ประเด็น

อุตสาหกรรม

มี 13 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics)
  • เงื่อนไขและสภาพแวดล้อมของตลาดทุนไทย

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างทีม Thailand Builder ดึงการลงทุนเชิงรุก
  • บริการทุกอย่างจบที่จุดเดียว One Stop Service
  • เพิ่มการค้าการลงทุนจากจีน
  • วางเป้าหมายที่อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และรถยนต์ EV
  • เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและสภาพแวดล้อมของตลาดทุนไทย
  • ผลักดันการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม และกฎระเบียบของภาครัฐ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างรายได้จากการขาย Carbon Credit
  • รองรับการย้ายฐานการลงทุนในตลาดทุนฮ่องกง
  • ดึงการลงทุนเข้าประเทศไทยได้มากขึ้น
  • เพิ่มการค้าการลงทุนจากจีน
  • นักลงทุนได้รับบริการที่สะดวก ครบวงจร

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • นักลงทุน
  • ผู้ประกอบการ
  • อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
  • อุตสาหกรรมรถยนต์ EV

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ภาคอุตสาหกรรมกลับขาดแคลนช่างฝีมืออย่างหนัก
  • ระบบอาชีวศึกษาของไทยเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง 3 ประการ:
  • ความไม่สอดคล้องของทักษะ (Job Mismatch): การผลิตกำลังคนยังยึดติดกับศักยภาพของสถานศึกษา (Supply-side) มากกว่าความต้องการจริงของธุรกิจ (Demand-side) โดยเฉพาะกลุ่มช่างฝีมือและผู้ควบคุมเครื่องจักรในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve)
  • ระบบทวิภาคีที่ขาดความต่อเนื่อง
  • การเรียนรู้ในสถานประกอบการมักขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ส่วนบุคคลระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริหารสถานศึกษา
  • ขาดกลไกที่เข้มแข็งในการประสานความร่วมมือระหว่างฝ่ายผลิต (สถานศึกษา) และฝ่ายผู้ใช้ (ภาคเอกชน)
  • ขาดฐานข้อมูลกำลังคนที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ
  • ครูช่างในระบบมีจำนวนไม่เพียงพอที่จะดูแลคุณภาพการฝึกงานอย่างทั่วถึง
  • ช่องว่างทักษะศตวรรษที่ 21: นายจ้างสะท้อนว่าบัณฑิตอาชีวะมีทักษะปฏิบัติที่ดี แต่ยังขาดทักษะด้านภาษาต่างประเทศ และทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและสารสนเทศ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการทำงานยุคใหม่

จะทำอะไร (Action)

  • พลิกบทบาทวิทยาลัยอาชีวะให้เป็นศูนย์ Reskill/Upskill สำหรับคนทั่วไปที่ต้องการเปลี่ยนสายอาชีพ หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ในระยะเวลาสั้น
  • ประชาสัมพันธ์เส้นทางอาชีพ (Career Pathway) โดยนำเสนอเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพและอัตราผลตอบแทน
  • มุ่งผลิตกำลังคนตามความต้องการจริงของภาคธุรกิจ (Demand-Based)
  • เร่งแก้ปัญหาขาดแคลนครูช่าง
  • สร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ
  • เร่งปรับเกลี่ยอัตรากำลังและเพิ่มอัตราครูจ้างอาชีวศึกษา
  • ส่งเสริมให้ครูพัฒนาสมรรถนะด้านการวิจัยและออกแบบหลักสูตรร่วมกับภาคเอกชนอย่างสม่ำเสมอ
  • สนับสนุนค่าครองชีพและทุนการศึกษา โดยการเรียนฟรี
  • จัดสรรทุนการศึกษา
  • ส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน โดยเฉพาะในสาขาที่ประเทศขาดแคลน
  • ยกระดับทักษะดิจิทัลและ AI: นำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ในหลักสูตร ปวส. ทุกหลักสูตร
  • จัดสรรเงินทุน (เช่น 1-3 ล้านบาทต่อหลักสูตร สำหรับแต่ละสถานศึกษา) เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์และเทคโนโลยีใหม่สำหรับสาขาที่ขาดแคลนหรือต้องปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี
  • จัดตั้งศูนย์อาชีวศึกษาทวิภาคี: ให้เป็นหน่วยงานหลักที่มีภารกิจและทรัพยากรที่ชัดเจน ในโครงสร้างของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)
  • พัฒนากลไกให้ภาคผู้ประกอบการเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนหลักสูตร
  • เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบ BOI: กำหนดกรอบระยะเวลาและความรับผิดชอบที่ชัดเจนของความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการ ในการจัดทำแผนการเรียนและแผนการฝึกอาชีพตลอดหลักสูตร
  • จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้เรียนรายภูมิภาค: จัดตั้งศูนย์ประสานงานติดตามและช่วยเหลือผู้เรียนในระบบทวิภาคีในแต่ละภูมิภาค
  • สร้างฐานข้อมูลตลาดแรงงาน โดยเชื่อมโยงข้อมูลการผลิตกำลังคนของ สอศ. กับความต้องการจริงของตลาดแรงงานแบบ Real-time
  • ส่งเสริมกิจกรรมศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center)
  • ส่งเสริมกิจกรรมอาชีวะอาสา เพื่อพัฒนาทักษะปฏิบัติจริงของผู้เรียน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมผ่านการบริการสาธารณะ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ระบบอาชีวศึกษาเปลี่ยนจาก "ทางเลือกที่สอง" (Second Choice) ให้เป็น "ทางเลือกหลักที่ยืดหยุ่น" (Primary & Flexible Pathway) ที่คนทุกช่วงวัยเข้าถึงได้
  • เปลี่ยนสู่ภาพจำใหม่ว่า “สายอาชีพ” คือเส้นทางของงานที่มีคุณภาพ เป็นกำลังหลักในการแก้ปัญหาของสังคม
  • มีผู้ถ่ายทอดทักษะเพียงพอต่อการขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะและระบบทวิภาคี
  • ปิดช่องว่างทักษะดิจิทัลตามความต้องการของตลาดแรงงาน
  • การปรับเปลี่ยนหลักสูตรเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ระบบทวิภาคีเกิดความยั่งยืน
  • ป้องกันการหลุดออกจากระบบ
  • พัฒนาทักษะปฏิบัติจริงของผู้เรียน
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมผ่านการบริการสาธารณะ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ครูช่าง
  • ผู้เรียนอาชีวศึกษา
  • ผู้เรียนในระบบทวิภาคี
  • คนทั่วไปที่ต้องการเปลี่ยนสายอาชีพ หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ในระยะเวลาสั้น
  • ภาคผู้ประกอบการ
  • ภาคเอกชน
  • ชุมชน
  • สังคม

