ประเด็น

สุขภาพและการเข้าถึงการรักษา

มี 37 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
  • หลังจาก กกต. เปิดเผยเอกสารนโยบาย (ณ วันที่ 26 ม.ค. 2569) ทีมงานได้อัปเดตข้อมูลงบประมาณและแหล่งที่มาของงบประมาณที่ตรงกันระหว่างเอกสารนโยบายและเว็บไซต์พรรค โดยแสดงด้วยตัวอักษรสีเขียว
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ระบบ 30 บาทเดิมยังมีข้อจำกัดด้านคุณภาพการรักษา ผู้ป่วยต้องเสียเวลาไปเข้าคิวที่โรงพยาบาล ขาดความรวดเร็วในการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน ผู้ป่วยไม่สามารถเลือกโรงพยาบาลได้เอง ยังไม่มีการเน้นการสร้างสุขภาพให้แข็งแรงก่อนป่วย

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับการรักษาพยาบาลผ่านเทคโนโลยี
  • ดูแลคุ้มครองมารดาและทารกในครรภ์
  • ช่วยเหลือบุตรที่เกิดมาให้ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด
  • พัฒนาต่อยอดคุณภาพโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค
  • ให้คนไข้สามารถเลือกโรงพยาบาลได้เอง
  • นัดหมอและคุยกับหมอผ่านแอป
  • จ่ายยาส่งตรงถึงบ้าน
  • มีรถพยาบาลเคลื่อนที่เร็วไปช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • คนไทยไม่ว่าเด็ก หนุ่มสาว จนถึงผู้สูงวัย มีสุขภาพดีถ้วนหน้า
  • ผู้ป่วยไม่ต้องเสียเวลาไปเข้าคิวที่โรงพยาบาล และสามารถเลือกโรงพยาบาลได้เอง
  • ได้รับการดูแลให้มีสุขภาพดีถ้วนหน้า
  • มารดาและทารกในครรภ์มีสุขภาพดี
  • บุตรที่เกิดมาได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนไทย
  • มารดา
  • เด็ก
  • ผู้สูงวัย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 1.5) ว่า '1,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 1.5) ว่า

  • 'งบประมาณแผ่นดิน'
  • 'ปรับโครงสร้างงบประมาณแผ่นดินประจำปีมาดำเนินการตามนโยบาย'
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบบริการสุขภาพใน กทม. ดูแลประชากรกว่า 7 ล้านคน ครึ่งหนึ่งเป็นสิทธิบัตรทอง...กำลังประสบปัญหาสำคัญที่กระทบต่อการให้บริการประชาชน
  • ระบบสุขภาพ กทม. มีหลายหน่วยงาน (เช่น กทม., สาธารณสุข, โรงเรียนแพทย์, เอกชน) แต่ทำงานแยกส่วน ขาดการทำงานในลักษณะเครือข่าย
  • ประชาชนจึงนิยมเข้าโรงพยาบาลใหญ่โดยตรงมากกว่ารับบริการที่หน่วยปฐมภูมิ เช่น ศูนย์บริการสาธารณสุข หรือคลินิกชุมชนอบอุ่น
  • ต้นทุนค่าดำเนินการสูงกว่าพื้นที่อื่น แต่งานส่งเสริมป้องกันเชิงรุกและดูแลระยะยาวทำได้ยากและไม่ทั่วถึง
  • เกินครึ่ง ของผู้ที่ตรวจสุขภาพมีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง เช่น ไขมัน/ความดันโลหิตสูง
  • มีผู้ป่วยเบาหวานใน กทม. ที่ไม่ได้รับการรักษาสูงถึง 10.7% ซึ่งสูงกว่าพื้นที่อื่นอย่างน่าประหลาดใจ
  • คลินิกชุมชนอบอุ่นจำนวนมากขาดทุนและปิดตัวลง
  • ไม่มีทีมสหวิชาชีพลงพื้นที่ทำงานส่งเสริมป้องกันเชิงรุก
  • ศูนย์บริการสาธารณสุขดูแลผู้ป่วยน้อยลง ขาดงบพัฒนา ขาดบุคลากร ประชาชนไม่เชื่อมั่น

จะทำอะไร (Action)

  • โอนอำนาจการบริหารจัดการงบประมาณบัตรทองทั้งหมดมาอยู่ที่ กทม.
  • กำหนดงบประมาณบัตรทองใหม่ ให้ สอดคล้องกับต้นทุนที่แตกต่างกัน ของพื้นที่ กทม.
  • แก้ไข พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง อำนาจคณะกรรมการ กองทุนและการจัดสรรงบ และเขตบริการสุขภาพ
  • แก้ไข พ.ร.บ. กทม. เรื่องอำนาจผู้ว่า หน่วยงาน และกลไกการกำกับตรวจสอบ
  • ตั้งคณะกรรมการของ กทม. ซึ่งมีทุกภาคส่วนร่วม
  • คณะกรรมการจะ วิเคราะห์งบประมาณ
  • คณะกรรมการจะ กำหนดนโยบาย
  • คณะกรรมการจะ กำกับดูแล
  • เชื่อมโยงข้อมูลต้นทุนของการบริการทั้งเครือข่าย
  • เจรจาจัด “คลัสเตอร์บริการ” (cluster) ร่วมกับโรงพยาบาลแม่ข่ายทุกสังกัด
  • เชื่อมโยงโรงพยาบาลตติยภูมิของทุกหน่วยงาน (แม่ข่าย) เข้ากับหน่วยบริการปฐมภูมิ ทั้งของรัฐและของเอกชน รวมถึงหน่วยนวัตกรรม (เครือข่าย) ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ
  • กำหนดการรับ-ส่งต่อผู้ป่วยให้ชัดเจนว่าหน่วยบริการปฐมภูมิใดต้องจับคู่กับโรงพยาบาลใด
  • ปรับปรุง/อัพเกรด ศูนย์บริการสาธารณสุข
  • สร้างโรงพยาบาลเพิ่มเติมในพื้นที่ที่ยังมี “แม่ข่าย” ไม่เพียงพอ หรือโรงพยาบาลทุติยภูมิ
  • เน้นงาน ส่งเสริมป้องกันโรค (Preventive Care) และดูแลผู้ป่วยซับซ้อน (NCDs, ผู้ป่วยระยะกลาง/ระยะยาว/ระยะยาวท้าย, ผู้ป่วยจิตเวช)
  • สนับสนุนงบประมาณเพิ่มให้หน่วยบริการปฐมภูมิ
  • ปรับแรงจูงใจ (Incentive) เป็นแบบ มุ่งเน้นผลลัพธ์ (Outcome Base)
  • ตั้งมาตรฐานการเบิกจ่ายยาของทุกหน่วยบริการให้เหมือนกัน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดการทำงานแยกส่วน
  • เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลประชาชน
  • สร้างระบบสุขภาพ กทม. ที่มีเจ้าภาพชัดเจนและทำงานเป็นเครือข่าย
  • คลัสเตอร์บริการเชิงพื้นที่ ครอบคลุมประชากรคลัสเตอร์บริการละ 150,000-250,000 คน
  • จำนวนเตียงในโรงพยาบาลรัฐ เพิ่มจากแผนในปัจจุบันอีก 1,700 เตียง
  • หน่วยปฐมภูมิทำงานเชิงรุกด้านส่งเสริมป้องกันและดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง
  • ประชาชนได้รับยามาตรฐานเดียวกันไม่ว่าจะเข้ารับบริการที่ใด

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ป่วย
  • ผู้ป่วยซับซ้อน (NCDs, ผู้ป่วยระยะกลาง/ระยะยาว/ระยะยาวท้าย, ผู้ป่วยจิตเวช)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • นำร่องคลัสเตอร์บริการเชิงพื้นที่ 1 แห่ง ในปีแรก
  • ขยายผลให้คลัสเตอร์บริการเชิงพื้นที่ ครอบคลุม กทม. ภายใน 4 ปี
  • ศึกษาต้นทุนใหม่ให้เสร็จ ภายในปีงบประมาณ 2571 "เพื่อเร่งทำมาตรฐานข้อมูลและเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยและหน่วยบริการ"

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ใช้งบประมาณ 8,500 ล้านบาท (สำหรับสร้างโรงพยาบาลเพิ่มเติม)
  • งบลงทุน 700 ล้านบาท (สำหรับสนับสนุนหน่วยบริการปฐมภูมิ)
  • งบดำเนินการเพิ่มปีละ 1,000 ล้านบาท (สำหรับสนับสนุนหน่วยบริการปฐมภูมิ)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 1.1) ว่า '35,500 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 1.1) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ (เป็นงบประมาณก้อนเดียวกับที่ใช้ในนโยบายลำดับที่ 12.1)'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบสุขภาพไทยประสบปัญหาการใช้งบประมาณสูงแต่ผลลัพธ์สวนทาง เนื่องจากเน้นจ่ายเงินตามปริมาณการรักษามากกว่าพิจารณาเรื่องคุณภาพ
  • งบประมาณบัตรทองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 สูงถึงประมาณ 200,000 ล้านบาทต่อปี แต่กลับยังไม่เพียงพอ ที่จะทำให้หน่วยบริการยืนได้ด้วยตัวเองและมีความยั่งยืน
  • ผลลัพธ์ทางสุขภาพของประชาชนกลับไม่ได้ดีขึ้นตาม การเพิ่มขึ้นของงบประมาณ ดัชนีชี้วัดที่สำคัญอย่าง การสูญเสียปีสุขภาวะของคนไทย จากการตายก่อนวัยอันควรหรือคุณภาพชีวิตลดลงจากโรคเรื้อรัง เพิ่มขึ้นจาก 10.6 ล้านปี ในปี 2556 เป็น 18.5 ล้านปี ในปี 2562 มีสาเหตุหลักจากโรค เช่น เบาหวาน หัวใจ หลอดเลือดสมอง
  • ระบบการจัดสรรเงินยังเน้นการจ่ายตาม "การรักษาเป็นครั้ง ๆ" หรือ "ปริมาณบริการ" มากกว่าคุณภาพ เช่น กรณีโรคเบาหวาน แม้จะมีการใช้จ่ายสาธารณสุขสูงถึง 47,000 ล้านบาทต่อปี แต่ความชุกของโรคกลับเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้น และมีผู้ป่วยเพียง 29% เท่านั้นที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้

จะทำอะไร (Action)

  • เปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณจากการจ่ายตาม "ปริมาณการรักษา" เป็นการจ่ายตาม "ผลลัพธ์ทางสุขภาพ"
  • นำระบบ การจ่ายเงินแบบมัดร่วมตลอดเส้นทางการดูแลรักษาโรค (Bundled Payment) และ การจ่ายเงินตามผลลัพธ์ (Outcome-Based Payment) มาใช้
  • ระยะสั้น (1–2 ปี):
  • ตั้งคณะกรรมการนโยบายการจัดบริการสุขภาพแบบมุ่งเน้นคุณค่าระดับชาติ เพื่อกำหนดเป้าหมายและกำกับดูแลนโยบายอย่างต่อเนื่อง
  • พัฒนาตัวชี้วัดผลลัพธ์ของโรคเรื้อรัง ทั้งผลลัพธ์ทางคลินิก (เช่น การควบคุมน้ำตาล) และผลลัพธ์ในมุมมองผู้ป่วย รวมถึงต้นทุนการจัดบริการ
  • นำร่องการจัดบริการสุขภาพแบบมุ่งเน้นคุณค่า ในจังหวัดที่พร้อม
  • วิเคราะห์ "งบประมาณที่สอดคล้องผลลัพธ์" (Outcome-Based Budgeting)
  • ระยะกลาง (3–4 ปี):
  • ขยายเครือข่ายการจัดบริการสุขภาพแบบบูรณาการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
  • เปิดเผยผลลัพธ์คุณภาพของสถานพยาบาลให้ประชาชนรับทราบในระดับพื้นที่และระดับประเทศ เพื่อให้ประชาชนใช้ประกอบการตัดสินใจ
  • ปรับระบบจ่ายเงินของทุกกองทุนสุขภาพภาครัฐ (บัตรทอง, ประกันสังคม, ข้าราชการ) ให้ สอดคล้องกันและมุ่งเน้นการจ่ายตามคุณภาพที่ประชาชนได้รับ
  • ใช้ข้อมูลผลลัพธ์มาตัดสินการจัดสรรงบประมาณอย่างโปร่งใส
  • ระยะยาว (5 ปีขึ้นไป):
  • ใช้ระบบการจ่ายเงินแบบมุ่งเน้นคุณค่า (Value-Based Payment) เต็มรูปแบบครอบคลุมโรคสำคัญทั้งหมด
  • เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ (HIE) สมบูรณ์ทั้งประเทศ
  • สร้างระบบสุขภาพที่มีความยั่งยืนและขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจริง โดยใช้งบประมาณตามความต้องการที่พิสูจน์ได้จริง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ควบคุมต้นทุนการรักษาในระยะยาว
  • งบประมาณถูกใช้ไปเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นของประชาชนอย่างแท้จริง
  • มอบรางวัล (Incentive) ให้แก่ผู้ให้บริการสุขภาพที่มีคุณภาพในการควบคุมโรคและลดภาวะแทรกซ้อน
  • เครือข่ายการจัดบริการสุขภาพแบบบูรณาการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
  • ผลลัพธ์คุณภาพของสถานพยาบาลให้ประชาชนรับทราบ
  • ระบบจ่ายเงินของทุกกองทุนสุขภาพภาครัฐ (บัตรทอง, ประกันสังคม, ข้าราชการ) สอดคล้องกันและมุ่งเน้นการจ่ายตามคุณภาพที่ประชาชนได้รับ
  • ข้อมูลผลลัพธ์มาตัดสินการจัดสรรงบประมาณอย่างโปร่งใส
  • ระบบการจ่ายเงินแบบมุ่งเน้นคุณค่า (Value-Based Payment) เต็มรูปแบบครอบคลุมโรคสำคัญทั้งหมด
  • เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ (HIE) สมบูรณ์ทั้งประเทศ
  • ระบบสุขภาพมีความยั่งยืนและขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจริง
  • ใช้งบประมาณตามความต้องการที่พิสูจน์ได้จริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • โรงพยาบาล
  • ผู้ป่วย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • สำหรับการดำเนินการในระยะสั้น: 1–2 ปี
  • สำหรับการดำเนินการในระยะกลาง: 3–4 ปี
  • สำหรับการดำเนินการในระยะยาว: 5 ปีขึ้นไป

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประชาชนที่ใช้สิทธิในแต่ละกลุ่มกลับได้รับการปฏิบัติและสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกันอย่างมาก
  • วิกฤตความยั่งยืนและการคลังสาธารณสุข: การใช้จ่ายเกินจำเป็น: สิทธิ์ข้าราชการมีค่าใช้จ่ายรายหัวสูงกว่าสิทธิ์บัตรทองถึง 4 เท่า เนื่องจากการจ่ายเงินแบบปลายเปิด จูงใจให้เกิดการใช้บริการเกินความจำเป็นและใช้ยานอกบัญชีในสัดส่วนที่สูง
  • ปรากฏการณ์ "โรบินฮูด": โรงพยาบาลรัฐต้องใช้ประโยชน์จากสิทธิ์ข้าราชการในการหารายได้มาชดเชยการขาดทุนจากสิทธิ์อื่น ซึ่งแม้จะพยุงฐานะการเงินในระยะสั้นได้ แต่คุกคามความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว
  • วิกฤตคุณภาพบริการและบุคลากร (สมองไหล): ค่าชดเชยต่ำกว่าต้นทุน: สิทธิ์บัตรทองถูกกำหนดงบประมาณแบบปลายปิด แต่ถูกกดดันให้ขยายสิทธิประโยชน์ ทำให้โรงพยาบาลได้รับค่าชดเชยต่ำกว่าต้นทุนจริง
  • โรงพยาบาลจึงต้อง "รีดเค้นศักยภาพ" นำไปสู่ภาวะ สมองไหล ของบุคลากรทางการแพทย์ที่ลาออก เสี่ยงที่คุณภาพบริการจะลดลง โรงพยาบาลอาจต้องเปิดคลินิกพิเศษเพื่อหารายได้เพิ่ม ซึ่งยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ
  • วิกฤตความเป็นธรรมของผู้จ่ายเงินสมทบ: ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมได้รับสิทธิประโยชน์หลายรายการ ด้อยกว่า กองทุนบัตรทองที่รัฐออกให้ทั้งหมด ทั้งที่ต้องจ่ายเงินสมทบทุกเดือน เช่น สิทธิทันตกรรมที่จำกัดวงเงิน ข้อจำกัดในการเข้าถึงการสร้างเสริมสุขภาพ การดูแลระยะยาว และหน่วยนวัตกรรมต่าง ๆ

จะทำอะไร (Action)

  • สร้าง "ชุดสิทธิประโยชน์สุขภาพขั้นพื้นฐาน" (Basic Health Benefit Package) ที่มีมาตรฐานเดียวกันสำหรับคนไทยทุกคน
  • แบ่งโครงสร้างสิทธิประโยชน์ออกเป็น 3 ชั้น
    • กำหนดชุดสิทธิประโยชน์มาตรฐาน ที่จำเป็นในการรักษาและป้องกันโรค ทุกกองทุนต้องให้ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานนี้
    • กำหนดชุดสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมที่หน่วยงานรัฐ (กรมบัญชีกลาง) ในฐานะนายจ้างของข้าราชการ หรือสำนักงานประกันสังคม จ่ายสมทบเพิ่มให้เป็นสวัสดิการ
    • ประชาชนซื้อประกันสุขภาพเอกชนเพิ่มเติมเอง สำหรับความต้องการพิเศษที่เกินกว่าสิทธิพื้นฐาน
  • ตั้งคณะกรรมการกำหนดมาตรฐาน: ปรับปรุง พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 เพื่อจัดตั้ง คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานชุดสิทธิประโยชน์สุขภาพขั้นพื้นฐาน
  • จัดตั้ง National Clearing House (NCH): เป็น หน่วยงานกลางจัดการข้อมูลและธุรกรรมการเบิกจ่ายเงิน
  • NCH จะให้ข้อมูลในการกำหนด ราคาค่าบริการสุขภาพที่เป็นธรรม สำหรับทุกโรงพยาบาลและทุกกองทุน
  • บริหารยาและเวชภัณฑ์ร่วมกัน: รวมการซื้อยาและเวชภัณฑ์ (Collective Purchasing) ของทั้ง 3 กองทุน
  • เปิดช่องทางประกันสุขภาพส่วนเสริม (Top-up): อนุญาตให้นายจ้างหรือบริษัทประกันเอกชนเสนอแพ็กเกจเสริมสำหรับบริการที่อยู่นอกเหนือชุดพื้นฐาน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างความเท่าเทียม 3 กองทุนสุขภาพ
  • ความยืดหยุ่นทางงบประมาณและตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย
  • สร้างความเป็นธรรมและความยั่งยืนให้กับระบบสุขภาพไทย
  • มีระบบฐานข้อมูลเดียว
  • ตรวจสอบการเบิกจ่ายได้อย่างถูกต้องและคุ้มค่า
  • โรงพยาบาลได้รับค่าบริการที่สอดคล้องกับต้นทุน ไม่ต้องรีดเค้นศักยภาพหรือลดคุณภาพการบริการ
  • มีอำนาจต่อรองราคา ยาและเวชภัณฑ์ สูงขึ้น ได้ยาคุณภาพดีในราคาที่ถูกลง
  • ความยืดหยุ่นและช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณภาครัฐ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • นายจ้าง
  • โรงพยาบาล รัฐและเอกชน
  • บุคลากรทางการแพทย์
  • ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม
  • ข้าราชการ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ บัตรทอง กำลังเผชิญกับ วิกฤตหลายด้านที่ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้รับบริการและผู้ให้บริการ
  • โรงพยาบาลและหน่วยบริการคู่สัญญาได้รับค่าชดเชยบริการเฉลี่ยจาก สปสช. ต่ำกว่าต้นทุน กระทบต่อ สภาพคล่องของโรงพยาบาล นำไปสู่ ความเสี่ยงในการ ลดคุณภาพการบริการ
  • คลินิกพรีเมียมสร้างความเหลื่อมล้ำ เพราะ โรงพยาบาลใช้ทรัพยากรภาครัฐไปจัดบริการให้กลุ่มที่มีฐานะดี ยิ่งตอกย้ำ ความเหลื่อมล้ำในระบบบริการสุขภาพ
  • บุคลากรสุขภาพในภาครัฐประสบ ความเครียดและหมดไฟ เนื่องจากค่าตอบแทนและสวัสดิการไม่สมดุลกับภาระงาน
  • หน่วยบริการเอกชน หน่วยบริการปฐมภูมิ (คลินิกชุมชนอบอุ่น) หรือหน่วยนวัตกรรมคู่สัญญา ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์หรือประกาศจ่ายย้อนหลังที่คาดการณ์ได้ยาก จึง ถอนตัวจากเครือข่ายบัตรทอง
  • ชุดสิทธิประโยชน์หลักที่มีความจำเป็น (เช่น ค่าผ่าตัด ค่าดูแลผู้ป่วยใน) สปสช. จ่ายให้น้อยและไม่ครอบคลุมต้นทุน
  • สิทธิประโยชน์บางอย่างถูกวิจารณ์ว่าไม่มีความจำเป็น

จะทำอะไร (Action)

