ประเด็น

เทคโนโลยีและข้อมูล

มี 62 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
  • หลังจาก กกต. เปิดเผยเอกสารนโยบาย (ณ วันที่ 26 ม.ค. 2569) ทีมงานได้อัปเดตข้อมูลงบประมาณและแหล่งที่มาของงบประมาณที่ตรงกันระหว่างเอกสารนโยบายและเว็บไซต์พรรค โดยแสดงด้วยตัวอักษรสีเขียว
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยรั้งอันดับที่ 52 ของโลกด้านรัฐบาลดิจิทัล ตามดัชนีรัฐบาลดิจิทัล (E-Government Development Index: EGDI)
  • บริการออนไลน์ยังคงเป็นจุดอ่อน
  • หน่วยงานรัฐที่สามารถให้บริการแบบรวมศูนย์โดย ไม่ต้องเรียกสำเนาบัตรประชาชนหรือเอกสารซ้ำซ้อน มีเพียง ร้อยละ 40.56 สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบราชการดิจิทัลไทย
  • บริการรัฐไม่รวมอยู่ในแพลตฟอร์มเดียว เกิดแอปพลิเคชันที่ทำหน้าที่ซ้ำกัน เช่น ระบบเฝ้าระวังน้ำท่วมที่มีหลายเจ้าภาพ ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน และสิ้นเปลืองงบประมาณรัฐ
  • ขาดระบบ Digital ID ที่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ ตัวอย่างกรณีเงินเยียวยาน้ำท่วมสะท้อนว่ารัฐขาดฐานข้อมูลพิกัดบ้านที่แม่นยำ และข้อมูลระหว่างหน่วยงานไม่ไหลเวียนถึงกัน
  • การเพิ่มแอปพลิเคชันใหม่ไม่ใช่คำตอบ แต่ต้องแก้ที่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อเปลี่ยนรัฐไทยให้เป็น "Platform State"

จะทำอะไร (Action)

  • เปลี่ยนผ่าน “รัฐบาลดิจิทัล” สู่ “รัฐแพลตฟอร์ม”
  • รวมทุกการให้บริการของรัฐในแพลตฟอร์มเดียวผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” (ประชาชน) และ “BizPortal” (ธุรกิจ)
  • เปลี่ยนระบบราชการทั้งหมดเป็นดิจิทัลและ AI
  • รวบรวมบริการรัฐไม่น้อยกว่ากว่า 90% ไว้ที่แอปฯ "ทางรัฐ" (บุคคล) และ BizPortal (ธุรกิจ)
  • สร้างมาตรฐานการออกแบบเว็บไซต์และแอปฯ ของรัฐ (อ้างอิง UX4G ของอินเดีย และ GOV.UK ของสหราชอาณาจักร)
  • ต่อยอดระบบยืนยันตัวตนกลาง (Digital ID): เช่น ThaiD/ทางรัฐไอดี
  • ให้สวัสดิการเชิงรุกแบบดิจิทัล
  • พัฒนาพิกัดบ้านแห่งชาติแบบดิจิทัล (Place ID)
  • พัฒนาระบบ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในหน่วยงานรัฐ
  • ระบบ AI ช่วยทำเอกสารราชการอัตโนมัติ บนระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (e-Saraban)
  • เปลี่ยนกระบวนงานภาครัฐซ้ำซาก ให้เป็นอัตโนมัติ (Autonomous Government) เช่น AI ช่วยตรวจแบบก่อสร้าง, AI ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของคำขอใบอนุญาต
  • ระบบ AI Red Flags/Fraud Detection แจ้งเตือนเสี่ยงทุจริต งบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
  • เปลี่ยนระบบ “รัฐกระดาษ (Paper State)” ในปัจจุบัน ... ให้เป็น “รัฐไร้กระดาษ (Paperless Government)”
  • เปลี่ยนเอกสารราชการให้เป็นรูปแบบดิจิทัลเป็นหลักก่อน
  • ยกเลิกการคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อนและไม่จำเป็น
  • เปิดเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างระบบ New e-Budgeting, e-GP, New GFMIS, LHR และ New e-LAAS
  • แก้ไขระบบ New e-LAAS สำหรับท้องถิ่นให้สามารถใช้งานได้สะดวกและเชื่อมข้อมูลกับทุกระบบของท้องถิ่น เช่น LHR, LTAX
  • เปิดซอฟต์แวร์ภาครัฐที่ถูกพัฒนาโดยใช้งบประมาณของประเทศเป็น Public Code ก่อนเสมอ
  • สร้าง "ศูนย์รวมเครื่องมือเชื่อมต่อระบบรัฐ" (Government Developer Portal)
  • เปิดเผยข้อมูลกลาง (Master Data) สำคัญในรูปแบบที่สามารถนำไปประมวลผลได้ (Machine readable) และช่องทางเชื่อมต่อข้อมูล (API) ให้หน่วยงานรัฐใช้อ้างอิงได้เหมือนกัน และเอกชนสามารถต่อยอดได้
  • ให้อำนาจ DGA ร่วมกับสำนักงบประมาณ ตรวจสอบการพัฒนาระบบดิจิทัลตั้งแต่ต้น หากระบบใดทำหน้าที่ซ้ำกันจะถูกยกระดับเป็น "แพลตฟอร์มกลาง" ใช้ TOR และสถาปัตยกรรมเดียวกัน
  • จัด UX Workshop ระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างมาตรฐานกลาง (Design System) ทั้งรูปแบบ หน้าจอ ภาษา ขั้นตอนการให้บริการ และการออกแบบที่ลดภาระประชาชน โดยผูกเข้ากับการจัดซื้อจัดจ้าง
  • บูรณาการระบบ Digital ID ให้เหลือเครื่องมือหลักเพียงชุดเดียว โดยบูรณาการบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น DGA, ETDA และกรมการปกครอง
  • รวบรวมสวัสดิการทุกหน่วยงานมาไว้ที่เดียวในรูปแบบที่เครื่องอ่านได้ และใช้ AI (RAG) ช่วยตอบคำถามสิทธิประโยชน์เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย
  • รัฐจะเป็นฝ่าย "ค้นหาและบอกสิทธิ" แทนการให้ประชาชนต้องไปไล่หาเอง
  • พัฒนาฐานข้อมูลพิกัดบ้านและสิ่งปลูกสร้างทั่วประเทศ ผูกกับรหัส PlaceID เพียงตัวเดียว และจัดทำเป็นฐานข้อมูลกลางที่เปิดให้ใช้งานร่วมกัน ผ่านความร่วมมือของหน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมการปกครอง (ใช้กลไกระดับหมู่บ้านในการจัดเก็บข้อมูล), ไปรษณีย์ไทย, การไฟฟ้า และการประปา รวมถึงเอกชนที่มีข้อมูล
  • ออกมติ ครม. รับรองมาตรฐานข้อมูลที่เครื่องอ่านได้ (Machine-readable) เช่น ทะเบียนประวัติ หรือข้อมูลเซ็นเซอร์เมือง
  • ออกมติ ครม. กำหนดให้ทุกหน่วยงานเปลี่ยนมาใช้ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์
  • ใช้ระบบ “โครงข่ายระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลกลางของรัฐ (Government Data Exchange Center: GDX)” เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลหลัก (Master Data) ระหว่างหน่วยงาน ตามประกาศที่คณะกรรมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลได้ประกาศไว้
  • แปลงกฎหมายผังเมืองและข้อบัญญัติท้องถิ่น ให้เป็นระบบ Logic มาตรฐาน (Rule / Decision Tree) ที่ระบบสามารถตรวจสอบได้อัตโนมัติก่อนการยื่นคำขอจริง
  • ภาครัฐทำหน้าที่กำหนดและรับรองกติกา (Regulatory Logic) ในรูปแบบ Machine-readable และเปิดให้เชื่อมต่อผ่าน API
  • เปิดข้อมูลงบประมาณท้องถิ่นผ่าน Open API
  • กำหนดให้ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาด้วยงบประมาณของรัฐ (ยกเว้นด้านความมั่นคง) ต้องเผยแพร่เป็น Open Source และเก็บไว้ในคลังกลาง (Repository)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มประสิทธิภาพ
  • บริการประชาชนรวดเร็ว
  • ใช้งานง่ายเหมือนกันทุกหน่วยงาน
  • ประชาชนได้รับบริการทั้งภาครัฐและเอกชนโดยสะดวกและมีมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้งาน
  • รับสวัสดิการ (เบี้ยผู้สูงอายุ/เด็กเล็ก) ทันทีเมื่อคุณสมบัติครบ โดยไม่ต้องลงทะเบียน
  • การช่วยเหลือภัยพิบัติและเยียวยาที่แม่นยำรายหลังคาเรือน
  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในหน่วยงานรัฐ
  • ลดการใช้ดุลพินิจเรียกรับผลประโยชน์
  • ลดภาระการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ
  • ลดการคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อนและไม่จำเป็น
  • ประหยัดงบประมาณประเทศ
  • หน่วยงานต่าง ๆ สามารถนำซอฟต์แวร์ที่มีลักษณะเดียวกันไปใช้ต่อยอดได้
  • สร้างภาพจำเดียวให้ประชาชนใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน (One Government Digital ID)
  • รัฐจะเป็นฝ่าย "ค้นหาและบอกสิทธิ" แทนการให้ประชาชนต้องไปไล่หาเอง
  • ทุกแพลตฟอร์มภาครัฐที่ต้องกรอกที่อยู่สามารถเชื่อมต่อผ่าน API โดยใช้ PlaceID เพียงตัวเดียว
  • ลดการผูกขาดข้อมูลเฉพาะหน่วยงาน
  • ทุกหน่วยงานเชื่อมต่อข้อมูลกันได้แบบไร้รอยต่อ
  • ยุติการขอสำเนาเอกสารและการจัดเก็บข้อมูลซ้ำซ้อน
  • ทำให้ขั้นตอนอนุญาตจริงของภาครัฐเหลือเพียงการตรวจยืนยันและออกใบอนุญาต
  • ประชาชนและสื่อสามารถนำไปทำ Dashboard ติดตามการใช้งบได้ง่าย แทนการไล่อ่านไฟล์ PDF ของแต่ละหน่วยงาน
  • ซอฟต์แวร์ ตรวจสอบได้
  • ซอฟต์แวร์ พัฒนาต่อยอดได้
  • ทำให้การดิจิทัลของรัฐเป็นระบบเดียว เชื่อมโยงกันได้ และยั่งยืนในระยะยาว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ธุรกิจ
  • หน่วยงานรัฐ
  • เจ้าหน้าที่รัฐ
  • ทุกภาคส่วน
  • ภาคเอกชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • สถานการณ์คอร์รัปชันของไทยอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงมาก
  • คะแนนของประเทศไทยลดลงเรื่อย ๆ และอันดับโลกก็แย่ลงตามไปด้วย
  • สถานการณ์การทุจริตในภาครัฐของไทยกลับย่ำแย่กว่าอินโดนีเซียและเวียดนามไปแล้ว
  • ผลลัพธ์ล่าสุดในปี 2567 ประเทศไทยกลับได้คะแนนเพียง 34 คะแนน และอยู่ในอันดับที่ 107 ของโลก
  • ปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไม่เพียงแต่ไม่ได้รับการแก้ไข แต่ยังคงแย่ลงและฝังรากลึกมากขึ้นเรื่อย ๆ
  • การทุจริตจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีการ ผูกขาดอำนาจ
  • การทุจริตจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีการใช้ ดุลยพินิจ ของเจ้าหน้าที่อย่างอิสระ
  • การทุจริตจะเกิดขึ้นได้โดยที่ขาด กลไกการตรวจสอบ ที่ดี
  • กฎหมายเก่าที่ทำให้ประชาชนทำถูกกฎหมายได้ยากและเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่เรียกรับสินบนได้ (เช่น กฎหมายโรงแรม, กฎหมายสถานบริการ)

จะทำอะไร (Action)

  • ปิดทุกช่องโหว่
  • แก้โกงให้ถึงราก
  • สร้างระบบที่คนโกงไม่ได้ โดยเปิดเผยข้อมูลรัฐเป็นหลัก
  • ใช้เทคโนโลยีลดการใช้ดุลพินิจเจ้าหน้าที่
  • สร้างกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็งเพื่อลดโอกาสการทุจริต
  • ปฏิรูประบบราชการให้เปลี่ยนจาก "ระบบที่พึ่งพาคนดีไม่ให้โกง" เป็น "ระบบที่ออกแบบมาให้คนไม่ดีก็โกงไม่ได้"
  • เปิดทุกข้อมูลโดยอัตโนมัติ: ให้ข้อมูลของภาครัฐทั้งหมดถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ
  • ใช้เทคโนโลยีลดอำนาจคน: นำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่ออุดช่องโหว่การทุจริต
  • ใช้ AI Red Flag หรือ การใช้ AI มาเรียนรู้รูปแบบของการทุจริต ฮั้วประมูลในอดีต เพื่อมาช่วยจับพิรุธในการใช้งบประมาณหรือการฮั้วประมูล และแจ้งเตือน “ธงแดง” โครงการที่มีความเสี่ยง
  • ใช้ เทคโนโลยีช่วยในการขอใบอนุญาตและการบังคับใช้กฎหมาย เช่น จากกล้องวงจรปิด
  • สร้างกลไกตรวจสอบและคุ้มครอง: ปรับปรุงกฎหมายเพื่อส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม
  • สร้างกลไกตรวจสอบและคุ้มครอง: ลด การผูกขาด
  • สร้างกลไกตรวจสอบและคุ้มครอง: สร้าง มาตรการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower) ให้ได้รับรางวัลและปลอดภัยจริง
  • สร้างกลไกตรวจสอบและคุ้มครอง: ใช้ มาตรการ "คนโกงวงแตก" เพื่อให้ผู้ร่วมทุจริตหวาดระแวงกันเอง
  • เปลี่ยนกฎหมายข้อมูลข่าวสาร: เปลี่ยน พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ เป็น "พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของสาธารณะ" เพื่อวางหลักการ "เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น" โดยเฉพาะฐานข้อมูลสำคัญของรัฐ (เช่น งบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง) ต้องเปิดเผยในรูปแบบดิจิทัลที่ใครก็สามารถนำไปตรวจสอบได้ง่าย
  • พัฒนาระบบบริการภาครัฐช่องทางเดียว: พัฒนาระบบออนไลน์ของรัฐให้เชื่อมโยงกัน และสามารถใช้บริการได้ในช่องทางเดียว เช่น ผ่านแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" และ "BizPortal"
  • ใช้เทคโนโลยีช่วยตรวจสอบอัตโนมัติ: พัฒนาระบบที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ และเพิ่มการตรวจสอบความถูกต้องของขั้นตอนการขออนุญาตต่าง ๆ โดยอัตโนมัติ
  • ออกระเบียบสำนักนายกฯที่จำเป็น: ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อป้องกันการใช้เงินหลวงโปรโมตตัวเองทางการเมือง
  • ออกระเบียบสำนักนายกฯที่จำเป็น: บังคับ ให้นำเงินนอกงบประมาณทั้งหมดเข้าสู่ระบบ GFMIS (ระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐ) เพื่อให้ตรวจสอบได้ทุกบาททุกสตางค์
  • ออกระเบียบสำนักนายกฯที่จำเป็น: ขยาย การตรวจสอบทางจริยธรรม (Integrity Pact) ในโครงการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ (ตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไป)
  • ทบทวนกฎหมายที่ล้าสมัย (Regulatory Guillotine): ยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายเก่า
  • ปรับปรุงกฎหมายให้ใช้เทคโนโลยีบังคับใช้ได้: แก้ไขกฎหมายต่าง ๆ (เช่น พ.ร.บ. จราจรทางบก) เพื่อเพิ่มการใช้เทคโนโลยี (กล้องวงจรปิด, ภาพถ่าย) เข้ามาช่วยบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง แทนการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่
  • เสริมกลไก "แฉโกง ปลอดภัย ได้เงิน": ปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อคุ้มครองและให้รางวัลแก่ผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower) ให้ได้รับเงินรางวัลจริงจากกองทุน ป.ป.ช. อย่างเป็นธรรม
  • ผลักดันกฎหมาย "คนโกงวงแตก" (Leniency Law): ออกกฎหมายนี้เพื่อให้ผู้ที่ร่วมทุจริตแล้วตัดสินใจให้ข้อมูลแก่รัฐเป็นคนแรก ได้รับการพิจารณาลดโทษหรือกันเป็นพยาน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดโอกาสการทุจริต
  • สร้างสังคมปลอดคอร์รัปชัน
  • จะ หยุดยั้งคอร์รัปชัน
  • ระบบ เปลี่ยนจาก "ระบบที่พึ่งพาคนดีไม่ให้โกง" เป็น "ระบบที่ออกแบบมาให้คนไม่ดีก็โกงไม่ได้"
  • ข้อมูลของภาครัฐทั้งหมดถูก เปิดเผยต่อสาธารณะ
  • อุด ช่องโหว่การทุจริต
  • มาช่วยจับ พิรุธในการใช้งบประมาณหรือการฮั้วประมูล และแจ้งเตือน “ธงแดง” โครงการที่มีความเสี่ยง
  • ส่งเสริม การแข่งขันที่เป็นธรรม
  • ผู้แจ้งเบาะแส ได้รับรางวัลและปลอดภัยจริง
  • ผู้ร่วมทุจริต หวาดระแวงกันเอง
  • ฐานข้อมูลสำคัญของรัฐ เปิดเผยในรูปแบบดิจิทัลที่ใครก็สามารถนำไปตรวจสอบได้ง่าย
  • ลดดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่
  • เพิ่มการตรวจสอบความถูกต้องของขั้นตอนการขออนุญาตต่าง ๆ โดยอัตโนมัติ
  • ป้องกันการใช้เงินหลวงโปรโมตตัวเองทางการเมือง
  • กฎหมายเก่าที่ทำให้ประชาชนทำถูกกฎหมายได้ยากและเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่เรียกรับสินบนได้ ถูกยกเลิกหรือปรับปรุง
  • เพิ่ม การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง แทนการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่
  • ผู้แจ้งเบาะแส ได้รับเงินรางวัลจริงจากกองทุน ป.ป.ช. อย่างเป็นธรรม
  • ผู้ที่ร่วมทุจริตแล้วตัดสินใจให้ข้อมูลแก่รัฐเป็นคนแรก ได้รับการพิจารณาลดโทษหรือกันเป็นพยาน
  • ขบวนการทุจริต ขาดความเชื่อใจกันและเดินต่อได้ยาก

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนโกง
  • เจ้าหน้าที่
  • สาธารณะ
  • ผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower)
  • ผู้ร่วมทุจริต
  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • เงินรางวัลผู้แจ้งเบาะแส จากกองทุน ป.ป.ช.
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบงบประมาณของไทยในปัจจุบันมีข้อจำกัดที่ทำให้รัฐบาลใช้จ่ายเงินได้อย่างไม่เต็มที่ และเพิ่มความเสี่ยงทางการคลัง 5 ประการหลัก:
  • งบประมาณกระจัดกระจาย (Fragmented Budget): ระบบปัจจุบันไม่ได้นับรวมเงิน "นอกงบประมาณ" (เช่น เงินกองทุนหมุนเวียน, รายได้ท้องถิ่น, รัฐวิสาหกิจ) อย่างครบถ้วน ทำให้เราไม่สามารถมองเห็น "สุขภาพการคลัง" ของประเทศทั้งหมดได้อย่างแท้จริง
  • วินัยการคลังอ่อนแอ (Weak Fiscal Discipline): กลไกกำกับดูแลการเงินการคลังไม่เข้มแข็งพอ ทำให้รัฐมีการใช้จ่ายเกินตัวจนหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐสภาก็มีอำนาจจำกัดในการควบคุมรายจ่ายประจำและค่าใช้จ่ายตามข้อผูกพันที่มีสัดส่วนสูง ทำให้โครงสร้างงบประมาณแข็งตัวต่อการปรับเปลี่ยน
  • จัดสรรแบบฐานอดีต (Incrementalism): การจัดทำงบประมาณส่วนใหญ่มักเป็นการปรับเพิ่ม/ลดเพียงเล็กน้อยจากปีที่แล้ว ทำให้ขาดความยืดหยุ่นในการตอบสนองสถานการณ์ใหม่ ๆ และมีพื้นที่ว่างทางการคลัง (Fiscal Space) จำกัดสำหรับการริเริ่มนโยบายใหม่ที่จำเป็น
  • ใช้จ่ายขาดประสิทธิภาพ (Inefficiency): ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานของหน่วยงานราชการขาดความท้าทาย และเน้นที่การทำตามขั้นตอนมากกว่าผลลัพธ์จริง อีกทั้งยังประสบปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้า
  • ธรรมาภิบาลอ่อนแอ/ไม่โปร่งใส (Weak Governance): รัฐยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลที่ครบถ้วน เป็นปัจจุบัน และอยู่ในรูปแบบ Open Data (ไฟล์ที่นำไปประมวลผลต่อได้) ทำให้ประชาชนและภาควิชาการตรวจสอบและติดตามการใช้งบประมาณได้อย่างยากลำบาก

จะทำอะไร (Action)

  • หยุดงบประมาณรั่วไหล
  • สร้างวินัยการคลังที่เข้มแข็ง
  • ล้างระบบจัดสรรงบแบบเดิม
  • เปลี่ยนเป็นฐานศูนย์เริ่มจากความจำเป็นจริง
  • บังคับใช้หลักความคุ้มค่า
  • เพิ่มงบอุดหนุนทั่วไปให้หน่วยงานทำงานคล่องตัว
  • เน้นผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
  • จัดทำงบประมาณแบบรวมยอด (Consolidated Budget): บังคับให้นำเงินนอกงบประมาณทั้งหมด (รวมสถานะหนี้และภาระทางการคลังอื่น ๆ) เข้าสู่กระบวนการจัดทำงบประมาณและต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภา
  • เพิ่มศักยภาพกลไกกำกับวินัยการคลังให้เข้มแข็ง:
  • ให้รัฐสภามีอำนาจพิจารณาแผนงบประมาณรายได้-รายจ่าย และการก่อหนี้สาธารณะทั้งหมดตั้งแต่ขั้นต้น (Pre-budget Statement) ก่อนการจัดทำงบประมาณในรายละเอียด
  • พิจารณาเพิ่มกฎการคลังที่รัดกุม เช่น กำหนดเพดานอัตราภาระการชำระดอกเบี้ยต่อรายได้สุทธิของรัฐ
  • เปลี่ยนไปจัดสรรงบประมาณแบบฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting):
  • เปลี่ยนแนวคิดการจัดสรรงบประมาณเป็นการ "คิดใหม่ ทำใหม่" (Top Down Budgeting) โดยคณะรัฐมนตรีกำหนดกรอบวงเงินสูงสุดสำหรับแต่ละยุทธศาสตร์ตั้งแต่ต้น
  • ปรับหลักเกณฑ์การคัดกรองคำของบประมาณให้ยึดโยงกับหลัก ความคุ้มค่า (Value for Money) อย่างแท้จริง
  • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่าย:
  • ปรับปรุงตัวชี้วัดผลการดำเนินงานให้สะท้อนผลลัพธ์ที่จับต้องได้
  • ปรับหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างให้ยืดหยุ่นและคล่องตัว
  • พิจารณาจัดสรรงบประมาณในรูปแบบ เงินอุดหนุนทั่วไป (Block Grant) ให้มากขึ้นสำหรับหน่วยงานที่ต้องการความคล่องตัวในการบริหารจัดการ
  • สร้างระบบธรรมาภิบาลที่โปร่งใสตรวจสอบได้:
  • เปิดเผยข้อมูลการจัดทำงบประมาณอย่างครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน ในรูปแบบ Open Data (เช่น ไฟล์ Excel ที่คอมพิวเตอร์ประมวลผลได้)
  • เปิดช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตาม วิเคราะห์ และตรวจสอบงบประมาณอย่างมีความหมาย
  • การแก้ไขกฎหมายสำคัญ:
  • แก้ไข พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561: เพื่อกำหนดให้เกิดการจัดทำงบประมาณแบบรวมยอด (Consolidated Budget), กำหนดกลไก "แผนงบประมาณประจำปี" (Pre-budget Statement) และเพิ่มความโปร่งใสของข้อมูล
  • แก้ไข พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ สำคัญ: เพื่อปรับองค์ประกอบของคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง และทบทวนการกำหนดสัดส่วนงบลงทุนขั้นต่ำร้อยละ 20 เพื่อให้การกำหนดงบประมาณรายจ่ายมาจากโครงการที่จำเป็นจริงๆ
  • ทบทวนงบประมาณหลายเส้นทาง: พิจารณายกเลิกแนวทางการจัดทำงบประมาณที่ซ้ำซ้อน เช่น งบจังหวัด/กลุ่มจังหวัด, งบ Flagship และงบบูรณาการ
  • การจัดตั้งองค์กรตรวจสอบ:
  • จัดทำ พ.ร.บ. ว่าด้วยสำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO): เพื่อให้ PBO มีอำนาจหน้าที่ในการศึกษาวิเคราะห์และเข้าถึงข้อมูลเพื่อตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารได้อย่างเต็มศักยภาพ
  • มาตรการระยะสั้น (ในระหว่างที่กฎหมายยังไม่แล้วเสร็จ):
  • รัฐบาลและสำนักงบประมาณควรนำข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ไปปฏิบัติทันที โดยเฉพาะการจัดส่งข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นระบบเกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณ รายได้สาธารณะ หนี้สาธารณะ และภาระทางการคลังอื่นต่อรัฐสภา
  • ควรกำหนดกรอบงบประมาณรายจ่ายขั้นสูงของแต่ละกระทรวง เพื่อเริ่มต้นใช้แนวคิด Top Down Budgeting โดยไม่รอการแก้ไขกฎหมายเสร็จสิ้น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างวินัยการคลังที่เข้มแข็ง
  • หน่วยงานทำงานคล่องตัว
  • ประเทศสามารถมองเห็น "สุขภาพการคลัง" ของประเทศทั้งหมดได้อย่างแท้จริง
  • กลไกกำกับดูแลการเงินการคลังเข้มแข็งขึ้น
  • รัฐมีการใช้จ่ายไม่เกินตัว
  • หนี้สาธารณะไม่เพิ่มสูงขึ้น
  • มีความยืดหยุ่นในการตอบสนองสถานการณ์ใหม่ ๆ
  • มีพื้นที่ว่างทางการคลัง (Fiscal Space) ไม่จำกัดสำหรับการริเริ่มนโยบายใหม่ที่จำเป็น
  • ไม่ประสบปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้า
  • รัฐมีการเปิดเผยข้อมูลที่ครบถ้วน เป็นปัจจุบัน และอยู่ในรูปแบบ Open Data (ไฟล์ที่นำไปประมวลผลต่อได้)
  • ประชาชนและภาควิชาการตรวจสอบและติดตามการใช้งบประมาณได้อย่างไม่ยากลำบาก
  • สร้างความยั่งยืนทางการคลัง ความโปร่งใส และประสิทธิภาพ
  • ประเทศเห็นภาพรวมทางการคลังทั้งหมด
  • รัฐสภามีอำนาจพิจารณาแผนงบประมาณรายได้-รายจ่าย และการก่อหนี้สาธารณะทั้งหมดตั้งแต่ขั้นต้น (Pre-budget Statement) ก่อนการจัดทำงบประมาณในรายละเอียด
  • มีกฎการคลังที่รัดกุม เพิ่มขึ้น
  • มีการกำหนดเพดานอัตราภาระการชำระดอกเบี้ยต่อรายได้สุทธิของรัฐ
  • ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานสะท้อนผลลัพธ์ที่จับต้องได้
  • ข้อมูลการจัดทำงบประมาณถูกเปิดเผยอย่างครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน ในรูปแบบ Open Data (เช่น ไฟล์ Excel ที่คอมพิวเตอร์ประมวลผลได้)
  • มีการเปิดช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตาม วิเคราะห์ และตรวจสอบงบประมาณอย่างมีความหมาย
  • เพิ่มความโปร่งใสของข้อมูล
  • การกำหนดงบประมาณรายจ่ายมาจากโครงการที่จำเป็นจริงๆ
  • PBO มีอำนาจหน้าที่ในการศึกษาวิเคราะห์และเข้าถึงข้อมูลเพื่อตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารได้อย่างเต็มศักยภาพ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ภาควิชาการ
  • หน่วยงาน
  • รัฐบาล
  • รัฐสภา
  • ประเทศ
  • คณะรัฐมนตรี
  • สำนักงบประมาณ
  • กระทรวง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • วิกฤตการขาดดุลดิจิทัล (Digital Trade Deficit): เม็ดเงินมหาศาลกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี ไหลออกนอกประเทศผ่านแพลตฟอร์มต่างชาติ ทั้งค่าโฆษณาออนไลน์, บริการคลาวด์ (Cloud), ซอฟต์แวร์ (Software) และสตรีมมิ่ง (Streaming) ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าการส่งออกข้าวทั้งปีของไทย
  • การสูญเสียรายได้ภาษี: รายได้เหล่านี้มักถูกบันทึกบัญชีที่บริษัทแม่ในต่างประเทศ เช่น ไอร์แลนด์ หรือสิงคโปร์ ทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการเก็บ ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax) อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
  • ตัวเลขเศรษฐกิจคลาดเคลื่อน: ปัจจุบันยอดขาดดุลสินค้าดิจิทัลยังไม่ถูกรวมในการคำนวณ ดุลการค้า (Trade Balance) ของประเทศอย่างเป็นทางการ ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจดูดีเกินความเป็นจริง และบดบังปัญหาที่ผู้ประกอบการเทคโนโลยีไทย (Thai Tech Startup) กำลังเผชิญ