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • วิกฤตการขาดดุลดิจิทัล (Digital Trade Deficit): เม็ดเงินมหาศาลกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี ไหลออกนอกประเทศผ่านแพลตฟอร์มต่างชาติ ทั้งค่าโฆษณาออนไลน์, บริการคลาวด์ (Cloud), ซอฟต์แวร์ (Software) และสตรีมมิ่ง (Streaming) ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าการส่งออกข้าวทั้งปีของไทย
  • การสูญเสียรายได้ภาษี: รายได้เหล่านี้มักถูกบันทึกบัญชีที่บริษัทแม่ในต่างประเทศ เช่น ไอร์แลนด์ หรือสิงคโปร์ ทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการเก็บ ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax) อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
  • ตัวเลขเศรษฐกิจคลาดเคลื่อน: ปัจจุบันยอดขาดดุลสินค้าดิจิทัลยังไม่ถูกรวมในการคำนวณ ดุลการค้า (Trade Balance) ของประเทศอย่างเป็นทางการ ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจดูดีเกินความเป็นจริง และบดบังปัญหาที่ผู้ประกอบการเทคโนโลยีไทย (Thai Tech Startup) กำลังเผชิญ

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอนโยบายเร่งด่วนเพื่อ "ลดการขาดดุล และสร้างดุลยภาพทางดิจิทัลใหม่"
  • สนับสนุนการส่งออกเทคโนโลยีไทยไปต่างประเทศ
  • ให้ กระทรวงพาณิชย์ และ สภาพัฒน์ (สศช.) กำหนดนิยามและรวบรวมตัวเลขการนำเข้า "สินค้าและบริการดิจิทัล" อย่างเป็นทางการ
  • ให้ กระทรวงพาณิชย์ และ สภาพัฒน์ (สศช.) นำไปคำนวณรวมกับการขาดดุลของประเทศ บรรจุตัวเลข "การขาดดุลดิจิทัล" เข้าไปในระบบบัญชีเศรษฐกิจและดุลการค้าของประเทศ
  • ให้ กรมสรรพากร เร่งตรวจสอบและดึงบริษัทแพลตฟอร์มต่างชาติที่ยังไม่อยู่ในระบบ E-Service Tax (ซึ่งปัจจุบันมี 202 ราย) เข้าสู่ระบบเพิ่มเติม โดยเฉพาะกลุ่มเว็บพนันหรือบริการเฉพาะกลุ่ม
  • ให้ กรมสรรพากร เจรจาเชิงนโยบายเพื่อจูงใจหรือกำหนดเงื่อนไขให้บริษัท Tech ยักษ์ใหญ่ที่มีรายได้ในไทยสูง (เช่น Social Media, Cloud Provider) ต้องจดทะเบียนและบันทึกรายได้ในไทย (Local Revenue Booking)
  • ให้ BOI และ กระทรวง DE กำหนดเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำหรับ Data Center และ Cloud Region ใหม่ที่กำลังจะเข้ามาลงทุน
  • ในเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุน: เพิ่มสัดส่วนท้องถิ่น เช่น วัสดุก่อสร้าง
  • ในเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุน: เพิ่มสัดส่วนการจ้างงานบุคลากรไทยในตำแหน่งสำคัญ
  • ในเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุน: การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) ร่วมกับสถาบันการศึกษา
  • ผลักดันให้ไทยเป็น Hub ของ Cloud Technology อย่างแท้จริง
  • ภาครัฐและเอกชนต้องมีนโยบายจัดซื้อจัดจ้างที่เอื้อต่อสินค้าและบริการดิจิทัลของคนไทย (Buy Thai First) ให้ นโยบายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ กำหนดสัดส่วนการใช้งบประมาณด้านเทคโนโลยี (เช่น Cloud, Software, MarTech) ว่าต้องใช้บริการจากผู้ประกอบการสัญชาติไทย (Thai Tech Startup) ในสัดส่วนที่กำหนด

