ประเด็น

เศรษฐกิจสร้างสรรค์

มี 10 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
  • หลังจาก กกต. เปิดเผยเอกสารนโยบาย (ณ วันที่ 26 ม.ค. 2569) ทีมงานได้อัปเดตข้อมูลงบประมาณและแหล่งที่มาของงบประมาณที่ตรงกันระหว่างเอกสารนโยบายและเว็บไซต์พรรค โดยแสดงด้วยตัวอักษรสีเขียว
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างศูนย์กลาง Digital Economy ผลักดันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มรายได้ในเรื่องเทคโนโลยีด้านสุขภาพ (Health Tech)
  • ผลักดันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มรายได้ในเรื่องเทคโนโลยีด้านสุขภาพ (Health Tech) และเทคโนโลยีด้านการศึกษา (EdTech)
  • ผลักดันการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ
  • สนับสนุนการถ่ายทอดแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้กับคนในชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง เพื่อเพิ่มการกระจายรายได้สู่ชุมชน
  • เชื่อมโยงระเบียงการคมนาคมและการขนส่ง ทั้งทางบก/ทางเรือ/และทางอากาศ ด้วยรถไฟความเร็วสูง/รถไฟรางคู่ และเส้นทางเดินเรือใหม่

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง Digital Economy
  • ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative and Green Economy)
  • ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางจุดเชื่อมต่อการคมนาคมและการขนส่งของภูมิภาค และของโลกแห่งใหม่
  • เพิ่มรายได้จากเทคโนโลยีด้านสุขภาพ
  • เพิ่มรายได้จากเทคโนโลยีด้านการศึกษา
  • เพิ่มการกระจายรายได้สู่ชุมชน
  • สร้างโอกาสให้ประเทศไทยเกิดรายได้ใหม่เป็นจำนวนมาก เมื่อเปลี่ยนระเบียงการคมนาคมและการขนส่งของไทยให้เป็นระเบียงเศรษฐกิจ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้ประกอบการ
  • นักลงทุน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • อุตสาหกรรมภาพยนตร์ขาดการสนับสนุนจากรัฐ
  • ระบบการเซ็นเซอร์และการใช้วิธีคิดด้าน "ความมั่นคง" มากำกับงานศิลปะ ทำให้ภาพยนตร์ไทยมี “เพดาน” ไม่สามารถทำหน้าที่สะท้อนสังคมได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้เนื้อหาขาดความหลากหลายและไม่ดึงดูดใจผู้คน
  • กฎหมายและกฎระเบียบของรัฐเป็นอุปสรรคมากกว่าเป็นกลไกในการสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์
  • เรายังไม่มีการเชื่อมโยงความสำเร็จของภาพยนตร์ไทย เข้ากับอุตสาหกรรมอื่นอย่างเป็นระบบ ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการสร้าง "ตัวคูณทางเศรษฐกิจ" เช่น การท่องเที่ยวตามรอย หรือการส่งออกวัฒนธรรมการกินและการใช้ชีวิตแบบไทยสู่สากล

จะทำอะไร (Action)

  • ย้ายและรวมศูนย์หน่วยงานด้านภาพยนตร์ไว้ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม
  • เปลี่ยนกรอบความคิดรัฐ จากการควบคุมด้วย “ความมั่นคง” เป็นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
  • แก้ไข พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ ให้มีส่วนร่วมจากประชาชน ปรับระบบเรตติ้งให้เป็นสากล และยกเลิกใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อน
  • แก้ไขกฎหมายลิขสิทธิ์ ให้ผู้แสดงและทีมงานได้ส่วนแบ่งจากการฉายซ้ำ
  • จัดตั้งและจัดสรรกองทุนสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างต่อเนื่อง
  • ปรับปรุงกฎหมายภาษี ทั้งอนุสัญญาภาษีซ้อนและภาษีนำเข้าอุปกรณ์ถ่ายทำ
  • กำหนดสัญญาจ้างมาตรฐาน จำกัดชั่วโมงทำงานและเวลาพัก
  • กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในกองถ่าย และบังคับมีประกันอุบัติเหตุ
  • ออกมาตรการคุ้มครองแรงงานเด็ก มีผู้เชี่ยวชาญและผู้ปกครองดูแล
  • สนับสนุนการรวมกลุ่มเป็นสมาคมวิชาชีพของคนทำงานภาพยนตร์
  • วางแนวทางคุ้มครองลิขสิทธิ์และข้อมูลส่วนบุคคลจากการใช้ AI
  • ปฏิรูปการศึกษาศิลปะ เป็นการเรียนรู้แบบ Art Appreciation
  • ให้ทุนวิจัยด้านระบบนิเวศอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เทคโนโลยี และเศรษฐศาสตร์
  • สนับสนุนงบประมาณให้สถานศึกษาที่สอนด้านภาพยนตร์ทั่วประเทศ
  • กำหนดมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลรายได้ภาพยนตร์อย่างโปร่งใส
  • ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและ Cash Rebate แก่ผู้ผลิตหนังไทย
  • ใช้มาตรการภาษีสนับสนุนโรงภาพยนตร์ขนาดเล็กในทุกภูมิภาค
  • ออกแนวทางลดการผูกขาดรอบฉายในโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่
  • จัดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ Film Market และ Workshop อย่างต่อเนื่อง
  • เก็บภาษีแพลตฟอร์มต่างชาติและนำกลับมาพัฒนาวงการหนังไทย
  • ลดขั้นตอนการร้องเรียนคดีละเมิดลิขสิทธิ์ และรวมศูนย์การดูแล
  • กระจายงบสนับสนุนการผลิตสู่ภูมิภาค
  • ลดหย่อนภาษีจากการซื้อตั๋วหนังไทยเพื่อกระตุ้นการบริโภค
  • ควบคุมแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งให้จดทะเบียน เสียภาษี และแข่งขันอย่างเป็นธรรม

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 6,786 ล้านบาท
  • สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในไทยรวมกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท
  • กำหนดชั่วโมงทำงานสำหรับ คนทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไม่เกิน 12 ชั่วโมง/วัน
  • ต้องมีเวลาพักผ่อนอย่างน้อย 10 ชั่วโมงต่อวัน
  • โครงสร้างการบริหารชัดเจน ลดความซ้ำซ้อนและความล่าช้า
  • หนังไทยแข่งขันได้ทั้งในและต่างประเทศ
  • โอกาสของผู้สร้างหน้าใหม่และหนังหลากหลายเพิ่มขึ้น
  • ลดการผูกขาดในระบบโรงและแพลตฟอร์ม
  • รายได้หมุนเวียนกลับสู่อุตสาหกรรมในประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • เกษตรกร
  • คนทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์
  • นักเรียน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 15.3) ว่า '2,000 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 15.3) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • มูลค่าตลาดมหาศาลที่ตรวจสอบได้ยาก เงินจำนวนมากไหลออกสู่ต่างประเทศโดยไม่ผ่านกระบวนการจัดเก็บภาษีในไทย
  • บริษัทข้ามชาติสามารถเข้ามาเปิดให้บริการเกมในประเทศไทยได้โดยไม่มีเงื่อนไข โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) แปลภาษาและตั้งค่าเผยแพร่ ผ่านร้านค้าแอปพลิเคชันได้ทันที ทำให้บริษัทเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องจ้างงานคนไทยและไม่มีการถ่ายทอดองค์ความรู้
  • การพัฒนาเกม (Developer) กำลังถูกประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและจีนแซงหน้า
  • ภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมยังถูกตีกรอบด้วยมายาคติคำว่า “เด็กติดเกม” ทำให้การสนับสนุนจากภาครัฐมักจำกัดอยู่เพียงการควบคุมพฤติกรรมของผู้เล่น แทนที่จะเป็นการส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและอาชีพอย่างเป็นระบบ