จะทำอะไร (Action)

  • เสนอนโยบายเร่งด่วนเพื่อ "ลดการขาดดุล และสร้างดุลยภาพทางดิจิทัลใหม่"
  • สนับสนุนการส่งออกเทคโนโลยีไทยไปต่างประเทศ
  • ให้ กระทรวงพาณิชย์ และ สภาพัฒน์ (สศช.) กำหนดนิยามและรวบรวมตัวเลขการนำเข้า "สินค้าและบริการดิจิทัล" อย่างเป็นทางการ
  • ให้ กระทรวงพาณิชย์ และ สภาพัฒน์ (สศช.) นำไปคำนวณรวมกับการขาดดุลของประเทศ บรรจุตัวเลข "การขาดดุลดิจิทัล" เข้าไปในระบบบัญชีเศรษฐกิจและดุลการค้าของประเทศ
  • ให้ กรมสรรพากร เร่งตรวจสอบและดึงบริษัทแพลตฟอร์มต่างชาติที่ยังไม่อยู่ในระบบ E-Service Tax (ซึ่งปัจจุบันมี 202 ราย) เข้าสู่ระบบเพิ่มเติม โดยเฉพาะกลุ่มเว็บพนันหรือบริการเฉพาะกลุ่ม
  • ให้ กรมสรรพากร เจรจาเชิงนโยบายเพื่อจูงใจหรือกำหนดเงื่อนไขให้บริษัท Tech ยักษ์ใหญ่ที่มีรายได้ในไทยสูง (เช่น Social Media, Cloud Provider) ต้องจดทะเบียนและบันทึกรายได้ในไทย (Local Revenue Booking)
  • ให้ BOI และ กระทรวง DE กำหนดเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำหรับ Data Center และ Cloud Region ใหม่ที่กำลังจะเข้ามาลงทุน
  • ในเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุน: เพิ่มสัดส่วนท้องถิ่น เช่น วัสดุก่อสร้าง
  • ในเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุน: เพิ่มสัดส่วนการจ้างงานบุคลากรไทยในตำแหน่งสำคัญ
  • ในเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุน: การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) ร่วมกับสถาบันการศึกษา
  • ผลักดันให้ไทยเป็น Hub ของ Cloud Technology อย่างแท้จริง
  • ภาครัฐและเอกชนต้องมีนโยบายจัดซื้อจัดจ้างที่เอื้อต่อสินค้าและบริการดิจิทัลของคนไทย (Buy Thai First) ให้ นโยบายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ กำหนดสัดส่วนการใช้งบประมาณด้านเทคโนโลยี (เช่น Cloud, Software, MarTech) ว่าต้องใช้บริการจากผู้ประกอบการสัญชาติไทย (Thai Tech Startup) ในสัดส่วนที่กำหนด

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน
  • ลดการขาดดุล
  • สร้างดุลยภาพทางดิจิทัลใหม่
  • เห็นสถานะที่แท้จริง
  • สามารถ กำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจมหภาค
  • ไทยเป็น Hub ของ Cloud Technology อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ที่ตั้งเครื่อง Server
  • สร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนไทย
  • ผู้ประกอบการเทคโนโลยีไทย (Thai Tech Startup)
  • สถาบันการศึกษา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การรุกคืบของทุนต่างชาติ: ธุรกิจไทยเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากแพลตฟอร์มดิจิทัลขนาดใหญ่และสินค้าราคาถูกที่เข้ามาตัดราคาจนทำลายอุตสาหกรรมการผลิตของไทย
  • อุปสรรคเชิงโครงสร้าง: ปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคผลิตและบริการ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และภาวะหนี้ครัวเรือนที่ฉุดกำลังซื้อลงอย่างต่อเนื่อง
  • ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ได้รับผลกระทบหนักกว่าธุรกิจใหญ่ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชั่วคราวไม่สามารถแก้ปัญหาระยะยาวได้ จึงต้องมีการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

จะทำอะไร (Action)

  • นำเทคโนโลยีอย่างซอฟต์แวร์บัญชี, ระบบขายหน้าร้าน (POS) และระบบจ่ายเงินออนไลน์ เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพและแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน
  • ดำเนินการมาตรการปกป้อง SMEs ภายใต้กฎเกณฑ์การแข่งขันที่เป็นธรรม
  • พัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลให้เป็นเครื่องยนต์การเติบโตตัวใหม่
  • ส่งเสริมการใช้ซอฟต์แวร์ เช่น บัญชี, POS, ระบบจัดการทรัพยากรองค์กร (ERP), ระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) และ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI) ของผู้ประกอบการไทย ตามบัญชีบริการของ DEPA
  • ใช้มาตรการลดภาษีนิติบุคคล คูปองส่วนลด (Voucher) เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินกู้
  • จูงใจให้ SME จดทะเบียนนิติบุคคลและเข้าระบบภาษีอย่างถูกต้อง
  • สร้างระบบหวยใบเสร็จ เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคเลือกซื้อของจากร้านที่เข้าระบบ
  • ใช้ พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า กำกับดูแลแพลตฟอร์มต่างชาติไม่ให้ทุ่มตลาด ตัดราคา หรือเอาเปรียบธุรกิจไทย เร่งรัดกฎหมายฉบับใหม่
  • แก้ปัญหาคุณภาพชีวิต (ประปาสะอาด, รถเมล์ไฟฟ้า, มิเตอร์อัจฉริยะ) ด้วยเทคโนโลยีที่ผลิตในไทยและใช้ชิ้นส่วนในประเทศเป็นหลักเพื่อสร้างงานท้องถิ่น
  • สนับสนุนสตาร์ทอัพ (Startup) ไทยด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
  • รัฐลงทุนพัฒนาซอฟต์แวร์มาตรฐาน (ERP, CRM, AI) ด้วยเทคโนโลยีรหัสเปิด (Open Source) และเปิดเผยซอร์สโค้ด (Source Code) ตามหลัก "เงินสาธารณะเพื่อรหัสสาธารณะ" (Public Code Public Money)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ธุรกิจไทยมีการยกระดับด้วย Digital & AI
  • เพิ่มประสิทธิภาพSME
  • แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน
  • SME ได้รับการปกป้องภายใต้กฎเกณฑ์การแข่งขันที่เป็นธรรม
  • อุตสาหกรรมดิจิทัลได้เป็นเครื่องยนต์การเติบโตตัวใหม่ (Growth Engine)
  • แก้ปัญหาคุณภาพชีวิตคนไทย
  • ผู้ซื้อสินค้ามีโอกาสลุ้นโชคจากใบกำกับภาษี
  • SME ได้รับการจดทะเบียนนิติบุคคลและเข้าระบบภาษีอย่างถูกต้อง
  • แพลตฟอร์มต่างชาติถูกกำกับดูแลไม่ให้ทุ่มตลาด ตัดราคา หรือเอาเปรียบธุรกิจไทย
  • สร้างงานท้องถิ่น
  • ลดการขาดดุลเทคโนโลยี
  • สตาร์ทอัพไทยออกไปแข่งขันในระดับโลก
  • ลดค่าลิขสิทธิ์ (License) ให้ภาคเอกชน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ธุรกิจไทย
  • SME (ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม)
  • สตาร์ทอัพ
  • ผู้ประกอบการไทย
  • ภาคเอกชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • มาตรการภาษีทำได้ทันที (เกี่ยวกับ Action: ลดภาษีนิติบุคคล)
  • เพิ่มปริมาณคูปองในปีงบประมาณถัดไป (เกี่ยวกับ Action: คูปองส่วนลด)
  • อนุมัติระบบหวยใบเสร็จเข้า ครม. ได้ทันที (เกี่ยวกับ Action: หวยใบเสร็จ)
  • เตรียมระบบและใช้งานจริงระบบหวยใบเสร็จภายใน 100 วันแรก (เกี่ยวกับ Action: หวยใบเสร็จ)
  • ดำเนินการตามกฎหมายเดิมเพื่อปกป้อง SMEได้ทันที (เกี่ยวกับ Action: ใช้ พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า)
  • ออกประกาศฉบับย่อยเกี่ยวกับกฎหมายใหม่ใน 3-6 เดือน (เกี่ยวกับ Action: เร่งรัดกฎหมายฉบับใหม่)
  • ออกประกาศนโยบายเพื่อแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตได้ทันที (เกี่ยวกับ Action: เปลี่ยนปัญหาเป็นอุตสาหกรรม)
  • เริ่มเห็นผลการแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตและสร้างงานในปีงบประมาณถัดไป (เกี่ยวกับ Outcome: สร้างงานท้องถิ่น)
  • เริ่มการสนับสนุนสตาร์ทอัพด้วยจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในปีงบประมาณถัดไป (เกี่ยวกับ Action: เลือกซื้อบริการดิจิทัลของคนไทยก่อน)
  • เห็นผลชัดเจนการสนับสนุนสตาร์ทอัพในปีที่ 3-4 (เกี่ยวกับ Outcome: สร้างฐานการเติบโตให้สตาร์ทอัพไทย)
  • วางสเปกมาตรฐานซอฟต์แวร์ใน 6 เดือนแรก (เกี่ยวกับ Action: รัฐลงทุนพัฒนาซอฟต์แวร์)
  • เริ่มพัฒนาซอฟต์แวร์สำคัญโดยรัฐใน 1 ปีแรก (เกี่ยวกับ Action: รัฐลงทุนพัฒนาซอฟต์แวร์)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 13.1) ว่า '200 ล้านบาท/ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 13.1) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การพัฒนาระบบจัดการเรียนรู้แห่งชาติ (NDLP) หรือการแจกแท็บเล็ตในอดีต ขาดการวางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและเกิดความล่าช้า ทำให้ "เมกะโปรเจกต์" เหล่านี้ยังไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในการศึกษาไทยได้จริง
  • ขาดฐานข้อมูลกลางที่มีคุณภาพ (Big Data) ทำให้กระทรวงฯ และสถานศึกษาประเมินผลสัมฤทธิ์และออกแบบนโยบายได้ไม่ตรงจุด ส่งผลให้การจัดสรรงบประมาณกระจายไปไม่ถึงพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือจริง

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีทางการศึกษาในทุกห้องเรียนใน 4 กลุ่มเป้าหมาย นักเรียน เข้าถึงช่องทางในการเรียนรู้ผ่านระบบดิจิทัล เข้าถึงคลังเนื้อหา ทุกวิชา ทุกระดับชั้น และระบบ AI Personalised Learning ครู เข้าถึงตัวช่วยในการออกแบบแผนการสอนให้กับนักเรียนในห้องเรียน วิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อนของนักเรียนรายบุคคล ช่องทางออนไลน์ในการแลกเปลี่ยนแผนการสอน องค์ความรู้ ระหว่างครูทั่วประเทศ สถานศึกษาเข้าถึงระบบในการบริหารจัดการทรัพยากรของสถานศึกษาระบบบริหารจัดการงบประมาณของสถานศึกษา กระทรวง เข้าถึงฐานข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของเด็กทั่วประเทศ
  • ลงทุนในการพัฒนา “ระบบการเรียนรู้แห่งชาติ” โดยส่วนกลาง เพื่อเป็นระบบขั้นพื้นฐาน ที่นักเรียนและครูในทุกสถานศึกษาเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้
  • ออกแบบระบบให้รองรับการให้บริการและการเข้าถึงข้อมูล โดยพิจารณาต่อยอดจากระบบจัดการเรียนรู้แห่งชาติ (NDLP) ที่มีการลงทุนไปแล้ว
  • จัดสรรอุปกรณ์ (เช่น แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ก) เริ่มต้นจากการนำร่องและประเมินผล ก่อนขยายผลไปทั่วประเทศ
  • กำหนดให้ทุกสถานศึกษามีบุคลากรด้านเทคโนโลยีอย่างน้อย 1 คน (Digital Champion) ทำหน้าที่อบรมครูภายในสถานศึกษาให้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี
  • ปลดล็อกและจัดสรรงบประมาณให้สถานศึกษา ลงทุนในเทคโนโลยีด้านการศึกษาที่เหมาะสมกับความต้องการของสถานศึกษา
  • ปลดล็อกให้สถานศึกษามีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการนำงบรายหัว (ที่ปัจจุบันแบ่งออกเป็น 5 ด้าน) มาใช้ในการจัดซื้อบริการเทคโนโลยีด้านการศึกษาสำหรับแต่ละสถานศึกษา (เช่น โปรแกรมเพื่อการเรียนการสอน สื่อการสอนออนไลน์ อุปกรณ์ดิจิทัลเสริม)
  • ปรับปรุงและใช้ประโยชน์จาก “กองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา” ที่มีอยู่แล้ว

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • โรงเรียนซื้อ EdTech เองได้
  • นักเรียนทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ
  • ลดภาระงานธุรการและคืนครูสู่ห้องเรียน
  • ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
  • สถานศึกษา เข้าถึงระบบในการบริหารจัดการทรัพยากร
  • กระทรวง เข้าถึงฐานข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของเด็กทั่วประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • นักเรียน
  • ครู
  • สถานศึกษา
  • กระทรวง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 12.1) ว่า '130,000 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • งบรายหัว
  • กองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 12.1) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ และอาจเลือกใช้การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือการใช้เงินจากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย การออกพันธบัตรรัฐบาล หรือแหล่งเงินอื่น ทั้งนี้ การดำเนินการทั้งหมดจะปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะอย่างเคร่งครัด'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความล่าช้าและสิ้นเปลืองทรัพยากร: ในการพิจารณาคดี โดยเฉพาะการสืบพยาน ผู้พิพากษายังคงต้อง บันทึกคำเบิกความพยานด้วยการสรุปความ และบันทึกเสียงไว้ หลังจากนั้นต้องให้พยานตรวจสอบและลงลายมือชื่อรับรองอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นการ สิ้นเปลืองเวลาและทรัพยากร เป็นอย่างมาก
  • ความเสี่ยงในการคลาดเคลื่อนของข้อมูล: การบันทึกคำเบิกความโดยการสรุปความของผู้พิพากษา อาจเกิดข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อน ของข้อมูลที่ไม่ตรงกับคำเบิกความจริงของพยานได้

จะทำอะไร (Action)

  • ตราพระราชบัญญัติเฉพาะ เพื่อใช้เป็น กฎหมายกลาง ในการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศ มาปรับใช้ในกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ
  • ปฏิรูปการทำงานของศาลสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ
  • แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายโดยให้มีการเสนอคดีต่อศาลผ่านระบบ e-Filing เป็นหลัก (Digital-First) และให้การใช้กระดาษเป็นเพียงข้อยกเว้นเท่านั้น
  • กำหนดให้ฝ่ายบริหาร (เช่น กระทรวงที่เกี่ยวข้องด้านเทคโนโลยี) เป็นผู้จัดทำและสนับสนุนระบบ e-Filing แทนฝ่ายตุลาการ
  • นำระบบ e-Hearing รวมถึงเทคโนโลยี Speech-to-Text (Live Transcription) หรือการถอดเสียงแบบทันท่วงที มาปรับใช้ในกระบวนการสืบพยาน
  • นำคำพิพากษาฉบับเต็มเข้าสู่ระบบ Public Online Database สร้างความโปร่งใสด้วยฐานข้อมูลออนไลน์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • กระบวนการยุติธรรมสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส
  • พลเมือง มีความสะดวก
  • การพัฒนาระบบมีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานสากล
  • ผู้พิพากษาไม่ต้องเสียเวลาบันทึกคำเบิกความด้วยการสรุปความ
  • ลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูล
  • เพิ่มความรวดเร็วในการพิจารณาคดี
  • สาธารณชนสามารถเข้าถึงคำพิพากษาได้
  • สร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในกระบวนการตัดสินคดีของศาล
  • ส่งเสริมการวิจัยทางกฎหมาย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • พลเมือง
  • ผู้พิพากษา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การศึกษาในเรือนจำไม่ทั่วถึงและจำกัด
  • ระบบการศึกษาในเรือนจำปัจจุบันจำกัดอยู่เฉพาะหลักสูตรพื้นฐาน หรือโครงการเฉพาะจากสถาบันบางแห่ง (เช่น กศน. หรือมหาวิทยาลัยบางแห่ง) เท่านั้น ทำให้ผู้ต้องขังจำนวนมาก ขาดโอกาสในการพัฒนาทักษะอาชีพ หรือเรียนต่อในสาขาใหม่ ๆ อย่างทั่วถึง
  • ทักษะผู้ต้องขังไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงานยุคใหม่
  • ผู้ต้องขังที่ขาดโอกาสในการเรียนรู้ทักษะเหล่านี้มักประสบปัญหา ไม่สามารถหางานได้เมื่อพ้นโทษ หรือมีโอกาสกลับไปอยู่ในวงจรเดิม นำไปสู่การ “กระทำผิดซ้ำ” สูง

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างห้องเรียนออนไลน์เพื่อคืนคนสู่สังคมในเรือนจำทุกแห่ง
  • จัดซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์) ของส่วนกลางในแต่ละเรือนจำให้เพียงพอ
  • ระบบการเรียนออนไลน์ต้องปลอดภัย โดยไม่เปิดให้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตภายนอก เพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและการควบคุม
  • แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 43 (สิทธิในการได้รับการศึกษา) โดยเพิ่มข้อความ “การเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่”
  • จัดทำ แพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ของประเทศ ที่เชื่อมต่อระบบ e-Learning ของกรมราชทัณฑ์ (ซึ่งมีระบบความปลอดภัย) เข้ากับ Thai MOOC ภายใต้กระทรวง อว. เพื่อให้ผู้ต้องขังเข้าถึงหลักสูตรจากมหาวิทยาลัย และ กศน. ที่หลากหลายขึ้น
  • จัดให้มีแพลตฟอร์มออนไลน์ และออกแบบหลักสูตรร่วมกับเครือข่ายสถาบันการศึกษา รวมถึงออกใบรับรอง โดย Thai MOOC สังกัด กระทรวง อว.
  • พัฒนาและรับรองการเรียนเพื่อ เทียบโอนผลการเรียนสู่การจ้างงานจริง โดย สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ
  • จัดทำ ระบบล็อกอินเฉพาะรายบุคคล เพื่อเก็บข้อมูลการเรียนรู้ของผู้ต้องขังแบบต่อเนื่อง
  • ยกระดับระบบ e-Learning เดิมให้สามารถรองรับวิดีโอสตรีมมิ่ง, การทดสอบออนไลน์ และระบบสะสมผลการเรียน (Credit Bank) เป็นต้น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้ต้องขัง เข้าถึงหลักสูตรมหาวิทยาลัยและทักษะดิจิทัล
  • ยกระดับความรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคปัจจุบัน
  • ส่งเสริมการลดการกระทำผิดซ้ำ
  • ผู้ต้องขังมี ทางเลือกใหม่ ๆ ในการดำเนินชีวิตเมื่อกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพ
  • ผู้ต้องขัง เข้าถึงหลักสูตรจากมหาวิทยาลัย และ กศน. ที่หลากหลายขึ้น
  • เรือนจำสามารถใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
  • ผลการเรียน เทียบโอนสู่การจ้างงานจริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ต้องขัง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ขาดการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน: หน่วยงานหลักในกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ, อัยการ, ศาล, และกรมราชทัณฑ์) ต่างมีระบบฐานข้อมูลของตนเองที่แยกออกจากกัน ทำให้ไม่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ไม่สามารถติดตามเส้นทางผู้กระทำผิดได้ครบวงจร: เนื่องจากข้อมูลไม่เชื่อมต่อกัน ภาครัฐจึงขาดเครื่องมือในการติดตามเส้นทางของผู้กระทำผิด ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่กระบวนการจนถึงวันที่พ้นโทษและกลับคืนสู่สังคม
  • ขาดข้อมูลเพื่อการป้องกัน: การขาดฐานข้อมูลที่บูรณาการกัน ทำให้ไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์เพียงพอในการออกแบบมาตรการเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ
  • ปัญหาข้อมูลแยกส่วนภายในกรมราชทัณฑ์: แม้แต่ในหน่วยงานเดียวอย่างกรมราชทัณฑ์ ยังมีระบบฐานข้อมูลย่อยถึง 17 ระบบ ที่ไม่เชื่อมโยงกันเอง ทำให้การเห็นภาพรวมของผู้ต้องขังทำได้ยาก
  • อุปสรรคต่อการคืนคนดีสู่สังคม: ความไม่เป็นเอกภาพของข้อมูลส่งผลโดยตรงต่อการวิเคราะห์ ประเมิน และการพัฒนาระบบราชทัณฑ์เพื่อลดการกระทำผิดซ้ำอย่างเป็นระบบ

จะทำอะไร (Action)

  • การดำเนินการจะเน้นที่การบูรณาการข้อมูล (Integration) การสร้างโปรไฟล์ (Profiling) และการจับคู่ (Matching)
  • จัดตั้ง "ระบบฐานข้อมูลกลางกรมราชทัณฑ์" เพื่อบูรณาการข้อมูลทั้งหมดของผู้ต้องขังในแต่ละเรือนจำเข้าด้วยกัน
  • รวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกหน่วยงานภายในกรมราชทัณฑ์ เรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศไว้ในฐานข้อมูลเดียว
  • จัดทำโปรไฟล์ดิจิทัลผู้ต้องขังรายบุคคลเพื่อวิเคราะห์ความต้องการฟื้นฟูเฉพาะด้าน ทั้งประวัติคดี สุขภาพ พฤติกรรมในเรือนจำ ไปจนถึงข้อมูลการศึกษา, การฝึกอาชีพ และหลักสูตรฟื้นฟูพฤตินิสัยที่เข้าร่วม เพื่อเตรียมความพร้อมคืนคนสู่สังคม
  • วิเคราะห์และประเมินความต้องการฟื้นฟูเฉพาะบุคคล
  • เชื่อมข้อมูลทักษะและหลักสูตรที่ผู้ต้องขังผ่าน กับระบบจัดหางานของกระทรวงแรงงาน
  • จัดเก็บใบรับรองดิจิทัล: สำหรับหลักสูตรฝึกอาชีพ และการเรียนในเรือนจำ เพื่อใช้ยืนยันทักษะเมื่อสมัครงาน
  • จัดให้มีระบบติดตามและประเมินผลการฟื้นฟูผู้ต้องขังอย่างต่อเนื่องหลังพ้นโทษ
  • ติดตามสถานะของผู้พ้นโทษ: เช่น การมีงานทำ, การมีที่อยู่อาศัย, การกระทำผิดซ้ำ
  • บูรณาการข้อมูลร่วมกับกรมคุมประพฤติและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดการกระทำผิดซ้ำ
  • ผู้ต้องขัง สามารถคืนสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมีคุณภาพ
  • ลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ
  • อำนวยความสะดวกในการหางาน
  • ได้ ประเมินประสิทธิผลของการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ต้องขัง
  • ผู้พ้นโทษ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การจัดการภัยพิบัติที่ขาดความเข้าใจ: แม้รัฐจะมีกลไกการจัดการภัยพิบัติตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ แต่การปฏิบัติงานจริง กลับดำเนินการแบบขาดความเข้าใจ และไม่เป็นไปตามกลไกของแผนที่ถูกวางไว้ การจัดการภัยพิบัติที่ผ่านมาถูกจัดการด้วยความสับสน และใช้กฎหมายที่ซ้ำซ้อน ทำให้เกิดปัญหาผู้บัญชาการเหตุการณ์หลายคน และยังเน้นการสั่งการจากส่วนกลาง ทำให้ท้องถิ่นขาดทรัพยากรในการจัดการภัยระดับพื้นที่ ขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นหน่วยงานบัญชาการหลักได้อย่างเต็มศักยภาพ งบประมาณส่วนใหญ่ของประเทศจากทุกหน่วยงานยังลงไปที่การก่อสร้างเพื่อซ่อมแซม (Hard Infrastructure) มากกว่าการลงทุนในระบบเตือนภัยและการจัดการโดยชุมชน อีกทั้งการจัดสรรงบประมาณยังไม่ได้คำนึงถึงการลดความเสี่ยงภัยพิบัติอีกด้วย
  • การแจ้งเตือนที่ "บอกให้รู้" แต่ "ไม่บอกให้รอด": แม้จะมีระบบ การส่งข้อความแจ้งเตือนภัยผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ (Cell Broadcast) แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นเพียง "Informational Alert" (แจ้งข่าวสาร) ยังขาด "Emergency Alert" (การเตือนภัยฉุกเฉิน) ที่ระบุเวลา สถานที่ และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ทำให้ประชาชนอพยพไม่ทันเวลา อีกทั้งยังขาดการแจ้งเตือนด้วยระบบอื่น ๆ ให้เต็มศักยภาพ ทั้งในส่วนของ หอเตือนภัย วิทยุ และโทรทัศน์
  • การบัญชาการที่ล่าช้าและระบบข้อมูลที่แยกส่วน: เมื่อเกิดเหตุจริง การตั้งศูนย์บัญชาการมักเกิดขึ้น "หลังเกิดภัย" ไม่ใช่ "ทันทีที่คาดว่าจะเกิดภัย" ตามที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 นอกจากนี้ การบัญชาการเหตุการณ์ยังขาดระบบฐานข้อมูลกลางในการระบุพิกัดผู้ขอความช่วยเหลือ เพื่อปฏิบัติการร่วมกับทีมกู้ภัยและมูลนิธิต่าง ๆ ทำให้การช่วยเหลือซ้ำซ้อนและตกหล่น
  • ระบบเยียวยาที่ล้าสมัยและล่าช้า: การชดเชยความเสียหายยังพึ่งพาระบบเอกสารและการทำประชาคมหมู่บ้าน ซึ่งใช้เวลานานและเสี่ยงต่อการตกหล่น แทนที่จะใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมในการยืนยันพื้นที่เสียหายเพื่อโอนเงินเข้าบัญชีประชาชนโดยตรง แม้ระเบียบเปิดช่องให้จังหวัดออกแบบเกณฑ์เพิ่มเติมได้ แต่แทบไม่ถูกนำมาใช้ เพราะไม่ได้มีการเปิดช่องให้ท้องถิ่น รวมถึงภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็น
  • ปัญหาความล่าช้าของการวิเคราะห์ข้อมูล ในการแจ้งเตือนแผ่นดินไหว ที่ปัจจุบันกรมอุตุฯต้องใช้เวลาถึง 4-10 นาทีหลังเกิดเหตุในการแจ้งเตือนภัยให้กับประชาชน
  • ปัญหาเชิงระบบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น การขาดความต่อเนื่องของประกันภัย/ การไม่สามารถต่อทะเบียนรถยนต์ที่มีการดัดแปลงเพื่อใช้ในภารกิจด้านการจัดการภัยพิบัติของมูลนิธิหรืออาสาสมัคร
  • ปัญหาที่ปัจจุบันอปพร.ต้องทำงานมากกว่า 8 ชั่วโมงถึงจะได้ค่าตอบแทน 300 บาท หากไม่ใช่อปพร. ต้องใช้ระเบียบฯค่าเดินทางมาเป็นค่าตอบแทน ที่ต้องทำงานมากกว่า 12 ชั่วโมง ถึงจะได้ค่าตอบแทน 240 บาท

