คัดกรองและส่งต่อผู้ป่วย

  • ข้อมูลการให้บริการต้องเชื่อมโยง เป็นส่วนตัว และปลอดภัย

  • พัฒนาศูนย์สุขภาพจิตชุมชน 200 แห่ง ให้เป็นหน่วยให้บริการคำปรึกษา ประเมินทางจิต และ สั่งจ่ายกิจกรรมทางสังคม

  • ร่วมกับกระทรวง อว. และ สสส. วิจัยและพัฒนารูปแบบการสั่งจ่ายกิจกรรมทางสังคม (Social Prescribing) ร่วมกับระบบบริการสุขภาพจิต

  • สนับสนุนการยกร่าง พ.ร.บ. วิชาชีพนักจิตสังคมบำบัด

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ควบคุมมาตรฐานและสร้างความมั่นคงในสายงานการดูแลสุขภาพจิต ของวิชาชีพนักจิตสังคมบำบัด
  • ประชาชนมีสุขภาพจิตที่แข็งแรง
  • กลุ่มเสี่ยงได้รับการดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ
  • สามารถหลุดพ้นจากวงจรความเจ็บป่วยและฟื้นคืนสู่สังคม
  • ลดการตีตราผู้ป่วยในชุมชน
  • ข้อมูลการให้บริการต้องเชื่อมโยง เป็นส่วนตัว และปลอดภัย
  • เป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยาจิตใจและการคืนผู้ป่วยสู่สังคม
  • เพิ่มการเข้าถึงบริการปฐมภูมิ เพื่อเป็นด่านแรกแทนแพทย์
  • กำกับควบคุมมาตรฐานและคุณภาพ ของวิชาชีพนักจิตสังคมบำบัด

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ป่วยจิตเวช
  • ผู้ป่วย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 3,890 ล้านบาท สำหรับผลิตแนวหน้าสุขภาพจิต ต่อยอด อสม.เชี่ยวชาญ
  • ปีละ 10 ล้านบาท สำหรับวิจัยและพัฒนารูปแบบการสั่งจ่ายกิจกรรมทางสังคม

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • วิกฤตสุขภาพจิตที่รุนแรงขึ้น: เด็กร้อยละ 40 เสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า และเกือบร้อยละ 18 มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย
  • บุคลากรขาดแคลนและกระจุกตัว: ประเทศไทยมีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเพียงประมาณ 240 คน และนักจิตวิทยา 815 คน โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร ทำให้เด็กในพื้นที่อื่นเข้าถึงการรักษาได้ยาก
  • ระบบโรงเรียนยังไม่มีด่านหน้า: ปัจจุบันนักจิตวิทยาโรงเรียนมีเพียงเขตพื้นที่ละ 1 คน ซึ่งต้องดูแลหลายสิบโรงเรียนพร้อมกัน ขณะที่ครูแนะแนวแม้จะช่วยคัดกรองได้เบื้องต้น แต่ยังมีข้อจำกัดในการดูแลต่อเนื่อง ทำให้ปัญหามักบานปลายก่อนได้รับการเยียวยา

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอแนวคิด "1 โรงเรียนขนาดกลาง 1 นักจิตวิทยา" ควบคู่กับการเชื่อมต่อระบบการแพทย์ทางไกล
  • จ้างนักจิตวิทยาประจำโรงเรียน: สนับสนุนงบประมาณให้โรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่ (นักเรียน 300 คนขึ้นไป) สามารถจ้างนักจิตวิทยาประจำ 1 คนต่อโรงเรียน
  • ลงทุนระบบปรึกษาทางไกล: พัฒนาแพลตฟอร์มกลางสำหรับโรงเรียน เพื่อให้นัดหมายและพบแพทย์ผ่าน Telemedicine
  • อุดหนุนงบจ้างบุคลากร: จัดสรรงบประมาณสำหรับการจ้างนักจิตวิทยาประจำ 1 คนต่อ 1 โรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่
  • พัฒนาศักยภาพครูในการคัดกรอง และจัดช่องทางเข้าถึงนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ผ่าน Telemedicine ตามความจำเป็น สำหรับ โรงเรียนขนาดเล็ก
  • สร้างเครือข่ายสุขภาพจิต โดยให้โรงเรียนที่มีนักจิตวิทยาประจำ ทำหน้าที่เป็น "หน่วยหลัก" ในการประสานงานและสนับสนุนองค์ความรู้ให้กับโรงเรียนอื่นในเครือข่าย

