ประเด็น

อุตสาหกรรม

มี 21 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
  • หลังจาก กกต. เปิดเผยเอกสารนโยบาย (ณ วันที่ 26 ม.ค. 2569) ทีมงานได้อัปเดตข้อมูลงบประมาณและแหล่งที่มาของงบประมาณที่ตรงกันระหว่างเอกสารนโยบายและเว็บไซต์พรรค โดยแสดงด้วยตัวอักษรสีเขียว
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics)
  • เงื่อนไขและสภาพแวดล้อมของตลาดทุนไทย

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างทีม Thailand Builder ดึงการลงทุนเชิงรุก
  • บริการทุกอย่างจบที่จุดเดียว One Stop Service
  • เพิ่มการค้าการลงทุนจากจีน
  • วางเป้าหมายที่อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และรถยนต์ EV
  • เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและสภาพแวดล้อมของตลาดทุนไทย
  • ผลักดันการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม และกฎระเบียบของภาครัฐ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างรายได้จากการขาย Carbon Credit
  • รองรับการย้ายฐานการลงทุนในตลาดทุนฮ่องกง
  • ดึงการลงทุนเข้าประเทศไทยได้มากขึ้น
  • เพิ่มการค้าการลงทุนจากจีน
  • นักลงทุนได้รับบริการที่สะดวก ครบวงจร

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • นักลงทุน
  • ผู้ประกอบการ
  • อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
  • อุตสาหกรรมรถยนต์ EV

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ภาคการผลิตของไทยเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ
  • ผู้ประกอบการที่ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศไทยถูกกดดันจากสินค้านำเข้าราคาถูก
  • ครัวเรือนไทยจำนวนมากยังคงใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าที่กินไฟสูง
  • ค่าใช้จ่ายรายเดือนพุ่งสูงและขัดแย้งกับเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2573

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอนโยบาย “เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า”
  • อุดหนุนการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าของประชาชน
  • ดำเนินการผ่าน 2 โครงการหลัก
  • รัฐช่วยออกค่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ในสัดส่วน 50%
  • นำเครื่องเก่ามาแลกเพื่อรับสิทธิ
  • มอบเงินสนับสนุนแบบให้เปล่าแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดค่าใช้จ่ายของครัวเรือนโดยการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคครัวเรือน
  • ช่วยลดการใช้พลังงาน
  • เพิ่มยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้า
  • ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศได้รับแรงหนุนในการแข่งขันกับสินค้านำเข้า
  • SMEs ภาคการผลิตยกระดับเทคโนโลยี เพิ่มผลิตภาพ และลดต้นทุน
  • เกิดการลงทุนต่อเนื่องจากภาคเอกชนในห่วงโซ่อุตสาหกรรมไทย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • SMEs

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • รัฐช่วยออกค่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ในสัดส่วน 50% (สูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท)
  • รัฐมอบเงินสนับสนุนแบบให้เปล่าแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สัดส่วน 30–50% (สูงสุดไม่เกิน 1,000,000 บาท) ต่อโครงการ

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 14.4) ว่า '10,000 ล้านบาท/ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • เงินภาครัฐ

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 14.4) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • วิกฤตการขาดดุลดิจิทัล (Digital Trade Deficit): เม็ดเงินมหาศาลกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี ไหลออกนอกประเทศผ่านแพลตฟอร์มต่างชาติ ทั้งค่าโฆษณาออนไลน์, บริการคลาวด์ (Cloud), ซอฟต์แวร์ (Software) และสตรีมมิ่ง (Streaming) ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าการส่งออกข้าวทั้งปีของไทย
  • การสูญเสียรายได้ภาษี: รายได้เหล่านี้มักถูกบันทึกบัญชีที่บริษัทแม่ในต่างประเทศ เช่น ไอร์แลนด์ หรือสิงคโปร์ ทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการเก็บ ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax) อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
  • ตัวเลขเศรษฐกิจคลาดเคลื่อน: ปัจจุบันยอดขาดดุลสินค้าดิจิทัลยังไม่ถูกรวมในการคำนวณ ดุลการค้า (Trade Balance) ของประเทศอย่างเป็นทางการ ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจดูดีเกินความเป็นจริง และบดบังปัญหาที่ผู้ประกอบการเทคโนโลยีไทย (Thai Tech Startup) กำลังเผชิญ

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอนโยบายเร่งด่วนเพื่อ "ลดการขาดดุล และสร้างดุลยภาพทางดิจิทัลใหม่"
  • สนับสนุนการส่งออกเทคโนโลยีไทยไปต่างประเทศ
  • ให้ กระทรวงพาณิชย์ และ สภาพัฒน์ (สศช.) กำหนดนิยามและรวบรวมตัวเลขการนำเข้า "สินค้าและบริการดิจิทัล" อย่างเป็นทางการ
  • ให้ กระทรวงพาณิชย์ และ สภาพัฒน์ (สศช.) นำไปคำนวณรวมกับการขาดดุลของประเทศ บรรจุตัวเลข "การขาดดุลดิจิทัล" เข้าไปในระบบบัญชีเศรษฐกิจและดุลการค้าของประเทศ
  • ให้ กรมสรรพากร เร่งตรวจสอบและดึงบริษัทแพลตฟอร์มต่างชาติที่ยังไม่อยู่ในระบบ E-Service Tax (ซึ่งปัจจุบันมี 202 ราย) เข้าสู่ระบบเพิ่มเติม โดยเฉพาะกลุ่มเว็บพนันหรือบริการเฉพาะกลุ่ม
  • ให้ กรมสรรพากร เจรจาเชิงนโยบายเพื่อจูงใจหรือกำหนดเงื่อนไขให้บริษัท Tech ยักษ์ใหญ่ที่มีรายได้ในไทยสูง (เช่น Social Media, Cloud Provider) ต้องจดทะเบียนและบันทึกรายได้ในไทย (Local Revenue Booking)
  • ให้ BOI และ กระทรวง DE กำหนดเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำหรับ Data Center และ Cloud Region ใหม่ที่กำลังจะเข้ามาลงทุน
  • ในเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุน: เพิ่มสัดส่วนท้องถิ่น เช่น วัสดุก่อสร้าง
  • ในเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุน: เพิ่มสัดส่วนการจ้างงานบุคลากรไทยในตำแหน่งสำคัญ
  • ในเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุน: การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) ร่วมกับสถาบันการศึกษา
  • ผลักดันให้ไทยเป็น Hub ของ Cloud Technology อย่างแท้จริง
  • ภาครัฐและเอกชนต้องมีนโยบายจัดซื้อจัดจ้างที่เอื้อต่อสินค้าและบริการดิจิทัลของคนไทย (Buy Thai First) ให้ นโยบายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ กำหนดสัดส่วนการใช้งบประมาณด้านเทคโนโลยี (เช่น Cloud, Software, MarTech) ว่าต้องใช้บริการจากผู้ประกอบการสัญชาติไทย (Thai Tech Startup) ในสัดส่วนที่กำหนด

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน
  • ลดการขาดดุล
  • สร้างดุลยภาพทางดิจิทัลใหม่
  • เห็นสถานะที่แท้จริง
  • สามารถ กำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจมหภาค
  • ไทยเป็น Hub ของ Cloud Technology อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ที่ตั้งเครื่อง Server
  • สร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนไทย
  • ผู้ประกอบการเทคโนโลยีไทย (Thai Tech Startup)
  • สถาบันการศึกษา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในสภาวะ "สามบีบ" จากสงครามการค้าโลกที่สร้างผลกระทบให้ระบบเศรษฐกิจไทยในหลายทิศทาง
  • สหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีเพื่อลดการพึ่งพาสินค้าจากต่างชาติ ทำให้ไทยส่งออกสินค้าไปยังตลาดหลักที่มีสัดส่วนถึง 20% ได้น้อยลง
  • จีนส่งออกไปสหรัฐฯ ได้น้อยลงจึงระบายสินค้ามาไทยแทน ด้วยราคาที่ถูกกว่าทำให้ผู้ผลิตไทยสู้ไม่ไหวและต้องทยอยปิดตัว
  • ตลาดอื่นๆ ทั่วโลกหดตัวลง เพราะมหาอำนาจทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างลดปริมาณการซื้อสินค้าจากต่างประเทศ
  • สินค้าไทยเริ่มขาดความน่าสนใจ เพราะผู้ผลิตไทยขาดการลงทุนด้านเทคโนโลยีและพัฒนากระบวนการผลิตมานาน ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดโลกได้

จะทำอะไร (Action)

  • ดึงเทคโนโลยีเอเชียเหนือ รุกตลาดใหม่ซีกโลกใต้ ดำเนินการผ่านการทูตเชิงรุก
  • กำหนดยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศใหม่ เรียกว่ายุทธศาสตร์ “มุ่งเหนือ-ลงใต้” (Look North, Go South)
  • “มุ่งเหนือ” (Look North): ดึงเทคโนโลยีและเงินทุนจากกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมเอเชียตะวันออก โดยอิงตามความต้องการเฉพาะของแต่ละประเทศ
  • ญี่ปุ่น: เจรจาการลงทุนด้วยกรอบความคิดแบบโลกสมัยใหม่ ขยับจากการผลิตเครื่องยนต์สันดาป สู่ซอฟต์แวร์ หุ่นยนต์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (เช่น เกมและแอนิเมชัน) โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของญี่ปุ่น ผสานกับแรงงานฝีมือของไทย
  • จีน: ใช้พลังการผลิตของจีนเป็นสปริงบอร์ดสู่ยุคพลังงานสะอาด (EV, แบตเตอรี่, เซมิคอนดักเตอร์)
  • จีน: เพิ่มเงื่อนไขด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการใช้ซัพพลายเชนของผู้ผลิตไทยในการลงทุน
  • เกาหลีใต้: ชูจุดแข็งของภาคอุตสาหกรรมไทยที่มีความพร้อมด้านสาธารณูปโภค เพื่อเป็นทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงนอกเหนือจากการลงทุนในเวียดนาม
  • ไต้หวัน: เจรจาเพิ่มเติมเรื่องการลงทุนอุตสาหกรรมไฮเทค เซมิคอนดักเตอร์ ชิป อิเล็กทรอนิกส์ เน้นที่การกระจายความเสี่ยงของการลงทุนนอกเกาะไต้หวัน เพื่อเลี่ยงความขัดแย้งจากภูมิรัฐศาสตร์โลก
  • “ลงใต้” (Go South): รุกคืบสู่ตลาดที่มีกำลังซื้อใหม่ใน อินโดนีเซีย เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และละตินอเมริกา โดยใช้จุดแข็งของไทยด้านสินค้าอุปโภคบริโภค รถยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ เจาะกลุ่มชนชั้นกลางที่กำลังเติบโตในประเทศกลุ่มนี้
  • บูรณาการ "ทีมไทยแลนด์" ประสานงานระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการค้าการลงทุน
  • สร้าง "คลังสมอง" นโยบายการต่างประเทศของรัฐบาล ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญการค้าเฉพาะประเทศนั้นไปประจำในพื้นที่ เพื่อศึกษาความต้องการเฉพาะเชิงลึก เช่น สินค้าฮาลาลสำหรับโลกมุสลิม
  • นายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจต้องเดินทางไปเจรจาการค้าการลงทุนด้วยตนเองเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแสดงถึงความจริงจัง โดยเฉพาะกับกลุ่มประเทศ Look North
  • สำหรับประเทศกลุ่ม Go South ที่สำคัญ ต้องมีคณะของตัวแทนระดับสูงในรัฐบาลไทยเดินทางไปด้วยตัวเอง
  • รวมกลุ่มอาเซียนเพื่อต่อรอง: ผนึกกำลังกับเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพด้านอุตสาหกรรมอย่าง มาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ เพื่อเจรจาการค้าในระดับกลุ่มประเทศ (Bloc-to-Bloc)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มอำนาจต่อรองระดับโลก
  • ดึงเทคโนโลยีและเงินทุนจากกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมเอเชียตะวันออก
  • ขยาย ตลาดส่งออกใหม่
  • ขยับจากการผลิตเครื่องยนต์สันดาป สู่ซอฟต์แวร์ หุ่นยนต์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (เช่น เกมและแอนิเมชัน)
  • เปลี่ยนประเทศไทยให้เข้าสู่ยุคพลังงานสะอาดเร็วขึ้น
  • เพิ่มอำนาจต่อรองเหนือกว่าการเจรจาเดี่ยว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ผลิตไทย
  • แรงงานฝีมือของไทย
  • ภาคอุตสาหกรรมไทย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบยา เป็นกลไกที่สำคัญของระบบสาธารณสุขไทย โดยมีค่าใช้จ่ายด้านยาคิดเป็นกว่า 29% ของค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลทั้งหมด แต่ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญปัญหาเกี่ยวกับยา 3 ด้านหลัก ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยและค่าใช้จ่ายของประชาชน
  • เชื้อดื้อยา: การใช้ยาปฏิชีวนะเกินจำเป็น นำไปสู่วิกฤตเชื้อดื้อยา
  • อาการไม่พึงประสงค์: ปัญหาการใช้ยาซ้ำซ้อนหรือหลายชนิด โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ รวมถึงการลักลอบปนยาในอาหารเสริม ก่อให้เกิดพิษต่อตับและไต
  • พึ่งพาการนำเข้าสูง: โครงสร้างอุตสาหกรรมยาของไทยยัง อ่อนแอ และพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและยาสำเร็จรูปจากต่างประเทศสูง
  • ราคายาสูง: ขาดมาตรการควบคุมต้นทุนและราคาอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ยาบางรายการมีราคาสูงเกินความจำเป็น
  • กฎหมายและระบบกำกับดูแลยาไทยล้าสมัย ทำให้การควบคุมการสั่งใช้ยาและการจำหน่ายยาควบคุมพิเศษไม่เกิดผลจริง โดยเฉพาะในคลินิกเอกชนที่ไม่มีมาตรการบังคับให้ต้องออกใบสั่งยา
  • ประเทศไทยยัง ไม่มีระบบข้อมูลยาแห่งชาติ และ ระบบใบสั่งยาออนไลน์มาตรฐาน ทำให้ข้อมูลด้านยาตั้งแต่รหัสยา ราคายา การสั่งใช้ยา การเบิกจ่าย กระจัดกระจาย ไม่เชื่อมโยงกัน

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับปรุงกฎหมายยา เพื่อรองรับ ระบบใบสั่งยาแห่งชาติ ที่ใช้ในทุกสถานพยาบาล ทั้งรัฐและเอกชน

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. ยา: เพิ่มบทบัญญัติจัดตั้ง คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. ยา: ยกระดับการควบคุมยาควบคุมพิเศษและวัตถุออกฤทธิ์

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. ยา: กำหนดให้สถานที่จ่ายยาทุกประเภทต้องอยู่ภายใต้ใบอนุญาตขายยา

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. วิชาชีพเภสัชกรรม: ให้สามารถออกข้อบังคับเพื่อกำหนด ขอบเขตงานของแต่ละวิชาชีพ ให้ชัดเจน

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. วิชาชีพเภสัชกรรม: ให้มีมาตรฐานเดียวกันในการประเมินความรู้และทักษะของผู้ประกอบวิชาชีพทุกสาขา

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ: ปรับปรุงกฎระเบียบการจัดซื้อจัดหาให้ ยืดหยุ่นขึ้น และเหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของยา

  • จัดตั้งศูนย์กลางด้านการพัฒนาและผลิตยาต้นน้ำของประเทศ

  • สนับสนุนผู้ประกอบการให้ปรับปรุงการผลิตให้ได้มาตรฐานสากล เช่น GMP–PIC/S

  • กำหนด สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน สำหรับโรงงานผลิตวัตถุดิบยา

  • ผลักดันองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เป็นหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงยา

  • ผลักดันการวิจัยและพัฒนายา แล้วเปิดโอกาสให้เอกชนต่อยอด

  • เน้นการผลิตหรือจัดหาวัตถุดิบทางยาที่สำคัญ

  • มุ่งผลิต ยากำพร้า หรือยาจำเป็นที่เอกชนไม่ผลิต

  • รักษาสมดุลด้านราคาและปริมาณยาในช่วงวิกฤต

  • จัดตั้งศูนย์กลางข้อมูลยาแห่งชาติ (NDIC): กระทรวงสาธารณสุขจะจัดตั้ง ศูนย์กลางข้อมูลยาแห่งชาติ เพื่อรวบรวมและบริหารจัดการข้อมูลด้านยาทุกมิติอย่างเป็นระบบ

  • พัฒนา e-Prescription: พัฒนาและบังคับใช้ ระบบใบสั่งยาอิเล็กทรอนิกส์กลาง (e-Prescription) ให้ครอบคลุมทุกสถานพยาบาลและร้านขายยา

  • ส่งเสริมการใช้ยาที่สมเหตุผล และเพิ่มความปลอดภัยของประชาชน

  • รณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจทั้งในฝ่ายวิชาชีพและประชาชน

  • มีการติดตาม/วิเคราะห์เพื่อแก้ขปัญหาการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม หรือไม่สมเหตุสมสมผล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ป้องกันการใช้ยาซ้ำซ้อนและเชื้อดื้อยา
  • ทำให้ราคายาโปร่งใสและตรวจสอบได้ทั่วประเทศ
  • เพื่อให้การใช้จ่ายด้านยามีประสิทธิภาพ คุ้มค่า ยั่งยืน
  • เพื่อให้ข้อมูลการสั่ง–จ่ายยาเชื่อมโยงกัน
  • ช่วยส่งเสริมการใช้ยาที่สมเหตุผลและเพิ่มความปลอดภัยของประชาชน
  • เพื่อเป็นฐานข้อมูลกลางด้านยาตลอดห่วงโซ่
  • เพื่อให้จ่ายยาควบคุมพิเศษและวัตถุออกฤทธิ์ได้เฉพาะตามใบสั่งยาที่ออกโดยผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับอนุญาต
  • เพื่อรองรับระบบใบสั่งยาอิเล็กทรอนิกส์ระดับประเทศ
  • เพื่อให้การปฏิบัติงานของผู้ประกอบวิชาชีพเป็นไปตามหลักวิชาการและปลอดภัยต่อประชาชน
  • เพื่อให้สถานพยาบาลสามารถจัดซื้อยาได้อย่างคล่องตัวและต่อเนื่อง
  • เร่งสร้างขีดความสามารถในการผลิตวัตถุดิบยา (API) และลดการพึ่งพาการนำเข้า
  • ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนด รหัสยาแห่งชาติ (National Drug Code) และ ราคากลางยาแห่งชาติ (National Drug Reference Price) ให้เป็นมาตรฐานกลางสำหรับยาทุกชนิด