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูป ปภ.: ปรับโครงสร้างการทำงานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  • จัดทำแผนที่ระบุความเสี่ยงรายพื้นที่ (ไม่ใช่แค่แผนที่แสดงภัย)
  • ส่งเสริมให้ชุมชนสามารถจัดการภัยพิบัติ
  • แก้ไขพ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมตรวจสอบการปฏิบัติงานจริงทั้งหมดของภัยแต่ละระดับตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ปี 2565-2570
  • ยกร่างแผนแม่บทฉบับใหม่ปี 2571-2575
  • กำหนดตัวชี้วัดระยะยาว
  • รื้อระบบการเตือนภัย: กำหนดอำนาจและขั้นตอนของการเตือนภัยทุกประเภท
  • เปลี่ยนระบบการแจ้งเตือนแผ่นดินไหวจากปัจจุบันที่ต้องใช้เวลา 4-10 นาที มาเป็นระบบ Integrated Primary seismic waves
  • นำค่าพยากรณ์ปริมาณน้ำฝนสะสมมาจำลอง (simulation) เพื่อคาดการณ์พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบพร้อมระดับการท่วมของน้ำให้ประชาชนล่วงหน้า
  • พัฒนาระบบรับข้อมูลการแจ้งเตือนโดยภาคประชาชนโดยให้มีการสะสมคะแนนนักแจ้งเตือนภาคประชาชนด้วย
  • ออกเป็นมติของคณะกรรมการบริหารระบบเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
  • กระจายอำนาจเตือนภัย: กำหนดอำนาจท้องถิ่นและชุมชนแจ้งเตือนแบบ Emergency alert
  • จัดเตรียมและตรวจสอบความพร้อมของศูนย์อพยพในพื้นที่เสี่ยงตามวงรอบ ก่อนเข้าช่วงฤดูกาลเสี่ยงภัย
  • ตั้งศูนย์บัญชาการตามระดับภัย ไม่ว่าจะเป็นระดับท้องถิ่น ไปจนถึงระดับชาติ
  • ดำเนินการด้วย ระบบ Single Command จากผู้บัญชาการเหตุการณ์แบ่งตามระดับภัย
  • ยกระดับภารกิจของกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องการช่วยเหลือภารกิจภัยพิบัติ เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการจัดทำแผนจัดการขยะในภาวะวิกฤต กระทรวงสาธารณสุขในการยกระดับการช่วยเหลือเคสเร่งด่วนทางอากาศ และทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต (MCATT) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการเตรียมอาหารบรรจุภัณฑ์พร้อมทานสำหรับภาวะวิกฤต หรือ การกำหนดกลไกการบัญชาการภัยพิบัติของกระทรวงกลาโหม ให้ตรงกับแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ
  • จัดทำแพลตฟอร์มระบบบัญชาการที่สามารถระบุพิกัดพื้นที่ประสบภัย พิกัดผู้ขอความช่วยเหลือ จับคู่กับทีมกู้ภัย และติดตามผลการช่วยเหลือได้
  • เปิดระบบฐานข้อมูลกลางให้มูลนิธิและอาสาสมัครลงทะเบียนล่วงหน้า
  • เชื่อมโยงฐานข้อมูลดังกล่าวเข้ากับระบบการขอใบอนุญาตต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของมูลนิธิและอาสาสมัคร
  • ออกระเบียบปรับค่าตอบแทนให้สมเหตุสมผล
  • แก้ไขระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย พร้อมหลักเกณฑ์การเยียวยาของภัยแต่ละประเภท
  • ให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการใช้เงินทดรองราชการในส่วนของการ ป้องกัน/ยับยั้ง “ก่อนเกิดเหตุ” และในส่วนของการช่วยเหลือผู้ประสบภัยใน “ขณะเกิดเหตุ” รวมถึงการตัดสินใจออกแบบการใช้เงินทดรองราชการ “นอกเหนือ”หลักเกณฑ์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ปกป้องการสูญเสียและชีวิตของประชาชน
  • ปภ.มีประสิทธิภาพ โดยการปรับตัวชี้วัดอ้างอิงบนฐานความเสี่ยงภัย
  • ใช้กำหนดงบประมาณตามระดับความเสี่ยงจริง แก้ปัญหามือใครยาวสาวได้สาวเอา
  • ชุมชนสามารถจัดการภัยพิบัติได้อย่างเข้มแข็ง (Community Based Disaster Risk Management)
  • ยกระดับการจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติของไทยให้เท่าทันโลก
  • แก้ไขปัญหาความล่าช้าของการวิเคราะห์ข้อมูล
  • ระบบ Integrated Primary seismic waves ที่สามารถแจ้งเตือนแผ่นดินไหวได้ภายใน 1-2 นาทีหลังเกิดเหตุ
  • คาดการณ์พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบพร้อมระดับการท่วมของน้ำให้ประชาชนล่วงหน้า
  • ปรับเพิ่มระบบการแจ้งเตือนในสภาวะฉุกเฉิน (Emergency Alert) เพื่อใช้ในการเตรียมการและอพยพล่วงหน้าอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่มีเพียงการแจ้งเตือนแบบให้ข้อมูล (Informational Alert)
  • เพื่อการประสานงานที่สะดวกรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุ
  • แก้ไขปัญหาเชิงระบบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น การขาดความต่อเนื่องของประกันภัย/ การไม่สามารถต่อทะเบียนรถยนต์ที่มีการดัดแปลงเพื่อใช้ในภารกิจด้านการจัดการภัยพิบัติของมูลนิธิหรืออาสาสมัคร
  • มี ค่าตอบแทนที่สมเหตุสมผล สำหรับ คนจัดการภัยพิบัติ
  • ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย พร้อมหลักเกณฑ์การเยียวยาของภัยแต่ละประเภท สะท้อนความเป็นจริงและง่ายต่อการเบิกจ่ายมากขึ้น
  • เกิดการใช้เงินที่สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของภัยพิบัติในแต่ละพื้นที่ได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที (ในกรณีเกินศักยภาพงบประมาณของท้องถิ่นที่ใช้ระเบียบว่าด้วยการช่วยเหลือประชาชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ท้องถิ่น
  • มูลนิธิและอาสาสมัคร
  • อปพร.
  • ผู้ประสบภัย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 9.1) ว่า '1,500 ล้านบาท/ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 9.1) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยยังมีความท้าทายในสถาปัตยกรรมข้อมูลสุขภาพ
  • ขาดหน่วยงานระดับชาติที่มีอำนาจตามกฎหมายในการกำกับดูแลระบบข้อมูลสุขภาพโดยรวม ทำให้การกำหนด มาตรฐานข้อมูลสุขภาพ เป็นไปอย่างล่าช้า ไม่ครบถ้วน
  • การขาดหน่วยงานประสานงานการเบิกจ่ายระดับชาติ ทำให้ ข้อมูลเกี่ยวกับการเบิกจ่ายกระจัดกระจาย อยู่ตามกองทุนสุขภาพ เกิดอุปสรรคในการทราบต้นทุนการบริการ ตรวจสอบการเบิกจ่ายซ้ำซ้อน และการตรวจสอบแบบ Real Time
  • มีหน่วยบริการเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วย โดยหน่วยงานที่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ มักอยู่นอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข
  • ผู้ป่วย ไม่มีสมุดพกสุขภาพ ทำให้ต้องตรวจสุขภาพซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย
  • เมื่อระบบไม่มีมาตรฐาน ข้อมูลกระจัดกระจาย บุคลากรสุขภาพต้อง กรอกข้อมูลซ้ำซ้อนหลายโปรแกรม ทำให้เกิดความเครียดและเสียเวลาให้บริการผู้ป่วย
  • การวิเคราะห์ความคุ้มค่า เพื่อพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์สุขภาพขั้นพื้นฐานจึงทำได้ยาก
  • เป็นอุปสรรคสำคัญในการเปลี่ยนไปสู่ระบบการจ่ายค่าชดเชยบริการตามผลลัพธ์สุขภาพ (Value-Based Healthcare)

จะทำอะไร (Action)

  • จัดตั้ง ศูนย์ระบบข้อมูลสุขภาพแห่งชาติ (National Health Data Center) เป็นหน่วยงานในการอำนวยความสะดวกและกำกับนโยบายระบบข้อมูลสุขภาพดิจิทัลของประเทศให้มีมาตรฐาน
  • จัดตั้ง National Clearing House (NCH) เพื่อสร้างเอกภาพข้อมูลธุรกรรมการเบิกจ่ายระหว่างโรงพยาบาลทุกสังกัดกับกองทุนสุขภาพ
  • จัดทำ สมุดพกข้อมูลสุขภาพประจำตัวประชาชน (Personal Health Record) ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงชุดข้อมูลสุขภาพของตนเองได้ผ่านแอปพลิเคชันที่คุ้นเคย (เช่น หมอพร้อม)
  • ปรับปรุงระบบสารสนเทศของหน่วยบริการทุกระดับครั้งใหญ่ ให้มี มาตรฐานเดียวกัน
  • พัฒนากำลังคนสุขภาพดิจิทัลในทุกระดับ เพื่อรองรับการบริหารจัดการและการใช้ประโยชน์จากข้อมูลสุขภาพ
  • ออก พ.ร.บ. ระบบข้อมูลสุขภาพแห่งชาติ (National Health Data Act): เพื่อให้สามารถจัดตั้งหน่วยงานนโยบายและกำหนด มาตรฐานข้อมูลสุขภาพกลางของประเทศ
  • จัดตั้งหน่วยงานสนับสนุนเพื่อพัฒนา สมุดพกประจำตัวผู้ป่วย รวมถึงการวิจัยเพื่อพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ตามแนวคิด Value-Based Healthcare
  • สนับสนุน โครงการอุดหนุนเฉพาะกิจ สำหรับการปรับปรุงฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของ รพ.สต. และหน่วยบริการที่ยังไม่เชื่อมโยง
  • ร่วมกับ อว. และ สธ. พัฒนาศักยภาพกำลังคนด้านระบบข้อมูลสุขภาพ ผ่านระบบการศึกษาและหลักสูตรเพิ่มพูนทักษะสำหรับบุคลากรด้านสารสนเทศในทุกภาคส่วน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เชื่อมโยงประวัติการรักษาของทุกโรงพยาบาลเข้าด้วยกัน
  • การกำหนด มาตรฐานข้อมูลสุขภาพกลางของประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ข้อมูลผู้ให้บริการ ประวัติผู้รับบริการ ข้อมูลการบริการ ไปจนถึงมาตรฐานความปลอดภัยและการใช้ประโยชน์ข้อมูล
  • ลดการตรวจซ้ำซ้อน
  • เพิ่มประสิทธิภาพการรักษา
  • สร้างเอกภาพข้อมูลธุรกรรมการเบิกจ่าย
  • ประชาชน สามารถเข้าถึงชุดข้อมูลสุขภาพของตนเองได้ผ่านแอปพลิเคชันที่คุ้นเคย (เช่น หมอพร้อม)
  • หน่วยบริการที่ยังไม่เชื่อมโยง สามารถเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพตามมาตรฐานได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • โรงพยาบาลทุกสังกัดกับกองทุนสุขภาพ
  • หน่วยบริการทุกระดับ
  • รพ.สต. และหน่วยบริการที่ยังไม่เชื่อมโยง
  • ผู้ป่วย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • โครงการอุดหนุนเฉพาะกิจ
ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบยา เป็นกลไกที่สำคัญของระบบสาธารณสุขไทย โดยมีค่าใช้จ่ายด้านยาคิดเป็นกว่า 29% ของค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลทั้งหมด แต่ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญปัญหาเกี่ยวกับยา 3 ด้านหลัก ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยและค่าใช้จ่ายของประชาชน
  • เชื้อดื้อยา: การใช้ยาปฏิชีวนะเกินจำเป็น นำไปสู่วิกฤตเชื้อดื้อยา
  • อาการไม่พึงประสงค์: ปัญหาการใช้ยาซ้ำซ้อนหรือหลายชนิด โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ รวมถึงการลักลอบปนยาในอาหารเสริม ก่อให้เกิดพิษต่อตับและไต
  • พึ่งพาการนำเข้าสูง: โครงสร้างอุตสาหกรรมยาของไทยยัง อ่อนแอ และพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและยาสำเร็จรูปจากต่างประเทศสูง
  • ราคายาสูง: ขาดมาตรการควบคุมต้นทุนและราคาอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ยาบางรายการมีราคาสูงเกินความจำเป็น
  • กฎหมายและระบบกำกับดูแลยาไทยล้าสมัย ทำให้การควบคุมการสั่งใช้ยาและการจำหน่ายยาควบคุมพิเศษไม่เกิดผลจริง โดยเฉพาะในคลินิกเอกชนที่ไม่มีมาตรการบังคับให้ต้องออกใบสั่งยา
  • ประเทศไทยยัง ไม่มีระบบข้อมูลยาแห่งชาติ และ ระบบใบสั่งยาออนไลน์มาตรฐาน ทำให้ข้อมูลด้านยาตั้งแต่รหัสยา ราคายา การสั่งใช้ยา การเบิกจ่าย กระจัดกระจาย ไม่เชื่อมโยงกัน

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับปรุงกฎหมายยา เพื่อรองรับ ระบบใบสั่งยาแห่งชาติ ที่ใช้ในทุกสถานพยาบาล ทั้งรัฐและเอกชน

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. ยา: เพิ่มบทบัญญัติจัดตั้ง คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. ยา: ยกระดับการควบคุมยาควบคุมพิเศษและวัตถุออกฤทธิ์

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. ยา: กำหนดให้สถานที่จ่ายยาทุกประเภทต้องอยู่ภายใต้ใบอนุญาตขายยา

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. วิชาชีพเภสัชกรรม: ให้สามารถออกข้อบังคับเพื่อกำหนด ขอบเขตงานของแต่ละวิชาชีพ ให้ชัดเจน

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. วิชาชีพเภสัชกรรม: ให้มีมาตรฐานเดียวกันในการประเมินความรู้และทักษะของผู้ประกอบวิชาชีพทุกสาขา

  • ปรับปรุง พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ: ปรับปรุงกฎระเบียบการจัดซื้อจัดหาให้ ยืดหยุ่นขึ้น และเหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของยา

  • จัดตั้งศูนย์กลางด้านการพัฒนาและผลิตยาต้นน้ำของประเทศ

  • สนับสนุนผู้ประกอบการให้ปรับปรุงการผลิตให้ได้มาตรฐานสากล เช่น GMP–PIC/S

  • กำหนด สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน สำหรับโรงงานผลิตวัตถุดิบยา

  • ผลักดันองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เป็นหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงยา

  • ผลักดันการวิจัยและพัฒนายา แล้วเปิดโอกาสให้เอกชนต่อยอด

  • เน้นการผลิตหรือจัดหาวัตถุดิบทางยาที่สำคัญ

  • มุ่งผลิต ยากำพร้า หรือยาจำเป็นที่เอกชนไม่ผลิต

  • รักษาสมดุลด้านราคาและปริมาณยาในช่วงวิกฤต

  • จัดตั้งศูนย์กลางข้อมูลยาแห่งชาติ (NDIC): กระทรวงสาธารณสุขจะจัดตั้ง ศูนย์กลางข้อมูลยาแห่งชาติ เพื่อรวบรวมและบริหารจัดการข้อมูลด้านยาทุกมิติอย่างเป็นระบบ

  • พัฒนา e-Prescription: พัฒนาและบังคับใช้ ระบบใบสั่งยาอิเล็กทรอนิกส์กลาง (e-Prescription) ให้ครอบคลุมทุกสถานพยาบาลและร้านขายยา

  • ส่งเสริมการใช้ยาที่สมเหตุผล และเพิ่มความปลอดภัยของประชาชน

  • รณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจทั้งในฝ่ายวิชาชีพและประชาชน

  • มีการติดตาม/วิเคราะห์เพื่อแก้ขปัญหาการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม หรือไม่สมเหตุสมสมผล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ป้องกันการใช้ยาซ้ำซ้อนและเชื้อดื้อยา
  • ทำให้ราคายาโปร่งใสและตรวจสอบได้ทั่วประเทศ
  • เพื่อให้การใช้จ่ายด้านยามีประสิทธิภาพ คุ้มค่า ยั่งยืน
  • เพื่อให้ข้อมูลการสั่ง–จ่ายยาเชื่อมโยงกัน
  • ช่วยส่งเสริมการใช้ยาที่สมเหตุผลและเพิ่มความปลอดภัยของประชาชน
  • เพื่อเป็นฐานข้อมูลกลางด้านยาตลอดห่วงโซ่
  • เพื่อให้จ่ายยาควบคุมพิเศษและวัตถุออกฤทธิ์ได้เฉพาะตามใบสั่งยาที่ออกโดยผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับอนุญาต
  • เพื่อรองรับระบบใบสั่งยาอิเล็กทรอนิกส์ระดับประเทศ
  • เพื่อให้การปฏิบัติงานของผู้ประกอบวิชาชีพเป็นไปตามหลักวิชาการและปลอดภัยต่อประชาชน
  • เพื่อให้สถานพยาบาลสามารถจัดซื้อยาได้อย่างคล่องตัวและต่อเนื่อง
  • เร่งสร้างขีดความสามารถในการผลิตวัตถุดิบยา (API) และลดการพึ่งพาการนำเข้า
  • ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนด รหัสยาแห่งชาติ (National Drug Code) และ ราคากลางยาแห่งชาติ (National Drug Reference Price) ให้เป็นมาตรฐานกลางสำหรับยาทุกชนิด

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • โรงพยาบาล
  • สถานพยาบาล
  • สถานที่จ่ายยาทุกประเภท
  • โรงงานผลิตวัตถุดิบยา
  • องค์การเภสัชกรรม (อภ.)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ: งบประมาณจำนวนมากไหลออกนอกประเทศเนื่องจากเป็นการจัดหาจากต่างประเทศ โดยขาดกลไกควบคุมที่จะนำไปสู่การส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ
  • ขาดการถ่ายทอดเทคโนโลยี: ด้วยข้อจำกัดด้านอำนาจต่อรองและการขาดนโยบายที่ชัดเจน ทำให้ไทยไม่สามารถใช้การจัดซื้อจัดจ้างนี้เป็นเครื่องมือในการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทยได้
  • ไทยยังคงเป็นเพียง "ผู้ซื้อ" ที่ต้องพึ่งพาต่างชาติต่อไป

จะทำอะไร (Action)

  • ใช้การจัดซื้อต่างประเทศ แลกกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและลงทุนในไทย
  • พรรคประชาชนเสนอให้ดำเนิน นโยบายชดเชยทางเศรษฐกิจ (Offset Policy)
  • เปลี่ยนสถานะของการใช้จ่ายภาครัฐจากการจัดซื้อทั่วไปให้กลายเป็นการ “ลงทุนระยะยาวเชิงรุก”
  • มุ่งเปลี่ยนโครงการรัฐประเภท “ซื้อแล้วจบ” ให้เป็นการสร้างรากฐานเศรษฐกิจ
  • กำหนดให้นโยบายชดเชยเป็นเงื่อนไขภาคบังคับในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่
  • คู่สัญญาจากต่างประเทศต้องดำเนินกิจกรรมความร่วมมือทางเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย ได้แก่:
    • การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer)
    • การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (Research and Development - R&D)
    • การผลิตและการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content)
    • การพัฒนาทรัพยากรบุคคล (Human Resource Development)
  • ตรา พระราชบัญญัติความร่วมมือทางเศรษฐกิจและพัฒนาอุตสาหกรรม พ.ศ. …
  • จัดทำคู่มือแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน
  • มอบหมายให้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นหน่วยงานธุรการและที่ปรึกษาหลักในการวิเคราะห์และเสนอนโยบาย
  • จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายเพื่อกำหนดระเบียบและขับเคลื่อนโครงการในแต่ละอุตสาหกรรมเป้าหมาย
  • กำหนดเกณฑ์มูลค่าโครงการ: โครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ต้องจัดทำกิจกรรมชดเชยทางเศรษฐกิจ
  • กำหนดสัดส่วนการชดเชย: กำหนดมูลค่ากิจกรรมการชดเชยเพิ่มเติมจากงบประมาณโครงการไว้ที่ 20% ของมูลค่าโครงการ
  • กำหนด ตัวคูณทางการชดเชย (Offset Multiplier)
  • วางระบบตั้งแต่การทำคำของบประมาณ การประเมินข้อเสนอ กระบวนการทำสัญญา การวางหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไปจนถึงบทปรับและลงโทษหากไม่ปฏิบัติตามสัญญา
  • กำหนดคุณสมบัติและจัดทำฐานข้อมูลองค์กรรับมอบ (Local Recipients) ทั้งในภาครัฐ สถาบันการศึกษา และเอกชนไทย
  • จัดทำงบประมาณแผ่นดินให้สอดคล้องกับเกณฑ์และสัดส่วนการลงทุนที่กำหนด

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างงานทักษะสูง
  • สร้างรากฐานเศรษฐกิจ
  • ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม
  • สร้างงานที่มีคุณภาพ
  • สร้างความยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจไทย
  • ช่วยให้สามารถประเมินข้อเสนอของคู่สัญญาได้อย่างเป็นธรรม
  • เพื่อให้หน่วยงานเจ้าของโครงการมีทรัพยากรเพียงพอในการบริหารจัดการการชดเชยทางเศรษฐกิจให้เกิดผลสัมฤทธิ์

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ภาครัฐไทย
  • ภาคอุตสาหกรรมไทย
  • เศรษฐกิจไทย
  • คู่สัญญาจากต่างประเทศ
  • อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอนาคต (New Engine of Growth / S-Curve) รวม 11 กลุ่มอุตสาหกรรมที่กำหนดโดย สศช.
  • องค์กรรับมอบ (Local Recipients) ทั้งในภาครัฐ สถาบันการศึกษา และเอกชนไทย
  • หน่วยงานเจ้าของโครงการ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • Outcome: สร้างความยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 8.1) ว่า '4,000 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 8.1) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • กองทัพไทยใช้แรงงานเข้มข้นแต่ขาดเทคโนโลยี
  • งบประมาณประจำปีของกระทรวงกลาโหมกว่า 2 แสนล้านบาท หมดไปกับค่าบุคลากรสูงถึง 53%
  • งบวิจัยเทคโนโลยีมีเพียง 0.6%
  • การซื้ออาวุธเป็นการจ่ายเงินออกนอกประเทศเกือบทั้งหมด
  • ขาดการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ
  • ศักยภาพเอกชนไทยที่ถูกมองข้าม

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
  • เปลี่ยนรายจ่ายเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ
  • เลือกยุทโธปกรณ์เป้าหมาย
  • สนับสนุนสินค้าไทย
  • บังคับใช้ 'นโยบายชดเชยภาคบังคับ'
  • ลดอุปสรรคให้ค้าขายคล่อง
  • ลงทุนวิจัยและหนุนเงินทุน
  • รวมศูนย์การจัดซื้อและดันการส่งออก

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดการซื้ออาวุธจากต่างประเทศ
  • สร้าง 'อธิปไตยทางเทคโนโลยี' ให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
  • ผลิตนวัตกรรมที่ใช้ได้ทั้งในกองทัพและธุรกิจทั่วไป
  • เกิดตำแหน่งงานใหม่ๆ
  • กรอบทางกฎหมายในการรับรองคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • กองทัพไทย
  • ผู้ประกอบการไทย
  • บุคลากรไทย
  • บริษัทที่ลงทุนวิจัย
  • หน่วยงานที่ดูแลด้านการทำมาตรการชดเชย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 8.1) ว่า '4,000 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 8.1) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรเป็นปัญหาเรื้อรังที่บั่นทอนความมั่นคงในอาชีพของเกษตรกรไทยมาอย่างยาวนาน
  • การขาดข้อมูลที่รอบด้านและทันต่อเหตุการณ์ทำให้เกษตรกรตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในกลไกตลาด
  • การจัดเก็บข้อมูลราคาสินค้าเกษตรของไทยยัง "กระจัดกระจาย" ไม่ถูกรวบรวมไว้ที่จุดเดียว โดยข้อมูลแยกกันอยู่ระหว่างกรมการค้าภายในและสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ทำให้ขาดเอกภาพและไม่มีระบบการคาดการณ์หรือเตือนภัยล่วงหน้าอย่างจริงจัง

จะทำอะไร (Action)

  • จัดทำ "ระบบรายงานและเฝ้าระวังราคาสินค้า (Public Dashboard)" ที่เปิดเผยให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้
  • รวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูล: เชื่อมต่อ API และฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กรมการค้าภายใน, สศก., กรมศุลกากร ฯลฯ) เข้าสู่ถังข้อมูลกลาง
  • พัฒนาแพลตฟอร์ม AI: สร้างโมเดลปัญญาประดิษฐ์เพื่อวิเคราะห์แพทเทิร์นของราคาและปัจจัยเสี่ยง เพื่อทำนายแนวโน้มราคาในอนาคต รวมถึงข้อมูลทางการตลาดในประเทศผู้นำเข้าเป้าหมาย
  • จัดทำ Dashboard: พัฒนาหน้าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่แสดงผลข้อมูลเข้าใจง่าย (Data Visualization) สำหรับเกษตรกรและประชาชน
  • ติดตาม และประมวลผล กำหนดให้ผู้รับซื้อสินค้าเกษตรทุกรายต้องรายงานเอกสารการรับซื้อสินค้าเกษตรแบบเรียลไทม์ และ/หรือ เกษตรกรสามารถแจ้งราคารับซื้อได้ทันทีผ่านแอปพลิเคชันที่นิยมใช้ (เช่น ไลน์) และจะทำการประมวลผลโดยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อวิเคราะห์จุดรับซื้อที่มีความผิดปกติ หรือแนวโน้มการรับซื้อที่ผิดปกติ เพื่อไปแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที
  • ตรวจสอบภาคสนาม: ทีมงานลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อระบบ AI ตรวจพบสัญญาณผิดปกติ
  • ประกาศเตือนภัย: เมื่อมีความเสี่ยงที่ราคาจะตกต่ำ ระบบจะออกประกาศเตือนภัยผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรวางแผนจัดการผลผลิตได้ทัน และจะเชื่อมต่อกับมาตรการทางนโยบายที่เตรียมไว้สำหรับการรักษาระดับราคาสินค้าโดยอัตโนมัติ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกษตรกรวางแผนการผลิตได้ทัน
  • ป้องกันวิกฤตราคาตกต่ำอย่างยั่งยืน
  • คืนอำนาจข้อมูลข่าวสารสู่มือประชาชน
  • สามารถคาดการณ์สัญญาณราคาสินค้าตกต่ำได้ล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน
  • มีเวลาเตรียมตัวรับมือและปรับเปลี่ยนแผนการผลิตหรือการตลาด

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • 2 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ปี 2570: 20 ล้านบาท
  • ปี 2571: 20 ล้านบาท
  • รวมงบประมาณในการดำเนินการ 2 ปี: 40 ล้านบาท

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 5.1) ว่า '4,000 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 5.1) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความเสี่ยงถูกผูกขาดในเทคโนโลยี
  • การขาดนโยบายในการพัฒนาด้านอวกาศ

จะทำอะไร (Action)

  • สนับสนุนอุตสาหกรรมอวกาศ
  • ใช้ดาวเทียมและข้อมูลอวกาศจัดการน้ำท่วม ไฟป่า และฝุ่น PM 2.5
  • ลงทุนเทคโนโลยีป้องกันประเทศ
  • ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ '3 เสาหลักอวกาศไทย'
  • เพิ่มขีดความสามารถในการเก็บข้อมูล
  • ปรับปรุงแผนดาวเทียม
  • เปิดข้อมูลสู่สาธารณะ
  • จัดสรรงบประมาณแบบต่อเนื่องหลายปี
  • ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
  • เร่งออกกฎหมายกำกับกิจการอวกาศ
  • เพิ่มสัดส่วนการใช้อุปกรณ์ที่ออกแบบและประกอบในไทยให้ใกล้เคียง 100%

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สามารถแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ
  • สร้างเศรษฐกิจอวกาศ
  • มีความมั่นคงและอธิปไตยทางข้อมูล
  • ส่งเสริมการจดสิทธิบัตรด้านอวกาศ
  • ยกระดับสู่มาตรฐานสากล

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • รัฐ
  • ผู้ประกอบการรายเล็ก
  • นักศึกษา
  • ผู้เชี่ยวชาญ
  • ผู้ประกอบการรายใหญ่