จะทำอะไร (Action)

  • ส่งเสริมอุตสาหกรรมเกมไทยและ E-Sport
  • สร้างอุตสาหกรรมเกมระดับโลกในประเทศไทย
  • ออกกฎหมายหรือมาตรการจูงใจ ให้บริษัทต่างชาติที่ต้องการเปิดบริการเกมในไทย "จำเป็น" ต้องมีพันธมิตรเป็นผู้จัดจำหน่ายชาวไทย (Local Publisher)
  • รัฐสนับสนุนเงินทุนวิจัยและพัฒนาให้แก่ผู้สร้างเกมหน้าใหม่
  • รัฐสนับสนุนการจัดงาน E-sport Thailand Championship เพื่อให้เห็นภาพรวมของอุตสาหกรรมเกม
  • จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้และการแข่งขันในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคมและลบล้างมายาคติ "เด็กติดเกม"
  • สนับสนุนการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบอาชีพเพื่อป้องกันปัญหาสังคม เช่น การโปรโมทเกมเถื่อน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างอุตสาหกรรมเกมระดับโลก
  • ทำให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้
  • ลดการพึ่งพาลิขสิทธิ์จากต่างประเทศ
  • สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคม
  • ลบล้างมายาคติ 'เด็กติดเกม'

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้เล่นเกม
  • ผู้ผลิตเกม

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 300 ล้านบาท

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 15.3) ว่า '2,000 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 15.3) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550ขาดบทบัญญัติที่ตอบสนองต่อบริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป ไม่มีบทบัญญัติการส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านที่ชัดเจน
  • ธุรกิจร้านหนังสือเครือข่ายขนาดใหญ่ มีบทบาทควบรวมทั้งเป็นสำนักพิมพ์ ร้านค้า และผู้จัดจำหน่าย ส่งผลกระทบต่อร้านหนังสืออิสระและสำนักพิมพ์รายย่อย ไม่สามารถแข่งขันได้
  • ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการไทยล้มหายตายจาก
  • วิชาชีพขาดความมั่นคง: นักเขียนและบุคลากรสร้างสรรค์ส่วนใหญ่ไม่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้เพียงอย่างเดียว ทำให้ขาดการผลิตผลงานที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

จะทำอะไร (Action)

  • จัดตั้ง “คณะกรรมการหนังสือและสิ่งพิมพ์แห่งชาติ” เป็นแกนหลักในการออกแบบนโยบาย ยุทธศาสตร์ แผนงานในการพัฒนาอุตสาหกรรมหนังสือร่วมกับภาครัฐ
  • จัดทำนโยบาย แผน และยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมหนังสือ และสิ่งพิมพ์ของประเทศ
  • ดำเนินแผนงานเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมหนังสือ
  • จัดทำและพัฒนาระบบฐานข้อมูลอุตสาหกรรมหนังสือและสิ่งพิมพ์ของประเทศ ให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลเชิงสถิติ
  • ประสานงานกับหน่วยงานรัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมหนังสือและสิ่งพิมพ์กับต่างประเทศ
  • กำหนดมาตรการเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ประพันธ์ ผู้แปล บรรณาธิการ และผู้ออกแบบศิลปกรรม ในการแสดงออกด้านศิลปะ วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์
  • บริหารกองทุนหนังสือและสิ่งพิมพ์แห่งชาติ ให้เป็นกองทุนเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมหนังสือและสิ่งพิมพ์
  • กำหนดให้มี “คณะอนุกรรมการห้องสมุด” แบ่งเป็น พื้นที่จังหวัด: ให้มี คณะอนุกรรมการห้องสมุดระดับจังหวัด (จังหวัดละหนึ่งคณะ) และ ให้มีคณะอนุกรรมการห้องสมุดกรุงเทพมหานคร
  • จัดทำรายชื่อหนังสือที่เหมาะสมแก่การจัดซื้อเข้าห้องสมุดทั่วประเทศ
  • เสนอต่อกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กทม. ซึ่งเป็นหน่วยงานบริหารห้องสมุดทั่วประเทศ ให้พิจารณาจัดซื้อหนังสือตามที่เสนอ
  • จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการหนังสือและสิ่งพิมพ์แห่งชาติ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการฯ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เปลี่ยนอุตสาหกรรมหนังสือไทยให้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก
  • ร้านหนังสืออิสระและสำนักพิมพ์รายย่อย สามารถแข่งขันได้
  • เพิ่ม ความมั่นคงให้วิชาชีพนักเขียนและบุคลากรสร้างสรรค์
  • คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ประพันธ์ ผู้แปล บรรณาธิการ และผู้ออกแบบศิลปกรรม
  • วัฒนธรรมการอ่านเข้มแข็งมากขึ้น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ร้านหนังสืออิสระและสำนักพิมพ์รายย่อย
  • นักเขียนและบุคลากรสร้างสรรค์ส่วนใหญ่
  • ผู้ประพันธ์ ผู้แปล บรรณาธิการ และผู้ออกแบบศิลปกรรม

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • 100 ล้านบาท (งบดำเนินงาน)
  • 100 ล้านบาท (งบบริหารกองทุนหนังสือและสิ่งพิมพ์แห่งชาติ)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 15.3) ว่า '2,000 ล้านบาท/ปี' แต่จำนวนนี้อาจครอบคลุมมากกว่า 1 คำสัญญา

งบมาจากไหน (Budget Source)

กองทุนหนังสือและสิ่งพิมพ์แห่งชาติ

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 15.3) ว่า 'การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ'

ประชาธิปัตย์

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • คนมีฝีมือแต่แปลงเป็นรายได้ยาก: ผู้ประกอบการสร้างสรรค์ ช่างฝีมือ ศิลปิน และอาชีพอิสระจำนวนมากมีทักษะและผลงาน แต่ขาดระบบสนับสนุนด้านการออกแบบ การตลาด เงินทุน และทรัพย์สินค้ำประกัน ทำให้เติบโตไม่ได้อย่างยั่งยืน
  • ภูมิปัญญาท้องถิ่นถูกใช้ไม่เต็มศักยภาพ: องค์ความรู้และงานสร้างสรรค์ในชุมชนกระจัดกระจาย ไม่ถูกเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่หรือเศรษฐกิจสมัยใหม่ ส่งผลให้สูญหายและไม่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์
  • เศรษฐกิจสร้างสรรค์กระจุกตัว: โอกาสด้านทุน สิทธิประโยชน์ และเครือข่ายระดับสากลกระจุกอยู่ในเมืองใหญ่ ขณะที่ผู้ประกอบการท้องถิ่นและต่างจังหวัดเข้าไม่ถึงโอกาสเหล่านี้

จะทำอะไร (Action)