  • แก้ไข พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดย แก้ไของค์ประกอบคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพิ่มสัดส่วนผู้ให้บริการ ภาคประชาชน และคณะกรรมการจากพื้นที่ (อปสข.)
  • กำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง ของคณะกรรมการ และเปิดเผยข้อมูลคณะกรรมการที่อาจกระทบกับการกำหนดนโยบายสุขภาพ
  • จัดงบประมาณเพิ่มเติมอย่างน้อย 17,000 ล้านบาท สำหรับผู้ป่วยใน (อัตราไม่ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อ AdjRW)
  • เพิ่มสัดส่วนงบเพื่อ สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค
  • เพิ่มสัดส่วน งบพัฒนาคุณภาพการบริการที่หน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ
  • วิจัยศึกษาต้นทุนการให้บริการ
  • ประเมินผลความคุ้มค่าของชุดสิทธิประโยชน์
  • ใช้ประโยชน์จาก พ.ร.บ. ระบบข้อมูลสุขภาพดิจิทัล, National Clearing House และ เทคโนโลยี AI มาคำนวณต้นทุนการจัดบริการที่แม่นยำ
  • ยุติการประกาศเกณฑ์การจ่ายที่ให้ผลย้อนหลัง
  • ยึดเกณฑ์การจ่าย ที่ สปสช. กำหนด ตลอดปีงบประมาณ
  • มีระบบบัฟเฟอร์รองรับกรณีคาดการณ์ค่าใช้จ่ายคลาดเคลื่อน
  • สนับสนุนการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง
  • สนับสนุนการจัดทำ/ปรับปรุง/ตัดชุดสิทธิประโยชน์ โดยทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมแสดงความเห็น และมีข้อมูลวิชาการประกอบการตัดสินใจ
  • สื่อสารชุดสิทธิประโยชน์ให้ประชาชนรับทราบอย่างชัดเจนผ่านสมุดพกสุขภาพ (Personal Health Record application)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ความมั่นคงของระบบบัตรทอง
  • การจัดทำ งบประมาณสอดคล้องกับต้นทุน
  • ลดความไม่แน่นอนและการเรียกคืนค่าชดเชยบริการย้อนหลัง
  • ปรับความคาดหวังของประชาชนให้ใกล้เคียงกับศักยภาพที่ระบบทำได้
  • ระบบควบคุมกำกับหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้
  • กรรมการของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไม่เป็นทั้งผู้กำหนดนโยบายและผู้ดำเนินงาน
  • ช่วยในการ ตรวจสอบประโยชน์ทับซ้อน
  • องค์ประกอบคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สอดคล้องกับการบริหารจัดการงบประมาณ
  • ได้ ต้นทุนการจัดบริการที่แม่นยำ
  • สร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเบิกจ่าย
  • ฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบบัตรทอง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • โรงพยาบาลและหน่วยบริการคู่สัญญา
  • บุคลากรสุขภาพในภาครัฐ
  • หน่วยบริการเอกชน
  • หน่วยนวัตกรรมคู่สัญญา
  • ประชาชนผู้ใช้สิทธิ์ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
  • ระบบบริการสุขภาพ
  • หน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ (เช่น รพ.สต. ศูนย์บริการสาธารณสุข)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • อย่างน้อย 17,000 ล้านบาท สำหรับผู้ป่วยใน (อัตราไม่ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อ AdjRW)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 1.1) ว่า '35,500 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 1.1) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ (เป็นงบประมาณก้อนเดียวกับที่ใช้ในนโยบายลำดับที่ 12.1)'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยยังมีความท้าทายในสถาปัตยกรรมข้อมูลสุขภาพ
  • ขาดหน่วยงานระดับชาติที่มีอำนาจตามกฎหมายในการกำกับดูแลระบบข้อมูลสุขภาพโดยรวม ทำให้การกำหนด มาตรฐานข้อมูลสุขภาพ เป็นไปอย่างล่าช้า ไม่ครบถ้วน
  • การขาดหน่วยงานประสานงานการเบิกจ่ายระดับชาติ ทำให้ ข้อมูลเกี่ยวกับการเบิกจ่ายกระจัดกระจาย อยู่ตามกองทุนสุขภาพ เกิดอุปสรรคในการทราบต้นทุนการบริการ ตรวจสอบการเบิกจ่ายซ้ำซ้อน และการตรวจสอบแบบ Real Time
  • มีหน่วยบริการเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วย โดยหน่วยงานที่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ มักอยู่นอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข
  • ผู้ป่วย ไม่มีสมุดพกสุขภาพ ทำให้ต้องตรวจสุขภาพซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย
  • เมื่อระบบไม่มีมาตรฐาน ข้อมูลกระจัดกระจาย บุคลากรสุขภาพต้อง กรอกข้อมูลซ้ำซ้อนหลายโปรแกรม ทำให้เกิดความเครียดและเสียเวลาให้บริการผู้ป่วย
  • การวิเคราะห์ความคุ้มค่า เพื่อพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์สุขภาพขั้นพื้นฐานจึงทำได้ยาก
  • เป็นอุปสรรคสำคัญในการเปลี่ยนไปสู่ระบบการจ่ายค่าชดเชยบริการตามผลลัพธ์สุขภาพ (Value-Based Healthcare)

จะทำอะไร (Action)

  • จัดตั้ง ศูนย์ระบบข้อมูลสุขภาพแห่งชาติ (National Health Data Center) เป็นหน่วยงานในการอำนวยความสะดวกและกำกับนโยบายระบบข้อมูลสุขภาพดิจิทัลของประเทศให้มีมาตรฐาน
  • จัดตั้ง National Clearing House (NCH) เพื่อสร้างเอกภาพข้อมูลธุรกรรมการเบิกจ่ายระหว่างโรงพยาบาลทุกสังกัดกับกองทุนสุขภาพ
  • จัดทำ สมุดพกข้อมูลสุขภาพประจำตัวประชาชน (Personal Health Record) ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงชุดข้อมูลสุขภาพของตนเองได้ผ่านแอปพลิเคชันที่คุ้นเคย (เช่น หมอพร้อม)
  • ปรับปรุงระบบสารสนเทศของหน่วยบริการทุกระดับครั้งใหญ่ ให้มี มาตรฐานเดียวกัน
  • พัฒนากำลังคนสุขภาพดิจิทัลในทุกระดับ เพื่อรองรับการบริหารจัดการและการใช้ประโยชน์จากข้อมูลสุขภาพ
  • ออก พ.ร.บ. ระบบข้อมูลสุขภาพแห่งชาติ (National Health Data Act): เพื่อให้สามารถจัดตั้งหน่วยงานนโยบายและกำหนด มาตรฐานข้อมูลสุขภาพกลางของประเทศ
  • จัดตั้งหน่วยงานสนับสนุนเพื่อพัฒนา สมุดพกประจำตัวผู้ป่วย รวมถึงการวิจัยเพื่อพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ตามแนวคิด Value-Based Healthcare
  • สนับสนุน โครงการอุดหนุนเฉพาะกิจ สำหรับการปรับปรุงฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของ รพ.สต. และหน่วยบริการที่ยังไม่เชื่อมโยง
  • ร่วมกับ อว. และ สธ. พัฒนาศักยภาพกำลังคนด้านระบบข้อมูลสุขภาพ ผ่านระบบการศึกษาและหลักสูตรเพิ่มพูนทักษะสำหรับบุคลากรด้านสารสนเทศในทุกภาคส่วน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เชื่อมโยงประวัติการรักษาของทุกโรงพยาบาลเข้าด้วยกัน
  • การกำหนด มาตรฐานข้อมูลสุขภาพกลางของประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ข้อมูลผู้ให้บริการ ประวัติผู้รับบริการ ข้อมูลการบริการ ไปจนถึงมาตรฐานความปลอดภัยและการใช้ประโยชน์ข้อมูล
  • ลดการตรวจซ้ำซ้อน
  • เพิ่มประสิทธิภาพการรักษา
  • สร้างเอกภาพข้อมูลธุรกรรมการเบิกจ่าย
  • ประชาชน สามารถเข้าถึงชุดข้อมูลสุขภาพของตนเองได้ผ่านแอปพลิเคชันที่คุ้นเคย (เช่น หมอพร้อม)
  • หน่วยบริการที่ยังไม่เชื่อมโยง สามารถเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพตามมาตรฐานได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • โรงพยาบาลทุกสังกัดกับกองทุนสุขภาพ
  • หน่วยบริการทุกระดับ
  • รพ.สต. และหน่วยบริการที่ยังไม่เชื่อมโยง
  • ผู้ป่วย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • โครงการอุดหนุนเฉพาะกิจ
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบยา เป็นกลไกที่สำคัญของระบบสาธารณสุขไทย โดยมีค่าใช้จ่ายด้านยาคิดเป็นกว่า 29% ของค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลทั้งหมด แต่ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญปัญหาเกี่ยวกับยา 3 ด้านหลัก ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยและค่าใช้จ่ายของประชาชน
  • เชื้อดื้อยา: การใช้ยาปฏิชีวนะเกินจำเป็น นำไปสู่วิกฤตเชื้อดื้อยา
  • อาการไม่พึงประสงค์: ปัญหาการใช้ยาซ้ำซ้อนหรือหลายชนิด โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ รวมถึงการลักลอบปนยาในอาหารเสริม ก่อให้เกิดพิษต่อตับและไต
  • พึ่งพาการนำเข้าสูง: โครงสร้างอุตสาหกรรมยาของไทยยัง อ่อนแอ และพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและยาสำเร็จรูปจากต่างประเทศสูง
  • ราคายาสูง: ขาดมาตรการควบคุมต้นทุนและราคาอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ยาบางรายการมีราคาสูงเกินความจำเป็น
  • กฎหมายและระบบกำกับดูแลยาไทยล้าสมัย ทำให้การควบคุมการสั่งใช้ยาและการจำหน่ายยาควบคุมพิเศษไม่เกิดผลจริง โดยเฉพาะในคลินิกเอกชนที่ไม่มีมาตรการบังคับให้ต้องออกใบสั่งยา
  • ประเทศไทยยัง ไม่มีระบบข้อมูลยาแห่งชาติ และ ระบบใบสั่งยาออนไลน์มาตรฐาน ทำให้ข้อมูลด้านยาตั้งแต่รหัสยา ราคายา การสั่งใช้ยา การเบิกจ่าย กระจัดกระจาย ไม่เชื่อมโยงกัน

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับปรุงกฎหมายยา เพื่อรองรับ ระบบใบสั่งยาแห่งชาติ ที่ใช้ในทุกสถานพยาบาล ทั้งรัฐและเอกชน

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. ยา: เพิ่มบทบัญญัติจัดตั้ง คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. ยา: ยกระดับการควบคุมยาควบคุมพิเศษและวัตถุออกฤทธิ์

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. ยา: กำหนดให้สถานที่จ่ายยาทุกประเภทต้องอยู่ภายใต้ใบอนุญาตขายยา

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. วิชาชีพเภสัชกรรม: ให้สามารถออกข้อบังคับเพื่อกำหนด ขอบเขตงานของแต่ละวิชาชีพ ให้ชัดเจน

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. วิชาชีพเภสัชกรรม: ให้มีมาตรฐานเดียวกันในการประเมินความรู้และทักษะของผู้ประกอบวิชาชีพทุกสาขา

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ: ปรับปรุงกฎระเบียบการจัดซื้อจัดหาให้ ยืดหยุ่นขึ้น และเหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของยา

  • จัดตั้งศูนย์กลางด้านการพัฒนาและผลิตยาต้นน้ำของประเทศ

  • สนับสนุนผู้ประกอบการให้ปรับปรุงการผลิตให้ได้มาตรฐานสากล เช่น GMP–PIC/S

  • กำหนด สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน สำหรับโรงงานผลิตวัตถุดิบยา

  • ผลักดันองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เป็นหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงยา

  • ผลักดันการวิจัยและพัฒนายา แล้วเปิดโอกาสให้เอกชนต่อยอด

  • เน้นการผลิตหรือจัดหาวัตถุดิบทางยาที่สำคัญ

  • มุ่งผลิต ยากำพร้า หรือยาจำเป็นที่เอกชนไม่ผลิต

  • รักษาสมดุลด้านราคาและปริมาณยาในช่วงวิกฤต

  • จัดตั้งศูนย์กลางข้อมูลยาแห่งชาติ (NDIC): กระทรวงสาธารณสุขจะจัดตั้ง ศูนย์กลางข้อมูลยาแห่งชาติ เพื่อรวบรวมและบริหารจัดการข้อมูลด้านยาทุกมิติอย่างเป็นระบบ

  • พัฒนา e-Prescription: พัฒนาและบังคับใช้ ระบบใบสั่งยาอิเล็กทรอนิกส์กลาง (e-Prescription) ให้ครอบคลุมทุกสถานพยาบาลและร้านขายยา

  • ส่งเสริมการใช้ยาที่สมเหตุผล และเพิ่มความปลอดภัยของประชาชน

  • รณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจทั้งในฝ่ายวิชาชีพและประชาชน

  • มีการติดตาม/วิเคราะห์เพื่อแก้ขปัญหาการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม หรือไม่สมเหตุสมสมผล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ป้องกันการใช้ยาซ้ำซ้อนและเชื้อดื้อยา
  • ทำให้ราคายาโปร่งใสและตรวจสอบได้ทั่วประเทศ
  • เพื่อให้การใช้จ่ายด้านยามีประสิทธิภาพ คุ้มค่า ยั่งยืน
  • เพื่อให้ข้อมูลการสั่ง–จ่ายยาเชื่อมโยงกัน
  • ช่วยส่งเสริมการใช้ยาที่สมเหตุผลและเพิ่มความปลอดภัยของประชาชน
  • เพื่อเป็นฐานข้อมูลกลางด้านยาตลอดห่วงโซ่
  • เพื่อให้จ่ายยาควบคุมพิเศษและวัตถุออกฤทธิ์ได้เฉพาะตามใบสั่งยาที่ออกโดยผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับอนุญาต
  • เพื่อรองรับระบบใบสั่งยาอิเล็กทรอนิกส์ระดับประเทศ
  • เพื่อให้การปฏิบัติงานของผู้ประกอบวิชาชีพเป็นไปตามหลักวิชาการและปลอดภัยต่อประชาชน
  • เพื่อให้สถานพยาบาลสามารถจัดซื้อยาได้อย่างคล่องตัวและต่อเนื่อง
  • เร่งสร้างขีดความสามารถในการผลิตวัตถุดิบยา (API) และลดการพึ่งพาการนำเข้า
  • ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนด รหัสยาแห่งชาติ (National Drug Code) และ ราคากลางยาแห่งชาติ (National Drug Reference Price) ให้เป็นมาตรฐานกลางสำหรับยาทุกชนิด

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • โรงพยาบาล
  • สถานพยาบาล
  • สถานที่จ่ายยาทุกประเภท
  • โรงงานผลิตวัตถุดิบยา
  • องค์การเภสัชกรรม (อภ.)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โจทย์ทางสุขภาพของประเทศไทยในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น สังคมสูงวัยและโรคเรื้อรัง ทำให้ อสม. ระบบเดิมไม่สามารถรับมือได้อย่างเต็มที่
  • โครงสร้าง อสม. ปัจจุบันยังขาดความพร้อมต่อการรับมือความท้าทายด้านสุขภาพของคนไทยใน 2 ด้านหลัก
  • ทักษะไม่สอดคล้องกับโจทย์สุขภาพที่ซับซ้อน: อสม. ประมาณร้อยละ 40 อยู่ในวัยผู้สูงอายุ และมีสัดส่วนเกินครึ่งที่สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้น ในขณะที่โจทย์สุขภาพชุมชนใหม่ ๆ ต้องการความรู้ ทักษะ และเวลาปฏิบัติงานที่เพิ่มขึ้น เช่น การดูแลพัฒนาการแม่และเด็ก, การส่งเสริมสุขภาพจิต, การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยติดเตียง, การป้องกันโรคในกลุ่มแรงงานต่างด้าว, และการรับมือภัยพิบัติสาธารณสุข
  • ความจำเป็นในการสร้างความเป็นมืออาชีพ: เพื่อให้ชุมชนมีกำลังคนที่มีศักยภาพพอในการรับมือกับโจทย์สุขภาพข้างต้น จึงจำเป็นที่ระบบสาธารณสุขต้องปรับรูปแบบการเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ รูปแบบการปฏิบัติงาน และระบบค่าตอบแทนที่เป็นมืออาชีพ มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรมมากขึ้น

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับภารกิจ อสม. ให้โฟกัสงาน 3 ด้านที่ตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพในพื้นที่
  • การสร้างเสริมสุขภาพด้วยดิจิทัล: ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและอุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพในการสร้างเสริมสุขภาพ คัดกรองโรค และเชื่อมต่อบริการการแพทย์ทางไกล (Telemedicine)
  • การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค: เน้นการป้องกันโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตามบริบทของชุมชน
  • การป้องกันและรับมือภัยพิบัติ: เตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วม โรคระบาด หรือเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขในพื้นที่
  • อสม. ทุกคนจะได้รับการอบรมฟื้นฟูทักษะและประเมินสมรรถนะทุก 3 ปี
  • ยกระดับ "อสม.ขั้นเชี่ยวชาญ": ยกระดับ อสม. จำนวน 100,000 คน ให้เป็น อสม.ขั้นเชี่ยวชาญ หรือแนวหน้าสุขภาพ
  • สร้างเสริมสุขภาพอนามัยแม่และเด็ก: ดูแลเป็นเพื่อนแม่ตั้งแต่ตั้งครรภ์ คลอด จนกระทั่งเด็กอายุ 6 ขวบ
  • สร้างเสริมสุขภาพจิต: เป็น "เพื่อนใจ" สมาชิกในชุมชน, คัดกรองซึมเศร้า
  • สร้างเสริมและสนับสนุนงานฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์: ช่วยนักกายภาพบำบัดดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง, ปรับสภาพบ้าน, ช่วยเหลือคนพิการ
  • สร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ: ให้คำปรึกษาเรื่องท้องไม่พร้อมและป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในโรงเรียน สถานที่ทำงาน และชุมชน
  • สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในพื้นที่แรงงานเพื่อนบ้าน: ให้คำแนะนำตรวจสุขภาพ/วัคซีน, ช่วยสื่อสารและแปลภาษา, ป้องกันโรคระบาด, แนะนำสิทธิเข้าถึงบริการสุขภาพ
  • จัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, กองทุนสุขภาพ และกระทรวงมหาดไทย เพื่อออก ระเบียบรองรับสถานะ ค่าตอบแทน และภารกิจใหม่ ของ อสม. และแนวหน้าสุขภาพ
  • กำหนดมาตรฐานการฝึกอบรมและประเมิน:
  • จัดทำทีมวิทยากรประจำหลักสูตร
  • จัดทำระบบสอบขึ้นทะเบียน อสม.พื้นฐาน และ อสม.เชี่ยวชาญ พร้อมระบบ ต่ออายุทุก 3 ปี เพื่อประกันคุณภาพ
  • ระบบค่าตอบแทนแบบ Pay for Performance:
  • ปรับระบบค่าตอบแทนแนวหน้าสุขภาพให้มีลักษณะ จ่ายตามภาระงานจริง (Pay for Performance) รายได้เฉลี่ย 8,000 - 10,000 บาท/เดือน
  • หน่วยบริการสุขภาพและท้องถิ่นร่วมวัดและประเมินผล
  • ทำสัญญาระหว่างแนวหน้าสุขภาพกับหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิโดยใช้เงินจากกองทุนสุขภาพท้องถิ่น (กปท.) หรือกองทุนฟื้นฟู
  • มีระเบียบรองรับชัดเจนที่จัดทำขึ้นร่วมกันระหว่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณสุข
  • สร้างระบบสนับสนุนการทำงาน: อสม. และแนวหน้าสุขภาพจะทำงานเชื่อมโยงกับหน่วยบริการปฐมภูมิ มีพี่เลี้ยง คู่มือการทำงาน สวัสดิการประกันความเสี่ยง ระเบียบคุ้มครองทางกฎหมาย ระบบข้อมูลดิจิทัล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • อสม. เป็น "แนวหน้าสุขภาพ" ที่มีประสิทธิภาพและมีค่าตอบแทนที่เหมาะสม
  • อสม. ทุกคนได้รับการ อบรมฟื้นฟูทักษะและประเมินสมรรถนะ
  • อสม. ได้รับ ค่าตอบแทนเพิ่มเติมจนมีรายได้เพียงพอ (ประมาณ 8,000 - 10,000 บาท/เดือน)
  • ป้องกันภาวะเปราะบางและพิการในชุมชน
  • ระบบสอบขึ้นทะเบียน อสม. เพื่อประกันคุณภาพ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • อสม.