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน
  • ลดการขาดดุล
  • สร้างดุลยภาพทางดิจิทัลใหม่
  • เห็นสถานะที่แท้จริง
  • สามารถ กำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจมหภาค
  • ไทยเป็น Hub ของ Cloud Technology อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ที่ตั้งเครื่อง Server
  • สร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนไทย
  • ผู้ประกอบการเทคโนโลยีไทย (Thai Tech Startup)
  • สถาบันการศึกษา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในสภาวะ "สามบีบ" จากสงครามการค้าโลกที่สร้างผลกระทบให้ระบบเศรษฐกิจไทยในหลายทิศทาง
  • สหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีเพื่อลดการพึ่งพาสินค้าจากต่างชาติ ทำให้ไทยส่งออกสินค้าไปยังตลาดหลักที่มีสัดส่วนถึง 20% ได้น้อยลง
  • จีนส่งออกไปสหรัฐฯ ได้น้อยลงจึงระบายสินค้ามาไทยแทน ด้วยราคาที่ถูกกว่าทำให้ผู้ผลิตไทยสู้ไม่ไหวและต้องทยอยปิดตัว
  • ตลาดอื่นๆ ทั่วโลกหดตัวลง เพราะมหาอำนาจทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างลดปริมาณการซื้อสินค้าจากต่างประเทศ
  • สินค้าไทยเริ่มขาดความน่าสนใจ เพราะผู้ผลิตไทยขาดการลงทุนด้านเทคโนโลยีและพัฒนากระบวนการผลิตมานาน ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดโลกได้

จะทำอะไร (Action)

  • ดึงเทคโนโลยีเอเชียเหนือ รุกตลาดใหม่ซีกโลกใต้ ดำเนินการผ่านการทูตเชิงรุก
  • กำหนดยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศใหม่ เรียกว่ายุทธศาสตร์ “มุ่งเหนือ-ลงใต้” (Look North, Go South)
  • “มุ่งเหนือ” (Look North): ดึงเทคโนโลยีและเงินทุนจากกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมเอเชียตะวันออก โดยอิงตามความต้องการเฉพาะของแต่ละประเทศ
  • ญี่ปุ่น: เจรจาการลงทุนด้วยกรอบความคิดแบบโลกสมัยใหม่ ขยับจากการผลิตเครื่องยนต์สันดาป สู่ซอฟต์แวร์ หุ่นยนต์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (เช่น เกมและแอนิเมชัน) โดยอาศัยความเชี่ยวชาญของญี่ปุ่น ผสานกับแรงงานฝีมือของไทย
  • จีน: ใช้พลังการผลิตของจีนเป็นสปริงบอร์ดสู่ยุคพลังงานสะอาด (EV, แบตเตอรี่, เซมิคอนดักเตอร์)
  • จีน: เพิ่มเงื่อนไขด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการใช้ซัพพลายเชนของผู้ผลิตไทยในการลงทุน
  • เกาหลีใต้: ชูจุดแข็งของภาคอุตสาหกรรมไทยที่มีความพร้อมด้านสาธารณูปโภค เพื่อเป็นทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงนอกเหนือจากการลงทุนในเวียดนาม
  • ไต้หวัน: เจรจาเพิ่มเติมเรื่องการลงทุนอุตสาหกรรมไฮเทค เซมิคอนดักเตอร์ ชิป อิเล็กทรอนิกส์ เน้นที่การกระจายความเสี่ยงของการลงทุนนอกเกาะไต้หวัน เพื่อเลี่ยงความขัดแย้งจากภูมิรัฐศาสตร์โลก
  • “ลงใต้” (Go South): รุกคืบสู่ตลาดที่มีกำลังซื้อใหม่ใน อินโดนีเซีย เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และละตินอเมริกา โดยใช้จุดแข็งของไทยด้านสินค้าอุปโภคบริโภค รถยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ เจาะกลุ่มชนชั้นกลางที่กำลังเติบโตในประเทศกลุ่มนี้
  • บูรณาการ "ทีมไทยแลนด์" ประสานงานระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการค้าการลงทุน
  • สร้าง "คลังสมอง" นโยบายการต่างประเทศของรัฐบาล ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญการค้าเฉพาะประเทศนั้นไปประจำในพื้นที่ เพื่อศึกษาความต้องการเฉพาะเชิงลึก เช่น สินค้าฮาลาลสำหรับโลกมุสลิม
  • นายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจต้องเดินทางไปเจรจาการค้าการลงทุนด้วยตนเองเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแสดงถึงความจริงจัง โดยเฉพาะกับกลุ่มประเทศ Look North
  • สำหรับประเทศกลุ่ม Go South ที่สำคัญ ต้องมีคณะของตัวแทนระดับสูงในรัฐบาลไทยเดินทางไปด้วยตัวเอง
  • รวมกลุ่มอาเซียนเพื่อต่อรอง: ผนึกกำลังกับเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพด้านอุตสาหกรรมอย่าง มาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ เพื่อเจรจาการค้าในระดับกลุ่มประเทศ (Bloc-to-Bloc)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มอำนาจต่อรองระดับโลก
  • ดึงเทคโนโลยีและเงินทุนจากกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมเอเชียตะวันออก
  • ขยาย ตลาดส่งออกใหม่
  • ขยับจากการผลิตเครื่องยนต์สันดาป สู่ซอฟต์แวร์ หุ่นยนต์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (เช่น เกมและแอนิเมชัน)
  • เปลี่ยนประเทศไทยให้เข้าสู่ยุคพลังงานสะอาดเร็วขึ้น
  • เพิ่มอำนาจต่อรองเหนือกว่าการเจรจาเดี่ยว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ผลิตไทย
  • แรงงานฝีมือของไทย
  • ภาคอุตสาหกรรมไทย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ: งบประมาณจำนวนมากไหลออกนอกประเทศเนื่องจากเป็นการจัดหาจากต่างประเทศ โดยขาดกลไกควบคุมที่จะนำไปสู่การส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ
  • ขาดการถ่ายทอดเทคโนโลยี: ด้วยข้อจำกัดด้านอำนาจต่อรองและการขาดนโยบายที่ชัดเจน ทำให้ไทยไม่สามารถใช้การจัดซื้อจัดจ้างนี้เป็นเครื่องมือในการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทยได้
  • ไทยยังคงเป็นเพียง "ผู้ซื้อ" ที่ต้องพึ่งพาต่างชาติต่อไป