  • ต่อยอด “ทุนความสามารถของคนไทย” ให้กลายเป็นรายได้จริง ด้วยโครงสร้างสนับสนุนด้านการออกแบบ ความรู้ เงินทุน และกติกาที่เอื้อการเติบโต
  • เสริมบทบาท TCDC: ช่วยพัฒนาสินค้าและการออกแบบให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น
  • Wisdom Library: สร้างห้องสมุดภูมิปัญญาท้องถิ่น เชื่อมภูมิปัญญาท้องถิ่นกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ รวบรวมผลงานสร้างสรรค์เป็นแหล่งเรียนรู้และแรงบันดาลใจ
  • Master-to-Mentee: ส่งต่อประสบการณ์อาชีพสายสร้างสรรค์ ให้ผู้เชี่ยวชาญทำหน้าที่ Mentor, Showrunner หรือ Curator ในโครงการรัฐ
  • มีฝีมือ มีลิขสิทธิ์ มีทุน: เปิดทางใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และผลงานที่มีรายได้จริงเป็นหลักประกันสินเชื่อ แทนโฉนดหรือที่ดิน ด้วยการแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • กองทุนผลงานสร้างสรรค์: จัดตั้งกองทุนสนับสนุนผู้ประกอบการสร้างสรรค์ในรูปแบบเงินลงทุนดอกเบี้ยต่ำผ่านธนาคารรัฐ
  • Co-Production Incentives: ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Rebate) สำหรับโครงการร่วมทุนไทย–ต่างชาติ โดยกำหนดให้จ้างงานตำแหน่งสร้างสรรค์หลักเป็นคนไทย เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ต่อยอด “ทุนความสามารถของคนไทย” ให้กลายเป็นรายได้จริง
  • เพิ่มมูลค่าสินค้าและความสามารถแข่งขันของผู้ประกอบการท้องถิ่น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ประกอบการสร้างสรรค์
  • ช่างฝีมือ
  • ศิลปิน
  • อาชีพอิสระ
  • ผู้ประกอบการท้องถิ่น
  • ผู้ประกอบการรุ่นใหม่

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 5) ว่า '1,100 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 5) ว่า 'งบประมาณแผ่นดิน'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาคนไทยจำนวนมากถูกละเลย
  • อุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ถูกปล่อยให้เติบโตตามยถากรรม
  • การดำเนินการขับเคลื่อนและสนับสนุนอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์มีความกระจัดกระจาย
  • ขาดยุทธศาสตร์
  • งบประมาณที่ถูกนำมาใช้ยังไม่เกิดประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับวัฒนธรรมสร้างสรรค์ไทยให้กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่
  • จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (THACCA) เป็นเจ้าภาพหลักในการกำหนดยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ทั้งระบบ
  • ตั้งศูนย์ One Stop Service ลดความยุ่งยากสำหรับผู้ประกอบการด้านงานวัฒนธรรมสร้างสรรค์
  • ยกระดับศักยภาพสร้างสรรค์คนไทย Upskill - Reskill ด้วยนโยบาย OFOS
  • ยกระดับอุตสาหกรรมพัฒนาระบบนิเวศวัฒนธรรมสร้างสรรค์ทั้ง 14 สาขา
  • ส่งออกอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ไทย 14 ด้าน สู่ระดับโลกด้วยการทูตเชิงวัฒนธรรม
  • ส่งออกงานสร้างสรรค์ไทยสู่เทศกาลระดับสากล ไม่ว่าจะเทศกาลดนตรี เทศกาลภาพยนตร์
  • นำเข้าเทศกาลที่เกี่ยวข้องกับงานสร้างสรรค์ระดับโลกมาจัดแสดงในไทยเพื่อสร้างรายได้และสร้างจินตนาการใหม่ๆ ให้กับคนไทย
  • สร้างงาน 20 ล้านตำแหน่ง ด้วยการสนับสนุนโครงการต่างๆ ผลักดันการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เช่น พ.ร.บ.ภาพยนตร์ ยกเลิกการเซนเซอร์ แก้ไขกฎหมายอาคารและสถานบันเทิง พ.ร.บ.เกม รวมถึงส่งเสริมอุตสาหกรรมด้วยการออกมาตรการและสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการลงทุน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ทำให้คนไทยหลุดพ้นจากความยากจน
  • สร้างแรงงานทักษะสูง 20 ล้านคน
  • สร้างรายได้ให้คนไทยไม่ต่ำกว่าปีละ 200,000 บาท ต่อคน ต่อปี

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้ประกอบการด้านงานวัฒนธรรมสร้างสรรค์

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 4) ว่า '5,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 4) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี'

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • คนไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศยังมีอุปสรรคในการยกระดับตัวเองจากแรงงานทั่วไปขึ้นมาเป็นผู้ประกอบการ เพราะเข้าไม่ถึงแหล่งทุน
  • ต้องแข่งขันกับผู้ประกอบการชาติอื่นที่มีรัฐหนุนหลัง
  • คนไทยต้องเริ่มจากศูนย์ ไม่มีหลักประกัน ไม่มีเครดิต และไม่มีระบบสินเชื่อเพื่อคนไทยคอยช่วยเหลือ
  • ประเทศเสียโอกาสในการสร้างรายได้และส่งออกวัฒนธรรมสร้างสรรค์ไทยในต่างประเทศ

จะทำอะไร (Action)

  • ให้ธนาคาร SME และ ธนาคารออมสิน ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยปกติสำหรับคนไทยที่ต้องการทำธุรกิจในต่างประเทศ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • คนไทยที่ไปทำงานต่างประเทศ สามารถยกระดับตัวเองเป็นผู้ประกอบการได้อย่างมีศักดิ์ศรี
  • คนไทยในต่างแดนมีโอกาสยืนหยัดอย่างมั่นคงในประเทศที่ตนไปทำมาหากิน โดยเฉพาะการประกอบธุรกิจอย่างร้านอาหารไทย, ร้านสินค้าไทย, ค่ายมวยไทย, ร้านนวดและสปาไทย ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงสำหรับชาวต่างชาติ
  • ช่วยผลักดันวัฒนธรรมสร้างสรรค์ไทย
  • เป็นพลังทางเศรษฐกิจที่เชื่อมไทยกับโลก ผ่านรสชาติอาหาร เรื่องราว สินค้า และตัวตนที่ไม่มีใครเลียนแบบได้
  • ร้านอาหารไทย เปิดตลาดให้ข้าวหอมมะลิ เครื่องปรุง และวัตถุดิบทางการเกษตรไทยตามไปด้วย
  • ร้านนวด สามารถพาภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทยไปตีตลาดเมืองนอกได้

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนไทยในต่างแดน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 57) ว่า '1,000 ล้านบาท/ปี'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต.(ลำดับ 57) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี'

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เราปล่อยให้เพชรเม็ดงามต้องดิ้นรนเจียระไนตัวเอง หรือรอให้ดังก่อนแล้วรัฐค่อยไปเกาะกระแส
  • ปัญหาคือ ถูกเอาเปรียบในสัญญาและผลประโยชน์เหมือนที่ผ่านมา
  • ปล่อยให้เด็กฝึกแบกภาระชีวิตเอง
  • ความเหลื่อมล้ำ
  • ปัญหาที่ทำให้พ่อแม่ต้องกู้หนี้ยืมสินมาส่งลูกเรียนเต้น
  • ความสำเร็จไม่หยุดอยู่แค่รุ่นเดียว