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยต้องยกระดับบทบาทจากเพียง 'ฐานการผลิต' สู่การเป็น 'เจ้าของนวัตกรรมและองค์ความรู้'
  • สินค้าส่งออกของไทยกว่า 40% ต้องพึ่งพาเซมิคอนดักเตอร์
  • การแข่งขันที่รุนแรงในภูมิภาค
  • หากไทยยังไม่มียุทธศาสตร์และมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเป็นรูปธรรม เราจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังในห่วงโซ่อุปทานโลก

จะทำอะไร (Action)

  • ขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเร่งด่วน
  • จัดตั้งกลไกขับเคลื่อนโดยผู้เชี่ยวชาญ
  • สร้างความเชื่อมั่นด้วยงบประมาณต่อเนื่อง
  • สนับสนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
  • ประกาศแผนการจัดซื้อล่วงหน้า
  • มาตรการสนับสนุนแบบ 'เจาะจงรายกลุ่ม'
  • ตั้งศูนย์บ่มเพาะบุคลากร
  • ปฏิรูประบบราชการและวิธีการวัดผล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างมูลค่าเพิ่มและประกันการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างยั่งยืน
  • รัฐจะทำหน้าที่เป็น 'ลูกค้าอ้างอิง' เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ผลิตภัณฑ์เติบโตต่อยอดสู่ตลาดโลกได้
  • ช่วยดึงดูดให้บริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งศูนย์ออกแบบในไทย
  • วัดผลที่ความสำเร็จจริง: ปรับจากการวัด 'จำนวน' แต่สู่การวัดผลลัพธ์ที่ท้าทาย เช่น 'มูลค่าเพิ่มในประเทศ' หรือ 'จำนวนบริษัทไทยที่ไปแข่งในเวทีโลกได้'

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ประกอบการ
  • นักลงทุน
  • นักศึกษาจบใหม่
  • วิศวกร
  • อาจารย์มหาวิทยาลัย
  • บริษัทไทย
  • บริษัทต่างชาติ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • การกระจุกตัวของอำนาจเทคโนโลยี AI ถูกผูกขาดโดยยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ และจีน
  • ภาวะ 'ขาดดุลดิจิทัล' แทบไม่มีบริษัทเทคโนโลยีไทยที่สร้างรายได้จากต่างประเทศ

จะทำอะไร (Action)

  • ใช้ BOI จูงใจบริษัทเทคโนโลยีตั้งศูนย์วิจัยในไทย
  • ส่งคนไทยฝึกงานบริษัทระดับโลก
  • กระจายงานเทคโนโลยีอัจฉริยะลงสู่ท้องถิ่นเพื่อสร้างรายได้ใหม่
  • พัฒนาขีดความสามารถด้าน Digital และ AI
  • วางโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีให้ประเทศไทย
  • สร้างงานทักษะสูงและค่าตอบแทนดีให้คนไทย
  • พัฒนาระบบยืนยันตัวตนกลาง
  • ปฏิรูปกฎหมาย PDPA
  • จัดตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center)
  • ลงทุนชิปประมวลผล AI ในไทย
  • แก้กฎหมายให้โปร่งใส
  • เพิ่มการแข่งขันในภาคโทรคมนาคม
  • แจกคูปอง Upskill/Reskill
  • ดึงดูดบริษัทระดับโลก
  • ส่งคนไทยไปบริษัทระดับโลก
  • สร้างงานในท้องถิ่น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สามารถเริ่มกระบวนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมโทรทัศน์ได้ทันที
  • เริ่มเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการใช้งานจริงและการจ้างงาน
  • สร้างต้นแบบ AI
  • เริ่มใช้งานในพื้นที่นำร่อง
  • เริ่มเห็นผลในปีถัดไป
  • เกิดการจ้างงานในพื้นที่

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชนทั่วไป
  • คนทำงาน
  • นักศึกษาไทย
  • คนไทย
  • บริษัทเทคโนโลยี
  • บริษัทระดับโลก

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ภายในปีแรก เน้นการวางนโยบายและปฏิรูปกฎหมายให้เสร็จสิ้น
  • ในปีถัดไป เริ่มเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการใช้งานจริงและการจ้างงาน

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • จะไม่ปิดกั้นเสรีภาพของสื่อมวลชน
  • จะส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศให้ทันสมัย
  • ส่งเสริมภาครัฐให้จัดทำระบบสารสนเทศหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อให้บริการประชาชน เช่น โครงข่ายอินเทอร์เน็ตโปรแกรมประยุกต์(Application/Mobile Application)
  • ส่งเสริมให้มีการใช้บริการศูนย์สารสนเทศชุมชนให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาชุมชนในด้านต่าง ๆ เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน การนำเสนอผลิตภัณฑ์ของชุมชนหรือโอทอปการขายผลิตภัณฑ์เกษตรผ่านทางเครือข่ายออนไลน์
  • เสริมความรู้ให้กับประชาชน
  • สร้างบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
  • ให้ภาครัฐเป็นหน่วยงานหลักในการใช้เทคโนโลยีของประเทศ
  • สร้างความร่วมมือกับนานาชาติ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นตามสิทธิ เสรีภาพของประชาชน
  • ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้บริการภาครัฐผ่านทางเครือข่ายการสื่อสารโทรคมนาคมที่ได้จัดเตรียมไว้ให้
  • มีการใช้บริการศูนย์สารสนเทศชุมชนให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาชุมชนในด้านต่าง ๆ
  • ชุมชนเกิดความมั่นคง มั่งคั่ง
  • ประเทศไทยมีความมั่นคงในด้านทรัพยากรบุคคล โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีที่สำคัญ และนวัตกรรมที่แข่งขันได้ในระดับสากล

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • สื่อมวลชน
  • ประชาชน
  • ภาครัฐ
  • ชุมชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบเตือนภัยปัจจุบันกระจัดกระจาย เตือนช้า เตือนไม่ตรงจุด
  • หลายหน่วยงานแจ้งเตือนซ้ำซ้อนหรือไม่สอดคล้อง
  • ประชาชนสับสนและพลาดช่วงเวลาสำคัญในการเอาชีวิตรอด
  • สั่งการไม่เป็นเอกภาพ
  • เมื่อเกิดภัยพิบัติ การประสานงานระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่นล่าช้า
  • ไม่มีแนวทางปฏิบัติเดียวกันต่อสัญญาณเตือนแต่ละประเภท
  • ประชาชนไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร
  • คำเตือนภัยยังสื่อสารเชิงเทคนิค
  • ประชาชนไม่เข้าใจความรุนแรงของสถานการณ์และวิธีปฏิบัติตัวที่ถูกต้องในแต่ละระดับการเตือน

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับหน่วยงานป้องกันสาธารณภัยเป็นหน่วยงานระดับชาติ ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี
  • พัฒนาระบบเตือนภัยใหม่ที่เชื่อมโยงหน่วยงานทุกระดับ
  • กำหนดแนวทางปฏิบัติมาตรฐานของส่วนกลางและท้องถิ่นต่อสัญญาณเตือนแต่ละรูปแบบ
  • จัดตั้ง “สถาบันนักวิทยาศาสตร์ด้านภัยพิบัติ”
  • สถาบันนักวิทยาศาสตร์ด้านภัยพิบัติ ทำหน้าที่กำหนดรูปแบบภัย คำเตือน และคำแนะนำที่เข้าใจง่าย
  • เชื่อมระบบเตือนภัยกับการแจ้งเตือนระดับท้องถิ่น (Local Alert: L-Alert Thailand)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • การสั่งการในภาวะฉุกเฉินเป็นเอกภาพและตัดสินใจได้รวดเร็ว
  • การเตือนภัยเจาะจงถึงระดับชุมชนหรือหมู่บ้าน
  • ลดการตื่นตระหนก
  • เพิ่มโอกาสรอดชีวิตอย่างแท้จริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 84) ว่า '800 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 84) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • อสม.ทำงานหนักแต่ขาดฐานปฏิบัติงาน: อาสาสมัครสาธารณสุขต้องทำงานกลางแจ้ง เคลื่อนที่ตลอด ไม่มีพื้นที่ทำงานที่เป็นทางการ
  • ประชาชนไม่รู้จุดติดต่อที่ชัดเจน: ชาวบ้านจำนวนมากไม่ทราบว่าควรติดต่อ อสม. ที่ใด
  • งานสุขภาพชุมชนยังไม่เป็นระบบ: การประสานงาน ข้อมูล และเอกสารระหว่าง อสม. กับ รพ.สต. และท้องถิ่นยังขาดโครงสร้างที่เป็นทางการและต่อเนื่อง

จะทำอะไร (Action)

  • สร้าง “สถานีสุขภาพ อสม.” เป็นฐานปฏิบัติงานที่เป็นทางการ
  • ยกระดับบทบาท อสม. สู่การจัดการสุขภาพชุมชนอย่างมืออาชีพ
  • สนับสนุนการจัดตั้งสถานีสุขภาพ อสม. ในพื้นที่ที่พร้อม โดยใช้การปรับปรุงพื้นที่สาธารณะเดิมที่มีอยู่ เช่น รพ.สต. ศาลากลางหมู่บ้าน หรือพื้นที่อเนกประสงค์ของชุมชน ไม่เน้นการก่อสร้างใหม่
  • รัฐสนับสนุนค่าบริหารจัดการตามจริง
  • กำหนดให้มีป้ายชื่อ “สถานีสุขภาพ อสม.” อย่างเป็นทางการ
  • ใช้สถานีสุขภาพ อสม. เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลและวางแผนงานร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
  • จัดระบบเอกสารและอุปกรณ์คัดกรองให้เป็นมาตรฐาน
  • ส่งเสริมการใช้แอปพลิเคชัน “สมาร์ท อสม.” เป็นตัวกลางประสานงานระหว่างชาวบ้าน รพ.สต. และท้องถิ่น

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • การเข้าถึงบริการสุขภาพระดับชุมชน สะดวกขึ้น
  • ยกระดับบทบาท อสม. สู่การจัดการสุขภาพชุมชนอย่างมืออาชีพ
  • ประชาชนทราบว่านี่คือจุดให้บริการสุขภาพชุมชน
  • ลดการใช้กระดาษ
  • เพิ่มความเป็นระบบในการทำงานสุขภาพชุมชน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุข)
  • ประชาชน (ชาวบ้าน)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ไม่เกินเดือนละ 500 บาทต่อแห่ง (สำหรับค่าใช้จ่ายดำเนินงานของสถานีสุขภาพ เช่น ค่าไฟ อินเตอร์เน็ต และวัสดุอุปกรณ์)
  • ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 85) ว่า '2,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 85) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เทคโนโลยี AI มาเร็ว แต่คนตามไม่ทัน
  • คนทำงานจำนวนมากรู้สึกว่า AI เป็นเรื่องไกลตัว เรียนแล้วไม่รู้จะเอาไปใช้กับงานจริงอย่างไร เสี่ยงต่อการถูกทดแทนหรือรายได้หยุดนิ่ง
  • ผู้สูงอายุและประชาชนบางกลุ่มขาดทักษะดิจิทัลพื้นฐาน ทำให้เข้าถึงบริการ เทคโนโลยี และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ได้ยาก
  • ระบบการศึกษาไม่เชื่อมกับตลาดแรงงาน AI: การสอน AI ยังเน้นเชิงทฤษฎี
  • ขาดภาพรวมว่าประเทศต้องการทักษะ AI แบบใด ทำให้การพัฒนาคนไม่ตรงกับความต้องการจริงของภาคเศรษฐกิจ

จะทำอะไร (Action)

  • พัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI ขั้นพื้นฐานสำหรับผู้สูงอายุ
  • เปลี่ยนจากการ “เรียน AI” เป็น “ใช้ AI ได้จริงในงาน” โดยสนับสนุน AI Toolkit ตามสายอาชีพ
  • เชื่อมกับ AI Upskill Voucher ที่ใช้ได้กับคอร์สซึ่งผูกกับงานจริง
  • เพิ่มหลักสูตร AI Literacy ให้กับนักเรียนและนักศึกษา
  • จัดทำแผนที่ทักษะ AI ของประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ยกระดับทักษะ AI ของคนไทยทั้งประเทศ ให้ “ใช้ได้จริงในชีวิตและการทำงาน” ไม่ใช่แค่รู้จักเทคโนโลยี

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนไทยทุกช่วงวัย
  • คนทำงานจำนวนมาก
  • ผู้สูงอายุ
  • ครู
  • SME/ร้านค้า
  • เกษตรกร
  • ข้าราชการ
  • นักเรียน
  • นักศึกษา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ตั้งแต่ก่อน เข้าสู่ตลาดแรงงาน

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 80) ว่า '200 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 80) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • รัฐใช้งบ แต่ไม่เกิดการใช้งานจริง: การลงทุนด้านอวกาศที่ผ่านมาเน้นโครงการแยกส่วน กระจายอยู่หลายหน่วยงาน ขาดภารกิจชาติร่วม ทำให้ข้อมูลจากอวกาศไม่ถูกนำไปใช้แก้ปัญหาจริงของเกษตร น้ำ เมือง หรือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ
  • ข้อมูลยุทธศาสตร์กระจัดกระจาย ใช้ร่วมกันไม่ได้: ข้อมูลดาวเทียม ภาพถ่าย และข้อมูลเชิงพื้นที่อยู่คนละระบบ ไม่มีมาตรฐานกลาง ข้ามกระทรวงไม่ได้ ส่งผลให้เกิดงบซ้ำซ้อน และตัดสินใจเชิงนโยบายได้ช้า
  • เอกชนและสตาร์ทอัพเข้าไม่ถึงโครงสร้างพื้นฐาน: ภาคเอกชนไม่สามารถลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอวกาศระดับประเทศได้เอง ข้อมูลพื้นฐานไม่เปิด API ทำให้ไม่สามารถต่อยอดเป็นบริการเชิงพาณิชย์หรือส่งออกได้
  • ไทยไม่มีบทบาทนำด้านอวกาศในอาเซียน: แม้ไทยมีศักยภาพด้านข้อมูล ภูมิศาสตร์ และบุคลากร แต่ขาดกติกาและองค์กรกลางที่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถยกระดับสู่บทบาท “ผู้เชื่อมโยงข้อมูลอวกาศของภูมิภาค”
  • อวกาศถูกมองเป็นต้นทุน ไม่ใช่เครื่องมือพัฒนา: การขาดการเชื่อมโยงระหว่างกฎหมาย การลงทุน บุคลากร และอุตสาหกรรม ทำให้อวกาศยังไม่ถูกใช้เป็นฐานยกระดับประสิทธิภาพนโยบายหลักและความสามารถแข่งขันระยะยาวของประเทศ

จะทำอะไร (Action)

  • ออกแบบกิจการอวกาศไทยใหม่ทั้งระบบ ให้เป็น โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลเพื่อการใช้งานจริงของประเทศ
  • เร่งผลักดันพระราชบัญญัติกิจการอวกาศ
  • จัดตั้งองค์กรอวกาศแห่งชาติ
  • แยกบทบาทกำกับดูแลออกจากการดำเนินโครงการ
  • สร้างกติกาและมาตรฐานที่ชัดเจน โปร่งใส และเป็นสากล
  • ขับเคลื่อนความร่วมมือ ASEAN Space Cooperation และยกระดับสู่ ASEAN Space Agency (ASA)
  • ใช้เทคโนโลยีอวกาศที่เหมาะสมกับแต่ละภาคส่วน เพื่อภารกิจชาติด้านข้อมูลจากอวกาศ:
  • ใช้ multispectral remote sensing และแบบจำลองคาดการณ์
  • ใช้ SAR เพื่อตรวจจับความเสี่ยงและประเมินผลกระทบเชิงพื้นที่ได้ทุกสภาพอากาศ
  • ใช้ InSAR เพื่อตรวจจับการทรุดตัวของพื้นดิน
  • บูรณาการ AIS ผ่านดาวเทียม เพื่อการจัดการประมง การเดินเรือ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
  • นำข้อมูลจากภารกิจชาติมาพัฒนาแพลตฟอร์มวิเคราะห์เชิงพื้นที่และ AI
  • รัฐลงทุนเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่เอกชนทำไม่ได้
  • รัฐเป็นผู้ใช้รายแรก (First Buyer) ผ่านการจัดซื้อแบบกำหนดโจทย์ผลลัพธ์ ใช้มาตรฐานข้อมูลร่วม ลดงบซ้ำซ้อน และเปิดข้อมูลพื้นฐานผ่านแพลตฟอร์มและ API ให้เอกชนและ STARTUP แข่งขันพัฒนาโซลูชันเชิงพาณิชย์ได้จริง
  • เชื่อมกฎหมาย การลงทุน กำลังคน และอุตสาหกรรมเข้ากับภารกิจชาติ
  • ผูกการพัฒนาบุคลากรและงานวิจัยกับการใช้งานจริง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ไทยเป็น Space Enabler ของภูมิภาค
  • ประเมินผลผลิต สุขภาพพืช และการจัดการน้ำอย่างแม่นยำ
  • ตรวจจับความเสี่ยงและประเมินผลกระทบเชิงพื้นที่ได้ทุกสภาพอากาศ
  • ตรวจจับการทรุดตัวของพื้นดิน
  • ป้องกันความเสียหายต่อถนน ระบบราง และโครงสร้างสาธารณะ
  • สร้างซอฟต์แวร์ บริการข้อมูล และงานทักษะสูงที่สามารถส่งออกได้
  • เอกชนและ STARTUP แข่งขันพัฒนาโซลูชันเชิงพาณิชย์ได้จริง
  • อวกาศไม่ใช่ภาระงบประมาณ
  • เป็นเครื่องมือยกระดับทุกนโยบายหลักและความสามารถแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • รัฐ
  • ภาคเอกชน
  • สตาร์ทอัพ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 79) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 79) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบราชการมีขนาดใหญ่และต้นทุนสูง: ตำแหน่งงานจำนวนมากเป็นงานซ้ำ งานเอกสาร และงานธุรการที่ใช้คนมากแต่สร้างคุณค่าเพิ่มต่ำ
  • การลดกำลังคนทำได้ยาก: เมื่อมีผู้เกษียณ รัฐมักจ้างคนใหม่ทดแทน แม้ลักษณะงานจะสามารถใช้เทคโนโลยีแทนได้
  • ประชาชนได้รับบริการช้า: ขั้นตอนและภาระงานภายในหน่วยงานทำให้การตัดสินใจและการให้บริการไม่คล่องตัว
  • กำลังพลเผชิญความเสี่ยงสูงแต่ขาดการฟื้นฟูที่เป็นระบบ: ภารกิจหนักและภารกิจเสี่ยงส่งผลต่อสุขภาพกายและจิตใจในระยะยาว
  • ความเครียดสะสมจากการทำงาน: แพทย์ พยาบาล และกำลังพลภาคสนามมีภาระงานต่อเนื่อง โดยขาดระบบพักฟื้นและหมุนเวียนภาระงาน
  • การดูแลสุขภาพยังเป็นเชิงแก้ไขมากกว่าป้องกัน: ปัญหาสุขภาพจิตมักถูกพบเมื่อรุนแรงแล้ว
  • โครงสร้างการบริหารตำรวจรวมศูนย์และขาดการมีส่วนร่วม: การแต่งตั้งและกำกับดูแลยังไม่สะท้อนเสียงของตำรวจส่วนใหญ่
  • พนักงานสอบสวนแบกรับภาระหลายบทบาท: กระทบความเป็นอิสระ คุณภาพคดี และความเชื่อมั่นของประชาชน
  • ตำรวจสืบสวนมีภาระเกินควร: งานสอบสวนและการฟ้องคดีรวมศูนย์อยู่ที่ตำรวจ ทำให้การทำคดีล่าช้า

จะทำอะไร (Action)

  1. ปรับโครงสร้างข้าราชการ โดยระบบ AI
  • ปรับโครงสร้างกำลังคนภาครัฐโดยใช้ AI เป็นเครื่องมือหลัก
  • ทบทวนตำแหน่งงานราชการในยุค AI
  • ใช้หลัก “เกษียณแล้วยุบ”
  • โยกย้ายกำลังคนไปยังงานที่ต้องใช้มนุษย์จริง
  1. สิทธิประโยชน์ ทหารผ่านศึก
  • สร้างระบบดูแลสุขภาพกำลังพลแบบครบวงจร
  • ฟื้นฟูร่างกายและจิตใจหลังภารกิจเสี่ยง
  • จัดให้มีการพักฟื้น การบำบัด และการดูแลเฉพาะทางสำหรับกำลังพลที่ผ่านภารกิจหนัก
  • ระบบหมุนเวียนภาระงานสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ทหาร
  • ดูแลสุขภาพเชิงป้องกันก่อนออกภาคสนาม
  • ตรวจประเมินสุขภาพกายและจิตใจ เพื่อคัดกรองความเสี่ยงและเตรียมความพร้อมล่วงหน้า
  1. ปรับโครงสร้างตำรวจ
  • แยกบทบาท ลดภาระ และปรับกลไกกำกับ เพื่อให้ตำรวจทำงานตรงความเชี่ยวชาญ
  • ปรับวิธีการเลือกคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)
  • เปิดให้ตำรวจตั้งแต่ระดับรองผู้กำกับการขึ้นไปมีสิทธิเลือกผู้ทรงคุณวุฒิเป็น ก.ตร. ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2565
  • แยกพนักงานสอบสวนเป็นวิชาชีพอิสระ
  • ลดภาระตำรวจสืบสวน
  • ให้องค์กรหรือหน่วยงานอื่นที่มีกฎหมายรองรับสามารถสอบสวนและส่งฟ้องเองได้ โดยไม่ต้องผ่านตำรวจทุกกรณี

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดขนาด ระบบราชการ อย่างเป็นระบบโดยไม่กระทบคุณภาพบริการ
  • ลดความเครียดสะสมของบุคลากรทางการแพทย์ทหารจากการปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่อง
  • ตำรวจทำงานตรงความเชี่ยวชาญ
  • เสริมความเป็นกลาง เพิ่มคุณภาพและความน่าเชื่อถือของกระบวนการสอบสวน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ข้าราชการ
  • ทหารผ่านศึก
  • บุคลากรทางการแพทย์ทหาร
  • ตำรวจ
  • พนักงานสอบสวน
  • ตำรวจสืบสวน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 90) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 90) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เงินช่วยเหลือไม่ถึงคนทำจริง: เกษตรกรตัวจริงจำนวนมากไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ ขณะที่เจ้าของที่ดินหรือผู้ที่ไม่ได้เพาะปลูกจริงกลับได้รับสิทธิแทน เกิดความไม่เป็นธรรมและบั่นทอนความเชื่อมั่นในนโยบายรัฐ
  • ข้อมูลเกษตรกระจัดกระจายและไม่แม่นยำ: ข้อมูลเกษตรกร แปลงที่ดิน และการเพาะปลูกอยู่คนละระบบ ทำให้รัฐไม่สามารถตรวจสอบการเพาะปลูกจริงในแต่ละช่วงเวลาได้
  • การสวมสิทธิและข้อมูลเท็จทำให้งบประมาณรั่วไหล: การขาดข้อมูลเชิงพื้นที่และเวลาที่ตรวจสอบได้ เปิดช่องให้เกิดการสวมสิทธิ พื้นที่ทับซ้อน และการขอรับเงินช่วยเหลือโดยไม่ตรงข้อเท็จจริง

จะทำอะไร (Action)

  • ใช้ โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลเกษตร
  • พัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกลาง เชื่อมโยงข้อมูลเกษตรกร แปลงที่ดิน การเพาะปลูก และโครงการช่วยเหลือของรัฐไว้ในระบบเดียว
  • เชื่อม One-ID ของรัฐเป็น Farmer ID
  • บูรณาการข้อมูลเกษตรเข้ากับภาพถ่ายดาวเทียมที่มีพิกัดชัดเจน
  • ใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่และเวลาตรวจสอบความถูกต้องของการเพาะปลูก ลดการใช้ข้อมูลเท็จ
  • ยกระดับนโยบายเกษตรเชิงข้อมูล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เงินรัฐถึงมือเกษตรกรตัวจริงอย่างแม่นยำ
  • การจ่ายเงินช่วยเหลือจากทุกโครงการถูกต้อง รวดเร็ว
  • แก้ปัญหา “คนทำนาไม่ได้เงิน เจ้าของที่นาได้เงิน”
  • ติดตามการเพาะปลูกจริงตามช่วงเวลา
  • ลดการใช้ข้อมูลเท็จ
  • อุดช่องโหว่งบประมาณรั่วไหล
  • การช่วยเหลือเกษตรกรเป็นแบบแม่นยำ โปร่งใส และตรวจสอบได้
  • วางรากฐานนโยบายเกษตรยุคใหม่ที่รัฐช่วยตรงจุดจริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 78) ว่า '70 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 78) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ข้อมูลรัฐกระจัดกระจาย ใช้ประโยชน์ไม่ได้จริง: หน่วยงานรัฐต่างคนต่างเก็บข้อมูล ไม่เชื่อมโยงกัน ทำให้ประชาชนต้องยื่นเอกสารซ้ำ ธุรกิจเข้าถึงข้อมูลยาก และรัฐลงทุนระบบ IT ซ้ำซ้อนสิ้นเปลืองงบประมาณ
  • คนไทยและ SMEs เข้าไม่ถึงโอกาสจากเศรษฐกิจข้อมูล: แม้ข้อมูลภาครัฐมีมูลค่าสูง แต่ยังไม่ถูกเปิดในรูปแบบที่นำไปใช้ต่อยอดนวัตกรรม ธุรกิจ และบริการใหม่ได้จริง
  • การลงทุน Data Center ยังไม่สร้างคุณค่าในประเทศเต็มที่: การเป็นฐานศูนย์ข้อมูลยังไม่เชื่อมกับการสร้างงานคุณภาพสูง การพัฒนาคน และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของไทย

จะทำอะไร (Action)

  • เปิดโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลของรัฐให้เป็น เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ที่ทุกคนเข้าถึงได้
  • ลงทุนสร้าง Digital Public Infrastructure (DPI) ของชาติ
  • จัดตั้ง Government Data Exchange (GDX) เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลของทุกหน่วยงานรัฐ
  • กำหนดกรอบสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบในการสร้าง ใช้ จัดเก็บ และทำลายข้อมูล
  • ใช้ข้อมูลร่วมกันเพื่อลดการลงทุนระบบ IT ซ้ำซ้อน ลดค่าใช้จ่ายบุคลากร และทำให้รัฐให้บริการประชาชนได้ครบถ้วนตามสิทธิแบบอัตโนมัติ
  • กำหนดยุทธศาสตร์ใช้ประโยชน์จากการลงทุน Data Center
  • ร่วมมือกับ Hyperscale Data Centers
  • พัฒนาทักษะบุคลากร
  • เปิดโอกาสให้ SMEs เข้าถึง Cloud และ AI ผ่าน AI & Cloud Voucher
  • พัฒนาแพลตฟอร์มกลางเชื่อมการขายข้ามแพลตฟอร์ม โดยรัฐสนับสนุนข้อมูลเปิดที่ไม่กระทบความเป็นส่วนตัว และกำหนดมาตรฐานกลางให้ระบบที่เกี่ยวข้องเชื่อมต่อกันได้

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประชาชนและธุรกิจใช้ประโยชน์จาก Digital ID, Digital Payment, Open Data และ Open API อย่างเท่าเทียม
  • ลดการลงทุนระบบ IT ซ้ำซ้อน
  • ลดค่าใช้จ่ายบุคลากร
  • ดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง
  • เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
  • ลดการผูกขาด เปิดโอกาสให้รายย่อยเข้าถึงตลาดโลก

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ธุรกิจ
  • SMEs
  • FinTech, GovTech, HealthTech, AgriTech, Logistic Tech, EdTech และอุตสาหกรรมดิจิทัลอื่น ๆ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 77) ว่า '1,500 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 77) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • กฎหมาย PDPA ใช้แบบ “ห้ามก่อน” ทำรัฐทำงานช้า
  • หน่วยงานรัฐไม่สามารถเชื่อมโยงหรือใช้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการบริการประชาชนและความปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การช่วยเหลือ การกำหนดนโยบาย และการป้องกันความเสี่ยงล่าช้า
  • ประชาชนเสียสิทธิ แต่ฟ้องร้องยาก
  • เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลถูกละเมิด ผู้เสียหายต้องเผชิญขั้นตอนทางกฎหมายที่ซับซ้อน ค่าใช้จ่ายสูง และเข้าถึงความยุติธรรมได้ยาก
  • เศรษฐกิจดิจิทัลและ SMEs ถูกจำกัด
  • การเข้าถึงและใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนานวัตกรรม ธุรกิจ และบริการใหม่ทำได้ยาก แม้เป็นข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือไม่ระบุตัวตน