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 11,000 ล้านบาทต่อปี
  • เฉพาะงบประมาณฝึกทักษะ 2,300 ล้านบาท
  • เฉพาะงบประมาณค่าตอบแทน 9,700 ล้านบาท/ปี

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 1.2) ว่า '45,000 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • การทำสัญญาระหว่างแนวหน้าสุขภาพกับหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิโดยใช้เงินจากกองทุนสุขภาพท้องถิ่น (กปท.) หรือกองทุนฟื้นฟู

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 1.2) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • อัตราแพทย์ต่อประชากรต่ำและกระจุกตัว
  • ประเทศไทยมีจำนวนแพทย์โดยเฉลี่ยเพื่อดูแลประชากรทุก ๆ 1,000 คน เพียง 0.8 คน (สถานการณ์ยิ่งหนักสำหรับแพทย์ภาครัฐที่มีสัดส่วนเพียง 0.5 คน) ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียที่ 2.3 คน และยุโรปที่ 3.7 คน
  • แพทย์เฉพาะทางกว่า 40% อยู่ในกรุงเทพฯ ส่วนโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) ทั่วประเทศ มีแพทย์ปฏิบัติงานเพียง 8,825 คน จาก รพช. 770 แห่ง
  • ขาดแคลนแพทย์สาขายุทธศาสตร์
  • แม้จะผลิตแพทย์เพิ่มขึ้นได้ปีละ 3,000 คนต่อปี แต่สาขาที่ขาดแคลนหนักสุด เช่น เวชศาสตร์ครอบครัว เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ จิตเวช เวชศาสตร์ฉุกเฉิน กลับผลิตได้น้อยมาก
  • ภาระงานหนักและผลตอบแทนไม่สมดุล
  • แพทย์ต้องแบกรับภาระงานหนัก ใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลเฉลี่ยประมาณ 64 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และเพิ่มเติมด้วยเวร On Call อีกประมาณ 24 ชั่วโมง
  • แพทย์เพิ่มพูนทักษะมักทำงานมากกว่า 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  • ภาระงานหนัก แต่ผลตอบแทน สวัสดิการ ความก้าวหน้าทางอาชีพ ไม่ตอบโจทย์
  • แพทย์จำนวนมากจึงตัดสินใจออกจากระบบ
  • ในช่วง 10 ปี (2556–2565) มีแพทย์ลาออกและเกษียณรวม 6,550 คน หรือหายไปถึง 20% ของแพทย์ที่ผลิตได้

จะทำอะไร (Action)

  • ยกร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง สำนักงานกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ
  • ให้เป็นหน่วยงานถาวร ทำหน้าที่กำหนดสัดส่วนกำลังคนสุขภาพที่เหมาะสม แผนงบประมาณ แผนการผลิต ผลตอบแทน และเกณฑ์ประเมิน ตั้งแต่เริ่มทำงานจนถึงเกษียณ
  • สร้างฐานข้อมูลบุคลากรทางการแพทย์ (Central Healthcare Workforce Database) เพื่อใช้ในการวางแผนและกำกับดูแลบุคลากร
  • สนับสนุนกฎหมายจำกัดชั่วโมงทำงานของบุคลากรสุขภาพ ไม่เกิน 60 ชม./สัปดาห์
  • บังคับ หยุดงานอย่างน้อย 8 ชม. หลังทำงานกะดึกหรือทำงานติดต่อกัน 24 ชม.
  • บังคับ มีวันหยุดเต็มวัน ทุกสัปดาห์ เว้นแต่กรณีฉุกเฉินเร่งด่วน
  • เพิ่มสัดส่วนค่าตอบแทนแบบ Pay for Performance
  • ให้เสียภาษีตามมาตรา 40(6) เช่นเดียวกับภาคเอกชน
  • ใช้ งบพิเศษ เช่น พ.ต.ส. หรือ ฉ.11 เพื่อกระตุ้นและรักษาบุคลากรในพื้นที่ขาดแคลน และปรับเบี้ยกันดารตามอัตราเงินเฟ้อ
  • เพิ่มทุนการศึกษาและ/หรือเส้นทางการศึกษาต่อเฉพาะทาง สำหรับนักเรียนและแพทย์ที่ทำงานหรือจะมาทำงานในพื้นที่ที่มีความขาดแคลนบุคลากรพิเศษ
  • เพิ่มอัตราบรรจุข้าราชการ
  • ลดสถานะลูกจ้างชั่วคราว
  • ดึงแพทย์เกษียณที่ยังต้องการทำงานกลับมาในพื้นที่ท้องถิ่นและหน่วยบริการปฐมภูมิ
  • ลดภาระงานเอกสารและระเบียบธุรการที่ไม่จำเป็น
  • ปรับปรุง/ลดตัวชี้วัด (KPI) ให้เหมาะสมกับภารกิจหลัก
  • ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วย ลดภาระงาน
  • สร้าง ทีมแนวหน้าสุขภาพ (Health Frontline) 100,000 ตำแหน่ง
  • กระจายภาระงานไปยังชุมชน
  • สนับสนุนงบประมาณการเรียนต่อเฉพาะทางในสาขาที่ขาดแคลนและเป็นสาขายุทธศาสตร์ (เช่น เวชศาสตร์ครอบครัว, จิตแพทย์)
  • เพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลตติยภูมิให้สามารถผลิตแพทย์ได้

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กำหนดสัดส่วนกำลังคนสุขภาพที่เหมาะสม
  • แพทย์ มีเวลาพักผ่อนเพียงพอ
  • ลดการลาออก
  • คืนความปลอดภัยในการรักษาให้ทั้งบุคลากรและประชาชนอย่างยั่งยืน
  • กระตุ้นและรักษาบุคลากรในพื้นที่ขาดแคลน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • บุคลากรทางการแพทย์

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบพิเศษ เช่น พ.ต.ส. หรือ ฉ.11
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ "สังคมสูงวัยระดับลึก" อย่างรวดเร็ว
  • คาดว่าจำนวนผู้สูงอายุจะเป็นร้อยละ 30 ของประชากรใน 10–20 ปีข้างหน้า
  • การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรนี้ส่งผลให้ความต้องการระบบการดูแลระยะยาว (Long Term Care: LTC) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • ผู้สูงอายุจำนวนมากเข้าสู่ ภาวะพึ่งพิง ทั้งจากโรค NCDs และความเสื่อมของร่างกาย แต่ระบบปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมและขาดความยืดหยุ่น
  • ระบบ LTC ในปัจจุบันยังยึดติดกับการมีครอบครัวเป็นผู้ดูแลหลัก ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่ครอบครัวมีขนาดเล็กลง และผู้สูงอายุจำนวนมากต้องดูแลตัวเองหรือพึ่งพิงคนเพียงคนเดียว
  • บริการที่เข้าถึงได้จริงยัง ต่ำกว่ามาตรฐาน ทั้งในด้านจำนวนครั้งและระยะเวลาที่ควรได้รับการดูแล ขณะที่บริการเฉพาะทางที่จำเป็น (เช่น การทำแผล การใส่สายสวนปัสสาวะ) ยังขาดแคลน
  • งบ LTC ที่จัดสรรเป็นรายหัวปัจจุบัน ตกเดือนละไม่ถึงหนึ่งพันบาท ต่อผู้ป่วย ทำให้ต้องเฉลี่ยจ่ายระหว่างค่าจ้างผู้ดูแลอาสาสมัคร (CG) และค่าวัสดุทางการแพทย์ ส่งผลให้บริการไม่ทั่วถึง
  • ผู้ดูแลอาสาสมัครได้รับค่าตอบแทนต่ำและไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถให้บริการได้เต็มประสิทธิภาพ
  • ไม่มีฐานข้อมูลกลางและเจ้าภาพที่ชัดเจน ในการจัดการอุปกรณ์สำหรับผู้ป่วยพึ่งพิง (เช่น เตียงลม เครื่องช่วยหายใจ) ทำให้ประชาชนไม่รู้ช่องทางการขอ และท้องถิ่นไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จะทำอะไร (Action)

  • เพิ่มระบบสวัสดิการผู้ป่วยพึ่งพิงระยะยาวที่มีความยืดหยุ่น
  • ให้ผู้ป่วยภาวะพึ่งพิงสามารถ ตัดสินใจเลือกรูปแบบบริการได้เอง โดยมีรูปแบบบริการให้เลือก ดังนี้:
  • บริการที่บ้าน (Home Care): เช่น 16 ชั่วโมง/สัปดาห์
  • บริการที่ศูนย์ (Daycare center): เข้ารับบริการที่ศูนย์ Daycare ที่ อปท., ชุมชน หรือเอกชนจัดตั้ง
  • สถานดูแลระยะยาว (Residential Care): เข้ารับบริการประจำที่สถานดูแลผู้ป่วยพึ่งพิงระยะยาว
  • ให้ผู้ป่วยสามารถขอเปลี่ยนสิทธิในการรับบริการเป็น เงินสนับสนุน สำหรับผู้ดูแลภายในครอบครัวที่ผ่านการฝึกอบรมตามมาตรฐาน
  • เปลี่ยนจากการบริหารงบประมาณแบบเดิมของ สปสช. มาเป็นการให้ผู้ป่วยพึ่งพิง ตัดสินใจเลือกใช้เงินได้เองตามสิทธิ เสมือนเป็นเครดิตที่ผู้ป่วยเลือกการให้บริการที่เหมาะสมกับตัวเองได้ (Patient Vouchers/Credits)
  • กำหนดเพดานงบประมาณที่ผู้ป่วยแต่ละคนจะได้รับสนับสนุน แบ่งตามระดับความพึ่งพิงที่ถูกประเมินและจัด Care Plan
  • กลุ่มผู้ป่วยพึ่งพิงติดบ้าน: ได้รับบริการสูงสุด 8 ชั่วโมง/สัปดาห์ (อัตรา 60 บาท/ชั่วโมง) และอุปกรณ์สูงสุด 1,500 บาท/คน/เดือน
  • กลุ่มผู้ป่วยพึ่งพิงติดเตียง: ได้รับบริการสูงสุด 16 ชั่วโมง/สัปดาห์ (อัตรา 120 บาท/ชั่วโมง) และอุปกรณ์สูงสุด 2,000 บาท/คน/เดือน
  • รัฐบาลจะสมทบงบประมาณในการพัฒนาอุปกรณ์และซ่อมบำรุงอุปกรณ์ของศูนย์และธนาคารฯ ที่ขึ้นทะเบียน โดยได้รับความร่วมมือจาก สถาบันอาชีวศึกษาทั่วประเทศ
  • พัฒนาผู้ดูแลจากอาสาเป็นอาชีพ: จัดระบบการฝึกอบรมผู้ดูแลผู้ป่วยติดบ้าน/ติดเตียง ให้ได้ มาตรฐาน และเป็น ฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน
  • พัฒนาระบบธนาคารอุปกรณ์การแพทย์: พัฒนาระบบ ศูนย์หรือธนาคารสำหรับการยืมและคืนอุปกรณ์ สำหรับผู้ป่วยพึ่งพิงระยะยาว โดยสนับสนุนบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และมีระบบข้อมูลการยืม-คืนที่เชื่อมโยงกัน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดการพึ่งพิงครอบครัวเพียงอย่างเดียว
  • มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการดูแลระยะยาวที่ครอบคลุมทุกพื้นที่
  • ผู้ป่วยภาวะพึ่งพิงสามารถ ตัดสินใจเลือกรูปแบบบริการได้เอง มีรูปแบบบริการให้เลือก ได้แก่ บริการที่บ้าน, บริการที่ศูนย์, สถานดูแลระยะยาว
  • ผู้ป่วยสามารถขอเปลี่ยนสิทธิในการรับบริการเป็น เงินสนับสนุน สำหรับผู้ดูแลภายในครอบครัว
  • ผู้ดูแลจากอาสาเป็นอาชีพ
  • มีงานที่มีคุณภาพและมั่นคง สำหรับผู้ดูแล
  • มีระบบการฝึกอบรมผู้ดูแลผู้ป่วยติดบ้าน/ติดเตียง ที่ได้ มาตรฐาน และเป็น ฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน
  • มีระบบ ศูนย์หรือธนาคารสำหรับการยืมและคืนอุปกรณ์ สำหรับผู้ป่วยพึ่งพิงระยะยาว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้ป่วยระยะยาว (Long Term Care)
  • ผู้ป่วยภาวะพึ่งพิง
  • ผู้ดูแลผู้ป่วยติดบ้าน/ติดเตียง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • คาดว่าต้องใช้งบประมาณ 40,000 ล้านบาท ในปี 2569

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 1.2) ว่า '45,000 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 1.2) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • วิกฤตสุขภาพจิตที่รุนแรงขึ้น: เด็กร้อยละ 40 เสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า และเกือบร้อยละ 18 มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย
  • บุคลากรขาดแคลนและกระจุกตัว: ประเทศไทยมีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเพียงประมาณ 240 คน และนักจิตวิทยา 815 คน โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร ทำให้เด็กในพื้นที่อื่นเข้าถึงการรักษาได้ยาก
  • ระบบโรงเรียนยังไม่มีด่านหน้า: ปัจจุบันนักจิตวิทยาโรงเรียนมีเพียงเขตพื้นที่ละ 1 คน ซึ่งต้องดูแลหลายสิบโรงเรียนพร้อมกัน ขณะที่ครูแนะแนวแม้จะช่วยคัดกรองได้เบื้องต้น แต่ยังมีข้อจำกัดในการดูแลต่อเนื่อง ทำให้ปัญหามักบานปลายก่อนได้รับการเยียวยา

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอแนวคิด "1 โรงเรียนขนาดกลาง 1 นักจิตวิทยา" ควบคู่กับการเชื่อมต่อระบบการแพทย์ทางไกล
  • จ้างนักจิตวิทยาประจำโรงเรียน: สนับสนุนงบประมาณให้โรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่ (นักเรียน 300 คนขึ้นไป) สามารถจ้างนักจิตวิทยาประจำ 1 คนต่อโรงเรียน
  • ลงทุนระบบปรึกษาทางไกล: พัฒนาแพลตฟอร์มกลางสำหรับโรงเรียน เพื่อให้นัดหมายและพบแพทย์ผ่าน Telemedicine
  • อุดหนุนงบจ้างบุคลากร: จัดสรรงบประมาณสำหรับการจ้างนักจิตวิทยาประจำ 1 คนต่อ 1 โรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่
  • พัฒนาศักยภาพครูในการคัดกรอง และจัดช่องทางเข้าถึงนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ผ่าน Telemedicine ตามความจำเป็น สำหรับ โรงเรียนขนาดเล็ก
  • สร้างเครือข่ายสุขภาพจิต โดยให้โรงเรียนที่มีนักจิตวิทยาประจำ ทำหน้าที่เป็น "หน่วยหลัก" ในการประสานงานและสนับสนุนองค์ความรู้ให้กับโรงเรียนอื่นในเครือข่าย

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • โรงเรียนเป็นด่านหน้าคัดกรองและเยียวยา สุขภาพจิตนักเรียน
  • นักเรียนสามารถ ปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญได้โดยตรงจากที่โรงเรียน
  • ลดระยะเวลาการรอคอยและข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ
  • ลดภาระค่ารักษา
  • โรงเรียนที่มีนักจิตวิทยาประจำ ทำหน้าที่เป็น "หน่วยหลัก" ในการประสานงานและสนับสนุนองค์ความรู้ให้กับโรงเรียนอื่นในเครือข่าย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • โรงเรียน
  • นักเรียน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 500 ล้านบาทต่อปี

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความเหลื่อมล้ำในคุณภาพบริการ
  • การกระจุกตัวของทรัพยากร: แพทย์และเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกรุงเทพมหานครและหัวเมืองใหญ่ ในขณะที่ภูมิภาคอื่นขาดแคลนอย่างหนัก
  • วิกฤตขาดแคลนเครื่องมือวินิจฉัย: เครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนเพียง 1 เครื่องต่อประชากร 514,600 คน ผู้ป่วยขาดโอกาสในการวินิจฉัยโรคซับซ้อน (เช่น มะเร็ง, โรคหัวใจ) ได้ทันเวลา
  • ภาระสองทาง: ประชาชนในชนบทต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางเข้าเมืองเพื่อรักษา ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ในต่างจังหวัดต้องทำงานเกินกำลัง

จะทำอะไร (Action)

  • จัดสรรงบประมาณ 30,000 ล้านบาท เติมเครื่องมือให้เต็มโรงพยาบาล ใช้เทคโนโลยีลดภาระหมอ
  • ลงทุนจัดซื้อเครื่องมือวินิจฉัยและรักษาที่จำเป็น กระจายสู่โรงพยาบาลระดับต่าง ๆ ทั่วประเทศ
  • ลงทุนในระบบ การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และ ระบบสุขภาพดิจิทัล (Digital Health)
  • ใช้งบประมาณก้อนนี้เป็นกลไกกระตุ้นการผลิตเครื่องมือแพทย์โดยผู้ประกอบการไทย
  • จัดทำมาตรฐานและการจัดสรรงบประมาณ จัดทำรายการอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องมีในโรงพยาบาลทุกระดับ
  • การจัดสรรงบประมาณ 2 รูปแบบ โรงพยาบาลที่มีบุคลากรพร้อมแต่ขาดอุปกรณ์ สามารถเบิกงบจัดซื้อได้ทันที โรงพยาบาลที่ขาดทั้งของและคน จะได้รับงบประมาณแบบมีเงื่อนไข ควบคู่กับการสนับสนุนการฝึกอบรมบุคลากร (Upskilling) หรือการจัดทีมแพทย์หมุนเวียนจากส่วนกลาง
  • ลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยลดงานเอกสารและงานวินิจฉัยเบื้องต้น
  • ร่วมมือกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยผลิตนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ตอบโจทย์โรงพยาบาลในประเทศ
  • ใช้กลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อสร้างตลาดให้กับสินค้าเครื่องมือแพทย์ของไทย (Made in Thailand) ลดการนำเข้าและสร้างงานในประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • แบ่งเบาภาระงานหมอ
  • เพิ่มประสิทธิภาพการรักษา
  • สร้างอุตสาหกรรมทางการแพทย์
  • สร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขและเศรษฐกิจ
  • บุคลากรมีเวลาโฟกัสกับการรักษาผู้ป่วยมากขึ้น
  • ลดการนำเข้าสินค้าเครื่องมือแพทย์และสร้างงานในประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • บุคลากรทางการแพทย์
  • โรงพยาบาล
  • ผู้ประกอบการไทย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายใน 4 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 30,000 ล้านบาท

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 1.1) ว่า '35,500 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 1.1) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ (เป็นงบประมาณก้อนเดียวกับที่ใช้ในนโยบายลำดับที่ 12.1)'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การเข้าถึงบริการต่ำ: ในปี 2568 มีผู้เสียชีวิตที่เข้าถึงการดูแลแบบประคับประคองเพียงประมาณ ร้อยละ 50 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด และ ในกลุ่ม ผู้ป่วยเด็ก การเข้าถึงยิ่งต่ำลงเหลือเพียง ร้อยละ 16
  • ขาดแคลนแพทย์ พยาบาล และสหวิชาชีพในกลุ่มงานเวชศาสตร์ประคับประคอง รวมถึงหอดูแลผู้ป่วยระยะท้ายในโรงพยาบาล
  • ระบบสุขภาพปฐมภูมิขาดความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วยติดเตียงระยะท้ายในชุมชน
  • ประชาชนและท้องถิ่นยังขาดความรู้ความตระหนักในการมีส่วนร่วมดูแลวาระสุดท้ายที่บ้านและชุมชน

จะทำอะไร (Action)

  • เพิ่มกรอบกำลังคนเวชศาสตร์ประคับประคองในหน่วยบริการทุกระดับ จำนวน 3,600 คน
  • จัดตั้ง หอบริบาลผู้ป่วยระยะท้าย (Palliative Ward) ในโรงพยาบาลทุติยภูมิขึ้นไป จำนวน 900 แห่ง (รวม 4,500 เตียง)
  • จัดทำยุทธศาสตร์ว่าด้วยการเสริมสร้างสุขภาวะระยะท้าย ฉบับที่ 2 (2569 - 2573) ร่วมกับสำนักงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติและภาคีเครือข่าย
  • จัดตั้ง หน่วยงานบูรณาการงานดูแลสุขภาวะระยะท้ายของชีวิต ในกระทรวงสาธารณสุข
  • พัฒนาระบบการวางแผนดูแลล่วงหน้า (Advance Care Planning)
  • จัดทำแนวทางการดูแลผู้ป่วยในระยะประคับประคองในระบบการฝึกอบรมทักษะนักบริบาลทุกประเภท
  • ให้นักบริบาลจัดทำ แผนดูแลล่วงหน้า (Advance Care Plan) ให้ผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงทุกคน
  • เชื่อมโยงข้อมูลกับ ฐานข้อมูล e-living will ที่โรงพยาบาลทุกแห่งเข้าถึงได้
  • เสริมสร้างศักยภาพแพทย์และทีมสุขภาพปฐมภูมิ ให้มีทักษะการดูแลแบบประคับประคองเบื้องต้น
  • เชื่อมโยงกับระบบสนับสนุนจากหน่วยประคับประคองในโรงพยาบาลได้อย่างมีคุณภาพ
  • ใช้กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น (กปท.) สนับสนุนการพัฒนาแหล่งเรียนรู้การดูแลผู้สูงอายุ ผู้มีภาวะพึ่งพิง และผู้ป่วยระยะท้าย สำหรับผู้ป่วย ผู้ดูแล และประชาชน จำนวน 20,000 โครงการ
  • พัฒนาโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำแนวทางการ จบชีวิตผู้ป่วยระยะสุดท้ายด้วยความช่วยเหลือทางการแพทย์ (Medical Assistance in Dying) ในโรงเรียนแพทย์ที่มีความพร้อม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้ป่วยระยะสุดท้ายจากไปอย่างสงบ ลดความทรมาน รักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  • ส่งผลดีต่อสุขภาพจิตของ “คนข้างหลัง” ที่ยังมีชีวิตอยู่
  • มีกำลังคนเวชศาสตร์ประคับประคองในหน่วยบริการทุกระดับ จำนวน 3,600 คน
  • มีหอบริบาลผู้ป่วยระยะท้าย (Palliative Ward) ในโรงพยาบาลทุติยภูมิขึ้นไป จำนวน 900 แห่ง (รวม 4,500 เตียง) เพื่อเป็นหน่วยหลักในการดูแลต่อเนื่องที่บ้านและให้คำปรึกษา
  • มียุทธศาสตร์ว่าด้วยการเสริมสร้างสุขภาวะระยะท้าย ฉบับที่ 2 (2569 - 2573) ที่ครอบคลุมทุกด้าน (บุคลากร งบประมาณ กฎหมาย ยา)
  • มีหน่วยงานบูรณาการงานดูแลสุขภาวะระยะท้ายของชีวิต ในกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเป็นเจ้าภาพด้านข้อมูลและการขับเคลื่อน
  • มีแนวทางการดูแลผู้ป่วยในระยะประคับประคองในระบบการฝึกอบรมทักษะนักบริบาลทุกประเภท
  • นักบริบาลจัดทำ แผนดูแลล่วงหน้า (Advance Care Plan) ให้ผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงทุกคน
  • ข้อมูลเชื่อมโยงกับ ฐานข้อมูล e-living will ที่โรงพยาบาลทุกแห่งเข้าถึงได้
  • แพทย์และทีมสุขภาพปฐมภูมิมีทักษะการดูแลแบบประคับประคองเบื้องต้น
  • มีการเชื่อมโยงกับระบบสนับสนุนจากหน่วยประคับประคองในโรงพยาบาลได้อย่างมีคุณภาพ
  • มีการพัฒนาแหล่งเรียนรู้การดูแลผู้สูงอายุ ผู้มีภาวะพึ่งพิง และผู้ป่วยระยะท้าย จำนวน 20,000 โครงการ
  • มีการศึกษาความเป็นไปได้ ในการจัดทำแนวทางการ จบชีวิตผู้ป่วยระยะสุดท้ายด้วยความช่วยเหลือทางการแพทย์ (Medical Assistance in Dying) ในโรงเรียนแพทย์ที่มีความพร้อม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ป่วยระยะสุดท้าย
  • ครอบครัว ของผู้ป่วย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • จัดทำยุทธศาสตร์ว่าด้วยการเสริมสร้างสุขภาวะระยะท้าย ฉบับที่ 2 *สำหรับใช้ในปี 2569 - 2573 *
  • ภายใน 4 ปี (สำหรับการสนับสนุนแหล่งเรียนรู้การดูแลผู้สูงอายุ ผู้มีภาวะพึ่งพิง และผู้ป่วยระยะท้าย)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 1,000 ล้านบาท/ปี สำหรับเพิ่มกรอบกำลังคนเวชศาสตร์ประคับประคองในหน่วยบริการทุกระดับ

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 1.2) ว่า '45,000 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น (กปท.) สำหรับสนับสนุนการพัฒนาแหล่งเรียนรู้

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 1.2) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การดูแลผู้ป่วยระยะกลางในประเทศไทยยังมีข้อจำกัดที่ต้องได้รับการแก้ไข
  • การเข้าถึงบริการยังมีช่องว่างอีกมาก เช่น ผู้ป่วยบาดเจ็บที่สมอง มีอัตราการเข้าถึงบริการ IMC เพียง 9.78%
  • ผู้ป่วยจำนวนมากพลาดการฟื้นฟูใน 6 เดือนแรก หลังเกิดอาการ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของการฟื้นตัว
  • ขาดแคลนบุคลากร เรามี นักกายภาพบำบัด ต่อประชากรเพียง 1:4,792 คน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก (ประมาณ 1:2,000 คน) ส่งผลให้คิวรักษายาว ความถี่การทำกายภาพบำบัดต่อคนลดลง
  • หน่วยบริการปฐมภูมิหลายแห่งยัง ขาดพื้นที่และอุปกรณ์ สำหรับโปรแกรมฟื้นฟูตามมาตรฐาน
  • ระบบข้อมูลและการส่งต่อยังไม่เชื่อมโยงกัน ทำให้เกิดการ หลุดติดตาม และการนัดซ้ำไม่ต่อเนื่อง