จะทำอะไร (Action)

  • ตั้ง T-Pop Academy
  • สร้างระบบปั้นดาวแบบมืออาชีพตั้งแต่ต้นน้ำ
  • ออกไปหาเด็กที่มีพรสวรรค์ทั่วประเทศด้วยระบบ Scouting ที่ทันสมัย
  • ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเข้ามาช่วยประเมินศักยภาพเบื้องต้น
  • ฝึกด้วยหลักสูตรมาตรฐานโลกที่เข้มข้น
  • ผสม DNA ไทยให้เป็นเอกลักษณ์ในสายตาชาวโลก
  • ให้เด็กทุกคนต้องเข้าใจธุรกิจดนตรีและลิขสิทธิ์
  • รัฐจะสนับสนุนทุนการศึกษา ค่าที่พัก อาหาร และโภชนาการ
  • จัดทำแผนพัฒนาชัดเจนแบบ Talent Roadmap
  • ทำงานร่วมกับ สำนักงานบันเทิงไทยสากล (ITEA)
  • เปลี่ยนยอดไลก์ ให้เป็น ยอดโอนกลับเข้าประเทศ
  • ใช้ศิลปินไทยเป็นหัวเจาะทางเศรษฐกิจ
  • จัดทำโมเดลแบ่งปันรายได้อย่างยุติธรรม
  • นำรายได้ส่วนหนึ่งจากความสำเร็จ...ส่งกลับเข้า กองทุน T-GA

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • T-Pop ไทยปังแบบยั่งยืน ด้วยระบบที่มีมาตรฐานโลก
  • เด็กเก่งจากทุกจังหวัดมีโอกาสเท่ากัน
  • ลูกหลานเกษตรกรหรือเด็กต่างจังหวัดก็ต้องมีทางขึ้นเวทีโลกได้เหมือนกัน
  • ไม่ให้ถูกเอาเปรียบในสัญญาและผลประโยชน์
  • ตัดปัญหาความเหลื่อมล้ำ
  • พ่อแม่ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินมาส่งลูกเรียนเต้น
  • ทุกคนจะมีแผนพัฒนาชัดเจนแบบ Talent Roadmap
  • เกิดยอดโอนกลับเข้าประเทศ
  • สินค้าไทยต้องขายได้ที่นั่น ทั้งผ้าไทย อาหารไทย เมืองรอง และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
  • Soft Power ของไทย “กินได้จริง”
  • สร้างรายได้จริง
  • นำไปปั้นเด็กรุ่นต่อไปให้เก่งขึ้นเรื่อย ๆ
  • กลายเป็นวัฏจักรความสำเร็จที่เดินหน้าได้เอง
  • ไม่ต้องรอการเมือง
  • ไม่ต้องรออารมณ์ตลาด
  • เปลี่ยนเด็กไทยที่มีความฝัน ให้กลายเป็นนักรบทางวัฒนธรรม ที่ออกไปกวาดรายได้จากตลาดโลกกลับมาเลี้ยงดูครอบครัวและพัฒนาประเทศไทยอย่างภาคภูมิ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ศิลปินไทย

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

  • รัฐ (สำหรับสนับสนุนทุนการศึกษา ค่าที่พัก อาหาร และโภชนาการ)
  • กองทุน T-GA (เพื่อนำไปปั้นเด็กรุ่นต่อไป)
รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • จัดตั้งกองทุน "Thai Creator Hub"
  • สนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นใหม่และ SME ในการนำต้นทุนทางวัฒนธรรม (อาหาร, ผ้าไทย, มวยไทย, แหล่งท่องเที่ยว) มาสร้างเป็น Content, เกม, หรือสินค้าดิจิทัลในระดับโลก
  • ยกเว้นภาษีรายได้ 3 ปีแรกสำหรับธุรกิจสร้างสรรค์ที่จดทะเบียนใหม่

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • "แปรรูป" ให้เป็นรายได้ผ่านเทคโนโลยี
  • สร้างเป็น Content, เกม, หรือสินค้าดิจิทัลในระดับโลก
  • ยกเว้นภาษีรายได้ 3 ปีแรก
  • สร้างความภูมิใจในความเป็นไทยผ่านรายได้ที่จับต้องได้จริง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ประกอบการรุ่นใหม่
  • SME
  • ธุรกิจสร้างสรรค์ที่จดทะเบียนใหม่