จะทำอะไร (Action)

  • ใช้การจัดซื้อต่างประเทศ แลกกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและลงทุนในไทย
  • พรรคประชาชนเสนอให้ดำเนิน นโยบายชดเชยทางเศรษฐกิจ (Offset Policy)
  • เปลี่ยนสถานะของการใช้จ่ายภาครัฐจากการจัดซื้อทั่วไปให้กลายเป็นการ “ลงทุนระยะยาวเชิงรุก”
  • มุ่งเปลี่ยนโครงการรัฐประเภท “ซื้อแล้วจบ” ให้เป็นการสร้างรากฐานเศรษฐกิจ
  • กำหนดให้นโยบายชดเชยเป็นเงื่อนไขภาคบังคับในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่
  • คู่สัญญาจากต่างประเทศต้องดำเนินกิจกรรมความร่วมมือทางเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย ได้แก่:
    • การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer)
    • การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (Research and Development - R&D)
    • การผลิตและการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content)
    • การพัฒนาทรัพยากรบุคคล (Human Resource Development)
  • ตรา พระราชบัญญัติความร่วมมือทางเศรษฐกิจและพัฒนาอุตสาหกรรม พ.ศ. …
  • จัดทำคู่มือแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน
  • มอบหมายให้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นหน่วยงานธุรการและที่ปรึกษาหลักในการวิเคราะห์และเสนอนโยบาย
  • จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายเพื่อกำหนดระเบียบและขับเคลื่อนโครงการในแต่ละอุตสาหกรรมเป้าหมาย
  • กำหนดเกณฑ์มูลค่าโครงการ: โครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ต้องจัดทำกิจกรรมชดเชยทางเศรษฐกิจ
  • กำหนดสัดส่วนการชดเชย: กำหนดมูลค่ากิจกรรมการชดเชยเพิ่มเติมจากงบประมาณโครงการไว้ที่ 20% ของมูลค่าโครงการ
  • กำหนด ตัวคูณทางการชดเชย (Offset Multiplier)
  • วางระบบตั้งแต่การทำคำของบประมาณ การประเมินข้อเสนอ กระบวนการทำสัญญา การวางหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไปจนถึงบทปรับและลงโทษหากไม่ปฏิบัติตามสัญญา
  • กำหนดคุณสมบัติและจัดทำฐานข้อมูลองค์กรรับมอบ (Local Recipients) ทั้งในภาครัฐ สถาบันการศึกษา และเอกชนไทย
  • จัดทำงบประมาณแผ่นดินให้สอดคล้องกับเกณฑ์และสัดส่วนการลงทุนที่กำหนด

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างงานทักษะสูง
  • สร้างรากฐานเศรษฐกิจ
  • ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม
  • สร้างงานที่มีคุณภาพ
  • สร้างความยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจไทย
  • ช่วยให้สามารถประเมินข้อเสนอของคู่สัญญาได้อย่างเป็นธรรม
  • เพื่อให้หน่วยงานเจ้าของโครงการมีทรัพยากรเพียงพอในการบริหารจัดการการชดเชยทางเศรษฐกิจให้เกิดผลสัมฤทธิ์

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ภาครัฐไทย
  • ภาคอุตสาหกรรมไทย
  • เศรษฐกิจไทย
  • คู่สัญญาจากต่างประเทศ
  • อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอนาคต (New Engine of Growth / S-Curve) รวม 11 กลุ่มอุตสาหกรรมที่กำหนดโดย สศช.
  • องค์กรรับมอบ (Local Recipients) ทั้งในภาครัฐ สถาบันการศึกษา และเอกชนไทย
  • หน่วยงานเจ้าของโครงการ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • Outcome: สร้างความยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • วิกฤตงบประมาณและความพร้อมรบ
  • งบประมาณกลาโหมปี 2569 กว่า 200,000 ล้านบาท ถูกใช้เป็นงบบุคลากรถึง 53% (กองทัพใช้แรงงานเข้มข้นสูง)
  • งบลงทุนของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศในการวิจัยและพัฒนามีเพียง 0.3%
  • ยุทโธปกรณ์ของกองทัพหลายรายการมีอายุการใช้งานสูง
  • ต้องแบกภาระซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์เก่า ควบคู่ไปกับการจัดหายุทโธปกรณ์ใหม่ที่ทันสมัย ภายใต้โครงสร้างงบประมาณที่ยังขาดประสิทธิภาพ
  • การลงทุนปัจจุบันไม่ควรเป็นเพียง "รายจ่าย" แต่ต้องเปลี่ยนเป็น "การจ้างงานทักษะสูง" และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศ
  • ศักยภาพเอกชนไทยที่รอการสนับสนุน ไทยมีบริษัทที่ส่งออกรถหุ้มเกราะไปกว่า 46 ประเทศ มีอู่ต่อเรือที่รองรับระวางได้ถึง 180,000 ตัน และมีผู้พัฒนาเทคโนโลยีโดรน (UAV) ที่พร้อมเติบโต หากรัฐเปลี่ยนบทบาทจากผู้ซื้อเป็นผู้ส่งเสริม