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • โรงพยาบาล
  • สถานพยาบาล
  • สถานที่จ่ายยาทุกประเภท
  • โรงงานผลิตวัตถุดิบยา
  • องค์การเภสัชกรรม (อภ.)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ: งบประมาณจำนวนมากไหลออกนอกประเทศเนื่องจากเป็นการจัดหาจากต่างประเทศ โดยขาดกลไกควบคุมที่จะนำไปสู่การส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ
  • ขาดการถ่ายทอดเทคโนโลยี: ด้วยข้อจำกัดด้านอำนาจต่อรองและการขาดนโยบายที่ชัดเจน ทำให้ไทยไม่สามารถใช้การจัดซื้อจัดจ้างนี้เป็นเครื่องมือในการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทยได้
  • ไทยยังคงเป็นเพียง "ผู้ซื้อ" ที่ต้องพึ่งพาต่างชาติต่อไป

จะทำอะไร (Action)

  • ใช้การจัดซื้อต่างประเทศ แลกกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและลงทุนในไทย
  • พรรคประชาชนเสนอให้ดำเนิน นโยบายชดเชยทางเศรษฐกิจ (Offset Policy)
  • เปลี่ยนสถานะของการใช้จ่ายภาครัฐจากการจัดซื้อทั่วไปให้กลายเป็นการ “ลงทุนระยะยาวเชิงรุก”
  • มุ่งเปลี่ยนโครงการรัฐประเภท “ซื้อแล้วจบ” ให้เป็นการสร้างรากฐานเศรษฐกิจ
  • กำหนดให้นโยบายชดเชยเป็นเงื่อนไขภาคบังคับในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่
  • คู่สัญญาจากต่างประเทศต้องดำเนินกิจกรรมความร่วมมือทางเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย ได้แก่:
    • การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer)
    • การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (Research and Development - R&D)
    • การผลิตและการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content)
    • การพัฒนาทรัพยากรบุคคล (Human Resource Development)
  • ตรา พระราชบัญญัติความร่วมมือทางเศรษฐกิจและพัฒนาอุตสาหกรรม พ.ศ. …
  • จัดทำคู่มือแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน
  • มอบหมายให้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นหน่วยงานธุรการและที่ปรึกษาหลักในการวิเคราะห์และเสนอนโยบาย
  • จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายเพื่อกำหนดระเบียบและขับเคลื่อนโครงการในแต่ละอุตสาหกรรมเป้าหมาย
  • กำหนดเกณฑ์มูลค่าโครงการ: โครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ต้องจัดทำกิจกรรมชดเชยทางเศรษฐกิจ
  • กำหนดสัดส่วนการชดเชย: กำหนดมูลค่ากิจกรรมการชดเชยเพิ่มเติมจากงบประมาณโครงการไว้ที่ 20% ของมูลค่าโครงการ
  • กำหนด ตัวคูณทางการชดเชย (Offset Multiplier)
  • วางระบบตั้งแต่การทำคำของบประมาณ การประเมินข้อเสนอ กระบวนการทำสัญญา การวางหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไปจนถึงบทปรับและลงโทษหากไม่ปฏิบัติตามสัญญา
  • กำหนดคุณสมบัติและจัดทำฐานข้อมูลองค์กรรับมอบ (Local Recipients) ทั้งในภาครัฐ สถาบันการศึกษา และเอกชนไทย
  • จัดทำงบประมาณแผ่นดินให้สอดคล้องกับเกณฑ์และสัดส่วนการลงทุนที่กำหนด

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างงานทักษะสูง
  • สร้างรากฐานเศรษฐกิจ
  • ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม
  • สร้างงานที่มีคุณภาพ
  • สร้างความยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจไทย
  • ช่วยให้สามารถประเมินข้อเสนอของคู่สัญญาได้อย่างเป็นธรรม
  • เพื่อให้หน่วยงานเจ้าของโครงการมีทรัพยากรเพียงพอในการบริหารจัดการการชดเชยทางเศรษฐกิจให้เกิดผลสัมฤทธิ์

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ภาครัฐไทย
  • ภาคอุตสาหกรรมไทย
  • เศรษฐกิจไทย
  • คู่สัญญาจากต่างประเทศ
  • อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอนาคต (New Engine of Growth / S-Curve) รวม 11 กลุ่มอุตสาหกรรมที่กำหนดโดย สศช.
  • องค์กรรับมอบ (Local Recipients) ทั้งในภาครัฐ สถาบันการศึกษา และเอกชนไทย
  • หน่วยงานเจ้าของโครงการ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • Outcome: สร้างความยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 8.1) ว่า '4,000 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 8.1) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • วิกฤตงบประมาณและความพร้อมรบ
  • งบประมาณกลาโหมปี 2569 กว่า 200,000 ล้านบาท ถูกใช้เป็นงบบุคลากรถึง 53% (กองทัพใช้แรงงานเข้มข้นสูง)
  • งบลงทุนของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศในการวิจัยและพัฒนามีเพียง 0.3%
  • ยุทโธปกรณ์ของกองทัพหลายรายการมีอายุการใช้งานสูง
  • ต้องแบกภาระซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์เก่า ควบคู่ไปกับการจัดหายุทโธปกรณ์ใหม่ที่ทันสมัย ภายใต้โครงสร้างงบประมาณที่ยังขาดประสิทธิภาพ
  • การลงทุนปัจจุบันไม่ควรเป็นเพียง "รายจ่าย" แต่ต้องเปลี่ยนเป็น "การจ้างงานทักษะสูง" และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศ
  • ศักยภาพเอกชนไทยที่รอการสนับสนุน ไทยมีบริษัทที่ส่งออกรถหุ้มเกราะไปกว่า 46 ประเทศ มีอู่ต่อเรือที่รองรับระวางได้ถึง 180,000 ตัน และมีผู้พัฒนาเทคโนโลยีโดรน (UAV) ที่พร้อมเติบโต หากรัฐเปลี่ยนบทบาทจากผู้ซื้อเป็นผู้ส่งเสริม

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
  • สนับสนุนเอกชนไทยผลิตยุทโธปกรณ์แทนการนำเข้า
  • ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างชาติ
  • สร้างมาตรฐานสากลอาวุธไทยในระดับสากลเพื่อการส่งออก
  • จัดสรรงบประมาณใหม่โดยเน้นการลงทุนในเทคโนโลยีมากกว่าบุคลากร
  • ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ
  • สร้างนวัตกรรมที่ใช้ได้ทั้งในกองทัพและภาคธุรกิจทั่วไป (Dual-Use) เช่น โดรน แบตเตอรี่ขั้นสูง และดาวเทียม
  • มุ่งเน้นส่งเสริมยุทโธปกรณ์ที่มีองค์ประกอบครบ 3 ด้าน 1) มีความต้องการเชิงยุทธศาสตร์และตอบโจทย์ภัยคุกคาม 2) ภาครัฐและเอกชนไทยมีขีดความสามารถที่จะพัฒนาต่อยอดได้ 3) ตลาดนานาชาติมีความต้องการ เพื่อความคุ้มค่าในการวิจัยและพัฒนา
  • กำหนดให้กองทัพจัดซื้อจากเอกชนไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของงบจัดซื้อยุทโธปกรณ์ สำหรับสินค้าในบัญชีนวัตกรรมไทยและได้มาตรฐานกระทรวงกลาโหม
  • เพิ่มแต้มต่อสำหรับสินค้าที่ ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand - MiT) ในการเสนอราคาต่อภาครัฐจาก 5% เป็น 10%
  • ส่งเสริมการรวมกลุ่มบริษัท (Consortium) เพื่อผลิตยุทโธปกรณ์ เช่น เรือฟริเกตภายในประเทศ โดยกำหนดเงื่อนไขการใช้ ข้อกำหนดการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content Requirement)
  • รัฐต้องทำ นโยบายชดเชยภาคบังคับ (Mandatory Offset Policy) เมื่อต้องซื้อยุทโธปกรณ์มูลค่าสูงจากต่างชาติ
  • ปรับปรุงภาษีนำเข้าวัตถุดิบหลัก
  • แก้ไขกฎหมายโรงงานผลิตอาวุธเพื่อลดระยะเวลาขออนุญาตส่งออก
  • ตราพระราชบัญญัติมาตรฐานยุทโธปกรณ์เพื่อรับรองคุณภาพให้เทียบเท่า มาตรฐานทางทหารของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (Military Standard - MIL-STD) หรือ มาตรฐานขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization Standardization Agreement - NATO STANAG)
  • พัฒนาหน่วยงานวิจัยของรัฐ (Public Research Institute - PRI) ให้รับความเสี่ยงในช่วงเริ่มต้นเหมือนโมเดล สำนักงานโครงการวิจัยขั้นสูงด้านการป้องกันประเทศของสหรัฐอเมริกา (Defense Advanced Research Projects Agency - DARPA)
  • จัดให้มี สินเชื่อตามนโยบายรัฐ (Policy Loan)
  • รวมศูนย์การจัดหาอาวุธไว้ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
  • บูรณาการแผนกองทัพและแผนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเข้าด้วยกัน
  • จัดตั้งคณะกรรมการทีมไทยแลนด์ คณะกรรมการส่งเสริมผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศกับต่างประเทศ (TEAM THAILAND)
  • ปรับบทบาทผู้ช่วยทูตทหารให้ช่วยส่งเสริมการตลาดในต่างประเทศอย่างจริงจัง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เอกชนไทยผลิตยุทโธปกรณ์แทนการนำเข้า
  • เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างชาติ
  • สร้างมาตรฐานสากลอาวุธไทยในระดับสากลเพื่อการส่งออก
  • พึ่งพาตนเองได้ ในการวิจัยและผลิตยุทโธปกรณ์
  • สนับสนุนความพร้อมรบ
  • สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย
  • เพิ่มอธิปไตยทางเทคโนโลยีความมั่นคง (Defense Technology Sovereignty)
  • ลดการพึ่งพาต่างชาติ
  • ผู้ประกอบการไทยขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ
  • สร้างนวัตกรรมที่ใช้ได้ทั้งในกองทัพและภาคธุรกิจทั่วไป (Dual-Use)
  • กองทัพจัดซื้อจากเอกชนไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของงบจัดซื้อยุทโธปกรณ์
  • เพิ่มแต้มต่อสำหรับสินค้าที่ ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand - MiT) ในการเสนอราคาต่อภาครัฐจาก 5% เป็น 10%
  • เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการ ร่วมผลิต (Co-Production) ภายในประเทศ
  • การประกอบในประเทศมีราคาถูกกว่าการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูป
  • ลดระยะเวลาขออนุญาตส่งออก
  • รับรองคุณภาพให้เทียบเท่า มาตรฐานทางทหารของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (Military Standard - MIL-STD) หรือ มาตรฐานขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization Standardization Agreement - NATO STANAG)
  • ช่วยสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการในโครงการขนาดใหญ่
  • การจัดซื้อเป็นไปตามนโยบายภาพรวม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
  • เอกชนไทย
  • ผู้ประกอบการไทย
  • กองทัพ
  • ผู้ประกอบการในโครงการขนาดใหญ่
  • หน่วยงานวิจัยของรัฐ (Public Research Institute - PRI)
  • ผู้ช่วยทูตทหาร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 8.1) ว่า '4,000 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 8.1) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • กองทัพไทยใช้แรงงานเข้มข้นแต่ขาดเทคโนโลยี
  • งบประมาณประจำปีของกระทรวงกลาโหมกว่า 2 แสนล้านบาท หมดไปกับค่าบุคลากรสูงถึง 53%
  • งบวิจัยเทคโนโลยีมีเพียง 0.6%
  • การซื้ออาวุธเป็นการจ่ายเงินออกนอกประเทศเกือบทั้งหมด
  • ขาดการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ
  • ศักยภาพเอกชนไทยที่ถูกมองข้าม

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
  • เปลี่ยนรายจ่ายเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ
  • เลือกยุทโธปกรณ์เป้าหมาย
  • สนับสนุนสินค้าไทย
  • บังคับใช้ 'นโยบายชดเชยภาคบังคับ'
  • ลดอุปสรรคให้ค้าขายคล่อง
  • ลงทุนวิจัยและหนุนเงินทุน
  • รวมศูนย์การจัดซื้อและดันการส่งออก

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดการซื้ออาวุธจากต่างประเทศ
  • สร้าง 'อธิปไตยทางเทคโนโลยี' ให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
  • ผลิตนวัตกรรมที่ใช้ได้ทั้งในกองทัพและธุรกิจทั่วไป
  • เกิดตำแหน่งงานใหม่ๆ
  • กรอบทางกฎหมายในการรับรองคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • กองทัพไทย
  • ผู้ประกอบการไทย
  • บุคลากรไทย
  • บริษัทที่ลงทุนวิจัย
  • หน่วยงานที่ดูแลด้านการทำมาตรการชดเชย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 8.1) ว่า '4,000 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 8.1) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ภาคอุตสาหกรรมกลับขาดแคลนช่างฝีมืออย่างหนัก
  • ระบบอาชีวศึกษาของไทยเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง 3 ประการ:
  • ความไม่สอดคล้องของทักษะ (Job Mismatch): การผลิตกำลังคนยังยึดติดกับศักยภาพของสถานศึกษา (Supply-side) มากกว่าความต้องการจริงของธุรกิจ (Demand-side) โดยเฉพาะกลุ่มช่างฝีมือและผู้ควบคุมเครื่องจักรในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve)
  • ระบบทวิภาคีที่ขาดความต่อเนื่อง
  • การเรียนรู้ในสถานประกอบการมักขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ส่วนบุคคลระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริหารสถานศึกษา
  • ขาดกลไกที่เข้มแข็งในการประสานความร่วมมือระหว่างฝ่ายผลิต (สถานศึกษา) และฝ่ายผู้ใช้ (ภาคเอกชน)
  • ขาดฐานข้อมูลกำลังคนที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ
  • ครูช่างในระบบมีจำนวนไม่เพียงพอที่จะดูแลคุณภาพการฝึกงานอย่างทั่วถึง
  • ช่องว่างทักษะศตวรรษที่ 21: นายจ้างสะท้อนว่าบัณฑิตอาชีวะมีทักษะปฏิบัติที่ดี แต่ยังขาดทักษะด้านภาษาต่างประเทศ และทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและสารสนเทศ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการทำงานยุคใหม่

จะทำอะไร (Action)

  • พลิกบทบาทวิทยาลัยอาชีวะให้เป็นศูนย์ Reskill/Upskill สำหรับคนทั่วไปที่ต้องการเปลี่ยนสายอาชีพ หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ในระยะเวลาสั้น
  • ประชาสัมพันธ์เส้นทางอาชีพ (Career Pathway) โดยนำเสนอเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพและอัตราผลตอบแทน
  • มุ่งผลิตกำลังคนตามความต้องการจริงของภาคธุรกิจ (Demand-Based)
  • เร่งแก้ปัญหาขาดแคลนครูช่าง
  • สร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ
  • เร่งปรับเกลี่ยอัตรากำลังและเพิ่มอัตราครูจ้างอาชีวศึกษา
  • ส่งเสริมให้ครูพัฒนาสมรรถนะด้านการวิจัยและออกแบบหลักสูตรร่วมกับภาคเอกชนอย่างสม่ำเสมอ
  • สนับสนุนค่าครองชีพและทุนการศึกษา โดยการเรียนฟรี
  • จัดสรรทุนการศึกษา
  • ส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน โดยเฉพาะในสาขาที่ประเทศขาดแคลน
  • ยกระดับทักษะดิจิทัลและ AI: นำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ในหลักสูตร ปวส. ทุกหลักสูตร
  • จัดสรรเงินทุน (เช่น 1-3 ล้านบาทต่อหลักสูตร สำหรับแต่ละสถานศึกษา) เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์และเทคโนโลยีใหม่สำหรับสาขาที่ขาดแคลนหรือต้องปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี
  • จัดตั้งศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคี: ให้เป็นหน่วยงานหลักที่มีภารกิจและทรัพยากรที่ชัดเจน ในโครงสร้างของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)
  • พัฒนากลไกให้ภาคผู้ประกอบการเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนหลักสูตร
  • เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบ BOI: กำหนดกรอบระยะเวลาและความรับผิดชอบที่ชัดเจนของความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการ ในการจัดทำแผนการเรียนและแผนการฝึกอาชีพตลอดหลักสูตร
  • จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้เรียนรายภูมิภาค: จัดตั้งศูนย์ประสานงานติดตามและช่วยเหลือผู้เรียนในระบบทวิภาคีในแต่ละภูมิภาค
  • สร้างฐานข้อมูลตลาดแรงงาน โดยเชื่อมโยงข้อมูลการผลิตกำลังคนของ สอศ. กับความต้องการจริงของตลาดแรงงานแบบ Real-time
  • ส่งเสริมกิจกรรมศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center)
  • ส่งเสริมกิจกรรมอาชีวะอาสา เพื่อพัฒนาทักษะปฏิบัติจริงของผู้เรียน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมผ่านการบริการสาธารณะ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ระบบอาชีวศึกษาเปลี่ยนจาก "ทางเลือกที่สอง" (Second Choice) ให้เป็น "ทางเลือกหลักที่ยืดหยุ่น" (Primary & Flexible Pathway) ที่คนทุกช่วงวัยเข้าถึงได้
  • เปลี่ยนสู่ภาพจำใหม่ว่า “สายอาชีพ” คือเส้นทางของงานที่มีคุณภาพ เป็นกำลังหลักในการแก้ปัญหาของสังคม
  • มีผู้ถ่ายทอดทักษะเพียงพอต่อการขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะและระบบทวิภาคี
  • ปิดช่องว่างทักษะดิจิทัลตามความต้องการของตลาดแรงงาน
  • การปรับเปลี่ยนหลักสูตรเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ระบบทวิภาคีเกิดความยั่งยืน
  • ป้องกันการหลุดออกจากระบบ
  • พัฒนาทักษะปฏิบัติจริงของผู้เรียน
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมผ่านการบริการสาธารณะ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครูช่าง
  • ผู้เรียนอาชีวศึกษา
  • ผู้เรียนในระบบทวิภาคี
  • คนทั่วไปที่ต้องการเปลี่ยนสายอาชีพ หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ในระยะเวลาสั้น
  • ภาคผู้ประกอบการ
  • ภาคเอกชน
  • ชุมชน
  • สังคม

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 7.3) ว่า '12,500 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 7.3) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ (เป็นงบประมาณก้อนเดียวกับที่ใช้ในนโยบายลำดับที่ ๑๒.๑)'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เศรษฐกิจไทยต้องการ 'เครื่องยนต์ใหม่'
  • อัตราการเติบโต (GDP) ของไทยลดลงจาก 8% ในช่วงก่อนปี 2540 เหลือเพียง 2% ในปัจจุบัน
  • ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะที่สูง
  • แรงกดดันจากสงครามการค้า
  • ความต้องการใช้เครื่องมือแพทย์ภายในประเทศสูงมาก
  • ผู้ประกอบการเครื่องมือแพทย์ส่วนใหญ่ (กว่า 93%) เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME)