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับ PDPA จากกฎหมายเชิง “ปิดและห้าม” เป็นกฎหมายที่ คุ้มครองสิทธิ + ใช้ข้อมูลเพื่อสาธารณะได้อย่างปลอดภัย
  • ปรับปรุง PDPA ให้สามารถใช้และเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อความปลอดภัย การบริการสาธารณะ และนโยบายสาธารณะ ภายใต้เงื่อนไขที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ และไม่ละเมิดสิทธิ
  • จัดให้มี Data Trust หรือ Data Intermediary ทำหน้าที่เป็นตัวกลางกำกับการแลกเปลี่ยนข้อมูล
  • กำหนดให้คดีเกี่ยวกับ PDPA ดำเนินการในลักษณะเดียวกับคดีผู้บริโภค
  • เปิดช่องให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถฟ้องร้องได้โดยวาจา
  • เปิดช่องให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถฟ้องร้องได้ผ่านระบบ e-Filing ของศาลยุติธรรม
  • คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างจริงจัง ควบคู่กับการใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ความปลอดภัย และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สามารถใช้และเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อความปลอดภัย การบริการสาธารณะ และนโยบายสาธารณะ ภายใต้เงื่อนไขที่ชัดเจน และตรวจสอบได้ และไม่ละเมิดสิทธิ
  • ข้อมูลถูกกฎหมาย ปลอดภัย และเคารพสิทธิส่วนบุคคล
  • ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้รวดเร็ว
  • ลดภาระค่าใช้จ่ายและขั้นตอนผู้ได้รับผลกระทบ
  • สร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัยและนวัตกรรม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เศรษฐกิจดิจิทัล
  • SMEs
  • ผู้ได้รับผลกระทบ PDPA

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 76) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 76) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ข้อมูลรัฐปิดเป็นค่าเริ่มต้น: ประชาชน นักวิจัย สื่อ และภาคธุรกิจ เข้าถึงข้อมูลภาครัฐได้ยาก ต้องขออนุญาตหลายขั้นตอน แม้เป็นข้อมูลที่ไม่กระทบความมั่นคงหรือข้อมูลส่วนบุคคล
  • หน่วยงานรัฐทำงานแยกส่วน: ข้อมูลไม่เชื่อมโยงกันระหว่างหน่วยงาน ทำให้ประชาชนต้องยื่นเอกสารซ้ำ ระบบรัฐทำงานช้า และตัดสินใจเชิงนโยบายจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน
  • การตรวจสอบภาครัฐทำได้จำกัด: การปิดข้อมูลโดยไม่จำเป็น เปิดช่องให้เกิดความไม่โปร่งใส การทุจริต และทำให้สังคมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้ยาก

จะทำอะไร (Action)

  • เปลี่ยนหลักคิดภาครัฐจาก “ปิดเป็นค่าเริ่มต้น” เป็น “เปิดเป็นหลัก”
  • กำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน: ออกกฎหมายให้ประชาชนมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลภาครัฐโดยหลัก เว้นแต่ข้อมูลที่กระทบความมั่นคง ความปลอดภัย หรือข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย
  • เปิดข้อมูลเพื่อการทำงานระหว่างหน่วยงาน: ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐอย่างเป็นระบบ
  • คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลควบคู่กัน: เปิดเผยเฉพาะข้อมูลที่ไม่กระทบกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และกำหนดมาตรฐานการใช้งานข้อมูลอย่างปลอดภัย
  • ยกระดับความโปร่งใสและการตรวจสอบ: เปิดทางให้สาธารณชน สื่อ และผู้เชี่ยวชาญ ใช้ข้อมูลภาครัฐในการตรวจสอบ เสนอแนะ และพัฒนานโยบายอย่างมีคุณภาพ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐอย่างเป็นระบบ ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพการบริการประชาชน
  • สาธารณชน สื่อ และผู้เชี่ยวชาญ ใช้ข้อมูลภาครัฐในการตรวจสอบ เสนอแนะ และพัฒนานโยบายอย่างมีคุณภาพ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • นักวิจัย
  • สื่อ
  • ภาคธุรกิจ
  • หน่วยงานรัฐ
  • สาธารณชน
  • ผู้เชี่ยวชาญ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 75) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 75) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ติดต่อราชการยุ่งยาก ซ้ำซ้อน: ประชาชนต้องกรอกข้อมูลเดิมซ้ำหลายหน่วยงาน ใช้หลายแอป หลายระบบ และต้องยื่นเอกสารกระดาษหรือสำเนาบัตรซ้ำแล้วซ้ำเล่า
  • เสียเวลาและต้นทุนโดยไม่จำเป็น: การเดินทาง การรอคิว และขั้นตอนเอกสารสร้างภาระทั้งต่อประชาชนและภาครัฐ โดยไม่เพิ่มคุณภาพบริการ
  • สิทธิและสวัสดิการกระจัดกระจาย: ข้อมูลสิทธิประโยชน์และสวัสดิการของรัฐอยู่คนละระบบ ทำให้เกิดความผิดพลาด สิทธิหลุดเป้า หรือประชาชนไม่รู้ว่าตนเองมีสิทธิอะไร

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกลาง
  • ให้ประชาชนใช้ One-ID เพียงครั้งเดียวในการติดต่อราชการทุกหน่วยงาน
  • เลิกใช้สำเนาเอกสารกระดาษ
  • หน่วยงานภาครัฐใช้มาตรฐานการยืนยันตัวตนเดียวกัน
  • รวมเอกสารและข้อมูลที่เคยอยู่ในรูปแบบกระดาษ เช่น ข้อมูลประจำตัว ใบรับรอง และข้อมูลสำคัญต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล
  • จัดเก็บข้อมูลสิทธิประโยชน์และสวัสดิการของรัฐใน Citizen Wallet

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดการกรอกข้อมูลซ้ำ
  • ข้อมูลถูกต้อง ตรงกัน
  • ลดความซ้ำซ้อนของระบบและแอปพลิเคชัน
  • การให้สวัสดิการตรงวัตถุประสงค์ ตรวจสอบได้ ไม่ตกหล่น
  • เพิ่มประสิทธิภาพ
  • เพิ่ม ความโปร่งใส
  • ลดต้นทุนรัฐ ลดเวลาให้ประชาชน ยกระดับการให้บริการภาครัฐให้แม่นยำ ทันสมัย และเป็นธรรม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ภาครัฐ
  • หน่วยงานรัฐ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 73) ว่า '500 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 73) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ลงทุนซ้ำซ้อน เปลืองงบประมาณ: หน่วยงานรัฐขาดฐานข้อมูลสินทรัพย์กลาง ทำให้เกิดการสร้างอาคารใหม่ราคาแพง ทั้งที่มีอาคารรัฐใกล้เคียงว่างหรือใช้ร่วมกันได้
  • รัฐเช่าเอกชนทั้งที่มีทรัพย์ของตัวเอง: บางหน่วยงานต้องเช่าพื้นที่เอกชน ขณะที่อาคารรัฐอีกแห่งกลับเหลือใช้ เป็นภาระงบประมาณต่อเนื่อง
  • หนี้สาธารณะจากการลงทุนไม่คุ้มค่า: งบลงทุนจำนวนมากมาจากการกู้เงิน เมื่อขาดการประเมินความคุ้มทุนอย่างรอบด้าน ภาระหนี้จึงตกกับประชาชนในระยะยาว

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับบทบาทรัฐให้บริหารสินทรัพย์อย่างมืออาชีพ โปร่งใส และใช้ข้อมูลเป็นฐานการตัดสินใจ
  • จัดตั้ง สำนักงานทรัพย์สินแห่งชาติ (National Asset Management Office) เป็นหน่วยงานอิสระ กำหนดนโยบาย มาตรฐาน และกลั่นกรองความคุ้มค่าก่อนอนุมัติโครงการก่อสร้างใหม่
  • จัดทำฐานข้อมูลสินทรัพย์ภาครัฐแบบดิจิทัล ระบุเจ้าของ มูลค่า และอัตราการใช้งานจริง
  • บังคับตรวจสอบการใช้ทรัพย์สินรัฐที่มีอยู่ก่อนขอสร้างอาคารใหม่
  • นำอาคารหรือพื้นที่รัฐที่เหลือใช้มาจัดสรรให้หน่วยงานรัฐอื่นเช่า แทนการเช่าเอกชน
  • ใช้ Public Investment Value Test ประเมินต้นทุนตลอดอายุโครงการ เปิดเผยข้อมูลให้สาธารณะตรวจสอบได้ และนำที่ราชพัสดุมาใช้ให้เกิดผลตอบแทนอย่างเหมาะสม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดการลงทุนซ้ำซ้อน
  • ลดรายจ่ายประจำ
  • เกิดผลตอบแทนอย่างเหมาะสม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • หน่วยงานรัฐ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 70) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 70) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • กลัวถูกเปิดเผยตัวตนและถูกกลั่นแกล้ง: ผู้พบเห็นการทุจริตจำนวนมากไม่กล้าแจ้งเบาะแส เพราะเสี่ยงถูกคุกคาม ถูกย้ายงาน ถูกฟ้องกลับ หรือถูกทำร้าย ทั้งต่อตนเองและครอบครัว
  • ระบบรับแจ้งไม่ปลอดภัยพอ: ช่องทางร้องเรียนของรัฐหลายแห่งยังสามารถย้อนกลับไปหาผู้แจ้งได้ ทั้งจากข้อมูลเทคนิคและการเข้าถึงของเจ้าหน้าที่ ทำให้ความเชื่อมั่นต่ำ
  • เบาะแสไม่ถูกนำไปใช้จริง: แม้มีข้อมูลสำคัญ แต่ขาดระบบที่ทำให้พนักงานสอบสวนสามารถสื่อสาร ขอข้อมูลเพิ่ม และนำเบาะแสไปสู่คดีได้โดยไม่เปิดเผยตัวผู้แจ้ง

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างกลไกคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสการทุจริต (Whistleblower Protection)
  • สร้างระบบแจ้งเบาะแสการทุจริตที่ ปลอดภัยจริงตั้งแต่ต้นทางถึงศาล โดยใช้เทคโนโลยีและกติกาทางกฎหมายควบคู่กัน
  • ใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสขั้นสูง End-to-End Encryption เพื่อปกปิดข้อมูลผู้แจ้งตั้งแต่ต้นทาง
  • ออกแบบสถาปัตยกรรมข้อมูลแบบ Data Separation Architecture แยก “ข้อมูลผู้แจ้ง” ออกจาก “ข้อมูลคดี” อย่างเด็ดขาด
  • สร้างช่องทางสื่อสารเฉพาะกิจให้พนักงานสอบสวนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้แจ้งได้ โดยไม่ต้องรู้ตัวตนจริงของผู้แจ้ง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ทำให้ประชาชน ข้าราชการ และพนักงานเอกชน กล้าแจ้งข้อมูลการทุจริตโดยไม่ต้องเลือกระหว่าง “ความถูกต้อง” กับ “ความปลอดภัยของชีวิต”

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้แจ้งเบาะแสการทุจริต
  • ประชาชน
  • ข้าราชการ
  • พนักงานเอกชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 69) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 69) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ทรัพย์สินนักการเมืองตรวจสอบยาก: การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินในปัจจุบันอยู่ในรูปเอกสารสแกนหรือไฟล์ PDF ที่ประชาชนและสื่อไม่สามารถนำไปวิเคราะห์หรือเปรียบเทียบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ผลประโยชน์ทับซ้อนถูกซ่อนอยู่ในโครงสร้างทรัพย์สิน: ประชาชนไม่สามารถทราบได้ชัดเจนว่าทรัพย์สินหรือกิจการที่นักการเมืองถือครองมีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐ หรือเป็นภัยต่อประโยชน์สาธารณะหรือไม่
  • การแต่งตั้งรัฐมนตรีขาดกลไกคัดกรองเชิงประชาธิปไตย: รัฐมนตรีสามารถเข้ารับตำแหน่งได้โดยไม่มีการตรวจสอบคุณสมบัติและผลประโยชน์อย่างเปิดเผยต่อสภาและสาธารณชน

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับการป้องกันการทุจริตจาก “เปิดเผยเชิงพิธีกรรม” สู่ “ตรวจสอบได้จริง”
  • เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินแบบดิจิทัล: ปรับรูปแบบการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินให้เป็นข้อมูล Machine-Readable (เช่น Excel, CSV)
  • แสดงที่มาและส่วนได้ส่วนเสียของทรัพย์สิน (Asset Interest): กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องเปิดเผย ที่มาของรายได้ โครงสร้างการถือหุ้น และความเกี่ยวข้องกับกิจการต่างๆ
  • ตรวจสอบก่อนแต่งตั้งรัฐมนตรี: จัดให้มี กระบวนการอภิปรายและลงมติเห็นชอบคุณสมบัติรายบุคคล ของรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎร

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประชาชน สื่อ และนักวิชาการสามารถนำข้อมูลบัญชีทรัพย์สินไปตรวจสอบ วิเคราะห์ และติดตามการเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินได้จริง
  • ป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และการมีส่วนร่วมกับธุรกิจที่กระทบประโยชน์ประเทศ
  • เพิ่มความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความชอบธรรมทางประชาธิปไตย

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • สื่อ
  • นักวิชาการ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • เกี่ยวกับ Action: ยกระดับการป้องกันการทุจริต ตลอดวงจรอำนาจ
  • เกี่ยวกับ Action: ตรวจสอบก่อนแต่งตั้งรัฐมนตรี ก่อนนำเสนอโปรดเกล้าฯ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 66) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 66) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • งบประมาณไม่ถึงเด็กและโรงเรียนที่ขาดแคลนจริง: ระบบจัดสรรงบแบบรายหัวและระเบียบการเงินที่ตายตัว ทำให้โรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนไม่สามารถใช้งบได้ทันเวลาและตรงจุด
  • การตัดสินใจรวมศูนย์เกินไป: โรงเรียนและท้องถิ่นมีบทบาทจำกัด ไม่สามารถออกแบบการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และความต้องการของผู้เรียน
  • เด็กตกหล่นจากระบบการศึกษา: การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานไม่ครบถ้วน ทำให้ติดตามเด็กหลุดจากระบบได้ยาก และจัดสรรทรัพยากรไม่แม่นยำ

จะทำอะไร (Action)

  • กระจายอำนาจการตัดสินใจ
  • ปรับระบบงบประมาณให้ยืดหยุ่นและเน้นผลลัพธ์จริง
  • เปลี่ยนจากระบบจ่ายรายหัว เป็นการจัดสรรงบที่เน้นผลลัพธ์
  • ปลดล็อกระเบียบการเงินให้ยืดหยุ่น
  • ตรวจสอบ งบประมาณ ที่ปลายทาง
  • ใช้ Big Data และ AI วิเคราะห์ความขาดแคลนของโรงเรียน
  • ปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาฯ ให้ส่วนกลางทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน (Supporter)
  • โอนอำนาจบริหารให้คณะกรรมการการศึกษาจังหวัด (กสจ.)
  • แก้ไขกฎการเบิกจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้ยืดหยุ่นแบบ Outcome-Based
  • เชื่อมโยงฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์กับกระทรวงศึกษาฯ เพื่อติดตามเด็กตกหล่น
  • ปรับปรุงระเบียบการแต่งตั้งผู้บริหาร ให้สามารถใช้ระบบสรรหา และเปิดโอกาสให้ผู้บริหารที่ไม่จำเป็นต้องมาจากข้าราชการกระทรวงศึกษาฯ เข้ามาบริหารโรงเรียนได้

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เงินถึงตัวเด็กเร็วและตรงจุด
  • โรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือได้รับงบก่อนอย่างแม่นยำ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เด็ก
  • โรงเรียนที่ขาดแคลนจริง
  • ท้องถิ่น

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 63) ว่า '80 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 63) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความไม่ปลอดภัยในโรงเรียน: นักเรียนและครูเผชิญความเสี่ยงจากบูลลี่ ความรุนแรง และปัญหาสุขภาพจิต โดยระบบป้องกันมักเข้ามาหลังเกิดเหตุแล้ว
  • ครูถูกดึงเวลาออกจากการสอน: ระบบประเมินคุณภาพโรงเรียนเน้นเอกสาร ทำให้ครูเสียเวลาไปกับงานธุรการมากกว่าการดูแลนักเรียน
  • สมาธิการเรียนถูกรบกวน: การใช้โทรศัพท์มือถือและเนื้อหาในโซเชียลมีเดียที่ไม่เหมาะสม ส่งผลต่อสมาธิ สุขภาพจิต และพฤติกรรมของเด็ก

จะทำอะไร (Action)

  • ใช้ AI Early Warning System และกล้อง CCTV วิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยง
  • จัดตั้ง Rapid Response Team ในโรงเรียน ประกอบด้วยครูแนะแนว ครูประจำชั้น และนักจิตวิทยา
  • เสริมทักษะ Psychological First Aid และดูแลสุขภาพกาย–ใจด้วยทีมสหวิชาชีพ
  • ใช้ Big Data ติดตามภาวะโภชนาการและสุขภาพนักเรียน
  • ปรับระบบประเมินของ สมศ. ให้เน้นข้อมูลที่ผู้ปกครองใช้ได้จริง และเชื่อมกับการจัดสรรงบประมาณ
  • ลดการประเมินเชิงเอกสารที่เพิ่มภาระครู
  • กำหนด No Mobile Zone ในบางพื้นที่และช่วงเวลาในโรงเรียน
  • ประสานแพลตฟอร์มออนไลน์ควบคุมเนื้อหาสำหรับเด็กและเยาวชน
  • ส่งเสริมการกำกับตนเองของผู้สร้างเนื้อหา

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยกระดับความปลอดภัยเชิงรุก
  • ลดภาระครู
  • สร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่สมดุล

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • นักเรียน
  • ครู
  • ผู้ปกครอง
  • เด็กและเยาวชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 58) ว่า '2,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 58) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • นโยบายและงบประมาณไม่สะท้อนความแตกต่างระหว่างเพศ: การออกแบบนโยบายและการจัดสรรงบประมาณจำนวนมากยังใช้กรอบกลางเดียว ทำให้ความต้องการเฉพาะของแต่ละเพศไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเป็นธรรม
  • ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างมองไม่เห็น: การขาดข้อมูลที่จำแนกตามเพศ ทำให้ปัญหาค่าจ้าง โอกาสก้าวหน้า และการเข้าถึงบริการสาธารณะไม่ถูกวิเคราะห์และแก้ไขอย่างตรงจุด
  • คนข้ามเพศขาดการรับรองทางกฎหมาย: การไม่มีเอกสารยืนยันเพศสภาพทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเลือกปฏิบัติ ความรุนแรง และอุปสรรคในการเข้าถึงบริการพื้นฐาน

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับระบบนโยบายของรัฐให้ใช้ “มุมมองความเท่าเทียมทางเพศ” เป็นกลไกหลักในการตัดสินใจ
  • ตั้งเจ้าหน้าที่ด้านความเสมอภาคระหว่างเพศ (CGO): ให้หน่วยงานมี Chief Gender Officer ทำหน้าที่วิเคราะห์นโยบาย แผนงาน และโครงการด้วย Gender Lens และเสนอแนวทางปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณให้เป็นธรรม
  • จัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงความเท่าเทียมทางเพศ
  • บังคับใช้ Gender-Responsive Budgeting
  • พัฒนาฐานข้อมูลจำแนกตามเพศ โดยจัดเก็บ Sex-Disaggregated Data ในมิติต่าง ๆ เช่น การจ้างงาน ค่าจ้าง ความก้าวหน้า และการเข้าถึงสวัสดิการ
  • รับรองเพศสภาพตามกฎหมาย (GRC) โดยจัดให้มี Gender Recognition Certificate สำหรับคนข้ามเพศ
  • จัดให้มีคณะกรรมการรับรองเพศสภาพแบบสหวิชาชีพ โดยให้แพทย์ นักจิตวิทยา นักกฎหมาย และผู้แทนสิทธิมนุษยชนร่วมกันกลั่นกรองและออกเอกสารยืนยันเพศสภาพอย่างรอบคอบและเป็นธรรม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ความต้องการเฉพาะของแต่ละเพศได้รับการตอบสนองอย่างเป็นธรรม
  • ปัญหาค่าจ้าง โอกาสก้าวหน้า และการเข้าถึงบริการสาธารณะถูกวิเคราะห์และแก้ไขอย่างตรงจุด
  • ปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างถูกแก้ไขอย่างเป็นระบบ
  • การจัดสรรงบประมาณเป็นธรรม
  • การจัดสรรทรัพยากรของรัฐสะท้อนความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละเพศ
  • ความเสี่ยงจากความรุนแรงหรือการเลือกปฏิบัติลดลง
  • ลดอุปสรรคในการเข้าถึงบริการพื้นฐาน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนข้ามเพศ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 51) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 51) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ร้องเรียนยาก คดีล่าช้า: ผู้บริโภคที่ถูกเอาเปรียบต้องร้องเรียนรายบุคคล ใช้เวลานาน ค่าใช้จ่ายสูง และเสียเปรียบเมื่อต้องต่อสู้กับธุรกิจขนาดใหญ่
  • ความเสียหายชัด แต่แก้ไม่ได้ทันที: กรณีของปลอม ไม่ส่งของ หรือหลักฐานชัดเจน ยังต้องรอขั้นตอนหลายหน่วยงาน ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับการเยียวยาอย่างทันท่วงที
  • เสี่ยงอันตรายจากบริการความงาม: ผู้บริโภคไม่สามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าแพทย์เป็นแพทย์จริงหรือไม่ และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้รับการรับรองหรือไม่ ส่งผลต่อความปลอดภัยโดยตรง

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับ สคบ. ให้เป็นกลไกคุ้มครองผู้บริโภคเชิงรุก ด้วยระบบดิจิทัลและอำนาจที่ใช้ได้จริง
  • ฟ้องคดีผู้บริโภคแบบกลุ่มอัตโนมัติ ใช้ระบบ AI คัดกรองและจับคู่ผู้เสียหาย (Group Matching) เมื่อพบการร้องเรียนในสินค้า/บริการเดียวกันจำนวนมาก
  • ให้อำนาจ สคบ. ออกคำสั่งทางปกครองเพื่อสั่งปรับหรือสั่งคืนเงินได้ทันทีในกรณีหลักฐานชัดเจน โดยไม่ต้องรอกระบวนการตำรวจหรือศาล
  • บังคับให้ผู้ให้บริการด้านสุขภาพและความงามมีระบบยืนยันตัวตนแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ผู้บริโภคตรวจสอบแพทย์ ผู้ให้บริการ และผลิตภัณฑ์ได้ก่อนตัดสินใจ
  • สร้างระบบตรวจสอบเชื่อมตรงกับฐานข้อมูลของ อย. และแพทยสภา

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดต้นทุนและเพิ่มอำนาจต่อรองของประชาชน
  • มีการสั่งปรับหรือสั่งคืนเงินได้ทันที
  • ผู้บริโภคตรวจสอบแพทย์ ผู้ให้บริการ และผลิตภัณฑ์ได้ก่อนตัดสินใจ
  • ลดความเสี่ยงต่อชีวิตและสุขภาพ
  • ลดภาระค่าใช้จ่ายและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้บริโภค

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้บริโภค
  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 50) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 50) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ผู้ป่วยต้องตรวจซ้ำและเสียเวลา เพราะข้อมูลสุขภาพกระจัดกระจาย อยู่คนละโรงพยาบาล แพทย์ไม่เห็นประวัติการรักษาที่ครบถ้วน
  • ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในการรักษา เมื่อแพทย์ขาดข้อมูลสำคัญ เช่น ประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว หรือการรักษาก่อนหน้า
  • ระบบส่งต่อไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้การรักษาล่าช้าและเพิ่มต้นทุนโดยไม่จำเป็น ทั้งต่อผู้ป่วยและระบบสาธารณสุข

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับ Health Link ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลสุขภาพของประเทศ โดยใช้มาตรฐานกลางและการคุ้มครองข้อมูลเป็นหัวใจหลัก
  • สนับสนุนให้สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพจากหน่วยบริการทั่วประเทศ
  • ดำเนินการภายใต้กรอบการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • แพทย์เห็นประวัติการรักษาครบถ้วนในที่เดียว
  • แพทย์สามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการวินิจฉัยและรักษาได้ทันที
  • ลดการตรวจซ้ำ
  • ลดต้นทุนระบบสุขภาพ
  • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์
  • เพิ่มประสิทธิภาพการส่งต่อผู้ป่วย
  • ข้อมูลสุขภาพไหลต่อเนื่องระหว่างหน่วยบริการ ทำให้การส่งต่อรวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น
  • สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ป่วย
  • แพทย์
  • บุคลากรทางการแพทย์

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 43) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 43) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โครงสร้างบริหารงบประมาณยังไม่สมดุล องค์ประกอบคณะกรรมการและกลไกกำหนดงบประมาณยังไม่สะท้อนมุมมองผู้รับบริการและผู้ให้บริการอย่างเพียงพอ
  • การเบิกจ่ายล่าช้าไม่สะท้อนต้นทุนจริง หน่วยบริการแบกรับภาระทางการเงินจากการเบิกจ่ายที่ล่าช้าและอัตราชดเชยไม่สอดคล้องต้นทุนจริง เสี่ยงเกิดปัญหาสภาพคล่อง
  • ระบบส่งต่อผู้ป่วยซ้ำซ้อนและไม่คล่องตัว ขั้นตอนการอนุมัติหลายชั้นทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการล่าช้า และหน่วยบริการเบิกจ่ายไม่ตรงกับภาระงานจริง

จะทำอะไร (Action)

  • นำระบบเบิกจ่ายอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบมาใช้ร่วมกับ AI ตรวจสอบสิทธิและอนุมัติการจ่ายเงิน
  • ปรับเงื่อนไขการส่งต่อให้คล่องตัว
  • ปรับองค์ประกอบ*คณะกรรมการ สปสช.*ให้มีสัดส่วนผู้แทนผู้รับบริการในภูมิภาคมากขึ้น ควบคู่รัฐและผู้ให้บริการ
  • ให้ สปสช. จัดตั้งกลไกประเมินต้นทุนบริการทางการแพทย์ที่แท้จริง
  • เร่งรัดการเบิกจ่ายแก่สถานพยาบาล

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ระบบการเงินและการส่งต่อผู้ป่วย เร็ว โปร่งใส และยืดหยุ่น
  • คุ้มครองผู้ป่วยและเสถียรภาพของหน่วยบริการ
  • เพิ่มความรวดเร็วและสะท้อนต้นทุนจริง ของการจ่ายเงิน
  • ลดปัญหาหนี้สินของสถานพยาบาล
  • ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ของการส่งต่อ
  • เปิดช่องให้เบิกจ่ายตามการปฏิบัติงานจริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้รับบริการ
  • ผู้ให้บริการ
  • หน่วยบริการ
  • ผู้ป่วย
  • สถานพยาบาล
  • ผู้รับบริการในภูมิภาค

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 42) ว่า '80 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 42) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ผลผลิตถูกโจรกรรมและสวมสิทธิ์: เกษตรกรสูญเสียรายได้จากการขโมยพืชผลสำคัญ เช่น ทุเรียน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และการนำผลผลิตจากที่อื่นมาสวมสิทธิ์
  • ราคาถูกกดเพราะขาดความโปร่งใส: เมื่อแหล่งที่มาไม่ชัด ผู้ซื้อและตลาดไม่สามารถแยกของแท้จากของสวมสิทธิ์ได้ ทำให้ผลผลิตคุณภาพดีขายไม่ได้ราคา
  • ความเชื่อมั่นในห่วงโซ่อุปทานต่ำ: การตรวจสอบย้อนกลับทำได้ยาก กระทบความน่าเชื่อถือทั้งในประเทศและการส่งออก

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างระบบ “มีรหัส–มีที่มา–ตรวจสอบได้” ครอบคลุมตั้งแต่แปลงเกษตรถึงผู้บริโภค
  • ออกรหัสประจำผลผลิต (Agri-ID)
  • ซื้อขายผ่านรหัส (Chain of Custody): ทุกขั้นตอนการขายต้อง ตรวจสอบ Agri-ID ให้ตรงกับพื้นที่เพาะปลูกจริง
  • กำกับผู้รับซื้อรายใหญ่: กำหนดให้ล้ง/โรงงานบันทึกรหัสประจำผลผลิตในบัญชีคุมสินค้า
  • ระงับรหัสเมื่อเกิดเหตุ: หากถูกขโมย เกษตรกรสามารถกดยืนยันในแอปฯ เพื่อ “Block ID” หรือแจ้งสถานะ “ผลผลิตสูญหาย” แจ้งเตือนไปยังเครือข่ายผู้รับซื้อทั่วประเทศ
  • รองรับการส่งออก: ใช้ผลผลิตที่มี Agri-ID ในระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อการส่งออก