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รักชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจจากการที่ทรัพย์สินทางปัญญาและมูลค่าจากแบรนด์ไหลออกไปอยู่ในมือผู้จัดการสิทธิระดับโลก
  • ประเทศจะติดกับดักการผลิตแบบรับจ้างทำของที่แข่งขันด้วยต้นทุน ไม่ใช่ความหมาย
  • ประเทศจะไม่สามารถสร้างอำนาจต่อรองใหม่ในเวทีโลก เพราะอิทธิพลสมัยใหม่จำนวนมากไม่ได้มาจากกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่มาจากความสามารถในการกำหนดมาตรฐาน กติกา และความชอบธรรมผ่านเครือข่ายคนเก่ง
  • งานสรุปเชิงนโยบายของ TDRI ระบุว่าไทยมีสัดส่วนการลงทุน R&D ต่อ GDP ราว 1.21 เปอร์เซ็นต์ ซึ่ง...ยังทำให้โจทย์การปั้นคนเก่งเชิงอุตสาหกรรมระดับโลกต้องพึ่งพาการออกแบบแรงจูงใจและระบบสถาบันที่คมขึ้น
  • การทำให้คนเก่งกลายเป็นสินทรัพย์ของชาติ ไม่สามารถอาศัยความรู้สึกหรือการเคลมความสำเร็จปลายทางได้ เพราะการบริหารสินทรัพย์ต้องวัดผลและติดตามได้จริง
  • “โมเดลรอคนดัง” หรือ Claim Success Model ของไทยจึงเป็นกับดักเชิงโครงสร้าง เพราะรัฐเข้าไปที่ปลายน้ำในวันที่มูลค่าและอำนาจต่อรองถูกล็อกไว้แล้วกับตลาด ค่าย/เอเจนซี่ต่างชาติ แพลตฟอร์ม และเครือข่ายจัดจำหน่ายระดับโลก
  • ต่อให้คนไทยประสบความสำเร็จจริง ประเทศก็อาจได้ “ภาพลักษณ์” แต่ไม่ได้ “ส่วนแบ่งในโครงสร้างมูลค่า” อย่างเป็นระบบ
  • รัฐได้เพียงบทบาทเชิงสัญลักษณ์ (มอบรางวัล เชิญร่วมงานรัฐพิธี ใช้เป็นพรีเซนเตอร์แคมเปญเฉพาะกิจ) โดยไม่สามารถ (1) ขยายผลเป็นฐานอุตสาหกรรม (2) สร้างคนรุ่นถัดไปอย่างต่อเนื่อง (3) สร้างรายได้คืนทุนสู่กองทุนคนเก่ง (4) ทำให้ความสำเร็จเชื่อมกับการส่งออกสินค้า/บริการไทยแบบวัดผลได้
  • เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยในปี 2563 มีมูลค่าเพิ่มราว 1.19 ล้านล้านบาท คิดเป็น 7.58% ของ GDP และมีการจ้างงานราว 9 แสนคน (ราว 2.38% ของกำลังแรงงาน) ซึ่งสะท้อน...“ข้อจำกัด” ในการยกระดับจากกิจกรรมกระจายตัวไปสู่อุตสาหกรรมที่มีระบบมูลค่าและระบบคนเก่งแบบทวีคูณ
  • หากไทยยังใช้ Claim Success Model ต่อไป โครงสร้างรายได้จะคล้ายเดิม คือรายได้ก้อนใหญ่ไหลไปอยู่ในมือผู้ถือสิทธิระดับโลก...ขณะที่ไทยได้ผลประโยชน์แบบ “ภาพจำ” มากกว่า “บัญชีรายได้” และความสำเร็จจะเกิดเป็นจุด ๆ ไม่กลายเป็นเครื่องยนต์ที่ทำซ้ำได้ (repeatable engine)
  • กับดัก “เวลา” เพราะตลาด Soft Power เป็นเกมของ first-mover ในการล็อกสัญญาและสิทธิ เมื่อศิลปิน/นักกีฬาเริ่มโด่งดัง ช่องทางรายได้จะถูกผูกกับข้อตกลงที่เจรจาโดยเอกชนหรือเอเจนซี่ที่มักไม่มีกลไกผลประโยชน์ร่วมกับประเทศต้นทาง รัฐจึงเข้าไม่ถึงจุดที่มูลค่าถูกสร้างและถูกจัดสรร
  • กับดัก “สิทธิ” (rights trap) เพราะ Soft Power สมัยใหม่คือการหารายได้จาก IP และสิทธิการใช้ประโยชน์ซ้ำ (licensing) ไม่ใช่รายได้จากงานครั้งเดียว หากไทยไม่มีหน่วยจัดการสิทธิระดับชาติหรือมาตรฐานสัญญาที่ปกป้องผลประโยชน์ระยะยาว คนเก่งไทยจะถูกดูด “มูลค่าทวีคูณ” ออกไปโดยโครงสร้างสัญญาและกฎหมายข้ามพรมแดน
  • กับดัก “การขยายผล” เพราะการมีคนดังไม่เท่ากับการมีอุตสาหกรรม หากไม่มีระบบฝึกอาชีพมาตรฐานโลก อาชีพสนับสนุน...จะไม่เติบโตเป็นห่วงโซ่คุณค่า ทำให้ความสำเร็จไม่แตกแขนงเป็นการจ้างงานและบริษัทไทยรุ่นใหม่
  • กับดัก “ความเหลื่อมล้ำเชิงภูมิศาสตร์” เพราะโมเดลรอคนดังมักคัดคนจากเมืองใหญ่หรือครอบครัวที่มีทุน จึงทำให้ประเทศเสียคนเก่งที่ซ่อนอยู่ในพื้นที่ โดยไม่มีระบบสcouting แบบทั่วประเทศและทุนแบบแข่งขันอย่างเป็นธรรม
  • หากไทยยังใช้การฝึกแบบโปรเจกต์สั้น ๆ หรือค่ายระยะสั้นแล้วคาดหวังผลระดับโลก
  • หากมีคนเก่งและมี IP แต่ไม่มีตลาด ก็ยังไม่เกิดมูลค่า
  • ไทยยังขาด “สถาปัตยกรรมการแปลงชื่อเสียงให้เป็นรายได้เชิงระบบ” ในเชิง soft power
  • งบประมาณรัฐที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์เฉลี่ยราว 44,000 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นประมาณ 1.6% ของงบประมาณรวม ขณะเดียวกันยังสะท้อน “ดุลขาดดุลบริการสร้างสรรค์” ในระดับประมาณ 220,968.6 ล้านบาท
  • หากไม่สร้างระบบผลิตและส่งออกความสามารถพร้อม IP ไทยจะติดกับดักการเป็น “ผู้บริโภคซอฟต์พาวเวอร์” มากกว่าผู้ส่งออกซอฟต์พาวเวอร์
  • หากต้นน้ำยังคัดตัวแบบเดิม ผลลัพธ์ปลายน้ำจะยังเป็นความสำเร็จของคนกลุ่มเดิม และไม่สามารถอ้างได้ว่านี่คือการลงทุนเชิงชาติ
  • หากเด็กยากจนต้องเลือกระหว่างการฝึกกับการช่วยครอบครัว ระบบจะสูญเสีย Talent โดยไม่จำเป็น
  • หากชั้นนี้ไม่แข็ง Talent จะดังแบบฉาบฉวย และมูลค่าจะไหลออกนอกประเทศผ่านสัญญาและแพลตฟอร์ม
  • ความเสียหายจากข่าวฉาวหรือการจัดการสื่อผิดพลาดไม่ได้กระทบแค่บุคคล แต่กระทบภาพลักษณ์ประเทศ
  • หาก Talent ดัง แต่ไม่เชื่อมกับการค้า การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมอื่น ประเทศจะได้เพียงภาพลักษณ์ ไม่ได้มูลค่าเชิงโครงสร้าง
  • ความล้มเหลวของหลายประเทศ (รวมถึงไทยในอดีต) คือการ “เร่งปลายทาง” โดยไม่ลงทุนต้นทาง และไม่ดูแลช่วงเปลี่ยนผ่าน ทำให้ Talent หลุดระบบ เสียความมั่นใจ หรือถูกดูดออกนอกประเทศก่อนสร้างมูลค่าให้ชาติ
  • ในโครงสร้างเดิมของไทย การเติบโตทางเศรษฐกิจถูกจำกัดด้วยผลิตภาพแรงงานที่เพิ่มขึ้นช้า ข้อมูลในช่วงทศวรรษหลังสะท้อนว่าผลิตภาพแรงงานของไทยเติบโตเฉลี่ยต่ำกว่า 2% ต่อปี
  • การส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยพึ่งพาความได้เปรียบด้านราคาและทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก ทำให้รายได้ต่อหัวของนักท่องเที่ยวและมูลค่าเพิ่มต่อหน่วยการส่งออกอยู่ในระดับจำกัด
  • รัฐที่ยังทำหน้าที่เพียงผู้จัดสรรงบประมาณหรือผู้กำกับดูแลกิจกรรม จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเชิงอำนาจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จะทำอะไร (Action)