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ครบวงจร
  • สนับสนุนโรงงานไทยอัปเกรดเครื่องจักรผลิตเครื่องมือแพทย์มูลค่าสูง
  • ดัน SME คว้ามาตรฐาน ISO สากล
  • ยกระดับผู้ผลิตเดิม (Champion Upgrading)
  • เพิ่มความหลากหลายของสินค้า (Product Diversification)
  • ปฏิรูประบบนิเวศอุตสาหกรรม
  • ช่วยให้ผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์สัญชาติไทยเข้าถึงตลาดภายในประเทศได้มากขึ้น
  • สร้างคลัสเตอร์การผลิตเครื่องมือแพทย์โดยการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI)
  • ตั้งทีมเฉพาะกิจ (Taskforce)
  • บูรณาการการวิจัยและนวัตกรรมครบวงจร
  • ดึงหน่วยงานให้ทุน (PMU) สถาบันวิจัย และโรงงานผลิต มาร่วมมือกัน (Medical Consortium)
  • ส่งเสริมเครื่องมือแพทย์ในรูปแบบบริการดิจิทัลและ AI
  • ปฏิรูประบบใบอนุญาตให้รวดเร็วและคล่องตัว
  • รุกตลาดโลกด้วยข้อมูลเชิงลึกและการจับคู่ธุรกิจ
  • ดึงผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักร เข้ามาเป็นซัพพลายเออร์ให้เครื่องมือแพทย์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างสินค้าที่ซับซ้อนและมีมูลค่าสูงขึ้น
  • ขยายส่วนแบ่งในตลาดโลกได้มากขึ้น
  • สร้างผลตอบแทนที่มหาศาลในระยะยาว
  • ทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้เกิดขึ้นและเติบโตได้อย่างรวดเร็วในประเทศไทย
  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ อย.
  • ลดระยะเวลาการรอคอย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์
  • SME
  • นักลงทุนต่างชาติ
  • ผู้ส่งออก
  • ผู้ผลิตชิ้นส่วน
  • อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ระยะเร่งด่วน
  • ระยะยาว

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยต้องยกระดับบทบาทจากเพียง 'ฐานการผลิต' สู่การเป็น 'เจ้าของนวัตกรรมและองค์ความรู้'
  • สินค้าส่งออกของไทยกว่า 40% ต้องพึ่งพาเซมิคอนดักเตอร์
  • การแข่งขันที่รุนแรงในภูมิภาค
  • หากไทยยังไม่มียุทธศาสตร์และมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเป็นรูปธรรม เราจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังในห่วงโซ่อุปทานโลก

จะทำอะไร (Action)

  • ขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเร่งด่วน
  • จัดตั้งกลไกขับเคลื่อนโดยผู้เชี่ยวชาญ
  • สร้างความเชื่อมั่นด้วยงบประมาณต่อเนื่อง
  • สนับสนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
  • ประกาศแผนการจัดซื้อล่วงหน้า
  • มาตรการสนับสนุนแบบ 'เจาะจงรายกลุ่ม'
  • ตั้งศูนย์บ่มเพาะบุคลากร
  • ปฏิรูประบบราชการและวิธีการวัดผล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างมูลค่าเพิ่มและประกันการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างยั่งยืน
  • รัฐจะทำหน้าที่เป็น 'ลูกค้าอ้างอิง' เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ผลิตภัณฑ์เติบโตต่อยอดสู่ตลาดโลกได้
  • ช่วยดึงดูดให้บริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งศูนย์ออกแบบในไทย
  • วัดผลที่ความสำเร็จจริง: ปรับจากการวัด 'จำนวน' แต่สู่การวัดผลลัพธ์ที่ท้าทาย เช่น 'มูลค่าเพิ่มในประเทศ' หรือ 'จำนวนบริษัทไทยที่ไปแข่งในเวทีโลกได้'

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ประกอบการ
  • นักลงทุน
  • นักศึกษาจบใหม่
  • วิศวกร
  • อาจารย์มหาวิทยาลัย
  • บริษัทไทย
  • บริษัทต่างชาติ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยียานยนต์แบบก้าวกระโดด
  • ความเสี่ยงของซัพพลายเชนเดิม
  • แรงงานจะเผชิญภาวะว่างงานและโรงงานอาจต้องปิดตัวลง

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต
  • อัปเกรดทักษะแรงงาน
  • ดึงทุนนอกตั้งฐานผลิตแบตเตอรี่และรถไร้คนขับ
  • รักษาฐานผลิตเดิม เพิ่มเติมของใหม่
  • ขยายความสามารถของผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย สู่อุตสาหกรรมข้างเคียง
  • พัฒนาทักษะแรงงานยานยนต์ไทย สู่งานอิเล็กทรอนิกส์และซอฟต์แวร์
  • เปลี่ยนคณะกรรมการนโยบายรถยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติเป็น 'บอร์ดยานยนต์อนาคต'
  • เร่งเจรจากับบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ทั่วโลก
  • สร้างขีดความสามารถในการผลิตแบตเตอรี่เองในประเทศ
  • สนับสนุนการถอดรถเก่าออกจากท้องถนน
  • เปิดพื้นที่ให้ไทยเป็น 'ศูนย์กลางทดสอบรถยนต์ไร้คนขับระบบพวงมาลัยขวา'

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดอุบัติเหตุจากความผิดพลาดของมนุษย์
  • ช่วยลดปริมาณรถยนต์บนท้องถนนลงในระยะยาว
  • สร้างความอยู่รอดของแรงงานไทยในยุคถัดไป
  • ลดมลพิษ
  • ผลิตกำลังคนด้าน STEM เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนไป

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายในอุตสาหกรรมยานยนต์เดิม
  • ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย
  • แรงงานยานยนต์ไทย
  • บริษัทรถยนต์
  • ประชาชน
  • ผู้ใช้รถยนต์

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • รัฐใช้งบ แต่ไม่เกิดการใช้งานจริง: การลงทุนด้านอวกาศที่ผ่านมาเน้นโครงการแยกส่วน กระจายอยู่หลายหน่วยงาน ขาดภารกิจชาติร่วม ทำให้ข้อมูลจากอวกาศไม่ถูกนำไปใช้แก้ปัญหาจริงของเกษตร น้ำ เมือง หรือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ
  • ข้อมูลยุทธศาสตร์กระจัดกระจาย ใช้ร่วมกันไม่ได้: ข้อมูลดาวเทียม ภาพถ่าย และข้อมูลเชิงพื้นที่อยู่คนละระบบ ไม่มีมาตรฐานกลาง ข้ามกระทรวงไม่ได้ ส่งผลให้เกิดงบซ้ำซ้อน และตัดสินใจเชิงนโยบายได้ช้า
  • เอกชนและสตาร์ทอัพเข้าไม่ถึงโครงสร้างพื้นฐาน: ภาคเอกชนไม่สามารถลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอวกาศระดับประเทศได้เอง ข้อมูลพื้นฐานไม่เปิด API ทำให้ไม่สามารถต่อยอดเป็นบริการเชิงพาณิชย์หรือส่งออกได้
  • ไทยไม่มีบทบาทนำด้านอวกาศในอาเซียน: แม้ไทยมีศักยภาพด้านข้อมูล ภูมิศาสตร์ และบุคลากร แต่ขาดกติกาและองค์กรกลางที่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถยกระดับสู่บทบาท “ผู้เชื่อมโยงข้อมูลอวกาศของภูมิภาค”
  • อวกาศถูกมองเป็นต้นทุน ไม่ใช่เครื่องมือพัฒนา: การขาดการเชื่อมโยงระหว่างกฎหมาย การลงทุน บุคลากร และอุตสาหกรรม ทำให้อวกาศยังไม่ถูกใช้เป็นฐานยกระดับประสิทธิภาพนโยบายหลักและความสามารถแข่งขันระยะยาวของประเทศ

จะทำอะไร (Action)

  • ออกแบบกิจการอวกาศไทยใหม่ทั้งระบบ ให้เป็น โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลเพื่อการใช้งานจริงของประเทศ
  • เร่งผลักดันพระราชบัญญัติกิจการอวกาศ
  • จัดตั้งองค์กรอวกาศแห่งชาติ
  • แยกบทบาทกำกับดูแลออกจากการดำเนินโครงการ
  • สร้างกติกาและมาตรฐานที่ชัดเจน โปร่งใส และเป็นสากล
  • ขับเคลื่อนความร่วมมือ ASEAN Space Cooperation และยกระดับสู่ ASEAN Space Agency (ASA)
  • ใช้เทคโนโลยีอวกาศที่เหมาะสมกับแต่ละภาคส่วน เพื่อภารกิจชาติด้านข้อมูลจากอวกาศ:
  • ใช้ multispectral remote sensing และแบบจำลองคาดการณ์
  • ใช้ SAR เพื่อตรวจจับความเสี่ยงและประเมินผลกระทบเชิงพื้นที่ได้ทุกสภาพอากาศ
  • ใช้ InSAR เพื่อตรวจจับการทรุดตัวของพื้นดิน
  • บูรณาการ AIS ผ่านดาวเทียม เพื่อการจัดการประมง การเดินเรือ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
  • นำข้อมูลจากภารกิจชาติมาพัฒนาแพลตฟอร์มวิเคราะห์เชิงพื้นที่และ AI
  • รัฐลงทุนเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่เอกชนทำไม่ได้
  • รัฐเป็นผู้ใช้รายแรก (First Buyer) ผ่านการจัดซื้อแบบกำหนดโจทย์ผลลัพธ์ ใช้มาตรฐานข้อมูลร่วม ลดงบซ้ำซ้อน และเปิดข้อมูลพื้นฐานผ่านแพลตฟอร์มและ API ให้เอกชนและ STARTUP แข่งขันพัฒนาโซลูชันเชิงพาณิชย์ได้จริง
  • เชื่อมกฎหมาย การลงทุน กำลังคน และอุตสาหกรรมเข้ากับภารกิจชาติ
  • ผูกการพัฒนาบุคลากรและงานวิจัยกับการใช้งานจริง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ไทยเป็น Space Enabler ของภูมิภาค
  • ประเมินผลผลิต สุขภาพพืช และการจัดการน้ำอย่างแม่นยำ
  • ตรวจจับความเสี่ยงและประเมินผลกระทบเชิงพื้นที่ได้ทุกสภาพอากาศ
  • ตรวจจับการทรุดตัวของพื้นดิน
  • ป้องกันความเสียหายต่อถนน ระบบราง และโครงสร้างสาธารณะ
  • สร้างซอฟต์แวร์ บริการข้อมูล และงานทักษะสูงที่สามารถส่งออกได้
  • เอกชนและ STARTUP แข่งขันพัฒนาโซลูชันเชิงพาณิชย์ได้จริง
  • อวกาศไม่ใช่ภาระงบประมาณ
  • เป็นเครื่องมือยกระดับทุกนโยบายหลักและความสามารถแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • รัฐ
  • ภาคเอกชน
  • สตาร์ทอัพ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 79) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 79) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • งบประมาณรัฐไหลออกนอกประเทศ: การจัดซื้อจากต่างประเทศ โดยเฉพาะด้านกลาโหม โทรคมนาคม และเทคโนโลยี มักจบที่การ “ซื้อ–ใช้–จบ” ไม่ก่อให้เกิดการลงทุนหรือการถ่ายทอดเทคโนโลยีในประเทศ
  • อุตสาหกรรมไทยไม่ได้เติบโตตามงบรัฐ: ผู้ประกอบการไทยไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน แม้งบประมาณรัฐมีขนาดใหญ่ ส่งผลให้ไม่เกิดการจ้างงาน ทักษะ และฐานการผลิตในประเทศ
  • ขาดกลไกบังคับใช้จริง: Offset Policy และ Local Content ถูกเขียนเชิงนโยบาย แต่ไม่ถูกบังคับใช้จริงตั้งแต่ต้นโครงการ ทำให้ข้อผูกมัดกับผู้ขายต่างชาติอ่อนแรงและตรวจสอบยาก

จะทำอะไร (Action)

  • เปลี่ยนการจัดซื้อภาครัฐให้เป็นเครื่องมือสร้างเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคงระยะยาว
  • บังคับใช้ Offset Policy ตามกฎหมาย: กำหนดให้การจัดซื้อจากต่างประเทศต้องมีข้อผูกมัดคืนผลประโยชน์ให้ไทยอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยี การร่วมลงทุน หรือการตั้งฐานการผลิตในประเทศ
  • ออกกฎหมายกำหนดสัดส่วนสินค้าและส่วนประกอบที่ผลิตในประเทศอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการประกอบขั้นสุดท้าย
  • ตั้งคณะกรรมการ Local Content แห่งชาติ: เป็นองค์กรอิสระ ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐาน ตรวจสอบ และรับรองว่าเป็นการผลิตในประเทศจริง พร้อมกำกับนโยบาย Offset อย่างเป็นระบบ
  • บังคับให้หน่วยงานรัฐกำหนดเงื่อนไข Local Content และ Offset Policy ไว้ในเอกสารกำหนดขอบเขตงาน (TOR) ตั้งแต่เริ่มโครงการ ไม่ใช่ต่อรองภายหลัง
  • ใช้ Offset เป็นกลไกดึงการลงทุน การตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา และการสร้างสินค้าทางเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อให้ไทยมีศักยภาพส่งออกและแข่งขันในระยะยาว

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • การลงทุน เกิดขึ้น ในประเทศ
  • การถ่ายทอดเทคโนโลยี เกิดขึ้น ในประเทศ
  • การจ้างงาน เกิดขึ้น ในประเทศ
  • ทักษะ เกิดขึ้น ในประเทศ
  • ไทยมีศักยภาพส่งออกและแข่งขันในระยะยาว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • อุตสาหกรรมไทย
  • ผู้ประกอบการไทย
  • หน่วยงานรัฐ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 72) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 72) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • พึ่งพาต่างชาติสูง กระทบความมั่นคงระยะยาว: ประเทศต้องนำเข้ายุทโธปกรณ์และระบบสำคัญจำนวนมาก ทำให้เสี่ยงต่อข้อจำกัดด้านการเมือง การส่งมอบ และการซ่อมบำรุงในยามวิกฤต
  • งบจัดซื้อไม่ก่อเศรษฐกิจในประเทศ: ระบบ “ซื้อ–ใช้–หมดอายุ” ทำให้เงินจำนวนมากไหลออกนอกประเทศ ไม่เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี งานทักษะสูง หรือห่วงโซ่อุปทานในประเทศ
  • อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเติบโตจำกัด: กฎหมายและกติกาการส่งออกยุทธภัณฑ์เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน การขยายฐานการผลิต และการดึงพันธมิตรต่างชาติ

จะทำอะไร (Action)

  • เปลี่ยนการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจและความมั่นคง ด้วยการผลิต–ซ่อม–พัฒนาในประเทศควบคู่การถ่ายทอดเทคโนโลยี
  • ปรับกฎหมายควบคุมการส่งออกยุทธภัณฑ์และยุทธปัจจัย
  • บังคับใช้ Offset ทุกการจัดซื้อจากต่างประเทศ กำหนดให้ต้องเกิดโรงงานผลิตและซ่อมบำรุงในไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยี การลงทุนร่วม การฝึกบุคลากร และการสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ
  • พัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ 5 กลุ่มหลัก: Land, Aerospace, Naval, Cyber/AI และ Dual-Use Technology
  • เชื่อมแผนพัฒนาเทคโนโลยีกลาโหมกับระบบเศรษฐกิจ: บูรณาการกับแผนของ สทป. และ EEC

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยกระดับการวิจัย การผลิต และการพัฒนาบุคลากรทักษะสูง
  • ลดการพึ่งพาต่างชาติ เพิ่มความคุ้มค่าในระยะยาว
  • สร้างงานรายได้สูงในประเทศ และทำให้รัฐจ่ายน้อยกว่าการซื้อสำเร็จรูปในระยะยาว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ 5 กลุ่มหลัก

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 14) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 14) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เกษตรกรรายได้ต่ำ ติดกับดักวัตถุดิบราคาถูก: เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ขายผลผลิตในรูปวัตถุดิบ ทำให้รายได้ผันผวน ถูกกดราคา และไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของแรงงานและทรัพยากร
  • โครงสร้างเศรษฐกิจไม่ต่อยอดมูลค่าเพิ่ม: แม้ไทยมีความได้เปรียบด้านอาหาร แต่การแปรรูป นวัตกรรม และแบรนด์ยังจำกัด ทำให้มูลค่าเพิ่มและกำไรส่วนใหญ่ตกอยู่กับต่างประเทศ
  • โอกาสการจ้างงานและการเติบโตในชนบทจำกัด: การขาดอุตสาหกรรมแปรรูปและธุรกิจอาหารในพื้นที่ ทำให้เกิดการจ้างงานน้อย คนรุ่นใหม่ต้องย้ายออกจากภาคเกษตรและชนบท

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมการยกระดับภาคเกษตรสู่ “อุตสาหกรรมอาหาร”
  • ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอุตสาหกรรมอาหาร: ส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจแปรรูปอาหารที่ใช้ผลผลิตเกษตร มีการวิจัยและพัฒนา
  • สนับสนุนการควบรวมและขยายตัวของสหกรณ์การเกษตรหรือกลุ่มเกษตรกร ให้เข้าถึงเงินทุน วิจัย พัฒนา และขยายตลาดในฐานะวิสาหกิจเอกชนขนาดใหญ่
  • จัดตั้งโรงงานแปรรูปให้เกษตรกรรายย่อยเช่าใช้
  • ใช้ทรัพย์สินรัฐที่รกร้างมาปรับปรุง (โรงงานแปรรูปชุมชน)
  • ให้แรงจูงใจทางภาษีแก่บริษัทขนาดใหญ่ที่ลงทุนหรือเชื่อมโยงกับธุรกิจอาหารขนาดกลางและเล็ก
  • ผลักดันอาหารแห่งอนาคต (Future Food): สนับสนุนโปรตีนทางเลือก เนื้อสัตว์เพาะเลี้ยง และอาหารนวัตกรรม
  • แก้กฎหมายและระเบียบให้รองรับ (อาหารแห่งอนาคต)
  • จัดตั้งเขตนวัตกรรมอาหาร (Food Innovation Sandbox): จัดตั้งเขตทดสอบ AgriTech & FoodTech ที่ผ่อนคลายกฎระเบียบชั่วคราว ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย
  • Fast-Track การอนุญาตอาหารใหม่: ปรับกระบวนการอนุญาตให้รวดเร็ว โปร่งใส และยอมรับมาตรฐานสากลหรือผลทดสอบจากต่างประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มมูลค่า รายได้ การจ้างงาน และการส่งออกของประเทศ
  • ลดต้นทุนเริ่มต้นธุรกิจ (สำหรับเกษตรกรรายย่อย)
  • เป้าหมาย 400 โรงงานแปรรูปอาหารชุมชนทั่วประเทศ
  • กระบวนการอนุญาต รวดเร็ว โปร่งใส และยอมรับมาตรฐานสากลหรือผลทดสอบจากต่างประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก
  • สหกรณ์การเกษตรหรือกลุ่มเกษตรกร
  • เกษตรกรรายย่อย
  • บริษัทขนาดใหญ่ (ที่ลงทุนหรือเชื่อมโยงกับธุรกิจอาหารขนาดกลางและเล็ก)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 3) ว่า '1,200 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 3) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