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยกระดับมูลค่าผลผลิต
  • ป้องกันการโจรกรรมและสวมสิทธิ์
  • หากรับซื้อผลผลิตที่ไม่มีรหัสหรือรหัสไม่ตรงพื้นที่ มีความผิดฐานรับของโจร
  • ผลผลิตที่ถูกระงับรหัส ทำให้ขายต่อในระบบไม่ได้
  • เพิ่มความเชื่อมั่นและมูลค่าในตลาดต่างประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • ผู้ซื้อและตลาด
  • ผู้บริโภค
  • พ่อค้าคนกลาง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 30) ว่า '500 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 30) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • รายได้จากการท่องเที่ยวกระจุกตัวและมูลค่าต่อหัวต่ำ: การท่องเที่ยวของไทยพึ่งพาปริมาณนักท่องเที่ยวเป็นหลัก ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อวันต่ำ รายได้ไม่กระจายถึงชุมชนและท้องถิ่นอย่างแท้จริง
  • ท้องถิ่นและผู้ประกอบการรายย่อยเข้าไม่ถึงโอกาสใหม่: สินค้า ภูมิปัญญา และบริการท้องถิ่นยังถูกเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวน้อย ขาดข้อมูลและเครื่องมือในการพัฒนาบริการมูลค่าสูง
  • ระบบข้อมูลและกติกาไม่เอื้อต่อการยกระดับคุณภาพ: ข้อมูลนักท่องเที่ยวกระจัดกระจาย กฎระเบียบด้านบริการสุขภาพและการท่องเที่ยวบางส่วนยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างโครงสร้างฐานข้อมูลกลางนักท่องเที่ยว: ต่อยอดจาก TravelLink ของสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) รวบรวมข้อมูลการเดินทาง พฤติกรรม และการใช้จ่าย
  • พัฒนาแพลตฟอร์มเชื่อมข้อมูลภาครัฐเพื่ออำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว: ยืนยันตัวตนครั้งเดียวเมื่อเข้าประเทศ เชื่อมข้อมูลที่พักกับตำรวจท่องเที่ยว ระบบติดตามเพื่อความปลอดภัย และการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแบบออนไลน์
  • ยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness Tourism): เชื่อมโยงการแพทย์ การฟื้นฟูสุขภาพ และการดูแลผู้สูงอายุ พร้อมพัฒนามาตรฐานผู้ให้บริการ
  • พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวสุขภาพระดับท้องถิ่น: ส่งเสริม Wellness & Longevity Destination ใช้วัตถุดิบ ยา และสมุนไพรท้องถิ่น โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อน พร้อมพื้นที่นำร่อง Scientific Wellness Sandbox
  • ขยายตลาดท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มและกระจายอำนาจ: ปรับกฎประชาสัมพันธ์บริการสุขภาพอย่างสร้างสรรค์และมีจริยธรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยวฮาลาล และให้อำนาจท้องถิ่นวางแผนและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวได้รวดเร็วตามบริบทพื้นที่

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยกระดับการท่องเที่ยวไทยจาก “ปริมาณ” สู่ “มูลค่า”
  • เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวยั่งยืน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ชุมชน
  • ท้องถิ่น
  • ผู้ประกอบการรายย่อย
  • เอกชน
  • นักท่องเที่ยว
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 13) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 13) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เกษตรกรขาดแรงจูงใจในการปรับวิธีเพาะปลูกเพื่อลดโลกร้อน
  • การปรับวิธีการเพาะปลูกมักมีต้นทุนและความเสี่ยง
  • ผลตอบแทนไม่ชัดเจน ทำให้ยังไม่เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างจริงจัง
  • โอกาสสร้างรายได้จากการลดก๊าซยังเข้าถึงยาก
  • การวัดและรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงมีความซับซ้อน เกษตรกรรายย่อยจึงเข้าถึงตลาดคาร์บอนเครดิตได้ยาก
  • ขาดระบบประเมินที่เชื่อถือได้
  • การไม่มีเครื่องมือวัดตามมาตรฐานสากล ทำให้การรับรองผลและการซื้อขายคาร์บอนเครดิตขาดความเชื่อมั่น

จะทำอะไร (Action)

  • สนับสนุนเกษตรกรที่ต้องการปรับปรุงวิธีการเพาะปลูกพืชเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • นำปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงจากการเพาะปลูก มาขายเป็นคาร์บอนเครดิตในตลาดซื้อขาย
  • ใช้เทคโนโลยี Satellite-Based MRV นำภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูงมาใช้ในการวัด ตรวจสอบ และรับรองการลดก๊าซเรือนกระจก
  • ทำให้คาร์บอนเครดิตจากภาคเกษตรไทยสามารถยอมรับได้ในตลาดคาร์บอน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เปลี่ยนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรให้เป็นรายได้จริง ด้วยกติกา ตลาด และเทคโนโลยีที่เชื่อถือได้
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • สร้างรายได้เสริม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 11) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 11) ว่า 'ไม่ใช้เงินงบประมาณ'

ปวงชนไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในทุกมิติของชีวิต

จะทำอะไร (Action)

  • การศึกษาไทยจึงต้องก้าวให้ทันยุคดิจิทัล เรามุ่งผลักดันระบบการเรียนรู้แบบ “อาชีวะดิจิทัล” (Digital Vocational Education) เชื่อมโยงทักษะใหม่เข้ากับตลาดแรงงานจริง เช่น
  • ทักษะเทคโนโลยีสารสนเทศและ AI
  • การตลาดออนไลน์และสื่อดิจิทัล
  • การบริหารธุรกิจยุคใหม่และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

คนไทยทุกคนมี “โอกาสเรียนรู้ตลอดชีวิต” (Lifelong Learning) และนำความรู้ไปต่อยอดในการประกอบอาชีพจริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

คนไทยทุกคน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ปวงชนไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • เปิดหลักสูตรฝึกอบรมทักษะดิจิทัลฟรีในทุกจังหวัด
  • จัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้ชุมชน” เพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านอาชีพ
  • สนับสนุนการเรียนรู้ระหว่างวัย สร้างพื้นที่ที่ผู้สูงวัยสอนคนรุ่นใหม่ และคนรุ่นใหม่ช่วยผู้สูงวัยเรียนรู้เทคโนโลยี

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ระบบการเรียนรู้ที่เปิดกว้างให้คนทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเยาวชน คนทำงาน หรือผู้สูงอายุ สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ผ่านทั้งระบบออนไลน์และการเรียนรู้ในชุมชน
  • สร้าง “ความผูกพันระหว่างคนในสังคม” ให้มีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เยาวชน
  • คนทำงาน
  • คนรุ่นใหม่
  • ผู้สูงวัยสอน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 2) ว่า 'ปีละ 750 ล้านบาท เป็นเวลา 4 ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 2) ว่า

  • 'งบประมาณแผ่นดินจากกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อว. และกระทรวงดิจิทัลฯ'
  • 'กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียงฯ'
  • 'การร่วมทุนกับภาคเอกชน'
ปวงชนไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • เปิดอบรมทักษะอาชีพดิจิทัล เช่น การตลาดออนไลน์ โปรแกรมเมอร์ นักสร้างคอนเทนต์ และงานบริการออนไลน์

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • คนไทยสามารถปรับตัวและสร้างรายได้ในโลกยุคใหม่ได้อย่างมั่นคง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนไทย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ปวงชนไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • พัฒนาแบรนด์สินค้าเกษตรชุมชน เชื่อมโยงตลาดออนไลน์ทั่วประเทศ
  • ส่งเสริมการแปรรูปสินค้า

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและการตลาดออนไลน์
  • เพิ่มรายได้และความสามารถในการแข่งขัน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • SME ไทยส่วนใหญ่ยังไม่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
  • ขาดข้อมูลตลาดและเครื่องมือวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า
  • ผู้ประกอบการท้องถิ่นขาดช่องทางขายออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพประกอบกับต้นทุนด้านแรงงานและพลังงานค่อนข้างสูง ทำให้ธุรกิจแข่งขันได้ยาก
  • ระบบสนับสนุนจากรัฐก็ยังแยกส่วน ไม่ตอบโจทย์การเติบโตที่แท้จริง

จะทำอะไร (Action)

  • รัฐแจก “SME digital starter pack” ฟรีให้กับผู้ประกอบการรายย่อยทุกคน
  • SME digital starter pack ประกอบไปด้วย ระบบบัญชีดิจิทัล, ระบบชำระเงินออนไลน์, ระบบออกบิล / ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์, AI Chatbot / ระบบตอบลูกค้า, Template การทำแผนธุรกิจ การคำนวณต้นทุน และการออกแบบการตลาด, พื้นที่ Cloud จัดเก็บข้อมูลราคาถูก

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้ประกอบการ SME ไทยกว่า 1 ล้านรายสามารถใช้ AI Tools เพื่อเพิ่มยอดขายและลดต้นทุนได้จริง
  • ธุรกิจท้องถิ่นใช้ข้อมูลตลาดและ AI Marketing เจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ทั้งในและต่างประเทศ
  • เกิดระบบนิเวศใหม่ของ AI Startup + SME ที่ร่วมกันสร้างนวัตกรรมในประเทศ
  • ไทยก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลาง SME อัจฉริยะแห่งอาเซียน (Smart SME Hub of ASEAN)
  • SME ไทยพร้อมใช้เทคโนโลยีตั้งแต่วันแรก โดยไม่ต้องลงทุนเอง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ประกอบการ SME

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ข้อมูลภาคเกษตรกระจัดกระจายและเข้าถึงยาก
  • เกษตรกรปลูกพืชเดิมๆโดยไม่ได้คำนึงถึงราคาตลาด demand-supply
  • ประสิทธิภาพการผลิตยังต่ำ เพราะเกษตรไทยยังไม่เข้าสู่ “เกษตรแม่นยำ–เกษตรอัจฉริยะ”
  • เมื่อเจออุปสรรคจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ (น้ำท่วม–ภัยแล้ง) ยิ่งทำให้ล้มเหลวในการเพาะปลูก จนเป็นหนี้เพิ่ม
  • เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อยาก จึงท้าทายด้านความยั่งยืนและขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทย

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างแพลตฟอร์มข้อมูลสมัยใหม่ (Modernized Data Platform) เพื่อบูรณาการข้อมูลภาคเกษตรจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน
  • พัฒนาและนำไปใช้ 3 ระบบ AI หลัก ได้แก่ ระบบวางแผนและพยากรณ์การเพาะปลูก (Crop Planning and Forecasting), ระบบประเมินผลผลิตและสภาพอากาศ (Weather and Yield Assessment), ระบบตรวจจับและแจ้งเตือนความผิดปกติของราคาสินค้าเกษตร (Market Price Anomaly Detection and Alerts)
  • สร้าง AI Knowledge Chat เป็นแชตบอทหรือระบบคำปรึกษาอัจฉริยะด้วย AI เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูล ผ่านการสนทนาได้อย่างสะดวก เช่น ปลูกพืชอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ (คำนวณจากสภาพดิน, พยากรอากาศ, และความต้องการตลาด), ดูแลอย่างไร ใส่ปุ๋ยอะไร, สามารถรับการช่วยเหลือจากภาครัฐและเอกชนอะไรได้บ้าง
  • รัฐสนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อยซื้ออุปกรณ์โดรนเพื่อการเกษตร โดยรัฐจ่าย 60% เกษตรกรจ่าย 40% ทำให้เกิดอาชีพใหม่ๆ เช่น ศูนย์ซ่อมอุปกรณ์ บริการฉีดพ่น เป็นต้น
  • Community smart farm 1 ชุมชน 1 smart farm รัฐจัดหาเครื่องมือ smart farm ให้ทุกชุมชนในราคาถูก และรับซื้อผลผลิตจาก smart farm ทุกแห่ง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกษตรกรมีรายได้มั่นคง
  • ลดการสูญเสียผลผลิตและต้นทุน
  • การคาดการณ์แม่นยำจากระบบ AI
  • เข้าถึงระบบสินเชื่อเกษตรได้ง่ายขึ้น
  • เกษตรกรรายย่อยซื้ออุปกรณ์โดรนเพื่อการเกษตรได้ง่ายขึ้น
  • เกิดอาชีพใหม่ๆ เช่น ศูนย์ซ่อมอุปกรณ์ บริการฉีดพ่น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกรรายย่อยและเกษตรกรรุ่นใหม่
  • กลุ่มสตาร์ทอัพด้านเกษตร
  • สหกรณ์การเกษตรและกลุ่มธุรกิจเกษตรแปรรูป

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 50) ว่า '1,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 50) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก
  • ค่าไฟอ่อนไหวต่อราคาพลังงานโลก
  • ปล่อยคาร์บอนสูง
  • ความต้องการไฟฟ้าพุ่งจากดาต้าเซ็นเตอร์–AI และ อุตสาหกรรมแห่งอนาคตต่างๆ
  • ประชาชนติดปัญหาติดตั้งโซลาร์ ได้แก่ ติดตั้งยุ่งยาก, กฎ Net Metering ยังไม่เปิดจริง, ขายไฟคืนระบบได้จำกัดและราคาไม่จูงใจ, โครงสร้างตลาดไฟฟ้าเดิมไม่เปิดให้เอกชนซื้อ–ขายพลังงานสะอาดโดยตรง
  • หากไม่ปรับวันนี้ ไทยจะเสียโอกาสทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และต้นทุนค่าไฟในอนาคต

จะทำอะไร (Action)

  • ปลดล็อกพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานของทุกคน
  • ตั้งเป้าขยายกำลังผลิตโซลาร์ของประเทศ
  • สนับสนุนให้เกิดโครงการโซลาร์บนผิวน้ำเหนือเขื่อนและที่ดินเสื่อมโทรม
  • เปิดไฟฟ้าเสรีให้เอกชนซื้อไฟสะอาดได้โดยตรง
  • เร่งออกโครงสร้าง Third-Party Access ที่เป็นธรรม
  • ปลดล็อกโซลาร์รูฟท็อปสำหรับประชาชน
  • เร่งการประกาศใช้ Net Metering จริงทั่วประเทศ
  • ยกระดับระบบไฟฟ้าให้รองรับพลังงานหมุนเวียน
  • ลงทุน Smart Grid และ Battery Storage ทั่วประเทศ
  • สร้างโครงการกักเก็บไฟขนาดใหญ่เพื่อรองรับไฟฟ้าโซลาร์ที่ผลิตมากตอนกลางวัน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ทำให้ค่าไฟมั่นคงและมีแนวโน้มถูกลง
  • ลดการปล่อยคาร์บอนนับร้อยล้านตันต่อปี
  • คุณภาพอากาศดีขึ้น
  • ลดมลพิษจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ทั้งในเมืองอุตสาหกรรมและเมืองใหญ่
  • ไทยใช้ศักยภาพแสงแดดของประเทศให้เกิดประโยชน์จริง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การจ้างงาน และความมั่นคงทางพลังงาน
  • ไทยกลายเป็น Green Digital Hub ของเอเชีย ดึงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์–AI–คลาวด์ จากทั่วโลก
  • ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้ง่าย ขายไฟส่วนเกินคืนระบบได้ ประหยัดค่าไฟ + มีรายได้เพิ่ม
  • เดินหน้าสู่เป้าหมาย NDC และ Net Zero ได้อย่างน่าเชื่อถือ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • เอกชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 39) ว่า '1,000 ล้านบาท/ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 39) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในสภาวะ 'อาณานิคมดิจิทัล' จากแพลตฟอร์มต่างชาติ
  • ค่าธรรมเนียม (GP) สูง: ผู้ประกอบการไทยต้องแบกรับค่าธรรมเนียมและค่าโฆษณาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้กำไรหดหาย
  • ข้อมูลไหลออก: ข้อมูลพฤติกรรมการซื้อขายของคนไทยถูกเก็บโดยบริษัทต่างชาติ ทำให้เราเสียเปรียบในการวางแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ
  • การทะลักของสินค้าข้ามชาติ: สินค้าจากต่างประเทศราคาถูกไหลเข้ามาผ่านแพลตฟอร์มโดยมีแต้มต่อด้านภาษีและต้นทุน ทำลายผู้ผลิตท้องถิ่น
  • ต้นทุนแฝงในการขนส่ง: ค่าขนส่งที่ผันผวนและค่า GP ขนส่ง ทำให้ SME ขนาดเล็กไม่สามารถทำกำไรได้ในสมรภูมิราคา

จะทำอะไร (Action)

มาตรการ 'ไทยขายฟรี' (0% GP 2 ปีแรก)

  • เว้นค่าธรรมเนียมการขาย: สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่ขายสินค้าสัญชาติไทย จะได้รับสิทธิยกเว้นค่าธรรมเนียมการขายเป็นเวลา 2 ปีเต็ม
  • สนับสนุนทุนตั้งต้นดิจิทัล: รัฐสนับสนุนเครดิตการโฆษณาบนแพลตฟอร์ม (Ad Credits) สำหรับร้านค้าใหม่จากกลุ่มคนรุ่นใหม่และสตาร์ทอัพ
  • โครงข่าย 'ส่งถึงที่ ส่งเท่าทุน': รัฐสนับสนุนงบประมาณอุดหนุนส่วนต่าง เพื่อให้ผู้ประกอบการส่งสินค้าผ่านไปรษณีย์ไทยใน 'ราคาต้นทุน'
  • Creative Economy Hub: สนับสนุนการ Live Commerce โดยใช้ Soft Power ไทย ผ่านสตูดิโอและอุปกรณ์ที่รัฐจัดเตรียมไว้ให้
  • National Data Asset: ข้อมูลการค้าบนแพลตฟอร์มนี้จะเป็นของคนไทย รัฐจะใช้ข้อมูลมหาศาล (Big Data) นี้เพื่อนำไปวางแผนการผลิตสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมให้ตรงกับความต้องการของตลาด ป้องกันปัญหาสินค้าล้นตลาดในอนาคต

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ
  • ทำให้สินค้าไทยถูกมองเห็นได้มากขึ้น
  • ลดภาระค่าใช้จ่ายทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย
  • ป้องกันปัญหาสินค้าล้นตลาดในอนาคต

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ประกอบการไทย
  • SME
  • สตาร์ทอัพ
  • คนรุ่นใหม่

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • 2 ปีแรก สำหรับมาตรการ 'ไทยขายฟรี'
  • 2 ปี สำหรับการเว้นค่าธรรมเนียมการขายสำหรับผู้ประกอบการ SME ที่ขายสินค้าสัญชาติไทย

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 22) ว่า '2,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 22) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาอาชญากรรมที่เพิ่มสูง แต่ไทยขาดระบบวิเคราะห์เชิงรุก
  • เจ้าหน้าที่ต้องใช้แรงคนตรวจสอบภาพจำนวนมาก ทำให้ล่าช้า
  • การตอบสนองเหตุฉุกเฉินยังขาดการประสานงานแบบเรียลไทม์
  • ประชาชนขาดช่องทางตรวจสอบและมีส่วนร่วมด้านความปลอดภัย
  • เมืองใหญ่และแหล่งท่องเที่ยวยังไม่มีระบบสั่งการกลางแบบ Smart City

จะทำอะไร (Action)

  • จัดตั้งระบบกลางเชื่อมโยงข้อมูลจากกล้อง CCTV ทุกหน่วยงาน
  • พัฒนา AI Surveillance & Crime Detection System ใช้ Computer Vision และ Deep Learning วิเคราะห์ภาพแบบเรียลไทม์ เพื่อตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ (anomaly detection), ใบหน้า (face recognition), หมายเลขทะเบียน (plate recognition), และเหตุการณ์ฉุกเฉิน
  • ใช้ AI สำหรับ Traffic & Crowd Management วิเคราะห์ความหนาแน่นของจราจรและฝูงชนแบบ real-time พร้อมระบบ Dynamic Signal Control และ Emergency Routing สำหรับหน่วยกู้ภัย
  • พัฒนา “National Crime Analytics Platform” รวมข้อมูลคดี เหตุอาชญากรรม และการแจ้งเหตุจากหลายแหล่ง เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มและจุดเสี่ยงล่วงหน้า
  • เสริมความปลอดภัยไซเบอร์: ใช้ AI Threat Detection & Network Monitoring ป้องกันการโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงไฟฟ้า สนามบิน ศูนย์ข้อมูล กล้อง และระบบจราจร

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดอัตราอาชญากรรมในเมืองหลักและพื้นที่ท่องเที่ยว
  • ทำให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยขึ้นในชีวิตประจำวัน

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยเผชิญปัญหาผลผลิตทางการเกษตรล้นตลาดอย่างต่อเนื่อง
  • ราคาจะตกต่ำรุนแรง ส่งผลโดยตรงต่อรายได้เกษตรกร
  • เกษตรกรขาดข้อมูลความต้องการของตลาดที่แม่นยำ
  • ศักยภาพการแปรรูปในประเทศยังต่ำ
  • ไทยยังขาดระบบจัดการกลางที่สามารถวางแผนดีมานด์-ซัพพลายล่วงหน้า

จะทำอะไร (Action)

  • รัฐสร้างระบบให้เกษตรกรกับหน่วยงานรัฐ ได้ค้าขายสินค้ากันได้โดยตรง
  • วางแผนการซื้อขายได้ผ่านรับซื้อล่วงหน้าและแน่นอน โดยหน่วยงานของรัฐ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล เรือนจำ ค่ายทหาร ที่มีการใช้ผลผลิตสม่ำเสมอ
  • มีครัวกลาง (Cloud Kitchen) ที่รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรและนำมาประกอบอาหาร
  • ส่วนที่เหลือจากการรับซื้อก็สามารถนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าและขยายอายุการเก็บรักษาได้อย่างเป็นระบบ เช่น สุราชุมชน หรือ เสบียงอาหารสำเร็จรูป
  • สร้างคลังเย็นและรถควบคุมอุณหภูมิให้เกษตรกรกระจายของสดไปทั่วประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดความผันผวนของรายได้เกษตรกร
  • เสริมความมั่นคงทางอาหาร
  • เพิ่มรายได้เกษตรกร

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • ประชาชน
  • หน่วยงานรัฐ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 20) ว่า 'ไม่ใช้งบประมาณ'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 20) ว่า 'เป็นการบริหารทิศทางและนโยบายทั้งบุคลากรและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อบรรลุเป้าหมายของนโยบาย โดยไม่ใช้งบประมาณ'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำกว่า 3%
  • แรงงานทักษะระดับกลางถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่
  • แรงงานไทยจำนวนมากไม่รู้ว่าควรเรียนทักษะใหม่ด้านไหน
  • ไม่มีข้อมูลตลาดแรงงานที่เชื่อมกับอุตสาหกรรมจริง
  • ตลาดแรงงานไม่มีระบบในการรับรองผลการเรียนรู้
  • คนมีประสบการณ์ไม่สามารถนำมานับเป็นวุฒิหรือทักษะได้
  • คนที่มีรายได้น้อยไม่มีเวลาฝึกหรือขณะฝึกก็ไม่มีรายได้
  • ปัญหาภาคอุตสาหกรรมไม่เชื่อมั่นคุณภาพแรงงานใหม่ เพราะไม่มีมาตรฐานกลางในการจัดฝึกอบรม
  • ผู้ประกอบการรายเล็ก–กลางไม่อยากลงทุนในเมืองรอง แม้ว่าเมืองรองมีศักยภาพโตมากกว่ากรุงเทพฯ, EEC ถึง 15 เท่า
  • เมืองรองไม่มีแรงงานทักษะมารองรับ

จะทำอะไร (Action)

  • ตั้ง “ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ” และออกกฎหมายรองรับ
  • แก้ไข พ.ร.บ.การศึกษา
  • จัดตั้ง “คณะกรรมการส่งเสริมผลิตภาพแห่งชาติ”
  • ให้ทุกคนสะสมทักษะเป็นหน่วยกิตตลอดชีวิต และพัฒนาไปสู่ พาสปอร์ตทักษะมาตรฐานเดียวทั้งประเทศ
  • สนับสนุนทุนให้แรงงาน 10,000 บาท/คน
  • สนับสนุนทุนในการเลือกหลักสูตรเรียน 10,000 บาท/คน ปีละ 1 ล้านคน รวม 4 ปี = 4 ล้านคน
  • เรียนทักษะยุคใหม่ เช่น AI, EV, หุ่นยนต์, Automation, Digital, Logistics
  • เรียนจบได้ใบประกาศ มีนายจ้างจองตัวล่วงหน้า
  • ให้ค่าจ้างระหว่างฝึก พร้อมการันตีงานหลังจบ
  • ผ่านระบบ Skill Loan (เงินยืมเพื่อทักษะ)
  • ผู้ประกอบการทำสัญญาฝึกทักษะกับแรงงาน
  • แรงงานมีเงินเดือนระหว่างฝึก และ ได้งานจริงเมื่อจบหลักสูตร
  • เปิดระบบรับรองประสบการณ์ (RPL)
  • คืนคุณค่าให้แรงงานที่ทำงานเป็นอยู่แล้ว ด้วยการนำประสบการณ์มานับเป็นหน่วยกิตในกระเป๋าหน่วยกิต (Credit Pocket)
  • พัฒนา “แพลตฟอร์มจับคู่ทักษะ (Skill Platform Matching)”
  • จับคู่พาสปอร์ตทักษะกับตำแหน่งงานที่ต้องการ
  • ตั้งเป้า อัตราการจับคู่สำเร็จ > 70%
  • ดึงเอกชนร่วมสร้างหลักสูตรยุคใหม่
  • ออกมาตรการ Skill Tax Credit ให้บริษัทลดหย่อนภาษีเมื่อร่วมฝึกอบรม
  • BOI และอุตสาหกรรมเป้าหมาย ร่วมออกแบบหลักสูตรตามความต้องการตลาดจริง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • แรงงานไทยทุกกลุ่ม โดยเฉพาะคนรายได้น้อย นักเรียนอาชีวะ มหาวิทยาลัย แรงงานนอกระบบ และผู้เปลี่ยนอาชีพ สามารถ upskill–reskill เพื่อพร้อมเข้าสู่งานรายได้
  • มี “ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ” ที่สะสมทักษะได้ตลอดชีวิต
  • มี พาสปอร์ตทักษะ ที่นายจ้างทั่วประเทศยอมรับ
  • การฝึกอบรมไม่ใช่ค่าใช้จ่ายของลูกจ้างอีกต่อไป แต่เป็นการลงทุนที่รัฐสนับสนุน
  • มีระบบจับคู่ทักษะ–งานแบบเรียลไทม์ ผ่าน Skill Platform Matching
  • มีงานดีมากขึ้นในเมืองรอง
  • แรงงานมีเงินเดือนระหว่างฝึก
  • ได้งานจริงเมื่อจบหลักสูตร

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • แรงงานไทยทุกกลุ่ม
  • คนรายได้น้อย
  • นักเรียนอาชีวะ
  • นักเรียนมหาวิทยาลัย
  • แรงงานนอกระบบ
  • ผู้เปลี่ยนอาชีพ
  • ผู้ประกอบการ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 1) ว่า '5,000 ล้านบาท/ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 1) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เกษตรกรไทยเสียรายได้ 15-30% จากการเน่าเสียระหว่างขนส่ง
  • ไม่มีคลังเย็นเพียงพอโดยเฉพาะภาคอีสานและใต้ ทำให้ไม่สามารถส่งสินค้าไปขายทั่วประเทศได้
  • สินค้าไทยสูญเสียความสามารถแข่งขันในการส่งออก