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
  • สนับสนุนเอกชนไทยผลิตยุทโธปกรณ์แทนการนำเข้า
  • ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างชาติ
  • สร้างมาตรฐานสากลอาวุธไทยในระดับสากลเพื่อการส่งออก
  • จัดสรรงบประมาณใหม่โดยเน้นการลงทุนในเทคโนโลยีมากกว่าบุคลากร
  • ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ
  • สร้างนวัตกรรมที่ใช้ได้ทั้งในกองทัพและภาคธุรกิจทั่วไป (Dual-Use) เช่น โดรน แบตเตอรี่ขั้นสูง และดาวเทียม
  • มุ่งเน้นส่งเสริมยุทโธปกรณ์ที่มีองค์ประกอบครบ 3 ด้าน 1) มีความต้องการเชิงยุทธศาสตร์และตอบโจทย์ภัยคุกคาม 2) ภาครัฐและเอกชนไทยมีขีดความสามารถที่จะพัฒนาต่อยอดได้ 3) ตลาดนานาชาติมีความต้องการ เพื่อความคุ้มค่าในการวิจัยและพัฒนา
  • กำหนดให้กองทัพจัดซื้อจากเอกชนไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของงบจัดซื้อยุทโธปกรณ์ สำหรับสินค้าในบัญชีนวัตกรรมไทยและได้มาตรฐานกระทรวงกลาโหม
  • เพิ่มแต้มต่อสำหรับสินค้าที่ ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand - MiT) ในการเสนอราคาต่อภาครัฐจาก 5% เป็น 10%
  • ส่งเสริมการรวมกลุ่มบริษัท (Consortium) เพื่อผลิตยุทโธปกรณ์ เช่น เรือฟริเกตภายในประเทศ โดยกำหนดเงื่อนไขการใช้ ข้อกำหนดการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content Requirement)
  • รัฐต้องทำ นโยบายชดเชยภาคบังคับ (Mandatory Offset Policy) เมื่อต้องซื้อยุทโธปกรณ์มูลค่าสูงจากต่างชาติ
  • ปรับปรุงภาษีนำเข้าวัตถุดิบหลัก
  • แก้ไขกฎหมายโรงงานผลิตอาวุธเพื่อลดระยะเวลาขออนุญาตส่งออก
  • ตราพระราชบัญญัติมาตรฐานยุทโธปกรณ์เพื่อรับรองคุณภาพให้เทียบเท่า มาตรฐานทางทหารของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (Military Standard - MIL-STD) หรือ มาตรฐานขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization Standardization Agreement - NATO STANAG)
  • พัฒนาหน่วยงานวิจัยของรัฐ (Public Research Institute - PRI) ให้รับความเสี่ยงในช่วงเริ่มต้นเหมือนโมเดล สำนักงานโครงการวิจัยขั้นสูงด้านการป้องกันประเทศของสหรัฐอเมริกา (Defense Advanced Research Projects Agency - DARPA)
  • จัดให้มี สินเชื่อตามนโยบายรัฐ (Policy Loan)
  • รวมศูนย์การจัดหาอาวุธไว้ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
  • บูรณาการแผนกองทัพและแผนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเข้าด้วยกัน
  • จัดตั้งคณะกรรมการทีมไทยแลนด์ คณะกรรมการส่งเสริมผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศกับต่างประเทศ (TEAM THAILAND)
  • ปรับบทบาทผู้ช่วยทูตทหารให้ช่วยส่งเสริมการตลาดในต่างประเทศอย่างจริงจัง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เอกชนไทยผลิตยุทโธปกรณ์แทนการนำเข้า
  • เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างชาติ
  • สร้างมาตรฐานสากลอาวุธไทยในระดับสากลเพื่อการส่งออก
  • พึ่งพาตนเองได้ ในการวิจัยและผลิตยุทโธปกรณ์
  • สนับสนุนความพร้อมรบ
  • สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย
  • เพิ่มอธิปไตยทางเทคโนโลยีความมั่นคง (Defense Technology Sovereignty)
  • ลดการพึ่งพาต่างชาติ
  • ผู้ประกอบการไทยขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ
  • สร้างนวัตกรรมที่ใช้ได้ทั้งในกองทัพและภาคธุรกิจทั่วไป (Dual-Use)
  • กองทัพจัดซื้อจากเอกชนไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของงบจัดซื้อยุทโธปกรณ์
  • เพิ่มแต้มต่อสำหรับสินค้าที่ ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand - MiT) ในการเสนอราคาต่อภาครัฐจาก 5% เป็น 10%
  • เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการ ร่วมผลิต (Co-Production) ภายในประเทศ
  • การประกอบในประเทศมีราคาถูกกว่าการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูป
  • ลดระยะเวลาขออนุญาตส่งออก
  • รับรองคุณภาพให้เทียบเท่า มาตรฐานทางทหารของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (Military Standard - MIL-STD) หรือ มาตรฐานขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization Standardization Agreement - NATO STANAG)
  • ช่วยสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการในโครงการขนาดใหญ่
  • การจัดซื้อเป็นไปตามนโยบายภาพรวม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
  • เอกชนไทย
  • ผู้ประกอบการไทย
  • กองทัพ
  • ผู้ประกอบการในโครงการขนาดใหญ่
  • หน่วยงานวิจัยของรัฐ (Public Research Institute - PRI)
  • ผู้ช่วยทูตทหาร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบยา เป็นกลไกที่สำคัญของระบบสาธารณสุขไทย โดยมีค่าใช้จ่ายด้านยาคิดเป็นกว่า 29% ของค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลทั้งหมด แต่ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญปัญหาเกี่ยวกับยา 3 ด้านหลัก ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยและค่าใช้จ่ายของประชาชน
  • เชื้อดื้อยา: การใช้ยาปฏิชีวนะเกินจำเป็น นำไปสู่วิกฤตเชื้อดื้อยา
  • อาการไม่พึงประสงค์: ปัญหาการใช้ยาซ้ำซ้อนหรือหลายชนิด โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ รวมถึงการลักลอบปนยาในอาหารเสริม ก่อให้เกิดพิษต่อตับและไต
  • พึ่งพาการนำเข้าสูง: โครงสร้างอุตสาหกรรมยาของไทยยัง อ่อนแอ และพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและยาสำเร็จรูปจากต่างประเทศสูง
  • ราคายาสูง: ขาดมาตรการควบคุมต้นทุนและราคาอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ยาบางรายการมีราคาสูงเกินความจำเป็น
  • กฎหมายและระบบกำกับดูแลยาไทยล้าสมัย ทำให้การควบคุมการสั่งใช้ยาและการจำหน่ายยาควบคุมพิเศษไม่เกิดผลจริง โดยเฉพาะในคลินิกเอกชนที่ไม่มีมาตรการบังคับให้ต้องออกใบสั่งยา
  • ประเทศไทยยัง ไม่มีระบบข้อมูลยาแห่งชาติ และ ระบบใบสั่งยาออนไลน์มาตรฐาน ทำให้ข้อมูลด้านยาตั้งแต่รหัสยา ราคายา การสั่งใช้ยา การเบิกจ่าย กระจัดกระจาย ไม่เชื่อมโยงกัน