สร้างอาวุธ พัฒนาอุตสาหกรรม ป้องกันประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ไม่ระบุ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

เร่งด่วน

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 1) ว่า 'ไม่มี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

  • *กรณีสร้างรั้วยังไม่สรุปว่าจะใช้สิ่งอุปกรณ์หรือจัดสรรพื้นที่ทำกินเพื่อกำหนดเป็นรั้วธรรมชาติ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 1) ว่า 'ไม่มี แต่ถ้ามีก็จะใช้จากงบประมาณประจำปี'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาเชิงโครงสร้างของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยที่กระจุกตัวสูงทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงคุณค่า
  • การกระจุกตัวเชิงพื้นที่และการไหลออกของทุนมนุษย์
  • เศรษฐกิจไทยมีความเหลื่อมล้ำด้านฐานรายได้และกิจกรรมมูลค่าสูงอย่างชัดเจน
  • “สัดส่วนกิจกรรมเศรษฐกิจ” กระจุกตัวสูงในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยเขตกรุงเทพมหานครมีสัดส่วนราว 54% ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ราว 28%
  • โครงสร้างดังกล่าวผลักให้เกิดการย้ายถิ่นของแรงงานวัยทำงานเข้าสู่เมืองใหญ่ต่อเนื่อง
  • เป็นกลไกที่ทำให้จังหวัดต้นทางสูญเสียทุนมนุษย์ทั้งในรูปแรงงานฝีมือและแรงงานรุ่นใหม่
  • ปี 2567 มีผู้ย้ายถิ่นประมาณ 7.99 แสนคน คิดเป็นร้อยละ 1.1 ของประชากรทั้งประเทศ
  • ผู้ย้ายถิ่นกระจุกตัวมากในภาคกลาง
  • หากไม่มีฐานกิจกรรมเศรษฐกิจใหม่ในภูมิภาค โครงสร้างแรงดึงดูดของเมืองใหญ่และแรงผลักของชนบทจะยังดำรงอยู่ และช่องว่างรายได้ระหว่างภูมิภาคจะขยายต่อไป
  • ปัญหาคุณค่าการลงทุนและการติดกับดักมูลค่าเพิ่มต่ำ
  • การลงทุนจำนวนมากในอดีตสร้างการจ้างงานและรายได้ระยะสั้น แต่ทิ้งร่องรอยการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการยกระดับระบบนวัตกรรมในประเทศไม่มากพอ
  • เกิดรูปแบบการเติบโตที่พึ่งพาการแข่งขันด้านต้นทุนและแรงงานมากกว่าความรู้
  • แนวโน้มการชะลอของ FDI และการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่
  • การลงทุนโดยตรงทั่วโลกยังเผชิญแรงกดดันและความไม่แน่นอนสูง
  • ความสามารถของประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องพึ่งพาการลงทุนภายนอกในการยกระดับอุตสาหกรรมมีข้อจำกัดมากขึ้นหากไม่ปรับยุทธศาสตร์จากการดึงทุนเชิงปริมาณไปสู่การดึงทุนเชิงคุณค่า
  • ประเทศเจ้าบ้านที่ยังใช้โมเดลสิทธิประโยชน์แบบแจกเท่ากันจะเสียความสามารถแข่งขันให้ประเทศที่กำหนดเงื่อนไขเชิงเทคโนโลยีและกำลังคนได้แม่นยำกว่า
  • รัฐทำหน้าที่เป็นผู้เปิดประเทศและอำนวยความสะดวกให้ทุนเคลื่อนย้ายเข้ามาตามกลไกตลาด
  • ประเทศซึ่งพึ่งพาการดึงดูดการลงทุนเชิงปริมาณโดยไม่มีเงื่อนไขด้านเทคโนโลยี แรงงาน และห่วงโซ่อุปทาน มักเผชิญกับการไหลออกของมูลค่าเพิ่มและความเปราะบางต่อการย้ายฐานการผลิตในระยะยาว

จะทำอะไร (Action)

  • นโยบายเขตอุตสาหกรรมใหม่ 18 เขต 6 ภูมิภาค ถูกออกแบบขึ้นเพื่อตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยที่กระจุกตัวสูงทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงคุณค่า
  • ยกระดับบทบาทของรัฐจากผู้เอื้อให้ทุนเข้ามาตั้งฐานการผลิต ไปสู่ผู้กำหนดกติกาการลงทุนให้ทิ้งคุณค่าไว้ในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
  • สร้างพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่รัฐสามารถกำหนดกติกา ออกแบบแรงจูงใจ และกำกับทิศทางการลงทุน
  • ยึดหลักการพัฒนาแบบจำเพาะพื้นที่
  • เปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ... อย่างมียุทธศาสตร์ และอยู่ภายใต้กติกาที่ประเทศเจ้าบ้านเป็นผู้ออกแบบ
  • รัฐสามารถยกระดับบทบาทจากผู้รอรับการลงทุน มาเป็นผู้คัดเลือกและกำกับการลงทุน
  • ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี โครงสร้างพื้นฐาน และกลไกสนับสนุนของรัฐ เป็นเครื่องมือแลกกับข้อผูกพันในการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับประเทศในระยะยาว
  • กำหนด 18 เขตอุตสาหกรรมใน 6 ภูมิภาคอาศัยการวิเคราะห์ศักยภาพเชิงเศรษฐกิจ ภูมิศาสตร์ และทุนทางสังคมของแต่ละพื้นที่เป็นฐาน
  • เปลี่ยนตรรกะการพัฒนาเชิงพื้นที่จากการกระจายงบแบบเฉลี่ย ไปสู่การจัดสรรทรัพยากรตามศักยภาพและผลลัพธ์ที่คาดหวังได้อย่างเป็นระบบ
  • คัดเลือกพื้นที่สำหรับ Strategic Corridor ใช้กรอบการประเมินแบบผสมผสานระหว่างตัวชี้วัดเชิงปริมาณและการวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง
  • ประเมินข้อมูล GRP ต่อหัว อัตราการเติบโตของภาคเศรษฐกิจหลัก สัดส่วนแรงงานในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ ตลอดจนต้นทุนโลจิสติกส์และการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานหลัก
  • พิจารณาทุนมนุษย์ ความเข้มแข็งของสถาบันการศึกษา ระบบอาชีวศึกษา และเครือข่ายผู้ประกอบการในพื้นที่
  • ออกแบบ 18 เขตอุตสาหกรรมจะใช้แนวคิดคลัสเตอร์เศรษฐกิจระดับภูมิภาค
    • รัฐจะจัดทำแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรายเขตโดยอิงกับสมมติฐานผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเชิงพื้นที่
    • รัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเฉลี่ยเขตละประมาณ 30,000–40,000 ล้านบาท สำหรับ 18 เขต
    • กำหนดบทบาทที่แตกต่างกันของแต่ละภูมิภาคใน Strategic Corridor
    • การคัดเลือกพื้นที่ในแต่ละภูมิภาค... พิจารณาร่วมกันสามมิติหลัก ได้แก่ โครงสร้างเศรษฐกิจเดิมของพื้นที่ ความพร้อมด้านทุนมนุษย์และสถาบันความรู้ และศักยภาพในการเชื่อมโยงกับตลาดและห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและโลก
    • ภาคเหนือถูกวางบทบาทเป็นฐานอุตสาหกรรมชีวภาพและเศรษฐกิจนิเวศ
    • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือถูกออกแบบให้เป็นฐานการแปรรูปเกษตรอัจฉริยะและอุตสาหกรรมอาหารมูลค่าสูง
    • มุ่งลงทุนในเทคโนโลยีการแปรรูป โลจิสติกส์เย็น และระบบมาตรฐานอาหาร (ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
    • ภาคใต้และภาคตะวันตกถูกกำหนดบทบาทด้านพลังงานสะอาด อาหารทะเล สุขภาพ และโลจิสติกส์เชิงสร้างสรรค์
    • มุ่งสร้างอุตสาหกรรมที่ไม่พึ่งแรงงานราคาถูก (ในภาคใต้และภาคตะวันตก)
    • กำหนดให้การลงทุนจากต่างประเทศต้องอยู่ภายใต้กรอบ Value-Added Mandate
    • กำหนดให้โครงการลงทุนต้องจ้างแรงงานไทยในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบ
    • อนุโลมให้ใช้แรงงานต่างชาติได้ในระยะเริ่มต้น (ในกรณีอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่ประเทศยังขาดแคลนแรงงานเฉพาะทาง)
    • ต้องมีแผนพัฒนาคนไทยอย่างเป็นรูปธรรมภายในระยะเวลาที่กำหนด (ในกรณีอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง)
    • กำหนดให้โครงการลงทุนต้องใช้วัตถุดิบ สินค้ากึ่งสำเร็จ หรือบริการจากผู้ผลิตในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบ
    • จัดตั้งโครงการพัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่นในพื้นที่ Strategic Corridor
    • บังคับให้การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายต้องมีการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา หรือศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีในประเทศในฐานะเงื่อนไขเชิงโครงสร้าง
  • การตั้งศูนย์ R&D หรือ Tech Transfer Center จะถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่นตามลักษณะอุตสาหกรรม แต่ต้องมีองค์ประกอบขั้นต่ำที่ตรวจสอบได้ ได้แก่ งบประมาณด้านวิจัยประจำปี บุคลากรวิจัยประจำ และแผนความร่วมมือกับสถาบันไทย
  • รัฐอาจกำหนดให้บริษัทที่ได้รับสิทธิประโยชน์ขั้นสูงต้องจัดสรรงบวิจัยไม่น้อยกว่าร้อยละสองถึงสามของมูลค่าการลงทุนต่อปี
  • การเชื่อมโยงบริษัทต่างชาติกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยไทยจะถูกกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขการลงทุน
  • รูปแบบความร่วมมืออาจรวมถึงการวิจัยร่วม การพัฒนาต้นแบบ การสนับสนุนทุนวิจัย และการใช้ห้องปฏิบัติการร่วม
  • กำหนดให้มีระบบธรรมาภิบาลเฉพาะพื้นที่ผ่านการจัดตั้งคณะกรรมการธรรมาภิบาลเขตเศรษฐกิจในฐานะกลไกกำกับเชิงสถาบันระดับพื้นที่
  • คณะกรรมการธรรมาภิบาลเขตเศรษฐกิจจะมีอำนาจหน้าที่ชัดเจนในการพิจารณาและให้ความเห็นชอบแผนแม่บทการพัฒนาเขต การกำกับการปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน และการติดตามผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่
  • คณะกรรมการธรรมาภิบาลจะต้องจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ขั้นการออกแบบโครงการไปจนถึงการติดตามผลการดำเนินงาน
  • คณะกรรมการธรรมาภิบาลเขตเศรษฐกิจจะต้องมีระบบติดตามและประเมินผลที่อิงข้อมูลจริง
  • รัฐทำหน้าที่เป็นผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและตัวเร่ง (catalyst) เพื่อดึงดูดการลงทุนเอกชนและ FDI ให้เข้ามาในพื้นที่เป้าหมายอย่างมีทิศทาง
  • รัฐจะลงทุนรวมประมาณ 600,000 ล้านบาท
  • จัดสรรงบประมาณออกเป็นสามกลุ่มหลัก ได้แก่ งบโครงสร้างพื้นฐานกายภาพและดิจิทัลประมาณ 420,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 70 ของงบทั้งหมด งบพัฒนาแรงงานและระบบนวัตกรรมประมาณ 120,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 20 และงบกองทุนร่วมลงทุนและการสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่ประมาณ 60,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 10
  • ใช้แนวทางการลงทุนแบบมีเงื่อนไขและผูกกับผลลัพธ์
  • ประเมินความสำเร็จของนโยบาย Strategic Corridor... โดยใช้ชุดตัวชี้วัดที่สามารถตรวจสอบได้ เชื่อมโยงกับข้อมูลทางสถิติของรัฐ และนำไปใช้ปรับนโยบายได้ในทางปฏิบัติ
  • หน่วยงานรัฐสามารถใช้ข้อมูลจริงเพื่อตัดสินใจปรับแรงจูงใจ เงื่อนไขการลงทุน หรือการจัดสรรงบประมาณในแต่ละ Strategic Corridor
  • ออกแบบขึ้นเพื่อเปลี่ยนบทบาทของรัฐไทยในระบบเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยเชิงโครงสร้าง (จากเดิมที่รัฐทำหน้าที่เป็นผู้เปิดประเทศและอำนวยความสะดวกให้ทุนเคลื่อนย้ายเข้ามาตามกลไกตลาด มาเป็นรัฐเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถออกแบบกติกา คัดเลือกประเภทการลงทุน และกำหนดเงื่อนไขเชิงผลลัพธ์)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • แก้ปัญหาสองชั้นพร้อมกัน
  • สร้างฐานกิจกรรมใหม่ให้ภูมิภาคมีแรงดึงดูดของงานและรายได้เพียงพอ
  • ชะลอการย้ายถิ่น
  • เพิ่มรายได้ท้องถิ่น
  • เปลี่ยนคุณภาพของการลงทุนให้เกิดการยกระดับเทคโนโลยี ทักษะแรงงาน และผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่มูลค่าโลก
  • เศรษฐกิจที่เข้มแข็ง (ไม่ใช่ เศรษฐกิจที่เติบโตจากตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว)
  • รักษาและสะสมคุณค่าเชิงโครงสร้างไว้ภายในประเทศ (ไม่ว่าจะเป็น ทุนมนุษย์ เทคโนโลยี ความรู้ สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และความสามารถของผู้ประกอบการในประเทศในการแข่งขันในตลาดโลก)
  • การลงทุนต่างชาติสามารถเข้ามาได้ แต่ต้องทิ้งคุณค่าไว้ให้กับชาติ
  • ลดการแข่งขันกันเองระหว่างพื้นที่
  • ยกระดับบทบาทของแต่ละภูมิภาคให้มีตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกันในห่วงโซ่มูลค่าโลก
  • จังหวัดที่มี GRP ต่อหัวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศมากกว่าร้อยละสามสิบ แต่มีอัตราการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมหรือบริการสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ มีศักยภาพสูงในการเป็นพื้นที่ลงทุนเชิงยุทธศาสตร์หากได้รับการเสริมโครงสร้างพื้นฐานอย่างเหมาะสม
  • พื้นที่ที่มีสัดส่วนแรงงานทักษะกลางและสูงมากกว่าร้อยละสี่สิบ จะสามารถดูดซับผลประโยชน์จากการลงทุนอุตสาหกรรมมูลค่าสูงได้ดีกว่าพื้นที่ที่พึ่งพาแรงงานทักษะต่ำเป็นหลัก
  • หลีกเลี่ยงปัญหาการแข่งขันกันเองระหว่างจังหวัดใกล้เคียง
  • แต่ละคลัสเตอร์ประกอบด้วยหลายจังหวัดที่มีบทบาทแตกต่างกันในห่วงโซ่มูลค่า
  • สร้างผลคูณทางเศรษฐกิจสูงกว่าการพัฒนาแบบจุดเดียวถึงร้อยละยี่สิบถึงสามสิบ
  • เกิดการแบ่งงานและการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนเอกชนเขตละไม่น้อยกว่า 80,000–100,000 ล้านบาท
  • เกิดอัตราทวีคูณการลงทุนประมาณ 2.5–3 เท่า
  • สร้างงานคุณภาพเฉลี่ย 25,000 ตำแหน่ง (ในแต่ละเขต)
  • เกิดการจ้างงานรวมประมาณ 450,000 ตำแหน่งทั่วประเทศ
  • แรงงานท้องถิ่นกว่า 360,000 คนได้รับงานในพื้นที่บ้านเกิด (หากกำหนดให้แรงงานในพื้นที่ไม่น้อยกว่าร้อยละแปดสิบ)
  • ลดอัตราการย้ายถิ่นสุทธิของแรงงานเข้าสู่กรุงเทพมหานครได้ร้อยละสิบถึงสิบห้า
  • ยกระดับตำแหน่งของไทยในห่วงโซ่มูลค่าโลก จากฐานการผลิตขั้นปลายไปสู่ฐานการแปรรูปขั้นกลางและการพัฒนาเทคโนโลยี
  • เพิ่มรายได้ต่อหัวได้อย่างมีนัยสำคัญ (หากไทยสามารถขยับตำแหน่งในห่วงโซ่มูลค่าเพียงหนึ่งลำดับ)
  • เพิ่มสัดส่วนมูลค่าเพิ่มที่เกิดในประเทศ (หากไทยสามารถใช้ Strategic Corridor เป็นเครื่องมือดึงดูดกิจกรรม R&D การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการจัดการซัพพลายเชนระดับภูมิภาค)
  • เสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจในบริบทการแข่งขันโลกที่รุนแรงขึ้น
  • การพัฒนาเขตเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
  • สร้างมูลค่าบริการระบบนิเวศมากกว่า 36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ในภาคเหนือ)
  • พัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพ อาหารอนาคต และเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำโดยไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ (ในภาคเหนือ)
  • ยกระดับเป็นศูนย์กลาง Biotech และ Food Innovation ที่เชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคธุรกิจได้โดยตรง (ในภาคเหนือ)
  • เพิ่มมูลค่าเพิ่มต่อหน่วยผลผลิต (ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
  • ลดความผันผวนของรายได้เกษตรกร (ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
  • สร้างงานคุณภาพในท้องถิ่น (ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
  • ช่วยชะลอการย้ายถิ่นของแรงงานในระยะยาว (ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
  • สร้างมูลค่าเพิ่มสูงและเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกอย่างมีเสถียรภาพ (ในภาคใต้และภาคตะวันตก)
  • เปลี่ยนบทบาทของ FDI จากการเป็นเพียงแหล่งเงินทุนและการจ้างงานระยะสั้น ไปสู่การเป็นเครื่องมือสร้างคุณค่าเชิงโครงสร้างให้กับประเทศในระยะยาว
  • แรงงานไทยกว่า 315,000 คนได้รับการจ้างงานโดยตรงในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง
  • เพิ่มรายได้เฉลี่ยแรงงาน
  • ลดความเหลื่อมล้ำด้านทักษะในระยะยาว
  • ตั้งเป้าถ่ายทอดตำแหน่งงานทักษะสูงให้แรงงานไทยไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบ
  • ลดการรั่วไหลของรายได้จากการลงทุนต่างชาติ
  • เพิ่มการเชื่อมโยงของผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก
  • มูลค่าการจัดซื้อจากผู้ประกอบการในประเทศไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี (หากมูลค่าการผลิตรวมของกิจการใน Strategic Corridor อยู่ที่ประมาณ 2 ล้านล้านบาทต่อปี)
  • เงินหมุนเวียนเข้าสู่ SME ประมาณ 500,000 ล้านบาทต่อปี (หากกระจายสู่ SME ไทยเพียงครึ่งหนึ่ง)
  • ยกระดับฐานธุรกิจท้องถิ่น
  • สร้างผู้ประกอบการไทยที่สามารถพัฒนาไปสู่ตลาดส่งออกและการเป็น supplier ระดับภูมิภาคได้ในระยะยาว
  • ยกระดับมาตรฐานการผลิต การบริหารจัดการ และการรับรองคุณภาพให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย
  • ยกระดับเศรษฐกิจจากฐานการผลิตไปสู่ฐานนวัตกรรม
  • การถ่ายทอดเทคโนโลยี
  • การยกระดับทักษะแรงงาน
  • การสร้างความสามารถในการดูดซับนวัตกรรมของประเทศเจ้าบ้าน
  • การจ้างงานและการผลิตจะไม่มีลักษณะเป็นกิจกรรมขั้นปลายที่สามารถย้ายฐานได้ง่ายเมื่อเงื่อนไขต้นทุนเปลี่ยนไป
  • งบวิจัยในประเทศไม่น้อยกว่า 30,000–45,000 ล้านบาทต่อปี (มีนัยสำคัญต่อระบบนวัตกรรมไทย)
  • อัตราการจดสิทธิบัตรและการสร้างสตาร์ตอัปเทคโนโลยีสูงขึ้น
  • เกิดโครงการวิจัยร่วมทั่วประเทศประมาณ 900 โครงการต่อปี (หาก Strategic Corridor สามารถสร้างโครงการวิจัยร่วมเฉลี่ยเขตละ 50 โครงการต่อปี)
  • ยกระดับระบบนวัตกรรมและการผลิตบุคลากรวิจัยในระยะยาว
  • แรงงานไทยสามารถขยับจากงานการผลิตขั้นปลายไปสู่งานด้านวิศวกรรม การออกแบบ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์
  • อัตราการเติบโตของผลิตภาพแรงงานในระยะยาวสูงขึ้น
  • เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจากฐานการผลิตไปสู่ฐานนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ
  • ป้องกันการพัฒนาแบบจากบนลงล่าง
  • ลดความขัดแย้งทางสังคม
  • การตัดสินใจด้านการลงทุน การใช้ที่ดิน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสะท้อนผลประโยชน์ของพื้นที่อย่างแท้จริง
  • แก้ปัญหาช่องว่างระหว่างนโยบายส่วนกลางกับบริบทท้องถิ่น
  • ลดความขัดแย้งด้านการใช้ที่ดินและการต่อต้านโครงการลงทุนได้มากกว่าพื้นที่ที่ตัดสินใจจากส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียวอย่างมีนัยสำคัญ
  • ลดต้นทุนความขัดแย้งและความล่าช้าในการดำเนินโครงการได้ร้อยละยี่สิบถึงสามสิบ
  • เพิ่มความชอบธรรมเชิงประชาธิปไตย
  • เพิ่มประสิทธิภาพเชิงเศรษฐกิจของนโยบายโดยตรง
  • รายได้รวมของจังหวัดเพิ่มขึ้นหลายหมื่นล้านบาท (หากเขตอุตสาหกรรมหนึ่งสามารถเพิ่มรายได้เฉลี่ยจังหวัดได้เพียงร้อยละห้าต่อปี)
  • ข้อมูลเหล่านี้ต้องถูกรายงานต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ
  • ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชนต่อโครงการพัฒนา
  • ลดความเสี่ยงของการต่อต้านเชิงสังคมในระยะยาว
  • Strategic Corridor สามารถดำรงอยู่ได้ในระยะยาว
  • การพัฒนาเศรษฐกิจเกิดความต่อเนื่อง มีความโปร่งใส และได้รับการยอมรับจากสังคมในวงกว้าง
  • งบลงทุนภาครัฐ 600,000 ล้านบาท จะสามารถกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจรวมได้ไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านล้านบาท
  • สอดคล้องกับเป้าหมายการดึงดูดการลงทุนเอกชนและ FDI ในระดับเดียวกัน
  • การเพิ่มกิจกรรมเศรษฐกิจในระดับ 1.5 ล้านล้านบาท จะส่งผลต่อการขยายฐานภาษีทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  • รายได้ภาษีเพิ่มเติมประมาณ 225,000 ล้านบาท
  • เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเมื่อกิจกรรมเศรษฐกิจในพื้นที่เข้าสู่ระยะเสถียร
  • ช่วยปรับฐานะการคลังระยะยาวได้
  • ลดความเสี่ยงด้านภาระการคลัง
  • ลดความเสี่ยงการใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว
  • พ้นจากกรอบการวัดผลเชิงปริมาณระยะสั้น
  • การประเมินผลลัพธ์เชิงโครงสร้างที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงฐานเศรษฐกิจ สังคม และพื้นที่อย่างแท้จริง
  • มูลค่าการลงทุนรวมใน Strategic Corridor แยกตามประเภทการลงทุน ได้แก่ การลงทุนภาครัฐ การลงทุนเอกชนในประเทศ และ FDI
  • สัดส่วนการลงทุนในกิจกรรมมูลค่าสูง (เช่น R&D การออกแบบผลิตภัณฑ์ และบริการขั้นสูง)
  • มีเสถียรภาพการลงทุนระยะยาวมากกว่าประเทศที่พึ่งพาการผลิตขั้นปลาย
  • การลงทุนรวมไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านล้านบาท
  • การลงทุนในกิจกรรมที่สร้างคุณค่าเชิงโครงสร้างไม่น้อยกว่า 600,000 ล้านบาท
  • เป็นฐานสำคัญของการยกระดับเศรษฐกิจในระยะยาว
  • แรงงานในพื้นที่กว่า 360,000 คนได้รับงานในภูมิลำเนา
  • ยกระดับรายได้เฉลี่ยจังหวัดได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • รายได้เฉลี่ยจังหวัดเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละห้าต่อปี
  • สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนกว่าการเติบโตของ GDP เพียงอย่างเดียว
  • จำนวนและคุณภาพของกิจกรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยี (เช่น จำนวนศูนย์ R&D ที่ตั้งในพื้นที่ จำนวนโครงการวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัย และจำนวนผู้ประกอบการไทยที่เข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก)
  • อัตราการจดสิทธิบัตรและการสร้างธุรกิจเทคโนโลยีใหม่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
  • สร้างโครงการวิจัยร่วมประมาณ 900 โครงการต่อปี
  • มี SME ไทยอย่างน้อย 5,000 รายเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของกิจการมูลค่าสูง
  • สะท้อนความสำเร็จในการยกระดับฐานผู้ประกอบการ
  • การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการย้ายถิ่นของแรงงาน โดยเฉพาะการลดการย้ายถิ่นสุทธิเข้าสู่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
  • ลดอัตราการย้ายถิ่นเข้าสู่กรุงเทพมหานครได้ร้อยละสิบถึงสิบห้า
  • แรงงานหลายแสนคนสามารถทำงานและสร้างรายได้ในพื้นที่ภูมิลำเนา
  • ส่งผลต่อความสมดุลของการพัฒนาเมืองและชนบทในระยะยาว
  • เพิ่มประสิทธิภาพการกำกับนโยบาย
  • ลดความเสี่ยงของโครงการพัฒนาเชิงพื้นที่ในระยะยาว
  • ใช้การลงทุนเป็นเครื่องมือเสริมสร้างอธิปไตยทางเศรษฐกิจในระยะยาว
  • ประเทศที่สามารถกำหนดกรอบการลงทุนเชิงคุณค่าได้จะมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและอำนาจต่อรองที่สูงกว่าในห่วงโซ่มูลค่าโลก
  • การลงทุนทุกโครงการในพื้นที่ต้องสร้างผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ทั้งในมิติการจ้างงานคุณภาพ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับผู้ประกอบการไทย
  • เกิดการลงทุนรวมในระดับ 1.5–1.8 ล้านล้านบาท
  • สะท้อนผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมในระดับหลายล้านล้านบาทต่อระบบเศรษฐกิจไทย
  • สร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ที่มีความสามารถแข่งขันบนฐานความรู้และนวัตกรรม
  • ผูกการลงทุนเข้ากับการพัฒนาทุนมนุษย์ ระบบวิจัย และห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
  • อัตราการเติบโตของผลิตภาพแรงงานและรายได้ต่อหัวสูงขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ประกอบการไทย
  • SME ไทย
  • ผู้ประกอบการท้องถิ่น