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างระบบฟื้นฟูมาตรฐาน 6 เดือนแรกหลังป่วยหนัก
  • สร้างระบบ IMC ให้เป็น "ชุดบริการฟื้นฟูมาตรฐาน 6 เดือน" ที่เชื่อมต่อครอบคลุมตั้งแต่โรงพยาบาล หน่วยบริการปฐมภูมิ ไปจนถึงบ้านและชุมชนอย่างไร้รอยต่อ
  • ประเมินรายบุคคลและฟื้นฟูแบบเข้มข้น
  • ฝึกผู้ดูแลและปรับสิ่งแวดล้อมที่บ้าน
  • จัดหาอุปกรณ์ช่วยเหลือผ่าน คลังหมุนเวียน
  • ติดตามผลด้วยตัวชี้วัดมาตรฐาน ผ่าน Telemedicine / Tele-rehab และระบบส่งต่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Referral)
  • เพิ่มงบลงทุนเพื่อสร้างห้องกายภาพในหน่วยบริการปฐมภูมิ โดยมีเป้าหมายที่ศูนย์บริการสาธารณสุขและ รพ.สต. Size M และ L ทุกแห่ง รวมถึง Size S ที่มีความพร้อม รวม 5,000 แห่ง
  • อุดหนุนสถานศึกษา เร่งผลิตนักกายภาพบำบัดเพิ่มอีกปีละ 2,000 คน
  • สร้าง ทีมแนวหน้าฟื้นฟูสมรรถภาพ 30,000 คน เพื่อช่วยกระจายภาระงาน ลงเยี่ยมบ้านเชิงรุก และให้บริการ Tele-rehab
  • สร้างระบบเชื่อมโยงและบริหารจัดการเส้นทางผู้ป่วย
  • เชื่อมโยงข้อมูลคนไข้กับหน่วยบริการทุกระดับ
  • ทำ แผนการรักษาร่วม (Shared Care Plan)
  • ใช้ระบบ e-Referral ในการนัดหมายและการติดตามผล
  • มี Care Coordinator เป็นผู้ดูแลเส้นทางผู้ป่วยตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาล จนครบอย่างน้อย 6 เดือนแรก
  • พัฒนาหลักสูตร IMC มาตรฐาน การอบรม Telerehab/ดิจิทัลเฮลท์ และหลักสูตรการดูแลผู้ดูแล (Caregiver Support)
  • จัดตั้ง คลังอุปกรณ์หมุนเวียนทุกอำเภอ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้ป่วย ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อีกครั้ง
  • ลดภาระของครอบครัว
  • ลดภาระทางการเงินของระบบสาธารณสุขในระยะยาว
  • การหลุดติดตามและการนัดซ้ำไม่ต่อเนื่องลดลง
  • ภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ลดลง จากการกระจายกำลังคน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ป่วยระยะกลาง (Intermediate Care: IMC)
  • ครอบครัว ของผู้ป่วย
  • บุคลากร ด้านสาธารณสุข

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายใน 4 ปี (สำหรับการ สร้างห้องกายภาพ)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 3,000 ล้านบาท (สำหรับ เพิ่มงบลงทุนเพื่อสร้างห้องกายภาพ)
  • 150 ล้านบาทต่อปี (สำหรับ อุดหนุนสถานศึกษา เร่งผลิตนักกายภาพบำบัด)
  • 500 ล้านบาท (สำหรับ จัดตั้ง คลังอุปกรณ์หมุนเวียนทุกอำเภอ)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 1.2) ว่า '45,000 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 1.2) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ "วิกฤตสุขภาพจิต" ที่ส่งผลกระทบต่อประชากรในทุกช่วงวัย
  • มีผู้ต้องการรับบริการสะสมกว่า 3.5 ล้านคน แต่ระบบกลับรองรับได้เพียงครึ่งหนึ่ง
  • ระบบบริการสุขภาพจิตในปัจจุบันมี "คอขวด" หลายจุด ที่ทำให้ประชาชนเข้าไม่ถึงบริการที่มีคุณภาพอย่างทันท่วงที:
  • คอขวดความรู้ด้านสุขภาพจิต: ประชาชนทั่วไปยังขาดความรู้ความตระหนักด้านสุขภาพจิต ไม่รู้จักอาการหรือภาวะจิตเวช และมีการ ตีตรา (Stigma) ผู้ป่วยจิตเวช ทำให้กลุ่มเสี่ยงพลาดโอกาสที่จะดูแลตัวเองหรือเข้าสู่บริการตั้งแต่เนิ่น ๆ
  • คอขวดการผลิตผู้ให้บริการ:
  • ขาดแคลนจิตแพทย์รุนแรง: ประเทศไทยมีจิตแพทย์ไม่ถึง 1,000 คน จากอัตราที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำคือ 6,500 คน และผลิตได้ปีละไม่ถึง 100 คน
  • ขาดนักจิตวิทยา: นักจิตวิทยาและนักบำบัดทางจิตสังคมก็ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากขาดระบบฝึกอบรมภาคปฏิบัติและการนิเทศติดตาม
  • คอขวดระบบบริการที่ต้องพบจิตแพทย์เป็นด่านแรก: ผู้รับบริการต้องผ่านการวินิจฉัยจากจิตแพทย์ในโรงพยาบาลก่อน ทำให้ต้อง รอคิวนาน เดินทางไกล และมีโอกาสสูงที่จะหลุดออกจากระบบบริการ เนื่องจากจิตแพทย์มีจำนวนจำกัดและกระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่
  • คอขวดการคืนผู้ป่วยสู่สังคม: ขาดกลไกหรือกระบวนการที่ชัดเจนในการช่วยผู้ป่วยที่ผ่านการบำบัดฟื้นฟูสุขภาพจิต ให้กลับสู่สังคมและการทำงาน (เช่น การให้ความรู้แก่เพื่อนร่วมงานหรือนายจ้าง)

จะทำอะไร (Action)

  • ให้ แนวหน้าสุขภาพจิต (อสม.เชี่ยวชาญ) ทำกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพจิต

  • ให้ แนวหน้าสุขภาพจิต (อสม.เชี่ยวชาญ) เป็น "เพื่อนดูแลใจ"

  • พัฒนาศักยภาพบุคลากรการแพทย์ฉุกเฉินให้มีทักษะ จิตเวชฉุกเฉิน ร่วมให้บริการสายด่วน 1669

  • ผลิตและจ้างดำเนินงาน * แนวหน้าสุขภาพจิต* 40,000 คน เพื่อ ทำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิตในชุมชนร่วมกับหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ

  • ส่งเสริมและจ้างจิตแพทย์ทุกจังหวัด

  • ส่งเสริมและ จ้างจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาคลินิกประจำโรงพยาบาลชุมชนทุกแห่ง

  • เพิ่มหน่วยฝึกอบรมระดับภูมิภาค

  • เพิ่ม โครงการสนับสนุนการเก็บชั่วโมงปฏิบัติงานในพื้นที่ขาดแคลน

  • พัฒนาระบบจิตเวชฉุกเฉิน

  • เพิ่มทักษะผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินให้สามารถดูแลกรณีจิตเวชฉุกเฉิน (เช่น ผู้ป่วยที่กำลังฆ่าตัวตาย หรือ SMI-V)

  • เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินสามารถ เข้าเผชิญเหตุและส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่บริการที่เหมาะสม

  • เปลี่ยนระบบการรับบริการ จากที่ต้องเจอจิตแพทย์ในโรงพยาบาลเป็นด่านแรก สู่การพบแพทย์และ/หรือนักจิตวิทยาที่ หน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ หรือสถานที่สำคัญ เช่น โรงเรียน สถานประกอบการ เป็นต้น เป็นด่านแรกแทน

  • ใช้กลไก คณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติ ปรับระบบการเข้าถึงบริการให้ หน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ เป็นผู้คัดกรองและส่งต่อผู้ป่วย

  • ข้อมูลการให้บริการต้องเชื่อมโยง เป็นส่วนตัว และปลอดภัย

  • พัฒนาศูนย์สุขภาพจิตชุมชน 200 แห่ง ให้เป็นหน่วยให้บริการคำปรึกษา ประเมินทางจิต และ สั่งจ่ายกิจกรรมทางสังคม

  • ร่วมกับกระทรวง อว. และ สสส. วิจัยและพัฒนารูปแบบการสั่งจ่ายกิจกรรมทางสังคม (Social Prescribing) ร่วมกับระบบบริการสุขภาพจิต

  • สนับสนุนการยกร่าง พ.ร.บ. วิชาชีพนักจิตสังคมบำบัด

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ควบคุมมาตรฐานและสร้างความมั่นคงในสายงานการดูแลสุขภาพจิต ของวิชาชีพนักจิตสังคมบำบัด
  • ประชาชนมีสุขภาพจิตที่แข็งแรง
  • กลุ่มเสี่ยงได้รับการดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ
  • สามารถหลุดพ้นจากวงจรความเจ็บป่วยและฟื้นคืนสู่สังคม
  • ลดการตีตราผู้ป่วยในชุมชน
  • ข้อมูลการให้บริการต้องเชื่อมโยง เป็นส่วนตัว และปลอดภัย
  • เป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยาจิตใจและการคืนผู้ป่วยสู่สังคม
  • เพิ่มการเข้าถึงบริการปฐมภูมิ เพื่อเป็นด่านแรกแทนแพทย์
  • กำกับควบคุมมาตรฐานและคุณภาพ ของวิชาชีพนักจิตสังคมบำบัด

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ป่วยจิตเวช
  • ผู้ป่วย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 3,890 ล้านบาท สำหรับผลิตแนวหน้าสุขภาพจิต ต่อยอด อสม.เชี่ยวชาญ
  • ปีละ 10 ล้านบาท สำหรับวิจัยและพัฒนารูปแบบการสั่งจ่ายกิจกรรมทางสังคม

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 1.2) ว่า '45,000 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 1.2) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • สังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • ระบบปฐมภูมิยังมีปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อยกระดับและฟื้นความเชื่อมั่นจากประชาชน
  • ระบบสุขภาพปฐมภูมินอก กทม. กำลังเผชิญปัญหาหลัก 3 เรื่อง
  • คุณภาพบริการลดลงหลังการถ่ายโอน รพ.สต. ไปยังองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น
  • โรงพยาบาลแบกภาระ เกินกำลัง เพราะ ประชาชนลดการใช้บริการ รพ.สต. และหันไปใช้โรงพยาบาลชุมชน (รพช.) มากขึ้น
  • รพ.สต. ขาดแคลนบุคลากร: ขาดกำลังคนถึง 50% รวมถึงบุคลากรสหวิชาชีพ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการให้บริการตามมาตรฐานและการทำงานเชิงรุก
  • รพ.สต. ขาดงบประมาณ: การจัดสรรงบประมาณเหมาจ่ายรายหัว (จาก CUP) มักทำให้หน่วยบริการปฐมภูมิเสียเปรียบ โดยงบที่เบิกจ่ายให้หน่วยปฐมภูมิในปี 2567 คิดเป็นเพียง 8.99% ของงบบัตรทองทั้งหมด
  • รพ.สต. ขาดทักษะการบริหารจัดการ: การถ่ายโอนองค์ความรู้และบุคลากรจากกระทรวงสาธารณสุขไปยัง อปท. ยังไม่ราบรื่น ทำให้เกิดปัญหาด้านการบริหารจัดการ เช่น การจัดซื้อยา การจัดบริการทันตกรรมและกายภาพบำบัดที่หายไป

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับหน่วยปฐมภูมิให้เป็น หน่วยบริการหลักด่านแรก ของระบบสุขภาพ
  • เพิ่มแพทย์ประจำ และบรรจุบุคลากรและสหวิชาชีพให้ปฏิบัติการได้ 70-100% ของกรอบอัตรากำลัง
  • เสริม แนวหน้าสุขภาพเฉพาะทาง อีก 100,000 ตำแหน่ง
  • เพิ่มงบพัฒนาโครงสร้างบริการ โดยเฉพาะงาน ป้องกันโรค และการดูแลกลุ่มประชากรสำคัญ
  • วางระบบถ่ายโอน รพ.สต. ให้ครบ 80%
  • กำหนดมาตรฐานบริการที่ชัดเจนและการประเมินคุณภาพรายปี
  • ปรับบทบาทสาธารณสุข สู่ "พี่เลี้ยง" คือ กำหนด KPI ร่วม ระหว่างกระทรวงมหาดไทยและสาธารณสุข โดยเน้นตัวชี้วัดที่เน้นผลลัพธ์ (หรือ Outcome Based) ที่สอดคล้องกับปัจจัยที่กำหนดสุขภาพในพื้นที่
  • ศึกษาการแบ่งงบประมาณในหน่วยบริการคู่สัญญาหลัก (Contracting Unit for Primary Care: CUP) ใหม่ โดยยึดตามภาระงานจริง
  • กำหนด สัดส่วนงบประมาณขั้นต่ำ ที่ต้องส่งตรงถึงหน่วยปฐมภูมิ
  • เปิดเผยสถิติการจัดสรรอย่างโปร่งใส
  • จัดหลักสูตรอบรมทักษะการบริหารงานสาธารณสุขให้ผู้บริหารและบุคลากรของ อปท. และ รพ.สต.
  • สนับสนุนงบจ้างแพทย์ปฏิบัติงานประจำเครือข่าย
  • กำหนดเป้าหมายชั่วโมงการทำงาน แพทย์ ให้ครอบคลุมประชากร (Full-Time Equivalent: FTE) ในสัดส่วน 0.5 ต่อประชากร 10,000 คน (หรือเทียบเท่าแพทย์ปฏิบัติงานประจำสัปดาห์ละ 3 วัน)
  • ให้ รพ.สต. ขนาดใหญ่และขนาดกลางเป็นฐาน รพ.สต.ขนาดเล็กเป็นเครือข่าย
  • กำหนดเส้นทางความก้าวหน้าวิชาชีพของแพทย์ในสังกัดท้องถิ่น
  • แก้กรอบอัตรากำลังของมหาดไทยเพื่อบรรจุแพทย์ในอัตราท้องถิ่นได้
  • แก้ระเบียบค่าตอบแทนและระเบียบเงินบำรุง
  • จัดโครงการผลิตแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและแพทย์เพื่อชุมชน
  • อุดหนุนงบประมาณอย่างน้อย 15,000 ล้านบาท/ปี เพื่อเพิ่มกำลังคนให้เต็มกรอบ
  • เพิ่มกำลังคน รพ.สต. ให้เต็ม 70-100% ของกรอบ (เฉลี่ยเพิ่ม 3-5 คน/แห่ง)
  • พัฒนา แนวหน้าสุขภาพเฉพาะทาง 100,000 คน ได้แก่ แม่และเด็ก สุขภาพจิตการฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อทำงานเชิงรุกส่งเสริมป้องกันดูแลระยะยาว รวมถึง Caregiver มืออาชีพ 70,000 คน สำหรับงาน Long Term Care
  • ลด KPI ที่ไม่จำเป็น และเพิ่มสัดส่วน KPI รวมถึงงบประมาณจาก สปสช. ที่เป็น Outcome Base โดยเฉพาะงานส่งเสริมป้องกันและดูแลโรคเรื้อรัง
  • สนับสนุน งบลงทุน 20,000 ล้านบาท (1-3 ล้านบาท/รพ.สต.) เพื่อจัดหาครุภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เป็นมาตรฐาน เช่น ทันตกรรม กายภาพบำบัด Telemedicine และ Lab ขนาดเล็ก
  • สนับสนุนงบลงทุนเพื่ออัพเกรดซอฟต์แวร์ระบบข้อมูลสุขภาพและบุคลากร IT
  • จัดทำต้นแบบกระบวนงานใหม่ ลดภาระงานที่ไม่จำเป็นโดยเฉพาะงานเอกสาร
  • สนับสนุนการจัดทำแอปพลิเคชันให้ประชาชนมีข้อมูลสุขภาพเพื่อวางแผนดูแลสุขภาพของตนเอง เช่น หมอพร้อม ทางรัฐ ฯลฯ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • รพ.สต. เป็นที่พึ่งด่านแรกของชุมชนได้อย่างแท้จริง
  • กำลังคน รพ.สต. เต็ม 70-100% ของกรอบ (เฉลี่ยเพิ่ม 3-5 คน/แห่ง)
  • มีการ พัฒนา แนวหน้าสุขภาพเฉพาะทาง 100,000 คน ได้แก่ แม่และเด็ก สุขภาพจิตการฟื้นฟูสมรรถภาพ
  • มี Caregiver มืออาชีพ 70,000 คน สำหรับงาน Long Term Care
  • บุคลากรและสหวิชาชีพ ปฏิบัติการได้ 70-100% ของกรอบอัตรากำลัง
  • ระบบถ่ายโอน รพ.สต. ครบ 80%
  • มีการ กำหนดมาตรฐานบริการที่ชัดเจนและการประเมินคุณภาพรายปี
  • การถ่ายโอนไม่ทำให้คุณภาพการบริการลดลง
  • มีการ เปิดเผยสถิติการจัดสรร งบประมาณ อย่างโปร่งใส
  • หน่วยบริการด่านหน้ามีศักยภาพเพียงพอ
  • ผู้บริหารและบุคลากรของ อปท. และ รพ.สต. ได้รับการอบรมทักษะบริหารจัดการ เพื่อเตรียมความพร้อม ก่อนการถ่ายโอน
  • ประชาชนได้รับ การดูแลอย่างต่อเนื่อง จากแพทย์ปฏิบัติงานประจำเครือข่าย
  • มี เส้นทางความก้าวหน้าวิชาชีพของแพทย์ในสังกัดท้องถิ่น
  • แพทย์สามารถปฏิบัติงานในโรงพยาบาลระดับสูงได้บางช่วงเวลา เพื่อรักษาและพัฒนาทักษะวิชาชีพ
  • สามารถ บรรจุแพทย์ในอัตราท้องถิ่นได้
  • บุคลากรได้รับผลตอบแทนและสวัสดิการที่เหมาะสม
  • ลด KPI ที่ไม่จำเป็น
  • มีการ เพิ่มสัดส่วน KPI รวมถึงงบประมาณจาก สปสช. ที่เป็น Outcome Base โดยเฉพาะงานส่งเสริมป้องกันและดูแลโรคเรื้อรัง
  • มีการ จัดหาครุภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เป็นมาตรฐาน เช่น ทันตกรรม กายภาพบำบัด Telemedicine และ Lab ขนาดเล็ก
  • ระบบข้อมูลสุขภาพและบุคลากร IT สามารถจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูลเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
  • ลดภาระงานที่ไม่จำเป็นโดยเฉพาะงานเอกสาร
  • ประชาชนมีข้อมูลสุขภาพเพื่อวางแผนดูแลสุขภาพของตนเอง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้ป่วย NCDs
  • ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง
  • แพทย์ในสังกัดท้องถิ่น
  • บุคลากร ทางการแพทย์
  • แม่และเด็ก

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • วางระบบถ่ายโอน รพ.สต. ให้ครบ 80% ภายใน 4 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • อย่างน้อย 15,000 ล้านบาท/ปี เพื่อเพิ่มกำลังคนให้เต็มกรอบ
  • งบลงทุน 20,000 ล้านบาท (1-3 ล้านบาท/รพ.สต.) เพื่อจัดหาครุภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เป็นมาตรฐาน

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 1.1) ว่า '35,500 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • สปสช. (สำหรับ KPI ที่เป็น Outcome Base)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 1.1) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ (เป็นงบประมาณก้อนเดียวกับที่ใช้ในนโยบายลำดับที่ 12.1)'

ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างความเข้มแข็งให้กับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้มากยิ่งขึ้น
  • มีการนำเทคโนโลยี ตลอดจนคลังข้อมูลมาใช้ใน การบริหารงบประมาณและบุคลากร
  • ส่งเสริมให้เอกชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาสุขภาพและการจัดบริการสาธารณสุข
  • ส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค
  • ส่งเสริม “การแพทย์พหุลักษณ์” ที่ตอบสนองต่อความแตกต่างทางสังคมวัฒนธรรม นิเวศวิทยา รวมถึงสภาพเศรษฐกิจ
  • พัฒนาแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • ส่งเสริมการตรวจสุขภาพตามวิถีศาสนา ตลอดจน
  • สนับสนุนให้มีการจัดตั้ง “ธนาคารอาหารสุขภาพประจำตำบล” เนื่องจากสารพิษปนเปื้อนในอาหารเป็นสาเหตุหลักประการหนึ่งของความเจ็บป่วยในปัจจุบัน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ
  • การบริการสาธารณสุขต้องครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุม ตลอดจนการป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • อสม.ทำงานหนักแต่ขาดฐานปฏิบัติงาน: อาสาสมัครสาธารณสุขต้องทำงานกลางแจ้ง เคลื่อนที่ตลอด ไม่มีพื้นที่ทำงานที่เป็นทางการ
  • ประชาชนไม่รู้จุดติดต่อที่ชัดเจน: ชาวบ้านจำนวนมากไม่ทราบว่าควรติดต่อ อสม. ที่ใด
  • งานสุขภาพชุมชนยังไม่เป็นระบบ: การประสานงาน ข้อมูล และเอกสารระหว่าง อสม. กับ รพ.สต. และท้องถิ่นยังขาดโครงสร้างที่เป็นทางการและต่อเนื่อง

จะทำอะไร (Action)