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับปรุงกฎหมายยา เพื่อรองรับ ระบบใบสั่งยาแห่งชาติ ที่ใช้ในทุกสถานพยาบาล ทั้งรัฐและเอกชน

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. ยา: เพิ่มบทบัญญัติจัดตั้ง คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. ยา: ยกระดับการควบคุมยาควบคุมพิเศษและวัตถุออกฤทธิ์

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. ยา: กำหนดให้สถานที่จ่ายยาทุกประเภทต้องอยู่ภายใต้ใบอนุญาตขายยา

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. วิชาชีพเภสัชกรรม: ให้สามารถออกข้อบังคับเพื่อกำหนด ขอบเขตงานของแต่ละวิชาชีพ ให้ชัดเจน

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. วิชาชีพเภสัชกรรม: ให้มีมาตรฐานเดียวกันในการประเมินความรู้และทักษะของผู้ประกอบวิชาชีพทุกสาขา

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ: ปรับปรุงกฎระเบียบการจัดซื้อจัดหาให้ ยืดหยุ่นขึ้น และเหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของยา

  • จัดตั้งศูนย์กลางด้านการพัฒนาและผลิตยาต้นน้ำของประเทศ

  • สนับสนุนผู้ประกอบการให้ปรับปรุงการผลิตให้ได้มาตรฐานสากล เช่น GMP–PIC/S

  • กำหนด สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน สำหรับโรงงานผลิตวัตถุดิบยา

  • ผลักดันองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เป็นหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงยา

  • ผลักดันการวิจัยและพัฒนายา แล้วเปิดโอกาสให้เอกชนต่อยอด

  • เน้นการผลิตหรือจัดหาวัตถุดิบทางยาที่สำคัญ

  • มุ่งผลิต ยากำพร้า หรือยาจำเป็นที่เอกชนไม่ผลิต

  • รักษาสมดุลด้านราคาและปริมาณยาในช่วงวิกฤต

  • จัดตั้งศูนย์กลางข้อมูลยาแห่งชาติ (NDIC): กระทรวงสาธารณสุขจะจัดตั้ง ศูนย์กลางข้อมูลยาแห่งชาติ เพื่อรวบรวมและบริหารจัดการข้อมูลด้านยาทุกมิติอย่างเป็นระบบ

  • พัฒนา e-Prescription: พัฒนาและบังคับใช้ ระบบใบสั่งยาอิเล็กทรอนิกส์กลาง (e-Prescription) ให้ครอบคลุมทุกสถานพยาบาลและร้านขายยา

  • ส่งเสริมการใช้ยาที่สมเหตุผล และเพิ่มความปลอดภัยของประชาชน

  • รณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจทั้งในฝ่ายวิชาชีพและประชาชน

