ประเด็น

เอกสารสิทธิ์ที่ดิน

มี 12 คำสัญญา จาก

*ฐานข้อมูลมีทั้งหมด 13 พรรค โดยเลือกเฉพาะพรรคที่มีข้อมูลนโยบายในเว็บไซต์ทางการ อ่านเกณฑ์การคัดเลือกพรรคการเมือง

คำชี้แจง

  • ข้อมูลในหน้านี้มาจากข้อความบนเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมือง ซึ่งถูกจัดลงตารางตามหัวข้อต่างๆ ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (LLM) โดยพยายามคงข้อความตามต้นฉบับให้มากที่สุด
  • หากจำเป็นต้องเพิ่มข้อความเพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์ จะถูกแสดงด้วยตัวอักษรสีเทา
  • แม้มีการตรวจสอบโดยทีมงานในระดับหนึ่ง แต่อาจมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นได้
  • ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมกับข้อความต้นฉบับตามลิงก์ด้านล่าง
อ่านที่มาและข้อจำกัดข้อมูล
ไทยสร้างไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • เกษตรกรย่างเข้าสู่วัยชราอายุมากแล้ว หมดกำลังวังชาที่จะทำมาหากินในที่ดิน
  • เกษตรกรไม่มีความประสงค์จะทำการเกษตรต่อไป
  • เกษตรกรไม่มีลูกหลานที่จะเป็นผู้สืบทอด หรือมีผู้สืบทอดแต่ไม่มีความประสงค์จะทำการเกษตรต่อไป

จะทำอะไร (Action)

  • ให้มีการจำหน่ายจ่ายโอน ที่ดิน สปก. ในกรณีชราภาพได้
  • สร้างกติกาใหม่เพื่อให้สามารถนำที่ดิน สปก. มาใช้ประโยชน์ได้เต็มศักยภาพ ควบคู่การปลูกป่า ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม
  • จัดและพัฒนาที่ดินในรูปแบบ “นิคมเกษตรกรรม” โดยการวางผังแบ่งแปลง ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบน้ำเพื่อการเกษตร ถนน ไฟฟ้า ประปาชุมชน ฯลฯ และจัดแบ่งเป็นโซนต่าง ๆ
  1. โซนที่ดินทำกิน ขนาดแปลง 5 – 10 ไร่ สำหรับปลูกบ้านพัก ขุดบ่อเก็บกักน้ำ ให้เกษตรกรเข้ามาอยู่อาศัย สามารถทำการเกษตรผสมผสาน หรือไร่นาสวนผสม สร้างผลผลิตได้ทันที เกษตรกรที่ได้รับจัดสรรต้องผ่อนชำระการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคืนให้แก่รัฐ 2 โซนพื้นที่แปลงใหญ่ หรือแปลงรวมของนิคมฯ เพื่อใช้ผลิตพืชอุตสาหกรรม ที่ใช้เทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มผลผลิต และผลผลิตที่ได้มาตรฐาน สามารถส่งขายได้ทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ 3 โซนส่วนกลางที่เป็นสถานที่รวบรวมผลผลิตแปรรูป และรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรที่ได้มาตรฐานตามที่ตกลงกัน เป็นสินค้าส่งออกสู่ตลาด เช่น ผักอินทรีย์ สมุนไพร อาหารเพื่อสุขภาพ ฯลฯ และเป็นพื้นที่เอนกประสงค์ เช่น การถ่ายทอดความรู้ การประชุม เป็นต้น 4 โซนปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ เป็นป่าเศรษฐกิจ ที่จะมีรายได้เสริมจากการขายคาร์บอนเครดิตด้วย 5 โซนภาคบริการที่เกี่ยวเนื่องกับภาคเกษตร เช่น ที่พักรับรองการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติสุขภาพ (Health & Wellness Tourism) ที่ฟื้นฟูสุขภาพระยะยาว (Long Stay) หรือบ้านพักผู้สูงอายุ เป็นต้น
  • ปรับการดำเนินงานจากรัฐ เป็น “บรรษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมการเกษตรแห่งชาติ”

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างรายได้ให้คนไทย
  • เกษตรกรที่ได้รับจัดสรรต้องผ่อนชำระการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคืนให้แก่รัฐ
  • สามารถทำการเกษตรผสมผสาน หรือไร่นาสวนผสม สร้างผลผลิตได้ทันที
  • ผลผลิตที่ได้มาตรฐาน สามารถส่งขายได้ทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ
  • มีรายได้เสริมจากการขายคาร์บอนเครดิต
  • มีการปลูกป่า ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม
  • มีที่พักรับรองการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติสุขภาพ (Health & Wellness Tourism) ที่ฟื้นฟูสุขภาพระยะยาว (Long Stay) หรือบ้านพักผู้สูงอายุ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • ผู้สูงอายุ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหาที่ดินทับซ้อนระหว่างรัฐและประชาชนมีรากฐานมาจากความซับซ้อนทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะการประกาศเขตหวงห้ามเพื่อความมั่นคงในช่วง พ.ศ. 2479–2484 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่รวมกว่า 4.6 ล้านไร่ ทั่วประเทศ
  • การประกาศในยุคนั้นใช้แผนที่มาตราส่วนหยาบที่ไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง ทำให้แนวเขตคลาดเคลื่อนและทับซ้อนกับชุมชนที่อยู่อาศัยมาก่อน
  • ประชาชนกว่า 1.2 ล้านครัวเรือน ที่ไม่สามารถพิสูจน์สิทธิได้
  • การขาดระบบข้อมูลกลางและการกำกับดูแลที่กระจายหลายหน่วยงาน
  • รัฐไม่สามารถประเมินความจำเป็นในการถือครองที่ดินได้อย่างเป็นระบบ นำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งเรื้อรัง
  • ข้อจำกัดด้านบุคลากร

จะทำอะไร (Action)