  • สร้าง “สถานีสุขภาพ อสม.” เป็นฐานปฏิบัติงานที่เป็นทางการ
  • ยกระดับบทบาท อสม. สู่การจัดการสุขภาพชุมชนอย่างมืออาชีพ
  • สนับสนุนการจัดตั้งสถานีสุขภาพ อสม. ในพื้นที่ที่พร้อม โดยใช้การปรับปรุงพื้นที่สาธารณะเดิมที่มีอยู่ เช่น รพ.สต. ศาลากลางหมู่บ้าน หรือพื้นที่อเนกประสงค์ของชุมชน ไม่เน้นการก่อสร้างใหม่
  • รัฐสนับสนุนค่าบริหารจัดการตามจริง
  • กำหนดให้มีป้ายชื่อ “สถานีสุขภาพ อสม.” อย่างเป็นทางการ
  • ใช้สถานีสุขภาพ อสม. เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลและวางแผนงานร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
  • จัดระบบเอกสารและอุปกรณ์คัดกรองให้เป็นมาตรฐาน
  • ส่งเสริมการใช้แอปพลิเคชัน “สมาร์ท อสม.” เป็นตัวกลางประสานงานระหว่างชาวบ้าน รพ.สต. และท้องถิ่น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • การเข้าถึงบริการสุขภาพระดับชุมชน สะดวกขึ้น
  • ยกระดับบทบาท อสม. สู่การจัดการสุขภาพชุมชนอย่างมืออาชีพ
  • ประชาชนทราบว่านี่คือจุดให้บริการสุขภาพชุมชน
  • ลดการใช้กระดาษ
  • เพิ่มความเป็นระบบในการทำงานสุขภาพชุมชน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุข)
  • ประชาชน (ชาวบ้าน)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ไม่เกินเดือนละ 500 บาทต่อแห่ง (สำหรับค่าใช้จ่ายดำเนินงานของสถานีสุขภาพ เช่น ค่าไฟ อินเตอร์เน็ต และวัสดุอุปกรณ์)
  • ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 85) ว่า '2,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 85) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ต้องเสียเวลาและค่าเดินทางไปโรงพยาบาล: แม้เป็นอาการไม่รุนแรงหรือการติดตามอาการ ทำให้เสียรายได้และเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย
  • โรงพยาบาลแออัด การรักษาล่าช้า: ผู้ป่วยโรคทั่วไปและโรคเรื้อรังที่สามารถดูแลต่อเนื่องได้จากที่บ้าน
  • คนต่างจังหวัด ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบางเข้าถึงแพทย์ยาก: ข้อจำกัดด้านระยะทาง บุคลากร และโครงสร้างบริการ

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดัน Telemedicine ให้เป็นบริการสาธารณสุขมาตรฐานที่ประชาชนใช้ได้จริงทั่วประเทศ
  • รับรอง Telemedicine ตามกฎหมาย
  • ให้การรักษาทางไกลเป็นบริการสาธารณสุขอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่เพียงโครงการทดลอง
  • รักษาและติดตามอาการจากที่บ้าน: ครอบคลุมโรคทั่วไป โรคเรื้อรัง อาการไม่รุนแรง และการติดตามผลหลังการรักษา
  • กำหนดแนวทางการวินิจฉัย การสั่งยา และการส่งต่อผู้ป่วยที่ชัดเจน สำหรับแพทย์และพยาบาลที่ให้บริการทางไกล
  • ใช้สิทธิประกันสุขภาพเดิมได้
  • คุ้มครองข้อมูลและความปลอดภัยผู้ป่วย: ใช้ระบบยืนยันตัวตนและจัดเก็บข้อมูลตามมาตรฐานความปลอดภัยและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • รักษาได้ทันที
  • ไม่ต้องเดินทาง
  • ลดภาระประชาชนและระบบสาธารณสุข
  • ลดความแออัดในโรงพยาบาล
  • ประชาชนใช้สิทธิรักษาที่มีอยู่โดยไม่เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย
  • การรักษาทางไกลเป็นบริการสาธารณสุขอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่เพียงโครงการทดลอง
  • Telemedicine มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • คนต่างจังหวัด
  • ผู้สูงอายุ
  • กลุ่มเปราะบาง
  • ผู้ป่วยโรคทั่วไปและโรคเรื้อรัง
  • แพทย์และพยาบาล

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 44) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 44) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ผู้ป่วยต้องตรวจซ้ำและเสียเวลา เพราะข้อมูลสุขภาพกระจัดกระจาย อยู่คนละโรงพยาบาล แพทย์ไม่เห็นประวัติการรักษาที่ครบถ้วน
  • ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในการรักษา เมื่อแพทย์ขาดข้อมูลสำคัญ เช่น ประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว หรือการรักษาก่อนหน้า
  • ระบบส่งต่อไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้การรักษาล่าช้าและเพิ่มต้นทุนโดยไม่จำเป็น ทั้งต่อผู้ป่วยและระบบสาธารณสุข

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับ Health Link ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลสุขภาพของประเทศ โดยใช้มาตรฐานกลางและการคุ้มครองข้อมูลเป็นหัวใจหลัก
  • สนับสนุนให้สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพจากหน่วยบริการทั่วประเทศ
  • ดำเนินการภายใต้กรอบการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • แพทย์เห็นประวัติการรักษาครบถ้วนในที่เดียว
  • แพทย์สามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการวินิจฉัยและรักษาได้ทันที
  • ลดการตรวจซ้ำ
  • ลดต้นทุนระบบสุขภาพ
  • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์
  • เพิ่มประสิทธิภาพการส่งต่อผู้ป่วย
  • ข้อมูลสุขภาพไหลต่อเนื่องระหว่างหน่วยบริการ ทำให้การส่งต่อรวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น
  • สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ป่วย
  • แพทย์
  • บุคลากรทางการแพทย์

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 43) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 43) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โครงสร้างบริหารงบประมาณยังไม่สมดุล องค์ประกอบคณะกรรมการและกลไกกำหนดงบประมาณยังไม่สะท้อนมุมมองผู้รับบริการและผู้ให้บริการอย่างเพียงพอ
  • การเบิกจ่ายล่าช้าไม่สะท้อนต้นทุนจริง หน่วยบริการแบกรับภาระทางการเงินจากการเบิกจ่ายที่ล่าช้าและอัตราชดเชยไม่สอดคล้องต้นทุนจริง เสี่ยงเกิดปัญหาสภาพคล่อง
  • ระบบส่งต่อผู้ป่วยซ้ำซ้อนและไม่คล่องตัว ขั้นตอนการอนุมัติหลายชั้นทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการล่าช้า และหน่วยบริการเบิกจ่ายไม่ตรงกับภาระงานจริง

จะทำอะไร (Action)

  • นำระบบเบิกจ่ายอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบมาใช้ร่วมกับ AI ตรวจสอบสิทธิและอนุมัติการจ่ายเงิน
  • ปรับเงื่อนไขการส่งต่อให้คล่องตัว
  • ปรับองค์ประกอบ*คณะกรรมการ สปสช.*ให้มีสัดส่วนผู้แทนผู้รับบริการในภูมิภาคมากขึ้น ควบคู่รัฐและผู้ให้บริการ
  • ให้ สปสช. จัดตั้งกลไกประเมินต้นทุนบริการทางการแพทย์ที่แท้จริง
  • เร่งรัดการเบิกจ่ายแก่สถานพยาบาล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ระบบการเงินและการส่งต่อผู้ป่วย เร็ว โปร่งใส และยืดหยุ่น
  • คุ้มครองผู้ป่วยและเสถียรภาพของหน่วยบริการ
  • เพิ่มความรวดเร็วและสะท้อนต้นทุนจริง ของการจ่ายเงิน
  • ลดปัญหาหนี้สินของสถานพยาบาล
  • ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ของการส่งต่อ
  • เปิดช่องให้เบิกจ่ายตามการปฏิบัติงานจริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้รับบริการ
  • ผู้ให้บริการ
  • หน่วยบริการ
  • ผู้ป่วย
  • สถานพยาบาล
  • ผู้รับบริการในภูมิภาค

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 42) ว่า '80 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 42) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เข้าถึงการรักษาฉุกเฉินไม่ทันเวลา: ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล เกาะ ภูเขา หรือพื้นที่เข้าถึงยาก ใช้เวลาลำเลียงทางบกนาน เสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ
  • ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสรอดชีวิต: โรงพยาบาลปลายทางที่มีศักยภาพอยู่ไกล ทำให้ผู้ป่วยฉุกเฉินไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมในช่วงเวลาทอง
  • ระบบส่งต่อไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ: การแพทย์ฉุกเฉินทางอากาศยังไม่เป็นระบบเดียว ทำให้การช่วยเหลือไม่สม่ำเสมอ

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับการลำเลียงผู้ป่วยฉุกเฉิน
  • จัดตั้งระบบลำเลียงผู้ป่วยฉุกเฉินทางอากาศระดับประเทศ
  • ใช้เครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์เป็นกลไกหลักในการส่งต่อผู้ป่วยจากพื้นที่ห่างไกลไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพอย่างทันท่วงที
  • ลดเวลาการเดินทางอย่างมีนัยสำคัญ
  • ขยายการให้บริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
  • ยกระดับความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศ
  • สร้างความมั่นใจให้ประชาชนในยามคับขัน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ระบบลำเลียงผู้ป่วยฉุกเฉินให้ “เร็ว เท่าเทียม และเข้าถึงได้ทุกพื้นที่”
  • เพิ่มโอกาสรอดชีวิต
  • ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมเร็วที่สุด
  • ประชาชนทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะอยู่ไกลหรือเข้าถึงยาก สามารถเข้าถึงการแพทย์ฉุกเฉินทางอากาศได้อย่างเท่าเทียม
  • ระบบฉุกเฉินของไทยพร้อมรับมือเหตุวิกฤต ทั้งอุบัติเหตุ โรคฉุกเฉิน และภัยพิบัติ
  • การเข้าถึงการรักษาฉุกเฉินไม่ขึ้นกับภูมิประเทศหรือที่อยู่อาศัย แต่เป็นสิทธิที่ทุกคนเข้าถึงได้จริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล เกาะ ภูเขา หรือพื้นที่เข้าถึงยาก
  • ผู้ป่วยฉุกเฉิน
  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 41) ว่า '40 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 41) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • อุบัติเหตุทางถนนยังเป็นแหล่งผู้ป่วยฉุกเฉินหลัก
  • ข้อมูลจุดเสี่ยงยังไม่ถูกบูรณาการเพื่อการป้องกันเชิงระบบ ทำให้เกิดเหตุซ้ำซากและการเข้าถึงบริการฉุกเฉินล่าช้า
  • นิยามผู้ป่วยฉุกเฉินยังแคบเกินไป
  • ผู้ป่วยที่มีอาการเสี่ยงต่อภาวะวิกฤตไม่ได้รับสิทธิการรักษาฉุกเฉินอย่างทันท่วงที
  • ห้องฉุกเฉินแออัดจากผู้ป่วยไม่วิกฤต
  • การใช้บริการห้องฉุกเฉินโดยผู้ป่วยอาการทั่วไป ทำให้ทรัพยากรไม่เพียงพอสำหรับผู้ป่วยวิกฤตจริง

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับ UCEP ให้ “เข้าถึงง่าย มั่นใจได้จริง” ในทุกวินาทีวิกฤต โดยไม่เพิ่มภาระให้ประชาชน
  • ใช้ข้อมูลเชิงบูรณาการลดอุบัติเหตุและเพิ่มความพร้อมจุดเสี่ยง
  • เชื่อมโยงข้อมูลจากกระทรวงคมนาคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บริษัทประกันภัย และกระทรวงสาธารณสุข เพื่อระบุจุดเสี่ยงอุบัติเหตุซ้ำซาก และจัดวางรถกู้ชีพใกล้พื้นที่เสี่ยง
  • ขยายนิยาม “ผู้ป่วยฉุกเฉิน” ครอบคลุมภาวะก่อนวิกฤต
  • สร้างความเข้าใจระบบคัดแยกผู้ป่วย 5 ระดับ
  • ให้ความรู้ประชาชนเรื่องระบบคัดแยก (Triage) เพื่อให้การใช้บริการห้องฉุกเฉินเป็นไปตามระดับความเร่งด่วนอย่างเหมาะสม
  • แยกคลินิกผู้ป่วยทั่วไปออกจากห้องฉุกเฉิน
  • จัดตั้งพื้นที่บริการสำหรับผู้ป่วยอาการไม่เร่งด่วน (สีเขียว สีเหลือง) แยกจากห้องฉุกเฉิน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดอุบัติเหตุและเพิ่มความพร้อมจุดเสี่ยง
  • ป้องกันการทรุดหนักของผู้มีอาการเสี่ยงรุนแรง (Pre-critical state) ก่อนถึงโรงพยาบาล
  • การใช้บริการห้องฉุกเฉินเป็นไปตามระดับความเร่งด่วนอย่างเหมาะสม
  • ลดความแออัดและเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยวิกฤต

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ป่วยฉุกเฉิน
  • ผู้มีอาการเสี่ยงรุนแรง (Pre-critical state)
  • ผู้ป่วยวิกฤต

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 39) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 39) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เจ็บป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ป้องกันได้: ประชาชนจำนวนมากต้องใช้ชีวิตกับโรค NCDs เช่น เบาหวาน ความดัน หัวใจ ซึ่งกระทบคุณภาพชีวิตและความสามารถในการทำงาน ทั้งที่สามารถลดความเสี่ยงได้ตั้งแต่ต้น
  • ดูแลสุขภาพแต่ไม่เคยได้ผลตอบแทน: การตรวจสุขภาพ ออกกำลังกาย หรือปรับพฤติกรรมเชิงป้องกัน ต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่าย แต่ระบบปัจจุบันแทบไม่มีแรงจูงใจเชิงบวกให้ประชาชนทำอย่างต่อเนื่อง
  • งบสุขภาพถูกใช้ปลายทางมากเกินไป: งบประมาณสาธารณสุขของประเทศส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการรักษาโรคระยะท้าย ทำให้การลงทุนด้านการป้องกันและสร้างเสริมสุขภาพในชุมชนยังไม่เพียงพอ

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างแรงจูงใจในการสร้างเสริมสุขภาพ เน้นการป้องกันโรค ก่อนการรักษาโรค
  • เปลี่ยนแนวคิดระบบสุขภาพจาก “ป่วยแล้วค่อยจ่าย” เป็น “ดูแลตัวเองแล้วได้ประโยชน์” โดยใช้แรงจูงใจเชิงบวกและบทบาทท้องถิ่นเป็นฐานหลัก
  • ให้รางวัลแก่ประชาชนที่ทำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ เช่น ตรวจสุขภาพประจำปี ออกกำลังกาย หรือดูแลตนเองเพื่อลดความเสี่ยงโรค NCDs
  • เปิดให้รายจ่ายด้านการสร้างเสริมสุขภาพนำไปลดหย่อนภาษีได้
  • เปลี่ยนจากมาตรการเชิงลงโทษหรือคำแนะนำทั่วไป มาเป็นระบบที่ “ยิ่งดูแลสุขภาพ ยิ่งได้ประโยชน์”
  • ส่งเสริมการป้องกันโรค
  • สนับสนุนให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพสต.) และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)
  • ปรับสัดส่วนการใช้รายได้ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อสนับสนุนกิจกรรมด้านสุขภาพในระดับท้องถิ่นมากขึ้น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สุขภาพดี มีเงิน(สิทธิพิเศษ)คืน
  • เกิดการปรับพฤติกรรมอย่างสมัครใจและต่อเนื่อง
  • ลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ของประเทศในแต่ละปี
  • การดูแลสุขภาพเกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของประชาชน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 38) ว่า '2,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 38) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • คนไทยกว่า 10–13 ล้านคน มีปัญหาสุขภาพจิต แต่มีแค่ 2–3 ล้านคนเท่านั้นที่เข้าถึงการรักษา
  • การฆ่าตัวตายเกิดขึ้นเฉลี่ย มากกว่า 15 รายต่อวัน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน
  • จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น มีเพียง 295 คนทั่วประเทศ 18 จังหวัดไม่มีจิตแพทย์เด็กเลย และอีก 15 จังหวัดมีเพียง 1 คน
  • ประชาชนไม่ได้ “ไม่อยากรักษา” แต่เพราะระบบที่เข้าไม่ถึง
  • ขาดแคลนบุคลากร – ไทยมีจิตแพทย์เพียงประมาณ 1.2–1.4 คนต่อประชากร 100,000 คน ต่ำกว่ามาตรฐานสากลหลายเท่า ส่วนจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นมีไม่ถึง 300 คน และหลายจังหวัดไม่มีเลย
  • บริการกระจุกตัวในเมืองใหญ่ – คนต่างจังหวัดต้องเดินทางไกล รอนาน หรือไม่ได้รับการดูแลตามเวลาที่เหมาะสม
  • ระบบยังเน้น “รักษาเมื่อป่วยหนัก” – ขาดการคัดกรอง ป้องกัน และดูแลต่อเนื่อง ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากเข้าสู่ระบบเมื่ออาการรุนแรงแล้ว
  • สายด่วนและช่องทางช่วยเหลือไม่เพียงพอ – จำนวนคู่สายจำกัด ทำให้ผู้ที่อยู่ในภาวะวิกฤตไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้ทันท่วงที
  • การตีตราทางสังคม – ทำให้หลายคนไม่กล้าขอความช่วยเหลือ และปล่อยให้ปัญหาลุกลามจนกระทบชีวิต ครอบครัว และเศรษฐกิจโดยรวม

จะทำอะไร (Action)

  • รัฐต้องยกระดับการบริการด้าน “สุขภาพจิต” ให้เป็นการบริการปฐมภูมิ อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
  • บรรจุสุขภาพจิตเป็นสิทธิประโยชน์หลักในระบบ 30 บาท
  • ให้การคัดกรองและคำปรึกษาสุขภาพจิตเป็นบริการปฐมภูมิฟรี
  • ใช้หน่วยบริการใกล้บ้านเป็นฐาน
  • ให้บุคลากรระดับปฐมภูมิที่ผ่านการอบรมสามารถคัดกรองและให้คำปรึกษาได้
  • จิตแพทย์ทำหน้าที่ดูแลเคสซับซ้อนและกำกับมาตรฐาน
  • เพิ่มบุคลากรด้วย Task Shifting + การจ้างงานใหม่
  • เพิ่มนักจิตวิทยาและ counsellor สัญญาจ้าง
  • เปิดทางให้บัณฑิตจิตวิทยาเข้าระบบด้วยการอบรมเร่งรัด
  • ขยายสายด่วนสุขภาพจิตจาก 30 เป็น 100 คู่สาย
  • เพิ่มกำลังคนควบคู่เทคโนโลยีคัดกรองอัตโนมัติ
  • ใช้โทรศัพท์ แชต วีดิโอคอล และระบบนัดโทรกลับ เพื่อไม่ต้องรอสาย
  • เชื่อมต่อสายด่วนกับโรงพยาบาลและระบบส่งต่อจริง ไม่ให้การช่วยเหลือจบแค่ปลายสาย
  • สร้างสังคมที่เข้าใจสุขภาพจิต
  • รณรงค์ลดการตีตรา
  • ทำให้การขอความช่วยเหลือเป็นเรื่องปกติ
  • เปลี่ยนทัศนคติจาก “ต้องเข้มแข็งคนเดียว” เป็น “ขอความช่วยเหลือได้”

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดการตีตรา เปลี่ยนทัศนคติจาก “ต้องเข้มแข็งคนเดียว” เป็น “ขอความช่วยเหลือได้”
  • มองปัญหาสุขภาพจิตอย่างเข้าใจและมีมนุษยธรรม
  • การดูแลสุขภาพจิตเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย
  • ประชาชนทุกคน ต้องสามารถเข้าถึงการคัดกรอง คำปรึกษา และการดูแลต่อเนื่องได้ เหมือนกับการตรวจความดันหรือรักษาโรคเรื้อรังทั่วไป
  • บริการสุขภาพจิต อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
  • การคัดกรองภาวะซึมเศร้า ความเครียด วิตกกังวล การให้คำปรึกษาเบื้องต้น หรือการส่งต่อผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง จะได้รับ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
  • คนไทยได้รับการคัดกรองสุขภาพจิตอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
  • ผู้ที่มีความเสี่ยงได้รับคำปรึกษาฟรี
  • สายด่วนสุขภาพจิตที่ติดต่อได้จริง ไม่ต้องรอสายนาน และเชื่อมต่อกับระบบรักษาอย่างต่อเนื่อง
  • ระบบดูแลสุขภาพจิตที่กระจายอยู่ในชุมชน โรงเรียน ที่ทำงาน และหน่วยบริการใกล้บ้าน ไม่กระจุกตัวอยู่แค่ในเมืองใหญ่
  • ไม่ต้องรอพบจิตแพทย์
  • ไม่ต้องมีอาการหนักก่อนถึงจะได้รับการดูแล
  • ลดต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมจากการเจ็บป่วย การลาออก การสูญเสียชีวิต และปัญหาครอบครัวที่รัฐต้องแบกรับในระยะยาว
  • ลดภาระจิตแพทย์
  • เพิ่มคุณภาพการดูแลโดยรวม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • จิตแพทย์

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 35) ว่า '2,000 ล้านบาท/ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 35) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ทุกวันนี้โรงพยาบาลแจ้งว่า สำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จ่ายเงินมาไม่เพียงพอกับการรักษา ขณะที่ สปสช. แจ้งว่าการจ่ายเงินอุดหนุนเป็นไปตามสูตรคำนวณที่ถูกต้องจากงบจัดสรร ก่อนหน้ายุค 30 บาท จ่ายตามคำของบประมาณที่โรงพยาบาลยื่นขอ พอหลังปี 2544 เปลี่ยนระบบจ่ายเงินเป็นรายหัว ใครดูแลมากได้มาก ใครดูแลน้อยได้น้อย
  • ส่วนใหญ่โรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนนโยบาย อยู่ในภาคกลางที่มีประชากรน้อย ขณะที่ในภาคอีสานที่มีประชากรมาก แต่เคยได้รับงบประมาณน้อยกว่า ได้ประโยชน์มากขึ้นจากการจ่ายตามรายหัว ในความเป็นจริงแล้ว สปสช. ไม่ได้จ่ายตามงบประมาณรายหัวจริง เนื่องจากบางส่วนจะถูกหักเข้ากองกลาง เป็นเงินเดือนของบุคลากรทางการแพทย์ หากจะแก้ไขปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จ ต้องกลับมาแก้ทั้งระบบใหม่
  • ข้อมูลทั้งระบบตอนนี้ยังแยกไปตามหน่วยราชการต่างๆ ไม่ได้เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน จึงสร้างปัญหาทั้งความแออัดในสถานพยาบาลขนาดใหญ่ ประสิทธิภาพในการรักษา และการใช้งบประมาณไม่คุ้มค่า
  • ส่วนค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยสูงอายุมีงานวิจัยระบุว่า ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ผู้สูงอายุใช้จ่ายมากกว่า 50% จึงจำเป็นต้องมีระบบและหลักประกันในการช่วยลดค่าใช้จ่าย

จะทำอะไร (Action)

  • เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพทั้งระบบ
  • ทำให้ข้อมูลรักษาพยาบาลของคนไข้ทั่วประเทศอยู่บนระบบคลาวด์
  • นำเทคโนโลยี AI มาใช้ปรับปรุงประสิทธิภาพการรักษาพยาบาล
  • เสนอ ร่าง พ.ร.บ. ระบบสุขภาพดิจิทัล
  • ใช้ AI ในการบริหารจัดการเรื่องงบประมาณ
  • ทำสถานชีวภิบาลของภาครัฐ
  • เชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อลดช่องว่างระหว่างการรักษาช่วงสุดท้ายของชีวิตใน ICU ที่อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงโดยไม่จำเป็น กับการใช้ชีวิตสุดท้ายที่บ้านโดยไร้การดูแล จุดนั้นคือสถานชีวาภิบาลที่มีการดูแลรักษาอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า โดยใช้ AI เข้ามาช่วย

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้ป่วยจะรักษาที่ไหนก็ได้
  • แพทย์มีข้อมูลผู้ป่วยครบถ้วนอยู่บนระบบเดียวทั่วประเทศ
  • เจ้าหน้าที่ไม่แบกภาระจนล้นมือ
  • โรงพยาบาลศูนย์ไม่แออัด
  • ลดค่าใช้จ่ายที่สูงเกินจำเป็น
  • มีการรักษาโรคใดบ้าง จ่ายยาใดบ้าง และมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้สูงอายุ
  • แพทย์
  • โรงพยาบาล

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • 1 ปี เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยของข้อมูล สำหรับการเสนอร่าง พ.ร.บ. ระบบสุขภาพดิจิทัล

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 34) ว่า '3,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 34) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • กรุงเทพมหานครขาดโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิอย่างรุนแรง
  • ผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลใหญ่ เพราะไม่มีโรงพยาบาลเขตรองรับ
  • ข้อจำกัดทางกฎหมาย ทำให้ อปท. ใช้งบจ้างบุคลากรได้ไม่พอ
  • มีอาคาร มีเตียง แต่ไม่มีหมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่เพียงพอให้เปิดบริการเต็มศักยภาพเนื่องจากบางส่วนจะถูกหักเข้ากองกลาง เป็นเงินเดือนของบุคลากรทางการแพทย์
  • การเชื่อมโยงข้อมูลทั้งระบบตอนนี้ยังแยกไปตามหน่วยราชการต่างๆ ไม่ได้เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภายนอก
  • ความแออัดในสถานพยาบาลขนาดใหญ่
  • ประสิทธิภาพในการรักษา (ลดลง/ต่ำ)
  • การใช้งบประมาณไม่คุ้มค่า (ในระบบสาธารณสุข)
  • ผู้สูงอายุใช้จ่ายมากกว่า 50% ในช่วงสุดท้ายของชีวิต

จะทำอะไร (Action)

  • ปลดล็อก พ.ร.บ. ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 มาต
  • เชื่อมความร่วมมือกับ โรงพยาบาลรัฐวิสาหกิจ และโรงพยาบาลรัฐสังกัดต่าง ๆ เปิดระบบรับผู้ป่วยให้คนกรุงเทพฯ เข้าถึงเตียงและบริการที่มีอยู่แล้วได้ทันที
  • สร้าง โรงพยาบาลประจำเขตขนาด 120 เตียง ในเขตที่ยังขาดแคลน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กรุงเทพมหานครมี โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ ขนาด 120 เตียง ครบทั้ง 50 เขต
  • รองรับผู้ป่วยทั่วไปใกล้บ้าน
  • ลดภาระโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลขนาดใหญ่
  • โรงพยาบาลท้องถิ่นมีแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่เพียงพอ
  • โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ทั้งของรัฐและรัฐวิสาหกิจสามารถ ร่วมมือกันรับผู้ป่วยข้ามระบบ ได้อย่างไร้รอยต่อ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนกรุงเทพฯ
  • ผู้สูงอายุ
  • แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบลงทุนของกระทรวงสาธารณสุข
เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ
  • ผลักดันให้มีการใช้มาตรการทางกฎหมายในการจัดระบบสวัสดิการประชาชน
  • เสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว
  • ส่งเสริมและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคม วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิม ตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวนทั้งนี้ เท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือสุขภาพอนามัย
  • ประชาชนมีที่อยู่อาศัยที่ดินทำกินอย่างเหมาะสม
  • ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรงและมีจิตใจเข้มแข็ง
  • พลเมืองมีคุณภาพและความสามารถสูงขึ้น
  • เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาสสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ
  • ประชาชน
  • เยาวชน
  • สตรี
  • ผู้สูงอายุ
  • คนพิการ
  • ผู้ยากไร้
  • ผู้ด้อยโอกาส

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • จัดให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่ดีอย่างทั่วถึงเป็นธรรมมีความเสมอภาค
  • เสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค
  • ผลักดันให้มีมาตรการทางกฎหมายในการจัดตั้งกระทรวงการแพทย์แผนโบราณและสมุนไพรไทย
  • พัฒนาการรักษาโรคด้วยวิธีการแพทย์แผนโบราณ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • บริการสาธารณสุขที่ดีมีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง เป็นธรรม มีความเสมอภาค
  • การพัฒนาการรักษาโรคด้วยวิธีการแพทย์แผนโบราณให้มีการพัฒนาเจริญก้าวหน้า

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ภูมิใจไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา
  • มีการจ้างงานจากผู้จบการศึกษาด้าน พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เทคนิกการแพทย์ เข้ามาอบรมเพิ่มเติม
  • ทำงานเชิงรุก เคาะประตู ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ
  • ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ผู้สูงอายุ และครอบครัวผู้สูงอายุ รวมทั้งสตรีตั้งครรภ์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • มีการจ้างงาน จำนวนเกือบ 100,000 อัตรา
  • ผู้ที่ได้รับการจ้างงานมี เงินเดือน 15,000 บาท สัญญาจ้างงาน ขั้นต่ำ 4 ปี
  • พี่น้องประชาชน ผู้สูงอายุ และครอบครัวผู้สูงอายุ รวมทั้งสตรีตั้งครรภ์ ได้รับการช่วยเหลือ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้สูงอายุ
  • หญิงตั้งครรภ์
  • ผู้จบการศึกษาด้าน พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เทคนิกการแพทย์
  • พี่น้องประชาชน
  • ครอบครัวผู้สูงอายุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 5) ว่า '13,500 ล้านบาทต่อปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 5) ว่า

  • 'งบประมาณรายจ่ายประจำปี'
  • 'เกลี่ยงบประมาณที่มีความซ้ำซ้อน และงบประมาณที่มีความจำเป็นน้อย'
รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

ไม่ระบุ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

เบนซิน ดีเซล 25 บาท/ลิตร

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 11) ว่า 'ไม่มีการใช้งบประมาณ แต่เป็นการออกกฎหมาย และใช้วิธีบริหารจัดการต้นทุนให้เป็นธรรม'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 13) ว่า 'ไม่มีการใช้งบประมาณ แต่ถ้ามีก็จะใช้จากงบประมาณประจำปี'

รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

มะเร็ง

จะทำอะไร (Action)

จัดการขยะพิษ ครบวงจร

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

หยุดมะเร็ง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 27) ว่า 'ไม่มีการใช้งบประมาณ เพราะเป็นการผลักดันกฎหมายและมอบนโยบายเพื่อส่งเสริมการกำจัดขยะมลพิษในหลากหลายประเด็นแต่ไม่ได้มีโครงการที่จะต้องใช้งบประมาณ จะเป็นการใช้เงินจากแผนงานในงบประมาณปกติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 27) ว่า 'ไม่มีการใช้งบประมาณ แต่ถ้ามีก็จะใช้จากงบประมาณประจำปี'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เด็กและเยาวชนไทยเผชิญภาวะ "แผลใจ" จากความกดดันทางการศึกษา การบูลลี่ในสถานศึกษาและโลกออนไลน์ รวมถึงความไม่มั่นคงในครอบครัว
  • วัยรุ่นไทยมีอัตราการซึมเศร้าและเสี่ยงฆ่าตัวตายสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • ความเสี่ยงด้านความลับข้อมูล (Privacy): เด็กอาจกังวลว่าความลับจะถูกรั่วไหลถึงครูหรือผู้ปกครอง
  • การขาดแคลนบุคลากร: นักจิตวิทยาในไทยมีจำนวนจำกัด
  • "แผลกาย" จากการถูกทำร้ายหรือโรคทางจิตเวชรุนแรง
  • ความกลัวที่ว่า "ครูจะรู้ไหม" หรือ "ประวัติจะเสียไหม"
  • ความเสียหายจากการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ (Lost Productivity) และค่าใช้จ่ายในการบำบัดยาเสพติดหรืออาชญากรรมที่เกิดจากปัญหาสุขภาพจิตที่ไม่ได้แก้ไข

จะทำอะไร (Action)

  • การสร้างระบบนิเวศการเยียวยาและคุ้มครองสุขภาวะเด็กและเยาวชนเชิงรุกผ่านศูนย์นวัตกรรมสุขภาพจิตชุมชน (Holistic Youth Wellness & Healing Ecosystem)
  • เปลี่ยนสถานศึกษาและชุมชนจากพื้นที่ความกดดัน ให้เป็นพื้นที่ "เยียวยา"
  • มีมืออาชีพดูแลอย่างใกล้ชิดและใช้เทคโนโลยีเข้าถึงใจเด็ก
  • ปรับปรุงพื้นที่เดิมในโรงเรียนหรือศูนย์ชุมชนให้เป็น Healing Centre ทั่วประเทศ
  • จ้างบุคลากรนักจิตวิทยา คลินิก และนักสังคมสงเคราะห์เพิ่มเติม
  • ใช้ระบบ Blockchain Data Encryption เพื่อแก้ความเสี่ยงด้านความลับข้อมูล (Privacy)
  • ใช้ระบบ Tele-Medicine และอาสาสมัครที่ผ่านการอบรมพิเศษ เพื่อแก้การขาดแคลนบุคลากร
  • จัดให้มีแพลตฟอร์ม AI คัดกรองภาวะสุขภาพจิตเบื้องต้นผ่านแชทบอทที่เป็นมิตร
  • จัดให้มีระบบจะแจ้งเตือนนักจิตวิทยาในศูนย์ใกล้ที่สุดทันที หากพบสัญญาณอันตราย
  • จัดตั้งศูนย์ในสถานศึกษาหรือใกล้ชุมชนที่ออกแบบให้ "ไม่เหมือนโรงพยาบาล" แต่เหมือน "Co-working Space ที่สงบ" มีกิจกรรมศิลปะบำบัด ดนตรีบำบัด และพื้นที่พักใจ (Safe Zone) โดยมีนักจิตวิทยาประจำการ
  • เชื่อมต่อข้อมูลกับโรงพยาบาลจิตเวชและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางกรณี "แผลกาย" จากการถูกทำร้ายหรือโรคทางจิตเวชรุนแรง
  • รัฐสนับสนุนค่ารักษาทั้งหมดผ่านกองทุนอุ่นใจ
  • ดำเนินการออกแบบศูนย์ Healing Centre โดยยึดหลัก "Non-Clinical, Home-Like, and Biophilic Design"
  • จัดให้มี The Sanctuary (ห้องให้คำปรึกษาแบบเป็นส่วนตัว) ด้วย เฟอร์นิเจอร์นุ่มนวล แสงไฟวอร์มไวท์ มีหน้าต่างเห็นสีเขียวของต้นไม้ เก็บเสียง 100% สำหรับคุยกับนักจิตวิทยาเชิงลึก มีเก้าอี้พักผ่อนที่ปรับเอนได้
  • จัดให้มี Expression Lab (ห้องบำบัดผ่านกิจกรรม) ด้วยพื้นที่กว้างขวาง ทำความสะอาดง่าย ผนังด้านหนึ่งเป็นกระดานวาดเขียนขนาดใหญ่ พร้อมอุปกรณ์ศิลปะบำบัด (Art Therapy), เครื่องดนตรี (Music Therapy), และทรายบำบัด (Sand Tray) เพื่อให้เด็กระบายความรู้สึกออกมาเป็นรูปธรรม
  • จัดให้มี Sensory Room (ห้องสงบสติอารมณ์) ด้วยระบบแสงสีบำบัด (Chromo therapy) มี Bean bags นุ่มๆ และเครื่องพ่นกลิ่นอโรม่าอ่อนๆ สำหรับเด็กที่มีภาวะตื่นตระหนก (Panic) หรือต้องการพื้นที่สงบเงียบเพื่อเรียกสติ (Grounding)
  • จัดให้มี Digital Healing Corner ด้วยมุม VR (Virtual Reality) เล็กๆ สำหรับใช้ VR เพื่อฝึกทำสมาธิ หรือสถานการณ์จำลองเพื่อลดความกลัว (Exposure Therapy) ภายใต้การดูแล
  • สร้างเครือข่ายดูแลแบบ "Multi-Tier Support"
  • สร้างคู่มืออาสาสมัคร "Peer Healer" (เพื่อนช่วยเพื่อน) โดยเน้นที่ "การ "ฟังและส่งต่อ""
  • Look (สังเกต): สังเกตพฤติกรรมเพื่อนที่เปลี่ยนไป เช่น แยกตัว เศร้าผิดปกติ หรือโพสต์ข้อความตัดพ้อ
  • Listen (รับฟัง): รับฟังแบบ "ไม่ตัดสิน" (Active Listening) ไม่สอน ไม่รีบให้คำแนะนำ แต่เน้นการยอมรับในความรู้สึกของเพื่อน
  • Link (ส่งต่อ): หากประเมินว่ามีความเสี่ยง (เช่น อยากทำร้ายตัวเอง) ต้องรู้วิธีชวนเพื่อนไปหาพี่นักจิตวิทยาที่ Healing Centre ทันที
  • รัฐจะใช้ระบบ "Anonymous ID & Data Sovereignty"
  • Personal Identity Encryption: ข้อมูลของเด็กจะไม่ถูกเก็บด้วยชื่อ-นามสกุลในฐานข้อมูลสาธารณะ แต่จะถูกแปลงเป็น Unique Hash Code บน Blockchain
  • Smart Contract for Access Control: การเข้าถึงข้อมูลทุกครั้งจะถูกบันทึกใน Ledger (สมุดบัญชีแยกประเภท) ซึ่งไม่สามารถลบหรือแก้ไขได้ หากข้าราชการหรือใครก็ตามพยายามเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ระบบจะแจ้งเตือนและบันทึกหลักฐานทันที
  • Data Portability: หากเด็กย้ายสถานศึกษา ประวัติการรักษา (ที่เข้ารหัสไว้) สามารถย้ายตามไปยัง Healing Centre แห่งใหม่ได้ทันทีผ่าน Private Key ของเด็กเอง
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (CapEx) ปรับปรุงห้อง Healing Centre ในโรงเรียนนำร่อง 1,000 แห่ง
  • จ้างนักจิตวิทยาคลินิก/นักสังคมสงเคราะห์ประจำศูนย์ และค่าตอบแทนพิเศษ (On-call)
  • พัฒนาระบบดิจิทัลและ Blockchain (IT) แอปพลิเคชัน, ระบบคัดกรอง AI และค่าเช่า Node Blockchain
  • จัดให้มีการฝึกอบรมและพัฒนา (HRD) หลักสูตร Peer Healer สำหรับนักเรียน และการ Reskill ครูแนะแนวทั่วประเทศ
  • จัดตั้งกองทุนส่งต่อและเยียวยา (Emergency) สำหรับค่ารักษาพยาบาลส่วนเกินในกรณีฉุกเฉิน และการช่วยเหลือเยียวยาครอบครัว
  • จัดให้มีแผนการฝึกอบรมบุคลากร (Staff Training Program) เฟสที่ 1: สำหรับครูแนะแนวและครูฝ่ายปกครอง (Gatekeeper Training) หัวข้อ: "Psychological First Aid & Early Warning Signs" โดยมีเป้าหมาย เปลี่ยนทัศนคติจาก "การลงโทษ" เป็น "การทำความเข้าใจ" ฝึกการสังเกตพฤติกรรมเสี่ยง และรู้วิธีการส่งต่อมายัง Healing Centre โดยไม่ทำให้เด็กเสียหน้า
  • จัดให้มีแผนการฝึกอบรมบุคลากร (Staff Training Program) เฟสที่ 2: สำหรับนักจิตวิทยาประจำศูนย์ (Professional Specialization) หัวข้อ: "Trauma-Informed Care & Digital Therapy" โดยมีเป้าหมาย อัปเดตเทคนิคการบำบัดสมัยใหม่ (เช่น Art/Music Therapy) และการใช้เครื่องมือดิจิทัล/VR ในการบำบัดเยาวชน รวมถึงการบริหารจัดการข้อมูลบนระบบ Blockchain
  • จัดให้มีแผนการฝึกอบรมบุคลากร (Staff Training Program) เฟสที่ 3: สำหรับนักเรียน "Peer Healer" (Leadership & Empathy) หัวข้อ: "Active Listening & Boundaried Support" โดยมีเป้าหมาย ฝึกทักษะการเป็นผู้ฟังที่ดี วิธีการปฏิเสธอย่างนุ่มนวลเมื่อเกินขีดความสามารถ และการรักษาความลับเพื่อน (จัดอบรมค่ายเยาวชน 3 วัน 2 คืน เพื่อสร้าง Community ของผู้ช่วยเหลือ)
  • รัฐจะใช้ระบบ "Performance-Based Funding": งบประมาณแปรผันตามผลลัพธ์
  • ดำเนินการตาม Shared Resource Model: ในโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่สามารถจ้างนักจิตวิทยาประจำได้ จะใช้ระบบ "นักจิตวิทยาสัญจร" และการทำ Tele-counselling ผ่าน Healing Centre ส่วนกลางในระดับจังหวัด

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์: ลดอัตราการฆ่าตัวตายและการหลุดออกจากระบบการศึกษา
  • เพิ่มผลิตภาพในอนาคต: เด็กที่มีสุขภาพจิตดีจะเติบโตเป็นแรงงานที่มีประสิทธิภาพและมีความฉลาดทางอารมณ์ (EQ)
  • ลดภาระงบประมาณสาธารณสุขในระยะยาว: ป้องกันก่อนเกิดโรคทางจิตเวชที่รุนแรง
  • Youth Happiness Index: คะแนนความสุขและความพึงพอใจในชีวิตของนักเรียน
  • Reduced Suicide & Self-harm Rates: อัตราการทำร้ายตัวเองและฆ่าตัวตายลดลงอย่างน้อย 50% ในพื้นที่นำร่อง
  • School Retention Rate: อัตรานักเรียนที่กลับมาเรียนต่อหลังจากได้รับการเยียวยา
  • Stress Level Reduction: การลดลงของระดับความเครียดสะสมที่วัดผ่านระบบ Digital Screening
  • การลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการเจ็บป่วยทางจิตเวช (Mental Health Costs) ซึ่งปกติทั่วโลกประเมินว่าส่งผลกระทบต่อ GDP ถึง 2-3% จากการขาดงานหรือประสิทธิภาพการเรียน/ทำงานที่ลดลง
  • Multiplier 4 เท่า: ทุก 1 บาทที่ลงทุนในการป้องกันสุขภาพจิตเด็ก จะสร้างมูลค่ากลับคืนมาจากการที่เด็กเติบโตไปเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ ไม่เป็นภาระสวัสดิการสังคม และลดค่าใช้จ่ายในกระบวนการยุติธรรมเด็กและเยาวชน
  • เปลี่ยนระบบสุขภาพไทยจาก "รอให้ป่วยแล้วค่อยรักษา" เป็น "การสร้างภูมิคุ้มกันใจ"
  • สร้างวัฒนธรรมใหม่ว่า "การเดินเข้าหาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเป็นเรื่องปกติและทันสมัย"
  • สร้าง "Safety Net" ที่มั่นคงที่สุดให้กับเยาวชน
  • การลงทุนนี้จะให้ผลตอบแทนทางสังคม (SROI) ไม่ต่ำกว่า 7-10 เท่า ในระยะยาว
  • โรงเรียนที่สามารถลดอัตราการหลุดออกจากระบบการศึกษา (Dropout) หรือมีคะแนนความสุขนักเรียนเพิ่มขึ้น จะได้รับงบสนับสนุนอุปกรณ์บำบัดเพิ่มเติม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • นักเรียน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ประมาณการ 3,500 – 5,000 ล้านบาท
  • วงเงินรวมปีละ 5,000 ล้านบาท สำหรับการครอบคลุมโรงเรียนมัธยมและอาชีวศึกษาทั่วประเทศ
  • 1,500 ล้านบาท สำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (CapEx) ปรับปรุงห้อง Healing Centre ในโรงเรียนนำร่อง 1,000 แห่ง (เฉลี่ย 1.5 ลบ./แห่ง)
  • 2,000 ล้านบาท สำหรับค่าตอบแทนบุคลากร (OpEx) จ้างนักจิตวิทยาคลินิก/นักสังคมสงเคราะห์ประจำศูนย์ และค่าตอบแทนพิเศษ (On-call)
  • 500 ล้านบาท สำหรับระบบดิจิทัลและ Blockchain (IT) พัฒนาแอปพลิเคชัน, ระบบคัดกรอง AI และค่าเช่า Node Blockchain
  • 600 ล้านบาท สำหรับการฝึกอบรมและพัฒนา (HRD) หลักสูตร Peer Healer สำหรับนักเรียน และการ Reskill ครูแนะแนวทั่วประเทศ
  • 400 ล้านบาท สำหรับกองทุนส่งต่อและเยียวยา (Emergency) ค่ารักษาพยาบาลส่วนเกินในกรณีฉุกเฉิน และการช่วยเหลือเยียวยาครอบครัว
  • รัฐสนับสนุนค่ารักษาทั้งหมด

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 14) ว่า '4,200 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ
  • กระทรวงสาธารณสุข: บูรณาการงบสวัสดิการเด็ก
  • กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.): สนับสนุนกลุ่มเด็กเปราะบาง
  • ภาษีสรรพสามิตสินค้าทำลายสุขภาพ (Sin Tax): เช่น ภาษีบุหรี่/สุรา นำมาใช้เยียวยาสุขภาพจิตเยาวชน
  • Private-Public Matching: ดึงเอกชนกลุ่ม Tech & Wellness มาสนับสนุนระบบ Tele-Counselling
  • กองทุนอุ่นใจ (สำหรับค่ารักษาทั้งหมดในกรณี "แผลกาย")

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 14) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • มีการประกันชีวิต
  • มีการประกันภัยโรคร้ายแรง
  • มีการมอบสิทธิประโยชน์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ไม่ระบุ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนไทย
  • ผู้อยู่ในระบบภาษี