  • ยกระดับ Soft Power จากกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ ไปสู่ระบบการลงทุน บริหาร และเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากทุนมนุษย์
  • รัฐทำหน้าที่เป็น Investor และ Producer ใน ระยะต้นน้ำ และทำหน้าที่เป็น Asset Manager ใน ระยะกลางน้ำถึงปลายน้ำ
  • รัฐ...ต้องสร้างระบบค้นหา บ่มเพาะ สร้างผลงาน แปลงผลงานเป็นสิทธิ และบริหารสิทธิให้เกิดรายได้ไหลกลับประเทศอย่างต่อเนื่อง
  • เปลี่ยนบทบาทรัฐให้เป็นผู้ลงทุนเชิงรุก
  • รัฐลงทุนสร้างและบริหารคนเก่งได้เหมือนบริหารสินทรัพย์
  • รัฐต้องสร้าง “สถาปัตยกรรมของตลาด โอกาส และสิทธิ” ให้คนเก่งสามารถเติบโตโดยไม่ถูกจำกัดด้วยฐานะ พื้นที่ เครือข่าย หรือการถูกดูดมูลค่าออกนอกประเทศตั้งแต่ต้นน้ำ
  • รัฐทำหน้าที่สร้าง (1) โครงสร้างโอกาส (ทุน โค้ช โครงสร้างพื้นฐาน) (2) โครงสร้างตลาด (ช่องทางส่งออก เครือข่ายเอเจนซี่ต่างประเทศ) และ (3) โครงสร้างสิทธิ (มาตรฐานสัญญา การจัดการ IP การคุ้มครองผลประโยชน์ระยะยาว)
  • ย้าย Soft Power จากการเป็น “สินค้าสาธารณะเชิงภาพลักษณ์” ไปสู่ “ระบบสินทรัพย์ไม่มีตัวตน” ที่มีรายได้ย้อนกลับ (revolving fund)
  • สร้างระบบสcouting ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ แยกจากระบบเส้นสาย โดยใช้การแข่งขัน/ออดิชัน/tryout ที่ออกแบบให้วัดสมรรถนะจริง
  • ให้ทุนค่าเดินทาง ที่พัก โภชนาการ และการเรียนควบคู่ เพื่อให้เด็กต่างจังหวัดและครอบครัวยากจนเข้าถึงได้จริง
  • ผูกกลไกหลักกับ “โควตาความเหลื่อมล้ำ” เช่น สัดส่วนรับจากครัวเรือนรายได้น้อย/พื้นที่ห่างไกล
  • ให้การประเมินผลของศูนย์บ่มเพาะถูกหักคะแนนหากรับเด็กแบบกระจุกตัวเฉพาะเมืองใหญ่
  • มี Academy/Incubator ที่มีมาตรฐานชั่วโมงฝึก โค้ชระดับสากล การแพทย์และวิทยาศาสตร์การกีฬา/การแสดง การฝึกภาษาอังกฤษและการสื่อสารสาธารณะ ตลอดจน mental health & resilience อย่างเป็นระบบ
  • ออกแบบให้มีระบบรับรองคุณภาพ (accreditation) และการเทียบมาตรฐานกับต่างประเทศ
  • รัฐต้องมีหน่วยงานทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานสัญญา การจัดการสิทธิ การคุ้มครองเครื่องหมายการค้า การเจรจา licensing และการติดตามรายได้จากแพลตฟอร์ม
  • รัฐต้องทำหน้าที่เป็น market-maker เชิงยุทธศาสตร์ ผ่านเครือข่ายสถานทูต สำนักงานการค้า การท่องเที่ยว และพันธมิตรเอกชน เพื่อเปิดประตูไปยังค่าย/ลีก/สถาบัน/แพลตฟอร์มต่างประเทศ
  • ใช้ “สัญญาแบบร่วมประโยชน์” (shared benefit) ที่ยุติธรรม เช่น ให้คนเก่งมีสิทธิ์ตัดสินใจและรายได้หลักเป็นของเขา แต่รัฐมีส่วนแบ่งคืนทุนที่ชัดเจนและมีเพดาน ไม่เป็นภาระจนทำให้คนเก่งหนีระบบ
  • ทำให้ “ชื่อเสียง” กลายเป็น “ตัวคูณ” ทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง โดยต้องวัดผลเป็นยอดขาย/ยอดส่งออก/จำนวนผู้เดินทาง/การจองท่องเที่ยว/การเติบโตของแบรนด์ในตลาดเป้าหมาย ไม่ใช่วัดจากจำนวนแคมเปญหรือจำนวนข่าว
  • รัฐควรออกแบบ “แผนจับคู่” ระหว่าง Talent กับสินค้า/บริการไทยเป็นรายตลาด
  • T-GA จึงนิยามใหม่ว่า คนเก่งไม่ใช่เรื่องปัจเจก แต่เป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของชาติ โดยรัฐต้องทำหน้าที่ Investor, Producer และ Rights Manager
  • ออกแบบกรอบงบประมาณให้มีสถานะเชิงการคลังแบบกึ่งลงทุน (capital-like) มากกว่างบอุดหนุน
  • เงินส่วนของรัฐจากทุกแหล่งรายได้จะไม่เข้าคลังทั่วไป แต่เข้าสู่ Thai Global Asset Fund (T-GA Fund) ซึ่งมีสถานะเป็นกองทุนเฉพาะกิจ มีบัญชีแยก โปร่งใส และรายงานสาธารณะ
  • กองทุนด้านสื่อควรถูกกำหนดสัดส่วน “เงินต้นน้ำและกลางน้ำ” เป็นหลัก และผูกเงื่อนไขว่าเงินสนับสนุนต้องแลกกับการสร้างมาตรฐานบุคลากร
  • PPP: ให้เอกชนร่วมลงทุนและร่วมรับความเสี่ยง
  • รัฐถือบทบาท investor เชิงระบบและเจ้าของโครงสร้างพื้นฐาน (academy + data + rights framework) ขณะที่เอกชนถือบทบาท operator ที่รับผิดชอบผลลัพธ์ด้านตลาดและรายได้ โดยทำสัญญาแบบแบ่งปันผลประโยชน์ชัดเจน
  • Tax Incentive 3 เท่า: เปลี่ยนการสนับสนุน Talent ให้กลายเป็นการลงทุนของภาคธุรกิจ
  • นโยบายลดหย่อน 3 เท่าควรถูกล็อกให้เข้ากับกิจกรรมที่ “สร้างสินทรัพย์” เท่านั้น