  • จัดสรรที่ดินของกองทัพ
  • เปลี่ยนการถือครองที่ดินของกองทัพที่ไม่ใช้ประโยชน์
  • จัดระเบียบข้อมูล
  • สร้างกระบวนการพิสูจน์สิทธิที่เป็นธรรม
  • ปฏิรูประบบการถือครอง
  • ใช้ระบบสัญญาเช่าแบบกำหนดระยะเวลา
  • ให้ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) เข้ามาเป็นผู้บริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ของหน่วยงานรัฐ
  • เปลี่ยนเป็นระบบเช่าใช้จาก ธพส. แทน
  • คืนที่ดิน
  • นำที่ดินราชพัสดุที่ กรมธนารักษ์ ได้รับคืนจากกองทัพไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์, จัดสรรให้ประชาชนรายย่อยประกอบอาชีพ, และพัฒนาเชิงพาณิชย์หรืออุตสาหกรรมตามความเหมาะสมของพื้นที่
  • ยกระดับศูนย์สารสนเทศของ กรมธนารักษ์ ให้เป็นฐานข้อมูลกลางตามมาตรฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศ
  • จัดเก็บพิกัดแปลงที่ดิน
  • จัดเก็บข้อมูลเอกสารที่ดินที่เกี่ยวข้อง
  • จัดเก็บประวัติการใช้ประโยชน์อย่างละเอียด
  • เผยแพร่ในรูปแบบ ข้อมูลเปิด (Open Data)
  • เปิดให้เอกชนที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาสำรวจที่ดินราชพัสดุภายใต้มาตรฐานเดียวกับศูนย์สารสนเทศ
  • บริหารการใช้ประโยชน์ผ่านสัญญาเช่า 2 ประเภท สัญญาประเภท 1: สำหรับหน่วยงานรัฐที่ใช้ประโยชน์ในภารกิจราชการโดยตรง (ไม่เก็บค่าเช่า) สัญญาประเภท 2: สำหรับหน่วยงานรัฐที่ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ รวมถึงภาคเอกชนและประชาชน (เก็บค่าเช่าเข้ากรมธนารักษ์)
  • แบ่งสัญญาเช่าเพื่อการกำกับดูแลที่ชัดเจน (ต่อสัญญาทุก 5 ปี)
  • เปลี่ยนจากการของบประมาณก่อสร้างอาคารสำนักงานของหน่วยงานรัฐ เป็นการให้ ธพส. เป็นผู้จัดหาและให้บริการเช่าใช้อาคารแทน
  • จัดการพื้นที่คืนจากหน่วยงานรัฐ
  • ส่งคืนพื้นที่ที่หมดความจำเป็นต่อภารกิจกองทัพเพื่อพัฒนาตามศักยภาพ เช่น เป็นพื้นที่บริการสาธารณะ หรือโครงการเศรษฐกิจท้องถิ่น
  • วางระบบพิสูจน์สิทธิด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์
  • เพิ่มกระบวนการพิสูจน์สิทธินอกเหนือจากภาพถ่ายทางอากาศ
  • ใช้ 4 วิธีประกอบกัน: 1) พฤกษศาสตร์ 2) โบราณคดี 3) วิธีทางเอกสาร และ 4) ธรณีวิทยา
  • เปิดให้ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ที่ดินราชพัสดุตอบสนองต่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง
  • การใช้ประโยชน์ที่ดินราชพัสดุมีความเท่าเทียม
  • การใช้ประโยชน์ที่ดินราชพัสดุมีความเป็นธรรม
  • การใช้ประโยชน์ที่ดินราชพัสดุมีความมีประสิทธิภาพ
  • เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ
  • จัดระเบียบผู้ใช้ประโยชน์
  • จำกัดงบประมาณการก่อสร้างอาคารสำนักงาน
  • ความโปร่งใส
  • ใช้เป็นฐานในการตัดสินใจเชิงนโยบายที่แม่นยำ
  • มีความเที่ยงตรง
  • ลดความล่าช้าทั่วประเทศ
  • ลดพื้นที่รกร้าง
  • นำประชาชนเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องด้วยอัตราค่าเช่าที่เหมาะสม
  • ลดภาระงานจัดซื้อจัดจ้างด้านโยธาของภาครัฐ
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณ
  • ลดข้อโต้แย้ง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ชุมชนที่อยู่อาศัยมาก่อน
  • รัฐ
  • หน่วยงานรัฐ
  • ผู้ใช้ประโยชน์บนที่ดินราชพัสดุ
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • ภาคเอกชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยเผชิญวิกฤต แนวเขตที่ดินทับซ้อน (Overlapping Land Claims) ระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยกันเองกว่า 40 ล้านไร่
  • วิกฤต ส่งผลให้ประชาชนสับสนในกรรมสิทธิ์
  • ประชาชน ขาดความมั่นคงในที่ดินทำกิน
  • วิกฤต เกิดความขัดแย้งที่ไม่สามารถหาข้อยุติได้
  • การดำเนินการ โครงการ One Map กลับล่าช้าและติดขัดในทางปฏิบัติ
  • โครงการ One Map ดำเนินการเสร็จเพียง 4 จาก 7 กลุ่มจังหวัด ใน 10 ปี
  • โครงการ One Map ไร้ผลบังคับใช้: พื้นที่ที่ผ่านมติ ครม. แล้ว กลับนำมาใช้จริงไม่ได้ เพราะหน่วยงานต้นสังกัดยังไม่ได้แก้กฎกระทรวงหรือพระราชกฤษฎีกาของตนเองให้สอดคล้องกับแผนที่ใหม่

จะทำอะไร (Action)