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ภาวะซึมเศร้า ความเครียดเรื้อรัง การลาป่วย และ productivity loss ที่ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าหลายแสนล้านบาทต่อปี
  • การขาดบุคลากรด้านสุขภาพจิตและการตีตราทางสังคม
  • สุขภาพจิตของคนทำงานเป็น “ความเสี่ยงเชิงระบบ” ในโลกการทำงานยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การแข่งขันสูง และความกดดันทางรายได้ ส่งผลให้เกิดภาวะเครียด ซึมเศร้า และความเหนื่อยล้าทางอารมณ์
  • ปัญหาสุขภาพจิตเกิดขึ้นจริงในทุกกลุ่มอาชีพ ทุกระดับรายได้ และทุกช่วงวัย
  • คนทำงานจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพจิตได้ เพราะค่าบริการสูง เวลาให้บริการไม่สอดคล้องกับเวลางาน และระบบการส่งต่อซับซ้อน
  • หากรัฐไม่สร้างความเชื่อมั่นด้านความเป็นส่วนตัว นโยบายสุขภาพจิตจะไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ
  • การตรวจสุขภาพพื้นฐานที่มีอยู่ในระบบสวัสดิการไทยในปัจจุบันยังจำกัดอยู่ที่ระดับคัดกรองเบื้องต้น ทำให้โรคไม่ติดต่อเรื้อรังและปัญหาสุขภาพจากการทำงานจำนวนมากเริ่มต้นจากสัญญาณเล็ก ๆ ที่ไม่ถูกตรวจพบในระยะแรก
  • ต้นทุนที่แท้จริงของปัญหาสุขภาพจิตคือ การลาออกก่อนเวลา การตกงานซ้ำซ้อน และการสูญเสียแรงงานที่มีทักษะ
  • บริการปรึกษานักจิตวิทยาในตลาดมีมูลค่า 1,200–3,000 บาทต่อครั้ง และเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้คนทำงานจำนวนมากไม่กล้าเข้าระบบ
  • คนทำงานอิสระและแรงงานแพลตฟอร์มไม่มี HR ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีโครงสร้างดูแล burnout

จะทำอะไร (Action)

  • การยกระดับสุขภาวะจิตของคนทำงานไทยผ่านระบบการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตเชิงป้องกัน การรักษา และการฟื้นฟูอย่างทั่วถึง ภายใต้โครงสร้างสิทธิถ้วนหน้าแบบผสานดิจิทัล
  • นโยบายออกแบบให้ใช้งบประมาณแบบควบคุมได้และคุ้มค่าในเชิงโครงสร้าง
  • ใช้การรีดีไซน์สิทธิและกลไกการจ่ายเงินแบบ value-based payment แทนการจ่ายตามปริมาณบริการ
  • การทำให้คนทำงานเข้าถึงการประเมินสุขภาพจิต การให้คำปรึกษา และการรักษาเบื้องต้นได้ง่าย ราคาต่ำ หรือไม่มีค่าใช้จ่าย
  • นโยบายออกแบบให้ใช้โครงสร้างแบบหลายระดับ เริ่มจากการประเมินและให้คำปรึกษาโดยนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และผู้ให้การดูแลผ่านระบบดิจิทัล ก่อนส่งต่อจิตแพทย์เฉพาะกรณีที่จำเป็น
  • มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเข้มงวดตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูล
  • การสื่อสารสาธารณะเพื่อลด stigma โดยย้ำว่าสุขภาพจิตคือเรื่องปกติของคนทำงานยุคใหม่ ไม่ใช่ความอ่อนแอส่วนบุคคล
  • ผสานสิทธิสุขภาพจิตเข้ากับบัตรประชาชน Max ในฐานะ Health & Social Wallet ของประชาชน
  • ประชาชนทุกคนจะได้รับสิทธิพื้นฐานด้านสุขภาพจิตอัตโนมัติ ได้แก่ การคัดกรองสุขภาพจิตประจำปี การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญออนไลน์หรือออนไซต์ตามโควตาที่กำหนด และการส่งต่อการรักษาในกรณีจำเป็น โดยใช้ระบบ e-Referral และ e-Claim
  • เปิดให้ทั้งโรงพยาบาลรัฐ คลินิกเอกชน นักจิตวิทยาอิสระ และแพลตฟอร์มสุขภาพดิจิทัลที่ผ่านการรับรอง เข้าร่วมเป็นผู้ให้บริการในอัตราค่าตอบแทนมาตรฐาน
  • ออกแบบกลไกเชิงโครงสร้างเพื่อป้องกัน เยียวยา และฟื้นฟู ปัญหาสุขภาพจิต
  • ออกแบบนโยบายให้หลุดออกจากกรอบการสงเคราะห์เฉพาะกลุ่มเปราะบาง และยกระดับสู่สิทธิถ้วนหน้าที่เข้าถึงได้ง่าย โดยไม่สร้างตราบาป ไม่เพิ่มขั้นตอน และไม่ผลักภาระไปให้ครอบครัวหรือนายจ้างเพียงฝ่ายเดียว
  • เปลี่ยนมุมมองจากการรักษาเชิงปลายเหตุ ไปสู่การจัดการเชิงป้องกันและดูแลต่อเนื่อง
  • ให้ความสำคัญกับ early intervention มากกว่าการทุ่มทรัพยากรไปที่การรักษาเฉพาะกรณีรุนแรง
  • ลดอุปสรรคด้านราคา เวลา และสถานที่ ในการเข้าถึงบริการสุขภาพจิต
  • นโยบายออกแบบให้บริการสุขภาพจิตเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงาน ไม่ใช่ภาระเพิ่มเติม
  • ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือขยายโอกาส โดยระบบดิจิทัลถูกนำมาใช้เพื่อเชื่อมโยงสิทธิ บริการ และการจ่ายเงินให้รวดเร็ว โปร่งใส และลดต้นทุน แต่ยังคงยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางของการดูแล โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องการความเข้าใจเชิงลึกและความไว้วางใจ
  • คุ้มครองศักดิ์ศรีและข้อมูลส่วนบุคคล โดยการออกแบบทั้งหมดต้องสอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และหลักจริยธรรมทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • จัดให้มีระบบคัดกรองสุขภาพจิตเชิงรุกสำหรับคนทำงานทุกคน โดยผสานการคัดกรองเข้ากับบริการสุขภาพประจำปี การประกันสังคม และแพลตฟอร์มดิจิทัลของรัฐ
  • ขยายบริการให้คำปรึกษาและดูแลสุขภาพจิตระดับปฐมภูมิอย่างกว้างขวาง ผ่านทั้งช่องทางออนไซต์และออนไลน์
  • สำหรับกรณีที่ต้องการการรักษาเชิงคลินิก นโยบายจะใช้ระบบส่งต่อดิจิทัลแบบไร้รอยต่อ เชื่อมระหว่างผู้ให้บริการปฐมภูมิและจิตแพทย์เฉพาะทาง
  • กำหนดระยะเวลาการเข้ารับบริการที่ชัดเจน ในการส่งต่อผู้ป่วย
  • ควบคุมค่าใช้จ่ายในการรักษาผ่านอัตราชดเชยมาตรฐานที่รัฐกำหนด
  • ให้ความสำคัญกับการติดตามและฟื้นฟูสุขภาวะอย่างต่อเนื่อง
  • ใช้กลไกการจ่ายเงินแบบผูกกับผลลัพธ์ (outcome-based payment) มากกว่าการจ่ายตามจำนวนครั้งบริการ
  • ดำเนินการสื่อสารสาธารณะควบคู่ไปกับนโยบาย โดยเปลี่ยนกรอบการพูดเรื่องสุขภาพจิตจากความอ่อนแอ เป็นเรื่องของทักษะชีวิตและสมรรถนะการทำงานในศตวรรษที่ 21 เพื่อลดการตีตราในสถานที่ทำงาน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการขอความช่วยเหลืออย่างไม่ถูกเลือกปฏิบัติ
  • ออกแบบโครงสร้างการดำเนินนโยบายให้หลุดออกจากตรรกะรัฐรวมศูนย์แบบโรงพยาบาลเป็นศูนย์กลาง ไปสู่โครงสร้าง “รัฐเป็นผู้จัดสถาปัตยกรรมระบบ” (System Architect) โดยมีบทบาทชัดเจนของแต่ละสถาบัน และเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนและวิชาชีพเข้ามาเป็นผู้ให้บริการภายใต้กติกากลางเดียวกัน
  • กระทรวงสาธารณสุข: ออกแบบกรอบมาตรฐานบริการสุขภาพจิตขั้นต่ำ การรับรองวิชาชีพ การกำหนด clinical pathway และหลักจริยธรรมการดูแลสุขภาพจิต
  • สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ: ทำหน้าที่เป็นกลไกการเงินและการจ่ายเงิน โดยออกแบบสิทธิสุขภาพจิตเป็นสิทธิถ้วนหน้าที่ผูกกับบัตรประชาชน Max ใช้ระบบ e-Claim และ outcome-based payment
  • สำนักงานประกันสังคม: ผสานสิทธิของผู้ประกันตนเข้ากับระบบเดียวกัน
  • กระทรวงแรงงาน: กำหนดแนวปฏิบัติสำหรับสถานประกอบการ เช่น การคุ้มครองแรงงานจากการเลือกปฏิบัติทางสุขภาพจิต การออกแบบเวลางานยืดหยุ่น และการใช้สิทธิด้านสุขภาพจิตโดยไม่กระทบความก้าวหน้าในอาชีพ
  • ภาคเอกชนและตลาดบริการ: เข้าร่วมเป็นผู้ให้บริการที่รับชำระผ่านระบบรัฐได้ หากผ่านการรับรองมาตรฐาน
  • สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล: สร้างความเชื่อมั่นว่าข้อมูลสุขภาพจิตจะไม่ถูกนำไปใช้ในเชิงเลือกปฏิบัติทางแรงงานหรือการเงิน โดยการแยก “ข้อมูลเพื่อการดูแล” ออกจาก “ข้อมูลเพื่อการบริหารความเสี่ยงของตลาด” อย่างชัดเจน
  • จัดสรรงบประมาณเฉลี่ยประมาณ 300–400 บาทต่อคนทำงานต่อปี เพื่อคัดกรอง ให้คำปรึกษา และดูแลเบื้องต้น
  • ใช้ DCU (เครดิตสาธารณะ) เป็นตัวเปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจที่ “ลึกกว่า แต่ไม่ฟุ่มเฟือย” (เช่น ตรวจเลือดเชิงลึก ตรวจระดับไขมัน น้ำตาล และตัวชี้วัดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับโรคเมตาบอลิกและโรคจากความเครียดเรื้อรัง / ตรวจสุขภาพแรงงานและออฟฟิศซินโดรม)
  • ใช้ DCU เป็นตัวกลางทำให้การเข้าถึงการปรึกษานักจิตวิทยาเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่การตัดสินใจที่มีต้นทุนสูงทั้งทางการเงินและจิตใจ
  • ประชาชนสามารถเข้าร่วมโปรแกรมดูแลต่อเนื่อง 3–5 ครั้ง โดยใช้ DCU แลก ซึ่งออกแบบมาเพื่อจัดการความเครียด ภาวะหมดไฟ หรือการฟื้นฟูสมรรถนะการทำงานหลังภาวะวิกฤต
  • กำหนดเพดาน DCU ต่อคนต่อปี (เริ่มต้น 60 DCU) และเพดานรายหมวด (เช่น 2.1 ไม่เกิน 20 DCU, 2.2 ไม่เกิน 40 DCU)
  • รัฐต้องกำหนด “ต้นทุนมาตรฐานต่อแพ็กเกจ” ที่ต่อรองแล้วเพื่อใช้เป็นฐานงบประมาณ
  • รัฐตั้ง “งบ DCU ทั้งประเทศ” เป็นเพดานรวมก่อน แล้วจ่ายสิทธิแบบไดนามิกตามการใช้งานจริง โดยทำให้ DCU เป็นหน่วยสิทธิที่ต้องอยู่ใต้เพดานงบรวม ไม่ใช่หน่วยเงินที่แลกได้ไม่จำกัด
  • กำหนดว่าในปีแรกให้เปิดใช้งบหมวด DCU เฉพาะกลุ่มก่อน เช่นคนทำงานในระบบประกันสังคมและกลุ่มนอกระบบที่สมัครใจเข้าระบบสุขภาวะ
  • กำหนด “เพดาน DCU ใช้งานได้จริง” ต่ำกว่าเพดานสะสม เช่นสะสมได้ 60 DCU แต่ใช้ได้สูงสุด 30 DCU ในปีแรก และขยายเป็น 45–60 DCU เมื่อระบบข้อมูลและกำลังผู้ให้บริการนิ่งแล้ว
  • จัดสรรโปรแกรม 20 DCU ให้เฉพาะกลุ่มที่ผ่านการคัดกรองว่ามีความเสี่ยง burnout/ภาวะซึมเศร้าระดับที่ต้องดูแลต่อเนื่อง
  • ออกแบบหมวด 2.3 ฟื้นฟูทักษะและกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน (Return-to-Work & Reskill) โดย DCU จะถูกใช้แลก “แพ็กเกจกลับสู่การทำงาน” ที่รวมการประเมินสมรรถนะการทำงานหลังภาวะเครียด/หมดไฟ การโค้ชปรับรูปแบบการทำงาน และการเรียนระยะสั้นแบบ micro-credential
  • ออกแบบหมวด 2.4 สุขภาวะผู้ประกอบอาชีพอิสระและแรงงานแพลตฟอร์ม (Gig & Self-Employed Wellness) โดย DCU ควรถูกออกแบบให้แลกได้ทั้งบริการสุขภาพจิตแบบยืดหยุ่นนอกเวลางาน แพ็กเกจการจัดการความเครียดสำหรับผู้ประกอบการ และบริการคัดกรองความเสี่ยงที่สัมพันธ์กับรูปแบบงาน พร้อมสิทธิ “การพักฟื้นเชิงอาชีพ”
  • รัฐสามารถเปิดโมเดล co-funding โดยให้แพลตฟอร์มขนาดใหญ่หรือบริษัทที่มีแรงงานอิสระจำนวนมากร่วมสมทบ DCU เพิ่มให้แรงงานของตนแบบสมัครใจ แลกกับการได้รับตรารับรองด้านแรงงานและสุขภาวะในกรอบ ESG และลดความเสี่ยงด้านชื่อเสียงและกฎหมายแรงงานในอนาคต

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดอัตราการเจ็บป่วยเรื้อรัง
  • ลดการใช้ยาที่ไม่จำเป็น
  • ลดอุบัติเหตุจากความเครียด
  • เพิ่มประสิทธิภาพแรงงานในภาพรวม
  • เพิ่มผลิตภาพแรงงาน
  • เพิ่มอัตราการคงอยู่ในงาน
  • ลดภาระงบประมาณด้านการรักษาในระยะยาว
  • ลดภาระเอกสาร ลดเวลา และลดต้นทุน ในการเข้าถึงบริการสุขภาพจิต
  • เกิดการแข่งขันด้านคุณภาพ ไม่ใช่การแข่งขันด้านราคา
  • ขยาย capacity ของผู้ให้บริการสุขภาพจิตได้รวดเร็วโดยไม่ต้องรอการเพิ่มตำแหน่งข้าราชการ
  • การออกแบบทั้งหมดต้องสอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และหลักจริยธรรมทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อให้นโยบายเกิดผลในทางปฏิบัติ
  • ผลการคัดกรองจะถูกแปลงเป็นสิทธิการเข้าถึงบริการในระดับที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติ ลดการตัดสินใจแบบดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และลดความลังเลของประชาชนในการขอความช่วยเหลือ
  • ลดแรงกดดันต่อโรงพยาบาล ลดคิวรอ และทำให้การดูแลสุขภาพจิตกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน
  • การส่งต่อผู้ป่วยจะอิงข้อมูลการประเมินจริง ไม่ใช่การคาดเดา
  • ลดความเสี่ยงที่ผู้ป่วยจะหลุดออกจากระบบระหว่างทาง
  • ประชาชนไม่ต้องแบกรับภาระทางการเงินเกินสมควร
  • ระบบจะมีการติดตามผลหลังการรับบริการ ประเมินการกลับเข้าสู่การทำงาน ความสามารถในการใช้ชีวิต และความเสี่ยงในการกลับมาเป็นซ้ำ
  • จูงใจผู้ให้บริการให้เน้นคุณภาพการดูแลจริง
  • ลดแรงจูงใจในการให้บริการเกินจำเป็น
  • ควบคุมงบประมาณในระยะยาว
  • ลดการตีตราในสถานที่ทำงาน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการขอความช่วยเหลืออย่างไม่ถูกเลือกปฏิบัติ
  • รัฐเป็นผู้กำหนดมาตรฐานเดียวที่ทุกผู้ให้บริการต้องยึดร่วมกัน
  • ลดแรงจูงใจเชิงปริมาณ และควบคุมต้นทุนในระยะยาว ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
  • ไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อนของสิทธิ
  • ทำให้แรงงานทุกกลุ่มอยู่ใน ecosystem เดียว
  • ภาคเอกชนเปลี่ยนบทบาทจากผู้ขายบริการราคาแพง ให้กลายเป็นผู้ร่วมสร้างสาธารณประโยชน์ โดยมีรายได้ที่มั่นคงและคาดการณ์ได้
  • สร้างความเชื่อมั่นว่าข้อมูลสุขภาพจิตจะไม่ถูกนำไปใช้ในเชิงเลือกปฏิบัติทางแรงงานหรือการเงิน
  • ต้นทุนสุทธิของรัฐเหลือเพียง 600 ล้านบาทในปีเดียว และมีแนวโน้มเป็นบวกในปีถัดไป
  • คนทำงานที่ได้รับการดูแลสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่องมีแนวโน้มลดวันลาป่วย เพิ่มสมาธิในการทำงาน และคงอยู่ในตลาดแรงงานได้นานขึ้น ซึ่งแปลตรงตัวเป็นรายได้ที่มั่นคงขึ้นและภาระครอบครัวที่ลดลง
  • การลงทุนด้านสุขภาพจิตในสถานที่ทำงานให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3–5 เท่าของเงินที่ลงทุน ผ่านการลดต้นทุนการสรรหาพนักงานใหม่ ลดอัตราการลาออก และเพิ่มประสิทธิภาพทีมงาน
  • ลด productivity loss ได้ร้อยละ 1 ของ GDP แรงงาน ซึ่งเทียบเท่ามูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี
  • ลดภาระระบบสาธารณสุขปลายทาง
  • ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคเรื้อรังที่มีความสัมพันธ์กับความเครียด เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และการใช้สารเสพติด
  • นโยบายนี้มีลักษณะ “ลงทุนวันนี้ ประหยัดงบพรุ่งนี้”
  • ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจโดยตรงและโดยอ้อมอยู่ที่อย่างน้อย 2 เท่าของงบลงทุน ทำให้นโยบายเป็นหนึ่งในนโยบายสังคมที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับงบประมาณที่ใช้
  • สุขภาพจิตกลายเป็น “สมรรถนะการแข่งขัน” ของแรงงานและองค์กร
  • บริษัทที่สนับสนุนให้พนักงานใช้สิทธิสุขภาพจิตอย่างเป็นระบบ จะสามารถสะท้อนความรับผิดชอบต่อแรงงาน ลดความเสี่ยงด้านกฎหมายแรงงาน และเพิ่มความน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุนและคู่ค้าระหว่างประเทศ
  • แรงงานนอกระบบ ฟรีแลนซ์ และแรงงานแพลตฟอร์ม เข้าถึงการดูแลสุขภาพจิตโดยไม่ต้องพึ่งนายจ้างแบบดั้งเดิม เป็นการปรับระบบสวัสดิการให้ทันกับโครงสร้างงานที่เปลี่ยนไป
  • สุขภาพจิตที่ดีของแรงงานจะกลายเป็น “ทุนที่จับต้องได้” ของประเทศ เป็นฐานให้ไทยสามารถแข่งขันในเศรษฐกิจที่ใช้ความคิด นวัตกรรม และความยืดหยุ่น มากกว่าการแข่งขันด้วยต้นทุนแรงงานต่ำ
  • บริการสุขภาพบางประเภทที่มีต้นทุนตลาดสูง จะถูกจัดหาได้ด้วยต้นทุนจริงที่ต่ำกว่ามาก เมื่อรัฐรวมอำนาจซื้อและต่อรองแบบเหมาจ่าย
  • การตรวจพบความเสี่ยงตั้งแต่ระยะต้น ลดภาระค่ารักษาในอนาคตที่สูงกว่าหลายเท่า
  • ลดการเจ็บป่วยเรื้อรัง ลดการลาป่วย และลดการสูญเสียประสิทธิภาพแรงงานที่มักถูกมองไม่เห็นในงบประมาณรัฐ
  • การใช้ DCU เป็นตัวกลางทำให้การเข้าถึงบริการปรึกษาจิตวิทยากลายเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่การตัดสินใจที่มีต้นทุนสูงทั้งทางการเงินและจิตใจ
  • การให้สิทธิผ่าน DCU คือการลงทุนเพื่อรักษาแรงงานไว้ในระบบ ลดอัตราการลาออก และลดต้นทุนการสรรหาแรงงานใหม่ที่สูงกว่าค่าดูแลหลายเท่า
  • ลด shock งบประมาณ ลดคิว และลดแรงจูงใจให้เกิดการแลกแบบถล่มระบบในช่วงเปิดตัว
  • ลดวันลาป่วยเฉลี่ยได้ 0.5–1.0 วันต่อคนต่อปี ในคนทำงานที่เข้าร่วมบริการสุขภาพจิตอย่างมีโครงสร้าง
  • ลดความเสี่ยงการลาออกอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มที่มีภาวะเครียด/หมดไฟ
  • ผลประหยัดจากการลดการลาออกต่อผู้เข้าร่วมหนึ่งคนต่อปีเท่ากับ 540 บาท (เมื่อลดได้ 2 จุดเปอร์เซ็นต์)
  • ผลประหยัดจากการลดการลาออกต่อผู้เข้าร่วมหนึ่งคนต่อปีเท่ากับ 1,350 บาท (เมื่อลดได้ 5 จุดเปอร์เซ็นต์)
  • ผลประหยัดจากลดวันลาป่วย 900–1,800 บาท
  • ผลประหยัดรวมจากการลดลาออกและลาป่วยได้ 2,250–3,150 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งเทียบเท่าหรือสูงกว่าต้นทุนโปรแกรม 2,800 บาท (สำหรับกลุ่มเสี่ยง)
  • ต้นทุนสุทธิของรัฐเหลือเพียง 600 ล้านบาทในปีเดียว และมีแนวโน้มเป็นบวกในปีถัดไป
  • ROI เชิงระบบเห็นเร็วผ่านการลดภาวะเสี่ยงและลดการลาป่วยเรื้อรัง โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานออฟฟิศที่มีปัญหากล้ามเนื้อและอาการปวดเรื้อรัง ซึ่งกระทบผลิตภาพแบบสะสม
  • DCU ไม่ใช่แต้มสวัสดิการ แต่เป็นทุนมนุษย์เชิงเศรษฐกิจ
  • บริษัทเอกชนสามารถนับเป็นการลงทุนด้าน Social และ Human Capital Development ได้โดยไม่ต้องสร้างระบบใหม่เอง
  • แรงงานนอกระบบ ฟรีแลนซ์ และแรงงานแพลตฟอร์ม เข้าถึงบริการสุขภาพจิตแบบยืดหยุ่นนอกเวลางาน แพ็กเกจการจัดการความเครียดสำหรับผู้ประกอบการ และบริการคัดกรองความเสี่ยงที่สัมพันธ์กับรูปแบบงาน พร้อมสิทธิ “การพักฟื้นเชิงอาชีพ”
  • รัฐทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดมาตรฐานและกลไกตรวจสอบความเป็นส่วนตัว ไม่ให้บริษัทใช้ข้อมูลสุขภาพจิตเพื่อคัดคนหรือกดราคาแรงงาน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • กลุ่มเป้าหมายคนทำงานในระบบและนอกระบบ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • วงเงินรวมเฉลี่ยประมาณ 12,000–15,000 ล้านบาทต่อปี
  • รัฐจัดสรรงบประมาณเฉลี่ยประมาณ 300–400 บาทต่อคนทำงานต่อปี เพื่อคัดกรอง ให้คำปรึกษา และดูแลเบื้องต้น
  • งบรวมราว 12,000–15,000 ล้านบาทต่อปี (จากการจัดสรร 300-400 บาท/คน/ปี)
  • การตรวจเลือดเชิงลึกในตลาดเอกชนมีราคาประมาณ 1,500–3,000 บาทต่อครั้ง
  • การตรวจสุขภาพแรงงานและออฟฟิศซินโดรมมีมูลค่าเชิงตลาดใกล้เคียงกับการตรวจเชิงลึกเอกชน
  • การปรึกษานักจิตวิทยา 1 ครั้งในตลาดมีมูลค่า 1,200–3,000 บาทต่อครั้ง
  • โปรแกรมดูแลต่อเนื่อง 3–5 ครั้งหากปล่อยให้เป็นบริการตลาดล้วน มักเข้าถึงได้เฉพาะกลุ่มรายได้สูง
  • ต้นทุนจริงต่อหัวสำหรับการตรวจ Beyond Basic เมื่อรัฐต่อรองจะต่ำกว่าราคาตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
  • ต้นทุนการทดแทนพนักงานหนึ่งคนเท่ากับ 1.5 เดือนของเงินเดือน (27,000 บาท)
  • หากอัตราการใช้งานเฉลี่ยเท่ากับ 12 DCU ต่อคนต่อปี และต้นทุนที่รัฐต่อรองเฉลี่ยคิดเป็น 80–110 บาทต่อ 1 DCU ในเชิงงบประมาณรวม งบจะอยู่ราว 38–53 พันล้านบาทต่อปี ซึ่งถือว่าสูงเกินไปสำหรับการเริ่มต้นถ้าปล่อยให้ DCU เป็น “เงินแท้” ที่ไหลง่าย
  • สำหรับ 2.1 Beyond Basic ที่แลก 10 DCU หากตลาดอยู่ 1,500–3,000 บาทต่อครั้ง รัฐที่รวมอำนาจซื้อระดับประเทศมักกดลงมาอยู่ราว 600–900 บาทต่อครั้งได้
  • สำหรับการตรวจสุขภาพแรงงาน/ออฟฟิศซินโดรมที่แลก 20 DCU หากราคาตลาดอยู่ในกรอบเดียวกัน รัฐอาจตั้งกรอบต้นทุนเหมาจ่ายราว 900–1,400 บาทต่อครั้งตามองค์ประกอบบริการที่กำหนดมาตรฐาน
  • สำหรับ 2.2 สุขภาพจิต การปรึกษานักจิตวิทยา 1 ครั้งที่แลก 10 DCU หากราคาตลาด 1,200–3,000 บาท รัฐสามารถทำให้เป็นแพ็กเกจมาตรฐานราว 700–1,000 บาทต่อครั้ง
  • โปรแกรมดูแลต่อเนื่อง 3–5 ครั้งที่แลก 20 DCU รัฐควรต่อรองเป็น “แพ็กเกจผลลัพธ์” และตั้งกรอบต้นทุนเหมาจ่ายราว 2,200–3,200 บาทต่อชุด
  • หากตั้งเป้าในปีแรกให้เข้าถึงโปรแกรมต่อเนื่อง 3–5 ครั้งจำนวน 2 ล้านคน ที่ต้นทุนเหมาจ่าย 2,800 บาท จะใช้งบ 5,600 ล้านบาท
  • ต้นทุนสุทธิของรัฐเหลือเพียง 600 ล้านบาทในปีเดียว