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ในระยะห้าปี (สำหรับ Action: รัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเฉลี่ยเขตละประมาณ 30,000–40,000 ล้านบาท สำหรับ 18 เขต)
  • ในระยะห้าปี (สำหรับ Action: รัฐจะลงทุนรวมประมาณ 600,000 ล้านบาท ในช่วงห้าปีแรก)
  • ในระยะห้าปี (สำหรับ Outcome: ลดอัตราการย้ายถิ่นสุทธิของแรงงานเข้าสู่กรุงเทพมหานครได้ร้อยละสิบถึงสิบห้า)
  • ในระยะห้าปี (สำหรับ Outcome: รายได้รวมของจังหวัดเพิ่มขึ้นหลายหมื่นล้านบาท หากเขตอุตสาหกรรมหนึ่งสามารถเพิ่มรายได้เฉลี่ยจังหวัดได้เพียงร้อยละห้าต่อปี)
  • ในระยะห้าปี (สำหรับ Outcome: กระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจรวมได้ไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านล้านบาท)
  • ในระยะห้าปี (สำหรับ Outcome: รายได้ภาษีเพิ่มเติมประมาณ 225,000 ล้านบาท)
  • ในระยะห้าปี (สำหรับ Outcome: ดึงดูดการลงทุนรวมไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านล้านบาท)
  • ในระยะห้าปี (สำหรับ Outcome: การลงทุนในกิจกรรมที่สร้างคุณค่าเชิงโครงสร้างไม่น้อยกว่า 600,000 ล้านบาท)
  • ในระยะห้าปี (สำหรับ Outcome: รายได้เฉลี่ยจังหวัดเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละห้าต่อปี)
  • ในระยะห้าปี (สำหรับ Outcome: ลดอัตราการย้ายถิ่นเข้าสู่กรุงเทพมหานครได้ร้อยละสิบถึงสิบห้า)
  • ในระยะห้าปี (สำหรับ Outcome: เกิดการลงทุนรวมในระดับ 1.5–1.8 ล้านล้านบาท)
  • ในระยะยาว (สำหรับ Outcome: เพิ่มรายได้ต่อหัวได้อย่างมีนัยสำคัญ)
  • ในระยะยาว (สำหรับ Outcome: ชะลอการย้ายถิ่นของแรงงาน)
  • ในระยะยาว (สำหรับ Outcome: สร้างผู้ประกอบการไทยที่สามารถพัฒนาไปสู่ตลาดส่งออกและการเป็น supplier ระดับภูมิภาคได้)
  • ในระยะยาว (สำหรับ Outcome: ยกระดับระบบนวัตกรรมและการผลิตบุคลากรวิจัย)
  • ในระยะยาว (สำหรับ Outcome: อัตราการเติบโตของผลิตภาพแรงงานสูงขึ้น)
  • ในระยะยาว (สำหรับ Outcome: ลดความเสี่ยงของการต่อต้านเชิงสังคม)
  • ในระยะยาว (สำหรับ Outcome: Strategic Corridor สามารถดำรงอยู่ได้)
  • ในระยะยาว (สำหรับ Outcome: การพัฒนาเศรษฐกิจเกิดความต่อเนื่อง มีความโปร่งใส และได้รับการยอมรับจากสังคมในวงกว้าง)
  • ในระยะยาว (สำหรับ Outcome: ช่วยปรับฐานะการคลัง)
  • ในระยะยาว (สำหรับ Outcome: ลดความเสี่ยงการใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดผลตอบแทน)
  • ในระยะยาว (สำหรับ Outcome: มีเสถียรภาพการลงทุน)
  • ในระยะยาว (สำหรับ Outcome: เป็นฐานสำคัญของการยกระดับเศรษฐกิจ)
  • ในระยะยาว (สำหรับ Outcome: ส่งผลต่อความสมดุลของการพัฒนาเมืองและชนบท)
  • ในระยะยาว (สำหรับ Outcome: เพิ่มประสิทธิภาพการกำกับนโยบายและลดความเสี่ยง)
  • ในระยะยาว (สำหรับ Outcome: เสริมสร้างอธิปไตยทางเศรษฐกิจ)
  • ในระยะยาว (สำหรับ Outcome: อัตราการเติบโตของผลิตภาพแรงงานและรายได้ต่อหัวสูงขึ้น)
  • ภายในระยะเวลาที่กำหนด (สำหรับ Action: มีแผนพัฒนาคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม)
  • เมื่อกิจกรรมเศรษฐกิจในพื้นที่เข้าสู่ระยะเสถียร (สำหรับ Outcome: รายได้ภาษีจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ใช้งบรวมราว 540,000–720,000 ล้านบาท
  • รัฐจะลงทุนรวมประมาณ 600,000 ล้านบาท
  • งบโครงสร้างพื้นฐานกายภาพและดิจิทัลประมาณ 420,000 ล้านบาท
  • งบพัฒนาแรงงานและระบบนวัตกรรมประมาณ 120,000 ล้านบาท
  • งบกองทุนร่วมลงทุนและการสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่ประมาณ 60,000 ล้านบาท
  • งบวิจัยในประเทศไม่น้อยกว่า 30,000–45,000 ล้านบาทต่อปี

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 4) ว่า '200,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • รัฐ
  • งบประมาณบางส่วน โดยเฉพาะกองทุนร่วมลงทุนและการสนับสนุนเอกชน

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 4) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การเปิดรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของไทยถูกประเมินความสำเร็จผ่านตัวชี้วัดเชิงปริมาณเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าเงินลงทุน อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจำนวนการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น
  • ตัวชี้วัดเหล่านี้สะท้อนเพียงการขยายตัวในเชิงบัญชีรายได้ประชาชาติ ไม่ได้สะท้อนคุณภาพของการเติบโตหรือการสะสมศักยภาพภายในประเทศอย่างแท้จริง
  • สัดส่วนมูลค่าเพิ่มภายในประเทศของภาคการผลิตไทยอยู่ในช่วงประมาณ 30–35 เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่าประเทศอุตสาหกรรมใหม่ในเอเชียตะวันออก เช่น เกาหลีใต้และไต้หวันที่มีสัดส่วนสูงกว่า 45–50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสะท้อนว่ากิจกรรมการผลิตจำนวนมากในไทยยังคงอยู่ในขั้นการประกอบหรือขั้นปลายของห่วงโซ่มูลค่า
  • การพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติยังอยู่ในระดับสูง เห็นได้จากสัดส่วนการนำเข้าเครื่องจักร เทคโนโลยี และสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การจดสิทธิบัตรและงานวิจัยเชิงพาณิชย์ที่พัฒนาโดยสถาบันไทยยังมีสัดส่วนต่ำเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง
  • การเปิดประเทศแบบเดิมสร้างการจ้างงาน แต่ไม่ได้สร้างอำนาจการควบคุมองค์ความรู้หรือมาตรฐานการผลิตให้แก่ประเทศ
  • ประเทศที่ไม่สามารถพัฒนาขีดความสามารถดังกล่าวได้ จะถูกจำกัดบทบาทให้อยู่ในห่วงโซ่มูลค่าโลกเพียงขั้นการประกอบหรือรับจ้างผลิต ซึ่งแม้จะสร้างการจ้างงานในระยะสั้น แต่ไม่สามารถสะสมอำนาจทางเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยีในระยะยาวได้
  • ประเทศที่ติดอยู่ในกับดักการรับจ้างผลิตมักมีสัดส่วน Domestic Value Added ต่ำกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ และมีการเติบโตของค่าจ้างที่แท้จริงต่ำกว่าการเติบโตของ GDP
  • การลงทุนบางประเภทมีผลคูณต่อผลิตภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าการลงทุนทั่วไป
  • กิจกรรมเหล่านี้ก่อให้เกิด spillover ทางเทคโนโลยีและทักษะที่เอกชนไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลตอบแทนได้ทั้งหมดด้วยตนเอง หากปล่อยให้การตัดสินใจลงทุนขึ้นกับแรงจูงใจทางการเงินระยะสั้นเพียงอย่างเดียว จะนำไปสู่การลงทุนต่ำกว่าระดับที่เหมาะสมในเชิงสังคม
  • ไม่ให้การสร้างศักยภาพขึ้นกับงบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว
  • โครงการลงทุนที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท ถูกจัดให้เป็นโครงการที่มีนัยสำคัญเชิงระบบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
  • ความล่าช้าและความไม่แน่นอนเชิงสถาบันเป็นต้นทุนแฝงสำคัญที่ทำให้เอกชนหลีกเลี่ยงการลงทุนด้าน R&D และความร่วมมือกับสถาบันท้องถิ่น
  • ปัญหาการทำงานแบบต่างคนต่างทำ
  • FDI ในอดีตสร้างงานแต่ไม่สร้างอนาคต
  • เมื่อโลกเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-Based Economy) และการผลิตแบบอิงเทคโนโลยี (Tech-Driven Economy) ประเทศที่มีแค่แรงงานและทรัพยากรจะไม่สามารถยืนหยัดได้ หากไม่มีกลไกสร้างความสามารถของตนเองอย่างเป็นระบบ

จะทำอะไร (Action)