  • ดัน One Map ให้จบ
  • บังคับใช้ One Map ได้จริง
  • เร่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ One Map
  • ใช้กฎหมาย Fast-track แก้แผนที่ทุกฉบับพร้อมกัน
  • เปิดข้อมูล One Map ให้ประชาชนตรวจสอบได้ทันที
  • พรรคประชาชนจะเร่งรัดกระบวนการ One Map ให้เสร็จสมบูรณ์
  • เร่งรัดให้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) (ONLB) รับรองแนวเขต 3 กลุ่มจังหวัดที่เหลือ
  • ปลดล็อกให้แผนที่ One Map มีผลบังคับใช้ได้จริง
  • ใช้อำนาจฝ่ายบริหารสั่งการให้ สคทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งจัดทำแผนที่ใน 3 กลุ่มจังหวัดที่เหลือ
  • เปิดข้อมูล One Map ในพื้นที่นำร่องที่ ครม. เห็นชอบแล้วให้เป็น “ชุดข้อมูลที่ประชาชนต้องรู้”
  • แสดงรายละเอียดสำคัญ: แนวเขตที่ดินรัฐ, ระดับความเชื่อมั่นของเส้น, ที่มาของข้อมูล, เวอร์ชันการปรับปรุง และช่องทางสำหรับการคัดค้าน
  • ออกมติ ครม. กำหนดให้แผนที่ One Map ที่ผ่านความเห็นชอบแล้ว มีผลบังคับใช้ทันที กับหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ และคู่สัญญาภาครัฐ
  • ใช้กลไก การแก้ไขกฎหมายแบบมัดรวม (Omnibus Law / Fast-track) เพื่อแก้ไขแผนที่แนบท้ายกฎกระทรวงหรือพระราชกฤษฎีกาของทุกหน่วยงานพร้อมกันในคราวเดียว

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • One Map บังคับใช้ได้จริง
  • กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ One Map จบ
  • แก้แผนที่ทุกฉบับพร้อมกัน
  • ข้อมูล ประชาชนตรวจสอบได้ทันที
  • กระบวนการ One Map เสร็จสมบูรณ์
  • One Map มีผลทางกฎหมายทันที
  • สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) (ONLB) รับรองแนวเขต 3 กลุ่มจังหวัดที่เหลือให้เสร็จ
  • แผนที่ One Map มีผลบังคับใช้ได้จริง โดยไม่ต้องรอการแก้กฎหมายรายฉบับของแต่ละหน่วยงานที่ใช้เวลานาน
  • แผนที่ใน 3 กลุ่มจังหวัดที่เหลือ แล้วเสร็จ
  • ประชาชนตรวจสอบสิทธิ์ของตนเองได้ง่าย
  • แผนที่ One Map มีผลบังคับใช้ทันที
  • การทำงานเดินหน้าไปได้
  • แก้ไขแผนที่แนบท้ายกฎกระทรวงหรือพระราชกฤษฎีกาของทุกหน่วยงาน พร้อมกันในคราวเดียว แทนการให้แต่ละกระทรวงแยกกันแก้ซึ่ง ใช้เวลานานและขาดเอกภาพ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • หน่วยงานรัฐ
  • รัฐวิสาหกิจ
  • คู่สัญญาภาครัฐ

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ให้แผนที่ One Map มีผลบังคับใช้ได้จริง ทันที
  • ให้ สคทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งจัดทำแผนที่ใน 3 กลุ่มจังหวัดที่เหลือให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา 1 ปี

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยมีเอกสารสิทธิที่ดินหลากหลายประเภท (เช่น โฉนด, น.ส.3, ส.ป.ก., น.ค.) ซึ่งออกโดยหน่วยงานและกฎหมายที่ต่างกัน ก่อให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างมหาศาล
  • ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ: ที่ดินบางประเภทไม่สามารถนำไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือซื้อขายเปลี่ยนมือได้ตามปกติ ทำให้กลายเป็น "ทุนตาย" (Dead Capital) ประชาชนเสียโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
  • ความซับซ้อนของระบบ: ความหลากหลายของเอกสารทำให้เกิดความสับสน ทับซ้อน และช่องว่างในการทุจริต
  • ความล่าช้าของระบบราชการ: กระบวนการพิสูจน์สิทธิและการออกเอกสารในปัจจุบันมีความล่าช้า ประชาชนจำนวนมากยังตกหล่นจากระบบรัฐ

จะทำอะไร (Action)