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • โรงเรียนเป็นด่านหน้าคัดกรองและเยียวยา สุขภาพจิตนักเรียน
  • นักเรียนสามารถ ปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญได้โดยตรงจากที่โรงเรียน
  • ลดระยะเวลาการรอคอยและข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ
  • ลดภาระค่ารักษา
  • โรงเรียนที่มีนักจิตวิทยาประจำ ทำหน้าที่เป็น "หน่วยหลัก" ในการประสานงานและสนับสนุนองค์ความรู้ให้กับโรงเรียนอื่นในเครือข่าย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • โรงเรียน
  • นักเรียน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 500 ล้านบาทต่อปี

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความเหลื่อมล้ำในคุณภาพบริการ
  • การกระจุกตัวของทรัพยากร: แพทย์และเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกรุงเทพมหานครและหัวเมืองใหญ่ ในขณะที่ภูมิภาคอื่นขาดแคลนอย่างหนัก
  • วิกฤตขาดแคลนเครื่องมือวินิจฉัย: เครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนเพียง 1 เครื่องต่อประชากร 514,600 คน ผู้ป่วยขาดโอกาสในการวินิจฉัยโรคซับซ้อน (เช่น มะเร็ง, โรคหัวใจ) ได้ทันเวลา
  • ภาระสองทาง: ประชาชนในชนบทต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางเข้าเมืองเพื่อรักษา ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ในต่างจังหวัดต้องทำงานเกินกำลัง

จะทำอะไร (Action)

  • จัดสรรงบประมาณ 30,000 ล้านบาท เติมเครื่องมือให้เต็มโรงพยาบาล ใช้เทคโนโลยีลดภาระหมอ
  • ลงทุนจัดซื้อเครื่องมือวินิจฉัยและรักษาที่จำเป็น กระจายสู่โรงพยาบาลระดับต่าง ๆ ทั่วประเทศ
  • ลงทุนในระบบ การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และ ระบบสุขภาพดิจิทัล (Digital Health)
  • ใช้งบประมาณก้อนนี้เป็นกลไกกระตุ้นการผลิตเครื่องมือแพทย์โดยผู้ประกอบการไทย
  • จัดทำมาตรฐานและการจัดสรรงบประมาณ จัดทำรายการอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องมีในโรงพยาบาลทุกระดับ
  • การจัดสรรงบประมาณ 2 รูปแบบ โรงพยาบาลที่มีบุคลากรพร้อมแต่ขาดอุปกรณ์ สามารถเบิกงบจัดซื้อได้ทันที โรงพยาบาลที่ขาดทั้งของและคน จะได้รับงบประมาณแบบมีเงื่อนไข ควบคู่กับการสนับสนุนการฝึกอบรมบุคลากร (Upskilling) หรือการจัดทีมแพทย์หมุนเวียนจากส่วนกลาง
  • ลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยลดงานเอกสารและงานวินิจฉัยเบื้องต้น
  • ร่วมมือกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยผลิตนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ตอบโจทย์โรงพยาบาลในประเทศ
  • ใช้กลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อสร้างตลาดให้กับสินค้าเครื่องมือแพทย์ของไทย (Made in Thailand) ลดการนำเข้าและสร้างงานในประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • แบ่งเบาภาระงานหมอ
  • เพิ่มประสิทธิภาพการรักษา
  • สร้างอุตสาหกรรมทางการแพทย์
  • สร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขและเศรษฐกิจ
  • บุคลากรมีเวลาโฟกัสกับการรักษาผู้ป่วยมากขึ้น
  • ลดการนำเข้าสินค้าเครื่องมือแพทย์และสร้างงานในประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • บุคลากรทางการแพทย์
  • โรงพยาบาล
  • ผู้ประกอบการไทย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายใน 4 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 30,000 ล้านบาท