  • นโยบายทุนเข้า ไทยต้องได้ จึงเสนอการเปลี่ยนกรอบคิดจากการเปิดประเทศเพื่อดึงทุน ไปสู่การเปิดประเทศเพื่อสร้างศักยภาพ
  • การให้สิทธิประโยชน์แก่ทุนต่างชาติจะต้องแลกกับผลลัพธ์เชิงโครงสร้างที่ตรวจสอบและวัดผลได้
  • เปลี่ยนบทบาทของรัฐจากผู้ให้สิทธิประโยชน์แบบเหมาจ่าย ไปสู่ผู้กำหนดเงื่อนไขเชิงผลลัพธ์ โดยกำหนดให้การลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมเป้าหมายทุกโครงการต้องอยู่ภายใต้ TOR การลงทุนที่ระบุภาระผูกพันด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศอย่างชัดเจน
  • กลไกนี้ถูกบังคับใช้ผ่านหน่วยงานกำกับหลัก ได้แก่ BOI และเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อให้การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและไม่ใช่ภาษีเชื่อมโยงโดยตรงกับผลลัพธ์เชิงโครงสร้าง
  • กำหนดให้โครงการลงทุนต้องมีแผนพัฒนาทักษะแรงงานที่สอดคล้องกับเทคโนโลยีของกิจการ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกอบรมภายใน การร่วมออกแบบหลักสูตรกับสถาบันการศึกษา หรือการส่งบุคลากรไทยไปฝึกงานในต่างประเทศ
  • เปลี่ยนจากแนวคิดการถ่ายทอดแบบทางเดียว ไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกันในประเทศ ผ่านศูนย์วิจัยร่วม ห้องปฏิบัติการร่วม หรือโครงการ Co-Development
  • กำหนดเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อจากผู้ผลิตไทยและ SME ไทยอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
  • กำหนดให้โครงการลงทุนต้องยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับแนวโน้มกติกาการค้าระหว่างประเทศ เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป
  • การให้สิทธิประโยชน์ของรัฐถูกออกแบบเป็นระบบขั้นบันได โดยผูกระดับการยกเว้นภาษี การอำนวยความสะดวก และการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานพิเศษ เข้ากับระดับผลลัพธ์เชิงโครงสร้างที่โครงการลงทุนสร้างได้จริง
  • หากโครงการสามารถเพิ่มสัดส่วน Local Content ได้สูงกว่าเป้าขั้นต่ำ ส่งเสริมการจ้างงานทักษะสูง และลงทุนด้าน R&D ในประเทศในสัดส่วนที่มากขึ้น ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มตามสัดส่วนดังกล่าว
  • กำหนดว่า การให้สิทธิประโยชน์ภาษีเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จะแลกกับการเพิ่ม Local Value Added ร้อยละ 2
  • โครงการลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ ไบโอเทคโนโลยี การผลิตอัจฉริยะ และบริการดิจิทัลขั้นสูง จะถูกกำหนดให้ต้องจัดทำ Roadmap การสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศอย่างชัดเจน ครอบคลุมการเพิ่มสัดส่วนการผลิตในประเทศ การตั้งศูนย์วิจัยหรือพัฒนาร่วมกับสถาบันไทย และแผนพัฒนาทักษะแรงงานไทยในระยะ 3–5 ปี
  • การเปิดประเทศรับการลงทุนจากต่างชาติของไทยจึงไม่อาจดำเนินไปในลักษณะการเปิดเสรีเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดำเนินควบคู่กับการสร้างศักยภาพภายในประเทศอย่างเป็นระบบ
  • เสริมความเข้มแข็งให้แก่สถาบันท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย วิทยาลัยอาชีวศึกษา สถาบันวิจัย หรือผู้ประกอบการไทย
  • จัดตั้งกองทุนพัฒนาศักยภาพไทย ทำหน้าที่เป็นกลไกการเงินเชิงสถาบันในการเปลี่ยน FDI ให้กลายเป็นทุนมนุษย์และทุนเทคโนโลยีของประเทศ
  • ออกแบบให้กองทุนทำงานควบคู่กับระบบตัวคูณเชิงนโยบาย (Policy Multipliers) เพื่อเพิ่มน้ำหนักและแรงจูงใจให้กิจกรรมที่สร้าง learning effect ระยะยาวแก่เศรษฐกิจไทย เช่น การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงานขั้นสูง และการยกระดับผู้ผลิตในประเทศ ให้ได้รับการนับมูลค่าผลตอบแทนเชิงนโยบายสูงกว่าการลงทุนหรือกิจกรรมทั่วไป
  • รัฐควรกำหนดอัตรา multiplier ที่แตกต่างกันตามระดับผลกระทบเชิงโครงสร้างของกิจกรรม
  • กิจกรรมที่สร้างองค์ความรู้และทักษะใหม่ให้ระบบเศรษฐกิจจะได้รับตัวคูณสูงกว่า เช่น การจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาร่วมกับสถาบันไทยอาจได้รับ multiplier ระดับ 2 เท่า ขณะที่การฝึกอบรมแรงงานทักษะสูงหรือการพัฒนา supplier ไทยในห่วงโซ่อุปทานอาจได้รับ multiplier ประมาณ 1.5 เท่า
  • เงินจากกองทุนถูกใช้เพื่อสนับสนุนการจับคู่ลงทุนระหว่างทุนต่างชาติและสถาบันท้องถิ่น
  • การใช้ทรัพยากรสาธารณะควรมุ่งเพิ่ม learning effect และ spillover ต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว มากกว่าการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจในเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว
  • กองทุนจะจำแนกกิจกรรมออกเป็นกลุ่มตามผลกระทบเชิงโครงสร้าง เช่น กิจกรรมด้านการร่วมวิจัยและพัฒนากับมหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิจัยไทย การจัดตั้งศูนย์ R&D ร่วม หรือการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้บุคลากรไทยอย่างเป็นระบบ จะได้รับ multiplier ระดับสูงประมาณ 2 เท่า
  • กิจกรรมการพัฒนาผู้ผลิตในประเทศ การยกระดับ SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และการฝึกอบรมแรงงานทักษะสูงในลักษณะ apprenticeship จะได้รับ multiplier ระดับประมาณ 1.5 เท่า
  • นโยบายกำหนดให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่ (มูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท) ต้องอยู่ภายใต้การกำกับเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงการกำกับด้านกฎหมายหรือสิ่งแวดล้อมตามปกติ
  • ใช้ขนาดของการลงทุนเป็น leverage ทางนโยบาย เพื่อบังคับให้เกิด learning effect การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับทักษะแรงงานไทยอย่างเป็นรูปธรรม
  • ทุกโครงการลงทุนขนาดใหญ่ต้องจัดทำแผนถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงานแนบท้ายสัญญาการลงทุน โดยแผนดังกล่าวต้องครอบคลุมอย่างน้อยหนึ่งในสามรูปแบบ ได้แก่ การถ่ายทอดเทคโนโลยีเชิงกระบวนการผลิตหรือซอฟต์แวร์ การส่งบุคลากรไทยไปฝึกอบรมหรือปฏิบัติงานในต่างประเทศ และการจัดหลักสูตรเฉพาะภายในประเทศร่วมกับสถาบันการศึกษาไทย
  • โครงการลงทุนขนาดใหญ่ต้องมีความร่วมมือกับสถาบันไทยอย่างน้อยหนึ่งแห่ง ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย วิทยาลัยอาชีวศึกษา สถาบันวิจัย หรือ SME ไทยในห่วงโซ่อุปทาน
  • นโยบายกำหนดเกณฑ์ผลลัพธ์ขั้นต่ำที่ต้องเกิดขึ้นจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ได้แก่ การจ้างแรงงานไทยไม่น้อยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของการจ้างงานทั้งหมด การเกิดผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ในประเทศ และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สามารถส่งออกหรือใช้ภายในประเทศได้จริง
  • มีระบบติดตามและประเมินผลเป็นระยะ โดยผูกการได้รับสิทธิประโยชน์ในระยะถัดไปกับความสำเร็จในการบรรลุผลลัพธ์เชิงโครงสร้าง
  • หากโครงการไม่สามารถดำเนินการตามแผนถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือพัฒนาทักษะที่ตกลงไว้ รัฐสามารถปรับลดหรือเพิกถอนสิทธิประโยชน์บางส่วนได้
  • รัฐทำหน้าที่เป็น Investment Catalyst หรือผู้เร่งปฏิกิริยาทางเศรษฐกิจ โดยออกแบบกลไกที่ลดต้นทุนเวลา ต้นทุนความไม่แน่นอน และต้นทุนการประสานงานของโครงการที่สร้าง learning effect สูง
  • รัฐจะจัดให้มีระบบอนุมัติแบบเร่งด่วนสำหรับโครงการที่มีความร่วมมือกับสถาบันไทยอย่างเป็นรูปธรรม เช่น โครงการที่มีการตั้งศูนย์วิจัยร่วม การร่วมพัฒนาหลักสูตร หรือการลงทุนที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาผู้ผลิตในประเทศ
  • รัฐใช้ระบบเงินสมทบแบบ Matching Fund เป็นเครื่องมือหลักในการดึงดูดการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาร่วม โดยกำหนดให้เงินสนับสนุนจากรัฐทำหน้าที่เป็นตัวคูณเชิงความเชื่อมั่น ไม่ใช่การทดแทนเงินเอกชน
  • รัฐจะจัดตั้งแพลตฟอร์มนวัตกรรมภาครัฐและเอกชนในลักษณะ Public–Private Innovation Platform ทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางสำหรับการจับคู่โครงการ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการพัฒนานวัตกรรมร่วมกันระหว่างรัฐ มหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจไทย และทุนต่างชาติ
  • กลไก Fast Track, Matching Fund และ Innovation Platform ทำงานร่วมกันในฐานะระบบนิเวศเชิงสถาบันที่เอื้อต่อการลงทุนในกิจกรรมที่สร้าง learning effect ระยะยาว
  • เปลี่ยนกรอบการเล่าเรื่องจากภาพจำเดิมของการดึงทุนต่างชาติ มาเป็นการสื่อสารว่าไทยเป็นฝ่ายกำหนดกติกาและได้ประโยชน์จริงจากการเปิดประเทศ
  • ย้ำว่า นโยบายนี้ไม่ใช่การปิดประเทศหรือกีดกันการลงทุน แต่เป็นการเปิดประเทศอย่างมีเงื่อนไขเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของแรงงานไทย ผู้ประกอบการไทย และอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศ
  • อธิบายให้เห็นว่า FDI ในอดีตสร้างงานแต่ไม่สร้างอนาคตอย่างไร และนโยบายใหม่นี้จะทำให้ลูกหลานไทยได้เรียน ได้ทำงาน และได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีในประเทศของตนเองอย่างไร
  • แปลงคำอธิบายเชิงนโยบายเป็นภาพจำที่เข้าใจง่าย เช่น ทุนเข้าแล้วต้องจ้างคนไทย ต้องสอนคนไทย และต้องสร้างของที่เป็นของไทย
  • ใช้ข้อมูลเชิงตัวเลขประกอบการสื่อสาร
  • BOI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้ TOR การลงทุนแบบมีเงื่อนไข (Mandated Investment Terms) สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายทุกประเภท
  • เน้นมิติการพัฒนาคนไทย
  • เน้นมิติการถ่ายทอดเทคโนโลยี
  • เน้นมิติการสร้างซัพพลายเชนในประเทศ
  • เน้นมิติการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม
  • โครงการ EV ต้องมีข้อกำหนดด้านการผลิตชิ้นส่วนในประเทศ การร่วมวิจัยแบตเตอรี่หรือซอฟต์แวร์กับมหาวิทยาลัยไทย และแผนพัฒนาทักษะแรงงาน
  • วางเป้าหมายให้ไทย: สร้าง กำลังคนที่มีทักษะใหม่ (New Skills)
  • วางเป้าหมายให้ไทย: เป็นเจ้าของ องค์ความรู้และเทคโนโลยี
  • วางเป้าหมายให้ไทย: มี สถาบันท้องถิ่น ที่แข็งแรง
  • วางเป้าหมายให้ไทย: เป็นผู้เล่นในห่วงโซ่อุปทานโลก
  • สนับสนุนการจับคู่ลงทุนกับสถาบันท้องถิ่น เช่น วิทยาลัยอาชีวะ / มหาวิทยาลัย / Tech Startup ร่วมทุน R&D / ตั้งโรงงานร่วม / ส่งนักศึกษาเข้าฝึกงาน
  • กองทุนร่วมลงทุนฝึกทักษะขั้นสูง (Deep Skills Fund) ร่วมกับผู้ประกอบการตั้งหลักสูตรร่วม เช่น AI for Logistics, Smart Manufacturing, Deep Learning in Biotech
  • ใช้แนวทาง “Apprenticeship 2.0” เรียนควบคู่กับการทำงานจริง
  • พัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับทุนต่างชาติ (Co-Technology Partnership) หากบริษัทต่างชาติได้รับสิทธิประโยชน์ แล้ว ต้องเข้าร่วม Co-Dev Program กับสถาบันไทย
  • Fast Track อนุมัติ สำหรับกิจการที่มี Partnership กับสถาบันไทย
  • Matching Fund 1:1 หากเอกชนลงทุนกับสถาบันอุดมศึกษา
  • Public-Private Innovation Platform (PPIP) เช่น รัฐ+มหาวิทยาลัย+SME+ทุนต่างชาติ ทำ Lab ร่วม (คล้าย MIT Media Lab Model)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • การพัฒนากำลังคนไทย
  • การถ่ายทอดและร่วมพัฒนาเทคโนโลยี
  • การสร้างซัพพลายเชนในประเทศ
  • การยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมในระยะยาว
  • ประเทศที่สามารถใช้ FDI เป็นเครื่องมือสร้าง Learning Effect และ Technology Spillover อย่างมีเงื่อนไข จะสามารถยกระดับผลิตภาพแรงงานและความสามารถในการแข่งขันได้เร็วกว่าประเทศที่เปิดรับการลงทุนแบบไร้เงื่อนไข
  • การเพิ่มสัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศเพียง 10 จุดเปอร์เซ็นต์ในภาคอุตสาหกรรมส่งออกหลัก สามารถเพิ่ม GDP ได้ราว 1.5–2.0 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และเพิ่มฐานภาษีนิติบุคคลในระยะกลางอย่างมีนัยสำคัญ
  • ยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
  • ประเทศที่กำหนด Training Obligation ควบคู่กับ FDI สามารถเพิ่มผลิตภาพแรงงานได้เฉลี่ยร้อยละ 5–10 ภายในระยะเวลา 3–5 ปี
  • เกิดองค์ความรู้และทรัพย์สินทางปัญญาที่จดทะเบียนหรือใช้งานในประเทศไทย
  • ประเทศที่มีเงื่อนไขด้าน R&D Localisation สามารถเพิ่มสัดส่วน Domestic Innovation ได้มากกว่าประเทศที่ไม่กำหนดเงื่อนไขถึงสองเท่า
  • การเพิ่ม Local Content เพียง 10 เปอร์เซ็นต์ จะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศเพิ่มขึ้นทันที 1,000 ล้านบาทต่อโครงการ และขยายฐานภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีนิติบุคคลในระบบ
  • ลดต้นทุนการปรับตัวของผู้ประกอบการไทยในอนาคต และลดความเสี่ยงในการสูญเสียตลาดส่งออก
  • ผลตอบแทนสุทธิของรัฐในระยะกลางจะเป็นบวก เนื่องจากมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศจะขยายฐานภาษีเงินได้ ภาษีนิติบุคคล และการจ้างงานที่มีค่าจ้างสูงขึ้น
  • การออกแบบ Incentive แบบ Performance-Based สามารถลดต้นทุนต่อหน่วยของรัฐได้มากกว่าการให้สิทธิประโยชน์แบบเหมาจ่ายถึงร้อยละ 20–30
  • การลงทุนเหล่านี้ไม่จบลงที่การเป็นฐานประกอบ แต่ยกระดับไปสู่การเป็นฐานนวัตกรรมและบริการมูลค่าสูงของประเทศ
  • เพื่อให้การลงทุนจากต่างชาติทำหน้าที่เป็นกลไกเร่งการเรียนรู้ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับทักษะแรงงานไทย มากกว่าการเป็นเพียงแหล่งทุนและคำสั่งผลิต
  • หากไทยสามารถเพิ่มสัดส่วนแรงงานทักษะกลางและทักษะสูงในภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายได้เพียง 15 เปอร์เซ็นต์ภายใน 5 ปี จะสามารถเพิ่มผลิตภาพแรงงานเฉลี่ยของภาคการผลิตได้ราว 8–12 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะส่งผลให้ GDP ภาคอุตสาหกรรมขยายตัวในอัตราที่สูงขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มปริมาณแรงงานหรือทรัพยากรอย่างมีนัยสำคัญ
  • สามารถทำหน้าที่เป็นผู้สร้างองค์ความรู้ ผู้พัฒนานวัตกรรม และผู้ร่วมกำหนดมาตรฐานในบางส่วนของห่วงโซ่มูลค่าโลกได้จริง
  • ประเทศที่สามารถยกระดับบทบาทของสถาบันท้องถิ่นจากผู้รับถ่ายทอด ไปสู่ผู้ร่วมพัฒนา จะสามารถรักษาผลประโยชน์จาก FDI ไว้ในประเทศได้มากกว่าในระยะยาว
  • การร่วมพัฒนาเทคโนโลยีเพียง 1 โครงการสามารถก่อให้เกิดการจดสิทธิบัตรหรือองค์ความรู้ที่นำไปใช้เชิงพาณิชย์ได้อย่างน้อย 1 รายการ และมีมูลค่าเศรษฐกิจทางอ้อมเฉลี่ย 50–100 ล้านบาทต่อโครงการ
  • การผลักดันให้เกิดโครงการลักษณะนี้อย่างน้อย 100 โครงการ จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสะสมในระบบได้หลายหมื่นล้านบาทในระยะกลาง
  • ไม่เพิ่มภาระงบประมาณแผ่นดิน
  • เพิ่มแรงจูงใจให้เอกชนเลือกลงทุนในกิจกรรมที่รัฐต้องการส่งเสริม มากกว่าการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเฉพาะบริษัทในระยะสั้น
  • การเพิ่มการลงทุนด้าน R&D ต่อ GDP เพียง 1 จุดเปอร์เซ็นต์ สามารถเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาวได้ประมาณ 0.5–1 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปี
  • หากนโยบาย Policy Multipliers สามารถจูงใจให้เกิดการลงทุนด้าน R&D และการพัฒนาทักษะแรงงานเพิ่มขึ้นจากเดิมปีละประมาณ 20,000 ล้านบาท และกิจกรรมเหล่านี้มีตัวคูณทางเศรษฐกิจเฉลี่ยราว 1.5 จะสร้างมูลค่า GDP เพิ่มขึ้นประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อปี และขยายฐานรายได้ภาษีของรัฐในระยะกลางอย่างมีนัยสำคัญ
  • กลไกนี้ช่วยลดความเสี่ยงของการลงทุนในกิจกรรมที่ให้ผลตอบแทนเชิงสังคมสูงแต่ไม่จูงใจทางการเงินในระยะสั้น และทำให้การใช้การค้า การลงทุน และ offset policy เชื่อมโยงกับการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
  • การจัดสรรงบประมาณโดยให้น้ำหนักกิจกรรมที่มี spillover สูง จะให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมสูงกว่าการอุดหนุนแบบไม่เลือกประเภทกิจกรรม
  • กลไกนี้ช่วยปรับโครงสร้างแรงจูงใจให้เอกชนเลือกลงทุนในกิจกรรมที่สร้าง learning effect ระยะยาว มากกว่าการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเฉพาะบริษัทในระยะสั้น
  • การใช้งบประมาณกองทุน 12,000 ล้านบาท จะสามารถยกระดับแรงงานได้ประมาณ 60,000 คนต่อปี
  • แรงงานที่ผ่านการ upskill และ reskill ในระดับเทคโนโลยีขั้นสูงจะมีผลิตภาพแรงงานสูงกว่าแรงงานทั่วไปประมาณ 20–40 เปอร์เซ็นต์ และมีรายได้เฉลี่ยสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • ผลตอบแทนเชิงนโยบายที่เกิดขึ้นจะเทียบเท่าการลงทุนเชิงโครงสร้างมูลค่า 18,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งสะท้อนผลตอบแทนที่สูงกว่าระบบฝึกอบรมแบบเดิมทั้งในมิติผลิตภาพแรงงาน ฐานภาษี และศักยภาพการแข่งขันระยะยาวของเศรษฐกิจไทย
  • กลไกนี้ช่วยลดความเสี่ยงของการอุดหนุนกิจกรรมที่ให้ผลตอบแทนเฉพาะบริษัทในระยะสั้น และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกิจกรรมที่สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยไม่ต้องแทรกแซงการตัดสินใจของเอกชนในระดับจุลภาค
  • การกำหนด obligation เชิงทักษะและเทคโนโลยีกับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ มีผลต่อการเพิ่ม productivity spillover สูงกว่าการใช้มาตรการสมัครใจอย่างมีนัยสำคัญ
  • โครงการ FDI ที่มี structured training program สามารถเพิ่มผลิตภาพแรงงานของแรงงานท้องถิ่นได้ร้อยละ 10–20 ภายในระยะเวลา 3–5 ปี
  • ความร่วมมือดังกล่าวต้องมีลักษณะเป็นโครงการร่วมที่ก่อให้เกิดองค์ความรู้หรือทักษะที่ตกค้างในประเทศ
  • ประเทศที่บังคับ local institution linkage กับ FDI สามารถเพิ่ม domestic innovation rate ได้สูงกว่าประเทศที่ไม่กำหนดเงื่อนไขดังกล่าวอย่างชัดเจน
  • โครงการลงทุนขนาด 1,000 ล้านบาทสามารถเพิ่มมูลค่าเพิ่มในประเทศได้เพียงร้อยละ 15 จะก่อให้เกิดมูลค่าเศรษฐกิจภายในประเทศประมาณ 150 ล้านบาทต่อปี และขยายฐานภาษีในระบบอย่างต่อเนื่องในระยะกลาง
  • กลไกนี้ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของนโยบาย และทำให้การเปิดประเทศเชิงอำนาจต่อรองเกิดผลลัพธ์จริง ไม่ใช่เพียงข้อกำหนดบนกระดาษ
  • ระบบ Fast Track นี้ช่วยลดระยะเวลาอนุมัติจากเดิมที่อาจใช้เวลา 12–18 เดือน ให้เหลือประมาณ 6–9 เดือน ซึ่งจากการประเมินเชิงเศรษฐศาสตร์การลงทุน การลดระยะเวลาการตัดสินใจลงครึ่งหนึ่งสามารถเพิ่มอัตราการเกิดโครงการลงทุนด้านนวัตกรรมได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากลดความเสี่ยงด้านโอกาสและต้นทุนเงินทุนของเอกชน
  • หากรัฐสมทบในอัตรา 1 ต่อ 1 สำหรับโครงการวิจัยร่วมมูลค่า 500 ล้านบาท จะสามารถดึงเงินเอกชนเข้าสู่กิจกรรม R&D เพิ่มขึ้นทันทีอีก 500 ล้านบาท
  • เมื่อพิจารณาผล spillover ระยะยาว การลงทุนลักษณะนี้ให้ผลตอบแทนเชิงสังคมสูงกว่าการอุดหนุนกิจกรรมทั่วไปหลายเท่า
  • แพลตฟอร์มลักษณะนี้ช่วยลดต้นทุนการค้นหาคู่ความร่วมมือ และเพิ่มอัตราความสำเร็จของโครงการร่วม ซึ่งจากประสบการณ์ในต่างประเทศ การมี innovation platform เชิงสถาบันสามารถเพิ่มอัตราการเกิดโครงการวิจัยร่วมและการนำผลงานวิจัยไปใช้เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • กลไกสนับสนุนจากรัฐในลักษณะนี้ช่วยเปลี่ยนโครงสร้างแรงจูงใจของเอกชน ทำให้การลงทุนด้านความรู้ เทคโนโลยี และทักษะแรงงานกลายเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าในเชิงธุรกิจ และส่งผลต่อการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
  • แรงงานมากกว่า 50,000 คนได้รับการยกระดับทักษะขั้นสูง
  • บริษัทมากกว่า 1,000 แห่งมีความร่วมมือกับสถาบันไทยผ่านกองทุน
  • เกิดโครงการลงทุนร่วมด้านเทคโนโลยีอย่างน้อย 100 โครงการ
  • เพิ่มสัดส่วนแรงงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จบจากโครงการจับคู่ไม่ต่ำกว่า 25 เปอร์เซ็นต์
  • ซึ่งจะส่งผลต่อการเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของประเทศ
  • เพื่อให้ไทยไม่เป็นเพียงฐานประกอบ แต่เป็นฐานนวัตกรรมและบริการหลังการขาย
  • KPI ได้แก่ สัดส่วน local content มูลค่าการจัดซื้อจากผู้ผลิตไทย จำนวนวิศวกร/ช่างฝีมือที่ผ่านการอบรม และจำนวนโครงการวิจัยร่วมที่เกิดขึ้นจริง
  • จ้างแรงงานไทย ≥ 70%
  • เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ในประเทศ
  • ส่งออกหรือใช้ภายในประเทศอย่างมีมูลค่า