  • ปรับเอกสารสิทธิ์ทุกประเภทเป็น “โฉนดมาตรฐานเดียว“
  • เปลี่ยนเอกสารสิทธิ์ทุกประเภทเป็นโฉนดที่ดินมาตรฐานเดียว
  • แก้กฎหมายปลดล็อกที่ดินทำกิน
  • ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเร่งรัดการออกโฉนด
  • เปลี่ยนเอกสารสิทธิครอบครองที่ดินทั้งหมด (ที่ไม่ทับซ้อนที่ดินรัฐและอยู่ในเงื่อนไขที่เหมาะสม) ให้เป็น "โฉนดที่ดิน" ตามประมวลกฎหมายที่ดินเพียงมาตรฐานเดียว
  • ปฏิรูประบบเดินสำรวจ โดยกระจายอำนาจให้ สำนักงานที่ดินจังหวัด/สาขา เป็นผู้ดำเนินการหลัก แทนศูนย์เดินสำรวจส่วนกลาง
  • จัดสรรงบประมาณตามปริมาณงานจริงในพื้นที่
  • แก้ไข ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 3 ให้รับรองกรรมสิทธิ์ที่ได้มาจากการปฏิรูปที่ดิน
  • แก้ไข พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (เพิ่มมาตรา 39/1) ให้ผู้ได้รับจัดสรรที่ดินและทำประโยชน์ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี สามารถขอออกโฉนดที่ดินได้
  • ใช้คำสั่งฝ่ายบริหารเร่งรัดรังวัดและตรวจสอบคุณสมบัติ (สำหรับ กลุ่มที่ยังไม่จัดที่ดินนิคมสร้างตนเองและนิคมสหกรณ์)
  • แก้ไขกฎหมายเพื่อปลดล็อกเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรค (สำหรับ กลุ่มติดล็อกข้อกฎหมาย (น.ค.1 / น.ค.3) เช่น กรณีเปลี่ยนมือสู่ทายาทที่ไม่ได้ทำเกษตรกรรม)
  • ออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเขตนิคมสหกรณ์ให้ครบถ้วนตามมติ ครม. เดิม (ปี 2513 และ 2517) (สำหรับ กลุ่ม "13 นิคม 14 ป่า")
  • เร่งรัดกระบวนการของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) (สำหรับ ที่ดินที่มีการครอบครองก่อนประกาศเป็นที่ดินรัฐ แต่ติดปัญหาทับซ้อน)
  • เพิ่มความถี่การประชุมคณะอนุกรรมการจังหวัด (คพร.จว.)
  • กระจายอำนาจการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศ ไม่ให้กระจุกตัวอยู่ส่วนกลาง
  • ถ่ายโอนอำนาจให้จังหวัด: ใช้คำสั่งฝ่ายบริหาร ปรับโครงสร้างอำนาจการออกโฉนด โดยกำหนดให้อำนาจการออกโฉนดทั้งหมดอยู่ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดหรือสาขา รวมทั้งกำลังคนและงบประมาณ
  • พัฒนาเครื่องมือเทคโนโลยีให้ทันสมัย สำหรับใช้ทำงานธุรการ ทะเบียน นิติกรรม และงานบริการประชาชนด้านที่ดิน เช่น งานทะเบียนออนไลน์ ทำทุกอย่างผ่านแพลตฟอร์มกลาง / สาระบบที่ดินดิจิตอล E- land deed document / การพิสูจน์สิทธิ์ ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมและ AI / Base map / One map / Application
  • พัฒนาระบบฐานข้อมูลที่ดินและศูนย์ข้อมูลที่ดิน Online ทั่วประเทศ ให้ข้อมูลที่ดินทั้งประเทศเป็น Open data
  • ตรวจสอบพื้นที่กันคืนกรมป่าไม้ หากมีคนอยู่และไม่ใช่ป่า ให้นำมาจัดสรรต่อ
  • นำร่องเปลี่ยน ส.ป.ก. เป็นโฉนด ใน 12 จังหวัด (ภาคละ 2 จังหวัด)
  • รวบรวมข้อมูลทำแผนปฏิบัติการรายแปลง (สำหรับ พื้นที่นิคม)
  • นำร่องจัดที่ดินตกค้าง ภาคละ 1 แห่ง ให้แล้วเสร็จ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ลดความเหลื่อมล้ำ
  • คืนมูลค่าให้ที่ดินประชาชน
  • แก้ปัญหาคอขวดของการออกโฉนดที่ล่าช้า
  • ปลดล็อกที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจทัดเทียมที่ดินทั่วไป
  • สามารถออกเอกสารสิทธิ์ น.ค.3 และนำไปสู่การออกโฉนดได้
  • แก้ปัญหาความล่าช้า (ของกระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ในที่ดินทับซ้อน)
  • ดำเนินการจัดที่ดินในพื้นที่เป้าหมายให้ได้ 80%
  • เปลี่ยนเอกสารสิทธิ์ทุกประเภท (ส.ป.ก./น.ค.3/กสน.5) ให้เป็นโฉนดมาตรฐานเดียวทั่วประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน
  • ผู้ถือครอง น.ส.3, น.ส.3 ก., น.ส.2, ส.ค.1 และที่ดินในโครงการ "บอกดิน"
  • ผู้ได้รับจัดสรรที่ดินและทำประโยชน์ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี
  • กลุ่มที่ยังไม่จัดที่ดิน (นิคมสร้างตนเองและนิคมสหกรณ์)
  • กลุ่มติดล็อกข้อกฎหมาย (น.ค.1 / น.ค.3)
  • กลุ่ม "13 นิคม 14 ป่า"
  • ที่ดินที่มีการครอบครองก่อนประกาศเป็นที่ดินรัฐ แต่ติดปัญหาทับซ้อน
  • ผู้ใช้บริการงานบริการประชาชนด้านที่ดิน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

  • ผู้ได้รับจัดสรรที่ดินและทำประโยชน์ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี (เงื่อนไขสำหรับการขอออกโฉนดที่ดิน)
  • สามารถออกเอกสารสิทธิ์ น.ค.3 และนำไปสู่การออกโฉนดได้ทันที
  • เป้าหมายระยะยาว: ดำเนินการจัดที่ดินในพื้นที่เป้าหมายให้ได้ 80% และเปลี่ยนเอกสารสิทธิ์ทุกประเภท