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างเครือข่ายคลังสินค้าเย็นทั่วประเทศ (Cold Storage Network)
  1. สร้างคลังเย็นขนาดใหญ่ (Regional Hub) และ คลังเย็นขนาดเล็กกระจายทั่วประเทศ ความจุรวมกว่า 50,000 ตันเพื่อรองรับสินค้าเกษตรที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ เช่น ทุเรียน ลำไย อาหารทะเล หมู–ไก่
  2. ใช้มาตรฐาน Q Cold Chain ของกรมการขนส่งทางบก เพื่อรับรองคุณภาพการขนส่ง
  • พัฒนาบุคลากร Cold Chain (Workforce Reskilling Program)
  1. ฝึกอบรมบุคลากรและคนขับรถกว่าสามพันคนทั่วประเทศ
  2. หลักสูตรมาตรฐาน “Cold Chain Operator & Temperature Logistics” เพิ่มรายได้และคุณภาพแรงงานในท้องถิ่น
  • เชื่อมโยงกับนโยบาย “แพลตฟอร์ม E-Commerce สัญชาติไทย”
  1. สร้าง “ตลาดออนไลน์เกษตรแห่งชาติ”
  2. เชื่อมข้อมูลกับคลังเย็นและเส้นทางขนส่ง (Warehouse & Route Optimization)
  3. เปิดโอกาสให้เกษตรกรขายตรงถึงผู้บริโภค และเข้าถึงตลาดต่างประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกษตรกรไทยมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นจากการลดสินค้าเน่าเสีย
  • เกษตรกรรายย่อยสามารถส่งสินค้าสดไปขายได้ทั่วประเทศ และสามารถส่งออกไปยังต่างประเทศ กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น
  • ไปรษณีย์ไทยสร้างรายได้เพิ่ม 2,600 ล้านบาทต่อปี
  • เกิดการจ้างงานใหม่กว่า 3,000 ตำแหน่งในระบบโลจิสติกส์และคลังสินค้า
  • เพิ่มรายได้และคุณภาพแรงงานในท้องถิ่น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกรไทย
  • ไปรษณีย์ไทย
  • ผู้บริโภค

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบการศึกษายังไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุค AI
  • คนไทยส่วนใหญ่ยังขาดทักษะในการนำ AI มาใช้ในการพัฒนาศักยภาพของตัวเองเพื่อให้อยู่รอดและมีรายได้

จะทำอะไร (Action)

  • ตั้ง AI Learning Platform แห่งชาติ
  • รัฐแจกแพลตฟอร์มเรียนออนไลน์ด้าน AI ฟรีอย่างทั่วถึง
  • เมื่อเรียนจบหลักสูตรจะได้รับ Digital Certificate และ Token เพื่อใช้เข้าถึง AI Engines ระดับโลก

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • คนไทยทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตผ่าน AI Learning Platform
  • โรงเรียนกว่า 1,000 แห่งใช้ AI เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้
  • แรงงานวัยทำงานสามารถ Upskill-Reskill ให้เท่าทันโลกสมัยใหม่ และสามารถสร้างรายได้ในอนาคต

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ครู
  • นักเรียน
  • นักศึกษา
  • แรงงานวัยทำงาน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 21) ว่า '4,000 ล้านบาท/ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 21) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณ มาตรการกึ่งการคลัง การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ข้อมูลภาครัฐยังกระจัดกระจาย ไม่เชื่อมโยงกัน
  • ระบบบริการซ้ำซ้อน ประชาชนต้องยื่นเอกสารหลายที่รอเวลานาน
  • พนักงานรัฐมีภาระงานเอกสารจำนวนมากทำให้การบริการล่าช้า
  • ไม่มี “Open & Smart Government” ทำให้เกิดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น

จะทำอะไร (Action)

  • พัฒนา บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จในที่เดียว แพลตฟอร์มกลางสำหรับประชาชนและธุรกิจ เข้าถึงบริการภาครัฐอย่างเบ็ดเสร็จ ใบอนุญาตหลักๆ สามารถอนุมัติได้ภายใน 1 วัน
  • สร้างระบบ “Digital Governance Dashboard” แสดงผลข้อมูลเรียลไทม์เกี่ยวกับงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง และสถานะโครงการ พร้อมเปิดให้ประชาชนเข้าดูได้

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ภาครัฐ สามารถอนุมัติใบอนุญาตหลักๆ ได้ภายใน 1 วัน
  • ลดเวลาและขั้นตอนราชการลง
  • แสดงผลข้อมูลเรียลไทม์เกี่ยวกับงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง และสถานะโครงการ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ธุรกิจ
  • ผู้ประกอบการ
  • นักลงทุน
  • ภาครัฐ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 30) ว่า '100 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 30) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี'

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดันให้มีการศึกษาค้นคว้าวิจัยในด้านต่างๆ
  • สนับสนุนให้มีทุนศึกษาวิจัยในด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้น
  • สนับสนุนให้นำผลการวิจัยที่มีคุณภาพมาดำเนินการพัฒนาต่อยอด ให้เกิดเป็นรูปธรรม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกิดความรู้, การพัฒนา และนวัตกรรม
  • ความเข้มแข็งของสังคม
  • เสริมสร้างความสามารถของคนในชาติ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • นักวิจัย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ผลักดันให้ภูมิภาคอาเซียนเป็น Digital Hub
  • พัฒนาซอฟแวร์ในด้านต่างๆ และชุดต่างๆ ที่มีคุณภาพ
  • ผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการพัฒนาการผลิตด้าน Hardware และ Software

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • มีการนำ ซอฟแวร์ในด้านต่างๆ และชุดต่างๆ มาใช้ในกิจการผ่านทางระบบ Computer และระบบ Internet ได้อย่างหลากหลาย ทั้งในงานข้อมูลข่าวสารการสื่อสาร โทรคมนาคม การวิจัย วิเคราะห์ การตรวจสอบ กำกับ ควบคุม ดูแล และการประเมินผล
  • ผู้ประกอบการธุรกิจทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม สามารถนำมาใช้สนับสนุนเพิ่มพูนประสิทธิภาพและคุณภาพของการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพรวดเร็ว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ประกอบการธุรกิจทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ระบบอำนาจเชิงดุลพินิจที่ประชาชนและผู้ประกอบการต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่
  • พื้นที่คอร์รัปชัน
  • ต้นทุนแฝงของเศรษฐกิจที่เกิดจากความล่าช้า ความซ้ำซ้อน และการต่อรองใต้โต๊ะ ซึ่งในโลกจริงคือภาษีมืดที่ทำให้ SME อ่อนแรงและทำให้คนรุ่นใหม่หมดศรัทธาต่อระบบรัฐ
  • โครงสร้างการตัดสินใจที่ฝากไว้กับเจ้าหน้าที่ในแต่ละจุด
  • การแยกฐานข้อมูลเป็นไซโลจนเกิดการขอเอกสารซ้ำซ้อน
  • เมื่อใดที่ข้อมูลไม่เชื่อมกัน ประชาชนต้องเป็นผู้แบกภาระพิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเมื่อนั้นการจ่ายเพื่อให้จบเร็วก็เกิดขึ้นทันที เพราะต้นทุนเวลามีมูลค่าจริง
  • หากหน้าบ้านสวยแต่หลังบ้านยังแยกกัน ระบบจะกลายเป็นการส่งประชาชนไปวิ่งตามหน่วยงานเดิมเพียงเปลี่ยนจากเดินเป็นคลิก
  • การโปร่งใสอย่างเดียวอาจไม่ทำให้เจ้าหน้าที่อยากเปลี่ยน หากไม่มีแรงจูงใจหรือความเสี่ยงที่จับต้องได้
  • รัฐดิจิทัลที่ไม่ปลอดภัยคือการเปิดประตูให้ความเสียหายที่ใหญ่กว่าเดิม
  • ปัญหาของรัฐดิจิทัลมักล้มเหลวไม่ใช่เพราะเทคโนโลยี แต่เพราะคนและวัฒนธรรมองค์กร
  • หากไม่ทำให้เจ้าหน้าที่เห็นว่าระบบใหม่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นหรือมีเส้นทางความก้าวหน้าใหม่ ระบบจะถูกต่อต้านแบบเงียบจนไม่เกิดผลจริง
  • Digital Exclusion คือ กลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ไม่มีทักษะอาจถูกทิ้งไว้หลังระบบ
  • Bureaucratic Resistance ซึ่งจะเกิดแน่นอนเมื่อระบบใหม่ลดอำนาจและผลประโยชน์เดิม
  • ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ เพราะการรวมข้อมูลทำให้เป็นเป้าหมายที่ล่อแหลม

จะทำอะไร (Action)

  • ย้ายบทบาทรัฐไทยจากระบบอำนาจเชิงดุลพินิจที่ประชาชนและผู้ประกอบการต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่ ไปสู่รัฐในฐานะแพลตฟอร์มบริการสาธารณะ
  • ออกแบบให้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือจัดระเบียบอำนาจใหม่
  • เริ่มที่สามแกนพร้อมกัน ได้แก่ Digital ID แบบที่ประชาชนเป็นเจ้าของสิทธิในข้อมูล
  • เชื่อมฐานข้อมูลให้ทำงานร่วมกันได้
  • ทำธุรกรรมภาครัฐที่มีร่องรอยตรวจสอบไม่ได้ถูกลบหรือแก้ย้อนหลังได้
  • เลือก Blockchain ในส่วนที่เกี่ยวกับสัญญา การจัดซื้อจัดจ้าง การอนุมัติ และการเบิกจ่ายที่มีความเสี่ยงสูง
  • วางสถาปัตยกรรมของนโยบายแบบสามชั้นให้สัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ:
  • ชั้นแรกคือ Infrastructure: รวมบริการรัฐเข้าสู่ Super App แบบ One Stop Service แต่ต้องยืนยันให้ชัดว่า Super App ไม่ใช่เป้าหมาย มันเป็นเพียงหน้ากากการเข้าถึง ส่วนแกนจริงอยู่ที่การรวมงบและรวมมาตรฐานหลังบ้านให้เป็น Government Cloud และ Data Interoperability กลาง
    • ชั้นแรก: กำหนดมาตรฐาน API ภาครัฐ
    • ชั้นแรก: แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
    • ชั้นแรก: จัดการสิทธิการเข้าถึงข้อมูล
    • ชั้นแรก: กำหนดว่าเอกสารใดไม่ควรถูกขอซ้ำอีกต่อไป เช่น สำเนาบัตร สำเนาทะเบียนบ้าน หนังสือรับรองเดิมที่รัฐมีอยู่แล้ว โดยรัฐต้องเป็นฝ่ายดึงข้อมูลเองภายใต้ความยินยอมของประชาชน
  • ชั้นที่สองคือ Transparency: ผ่าน Blockchain Smart Contracts โดยต้องเลือกใช้ในจุดที่มีความเสี่ยงสูงและมีการโต้แย้งได้ง่าย ได้แก่ e Procurement, e Licensing, และ Payment Milestones ของสัญญารัฐ
  • ชั้นที่สามคือ Empowerment: ผ่าน Citizen Review และ Feedback Loop ที่ผูกกับแรงจูงใจของระบบราชการอย่างเป็นรูปธรรม
  • ทำให้คะแนนบริการและความพึงพอใจของประชาชนส่งผลต่อ KPI การเลื่อนขั้น และโบนัสของหน่วยงาน
  • ตั้งระบบให้คะแนนหลังจบธุรกรรมทุกครั้งพร้อมเปิด Dashboard สาธารณะในระดับหน่วยงานและพื้นที่
  • เมื่อคะแนนตกต่ำต่อเนื่อง ระบบต้องมีสัญญาณเตือนและมาตรการแก้ไขเชิงระบบ เช่น การส่งทีม Digital Butler ลงพื้นที่ การปรับกระบวนงานใหม่ หรือการย้ายบริการไปสู่ระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ
  • ทุ่ม CapEx ไปที่ Cloud กลาง ระบบ Interoperability และโครงสร้าง Blockchain สำหรับธุรกรรมเสี่ยงสูง
  • กัน OpEx สำหรับ Cybersecurity และการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง
  • จัดการ Change Management และการ Reskill ข้าราชการ
  • โยกงบจากต้นทุนเดิมที่ไร้ประสิทธิภาพได้ เช่น งบเอกสาร งบเดินทางไปติดต่อ งบระบบซ้ำซ้อนของแต่ละหน่วยงาน รวมถึงการรวมงบ Cloud ที่เคยกระจายเป็นรายโครงการให้เป็นงบส่วนกลาง
  • ใช้ Digital Dividend จากเศรษฐกิจดิจิทัลและรายได้รัฐจากการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะ เช่น คลื่นความถี่และค่าธรรมเนียมบางประเภทเพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ทั้งประเทศได้ประโยชน์
  • ชี้ให้เห็นว่าการลดคอร์รัปชันคือการคืนเงินเข้าคลังในทางปฏิบัติ
  • ตอบ ความเสี่ยง Digital Exclusion ด้วยโครงสร้างคู่ขนานที่เป็นบริการหน้าด่าน เช่น Digital Butler ที่อำเภอหรือเทศบาล เป็นเจ้าหน้าที่บริการที่ช่วยประชาชนทำธุรกรรมดิจิทัลโดยไม่เพิ่มดุลพินิจในกระบวนการตัดสินใจ
  • มีทั้งแรงจูงใจและแรงบังคับในเวลาเดียวกัน เพื่อจัดการ Bureaucratic Resistance เช่น โบนัสและความก้าวหน้าสำหรับหน่วยงานที่ทำสำเร็จ
  • กำหนดให้ธุรกรรมเสี่ยงสูงต้องทำผ่านระบบใหม่เท่านั้นเพื่อตัดทางเลือกเดิมที่เปิดช่องทุจริต
  • เพื่อจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์: กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยระดับชาติ การทดสอบเจาะระบบอย่างสม่ำเสมอ และการแบ่งชั้นการเข้าถึงข้อมูลอย่างเข้มงวด
  • ทำให้รัฐไทยเป็น Lean Government

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • รัฐทำงานอัตโนมัติ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเข้าถึงได้ตลอดเวลา
  • ลดพื้นที่คอร์รัปชัน
  • ลดต้นทุนแฝงของเศรษฐกิจ
  • ลด discretion
  • กระบวนการของรัฐกลายเป็นกติกาที่รันได้เองมากกว่าความเห็นส่วนบุคคล
  • ประชาชนเป็นเจ้าของสิทธิในข้อมูล
  • ข้อมูลไม่ถูกลบหรือแก้ย้อนหลังได้
  • สร้างหลักฐานที่แก้ย้อนหลังไม่ได้
  • การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสัญญา การแก้ TOR การขยายเวลา หรือการจ่ายเงินทุกงวดมี Transaction ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ทันที
  • ลดช่องว่างระหว่างผู้มีอำนาจอนุมัติกับผู้ที่ได้รับประโยชน์
  • ทุกการตัดสินใจทิ้งร่องรอยต่อสาธารณะและต่อหน่วยตรวจสอบ
  • ระบบยกระดับธรรมาภิบาลโดยไม่ต้องเพิ่มคนตรวจเอกสารซ้ำ
  • คะแนนบริการและความพึงพอใจของประชาชนส่งผลต่อ KPI การเลื่อนขั้น และโบนัสของหน่วยงาน
  • ลดอำนาจรัฐในความหมายที่เป็นอุปสรรค แต่เพิ่มอำนาจรัฐในความหมายที่เป็นศักยภาพการให้บริการแบบทันสมัย
  • เป็นเส้นแบ่งสำคัญของอนุรักษ์นิยมที่ยึดธรรมาภิบาล
  • สร้างสินทรัพย์ภาครัฐที่ใช้ซ้ำได้ระยะยาว
  • ลดค่าใช้จ่ายแฝงมหาศาลในอนาคต
  • เกิด Economies of Scale
  • การลดคอร์รัปชันคือการคืนเงินเข้าคลังในทางปฏิบัติ
  • ประชาชนได้ประโยชน์ตรงจากการเข้าถึงบริการ 24 ชั่วโมง ลดการเดินทาง ลดการรอคิว ลดการยื่นเอกสารซ้ำ
  • ผู้ประกอบการได้ประโยชน์จากความเร็วของใบอนุญาตและความชัดเจนของขั้นตอน ทำให้กล้าลงทุนมากขึ้น
  • การตัดสินใจลงทุนจะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติในระดับเศรษฐกิจมหภาค เพราะสิ่งที่เคยเป็นภาษีมืดจะถูกเปลี่ยนเป็นทุนขยายกิจการและทุนจ้างงาน
  • รัฐไทยเป็น Lean Government ที่โปร่งใสที่สุดและเร็วที่สุด
  • คนตัวเล็กจะเข้าถึงโอกาสโดยไม่ต้องมีเส้นสาย
  • SME จะขยายตัวได้บนกติกาที่คาดการณ์ได้
  • รากฐานมั่นคงในความหมายธรรมาภิบาลและความสงบเรียบร้อย และทำให้อนาคตมั่งคั่งในความหมายผลิตภาพและการลงทุนเกิดขึ้นจริงพร้อมกัน
  • ตัวชี้วัดของนโยบายนี้ควรผูกกับผลลัพธ์ที่ประชาชนและเศรษฐกิจสัมผัสได้จริง:
  • ระดับบริการต้องวัดเวลาที่ลดลงต่อธุรกรรมหลัก จำนวนขั้นตอนที่ถูกตัดออก และอัตราการใช้งานของประชาชนและผู้ประกอบการ
  • ระดับธรรมาภิบาลต้องวัดสัดส่วนสัญญาจัดซื้อจัดจ้างที่อยู่บนระบบตรวจสอบได้ จำนวนเหตุการณ์ที่มีการแก้ TOR หรือขยายสัญญาและสามารถอธิบายได้ พร้อมแนวโน้มการร้องเรียนและคดีทุจริตที่ลดลง
  • ระดับความเชื่อมั่นต้องวัดคะแนนความพึงพอใจและความไว้วางใจต่อรัฐโดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และในเชิงสากลควรเชื่อมกับตัวชี้วัดอย่าง CPI และ Ease of Doing Business

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • วงเงิน 5,000 ล้านบาท

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • โยกงบจากต้นทุนเดิมที่ไร้ประสิทธิภาพได้ เช่น งบเอกสาร งบเดินทางไปติดต่อ งบระบบซ้ำซ้อนของแต่ละหน่วยงาน รวมถึงการรวมงบ Cloud ที่เคยกระจายเป็นรายโครงการให้เป็นงบส่วนกลาง
รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยในปัจจุบันอยู่ภายใต้การครอบงำของแพลตฟอร์มเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทั้งในมิติการค้า การสื่อสาร การศึกษา การจัดเก็บข้อมูล และปัญญาประดิษฐ์
  • มูลค่าเพิ่มจากข้อมูล ภาษา วัฒนธรรม และพฤติกรรมของประชาชนไทย ถูกถ่ายโอนไปสู่บริษัทต่างชาติอย่างเป็นระบบ
  • ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน ต้องแบกรับต้นทุนการใช้เทคโนโลยีที่เพิ่มสูงขึ้นโดยขาดอำนาจต่อรองเชิงโครงสร้าง
  • สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงเป็นปัญหาเชิงเศรษฐกิจ หากแต่เป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางดิจิทัล อธิปไตยข้อมูล และศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
  • ประเทศไทย จึงไม่อาจดำรงสถานะเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีได้อีกต่อไป
  • อุตสาหกรรมแพลตฟอร์มไทย มีต้นทุนเริ่มต้นสูง ความเสี่ยงสูง ระยะคืนทุนยาว และการขาดแรงจูงใจให้เอกชนลงทุนในเทคโนโลยีพื้นฐานที่ไม่สร้างรายได้ทันที
  • ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มไทย ต้องแข่งขันในสนามที่กติกาถูกกำหนดให้เอื้อผู้เล่นรายใหญ่ที่มีทรัพยากรเหนือกว่ามหาศาล โดยเฉพาะแพลตฟอร์มข้ามชาติที่มีเครือข่ายผู้ใช้ทั่วโลก โครงสร้างข้อมูลขนาดใหญ่ และศักยภาพในการทำราคาแบบกดกำไรหรืออุดหนุนข้ามตลาดได้
  • หากไม่มีตลาดตั้งต้นที่ใหญ่พอและมีความน่าเชื่อถือพอ แพลตฟอร์มไทยจะติดหล่มช่วงขยายผู้ใช้และขยายรายได้อยู่เสมอ
  • ความเสี่ยงที่อธิปไตยข้อมูลและเทคโนโลยีจะถูกถ่ายโอนออกนอกประเทศผ่านโครงสร้างนอมินีหรือการเปลี่ยนมือเชิงซับซ้อน
  • ความเสี่ยงที่แพลตฟอร์มไทยซึ่งเติบโตจากนโยบายรัฐ จะใช้อำนาจตลาดในลักษณะเอาเปรียบผู้ใช้ ผู้ประกอบการรายย่อย หรือรัฐเองในอนาคต

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างอุตสาหกรรมแพลตฟอร์มเทคโนโลยีของไทย
  • ยกระดับบทบาทสู่การเป็นผู้พัฒนา ผู้ถือครอง และผู้กำหนดทิศทางแพลตฟอร์มที่ใช้ภาษาไทย ข้อมูลไทย และแรงงานไทยเป็นฐาน
  • รัฐต้องทำหน้าที่สร้างสถาปัตยกรรมเชิงโครงสร้างของตลาดเทคโนโลยี ผ่านการลงทุนร่วม การลดต้นทุนเชิงภาษี การปรับกติกากำกับดูแล และการสร้างอุปสงค์เริ่มต้น
  • จัดตั้งกองทุน Digital Sovereignty Fund
  • ร่วมลงทุนเชิงยุทธศาสตร์กับบริษัทแพลตฟอร์มไทยในสาขาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น อีคอมเมิร์ซแห่งชาติ Cloud และ Data Center ในประเทศ แพลตฟอร์มการศึกษา ระบบสื่อสารสำหรับภาครัฐ และเทคโนโลยี AI และ NLP ภาษาไทย
  • กำหนดให้รัฐถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 49 เพื่อรักษาความคล่องตัวทางธุรกิจ
  • กำหนดเงื่อนไขกรรมสิทธิ์ไทย เพื่อคงอธิปไตยทางเทคโนโลยี
  • ดำเนินมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อสนับสนุนผู้พัฒนาเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม
  • ให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 5 ปีแก่บริษัทไทยที่พัฒนาแพลตฟอร์มในหมวดเป้าหมายและมีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาไม่น้อยกว่าปีละ 5 ล้านบาท
  • ให้สิทธิหักรายจ่ายด้าน R&D ได้สองเท่าในกรณีที่ดำเนินการวิจัยในประเทศและใช้บุคลากรไทยเป็นหลัก
  • ให้เครดิตภาษีจากยอดขายแก่แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานในประเทศในระดับที่มีนัยสำคัญ
  • คืนภาษีเต็มจำนวนแก่ผู้ลงทุนในโครงการเทคโนโลยีแบบเปิดที่ได้รับการรับรองจากรัฐ
  • จัดตั้ง Regulatory Sandbox สำหรับแพลตฟอร์มไทย
  • เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจไทยสามารถทดลองนวัตกรรมโดยไม่ถูกจำกัดด้วยกติกาที่สร้างความเสียเปรียบในการแข่งขันกับแพลตฟอร์มข้ามชาติ
  • ให้สิทธิพิเศษเชิงชั่วคราว เช่น การเข้าถึงตลาดภาครัฐ การใช้ข้อมูลเปิดของรัฐ และการผ่อนคลายกฎเกณฑ์บางประการ ภายใต้เงื่อนไขด้านกรรมสิทธิ์ไทย ความมั่นคงข้อมูล และการแข่งขันที่เป็นธรรม
  • ใช้กลไกภาครัฐเป็นตัวขับเคลื่อนอุปสงค์ โดยกำหนดให้หน่วยงานของรัฐจัดซื้อเทคโนโลยีจากผู้ผลิตในประเทศในสัดส่วนที่เหมาะสม โดยเฉพาะในด้านซอฟต์แวร์ ระบบ Cloud ฐานข้อมูล และระบบการเรียนรู้
  • ปรับเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างให้แพลตฟอร์มไทยได้รับสิทธิในการเข้าประมูลก่อนผู้ผลิตจากต่างประเทศในสาขาที่กำหนด
  • ส่งเสริมการใช้ซอฟต์แวร์เปิดและการพัฒนาทักษะบุคลากรภาครัฐ
  • ออกแบบระบบกำกับที่ไม่ฆ่านวัตกรรม แต่กันพฤติกรรมที่บิดเบือนตลาดตั้งแต่ต้น
  • กำหนดเกณฑ์กรรมสิทธิ์ในประเทศในเชิงสาระ ไม่ใช่เชิงนิติกรรม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ยกระดับอธิปไตยทางดิจิทัล
  • ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ
  • เสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย
  • ยกระดับอุตสาหกรรมแพลตฟอร์มเทคโนโลยีของไทยให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของเศรษฐกิจชาติ
  • สร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีพื้นฐานโดยผู้ประกอบการไทย
  • ลดภาระภาษีและต้นทุนที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนด้านนวัตกรรม
  • เกิดแพลตฟอร์มระดับชาติที่สามารถแข่งขันได้จริง
  • ประเทศไทยจะมีแพลตฟอร์มเทคโนโลยีของไทยที่มีผู้ใช้งานในระดับประเทศอย่างน้อย 3 แพลตฟอร์ม
  • เกิดรายได้รวมจากอุตสาหกรรมแพลตฟอร์มไทยไม่น้อยกว่าปีละ 20,000 ล้านบาท
  • มีการจ้างงานบุคลากรเทคโนโลยีไทยไม่น้อยกว่า 100,000 คน
  • เพิ่มสัดส่วนซอฟต์แวร์ที่พัฒนาในประเทศที่ถูกใช้งานในภาครัฐเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 70
  • เปลี่ยนบทบาทของรัฐจากผู้จ่ายค่าเช่าเทคโนโลยี ไปสู่ผู้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ
  • สร้างอุตสาหกรรมใหม่
  • ลดการไหลออกของมูลค่าเพิ่ม
  • เสริมสร้างอธิปไตยทางดิจิทัลอย่างยั่งยืน
  • เกิดฐานรายได้ใหม่ การจ้างงานใหม่ และการเสียภาษีในระบบเศรษฐกิจโดยรอบ เมื่อเกิดแพลตฟอร์มไทยที่ขยายตัวได้จริง
  • ลดดุลขาดดุลจากการนำเข้าเทคโนโลยีบริการจากต่างชาติ
  • แพลตฟอร์มไทย มีทั้งทุน กติกา และตลาดตั้งต้นในเวลาเดียวกัน
  • รัฐจะได้รับผลตอบแทนทั้งในรูปเงินปันผล มูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้น และรายได้ภาษีจากระบบเศรษฐกิจโดยรอบ
  • สร้างความน่าเชื่อถือ
  • สร้างระบบนิเวศนักพัฒนา
  • รัฐลดความเสี่ยงการถูกผูกขาดระยะยาว
  • การสร้างงานเทค
  • การเพิ่มมูลค่าบริการดิจิทัลในประเทศ
  • ลดการพึ่งพาบริการต่างชาติ
  • การจัดซื้อจากผู้ผลิตในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 30
  • ลดต้นทุนและเวลาในการขายให้รัฐ
  • สร้างฐานความเชื่อมั่นให้ประชาชน นักลงทุน และพันธมิตรระหว่างประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ประกอบการไทย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • สำหรับ เกิดแพลตฟอร์มระดับชาติที่สามารถแข่งขันได้จริง: ภายในระยะเวลา 5 ปี
  • สำหรับ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่บริษัทไทย: เป็นระยะเวลา 5 ปี
  • สำหรับ การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา: ไม่น้อยกว่าปีละ 5 ล้านบาท
  • สำหรับ ประเทศไทยจะมีแพลตฟอร์มเทคโนโลยีของไทยที่มีผู้ใช้งานในระดับประเทศอย่างน้อย 3 แพลตฟอร์ม, เกิดรายได้รวมจากอุตสาหกรรมแพลตฟอร์มไทยไม่น้อยกว่าปีละ 20,000 ล้านบาท, มีการจ้างงานบุคลากรเทคโนโลยีไทยไม่น้อยกว่า 100,000 คน, เพิ่มสัดส่วนซอฟต์แวร์ที่พัฒนาในประเทศที่ถูกใช้งานในภาครัฐเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 70: ภายในระยะเวลา 5 ปี
  • สำหรับ ลดรายได้รัฐ: ในระยะสั้น
  • สำหรับ ขยายฐานเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และรายได้ภาษี: ในระยะกลางและระยะยาว
  • สำหรับ ร่วมสร้างตลาด และร่วมรับความเสี่ยงกับภาคเอกชนไทย: ในช่วงเริ่มต้นของอุตสาหกรรมแพลตฟอร์มเทคโนโลยี
  • สำหรับ กิจการต้องมีกรรมสิทธิ์โดยคนไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 51: ตลอดระยะเวลาที่กองทุนยังถือหุ้นอยู่
  • สำหรับ การเร่งลงทุนและสร้างผู้เล่นระดับชาติ: ใน 5 ปี
  • สำหรับ กำไรที่เกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นถูกนำกลับไป reinvest: ในระยะเริ่มต้น
  • สำหรับการส่งรายงานความก้าวหน้า: เป็นรายปี
  • สำหรับการตรวจประเมินด้าน Data Governance และ Cybersecurity: อย่างน้อยปีละครั้ง
  • สำหรับ ผู้ลงทุนที่จะได้รับ Tax Refund ต้องยื่นหลักฐานการลงทุนและผลลัพธ์การพัฒนา: ในรอบปีงบประมาณ
  • สำหรับ มูลค่าประโยชน์ทางภาษีรวมต่อปี: ไม่เกินสัดส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่าย R&D หรือไม่เกินเพดานตามขนาดรายได้
  • สำหรับการเพิกถอนสิทธิ: ทันที
  • สำหรับการป้องกันไม่ให้แพลตฟอร์มไทยกลายเป็นผู้ผูกขาดรายใหม่: ในอนาคต
  • สำหรับการผ่อนคลายกฎเกณฑ์บางประการของการกำกับดูแล: ในช่วงทดลอง
  • สำหรับ จำนวนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมและผ่านเกณฑ์: อย่างน้อย 500 รายใน 5 ปี
  • สำหรับ สัดส่วนที่ผ่านจาก Pilot ไปสู่ Scale: อย่างน้อย 20–30 เปอร์เซ็นต์
  • สำหรับ รัฐจ่ายแพงและเปลี่ยนระบบไม่ได้: ในอนาคต
  • สำหรับการเปิดเผยโครงสร้างผู้ถือหุ้น ผู้มีอำนาจควบคุมที่แท้จริง และการเปลี่ยนแปลงเชิงสาระ: ในรอบระยะเวลาที่กำหนด
  • สำหรับ การใช้อำนาจตลาดในลักษณะเอาเปรียบผู้ใช้ ผู้ประกอบการรายย่อย หรือรัฐเอง: ในอนาคต
  • สำหรับ รายได้ภาษีสะสมจากอุตสาหกรรมแพลตฟอร์มและระบบนิเวศโดยรอบ: ในช่วง 10 ปี
  • สำหรับ รัฐจะเริ่มเก็บภาษีนิติบุคคลได้เต็มที่: หลังปีที่ 5
  • สำหรับ การสร้างผู้เล่นไทยในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม: ภายในกรอบเวลา 5 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • การลงทุนโดยตรงของรัฐ นโยบายใช้เงินงบประมาณเริ่มต้น 3,000 ล้านบาท ผ่านกองทุน Digital Sovereignty Fund ซึ่งเป็นเงินลงทุน ไม่ใช่เงินใช้จ่ายสูญเปล่า