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 26) ว่า '2,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • การบูรณาการกองทุนเดิมและงบที่มีอยู่แล้ว ได้แก่
    • กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในส่วนบริการสุขภาพจิต
    • กองทุนประกันสังคมในหมวดการส่งเสริมสุขภาพแรงงาน
    • งบส่งเสริมป้องกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข
    • การจัดสรรงบจากกองทุนสุขภาพดิจิทัล
  • ไม่จำเป็นต้องขึ้นภาษีใหม่
  • การรีดีไซน์สิทธิและกลไกการจ่ายเงินแบบ value-based payment แทนการจ่ายตามปริมาณบริการ
  • โมเดล co-funding โดยให้แพลตฟอร์มขนาดใหญ่หรือบริษัทที่มีแรงงานอิสระจำนวนมากร่วมสมทบ DCU เพิ่มให้แรงงานของตนแบบสมัครใจ

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 26) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความแออัดและเวลารอคอยในระบบสาธารณสุข
  • ปัญหาคิวนาน ในโรงพยาบาลรัฐ
  • ความแออัดของระบบบริการสุขภาพซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศไทย
  • ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตแรงงาน และความไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขระหว่างกลุ่มรายได้และพื้นที่
  • การจัดสรรทรัพยากรที่ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้บริการจริง โครงสร้างแรงจูงใจที่บิดเบี้ยว และการใช้ศักยภาพของภาคเอกชนและเทคโนโลยีต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาคิวนาน
  • ผู้ป่วยจำนวนมากที่ต้องรอคิวนานในโรงพยาบาลรัฐมิได้เป็นผู้ป่วยวิกฤตหรือโรคซับซ้อน แต่เป็นกลุ่มโรคทั่วไป โรคเรื้อรังที่อาการคงที่ หรือการติดตามผลซ้ำ ๆ ซึ่งสามารถดูแลได้ในระบบปฐมภูมิ คลินิกชุมชน หรือผ่านแพทย์ทางไกล
  • ความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง ของระบบสุขภาพไทย ที่ไม่สามารถปรับโครงสร้างการให้บริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้บริการจริงของประชาชน
  • โรงพยาบาลรัฐ โดยเฉพาะโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลจังหวัด กลายเป็นจุดรวมของผู้ป่วยทุกระดับ ตั้งแต่โรคเล็กน้อยจนถึงโรคซับซ้อนขั้นวิกฤต
  • ทรัพยากรทางการแพทย์ระดับสูงถูกใช้กับผู้ป่วยที่ไม่จำเป็น
  • ระบบแรงจูงใจของหน่วยบริการยังเน้นปริมาณผู้ป่วย มากกว่าผลลัพธ์ด้านสุขภาพ
  • เทคโนโลยีดิจิทัลและศักยภาพของภาคเอกชนยังถูกใช้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นอย่างมาก
  • การใช้แพทย์กับการตรวจที่ไม่จำเป็นต้องพบตัวจริงคือความสูญเปล่าเชิงระบบ

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูประบบการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ โดย เพิ่มมาตรการการเข้าถึงการแพทย์เพื่อลดปัญหาคิวนาน
  • เปลี่ยนมุมมองจากการขยายกำลังการผลิตแบบตั้งรับ ไปสู่การออกแบบระบบที่ลดความจำเป็นในการเข้าคิวตั้งแต่ต้นทาง
  • จัดระดับบริการทางการแพทย์อย่างชัดเจนผ่านระบบคัดกรองและส่งต่อแบบอัจฉริยะ
  • ลงทุนในระบบ Triage ดิจิทัลที่เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล ประวัติการรักษา และแนวทางเวชปฏิบัติมาตรฐาน
  • สร้างเครือข่ายบริการสุขภาพแบบผสมผสานระหว่างภาครัฐและเอกชนภายใต้การกำกับของรัฐอย่างเข้มข้น
  • เปลี่ยนบทบาทรัฐจากผู้ให้บริการรายเดียว ไปสู่ผู้จัดการระบบบริการสุขภาพทั้งระบบ
  • เปิดให้โรงพยาบาลและคลินิกเอกชนที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสามารถเข้าร่วมเป็นผู้ให้บริการในระบบหลักประกันสุขภาพในกรณีที่เป็นบริการพื้นฐานหรือการดูแลต่อเนื่อง
  • รัฐทำหน้าที่ต่อรองราคาแบบเหมาจ่ายและกำหนดเพดานต้นทุนอย่างโปร่งใส
  • ใช้เทคโนโลยีแพทย์ทางไกลเป็นบริการปกติของระบบ
  • บูรณาการ Telemedicine เข้ากับสิทธิการรักษาทุกระบบ โดยเฉพาะในกลุ่มโรคที่ไม่จำเป็นต้องตรวจร่างกายเชิงลึกทุกครั้ง
  • ปรับโครงสร้างแรงจูงใจของบุคลากรทางการแพทย์และหน่วยบริการ โดยเปลี่ยนจากการวัดผลตามปริมาณผู้ป่วยที่เข้ารับบริการ ไปสู่การวัดผลตามประสิทธิภาพการดูแลและผลลัพธ์ด้านสุขภาพ
  • ยกระดับคลินิกชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และศูนย์สุขภาพเมือง ให้เป็นด่านหน้าอย่างแท้จริง ทั้งในแง่ศักยภาพบุคลากร อุปกรณ์ และอำนาจการตัดสินใจ
  • เน้นความโปร่งใสและการใช้ข้อมูลเป็นฐาน โดยการสร้าง ระบบข้อมูลคิวกลางระดับประเทศ ที่สามารถ แสดงเวลารอคอยโดยประมาณของแต่ละหน่วยบริการแบบเรียลไทม์
  • เปลี่ยนฐานคิดของระบบ จากระบบที่ให้ประชาชน “เข้าคิวเพื่อเข้าถึงแพทย์” ไปสู่ระบบที่ทำให้ “ประชาชนเข้าถึงการแพทย์ได้โดยไม่ต้องเข้าคิวโดยไม่จำเป็น”
  • ออกแบบระบบคัดกรองและจัดเส้นทางผู้ป่วยตั้งแต่ต้นทาง โดยการ พัฒนาระบบคัดกรองผู้ป่วยเชิงรุก (Proactive Triage System) โดยใช้ข้อมูลสุขภาพเป็นฐาน
  • ลงทุนในระดับปฐมภูมิเป็นยุทธศาสตร์หลักในการลดคิวนาน
  • กำหนดให้แพทย์ทางไกลเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิการรักษา ไม่ใช่โครงการนำร่องหรือมาตรการเฉพาะกิจ
  • เปิดให้เอกชนรับเคส กลุ่ม A (โรคทั่วไป อาการไม่ซับซ้อน) และ B (โรคเรื้อรัง อาการคงที่) เท่านั้น
  • รัฐกำหนด มาตรฐานบริการ และ ราคากลางแบบเหมาจ่าย
  • ใช้ข้อมูลจาก National Queue Dashboard เพื่อ:
  • กระจายผู้ป่วยอัตโนมัติ
  • วางแผนกำลังคน
  • ปรับนโยบายเชิงพื้นที่
  • ออกแบบสิทธิและประสบการณ์ประชาชน ตามหลัก Citizen-Centered Design และ One Entry – Multiple Paths โดย ระบบจัดเส้นทางอัตโนมัติ
  • จัดให้มีการทำงานแบบ ดิจิทัลทั้งหมดสำหรับ การส่งต่อ นัดหมาย ประวัติ
  • ใช้ 4 มิติการประเมิน ผู้ป่วยใน การคัดกรองเชิงลึก:
  • ความเร่งด่วนทางการแพทย์
  • ความซับซ้อนของโรค
  • ความถี่การใช้บริการ
  • ความเสี่ยงในอนาคต
  • ระบบจัดลำดับแบบ Risk-Based ไม่ใช่ First-Come
  • กำหนดสัดส่วนขั้นต่ำ OPD บางสาขา ≥ 30–40% ต้องเป็น Telemedicine
  • แยก Slot แพทย์ Online Clinic Onsite Clinic
  • พัฒนาให้ ปฐมภูมิสามารถ:
  • ปรับยา
  • นัดติดตาม
  • สั่งตรวจพื้นฐาน
  • มี Budget Pool ของตนเอง
  • เชื่อมเวชระเบียนกับโรงพยาบาลแม่ข่าย
  • เปิดข้อมูลสัญญา ราคา คุณภาพ Outcome เพื่อ กันข้อครหา
  • แยก Data Governance ออกจากการเมือง และ มี Audit ภายนอก เพื่อให้ ประชาชนตรวจสอบได้
  • ปรับการทำงานให้ แพทย์ไม่ถูกบังคับ “ตรวจเร็วขึ้น” แต่ถูกจัดงานให้ “ตรงระดับความเชี่ยวชาญ”
  • จัดทำ Career Track สำหรับ Tele-doctor
  • ดำเนินการ Pilot เมืองใหญ่ เปิด Telemedicine เต็มรูปแบบ ในปีที่ 1
  • ดำเนินการ ขยายปฐมภูมิ เชื่อมเอกชน ในปีที่ 2
  • ดำเนินการ ใช้ระบบคิวกลางทั่วประเทศ ในปีที่ 3

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดความแออัดและเวลารอคอยในระบบสาธารณสุข
  • ลดปัญหาคิวนาน
  • ลดภาระโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลจังหวัดซึ่งควรทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยซับซ้อนเป็นหลัก
  • ผู้ป่วยสามารถเลือกสถานพยาบาลที่ใกล้และสะดวกได้โดยไม่ต้องรอคิวนาน
  • งบประมาณรัฐไม่เพิ่มขึ้นอย่างไร้การควบคุม
  • ต้นทุนต่อครั้งถูกกำหนดล่วงหน้าและแข่งขันได้จริง
  • ลดจำนวนผู้มาโรงพยาบาลในแต่ละวันได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • ลดเวลารอคอยของผู้ป่วยที่จำเป็นต้องมาพบแพทย์จริง
  • ลดต้นทุนแฝงของประชาชน เช่น ค่าเดินทาง การลางาน และความแออัดในเมืองใหญ่
  • ลดการกลับมารักษาซ้ำ ลดภาวะแทรกซ้อน และดูแลผู้ป่วยเรื้อรังได้อย่างมีเสถียรภาพ
  • ลดคิวในระยะยาวอย่างยั่งยืน
  • ผู้ป่วยจะไม่จำเป็นต้องไหลเข้าสู่โรงพยาบาลใหญ่โดยอัตโนมัติ
  • ลดความแออัดและต้นทุนการรักษาระยะยาว
  • ผู้ป่วยและระบบส่งต่อสามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล ลดการกระจุกตัวโดยไม่จำเป็น
  • รัฐเห็นจุดคอขวดจริงของระบบ แยกแยะได้ว่าคิวยาวเกิดจากขาดบุคลากร ขาดเครื่องมือ หรือเกิดจากการจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ
  • คิวยาวจะลดลงโดยอัตโนมัติ
  • คุณภาพการรักษาจะดีขึ้น
  • ระบบสาธารณสุขจะกลับมาทำหน้าที่คุ้มครองสุขภาพของประชาชนอย่างมีศักดิ์ศรีและยั่งยืน
  • ลดเวลารอคอยเฉลี่ยของผู้ป่วยในโรงพยาบาลรัฐอย่างเป็นรูปธรรม
  • เพิ่มความสามารถในการเข้าถึงบริการสุขภาพที่เหมาะสมตามระดับความรุนแรงของโรค
  • ลดความแออัดของโรงพยาบาลศูนย์
  • ยกระดับบทบาทบริการปฐมภูมิ
  • ใช้ทรัพยากรทั้งรัฐ เอกชน และเทคโนโลยีให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้งบประมาณที่ควบคุมได้
  • ช่วยตัดวงจรการไหลเข้าสู่โรงพยาบาลใหญ่โดยอัตโนมัติ
  • เปลี่ยนการใช้โรงพยาบาลศูนย์ให้เป็นทรัพยากรเฉพาะสำหรับผู้ป่วยซับซ้อนจริง
  • ลดคิวนานที่เกิดจากการปะปนของผู้ป่วยทุกระดับในสถานที่เดียว
  • ดูแลโรคทั่วไปและโรคเรื้อรังได้อย่างครบวงจร โดยปฐมภูมิ
  • เปลี่ยนพฤติกรรมประชาชนจากการมุ่งหน้าเข้าโรงพยาบาลใหญ่ ไปสู่การรับบริการใกล้บ้าน
  • ลดต้นทุนการเดินทาง ลดเวลาสูญเสียของแรงงาน และลดความแออัดของระบบส่วนกลางอย่างยั่งยืน
  • ลดจำนวนผู้มาโรงพยาบาลต่อวัน
  • เพิ่มเวลาที่แพทย์สามารถดูแลผู้ป่วยซับซ้อน
  • ลดคิวนานโดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนบุคลากรในอัตราส่วนเดียวกัน
  • รัฐสามารถควบคุมงบประมาณได้ดีกว่าการขยายกำลังผลิตภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว
  • หน่วยบริการที่สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้ทรัพยากรเกินจำเป็น และลดภาระระบบส่วนกลาง ควรได้รับแรงจูงใจเชิงงบประมาณและการบริหาร
  • เปลี่ยนระบบจากการแข่งขันด้วยปริมาณ ไปสู่การแข่งขันด้วยคุณภาพและประสิทธิภาพ
  • ประชาชนตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล ลดการแห่เข้าโรงพยาบาลบางแห่งโดยไม่จำเป็น
  • ระบบส่งต่อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • รัฐมองเห็นคอขวดที่แท้จริงของระบบ แยกแยะปัญหาการขาดแคลนบุคลากร ปัญหาการจัดการ หรือปัญหาการไหลของผู้ป่วย และสามารถแก้ไขได้ตรงจุด
  • เงินลงทุนดังกล่าวสามารถ ชดเชยได้ด้วยการลดต้นทุนจากความแออัด การรักษาซ้ำซ้อน และการใช้ทรัพยากรเกินจำเป็น
  • ลดต้นทุนแฝงของประชาชน
  • เพิ่มผลิตภาพแรงงาน
  • ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ
  • หาก แพทย์ 1 คนตรวจผู้ป่วย onsite ได้ 20 คน/วัน เมื่อเปลี่ยน 30–40% เป็นออนไลน์ แพทย์คนเดิมดูแลผู้ป่วยได้ 26–28 คน/วัน
  • หากลงทุนในปฐมภูมิ 1 บาท ลดค่าใช้จ่ายตติยภูมิได้ 3–5 บาท
  • อัตราการควบคุมโรคเรื้อรัง สูงขึ้น
  • อัตราการส่งต่อที่ “จำเป็นจริง” ลดลง
  • อัตราผู้ป่วยไม่กลับมาซ้ำ ลดลง
  • ลดคิวทันที
  • กระจายผู้ป่วยออกจากจุดคอขวด
  • ลดเวลารอเฉลี่ยในโรงพยาบาลรัฐ OPD ลดลงไม่น้อยกว่า 30–50%
  • เคสเฉพาะทางลดเวลารอพบแพทย์ ≥ 40%
  • ลดสัดส่วนผู้ป่วยที่ “เข้าโรงพยาบาลศูนย์โดยไม่จำเป็น” จากฐานปัจจุบัน ~60–70% เหลือไม่เกิน 30–40%
  • เพิ่มสัดส่วนบริการนอกโรงพยาบาลศูนย์ ปฐมภูมิ + Telemedicine + เอกชน ≥ 60%
  • ผู้ป่วยเรื้อรังที่ควบคุมดี ถูก “ดึงออก” จากคิวหลักอัตโนมัติ
  • ผู้ป่วยเสี่ยงสูง ถูก “ล็อกสิทธิพบแพทย์เร็ว” ทันที
  • ลด Burnout ของบุคลากร
  • เพิ่ม Productivity ของบุคลากร โดยไม่เพิ่มชั่วโมงงาน
  • คืนเวลาชีวิตให้ประชาชน
  • คืนศักดิ์ศรีให้แพทย์
  • คืนประสิทธิภาพให้รัฐ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • บุคลากรทางการแพทย์และหน่วยบริการ
  • ผู้ป่วยกลุ่ม A (โรคทั่วไป อาการไม่ซับซ้อน)
  • ผู้ป่วยกลุ่ม B (โรคเรื้อรัง อาการคงที่)
  • ผู้ป่วยกลุ่ม C (โรคซับซ้อน ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ)
  • ผู้ป่วยกลุ่ม D (ฉุกเฉิน)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ลดเวลารอเฉลี่ยในโรงพยาบาลรัฐ OPD ลดลงไม่น้อยกว่า 30–50% ภายใน 2 ปี
  • Pilot เมืองใหญ่ เปิด Telemedicine เต็มรูปแบบ ในปีที่ 1
  • ขยายปฐมภูมิ เชื่อมเอกชน ในปีที่ 2
  • ใช้ระบบคิวกลางทั่วประเทศ ในปีที่ 3

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบประมาณรัฐ (ควบคุมได้)
  • เงินเดิม (ตามหลัก Zero-Expansion Budget)
  • การลดต้นทุนจากความแออัด การรักษาซ้ำซ้อน และการใช้ทรัพยากรเกินจำเป็น
โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โรคอุบัติใหม่

จะทำอะไร (Action)

  • มุ่งเน้นให้ประชาชนคนไทยเขาถึงบริการทางสาธารณสุข
  • สร้างสุขภาวะที่ดี
  • ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม
  • ส่งเสริมการรักษา
  • ส่งเสริมการผลิตตัวยา
  • ส่งเสริมการผลิตเครื่องมือ การแพทย์ของไทย
  • จัดการกับโรคอุบัติใหม่

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประชาชนคนไทยเขาถึงบริการทางสาธารณสุข
  • สุขภาวะที่ดี
  • บริการทางสาธารณสุขมีคุณภาพทั่วถึง
  • บริการทางสาธารณสุขมีความสะดวกรวดเร็ว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