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • มีประชาชนอาศัยและทำกินในที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิทับซ้อนกับเขตป่าหรือที่ดินของรัฐ รวมพื้นที่กว่า 20 ล้านไร่ ซึ่งถูกรัฐตีตราว่าเป็น "ผู้บุกรุก" อย่างเหมารวม ก่อให้เกิดปัญหาความมั่นคงในชีวิตและข้อพิพาททางกฎหมายที่รุนแรง
  • วิกฤตที่ดินทับซ้อนเขตป่า (16.7 ล้านไร่) เกิดจากการออกกฎหมายป่าไม้ 3 ฉบับ (พ.ศ. 2504, 2507, 2535) ที่รวมศูนย์อำนาจไว้ส่วนกลางและประกาศทับที่ดินชุมชนดั้งเดิมแม้จะมีมติ ครม. แก้ไขปัญหามานานกว่า 46 ปี (ตั้งแต่ปี 2522) แต่ความขัดแย้งยังไม่จบสิ้น นำไปสู่การขับไล่และดำเนินคดี โดยเฉพาะช่วงปี 2552–2562 มีการจับกุมถึง 60,000 ราย และฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายโลกร้อนที่ชาวบ้านไม่มีกำลังจ่าย
  • ที่ดินทับซ้อนสาธารณประโยชน์ (8 ล้านไร่) ประชาชนเข้าทำกินจนหมดสภาพการใช้ประโยชน์ร่วมกันแล้ว แต่ติดล็อกทางกฎหมายที่ต้องเพิกถอนด้วยการออกเป็นพระราชบัญญัติเท่านั้น ทำให้การเปลี่ยนสภาพที่ดินเพื่อจัดสรรให้ประชาชนทำได้ยาก
  • ที่ดินทับซ้อนที่ราชพัสดุ (1.1 ล้านไร่) ราษฎรกว่า 83.7% ต้องการพิสูจน์สิทธิเพื่อยืนยันว่าอยู่มาก่อน แต่กระบวนการยุ่งยาก ซับซ้อน และขาดแคลนบุคลากร ทำให้ในทางปฏิบัติไม่สามารถพิสูจน์สิทธิได้จริง
  • การที่รัฐมองประชาชนเป็นผู้บุกรุกแบบเหมารวม ไม่ว่าจะเป็นผู้อยู่มาก่อนหรือหลังการประกาศเขตป่า ทำให้ขาดสิทธิในการพัฒนาเศรษฐกิจและเข้าถึงสวัสดิการรัฐ
  • ประชาชนเสี่ยงต่อการถูกแย่งยึดที่ดินและถูกดำเนินคดีอาญาได้ทุกเมื่อ
  • การบริหารจัดการ ที่ดินราชพัสดุและที่สาธารณประโยชน์ "ไม่มีเอกภาพ" เนื่องจากอยู่ภายใต้กฎหมายคนละฉบับ ทำให้หน่วยงานรัฐทำงานซ้ำซ้อนหรืออำนาจไม่ชัดเจน

จะทำอะไร (Action)

  • แก้ไขปัญหาทับซ้อนกับ "เขตป่า" ด้วยรูปแบบ "แปลงรวม" โดย
  • ใช้ประกาศ คทช.: กำหนดหลักเกณฑ์การจัดที่ดินแบบ แปลงรวม (โฉนดชุมชน หรือ เขตคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์)
  • หน่วยงานเจ้าของที่ดิน (เช่น กรมป่าไม้/กรมอุทยาน) ส่งมอบที่ดินให้ ท้องถิ่น (อปท.)
  • อปท. สำรวจ: ตรวจสอบแนวเขตรอบนอกและแนวเขตรายแปลง รวมถึงคุณสมบัติผู้ถือครอง (ห้ามขยายพื้นที่รุกป่าเพิ่ม)
  • ออกหนังสืออนุญาตให้ "ชุมชน" (ตามแนวเขตหมู่บ้าน) แล้วท้องถิ่นจึงออกเอกสารรับรองสิทธิ์รายแปลงให้ชาวบ้านอีกที
  • ชุมชนร่วมกับท้องถิ่นดูแลพื้นที่ให้เป็นไปตามเงื่อนไขของ คทช.
  • รวมกฎหมายบริหารจัดการที่ดินของรัฐ (ที่ราชพัสดุ และที่สาธารณประโยชน์) โดย
  • แก้ไข พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562 ให้ครอบคลุมทั้งสองประเภท
  • กรมธนารักษ์: ดูแลที่ดินที่รัฐใช้ประโยชน์ หรือที่ดินที่เอกชนเช่าระยะยาว
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.): ดูแลที่ดินที่เป็นที่สาธารณะจริงๆ (เช่น สุสาน, หนองน้ำ, ตลาด)
  • จัดการพื้นที่ทับซ้อนและที่ดินที่ไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) โดย
  • กรณีชาวบ้านอยู่มานานและรัฐไม่ใช้ประโยชน์แล้ว: กันออกและดำเนินการจัดที่ดินตามแนวทางของ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)
  • กรณีรัฐยังต้องใช้ประโยชน์: เร่งรัดรังวัดและออก นสล.
  • หยุดวงจรคดีความ: ยุติการจับกุมและดำเนินคดีเกี่ยวกับป่าไม้กับประชาชนที่อยู่เดิม (ยกเว้นกรณีบุกรุกใหม่)
  • คัดกรองทุนข้ามชาติ: ตรวจสอบการถือครองที่ดินของชาวต่างชาติหรือนอมินีอย่างเข้มงวด
  • X-Ray พื้นที่ทับซ้อน: เร่งรัดสำรวจรายชื่อสมาชิกชุมชน แผนที่แนวเขตรายแปลง และลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตป่าและที่ดินรัฐทั่วประเทศ
  • ออกเอกสารรับรองสิทธิชุมชน: ออกหนังสือรับรองสิทธิแบบกลุ่มหรือชุมชน โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่าง ชุมชน, อปท., เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และภาคประชาสังคม
  • ให้อำนาจท้องถิ่น: สนับสนุนให้ อปท. ออกข้อบัญญัติรองรับการบริหารจัดการที่ดินและแผนพัฒนาการใช้ที่ดิน
  • ปรับสถานะทางกฎหมายเพื่อคืนสิทธิโฉนด:
  • เพิกถอนที่ดินรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์: ออก พ.ร.บ. เพิกถอนสภาพที่ราชพัสดุหรือที่สาธารณประโยชน์ ในพื้นที่ที่ประชาชนครอบครองมานาน (ก่อน พ.ศ. 2530) เพื่อส่งมอบให้กรมที่ดินออกโฉนด
  • ล้างแนวเขตป่าทับซ้อน: ออกกฎกระทรวงหรือพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนแนวเขตป่าที่ประกาศทับพื้นที่กรรมสิทธิ์เดิม หรือที่ดินที่มีสิทธิออกโฉนดตามกฎหมาย (เช่น พื้นที่นิคมสร้างตนเอง/สหกรณ์)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • แก้ปมพื้นที่ทับซ้อนรัฐ-ป่า
  • การเปลี่ยนสภาพที่ดินเพื่อจัดสรรให้ประชาชนทำได้ ง่ายขึ้น
  • ประชาชน ลดความเสี่ยงต่อการถูกแย่งยึดที่ดินและถูกดำเนินคดีอาญา
  • การบริหารจัดการ ที่ดินราชพัสดุและที่สาธารณประโยชน์ มีเอกภาพ
  • หน่วยงานรัฐทำงาน ลดความซ้ำซ้อนหรือ อำนาจ ชัดเจนขึ้น
  • ชาวบ้านได้รับ สิทธิการอยู่อาศัย/ทำกินอย่างถูกต้อง
  • แสดง แนวเขตที่ชัดเจน ป้องกันการบุกรุกเพิ่ม
  • ที่ดินรัฐที่ถูกเพิกถอน ส่งมอบให้กรมที่ดินออกโฉนด
  • ประชาชนได้รับ สิทธิเช่าซื้อในราคาที่เป็นธรรม
  • คืนความเป็นธรรมให้เจ้าของที่ดินดั้งเดิม