  • สร้างกองทุน T-GA Fund แบบบัญชีแยกประเภท มีรายงานสาธารณะรายไตรมาส แยกเงินต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และบันทึกรายได้ที่ไหลกลับ (royalty, licensing, revenue share)
  • สร้างสัญญาแบ่งปันผลประโยชน์แบบขั้นบันได (tiered revenue share) ที่ลดแรงต้านของ talent และยังคุ้มรัฐ
  • สร้างระบบประเมินผลตอบแทนทางอ้อมที่เชื่อมกับกระทรวงพาณิชย์และท่องเที่ยว โดยตั้งตัวชี้วัดร่วมกับอุตสาหกรรม
  • กันงบเพื่อธรรมาภิบาลและการประเมินอิสระอย่างจริงจัง
  • รัฐต้องจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะระดับชาติในสาขาหลักที่มีผลคูณทางเศรษฐกิจและ Soft Power สูง ได้แก่ ศิลปะการแสดงและคอนเทนต์ (เช่น T-Pop, ภาพยนตร์, ซีรีส์, แอนิเมชัน), กีฬาอาชีพ, E-Sport และ STEM/Research Excellence โดยไม่ควรตั้งเป็น “สถาบันเดียว” ในกรุงเทพฯ แต่เป็นเครือข่ายศูนย์ฝึกตามภูมิภาค
  • ระบบ Scouting ต้องถูกแยกออกจากระบบเส้นสายและการคัดตัวแบบความรู้สึก โดยใช้การประเมินศักยภาพเชิงข้อมูลร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ
  • ให้ “ทุนเต็มรูปแบบ” ตั้งแต่ค่าเดินทาง ที่พัก อาหาร สุขภาพ และการเรียนควบคู่
  • Academy ต้องยึดมาตรฐานสากลเป็นหลัก ไม่ใช่ฝึกแบบสมัครเล่นหรือค่ายระยะสั้น การฝึกต้องมีโครงสร้างระยะยาว มีชั่วโมงฝึกขั้นต่ำ โค้ชและผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ระบบดูแลสุขภาพกายและใจ และการฝึกภาษาอังกฤษ/การสื่อสารสากลตั้งแต่ต้น
  • รัฐทำหน้าที่เป็น National Agency ที่วางสถาปัตยกรรมของตลาดและสิทธิ โดยทำ 4 เรื่องพร้อมกัน: เรื่องแรก (Storytelling/Personal Brand) รัฐต้องสนับสนุนทีมมืออาชีพด้านการสื่อสาร นักเล่าเรื่อง และนักการตลาดที่ช่วยแปลง “ความเป็นไทย” ให้เป็นคุณค่าเชิงสากล; เรื่องที่สอง (Content Production/Co-Production) รัฐ...ควรเป็นผู้ร่วมลงทุน (co-producer) ที่ตั้งมาตรฐานคุณภาพและให้ทุนตาม milestone เพื่อให้ Talent มีผลงานจริงที่ใช้แข่งขันในตลาด; เรื่องที่สาม (Rights Management) รัฐต้องมีระบบขึ้นทะเบียนและบริหารสิทธิ ทั้งลิขสิทธิ์ผลงาน เครื่องหมายการค้า สิทธิภาพลักษณ์ และสิทธิการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์; เรื่องที่สี่ (Ethics/Media Risk Management) ระบบนี้ต้องฝึกจริยธรรมสื่อ การใช้โซเชียลมีเดีย การรับมือวิกฤต และมี protocol ที่ชัดเจนเพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ
  • รัฐต้องทำหน้าที่เป็น Market Integrator โดยเชื่อม Talent เข้ากับเครือข่ายเอเจนซี ลีก แพลตฟอร์ม และตลาดหลักในต่างประเทศผ่านสัญญาที่เป็นธรรมและมีผลประโยชน์ร่วมกัน พร้อมใช้เครือข่ายสถานทูต การค้า และการท่องเที่ยวเป็นตัวเปิดประตู
  • ใช้ Talent ในหลายบทบาทพร้อมกัน ได้แก่ Brand Ambassador ของสินค้าและบริการไทย Trade Leverage ในการเปิดตลาดใหม่ Tourism Anchor ที่ดึงดูดการเดินทางตามรอย Innovation Showcase ที่ทำให้โลกเห็นศักยภาพด้านเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ของไทย
  • รัฐควรทำงานผ่านโรงเรียน ชุมชน และกิจกรรมท้องถิ่น ไม่ตั้งสถาบันปิด เด็กเข้าระบบด้วยกิจกรรมสนุก ไม่แข่งขันรุนแรง เช่น เวิร์กช็อป ดนตรี กีฬา เกม วิทยาศาสตร์ การเล่าเรื่อง
  • การประเมินใช้ rubric เชิงพัฒนา ไม่จัดอันดับ ไม่ประกาศแพ้–ชนะ
  • รัฐต้องสร้าง Academy Sandbox ที่เรียนควบคู่โรงเรียน ไม่แยกเด็กออกจากระบบการศึกษาปกติ
  • ฝึกแบบ project-based และ season-based (มีพัก มี off-season) ประเมินว่า “เหมาะจะไปต่อหรือไม่” อย่างซื่อสัตย์
  • เปิดตัวในตลาด ASEAN / Regional ก่อน เพื่อเรียนรู้แรงกดดันจริง
  • เริ่มสร้างผลงานที่ถือ IP ได้ ใช้มาตรฐานสัญญาเดียวกัน
  • รัฐต้องถอยจาก “ผู้ควบคุม” เป็น “ผู้จัดการพอร์ต” ใช้ Talent เชื่อมกับการค้า การท่องเที่ยว แฟชั่น เทคโนโลยี
  • ลดสัดส่วนการถือรายได้เมื่อ Talent คืนทุนรัฐแล้ว
  • เปลี่ยนฐานการเติบโตจากระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาแรงงานจำนวนมากและต้นทุนต่ำ ไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความสามารถเฉพาะบุคคล ทรัพย์สินทางปัญญา และชื่อเสียง
  • ยกระดับบทบาทของรัฐจาก “ผู้ชื่นชมความสำเร็จของคนไทย” ไปสู่ “ผู้ถือหุ้นเชิงยุทธศาสตร์ในความสามารถของประชาชน”