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ประกอบการไทย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ต้นทุนการพัฒนาทักษะขั้นสูงเฉลี่ย 200,000 บาทต่อคน
  • งบประมาณกองทุน 12,000 ล้านบาท
  • การสมทบในอัตรา 1 ต่อ 1 สำหรับโครงการวิจัยร่วม (เช่น โครงการมูลค่า 500 ล้านบาท ที่รัฐสมทบ 500 ล้านบาท)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 6) ว่า '10,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 6) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ตลาดหุ้นไทยในฐานะตลาดระดมทุนภายใน มากกว่าตลาดเติบโตระดับโลก
  • โครงสร้างตลาดหุ้นไทยถูกออกแบบมาในฐานะ “ตลาดระดมทุนภายในประเทศ” เป็นหลัก ซึ่ง ข้อจำกัดของโมเดลดังกล่าวเริ่มปรากฏชัด
  • ตลาดหุ้นที่ทำหน้าที่เพียงระดมทุนภายใน จะมีเพดานการเติบโตโดยธรรมชาติ เพราะฐานรายได้ของบริษัทถูกผูกกับตลาดในประเทศ ขนาดของเศรษฐกิจภายใน และกำลังซื้อของประชาชน
  • ศักยภาพการเติบโตเชิงโครงสร้างของบริษัทกลับถูกจำกัดตั้งแต่ต้น
  • ตลาดหุ้นไทยยังขาดกลไกเชิงสถาบันที่สนับสนุนให้บริษัทใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือขยายธุรกิจระดับภูมิภาคหรือระดับโลกอย่างจริงจัง
  • บริษัทจดทะเบียนไทยจำนวนมากติดกับดักการเติบโตในประเทศ (Domestic Growth Trap)
  • บริษัทจดทะเบียนไทย ขาดเครื่องมือและแรงสนับสนุนจากตลาดทุนในการก้าวออกไปแข่งขันในตลาดต่างประเทศอย่างเป็นระบบ
  • การเติบโตของบริษัทจดทะเบียนไทยชะลอลง ขณะที่ความเสี่ยงเชิงธุรกิจกลับเพิ่มขึ้น
  • นักลงทุนจะประเมินบริษัทเหล่านี้ด้วยกรอบการเติบโตที่จำกัด ทำให้ valuation ถูกกดต่ำกว่าบริษัทในต่างประเทศที่มีโมเดลธุรกิจใกล้เคียงกัน
  • องค์ประกอบของนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่พึ่งพานักลงทุนรายย่อยในประเทศและเงินทุนต่างชาติระยะสั้นในสัดส่วนสูง เมื่อเทียบกับนักลงทุนสถาบันระยะยาวจากต่างประเทศ
  • โครงสร้างนักลงทุนเช่นนี้ทำให้ตลาดมีความอ่อนไหวต่อข่าวระยะสั้น ความผันผวนของอารมณ์ตลาด และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย
  • นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามามักมองตลาดหุ้นไทยเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ และพร้อมจะถอนเงินออกอย่างรวดเร็วเมื่อสภาวะโลกเปลี่ยน
  • ความผันผวนของดัชนีและราคาหุ้นในตลาดหุ้นไทยที่ไม่สะท้อนปัจจัยพื้นฐานในระยะยาวอย่างแท้จริง และบั่นทอนความเชื่อมั่นของทั้งบริษัทและนักลงทุนที่ต้องการลงทุนเพื่อการเติบโตระยะยาว
  • ในสายตาของเงินทุนโลก ตลาดหุ้นไทยยังถูกจัดวางอยู่ในกลุ่มตลาดรอง (Peripheral Market) หรือเป็นส่วนย่อยของกลุ่มตลาดเกิดใหม่ มากกว่าจะเป็นจุดหมายปลายทางเชิงยุทธศาสตร์ของทุนระยะยาว
  • บทบาทเชิงโครงสร้างที่ตลาดทุนไทยยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงบริษัทกับโอกาสการเติบโตระดับโลกได้อย่างชัดเจน
  • เมื่อเงินทุนโลกมองตลาดหุ้นไทยเป็นเพียงทางผ่าน การกำหนดราคาหลักทรัพย์จะอิงกับความเสี่ยงเชิงประเทศและความผันผวน มากกว่าศักยภาพการเติบโตเชิงโครงสร้างของบริษัท ส่งผลให้ตลาดหุ้นไม่สามารถทำหน้าที่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
  • ตลาดทุนที่ไม่สามารถดึงดูดเงินทุนคุณภาพสูง และไม่สามารถสนับสนุนการเติบโตระดับโลกของบริษัทในประเทศ จะจำกัดศักยภาพการสะสมทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้จากภายนอก
  • ในระยะยาว ประเทศจะพลาดโอกาสในการใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือยกระดับอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ และปล่อยให้ความมั่งคั่งจากการเติบโตของเศรษฐกิจโลกไหลผ่านไปยังตลาดทุนอื่นแทนที่จะถูกเชื่อมโยงกลับมายังประเทศไทย
  • ปัญหาเชิงโครงสร้างของบทบาทตลาดทุนในระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขในระดับนโยบายและสถาปัตยกรรมตลาด ไม่ใช่เพียงการปรับกติกาเล็กน้อย
  • กรอบคิดตลาดทุนแบบชาติเดียว (National Market Mindset) กลายเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เพราะการเติบโตของบริษัทไม่ได้ถูกกำหนดด้วยพรมแดนรัฐอีกต่อไป
  • ตลาดทุนที่ยึดกรอบชาติเดียว จะทำให้บริษัทถูกประเมินมูลค่าภายใต้เพดานการเติบโตที่จำกัด และทำให้ตลาดไม่สามารถแข่งขันดึงดูดเงินทุนคุณภาพสูงจากต่างประเทศได้อย่างแท้จริง
  • ตลาดหุ้นไทยทำหน้าที่เสมือน “พื้นที่รองรับแรงกระแทก” ของกระแสเงินโลก เมื่อสภาพคล่องโลกสูง เงินไหลเข้าอย่างรวดเร็ว และเมื่อความเสี่ยงเพิ่ม เงินไหลออกอย่างฉับพลัน
  • ประเทศที่ไม่สามารถจัดวางบทบาทของตนเองในระบบทุนโลก จะตกอยู่ในสถานะผู้รับผลกระทบจากความผันผวน มากกว่าผู้กำหนดทิศทาง
  • ประเทศที่ต้องปรับตัวตามกระแสทุน

จะทำอะไร (Action)