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ชาวบ้าน
  • ชุมชน
  • เจ้าของที่ดินดั้งเดิม

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ประเทศไทยมีที่ดินของรัฐจำนวนมหาศาลแต่ขาดการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
  • เกิดปัญหาการถือครองกระจุกตัว
  • ที่ดินทับซ้อนกับประชาชน
  • ที่ราชพัสดุ: มีปัญหา หน่วยงานที่ถือครองมากที่สุดคือ กระทรวงกลาโหม (ประมาณ 6.25 ล้านไร่ หรือ 50% ของทั้งหมด)
  • ที่สาธารณประโยชน์: กว่า 58% (ประมาณ 11.98 ล้านไร่) ยังไม่สามารถออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) ได้
  • ที่สาธารณประโยชน์: ไม่ทราบแนวเขตชัดเจน ทับซ้อนกับพื้นที่ทำกินของประชาชน ทำให้การบริหารจัดการจริงล้มเหลว
  • ความลักลั่นระหว่างกฎหมายที่ดินเอกชนกับที่ดินรัฐ

จะทำอะไร (Action)

  • แก้ไข พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562 ให้ครอบคลุมการบริหารจัดการทั้ง "ที่ราชพัสดุ" และ "ที่สาธารณประโยชน์" อยู่ภายใต้มาตรฐานกฎหมายเดียวกัน
  • กำหนดให้ กรมธนารักษ์: ดูแลที่ดินที่หน่วยงานรัฐใช้ประโยชน์ หรือที่ดินที่รัฐให้เอกชนเช่าระยะยาว
  • กำหนดให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.): ดูแลที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันจริง เช่น สุสาน, หนองน้ำ, ตลาดชุมชน
  • กันพื้นที่ออก สำหรับที่ดินที่ยังไม่ออก นสล. และมีประชาชนอยู่อาศัย หรือหน่วยงานรัฐเลิกใช้ประโยชน์แล้ว
  • อนุญาตให้ประชาชนอยู่อาศัย/ทำกิน ตามกฎหมาย คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)
  • เร่งรัดรังวัด สำหรับพื้นที่ที่รัฐมีความจำเป็นต้องใช้ หรือเป็นที่สาธารณะที่ใช้ร่วมกันจริง
  • ออก นสล. สำหรับพื้นที่ที่รัฐมีความจำเป็นต้องใช้ หรือเป็นที่สาธารณะที่ใช้ร่วมกันจริง ให้ถูกต้อง
  • สำรวจและตรวจสอบแนวเขตที่ราชพัสดุและที่สาธารณประโยชน์ใหม่ทั้งหมด
  • ดำเนินการ ร่วมกับ ชุมชนและ อปท.
  • รวบรวมข้อมูลการบุกรุกและการถือครองที่ดินรัฐทั่วประเทศ
  • จำแนกประเภทกลุ่มเป้าหมาย (อยู่ก่อน/อยู่หลัง/นายทุน/คนจน) สำหรับวางแผนจัดการ
  • เร่งออก หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) ในส่วนที่เป็นที่ดินรัฐชัดเจนและกันพื้นที่ทับซ้อนกับประชาชนออกไปแล้ว
  • ทำสัญญาเช่าให้ถูกต้องเป็นธรรมกับผู้ที่ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ในปัจจุบัน (เช่น ตลาด, ร้านอาหาร)

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ที่สาธารณะ ได้รับการดูแล โดย ท้องถิ่น
  • ที่ดินบุกรุก ถูกเปลี่ยนให้เป็นการ เช่าใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง
  • ลดความซ้ำซ้อน ในการบริหารจัดการที่ดินรัฐ
  • ใช้ประโยชน์ ที่ดินรัฐ ให้คุ้มค่าที่สุด
  • พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562 ครอบคลุมการบริหารจัดการทั้ง "ที่ราชพัสดุ" และ "ที่สาธารณประโยชน์" อยู่ภายใต้มาตรฐานกฎหมายเดียวกัน
  • ที่ดินที่ยังไม่ออก นสล. และมีประชาชนอยู่อาศัย หรือหน่วยงานรัฐเลิกใช้ประโยชน์แล้ว ได้รับการ กันพื้นที่ออก
  • ประชาชน อยู่อาศัย/ทำกิน ในที่ดินที่กันออก ตามกฎหมาย
  • พื้นที่ที่รัฐมีความจำเป็นต้องใช้ หรือเป็นที่สาธารณะที่ใช้ร่วมกันจริง ได้รับการ รังวัด
  • พื้นที่ที่รัฐมีความจำเป็นต้องใช้ หรือเป็นที่สาธารณะที่ใช้ร่วมกันจริง ได้รับการ ออก นสล. ให้ถูกต้อง
  • ได้ข้อมูล แนวเขตที่ราชพัสดุและที่สาธารณประโยชน์ ที่ตรงกับความเป็นจริง
  • ผู้ที่ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ในปัจจุบัน ได้รับ สัญญาเช่าที่ถูกต้องเป็นธรรม
  • นำรายได้กลับมาพัฒนาประเทศและท้องถิ่น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ท้องถิ่น
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชน