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างความเข้มแข็งให้กับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้มากยิ่งขึ้น
  • มีการนำเทคโนโลยี ตลอดจนคลังข้อมูลมาใช้ใน การบริหารงบประมาณและบุคลากร
  • ส่งเสริมให้เอกชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาสุขภาพและการจัดบริการสาธารณสุข
  • ส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค
  • ส่งเสริม “การแพทย์พหุลักษณ์” ที่ตอบสนองต่อความแตกต่างทางสังคมวัฒนธรรม นิเวศวิทยา รวมถึงสภาพเศรษฐกิจ
  • พัฒนาแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • ส่งเสริมการตรวจสุขภาพตามวิถีศาสนา ตลอดจน
  • สนับสนุนให้มีการจัดตั้ง “ธนาคารอาหารสุขภาพประจำตำบล” เนื่องจากสารพิษปนเปื้อนในอาหารเป็นสาเหตุหลักประการหนึ่งของความเจ็บป่วยในปัจจุบัน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ
  • การบริการสาธารณสุขต้องครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุม ตลอดจนการป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • คนไทยกว่า 10–13 ล้านคน มีปัญหาสุขภาพจิต แต่มีแค่ 2–3 ล้านคนเท่านั้นที่เข้าถึงการรักษา
  • การฆ่าตัวตายเกิดขึ้นเฉลี่ย มากกว่า 15 รายต่อวัน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน
  • จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น มีเพียง 295 คนทั่วประเทศ 18 จังหวัดไม่มีจิตแพทย์เด็กเลย และอีก 15 จังหวัดมีเพียง 1 คน
  • ประชาชนไม่ได้ “ไม่อยากรักษา” แต่เพราะระบบที่เข้าไม่ถึง
  • ขาดแคลนบุคลากร – ไทยมีจิตแพทย์เพียงประมาณ 1.2–1.4 คนต่อประชากร 100,000 คน ต่ำกว่ามาตรฐานสากลหลายเท่า ส่วนจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นมีไม่ถึง 300 คน และหลายจังหวัดไม่มีเลย
  • บริการกระจุกตัวในเมืองใหญ่ – คนต่างจังหวัดต้องเดินทางไกล รอนาน หรือไม่ได้รับการดูแลตามเวลาที่เหมาะสม
  • ระบบยังเน้น “รักษาเมื่อป่วยหนัก” – ขาดการคัดกรอง ป้องกัน และดูแลต่อเนื่อง ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากเข้าสู่ระบบเมื่ออาการรุนแรงแล้ว
  • สายด่วนและช่องทางช่วยเหลือไม่เพียงพอ – จำนวนคู่สายจำกัด ทำให้ผู้ที่อยู่ในภาวะวิกฤตไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้ทันท่วงที
  • การตีตราทางสังคม – ทำให้หลายคนไม่กล้าขอความช่วยเหลือ และปล่อยให้ปัญหาลุกลามจนกระทบชีวิต ครอบครัว และเศรษฐกิจโดยรวม

จะทำอะไร (Action)

  • รัฐต้องยกระดับการบริการด้าน “สุขภาพจิต” ให้เป็นการบริการปฐมภูมิ อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
  • บรรจุสุขภาพจิตเป็นสิทธิประโยชน์หลักในระบบ 30 บาท
  • ให้การคัดกรองและคำปรึกษาสุขภาพจิตเป็นบริการปฐมภูมิฟรี
  • ใช้หน่วยบริการใกล้บ้านเป็นฐาน
  • ให้บุคลากรระดับปฐมภูมิที่ผ่านการอบรมสามารถคัดกรองและให้คำปรึกษาได้
  • จิตแพทย์ทำหน้าที่ดูแลเคสซับซ้อนและกำกับมาตรฐาน
  • เพิ่มบุคลากรด้วย Task Shifting + การจ้างงานใหม่
  • เพิ่มนักจิตวิทยาและ counsellor สัญญาจ้าง
  • เปิดทางให้บัณฑิตจิตวิทยาเข้าระบบด้วยการอบรมเร่งรัด
  • ขยายสายด่วนสุขภาพจิตจาก 30 เป็น 100 คู่สาย
  • เพิ่มกำลังคนควบคู่เทคโนโลยีคัดกรองอัตโนมัติ
  • ใช้โทรศัพท์ แชต วีดิโอคอล และระบบนัดโทรกลับ เพื่อไม่ต้องรอสาย
  • เชื่อมต่อสายด่วนกับโรงพยาบาลและระบบส่งต่อจริง ไม่ให้การช่วยเหลือจบแค่ปลายสาย
  • สร้างสังคมที่เข้าใจสุขภาพจิต
  • รณรงค์ลดการตีตรา
  • ทำให้การขอความช่วยเหลือเป็นเรื่องปกติ
  • เปลี่ยนทัศนคติจาก “ต้องเข้มแข็งคนเดียว” เป็น “ขอความช่วยเหลือได้”