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ความมั่งคั่งของประเทศเคลื่อนจากเศรษฐกิจที่วัดกันด้วยทรัพยากรและแรงงานต้นทุนต่ำ ไปสู่เศรษฐกิจที่วัดกันด้วยความสามารถของมนุษย์ที่ถูกแปลงรูปเป็นทรัพย์สินทางปัญญา แบรนด์ ชื่อเสียง เครือข่ายมืออาชีพ และอิทธิพลเชิงวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบ
  • ประเทศจะได้ทั้งรายได้และอำนาจต่อรองที่ทวีคูณ
  • รายได้จะมาในรูปค่าลิขสิทธิ์ ค่าธรรมเนียมสิทธิ การจ้างงานคุณภาพสูง และการส่งออกบริการเชิงความรู้
  • ประเทศจะได้ความสามารถในการสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นที่ส่งผลต่อการค้า การท่องเที่ยว การลงทุน และการยอมรับมาตรฐานของไทยในเวทีโลก
  • ประเทศจะได้เส้นทางอาชีพใหม่และความหวังแบบจับต้องได้ให้คนรุ่นใหม่ ว่าความสามารถของตนสามารถกลายเป็นทุนเศรษฐกิจและศักดิ์ศรีได้จริง ไม่ต้องอาศัยการอพยพออกนอกระบบ
  • รายได้ไหลกลับประเทศอย่างต่อเนื่อง
  • คนเก่งสามารถเติบโตโดยไม่ถูกจำกัดด้วยฐานะ พื้นที่ เครือข่าย หรือการถูกดูดมูลค่าออกนอกประเทศตั้งแต่ต้นน้ำ
  • เมื่อคนเก่งก้าวสู่ตลาดโลก ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ชม” แต่เป็น “ผู้ร่วมลงทุนและผู้ร่วมสร้างมูลค่า”
  • ลงทุนแล้วคืนทุนได้บางส่วน และคืนทุนแล้วนำไปลงทุนซ้ำเพื่อสร้างคนรุ่นถัดไป ลดการพึ่งงบประมาณแบบปีต่อปี
  • เด็กต่างจังหวัดและครอบครัวยากจนเข้าถึงได้จริง
  • เปิด “ประตูคนเก่ง” ให้กว้างขึ้นมีพื้นที่ให้โตอีกมาก
  • ระบบเดินไปหาคนเก่งจริง
  • ใบรับรอง/พอร์ตโฟลิโอของผู้ผ่านการบ่มเพาะ “ใช้ได้จริง” ในตลาดโลก
  • ลดการเริ่มต้นใหม่เมื่อเข้าสู่ต่างประเทศ
  • ไม่ให้มูลค่าถูกดูดออกตั้งแต่ต้น
  • “National Rights Management” ที่ทำให้รายได้ลิขสิทธิ์ส่วนหนึ่งไหลกลับเป็นกองทุนหมุนเวียนปั้นคนรุ่นถัดไปอย่างชอบธรรม
  • ทำให้ Soft Power ไม่ใช่การส่งคนไปดังแล้วจบ แต่เป็นการส่งออกแบบมีเงื่อนไขที่สร้างอุตสาหกรรมและการจ้างงานสนับสนุนกลับประเทศ
  • เกิดการส่งออกที่มีความสัมพันธ์เชิงเหตุผล
  • ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและอำนาจต่อรองของประเทศเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ โดยไม่ลดทอนศักดิ์ศรีหรืออิสระของบุคคล
  • รายได้ไหลกลับประเทศได้ต่อเนื่องเป็นปี ๆ
  • เปลี่ยนคนหนึ่งคนให้กลายเป็น “หัวเจาะตลาด” ที่ลากทั้งห่วงโซ่อุปทานตามไปด้วย
  • ควบคุมความเสี่ยงและวัดผลได้จริง
  • เงินก้อนนี้ “สร้างระบบผลิตคนและสิทธิ IP” ได้จริง ผลตอบแทนเชิงโครงสร้างจะคุ้มกว่าการอัดงบประชาสัมพันธ์หรืออีเวนต์ระยะสั้นที่จบแล้วจบเลย
  • งบรัฐเริ่มต้นทำหน้าที่เป็น “เงินตั้งระบบ” และค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยรายได้จาก Talent เอง เมื่อระบบนิ่ง รัฐสามารถลดงบตรง แต่ระบบยังเดินต่อได้
  • รายได้ทางอ้อมกำลังทำงาน
  • โครงการอยู่ได้ยาว
  • เอกชนกล้าลงทุนต่อและทำให้รายได้จาก IP ไหลกลับได้จริง
  • เงินทุกบาทแปลงเป็นความสามารถ สิทธิ และตลาดได้จริง
  • ความสามารถของคนไทยไม่สูญหายจากความจนหรือพื้นที่ ลด Talent Loss เชิงโครงสร้าง และสร้างความเป็นธรรมในการเข้าถึงโอกาสระดับชาติ
  • ชื่อเสียงและผลงานของคนไทยกลายเป็นสินทรัพย์ที่ถือสิทธิได้ สร้างรายได้ซ้ำ (Recurring Revenue) และเกิดอุตสาหกรรมสนับสนุนในประเทศ
  • Soft Power แปลงเป็น Hard Value เพิ่มรายได้ประเทศ อำนาจต่อรอง และภาพลักษณ์เชิงบวกอย่างยั่งยืน
  • Talent ต้องได้ส่วนแบ่งสูงพอให้รู้สึกว่า “ความสามารถเป็นของตนเอง” ไม่ใช่ถูกรีดโดยรัฐ
  • เอกชนต้องได้ผลตอบแทนคุ้มความเสี่ยงและความเป็นมืออาชีพที่นำเข้าระบบ
  • รัฐต้องได้มากพอในรูป “เงินหมุน + สิทธิ + อำนาจเชิงนโยบาย” เพื่อรักษาระบบระยะยาว โดยไม่กลายเป็นภาษีแฝง
  • เกิดกองทุนหมุนเวียน (Revolving Fund)
  • ป้องกันสมองไหลและแรงต้านจาก Talent ที่ประสบความสำเร็จสูง
  • ยิ่ง Talent ใช้ชื่อเสียงเพื่อประโยชน์ประเทศมากเท่าไร รัฐยิ่งถอยออก
  • ประเทศได้ รายได้หมุน + คนรุ่นใหม่ + อำนาจต่อรอง โดยไม่ต้องเพิ่มภาษี และไม่ต้องใช้งบประมาณซ้ำซ้อน
  • แต่ละช่วงวัยมี เป้าหมายต่างกันชัดเจน กลไกของรัฐ ไม่ทับซ้อนครอบครัวหรือเอกชน การคัดออก (exit) เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ความล้มเหลว คนที่ไม่ไปต่อระดับโลก ยังได้ทักษะชีวิตและอาชีพคุณภาพกลับคืนสังคม
  • เด็กกล้าแสดงออก ความเหลื่อมล้ำลดลง เด็กชนบทไม่หลุด ไม่กลัวล้มเหลว
  • ไม่กระทบวิชาหลัก มีวุฒิการศึกษา ป้องกัน burnout ออกได้โดยไม่เสียหน้า ไม่มี stigma
  • ประสบการณ์จริง ไม่เสียสิทธิ รายได้ขั้นต่ำที่อยู่ได้จริง ภาพลักษณ์ไม่พังตั้งแต่แรก
  • รายได้ต่างประเทศ ภาพลักษณ์ประเทศ ยอดขายพ่วง วัดผลได้จริง
  • ยกระดับศักยภาพการเติบโตของประเทศใน ระยะยาว ลดการพึ่งพาแรงงานราคาถูก และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันบนเวทีเศรษฐกิจโลกที่ขับเคลื่อนด้วยความหมาย ความเชื่อมั่น และทรัพย์สินทางปัญญา
  • เปลี่ยนฐานการเติบโตจากระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาแรงงานจำนวนมากและต้นทุนต่ำ ไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความสามารถเฉพาะบุคคล ทรัพย์สินทางปัญญา และชื่อเสียงที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มซ้ำได้โดยไม่ผูกกับปริมาณแรงงานหรือทรัพยากร
  • ดันผลิตภาพแรงงานได้สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
  • รายได้สามารถเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณจากการใช้ซ้ำ (reuse) การอนุญาตใช้สิทธิ (licensing) และการแตกแขนงไปสู่อุตสาหกรรมอื่น
  • คาดการณ์การเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในกรอบ 10–15% ต่อปี
  • อุตสาหกรรมที่อิงทรัพย์สินทางปัญญามักฟื้นตัวได้เร็วกว่าภาคการผลิตหนัก
  • มูลค่าการใช้จ่ายต่อหน่วยสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • การประเมินมูลค่า Trade & Tourism Spillover มากกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี
  • Multiplier 8–10 เท่า
  • สร้างฐานรายได้ที่ยั่งยืนกว่า
  • สร้าง “โครงสร้างอำนาจใหม่” ของรัฐในศตวรรษที่ 21
  • ความสามารถของประชาชนสามารถสร้างคุณค่าให้ประเทศได้อย่างเป็นระบบ
  • เสริมอำนาจต่อรอง (soft leverage) ที่ทรงพลัง
  • ชื่อเสียงของบุคลากรระดับโลกสามารถเปิดประตูการค้า การลงทุน และความร่วมมือได้ในระดับที่การทูตแบบรัฐต่อรัฐทำได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ
  • ความเชื่อมั่นต่อรัฐจะเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งการแจกจ่ายเชิงประชานิยมระยะสั้น
  • ชื่อเสียงของคนไทยสามารถแปลงเป็น GDP อำนาจต่อรอง และความยั่งยืนของรัฐได้จริงใน ระยะยาว

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • คนรุ่นใหม่
  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

  • กรอบงบประมาณ 5,000–7,000 ล้านบาทใน ระยะ 5 ปี
  • ต้นน้ำ: Scout + Academy Capacity 1,750–2,450 ล้านบาท/5 ปี
  • กลางน้ำ: Talent Management + IP Production 2,000–2,800 ล้านบาท/5 ปี
  • ปลายน้ำ: Global Export + Network 1,000–1,400 ล้านบาท/5 ปี

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 24) ว่า '30,000 ล้านบาท'

งบมาจากไหน (Budget Source)

ระบุในเอกสารที่ส่ง กกต. (ลำดับ 24) ว่า 'การบริหารระบบงบประมาณและการบริหารระบบภาษี'

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