  • เปลี่ยนบทบาทของตลาดหุ้นไทย จาก “ตลาดสำหรับบริษัทไทย” ไปสู่ “แพลตฟอร์มทุนสำหรับบริษัทที่มีศักยภาพระดับโลก”
  • ยกระดับตลาดหุ้นไทยให้เป็น Growth Gatewayสำหรับบริษัทไทยที่ต้องการ Go Global และสำหรับบริษัทต่างชาติที่ต้องการเข้าถึงตลาดอาเซียนผ่านประเทศไทย
  • ยกระดับบทบาทของตลาดหุ้นไทยจาก “สถานที่ซื้อขาย” ไปสู่ “แพลตฟอร์มการเติบโต”
  • วางตำแหน่งตลาดหุ้นไทยในสายตานักลงทุนโลกว่าเป็นจุดที่สามารถเข้าถึงโอกาสการเติบโตของอาเซียน ผ่านบริษัทที่มีโครงสร้างการกำกับดูแลและมาตรฐานสากล
  • ออกแบบกติกา ระบบ และมาตรฐานที่ทำให้การเชื่อมต่อกับทุนโลกเกิดขึ้นอย่างมีคุณภาพ และไม่บ่อนทำลายเสถียรภาพภายในประเทศ
  • กำหนดบทบาทที่ชัดเจนของตลาดหุ้นไทย ว่าจะเป็นตลาดที่รองรับการเติบโตระยะยาว มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น และเป็นตลาดที่คัดกรองบริษัทที่มีศักยภาพจริงในการแข่งขันระดับโลก
  • เปลี่ยนบทบาทของหน่วยงานกำกับดูแล จากการเน้นควบคุมความเสี่ยงเฉพาะหน้า ไปสู่การออกแบบสถาปัตยกรรมตลาดในระยะยาว
  • หน่วยงานกำกับดูแลต้องสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้ลงทุน การดึงดูดทุนคุณภาพ และการส่งเสริมการเติบโตของบริษัท
  • ยกระดับตลาดหุ้นไทยจาก Regional Player สู่ Global Connector
  • เพิ่ม valuation และ liquidity ของบริษัทไทยผ่านฐานนักลงทุนโลก
  • เปลี่ยนตลาดหุ้นจากพื้นที่เก็งกำไร เป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่งระยะยาว
  • ทำให้ทุนไทยสามารถ “ออกไปโตนอกประเทศ” โดยยังกลับมาสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจไทย
  • เปิดทางให้บริษัทไทยสามารถทำ Dual Listing หรือ Secondary Listing ในตลาดต่างประเทศ
  • รัฐและตลาดหลักทรัพย์ต้องสนับสนุนเชิงระบบ ให้บริษัทไทยไปจดทะเบียนต่างประเทศ ตั้งแต่การปรับกฎเกณฑ์บัญชีและการเปิดเผยข้อมูลให้สอดคล้องกับตลาดเป้าหมาย การให้คำปรึกษาด้านโครงสร้างบริษัท การจัดทำ fast-track สำหรับบริษัทที่มีศักยภาพ ไปจนถึงการประสานกับหน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศเพื่อลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ
  • เปิดให้บริษัทต่างชาติที่มีฐานธุรกิจในอาเซียนหรือใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการดำเนินงานเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย
  • ยกระดับมาตรฐานตลาดทุนไทย
  • เปิดเผยข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษอย่างครบถ้วน
  • ยกระดับมาตรฐาน ESG ให้เชื่อมโยงกับกรอบสากล
  • คุ้มครองผู้ถือหุ้นส่วนน้อยอย่างจริงจัง
  • เปลี่ยนฐานนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยไปสู่ Long-term Capital เช่น กองทุนบำนาญ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และผู้จัดการกองทุนระดับโลก
  • รัฐต้องทำบทบาทเชิงรุก ผ่านการทำ Roadshow ระดับชาติ การเจรจาเชิงสถาบันกับนักลงทุนรายใหญ่ และการทำให้ตลาดหุ้นไทยถูกบรรจุอยู่ในกรอบ Global Portfolio Allocation อย่างถาวร
  • คัดเลือกและสนับสนุนบริษัทไทยที่มีศักยภาพขยายตลาดโลก โดยใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือหลักในการเติบโต
  • ลดอุปสรรคเชิงโครงสร้าง ให้บริษัทไทย เช่น การอำนวยความสะดวกด้าน M&A ข้ามชาติ การเชื่อมโยงกับพันธมิตรระดับโลก และการออกแบบสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เอื้อต่อการนำรายได้จากต่างประเทศกลับมาลงทุนต่อในประเทศ
  • ตลาดหุ้นไทยจะทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมการลงทุนข้ามพรมแดนกับนักลงทุนไทยในประเทศ
  • เชื่อมบริษัทไทยเข้ากับตลาด โอกาส และเงินทุนระดับสากล เพื่อปลดล็อกเพดานการเติบโตที่ถูกจำกัดอยู่ภายในประเทศ
  • เชื่อมทุนโลกเข้ากับประเทศไทยบนเงื่อนไขที่สร้างคุณค่าระยะยาว ไม่ใช่เพียงการไหลเข้ามาเก็งกำไรระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนที่มีส่วนร่วมกับการพัฒนาศักยภาพของเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ตลาดทุนที่ประสบความสำเร็จสามารถเชื่อมบริษัทกับเงินทุน เทคโนโลยี และนักลงทุนเชิงกลยุทธ์จากทั่วโลกได้
  • บริษัทไทยจะมีแรงจูงใจและเครื่องมือในการขยายธุรกิจข้ามพรมแดน
  • นักลงทุนโลกจะมองตลาดหุ้นไทยเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การลงทุนระยะยาวในอาเซียน
  • ตลาดทุนจะสามารถสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของศักยภาพเศรษฐกิจไทยได้มากขึ้น
  • การปฏิรูปด้านอื่น จะสามารถสร้างผลเชิงโครงสร้างได้อย่างแท้จริง (หากกรอบคิดเปลี่ยน)
  • valuation และ liquidity ของบริษัทไทยเพิ่มขึ้น
  • สร้างความมั่งคั่งระยะยาว
  • ทุนไทยสามารถ “ออกไปโตนอกประเทศ” โดยยังกลับมาสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจไทย
  • ตลาดหุ้นไทยเปลี่ยนจากตลาดปิด ไปสู่ Connected Market ที่มีการไหลเวียนของบริษัท เงินทุน และนักลงทุนข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ
  • ตลาดหุ้นไทยถูกประเมินด้วยกรอบเดียวกับตลาดชั้นนำ
  • ตลาดหุ้นไทยไม่ต้องแข่งขันราคาหรือสิทธิพิเศษ แต่แข่งขันด้วยความน่าเชื่อถือและความโปร่งใส
  • การประเมินมูลค่าหลักทรัพย์จะค่อย ๆ เปลี่ยนจากกรอบการมองแบบตลาดภายใน ไปสู่กรอบการประเมินศักยภาพการเติบโตระดับสากล
  • บริษัทไทยที่มีโมเดลธุรกิจขยายข้ามพรมแดน จะไม่ถูกประเมินด้วยค่าเฉลี่ยของเศรษฐกิจในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ถูกประเมินบนฐานของตลาดเป้าหมายจริง เทคโนโลยี และความสามารถในการแข่งขันระดับโลก
  • ลด “ส่วนลดเชิงประเทศ” (Country Discount) ที่กดทับมูลค่าหุ้นไทยมาอย่างยาวนาน
  • มูลค่าตลาดทุนสะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ไม่ใช่เพียงขนาดเศรษฐกิจในปัจจุบัน แต่รวมถึงศักยภาพในอนาคต
  • ต้นทุนเงินทุนของบริษัทไทยจะลดลงทั้งในรูปของต้นทุนตราสารทุนและตราสารหนี้
  • บริษัทสามารถระดมทุนในเงื่อนไขที่เหมาะสมขึ้น
  • บริษัทสามารถเลือกลงทุนในโครงการที่มีผลตอบแทนระยะยาวมากกว่าการเน้นกำไรระยะสั้นเพื่อเอาใจตลาด
  • เปลี่ยนพฤติกรรมการลงทุนของภาคเอกชน จากการลงทุนเชิงรับหรือการขยายกำลังผลิตแบบจำกัด ไปสู่การลงทุนเชิงรุกในเทคโนโลยี นวัตกรรม และการขยายตลาดต่างประเทศ ซึ่งเป็นฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนกว่า
  • ลดความผันผวนของตลาดจากเงินทุนระยะสั้น
  • เพิ่มเสถียรภาพตลาด
  • ลดความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) ต่อเศรษฐกิจไทย
  • ลดแรงกระแทกจากกระแสเงินโลก
  • เพิ่มความสามารถของประเทศในการรับมือกับวิกฤตภายนอก
  • ความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นจากบริษัทไทยที่เติบโตระดับโลกกระจายไปสู่ประชาชนผ่านกองทุนรวม กองทุนบำเหน็จบำนาญ ประกันชีวิต และการออมระยะยาวของครัวเรือน
  • ตลาดหุ้นจะเปลี่ยนจากพื้นที่เก็งกำไร ไปสู่กลไกเชื่อมการเติบโตของเศรษฐกิจโลกกับความมั่งคั่งของประชาชนไทย
  • ยกระดับบทบาทของตลาดทุนจากเครื่องมือการเงิน ไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐานความมั่งคั่งของชาติ” ที่ประชาชนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของและได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
  • ประเทศไทยจะมีอำนาจต่อรองสูงกว่าในระบบเศรษฐกิจโลก ทั้งในด้านการดึงดูดการลงทุน การเจรจาทางเศรษฐกิจ และการรับมือกับแรงกดดันทางการเงินจากภายนอก
  • ตลาดทุนไทยไม่ใช่เพียงผู้รับแรงกระแทกจากเงินทุนโลก แต่เป็นผู้มีบทบาทเชิงรุกในการกำหนดทิศทางของทุน
  • ยกระดับอธิปไตยทางการเงิน (Financial Sovereignty) ของประเทศในโลกที่เงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็ว
  • เศรษฐกิจไทยโดยรวมจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาการบริโภคและการลงทุนภายใน ไปสู่เศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับการเติบโตของเศรษฐกิจโลกผ่านบริษัทไทย
  • ตลาดทุนจะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างศักยภาพของผู้ประกอบการไทยกับโอกาสระดับโลก และระหว่างการเติบโตของโลกกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
  • ตลาดทุนไทยยกระดับจากกลไกทางเทคนิค ไปสู่เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐในการเชื่อมโยงทุนโลกเข้ากับผลประโยชน์ของประเทศอย่างมีเป้าหมาย
  • ตลาดหุ้นไทยมีบทบาทเชิงรุกในการดึงดูดทุนคุณภาพระยะยาว และกำหนดเงื่อนไขเชิงโครงสร้างให้ทุนที่เข้ามา มีส่วนร่วมกับการเติบโตระยะยาวของเศรษฐกิจไทย ไม่ใช่เพียงการเก็งกำไรระยะสั้น
  • ขยับตำแหน่งของประเทศไทยขึ้นไปสู่บทบาท “ศูนย์กลางเชื่อมทุนกับการเติบโตของภูมิภาค”
  • ตลาดหุ้นไทยจะไม่ถูกมองเป็นเพียงตลาดของประเทศขนาดกลาง แต่เป็นแพลตฟอร์มที่นักลงทุนโลกใช้เข้าถึงโอกาสการเติบโตในภูมิภาคที่มีศักยภาพสูง
  • เพิ่มอำนาจต่อรองของประเทศทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ
  • ตลาดทุนไทยสามารถรองรับการลงทุนระยะยาว
  • ลดความผันผวนเชิงระบบ
  • เพิ่มเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
  • ประเทศมีพื้นที่นโยบาย (Policy Space) มากขึ้นในการรับมือกับวิกฤตโลก
  • ความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นจากตลาดทุนที่สะท้อนมูลค่าจริงจะไหลกลับมาสู่ประชาชนผ่านระบบออม การลงทุน และกองทุนระยะยาว
  • อธิปไตยทางการเงินแปลเป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนได้จริง
  • กำหนดบทบาทใหม่ของประเทศไทยในระบบเศรษฐกิจโลก จากประเทศที่ต้องปรับตัวตามกระแสทุน ไปสู่ประเทศที่สามารถออกแบบความสัมพันธ์กับทุนโลกอย่างมีศักดิ์ศรีและทิศทาง
  • ประเทศไทยมีเสียง มีอำนาจต่อรอง และมีความสามารถในการกำหนดอนาคตของตนเอง
  • ตลาดทุนเปลี่ยนบทบาทจากสนามซื้อขายหลักทรัพย์ ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานความมั่งคั่งของชาติ ที่เชื่อมการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเข้ากับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชนไทย
  • เชื่อมความมั่งคั่งของโลกกลับมาสู่คนไทยอย่างเป็นระบบ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • บริษัทไทย
  • นักลงทุน
  • ผู้ถือหุ้นส่วนน้อย
  • ผู้ประกอบการ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยในปัจจุบันอยู่ภายใต้การครอบงำของแพลตฟอร์มเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทั้งในมิติการค้า การสื่อสาร การศึกษา การจัดเก็บข้อมูล และปัญญาประดิษฐ์
  • มูลค่าเพิ่มจากข้อมูล ภาษา วัฒนธรรม และพฤติกรรมของประชาชนไทย ถูกถ่ายโอนไปสู่บริษัทต่างชาติอย่างเป็นระบบ
  • ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน ต้องแบกรับต้นทุนการใช้เทคโนโลยีที่เพิ่มสูงขึ้นโดยขาดอำนาจต่อรองเชิงโครงสร้าง
  • สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงเป็นปัญหาเชิงเศรษฐกิจ หากแต่เป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางดิจิทัล อธิปไตยข้อมูล และศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
  • ประเทศไทย จึงไม่อาจดำรงสถานะเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีได้อีกต่อไป
  • อุตสาหกรรมแพลตฟอร์มไทย มีต้นทุนเริ่มต้นสูง ความเสี่ยงสูง ระยะคืนทุนยาว และการขาดแรงจูงใจให้เอกชนลงทุนในเทคโนโลยีพื้นฐานที่ไม่สร้างรายได้ทันที
  • ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มไทย ต้องแข่งขันในสนามที่กติกาถูกกำหนดให้เอื้อผู้เล่นรายใหญ่ที่มีทรัพยากรเหนือกว่ามหาศาล โดยเฉพาะแพลตฟอร์มข้ามชาติที่มีเครือข่ายผู้ใช้ทั่วโลก โครงสร้างข้อมูลขนาดใหญ่ และศักยภาพในการทำราคาแบบกดกำไรหรืออุดหนุนข้ามตลาดได้
  • หากไม่มีตลาดตั้งต้นที่ใหญ่พอและมีความน่าเชื่อถือพอ แพลตฟอร์มไทยจะติดหล่มช่วงขยายผู้ใช้และขยายรายได้อยู่เสมอ
  • ความเสี่ยงที่อธิปไตยข้อมูลและเทคโนโลยีจะถูกถ่ายโอนออกนอกประเทศผ่านโครงสร้างนอมินีหรือการเปลี่ยนมือเชิงซับซ้อน
  • ความเสี่ยงที่แพลตฟอร์มไทยซึ่งเติบโตจากนโยบายรัฐ จะใช้อำนาจตลาดในลักษณะเอาเปรียบผู้ใช้ ผู้ประกอบการรายย่อย หรือรัฐเองในอนาคต

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างอุตสาหกรรมแพลตฟอร์มเทคโนโลยีของไทย
  • ยกระดับบทบาทสู่การเป็นผู้พัฒนา ผู้ถือครอง และผู้กำหนดทิศทางแพลตฟอร์มที่ใช้ภาษาไทย ข้อมูลไทย และแรงงานไทยเป็นฐาน
  • รัฐต้องทำหน้าที่สร้างสถาปัตยกรรมเชิงโครงสร้างของตลาดเทคโนโลยี ผ่านการลงทุนร่วม การลดต้นทุนเชิงภาษี การปรับกติกากำกับดูแล และการสร้างอุปสงค์เริ่มต้น
  • จัดตั้งกองทุน Digital Sovereignty Fund
  • ร่วมลงทุนเชิงยุทธศาสตร์กับบริษัทแพลตฟอร์มไทยในสาขาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น อีคอมเมิร์ซแห่งชาติ Cloud และ Data Center ในประเทศ แพลตฟอร์มการศึกษา ระบบสื่อสารสำหรับภาครัฐ และเทคโนโลยี AI และ NLP ภาษาไทย
  • กำหนดให้รัฐถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 49 เพื่อรักษาความคล่องตัวทางธุรกิจ
  • กำหนดเงื่อนไขกรรมสิทธิ์ไทย เพื่อคงอธิปไตยทางเทคโนโลยี
  • ดำเนินมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อสนับสนุนผู้พัฒนาเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม
  • ให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 5 ปีแก่บริษัทไทยที่พัฒนาแพลตฟอร์มในหมวดเป้าหมายและมีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาไม่น้อยกว่าปีละ 5 ล้านบาท
  • ให้สิทธิหักรายจ่ายด้าน R&D ได้สองเท่าในกรณีที่ดำเนินการวิจัยในประเทศและใช้บุคลากรไทยเป็นหลัก
  • ให้เครดิตภาษีจากยอดขายแก่แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานในประเทศในระดับที่มีนัยสำคัญ
  • คืนภาษีเต็มจำนวนแก่ผู้ลงทุนในโครงการเทคโนโลยีแบบเปิดที่ได้รับการรับรองจากรัฐ
  • จัดตั้ง Regulatory Sandbox สำหรับแพลตฟอร์มไทย
  • เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจไทยสามารถทดลองนวัตกรรมโดยไม่ถูกจำกัดด้วยกติกาที่สร้างความเสียเปรียบในการแข่งขันกับแพลตฟอร์มข้ามชาติ
  • ให้สิทธิพิเศษเชิงชั่วคราว เช่น การเข้าถึงตลาดภาครัฐ การใช้ข้อมูลเปิดของรัฐ และการผ่อนคลายกฎเกณฑ์บางประการ ภายใต้เงื่อนไขด้านกรรมสิทธิ์ไทย ความมั่นคงข้อมูล และการแข่งขันที่เป็นธรรม
  • ใช้กลไกภาครัฐเป็นตัวขับเคลื่อนอุปสงค์ โดยกำหนดให้หน่วยงานของรัฐจัดซื้อเทคโนโลยีจากผู้ผลิตในประเทศในสัดส่วนที่เหมาะสม โดยเฉพาะในด้านซอฟต์แวร์ ระบบ Cloud ฐานข้อมูล และระบบการเรียนรู้
  • ปรับเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างให้แพลตฟอร์มไทยได้รับสิทธิในการเข้าประมูลก่อนผู้ผลิตจากต่างประเทศในสาขาที่กำหนด
  • ส่งเสริมการใช้ซอฟต์แวร์เปิดและการพัฒนาทักษะบุคลากรภาครัฐ
  • ออกแบบระบบกำกับที่ไม่ฆ่านวัตกรรม แต่กันพฤติกรรมที่บิดเบือนตลาดตั้งแต่ต้น
  • กำหนดเกณฑ์กรรมสิทธิ์ในประเทศในเชิงสาระ ไม่ใช่เชิงนิติกรรม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยกระดับอธิปไตยทางดิจิทัล
  • ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ
  • เสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย
  • ยกระดับอุตสาหกรรมแพลตฟอร์มเทคโนโลยีของไทยให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของเศรษฐกิจชาติ
  • สร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีพื้นฐานโดยผู้ประกอบการไทย
  • ลดภาระภาษีและต้นทุนที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนด้านนวัตกรรม
  • เกิดแพลตฟอร์มระดับชาติที่สามารถแข่งขันได้จริง
  • ประเทศไทยจะมีแพลตฟอร์มเทคโนโลยีของไทยที่มีผู้ใช้งานในระดับประเทศอย่างน้อย 3 แพลตฟอร์ม
  • เกิดรายได้รวมจากอุตสาหกรรมแพลตฟอร์มไทยไม่น้อยกว่าปีละ 20,000 ล้านบาท
  • มีการจ้างงานบุคลากรเทคโนโลยีไทยไม่น้อยกว่า 100,000 คน
  • เพิ่มสัดส่วนซอฟต์แวร์ที่พัฒนาในประเทศที่ถูกใช้งานในภาครัฐเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 70
  • เปลี่ยนบทบาทของรัฐจากผู้จ่ายค่าเช่าเทคโนโลยี ไปสู่ผู้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ
  • สร้างอุตสาหกรรมใหม่
  • ลดการไหลออกของมูลค่าเพิ่ม
  • เสริมสร้างอธิปไตยทางดิจิทัลอย่างยั่งยืน
  • เกิดฐานรายได้ใหม่ การจ้างงานใหม่ และการเสียภาษีในระบบเศรษฐกิจโดยรอบ เมื่อเกิดแพลตฟอร์มไทยที่ขยายตัวได้จริง
  • ลดดุลขาดดุลจากการนำเข้าเทคโนโลยีบริการจากต่างชาติ
  • แพลตฟอร์มไทย มีทั้งทุน กติกา และตลาดตั้งต้นในเวลาเดียวกัน
  • รัฐจะได้รับผลตอบแทนทั้งในรูปเงินปันผล มูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้น และรายได้ภาษีจากระบบเศรษฐกิจโดยรอบ
  • สร้างความน่าเชื่อถือ
  • สร้างระบบนิเวศนักพัฒนา
  • รัฐลดความเสี่ยงการถูกผูกขาดระยะยาว
  • การสร้างงานเทค
  • การเพิ่มมูลค่าบริการดิจิทัลในประเทศ
  • ลดการพึ่งพาบริการต่างชาติ
  • การจัดซื้อจากผู้ผลิตในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 30
  • ลดต้นทุนและเวลาในการขายให้รัฐ
  • สร้างฐานความเชื่อมั่นให้ประชาชน นักลงทุน และพันธมิตรระหว่างประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ประกอบการไทย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • สำหรับ เกิดแพลตฟอร์มระดับชาติที่สามารถแข่งขันได้จริง: ภายในระยะเวลา 5 ปี
  • สำหรับ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่บริษัทไทย: เป็นระยะเวลา 5 ปี
  • สำหรับ การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา: ไม่น้อยกว่าปีละ 5 ล้านบาท
  • สำหรับ ประเทศไทยจะมีแพลตฟอร์มเทคโนโลยีของไทยที่มีผู้ใช้งานในระดับประเทศอย่างน้อย 3 แพลตฟอร์ม, เกิดรายได้รวมจากอุตสาหกรรมแพลตฟอร์มไทยไม่น้อยกว่าปีละ 20,000 ล้านบาท, มีการจ้างงานบุคลากรเทคโนโลยีไทยไม่น้อยกว่า 100,000 คน, เพิ่มสัดส่วนซอฟต์แวร์ที่พัฒนาในประเทศที่ถูกใช้งานในภาครัฐเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 70: ภายในระยะเวลา 5 ปี
  • สำหรับ ลดรายได้รัฐ: ในระยะสั้น
  • สำหรับ ขยายฐานเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และรายได้ภาษี: ในระยะกลางและระยะยาว
  • สำหรับ ร่วมสร้างตลาด และร่วมรับความเสี่ยงกับภาคเอกชนไทย: ในช่วงเริ่มต้นของอุตสาหกรรมแพลตฟอร์มเทคโนโลยี
  • สำหรับ กิจการต้องมีกรรมสิทธิ์โดยคนไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 51: ตลอดระยะเวลาที่กองทุนยังถือหุ้นอยู่
  • สำหรับ การเร่งลงทุนและสร้างผู้เล่นระดับชาติ: ใน 5 ปี
  • สำหรับ กำไรที่เกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นถูกนำกลับไป reinvest: ในระยะเริ่มต้น
  • สำหรับการส่งรายงานความก้าวหน้า: เป็นรายปี
  • สำหรับการตรวจประเมินด้าน Data Governance และ Cybersecurity: อย่างน้อยปีละครั้ง
  • สำหรับ ผู้ลงทุนที่จะได้รับ Tax Refund ต้องยื่นหลักฐานการลงทุนและผลลัพธ์การพัฒนา: ในรอบปีงบประมาณ
  • สำหรับ มูลค่าประโยชน์ทางภาษีรวมต่อปี: ไม่เกินสัดส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่าย R&D หรือไม่เกินเพดานตามขนาดรายได้
  • สำหรับการเพิกถอนสิทธิ: ทันที
  • สำหรับการป้องกันไม่ให้แพลตฟอร์มไทยกลายเป็นผู้ผูกขาดรายใหม่: ในอนาคต
  • สำหรับการผ่อนคลายกฎเกณฑ์บางประการของการกำกับดูแล: ในช่วงทดลอง
  • สำหรับ จำนวนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมและผ่านเกณฑ์: อย่างน้อย 500 รายใน 5 ปี
  • สำหรับ สัดส่วนที่ผ่านจาก Pilot ไปสู่ Scale: อย่างน้อย 20–30 เปอร์เซ็นต์
  • สำหรับ รัฐจ่ายแพงและเปลี่ยนระบบไม่ได้: ในอนาคต
  • สำหรับการเปิดเผยโครงสร้างผู้ถือหุ้น ผู้มีอำนาจควบคุมที่แท้จริง และการเปลี่ยนแปลงเชิงสาระ: ในรอบระยะเวลาที่กำหนด
  • สำหรับ การใช้อำนาจตลาดในลักษณะเอาเปรียบผู้ใช้ ผู้ประกอบการรายย่อย หรือรัฐเอง: ในอนาคต
  • สำหรับ รายได้ภาษีสะสมจากอุตสาหกรรมแพลตฟอร์มและระบบนิเวศโดยรอบ: ในช่วง 10 ปี
  • สำหรับ รัฐจะเริ่มเก็บภาษีนิติบุคคลได้เต็มที่: หลังปีที่ 5
  • สำหรับ การสร้างผู้เล่นไทยในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม: ภายในกรอบเวลา 5 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • การลงทุนโดยตรงของรัฐ นโยบายใช้เงินงบประมาณเริ่มต้น 3,000 ล้านบาท ผ่านกองทุน Digital Sovereignty Fund ซึ่งเป็นเงินลงทุน ไม่ใช่เงินใช้จ่ายสูญเปล่า

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 30) ว่า '3,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • สำหรับ กองทุน Digital Sovereignty Fund: งบลงทุนของรัฐในหมวดการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 30) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