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดการตีตรา เปลี่ยนทัศนคติจาก “ต้องเข้มแข็งคนเดียว” เป็น “ขอความช่วยเหลือได้”
  • มองปัญหาสุขภาพจิตอย่างเข้าใจและมีมนุษยธรรม
  • การดูแลสุขภาพจิตเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย
  • ประชาชนทุกคน ต้องสามารถเข้าถึงการคัดกรอง คำปรึกษา และการดูแลต่อเนื่องได้ เหมือนกับการตรวจความดันหรือรักษาโรคเรื้อรังทั่วไป
  • บริการสุขภาพจิต อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
  • การคัดกรองภาวะซึมเศร้า ความเครียด วิตกกังวล การให้คำปรึกษาเบื้องต้น หรือการส่งต่อผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง จะได้รับ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
  • คนไทยได้รับการคัดกรองสุขภาพจิตอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
  • ผู้ที่มีความเสี่ยงได้รับคำปรึกษาฟรี
  • สายด่วนสุขภาพจิตที่ติดต่อได้จริง ไม่ต้องรอสายนาน และเชื่อมต่อกับระบบรักษาอย่างต่อเนื่อง
  • ระบบดูแลสุขภาพจิตที่กระจายอยู่ในชุมชน โรงเรียน ที่ทำงาน และหน่วยบริการใกล้บ้าน ไม่กระจุกตัวอยู่แค่ในเมืองใหญ่
  • ไม่ต้องรอพบจิตแพทย์
  • ไม่ต้องมีอาการหนักก่อนถึงจะได้รับการดูแล
  • ลดต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมจากการเจ็บป่วย การลาออก การสูญเสียชีวิต และปัญหาครอบครัวที่รัฐต้องแบกรับในระยะยาว
  • ลดภาระจิตแพทย์
  • เพิ่มคุณภาพการดูแลโดยรวม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • จิตแพทย์

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ทุกวันนี้โรงพยาบาลแจ้งว่า สำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จ่ายเงินมาไม่เพียงพอกับการรักษา ขณะที่ สปสช. แจ้งว่าการจ่ายเงินอุดหนุนเป็นไปตามสูตรคำนวณที่ถูกต้องจากงบจัดสรร ก่อนหน้ายุค 30 บาท จ่ายตามคำของบประมาณที่โรงพยาบาลยื่นขอ พอหลังปี 2544 เปลี่ยนระบบจ่ายเงินเป็นรายหัว ใครดูแลมากได้มาก ใครดูแลน้อยได้น้อย
  • ส่วนใหญ่โรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนนโยบาย อยู่ในภาคกลางที่มีประชากรน้อย ขณะที่ในภาคอีสานที่มีประชากรมาก แต่เคยได้รับงบประมาณน้อยกว่า ได้ประโยชน์มากขึ้นจากการจ่ายตามรายหัว ในความเป็นจริงแล้ว สปสช. ไม่ได้จ่ายตามงบประมาณรายหัวจริง เนื่องจากบางส่วนจะถูกหักเข้ากองกลาง เป็นเงินเดือนของบุคลากรทางการแพทย์ หากจะแก้ไขปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จ ต้องกลับมาแก้ทั้งระบบใหม่
  • ข้อมูลทั้งระบบตอนนี้ยังแยกไปตามหน่วยราชการต่างๆ ไม่ได้เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน จึงสร้างปัญหาทั้งความแออัดในสถานพยาบาลขนาดใหญ่ ประสิทธิภาพในการรักษา และการใช้งบประมาณไม่คุ้มค่า
  • ส่วนค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยสูงอายุมีงานวิจัยระบุว่า ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ผู้สูงอายุใช้จ่ายมากกว่า 50% จึงจำเป็นต้องมีระบบและหลักประกันในการช่วยลดค่าใช้จ่าย

จะทำอะไร (Action)

  • เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพทั้งระบบ
  • ทำให้ข้อมูลรักษาพยาบาลของคนไข้ทั่วประเทศอยู่บนระบบคลาวด์
  • นำเทคโนโลยี AI มาใช้ปรับปรุงประสิทธิภาพการรักษาพยาบาล
  • เสนอ ร่าง พ.ร.บ. ระบบสุขภาพดิจิทัล
  • ใช้ AI ในการบริหารจัดการเรื่องงบประมาณ
  • ทำสถานชีวภิบาลของภาครัฐ
  • เชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อลดช่องว่างระหว่างการรักษาช่วงสุดท้ายของชีวิตใน ICU ที่อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงโดยไม่จำเป็น กับการใช้ชีวิตสุดท้ายที่บ้านโดยไร้การดูแล จุดนั้นคือสถานชีวาภิบาลที่มีการดูแลรักษาอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า โดยใช้ AI เข้ามาช่วย