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • แนวคิดการจัดการป่าแบบ "อนุรักษ์ปลอดคน" และการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางได้กลายเป็นรากฐานของความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนมาอย่างยาวนาน
  • ความซับซ้อนของกฎหมายและหน่วยงาน: ปัจจุบันพื้นที่ป่าอยู่ภายใต้กฎหมายหลายฉบับและหลายหน่วยงานกำกับดูแล ทำให้เกิดความลักลั่นในการบริหารจัดการ
  • ปัญหาแนวคิดอำนาจนิยมแบบดั้งเดิม: หน่วยงานรัฐมักยึดถือว่าทรัพยากรเป็นของรัฐเพียงฝ่ายเดียว จึงตัดสิทธิชุมชนท้องถิ่นในการจัดการ ทำให้พื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ไม่สามารถถูกนำมาใช้สร้างงาน สร้างอาชีพ หรือป้องกันภัยพิบัติโดยคนในพื้นที่ได้
  • ผลกระทบต่อสิทธิชุมชน: การเร่งประกาศเขตอุทยานแห่งชาติที่ทับซ้อนกับพื้นที่ทำกินเดิม ทำให้ชาวบ้านต้องขออนุญาตในทุกกิจกรรมพื้นฐาน นำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการขาดส่วนร่วมในการวางแผนยั่งยืน

จะทำอะไร (Action)

  • เพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์จาก 20.1% เป็น 30% ของพื้นที่ประเทศ
  • ยกระดับพื้นที่ป่าสงวนฯ และป่าไม้ถาวรที่ยังคงสภาพป่าจริงและไม่มีข้อพิพาทกับประชาชน ให้กลายเป็นป่าอนุรักษ์ภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน
  • มีหน่วยงานระดับกรมเพียงกรมเดียวดูแล
  • เร่งประกาศรับรองป่าชุมชนที่ค้างอยู่ 760,000 ไร่
  • แก้ไขโครงสร้างอำนาจโดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลและสนับสนุนชุมชน
  • เปลี่ยนจากการอนุรักษ์แบบสกัดกั้น เป็นการบริหารจัดการป่าเพื่อการอนุรักษ์ควบคู่กับการใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสุขภาพ
  • เร่งรัดการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1 : 4000 หรือ "วันแมป" (One Map)
  • ใช้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ การเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) มาพัฒนาประสิทธิภาพในการพิสูจน์สิทธิที่ดินและตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่า
  • ใช้โดรนถ่ายภาพและดาวเทียม เพื่อจัดทำแนวเขตป่าที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ผ่านระบบออนไลน์
  • นำระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ (E-Ticket) มาใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
  • ส่งเสริมการใช้ป่าเพื่อธรรมชาติบำบัด กีฬาวิ่งเทรล และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
  • บริหารจัดการระบบ "การเก็บหาของป่าอย่างยั่งยืน"
  • สนับสนุนงานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติ
  • ส่งเสริมให้ประชาชนสร้างพื้นที่สีเขียวในที่ดินกรรมสิทธิ์ของตนเอง

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • สร้างเศรษฐกิจสีเขียว
  • เพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์จาก 20.1% เป็น 30% ของพื้นที่ประเทศ (95.8 ล้านไร่)
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ
  • เพิ่มพื้นที่ป่าชุมชนรวมเป็น 6.96 ล้านไร่
  • คนในท้องถิ่นมีรายได้จากการดูแลทรัพยากร
  • แยกแยะพื้นที่ป่าที่คงสภาพและไม่มีข้อพิพาทให้ชัดเจน
  • พัฒนาประสิทธิภาพในการพิสูจน์สิทธิที่ดินและตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่าแบบทันท่วงที
  • ประชาชนสามารถตรวจสอบ แนวเขตป่า ได้ผ่านระบบออนไลน์
  • เพิ่มพื้นที่ปอดให้กับประเทศ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ชุมชน
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

ประชาชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ความขัดแย้งในกรณีที่รัฐได้ประกาศให้ที่ดินของประชาชนแต่เดิมเป็นพื้นที่ “ป่า”

จะทำอะไร (Action)

  • ปฏิรูปกฎหมายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่มีปัญหา โดยให้ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน รวมถึง ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
  • กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานการใช้ที่ดินให้ครอบคลุมทั่วประเทศโดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับระบบนิเวศ ความเป็นจริง วิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น ประสิทธิภาพ และความยั่งยืน โดยต้องให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากหลักเกณฑ์การใช้ที่ดินมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วย
  • กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม
  • การให้สัมปทานที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และสุขภาพของประชาชน ต้องให้ประชาชนรวมถึงชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์
  • จัดให้มีแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ
  • สนับสนุนและปรับปรุงกิจการและอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ให้มีความยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • ปฏิรูปกฎหมายประมงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและยั่งยืน
  • ปรับปรุงให้การประมงพาณิชย์และอุตสาหกรรมต่อเนื่องมีความยั่งยืน ไม่ทำลายล้าง ตลอดจน เป็นไปตามหลักการคุ้มครองสวัสดิการแรงงาน
  • กระจายอำนาจในการเข้าถึงและจัดการทรัพยากรอย่างเป็นธรรมระหว่างชาวประมงทุกกลุ่ม
  • ส่งเสริมการจัดการอย่างมีส่วนร่วมที่คำนึงถึงความสมดุลของระบบนิเวศที่เอื้อต่อเรือประมงในประเทศและเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ
  • ส่งเสริม บำรุงรักษา และคุ้มครองคุณภาพดินและสิ่งแวดล้อมตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน
  • ควบคุมและกำจัดมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย โดยประชาชน ชุมชนท้องถิ่น รวมถึง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางการดำเนินงาน
  • จัดให้มีการวางผังเมืองที่ได้รับการดำเนินตามอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน
  • นำระบบเทคโนโลยีมาช่วยจัดการการกระจายพลังงานให้ทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดินเพื่อประกอบการเกษตรอย่างทั่วถึง
  • คนจนเข้าถึง ตลอดจนมีความมั่นคงในที่ดินทำกิน
  • มีกฎหมายรับรองและคุ้มครองสิทธิชุมชนท้องถิ่นในการดำรงชีวิตอยู่ในป่า รวมถึง ในเขตสงวนอื่นๆ ของรัฐ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ คุ้มครอง บํารุง รักษา ฟื้นฟู บริหารจัดการ ตลอดจน สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างสมดุลและยั่งยืน
  • ชุมชนมีสิทธิและบทบาทในการจัดการ ตลอดจน ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • คนจน
  • ชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับสัมปทาน
  • แรงงานประมง
  • ชาวประมง