  • มีการติดตาม/วิเคราะห์เพื่อแก้ขปัญหาการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม หรือไม่สมเหตุสมสมผล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ป้องกันการใช้ยาซ้ำซ้อนและเชื้อดื้อยา
  • ทำให้ราคายาโปร่งใสและตรวจสอบได้ทั่วประเทศ
  • เพื่อให้การใช้จ่ายด้านยามีประสิทธิภาพ คุ้มค่า ยั่งยืน
  • เพื่อให้ข้อมูลการสั่ง–จ่ายยาเชื่อมโยงกัน
  • ช่วยส่งเสริมการใช้ยาที่สมเหตุผลและเพิ่มความปลอดภัยของประชาชน
  • เพื่อเป็นฐานข้อมูลกลางด้านยาตลอดห่วงโซ่
  • เพื่อให้จ่ายยาควบคุมพิเศษและวัตถุออกฤทธิ์ได้เฉพาะตามใบสั่งยาที่ออกโดยผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับอนุญาต
  • เพื่อรองรับระบบใบสั่งยาอิเล็กทรอนิกส์ระดับประเทศ
  • เพื่อให้การปฏิบัติงานของผู้ประกอบวิชาชีพเป็นไปตามหลักวิชาการและปลอดภัยต่อประชาชน
  • เพื่อให้สถานพยาบาลสามารถจัดซื้อยาได้อย่างคล่องตัวและต่อเนื่อง
  • เร่งสร้างขีดความสามารถในการผลิตวัตถุดิบยา (API) และลดการพึ่งพาการนำเข้า
  • ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนด รหัสยาแห่งชาติ (National Drug Code) และ ราคากลางยาแห่งชาติ (National Drug Reference Price) ให้เป็นมาตรฐานกลางสำหรับยาทุกชนิด

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • โรงพยาบาล
  • สถานพยาบาล
  • สถานที่จ่ายยาทุกประเภท
  • โรงงานผลิตวัตถุดิบยา
  • องค์การเภสัชกรรม (อภ.)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ภาคการผลิตของไทยเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ
  • ผู้ประกอบการที่ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศไทยถูกกดดันจากสินค้านำเข้าราคาถูก
  • ครัวเรือนไทยจำนวนมากยังคงใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าที่กินไฟสูง
  • ค่าใช้จ่ายรายเดือนพุ่งสูงและขัดแย้งกับเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2573

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอนโยบาย “เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า”
  • อุดหนุนการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าของประชาชน
  • ดำเนินการผ่าน 2 โครงการหลัก
  • รัฐช่วยออกค่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ในสัดส่วน 50%
  • นำเครื่องเก่ามาแลกเพื่อรับสิทธิ
  • มอบเงินสนับสนุนแบบให้เปล่าแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดค่าใช้จ่ายของครัวเรือนโดยการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคครัวเรือน
  • ช่วยลดการใช้พลังงาน
  • เพิ่มยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้า
  • ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศได้รับแรงหนุนในการแข่งขันกับสินค้านำเข้า
  • SMEs ภาคการผลิตยกระดับเทคโนโลยี เพิ่มผลิตภาพ และลดต้นทุน
  • เกิดการลงทุนต่อเนื่องจากภาคเอกชนในห่วงโซ่อุตสาหกรรมไทย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • SMEs

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • รัฐช่วยออกค่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ในสัดส่วน 50% (สูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท)
  • รัฐมอบเงินสนับสนุนแบบให้เปล่าแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สัดส่วน 30–50% (สูงสุดไม่เกิน 1,000,000 บาท) ต่อโครงการ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • เงินภาครัฐ
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • กองทัพไทยใช้แรงงานเข้มข้นแต่ขาดเทคโนโลยี
  • งบประมาณประจำปีของกระทรวงกลาโหมกว่า 2 แสนล้านบาท หมดไปกับค่าบุคลากรสูงถึง 53%
  • งบวิจัยเทคโนโลยีมีเพียง 0.6%
  • การซื้ออาวุธเป็นการจ่ายเงินออกนอกประเทศเกือบทั้งหมด
  • ขาดการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ
  • ศักยภาพเอกชนไทยที่ถูกมองข้าม

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
  • เปลี่ยนรายจ่ายเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ
  • เลือกยุทโธปกรณ์เป้าหมาย
  • สนับสนุนสินค้าไทย
  • บังคับใช้ 'นโยบายชดเชยภาคบังคับ'
  • ลดอุปสรรคให้ค้าขายคล่อง
  • ลงทุนวิจัยและหนุนเงินทุน
  • รวมศูนย์การจัดซื้อและดันการส่งออก

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดการซื้ออาวุธจากต่างประเทศ
  • สร้าง 'อธิปไตยทางเทคโนโลยี' ให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
  • ผลิตนวัตกรรมที่ใช้ได้ทั้งในกองทัพและธุรกิจทั่วไป
  • เกิดตำแหน่งงานใหม่ๆ
  • กรอบทางกฎหมายในการรับรองคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • กองทัพไทย
  • ผู้ประกอบการไทย
  • บุคลากรไทย
  • บริษัทที่ลงทุนวิจัย
  • หน่วยงานที่ดูแลด้านการทำมาตรการชดเชย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เศรษฐกิจไทยต้องการ 'เครื่องยนต์ใหม่'
  • อัตราการเติบโต (GDP) ของไทยลดลงจาก 8% ในช่วงก่อนปี 2540 เหลือเพียง 2% ในปัจจุบัน
  • ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะที่สูง
  • แรงกดดันจากสงครามการค้า
  • ความต้องการใช้เครื่องมือแพทย์ภายในประเทศสูงมาก
  • ผู้ประกอบการเครื่องมือแพทย์ส่วนใหญ่ (กว่า 93%) เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME)