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 30) ว่า '3,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • สำหรับ กองทุน Digital Sovereignty Fund: งบลงทุนของรัฐในหมวดการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 30) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • โจทย์แท้จริงของคนไทยไม่ใช่รายได้ต่ำ แต่คือ Fixed Cost สูง
  • รายจ่ายจำเป็นเฉลี่ย ~9,000 บาท/เดือน (ไฟ–น้ำ–เน็ต–เดินทาง) เป็น “ภาษีเงียบ” ที่รัฐไม่เคยเข้าไปต่อรองแทนประชาชน
  • ทำให้การแจกเงินสด ไหลกลับ ไปยังทุนสาธารณูปโภคและแพลตฟอร์มในไม่กี่วัน
  • หนี้ครัวเรือน 86.8% ต่อ GDP สะท้อน “สภาพคล่องหาย”
  • ปัญหาของระบบสวัสดิการเดิมคือ “สวัสดิการที่รอรับ”
  • สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย/บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ:
    • รายได้ต่ำ + Fixed Cost สูง
    • สภาพคล่องหายทุกเดือน
    • เสี่ยงหนี้นอกระบบ
  • สำหรับแรงงานรายวัน / นอกระบบ:
    • รายได้ไม่สม่ำเสมอ
    • ค่าเดินทาง–อุปกรณ์สูง
    • เข้าไม่ถึงเครดิต
  • สำหรับแรงงานเงินเดือน (รายได้น้อย–กลาง):
    • รายได้คงที่ แต่ Fixed Cost กินสัดส่วนสูง
    • เงินไม่พอออม
    • เสี่ยงหนี้บัตรเครดิต
  • สำหรับนักเรียน / นักศึกษา / บัณฑิตใหม่:
    • ไม่มีรายได้ แต่มีต้นทุนการเรียน
    • เริ่มชีวิตด้วยหนี้
    • ทักษะไม่ตรงตลาด
  • สำหรับแรงงานในระบบภาษี (รายได้กลาง–สูง):
    • จ่ายภาษี แต่ได้สวัสดิการไม่คุ้ม
    • เงินออม–ลงทุนไม่เป็นระบบ
  • สำหรับผู้ประกอบการ / SME / ฟรีแลนซ์ขั้นสูง:
    • เงินหมุนเวียนตึง
    • ต้นทุนการเงินสูง
    • เสี่ยงตลาดโลก

จะทำอะไร (Action)

  • เปลี่ยน KPI ของรัฐจาก: รายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย / จำนวนเงินแจก เป็น: รายได้สุทธิหลังหักต้นทุนชีวิต (Net Disposable Income)
  • ใช้เครดิตสาธารณะ เป็น เครื่องมือกดต้นทุนชีวิต
  • แก้หนี้ครัวเรือนโดยไม่เติมหนี้ใหม่
  • ให้บัตรประชาชน Max เพิ่มสภาพคล่อง โดยไม่สร้างหนี้ และ ไม่แจกเงินสด
  • รัฐจ่ายตรงให้ผู้ให้บริการตามโควตาเครดิต สำหรับสิทธิพื้นฐาน
  • มอบสิทธิลดรายจ่ายคงที่แบบจ่ายตรง
  • มอบสิทธิยกระดับชีวิต
  • หน่วยคะแนนมาตรฐาน: Development Credit Unit (DCU)1 DCU
  • ให้ 1 DCU = สิทธิ Top-up มูลค่า 50–100 บาท/เดือน
  • อนุญาตให้ DCU แปลงเป็น: โควตาฟรีเพิ่ม, ส่วนลด, สิทธิปลดล็อกบริการรัฐ
  • ให้คะแนน DCU จากพฤติกรรมการพัฒนาตนเอง เช่น:
    • ตรวจสุขภาพประจำปี: +10 DCU
    • เข้ารับการดูแลโรคเรื้อรังต่อเนื่อง ≥ 6 เดือน: +15 DCU
    • โปรแกรมสุขภาพจิต/เลิกบุหรี่: +10 DCU
    • อบรมอาชีพ ≤20 ชม.: +10 DCU
    • อบรม 21–60 ชม.: +20 DCU
    • AI / Coding / E-commerce / ช่างอาชีพ: +25 DCU
    • สอบผ่านมาตรฐานฝีมือ: +20 DCU
    • จ่ายค่าน้ำไฟตรงเวลา ≥ 6 เดือน: +10 DCU
    • ใช้ e-Receipt / e-Tax: +10 DCU
    • เข้าร่วมโครงการจัดการหนี้: +15 DCU
    • ออมต่อเนื่อง ≥ 12 เดือน: +15 DCU พิเศษ
    • ลงทุน SME ไทย / พลังงานชุมชน: +20 DCU
  • ใช้ DCU + ประวัติการใช้สิทธิชั้น 1–2 เพื่อค้ำประกันไมโครเครดิต
  • ให้รัฐค้ำประกัน “บางส่วน” สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ
  • เขียนให้เป็น มาตรากฎหมายล่วงหน้า เพื่อกันการตีความผิด
  • แยก 4 ระบบออกจากกันเด็ดขาด เพื่อกันการรวมศูนย์อำนาจแบบ Social Credit: ระบบสิทธิพลเมือง, ระบบกฎหมายและความมั่นคง, ระบบ DCU (สิทธิส่งเสริม), ระบบเอกชน/ตลาด
  • กำหนดให้ DCU ทุกการใช้งานต้องเป็น Explicit Consent
  • กำหนดให้ประชาชนมีสิทธิปฏิเสธการใช้ DCU
  • กำหนดให้เก็บเฉพาะ “เหตุการณ์” ไม่เก็บ “พฤติกรรมชีวิต”
  • กำหนดให้ DCU แปลงเป็น Token
  • กำหนดให้ DCU เป็น Opt-in
  • กำหนดให้ สูตรคำนวณ DCU: เปิดเผยต่อสาธารณะ แก้ไขได้เฉพาะโดยกฎหมาย/มติสภา
  • กำหนดให้ น้ำหนักคะแนน: ต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็น ทบทวนเป็นรอบ
  • ตั้ง “คณะกรรมการกำกับ DCU อิสระ” แยกจากฝ่ายบริหาร
  • มอบอำนาจให้คณะกรรมการฯ ตรวจสอบการใช้งาน DCU, สั่งระงับระบบบางส่วน, เปิดเผยรายงานสาธารณะประจำปี
  • กำหนดให้งบ “เท่าเดิม” (ประมาณ 2.6 แสนล้าน/ปี) แต่เปลี่ยนวิธีใช้: ย้ายงบจาก “วงเงินซื้อสินค้า/เดินทางแบบกระจาย” ไปเป็น “จ่ายตรง Fixed Cost” มากขึ้น, ใช้ส่วนหนึ่งเป็น Top-up จากพฤติกรรม (Skill/Health) เฉพาะคนที่ทำจริง
  • เพิ่มงบ “เฉพาะส่วน Fixed Cost Crusher” ให้ถึงเป้าประชาชนเหลือ 1,500–2,000/เดือน
  • สำหรับการแลก DCU เพิ่ม ค่าไฟฟ้า:
    • 5 DCU → +30 หน่วย
    • 10 DCU → +60 หน่วย
    • 20 DCU → +100 หน่วย
  • สำหรับการแลก DCU อินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์พื้นฐาน:
    • 5 DCU → เพิ่มเป็น 30 Mbps
    • 10 DCU → 50 Mbps
    • 15 DCU → 100 Mbps (เฉพาะผู้เรียน/ทำงานออนไลน์)
  • สำหรับการแลก DCU ค่าเดินทางสาธารณะ:
    • 5 DCU → +10 เที่ยว
    • 10 DCU → +25 เที่ยว
  • สำหรับการแลก DCU ตรวจสุขภาพเชิงลึก:
    • 10 DCU สำหรับ ตรวจเลือด/ไขมัน/น้ำตาลเชิงลึก
    • 20 DCU สำหรับ ตรวจสุขภาพแรงงาน/ออฟฟิศซินโดรม
  • สำหรับการแลก DCU สุขภาพจิตและฟื้นฟูแรงงาน:
    • 10 DCU สำหรับ ปรึกษานักจิตวิทยา 1 ครั้ง
    • 20 DCU สำหรับ โปรแกรมดูแลต่อเนื่อง 3–5 ครั้ง
  • สำหรับการแลก DCU Voucher เครื่องมือทำมาหากิน:
    • 20 DCU → Voucher 3,000 บาท
    • 40 DCU → Voucher 7,000 บาท
    • 60 DCU → Voucher 12,000 บาท
  • สำหรับการแลก DCU ซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์มทำงาน:
    • 5 DCU: ใช้เครื่องมือออกแบบ/บัญชี/AI ฟรี 1 เดือน
    • 10 DCU: ฟรี 3 เดือน
  • สำหรับการแลก DCU ลดดอกเบี้ยไมโครเครดิต: ทุก 10 DCU → ลดดอกเบี้ย 0.5% ต่อปี
  • สำหรับการแลก DCU ลดค่าธรรมเนียมการเงิน:
    • 5 DCU: ฟรีค่าธรรมเนียมโอน/ชำระ
    • 10 DCU: ฟรีค่าธรรมเนียมรายเดือนบัญชีธุรกิจรายย่อย
  • สำหรับ Matching Fund การออม: ออม 1,000 บาท/เดือน ใช้ 10 DCU: รัฐสมทบ 200 บาท, ใช้ 20 DCU: รัฐสมทบ 500 บาท
  • สำหรับการแลก DCU ลงทุน SME / ชุมชน:
    • 20 DCU: สิทธิลงทุนกองทุน SME ไทยขั้นต่ำต่ำ
    • 30 DCU: รับผลตอบแทนภาษีพิเศษ
  • สำหรับการแลก DCU รายได้ต่างประเทศ:
    • 10 DCU: ลดค่าธรรมเนียมโอนเงิน 1–2%
    • 20 DCU: บริการบัญชีหลายสกุลเงินฟรี
  • สำหรับการแลก DCU ลงทุนต่างประเทศ:
    • รัฐค้ำประกันบางส่วน (ไม่เกิน 30%)
    • ลงทุนผ่านกองทุน/โครงการที่รัฐรับรอง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ทำให้ รายได้สุทธิหลังหักต้นทุนชีวิต (Net Disposable Income) เป็น KPI ของรัฐ
  • แก้หนี้ครัวเรือนโดยไม่เติมหนี้ใหม่
  • เพิ่มสภาพคล่อง โดยไม่สร้างหนี้ และ ไม่แจกเงินสด
  • ในชั้นที่ 1 Fixed Cost Crusher Credit จะทำให้เกิดผลลัพธ์เชิงโครงสร้างดังนี้:
    • ค่าไฟฟ้าฟรี 120–150 หน่วย/เดือน มูลค่า ~450–600 บาท
    • ค่าน้ำประปาฟรีตามโควตาครัวเรือน~100–150 บาท
    • อินเทอร์เน็ตพื้นฐาน 10–20 Mbps~300–400 บาท
    • ค่าเดินทางสาธารณะ (พื้นที่เมือง) โควตาเที่ยว/เดือน~300–500 บาท
    • เงินเหลือในกระเป๋าทันที: 1,500–2,000 บาท/เดือน
    • ลดแรงกดดันก่อหนี้ระยะสั้น
    • ไม่มีการรั่วไหลไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
  • ในชั้นที่ 2 Skill-Based Top-up Credit จะทำให้เกิดผลลัพธ์ดังนี้:
    • เพิ่มมูลค่าสิทธิ
    • DCU ไม่สะสมเป็นเงินสด แต่แปลงเป็น: โควตาฟรีเพิ่ม, ส่วนลด, สิทธิปลดล็อกบริการรัฐ
    • เพดาน DCU: 60–80 DCU/ปี
    • ไม่อนุญาต “ปั๊มคะแนน”
    • คะแนนหมดอายุหากไม่ใช้งาน (เพื่อกระตุ้นการใช้จริง)
  • ในชั้นที่ 3 Opportunity & Investment Credit จะทำให้เกิดผลลัพธ์ดังนี้:
    • วงเงินค้ำ = 5,000 + (DCU × 300)
    • สัดส่วนค้ำ = 30% + (DCU ÷ 200)
    • ตัวอย่าง: มี 40 DCU รัฐค้ำ ~50% ทำให้กู้ได้ ~34,000 บาท
    • ยกระดับรายได้–ลงทุน–เชื่อมโลก
    • ลดความเสี่ยงเชิงกติกา
  • DCU ไม่ได้วัดว่าใครเป็นคนดี แต่รัฐเลือกให้รางวัลกับพฤติกรรมที่ลดต้นทุนสังคมและเพิ่มศักยภาพประเทศ
  • DCU ไม่มีคะแนนติดลบ ไม่มีการหักคะแนนย้อนหลัง
  • ไม่ทำอะไร = ไม่ได้เพิ่ม แต่ ไม่เสีย คะแนน
  • ไม่เคยมีสถานะ “คะแนนต่ำ = ถูกลงโทษ”
  • ไม่สามารถใช้ DCU เพื่อควบคุมพฤติกรรม
  • DCU เป็นเพียง “สิทธิพิเศษเสริม” (Optional Benefit)
  • ระบบสิทธิพลเมือง: ห้ามเชื่อมกับ DCU โดยเด็ดขาด
  • ระบบกฎหมายและความมั่นคง: เข้าถึง DCU ไม่ได้
  • ระบบ DCU (สิทธิส่งเสริม): เป็นระบบ “สมัครใจ”
  • ระบบเอกชน/ตลาด: ห้ามเห็นคะแนน DCU ดิบ, เห็นได้แค่ “สิทธิที่รัฐอนุญาตให้ใช้”
  • ไม่ยินยอม = ไม่ได้สิทธิพิเศษ แต่ไม่เสียสิทธิใด ๆ
  • ผู้ให้สิทธิ: เห็นแค่ว่า “ใช้ได้ ใช้ไม่ได้” ไม่เห็นเหตุผลเชิงพฤติกรรม
  • ธนาคาร: เห็นว่า “รัฐค้ำ 40%” ไม่เห็นว่าคนนี้ได้คะแนนจากอะไร
  • ไม่เข้าร่วม DCU: ยังได้สิทธิพื้นฐาน Fixed Cost Crusher, ยังได้สวัสดิการตามกฎหมาย, ไม่มีสถานะ “คนนอกระบบ DCU = เสียโอกาสชีวิต”
  • ผลลัพธ์รวมต่อ “เงินเหลือจริง”:
    • ค่าไฟ–น้ำ–เน็ต ประหยัด/เดือน: 800–1,200 บาท
    • เดินทาง ประหยัด/เดือน: 300–600 บาท
    • สุขภาพ ประหยัด/เดือน: 200–400 บาท
    • ดอกเบี้ย/ค่าธรรมเนียม ประหยัด/เดือน: 100–300 บาท
    • รวม 1,500–2,500 บาท/เดือน
    • เทียบเท่าการ “เพิ่มรายได้” ปีละ 18,000–30,000 บาท โดยไม่ต้องแจกเงินสด และไม่เพิ่มหนี้
  • สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย/บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ: เงินเหลือเพิ่ม 2,000–2,500 บาท/เดือน, ไม่ต้องก่อหนี้ใหม่, ค่อย ๆ ไต่ขึ้นสู่แรงงานรายได้ประจำ
  • สำหรับแรงงานรายวัน / นอกระบบ: ลดต้นทุนทำงาน 1,500–2,000 บาท/เดือน, เพิ่มรายได้จากเครื่องมือ, เข้าสู่เครดิตในระบบโดยไม่ใช้คนค้ำ
  • สำหรับแรงงานเงินเดือน (รายได้น้อย–กลาง): เงินออมเพิ่ม 2,000–4,000 บาท/เดือน, ลดหนี้บริโภค, ขยับรายได้ใน 1–2 ปี
  • สำหรับนักเรียน / นักศึกษา / บัณฑิตใหม่: ลดค่าใช้จ่ายเรียน 1,000–2,000 บาท/เดือน, ได้งานเร็วขึ้น, ไม่เริ่มชีวิตด้วยหนี้เสีย
  • สำหรับแรงงานในระบบภาษี (รายได้กลาง–สูง): ภาษี “คุ้มค่า”, เงินไหลกลับเศรษฐกิจไทย, สร้างฐานนักลงทุนรายย่อย
  • สำหรับผู้ประกอบการ / SME / ฟรีแลนซ์ขั้นสูง: ธุรกิจโตโดยไม่พึ่งทุนใหญ่, เงินไทยออกไปสร้างรายได้แล้วกลับประเทศ, เกิด Thai Capital Abroad
  • ผลลัพธ์ของอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์พื้นฐาน: ลดรายจ่ายครัวเรือน เพิ่มศักยภาพหารายได้ทันที
  • ผลลัพธ์ของการลดดอกเบี้ยไมโครเครดิต: ประหยัด ~800 บาท/ปี
  • ผลลัพธ์ของซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์มทำงาน: เพิ่มรายได้ผู้ใช้ได้หลายเท่า
  • เพดานค่าไฟฟ้า: ไม่เกิน 250 หน่วย/เดือน/ครัวเรือน
  • เพดาน Matching Fund: ไม่เกิน 6,000 บาท/ปี/คน
  • วงเงินที่เป็นไปได้สำหรับการลงทุนต่างประเทศ: 50,000 – 200,000 บาท/ราย (เริ่มต้น)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 11) ว่า '95,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • รัฐ จากการจ่ายตรงให้ผู้ให้บริการ
  • รัฐ สำหรับการค้ำประกัน

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 11) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความเหลื่อมล้ำด้านอำนาจต่อรองในตลาด ซึ่งทำให้ SME และเกษตรกรรายย่อยต้องอยู่ในสถานะเสียเปรียบอย่างถาวร
  • ไม่สามารถแข่งขันกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ได้ เพราะติดอยู่ในกับดักต้นทุนสูง ราคาขายถูก และการพึ่งพาคนกลางหลายชั้น
  • Market Power Asymmetry: รายย่อยต้องซื้อวัตถุดิบในราคาขายปลีก แต่ขายสินค้าในราคาขายส่ง
  • Logistic Inefficiency: ต้นทุนขนส่งของรายย่อยสูงกว่ากลุ่มทุน เพราะไม่มีปริมาณ ไม่มีเส้นทางประจำ และไม่มีคลังสินค้าที่มีประสิทธิภาพ
  • Credit Access: รายย่อยจำนวนมากไม่มีหลักทรัพย์ ไม่มีประวัติสินเชื่อที่เป็นระบบ จึงถูกตัดออกจากแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ ทำให้ไม่สามารถขยายกิจการได้
  • ข้อจำกัดด้านทุนที่เคยทำให้รายย่อยเติบโตไม่ได้

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างเครื่องมือรวมพลังให้คนตัวเล็กมีอำนาจต่อรองเชิงระบบเทียบเท่าคนตัวใหญ่ โดยใช้เทคโนโลยีแพลตฟอร์ม โลจิสติกส์อัจฉริยะ และข้อมูล เป็นกลไกหลัก
  • นำจิตวิญญาณของสหกรณ์ไทย ... มาผสานกับตรรกะของแพลตฟอร์มเศรษฐกิจยุคใหม่
  • นโยบาย Digital Co-op ถูกออกแบบให้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งสามชั้นพร้อมกัน (Market Power Asymmetry, Logistic Inefficiency, Credit Access)
  • Platform Layer:
    • ทำหน้าที่รวมดีมานด์และซัพพลายของ SME และเกษตรกรรายย่อยทั่วประเทศ
    • ใช้ ระบบ Group Buying และ Pre-order Aggregation ที่รวบรวมคำสั่งซื้อจากสมาชิกจำนวนมากก่อนนำไปต่อรองกับผู้ผลิตหรือแหล่งวัตถุดิบโดยตรง
    • สร้างอำนาจต่อรองผ่านข้อมูลและปริมาณ
  • Logistics & Physical Infrastructure Layer:
    • มี Smart Hub หรือศูนย์กระจายสินค้าอัจฉริยะในระดับภูมิภาค
    • ใช้พื้นที่รัฐหรือทรัพย์สินสาธารณะให้เกิดประโยชน์สูงสุด สำหรับ Smart Hub
    • Smart Hub ทำหน้าที่เป็นจุด cross-docking คัดแยก บรรจุ และกระจายสินค้า เพื่อลดระยะทางซ้ำซ้อน
    • ใช้กลยุทธ์ backhauling หรือเที่ยวกลับไม่ว่าง เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์โดยรวม
    • จัดการโลจิสติกส์แบบเครือข่าย
  • Financial & Data Synergy Layer:
    • นำข้อมูลธุรกรรมที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มมาสร้าง Digital Credit Profile ให้กับสมาชิก
    • ใช้ ประวัติการซื้อขาย ความสม่ำเสมอในการชำระเงิน และคะแนนความน่าเชื่อถือเป็นฐาน สำหรับ Digital Credit Profile
  • ระบบกำกับความซื่อสัตย์เชิงโครงสร้าง:
    • มี Integrity Score หรือ Synergy Trust Score ซึ่งประเมินสมาชิกจากวินัยทางการเงิน ความโปร่งใสในการดำเนินงาน และการประเมินจากผู้ซื้อและสมาชิกในเครือข่ายเดียวกัน
    • ผูก คะแนน Integrity Score กับสิทธิประโยชน์อย่างชัดเจน
  • ปรับบทบาทกองทุนหมู่บ้านและงบพัฒนาชุมชนจากการให้กู้รายคน ไปสู่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ร่วมกัน
  • เปิดให้สมาชิกถือหุ้นในแพลตฟอร์มผ่านกลไก Equity Crowdfunding
  • ออกแบบให้พ่อค้าคนกลางรายย่อยสามารถเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ด้านโลจิสติกส์หรือการกระจายสินค้าในระบบใหม่
  • ลงทุนใน AI บริหารสต็อกและพยากรณ์ดีมานด์อย่างจริงจังตั้งแต่ต้น
  • รัฐทำหน้าที่เป็น Enabler ที่ออกแบบระบบและกติกา

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • คนตัวเล็กมีอำนาจต่อรองเชิงระบบเทียบเท่าคนตัวใหญ่
  • ประเทศไทยมี โครงสร้างพื้นฐานตลาดใหม่ที่เปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันของประเทศ จากระบบที่คนตัวเล็กกระจัดกระจายและถูกกดราคา ไปสู่ระบบเครือข่ายที่รายย่อยรวมกลุ่มอย่างมีระบบและมีพลังมากกว่าการรวมตัวแบบหลวม ๆ ในอดีต
  • รายย่อยจะเข้าถึงราคาส่งจริง
  • ลดต้นทุนวัตถุดิบได้ ทันที 15–25 เปอร์เซ็นต์
  • ต้นทุนขนส่งต่อหน่วยของรายย่อยจะลดลงอย่างเป็นระบบ
  • ความสามารถในการส่งตรงถึงผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้น ทันที
  • รายย่อยจะเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงินหมุนเวียน หรือเครื่องมือทางการเงินอื่นได้ง่ายขึ้น
  • ข้อจำกัดด้านทุนที่เคยทำให้รายย่อยเติบโตไม่ได้ จะถูกปลดล็อก
  • สมาชิก Digital Co-op ที่มี ระดับคะแนนสูง ของ Integrity Score จะ เข้าถึงราคาวัตถุดิบต่ำกว่า วงเงินเครดิตสูงกว่า และได้รับการโปรโมตบนแพลตฟอร์ม
  • สมาชิก Digital Co-op ที่มี คะแนนต่ำจะถูกจำกัดสิทธิหรือพักการใช้งาน
  • ระบบมีแรงจูงใจเชิงบวกและบทลงโทษเชิงอัตโนมัติ
  • ลดภาระการตรวจสอบแบบใช้คน และลดการเมืองภายในเครือข่าย
  • รายได้สุทธิ ของรายย่อย จะเพิ่มขึ้น ทันที โดยไม่ต้องเพิ่มราคาขาย
  • รายย่อย จะจ้างงาน เพิ่มกำลังผลิต และหมุนเงินในชุมชนมากขึ้น
  • เกิด Local Multiplier Effect ที่เงินไม่ไหลออกไปสู่ส่วนกลางหรือกลุ่มทุนผูกขาด
  • เพิ่มสัดส่วนรายได้ของ SME ต่อ GDP
  • ลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้
  • ลดแรงกดดันด้านหนี้ครัวเรือน เพราะรายย่อยมีรายได้จากการประกอบการมากขึ้นแทนการกู้เพื่อประคองชีวิต
  • เปลี่ยนบทบาท ของ พ่อค้าคนกลางรายย่อยจากผู้กดราคาเป็นผู้ให้บริการ
  • ส่งผลให้ ประเทศไทยจะ ค่อย ๆ เปลี่ยนจากเศรษฐกิจปลาใหญ่กินปลาเล็ก ไปสู่เศรษฐกิจฝูงปลาเล็กที่ว่ายเป็นระบบ แข็งแรง และต้านแรงกระแทกได้ดีกว่าปลาใหญ่เพียงไม่กี่ตัว
  • เกิด สนามแข่งขันที่ เป็น ธรรมโดยไม่ต้องใช้มาตรการบังคับราคา ไม่ต้องแจกเงิน และไม่ทำลายกลไกตลาด
  • เกิด พลังต่อรองที่ยั่งยืน จากการใช้ เทคโนโลยีและการรวมกลุ่ม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • -ME
  • เกษตรกรรายย่อย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ลดต้นทุนวัตถุดิบได้ ทันที (สำหรับ Outcome)
  • ความสามารถในการส่งตรงถึงผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้น ทันที (สำหรับ Outcome)
  • รายได้สุทธิจะเพิ่มขึ้น ทันที (สำหรับ Outcome)

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • ประมาณ 4,000 ล้านบาท

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • มุ่งเน้นให้มีการนำเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลมาใช้

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาทุนมนุษย์
  • เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน
  • เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของภาคเอกชน
  • สร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจฐานราก
  • สร้างโอกาสให้อุตสาหกรรมใหม่

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ภาคเอกชน
  • ธุรกิจฐานราก
  • อุตสาหกรรมใหม่

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