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้ป่วยจะรักษาที่ไหนก็ได้
  • แพทย์มีข้อมูลผู้ป่วยครบถ้วนอยู่บนระบบเดียวทั่วประเทศ
  • เจ้าหน้าที่ไม่แบกภาระจนล้นมือ
  • โรงพยาบาลศูนย์ไม่แออัด
  • ลดค่าใช้จ่ายที่สูงเกินจำเป็น
  • มีการรักษาโรคใดบ้าง จ่ายยาใดบ้าง และมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้สูงอายุ
  • แพทย์
  • โรงพยาบาล

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • 1 ปี เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยของข้อมูล สำหรับการเสนอร่าง พ.ร.บ. ระบบสุขภาพดิจิทัล

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ
  • ผลักดันให้มีการใช้มาตรการทางกฎหมายในการจัดระบบสวัสดิการประชาชน
  • เสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว
  • ส่งเสริมและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคม วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิม ตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวนทั้งนี้ เท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือสุขภาพอนามัย
  • ประชาชนมีที่อยู่อาศัยที่ดินทำกินอย่างเหมาะสม
  • ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรงและมีจิตใจเข้มแข็ง
  • พลเมืองมีคุณภาพและความสามารถสูงขึ้น
  • เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาสสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ
  • ประชาชน
  • เยาวชน
  • สตรี
  • ผู้สูงอายุ
  • คนพิการ
  • ผู้ยากไร้
  • ผู้ด้อยโอกาส

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • จัดให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่ดีอย่างทั่วถึงเป็นธรรมมีความเสมอภาค
  • เสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค
  • ผลักดันให้มีมาตรการทางกฎหมายในการจัดตั้งกระทรวงการแพทย์แผนโบราณและสมุนไพรไทย
  • พัฒนาการรักษาโรคด้วยวิธีการแพทย์แผนโบราณ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • บริการสาธารณสุขที่ดีมีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง เป็นธรรม มีความเสมอภาค
  • การพัฒนาการรักษาโรคด้วยวิธีการแพทย์แผนโบราณให้มีการพัฒนาเจริญก้าวหน้า

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ภูมิใจไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา
  • มีการจ้างงานจากผู้จบการศึกษาด้าน พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เทคนิกการแพทย์ เข้ามาอบรมเพิ่มเติม
  • ทำงานเชิงรุก เคาะประตู ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ
  • ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ผู้สูงอายุ และครอบครัวผู้สูงอายุ รวมทั้งสตรีตั้งครรภ์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • มีการจ้างงาน จำนวนเกือบ 100,000 อัตรา
  • ผู้ที่ได้รับการจ้างงานมี เงินเดือน 15,000 บาท สัญญาจ้างงาน ขั้นต่ำ 4 ปี
  • พี่น้องประชาชน ผู้สูงอายุ และครอบครัวผู้สูงอายุ รวมทั้งสตรีตั้งครรภ์ ได้รับการช่วยเหลือ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้สูงอายุ
  • หญิงตั้งครรภ์
  • ผู้จบการศึกษาด้าน พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เทคนิกการแพทย์
  • พี่น้องประชาชน
  • ครอบครัวผู้สูงอายุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

ไม่ระบุ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

เบนซิน ดีเซล ไม่เกิน 30 บาท/ลิตร

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

มะเร็ง

จะทำอะไร (Action)

จัดการขยะพิษ ครบวงจร

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

หยุดมะเร็ง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

ยกระดับระบบรักษาพยาบาล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ระบบรักษาพยาบาลดีขึ้นทุกพื้นที่ เข้าถึงง่าย บริการไว และปลอดภัยสำหรับทุกคน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ทุกคน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โรคอุบัติใหม่

จะทำอะไร (Action)

  • มุ่งเน้นให้ประชาชนคนไทยเขาถึงบริการทางสาธารณสุข
  • สร้างสุขภาวะที่ดี
  • ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม
  • ส่งเสริมการรักษา
  • ส่งเสริมการผลิตตัวยา
  • ส่งเสริมการผลิตเครื่องมือ การแพทย์ของไทย
  • จัดการกับโรคอุบัติใหม่

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประชาชนคนไทยเขาถึงบริการทางสาธารณสุข
  • สุขภาวะที่ดี
  • บริการทางสาธารณสุขมีคุณภาพทั่วถึง
  • บริการทางสาธารณสุขมีความสะดวกรวดเร็ว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