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ครบวงจร
  • สนับสนุนโรงงานไทยอัปเกรดเครื่องจักรผลิตเครื่องมือแพทย์มูลค่าสูง
  • ดัน SME คว้ามาตรฐาน ISO สากล
  • ยกระดับผู้ผลิตเดิม (Champion Upgrading)
  • เพิ่มความหลากหลายของสินค้า (Product Diversification)
  • ปฏิรูประบบนิเวศอุตสาหกรรม
  • ช่วยให้ผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์สัญชาติไทยเข้าถึงตลาดภายในประเทศได้มากขึ้น
  • สร้างคลัสเตอร์การผลิตเครื่องมือแพทย์โดยการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI)
  • ตั้งทีมเฉพาะกิจ (Taskforce)
  • บูรณาการการวิจัยและนวัตกรรมครบวงจร
  • ดึงหน่วยงานให้ทุน (PMU) สถาบันวิจัย และโรงงานผลิต มาร่วมมือกัน (Medical Consortium)
  • ส่งเสริมเครื่องมือแพทย์ในรูปแบบบริการดิจิทัลและ AI
  • ปฏิรูประบบใบอนุญาตให้รวดเร็วและคล่องตัว
  • รุกตลาดโลกด้วยข้อมูลเชิงลึกและการจับคู่ธุรกิจ
  • ดึงผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักร เข้ามาเป็นซัพพลายเออร์ให้เครื่องมือแพทย์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างสินค้าที่ซับซ้อนและมีมูลค่าสูงขึ้น
  • ขยายส่วนแบ่งในตลาดโลกได้มากขึ้น
  • สร้างผลตอบแทนที่มหาศาลในระยะยาว
  • ทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้เกิดขึ้นและเติบโตได้อย่างรวดเร็วในประเทศไทย
  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ อย.
  • ลดระยะเวลาการรอคอย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์
  • SME
  • นักลงทุนต่างชาติ
  • ผู้ส่งออก
  • ผู้ผลิตชิ้นส่วน
  • อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ระยะเร่งด่วน
  • ระยะยาว

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยต้องยกระดับบทบาทจากเพียง 'ฐานการผลิต' สู่การเป็น 'เจ้าของนวัตกรรมและองค์ความรู้'
  • สินค้าส่งออกของไทยกว่า 40% ต้องพึ่งพาเซมิคอนดักเตอร์
  • การแข่งขันที่รุนแรงในภูมิภาค
  • หากไทยยังไม่มียุทธศาสตร์และมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเป็นรูปธรรม เราจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังในห่วงโซ่อุปทานโลก

จะทำอะไร (Action)

  • ขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเร่งด่วน
  • จัดตั้งกลไกขับเคลื่อนโดยผู้เชี่ยวชาญ
  • สร้างความเชื่อมั่นด้วยงบประมาณต่อเนื่อง
  • สนับสนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
  • ประกาศแผนการจัดซื้อล่วงหน้า
  • มาตรการสนับสนุนแบบ 'เจาะจงรายกลุ่ม'
  • ตั้งศูนย์บ่มเพาะบุคลากร
  • ปฏิรูประบบราชการและวิธีการวัดผล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างมูลค่าเพิ่มและประกันการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างยั่งยืน
  • รัฐจะทำหน้าที่เป็น 'ลูกค้าอ้างอิง' เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ผลิตภัณฑ์เติบโตต่อยอดสู่ตลาดโลกได้
  • ช่วยดึงดูดให้บริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งศูนย์ออกแบบในไทย
  • วัดผลที่ความสำเร็จจริง: ปรับจากการวัด 'จำนวน' แต่สู่การวัดผลลัพธ์ที่ท้าทาย เช่น 'มูลค่าเพิ่มในประเทศ' หรือ 'จำนวนบริษัทไทยที่ไปแข่งในเวทีโลกได้'

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ประกอบการ
  • นักลงทุน
  • นักศึกษาจบใหม่
  • วิศวกร
  • อาจารย์มหาวิทยาลัย
  • บริษัทไทย
  • บริษัทต่างชาติ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยียานยนต์แบบก้าวกระโดด
  • ความเสี่ยงของซัพพลายเชนเดิม
  • แรงงานจะเผชิญภาวะว่างงานและโรงงานอาจต้องปิดตัวลง

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต
  • อัปเกรดทักษะแรงงาน
  • ดึงทุนนอกตั้งฐานผลิตแบตเตอรี่และรถไร้คนขับ
  • รักษาฐานผลิตเดิม เพิ่มเติมของใหม่
  • ขยายความสามารถของผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย สู่อุตสาหกรรมข้างเคียง
  • พัฒนาทักษะแรงงานยานยนต์ไทย สู่งานอิเล็กทรอนิกส์และซอฟต์แวร์
  • เปลี่ยนคณะกรรมการนโยบายรถยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติเป็น 'บอร์ดยานยนต์อนาคต'
  • เร่งเจรจากับบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ทั่วโลก
  • สร้างขีดความสามารถในการผลิตแบตเตอรี่เองในประเทศ
  • สนับสนุนการถอดรถเก่าออกจากท้องถนน
  • เปิดพื้นที่ให้ไทยเป็น 'ศูนย์กลางทดสอบรถยนต์ไร้คนขับระบบพวงมาลัยขวา'

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดอุบัติเหตุจากความผิดพลาดของมนุษย์
  • ช่วยลดปริมาณรถยนต์บนท้องถนนลงในระยะยาว
  • สร้างความอยู่รอดของแรงงานไทยในยุคถัดไป
  • ลดมลพิษ
  • ผลิตกำลังคนด้าน STEM เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนไป

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายในอุตสาหกรรมยานยนต์เดิม
  • ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย
  • แรงงานยานยนต์ไทย
  • บริษัทรถยนต์
  • ประชาชน
  • ผู้ใช้รถยนต์

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

สร้างอาวุธ พัฒนาอุตสาหกรรม ป้องกันประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ไม่ระบุ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ไม่ระบุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

เร่งด่วน

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