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อไทย

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ปัญหากรณี “ป่าทับคน – คนทับป่า” ที่ตกค้างมากว่า 60 ปี
  • ปัญหาคดีความจำนวนมากจากการประกาศเขตกฎหมาย
  • ปัญหาพื้นที่ ส.ป.ก. จำนวนมากกลายเป็นเมืองแต่กฎหมายยังจำกัด
  • ปัญหาคดีบุกรุกป่ามากกว่า 12,563 คดี
  • ความไม่เป็นธรรมต่อชาวบ้านที่ถูกดำเนินคดี
  • ปัญหาความล่าช้าและซับซ้อนของระบบเอกสารสิทธิ

จะทำอะไร (Action)

  • เปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก. กว่า 33 ล้านไร่ ให้เป็นโฉนด
  • แก้ปัญหา “ป่าทับคน – คนทับป่า” แบบรอบด้าน
  • พิสูจน์สิทธิชุมชนและสิทธิประเพณีด้วยวิธีผสมผสาน
  • จัดทำ “แนวเขตใหม่” ที่ยุติธรรม
  • ยุติการฟ้องร้องที่ไม่เป็นธรรมต่อชาวบ้าน
  • เร่งออกเอกสารสิทธิในพื้นที่พิสูจน์แล้วว่ามีสิทธิโดยสุจริต
  • ออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรมประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ
  • นิรโทษกรรมแก่ประชาชนที่ถูกกล่าวหา
  • คืนสิทธิทางกฎหมายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  • แก้ปัญหาคดีตกค้างจำนวนมาก
  • ปฏิรูประบบข้อมูลและการสำรวจที่ดิน
  • ตั้งระบบดิจิทัลที่ดินแห่งชาติ (One Map)
  • รวมข้อมูลจากกรมที่ดิน – กรมป่าไม้ – อุทยาน – ส.ป.ก.
  • เพิ่มความโปร่งใส ปิดช่องทุจริต

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน อย่างถูกต้อง
  • ยุติความขัดแย้งระหว่างรัฐ–ประชาชน
  • สามารถยุติวัฒนธรรมการทุจริตด้านที่ดิน
  • มีเอกสารสิทธิในพื้นที่พิสูจน์แล้วว่ามีสิทธิโดยสุจริต มากกว่า 10 ล้านไร่

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ประชาชน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

เพื่อบ้านเมือง

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

  • ใช้มาตรการผ่านทางกฎหมายในการควบคุมการผลิต การกำหนดราคาผลผลิตการจำหน่ายผลผลิต การแบ่งสันปันส่วนที่ควรจะได้ระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรอย่างเป็นธรรม
  • ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยธรรมชาติ เลิกใช้สารเคมีฆ่าแมลง
  • ใช้มาตรการทางกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดิน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • เกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง
  • มีความปลอดภัย
  • ใช้ต้นทุนต่ำ
  • สามารถแข่งขันในตลาดภายในประเทศและตลาดโลกได้
  • เกษตรกรมีที่ดินทำกินเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • เกษตรกร
  • เกษตรกรผู้ยากไร้
  • เกษตรกรผู้ด้อยโอกาส
  • เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกิน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

รวมไทยสร้างชาติ

ปัญหาคืออะไร (Problem)

ไม่ระบุ

จะทำอะไร (Action)

ตั้งศาลที่ดิน แก้ข้อพิพาทชาวบ้านกับรัฐ จัดสรรที่ดินอยู่อาศัย/ทำกิน

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

ไม่ระบุ

ใครได้ประโยชน์ (Target)

ชาวบ้าน

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

โอกาสใหม่

ปัญหาคืออะไร (Problem)

  • ผู้ยากไร้ไม่มีการศึกษา ไม่อาจประกอบอาชีพอื่นได้
  • การหลีกเลี่ยงภาษีในทุกระดับ

จะทำอะไร (Action)

  • สร้างโอกาส ให้ผู้ยากไร้
  • สร้างระบบภาษีที่เป็นธรรม
  • ปิดโอกาสการหลีกเลี่ยงภาษีในทุกระดับ

ผลลัพธ์คืออะไร (Outcome)

  • ผู้ยากไร้ ได้มีที่ดินทำกินหรือประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยแรงงานในครอบครัว
  • งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ (จากระบบภาษีที่เป็นธรรม)

ใครได้ประโยชน์ (Target)

  • ผู้ยากไร้ไม่มีการศึกษา

ภายในเมื่อไหร่ (Timeframe)

ไม่ระบุ

ใช้งบเท่าไหร่ (Budget)

ไม่ระบุ

งบมาจากไหน (Budget Source)

ไม่ระบุ

แชร์หน้านี้เกี่ยวกับโครงการ